พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756300805534.jpg

    เหรียญสังฆราช(แพ) สมโภชปีที่ ๕๐ วัดสุทัศน์ ปี ๒๕๓๗ มีรอยเหล็กจารลงอักขระยันต์ ด้านข้าง เนื้อทองแดง

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250827_195636.jpg IMG_20250827_195703.jpg IMG_20250827_195556.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้จัดส่ง
    1756307310937.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    Y5405685-0.jpg get_auc3_img (16) (1).jpeg

    เหรียญพระพุทธจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ วัดขนอนเหนือ จ.อยูธยา รักษาโรค ป้องกันภัย ให้โชคลาภ
    สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จตรวจเสนาสนะ (ที่อยู่) ของพระภิกษุสาวกโดยมีพระอานนท์ตามเสด็จ ครั้ง นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งนอนป่วยอยู่ตามลำพังด้วยโรคท้องเสีย อย่างรุนแรง ผ้านุ่งผ้าห่มเปรอะเปื้อนด้วยปัสสาวะและอุจจาระ ทรงทราบว่าไม่มีผู้ดูแล จึงทรงประคองภิกษุรูปนั้นด้วยพระมหากรุณา ทรงพยาบาลให้ได้รับความสบายโดยมีพระอานนท์คอยช่วยเหลือ จากนั้นตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้ประชุมกันแล้วรับสั่งว่า ขอให้ภิกษุช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ เพราะพวกเธอได้สละบ้านเรือนออกมาประพฤติพรหมจรรย์ห่างจากญาติมิตร ถ้าพวกเธอไม่ดูแล กันเองใครเล่าจะดูแล จากนั้นได้ตรัสถึงอานิสงส์การพยาบาลภิกษุอาพาธ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพยาบาลเราตถาคต ก็พึงพยาบาลภิกษุอาพาธเถิด”
    พระพุทธจริยาปางพยาบาล วัดขนอนเหนือ ออกที่วัดขนอนเหนือเมื่อ วันที่ 23 สิงหาคม 2552 ปลุกเสก 2 รอบ รอบแรกปลุกเสกที่วัดสุวรรณ อยุธยาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2552 รอบสองปลุกเสกที่วัดขนอนเหนือ วันที่ 23 สิงหาคม 2552 โดยพระเกจิคณาจารย์ อยุธยาหลายท่านเช่น หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์,หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติการาม,หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูน,หลวงพ่ออุดม วัดพิชัย เหรียญ ทองแดง สร้าง 10000 เหรียญ ครับ
    ให้กล่าวคำบูชาพอพร ทำน้ำมนต์อาบรักษาโรค ได้ผลมามากมาย จนปัจจุบันมีคนมาแก้บนกันทุกวัน

    ที่พึ่งทางจิตใจช่วงนี้ครับเวลาจิตตก
    ‘พระปางพยาบาล’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อ ‘ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ’ที่วัดขนอนเหนือ พระนครศรีอยุธยา
    ชาวกรุงเก่าฮือฮา พระพุทธรูปปางประหลาด 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อีกองค์เป็นปางรับโชค ประดิษฐานอยู่ที่บางปะอินทั้งสององค์ เป็นที่นับถือศรัทธาจากชาวบ้าน ในด้านช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ช่างผู้ปั้นพระเผยอดีตเจ้าอาวาสเป็นคนดำริจัดทำขึ้นตามภาพถ่ายที่ได้มา พอปั้นเสร็จก็ได้รับศรัทธาอย่างเนืองแน่นจากชาวบ้าน ทางด้านผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมชี้เป็นปางที่มีอยู่ในพุทธประวัติอยู่แล้ว เพียงแต่คนไม่ค่อยรู้จักเท่าไร
    เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่า ที่วัดขนอนเหนือ ริมถนนสายเอเซีย ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา มีพระพุทธรูปลักษณะพิสดาร ไม่เหมือนกับพระพุทธรูปตามวัดต่างๆ สร้างความประหลาดใจต่อผู้พบเห็น จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าพระพุทธรูปดังกล่าว ตั้งอยู่ด้านข้างอุโบสถของวัด ประดิษฐานอยู่บนซุ้มปูนปั้นทรงไทย ยกฐานสูงจากพื้นดินประมาณ 180 ซ.ม. ลักษณะของพระพุทธรูปสูงประมาณ 2 เมตร อยู่ในท่านั่งเข่าขวาตั้งชัน ไว้ผมมวย มีใบหน้าอ่อนหวานคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ในวงแขนมีรูปปั้นพระสงฆ์นอนคล้ายกับอาพาธอยู่ ที่ฐานพระพุทธรูปเขียนเป็นปูนปั้นว่า "พระพุทธรูปจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ"
    พระปลัดเนตร โกสโล อายุ 40 ปี เจ้าอาวาสวัดขนอนเหนือ เปิดเผยว่า ตั้งแต่มาเป็นเจ้าอาวาสก็เห็นพระพุทธรูปดังกล่าวแล้ว ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของผู้สร้างเหมือนกันว่าสร้างแบบดังกล่าวทำไม ทราบแต่เพียงว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปเดิม ได้สั่งให้ช่างสิริ บ้านอยู่ที่หมู่ 4 ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน ปั้นพระพุทธรูปปางดังกล่าว ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมวัด ต่างสงสัยเข้ามาสอบถามกันบ่อยครั้ง ทางวัดจึงกำลังรวบรวมประวัติพระพุทธรูปดังกล่าว รวมกับประวัติของวัดด้วย เนื่องจากวัดขนอนมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้เป็นหลักฐานด้วย
    จากการสอบถามนายสิริ ภาคาหาญ อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 ม.4. ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน ช่างปั้นพระพุทธรูปดังกล่าว เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีอาชีพเป็นช่างไม้ประจำหมู่บ้าน ชอบงานด้านช่าง แล้วพัฒนาฝีมือจนมาเป็นช่างปูน รับสร้างพระอุโบสถตามวัดต่างๆ และสร้างศาลาทรงไทย ก่อนจะมาเป็นพระพุทธรูปดังกล่าว พระครูพิศาลวิมลกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดขนอนเหนือที่มรณภาพไปแล้ว ได้นำภาพถ่ายพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อุ้มพระอยู่ ซึ่งเห็นว่าแปลกดี แล้วให้ตนเป็นคนปั้น เพื่อให้ชาวบ้านสักการบูชา และขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
    ช่างสิริกล่าวว่า ในการปั้นครั้งนั้น ตนไม่เคยปั้นพระพุทธรูปมาก่อน รับทำแต่ลวดลายปูนปั้นประดับศาลาและโบสถ์เท่านั้น การปั้นจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล ใช้เวลาปั้นนานประมาณ 1 เดือนจึงเสร็จ พระพุทธรูปออกมาสวยงามดี ชาวบ้านเห็นแล้วเกิดศรัทธาเข้ามากราบไหว้บูชาขอบารมีรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จนเป็นที่เลื่องลือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้มีเมตตามารักษาโรคให้ ระหว่างปั้นยังมีชาวบ้านนำพระเครื่องหลายองค์มาบรรจุไว้ที่เศียรและหน้าอกด้วย แต่ไม่ทราบจำนวน
    ช่างปั้นพระกล่าวต่อว่า หลังจากปั้นพระพุทธรูปปางพยาบาลเสร็จ ได้มีพระช่วง อาจินตโน อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านหว้า มาให้ตนปั้นพระพุทธรูปอีก 1 องค์ โดยเศียรพระพุทธรูปเป็นเนื้อหินทะเลที่ชาวประมงลากติดอวนได้มา ให้ปั้นต่อเป็นองค์พระท่ายืน นำไปตั้งประดิษฐานไว้ที่ปากทางเข้าวัดบ้านหว้า ริมถนนสายเอเซีย ก.ม.11-12 หมู่ 3 ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน โดยปั้นพระพุทธรูปให้มือขวาอยู่ในลักษณะกวักเขาหาตัว มือซ้ายปั้นในลักษณะแบมือรับโชค หรืออุ้มโชคไว้ ตอนนั้นแปลกใจในรูปแบบ คิดอยู่นานว่าจะปั้นออกมาอย่างไร พยายามอยู่หลายครั้งจนปั้นเสร็จสมบูรณ์ พบว่าชาวบ้านให้ความสนใจเข้ามากราบไหว้เป็นจำนวนมากเพื่อขอบารมีโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น จนมีชาว จ.กำแพงเพชร มากราบไหว้แล้วถูกหวยรางวัลที่ 1 จึงมาติดต่อว่าจ้างให้ตนไปปั้นพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่ จ.กำแพงเพชร ด้วย แต่ตนไม่ได้ไปสร้างให้ หลังจากสร้างพระพุทธรูปปางรับโชค เสร็จได้ไม่นาน ทางวัดได้ก่อสร้างอุโบสถหลังใหญ่มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท แต่ประชาชนบริจาคเงินช่วยสร้าง แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปีเท่านั้น
    นางยุพา ชองขันปอน อายุ 40 ปี ชาวบ้าน อ.บางปะอิน ที่อยู่ห่างจากวัดประมาณ 2 ก.ม. เปิดเผยว่า เคยเดินทางไปกราบไหว้พระพุทธรูปทั้งสององค์อยู่บ่อยครั้ง เมื่อยามรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย จะนึกถึงพระพุทธรูปองค์นี้ประจำ เมื่อไปสักการะขอพรพระพุทธจริยา ปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อาการที่เคยไม่ค่อยสบายจะรู้สึกหายไป เชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แล้วเกิดความสบายใจขึ้น
    ทางด้านนายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีพระพุทธรูปปางพิสดารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้ง 2 องค์ว่า จากการที่วัดขนอนเหนือ อ.บางปะอิน ปั้นพระพุทธรูป ปางพยาบาลภิกษุอาพาธ จนเป็นที่ฮือฮาของนักท่องเที่ยวนั้น พุทธศาสนิกชนชาวไทย นิยมที่จะสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามพุทธประวัติ ซึ่งพระพุทธจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ น่าจะสร้างมาจากพุทธประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ที่พระองค์เสด็จเยี่ยมพระภิกษุที่อาพาธ ทั้งนี้ ปางพระพุทธรูปดังกล่าวอาจจะไม่ค่อยมีใครสร้างขึ้น จึงทำให้รู้สึกแปลกตา ทั้งที่จริงแล้ว สร้างมาจากพุทธประวัติทั้งสิ้น ส่วนรูปแบบการสร้างปางพระพุทธรูปนั้น จะแตกต่างกันออกไปตามจินตนาการของผู้สร้างและกำลังศรัทธาของประชาชน เช่น พระพุทธรูปยืนบางองค์ก็สูงชะลูดไม่ได้สัดส่วน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด ด้วยสร้างจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
    "หากมองแล้วว่า พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ ไม่มีลักษณะที่น่าเกลียด และเป็นที่ศรัทธาของประชาชนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีพุทธลักษณะที่ไม่เหมาะสมออกไปในแนวอุบาทว์ ก็จะต้องให้ทางเจ้าคณะจังหวัดเข้าไปดูแล อย่างไรก็ตาม มหาเถรสมาคมได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดสร้างพระพุทธรูปไว้ว่า การจะสร้างพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะแปลกๆ ต้องขออนุญาตจากมหาเถรสมาคม หรือเจ้าคณะจังหวัดผู้ปกครองถึงความเหมาะสมก่อน หากวัดไหนสร้างพระพุทธรูปปางพิสดาร โดยไม่ขออนุญาต ก็จะต้องให้ทางเจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการตักเตือน" ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรฯ กล่าว
    ส่วนนายแก้ว ชิดตะขบ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีพระพุทธรูปปางพิสดารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พระพุทธรูปแต่ละปางเปรียบเป็นรูปสมมติของพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ซึ่งมีการสร้างขึ้นตามความเชื่อในพุทธประวัติ ตามตำนานพุทธประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล ให้ช่างจำหลักพระรูปเหมือนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นจากไม้แก่นจันทน์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา นับเป็นการสร้างพระพุทธรูปครั้งแรก แต่เดิมพระพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพ เพราะในสมัยอินเดีย มีข้อห้ามในการสร้างรูปเคารพ แต่เนื่องจากชาวอารยันที่มีเชื้อสายกรีก ซึ่งมาตั้งรกรากอยู่ทางอินเดียตอนเหนือ เคยนับถือศาสนเทวนิยมและจำหลักรูปเคารพของเทพเจ้ากลุ่มโอลิมปัส เมื่อเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา จึงได้จำหลักศิลารูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นเคารพแทน ต่อมาวัฒนธรรมและศิลปะดังกล่าวได้แพร่หลายมาถึงอินเดียใต้และลังกา ก่อนแพร่หลายเข้าสู่เมืองไทย ทั้งนี้ ตามคติพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท
    นายแก้วกล่าวว่า การสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ จะต้องเป็นปางที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติโดยตรง คือ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามพุทธประวัติ เช่น ปางไสยาสน์ ปางมารวิชัย ปางลีลา เป็นต้น ซึ่งในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ให้การยอมรับปางพระพุทธรูปทั้งหมด 70 กว่าปางเท่านั้น แต่สำหรับในฝ่ายมหายาน อาจจะมีการสร้างปางพระพุทธรูปที่แตกต่างออกไปบ้าง ตามคติความเชื่อของแต่ละนิกาย
    นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบ ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยเคยมีการสร้างพระพุทธรูปปางพิสดารออกมามากมาย บ้างก็ทำได้สวยงาม บ้างก็สร้างออกมาอย่างไม่เหมาะสม ทำให้พุทธศาสนิกชนที่ได้แลเห็นเกิดความไม่สบายใจ หากมีการสร้างออกมาแล้ว ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดความไม่สบายใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือฝ่ายปกครอง ต้องสั่งให้ทางวัดหรือเจ้าของสถานที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดังกล่าว ต้องนำผ้ามาคลุมและเก็บไว้อย่างมิดชิด มิให้นำออกมาสู่ภายนอกอีกต่อไป แต่มีบางกรณีที่มีศิลปินบางท่าน อาจสร้างพระพุทธรูปปางที่แตกต่างออกไปจากแบบที่เป็นทางการ เพื่อความสวยงามทางศิลปะ ตรงนี้ก็สามารถทำได้ แต่ต้องให้มีความเหมาะสมต่อสมณสารูปแห่งพระพุทธรูป คือ มีความสำรวมและงดงามตามหลักทางพระพุทธศาสนา
    Cr Sanook Cr คลิปข่าวช่องOne

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250828_182357.jpg IMG_20250828_182423.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 สิงหาคม 2025
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756382090452.jpg

