พระสมเด็จลพ.จวน เหรียญอ.ฝั้น เหรียญขวานบิ่น ลพ.เงิน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757235929289.jpg FB_IMG_1757235932070.jpg

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว
    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล
    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน
    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้
    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น
    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด
    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง
    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น
    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด
    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง
    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา
    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล
    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา
    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว
    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้
    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว
    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง
    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้
    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา
    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้
    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆท่านทุกๆข้อมูลครับ
    พระแก้วมรกตลงเจ้าคุณนรวัดเทพศิรินทร์พระอรหันต์กลางกรุง อธิฐานจิตปลุกเสกเนื้อผงสีขาวลงรักปิดทอง

    ให้บูชาของ 650 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250907_160129.jpg IMG_20250907_160155.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กันยายน 2025
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG]
    ประวัติ หลวงปู่เหรียญ วัดบางระโหง (นนทบุรี)
    "พระครูนนทสมณวัตร" (หลวงปู่เหรียญ ถาวโร) วัดบางระโหง ท่านถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ นามเดิมท่านชื่อ "เหรียญ" โยมบิดาชื่อ นายแดง โยมมารดาชื่อ นางอยู่ นามสกุล "สังฆรัตน์" อยู่ที่ ต.ดอนมะดัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
    หลวงปู่ในวัยหนุ่ม ท่านได้ออกจากบ้านมาเป็นคนงานรับจ้างทำนาที่อยุธยา มีครั้งหนึ่ง มีคนมาลักเกี่ยวข้าว หลวงปู่พร้อมพวกมีพี่ใหญ่ชื่อว่า "ก้าน" ได้เสกว่านให้พวกหลวงปู่กินแล้วออกไปต่อสู้กับพวกลักข้าว ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒๐ คน ฝ่ายหลวงปู่มี ๗ คน อาวุธมีแค่คันหลาวกับไม้ เท่านั้น การต่อสู้กับพวกลักข้าวปรากฎว่า ฝ่ายหลวงปู่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแต่ละคน ตี แทง ไม่เข้า จนทำให้พวกลักข้าวแตกกระจายไปหมด
    หลวงปู่ท่านบวชเมื่อท่านอายุได้ ๓๑ ปี เมื่อวันที่ ๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๗๐ อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดขวัญเมือง ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี มี (พระครูชุ่ม) วัดประชารังสรรค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาทางพุทธศาสนาว่า "ถาวโร"
    เมื่อบวชแล้วท่านได้เรียนนักธรรมจนได้นักธรรมเอกที่ จ.ขอนแก่น และได้กลับมาจำพรรษาที่วัดขวัญเมือง มี (หลวงพ่อบัว) ท่านเป็นเจ้าอาวาส ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อบัวท่านกลับจากธุระได้เข้าไปในโบสถ์ โดยที่โบสถ์ยังใส่กลอนอยู่เลย มีศิษย์หลวงพ่อบัวเป็นใบ้ เรียกว่า "ตาใบ้" หลวงพ่อบัวสอนคาถาให้ตาใบ้ สามารถเสกประทัดไม่ให้แตกได้ และเขียนยันต์ที่ฝ่ามือ และตบไปที่เสาแต่ยันต์จะไปโผล่อีกด้านหนึ่งเรียกว่า "นะปัดตลอด"
    นอกจากหลวงปู่จะเรียนคาถาอาคมกับหลวงพ่อบัวแล้วหลวงปู่ยังเรียนคาถากับ (อาจารย์เที่ยง) ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับหลวงปู่ อาจารย์เที่ยง เป็นคนมีวิชาอาคมขลังและเป็นโยมบิดาของ (พระครูสมุห์บรรจง) วัดขวัญเมืองในปัจจุบัน ตอนหลังพระครูสมุห์บรรจงได้มาเป็นศิษย์ของหลวงปู่เหรียญอีกทีหนึ่ง
    หลวงปู่เคยออกธุดงค์ไปในป่าสมัยก่อน หลวงปู่ธุดงค์ไม่ได้ใช้กลดเลย เพราะหลวงปู่บอกว่าท่านฉันบอระเพ็ดเป็นประจำจนยุงไม่กัดเลย ตอนออกธุดงค์หลวงปู่ได้พบอาจารย์ที่มีวิชาอาคมขลังหลายท่าน หลวงปู่ได้เรียนวิชากับอาจารย์ในป่าหลายอย่าง
    เมื่อท่านมาอยู่วัดบางระโหงแล้วนั้น เวลามีงานปลุกเสกตามวัดจะมีฎีกามานิมนต์หลวงปู่บ่อยๆ พระคณาจารย์ที่หลวงปู่ร่วมปลุกเสกประจำคือ (หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี), (หลวงพ่อทองอยู่ วัดหนองพะอง), (หลวงปู่สาย วัดบางรักใหญ่), (หลวงพ่อสุด วัดกาหลง)
    วัตถุมงคลของหลวงปู่นั้นที่ปรากฎมหัศจรรย์มากคือ "พิศมร" ที่หลวงปู่ให้เด็กแขวนแล้วเด็กตกน้ำไม่จม หลวงปู่จะทำพิศมรแจกโยมที่มาหรือนิมนต์ไปงาน ส่วนมากจะแจกไปทั่ว คนมาช่วยงานที่วัดท่านก็แจกทุกคนที่มา
    ตะกรุดโทนของท่าน แขวนแล้วยิงไม่เข้าเสื้อพรุนหมด แต่เนื้อตัวไม่เป็นอะไร ตะกรุดจักพรรดิ์ มีพระวัดจักรวรรดิ์มาบูชาไปฝากศิษย์ที่มาเลเซีย เมื่อศิษย์เอาไปแขวนแล้วโดนทำร้าย ด้วยมีดปาดยางพารา เสื้อขาดหมดแต่ไม่เข้าเนื้อ ทำให้เค้าศรัทธาหลวงปู่มาก ตะกรุดที่หลวงปู่เหรียญสร้าง เท่าที่ทราบ คือ
    ๑.ตะกรุดโทน
    ๒.ตะกรุดพิศมรเล็ก
    ๓.ตะกรุดพิศมร ๑๙
    ๔.ตะกรุดแคล้วคลาด
    ๕.ตะกรุดสาริกา
    ๖. ตะกรุดจักรพรรดิ์
    ๗.ตะกรุดสามกษัตริย์
    ๘.ตะกรุดมหาอุต
    ๙.ตะกรุดโภคทรัพย์
    ๑๐.ตะกรุดหัวใจ ๑๐๘
    วัตถุมงคลที่หลวงปู่สร้างนั้นมีหลายอย่างมากมาย เช่น ผ้ายันต์ ตระกรุด เบี้ยแก้ พระปิดตา และเหรียญ ด้วยประสบการณ์จากคุณวิเศษที่ได้รับจากวัตถุมงคลของท่าน ก่อเกิดศรัทธามากมาย แต่ความจริงนั้น หลวงปู่เหรียญ เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใส อย่างยิ่งของประชาชนทั่วไปมานานแล้ว ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงาม ทั้งเป็นพระนักพัฒนา ที่สร้างความเจริญให้แก่ชุมชนบางระโหงเป็นย่างมากตลอดอายุของท่าน หลวงปู่เหรียญท่านได้สร้างวัตถุมงคลมากมายหลายชนิด ทั้งพระเครื่องและเครื่องราง ที่ขึ้นชื่อว่าดีทางเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด ไม่แพ้พระเครื่องราคาแพงเลยทีเดียว
    เรื่องปาฏิหาริย์เกี่ยวกับตะกรุดของหลวงปู่เหรียญนั้น ทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ต่างเล่าขานกันมากมายว่า "สายเหนียวเมืองนนท์"
    หลวงปู่เหรียญท่านเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง มีเจ็บป่วยบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงปู่ได้ฉันยาถ่าย แต่ก็ไม่ถ่าย หลวงปู่ปวดท้อง ท่านจึงฉันยาธาตุทำให้ในท้องปั่นป่วนมาก ผู้ใหญ่จึงพาท่านส่งโรงพยาบาลนนทบุรี พักอยู่หลายวันจึงกลับวัด แต่พักอยู่ได้ไม่นานก็เข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง และย้ายไปโรงพยาบาลธนบุรี แพทย์วินิจฉัยว่าท่านเป็นมะเร็งปอด ราววันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๑ หลวงปู่ก็อาพาธอีกและได้เข้าโรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อไปโรงพยาบาลแล้ว อาการของท่านไม่ดีขึ้นเลย
    หลวงปู่ท่านถึงแก่มรณะภาพลง เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๑ สิริอายุได้ ๙๒ ปี ๖๒ พรรษา
    เรียบเรียง : พระเกจิ แดนสยาม
    #ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ
    #พระอริยสงฆ์บางท่านในอดีตกาลเราอาจไม่ทราบประวัติท่าน
    #เพจนี้สร้างขึ้นเพื่อศึกษาและเผยแพร่บารมีของท่านเท่านั้นครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงของขวัญหลวงปู่เหรียญวัดบางระโหงให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    [​IMG] [​IMG] [​IMG]
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757321419890.jpg
    พระผงเกศาครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า
    พระเกศาครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า อริยสงฆ์เหยียบศิลาเป็นรอย มีมวลสารและพิธีกรรมดียิ่ง พระชุดนี้จึงได้รับความนิยมจากท้องถิ่นเเละเรียกพระชุดนี้ว่า พระเนื้อว่าน 7 นคร องค์ประกอบในการจัดสร้าง -เกศาท่านครูบาพรหมา -ผงธูปจากวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ๗๐ จังหวัด อาทิ วัดพระธาตุดอยสุเทพ, วัดพระแก้ว, วัดพระธาตุพนม, วัดพระปฐมเจดีย์ ฯลฯ -ครั่ง -ชัน -แผ่นทองคำเปลว -ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว -ว่านพญานางกวัก -ว่านสามพันตำลึง -ว่านนาคบ่วงบาศ -ว่านมหานิลดำ -ว่านทรหด -ว่านงาช้าง -ว่านหางช้าง -ดอกบัวสัตตบงกช -ดอกมะลิ -ดอกหอมไกล -ดอกราตรี -ดอกแก้ว -ดอกจำปา -ดอกจำปี -ดอกบุญนาค -ดอกสารภี -ส้มป่อย -ดิน ๗ มหานคร
    ประวัติพระสุพรหมยานเถร วิ. (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง
    ได้เล่าให้คณะศิษยานุศิษย์ฟัง เนื่องในวันคล้ายเกิด วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖
    เกิดเมื่อ วันอังคาร ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ (เดือน ๑๐) ปีจอ ณ บ้านป่าแพง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา รวมอยู่ในหมู่บ้านกองงาม ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
    นามเดิม ชื่อว่า พรหมา พิมสาร
    บิดาชื่อ นายเป็ง พิมสาร
    มาราชื่อ นางบัวถา พิมสาร
    มีพี่น้องร่วมกัน ๑๓ คน คือ
    ๑. พ่อน้อยเมือง พิมสาร
    ๒. เด็กหญิง (ไม่ทราบชื่อ)
    ๓. แม่อุ้ยคำ หล้าดวงดี
    ๔. พ่อหนานนวล พิมสาร
    ๕. พ่อหนานบุญ พิมสาร
    ๖. พระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักร พระสุธรรมยานเถร วิ.) วัดน้ำบ่อหลวง
    ๗. พระสุพรหมยานเถร วิ. (เจ้าของประวัติ)
    ๘. พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ) วัดพระธาตุดอยน้อย
    ๙. พ่อหนานแสง พิมสาร
    ๑๐. แม่ธิดา สุทธิพงษ์
    ๑๑. แม่นางบัวหลวง ณ ลำพูน
    ๑๒. เด็กหญิงตุมมา พิมสาร
    ๑๓. นางแสงหล้า สุภายอง
    บิดามารดาของท่าน เป็นคนมีฐานะพอมีอันจะกิน มีอาชีพทำนา ทำสวนเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่มีการยิงนกตกปลา ไม่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และไม่มีการเลี้ยงหมูขาย มีความขยันถี่ถ้วนในการงาน ปกครองบุตรหลานโดยยุติธรรม ไม่มีอคติ หนักแน่นในการกุศล ไปนอนวัดรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ
    บิดาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ถึงแก่กรรมในสมณเพศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๙๐ พรรษา ๒๘
    มารดาได้นุ่งขาวห่มขาว รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๗๐ ปี
    เมื่อเจริญวัยพอทำงานได้ ได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำนาทำสวนและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย งานที่ทำเป็นประจำวัน คือตักน้ำตำข้าว และปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือน เป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ เท่าที่พอจะทำได้ตามวิสัยของเด็ก
    การศึกษาในสมัยเด็ก ได้เรียนหนังสือไทยล้านนาและภาษากลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียนแล้วสึกออกไปเพราะสมัยนั้น ตามชนบทยังไม่มีโรงเรียนสอนกันอย่างปัจจุบัน แม้แต่กระดาษจะเขียนก็หายาก ผู้สอนคือพี่ชายก็มีงานมากไม่ค่อยได้อยู่สอนเป็นประจำจึงเป็นการยาก แก่การเรียน อาศัยความตั้งใจและความอดทนเป็นกำลัง จึงพออ่านออกเขียนได้
    เหตุบรรพชาเป็นสามเณร อาศัยที่เคยได้ติดตามพ่อแม่ไปวัดบ่อยๆ ได้เห็นพระภิกษุสามเณรอยู่ดีกินดี มีกิริยาเรียบร้อยก็เกิดความเลื่อมใสยิ่งได้เห็นพระพี่ชายที่บวชอยู่หลายองค์พากันมาฉันข้าวที่บ้าน ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสขึ้น
    ต่อมาก็จำได้ว่า ปีนั้นเป็นปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ กำลังจะระเบิดขึ้น ปีนั้นดินฟ้าอากาศก็วิปริตผิดปกติ บ้านเรือนแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต่างถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียนระส่ำระสาย ทั้งทางราชการก็เร่งรัดเกณฑ์ผู้คนไปเป็นทหารกันวุ่นวาย ได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงน้อมใจไปในการบวชมากขึ้น ประกอบกับได้เห็นพวกเพื่อน ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงหนีไปบวชกันแทบทุกวัน จะเป็นการบวชหนีทหารหรือบวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อความพ้นทุกข์อย่างไรไม่ทราบ
    ลุถึง วันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. มีอายุได้ ๑๕ ปี ได้กราบลาพ่อแม่ไปบวช พร้อมกับขออโหสิต่อพ่อแม่ทั้งสอง แล้วก็ถือเอาผ้าจีวรกับดอกไม้ธูปเทียน ลงจากเรือนไป ด้วยความอาลัยพ่อแม่เป็นที่สุด ขณะนั้นก็มีพ่อกับพี่ชายติดตามไป
    ครั้นไปถึงวัดป่าเหียง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง พระพี่ชายก็จัดการโกนหัวโกนคิ้วให้ แล้วพ่อได้นำเข้าไปกราบมอบให้ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอให้ท่านบวชให้ ครั้นพระอุปัชฌาย์มอบผ้ากาสาวพัสตร์ให้แล้ว ก็มีพระพี่ชายกับใครอีกท่านหนึ่ง ได้มาช่วยกันนุ่งห่มให้
    ในขณะนั้นได้ก้มมองดูผ้ากาสาวพัสตร์อันเหลืองอร่าม อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ นึกว่า “เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้มาบวช มั่นใจว่าจะขอบวชอุทิศต่อพระพุทธศาสนา จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
    เมื่อบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ผู้เคร่งครัดในวินัย มีนิสัยรักความสะอาด ได้แนะนำพร่ำสอนศีลาจาวัตรและให้ปฏิบัติตาม
    การศึกษาในสมัยเป็นสามเณร ในสมัยนั้นพระภิกษุสามเณรทุกองค์ จะต้องท่องจำสวดมนต์ ๑๕ วาร ตั้งแต่ เยสันตา เป็นต้นไป จนถึงมาติกา มหาสมัย โดยเขียนใส่แป้นกระดานชนวน มีขนาดกว้าง ๑ คืบ ยาว ๑ ศอก และกำหนดให้ท่องจำให้ได้วันละ ๑ แป้น
    ชั้นแรกรู้สึกหนักใจ เห็นตัวหนังสือเล็กขนาดอ่านจนไม่ถนัด นึกว่า “เราจะจำได้หรือไม่หนอ” แต่เมื่อตั้งใจท่องอย่างเอาจริงเอาจังก็ได้ วันละ ๑ แป้นจริงๆ แป้นนั้นท่านยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์
    ขณะที่กำลังเรียนอยู่ ได้พยายามหลีกเร้นหลบหน้าคนอื่นเสมอ แม้แต่เดินทางไปฉันข้าวยังบ้าน ก็พยายามไปคนเดียว เพื่อฉวยโอกาสท่องสวดมนต์ไปตามทาง โดยถือสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” นอกจากนั้นก็ได้เข้าเรียนโรงเรียนประชาบาล ซึ่งเวลานั้นทางวัดได้จัดการตั้งขึ้นสอนกันแล้ว สอบได้ถึงประถมปีที่ ๓ ซึ่งเทียบกับประถมปีที่ ๔ สมัยนี้ เพราะเวลานั้นประถมปีที่ ๔ ยังไม่มีสอนกัน
    เมื่ออายุย่างเข้า ๑๗-๑๘ ปี ก็ได้ศึกษานักธรรมตรีตามลำพัง เพราะเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนและครูสอน หนังสือเรียนก็หายาก มีเพียงนวโกวาทกับธรรมนิเทศและวินัยวินิจฉัย ๒-๓ เล่มเท่านั้น
    ครั้นถึงรอบปีมาทางจังหวัดก็จัดให้มีการสอบครั้งหนึ่ง เป็นการสอบเฉพาะจังหวัด เพราะทางคณะสงฆ์ยังไม่ได้เปิดสนามสอบอย่างสมัยนี้ ใครสอบได้ก็ออกประกาศนียบัตรสำรองให้ ทำกันอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒-๓ ปี
    ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๕๙ จึงมีสำนักเรียนและครูสอนเป็นหลักแหล่ง โดยทางการคณะสงฆ์ ได้จัดตั้งสำนักเรียนที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะอำเภอในสมัยนั้น
    อาตมากับสามเณรมอน อินกองงาม ได้พากันเดินไปศึกษาตลอดพรรษา ต้องเดินทางผ่านทุ่งนา การไปมาลำบากมาก ต้องสู่อดสู่ทน ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้ย้ายไปอยู่วัดฉางข้าวน้อย เพื่อการศึกษาทั้งนักธรรมและวิชาสามัญ
    การศึกษาในสมัยเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้กลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดป่าเหียง ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๑ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย เป็น พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฮอม โพธิโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สม สุรินโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ครั้นลุถึง พ.ศ.๒๔๖๒ ทางการคณะสงฆ์ ได้ทำการเปิดสอบนักธรรมสนามหลวงขึ้น ณ วัดเชตวัน จ.เชียงใหม่ พระมหานายกเป็นผู้นำข้อสอบมาเปิดสนามสอบ ในสมัยนั้นข้อสอบวิชาละ ๒๑ ข้อ นักเรียนธรรม ๗ จังหวัดในภาคพายัพ ได้มารวมสอบแห่งเดียว มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ รูป จังหวัดลำพูนมี ๑๑ รูป
    กรรมการตรวจข้อสอบได้ทำการตรวจทุกคืน ครั้นสอบเสร็จแล้วหนึ่งวัน ก็แจ้งผลการสอบทันที ผลปรากฏว่าได้เพียง ๒ รูปคือ พระทองคำ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ รูปหนึ่ง กับอาตมา อีกรูปหนึ่ง นอกนั้นสอบตกหมด
    เมื่อถึงคราวกลับลำพูน ท่านมหานายกพร้อมคณะผู้นำข้อสอบมีความสนใจ ได้ติดตามมาถึงวัดป่าเหียง ซึ่งเป็นวัดเดิมของอาตมา ท่านพระมหานายกได้มาขอต่อพระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้อง เพื่อจะรับเอาอาตมาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ แต่พระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้องต่างก็เป็นห่วงเป็นใย ไม่อนุมัติให้ไป โดยอ้างเหตุผลไปต่างๆ นานา
    มีตอนหนึ่งพระอุปัชฌาย์ได้หันมาพูดว่า “ถ้ารักตัวก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม” ได้ฟังแล้วก็กำหนดจดจำไว้ในใจ เรื่องก็ยุติลงไป แต่ท่านก็รู้สึกเห็นใจ และขอบพระคุณท่านพระมหานายกเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณามาขอถึงที่อยู่ด้วยความหวังดี อนึ่ง ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองที่มีบุญไม่ถึง จึงมีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ไปศึกษาต่อ ให้มีความรู้ทางธรรมเท่าที่ควร
    ต่อนั้นมา ท่านก็ได้หวนระลึกถึงคำของพระอุปัชฌาย์ที่ว่า “ถ้ารักตัว ก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม”นั้นยังก้องอยู่ในหู จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในด้านการปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์ผู้รู้ อาทิท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน มหาวโน) และพระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักโก) ซึ่งเป็นพระพี่ชายที่อยู่ในสำนักเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ยังได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ ในข้อวัตรปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน คือ ท่านครูบาแสน ญาณวุฑฒิ วัดหนองเงือก ท่านครูบาบุญมา ปารมี วัดกอม่วง และท่านครูบาอนุ ธมฺมวุฑฒิ วัดพานิชสิทธิการาม เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาหาทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
    ออกอยู่ป่า อาศัยความตั้งใจและความนึกคิดมาเป็นเวลาแรมปี ลุถึงอายุ ๒๔ พรรษา ๔ วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๔ เพ็ญเดือน ๘ (เดือน ๑๐ เหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ท่านก็ตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องที่มาพร้อมกันที่วัด เพื่อออกไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม
    ครั้นได้เวลา ก็ออกจากวัดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความนึกคิด โดยเดินทางมุ่งสู่ดอยน้อยซึ่งตั้งอยู่ฟากแม่น้ำปิง เขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางไกลประมาณ ๑๒ กม. มีสามเณรอุ่นเรือน (ต่อมาเป็นพระอธิการอุ่นเรือน โพธิโก วัดบ้านหวาย) ติดตามไปด้วย วันรุ่งขึ้น ก็มีท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน วัดป่าเหียง) ได้กรุณาติดตามไปอีกท่านหนึ่ง
    ได้พักจำพรรษา อยู่ในศาลาเก่าคนละหลัง บำเพ็ญสมณธรรม ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยมที่อยู่ในแถบนั้นเป็นอย่างดี ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้พากันเดินทางกลับมาคารวะพระอุปัชฌาย์ พักอยู่เพียง ๓ คืน ก็ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปสู่ป่าอีก พอได้เวลาประมาณตี ๓ ก็ถือเอาบาตรจีวร กับหนังสือ ๒-๓ เล่ม พร้อมทั้งกาน้ำและผ้ากรองน้ำแล้ว แล้วออกเดินทางไปอยู่ป่า
    วันนั้น เป็นวันเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) แรม ๓ ค่ำ การเดินทางลำบากมาก เพราะเป็นเวลากลางคืน ต้องเดินทางผ่านทุ่งนาไกลประมาณ ๕-๖ กม. บาตรจีวรก็เปียกชุ่มไปหมด
    นึกๆ ดู “ก็เหมือนนักโทษตลอดชีวิต ที่แอบหนีออกจากคุกตะราง ซึ่งถูกกักขังมาตั้งหลายสิบปี”
    พอไปถึงชายป่าก็เป็นเวลาสว่างพอดี จึงหยุดพักพอหายเหนื่อย ครั้นได้เวลาภิกขาจารก็ออกเดินทางไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านเล็กๆ บ้านหนึ่ง ซึ่งมี ๒-๓ หลัง จำได้ว่าเป็นบ้านฮ่องแฮ่ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ได้ข้าวนึ่ง ๒-๓ ก้อน แล้วก็กลับออกมาถึงกลางทุ่งนาที่มีน้ำ ได้นั่งลงที่มุมคันนา ปรารภจะฉันข้าว เปิดฝาบาตรขึ้นพิจารณาอาหารตามปัจจเวกขณวิธี ขณะนั้นความคิดก็เกิดขึ้น คิดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในคราวเสด็จออกทรงผนวช แล้วเสด็จไปโปรดสัตว์คือบิณฑบาตในวันแรก
    “นี้นับว่า เป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ปฏิบัติดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์” ทันใดนั้นจิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยปีติเกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจเป็นเหตุให้ น้ำตาอันไร้เจตนาได้หลั่งไหลลงโดยไม่รู้สึกตัว ท่านได้แข็งใจเอาผ้ามาเช็ดน้ำตาเสีย แล้วลงมือฉัน พอประทังชีวิตให้เป็นไป
    ครั้นฉันเสร็จแล้วก็เดินเข้าป่า ผ่านไปทางวัดหนองเจดีย์ ไปพักสงบหลบผู้คนอยู่ในป่าข้างห้วยแม่วังส้าน พอถึงตอนเย็นก็มีพระน้องชาย (พระครูสุนทรคัมภีรญาณ) และสามเณรอีกรูปหนึ่งได้ไปตามหา แล้วก็พากันเดินทางต่อไป ก็ไปพบหนองน้ำในป่า คือหนองปลาสะเด็ด (ปลาหมอ) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีร่องรอยปรากฏอยู่ข้างถนนหน้าโรงเรียนบ้านโทกน้ำกัด
    ได้พากันพักค้างอยู่ที่นั่น ๑ คืน พอรุ่งสว่างก็ออกบิณฑบาตมาฉัน แล้วเดินทางเข้าป่าไปอีก ที่ไหนน้ำมีท่าก็พักอยู่ที่นั่น
    ใน ๒-๓ วันแรกได้อาศัยอยู่ตามป่าบวกกอห้า ขณะนั้นมีพระน้องชายอีกองค์หนึ่งคือ พระภิกษุแสงและโยมพ่อได้ตามหาอีก
    ต่อจากนั้นก็พากันเดินทางไปพักอยู่ที่กู่พระป่า ห้วยปันจ๊อย หล่ายแก้ว เหล่ายาว ดอยเหลี่ยม ดอยหยูด ดอยแดด ดอยเปา ดอยไก่เขี่ย ตามลำดับไปจนถึงป่าช้าบ้านแอ่น นาแก่ง และบ้านตาล เขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และที่อื่นๆ หลายป่าดงพงไพร และขุนเขาเป็นเวลาหลายสิบปี จนไม่สามารถจะจดจำนำมาเล่าสู่กันฟังให้สิ้นสุดได้
    การอยู่ป่าบางครั้งก็ได้รับความสะดวกสบายพอสมควร บางครั้งก็ได้รับความลำบากยากเข็ญเหลืออดเหลือทน ดูเหมือนจะเอาชีวิตจิตใจไปแลกเอา ซึ่งศีลธรรมกรรมฐานเสียจริงๆ
    การอยู่ป่าหรือการเดินธุดงค์ การอยู่ป่าในปีแรกรู้สึกลำบากมาก เนื่องจากเวลานั้นในจังหวัดภาคเหนือ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีพระองค์ไหนออกอยู่ป่ามาก่อน จึงทำให้ประชาชนเกิดความสนใจแล้วพากันมาดู ถามนั่นถามนี่ บางพวกก็พากันมานั่งจ้องมองดูเป็นเวลานานตั้งครึ่งวัน ทำให้เกิดความรำคาญไม่สงบ จึงต้องมีการโยกไปย้ายมา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250908_155127.jpg IMG_20250908_155150.jpg IMG_20250908_155223.jpg IMG_20250908_155207.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2025
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757323965255.jpg FB_IMG_1757324184385.jpg