    พระวัดกลาง อ.ท่าเรือ (หลวงพ่อนอ)มีคุณวิเศษในทางมหาอุตม์เป็นเลิศ
    หลวงพ่อกวยพบอภินิหารพระคณาจารย์ร่วมพิธี
    มหา พิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลจตุรพิธพรชัย ที่วัดรัตนชัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น หลวงพ่อกวยท่านพบอภินิหารของพระคณาจารย์ผู้ร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูปด้วยกัน เมื่อท่านเดินทางกลับมาถึงวัดโฆสิตาราม ได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังว่า พระวัดกลาง อ.ท่าเรือ (หลวงพ่อนอ)มีคุณวิเศษในทางมหาอุตม์เป็นเลิศพระวัดบ้านช้าง อ.วังน้อยฯ (หลวงพ่อออด) มีความเข้มขลังทางคงกระพันชาตรี เวลาปลุกเสก ตัวเฑาะว์จะหลุดลอยออกมาจากในปาก พระวัดโบสถ์ ลพบุรี(หลวงพ่อพริ้ง) มีดีทางแคล้วคลาด กำบังภัยอย่างยอดเยี่ยม
    หลวงพ่อนอ จันทสโร
    หรือ พระครูประสาธน์วิทยาคม
    อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง
    อดีตเจ้าคณะตำบลท่าเรือ
    พระเกจิอาจารย์แห่งลุ้มน้ำป่าสักตอนใต้
    “ตะกรุดข้า ดอกละ 500 ”
    ยิงออกไม่ต้องเอาไป ' นี่คือคำกล่าว ที่เล่าขานกันเป็นตำนาน ของหนึ่งในครูบาอาจารย์รุ่นเก่าแห่งแดนสรรพวิทยาคม เมืองกรุงศรีอยุธยา ของ พระครูประสาธน์วิทยาคม หรือ หลวงพ่อนอ จันทสโร วัดกลางท่าเรือ ที่มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันว่า เป็นเกจิอาจารย์ที่แม้แต่ จอมพลแปลก ขีตะสังคะ หรือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีเคารพนับถืออย่างสูง
    สำหรับประวัติของ พระครูประสาธน์วิทยาคม หรือ หลวงพ่อนอ จันทสโร วัดกลางท่าเรือ นั้น ท่านเกิดวันอังคารที่ 31 มกราคม 2435 ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง ณ บ้านศาลาลอย อ.ท่าเรือ เป็นบุตรของ นายสวน นางพุฒ งามวาจา บรรพชา อายุ 17 ปี ณ วัดกษัตราธิราช อุปสมบท ปี 2458 ณ วัดศาลาลอย มรณภาพ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2521 ตรงกับขึ้น 9 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย รวมสิริอายุ 86 ปี 63 พรรษา
    โยมบิดาของท่านตั้งนามว่า "นอ"
    อายุได้ 7 ขวบ ได้เข้าเล่าเรียนอักขระสมัยกับพระสวย ที่เป็นหลวงลุงที่วัดกษัตราธิราช และได้บรรพชาเป็นสามเณรที่นั่น อายุครบบวชจึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดศาลาลอย และได้เล่าเรียนวิชากับพระอาจารย์นาค และพระอาจารย์วงษ์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่นับถือในหมู่คนทั่วไป
    พระอาจารย์วงษ์ ได้ศึกษามาจากสำนักวัดประดู่ทรงธรรม พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตักศิลาแห่งกรุงศรีอยุธยาแต่ครั้งโบราณนานมา
    หลวงพ่อนอ ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดกลางท่าเรือ เพราะญาติโยมนิมนต์มาช่วยสร้างวัด เพราะตอนนั้นวัดกลางท่าเรือเป็นวัดที่แทบจะเป็นวัดร้าง หลวงพ่อนอจึงได้ตั้งใจเด็ดเดี่ยวกับกรรมการวัดว่า ไม่เป็นไรหรอก เมื่อไว้ใจให้ฉันมาช่วยสร้างวัด คอยดูนะ ฉันจะจารตะกรุดสร้างวัดให้พวกแกดู การก็เป็นความจริง หลวงพ่อนอลงตะกรุดโทนตะกรุดหนังหน้าผากเสือสร้างโบสถ์และเสนาสนะ ปรากฏว่า ตะกรุดโทนหลวงพ่อนอ ตะกรุดหนังหน้าผากเสือของท่านเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    หลวงพ่อนอ เป็นพระนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ด้านวัตถุและด้านจิตใจ อีกทั้งยังเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่มีคุณธรร เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก ท่านต้องการเห็นประชาชนปฏิบัติธรรมมะโดยเฉพาะหลักปฏิบัติของชาวพุทธและต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความมั่นคงและมีความสุขทุกครัวเรือน ดังผลงานดังต่อไปนี้ สร้างโรงเรียนวัดสามเรือน โรงเรียนวัดโพธิ์เอน และโรงเรียนวัดกลาง สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดกลาง ซื้อที่ดิน ๕ ไร่เศษ เพื่อขยายโรงเรียนให้เป็นสัดส่วน จัดทำห้องสมุดประชาชน จัดกลุ่มสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพต่างๆ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น โดยมีการอบรมและสอนวิชาหลายอาชีพอย่างเช่นวิชาซ่อมเครื่องยนต์ การเย็บเสื้อผ้า การทำธูปหอม การประดิษฐ์ดอกไม้ การถนอมอาหาร การไฟฟ้าในบ้าน การเสริมสวย การซ่อมวิทยุเบื้องต้น (ยังคงมีให้เห็นอยู่ในวัด ซึ่งจะมีกลุ่มตัดเย็บผ้า ในวัดกลาง) ซึ้งถือว่าท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนชาว อ.ท่าเรือ เป็นอย่างมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อนอวัดกลางท่าเรือออก วัดบ้านคลอง สระบุรี ปี ๒๕๑๘

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250828_183529.jpg IMG_20250828_183551.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756389723081.jpg
    1301300-16a87.jpg 1301300-41886.jpg


    ท่านเป็นอีกหนึ่งครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อตัด
    วัดชายนา ผู้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่อตัด พระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับหลวงพ่อตัดก็คือพระอธิการทองแห่งวัดเขากระจิว
    หลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
    หลวงพ่อทองท่านก็สืบทอดวิชามาจากหลวงพ่อกริช เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดเขากระจิว หากกล่าวถึงหลวงพ่อกริชนั้น ท่านก็ได้สืบทอดวิชามาจาก หลวงพ่อกุน วัดพระนอน จ.เพชรบุรี เจ้าของตำนานตะกรุดไมยราพสะกดทัพอันโด่งดังอันดับต้นๆของเมืองไทย นอกจากวิชาทำตะกรุดของวัดเขากระจิว หลวงพ่อตัดท่านยังได้ศึกษาวิปัสสนา กัมมัฏฐานกับหลวงพ่อทอง ซึ่งหลวงพ่อทองท่านมีความสนิมสนมกับท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส ในฐานะเคารพเป็นครูบาอาจารย์ อีกทั้งตำราเก่าๆที่รวบรวมสรรพวิชาต่างๆมากมาย ที่ตกทอดสืบมาจากหลวงพ่อกริช หลวงพ่อก็ได้ศึกษาจนแตกฉานหมดสิ้น
    .........................
    อยุธยาไม่สิ้นคนดีฉันใด
    .......เมืองเพชรบุรีไม่สิ้นพระเกจิเก่งฉันนั้น
    สุดยอดพระเกจิที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง.ประวัติท่านหาได้ยากมากๆครับ
    สุดยอดสายวิชาอีกสายของเมืองเพชรที่ไม่แพ้สายวิชาวัดโตนดหลวงเลยครับ เกจินามนี้มีนามว่า
    หลวงพ่อทอง สุมโน แห่งวัดเขากระจิว จ.เพชบุรี
    อันสายวิชาเจ้าคุณนรสืบมาสู่เมืองเพชร..
    .........ก่อนบวชนั้นหลวงพ่อทองท่านเป็นเสือเก่า เป็นคนจริง กำลังจิตท่านแก่กล้า ท่านเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อตัด หลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว(บรรพตาวาส) อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หลวงพ่อท่านเป็นศิษย์ท่าน เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ ท่านมีสายสัมพันธุ์ที่แน่นแฟ้นในฐานะศิษย์อาจารย์กันครับหลวงพ่อทองท่านนับถือท่านเจ้าคุณมากๆ และครูบาอาจารย์ที่สำคัญในสมัยนั้น เช่น
    พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
    หลวงปู่ชุ่ม วัดกุฎิ บางเค็ม
    ท่านไปมาหาสู่กับหลวงพ่อทอง ณ วัดเขากระจิว อย่างสนิทสนม รวมถึงท่านผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในสมัยนั้นก็ปรากฎว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทอง
    และท่านเป็นพระอาจารย์ของเกจิชื่อดังแห่งเพชรบุรี
    หลวงพ่อตัด วัดชายนา
    หลวงพ่อผล วัดหนองแขม
    คนท่ายางและเพชรบุรีให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างมากครับ วิชาด้านมหาอุด แคล้วคลาด คงกระพัน ที่เกิดประสบการณ์กับผู้ที่ใช้วัตถุมงคลทั้ง2หลวงพ่อที่กล่าวมาล้วนได้วิชามาจากสายวัดเขากระจิวทั้งสิ้นครับ
    พระครูโสภิตธรรมาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบรรพตาวาส (เขากระจิว)และอดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายาง นามเดิม (ทอง ก่ำแก้ว) เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2451 ตรงกับวันขึ้น 10ค่ำเดือนยี่ ปีวอก
    หลวงพ่อทอง อุปสมบทวันที่ 16 กรกฎาคม 2472 ที่วัดเขากระจิว ได้รับฉายาว่า สุมโน
    ปีพ.ศ2482 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัด บรรพตาวาส (เขากระจิว) ต่อจากพระอธิการแผนปภากโร เจ้าอาวาสองค์เดิม ซึ่งมรณภาพลง
    - ปี พ.ศ.2496 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูสมุห์
    - ปี พ.ศ 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ตำแหน่งพระครูโสภิตธรรมาภรณ์และเป็นเจ้าคณะ ตำบลฝ่ายธรรมยุต เขตอำเภอท่ายาง เป็นต้น
    ...ในบั้นปลายชีวิต หลวงพ่อทองอาพาธเป็นโรคอัมพาต และมรณภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2528 สิริอายุ78ปี
    ครูผู้ประสิทธิ์
    หลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว (พ.ศ.2451-พ.ศ.2528)
    ......หลวงพ่อทองท่านเป็นพระคู่สวด ในคราวหลวงพ่อพ่อตัดอุปสมบท ณ วัดเขากระจิว เพราะตอนนั้นหลวงพ่อทองยังมิได้เป็นพระอุปชฌาย์ จึงนิมนต์ หลวงพ่อเล็ก วัดเขาวัง มาเป็นพระอุปชฌาย์
    ......แต่หลวงพ่อตัดท่านก็จำพรรษาอยู่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และวิชาอาคมต่างๆจากหลวงพ่อทองเป็นส่วนใหญ่ หลวงพ่อตัดจะรักเครพหลวงพ่อทองมากๆครับ ตอนที่หลวงพ่อทองให้ท่านมาอยู่วัดชายนานั่น หลวงพ่อตัดยังพูดแบบน้อยใจว่า "เสือทองไล่มา"
    .....หลวงพ่อทองยังเมตตาลูกศิษย์ โดยมาเป็นประธานในพิธีหล่อพระประธาน ณ อุโบสถวัดชายนา และได้สร้างเหรียญรูปท่านแจกเป็นที่ระลึกในงานนี้ เรียกว่า เหรียญหลวงพ่อทองรุ่น2 สร้างในปี2515ออกวัดชายนา
    มีผู้เคยถามหลวงพ่อตัดในภายหลังหลวงพ่อทองมรณภาพว่า
    "หลวงพ่อเสกเหรียญนี้หรือเปล่าครับ"
    ท่านหันมาจ้องหน้า พูดดุๆ ตอบว่า
    "ฮึ! กูจะไปเสกได้ยังไง อาจารย์กูเสกแล้ว"
    ....เรียกว่าหลวงพ่อทองท่านทั้งสร้าง และเสก ให้เป็นสิริมงคลในโอกาสหล่อพระประธานให้หลวงพ่อตัด ที่วัดชายนานั่นเอง คำพูดสั้นๆ แต่แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ว่าท่านเคารพรักกันแค่ไหน......เมื่อครั้งที่สร้างเหรียญหลวงพ่อทอง ปี15 ที่ออกวัดชายนานั้น อีกทั้งชาวบ้านในพื้นที่ร่ำลือกันนัก ว่าพุทธเวทย์อาคมขลังของท่านเป็นเอกอุรูปหนึ่ง
    .......เมื่อตอนงานปิดทอง ปี20 ที่วัดกระจิว มีคนยิงปืนแบบยิงสลุท คือจะยิงเพื่อเฉลิมฉลอง แต่ปรากฎว่า ยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก จึงลองออกไปนอกวงสายสิญจน์นอกบริเวณงาน ซึ่งก็มักมีคนนำเหรียญของหลวงพ่อทองไปลองยิงอยู่เสมอ ผลปรากฎว่ายิงไม่ออกทุกรายไป ศิษย์วัดชายนาจะกล่าวกันว่า "วิชาแคล้วคลาดของหลวงพ่อตัด ที่เป็นที่ร่ำลืออยู่ในขณะนี้ ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อทองทั้งสิ้น"
    .............คุณยายของบุคคลท่านหนึ่งเล่าไว้ว่า ในสมัยก่อน " หลวงพ่อทอง ท่านเลี้ยงเก้งตัวผู้ไว้ตัวหนึ่ง " มันเชื่องมาก เดินเล่นอยู่ในวัด หลวงพ่อเอาเศษจีวรห้อยคอแล้วเก้งมันชอบแอบไปกินพวกผักในไร่ชาวบ้าน แถววัดกระจิว โดนชาวบ้านยิงด้วยปืน ปืนยิงออกบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่่ไม่เคยถูกสักนัด แต่พอทุกคนรู้ว่าเป็นเก้งที่หลวงพ่อทองเลี้ยงไว้ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะยิงอีกเลย ได้แต่มาเล่าให้หลวงพ่อทองฟัง ท่านยิ้มๆบอกว่า มันหิวก็ไปกินสิ แต่มันไม่กินลูกปืน แล้วท่านก็หัวเราะ ฮึ ฮึ อีกสิ่ง ที่อาจารย์และศิษย์ทำได้ดุจเดียวกันคือ "พระกริ่ง" พระกริ่งของหลวงพ่อทอง ตัดรุ้งได้ (พูดกันวงในๆ ว่า หลวงพ่อทองไปร่ำเรียนวิชามาจากท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์) และหลวงพ่อทอง มีสายสัมพันธุ์กับทางวัดเทพฯ คงเพราะเป็นวัดคณะธรรมยุต ซึ่งก็สืบสายมาจากใน กทม. สมัย ร.4 โดยส่วนใหญ่วัดคณะธรรมยุตด้วยกันซึ่งมีน้อยวัด ก็มักจะมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น รู้จักกันหมด
    เพจจดหมายเหตุพระเกจิ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เพจ จดหมายพระเกจิ
    เหรียญหลวงพ่อทองวัดเขากระจิว เพชรบุรี ปี ๒๕๒๐ รุ่นประสบการณ์

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250828_205811.jpg
    IMG_20250828_205836.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 สิงหาคม 2025
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756388068055.jpg
    หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด ท่านเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธในการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่า มีผู้เลื่อมใสศรัธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่องวัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ วัตถุมงคลที่ผ่านการอธิฐานจิตจากท่านจึงทรงความศักดิ์สิทธิ์ทั้งบุญญาฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ดุจมีแก้วสารพัดนึก ใครมีโอกาส ได้ครอบครองก็ขอให้เก็บไว้บูชาดีๆเพราะท่านเคยพูดกับศิษย์บ่อยๆว่า “อีกหน่อยพระของเราจะเป็นเพชร” จากอมตะวาจาของหลวงปู่ผาดอนาคต
    ประวัติ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญหรือพระครูวิบูลย์ปัญญาวัฒน์ มีนามเดิมว่าผาด นามสกุล ดิบประโคน เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2455(ตามเอกสารที่ออก แต่ที่จริงท่านเกิดก่อนนั้น 2 ปี คือ ปี 2453 จากคำบอกกล่าวของท่าน เพราะเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วยังไม่มีการทำเอกสารการเกิดอย่างชัดเจน) ณ บ้านกรวด เลขที่ 36 หมู่ 3 ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย บิดาคือ นายเอี้ยง เสาเปรีย มารดาคือนางเตียบ นามสกุลเดิม ดิบประโคน อาชีพกสิกรรม มีพี่น้องทั้งหมด 4 คนล้วนเป็นชายคือ 1.นายนาค เสาเปรีย(ถึงแก่กรรมแล้ว) 2.นายเพือ เสาเปรีย(ถึงแก่กรรมแล้ว) 3.นายผาด (หลวงปู่ผาด) 4. นายมนต์ เสาเปรีย
    ชีวิตในวัยเด็กหลวงปู่ผาด ท่านเป็นเด็กเรียบร้อย อยู่ในโอวาทบิดามารดามากไม่เคยนำความทุกข์ร้อนลำบากใจมาสู่ครอบครัว ท่านเป็นคนขยันขันแข็งช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน ทั้งหุงหาอาหาร เลี้ยงควาย ตามประสาครอบครัวชนบทที่ยังห่างไกลความเจริญ ดังนั้นหลวงปู่ผาดและพี่ๆน้องๆจึงไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยยังไม่มีโรงเรียนเปิดสอน
    ก่อนที่หลวงปู่ผาดจะบวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่ได้ช่วยงานทางบ้านจนอายุได้ 18 ปี จึงขออนุญาตบิดาและมารดา บรรพชาเป็นสามเณร บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดประทุมทอง ตำบลทุ่งมล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ราว พ.ศ.2472 ท่านได้ศึกษาอักษรขอมเป็นส่วนมากเพราะภาษาไทยยังไม่แพร่หลายเข้ามายังชายแดนที่ห่างไกลความเจริญแถบนั้นมากนัก หลวงปู่ผาดอยู่ศึกษาหาความรู้ที่วัดประทุมทอง 2 ปี จึงลาสิกขาบท ด้วยโยมพ่อท่านได้ล่วงลับทิ้งให้โยมแม่เป็นผู้แบกภาระแต่ผู้เดียวหลวงปู่ผาดในสมัยนั้นจึงได้ลาสิกขาบทแล้วไปทำไร่ ทำนา ในบางครั้งที่ร่างกายท่านรับสภาพไม่ไหว ก็ผลัดเปลี่ยนกับพี่น้องแต่กระนั้นท่านก็ไม่เคยปริปากบ่น ท่านช่วยแบ่งเบาภาระโยมแม่อีก 3 ปีจนหลวงปู่อายุได้ 22 ปี ท่านจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
    ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดบ้านกรวด ตำบลปังกู อำเภอประโคนชัย(สมัยนั้น) จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2476 ได้รับฉายาว่า " ฐิติปญฺโญ " โดยมีพระครูบริหารกิจโกศล (มอก) วัดจำปา ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพระอุปัชฌาย์(ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอประโคนชัยด้วย) มีพระปลัดพอก เจ้าอาวาสวัดโคน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเนียด วัดจันดุม อำเภอประโคนชัย เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่ผาดได้จำพรรษาที่ วัดบ้านกรวด ตำบลปังกู อำเภอประโคนชัย(สมัยนั้น)จังหวัดบุรีรัมย์ ในตอนนั้นมีหลวงพ่อหริ่ง อินฺทวํโส เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่ผาดได้อยู่ศึกษาพระธรรมวินัยในวัดบ้านกรวด 4 พรรษา ได้มีศรัทธาญาติโยมจากบ้านอำปึล เขตอำปึล จังหวัดปันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา มานิมนต์พระจากฝั่งไทยไปจำพรรษาที่วัดอำปึล หลวงพ่อหริ่งจึงได้ให้ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของญาติโยม หลวงปู่ผาดจึงได้เก็บอัฐบริขารแล้วกราบลามุ่งสู่วัดบ้านอำปึล ใช้เวลาเดินทางด้วยการเดินเท้า 1 วันเต็มตามเส้นทางป่าเขาลำเนาไพรที่แสนวิเวกและสงบหลวงปู่ผาดอยู่โปรดญาติโยมฟากโน้นพอสมควรร่วม 8 ปี ท่านจึงเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านกรวดแต่ก็ยังเมตตาไปโปรดสาธุชนบ้านอำปึลอีกเป็นครั้งคราว จึงถือกันว่าหลวงปู่ผาดท่านเป็นอรหันต์ 2 แผ่นดิน
    หลวงปู่ผาดหลังจากบวชแล้ว ท่านได้เดินธุดงค์จาริกไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งประเทศเขมรและใช้เวลาในการจำพรรษาอยู่ในประเทศเขมรหลายปี จนเป็นที่เคารพนับถือของคนในแถบนั้น ท่านได้ช่วยสร้างวัดและอุโบสถบริเวณแถบปราสาทบันเตยชมาร์หรือบันทายฉมาร์ เพราะความเป็นที่เคารพนับถือจากชาวบ้านเป็นจำนวนมาก จากคำบอกเล่าท่านได้ถูกทหารฝรั่งเศสจับตัวกักขังไว้ ต่อมาปรากฏว่าท่านได้หายสาบสูญไปจากสถานที่กักขัง โดยเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง ชาวบ้านท้้งสองดินแดนต่างเคารพยกย่องนับถือท่าน จนเป็นที่มาของสมญานามว่า พระอรหันต์ 2 แผ่นดิน(
    ปราสาทบันทายฉมาร์ ตั้งอยู่ใน อ.ทมอพวก จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา การเดินทางจากเมืองไทยที่สะดวกที่สุด ข้ามแดนที่ จ. สระแก้ว ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต)
    เมื่อหลวงปู่ผาด ท่านได้มาจำพรรษาที่วัดบ้านกรวดได้ 6 พรรษา ราวปี 2513 หลวงปู่จึงได้สร้างวัดบ้านตาอี หมู่ที่ 15 โดยมีหลวงพ่อทอง อโสโก วัดจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ,หลวงพ่อแป๊ะ กนฺตสีโล พร้อมด้วยญาติโยมบ้านตาอี บ้านโคกเบง บ้านเขาดินใต้ เป็นผู้สนับสนุน หลวงปู่ผาดได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านตาอี พร้มดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นเวลา 10 ปี มีการก่อสร้างถาวรวัตถุอาทิ ศาลาการเปรียญ 1 หลัง กุฏิที่พักสงฆ์อีก 7 หลัง ขุดสระน้ำ ซึ่งการก่อสร้างได้ลุล่วงไปด้อย่างรวดเร็ว
    ต่อมาหลวงปู่ผาดและหลวงพ่อแป๊ะ ได้เริ่มสร้างวัดตาปาง หมู่ที่ 7 ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง กุฎิที่พักสงฆ์ 2 หลัง โดยมีหลวงตาดิน รักษาการเจ้าอาวาส จากนั้นหลวงปู่ผาด ได้ริเริ่มสร้างวัดปราสาททอง ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ท่านได้เป้นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้าง โรงครัว 1 หลัง กุฎิที่พักสงฆ์ 1 หลังถือได้ว่าหลวงปู่ผาดท่านเมตตาเป็นผู้สร้างประโยชน์ต่อพระศาสนาโดยแท้ ในช่วงที่หลวงปู่ผาดเป็นเจ้าอาวาสวัดตาอีอยู่นั้น พอปี พ.ศ.2520 พระครูเขมวัตรวิธูร(หลวงพ่อหรีก)เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลงทำให้วัดว่างจากเจ้าอาวาส มีเพียงพระอาจารย์ภาพ โกสโล พรรษา 10 และพระอาจารย์พรชัย โอภาโส พรรษา 8 ช่วยกันดูแลปกครองพระเณรในวัด พระเณรในวัดพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาจึงได้ไปกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ผาดกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ญาติโยมทางบ้านตาอีทักท้วงต่อมาจึงได้ยินยอม แต่ขอหลวงปู่อย่าได้ทิ้งวัดตาอี คือให้หลวงปู่เป็นเจ้าอาวาสทั้ง 2 วัดแรกๆท่านไปๆมาๆแต่ภายหลังท่านได้มอบหมายให้ หลวงพ่อนิน อนุตฺตโร ปกครองวัดตาอีแทนท่าน หลวงปู่ผาดจึงได้จำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดนับแต่นั้นมา หลวงปู่ผาด ฐิติปณฺโญ เป็นอมตเถราจารย์อิสานใต้ 5 แผ่นดิน
    คนห้าแผ่นดิน ในที่นี้ หมายถึงคนที่มีชีวิตอยู่ในพระราชอาณาจักรไทย ภายใต้ร่มบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย 5 รัชกาล
    คนห้าแผ่นดิน ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันหมายถึงคนที่เกิดหรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คือ ก่อนเวลา 00.45 นาฬิกาของเช้าวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 และยังมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ เท่ากับว่าคนนั้นจะมีชีวิตอยู่ใน 5 แผ่นดิน คือ อยู่ในแผ่นดิน
    - สมเด็จพระปรมินทรามหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    - พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
    - พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
    - พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ
    - พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
    ถ้านับอายุถึงปี พ.ศ.2550 โดยถือเอาเวลาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม วันกลางปีเป็นหลัก คนห้าแผ่นดิน ตามความหมายที่กล่าวมาข้างต้นก็จะมีอายุตั้งแต่ 96 ปี 8 เดือน 8 วันขึ้นไป มีพรรษากาลกว่า 100 ปี มีจิตตานุภาพอันแก่กล้าจนแม้แต่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด ยังกล่าวยกย่องกับญาติโยมที่มากราบท่านว่า ให้ไปกราบหลวงปู่ผาด ทั้งยังเรียกหลวงปู่ผาดว่า หลวงพ่อใหญ่ แม้หลวงปู่ผาด จะมีพรรษากาลสูง แต่ท่านยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงผิดกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ท่านเป็นพระที่พูดน้อย มักน้อย ไม่ฝักใฝ่ในลาภยศ นิยมในการถือสันโดษ ดำรงตนอย่างเรียบง่าย มีเมตตาไม่มีประมาณ วัตถุมงคลที่ท่านสร้างและปลุกเสกให้ล้วนมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์รับรู้กันในหมู่คนที่นับถือท่านอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียว หลวงปู่ผาด ท่านได้มรณะภาพในวันที่ 5 มกราคม 2558 เวลา 11.58 น. รวมอายุได้ 105 ปี 8 เดือน 2 วัน 85 พรรษา ที่จริงอาจารย์ของหลวงปู่ผาดชื่อหลวงปู่ริง สุวรรณโชติองค์ที่หลวงปู่ผาดยืนยันว่าเป็นเพื่อนคู่หูกับหลวงปู่สุข วัดโพธิ์ทรายทอง แต่บางทีเข้าใจว่าชื่อหรีก อินทวังโส แต่หลวงปู่หรีกฉายาจริงๆคือ อินทปัญโญ หรือพระครูเขมวัตรวิธูร เจ้าอาวาสองค์ก่อนเพื่อนแท้ๆของหลวงปู่ผาด ในเหรียญหลวงปู่หริ่งช่างแกะ เขียนฉายาผิด เป็นอินทวัง โส ซึ่งวัดบ้านกรวดสร้างแจกงานถวายเพลิงท่านประมาณปี2520
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จปรกโพธิ์หลวงปู่ผาดวัดบ้านกรวด ออกที่วัดสะแกชัยนาท
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    IMG_20250828_203325.jpg IMG_20250828_203346.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756392305565.jpg