    ช้างป่าเจ้าโขลงกับองค์หลวงปู่ขาว
    องค์หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู กับองค์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้ไปพักภาวนาในป่าแห่งหนึ่ง เรียกว่าบ้านแม่ปาง อยู่ในเขตจังหวัดลำปาง ก็มีเหตุผจญภัยกับช้างใหญ่
    องค์หลวงปู่ เล่าว่า พอผ่านเรื่องช้างจากคราวนั้นแล้วไม่นานก็ไปเจอช้างใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่แม่ปาง จังหวัดลำปาง คราวนี้เป็นช้างป่าจริงๆ ไม่ใช่ช้างบ้านที่เขาเลี้ยงไว้เหมือนกับคราวก่อน
    เหตุการณ์เกิดในตอนกลางคืน ขณะที่องค์หลวงปู่กำลังเดินจงกรมอยู่ได้ยินเสียงสัตว์ใหญ่คือช้างบุกเข้ามา เสียงไม้หักปึงปังมาตลอดทาง เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่ามันจะต้องมุ่งโฉมหน้ามาทางที่ท่านอยู่อย่างแน่นอน
    เสียงช้างใกล้เข้ามาทุกที ยามกลางคืนดึกดื่นเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะหลบหลีกไปทางไหนได้ทัน พลันได้คิดว่าช้างป่าทั้งหลายกลัวแสงไฟ จะก่อกองไฟก็ทำไม่ได้ เพราะผิดพระวินัย (อาจทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยตายได้ แม้แต่ขุดดิน ถางหญ้า เด็ดใบไม้ ดอกไม้ เก็บผลไม้ ตัดต้นไม้ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน)
    เผอิญช่วงนั้นมีคณะทหารมากราบองค์หลวงปู่ แล้วได้ถวายเทียนไขท่านไว้จำนวนหนึ่ง องค์หลวงปู่รีบออกจากทางเดินจงกรม ไปเอาเทียนไขที่อยู่ในกุฏิที่พักมาทั้งหมด มาจุดแล้วเอาไปปักเรียงรายตามทางเดินจงกรม สายตาคนเรามองดูแล้วสว่างไสว แต่ช้างจะมองเห็นในแง่ไหนเราไม่ทราบได้
    พอหลวงปู่จุดเทียนปักไว้เสร็จเท่านั้น ช้างก็มาถึงพอดี องค์ท่านไม่มีทางหลบหลีกปลีกตัว ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงช่วยคุ้มครองป้องกันอย่าให้ช้างใหญ่ตัวนี้ทำอันตรายแก่ข้าพระพุทธเจ้าได้
    พออธิษฐานจบ ช้างก็เข้าประชิดทางจงกรมพอดี มันหยุดยืนกางหูผึ่งอยู่ ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะส่วนใดๆ อยู่ข้างทางเดินจงกรม ห่างจากองค์หลวงปู่เพียงวาเศษ ท่ามกลางแสงเทียนไฟสว่างไสว ตามแนวทางเดิน ทำให้มองเห็นช้างได้ถนัดชัดเจน
    องค์หลวงปู่ท่านว่า ความรู้สึกบอกว่าช้างนั้นตัวใหญ่เท่าภูเขาลูกย่อมๆ นี่เอง ท่านเพียงชำเรืองหางตาดูมัน แล้วข่มใจเดินจงกรมไปมาไม่ แสดงท่าทางสนใจมันเลย ทั้งที่ใจจริงแล้วนึกกลัวมันเต็มที่ องค์ท่านบอกว่าใจเหมือนกับจะขาดลมหายใจไปแล้ว ตั้งแต่เห็นช้างตัวใหญ่เดินรี่เข้ามาหาอย่างผึ่งผายตั้งแต่ทีแรก
    องค์หลวงปู่เดินจงกรมไปมา กำหนดคำบริกรรมว่าพุท-โธ อย่างถี่ยิบ ไม่กล้าส่งใจไปนอกตัว มีความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับองค์พุทโธอย่างเหนียวแน่น ที่น้อมระลึกมาเป็นองค์ประกันชีวิตเท่านั้น นอกจากนั้นไม่ได้นึกถึงอะไรเลย
    แม้ช้างตัวที่ใหญ่โตเท่าภูเขาทั้งลูกมายืนอยู่ข้างทางเดินจงกรม ท่านก็ไม่ยอมส่งจิตออกไปหามัน กลัวจิตจะพรากจากพุทโธซึ่งเป็นองค์สรณะ คือที่พึ่งอันประเสริฐสุดในเวลานั้น
    องค์หลวงปู่เดินจงกรมไปมา พุทโธกับจิตกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนใจหายกลัว เหลือแต่ความรู้กับคำบริกรรมพุทโธ ซึ่งกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
    ช้างยังคงยืนคุมเชิงองค์หลวงปู่อยู่ ราวกับภูเขาไม่ยอมกระดุกกระดิกตัว ท่านชำเรืองหางตาดูเห็นหูมันกางผึ่งราวกับจะแผ่เมตตาให้ก็ไม่ยอมรับ เท่าที่เห็นมันเดินเข้ามาหาท่านทีแรก เหมือนดังจะเข้ามาขยี้ขยำท่าน อย่างไม่รีรอแม้ชั่ววินาทีหนึ่งเลย
    แต่ขณะนั้นมันกลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ พอจิตกับพุทโธเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ท่านก็หายกลัวแถมเกิดความกล้าหาญขึ้นมาอย่างประหลาด สามารถเดินไปหามันอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น
    แต่ท่านมาคิดอีกแง่หนึ่งว่า การเดินเข้าไปหาช้างป่าซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย อาจเป็นฐานะแห่งความประมาทอวดดีก็ได้ เป็นสิ่งไม่ควรทำ องค์หลวงปู่จึงยังเดินจงกรมไปตามปกติ แข่งกับการยืนของช้างอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับไม่มีภัยอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ณ ที่นั้น
    นับแต่ขณะช้างป่าตัวนั้นเดินเข้ามายืนอยู่ที่นั่น เป็นเวลาชั่วโมงเศษๆ ไฟเทียนไขชนิดยาวๆ ที่จุดไว้บางเล่ม ก็เหลือสั้นจวนจะหมด ยังมีเปลวเทียนแสงริบรี่เท่านั้น พลันช้างหันหลังกลับไปทางเดิมที่มันมา และเที่ยวหากินแถบบริเวณนั้น เสียงหักกิ่งไม้กินเป็นอาหารดังสนั่นป่าทีเดียว
    องค์หลวงปู่ขาวได้เห็นความอัศจรรย์ของจิต และความอัศจรรย์ของพุทโธ อย่างประจักษ์ใจในคราวนั้น เพราะเป็นคราวขับขันจริงๆ ไม่สามารถหลบหลีกปลีกตัวไปที่ไหนให้พ้นได้ นอกจากต้องสู้ด้วยวิธีนั้นเท่านั้น แม้ตายก็ยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
    นับแต่เหตุการณ์นั้นมาทำให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าจิตกับพุทโธได้เข้ามาสนิทสนมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรสามารถทำอันตรายได้อย่างแน่นอน นี่เป็นความเชื่ออย่างสนิทใจขององค์หลวงปู่ตลอดมา
    องค์หลวงปู่ บอกว่าช้างตัวนั้นก็เป็นช้างที่แปลกอยู่มาก เวลาเข้ามาถึงที่นั่นแล้ว แทนที่จะแสดงอาการอย่างไรก็ไม่แสดง คงยืนนิ่งหูกางอย่างสงบ เฝ้าดูท่านเดินจงกรมกลับไปกลับมาอย่างไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย พอดูเต็มตาและเต็มที่แล้วก็หันหลังกลับทางเก่า แล้วเที่ยวหากินไปตามประสาของมัน และหายเงียบไปเลย มันเป็นสัตว์ที่น่ารักอีกตัวสำหรับองค์ท่าน
    องค์หลวงปู่บอกอีกว่า ช้างตัวนี้น่ารักไม่แพ้ตัวที่มากินมะขามเปรี้ยว ตัวนั้นเป็นสัตว์บ้านที่รู้ภาษาคนได้ดี ส่วนตัวหลังนี้เป็นสัตว์ป่ามาแต่กำเนิด อายุคงไม่ต่ำกว่าร้อยปี ไม่อาจรู้ภาษาคนได้ ท่านจึงไม่ได้พูดอะไรกับมัน เป็นแต่เดินจงกรมเฉยอยู่อย่างนั้น
    ช้างตัวหลังที่มาหาองค์หลวงปู่นั้นไม่มีลูกพรวนแขวนคอ และไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นช้างบ้าน ทั้งชาวบ้านก็ยืนยันว่าเป็นช้างป่า และเคยเป็นนายโขลงมานาน เฉพาะคราวนี้ทำไมจึงแตกโขลงมาเที่ยวแต่ตัวเดียวก็ไม่ทราบ อาจจะพรากจากโขลงมาชั่วคราวก็ได้
    แม้ช้างตัวนั้นหนีไปแล้ว องค์หลวงปู่ก็ยังเดินจงกรมต่อไป ด้วยความอัศจรรย์ใจ และเห็นคุณค่าของช้างตัวนั้นที่มาช่วยให้จิตท่านได้เห็นความอัศจรรย์ในธรรมเกี่ยวกับความกลัวความกล้า ช้างตัวนี้มาช่วยเสริมให้รู้เรื่องนี้ได้อย่างประจักษ์ใจ หมดทางสงสัย
    ช้างตัวนั้นจึงเหมือนช้างเทวบุตรหรือช้างเทพบันดาลก็ไม่น่าจะผิด เพราะธรรมดาช้างในป่า ซึ่งไม่คุ้นเคยและให้อภัยแก่ผู้ใด นอกจากมันจะสู้ไม่ไหวจริงๆ แล้ว จึงรีบวิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้น แต่ช้างตัวนี้ตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าเข้าหาองค์หลวงปู่ด้วยตัวของมันเอง มิได้ถูกบังคับขู่เข็ญด้วยวิธีใดๆ หรือจากผู้ใด มันเดินตรงเข้ามาหาหลวงปู่ทั้งที่ไฟก็สว่างอยู่รอบด้าน แทนที่มันจะตรงเข้าขยี้ขยำร่างขององค์ท่านด้วยกำลังของมัน กลับไม่ทำ หรือแทนที่จะตกใจกลัวไฟรีบหนีเข้าป่า ก็ไม่ไป กลับเดินอย่างองอาจเข้าหาองค์หลวงปู่ พอมาถึงกลับยืนดูหลวงปู่เดินจงกรมไปมาเป็นเวลาตั้งชั่วโมงเศษๆ แล้วมันก็หันหลังกลับไป โดยไม่แสดงอาการกล้าหรือกลัวใดๆ ทั้งสิ้น องค์หลวงปู่บอกว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าพิศวงมาก
    จากคราวนั้นมาไม่ว่าองค์หลวงปู่จะไปหรือพักที่ใดก็ไม่คิดกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะเชื่อธรรมอย่างถึงใจแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สมกับธรรมในบทที่ว่า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้ตายจมดินจมน้ำแบบขอนซุงแน่นอน
    โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
    องค์หลวงปู่ขาว.อนาลโย
    วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง
    จ.หนองบัวลำภู
    Cr.หนังสือประวัติ องค์หลวงปู่ขาว อนาลโย
    วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู
    โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
    องค์หลวงปู่ขาว_อนาลโย
    วัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนหลังภปรหลวงปู่ขาวอนาลโย
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250908_163327.jpg IMG_20250908_163353.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1741528852687.jpg

    ผ้ายันต์ธงชัยหลวงพ่อวัดดอนตัน จ. น่าน ปี ขนาดความกว้าง 14 ซม. ยาว 22 ซม. เมื่อเอ่ยชื่อ “หลวงพ่อวัดดอนตัน” อ. ท่าวังผา จ. น่าน คนทางเหนือย่อมรู้จักท่านดี เพราะเครื่องรางของขลัง,เหรียญ,ผ้ายันต์ ของท่านดังมาก มีอานุภาพปกป้องคุ้มภัย ให้โชคให้ลาภดีสารพัด แม้กระทั่ง “วิทยุปักกิ่ง จีนแดง” เมื่อได้รู้กิตติศัพท์อานุภาพเหรียญ,ผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตันเข้า ก็ได้นำไปกล่าวขวัญออกอากาศ ทั้งนี้เนื่องจากตอนที่พวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ทางชายแดน จ. น่าน ประมาณ 200 คน ได้บุกเข้าโจมตีหน่วยงานของบริษัท อิตาเลียนไทย ที่ ต. น้ำยาว อ. ทุ่งช้าง จ. น่าน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2518 ได้ก่อความสูญเสียทั้งชีวิตร่างกายของเจ้าหน้าที่และคนงานตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้และสิ่งก่อสร้างอย่างหนัก “แต่รถและคนที่มีเหรียญและผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตัน ปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายทั้งๆ ที่ถูกยิง ถูกจุดไฟเผาและถูกระเบิดขว้าง” ผ้ายันต์ธงชัยของหลวงพ่อวัดดอนตัน เมื่อทำเสร็จก็ได้นำขึ้นเครื่องบิน บ.ด.ท. ไปให้หลวงพ่อปลุกเสกที่วัดดอนตัน จ.น่าน แล้วจึงนำกลับมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกในมงคลสมัยวิสาขฤกษ์ วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2518 เวลา 17.30 น ณ.พระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ พิธีพุทธาภิเษกในมงคลสมัยวิสาขฤกษ์ วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2518 เวลา 17.30 น ณ.พระอุโบสถวัดพระ เชตุพนฯ ตั้งแต่เย็นจนตลอดรุ่งเช้า พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ -พระพรหมคุณาภรณ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 9 วัดสระเกศ กทม. (ตำแหน่งในปัจจุบัน สมเด็จพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสะเกศ) -พระธรรมปิฎก เจ้าคณะภาค 13 วัดชนะสงคราม กทม. (ตำแหน่งในปัจจุปัน สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม) -พระธรรมคุณาภรณ์ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม กทม. -พระเทพโสภณ เจ้าคณะภาค 14 วัดพระเชตุพน กทม. -พระราชปัญญาสุธี เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี -พระราชวิมลมุนี เจ้าคณะอำเภอลาดกระบัง วัดพระเชตุพน กทม. -พระทักษิณคณิสสร เจ้าคณะตำบลพระบรมมหาราชวัง วัดพระเชตุพน กทม. -พระวิเชียรธรรมคุณาธาร เลขานุการเจ้าคณะภาด 14 วัดพระเชตุพน กทม. -พระอุดรคณารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน กทม. โดยมีพระอาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีฯ ครั้งสำคัญนี้ มีหลายสิบองค์ อาทิเช่น -ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม. -ลพ.เมี้ยน วัดพระเชตุพน กทม. -ลพ.ถิร วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี -พระอาจารย์วีระ วัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม. -ลพ.แพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี -ลพ.เหมือน วัดกำแพง จ.ชลบุรี -ลพ.หอม วัดซากหมาก จ.ระยอง -ลพ.ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร -ลพ.อุตตะมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี -ลพ.แช่ม วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม -ลพ.จรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี -ลพ.จ้วน วัดพระพุทธบาทเขารูปช้าง จ.เพชรบุรี -ลพ.มงคล วัดศรีมงคล (ก๋ง) อ.ท่าวังผา จ.น่าน -พระอาจารย์พยนต์ วัดเกตุมดีศรีวราราม จ.สมุทรสาคร -พระอาจารย์นคร วัดเขาอิตอสุคโต จ.ประจวบครีขันธ์ -พระอาจารย์กัสสปมุณี สำนักปิปพลิวนาราม ระยอง ฯลฯ และที่สำคัญ...ยังมีพระอาจารย์ที่ลงแผ่นเงิน แผ่นทองแดง และนั่งปรกให้พิเศษอีก อาทิเช่น -ลพ.เงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม -ลพ.วัดดอนตัน วัดดอนตัน จ.น่าน -ลพ.เส่ง วัดกัลยานิมิตร กทม. -พระอาจารย์ประเสริฐ วัดพระเชตุพน กทม. -พระอาจารย์มหาบรรจง วัดพระเชตุพน กทม. -พระอาจารย์เขียน วัดพระเชตุพน กทม. -ลพ.จันทร์ วัดมฤคทายวัน จ.เพชรบุรี -ลพ.แผ่ว วัดโตนดหลวง จ.เพชรบุรี -ลพ.อมฤต วัดเวฬุวราราม จ.เพชรบุรี ประวัติหลวงพ่อวัดดอนตัน พระครูเนกขัมมาภินันท์ หรือ หลวงพ่อวัดดอนตัน มีนามเดิมว่า บุญทา ใจเฉลียว เกิดวันที่ 5 มกราคม 2439 ณ บ้านดอนตัน ต. ศรีภูมิ อ. ท่าวังผา จ. น่าน ในวัยเยาว์ท่านได้เล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พออายุได้ 14 ปี บิดานำไปฝากเป็นศิษย์วัดดอนตัน เพื่อเรียนหนังสือ อักษรธรรมล้านนา และสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉาน เมื่ออายุครบ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 ณ วัดดอนตัน โดย พระเตวินต๊ะ วัดสบหนอง ต. ตาลชุม อ. ท่าวังผา เป็นพระผู้ให้บรรพชา และเปลียนชื่อให้ใหม่ว่า สามเณรสุทธวงศ์ ใจเฉลียว เป็นสามเณรจนอายุครบบวช เมื่ออายุครบ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดดอนตัน ต. ตาลชุม อ. ท่าวังผา จ. น่าน โดยพระเตวินต๊ะ วัดสบหนอง ต. ตาลชุม อ. ท่าวังผา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุปทะ วัดตาลชุม ต. ตาลชุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพรมทพ วัดอัมพวัน ต. ตาลชุม อ. ท่าวังผา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2460 เมื่ออุปสมบทแล้วมีชื่อว่า พระสุทธวงศ์ ฉายา พุทธวังโส ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรมจนได้วุฒินักธรรมโท และสนใจศึกษา ฝึกฝน ด้านพุทธาคม เวทมนต์คาถาและโหราศาสตร์อีกด้วย ต่อมาท่านได้อธิษฐาน สมาทานออกธุดงค์ เพื่อฝึกจิต สมาธิ ยกระดับภูมิจิตภูมิธรรม พบปะแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชา ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูอาจารย์หลายสำนัก ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านเคยผ่าน พิธีอาบแช่น้ำว่าน (หรือ“อาบขาง”ในภาษาล้านนา ) มากถึง 7 หม้อ 7 อาจารย์ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาด้านคงกระพันชาตรี ที่สืบทอดมีมาแต่โบราณกาล ท่านได้มุ่งมั่นฝึกฝน จนแตกฉานในด้าน เวท พุทธาคม อักขระเลขยันต์ การลงตระกรุดแบบต่างๆ ซึ่งท่านได้นำมาประยุกต์ใช้ และสงเคราะห์แก่สาธุชนทั่วไป ด้วยเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง ท่านปกครองวัดดอนตันนานถึง 61 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงสมณศักดิ์สุดท้ายเป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท (รูปแรกของคณะสงฆ์ จ. น่าน) ราชทินนามที่ “ พระครูเนกขัมมาภินันท์ ” ท่านมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ.2523 เวลา 20.25 น. ณ วัดดอนตัน สิริรวมอายุได้ 85 ปี 65 พรรษา “ เมื่อใจมีศรัทธา ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเสมอ “
    ประวัติและวัตถุมงคล “หลวงพ่อวัดดอนตัน”
    พระครูเนกขัมมาภินันท์ (สุทธวงศ์ พุทธวํโส)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตัน อ. ท่าวังผา จ. น่าน โดยสังเขป
    พระครูเนกขัมมาภินันท์ หรือ หลวงพ่อวัดดอนตัน มีนามเดิมว่า บุญทา ใจเฉลียว เกิดวันที่ 5 มกราคม 2439 ณ.บ้านดอนตัน ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ในวัยเยาว์ท่านได้เล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พออายุได้ 14 ปี บิดานำไปฝากเป็นศิษย์วัดดอนตัน เพื่อเรียนหนังสือ อักษรธรรมล้านนา และสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉาน เมื่ออายุครบ16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 ณ.วัดดอนตัน โดย พระเตวินต๊ะ วัดสบหนอง ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา เป็นพระผู้ให้บรรพชา และเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า สามเณร สุทธวงศ์ ใจเฉลียว เป็นสามเณรจนอายุครบบวชเมื่ออายุครบ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ.พัทธสีมาวัดดอนตัน ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยพระเตวินต๊ะ วัดสบหนอง ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุปทะ วัดตาลชุม ต.ตาลชุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพรมทพ วัดอัมพวัน ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2460 เมื่ออุปสมบทแล้วมีชื่อว่า พระสุทธวงศ์ ฉายา พุทธวํโส ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรมจนได้วุฒินักธรรมโทและสนใจศึกษา ฝึกฝน ด้านพุทธาคม เวทมนต์คาถาและโหราศาสตร์อีกด้วย
    ต่อมาท่านได้อธิษฐาน สมาทานออกธุดงค์ เพื่อฝึกจิต สมาธิ ยกระดับภูมิจิตภูมิธรรม พบปะแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชา ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูอาจารย์หลายสำนัก ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านเคยผ่าน พิธีอาบแช่น้ำว่าน (หรือ“อาบขาง” ในภาษาล้านนา ) มากถึง 7 หม้อ 7 อาจารย์ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาด้าน คงกระพันชาตรี ที่สืบทอดมีมาแต่โบราณกาล ท่านได้มุ่งมั่นฝึกฝน จนแตกฉานในด้าน เวท พุทธาคม อักขระเลขยันต์ การลงตระกรุดแบบต่างๆ ซึ่งท่านได้นำมาประยุกต์ใช้ และสงเคราะห์แก่สาธุชนทั่วไป ด้วยเมตตาธรรมเป็นที่ตั้งท่านปกครองวัดดอนตันนานถึง 61 ปี ได้รับการแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงสมณศักดิ์สุดท้ายเป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท (รูปแรกของ คณะสงฆ์ จ. น่าน) ราชทินนามที่ “พระครูเนกขัมมาภินันท์”ท่านมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ.2523 เวลา 20.25 น. ณ.วัดดอนตัน สิริรวมอายุได้ 85 ปี 65 พรรษา วัตถุมงคลของหลวงพ่อวัดดอนตัน เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ทั้งใกล้ไกลรวมถึง ในแวดวงนักนิยมสะสม พระเครื่องฯ ที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางได้แก่ “เหรียญรูปเหมือน หลวงพ่อวัดดอนตัน รุ่นแรก ปี 2514” เฉพาะพระเครื่องฯ ที่จัดสร้างรวมแล้วเกือบ 30 รุ่น (หรือ ประมาณ 45 เนื้อหา / ทรงพิมพ์ ) นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องราง เช่น ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ แบบต่างๆ ตระกรุดโทน,ตระกรุดร้อยแปด, ตระกรุดพับ, ตระกรุดชุด ชนิดต่างๆ ลูกอมเทียนชัยฯเป็นต้น.
    พระเครื่อง และเครื่องรางฯ ของหลวงพ่อวัดดอนตัน มีรูปแบบที่งดงาม คงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเชิงพุทธศิลป์ และมีพุทธคุณเป็นที่ประจักษ์มากด้วยประสบการณ์จนเป็นที่เล่าขานกันสืบมา แต่ด้วยวัตถุมงคลบางชนิด มีจำนวนการสร้างน้อย ณ.ปัจจุบันจึงหาดูได้ยาก. ด้วยเมตตาธรรม บารมีธรรม วัตถุมงคลต่างๆ ที่หลวงพ่อวัดดอนตันได้เมตตาปลุกเสก ล้วนแล้วได้รับความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ก็ด้วยบารมี เกียรติคุณทั้งด้านวัตรปฏิบัติตลอดจนเวทวิทยาพุทธาคม ของ “หลวงพ่อวัดดอนตัน” สมกับเป็น “สุดยอดพระเถราจารย์ของเมืองน่านและล้านนาตะวันออก” โดยแท้.......
    ประสบการณ์ของเหรียญรุ่นนี้ ขอยกมาเพียงบางส่วนนะครับ
    เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๙ ในวโรกาศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จฯตรวจราชขการณ กองทหารชายแดน พัน ร.๒๑๓ อ.ปัว จ.น่าน(ปัจจุบันรื้อเป็นเทศบาลตำบลปัว)หลวงพ่อวัดดอนตันได้จัดเหรียญและผ้ายันต์ รุ่นพญาครุฑแบกงาช้างดำ (งาช้าดำก็เรียก) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย(เสียดายที่ไม่มีรูปภาพบันทึกไว้)จำนวน ๓๐๐ ชุด เพื่อพระราชทานแก่ ทหารตำรวจ เหรียญและผ้ายันต์หลวงพ่อวัดดอนตันรุ่นงาช้าดำนี้ ได้ให้ประสปการณ์คุ้มครองศาสนิกชน จนเป็นข่าวมากมาย ขอยกตัวอย่าง จากหนังสืออนุสรณ์ของหลวงพ่อวัดดอนตัน ที่ท่านเจ้าคุณอมรสุธีจัดทำ ไว้ดังนี้
    ๑. เมื่อวันที่ ๔ ก.ย. ๒๕๑๘ นายวัลภ สิงหลชาติ เจ้าหน้าที่บรัษัทเอสดฝซ่ ได้ขับรถไปตรวจงานที่ จ.ตากพอไปถึงทางแยก กำแพงเพชร-ตาก ถูกคนร้ายดักยิงด้วยปืนลูกซอง กระสุนถูกหน้ารถแตกพรุนไปหมด จนเจาะถึงเบาะคนนั่งด้านใน นายวัลลภรีบสังให้น้องชายขับรถหนี จนถึงด่านตรวจ ตำรวจตรวจสภาพแล้ถามว่า ตายกี่คน? พอนายวัลลภบอกไม่มีใครเป็นอะไรเลย ตำรวจก็งง นายวัลลภจึงชี้มือไปที่ผ้ายันต์และหรียนของหลวงพ่อวัดดอนตัน และวบอกว่า หลวงพ่อได้ช่วยชีวิตผมไว้
    ๒. ๑๕ ธ ค ๒๕๑๘ พ.ท. เทิอดศักดิ์ มารมณ์ ได้ไปปฏิบัติงานประจำจังหวัดน่าน ได้นั่งเฮลิค๊อปเตอร์ลงบริเวณ ลานวัด สปัน อ.ปัว(ปัจจบันอ.บ่อเกลือ) พอไม่ทันไรก็ถูกพวกก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ถล่มหนัก ทั้งตัวท่านลูกน้อง ชาวบ้าน พระเณร หลวงหลุมหลบภัยด้วยกัน เสียงระเบิด RPG ถล่มกุฎิพระพังยับเยิน แล้วระเบิดลูกหนึ่งตกมาที่ปากหลุมพอดี(โอ้...พระเจ้า)และปรากฏว่าระเบิดไม่แตก(ไม่งั้นไม่รู้แน่ชิ้นส่วนไหนของพระชิ้นไหนทหาร) ประกฏว่าเสมียน๑ในผู้หลบในหลุม มีเหรียญและผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตันรุ่นงาช้างดำติดตัว (บารมีของหลวงพ่อคุ้มทั่วถึงแท้ แม้คนที่ไม่พกมา)
    ๓. นายสิบท่านหนึ่ง(สงวนนาม) ได้ไปปฏิบัติงาน ณ กองทหารชายแดน พัน ร.๒๑๓ อ.ปัว จ.น่าน ถูกคนร้ายยึงด้วยปืนลูกโม่ ตรงขมับล้มคว่ำ เมื่อเอามือจับดูก ปรากฏว่า แค่เลือดออกซิบๆ และลูกปืนไม่เข้า ทหารท่านผู้นี้ได้พกเหรียญและผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตันรุ่นงาช้างดำติดตัว หลังจากเหตุการณ์นี้ ท่านได้สะสมวัตถุงมงคลหลวงพ่อไว้มากกว่า ๓๐ ชุด
    ๔. มรว.ชนม์สวัสด์ ชมพูนุท ได้ทำบุญและรับเหรียญหลวงพ่อ วันที่ ๓๐ พค.๒๕๑๘ รุ่งขึ้น ๑.มิย. ได้พาพรรคพวกไปจันทบุรี ก่อนเดินทางได้แบ่งเหรียญให้พวกผู้หญิงเก็บติดตัว ส่วนท่านเก็บผ้ายัต์ไว้ ขณะที่รถวิ่งในอ.บ้านใหม่ รถได้เสียหลักวิงตกถนนคล่อมต้นยางขาดไปหลายต้น รถเสียหาย คนเห้นสภาพรถแล้วตอ้งบอกว่า ไม่รอดแน่ แต่อัศจรรย์ไม่มีใครตายเลย มรว.ชนม์สวัสดิ์กล่าวว่า ผมเชื่อว่าเพราะอานุภาพเหรียญและผ้ายันต์หลวงพ่อวัดดอนตัน
    ๕. รายนี้พิเรนหน่อยๆ เป็นคนขายปลาหมึกย่าง ได้ฟังลูกค้าที่กำลังนั่งกินปลาหมึกคุยกัน บอกว่า ผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตันกันไฟได้ เลยขอมาแล้ว วางบนเตาปิ้งปลาหมึก ทันใดนั้นเอง ไฟในเตาทำเสียงดังฟุ๊บและดับหมดทั้งเตา....!
    ประสบการณ์สงครามร่มเกล้า ผู้บังคับหมู่ในสงครามร่มเกล้า เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นแกบอกว่า ช่วงตอนปะทะ กันเป็นเนินมีลูกหมู่แกคนหนึ่งขึ้นไปบนเนิน โดนสอยกลิ้งตกลงมา แกบอกลูกหมู่อีกคน ไปดู เพราะโดนเข้าหน้าผาก ตายแน่ ๆ พอไปพลิกดู หัวโนเท่าลุกมะนาว โดนจัง ๆ กลางหน้าผาก นึกว่าตายแล้ว เลยไปดูที่คอว่าแขวนอะไร เหรียญรุ่นแรกวัดดอนตัน ตอนนั้นองค์หลักพันต้น ๆ เดียวนี้ สวยพอประมาณ หมื่นอัพ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ผ้ายันต์ธงชัยหลวงพ่อวัดดอนตันเก่าเก็บ ในอดีต แจกทหาร ซองเดิม (ต้องแกะมาเพื่อถ่ายรูป)
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250908_172442.jpg IMG_20250908_172456.jpg IMG_20250908_172358.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กันยายน 2025
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่เพิ่ม_ปุญญวสโน_1.jpg


    แต่เมื่อไปถึงพบหน้าหลวงปู่ดู่แล้ว หลวงปู่ดู่ท่านต่อว่าเลยว่า "พวกแกมาหาข้าทำไมกัน? อาจารย์ของพวกแก(หลวงปู่เพิ่ม) ก็เก่งอยู่แล้ว และแผ่บารมีเป็นธาตุน้ำคุ้มครองพวกแกมาตลอดทาง พวกนี้ใกล้เกลือกินด่างกันจริงๆ
    พระสมเด็จนาคปรก พิมพ์ใหญ่ วัดบางแก้ว จ.นครปฐม นิมนต์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม มา ปลุกเสก ปี ๒๕๑๕ พิธีใหญ่งานฉลองอุโบสถใหม่ วัดบางแก้ว
    พระพุทธวิถีนายก หรือ หลวงปู่เพิ่ม หรือ เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2429 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2437 ขณะมีอายุได้ 8 ปี บวชเป็นสามเณรมาอยู่จนถึงอายุบวชเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ท่านได้เข้าทำพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูทักษิณานุกิจ วัดสรรเพชญ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากนั้น ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้วตลอดมา และท่านก็เป็นลูกศิษย์เอกของพระพุทธวิถีนายก (บุญ ขนฺธโชติ) ท่านได้อยู่รับใช้หลวงปู่บุญ จนกระทั่งหลวงปู่บุญท่านมรณภาพลงในปี พ.ศ. 2478 จากนั้นก็มีเจ้าอาวาสรักษาการอยู่ประมาณ 4 ปีต่อจากนั้น
    หลวงปู่เพิ่ม ได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งในคณะสงฆ์ดังนี้
    - 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว
    - 4 ธันวาคม 2482 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตอำเภอนครชัยศรี
    - 8 เมษายน 2483 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี
    - 1 มีนาคม พ.ศ. 2489 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูพุทธวิถีนายก
    - 5 ธันวาคม 2495 เป็นพระครูชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2503 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระพุทธวิถีนายก
    หลวงปู่เพิ่มท่านได้สร้างวัตถุมงคลที่รู้จักมีดังนี้
    - ตะกรุดและเบี้ยแก้
    - รุ่นสาม พ.ศ. 2513
    - เหรียญพัดยศ พ.ศ. 2517
    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำรงสมณเพศอย่างเคร่งครัดด้วยศี ลาจารวัตรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ประชาชนทั่วไป เสียสละตนเพื่อประโยชน์แก่สังคม สร้างคุณอเนกแก่กุลบุตร กุลธิดา ด้วยการก่อสร้างและทำนุบำรุงการศึกษาให้เจริญงอกงามไพบูลย์ นับว่าท่านได้สร้างคุณงามความดีไว้ไพศาลยิ่ง เมื่อกาลที่ท่านต้องจากไปก็ยังความเศร้าสลดแก่บรรดาสานุศิษย์และประชาชนที่ เคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง
    ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นหลวงปู่เพิ่ม ได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น
    ตะกรุดและเบี้ยแก้ นอกจากนี้ ก็ยังมีพระเครื่องอีกหลายอย่างในวันนี้ผมได้นำเหรียญที่สร้างเมื่อ
    พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งเป็นเรียญรุ่น ๓ (เหรียญรุ่นแรกสร้าง พ.ศ.๒๕๐๔) ทั้งนี้ "นายประเสริฐ จินดาบุญ
    จรัส" หรือเจ้าของฉายา "หยู ท่าดินแดง" เจ้าของ
    แผง"www.Thaprachan.com" ในประเทศสิงคโปร์ บอกว่า เหรียญหลวงปู่เป็นที่นิยมทุกรุ่นเนื่องจากพุทธคุณที่ร่ำลือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ ใครมีเหรียญหลวงปู่เพิ่มจะมีโชคลากไม่ขาดสาย และไม่มีวันตกอับ ที่สำคัญ คือ พระหลวงปู่เพิ่มไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่แสวงหา ชาวสิงคโปร์และฮ่องกงก็แสวงหาเช่นกัน เพราะต่าง
    ทราบดีว่าท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ พระที่ถูกขนานนามว่า "เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี"
    ลูกศิษย์ว่าท่านมีญาณหยังรู้เป็นที่น่าอัศจรรย์ ภายหลังดังดังเช่นเรื่องของท่านอาจารย์ตึ่ง ตรีเนตร และอาจารย์อุดมตรีเนตร พระน้องชายท่านได้ศึกษาสรรพวิชาจากหลวงปู่เพิ่มไปพอสมควรแล้ว ในสมัยนั้นชื่อเสียงของ "หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ
    วัดสแกจ.พระนครศรีอยุธยา กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ ท่านอาจารย์ตึ่งและคณะก็อยากจะเดินทางไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอเรียนวิชาอาคมและพระกรรมฐานเพิ่มเติม อีกทั้งยังอยากชมบารมีของหลวงปู่ดูอีกด้วย
    เพราะสมัยนั้นผู้คนต่างร่ำลือกันว่าหลวงปู่คู่ท่านเป็นพระ
    อรหันต์ แต่เนื่องจากทุกๆ ท่านในคณะเป็นศิษย์วัดกลางฯกันแทบทั้งหมด การเดินทางไปหาอาจารย์อื่น ไม่รู้ว่าจะเป็นการบูรพาจารย์ของตนเองหรือไม่? จึงมิมีใครกล้าอาสาไปบอกหลวงปู่เพิ่ม มีเพียงท่านอาจารย์ตึ่งเท่านั้นที่รวบรวมความกล้าจะเข้าไปถามหลวงปู่ แต่ทว่าท่านอาจารย์ตึงยังยังไม่ทันได้เอ่ยปากอะไรเลย หลวงปู่เพิ่มท่านก็พูดออกมาลอยๆ ว่า"ถ้าพวกคุณอยากไปหาพระที่อยุธยาน่ะ ฉันก็ไม่หวงห้ามอะไรหรอก แต่อย่าลืมนะว่าที่วัดกลางฯ ของเราก็มีดีไม่แพ้ที่อื่น ถ้าพากคุณตั้งใจศึกษาหาความรู้ดีๆ ก็มิต้องดิ้นรนไปไหนเสียให้เหนื่อย และจะบอกว่าต่อไปใครจะเรียนอะไรก็ให้รีบมาจด มาจ๋า เรียนรู้เอาไว้นะจ๊ะ
    เพราะสิ้นฉันไปแล้วต่าราเหล่านี้จะไม่ได้หาอ่านโดยง่ายได้อีกแล้ว" ท่านอาจารย์ตึ่งในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ได้แต่ดีใจที่หลวงปู่อนุญาตให้ไปเรียนที่อื่นบ้าง แต่เมื่อไปถึงพบหน้าหลวงปู่คู่แล้ว หลวงปู่คู่ท่านต่อว่าเลยว่า "พวกแกมาหาข้าทำไมกัน? อาจารย์ของพวกแก ก็เก่งอยู่แล้ว และแผ่บารมีเป็นธาตุน้ำคุ้มครองพวกแกมาตลอดทาง พวกนี้ใกล้เกลือกินด่างกันจริงๆ เอ้า! ถ้าแกอยากมาเรียนกับช้า ก็มาเอาพระคนละองค์แล้วไปนั่งกรรมฐานตามแต่จะถูกจริตเถิด"
    0 นายแสวง สมบุญรอด พนักงานองค์การฟอกหนัง ชอยกล้วยน้ำไท ทดดลองเหรียญหลวงปู่เพิ่ม รุ่นเททอง เมื่อ ๑๔ พ.ย. ๑๗ ใส่เหรื่อญในปากปลาช่อนแล้วฟันด้วยมืดบังตอหลายครั้งไม่เข้า หนังปลาไม่ขาด คงกะพัน
    ㆍ อาจารย์ประสบชัย ศิริทรัพย์ และอาจารย์นุกูล ชมภูนิช แห่งวิทยาลัยครูนครปฐม ขับรถพาครอบครัวไปพักผ่อนที่แก่งกระจาน ๕ ขากลับรถของอาจารย์ประสบชัยฯ พลิกคว่ำที่โค้งบางเค็มพังขับเยิน ผู้โดยสาร & คนปลอดภัย นอกจากลูกคนเล็กมีรอยถลอกที่หน้าผากเพียงเล็กน้อยแคล้วคลาดเพราะมีเหรื่อญเททอง ๓ เหรือญ่ที่ผู้ใหญ่ ๓ คนในรถ
    ห้อยคออยู่แท้ ๆ
    ๐ อังคาร ๑ ๕ ส.ค. ๒๐ เ
    เวลาประมาณ & โมงเย็น นายวิสาขะ สีเหลืองอ่อน ให้ทหารประจำด่านตรวจรถบ้านเช็กน้อย ถนนพิษณุโลก -หล่มสัก ทดลองยิงเหรียญหลวงปู่เพิ่มขอบปล้องอ้อยหน้าข้าง (รุ่น ๒) ด้วยปืน เอ็ม. ๑๖ ยิ่ง ๒ ครั้งไม่ออก เมื่อหันปากกระบอก
    ขึ้นฟ้ากระสุนออกเป็นชุด
    ㅇ นายไพบูลย์ คุโฒปถถัมก็ บูชารูปเหมือนหลวงบู๊เพิ่มขนาด ๕" ที่บ้านจังหวัดอุดรธานี่ ต่อมาเมื่อ ๒๘ พ.ย. ๑๘ เพลิงไหม่ตลาดอุดรฯ ในซอยสร้างหลวง ร้านสมฤดีของนายไพบูลย์ถูกเพลิงเผาผลาญจนวอด พระบูชาและเหรียญถูกไฟหลอมละลายหมด คงเหลือแต่รูปหลวงนี้
    เพิ่มเพียงองค์เดียว ที่ฐานร้าวชำรุดเล็กน้อยเท่านั้น
    ๐ จ.ส.อ.ศิริ ทองปาน โรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับสมนาคุณกรึ่งพุทธไชยศร์ใหญ่จากมูลนิธิเมื่อ ต.ค. ๔ เกิดเลื่อมใสธารารนาดูความศักสิทธิ์ฟาดสายรุ้งขาดกระจุย
    ๐ พ.ค. ๑๘ ข้าราชการชั้นโท กรมส่งเสริมสหกรณ์ เช่ากรึ่งพุทธไชยศรีเล็กส่งให้น้องชายที่อเมริกา ก่อนส่งวางบูชาบนหิ้งแล้วหายไป เสียดายมาก หลังจากนั้น ๑๐ กว่าวัน น้องชายเล่าความมหัสธรรภ์ให้พึงว่า ได้พระกรึ่งพาทธไพยศรี โดยบังบังที่บ้านพักในกหาก
    ๆลฯ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250909_194341.jpg IMG_20250909_194408.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กันยายน 2025
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757425031844.jpg