    หลวงจวน พ่อแพ ยังยอมรับ ไม่ธรรมดา
    ความดีของหลวงปู่ใบ เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์(ฆราวาส) อยู่กระท่อมหางคลอง หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง เคยไปหาหลวงปู่ที่กระท่อม หลวงปู่ได้ปูเสื่อต้อนรับหลวงพ่อแพ หลวงพ่อแพพูดกับหลวงปู่ใบว่า เป็นผู้มีศีลนั่งด้วยกันได้ ต่างกันที่คนละสีเท่านั้นและยังได้บอกกับหลวงปู่ใบ ให้เก็บเครื่องบูชาไว้อย่าเอาไปทิ้ง เช่น ดอกบัวหรือธูปเทียนที่ใช้แล้ว หลวงพ่อแพ ท่านจะเอาไปผสมทำพระ(พระเครื่อง)
    การอุปสมบทครั้งที่ ๒
    หลวงปู่ใบ ฐิตธมฺโม ได้อุปสมบทที่วัดพิกุลทอง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ขณะที่มีอายุ ๘๓ ปี
    โดยมีพระธรรมมุนี (หลวงพ่อแพ เขมังกโร) เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระครูสุจิตตานุรักษ์ (หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระครูโพธาภิวัฒน์(หลวงพ่อกลอ วัดโพธิ์ลังกา) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เหรียญรุ่น๒ (พระภิกษุ)
    เหรียญสวย พิธีเข้มขลัง พุทธคุณเด่นคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด เสน่ห์เมตตามหานิยม การงานเสริมดวงลาภยศสรรญเสริญ โชคลาภ การค้าการขายดีร่ำรวย ซื้อง่าย ขายคล่อง มีดีครบทุกด้านเป็นที่ประจักยิ่งนัก
    เคยมีเด็กลงไปเล่นน้ำคลองแล้วขึ้นมาปรากฏว่าเด็กทุกคนโดนปลิงเกาะหมดทุกคน ยกเว้นเด็กคนนึงซึ้งคล้องเหรียญหลวงตาใบ(เหรียญตอนเป็นฆาราวาส)ไม่ถูกปลิงเกาะ เหรียญของท่านมีเอกลักษณ์ตรงยันต์ด้านหลังด้านล่างสี่ตัวนั้นอ่านว่า "นะมะพะทะ"แต่ตัวยันต์กลมๆมีลักษณะจะคล้ายๆเลขหนึ่งแปลกดีครับซึ้งไม่เหมือนใครและก็ไม่มีใครเหมือน
    เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญที่สามารถเเเหวกช่องเเหวกทางให้ทำมาหากินได้ราบรื่นขึ้นสะดวกขึ้น
    เหรียญรุ่นแรกสร้างตั้งแต่ท่านยังเป็นฆราวาส!!!!
    เจ้าตำรับพระผงดอกตะไคร้พลิกชะตา
    เหรียญรุ่น 2 หลวงตาใบ ฐิตธัมโม ปี 2538
    หลวงตาท่านเกิดสังเวชที่เห็นวัดวาอารามในหลายๆวัด เเม้กระทั่งวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ คือวัดตึก ทรุดโทรมขาดการบูรณะปฎิสังขรณ์ เนื่องด้วยวัดเองก็ไม่ได้มีปัจจัย บรรดาคณะศิษย์ของหลวงตา ได้ไปกราบขออนุญาตหลวงตา เพื่อสร้างเหรียญ หาปัจจัยบางส่วนมาทะนุบำรุงวัดวาอาราม โดยค่าใช้จ่ายในการสร้างเหรียญคณะศิษย์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสร้างเหรียญ มวลสารในการจัดสร้างเหรียญรุ่นนี้
    1.แผ่นโลหะจารอักขระเลขยันต์ ของหลวงพ่อเเพ วัดพิกุลทอง พระอุปัชาฌ์ท่าน
    2.เเผ่นชนวน เเละแผ่นยันต์ ของหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    3.เเผ่นโลหะจาร ของหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสารไตรรัตน (ได้มอบไว้ตอนหลวงพ่อเกษมเดินทางมาเยี่ยมหลวงตา ตอนหลวงตาท่านอาพาธ)
    4.เเผ่นยันต์ เเละตะกรุด ของหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    5.แผ่นยันต์จาร ของหลวงปู่โต๊ะ วัดกำเเพง
    6.ก้านช่อ ชนวนเก่า ของหลวงปู่เจ็ก วัดระนาม
    7.แผ่นยันต์ตะกรุด อลูมิเนียม เเละเเผ่นทองเเดง ของหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงตา
    8.แผ่นยันต์ นะ ๑๐๘ อันนี้ของหลวงตาท่านจารเอง
    9.ยันต์มงกุฎพระเจ้า กันดวงตก ตำราหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ หลวงตาท่านจารเอง
    10.ยันต์พุทชงค์ซ่อนหัว ซ่อนหาง เป็นยันต์เฉพาะตนที่หลวงตาท่านได้ผูกยันต์ขึ้นมาเอง
    11.ยันต์พระสิวลีกลับดวง
    12.เหล็กเปียก หนึ่งในตะกูลเหล็กไหล
    13.ปรอทกลางอากาศ
    14.ตะกรุด แผ่นโลหะ ของครูบาอาจารย์ตั้งเเต่สมัยที่ท่านเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ ในหลายๆจังหวัด อาทิเช่น ครูบาอาจารย์สายสมุทรสาคร สายโคราช สายลพบุรี สายหนองคาย เเละสายโลกทิพย์
    15.ตะกรุด หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่
    พิธีการปลุกเสกเหรียญรุ่นนี้
    1.หลวงตาท่านเสกเป็นปฐมฤกษ์ ๗ วัน ๗ คืน
    2.หลวงตาท่านได้ปลุกเสกตามฤกษ์ยามที่ได้กำหนดไว้
    3.หลวงตาท่านได้ปลุกเสกตลอดหหนึ่งไตรมาส ในระหว่างเข้าพรรษา
    มีศิษย์ถามหลวงตาท่านว่า เหรียญหลวงตารุ่นนี้ มีอุปเทห์ ดีเด่นทางไหน
    หลวงตาท่านตอบว่า ....." ตาทำเอง ตาเสกเอง รับผิดชอบเอง ใช้ไม่ได้ผลจะได้มาด่าถูกตัว "........
    หลวงตาใบ ฐิตธัมโม ( พรหมวงษ์ ) ฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งเมืองสิงห์บุรี เจ้าตำรับพระผงดอกตะไคร้แก้ดวงตก อันลือลั่น.....หลวงตาท่านเป็นบุตร คุณพ่อวิง คุณเเม่ฟัก พรหมวงษ์ มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 2 เป็นหญิง 5 หลวงตาเป็นบุตรคนที่ 5 ในวัยเด็กได้รับการศึกษา บรรชาเป็นสามเณรที่วัดตึกราชา พออายุได้ 15 ได้ลาสิกขาออกมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ครั้นพอครบอายุบวช ได้อุปสมบทที่วัดตึกราชา พระครูเกศีวิกรม หลวงปู่พูล เป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อไปร่ วัดโพธิ์เเก้วนพคุณ เป็นกรรมาวาจาจารย์ หลวงพ่อช่วง วัดตึกราชา เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้ไปศึกษาพระธรรมวินัย กับหลวงปู่ฉาย วัดป่าธรรมโสภณ เเละได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ควบคู่กันไป ขณะอยู่วัดตึกราชา ได้ศึกษาวิชาหมอดู ว่านยาต่างๆ การรักษาโรคต่างๆ จากหลวงปู่สุด หลวงปู่สุดนี้เป็นพระธุดงค์มาจาก อยุธยา พออุปสมบทได้ 5 พรรษา ได้ลาสิกขา ออกมาช่วยบิดามารดาทำนาอีกครั้ง ในระหว่างใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านได้เป็นพ่อค้าขายน้ำตาล บรรทุกขึ้นไปขายทางเหนือ ขากลับก็ซื้อกล้วยไข่ ไม้ขี้ใต้ น้ำมันยางลงมาขายทางใต้ ฐานะการเป็นอยู่ของตาเเละครอบครัวเริ่มดีขึ้น ได้เเต่งงานกับ เเม่สังวาลย์ ขณะนั้นตามีอายุ 29 ปี เเม่สังวาลย์ มีอายุ 24 ปี มีบุตรสาวด้วยกันอยู่ 1 คน ชื่อคุณมานะ ต่อมาเเม่สังวาลย์ได้ถึงเเก่กรรม เมื่ออายุได้ 31 ปี การจากไปของคู่ชีวิตตา จึงทำให้ตา ต้องเป็นทั้งพ่อเเละเเม่ เลี้ยงดูบุตรสาวคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้....ตาใบ ท่านมีความรู้ในเรื่องว่านยาสมุนไพร คาถาอาคม การรักษาโรคภัย เเละการทำมงคลตั้งศาล ลงเสาเอกบ้าน รดน้ำมนต์เเก้คุณไสย์ เเละวิชาไล่ผี ตามความเชื่อสมัยนั้นที่ยังมีอยู่ ตาไม่เคยคิดค่ารักษา ข้าวของเงินทองจากใคร จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย พอลูกสาวออกเรือนมีครอบครัว ตาได้มาปลูกกระท่อมใช้ชีวิตเเบบเรียบง่าย เเต่ยังคงช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ไม่เลือกรวยเลือกจน ตาช่วยหมดเท่าที่ตาจะช่วยได้....ปัจฉิมวัย เมื่อตาอายุ 80 ปี ลูกศิษย์เเละคนที่ตาเคยช่วยเหลือได้ทำบุญต่ออายุให้ตา ตาได้บอกกับผู้มาร่วมงานว่าอยากจะบวชอีกครั้ง ขณะนั้นสุขภาพร่างกายตาเเข็งเเรงดีทุกอย่าง อุปสมบทครั้งที่สอง ณ.วัดพิกุลทอง พระพรหมมุนี หลวงพ่อเเพ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุจิตตานุรักษ์ หลวงพ่อจวน เป็นพระกรรมาวาจาจาร์ พระครูโพธาภิวัฒน์ หลวงพ่อกลอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า
    ฐิตธัมโม อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ขณะนั้นอายุได้ 83 ปี ต่อมาในปี 2538 หลวงตาท่านมีอาการอาพาธ สาเหตุเกิดจากความชรา ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ เเต่หลวงตามีสติ อยู่ตลอดเวลา
    ....ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 เวลา 8.47 น หลวงตาท่านได้ละสังขาร จากลูกศิษย์ไป ทิ้งไว้เเต่ความดี คำสั่งสอน ในการครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้ามาสู่บรรดาศิษย์เเละผู้เคารพรัก สิริอายุได้ 90 ปี 7 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250828_214200.jpg IMG_20250828_214237.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc1_img (29).jpeg
    พระร่วงรางปืนหลังฉัตร จ.อุ พิธี ๑๐๐ ปี วัดมกุฏกษัตริยาราม ปี ๒๕๑๑ พิธีใหญ่ เป็นพิธีหลวง ปลุกเสกใหญ่เกจิดังๆทั่วประเทศ ยุคเก่า หายาก พระขนาด 1 x 3 ซม.
    พระร่วงรางปืนหลังฉัตร จ อุ นี้ เป็นพระร่วงรางปืนรุ่นแรก ๆ ของการสร้างจำลองจากพระร่วงรางปืนซึ่งเป็นพระเครื่องชั้นสูง ที่เรียกว่าพระเครื่องสกุลกษัตริย์สร้าง ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า พระร่วงรางปืนกรุสวรรคโลก สุโขทัย คืออันดับหนึ่งของพระเครื่องชุดเบญจภาคีฝ่ายอิทธิฤทธิ์ เทียบเท่าพระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งเป็นพระเครื่องอันดับหนึ่งของชุดเบญจภาคีฝ่ายบึญญฤทธิ์ อันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
    อนึ่งสำหรับพระร่วงรางปืนกรุสวรรคโลก เป็นพระเครื่องที่กษัตริย์ขอมโบราณทรงสร้างบรรจุกรุไว้ พระพุทธคุณครอบจักรวาลเป็นที่เสาะแสวงหากันมาช้านาน
    พระร่วงรางปืนหลังตราพระนามย่อ จ.อุ.(จวน อุฏฐายีมหาเถร) ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น(พระฐานันดรศักดิ์พระอิสสริยศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช) งานฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(จวน อุฏฐายีมหาเถร(ศิริสม) ปธ.9) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
    สำหรับพระร่วงรางปืนหลังฉัตร จ.อุ. นี้เป็นพระร่วงรางปืนรุ่นเดียวที่ในหลวงท่านเททอง และเป็นพระร่วงรางปืนที่สร้างใหม่ในรุ่นแรก ๆ ของการสร้างจำลองจากพระร่วงรางปืนพระเครื่องสำคัญในอดีตเป็นพระร่วงรางปืนรุ่นเดียวที่สอดคล้องกับพระร่วงรางปืนกรุสวรรคโลกที่กษัตริย์ทรงสร้าง
    อนึ่ง ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม ทรงเป็นคุรุฐานียบุคคล อันเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพสักการะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการพระราชพิธีทรงพระผนวช พ.ศ.2499 ทรงปฏิบัติหน้าที่พระราชกรรมวาจาจารย์(พระคู่สวด) ทั้งในพระราชพิธีทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในพระราชพิธีทัฬหิกรรม(อุปสมบทซ้ำเป็นพระในคณะธรรมยุต) ณ พุทธรัตนสถานมณฑิราราม ในพระบรมมหาราชวัง ดังปรากฏในสร้อยพระนามในคราวทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช "ฯลฯ...ภูมิพลมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์"
    ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความสำคัญของพนะร่วงรางปืนหลังฉัตรจ.อุ และความเป็นมาของพระร่วงรุ่นแรกนี้ที่มีการสร้างจำลองจากพระร่วงรางปืนของเก่า ต่อไปจะได้กล่าวถึงรายละเอียดในพิธีการจัดสร้างพระร่วงรางปืนหลังฉัตรจ.อุ. ดังนี้ครับ
    พระร่วงรางปืนหลังฉัตร จ.อ. วัดมกุฏกษัตริยาราม ปี 2511 พิธี 100 ปี วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระเครื่องที่หายาก สร้างพร้อมกับ พระกริ่งวชิรมงกุฏ ซึ่งในพิธีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระอันเป็นพิธีเททองเป็นปฐมฤกษ์ "พระพุทธวชิรมงกุฏ (พระพุทธรูปบูชา)" และ "พระกริ่งวชิรมงกุฏ"
    ในวันอังคารที่ 3 ตุลาคม ปี 2510 เวลา 13 นาฬิกา 15 นาที
    โดยมีพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณนั่งปรกเจริญภาวนาอธิษฐานจิตเช่น
    1. หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ
    2. หลวงปู่เฮี้ยง วัดป่า จ.ชลบุรี
    3. หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
    4. หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุขาราม จ.สมุทรสงคราม
    5. หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิตร ธนบุรี พระนคร
    6. หลวงพ่อเกลี้ยง วัดเฉลิมอาสน์ จ.ราชบุรี
    7. หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติการาม
    8. หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช จ.พระนครศรีอยุธยา
    9. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี
    10. พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
    จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกถึง 3 วันด้วยกันคือ
    วันที่ 9-11 ม.ค. ปี 2511 มีพระเกจิอาจารย์ดังปลุกเสกทั้งสายพระเกจิอาจารย์และสายวิปัสสนา(พระป่า)
    ใน ปี 2511 วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกมีอายุครบ 100 ปี แห่งการสถาปนา ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2511 ประกอบกับ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน) ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา
    ในวันที่ 16 มกราคม ปี 2511 ทางคณะกรรมการจัดงานฉลองจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดงานฉลองศุภวาระมหามงคลวโรกาสทั้ง ๒ วาระเป็นงานเดียวกันระหว่าง วันที่ 15-18 มกราคม ปี 2511 และได้จัดสร้างมงคลวัตถุเป็นที่ระลึกได้แก่
    พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ และได้ถวายพระนามว่า พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์วชิรมงกุฏ เป็นงานใหญ่มากๆ ในสมัยนั้น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเททอง และมีพิธีพุทธาภิเษก ครั้งที่ 2 อีก 3 วัน 3 คืน
    เมื่อการเททองหล่อพระพุทธรูปพระกริ่งวชิรมงกฎ ซึ่งช่างขัดตกแต่งตามกรรมวิธี ต่อไปเสร็จแล้วพร้อมทั้งเหรียญพระรูปฯ จึงนิมนต์พระอาจารย์ต่าง ๆ มาทำพิธีพุทธาภิเษกในพระวิหารวัดมกฎกษัตริยารามอีก 3 ครั้งคือ
    เมื่อวันอังคาร ที่ 9 วันพุธ ที่ 10 และวันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม ปี 2511 พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์และคาถาจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งวชิรมกฎและพระชัยวัฒน์วชิรมกุฏ พร้อมทั้ง พระพุทธรูปบูชาวชิรมกุฏ หน้าตัก 5 นิ้ว 9 นิ้ว เหรียญพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช(จวน)ดังนี้
    วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2511 พระสงฆ์ที่สวดพุทธาภิเษกและนั่งปรก
    1. พระธรรมไตรโลกาจารย์(นิรันดร์ นิรันตโร) วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดพระนคร
    2. พระธรรมกิตติโสภณ(สุวรรณ สุวัณณโชโต) วัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร
    3. พระธรรมวราภรณ์(สนั่น จันทปัชโชโต) วัดนรนาถสุนทริการาม จังหวัดพระนคร
    4. พระธรรมจินดาภรณ์(ทองเจือ จินตกาโร) วัดราชบพิธฯ จังหวัดพระนคร
    5. พระธรรมปาโมกข์(ทิม อุฑาฒิโม) วัดราชประดิษฐ์ฯ จังหวัดพระนคร
    6. พระธรรมโสภณ(สนธิ์ กิจจกาโร ปธ.7)วัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดพระนคร
    7. พระราชเมธี วัดเศวตฉัตร จังหวัดธนบุรี
    8. พระราชสุเมธาจารย์ วัดบางหลวง จังหวัดปทุมธานี
    9. พระครูพัฒนกิจโกศล วัดชัยสิทธาวาส จังหวัดปทุมธานี
    วันอังคารที่ 9 มกราคม ปี 2511 พระสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ 4 รูป และวัดอรัญญิกาวาส(วัดป่า) จ.ชลบุรี 4 รูป พระอาจารย์นั่งปรก
    1. พระราชมุนี(บุญโฮม) วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนคร
    2. พระวรพรตปัญญาจารย์(หลวงปู่เฮี้ยง ปุณณัจฉันโน)) วัดอรัญญิกาวาส จังหวัดชลบุรี
    3. พระครูพิพิธวิหารการ(หลวงปู่เทียม สิริปัญโญ) วัดกษัตราธิวาส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    4. พระครูโกวิทสมุทรคุณ(หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม
    5. พระครูสุตาธิการี(ทองอยู่) วัดใหม่หนองพะอง จังหวัดสมุทรสาคร
    6. พระครูสันทัดธรรมคุณ วัดบ้านช้าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    7. พระอาจารย์ขอม วัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี
    8. พระอาจารย์กี๋ วัดหุช้าง จังหวัดนนทบุรี
    9. พระครูสมห์อำพล พลวัฑฒโน วัดประสาทบุญญาวาส จัดหวัดพระนคร
    วันพุธ ที่ 10 มกราคม ปี 2511 พระสงฆ์วัดชนะสงคราม 4 รูป และวัดอโศกราม 4 รูป พระอาจารย์นั่งปรก
    1. พระรักขิตวันมุนี(ถิร) วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี
    2. พระพุทธมนต์วราจารย์(สุพจน์) วัดสุทัศน์เทพวราราม จังหวัดพระนคร
    3. พระครูโศภนกัลยาณวัตร(เส่ง) วัดกัลยาณมิตร จังหวัดธนบุรี
    4. พระอาจารย์คล้าย วัดจันดี จังหวัดนครศรีธรรมราช
    5. พระครูประภัศรธรรมาภรณ์ วัดพระลอย จังหวัดสุพรรณบุรี
    6. พระครูวิจิตรวิริยานุโยค วัดทองพุ่มพวง จังหวัดสระบุรี
    7. พระครูพินิตสมาจาร วัดนามะตูม จังหวัดชลบุรี
    8. พระครูพิทักษ์วิหารกิจ วัดราชนัดดาราม จังหวัดพระนคร
    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม ปี 2511 พระสงฆ์วัดอโศกราม 3 ชุด ๆ ละ 4 รูป สวดพุทธาภิเษก พระอาจารย์นั่งปรก
    1. พระราชวรคุณ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
    2. พระครูพรหมวิหาร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
    3. พระครูสันติวรญาณ(สิม) วัดสันติวัน(ถ้ำผาปล้อง) จังหวัดเชียงใหม่
    4. พระอาจาย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร
    5. พระอาจารย์อ่อน วัดป่าหนองบัวงาม จังหวัดอุดรธานี
    6. พระสุนทรธรรมภรณ์ วัดป่าชัยวัน จังหวัดขอนแก่น
    7. พระสุธรรมคณาจารย์(พุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา
    8. พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาต จังหวัดอุดรธานี
    9. พระอาจารย์บุญมา วัดสิริสารวัน จังหวัดอุดรธานี
    พระร่วงรางปืนรุ่นนี้มากล้นประสบการณ์ ใครบูชาไว้เป็นสิริมงคล ในเรื่องของความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุตม์หยุดกระสุนปืน เป็นมหาอำนาจมหาตบะ ฯลฯ มีนายทหารที่เป็นรุ่นน้องของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชจวนที่ ร.ร.นายร้อยจปร.(สมเด็จพระสังฆราชจวนเคยเป็นนักเรียนนายร้อยจปร. แต่ทรงพระประชวร ไม่อาจศึกษาต่อได้ จึงเบนเข็มมาทางธรรม มีความเจริญก้าวหน้าในพระสมณศักดิ์มาโดยลำดับ)ได้รับประทานพระร่วงรุ่นนี้จากสมเด็จพระสังฆราชจวนไปในราชการสงครามอินโดจีน ต่างแคล้วคลาดปลอดภัยและคงกระพันชาตรีจากคมกระสุนและคมระเบิด ทั้งในสมรภูมิสงครามเวียดนามและสมรภูมิรบ ในพระราชอาณาจักรลาวในสมัยนั้น เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250828_221047.jpg IMG_20250828_221113.jpg
     
  9. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +5,887
    จองครับ
     
  10. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +5,887
    จองครับ
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756379374698.jpg
    พระปิดตาที่แม่แบบได้มาจากชลบุรีแต่เนื้อหาและมวลสารผลิดที่เตาหุงข้าวหลังวัดจำนวนการสร้างมีอยู่เพียง2ไหซังกระเทียมขนาดไม่สูงไม่ใหญ่จึงจัดได้ว่ามีน้อยแจกคนที่มาหาหลวงปู่ใครขอก็ให้ไม่ขออด เพราะหลวงปู่บอกว่าเอาไปไม่เชื่อถือไม่เกิดผล รุ่นนี้ประสบการณ์มีให้เห็นเด่นชัด
    ชื่อ พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ ฉายา ธมฺมญาโณ นามสกุล อ่วมอำพล บวชตอน อายุ ๒๑ ปี จนถึง อายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๖ วิทยฐานะ นฺธฺ เอก เจ้าอาวาสวัดเสาธงกลางและที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเสาธง ตำบลบางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
    สถานะเดิม ชื่อ สงวน นามสกุล อ่วมอำพล เกิดวันเสาร์แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีเถาะ วันที่ ๑๙ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๘ ตำบลบางเสาธง กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
    โยมบิดา ชื่อ นายฮกติ๊ก โยมมารดา ชื่อ นางคร้าม อ่วมอำพล มีพี่น้องรวม ๗ คน
    ๑. พระซ้วน อ่วมอำพล
    ๒. นางม่วย อึ้งสุนทร
    ๓. พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ (สงวน อ่วมอำพล) เจ้าของประวัติ
    ๔. นางสำออย เลี้ยงสว่าง
    ๕. พระอำนวย อ่วมอำพล (อาจารย์ตี๋)
    ๖. นางละออ ศรีกตัญญู (เฮง)
    ๗. นายสุรินทร์ อ่วมอำพล (สื่อ)
    บรรพชาอุปสมบท วันจันทร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด ตรงกับ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๙ ณ วัดเสาธงกลาง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
    พระอุปัชฌาย์ พระครูอรรถโกวิทวุฒิคุณ (หลวงพ่อกิ่ม) วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
    พระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เริ่ม วัดเสาธงกลาง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
    พระอนุสาวนาจารย์ พระสมุห์สุบิน วัดจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
    วิทยะฐานะ
    พ.ศ. ๒๔๗๙ สอบได้นักธรรมเอก สำนักเรียนวัดเสาธงกลาง
    งานปกครอง
    พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้ปกครองวัด
    พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงกลาง
    พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับการเเต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล
    พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับการเเต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.๒๕๔๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเสาธง
    งานศึกษา
    พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
    พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นกรรมการตรวจประโยคนักธรรมสนามหลวง
    พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นกรรมการศึกษา โรงเรียนประชาบาลในเขตตำบล
    พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นพระธรรมทูต
    สมณศักดิ์
    พ.ศ. .......... ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระใบฎีกา
    พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ
    พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่ พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ
    พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้น เอก ที่ พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ
    วาระสุดท้ายของหลวงพ่อ
    หลวงพ่อ สงวน พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ (หลวงพ่อซ้ง) เจ้าอาวาสวัดเสาธงกลาง ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเสาธง ท่านเป็นพระเถระที่มีความวิริยะอุตสาหะ เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษาและสาธารณูปการ เพื่อความเจริญก้าวหน้าในทางพระพุทธศาสนา
    ในวาระสุดท้ายชีวิตของท่าน ท่านป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช และกลับมารักษาตัวที่วัด ได้มรณภาพที่วัดเสาธงกลาง ด้วยโรคชรา ด้วยอาการสงบ เวลา ๐๔.๑๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ สิริรวมอายุได้ ๘๗ ปี ๒ เดือน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตารุ่นแรกหลวงพ่อซ้งวัดเสาธงกลาง รุ่นประสบการณ์
    ให้บูชา
    300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250828_231130.jpg IMG_20250828_231146.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้ จัดส่ง
    1756403109417.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756466588117.jpg FB_IMG_1756466705576.jpg 1756465444638.jpg