    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่าน
    ฝึกวิชาพระอาจารย์บุญยังได้พยายามถ่ายทอดวิชาต่างๆ ด้านพุทธคุณให้ ตอนแรก ๆ หลวงพ่อไม่สนใจ แต่เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ไปหลวงพ่อเริ่มมีความสนใจขึ้น เห็นพระอาจารย์ท่านทำอะไร ๆ แปลกๆ ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ เช่น ทำควายธนูด้วยตอกสาน โดยสานมือเดียวแล้ววางไว้ ควายธนูก็มีการขยับเขยื้อนได้ เสกน้ำมันจนเดือดเหมือนน้ำร้อน ฟองเดือดขึ้นมา แต่เมื่อไปสัมผัสด้วยมือกลับไม่ร้อน ทำให้ท่านอยากจะเรียน พระอาจารย์ของหลวงพ่อก็ถ่ายทอดให้ทั้งคาถาปลุกเสก และวิธีฝึก
    วิชาเกราะเพชร
    วิชาหนึ่งที่ท่านชอบและฝึกมาตั้งแต่ต้น คือ “ยันต์เกราเพชร” หรือตาข่ายเพชร โดยหลวงพ่อบุญยังได้เล่าให้ท่านฟังว่าสมัยหลวงปู่ศุข ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลองวิชาเกราะเพชรกับพระะรูปหนึ่ง ที่แก่กล้าวิชาที่เดินทางผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยบอกหลวงปู่สุขว่าจะขี่ม้าพยนต์เข้ามาในโบสถ์ให้ดู หลวงปู่ศุขท่านได้เอาผ้ายันต์เกราะเพชรขึงไว้หน้าประ ตู ปรากฎว่าม้าพยนต์ไม่สามารถผ่านยันต์เกราะเพชรหรือตาข ่ายเพชรไปได้ พระรูปนั้นเมื่อแพ้วิชาของหลวงปู่ศุข ก็ได้เดินทางกลับไปจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่อหลวงพ ่อมหาโพธิ์ได้ฟังจากหลวงพ่อบุญยังเล่าท่านจึงสนใจและ เล่าเรียนวิชาเกราะเพชรลงตระกรุด และผ้ายันต์เกราะเพชรมาตลอดอายุของท่าน
    การลงยันต์เกราะเพชร ต้องท่องสูตรคาภาพระอิติปิโสรัตนมาลา ๕๖ บาท ให้ได้จนขึ้นใจทั้งเดินหน้า และถอยหลังได้รวมทั้งบทปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ในการลงยันต์เกราะเพชร ท่านบอกว่ายันต์เกราะเพชร เป็นยันต์ที่ค่อนข้างยากผู้เรียกจะต้องมีความขยันหมั ่นเพียร กับความอดทน และการประสิทธิ์ประสาทจากครูบาอาจารย์ น้อยคนนักที่จะลงยันต์เกราะเพชรได้ บางคนมาขอเรียนเห็นพระคาถา ๕๖ บาท ก็ท้อแล้วไม่อยากจะท่องจำ ความเพียรพยายามไม่มี การลงยันต์ก็ต้องหายใจลงตามสูตรพระคาถา ๕๖ บาท ผู้ที่ฝึกฝนใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาเรียนเกือบทั้งวันกว่าจะลงยันต์เสร็จ อย่างตัวของหลวงพ่อเองใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่งโมง ถือว่าลงได้เร็วมากแล้วเพราะท่านฝึกมา ตั้งแต่อายุยังรุ่นอยู่
    ในสมัยก่อนยามว่าง ท่านมักลงตระกรุดเกราะเพชรและทำผงพุทธคุณเกราะเพชรทั ้งชนิดป้องกันตัว และถอนคุณถอนของคนที่ถูกผีเข้า ท่านจะเอาตะกรุดเกราะเพชรที่เป็นแผ่นแบบยังไม่ได้ม้ว นเป็นตะกรุด ตบหัวคนถูกผีเข้า ผีจะทรุดลง และออกจากตัวคนไข้ไปทันที ตะกรุดส่วนใหญ่ท่านจะใช้แผ่นทองแดงมาลงยันต์เกราะเพช ร ยกเว้นแผ่นถอนของท่านจะใช้แผ่นตะกั่ว ส่วนตะกรุดเนื้อเงินท่านจะลงให้เฉพาะกับศิษย์ใกล้ชิด เท่านั้น เกี่ยวกับประสบการณ์ในตะกรุดเกราะเพชร มี ส.ส.ท่านหนึ่งใน จ.ชันนาท ที่เคารพนับถือหลวงพ่อมากได้ขอตะกรุดท่านไปใช้พกติดต ัว ขณะหาเสียงถูกผู้ที่ปองร้ายใช้ระเบิดปาใส่ ปรากฏว่า ส.ส.ท่านนั้นไม่เป็นอะไรเลย วิชาลงตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อบุญยังได้เรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำจากหลวงปู่ศุข โดยสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลงให้กับลูกศิษย์ทุกปี แม้กระทั่งพระสมุห์กลับ แสงเขียว ก็ยังขอให้ท่านช่วยลงตะกรุดใต้น้ำที่วัดดอนตาลให้ โดยก่อนที่จะประกอบพิธีจะต้องตั้งเครื่องบูชาครูริมแ ม่น้ำ และต้องตอกเสาหลักไว้ในน้ำสำหรับผู้ที่จะลงตะกรุดเกา ะไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ ตะกรุดจะลง และปลุกเสกใต้น้ำเสร็จแล้วจะปล่อยให้ลอยขึ้นมาบนผิวน ้ำ พวกลูกศิษย์ก็จะแจวเรือคอยเก็บอยู่ข้างบน หลวงพ่อบุญยังเล่าให้หลวงพ่อบุญยังฟังว่าน้ำที่
    วัดดอนตาลน้ำเย็นเหลือเกิน หลวงพ่อมหาโพธิ์เล่าว่า ท่านเคยขอเรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำนี้จากท่านอาจารย์บุญ ยัง ซึ่งอาจารย์ท่านก็รับปากถ่ายทอดให้แต่ต้องเรียนในวัน เพ็ญเดือน ๑๒ แต่ยังไม่ทันถึงเดือน ๑๒ หลวงพ่อบุญยังก็มรณะภาพลงเสียก่อนเมื่ออายุได้ ๕๕ เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่หลวงพ่อท่านเรียนจากพระอาจารย์ไม่ทันจึงทำให้วิชา นี้สูญไป
    เกี่ยวกับวันที่หลวงพ่อบุญยังมรณภาพ ชาวบ้านแถบวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เห็นลูกๆไฟดวงใหญ่ลอยเดินทางไปยังวัดหนองน้อย และได้ลอยกลับมาโดยมีลูกๆไฟดวงเล็กตามมาด้วยเป็นที่ตื อันตาตื่นใจแก่ผู้คนในสมัยนั้นมากเล่าขานกันมาจนถึงปัจุบันนี้
    ชีวิตฆราวาส
    ท่านได้สมรสกับ นางสุขใจ เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีในจังหวัดชัยนาท แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ได้มีร้านค้าขายของชำอยู่ในอำเภอวัดสิงห์ ยามว่างท่านก็จะไปศึกษาวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์กับ พระสมุห์กลับ แสงเขียว วัดดอนตาล ซึ่งถือกันว่าเป็นศิษย์มือขวาของหลวงปู่ศุขเลยทีเดีย ว พระสมุห์กลับภายหลังท่านสึกจากพระเสียอีก
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อมหาโพธิ์ซึ่งตอนนั้นท่านอยู่ในเพศฆราวาส ท่านได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น เทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ในวาระ ๔ ปำถึง ๒ สมัย รวมเป็น ๘ ปีถึง พ.ศ.๒๕๐๗ ท่านได้เล่าไห็ฟังว่าตอนหาเสียงท่านก็ไม่ค่อยได้ออกไ ปหาเสียงที่ไหนอยู่ในร้านค้าของท่านในอำเภอวัดสิงห์ ค้าขายของไปวัน ๆ หนึ่ง แต่อาศัยที่ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์จากหลว งพ่อบุญยัง และพระสมุห์กลับ ด้วยอานุภาพความศักดิ์ของวิชา นะฤาชา ที่หลวงพ่อบุญยัง ถ่ายทอดไห้มาเป็นพิเศษ จึงทำให้ท่านเป็นที่รู้จักเลื่องลือไปทั้งอำเภอวัดสิ งห์ เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน อำเภอวัดสิงห์ ท่านลอกว่าท่านไม่ต้องไปเหนื่อยกับการหาเสียงเลย ประชาชนทั่วไปเลือกท่านเป็นเทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ถึง ๒ สมัย จนในปี ๒๕๑๗ กระทรวงมหาดไทยมอบใบประกอบในประกาศนียบัตร ชมเชยในการทำงานของท่าน ที่พัฒนา อำเภอวัดสิงห์ ให้มีความเจริญก้างหน้าแก่ ท้องถิ่น หลังจากที่ท่านได้หมดวาระในตำแหน่งเทศมนตรีไปแล้ว ๙ ปี
    เหตุที่กลับมาบวช
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้เล่าว่า ชีวิตของท่านมีความผูกพันกับวัดเสมอห่างจากวัดไม่ได้ แม้จะครองเพศฆราวาสก็ต้องวนเวียนอยู่กับวัด ก่อนที่ท่านจะกลับมาบวชจิตใจก้รุดมร้อน ทำอะไรก็เหมือนคนเสียสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวโดยไม่มีสาเหตุของโรค จนมีอยู่วันหนึ่งขณะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านได้ลุกขึ้นมาเขียนยันต์ต่าง ๆ ตลอดจนยันต์ครูที่ท่านเคยเรียนมา ได้ทิ้งไปนานไม่ได้ทบทวนเลย ซึ่งในเพศฆราวาสท่านก็ไม่ได้ฝึกฝนทบทวนต่อ เพราะเวลาว่างใหญ่จะไปทางโลกหมด ต้องวุ่นวายกับครอบครัวเรื่องการทำมาหากินเวลาปฏิบัต ิทางธรรมทางวิชาคุณพระก็หย่อนยานไป ขาดการไหว้ครูทุก ๆ ปี ก็เลยทำให้ท่านผิดปรกติ แต่ก็ดลจิตให้นึกขึ้นมาได้ ว่าสาเหตุจากแรงครูนี้เองโดยไม่ต้องให้แพทย์รักษา ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านก็ได้เข้ามาสู่สมณเพศ อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งที่วัดพานิชนาราม อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสิงหชยสิชฌน์ (เจริญ) พระกรรมวาจารย์ พระคูครูแบน เจ้าอาวาสวัดโคกสุข และพระแช่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ เวลา ๑๖.จ๕ น.และได้มาตำพรรษา สังกัดวัดโคกสุข ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาม จนถึงปี พ.ศ. ๒ษ๕๑๓ ได้ย้ายมาตำพรรษาอยู่ ณ วัดคลองมอญ ในวันที่ ๒๖ กันยายน เพราะวัดคลองมอญในเวลานั้นเกือบจะเป็นวัดล้างอยู่แล้ วไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เลย ชาวบ้านที่อาศัยแถววัดคลองมอญ ได้นิมนต์ท่านให้มาปกครองวัดคลองมอญอยู่หลายครั้ง จนท่านต้องมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดคลองมอญ ได้สร้างความเจริญให้กับวัดคลองมอญเป็นอันมาก
    กิตติคุณของหลวงพ่อ
    ซื่อเสียงของท่านล่ำลือไปไกลหลายจังหวัด ในเรื่องการรักษาโรคต่าง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ บางคนต้องมารักษาเป็นแรมเดือน ตอนนั้นท่านอยู่ในโบสถ์ รักษาคนไข้โรคแปลกๆ มีทั้งคนถูกคูณถูกของ ทั้งเสน่ห์เล่ห์กลต่าง ๆ น้ำมันพรายฯลฯ บางคนป่วยปางตายท่านก็รักษาจนหายมีชีวิตอยู่รอดได้ ผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากต่างก็มานมัสการท่านขอความเมต รตาจากท่านๆก็ได้สงเคราะห์ให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหน ื่อย ไม่เลือกชั้น วรรณะ ให้ ความเสมอภาคกับทุกๆ คนเสมอมา จนถึงปี พ.ศ. ๑๔๒๖ ท่านก็ได้หยุดรักษาคนไข้ ประกอบกับอายุสังขารท่าน ก็ชราภาพมากแล้วจึงต้องได้รับการพักผ่อน บำรุงรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดี เป็นเนื้อนาบุญให้กับลูกศิษย์ และญาติโยม จะได้พึ่งบารมีของท่านไปได้อีก นาน ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๔ ) หลวงพ่อมาหาโพธิ์ญาณสังวโร เป็นทายาทศิษย์สายตรงของหลวงปู่ศุข ที่ถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณในศิษย์รุ่นที่ ๓ ที่ได้รับมาแต่ผู้เดียว
    การรักษาโรค
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้สอนวิธีการรักษาให้กับผู้เขียนในตัวผู้ป่วยที่อยู่ในอาการต่างๆ อาการอย่างไรควรรักษาด้วยวิธีการใด บางคนเป็นแผลเน่าไปทั้งตัว เคยไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็ง รักษาอยู่หลายปีไม่หาย ได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาติพี่น้องได้พามารักษาที่ วัดคลองมอญ เมื่อหลวงพ่อดูอาการแล้วบอกว่า “โดนผีคุณ” ไม่ไช่มะเร็งหลวงพ่อท่านได้ใช้ปูนกับน้ำมนต์รักษาคนไ ข้ ใช้มีดหมอสับ และไม้เท้ากดตามตัวคนไข้ ก่อนทำการรักษาต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน ๖ บาทสลึงเป็นค่าบูชาครู และต้องบนครูด้วยว่า เมื่อหายจากอาการป่วยแล้วจะถวายครูด้วยไก่ ๑ ตัว, เหล้าขาว ๑ ขวด ,กล้วย ๑หวี, ข้าวสาร ๑ ถ้วย , และเงิน ๖ บาทสลึง เป็นสิ่งที่แปลกผู้คนส่วนมาก ที่มารักษาจากหลวงพ่อหายจากโรคร้ายทุกคน เมื่อถึงวันไหว้ครูจะมีผู้คนมามากมายถวายขวัญข้าวครู เต็มโบสถ์ไปหมดแทบจะไม่มีทางเดินเลย
    พระผงเตารีดติดจีวรหลังยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระเถระผู้สืบทอดตำรับวิชาคาถาอาคมของพระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อดีตเจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทตำราคัมภีร์ทางพุทธคุณมาจากหลวงพ่อบุญยัง คงคสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองน้อย ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระใบฎีกา" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ และพระอาจารย์กลับ แสงเขียว อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตาล ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระสมุห์" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ จนสำเร็จเจนจบทุกวิชา นับเป็นทายาทศิษย์สายตรงรุ่นที่สามของหลวงปู่ศุข ที่ได้รับการถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณ มาแต่เพียงผู้เดียว
    พระคาถาอาราธนา หลวงพ่อมหาโพธิ์ ตั้งนะโม ๓ จบ "โย วโร สุปะฏิปันโน ญาณสังวโร สุสังวโร สุสีลา จาระสัมปันโน ตัง สิระสา นะมามิหัง ระตะนัตตะ ยานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม" ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมไหว้บูชา หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร ผู้ประเสริฐ ปฏิบัติดีแล้ว สำรวมดี ถึงพร้อมด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม ด้วยเศียรเกล้า ขอความสุขสวัสดี มงคลทั้งหลายทั้งปวง จงมีแก่ข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพ คุณพระศรีรัตนตรัย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงเตารีดติดจีวรหลังยันต์เกราะเพชร ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250909_203547.jpg IMG_20250909_203432.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757426684508.jpg FB_IMG_1757426687868.jpg FB_IMG_1757426699945.jpg

    พระสมเด็จ รุนแรก หลังพระแก้วมรกรต ผงตรีนิสิงเห หลวงพ่อเทียม วัดลาดหลุมแก้ว หลวงพ่อเทียมท่านมี่พลังจิตแข็งมาก ว่ากันว่า เรื่องยันต์ตรีนิสิงเห ทั้ง จ.ปทุมฯ ไม่มีใครเก่งกว่าท่านอีกแล้วครับ
    "วิชาลบผง ตรีนิสิงเห ตำราหลวงพ่อเทียม วัดลาดหลุมแก้ว"
    วิชาลบผง ตรีนิสิงเห ครูท่านวางให้กระทำดังนี้
    ครูท่านให้เตรียมเอาดินสอพองมาให้พอกับการที่จะนำไปผสมกับผงดอกบัว นำดินสอพองที่เตรียมมาจัดใส่พานทองเพื่อนำไปเสก การเสกดินสอพอง ครูท่านให้เสกในคืนเดือนเพ็ญให้ครบทั้ง ๙คืนเดือนเพ็ญ ส่วนคาถาเสกครูท่านให้ภาวนาบท อิติปิโส ภาวนาอาบคืนเดือนเพ็ญจนเกิดความอิ่มของนิมิต จึงจะพอในคืนนั้นๆ เมื่อเสกดินสอพองจนดีแล้ว ให้ไปหา ดอกบัวหลวงมา ๒๗ ดอก ลงตัวเลข ๑ ถึง ๙ เป็นเลขไทย ลงบนกลีบดอกบัว การลงลงเหมือนสูตรลงยันต์ตรีนิสิงเห โดยใช้คาถากำกับแต่ละตัวเลขดังนี้
    เลข ๓ ให้ลงว่า ตรีนิสิงเห ได้แก่พระรัตนตรัยทั้ง๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    เลข ๗ ให้ลงว่า สัตตะนาเค ได้แก่พระพุทธเจ้า๗พระองศ์
    เลข๕ ให้ลงว่า ปัญจะเพชฉลูกันม์เจวะ ได้แก่พระวิษณุกัมม์ทั้ง๕ผู้เป็นเจ้าของงาน
    เลข๔ ให้ลงว่า จตุเทวา ได้แก่ท้าวโลกะบาลทั้ง๔คือ ท้าวธตรถ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักข์ ท้าวกุเวรราช
    เลข๖ ให้ลงว่า ฉะอวัชขะราชา ได้แก่เทวดาทั้ง๖ชั้นฟ้า
    เลข๕ ให้ลงว่า ปัญจะอินตรานะเมวะจะ ได้แก่พระอินทร์ทั้ง๕
    เลข๑ ให้ลงว่า เอกะยักขา ได้แก่อาฬะวกยักษ์
    เลข๙ ให้ลงว่า มะวะเทวา ได้แก่เทวดานพเคราะห์ คือ พระอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ราหู เกตุ
    เลข๕ ให้ลงว่า ปัญจะพรหมาสะหะบดี ได้แก่พรหมทั้ง๕คือพระสุทราวาส๕ชั้น
    เลข๘ ให้ลงว่า อัฎฐะอะระหันตา ได้แก่พระอรหันต์ทั้ง๘ทิศ
    เลข๕ ให้ลงว่า ปัญจะพุทธานะมามิหัง ได้แก่พระพุทธเจ้าทั้ง๕พระองศ์
    เลข๒ ให้ลงว่า ทะเวเราชา ได้แก่ เทพยดาผู้เป็นเจ้าของวัน ท้าววรุนเทวราช เทพยดาผู้เป้นเจ้าของคืน ท้าวมิตรเทวราช
    เมื่อลงเสร็จให้เอาดอกบัวไปตากแดด แต่ให้หาดอกไม้ ห้าสี จำนวนห้าดอกไปตากแดดด้วย ตากแดดจนแห้งดีจึงนำมาทำการบด จากนั้นให้เลือกบดในวันอังคารหรือวันเสาร์ เวลาบดดอกบัวให้กำกับคาถานี้ลงไปด้วยตลอดเวลาการบดว่า
    ...นะมะพะทะ มะพะทะนะ พะทะนะมะ ทะนะมะพะ..
    ให้บริกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าจะบดเสร็จ จากนั้นนำผงที่บดได้ไปผสมกับดินสอพองที่เราเสกไว้แล้วปั้นเป็นแท่นๆ เอาไว้จารยันต์ตรีนิสิงเหบนกระดานดำ การใช้แท่นดินสอพองเขียนยันต์ให้เขียนลงบนกระดาษดำ เวลาจารยันต์การลงเลขต่างๆในตัวยันต์ก็ใช้คาถากำกับเหมือนกับเรากำกับตัวเลขบนกลีบดอกบัว แล้วเสกยันต์ตรีนิสิงเหทับไปด้วยว่า
    ..."มะอะอุ ตรีนิสิงเห สะธะวิปีปะสะอุ สัตตะนาเค
    อาปามะจุปะ ปัญจะเพชรฉลูกัญเจวะ
    นะมะพะทะ จะตุเทวา อิสวาสุ สุสวาอิ ฉะวัจฉะราชา
    ฑีฆะสังอังขุ ปัญจะอินทรานะเมวะจะ
    มิ เอกะยักขา อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะวะเทวา
    สะหะชะฏะตรี ปัญจะพรัหมาสะหัมปะติ
    พุทโธ ทะ ราชา เสพุเสวะเสตะอะเส อัฏฐะอะระหันตา
    นะโมพุทธายะ ปัญจะพุทธานะมามิหัง "...
    เสกเสร็จใช้แปรงลบยันต์บนกระดานก้จะได้ผงที่ติดตามแปรงนั้น ให้เราเก็บผงนั้นไว้จารจนหมดจำนวนดินสอพองให้เสร็จในวันเดียว ผงที่ลบได้คือ ผงตรีนิสิงเห เป็นผงวิเศษที่ใช้ได้หลายประการตามแต่จะปราถนาเถิด.....
    "คิดดูครับกว่าจะได้ผงมาทำพระ ยากขนาดไหน อย่างนี้ผมจึงชอบพระผงมาก อีกอย่าง วัตถุมงคลหลวงพ่อเทียมไม่ธรรมดาครับ ประสบการณ์เรื่องปืนยิงถล่มแต่ไม่เข้าเลย มีแต่รอยเขียวจั๊มๆ ก็เจอกันมาแล้วครับ
    หลวงพ่อบุญเทียมวัดลาดหลุมแก้วปทุมธานีหลวงพ่อจะปลุกเศกหลวงพ่อท่านจะสร้างพระในช่วงท่านยังแข็งแรงอยู่ คุณเก็บไว้ให้ดีเถอะครับ พุทธคุณหายห่วงเมตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันจากภูมิผี สิ่งชั่วร้าย มีคนได้ประสบการตรงหลายครั้ง หลวงพ่อเป็นพระที่มีจิรวัตรน่าเลื่อมใส และท่านเป็นพระที่สมถะไม่หยิบจับเงินทอง มีวิชาอาคมมาก ท่านเป็นพระที่เก็บตัว ในช่วงท่านมีชีวิตอยู่ ถนนหนทางมาวัดลำบากมาก แต่ก็มีผู้คนพยามเข้ามาให้ท่านช่วยเหลือทุก ๆ วัน เหมือนมีงานเทศกาล ทั้งที่ในสมัยนั้นความเจริญบริเวณนั้นกล้าบอกได้ว่ายังเข้าไม่ถึง ยังไม่มีไฟฟ้า ปะปา โทรศัพท์แต่ไม่ว่าจะดึกดื่นเพียงใด ที่ท่านทำก่อนจำวัดคือต้องไปนั่งสมาธิในอุโบสภทุกวัน ซึ่งประวัติหลวงพ่อนั้นดังถึงขนาดมี บุคคลที่มีชื่อเสียงมาพบท่านมากมายเช่น นักการเมืองดารานำฟิลมหนังที่ท่านสร้างมาให้หลวงพ่อเจิม
    หลวงพ่อบุญเทียม เกจิรามัญแห่งลาดหลุมแก้ว
    หลวงพ่อเทียม วัดลาดหลุมแก้ว เดิมชื่อ บุญเทียม เอกเอี่ยม เป็นบุตรคุณพ่อเมฆ-คุณแม่ควด ชาตะ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2461 ที่บ้านหมู่ 1 ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดลาดหลุมแก้ว เมื่อ พ.ศ.2483 มีพระอธิการปลื้ม วัดบัวเกษร ต.บ้านระแหง เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลวงพ่อเทียมท่านเป็นพระนักศึกษามาก่อน แต่เมื่อมีเวลาว่างท่านจะไปศึกษากัมมัฏฐานในสำนักต่างๆ ที่มีพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นเจ้าสำนัก จึงทำให้ท่านมีความรู้แตกฉานในเรื่องของกัมมัฏฐาน
    การเป็นเจ้าอาวาสวัดในสมัยก่อนไม่ใช่ของง่าย เพราะนอกจากจะต้องเป็นนักปกครองภิกษุ-สามเณรในวัด และเด็กวัดจอมเกเรที่พ่อ-แม่เอามาพึ่งวัดดัดสันดานแล้ว ยังต้องเป็นหมอยากลางบ้าน เป็นพระเกจิที่สามารถกำราบพวกนักเลงหัวไม้ให้อยู่ในตำแหน่งไม่ล้ำเส้นออกไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ต้องเป็นผู้ไล่ภูตผีปีศาจ เรียกง่ายๆ ว่าต้องเก่งครอบจักรวาล จะมาเทศนาลูกเดียวท่านว่าไปไม่รอด
    หลวงพ่อเทียมท่านได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากหมอสุด หมอสุดผู้นี้มีฉายา หมอเทวดา เพราะเมื่อมีคนไข้มาหา หมอสุดดูแล้วหากจัดยาให้ละก็หายแน่นอน แต่ถ้าหมอสุดดูแล้วบอกว่าเอายาไปประทังตัวหมดหม้อแล้วไม่ต้องมาหาอีก อย่างนี้บอกใบ้ว่ายาหมดก็กลับบ้านเก่า? ถ้าหมอสุดจัดยาให้แล้วบอกให้มาเอายาใหม่ ร้อยทั้งร้อยหายดีแน่นอน? หมอสุดได้ครอบวิชามอบตำราครูให้หลวงพ่อเทียมทั้งหมด เมื่อหมอสุดถึงแก่กรรม หลวงพ่อเทียมต้องทำหน้าที่แทนหมอสุดช่วยชีวิตญาติโยมไว้มากมาย
    หลวงพ่อเทียมท่านได้ไปเรียนวิชากับพระเกจิอาจารย์สองรูปด้วยกัน คือ หลวงพ่อชื่น วัดตำหนัก เรียนตรีนิสิงเหมอญ และวิชาอาคมด้านรามัญ? หลวงพ่อทองสุก วัดตาล เรียนตรีนิสิงเหแบบไทยคืออักขระขอม? ทั้งสองพระเกจิถ่ายทอดวิชาให้หลวงพ่อเทียมจนหมดความรู้ ได้ตำราอาคมรามัญมาจากหลวงพ่อชื่นเป็นมรดกตกทอด โดยหลวงพ่อชื่นบอกว่าสิ้นท่านแล้วก็ขอให้ใช้ตำราช่วยประชาชน ช่วยทหารหาญที่ไปรบให้แคล้วคลาดอันตราย
    อันยันต์ตรีนิสิงเหเป็นยันต์ครอบจักรวาล จะลบผง ลงตะกรุด โดยแบ่งยันต์ออกเป็นตาราง แต่ละตาราง ใช้เลขแทนอักขระ
    หลวงพ่อเทียมออกตะกรุดโทนรุ่นแรกด้วยตะกั่ว มีสองขนาด ยาวประมาณ 7 ซม. แจกผู้ชาย กับขนาด 4 ซม. แจกผู้หญิง ท่านลงอักขระเอง รุ่นแรกนี้มีเนื้อทองแดงด้วยแต่ไม่มากนัก ก่อนม้วนท่านได้ใช้สิ่วตัดมุมแผ่นตะกรุด เพื่อเวลาม้วนจะได้เห็นรอยตัดที่ปลาย ถือเป็นเอกลักษณ์ของท่านตลอดมา
    ต่อมาตะกรุดของท่านไปดังด้วยประสบการณ์ ทั้งด้านมหาอุด คงกระพัน และในสงครามเวียดนามตะกรุดของท่านก็ดังระเบิด ทำให้ท่านต้องสร้างตะกรุดเพิ่มมากขึ้นท่านจึงต้องใช้แกะแม่พิมพ์ปั๊มเป็นตะกรุดสำเร็จ ตัดมุมแล้วท่านสอนให้พระ-เณรช่วยกันม้วน ส่วนท่านปลุกเสกเอง ก็ปรากฏว่าขลังเป็นอย่างยิ่ง จนหลายคนได้ไปแล้วไปดูถูกว่าเป็นตะกรุดโหล ใช้ปั๊มแทนการลงด้วยมือ ทดลองยิงดูปรากฏว่าไม่ออก กระบอกบวมปืนเสียไปเลย จึงเพิ่มคำเล่าลือให้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
    หากใครได้เห็นหลวงพ่อเทียมปลุกเสกตะกรุดจะรู้สึกว่าแปลก ท่านจะเอาตะกรุดที่ลงแล้วม้วน แล้วลงไปแช่ในน้ำมนต์ เมื่อถามท่าน ท่านตอบว่า
    ฉันปลุกเสกด้วยเตโชกสิณ (ธาตุไฟ) หากปลุกเสกโดยไม่เอาน้ำมาเป็นฉนวนละก็ ตะกรุดตะกั่วจะเยิ้มติดกันหมด ส่วนทองแดงก็จะละลาย แล้วจะแจกกันอย่างไร?
    เนื่องจากตลอดชีวิตของหลวงพ่อท่านต้องปลุกเสกวัตถุมงคล ต้องสูดดมควันธูปและควันเทียน จนกระทั่งปอดของท่านมีจุดและขยายใหญ่ จนที่สุดก็ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่พอออกจากโรงพยาบาลแล้วท่านก็ไม่หยุด ยังคงรดน้ำมนต์ ปลุกเสกของ ดมควันธูปอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อตรากตรำอยู่จนถึง วันที่ 4 สิงหาคม 2529 หลวงพ่อก็ถึงแก่มรณภาพ
    ปัจจุบันร่างท่านยังอยู่ในโลงแก้ว ใครผ่านไปลองไปกราบท่านดู เขาว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลังกดเหรียญพระแก้วมรกตหลวงพ่อบุญเทียมวัดลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี รุ่นแรก หลวงปู่โต๊ะร่วมปลุกเสก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250909_211222.jpg IMG_20250909_211249.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2025
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757435764693.jpg 1757435704608.jpg

    ประวัติและวัตถุมงคลหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม พระเกจิผู้มีตาทิพย์ให้หวยแม่นอย่างตาเห็น
    หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังมาก เมื่อกว่า ๔๐ ปีก่อน ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อแช่ม วัดจุฬามณี หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ฯลฯ วิชาความรู้ทางคาถาอาคมจึงย่อมไม่ธรรมดา
    หลวงพ่อเนื่อง ท่านมีนามเดิมว่า เนื่อง เถาสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๒ ปีระกา โยมบิดาชื่อนายถมยา เถาสุวรรณ โยมมารดาชื่อนางตาบ เถาสุวรรณ เกิดที่บ้านคลองใหญ่ หมู่ที่ ๔ ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จบการศึกษาชั้นประถม ๔ จากโรงเรียนวัดบางกะพ้อม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓
    หลวงพ่อเนื่อง เข้ารับการอุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ พัทธสีมาวัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับฉายาว่า "โกวิโท" โดยมี
    หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลวงพ่อแช่ม โสฬส เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอาจารย์ปล้อง วัดบางกะพ้อม เป็นอนุสาวนาจารย์
    หลังจากที่อุปสมบถท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบางกะพ้อม และท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดจุฬามณี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ขณะเดียวกันท่านก็มีความเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนา และพุทธาคม เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยท่านได้อาจารย์ดีเป็นเบื้องต้น ตั้งแต่อุปสมบท
    ประกอบกับความตั้งใจมั่นในการศึกษา และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยได้ศึกษาจากหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังของ จังหวัดสมุทรสงคราม
    นอกจากนี้หลวงพ่อเนื่อง ท่านยังได้เรียนวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี และ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ผู้สร้างตำนาน ตะกรุดลูกอม อันลือลั่น ไล่เรียงรายนามอาจารย์ของหลวงพ่อเนื่องแล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจในความรู้ความสามารถ และความเข้มขลังในสายพุทธาคม ที่หลวงพ่อเนื่องท่านได้สืบทอดมาจากพระเกจิอาจารย์ผู้แก่กล้าสามารถหลายท่าน
    หลวงพ่อเนื่อง เป็นพระบริสุทธิสงฆ์ที่ชาวสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียง มีความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก รวมทั้งงานความสามารถในด้านงานพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดจุฬามณี และชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด
    ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูโกวิทสมุทรคุณ"
    ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ท่านได้เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาคันธุระ ในราชทินนามเดิม
    วัดจุฬามณี เป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๗๒-๒๑๙๐ ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง เดิมชื่อ "วัดแม่เจ้าทิพย์" เป็นวัดที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชนิกูล (ตระกูลบางช้าง) โดยเดิมกุฏิและอุโบสถ ล้วนสร้างจากไม้สัก ซึ่งย่อมผุพังและเสื่อมโทรมไปตามกาล ก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้อยู่ในสภาพคงทนแข็งแรง และมีความสวยงามยิ่งขึ้น ก็ด้วยความสามารถของหลวงพ่อเนื่องอย่างแท้จริง
    วัดจุฬามณี มีเจ้าอาวาสปกครอง เท่าที่สืบได้ดังนี้
    ๑. พระอธิการยืน
    ๒. พระอธิการเนียม
    ๓. พระอาจารย์แป๊ะ
    ๔. พระอาจารย์ปาน
    ๕. หลวงพ่ออ่วม
    ๖. พระอาจารย์นุ่ม
    ๗. หลวงพ่อแช่ม
    ๘. หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท
    ๙. พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (พระอาจารย์ อิฏฐ์ ภทฺทจาโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
    หลวงพ่อเนื่อง ได้ดูแลบูรณปฏิสังขรณ์วัดจุฬามณี จนเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสมบูรณ์ในทุกด้าน โดยเฉพาะอุโบสถจตุรมุข หินอ่อน ๓ ชั้น กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร สูง ๑๐ เมตร มูลค่าการก่อสร้างนับสิบล้านบาท ซึ่งได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (จวน อุฏฐายี) เสด็จทรงประกอบพิธี
    เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๐ หลวงพ่อเนื่องเริ่มมีอาการอาพาธ จนกระทั่งในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ เวลา ๐๖.๒๐ น. ท่านก็ได้ละสังขาร มรณภาพอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุ ๗๘ ปี ๕๖พรรษา ยังความโศกเศร้าเสียใจ แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ทิ้งไว้แต่หลักคำสอน วัตถุมงคล และผลงานการก่อสร้างวัดจุฬามณี ที่มีความสวยงามและร่มรื่นจนทุกวันนี้
    และเรื่องที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งก็คือ สรีระของ"หลวงพ่อเนื่อง"ท่าน กลับไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด คงอยู่ในสภาพเดิมๆ ภายในหีบแก้ว บนมณฑป ที่ทางวัดและศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดสร้างขึ้นมาอย่างงดงามยิ่ง.
    https://www.pra-maeklong.com/2020/09/watjuramanee.html
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
    เนื่องในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล๖๗ปี
    พระครูโสภิตวิริยาภรณ์
    (หลวงพ่อสมโภชน์, อิฏฐ์ ภทฺทจาโร)
    เจ้าคณะอำเภออัมพวา
    เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม
    ประวัติ
    พระครูโสภิตวิริยาภรณ์
    ชื่อ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ สมโภชน์ ฉายา ภทฺทจาโร
    สถานะเดิม ชื่อสมโภชน์ นามสกุล อมรรัตนบดี
    บิดาชื่อนายพจน์ น้อยมา มารดาชื่อนางประนอม น้อยมา เกิดที่บ้านเลขที่ ๗๘ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    บรรพชา
    วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๑๔ ณ วัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    นามพระอุปัชฌาย์
    พระครูโกวิทสมุทรคุณ วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    อุปสมบท
    วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๐ ณ วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    วิทยฐานะ
    - พ.ศ.๒๕๑๒ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดนางวัง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    - พ.ศ.๒๕๒๑ สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักศาสนศึกษา วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    - การศึกษาพิเศษ มีความชำนาญ อ่าน - เขียน อักษรขอมโบราณได้
    - ความชำนาญพิเศษ ทางด้านนวกรรมการก่อสร้าง
    พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดจุฬามณี
    ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ จนถึงปัจจุบัน
    การศึกษาวิชาจากคณาจารย์
    1.หลวงปู่สาย วัดหนองสองห้อง สมุทรสาคร ยันต์นกคุ้มกันไฟ
    2.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร ยันต์ตรีนิสิงเห
    3.หลวงพ่อปึก วัดสวนหลวง สมุทรสงคราม เจิมเรือ
    4.หลวงปู่ขวัญ วัดโพธิดก ราชบุรี ตะกรุดพระเจ้า 16 พระองค์
    5.หลวงพ่อคลี่ วัดประชาโฆสิตาราม สมุทรสงคราม เจิมบ้าน
    6.หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม ให้เจิมรถแทน
    7.หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ สมุทรสงคราม ไหม 5 สี,ตะกรุดโลกธาต
    8.หลวงพ่อพิณ วัดอุบลวรรณาราม ราชบุรี เหรียญมหาปราบ,หนุมานเชิญธง
    9.หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ พระนครศรีอยุธยา นารายณ์แปลงรูป
    10.หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา พระนครศรีอยุธยา นะ ฉัพพัณนะรังษี
    11.หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ สมุทรสงคราม ตะกรุดจันทร์เพ็ญ
    12.หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม เบี้ยแก้
    13.หลวงพ่อสุธรรม วัดเขาพระ เพชรบุรี นั่งสมาธิสายวัดปากน้ำภาษีเจริญ
    14.หลวงพ่อแผ่ว วัดตะโหนดหลวง เพชรบุรี ลูกศร
    15.หลวงพ่อจ่าง วัดเขื่อนเพชร เพชรบุรี ต่อกระดูก
    16.หลวงพ่อไห วัดบางทะลุ เพชรบุรี แหวนพิรอด
    17.โยมเหมือน อนันตรพีระ สมุทรสงคราม ใบมะนาวรักษาโรค
    18.โยมหมอเย็น คำแหง สมุทรสงคราม วิชาหลวงปู่บ่ายวัดช่องลม
    19.โยมวิทย์ จันหอม สมุทรสงคราม วิชาสายหลวงปู่อ่วมวัดไทรและหลวงปู่อยู่วัดน้อย
    ❖ ลำดับสมณศักดิ์ ❖
    พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็น พระครูวินัยธรสมโภชน์ ภทฺทจาโร ฐานานุกรมในพระวิสุทธาบดี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.๙) วัดสุทัศนเทพวราราม
    พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็น พระครูปลัดกิตติมงคลวัฒน์ (สมโภชน์ ภทฺทจาโร) ฐานานุกรมในพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙) วัดราชโอรสาราม
    พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ในราชทินนาม พระครูโสภิตวิริยาภรณ์
    พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม
    พ.ศ. ๒๕๖๕ ปรับพัดเป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    แหล่งที่มาข้อมูล
    http://www.watjulamanee.com/viewpage.php?page_id=4
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อเนื่องวัดจุฬามณี ปี๒๕๒๗
    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250909_235805.jpg IMG_20250909_235836.jpg
    IMG_20250909_235737.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757483707554.jpg

    หากกล่าวถึง หลวงปู่ณรงค์ วัดมะเกลือ เป็นพระเกจิที่เลื่องชื่อในด้านคงกระพันในแถบพื้นที่ฝั่งธนบุรี ท่านเป็นศิษย์สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้ร่ำเรียนวิชาภาษาขอมอยู่กับหลวงปู่ศุขอยู่ 6 ปีจนมีความรู้ความชำนาญอยู่พอสมควร พออายุได้ 19 ปี ก็ถูกเกณฑ์ทหาร และได้รับราชการทหารเรื่อยมาจนได้ยศจ่าเอก จึงกลับมาเยี่ยมหลวงปู่ศุข พอดีในขณะนั้นกรมหลวงชุมพร อยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย หลวงปู่ศุขจึงได้ฝากฝังกับกรมหลวงชุมพร บอกว่าเป็นหลานชายท่านเอง ซึ่งท่านก็ทรงรับเป็นผู้อุปการะจนได้รับยศเป็นร้อยเอก
    แม้ท่านจะบวชเมื่อตอนอายุมากแล้ว แต่ในเรื่องด้านวิชาคาถาอาคมนั้นไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระเถระรูปอื่น ทั้งนี้ท่านได้ศึกษามาตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส เมื่อท่านบวชจึงมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นท่านชอบเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใคร เมื่อสร้างพระเครื่องมาท่านทำด้วยตัวท่านเอง ปลุกเสกเอง จึงมีคนรู้จักเป็นส่วนน้อยแต่พระเครื่องของท่านได้เกิดอภินิหารแก่ผู้นำไปใช้
    ในตำราพระเวทย์ ได้กล่าว ไว้ว่า ผู้ที่จะทำซึ่ง สีผึ้งหน้าผี ต้องเอาสีผึ้งที่หน้าศพ ซึ่งสมัยก่อนเขาจะเอาสีผึ้งหรือขี้ผึ้งมาแปะที่หน้าศพเพราะสมัยโบราณนั้น มื่อตราสังศพเสร็จแล้ว สมัยก่อนสัปเหร่อจะนำขี้ผึ้งชนิดขี้ผึ้งแข็งมาแผ่ออกเป็นแผ่นกว้างยาวขนาดใบหน้าของศพ แผ่ปิดหน้าดังปิดด้วยหน้ากาก บางทีก็ปิดเฉพาะที่ตาและปาก ถ้าเป็นคนมั่งมี บางคนใช้ทองคำแผ่เป็นหน้ากากปิดหน้า เมื่อเผาแล้วก็เอาทองนี้สร้างพระเป็นการกุศล
    บางทีใช้ปิดด้วยทองคำเปลวปนขี้ผึ้ง คงจะย่อมาจากการปิดด้วยแผ่นทองคำตามฐานะของเจ้าภาพ พิธีนี้ทำกันแต่บางราย ไม่ได้ทำกันทั่วไป การที่ใช้ขี้ผึ้งหรือทองคำปิดหน้าศพนี้ กล่าวกันว่าเพื่อป้องกันความอุจาด เพราะบางศพลืมตาค้างปิดไม่ลง อ้าปากลิ้นแลบออกมา จึงได้มีทองและขี้ผึ้งปิดไว้ซึ่งตามตำราว่าไว้เมื่อ เอาขี้ผึ้งปิดหน้าศพ คนที่ทำ จะต้องมาร่วมฟังสวดด้วยทุกคืน และเมื่อสวดอภิธรรมจบแขกกลับบ้านเรียบร้อยเจ้าพิธีก็จะมาเสกบ่นพระคาถาทุกคืนให้ได้สามคืนจึงจะใช้ได้ ตัวคาถาไม่ยากแต่ก็ไม่ขอเอ่ย มาในที่นี่ รู้ไว้เพียงว่าอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์นั้น คือสุดยอดเมตตา เสน่ห์หาชั้นดีนั่นคือ การทำสีผึ้งหน้าผีขั้นตอนแรก ซึ่งจะไม่ขอกล่าวมากแต่สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องสึผึ้งหน้าผี
    พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร : มารดาบิดา ท่านเรียกว่าเป็นพรห
    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่อาจารย์เสือก็เพิ่งรู้ว่าหลวงพ่อเคยทำสีผึ้งหน้าผี แต่มีคนยืนยันและเล่าประสบการณ์ อีกทั้ง ผู้สืบทอดก็ยัง อยู่ อาจจะเนื่องด้วย หลวงพ่อเป็นคนเรียน วิชาจึงทำลองขึ้นมาบ้างก็เป็นได้มีลุงคนหนึ่งชื่อหมีได้สีผึ้งมาจากหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อมอบให้ก็สั่งกำชับนักกำชับหนาว่าเปิดมาจะเห็นอะไรหรือได้กลิ่นอะไรห้ามทักเด็ดขาดเมื่อ ได้สีผึ้งมาแล้ว ลุงหมีก็พาสมัครพรรคพวกไปเที่ยวเสียหน่อยกะว่าจะลองของเต็มที่
    เมื่อไปถึงที่เที่ยวลุงหมีก็สอดส่ายสายตาเพื่อหาเป้าหมายที่ต้องตาแล้วสายตาก็ไปสะดุดกับสาวงามนางหนึ่งซึ่งก็เคยเห็นหน้าค่าตากันมาบ้าง ด้วยบ้านอยู่ระแวกเดียวกัน เอาวะเป็นไงเป็นกัน แกก็ควักสีผึ้งออกมาเลยแล้วก็แต้มไปที่แขนสาวเจ้า แต่เอะทำไมไม่ได้ผลหรือว่าโดนหลวงพ่อหลอกเสียกระมัง แต่เอะหลวงพ่อยังบอกให้ใช้อย่างระวัง มันต้องได้ผลซิวะว่าแล้วแกป้ายเข้าไปอีก เมื่อโดนป้ายเป็นรอบที่สองเจ้าตัวก็เริ่มรู้สึกโดน ระรานก็เลยด่าซะนี่เอาอะไรมาป้ายชั้น ฮึ ว่าแล้ว ก็ยกแขนขึ้นดม พร้อมพูดออกมาว่า เอาอะไรมาป้ายเนี่ยเหม็นชิบเท่านั้นละ สาวเจ้าก็ยืนค้างสักพักเดินทื่อๆ เข้ามากอดลุงหมีไม่ยอมปล่อย กลับบ้านเธอก็เดินตามไม่พูดพล่ามอะไรสักอย่างเดินเหมือนผีดิบทีนี้ก็เดือดร้อนละ ซิ จะพาไปหาหลวงพ่อให้แก้กลางดึกก็คงจะโดนด่าแน่ๆ แต่เอาวะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก็เลยต้องไปบอกหลวงพ่อ ถึงกุฎิ แก้กันอยู่นานกว่าจะดีและรู้สติ
    เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่โจทย์ขานอยู่ในกลุ่มเล็กๆ แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ยังอยู่กันครบ และ หลังจากนั้น บรรดา แป้งเสกเอย สีผึ้งเอย หรือ แม้แต่สมเด็จอิทธิเจยากนักที่หลวงพ่อจะ ทำและออกให้บูชา แถมแช่งด้วยนี่เป็นอีกเรื่องที่มาของ ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนรงค์แห่งวัดมะเกลือไสยศาสตร์มีทั้งดีและร้ายอยู่ที่คนนำไปใช้ ได้นำไปใช้ทางไหน แค่นั้นเองหลวงพ่อณรงค์ วัด มะเกลือ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ ในเวลาต่อมาท่านคงเบื่อหน่ายทางโลก จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ 57ปี ในปี 2487 ที่วัดนางนอง จำได้ว่ามีหลวงพ่อเม่ง วัดบางสะแก เป็นพระกรรมวาจารย์ อยู่ในตอนนั้นด้วย หลวงพ่อณรงค์ เมื่อบวชเป็นพระได้สละสมบัติส่วนตัวเช่นที่ดิน มาพัฒนาวัดมะเกลือ ซึ่งสมัยนั้นเกือบจะเป็นวัดร้าง และ พื้นที่ของวัดส่วนใหญ่ถูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆครอบครอง เมื่อหลวงพ่อณรงค์ได้มาอยู่ที่วัดมะเกลือ ท่านต้องต่อสู้ทางกฎหมายเอาที่ดินของวัดคืนมาจากชาวบ้าน ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ที่ดินกลับคืนมากว่าสิบไร่
    หลวงพ่อณรงค์ วัดมะเกลือ (พระครูมงคลวุฒิคุณ) วัดมงคลวราราม (ดาวคนอง)บางขุนเทียน จอมทอง กรุงเทพ ฯ เป็นพระเกจิที่เลื่องชื่อในด้านคงกระพันในแถบพื้นที่ฝั่งธนบุรี จะให้รู้จักกันเป็นอย่างดี หลวงพ่อณรงค์ เป็นชาวอยุธยา เกิดปี 2429 ในสมัยเด็กบิดาได้ไปฝากอยู่กับหลวงปู่ศุข วัดปากกคลองมะขามเฒ่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ได้เรียนวิชาอยู่ถึง 6 ปีเมื่ออายุครบเกณฑ์หารได้รับราชการจนได้ยศเป็นนายร้อยเอก ต่อมาท่านคงเบื่อหน่ายทางโลก จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ 57ปี ในปี 2487ที่วัดนางนอง จำได้ว่ามีหลวงพ่อเม่ง วัดบางสะแก เป็นพระกรรมวาจารย์ อยู่ในตอนนั้นด้วย หลวงพ่อณรงค์ เมื่อบวชเป็นพระได้สละสมบัติส่วนตัวเช่นที่ดิน มาพัฒนาวัดมะเกลือ ซึ่งสมัยนั้นเกือบจะเป็นวัดร้าง และ พื้นที่ของวัดส่วนใหญ่ถูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆครอบครอง เมื่อหลวงพ่อณรงค์ ได้มาอยู่ที่วัดมะเกลือ ท่านต้องต่อสู้ทางกฏหมายเอาที่ดินของวัดคืนมาจากชาวบ้าน ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ที่ดินกลับคืนมากว่าสิบไร่ หลวงพ่อณรงค์ ท่านชอบศึกษาด้านวิชาอาคมมาตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงปู่ศุข เมื่อเป็นพระ ทำให้มีผู้มาเลื่อมใสได้อย่างรวดเร็ว สังเกตได้ว่าเหรียญรุ่นแรก สร้างปี 2495 ซึ่งหลวงพ่อ ยังบวชได้ไม่ถึง 10 พรรษา หลวงพ่อณรงค์ จัดสร้างวัตถุมงคลเพียงไม่กี่รุ่น เช่น เหรียญรุ่นแรกปี 2495 เหรียญรุ่นลุงหลาน ปี2518 เหรียญรุ่นเสกตะบัน เหรียญรุ่นสร้างตะบัน พระสมเด็จหลังรูปหลวงพ่อ พระผงรูปหลวงพ่อ เหรียญหนุมาน เป็นต้น พระเครื่องของท่านจะมีประสบการณ์เยี่ยมด้านคงกระพัน แคล้วคลาด หลวงพ่อณรงค์ มรณภาพประมาณปี 2522 หลวงพ่อนรงค์ท่านเป็นศิษย์ยุคเดียวกับหลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน,หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง,หลวงพ่อพุฒ วัดเขาไม้แดง
    เหรียญสร้างตะบัน หลวงพ่อณรงค์ วัดมะเกลือ เนื้อตะกั่ว(สร้างจากตะกรุดเก่า)
    เหรียญหลวงพ่อณรงค์ วัดมะเกลือรุ่นสร้างตะบัน เนื้อ
    ตะกั่ว เป็นเหรียญรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อทำขึ้นโดยรวบรวมตะกรุดทุกดอกที่ได้
    จากลุง (หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงฟอณรงค์ท่านเป็นหลาน และ
    ยังได้เรียนวิชาจากหลวงปู่ศุขอีกด้วย)ตลอดจนแผ่นยันต์ที่หลวงพ่อจารแล้วลบถมอีกเป็นจำนวนมาก ปั๊มแล้วจึงนำมาเสก เป็นเหรียญรุ่นที่มีประสพการณ์มากๆ รุ่นหนึ่ง ของหลวงพ่อเนื่องจากสร้างเป็นจำนวนมาก และหลายรูปแบบและหลายเนื้อ แต่ที่นิยมจะเป็นเนื้อตะกั่วมากกว่าเนื้ออื่น ผมได้ถามคุณลุงท่านหนึ่งท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อว่าถ้าหาตะกรุดไม่ได้ ใช้วัตถุมงคลรุ่นไหนดี คุณลุงได้ตอบว่า ใช้เหรียญเนื้อตะกั่วรุ่นนี้ได้
    เลย หลวงพ่อท่านดังเรื่องบู๊มากๆ เพราะท่านเป็นทหารเก่ามาก่อน ไม่ว่าจะเป็น
    คงกระพัน แคล้วคลาด มหาอุด ท่านทำได้ทั้งหมด ตลอดจน เมตตามหาเสน่ห์
    ท่านก็ไม่แพ้ใครในย่านนั้น จนมีเรื่องเล่าว่าเด็กวัดหนัง กับ เด็กวัดมะเกลือ ตีกันที
    ไรกินกันไม่ลงสักครั้ง ต่างอยู่คงกันทั้งนั้น นักเลงในย่าน ดาวคะนอง จอมทอง
    บางขุนเทียน ในคอนอกจากวัดหนังแล้วต้องมีหลวงพ่อณรงค์พกกันแทบทุกคน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญสร้างตะบันเนื้อตะกั่วไม่ตอกโค๊ต สภาพไม่สวย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250910_124719.jpg IMG_20250910_124741.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757484755083.jpg 1757484690151.jpg

    ปลุกเสก ๓ ไตรมาส
    รุ่นนี้เคยมีตำนานวัยรุ่นยุคเก่าแขวนคอไก่แล้วยิงด้วย .38 แล้ว ยิงไม่ออก
    พระเกจิที่ถูกลืม
    พระเกจิเถราจารย์สายล้านนา พระอรหันต์แห่งบ้านตากสังขารสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อยครับ



    หลวงปู่ครูบาปัน โพธิรังสี วัดแม่ยะ ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก จดหมายเหตุพระเกจิขอเผยแพร่บารมีหลวงปู่ครับ