    ที่มาของตำนานปลัดขิกบินได้นั้น เพราะ มีทหารอากาศท่านหนึ่งขณะขับเฮลิคอปเตอร์อยู่ เห็นกลุ่มวัสดุประหลาดคล้ายปลัดขิกลอยอยู่ข้างๆ จึงรู้สึกแปลกใจ แต่จดจำสถานที่นั้นไว้ หลังจากนั้นจึงเดินทางมาตามหาจนได้พบกับหลวงพ่อยิด ที่วัดหนองจอก และได้ฝากตัวเป็นศิษย์พร้อมกับบูชาปลัดขิกติดตัวไป

    พระสมเด็จ หลัง "ว.น.จ. กุยบุรี" หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    เป็นอีกรุ่นที่หายากของหลวงพ่อยิดครับ สุดยอดพุทธคุณ หลวงพ่อยิดตั้งใจปลุกเสกมากเป็นพิเศษ
    เรียกได้ว่าทุ่มเทพลังจิตทั้งหมดก็ว่าได้ เพื่อปลุกเสกสมเด็จรุ่นนี้ มีจำนวนการสร้างน้อย


    หลวงพ่อ ยิด วัดหนองจอก หลวงพ่อยิดท่านเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด มีนามเดิมว่ายิด ศรีดอกบวบ บิดาชื่อ แก้ว มารดาชื่อพร้อย มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อุปสมบทเมื่ออายุ 6 ขวบ บิดามารดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์ พระอาจารย์หวล วัดนาพรม (ท่านเป็นน้าของ ด.ช.ยิด) และเห็นว่าเป็นเด็กที่ชอบอยู่วัด และจะเดินตามหลวงน้าไปวัดทุก ๆ วัน ในตอนเช้าหลังจากใส่บาตรแล้ว ครั้นอายุได้ 9 ขวบได้บวชเป็นสามเณร ณ.วัดนาพรหม โดยมีพระอธิการหวล (หลวงน้า) เป็นอุปฌาย์ ได้ศึกษาอักขระเลขยันต์และฝึกปฏิบัติสมาธิกับพระอธิการหวล และครูหลี แม้นเมฆ มีความสนใจในด้านวิชาอาคม สักยันต์และร่ำเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ควบคู่กันไป และได้ขออนุญาติออกธุดงค์วัตรกับพระอุปฌาย์ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร โดยออกธุดงค์เป็นเวลา 4ปี และได้ลาสิกขามาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนาตอนอายุ 14 ปี และในช่วงนี้นี่เองที่หลวงพ่อเริ่มมีชื่อเสียงจากการสักยันต์ เนื่องจากเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ได้ลองให้หลวงพ่อสักให้แล้วเกิดมีประสบการณ์ จึงเล่ากันปากต่อปากและมีผู้มาสักยันต์มากขึ้น (ขณะนั้นอายุประมาณ 17-19 เท่านั้น)เมื่ออายุได้ 20 ปีก็ได้อุปสมบทตามประเพณี โดยมีหลวงพ่ออินทร์ วัดยางเป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการหวล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับ ฉายาว่า จันทสุวัณโณ และได้ศึกษาด้านวิชาอาคม เพิ่มเติมโดยฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อศุข วัดโตนดหลวง และได้ออกธุดงค์ศึกษากรรมฐานหายเข้าป่าหลายปีจนได้กลับมาวัดนาพรหม ในปี พ.ศ. 2487 ก็ได้ทราบข่าวการป่วยของบิดา จึงคอยดูแลจนกระทั่งบิดาเสียจึงลาสิกขาออกมาดูแลมารดาซึ่งแก่ชรามาก และได้แต่งงานมีครอบครัว ส่วนลูกศิษย์เก่า ๆ ที่ได้จากการสักจากหลวงพ่อ พอรู้ข่าวก็ได้มาสักกันเพิ่มขึ้นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มีบางคนที่ได้รับการสักยันต์จากหลวงพ่อแล้วกลับประพฤติตนเป็นอันธพาล จนทางตำรวจท้องที่ต้องขอร้องอาจารย์ยิด(ขณะนั้น) ให้เพลา ๆ การสักยันต์ลง ต่อมาจึงมีการเลือกเฟ้นจนแน่ใจแล้ว จึงจะทำการสักให้ จนกระทั่งปี 2518 จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดเกาะหลัก โดยมีหลวงพ่อเปี่ยมเป็นพระอุปฌาย์ ได้รับฉายา จันทสุวัณโณ เช่นเดิม ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 51 ปี เมื่ออุปสมบทแล้วก็เดินทางไปจำพรรษาเป็นพระลูกวัดที่ วัดทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ได้พบกับอุบาสิกาใจบุญ 2 ท่าน ยกพื้นที่ดินว่างเปล่าพื้นที่ 21 ไร่ 2 งาน ให้โดยปรารถนาให้ท่านสร้างวัดขึ้น ที่ดินผืนนี้เต็มไปด้วย ป่าไผ่ และดงต้นหนาม ซึ่งหลวงพ่อได้ปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ไว้ และก็เริ่มถางป่าไผ่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่รกทึบเริ่มโล่งมากขึ้น จนกระทั่งบรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์ และพวกที่เคยได้รับการรักษายาสมุนไพร ได้รู้ข่าวการสร้างวัดใหม่ของหลวงพ่อก็ได้มาร่วมกันสร้างวัดด้านผู้ชายก็ช่วยถากถาง ผู้หญิงก็ช่วยหุงหาอาหาร แจกจ่ายและได้รวมกันสร้างกุฏิขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในขั้นแรก และต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดต่อมาจึงมีการเลือกเฟ้นจนแน่ใจแล้ว จึงจะทำการสักให้ จนกระทั่งปี 2518 จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดเกาะหลัก โดยมีหลวงพ่อเปี่ยมเป็นพระอุปฌาย์ ได้รับฉายา จันทสุวัณโณ เช่นเดิม ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 51 ปี เมื่ออุปสมบทแล้วก็เดินทางไปจำพรรษาเป็นพระลูกวัดที่ วัดทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ได้พบกับอุบาสิกาใจบุญ 2 ท่าน ยกพื้นที่ดินว่างเปล่าพื้นที่ 21 ไร่ 2 งาน ให้โดยปรารถนาให้ท่านสร้างวัดขึ้น ที่ดินผืนนี้เต็มไปด้วย ป่าไผ่ และดงต้นหนาม ซึ่งหลวงพ่อได้ปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ไว้ และก็เริ่มถางป่าไผ่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่รกทึบเริ่มโล่งมากขึ้น จนกระทั่งบรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์ และพวกที่เคยได้รับการรักษายาสมุนไพร ได้รู้ข่าวการสร้างวัดใหม่ของหลวงพ่อก็ได้มาร่วมกันสร้างวัดด้านผู้ชายก็ช่วยถากถาง ผู้หญิงก็ช่วยหุงหาอาหาร แจกจ่ายและได้รวมกันสร้างกุฏิขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในขั้นแรก และต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดหนองจอกในปัจจุบัน หลวงพ่อยิดได้มรณะภาพเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 สิริอายุ 71 ปี 30 พรรษา หลวงพ่อยิดได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบทดลองสร้างดูพุทธคุณตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์ยิด โดยสร้างเป็นตะกรุดเพียงไม่กี่ดอก ได้มาเริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนสร้างวัดหนองจอกนี่เอง โดยสร้างเป็นเหรียญรูปหล่อ และปลัดขิก และสร้างเรื่อยมา เพราะลูกศิษย์ลูกหาต่างแสวงหา เพราะต่างก็เชื่อมั่นในพุทธคุณของวัตถุมงคลที่หลวงพ่อจัดสร้างขึ้น ปัจจุบัน วัตถุมงคลของหลวงพ่อยิดได้รับความนิยมมาก แต่ราคายังถูกอยู่คือ จะอยู่ประมาณ หลักร้อยถึงหลักพันต้น ถ้าสนใจอยากบูชาไว้คุ้มครองตัว ให้จดจำลักษณะให้ดีแล้วจะได้ของดีไว้บูชาครับ เมื่อพูดถึง “ปลัดขิก” นับเป็นเครื่องรางของขลังที่พระเกจิอาจารย์ดังในอดีตหลายองค์นิยมสร้างกันอาทิ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา,หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี,หลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก เพชรบุรี, ฯลฯ ปลัดขิกของแต่ละท่าน ล้วนโด่งดัง-เข้มขลังด้วยประสบการณ์ เล่าขานสืบมาจนทุกวันนี้ หนึ่งในเกจิอาจารย์ที่สร้างตำนาน “ปลัดขิก” จนดังสะท้านประเทศก็คือ “หลวงพ่อยิด จนฺทสุวณฺโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองจอก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วิทยาคมของท่านนั้นแก่กล้าขนาดที่ว่า สามารถเสกปลัดขิกบินรอบวัด ก่อนจะแจกจ่ายให้ญาติโยม นี่คือเรื่องจริงที่หลายๆ คนได้ประจักษ์กับสายตามาแล้ว หลวงพ่อเกิดในสกุล “สีดอกบวบ” เมื่อวันอังคารที่ 10 มิ.ย. 2467 ณ บ้านหัวหรวด ต.นาพันสาม อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของนายแก้ว และ นางพร้อย สมัยเด็กไปอยู่กับหลวงพ่อหวล (มีศักดิ์เป็นน้า) ที่วัดประดิษฐนาราม (วัดนาพรม) จนกระทั่งบวชเป็นเณรเมื่ออายุ 9 ขวบ และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ ภาษาขอม เลขยันต์ พร้อมกับเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง อายุ 14 ปีลาสิกขาออกมาช่วยครอบครัว ซึ่งย้ายไปประกอบอาชีพ ที่อ.กุยบุรี จนอายุ 20 ปีก็กลับมาอุปสมบทที่วัดนาพรม มีหลวงพ่ออินทร์ (เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรีขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหวล เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอาจารย์พ่วง วัดสำมะโรง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “จนฺทสุวณฺโณ” มีความหมายว่า “ผู้มีวรรณะดุจพระจันทร์” ต่อมาบิดาเสียชีวิต ท่านจึงลาสิกขาออกมาดูแลมารดา และได้มีครอบครัว อยู่กินกับนางธิติจนมีบุตรหนึ่งคน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งในปี พ.ศ.2517 ณ วัดเกาะหลัก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากนั้นได้มาจำพรรษาที่วัดทุ่งน้อย ต.เขาแดง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาผู้มีจิตศรัทธาซึ่งเลื่อมใสในตัวท่านได้มอบที่ดิน 21 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.ดอนยายหนู อ.กุยบุรี ให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ “สำนักสงฆ์พุทธไตรรัตน์” เมื่อปี พ.ศ.2518 ก่อนจะขออนุญาตสร้างเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ.2527 ตั้งชื่อว่า “วัดหนองจอก” ปี พ.ศ.2535 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงประทานพัดยศแก่ท่าน เป็น “พระครูนิยุตธรรมสุนทร” หลวงพ่อยิดนั้นได้ชื่อนักพัฒนาที่มีฝีมือรูปหนึ่ง เห็นได้จากการสร้างสรรค์พัฒนาให้วัดหนองจอก จนเป็นวัดที่สมบูรณ์มีถาวรวัตถุทางศาสนาครบ ยากที่จะหาวัดใดๆ สร้างได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ ท่านยังพัฒนาจิตใจและการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ โดยสนับสนุนด้านทุนการศึกษา,ทุนอาหารกลางวันแก่โรงเรียนหลายแห่งใน จ.ประจวบฯ รวมทั้งร่วมสร้างสาธารณประโยชน์แก่สถานที่ราชการและหน่วยราชการมากมาย สมัยยังชีวิต ท่านมีกิจนิมนต์ในการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังทั่วประเทศจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ในวันเสาร์ 5 ท่านปลุกเสกวัดแรกที่ จ.นครสวรรค์ วัดสุดท้ายที่วัดหนองจอก แต่ละวัดจะปลุกเสกวัดละ 30 นาที รวมทั้งหมดวันเดียวปลุกเสก 9 วัด การรับแขกของหลวงพ่อยิดแต่ละวันนั้น บางวันแทบไม่ได้ลุกไปห้องน้ำเลย นอกจากฉันอาหารเพลเท่านั้น แม้แต่ยามอาพาธ ก็ยังแสดงความอดทน ออกมาต้อนรับญาติโยมเหมือนไม่เป็นอะไรเลย ยิ่งเรื่องการเขียน การจารวัตถุมงคลด้วยแล้ว บางวันถึงขนาดไม่ได้ฉันข้าวก็มี เมื่อเขียน,จารเสร็จแล้ว ท่านจะเอานิ้วที่ซีดแนบเนื้อติดกระดูกให้ผู้อยู่ใกล้ชิดดู จนต้องช่วยกันบีบนวดให้เพราะสงสารท่าน พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนมากจะมีปัญหาเกี่ยวกับผู้ใกล้ชิด ลูกศิษย์ กลุ่มพุทธพาณิชย์ หาผลประโยชน์จากการสร้างวัตถุมงคลเพื่อหวังผลกำไรจำนวนมหาศาล เช่นเดียวกับหลวงพ่อยิดซึ่งมีหลายกลุ่ม แต่ท่านจะไม่ว่าอะไรใครทั้งสิ้น เมื่อมีผู้ถาม ท่านก็จะตอบว่า “ใครที่ประพฤติตนหาผลประโยชน์จากพระ บุคคลนั้นต่อไปจะยากจน เพราะตัวเองจะป่วย แล้วก็ใช้เงินจากการจำหน่ายพระมารักษาตัวจนหมดสิ้น และชีวิตก็จะอยู่ไม่มีความสุขภายในครอบครัว” และวาจาท่านก็ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งเสียด้วย เพราะมีหลายคนที่เป็นไปตามคำพูดนั้น เรื่องแปลกของหลวงพ่อยิดเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านสรงน้ำปีละครั้ง ในเดือน 4 ในวันอาทิตย์แรกของข้างแรม สาเหตุก็เนื่องมาจาก ท่านได้รับปากกับอาจารย์ที่สอนวิชาอาคมให้สมัยที่ยังเป็นฆราวาส เมื่อเรียนจบแล้ว ท่านก็อาบน้ำ จนกระทั่งบวชเป็นพระก็สรงน้ำปีละครั้งตลอดมาจนมรณภาพ ลูกศิษย์และผู้เคารพศรัทธาจะเอาแปรงทองเหลืองขัดตัวท่าน ท่านจะยิ้มเพราะไม่เจ็บ และไม่ระคายผิวหนังแม้แต่น้อย กระทั่งปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา จึงงดใช้แปรงขัดเนื่องจากหมอขอร้อง เพราะแม้ผิวหนังท่านจะคงกระพันจริง แต่เนื้อและเส้นโลหิตไม่ได้คงกระพันด้วย อาจจะเป็นอันตรายได้ ท่านมักจะสอนศิษย์เสมอว่า การที่จะปลุกเสกวัตถุมงคลให้ขลังนั้นจะต้องมีสมาธิ และสัจจะ โดยเฉพาะสัจจะสำคัญมาก เพราะฉะนั้น วัตถุทุกชนิดเมื่อผ่านการปลุกเสกจากท่าน จึงเชื่อถือกันว่ามีความขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก ที่โด่งดังและรู้จักกันดีทั่วประเทศก็คือ “ปลัดขิก” ซึ่งท่านปลุกเสกจนกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้ เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น แม้แต่ผู้ที่มีความรู้เป็นถึงนักเรียนนอกอย่าง ม.ล.ปาณสาร หัสดินทร อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยังนับถือ เพราะได้ประสบมากับตาตนเอง คุณวิเศษในปลัดขิกที่ผ่านการปลุกเสกจากท่าน ใช้ดีในทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ค้าขาย เรื่องแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ตะขาบ แตน ต่อ แมงป่อง เอาไปวนบริเวณที่กัดจะหายเป็นปลิดทิ้งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อความศรัทธาเป็นที่ตั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจศิษย์ตลอดมาก็คือภาพอดีตที่ฉายให้เห็นถึงคุณงามความดีที่ท่านสร้างไว้ให้วัดหนองจอก,พระพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งไม่มีวันลบเลือนไปง่ายๆ เด็ดขาด
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จ หลัง "ว.น.จ. กุยบุรี" หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    เป็นอีกรุ่นที่หายากของหลวงพ่อยิดครับ สุดยอดพุทธคุณ หลวงพ่อยิดตั้งใจปลุกเสกมากเป็นพิเศษ
    เรียกได้ว่าทุ่มเทพลังจิตทั้งหมดก็ว่าได้ เพื่อปลุกเสกสมเด็จรุ่นนี้ มีจำนวนการสร้างน้อย ๒ องค์คู่