    ประวัติ
    หลวงปู่ปันโพธิรังสี(อายุ 102 ปี พรรษา 80)
    หลวง ปู่ปัน ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี ก็ประมาณ พ.ศ. 2450 ที่วัดสันดอนรอม โดยมีครูบามาเป็นพระบรรพชา ให้ท่านอยู่วัดสันดอนรอม ไม่นานก็ย้ายไปอยู่วัดประตูลี้ หรือ วัดสังฆาราม ปัจจุบันนี้
    ......ต่อมาพี่น้องของหลวงปู่ปันได้ขอร้องให้สึกเพื่อไปช่วยกันทำนา เพราะทางบ้านยากจนมาก แต่หลวงปู่ปันไม่สึก ได้ย้ายไปอยู่วัดชัยมงคล ขณะนั้นครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทย ได้มาเป็นประธานสร้างวิหารและเจดีย์พอดีท่านจึงถือโอกาสไปช่วยงานจนกระทั่ง อายุล่วงเข้า 22 ปี จึงได้อุปสมบท
    .......หลวงปู่ปัน เป็นคนยากจนจึงไม่ได้อุปสมบทในเวลาอันควร เจ้าราชภาติกวงศ์เห็นว่า หลวงปู่ปันเป็นเณรโข่งก็สงสาร จึงเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ โดยมี ครูบากัณฑา วัดพระธาตุหริภุญไชย ลำพูน เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีครูบากัณฑะวงศ์ กับ ครูบาตัน เป็นคู่สวด ท่านได้จำพรรษาอยู่วัดไชยมงคลหลายพรรษา จึงออกเดินทางมาอยู่จังหวัดตาก
    จาริกแสวงบุญหลวงปู่ปัน
    ออกจากลำพูนมุ่งสู่จังหวัดลำปาง ต้องเดินทางผ่านดอยขุนตาลมา จนถึงจังหวัดลำปาง ได้พบกับหลวงปู่ฟ้าเยื้อนกำลังจะเดินทางไปนมัสการพระธาตุตะโก้ง ประเทศพม่าก็ขอเดินทางไปด้วย โดยเดินทางผ่านจังกวัดตากและเข้าประเทศพม่าทางอำเภอแม่สอด เมื่อไปนมัสการพระธาตุตะโก้งแล้ว ก็อยู่ในพม่าอีกหลายเดือน และได้กลับมาจังหวัดตาก ก่อนจะเข้าพรรษาในปีนั้นและได้กลับมาจำพรรษาอยู่วัดพร้าว อำเภอเมืองตาก จากนั้นไปวัดดงยาง อำเภอบ้านตาก
    จังหวัดตาก 1 พรรษา ต่อมาได้ไปอยู่วัดป่ายางกิ่ง อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เมื่อเจ้าอาวาสวัดดงยางมรณภาพไป ทางวัดได้นิมนต์หลวงปู่ปันไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อทางวัดมีเจ้าอาสาวแล้ว หลวงปู่ปันก็ได้รับนิมนต์ไปอยู่วัดหัวบ้าน อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก (ขณะนี้เป็นวัดร้างไปแล้ว)
    ท่านอยู่ 2 พรรษาก็ป่วยเป็นไข้มาเลเรีย พระครูอินตา วัดป่ายางไปรับเอามารักษาตัวอยู่วัด แม่ยะ
    การศึกษา
    หลวงปู่ปัน ชอบการศึกษาหาความรู้ทั้งทางอักษรศาสตร์โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนต้องไปหาครูเรียนที่วัด ท่านเรียนอักษรลานนา
    เมื่อบวชแล้วก็สวดปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ สามารถสอนอักษรลานนาให้ลูกศิษย์ได้จำนวนมาก ท่านเดินทางไปพม่าหลายครั้ง ได้วิชาไสยาศาสตร์และโหราศาสตร์มาจากพม่า สามารถพูดภาษาพม่าได้ นอกจากนี้ยังมีความรู้ทางแพทย์แผนโบราณ ปรุงยาสมุนไพรช่วยรักษาผู้ป่วยได้ จนเป็นที่เลื่องลือของคนในละแวกนั้น
    ด้าน การอบรมสั่งสอน ท่าน ได้อบรมศีลธรรม จารีตประเพณีให้แก่ศรัทธาประชาชนทั่วไป ตลอดจนญาติพี่น้อง จนทำให้การอบรมของท่านได้ผล ศรัทธาวัดแม่ยะ และหมู่บ้านใกล้เคียงใจบุญสุนทานมีความประพฤติปฏิบัติดี มีความสามัคคีกัน โจรผู้ร้ายไม่มีทุกคนมีความเชื่อถือในหลวงปู่ปันมาก
    ลูกศิษย์ของท่านเคารพยำเกรงขยันหมั่นเรียน จนเรียนจบชั้นสูงๆ ก้าวหน้าในการงาน บางคนได้ไปทำงานต่างประเทศ นำความผาสุกมาสู่ครอบครัว หมู่บ้านแม่ยะ จึงเป็นหมู่บ้านแผ่นดินทองแผ่นดินธรรมโดยแท้
    ด้านสาธารณูปการ
    หลวง ปู่ได้ร่วมกับศรัทธาประชาชนสร้างศาสนสถานหลายอย่าง เช่น วิหาร ศาลาธรรม ศาลาบาตร กุฏิหอระฆัง ห้องสรงน้ำ กำแพง ของวัดแม่ยะ ช่วยทะนุบำรุง โรงเรียนวัดแม่ยะ สุขศาลาบ้านแม่ยะ ให้ทุนการศึกษานักเรียนยากจน สร้างศาลาของฌาปนสถานบ้านแม่ยะ เป็นต้น
    หลวง ปู่ท่านมีความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี ท่านช่วยเหลือผู้ที่มาของความช่วยเหลือเสมอ แม้ชาวเขาก็เคยลงมาขอความเมตตาจากท่านอยู่เสมอ แม้ว่าท่านจากลำพูนมานานแล้ว ท่านก็ยังไม่ลืมได้ไปทอดผ้าป่าทางโน้นอยู่เนืองนิตย์
    ก่อนท่านจะมรณภาพ ท่านได้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งช่วยสร้างเจดีย์วัดสังฆารามด้วย จึงนับว่าหลวงปู่ของเราเป็นนักบุญโดยแท้
    ที่พวกเราจะลืมไม่ได้ วาระสุดท้ายของชีวิต หลวง ปู่ปัน ได้ป่วยด้วยโรคชรามีอาการอ่อนเพลีย และได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 สิริรวมอายุได้ 102 ปี

    ************ปฎิปทาหลวงปู่ปัน**************
    * จากการเปิดเผยของศิษย์ใกล้ชิดของครูบาปัน ได้กรุณาเล่าให้ผมฟังหลายเรื่องราว ลุงคนนี้ปัจจุบันเขาอยู่ที่สามเงานี่เอง จะมาพบกันทุกวันอาทิตย์ที่ตลาดนัดวัดจัดสรร เดิมเขาทำงานชลประทาน เขาแวะหาครูบาปันรับใช้ตลอดมาจนครูบาปันมรณะภาพ ลุงคนนี้บอกว่าเขานับถือครูบาปันมากที่สุดในโลก เขาบอกว่าครูบาปันคือสุดยอดของเกจิที่เก่งจริงๆ สำหรับองค์อื่นเขาบอกไม่รู้ไม่เชื่อ แต่เขาเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ครูบาปันเท่านั้น
    ....เรื่องที่1 ลุงเขาเล่าว่า การอาบน้ำของครูบาปัน วัดของครูบาปันอยู่ติดกับลำน้ำปิง ที่มีน้ำไหลเชี่ยวและสะอาดนั้นแต่ครูบาปันจะไม่ไปอาบน้ำแม่ปิงเลยตลอดชีวิตของท่าน ครูบาปันจะให้ลูกศิษย์โยกน้ำจากบ่อบาดาลภายในวัดแม่ยะใช้อาบตลอดอายุขัยของครูบาปัน และที่แปลกเวลาครูบาปันอาบน้ำทุกครั้งท่านจะต้องห้นหน้าไปทางทิศใต้เสมอ จากการสังเกตและบอกเล่าจากลูกศิษย์รับใช้ครูบาปัน เทพเจ้าวัดแม่ยะ ***
    .....เรื่องที่ 2 ครูบาปันมีความเมตตาต่อทุกคน วันไหนท่านได้รับนิมนต์ไปงานบุญที่อื่นๆเวลาท่านกลับวัดแม่ยะ ของที่ญาติโยมถวายครูบาปันมา ท่านจะแจกจ่ายให้ทานกับเด็กวัดและลูกศิษย์ลูกหาจนหมด เงินทองที่ได้รับมาทุกบาททุกสตางค์ท่านจะส่งมอบให้กรรมการวัดนำเข้าบัญชีของวัดหมด ***
    เรื่องที่3 เวลาครูบาท่านจะฉันอาหาร ครูบาจะหยิบข้าวใส่มือแล้วเสกข้าวฉันทุกครั้งไป และท่านจะฉันเพียงข้าวจิ้มกับน้ำพริกแดงธรรมดาเท่านั้น อย่างอื่นท่านจะไม่แตะต้องเลย จึงทำให้ท่านมีอายุยืนถึง 100 กว่าปี ***
    เรื่องที่4 มาในระยะหลัง เมื่อครูบาปันมีอายุมากขึ้น ตาของครูบาปันเริ่มฝ้าฟางทั้งสองข้าง มองอะไรไม่ค่อยจะเห็นแต่ไม่ถึงกับบอด ครูบาปันเคยเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของครูบาปันทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้นตาจะมีอาการเหมือนกับครูบาปันกันทุกคน ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าทางพันธ์กรรมหรือกรรมพันธุ์ ***
    เรื่องที่5 จุดเด่นของครูบาปัน ที่ไม่มีพระรูปใดเสมอเหมือนท่านนั่นคือ แม้ว่าสายตาของครูบาปันจะมีปัญหา แต่ครูบาปันจะลงทำวัตรเช้าเย็นมาตลอดไม่ขาดแม้แต่ครั้งเดียว ถึงจะอาพาธหรือฝนฟ้าคะนองก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับสุดยอดเกจิรูปนี้ ท่านจะลงทำวัตรเช้าเย็นที่พระอุโบสถซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกุฏิของท่านมากนักด้วยตัวของท่านเองเสมอ โดยไม่ต้องใช้ไม้ช่วยหรือให้ศิษย์คนใดคนหนึ่งช่วยประคองก็หาไม่ แต่ท่านเดินไปยังพระอุโบสถได้ถูกต้องและแม่นยำได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ***เรื่องที่ 5 หลังจากที่ท่านครูบาปันทำวัตรเช้าเย็นเสร็จแล้ว ทุกวันท่านจะใช้เวลาว่างจากภารกิจประจำแล้วท่านจะนั่งปลุกเสกพระเครื่องของท่านไปเรื่อยๆจนเป็นที่พอใจแล้วจึงกลับกุฏิของท่าน พระเครื่องที่ว่านี้ก็คือพระเนื้อดินพิมพ์พระลำพูนพิมพ์ต่างๆที่ท่านมีแจกให้กับสาธุชนที่ไปกราบท่านทุกคนจะได้รับกับมือของท่าน บางคนได้พระรอด บางคนได้พระลือ บางคนได้พระเลี่ยง บางคนได้พระคง เป็นต้น พระเนื้อดินใหม่ๆที่ท่านแจกอยู่เสมอๆก็ไม่ทราบว่าท่านนำมาจากที่ไหน เข้าใจว่าคงมีผู้ไปซื้อเหมามาจากลำพูนแล้วนำมาถวายท่าน พระที่ท่านจากให้โดยไม่คิดมูลค่านี่แหละเด็ดดวงยิ่งนัก เคยมีคนเขื่อนภูมิพลมาเหมาซื้อจากทางวัดแม่ยะไปหมดตู้ นี่ก็แสดงว่าไม่ธรรมดา
    เรื่องที่6 สมัยที่ครูบาปันยังมีชีวิตอยู่ ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านชราภาพมากแล้วตาก็มองอะไรไม่เห็น ทุกคืนจะมีญาติโยมบ้านแม่ยะ จัดเวรนอนเฝ้าระวังสิ่งต่างๆให้กับครูบาทุกคืนๆละประมาณ 10 คน ครูบาจะนอนจำวัดใต้กุฏิของท่าน เป็นห้องกว้าง มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว ทางญาติโยมก็จะนอนขวางทางประตูไว้ มีอยู่คืนหนึ่งประมาณตีสอง ศิษย์คนหนึ่งตื่นขึ้นมามองไม่เห็นครูบาจำวัดอยู่บนเตียง ก็แปลกใจว่าครูบาไปไหน สักพักก็ได้ยินเสียงครูบาอยู่ในห้องน้ำ ศิษย์ก็ถามขึ้นว่าหลวงพ่อทำอะไร เข้าห้องน้ำ ครูบาตอบ เอ้า ! ครูบาออกไปได้ไงนี่ ตาก็มองไม่เห็น ศิษย์ก็นอนขวางทางประตูออกเต็มไปหมด ทำไมถึงไม่สะดุดหรือเหยีบคนใดคนหนึ่งที่นอนขวางประตูอยู่ แปลกอัศจรรย์ยิ่งนัก
    เรื่องที่7 มีอยู่ครั้งหนึ่งลุงคนนี้แกนับถือครูบามาก ยามว่างก็จะไปหาครูบาที่วัด ขณะที่เดินเข้าวัดก็เห็นครูบากำลังปลงเกษาอยู่คนเดียว ด้วยจิตอาสา จึงถามขึ้นว่าหลวงพ่อทำอะไร โกนผม มาผมจะโกนให้ ครูบาก็ส่งมีดโกนให้ลุง ลุงก็ตั้งท่าอย่างดี โกนผมให้ครูบา แต่ เอะ โกนตั้งหลายครั้ง หลวงพ่อทำไมไม่เข้าละ ครูบาหังเราะ เอามีดมานี่ ครูบาเป่าพรวดไปที่ใบมีด เอ้า ลองโกนใหม่อีกทีซิ คราวนี้ได้ผล นี่แหละอมตะสุดยอดเกจิแม่ยะ ***
    เรื่องที่8 ครูบาปันมรณะภาพแล้ว ถึงจะเก็บศพไว้หลายปี แต่สรีระครูบาไม่มีกลิ่นเหม็นเลยแม้แต่น้อย ลุงคนเดิมเล่าให้ฟังครั้งเมื่อลุงอุ้มศพหลวงพ่อออกจากโลงแก้วก่อนที่จะพระราชเพลิงศพ น่าอัศจรรรย์ยิ่งนัก นอกจากไม่มีกลิ่นเหม็แล้ว ร่างกายของครูบาเป็นสีทองน่าอัศจรรย์มาก ***
    เรื่องที่9 คราวงานพระราชทานเพลิงศพ ศพไม่สามารถเคลื่อนออกจากที่ได้แม้แต่น้อยนิด ท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันถึงได้ไปขอขมาท่านจึงเคลื่อนไปได้โดยง่าย และคราวจุดไฟ ไม่มีติด จนขอขมาท่านอีกจึงจุดติดโดยง่ายดาย ***
    #เรื่องที่10 คดีเพชรซาอุ ฯ มีความเกี่ยวพันกับคนอำเภอเถิน ลำปาง มากที่สุด หนึ่งในจำนวนนั้นคือช่างทองอำเภอเถินเข้าไปมีส่วนต้องคดีเพชรซาอุฯ จนท้ายที่สุดหลุดคดีออกมาได้ด้วยบารมีสีผึ้งครูบาปันโดยแท้ เขาบอกว่าวันที่นายใหญ่เรียกเข้าไปพบครั้งสุดท้าย ได้ใช้สีผึ้งครูบาปัน ทาที่ปาก แล้วไปพบนายใหญ่ แปลกใจ มึงบริสุทธิ์ มึงไปได้ เออ อ้าว งง ! เป็นไปได้ไง กู รอดตาย โหง แล้วนี่ ดีไม่โดนอุ้ม
    ************************************************************************************************
    เหรียญครูบาปัน ที่ทางวัดแม่ยะสร้างจริงๆมีเพียง 3 รุ่น เท่านั้น คือ 1) รุ่นแรก 2518 2)รุ่น 2 และ 3 รุ่น 100 ปี *** สำหรับรุ่นอื่นๆล้วนแต่ศูนย์พระเครื่องที่กรุงเทพฯสร้างถวายทั้งนั้น *** หลวงพ่อครูบาปัน เคยเล่าให้ผมฟังว่า " มีผู้สร้างพระจากกรุงเทพฯนำพระมาให้หลวงพ่อครูบาปลุกเสกในตอนเช้าแล้วตอนบ่ายขอรับคืนกลับกรุงเทพฯ หลวงพ่อครูบาพูดกับผู้นำพระมาให้ปลุกเสกว่า " โฮ้ะ บ่ได้ ไผ๋ว่า ตุ๊จะต้องปลุกเสก 1 คืนก่อนถึงจะนำหลับกรุงเทพฯได้ นี่แสดงว่า1)ผู้สร้างไม่ให้ความสำคัญในเรื่องการผ่านพิธีปลุกเสก 2)แสดงให้เห็นเด่นชัดว่าหลวงพ่อครูบาปัน ไม่ได้เป็นพระที่สุกเอาเผากิน แต่เป็นพระเกจิที่คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าสิ่งอื่น *** เหรียญรุ่น 1 เป็นเหรียญที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์กับผู้นำไปใช้ จนสร้างชื่อเสียงให้กับครูบาปันโด่งดังทะลุฟ้า *** อันนี้ได้รับฟังจากผู้นำเหรียญรุ่น 1 ครูบาปัน เนื้ออัลปาก้า ไปยิงด้วย .38 ไม่ดังแม้แต่นัดเดียว เขาเป็นถึงศึกษานิเทศน์อำเภอ ลองจนชนิดที่เรียกว่ายิงให้ดังแต่ก็ไม่ถูกทั้งเหรียญและเป้า *** อันนี้เป็นเกร็ดความรู้นะครับ หลวงพ่อครูบาปันเคยพูดให้ฟังว่า "เหรียญเนื้ออัลปาก้าปลุกเสกประจุอาคมยาก เพราะเนื้อแข็ง แต่เนื้อทองแดง ปลุกเสกประจุอาคมไม่ยาก เพราะเนื้ออ่อน *** ครับ เหรียญเนื้ออัลปาก้าครูบาปันรุ่น 1 เป็นเหรียญยอดนิยมของจังหวัดตาก เพราะนำไปลองแล้วมีประสบการณ์ *** หลวงพ่อครูบาปันเคยพูดไว้ว่า " เหรียญรุ่น 1 ตุ๊ยังปล่อยคาถาเสกยังไม่หมด คือขยักไว้ แต่เหรียญรุ่น2 ตุ๊ปล่อยคาถาเสกหมดสิ้น ผ่อไปก่า
    มีทหารเคยตามหาเกจิในจังหวัดตาก นอกจากครูบาวังแล้วยังจะมีเกจิรูปไหนบ้างที่หลวงพ่อครูบาวังไว้วางใจว่าเยี่ยมสุดยอดไม่แพ้ท่าน ก็คงไม่มีพระเกจิรูปใดเด่นและดีไปกว่าครูบาปัน วัดแม่ยะ *** เพราะฉะนั้นเหล่าทหารที่จะไปออกทัพจับศึกก็ต้องเสาะแสวงหาเครื่องรางของขลังที่พอจะคุ้มครองให้รอดปลอดภัยจากอาวุธนานาชนิดได้ *** เหล่าทหารต่างก็มุ่งมาหาของดีจากครูบาวัง และเหล่าทหารชุดนั้นคงจะถามครูบาวังว่ามีเกจิรูปอีก ครูบาวังคงจะแนะนำให้ทหารชุดนั้นไปหาครูบาปัน *** ครูบาปันเล่าว่าทหารชุดนั้นมาหาท่าน และขอให้ครูบาลงตะกรุดให้คนละดอก ครูบาปันตอบว่า อาตมาบ่ทำแล้ว อาตมาได้ทิ้งตำราคาถรปล่อยลงแม่น้ำปิงไปนานแล้ว *** เหล่าทหารชุดนั้นก็ไม่ย่อท้อ ได้อ้อนวอนต่อไปว่าจะขอครูบาปันลงตะกรุดให้ ครูบาปันก็ยืนยันคำเดิม ทหารก็ไม่ลดละความพยายาม ทหารชุดนั้นคงมีความศรัทธาครูบาปันสูงมากและคงจะได้ยินกิตติศัพท์ครูบปันมาบ้างแล้วจึงไม่ยอมกลับค่าย แม้กระทั่งยอมลงทุนนอนคางคืนที่วัดเพื่ออ้อนวอนครูบาปันทำตะกรุดให้ *** ในที่สุดครูบาปันเห็นว่าเหล่าทหารชุดนี้คงจะมีความมุ่งมั่นจริงๆถึงได้ลงทุนขนาดนี้ ที่สุดก็ยอมลงตะกรุดให้คนละ 1 ดอก เมื่อสมหวังแล้วทหารชุดนั้นก็กราบลาท่านกลับค่าย *** หลางพ่อครูบาปันบอกว่าลองใจมันผ่อว่าจะแต้บ่แต้ *** ครูบาจันตา แห่งวัดป่ายางใต้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของครูบาปัน ตะกรุดของท่านมีสมญาว่าตะกรุดปืนตาย นั่นคือใครก็ตามที่ยิงคนที่มีตะกรุดครูบาจันตาศิษย์เอกครูบาปัน ปืนกระบอกนั้นทิ้งไปเลย คือใช้การไม่ได้อีกต่อไป นักเลงบ้านป่ายางตะวันออกเข็ดขยาดนัก แต่มีน้อยคนที่จะได้ตะกรุดจากมือท่านไป นอกจากหลานครูบาจันตาเท่านั้นที่ได้ไว้ครอบครอง *** หลานของครูบาจันตามีตะกรุดโทนติดตัวตลอดเวลา ถูกคู่อริดักซุ่มยิง แต่ไม่ดัง และปืน .38 ตาย *** นี่เพียงลูกศิษย์นะครับ อาจารย?จะขนาดไหนลองคิดดู *** ครูบาจันตาได้มรณะภาพก่อนครูบาปัน ครูบาปันพูดว่า เออ ! ลูกศิษย์ไปก่อนอาจารย์ แล้วก็หัวเราะ ***

    ❀❀❀❀❀❀❀❀
    ❀ขอขอบคุณที่กดไลท์กดแชร์❀
    ❀เพื่อเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา❀
    ❀เทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์❀
    กราบสักการะพระเถราจารย์ผู้ทรงอภิญญา
    ❀จดหมายเหตุพระเกจิ❀
    อ้างอิงจากเพจ จดหมายเหตุพระเกจิ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เพจจดหมายเหตุพระเกจิ
    เหรียญรุ่นพิเศษ ออกวัดแม่โองน้ำ ปลุกเสก3ไตรมาส
    เหรียญดีที่มีประสบการณ์ อีกรุ่น ของหลวงปู่ปัน วัดแม่โองน้ำ ปี๒๕๒๕ ครับ มองๆดูโดยรวมลักษณะและขนาดจะเท่ากับเหรียญปี๑๘ วัดแม่ยะ เนื่องจาก ได้นำเหรียญที่ออกวัดแม่ยะปี๑๘ไปเป็นแบบ จึงออกมาคล้าย แต่ทางวัดแม่โองเห็นว่า มันติดคำว่า"วัดแม่ยะ" มาด้วย จึงให้ช่างทำการลบออก ด้วยการลบนี่แหละครับที่ทำให้บล็อกตื้น จึงจำเป็นต้องแกะองค์หลวงปู่ให้ลึกลง ครับ ด้วยการสร้างเป็นจำนวนมาก ถึง๒๐๐๐๐เหรียญ ดังนั้นจึงไม่ค่อย
    ผิถีผิถัน ทำให้ขาดความงาม (บางเหรียญ) ยังงัยก็ดี หลวงปู่ปัน ท่านได้ปลุกเสกให้อย่างดีและใช้เวลานานมากอีกรุ่น ข้อมูลนี้ยังได้รับความกรุณาจากหลวงพ่อครูบาปุ่น เจ้าอาวาสวัดแม่โองน้ำครับ
    เหรียญดีปีลึก เหรียญแม่โองน้ำหลวงปู่ให้วัดแม่โองสร้างเพื่อมอบให้วัดแม่โองน้ำออกให้บูชา รุ่นนี้เคยมีตำนานวัยรุ่นยุคเก่าแขวนคอไก่แล้วยิงด้วย .38 แล้ว ยิงไม่ออก
    ปลุกเศกที่วัดแม่ยะ แล้วหามกลับไปที่แม่โองน้ำครับอีกรุ่นที่สุดยอดประสบการณ์
    อีกทั้งปลุกเสกนานมาก มิหนำซ้ำหลวงปู่ไปแม่โองเมื่อไหร่ก็เมตตาเสกให้อีกเพราะเป็นช่วงที่กำลังสร้างโบสถ
    ด้วยจึงจัดสร้างเยอะหน่อย แต่ก็เริ่มหายากอีกเช่นกันครับ สำหรับเหรียญรุ่นพิเศษออกวัดแม่โองน้ำเนื้อทองแดงอย่างเดียว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250910_132955.jpg IMG_20250910_133027.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757043670286.jpg

    เหรียญจงเจริญหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรี สร้างขึ้นและประกอบพิธีในปี พ.ศ. 2518 โดยพะรครูสุจิตตานุรักษ์ (หลวงพ่อจวน สุจิตโต) เจ้าอาวาสวัดหนองสุ่ม รองเจ้าคณะตำบลอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
    ในระหว่างประกอบพิธีพุทธาภิเษกในวัดพระแก้ว หลวงพ่อจวนขณะนั่งสมาธิแผ่พลังจิตปลุกเสกเหรียญรุ่นนี้ จนเกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจขึ้นคือสายสิญจน์ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของหลวงพ่อจวน มีปฏิกริยาเหมือนโดนความร้อนจนเกิดเป็นควันและลุกเป็นไฟขึ้น คณะผู้ดำเนินการและผู้ร่วมพิธีที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างตกตลึงในเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เหรียญรุ่นนี้จึงถูกขนานนามว่า เหรียญรุ่น "สายสิญจน์ไหม้
    เหรียญจงเจริญ (หรือรุ่น สายสิญจน์ไหม้) เ ปี 2518 หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ปลุกเสกพิธีใหญ่ในวัดพระแก้ว สภาพ อดีตสวย ปัจจุบัน โทรม

    อภินิหาร!!! "หลวงพ่อจวน" แห่งวัดหนองสุ่ม เมืองสิงห์บุรี พระผู้มีกสินธ์แรงกล้า แม้แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยังยกย่องถึงความศักดิ์สิทธิ์!!!
    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม นอกจากเป็นศิษย์หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์แล้ว ท่านยังเรียนวิชากับหลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ และอาจารย์ที่เป็นฆาราวาสอีกหลายคนจำชื่อไม่ได้ สมัยก่อนท่านเดินธุดงค์ไปทั่ว ท่านเป็นพระที่มีผิวพรรณอิ่มเอิบมาก ๆ ชาวบ้านเขาเรียกผิวสวย เมื่องานปิดทองฝังลูกนิมิตรวัดปากแรก หลวงพ่อจวนปลุกเสกจับสายสินญ์ลุกเป็นไฟตอนนั้นอาจารย์ทรง ศิษย์หลวงพ่อกวยเป็นคนสวดมนต์ ท่านเป็นพระวาจาศักด์สิทธิ์ท่านเคยบอกให้สร้างเหรียญแค่ ๕๐๐ เหรียญ แต่ร้านที่ทำจะทำเพิ่มพอเหรียญที่๕๐๑ บล๊อกแตกทันที บล๊อกหนามากแต่แตก ปัจจุบันบล๊อกนี้เก็บไว้ที่วัดปากแรก
    หลวงพ่อจวนแห่งวัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรีท่านนี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน “หลวงพ่อจวนเป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ”
    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ชาวจังหวัดสิงห์บุรี เคารพ ศรัทธาท่านมาก ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เป็นพระที่มีกสินธ์แรงกล้าที่สุดองค์หนึ่งตามคำเล่าขาน หลวงพ่อจวนท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศรีวัดพระปรางค์เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ได้ยินมาว่าหลวงพ่อกวยเคยบอกให้คนที่มานิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกวัตถุมงคล ให้ไปนิมนต์หลวงพ่อแพ หลวงพ่อจวน แทนที่จะไปนิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกในบางครั้ง ขนาดหลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุงยังยกย่องหลวงพ่อจวนว่าท่านเก่งมาก
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก พระเถราจารย์ที่มีจริยาวัตรที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง มีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยดี มีเมตตา และสมถะ สมเป็นผู้ทรงศีล ใครได้พบเห็นจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง สมกับฉายา "พระทองคำ" อันหมายถึงบริสุทธ์ดั่งทองคำแท้ๆนั้นเชียว หลวงพ่อจวน ได้ถือกำเนิด เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๕๘ ที่ ต.ห้วยชัน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยฐานะยากจน พ่อแม่สิ้นชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ ได้เรียนหนังสือจบแค่ชั้นประถมศึกษา

    พ.ศ.๒๔๗๓ บรรพชาที่วัดหนองสุ่ม แต่บวชได้เพียง ๓ ปี ก็ลาสิกขา เพื่อไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพกสิกรรม พ.ศ.๒๔๗๕ อายุได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดประศุก ต.ประศุก อ.อินทร์บุรี ได้มาจำพรรษาที่วัดหนองสุ่ม ๑ พรรษา แล้วย้ายไปอยู่ที่วัดโพธิลังกา ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอกครั้น พ.ศ.๒๔๘๒ หลวงพ่อจวนได้ลาสิกขาไปประมาณ ๕ เดือน เพื่อไปช่วยงานพี่สาวที่อุปการะเลี้ยงดู
    Advertisement
    หลังจากนั้น หลวงพ่อจวนท่านได้อุปสมบทใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๓ ณ พัทธสีมา วัดประศุก และได้มาจำพรรษาอยู่วัดหนองสุ่ม หลวงพ่อจวน ได้มุ่งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ (วัดโฆสิทธาธรรม) หลวงพ่อกอง จ.สุโขทัย, หลวงพ่อปั้น วัดค้างคาว อ.สรรคบุรี, หลวงพ่อลา วัดโพธิศรี, หลวงพ่อผึ่ง วัดโบสถ์, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม, หลวงพ่อโต๊ะ วัด กำแพง, หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน, หลวงพ่อเอาะ วัดม่วง, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข เป็นต้น

    หลวงพ่อจวน กอปรด้วยศีลที่งดงาม มีเมตตาธรรมสูง ถือสันโดษ มีปฏิปทาต่อสาธุชน ไม่เลือกยากดีมีจน มีผู้คนไปขอความเมตตาจากท่าน เวลามีทุกข์ร้อน จะไปกราบไหว้ขอพร และรดน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อปัดเป่าความทุกข์ร้อน จนเป็นที่เลื่องลือกันว่าน้ำมนต์ของท่านขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
    หลวงพ่อจวนได้พัฒนาวัด สร้างโรงเรียน สร้างความเจริญให้หมู่บ้านแห่งนี้ ส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาเข้าวัดและประกอบสัมมาชีพ ทำให้พื้นที่ แห่งนี้กลายเป็นชุมชนแห่งความสงบสุข ตลอดชีวิตหลวงพ่อจวน

    จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมในแต่ละวัน คนจึงไปกราบไหว้รดน้ำพระพุทธมนต์จากหลวงพ่อจวนเป็นประจำ หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕ ด้วยความศักดิ์ของหลวงพ่อจวน ลูกศิษย์ก้นกุฏิเล่าให้ฟังถึงความปฏิหาริย์ของหลวงพ่อว่า
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 100 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250910_194547.jpg IMG_20250910_194604.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757509127059.jpg FB_IMG_1757509123993.jpg
    หลวงพ่อได้เอ่ยปากกล่าวไว้ว่า ใช้คุ้มครองคนที่ดวงยังไม่ถึงฆาตได้
    (แจกทหารไปรบเวียดนาม)
    พระหลวงพ่อนาคเนื้อผง วัดจันเสน นครสวรรค์ ๒๕๑๓ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ,หลวงพ่อโอด วัดจันเสน ,หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ ฯลฯ ปลุกเสก
    ของดีราคาถูกของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ที่ทุกคนสามารถจับจองได้
    พระเนื้อผง หลวงพ่อนาค พิมพ์กลับบัว พ.ศ.๒๕๑๓
    หลวงพ่อนาคเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางนาคปรก ประดิษฐ์ฐานอยู่ที่วัดจันเสนครับ
    เมื่อพูดถึงวัดจันเสนก็ต้องนึกถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งที่ชื่อเสียงขจรทั่วเมืองไท

    นามท่านคือ พระครูนิสัยจริยคุณ (หลวงพ่อโอด ปัญญาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสน
    พระเนื้อผงหลวงพ่อนาค ได้สร้างเมื่อปี ๒๕๑๓ เจตนาเพื่อแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่เดินทาง
    มางานปิดทองฝังลูกนิมิต และบรรจุกรุที่หอระฆังและหลุมลูกนิมิต จำนวนการสร้าง ๘๔๐๐๐องค์
    โดยบรรจุกรุ ๔๒๐๐๐ องค์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีไว้บูชา หรือทางวัดต้องการปัจจัยในการ
    บำรุงเสนะสถาน ก็จะได้เปิดกรุนำออกมาให้บูชาได้
    พระเนื้อผงรุ่นนี้ผู้ที่ดำริในการแกะแม่พิมพ์ก็คือ ท่านพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเจริญ)
    เจ้าอาวาสองค์ประจุบัน ได้ให้ช่างที่กรุงเทพฯแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาด้วยหินมีดโกน และจึงนำไป
    ถวายหลวงพ่อโอด ท่านชอบใจในพระพุทธลักษณะที่งดงามมาก และอนุญาตให้กดพิมพ์ได้
    ท่านกล่าวว่า "คุ้มครองผู้ที่ดวงไม่ถึงคาดได้"
    เนื้อหามวรสาร ประกอบด้วย ผงพุทธคุณ ผงเกสรดอกไม้บูชาหลวงพ่อนาค เกสรบัวในบึงจันเสน
    เปลือยหอยโข่งโบราณ ถ้วยชามโบราณจากเมืองจันเสน กล้วยและข้าวเหนียวเป็นตัวผสาน
    พิธีพุทธาพิเศก จัดขึ้นในวันเสาร์๕ ขึ้น๕ค่ำ เดือน๕ ของปี พ.ศ.๒๕๑๓ โดยนิมนต์พระเกจิ
    มานั้งปรกปลุกเสกจำนวนมาก โดยมีเรื่องน่าแปลกก็คือ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ท่านไม่เคย
    ไปนั้งปรกปรุกเสกนอกวัดเลย ไม่ว่าใครจะมานิมนต์ แต่งานนี้ท่านกลับมานั้งปรกปลุกเสก ซึ่งน่า
    จะมาจากหลวงพ่อโอดท่านเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อพรหมท่านเมตตานั้นเอง รายชื่อพระคณาจารย์มีดังนี้
    1.หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค จ.นครสวรรค์
    2.หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู จ.ลพบุรี
    3.หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี
    4.หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา
    5.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
    6.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรี
    7.หลวงพ่อแกล วัดส้มเสี้ยว จ.นครสวรรค์
    8.หลวงพ่อเจ็ก วัดระนาม จ.สิงห์บุรี
    9.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร จ.นครสวรรค์
    10.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.ลพบุรี
    11.หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ จ.สิงห์บุรี
    12.หลวงพ่อโอด วัดจันเสน จ.นครสวรรค์
    เห็นรายนามของพระคณาจารย์ที่มาร่วมพิธีแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด
    แต่เดี๋ยวก่อนมันไม่เท่านั้น หลังจากเสร็จพิธีแล้ว “หลวงพ่อพรหม
    ได้ออกมานอกพระอุโบสถแล้วร้องประกาศว่า เฮ้ย ใครมีปืนบ้าง...
    ลองยิงข้ามหลังคาโบสถ์...ดูทีหรือ...ถ้ายิงออกอ้ายพรหมเอาหัวเป็นประกัน !!!!”
    มีนักเลงใจเด็ดชื่อพยับ ชักปืนลูกโม้ขึ้นมายิงไปทางพระอุโบสถ 3นัด
    ปรากฏเสียงดัง แชะๆๆ นายพยัพเห็นดังนั้นก็เลยหันปากกระบอกปืนไปทางหน้าวัด
    และยิงออกไป เสียงปืนดังลั่น เปรี้ยงๆๆ คนที่อยู่ในเหตุการณืจึงแห่ไปเช่าบูชากัน
    อย่างล้นหลามที่เดียว....
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระหลวงพ่อนาควัดจันเสนปี ๒๕๑๓ สภาพไม่สวย เนื้อหลุดหล่อนกร่อน หาย เหลือ ตามสภาพ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250910_200332.jpg IMG_20250910_200350.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757586598397.jpg
    ระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน
    ประวัติหลวงปู่เส็ง วัดบางนา สุดยอดพญาครุฑอันดับต้นของเมืองไทย
    หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาดมีปฏิปทาใน ทางสมถะหมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ
    เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา หลวงปู่เป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูดว่ากล่าวผู้ใด
    หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 65 ปีท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล
    การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้น ท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ในปีนั้นเองหลวงปู่ก็ทำเหรียญรูปอาร์ม หรือใบเสมาคว่ำเป็นรุ่นแรกออกมาอีก และนับแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาหลวงปู่เส็งก็สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆออกมามากมายแทบจะนับ
    รุ่นกันไม่ได้เลยทีเดียว
    หลวงปู่สร้างวัตถุมงคลทุกปีๆหนึ่งสร้าง 2-3 แบบจนกระทั่งท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530 รวมระยะเวลาการทำวัตถุของหลวงปู่เส็ง 20 ปี และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกรุ่นทุกแบบก็มีผู้เลื่อมใสหามาพกติดตัวและบูชากันมากมาย
    วัตถุุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้น ออกไปในทางแคล้วคลาดเมตตามหานิยม และการค้าขายดีเยี่ยม วัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งรุ่นนิยมเท่าที่พอลำดับความได้มีดังนี้
    พระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกจัดสร้างปี 2510 ผงที่นำมาสร้างเป็นผงอิทธิเจซึ่งจะโน้มไปในทางเมตตามหานิยม และค้าขาย พระผงสมเด็จ 3 ชั้นรุ่นแรกด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปพระประธานนั่งสมาธิ มีซุ้มครอบแก้วด้านหลังเป็นลายมือเขียนว่า พระครูเส็ง บางองค์เขียนว่า เส็ง และบางองค์ก็เขียนว่า พระครูเส็ง จันทฺรังสี แล้วแต่ว่าหลวงปู่จะเขียนอะไรคำไหน แต่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบพิมพ์เป็นบล็อคใช้กดลงไปบนหลังพระเวลากดพิมพ์
    เนื้อพระมีทั้งเนื้อน้ำมัน ลักษณะพระจะออกแกร่งมันกับสูตรผสมเนื้อกล้วยพิมพ์ออกมามีทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ เหลือง เขียวแดง และ ขาวพอทำเสร็จหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวแล้วออกแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ไปหาท่าน บางรายนำพระพกติดตัวไปประสบอุบัติเหตุเกิดแคล้วคลาดอย่างเหลือเชื่อกิตติศัพท์พกพระหลวงปู่เส็งแล้วแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุมีบ่อยครั้งมากจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่ว
    พุทธคุณพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของหลวงปู่เส็งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเป็นเลิศหลังทำพระผงรุ่นแรกทิ้งช่วงปลายปีท่านก็ทำเหรียญรุ่นแรกออกมาเป็นเหรียญใบเสมาคว่ำมีทั้งเนื้อกะไหล่ทองเงินและทองแดง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์มีอักษรเขียนว่า อาจารย์เส็ง ด้านหลังเป็นยันต์ใต้ยันต์มีอักษรระบุชื่อวัดบางนา พ.ศ.2510 ปีที่จัดสร้างและพระผงที่ทำออกมานั้นส่วนใหญ่จะบรรจุตะกรุดสาริกาดอกเล็กๆ ไว้ที่ฐานด้วยเพื่อเสริมพุทธคุณการทำพระเครื่องของหลวงปู่เส็งจนถึงปี 2512 หลวงปู่จะเอาพระเครื่องที่ทำออกมาไปปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ ถ้าเป็นเหรียญท่านจะทำพิธีพุทธาภิเษกนิมนต์พระระดับเจ้าอาวาส ละแวกวัดบางนามาเจริญพุทธมนต์ด้วย หลังจากปี 2512 การทำวัตถุมงคลหลวงปู่จะจัดพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถตลอด
    พระผงรุ่นที่โด่งดังมากก็คือ รุ่นขี่หมูซึ่งรุ่นนี้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นคนจัดสร้างขึ้นมานำไปให้หลวงปู่ทำพิธีพุทธภิเษกแล้วก็มอบพระให้หลวงปู่ไว้จำนวนหนึ่ง บรรดานักเล่นพระนิยมกันมาก
    สำหรับวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆ นั้นครั้งแรกหลวงปู่จัดสร้างหมูทองแดงในปี 2522 สาเหตุการจัดทำหมูทองแดงของหลวงปู่เส็งนั้นสืบเนื่องมาจากในตำนานกล่าวกันว่าหมูทองแดงตามป่าเขาที่เป็นหมูเขี้ยวตันนั้นปืนยิงไม่เข้าหลวงปู่ก็เลยคิดทำวัตถุมงคลเป็น
    หมูทองแดงเขี้ยวตันขึ้นมา เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก
    วัตถุมงคลหลังเสร็จพิธีคนที่พบเห็นเข้าไปบอกหลวงปู่ ท่านก็เฉยๆ แถมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีท่านไม่ได้พูดอะไรแต่รับฟังเอาไว้ ครั้นเมื่อทำหมูทองแดงออกมาแจกกันเป็นที่ฮือฮาพอสมควรหมูทองแดงที่สร้างนั้นเป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ มีหมูทองแดงตัวใหญ่และเล็กข้างลำตัวซ้ายมีอักษรเขียนว่า วัดบางนา ปทุมธานี ข้างลำตัวด้านขวาเป็นอักขระขอมมียันต์ที่โคนขาทั้ง 4 ลักษณะเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน และในปี 2524 หลวงปู่เส็งได้จัดสร้าง ทำหมู 7 หัวขึ้นมาเป็นลักษณะหมูป่าเขี้ยวตัน คู้ขาหมอบที่เรียกว่า 7หัวนั้นหมายถึงหัวของปลัดขิกที่ทำไว้ตามลำตัวมี 7 แห่ง คือที่หัว หาง ที่เพศและที่ปลายเท้าทั้งสี่ข้าง เป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ ข้างลำตัวด้านซ้ายระบุปีพ.ศ.ที่จัดสร้างคือปี 2524 นอกจากนี้หลวงปู่เส็งได้ทำหมูจัมโบ้ ขนาดใหญ่ออกมาอีก 1 รุ่นหมูทองแดงรุ่นแรกทำออกมาแค่ 2,500 ตัวเท่านั้นพุทธคุณไปในทางแคล้วคลาดและค้าขาย
    หลังจากทำหมูทองแดงออกมาหลวงปู่ก็จัดทำครุฑทองแดงซึ่งครุฑเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ จัดทำพิธี
    พุทธาภิเษกในโบสถ์มีพระอาจารย์มาร่วมบริกรรมพุทธคุณอีก 10 รูป ครุฑทองแดงด้านหลังเขียนว่า หลวงปู่เส็ง วัดบางนาปทุมธานี 2522 สลับกับอักขระขอมประสบการณ์มีผู้นำติดตัวไปแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทางรถ และทางเรืออีกทั้งยังป้องกันภัย จากงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนัก
    ต่อมาหลวงปู่จัดสร้างรูปเหมือนหนุมานเหตุผลที่จัดทำนั้นท่านถือว่าหนุมานเป็นลิงประจำปีวอกและด้วยหนุมานเองก็เป็นศิษย์ของพระนารายณ์
    ์มีอานุภาพฤทธิ์เดชมากมาย ที่จัดทำไว้มีเนื้อกะไหล่เงินและทองแดง ไม่ระบุปีจัดสร้างจาก หมู ครุฑ หนุมาน ต่อมาท่านก็สร้างพญาเต่าเลือนเนื้อทองแดงผสมโลหะแล้วจัดสร้างหงส์ทอง หงส์เงิน อีก 1 ชุด เนื้อกะไหล่ทองและกะไหล่เงินทำเพื่อเป็นที่ระลึกว่าวัดบางนานั้นเป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมา
    นอกจากวัตถุมงคลรูปแปลกๆ แล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสมสร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา
    ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายสิบแบบมีทั้งนางกวักพระผงพิมพ์สมเด็จ พระผงปิดตา เรียกว่าการจัดทำวัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้นมากมายจริงๆ ถ้าหากวัตถุ มงคลใดไม่ระบุพ.ศ. เอาไว้แทบจะไม่ทราบกันเลยว่าหลวงปู่จัดสร้างในพ.ศ.อะไรเพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ และก็ทำออกมามากแบบ สำหรับเงินรายได้ที่ มีผู้นำมาบริจาคหรือเช่าวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
    ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งท่านก็ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะ
    วัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้นก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมากถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้นหลวงปู่เกรงว่า
    ชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมดจึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้างเพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น
    พอท่านสร้างวัดวังหินเสร็จวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2531 หลวงปู่เส็งผู้ที่เป็นประดุจเทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนาก็ถึงแก่มรณภาพลงรวมอายุได้ 87 ปี
    ท่านสิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลคุ้มเกล้า ตึกคุ้มเกล้าครั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลงท่านพระครูอนุกูลศาสนกิจหรือหลวงพ่อแสวง ก็ขึ้นเป็นสมภารแทนท่านก็ทำนุบำรุงวัดเอาวัตถุมงคลหลวงปู่เส็งมาจำหน่ายจ่ายแจกรายได้สร้างวัดยุคของหลวงพ่อแสวง เป็นยุคของการพัฒนาวัดอย่างจริงจังไม่มีการออกวัตถุมงคลจะมีออกเหรียญรูปไข่ในงานฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อแสวงที่ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นโทเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เสร็จสิ้นงานฉลองไม่นานหลวงพ่อแสวงก็มรณภาพเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปลายปีนั้นเอง รวมอายุ 70 ปี
    เมื่อสิ้นหลวงพ่อแสวงพระอธิการยงยุทธ ยโสธโร ก็ขึ้นเป็นสมภารปกครองวัดสืบมาจนทุกวันนี้วัดบางนาตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพธิ์เหนือ หมู่1 อำเภอสามโคก หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไปวัดบางนาและไปกราบศพหลวงปู่เส็งที่ไม่เน่าไม่เปื่อยในโลงแก้วทางวัดสร้างวิหารติดริมแม่น้ำไว้เก็บสรีระของหลวงปู่เป็นสัดส่วนให้ไปขอพรขอโชคลาภจาก
    หลวงปู่
    เว็บนิตยสารมงคลโสฬส
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลขึ้นมาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลัง ส.จันทรังสี
    เนื้อผสมผง๑๒ นักกษัตร หลวงปู่เส็งวัดบางนาปี๒๕๑๒

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250911_192545.jpg IMG_20250911_192608.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กันยายน 2025
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    DSC04981.jpg พระครูภาวนาพิลาศ.jpg