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250829_182543.jpg IMG_20250829_182610.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756479327007.jpg

    หลวงพ่อวิชัยท่านเป็นพระผู้ทรงสุปฏิปันโน ผู้ทรงละแล้วซึ่งทางโลก ในสายหลวงปู่มั่น ท่านสำเร็จวิชาเสกหยกกันมะเร็งจากครูบาอาจารย์ที่มาสอนท่านในสมาธิ ท่านยังกล่าวยืนยันและยอมรับว่า หยกของท่านที่ผ่านการปลุกเสกแล้วสามารถช่วยปรับธาตุในร่างกายให้แข็งแรง ดูดสารพิษ ดูดโรคภัยในร่างกายได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ท่านได้กล่าวยืนยัน
    ท่านก็เล่าว่า...มีลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งเป็นฝรั่งอยู่ต่างประเทศ เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย (จริงๆ ท่านบอกแต่จำไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งที่ใด)
    หมอที่นั่นบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน มาเจอท่านในสภาพตัวเหลือง ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
    ท่านเห็นแล้วก็เวทนา ก็เลยนำกำไลหยกมาอธิษฐานตามวิชาให้เขาไปใส่ โดยกำชับว่าให้ใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลา
    จากที่หมดหวังอาการก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนแพทย์ที่ต่างประเทศยังแปลกใจ
    ทุกวันนี้เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แถมอ้วนท้วนผิวพรรณดีจนเหมือนคนไม่ได้เป็นมะเร็งมาก่อน
    ชาวต่างชาติคนนี้นับถือหลวงพ่อมากและมากราบท่านเป็นประจำ
    เรียกท่านเป็น...ปาป๋า....เพราะเหมือนเป็นผู้ที่ให้ชีวิตใหม่กับเขาเลยทีเดียว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ..ประวัติหลวงพ่อวิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม..
    ..ชื่อเดิม “วิชัย คล่องแคล่ว” เกิดวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๘ (สองพันสี่ร้อยแปดสิบแปด) ณ ที่บ้านหินลาด ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายบัว นางกอง คล่องแคล่ว (สำหรับคุณแม่บวชเป็นแม่ชีอยู่ด้วยขณะนี้) พ่อนั้นตายเสียตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุได้ ๑ ขวบกว่า ๆ อาชีพเดิมของบิดามารดา คือการทำนาตามบรรพบุรุษหลายชั่วคน เมื่อตอนเล็ก ๆ ข้าพเจ้าชอบอยู่กับยาย คือแม่เอาข้าพเจ้าไปฝากยายไว้ซึ่งอยู่คนละบ้าน เพราะแม่ของข้าพเจ้าท่านได้ไปแต่งงานใหม่ ทำให้ข้าพเจ้ากับน้องได้ไปอยู่กับยาย
    ..นี่คือปฐมบทของชีวิตของเด็กน้อย ที่ได้เริ่มรู้จักกับความว้าเหว่อ้างว้างของลูกที่กำพร้าพ่อและพลัดพรากจากแม่เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๗ ขวบ ยายก็ให้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านแก่งเจริญ ข้าพเจ้าทำงานหนักที่พอจะทำได้มาตั้งแต่เด็ก ๆ จะเรียกว่าเป็นชีวิตทั้งกำพร้าพ่อแม่ก็ว่าได้เพราะไม่ค่อยจะได้อยู่กับแม่ ข้าพเจ้าได้ช่วยยายและพวกน้าผู้หญิงผู้ชายทำงาน กล่าวคือเมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องไปตักน้ำใส่ตุ่มน้ำกินน้ำใช้ เพราะหมู่บ้านที่อยู่นั้นบ่อน้ำอยู่ห่างไกลออกไปประมาณ ๑ กม. และเมื่อตักน้ำกินมาไว้เต็มตุ่มแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องลงไปตักน้ำในแม่น้ำมูลมาใช้และรดห้างพลูกินหมากให้ยาย นี่เป็นงานประจำตอนเด็ก นอกจากนั้น ยังต้องช่วยน้าผู้หญิงตำข้าวด้วย เพราะสมัยนั้นหมู่บ้านแถบนี้ยังไม่มีโรงสีข้าว
    ..ชีวิตข้าพเจ้าจึงตกระกำลำบาก เด็กเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันเขาสบายกันมาก ส่วนข้าพเจ้าเวลากินก็แสนจะลำบาก แม้แต่เวลานอนก็ลำบาก ถึงฤดูทำนาต้องไปนอนที่กระท่อมนากับน้าผู้ชาย ตื่นเช้ามาต้องนึ่งข้าวเหนียวหุงข้าวให้น้า เพราะน้าตื่นขึ้นมาก็รับไปไถนา เมื่อหุงข้าวเสร็จ ก็ต้องหามฟืนกลับบ้านซึ่งห่างจากทุ่งนาประมาณ ๔ กม. พอถึงบ้านก็ต้องรีบกินข้าวไปโรงเรียน ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงโรงเรียน ๓ กม. สมัยนั้นยังไม่พัฒนา ทางการให้ ๓ - ๔ หมู่บ้านไปเรียนหนังสือรวมกันที่โรงเรียนแห่งเดียว ทำให้เด็กนักเรียนแต่ละหมู่บ้านต้องเดินไปเรียนกันทางไกลหน่อย พอเลิกเรียนในตอนบ่าย ก็เดินกลับบ้านรีบกินข้าว ซึ่งส่วนมากเป็นข้าวเหนียวในก่องข้าวหรือกระติบเย็นชืดกับปลาร้าและพริกแทบทุกวัน อร่อยมากเพราะหิว คนเราเมื่อหิวกินอะไรก็อร่อยทั้งนั้น จากนั้นก็เอากระบุงใส่ปุ๋ยคอกหาบไปทุ่งนาวันละหาบเฉพาะตอนเย็นการไปนาและกลับมาบ้านนั้น บ่าของข้าพเจ้าจะไม่ว่างจากไม้คานเลย
    ..เพื่อนฝูงที่เขามีนาอยู่ใกล้กัน ๔ - ๕ คน เขาเดินไปตัวเปล่าเดินมาตัวเปล่าหยอกล้อกันบ้าง วิ่งไล่จับกันสนุกสนาน ส่วนข้าพเจ้าทำไม่ได้เพราะบ่าต้องหาบคอนใส่ของหนังอึ้ง หมดสนุกสนานมีแต่ความเศร้าสร้อย
    น้าผู้ชายท่านรักข้าพเจ้ามาก รักเสมือนลูกของท่านจริง ๆ ส่วนน้าผู้หญิงนั้นแกไม่รักข้าพเจ้าเลย ชอบข่มเหงรังแกตลอดเวลา บางครั้งทำอะไรไม่ทันใจแกก็จะจิกหัวหรือเฆี่ยนเอา แต่ถ้าน้าผู้ชายเห็นแล้วจะทำไม่ได้ ชีวิตของข้าพเจ้าหากไม่มีน้าผู้ชายช่วยปกป้องแล้วลำบากแสนเข็ญมาก แม้แต่เวลาเข้าเรียนหนังสือเพื่อนเขาได้กระดานใหม่ ๆ คือ กระดานชนวน ได้กางเกงใหม่ เสื้อใหม่ ดินสอใหม่ ส่วนข้าพเจ้าไม่เคยได้เขียนกระดานใหม่ ไม่เคยได้ดินสอใหม่แท่งยาว ๆ เหมือนเขาเลย
    ..ยายเป็นคนตระหนี่ประหยัด จึงให้ใช้กระดานแตก ๆ แต่พอเขียนได้ ดินสอก็สั้น ๆ กุด ๆ แม้แต่กางเกงของข้าพเจ้าก็ขาดกะรุ่งกะริ่ง เพื่อนชอบล้อเล่นอยู่เรื่อยว่า “ลุงก็มาโรงเรียนเหรอ?” หนังสือเรียนก็เก็บเอาของเก่าเขามาให้อ่าน ขาดไปก็มี แต่ก็ยังเป็นบุญบารมีของข้าพเจ้าที่เรียนหนังสือได้เก่งพอสมควร ได้เป็นหัวหน้าชั้นบ่อยที่สุด พูดถึงของใช้แล้ว น้อยนักน้อยหนาที่จะได้ใช้ของใหม่ ๆ ดี ๆ ถ้าเป็นผ้านุ่งผ่าห่มก็รับเอาของเก่าพี่ชายบ้าง ยายเอาของคนอื่นมาให้บ้าง
    ..พอถึงหน้าหนาว ผ้าห่มก็แสนจะขาดปะแล้วปะอีก กางเกงและเสื้อก็ปะแล้วปะอีก ชีวิตของลูกกำพร้าที่อยู่อาศัยยายและน้านั้นแสนจะลำบากเหลือเกิน ชีวิตเอ๋ยช่างอาภัพโชคกระไรหนออย่างนี้ มองดูชีวิตเพื่อนรุ่นเดียวกันเขาช่างมีความสุขมาก ครั้นพออายุได้ ๘ ขวบ เรียนอยู่ประถม ๒ พี่ชายลูกคนละพ่อเขาไปบวชเป็นสามเณร จิตใจของข้าพเจ้าอยากจะตามไปบวชด้วยเหลือเกิน ได้เห็นพี่ชายห่มผ้าจีวรเหลืองอร่ามเหมือนทองดอกบวบงามจับใจ ทำให้ใจไม่อยากจะอยู่บ้านเลย เพราะอยู่บ้านกับยายกับน้าผู้หญิง มีแต่ความทุกข์กายทุกข์ใจเสมอจะยากลำบากกับการงานหนักเกินวัยเด็ก
    ..เวลาเช้าฤดูแล้ง ยายให้ไปส่งข้าวเณรพี่ชายที่วัดทุกเช้า ข้าพเจ้าบอกเณรพี่ชายให้หาหนังสือพระเณรที่เกี่ยวกับการบอกวิธีบวชเรียนและสวดมนต์มาให้ พี่เณรก็เอาหนังสือเจ็ดตำนานมาให้อ่านและได้บอกคำขอบวชให้ด้วย ข้าพเจ้าเอามาอ่านมาท่องทุกวัน ท่องคล่องปากเพราะเคยได้ยินพระสงฆ์ท่านสวดมนต์อยู่เสมอ วันไหนว่างก็แอบไปวัด เพราะวัดคือสถานที่เล่นเย็นใจหรือสนุกสนานของเด็ก ๆ บ้านนอก เมื่อไปวัดก็ท่องคำขอบบวชเณรให้ขึ้นและได้ขอร้องให้พี่เณรมาช่วยพูดกับยาย ขอร้องให้ยายอนุญาตให้ข้าพเจ้าบวชเณรบ้างพี่เณรก็บอกว่าเรียนหนังสือยังไม่ทันจบ ป.๔ บวชเณรไม่ได้หรอก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ฟัง ได้รบเร้าอยู่เรื่อย ๆ จนพี่เณรทนไม่ไหวต้องมาบอกยาย เลยโดยยายตวาดเอา แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่ลดละความพยายามจะบวชให้ได้ ปีต่อมาข้าพเจ้าพยายามหาวิธีบวชให้ได้ วันไหนว่างแอบไปฟังท่านอาจารย์ที่วัดเทศน์และสนทนากับท่านบ้าง ท่านก็ชวนบวช ทำให้ศรัทธาของข้าพเจ้ายิ่งมีมากขึ้น บางวันไถนาปลูกข้าวอยู่แต่ร่างกาย ส่วนจิตใจมาอยู่วัดตลอดเวลา
    ..วันหนึ่งปลูกข้าวอยู่กับแม่ เป็นวัน ๗ ค่ำ ซึ่งทางภาคอีสาน พอถึงวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ พระเณรที่วัดต้องตีกลองให้สัญญาณบอกวันโกนวันพระ เขาเรียกว่าตีกลองแลง ( แลง แปลว่า ตอนเย็น) แม้แต่ตี ๔ ตอนกลางคืนก็ตีกลองอีก ตีสลับกับฆ้องเรียกว่าตีกลองดึก เสียงวังเวง ฝูงหมาจะเห่าหอนกันเกรียวทีเดียว วันนั้นพอได้ยินพระท่านตีกลองแลง จิตใจของข้าพเจ้าหวิว ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก บอกแม่ว่าเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วผมต้องบวชให้ได้ แม่ก็บอกว่า แม่จะบวชให้ลูกทุก ๆ คนนั่นแหละ ข้าพเจ้าดีใจแสนจะดีใจบอกไม่ถูก ถึงวันพะข้าพเจ้าชอบทำบุญตักบาตร แม้แต่ไปเที่ยววัดไหนยามมีงานวัด ก็ต้องทำบุญก่อนเที่ยว เรื่องทำบุญนี้ทำเองด้วยใจรัก ไม่มีใครบอก เป็นฉันทะความพอใจความเลื่อมใสจากส่วนลึกของหัวใจ
    ..แม่เอาเงินให้ไปเที่ยวดูโน่นดูนี่ แต่ข้าพเจ้ากลับเอาเงินไปทำบุญหมดก็มี จิตใจมีแต่เมตตาความรักความเอ็นดูสงสารต่อคนอื่นเสมอ แม้แต่สัตว์ เป็นต้นว่าไก่ก็ไม่เคยฆ่า สุนัข แมว วัว ควาย ไม่เคยฆ่า มีเมตตาสงสารสัตว์เหล่านี้เสมอ เห็นใครเขาเชือดคอเป็ดคอไก่แล้วต้องรีบเดินหนีด้วยความสงสาร เห็นคนขับเกวียนบรรทุกฟืนเพียบแปล้ เอาดุ้นฟืนขนาดเท่าแขนตีวัวเทียมเกวียน บังคับขู่เข็ญให้วัวลากเกวียนไป แต่วัวหมดแรงลากไม่ไหวถูกตีจนล้มฟุบ ขี้แตกออกมา ข้าพเจ้าเห็นแล้วถึงกับร้องไห้ด้วยความสงสาร โอหนอ ทำไมคนเราใจคอโหดร้าย ใช้สัตว์ทำงานทารุณถึงปานนั้น ช่างไม่คิดเวทนาสงสารวัวลากเกวียนเอาเสียเลย หรือว่าชาติปางก่อน วัวตัวนั้นเคยเป็นคนทำบาปชั่วมามาก ชาตินี้เลยมาเกิดเป็นวัวให้คนเขาทุบตีใช้งานหนักเช่นนี้เป็นการใช้กรรมเวร? เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันชอบล้อว่า พ่อใจบุญ ๆ ๆ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจเสมอ
    ..เริ่มบวชเป็นสามเณร อายุ ๑๗ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ วัดเวฬุวัน บ้านหนองไผ่ ตำบลดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลธานี โดยมีท่านพระครูสุนทรธรรมวิบูลย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชในช่วง ๑๐.๐๐ น. ตกกลางคืนมาก็เริ่มปฏิบัติสมาธิเป็นแล้ว เพราะเคยฝึกมาก่อนบวช การนำจิตเข้าสู่สมาธิจึงทำได้พอสมควร ปฏิบัติมาตลอดทุก ๆ วันในพรรษาแรก จิตก็เข้าสมาธิได้สม่ำเสมอแล้ว
    ..พรรษาที่สอง สอบนักธรรมตรีได้ และการปฏิบัติเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ในกลางพรรษาที่สอง เห็นพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาประทับอยู่ที่หิ้งพระ แย้มพระโอษฐ์อยู่นานพอสมควรจึงเสด็จไป
    ..พ.ศ.๒๕๐๘ ย้ายมาอยู่วัดสว่างอารมณ์ บ้านเสียม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เรียนนักธรรมชั้นโท แต่ก็สอบไม่ผ่าน ออกพรรษา หมดเขตกฐิน ก็ได้บวชเป็นพระภิกษุ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ เวลา ๐๖.๐๐ น. บวชไม่กี่วันก็ได้เดินธุดงค์ไปประเทศลาวกับหลวงปู่ไพ ไปพบหลวงพ่อมหาผ่อง เมืองโพนทอง ไปภูมะโรง พบอาจารย์บุญมาก ข้ามแพยนต์ไปที่จังหวัดปากเซ แล้วก็เดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านยิก เลยไปถึงอัตบามือ ใกล้เมืองสาลวัน ติดต่อเขตแดนลาว เวียดนาม ย้อนกลับมาทางจังหวัดจำปาสัก
    เดินธุดงค์อยู่ทางประเทศลาวนานพอสมควร จึงได้กลับขึ้นมาประเทศไทย ปี ๒๕๐๙ จำพรรษาอยู่วัดบ้านหัวดูน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปฏิบัติไปด้วยศึกษาธรรมไปด้วย ก็สอบนักธรรมชั้นโทได้ กลับมาอยู่วัดสว่างอารมณ์บ้านเสียมอีกครั้งหนึ่ง ศึกษานักธรรมชั้นเอกต่อ
    ..ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ออกจากวัดสว่างอารมณ์ มุ่งหน้าต่อไปทางอุดธานี เดินธุดงค์อยู่ตามภูเก้า อำเภอหนองบัวลำภู ขณะนี้เป็นจังหวัดไปแล้ว และเดินอยู่หลายอำเภอ เพราะแถบนั้นมีป่าเขามาก ในปีนั้นก็ได้เดินกลับมาจำพรรษาอยู่วัดบ้านกุดจิก ตำบลห้อยเกิ้ง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีออกพรรษาเดินทางไปเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศลาว นานพอสมควรก็ได้ข้ามมาประเทศไทย
    ..ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ จำพรรษาอยู่บ้านกุดจิกต่อ ออกพรรษาก็ได้เดินทางกลับไปเวียงจันทน์อีก
    ..ปี ๒๕๑๔ เดินทางไปอบรมพระพัฒนาการทางจิต ที่จิตภาวันวิทยาลัย อำเภอบางละมุง ได้ปฏิบัติอย่างเต็มที่ เสร็จจากการอบรมเป็นเวลาสามเดือนก็เดินทางกลับอุดรอีกครั้งหนึ่ง ได้ลาญาติโยมเดินธุดงค์ลงภาคใต้ ได้ไปจำพรรษาอยู่วัดท้าวโครต ขณะนี้เปลี่ยนเป็นวัดชายนา ตำบลนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปฏิบัติที่นี่เป็นเวลา ๒ ปี
    ..ในช่วงอยู่วัดชายนานี้ได้มีโอกาสทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ มอบกายถวายชีวิต ค้นคว้าหาสัจธรรมโดยไม่คำนึงถึงตายตามอยู่ หมายถึงเอากายเป็นเดิมพัน ตายเป็นตาย อยู่เดือนปี ไม่มีใจดวงจิต มุ่งหน้าตั้งตาเอาชนะจิตของตัวเอง และเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ในช่วงฤดูแล้ง บางโอกาสก็ออกแสวงหาวิเวก โดยการเดินธุดงค์ไปตามสถานที่สงัด ๆ บางครั้งก็ไปสามเดือนสี่เดือน ก็ย้อนกลับมารับโอวาทจากหลวงพ่อใหญ่ ธมฺมธโร ออกพรรษาก็เดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไปแทบทุกจังหวัด และทุกภาคด้วย
    ..มีอยู่ช่วงหนึ่งร่างกายสังขารซูบผอมมาก เดินก้าวขาแทบจะไม่ออก ซึ่งได้แวะเข้าไปพักปฏิบัติอยู่สวนโมกข์นานพอสมควร จวนจะเข้าพรรษา ปี ๒๕๑๕ จึงได้กราบลาหลวงพ่อพุทธทาสไปเดินทางไปเกาะสมุย แล้วเข้าจังหวัดนครศรีธรรมราช จำพรรษาที่วัดชายนาอีกครั้งหนึ่ง ออกพรรษาก็ได้เดินธุดงค์กลับทางภาคอีสาน และก็ย้อนกลับลงไปภาคใต้อีก เพื่อจะไปกราบลาหลวงพ่อธมฺมธโร เดินทางไปประเทศพม่าตามความตั้งใจไว้ จึงได้ออกมาองค์เดียว เดินขึ้นมาเรื่อย ๆ ขึ้นมาถึงกรุงเทพแล้ว ก็แวะไปภาคตะวันออกแถวจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ขึ้นมาทางปราจีนบุรี นครนายก สระบุรี มาป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถจะเดินทางต่อได้ และเข้าไปพักอยู่วัดเขาเทพพนมยงค์ ในช่วงนั้นหลวงปู่ไวยังไม่ได้ไปอยู่ ขณะป่วยอยู่นั้น ยาข้าวก็ไม่ได้กิน หลวงพ่อแก่ ๆ ท่านจัดให้อยู่กุฏิหลวงเก่า ๆ โทรมแล้ว โดยไม่มีใครมาถามข่าวคราวอะไรทั้งสิ้น นั่ง นอน กำหนดจิตต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา นึกว่าเป็นไข้อย่างอื่นเข้ามาแทรกเสียแล้ว เพราะมีความร้อนผิดปกติมาก ก็ได้เอาแต่น้ำเย็นลูบตัวของตัวเอง แก้ไขทางกายเราถือว่าไม่ยาก แต่การแก้ไขทางจิตใจนั้นยุ่งยากกว่า ก็เลยไม่ได้ห่วงมากเท่าไหร่นัก แต่เรื่องจิตใจนั้น จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ จิตใจป่วยร้ายกว่ากายป่วย กายป่วยไม่นานก็หาย แต่จิตใจป่วยนั้นหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นชาติ ที่คอยรักษาจิตใจอยู่ตลอดเวลานั้น ก็เพื่อจะให้เป็นผู้หายป่วยใจเสียที จะได้เป็นอิสระไม่ตกเป็นทาสของโรคชั่วร้ายทั้งหลาย
    ..พออาการป่วยทุเลาลงแล้ว ก็เดินทางต่อมุ่งสู่ภาคเหนือ มีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดแรก ได้ยินกิตติศัพท์ของครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง จิตมีความตั้งใจจะไปศึกษาธรรมกับท่าน ก็ได้ไปถึงเชียงใหม่ตามความตั้งใจครั้งแรกไปพักอยู่ที่วัดอุโมงค์ ย้ายไปพักอยู่ ๔ วัดเมืองบาง จากนั้นจึงได้เดินไปวัดน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง บำเพ็ญเพียรปฏิบัติอยู่ที่นี่นานพอสมควร และได้มาตั้งใจท่องปาฏิโมกข์จบอยู่ที่วัดนี้ ท่องอยู่ ๒๔ วันพอดี ความคิดที่จะเดินทางไปจำพรรษาที่ประเทศพม่ายังสะกิดใจอยู่ตอลด จึงได้กราบลาครูเจ้าอินทจักร์เดินทางต่อไป
    ..จากเชียงใหม่เข้าจังหวัดลำพูน มาพักศึกษาธรรมกับครูบาเจ้าพรหมจักร์ ก็เป็นเวลานานพอสมควร ก็เดินทางต่อขึ้นไปทางจังหวัดลำปาง เลยไปถึงเชียงราย ต่อถึงอำเภอแม่สาย ข้ามไปประเทศพม่าจะเดินทางต่อไปเชียงตุง กะว่าจะจำพรรษาที่จังหวัดเชียงตุง บังเอิญเจ้าหน้าที่พม่าไม่ยอมให้ไป จึงได้เดินวนไปมาในแถวเชียงรายหลายอำเภอที่สุดจวนจะเข้าพรรษา จึงได้มาพักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำผาจม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นป่าเขาอยู่มาก และเงียบสงบ เหมาะสมกับผู้แสวงหาความวิเวกดี ในพรรษานั้นจึงได้ตั้งใจปฏิบัติเต็มที่
    ..ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ จำพรรษาอยู่ถ้ำผาจม ออกพรรษาก็เดินธุดงค์อยู่ในบริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่
    ..ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จำพรรษาอยู่ถ้ำผาจรุย บ้านป่าแงะ ตำบลแงะ อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย พักปฏิบัติอยู่ที่นี่ ๑๔ เดือน
    ..ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็ได้ย้อนกลับมาจำพรรษาอยู่วัดถ้ำผาจมอีกครั้งหนึ่ง จนถึงในปัจจุบันนี้ แต่ละปีนั้นจะออกแสวงหาวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำทุกปี
    ..และถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบในวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ เมื่อเวลา ๑๐.๐๖ น. สิริรวมอายุ ๗๘ ปี ๕๘ พรรษา..
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงหยก รูปเหมือน หลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจมเชียงราย รุ่นแรก

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250829_215720.jpg IMG_20250829_215954.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG]

    หลวงปู่บุญทัน ฐิตปัญโญ
    พระกัมมัฏฐานผู้มีอภิญญาแห่งวัดป่าประดู่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี องค์ท่านเป็นสหธรรมิกติดตามหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ไปวิเวกทางภาคเหนือในหลาย ๆ ท้องถิ่น แอดมินท่องถิ่นธรรมเคยได้ฟังเรื่องราวของท่าน จากท่านพระอาจารย์แอ วรสุวัณโณ แห่งวัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเคยอยู่กับหลวงปู่บุญทัน ได้เมตตาเล่าให้แอดมินฟังว่า... ครั้งนึงก่อนที่ท่านจะฉันจังหัน ท่านได้พิจารณาภัตตาหารก่อนขบฉัน ขณะท่านมองดูลงในบาตรเพียงครู่ แล้วนำผ้าปิดฝาบาตรหยิบของอย่างนึงออกจากบาตร จากนั้นคว้าเอากระโถน คว่ำลงปิดของชิ้นนั้นเอาไว้ พระเณรที่อยู่ใกล้ ๆ ท่านก็ตกใจ นึกว่าหลวงปู่จะหยิบกระโถนเขวี้ยงใส่ใคร จึงได้ถามหลวงปู่บุญทันว่า... “หลวงปู่ทำอะไร ทำไมเอากระโถนคว่ำใส่ของกินอย่างนั้นหล่ะขอรับ”

    หลวงปู่บุญทัน ตอบว่า... “รอก่อน รอแปร็บเดียว เดี๋ยวก็รู้กัน”

    ไม่ถึงชั่วโมง มีชายคนนึง เข้ามาที่วัดอย่างทุลักทุเล เข้ามากราบขอขมาหลวงปู่ ขอให้หลวงปู่บุญทัน อดโทษให้ แล้วเขาก็สารภาพว่า เขาเองเรียนคุณไสย จึงปล่อยของใส่มากับหลวงปู่ เพื่อดูความสามารถของหลวงปู่ว่า จะแน่จริงไหม ตอนนี้เขาร้อนในอกมากเลย ทนไม่ไหว จึงต้องมากราบขอขมาหลวงปู่ บัดนี้..เขารู้แล้วว่าตนเองทำผิดพลาดไป”

    หลวงปู่บุญทัน บอกว่าท่านเมตตาอยู่ เพราะถ้าท่านไม่เอากระโถนครอบของที่เขาทำเอาไว้ ของนั้นจะลอยคืนกลับไปที่เจ้าของทันที อาจทำให้ถึงตายได้ นี่ท่านครอบเก็บเอาไว้ ช่วยป้องกันผู้ที่ปรองร้ายท่านไม่ให้ถึงตาย พอท่านอโหสิกรรมให้กับเขา หลวงปู่ก็เปิดกระโถนออก ในกระโถนเป็นแค่ก้างปลาเท่านั้น ดูไม่น่าจะมีพิษภัยใดใด แต่สำหรับผู้มีฌานแล้ว ท่านมองเห็นได้ด้วยตาใน ไม่ใช่มองด้วยตานอก พวกเล่นคุณไสยมักทำยาสั่งใส่รวมกับอาหารลงในบาตร เพื่อลองวิชาอาคมของตนเอง อันนี้เป็นกรรมหนักมาก ถ้าพระไม่รู้จักพิจารณาอาหารก่อน ฉันทันที ก็อาจเป็นภัยถึงชีวิตได้

    • #ปลามหัศจรรย์
    วันหนึ่งพวกญาติโยมชาวบ้านเขาจะพากันไปทำบาปคือ ไปทอดแหหาปลามาฆ่ากินกัน หลวงปู่บุญทัน ฐิตปัญโญ ท่านรู้ว่าชาวบ้านจะไปทอดแหกันซ้ำร้ายชาวญาติโยมทั้งหลายได้มานิมนต์หลวงปู่ให้ไปฉันข้าวป่าซึ่งเป็นประเพณีในถิ่นนั้นอีกด้วย หลวงปู่บุญทันรู้ว่า พวกญาติโยมจะไปจับปลามาปรุงเป็นอาหารเพื่อถวายพระในวันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควร แม้ว่าพระองค์ใดรู้การกระทำบาป โดยการใดก็ตาม แล้วขึ้นรับฉัน ก็ถือว่าอาบัติแก่พระองค์นั้นๆ

    หลวงปู่บุญทันท่านได้ออกปากชวนตาปะขาวนิน (อุบาสก) ไปสู่หนองน้ำก่อนล่วงหน้า แล้วท่านสั่งให้ตาปะขาวนินไปตัดกระบอกไม้ไผ่ ๓-๕ กระบอกมาวางไว้ตรงหน้า จากนั้นท่านได้ลงมือเขียนอักขระเป็นคาถา หัวใจปลาช่อนใส่ลงไปบนกระบอกไม้ไผ่ ร่ายมนตร์ทำจิตสงบอฐิษฐานใจจากฤทธิ์อภิญญา กลายเป็นปลามหัศจรรย์ โดยการโยนกระบอกไม้ไผ่ลงน้ำทันที ปลาเที่ยวแหวกว่ายไปมาอย่างสนุกสนานทันทีที่ลงถึงน้ำ เที่ยวดำผุดดำว่ายดังกับว่ามีปลาช่อนเป็นร้อยเป็นพัน หลวงปู่อฐิษฐานฤทธิ์กระบอกไม้ไผ่เป็นปลาช่อนแล้ว ท่านก็ชวนตาปะขาวนิน ไปยังแถบหนึ่งของหนองน้ำนั้น เพื่อรอดูญาติโยมจะมาจับปลากัน

    หลวงปู่บุญทันได้เล่าให้ตาปะขาวนินว่า พวกญาติโยม จะไม่ได้ปลาสักตัวเดียว เพราะปลาวิเศษเหล่านี้มันจะมีกำลังมาก วิ่งชนแหที่ดักปลาขาดหมด หลวงปู่รอเวลาเฝ้าดูพวกญาติโยมพักหนึ่ง ก็เห็นกลุ่มชาวบ้าน พร้อมกับอุปกรณ์จับปลามายืนดูความอัศจรรย์ในหนองน้ำ ปลาจำนวนมากเที่ยวดำน้ำไปมาจนน้ำขุ่นไปเลยทีเดียว พวกชาวบ้านมองเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าปลาต้องมีมากมายแน่ๆ แล้วก็กรูกันลงไปในหนองน้ำ บ้างก็เหวี่ยงแหแล้วกระโดดตามลงไปอย่างลิงโลด ความจริงไม้ไผ่นั้นไม่ถูกคนรบกวน มันก็เป็นไม้ไผ่อยู่เช่นเดิม ครั้นทอดแหลงไปเมื่อไรกระบอกไม้ไผ่ก็จะแสดงฤทธิ์ ด้วยอำนาจอภิญญาของหลวงปู่ มันจะกลายเป็นปลาวิ่งชนแหที่เหวี่ยงครอบมันไว้ขาดเป็นช่อง แล้วก็พุ่งเข้าชนผู้คน ญาติโยมถึงกับสะดุ้งตกใจไปตามกันเลยทีเดียว จำนวนปลาก็ดูเหมือนจะเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ พวกญาติโยมพยายามอย่างเต็มที่สุดฝีมือ เพื่อจะจับปลาให้จงได้

    ปลาช่อนในหนองน้ำนั้น ก็ชนแหจนขาดสะบั้นไปมา ไม่มีใครได้ปลาเลยสักตัวเดียว จนเป็นที่อ่อนอกอ่อนใจ ในที่สุดก็เลิกรากันกลับบ้านไป

    หมายเหตุผู้เล่าคือ
    พระครูธรรมวารีนุรักษ์ (หลวงพ่อคำหล้า วรสุวัณโณ) หรือท่านพระอาจารย์แอ วัดป่าน้ำริน ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเคยอยู่อุปัฏฐากรับใช้ครูบาอาจารย์ตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร อยู่กับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่บุญทัน หลวงปู่กิ วัดป่าสนามชัย หลวงปู่ไท วัดเขาพุนก หลวงปู่คำดี ปัญโญภาโส หลวงปู่ทิวา อาภากโร เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่บุญทันเป็นครูบาอาจารย์ในสายวัดป่ากรรมฐานศิษย์หลวงปู่มั่นภูริทัตโตและก่อนจะมาเป็นศิษย์ลป.มั่น ท่านเป็นศิษย์ในสายสมเด็จลุนแห่งสปป.ลาว ในประวัติท่่่านเคยไปเลาาเรียน สรรพวิชา ถึงภูเขาควาย มาแล้ว
    เหรียญใบโพธิ์หลวงปู่บุญทันให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    [​IMG] [​IMG]
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้ จัดส่ง
    1756487924304.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc3_img (31).jpeg

    พระผงของขวัญ หลวงปู่แว่น ธนปาโล รุ่นมหาบารมี ธนปาโล 7 รอบ ปี 38 วัดถ้ำพระสบาย จังหวัดลำปาง
    หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง
    หลวงปู่แว่น พระผู้มีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์
    หลวงปู่แว่น ธนปาโล แห่งถำพระสบาย ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นพระวิปัสนาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของผู้ปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน
    ท่านเป็นเป็นศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
    " พระอาจารย์แว่น ธนปาโล " ศิษย์เอกอีกองค์หนึ่งของ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" ที่มีกิจวัตรงดงาม น่าเลื่อมใส พระอาจารย์แว่นในสมัยเป็นสามเณรได้ติดตามหลวงปู่สิม พุทธาจาโร (ลูกผู้พี่เป็นญาติใกล้ชิดในตระกูล) ได้เห็นจริยวัตรต่างๆ ที่สวยสดงดงาม ของหลวงปู่สิม เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เป็นอย่างมาก พออายุครบบวช ได้อุปสมบทที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม และได้ศึกษาพระธรรมและได้รับการถ่ายทอดวิชาวิปัสนากรรมฐาน จาก หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และ หลวงปู่เทศก์ เทสรังษี อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนา จนมีตบะบารมีอันแก่กล้า ประกอบกับจริยานิสัยอันงดงาม มีความเชื่อมั่น กตัญญูรู้คุณต่อครูบาอาจารย์ มีความอ่อนน้อมเจียมตนอยู่เป็นนิจ ปฏิปทาอันน่านิยมนี้ทำให้ผู้คนต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก แต่ท่านก็ยังคงเป็นพระสงฆ์ที่รักความสันโดษ เก็บตัวเงียบ มุ่งหวังความหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวงภายในชาตินี้ แต่ท่านก็ยังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาสอยู่ 6 ปี จึงได้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำพระสบาย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง กระทั่งมรณภาพ วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250829_232715.jpg IMG_20250829_232732.jpg IMG_20250829_232651.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756535490416.jpg

    พระสมเด็จเจริญลาภ
    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ปี๒๕๓๓ พิมพ์ใหญ่
    พระสมเด็จเจริญลาภ รุ่นแรก เป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่ง ที่หลวงปู่คำพันธ์ท่านได้เมตตาปลุกเสกเอาไว้ให้ลูกศิษย์ทุกคนมีไว้ใช้กัน พระสมเด็จรุ่นนี้ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๓ ณ อุโบสถวัดธาตุมหาชัย โดยหลวงปู่คำพันธ์และพระเกจิอาจารย์ทั่วภาคอีสาน วัตถุประสงค์เพื่อตั้งกองทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม และกองทุนวิปัสสนากรรมฐาน วัดเวินพระบาทภูกระแต ตำบลนาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม
    มวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ทำพระสมเด็จเจริญลาภ รุ่นแรก
    - ผงอิฐ ๒๐๐๐ ปี พระธาตุพนม
    - ผงเกสร ๑๐๘ ของวัดพระธาตุพนม
    - ผงธูปไหว้พระธาตุพนม
    - เกศาหลวงปู่คำพันธ์ โฆษปญโญ
    - ผงว่าน ๑๐๘ จากหลวงปู่คำสิงห์ ภูงัว
    - ผงไม้รักซ้อน
    - ผงไม้รักยม
    - ผงไม้จันทร์หอม
    - ผงไม้กาหลง-สาวหลง และอีกมากมาย
    ซึ่งประสบการณ์จากผู้ที่นำไปใช้ต่างยอมรับว่าพระสมเด็จเจริญลาภนี้มีพุทธคุณด้านเมตตา โชคลาภ สูงมาก
    **สมเด็จเจริญลาภ จัดสร้างในปี พ.ศ.2533 โดยมีท่านผู้การกวี คล้ายโอภาส เป็นประธานการจัดสร้าง
    คุณ อิ่ว ท่าพระจันทร์และเพื่อนๆในท่าพระจันทร์ ดำเนินการจัดสร้าง
    มวลสารมีมากมายกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้นหลายสิบเท่าตัว รวมไปถึงเกศาครูบาอาจารย์อีกมากมาย
    มวลสารโดยรวมจะได้มาจากท่านนักสะสม นิยมพระเครื่อง(เซียนพระ)ในตลาดพระท่าพระจันทร์ร่วมกันมอบให้ มหาศาลมากๆ
    จำนวนการจัดสร้าง ไม่เกิน 10000(หนึ่งหมื่นองค์)
    คือไม่ถึงหมื่นองค์แน่นอน
    นำมอบถวายหลวงปู่ในวาระนั้น 5500 องค์
    แจกทหาร-ตำรวจ 2000 องค์ "
    ประสบการณ์พระสมเด็จเจริญลาภปี พ.ศ.2533 คุณอิ่ว ท่าพระจันทร์ หรือเฮียอิ่ว ของน้องๆในสนามพระเครื่องท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
    เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับพระสมเด็จเจริญลาภ
    พิมพ์ใหญ่ ให้ผมฟังว่า ..
    ช่วงตั้งแต่ต้นปี 30 เป็นต้นมา ได้เดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-นครพนม อยู่บ่อยมาก ถึงระยะทางจะไกล ทั้งการเดินทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบันนี้ แต่ก็มีความเพียรที่จะไปพบหลวงปู่คำพันธ์ ที่วัดธาตุมหาชัย และช่วยงานบุญของวัดอย่างสม่ำเสมอ
    ถึงปี พ.ศ.2533 วัดเวินพระบาทภูกระแต
    ตั้งอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม
    ได้ขออนุญาตหลวงปู่ฯ จัดสร้างพระสมเด็จขึ้นมาชุดหนึ่ง ชื่อว่าสมเด็จเจริญลาภ (ตามรูป) แล้วเสร็จ
    หลวงปู่คำพันธ์ ทำพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดธาตุมหาชัย ในเดือนมีนาคม ปี 33 ช่วงนั้นเฮียอิ่ว
    ได้เป็นธุระสะพานบุญนำพระสมเด็จชุดนี้ ลงมาบอกบุญทางกรุงเทฯ โดยเฉพาะกับเพื่อนพ้องน้องพี่ในสนามพระท่าพระจันทร์
    ประสบการณ์เรื่องเล่าจึงเกิดในสนามแห่งนี้..
    เฮียอิ่ว นำพระสมเด็จใส่ในซองพลาสติก พร้อมใบฝอยการจัดสร้าง ที่แจ้งวัตถุประสงค์การจัดสร้างพระ และราคาทำบุญ คือองค์ละ 20 บาท
    นำพระสมเด็จที่ได้มาบอกบุญจำนวนหนึ่งใส่เต็มในบาตรพระ เดินบอกบุญกับทุกคนที่รู้จักในสนามพระท่าพระจันทร์ คนไหนทำ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท เฮียอิ่วก็จะให้หยิบพระในบาตรไปคนละองค์
    หลายคนทำบุญ 100 แต่หยิบพระไปเพียงองค์เดียว
    เดินบอกบุญมาถึงกลุ่มคนที่กำลังเล่นหมากรุกกันอยู่ ทุกคนหยุดดู หยุดเล่นหันมาทำบุญ คนที่เล่นหมากรุกคนหนึ่ง ถวายเงินทำบุญ 500 บาท แต่ไม่ขอรับพระ เฮียอิ่วเห็นว่าทำบุญมามากจึงรบเร้าให้หยิบพระไปหลายๆ องค์ คนทำบุญก็ยังไม่อยากได้พระ
    เฮียอิ่วยังรบเร้าให้นำพระไปบ้าง หรือนำไปแจกต่อก็ได้ เพราะเห็นว่าทำบุญมาถึง 500 พระรูปนี้ดี
    ไปพบท่านมาแล้วหลายครั้ง พระที่ท่านเสกไว้
    ย่อมดีแน่นอน
    เมื่อถูกรบเร้ามากเข้า คนที่ทำบุญจึงถามเฮียอิ่วว่า
    ให้หยิบได้หลายองค์ใช่มั้ย ?? เฮียอิ่วตอบว่า.. หยิบไปเยอะๆเลย หรือจะเอาหมดบาตรก็ไม่ว่ากัน..
    คนนั้นจึงตอบกลับมาว่า เฮียรอผมสักครู่นะ..
    แล้วยกมืออธิษฐาน เสร็จแล้วล้วงมือหยิบพระในบาตรได้หนึ่งกำมือ ได้พระไปสิบกว่าองค์
    เฮียอิ่วจึงเดินบอกบุญต่อจนพระหมดบาตร
    ไม่กี่วันต่อมา คนเดิมที่ได้พระไปหนึ่งกำมือ
    นำเงินมาฝากทำบุญกับหลวงปู่คำพันธ์
    อีก 1000 บาท พร้อมเล่าให้ฟังว่าวันนั้น
    ที่ผมยกมืออธิษฐานหยิบพระออกจากบาตร
    ได้อธิษฐานว่า..
    หากหลวงปู่ฯ ศักดิ์สิทธิ์ตามที่เฮียบอกกล่าวจริง
    ผมขอให้เกิดมีโชคลาภ จากจำนวนพระที่หยิบมา แบบตรงๆ ไม่ต้องกลับ นำจำนวนพระที่ได้ไปซื้อสลากกินแบ่งสองตัวท้าย ได้โชคลาภไปหลายใบ
    จึงนำเงินแบ่งมาทำบุญ
    เรื่องนี้ดังไปทั่วสนามพระท่าพระจันทร์ในครั้งนั้น
    เพราะมีผู้อยู่ในเหตุการณ์ ที่มามุงดูการเล่นหมากรุกอยู่หลายคน ประกอบกับเฮียอิ่ว เป็นที่นับถือของน้องๆ ในสนามพระท่าพระจันทร์อย่างกว้างขวาง
    จุดประกายให้กับผู้ที่แสวงหาครูบาอาจารย์ดีๆ
    โดยเฉพาะเซียนพระในสนามท่าพระจันทร์
    เมื่อมีเวลาหลายท่านจะเดินทางไปนครพนม
    ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่คำพันธ์ คอยช่วยเหลืองานบุญของวัดธาตุมหาชัยตลอดมา.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จเจริญลาภหลวงปู่คำพันธ์ พร้อมกระดาษใบฝอยเดิมจากวัด

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250830_132914.jpg IMG_20250830_132955.jpg IMG_20250830_133037.jpg IMG_20250830_133015.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756581354638.jpg

    พระปิดตารุ่น’’ทองพันชั่ง’’ ประเภทตะกรุดคู่(ตะกรุดเงินคู่) , (ทองฝาบาตรคู่),(ทองแดงคู่),(ทองแดง-เงิน),(เงิน-ทองฝาบาตร),(ทองแดง-ทองฝาบาตร)
    พระปิดตา "รุ่นทองพันชั่ง" ตาหลวงทอง ถิรจิตฺโต เป็นพระที่ ผอ.อรุณ เหมทานนท์ กดพิมพ์สร้างถวาย สมัยที่เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ผอ.อรุณ พักอยู่ใกล้วัดประดู่ฯ มีโอกาสได้รับใช้หลวงปู่โต๊ะ เห็นการสร้างพระปิดตาของหลวงปู่โต๊ะ ได้รวบรวมมวลสารของหลวงปู่เก็บไว้ เมื่อมีโอกาสจึงสร้างถวายตาหลวงทอง และได้รวบรวมมวลสาร สายนครฯ ปากพนัง ดินกากยายักษ์เขาชีกรรจ์ ผงสาริกาจันทร์สุดา ว่าน ๑๐๘ ชนิด น้ำมนต์หลวงปู่โต๊ะ ด้านหลังคือยันต์มหาอุด แต่ตาหลวงมีเคล็ดเสกพระยันต์อุด ให้กลายเป็นมีลาภได้ด้วยคาถาส่วนตัวของท่าน"จำนวนจัดสร้างประมาณ ๒,๐๐๐ องค์"
    ประสบการณ์มากมาย
    ประวัติ พระครูมงคลวรสิทธิ พ่อท่านทอง ถิรจิตโต อดีตเจ้าอาวาสวัดหลักห้า อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ศิษย์สายสำนักเขาอ้อ
    เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของเมืองยะลา เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการยก ย่องว่าเคร่งครัดพระธรรมวินัย ใส่ใจวัตรปฏิบัติของสงฆ์
    ชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รับรู้กันทั่วถึงประสบการณ์ที่เล่าขานด้านวัตถุมงคล
    หลังอุปสมบท ท่านไปอยู่จำพรรษาที่วัดหลักห้า ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา วัดที่ท่านสร้างขึ้นมาเองบนที่ดินของท่านเองตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ด้วย พร้อมทบทวนวิทยาคมและเรียนพระปริยัติธรรม มุมานะ ศึกษาเล่าเรียนจนสามารถสอบได้
    ท่านยังให้ความสนใจด้านวิทยาคม เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อร่ำเรียนจากตำราเก่าแก่ที่สมัยนั้นพระสงฆ์ภาคใต้นิยมศึกษา และยังศึกษาวิชาสมาธิกรรมฐานกับพ่อท่านวัดป่าศรี ปัตตานี พ่อท่านแดง วัดหลักห้า พ่อท่านดำวัดหลักห้า (สองรูปนี้ท่านได้นิมนต์มาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหลักห้า รูปที่สามและรูปที่สี)อาจารย์ชุม ไชยคีรี คุณแม่บุญสืบ ไชยคีรี รวมถึงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม.
    ในช่วงเวลาว่าง ท่านมักเดินทางไปสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนวิชากับเจ้าคุณพ่อท่านฉิ้นวัดเมืองยะลาและพ่อท่านแสงวัดบ้านตรัง ปัตตานี (เครือญาติ)
    ในปี พ.ศ.2501 พ่อท่านทองจึงได้สร้างวัดหลักห้า ขึ้นบนที่ดินของท่าน ในขณะที่เป็นผู้ใหญ่บ้านหลักห้า พร้อมทั้งรับตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อครั้งอุปสมบทรอบสอง ชาวบ้านแถบนั้นเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ได้ช่วยกันสร้างกุฏิไม้ เพื่อใช้เป็นที่เจริญสมณธรรม
    จากเริ่มแรกวัดหลักห้า ยะลา มีเพียงกุฏิไม้หลังเดียว ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้น เพียบพร้อมด้วยเสนาสนะ อุโบสถ, ศาลาการเปรียญ, หมู่กุฏิสงฆ์, เมรุ ฯลฯ
    ด้วยความเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย และมีคาถาขลัง ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว
    ในแต่ละวันมีผู้เลื่อมใสศรัทธา เดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไม่ขาดสาย
    สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาคศรัทธาก็นำมาพัฒนาวัด สร้างสาธารณู ปโภค สาธารณูปการ รวมทั้งบริจาคสาธารณกุศลช่วยชุมชน
    ท่านปรารภเสมอว่า ทรัพย์สินเงินทองไม่มีความจำเป็นต่อสมณเพศ เพราะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยศรัทธาของญาติโยม
    ส่วนหลักธรรมที่ท่านพร่ำสอนญาติโยมมาโดยตลอด คือ การรักษาศีล 5 ให้มุ่งทำดีละชั่วแล้วชีวิตจะพานพบแต่สิ่งดีๆ
    ....เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย มักจะพร่ำสอนญาติโยมที่เข้ามากราบไหว้เสมอๆ ว่า
    "คนเราจะมีความสุขสงบในสังคมได้ ต้องถือศีล 5 เพราะทำให้สังคมสงบสุข ปิดกั้นภัยเวรต่างๆ ได้ แต่ที่พวกเรารู้สึกว่าทำได้ยากหรือขัดกับชีวิตประจำวัน เพราะจิตใจของเราเป็นสำคัญ"
    กล่าวขวัญกันว่า พ่อท่านทองเก็บตัวเงียบมานาน แต่คน ยะลา รู้จักดี ด้วยความที่มีชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงได้สร้างวัตถุมงคลเอาไว้หลายรุ่น ทั้งเหรียญพระ พระผง รูปหล่อ พระกริ่ง ฯลฯ เพื่อมอบให้ผู้ที่ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์และเสนาสนะภายในวัด
    ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านที่ได้รับความนิยมในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาและนักสะสม โดยเฉพาะ "พระผงพระเจ้าห้าพระองค์" ซึ่งสร้างจากตำราเขาอ้อโบราณ จากนั้นก็ลองทำออกมาหลายรุ่น ทั้งตะกรุด สีผึ้ง ผ้ายันต์ และปลุกเสกด้วยคาถาที่ระบุไว้ในตำรา
    ชื่อเสียงของท่านโด่งดัง เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ศิษย์ชาวเมืองยะลาเป็นยิ่งนัก
    เกียรติคุณบารมี รวมทั้งพุทธาคมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่มีบารมีทางกระแสจิตแก่กล้า ระดับแนวหน้าของจังหวัดยะลาอีกรูปหนึ่ง
    ท่านมรณภาพเมื่ออายุ108ปี หลังจากเข้าสมาธิอดอาหารถึง32วัน ในวันที่25พฤษภาคม 2551

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)


    IMG_20250831_021934.jpg IMG_20250831_022011.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เมื่อวานและวันนี้จัดส่ง
    1756646883012.jpg 1756646884770.jpg
    ขอบคุณครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025

แชร์หน้านี้

Loading...