    พระสมเด็จหลังหลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร วัดท่าซุงพระยอดบายศรีวัดเขาวง
    (ถ้ำนารายณ์) จ.สระบุรี
    บางคนเรียกสมเด็จองค์ปฐม ยอดบายศรีเป็นพระรุ่นแรกๆของวัด โดยมวลสารที่ใช้ทำพระนั้นได้มาจากดอกมะลิในงานศพหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และยอดบายศรีในงานหล่อสมเด็จองค์ปฐม วัดท่าซุง เข้าพิธีพุทธาภิเษก วัดท่าซุง และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว วัดสระเกศ
    มวลสารยอดบายศรี ทุกพิธีบวงสรวงตลอดชีวิต หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง รายการพิธีบวงสรวงวัตถุมงคล ที่ท่านแม่สุตัดยอดบายศรีมาเก็บ ไว้ หมวดพระบูชา 1.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม ขนาดบูชา หน้าตัก 10 นิ้ว 2.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม ขนาดบูชา 5 นิ้ว 3.พระวิสุทธิเทพ ขนาดบูชา 4.พระสุโขทัยแก้วใส 5.พระเชียงแสนแก้วใส 6.พระแก้วใสทรงเครื่อง 7.พระมงคลบพิตร หน้าตัก 9 นิ้ว 8.พระปัจเจกพุทธเจ้า พระเกศ 2 มาลา 9.พระเชียงแสน และพระสุโขทัย 10.รูปเหมือนหลวงพ่อปาน หน้าตัก 9 นิ้ว 5 นิ้ว ทุกรุ่น 11.รูปเหมือนหลวงปู่ปาน หลวงพ่อ เนื้อซิลิกา ปี 2524 12.รูปเหมือนหลวงพ่อ ยืน สูง 14 1/2 นิ้ว 13.พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงช้างประกายแก้ว 14. รูปเหมือนท่านแม่ทั้ง สาม สร้างปี 2528 ผงยอดบายศรี ผ่านพิธีบวงสรวง ที่เป็นหมวดพระเครื่อง 1.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม รุ่น 1 2.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม รุ่น 2
    3.เหรียญ 100 ปีหลวงปู่ปาน (เหรียญเศรษฐี)
    4.เข็มกลัดมงกุฏเพชร 5.พระทุ่งเศรษฐี เนื้อดิน 100 ปีหลวงปู่ปาน
    6.พระรอดแดง พระรอดดำ 7.พระปิดตา เนื้อว่าน 6 เหลี่ยม
    8.พระปิดตา สี่เหลี่ยม แจก ตชด.
    9.พระปิดทวาร
    10. เหรียญกูผู้ชนะ
    11.พระยอดธง ปี2525 12.พระคำข้าว รุ่น 1
    13.พระคำข้าว รุ่น 2
    14.พระคำข้าวรูปหลวงพ่อ 15. พระคำข้าว รุ่น พิเศษ ติดพระธาตุ 5 พระองค์ 16.พระคำข้าว รุ่นพิเศษ รูปหลวงพ่อ ติดพระธาตุ 1 องค์ 17.พระฤาษีท่องสวรรค์ 18.พระกริ่งหลวงปู่ปาน ปี 2518
    19.พระรูปเหมือนหลวง (นั่งบัว) ปี 2525 20.พระรูปเหมือนหลวงพ่อ (นั่ง) ปี 2528
    21.พระรูปเหมือนหลวงพ่อ(นั่ง) ปี2532
    22.พระรูปเหมือน หลวงพ่อ (นั่ง) ปี 2533
    23.พระกลีบบัวรูปเหมือน หลวงพ่อ ปี 2528 24.เหรียญ ครบรอบ 100 ปี ( เหรียญเศรษฐี ) มีโบว์
    25. เหรียญ ครบรอบ 100 ปี หลวงปู่ ปาน ทุกขนาด ใหญ่ เล็ก
    26.เหรียญเอกราช รุ่นที่ 1 27. เหรียญเอกราช รุ่น 2 28.เหรียญเอกราช รุ่น 3 29.เหรียญหลวงพ่อปาน-พระครูภาวนา 30.เหรียญมหาลาภ-เอกราช 31.เหรียญที่ระลึกผูกพัทธสีมา ทุกแบบ 32.เหรียญรูปในหลวง ร.9 ปี 20
    33.เหรียญสุปฏิปันโน ทั้ง 2 แบบ สร้างปี 2520
    34.แหนบเงิน- ทอง รูปหลวงพ่อ ทุกรุ่น
    35.เหรียญสามัคคีสุข-กูผู้ชนะ(รมดำ) รุ่น 1 ปี 2521 36.เหรียญสามัคคีสุข -กูผู้ชนะ รุ่น 2 (ชุบทอง และแบบอัดกรอบรวมกับผ้ายันต์พิชัยสงคราม ร้อยเชือกแดง ) 37.เหรียญสามัคคีมีสุข กูผู้ชนะ รูปพระเจ้าตากสินมหาราชอัดพลาสติกพร้อมผ้ายันต์และเหรียญไพรี พินาศ
    38.เหรียญสามมัคคีมีสุข ไพรีพินาศ รุ่น 2 ปี 2528 39.เหรียญท้าวเวสสุวรรณ 40.เหรียญหลวงพ่อปาน ปี 2526
    41.เหรียญของขวัญวันเกิด ทั้ง 4 รุ่น ด้านหลังเป็น รูปพระเจ้าพรหมทรงช้างพลายประการแก้ว
    42.เหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ระลึกงานเป่ายันต์เกราะเพชร ปี 2527 43.เหรียญฉลองสมณศักดิ์ ปี 2528
    44.เหรียญคอมพิวเตอร์ ปี 2529
    45. เหรียญ มหาลาภ ปี2530 คู่ 2 เหรียญ 46.เหรียญรูปหลวงพ่อยืน ปี 2530
    47.เหรียญทำน้ำมนต์ ปี 2532
    48.เหรียญพระยืนสามสิบศอก ปี 2533
    49.เหรียญใบโพธิ์ ปี 2535 50.เหรียญดาวยันต์เกราะเพชรลง ยา
    51.เหรียญยุทธภูมิ
    52.เข็มกลัดดาว 6 แฉก รูปยันต์เกราะเพชร
    53.เข็มกลัดดาว 6 แฉก รูปหลวงพ่อ
    54. เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ หลังยันต์เกราะเพชร 55.เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ หลังยันต์ท้าวมหาพรหม
    56. เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ- รัชกาลที่ 5
    57.เหรียญรูปหลวงพ่อล้อมเพชร
    58.เข็มกลัดมงกุฏเพชร รูปหลวงพ่อ ทั้ง 2 แบบ 59.เหรียญของขวัญวันเกิด รุ่นสุดท้าย
    60.เหรียญกรมหลวงชุมพร พระยอดบายศรี พระร้อยพิธี หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    แค่อ่านมวลสารในพิธีสายวัดท่าซุงก็ตาลายแล้วครับ
    วัดเขาวงถ้ำนารายณ์สระบุรีหลวงตาวัชรชัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250911_192640.jpg IMG_20250911_192658.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757610448283.jpg

    หลวงพ่อแพท่านบอกพระว่าพระอรหันต์คุ้มครอง ท่านมีอภิญญาสูงกว่าฉันมากนะลูก
    ผ้ายันต์พระอรหันต์ ๘ ทิศหลวงพ่อแพวัดพิกุลทอง
    ผ้ายันต์ยุคเก่าของท่าน
    ..........
    ผ้ายันต์พระอรหันต์แปดทิศ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี เป็นผ้ายันต์ที่หลวงพ่อแพ จัดสร้างไว้ให้ผู้ที่นับถือท่าน ได้บูชาและสวดคาถาพระอรหันต์แปดทิศ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
    นอกจากพระคาถาชินบัญชรอันลือชื่อของท่านแล้ว "พุทธมังคลคาถา" ถือเป็นอีกหนึ่งบทคาถาของ ท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่ถือว่ามีอิทธิฤทธิ์ด้านลาภผลและมงคลทั้งปวง เพราะคำว่าพุทธมังคลคาถานี้ คือการนมัสการบูชา "พระอรหันต์แปดทิศ" ซึ่งล้วนแต่เป็นพระมหาเถระที่สำคัญทั้งสิ้น
    สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
    โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาคะเณยเย จะ กัสสะโป
    สารีปุตโต จะ ทักขิเณ หะระติเย อุปาลี จะ
    ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ ควัมปะติ
    โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อิสาเณปิ จะ ราหุโล
    อิเม โข มังคลาพุทธา สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
    วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
    เอเตสัง อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน
    อิจเจวะมัจจัน ตะนะมัสสะเนยยัง
    นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง
    ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง
    ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
    ทิศบูรพา
    พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระอัญญาโกณทัญญะ ซึ่งเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา และเป็นพระสงฆ์ผู้สำเร็จพระอรหันต์องค์แรก ถ้าท่านใดอยากเป็นผู้ชนะก่อนใคร โบราณถือว่าต้องบูชาพระจันทร์ก่อน เพื่อเสริมส่งให้มีเมตตามหานิยม ให้มีความสำเร็จก่อนผู้ใด ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางห้ามญาติ เป็นพระประจำวันจันทร์ (พระพุทธรูปยืน
    ปางห้ามญาติ ยกพระหัตถ์ขวาแบอยู่ระดับหน้าอก พระหัตถ์ซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว หรือพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองแบอยู่ระดับอก) แล้วได้จัดให้พระปริตบทยันทุน เป็นคาถาสวดสำหรับวันจันทร์ โดยสวด 15 จบ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก สำหรับสวดภาวนาประจำวันจันทร์ คือ คาถา " อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา "
    ทิศอาคเนย์
    พระอรหันต์ประจำทิศได้แก่ พระมหากัสสป เป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าพระอื่น ถือธุดงควัตร เป็นพระสงฆ์ที่มีร่างกายเสมอเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ มีร่างกายใหญ่โตมาก พระองค์จึงได้ประทานผ้าสังฆาฎิให้กับพระมหากัสสป ถ้าท่านใดอยากได้ความเป็นใหญ่ มีผู้คนยอมรับนับหน้าถือตาก็ควรบูชาพระอังคาร ซึ่งอยู่ประจำทิศอาคเนย์
    ตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางไสยยาสน์ (นอน) เป็นพระประจำวันอังคาร และพระปริตบทขัด กรณียเมตตาสูตร เป็นคาถาสวดสำหรับพระอังคาร โดยสวด 8 จบบูชา พระปางไสยาสน์ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ และคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่า เป็นคาถาภาวนาประจำพระอังคาร คือคาถา " ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง "
    ทิศทักษิณ
    พระอรหันต์ประจำทิศ ได้แก่ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศทางปัญญา แม้นกำเม็ดทราย 1 กำมือ ก็สามารถนับได้ ถ้าผู้ใดอยากมีปัญญาเฉลียวฉลาด มีวาจาอ่อนหวานไพเราะ บริสุทธิ์ ก็ให้บูชาพระพุธ ซึ่งชุบมาจากคชสารตามคติทางพระพุทธศาสนา จัดให้ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธ (กลางวัน)
    และจัดให้สวดบทขัดพระปริตร บทสัพพาสี เป็นคาถาสวดประจำสำหรับวันพุธ โดยสวด 17 จบ เพื่อบูชา พระปางอุ้มบาตร เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดียิ่งๆ ขึ้นไป และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทร เป็นคาถาประจำพระพุธด้วย คือ " ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท "
    ทิศหรดี
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระอุบาลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านการทรงพระวินัย เปรียบอยู่ในกฏระเบียบ ซึ่งถ้าผู้ใดต้องการให้บุตรหลานอยู่ในระเบียบวินัยไม่หลงมัวเมาในอบายมุข ก็ควรบูชาพระเสาร์ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปนั่ง ปางนาคปรก
    และจัดคาถา ยะโตหัง เป็นคาถาบทสวดสำหรับพระเสาร์ โดยสวด 10 จบ ตามกำลังวัน บูชาพระนาคปรกเพื่อจะได้ช่วยคุ้มกันอันตรายต่างๆ ช่วยให้เกิดโชคลาภ จะมีความสุขความเจริญ และเกิดความสวัสดี มีมงคลตลอดกาลนานและยังให้บทสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักร เป็นคาถาประจำพระเสาร์อีกด้วยคือ " โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ "
    ทิศปัจจิม
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระอานนท์ ซึ่งเป็นพุทธอุปัฐาก เลขาส่วนตัวของพระพุทธเจ้า ดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนตื่นนอนและหลังจำวัด แม้ว่าพระพุทธองค์ไปแสดงธรรมเทศนาที่ใด ถ้าพระอานนท์ไม่ได้ไป จะต้องกลับมาแสดงธรรมให้พระอานนท์ฟังโดยเฉพาะอีกครั้ง ผู้ใดอยากให้บุตรหลาน ฉลาด รอบรู้ หูตากว้างไกลก็ควรบูชา พระพฤหัส พระพฤหัสชุบมาจากฤาษี 19 ตน ซึ่งมีความฉลาด หลักแหลม ปัญญา ดี รอบรู้
    ตามคติของพระพุทธศาสนา จัดให้พระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปประจำวันพฤหัส และจัดให้สวดคาถา บทขัดพระปริตบทปุเรนตัมโพ โดยสวด 19 จบ ตามกำลังวันบูชาพระปางสมาธิ เพื่อจะช่วยคุ้มอันตรายต่างๆ และช่วยให้เกิดโชคลาภด้วย มีความสุขความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และยังให้พระสวดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพ เป็นคาถาประจำวันพฤหัสบดีด้วยคือ " ภะ สัม มัม วิ สะ เท ภะ "
    ทิศพายัพ
    พระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระควัมปติ หรือ พระสิวลี ซึ่งเป็นเอตทัคคะเลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในเรื่องโชคลาภ ซึ่งตรงกับนพเคราะห์คือ พระราหูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวง มีอำนาจบารมีเป็นที่เกรงกลัว ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีโชคลาภ บารมีต้องบูชา พระราหู ให้คอยปกปักรักษา
    ตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูป ปางป่าเลไลยก์ เป็นพระปางประจำราหู และกำหนดบทสวด บทกินนุ สัน ตะ ระมาโน วะ เป็นบทสวดประจำวันพุธกลางคืน ควรสวด 12 จบ ตามกำลังวัน เพื่อบูชาพระปางป่าเลไลยก์ เพื่อคุ้มภัยให้สิ่งร้ายกลายเป็นดีและจะมีความสุขสวัสดี และได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดินเป็นคาถาประจำราหู คือ " คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ "
    ทิศอุดร
    ตรงกับพระอรหันต์ประจำทิศ คือ พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตรงกับนพเคราะห์คือพระศุกร์ ผู้ใดอยากให้มีกิจการการค้ารุ่งเรือง ซื้อง่ายขายคล่อง พูดเป็นเงินเป็นทอง มีความสุขสบายในครอบครัวก็ควรบูชาพระศุกร์ตามคติทางพระพุทธศาสนา ได้จัดให้พระพุทธรูปยืน ปางทรงรำพึง พระหัตถ์ทั้งสองวางทับกันที่หน้าอก เป็นพระประจำ วันศุกร์
    และได้จัดคาถาบท ขัดธชัคคสูตร เป็นบทสวดประจำพระศุกร์ โดยสวด 21 จบ ตามกำลังวันเพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ คุ้มกันภัยอันตรายใดๆ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังได้จัดพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์เป็นคาถาประจำวันศุกร์ คือ " วา โธ โน อะ มะ มะ วา "
    ทิศอีสาน
    ตรงกับพระอรหันต์ คือ พระราหุล ซึ่งเป็นเอตทัคคะในเรื่องของการศึกษา ใคร่ต่อการศึกษาเรียนรู้ ตรงกับนพเคราะห์คือพระอาทิตย์ ซึ่งชุบมาจากราชสีห์ผู้ใดอยากให้บุตรหลานมีปัญญาเฉียบแหลม สติปัญญาเป็นเลิศ มีฤทธิ์ มียศ ชื่อเสียงก็ควรจะบูชา พระอาทิตย์
    และจัดให้พระปริตบท โมรปริต เป็นคาถาสวดสำหรับพระอาทิตย์ ควรสวด 6 จบ ตามกำลังวัน เพื่อให้เกิดโชคลาภ คุ้มภัยอันตราย จะมีความเจริญรุ่งเรืองและความสุขสวัสดีตลอดกาล และยังได้จัดเอาคาถาพระอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูปเป็นคาถาภาวนาสำหรับพระอาทิตย์ด้วยคือ " อะ วิ สุ นุต สา นุ ติ "
    ตรงกลาง
    มีพระเกตุอยู่ท่ามกลางจักรวาล ตรงกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประธานของ พระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศ เมื่อบูชาพระเกตุเท่ากับเสริมเดช เดชานุภาพผู้ที่ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดของตนเองควรบูชา พระเกตุ ซึ่งมีกำลังดี และจัดให้พระพุทธรูป ปางมารวิชัย เป็นปางของพระเกตุ
    และให้สวดคาถาบท พุทโธ จะ มัชฌิโม เสฏิโฐ เป็นคาถาประจำพระเกตุโดยสวด 9 จบ เพื่อคุ้มกันเสนียดจัญไร ให้แคล้วคลาดปลอดภัยและได้จัดพระคาถานวหรคุณเป็นคาถาภาวนาประจำพระเกตุ คือ " อะ ระ หัง สุ คะ โต ภะ คะ วา "
    ซึ่งจะเห็นได้ว่าคาถาบูชาพระประจำต่างๆ นั้น ก็ถอดออกมาจากบทสวดพระพุทธคุณ 56 นั่นเอง กล่าวคือ
    อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา อะ
    ระ หัง สัม มา สัม พุท โธ วิ
    ชา จะ ระ ณะ สัม ปัน โน สุ
    คะ โต โล กะ วิ ทู อะ นุต
    ตะ โร ปุ ริ สะ ทัม มะ สา
    ระ ถิ สัต ถา เท วะ มะ นุ
    สา นัง พุท โธ ภะ คะ วา ติ
    ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
    แถวตั้งที่ 1 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทกระทู้ 7 แบก เป็นคาถาสวดพระจันทร์ 15 จบ
    แถวตั้งที่ 2 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทเรียกฝนแสนห่าเป็นคาถาสวดพระอังคาร 8 จบ
    แถวตั้งที่ 3 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์เกลื่อนสมุทรเป็นคาถาพระพุธ 17 จบ
    แถวตั้งที่ 4 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์คลายจักรเป็นคาถาสวดพระเสาร์ 10 จบ
    แถวตั้งที่ 5 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพเป็นคาถาสวดพระพฤหัส 19 จบ
    แถวตั้งที่ 6 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์พลิกแผ่นดิน เป็นคาถาสวดพระราหู 12 จบ
    แถวตั้งที่ 7 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทตวาดฟ้าป่าหิมพานต์ เป็นคาถาสวดพระศุกร์ 21 จบ
    แถวตั้งที่ 8 บทคาถาอิติปิโส 8 ทิศ บทนารายณ์แปลงรูป เป็นคาถาสวดพระอาทิตย์ 6 จบ
    ที่มา - เว็บ oknation.net
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ผ้ายันต์พระอรหันต์ 8 ทิศหลวงพ่อแพวัดพิกุลทองให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250912_003638.jpg IMG_20250912_003206.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กันยายน 2025
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG] [​IMG]

    *** เราเป็นอาจารย์ แต่ช่วยตัวเองให้รวยไม่ได้ แล้วเราจะไปช่วยใครเขา ให้เขารวยได้ ***
    อาจารย์ใหญ่ในวิชาการ พรหมศาสตร์
    อ.ทองแถม ศาสตระรุจิ เจ้าตำหรับวิชาพรหมศาสตร์
    ในบรรดาวิชาไสยศาสตร์ เมื่อเรียนกันไปมากๆแล้ว ก็จะต้องไปสื่อกับครูบาอาจารย์ และมหาเทพและเทพยดาทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ในอดีต ที่มีเรื่องเกี่ยวกับเทวดา เช่น อ.ชุม ไชยคีรี พ่อพราหมณ์สุทโธ ก็มีประวัติเกี่ยวข้องกับเทวดาเบื้องบน
    อ.ทองแถม ศาสตระรุจิ ว่ากันว่า วิชาพรหมศาสตร์ของท่าน ได้มาจาก องค์สมเด็จปรมาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์ หลังจากนั้นไม่นาน ท่านสามารถสร้างตัว เป็นมหาเศรษฐีได้ จนทำให้ผู้ไปพบท่านที่ที่บ้าน เกิดความเคลือบแคลงไม่ได้ ว่าท่านเป็นของจริงหรือเปล่า เพราะเฉพาะเสาบ้าน ขนาดสองคนโอบ แต่เมื่อได้ฟังคำอ.ทองแถม กับทำให้เกิดศรัทธายิ่งขึ้นอีก เพราะท่านพูดว่า เราเป็นอาจารย์ แต่ช่วยตัวเองให้รวยไม่ได้ แล้วเราจะไปช่วยใครเขา ให้เขารวยได้
    พอดีแอดมินไปอ่านเจอเกร็ดประวัติอ.ทองแถม จึงได้คัดลอกให้แฟนเพจได้ทัศนา
    เนื่องในพิธีพรหมาภิเศก “องค์พรหมเทพปฏิมา” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2506 นี้นั้น พิธีได้กระทำขึ้น ณ เทวสถานโบสท์พราหมณ์ เสาชิงช้า พระนคร เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีหลายฝ่ายด้วยกัน อาทิ ฝ่ายสงฆ์มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระมีท่านเจ้าคุณราชสิทธิ์ วัดมหาธาตุฯ เป็นประธาน ฝ่ายพราหมณ์มีพระราชครูวามเทพมุนี เป็นประธาน และฝ่ายพรหมศาสตร์มีอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ เป็นประธาน ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีทุกฝ่ายต่างก็ประกอบพิธีกรรมตามลัทธิของตน เพื่อความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ของ "องค์พรหมเทพปฏิมา" เป็นสำคัญ ...
    ปรากฏว่าในระหว่างพิธีกรรมตลอดเวลา 3 วัน 3 คืนนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละฝ่ายต่างได้คัดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาทำการปลุกเสกทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายสงฆ์นั้นได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังจากวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรมาร่วมปลุกเสกโดยพร้อมเพรียง นอกจากนั้นยังนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ซึ่งวุฒิเปรียญ 9 ประโยคอีก 9 รูป มาเจริญพระพุทธชัยมงคลคาถาตลอดเวลา...
    พิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ครั้งนี้เป็นพิธีที่ใหญ่ยิ่งพิธีหนึ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งบรรดาผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านต่างได้กล่าวยืนยันว่า นอกจากพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายต่าง ๆ จะมาเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพระภิกษุผู้สำเร็จซึ่งมรณภาพไปแล้วกับเทพเจ้าและองค์พรหมบนสวรรค์เสด็จมาเป็นประธานในพิธีนี้ด้วยจำนวนมาก ...
    เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดว่าในพิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ดังกล่าวนี้ได้มีวิญญาณของภิกษุรูปใดเทพเจ้าองค์ใด และพระพรหมองค์ใดเสด็จมาร่วมพิธีบ้างนั้น จึงได้นัดพบกับพ.อ. สมาน วีระไวทยะ (ยศในขณะนั้น) วศบ. ทบ. หัวหน้ากองนโยบายและแผน กรมส่งกำลังบำรุงทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเจ้าตำรับ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” ที่ชาวไทยและต่างประเทศรู้จักดี กับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางนั่งตรวจทางใน เพื่อนำเหตุการณ์ในวันประกอบพิธีพรหมาภิเศกมาเสนอ ดังนี้ ...
    พ.อ. สมาน วีระไวทยะ เล่าว่า ความจริงท่านไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพิธีพรหมาภิเศกในครั้งนี้เลย แต่ในระหว่างพิธีวันที่ 19 พ.ย. นั้น ท่านได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ชาญไชย ถาวรธารนายช่างพิเศษกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นท่านหนึ่งที่ไปร่วมพิธีในทางด้านฝ่ายพรหมศาสตร์ ขอให้ช่วยนั่งทางในตรวจดูว่ามีวิญญาณของผู้ใดรวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดมาเข้าพิธีบ้าง ท่านจึงได้ไปนั่งตรวจให้ข้าง ๆ พิธีในบริเวณเทวสถานแห่งนั้น ...
    พ.อ. สมาน เล่าว่า เมื่อท่านได้เริ่มนั่งทางในตรวจดูนั้นเป็นเวลาประมาณ 00.30 น. การประกอบพิธีพรหมาภิเษกของเกจิอาจารย์ฝ่ายต่าง ๆ กำลังดำเนินอยู่และในการนั่งตรวจครั้งแรกนั้นพ.อ.สมานได้ตรวจถึงวิญญาณของพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้วว่าจะมีรูปใดมาในพิธีบ้าง ...
    เมื่อนั่งหลับตาเข้าสมาธิแล้วสักครูก็เห็นว่าภาพในบริเวณเทวสถานมืดสนิทลงแล้วค่อย ๆ มีแสงสว่างจ้าเป็นประกายขึ้นโดยรอบ ทันใดนั้นก็เห็นภาพของพระอาจารย์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทีละองค์ อาทิ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตาราม หลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด หลวงพ่อลี วัดอโศการาม และพระอาจารย์สำคัญองค์อื่น ๆ รวม 15 องค์ด้วยกัน และแต่ละองค์ได้บอกให้นายพันเอกแห่งกองทัพบกทราบว่าท่านจะได้มาร่วมในพิธีนี้ทุก ๆ วันจนเสร็จสิ้นพิธี
    ภายหลังจากได้ตรวจดูพระอาจารย์ต่าง ๆ จนทั่วถึงแล้ว พ.อ. สมานจึงได้เปลี่ยนเป็นตรวจดูเทพเจ้าที่มาในพิธีบ้าง หลังจากนั่งสมาธิก็ได้เห็นภายในบริเวณเทวสถานกลับมืดสนิทลงเหมือนครั้งที่แล้ว ชั่วครู่ต่อมาก็ปรากฏเป็นแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ขึ้น แต่ไม่ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์ใดให้เห็น แต่จากแสงสีเขียวนี้ พ.อ.สมานทราบว่า เป็นแสงประจำองค์เทพเจ้าชั้นสูงหลายองค์ อาทิ
    ... พระนารายณ์ พระพิฆเณศวร์ และสมเด็จพระอัมรินทราธิราช ...
    ดังนั้นเพื่อจะขอทราบว่าเทพเจ้าองค์ใดในสามองค์นี้จะเป็นผู้เสด็จมา นายพันเอกจึงตั้งอธิษฐานขอให้ท่านเจ้าของแสงปรากฏพระองค์ให้เห็นด้วย ครั้นอธิษฐานเสร็จก็ค่อย ๆ ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์หนึ่งขึ้นราง ๆ และค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นจนเห็นได้ถนัด เทพเจ้าองค์นี้มีทั้งหมด 4 กร จึงทราบได้ว่าเจ้าของแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ที่เสด็จมานั้นคือ "องค์พระนารายณ์" หรือ "พระวิษณุเทพ" นั่นเอง พร้อมกันนั้นองค์พระนารายณ์ก็ได้ตรัสให้ พ.อ. สมานทราบเช่นเดียวกับพระอาจารย์องค์อื่น ๆ ...
    ในการตรวจทางในขั้นสุดท้าย พ.อ.สมาน ได้ตรวจว่าเทพเจ้าขั้นพรหมนั้นจะมีองค์ใดเสด็จมาบ้าง ครั้นได้ทำสมาธิและปรากฏความมืดสนิทขึ้นมาแล้ว ก็ปรากฏแสงสีขาวนวลคล้ายสีของไข่มุกเป็นประกายรุ่งโรจน์ และพร้อมกับแสงสีที่ปรากฏขึ้นนั้น นายพันเอกแห่งกองทัพบกก็ได้เห็นภาพของพระพรหมองค์สมเด็จปรมาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์เสด็จมาเอง...
    เมื่อได้นั่งทางในตรวจเห็นบรรดาพระอาจารย์ต่าง ๆ รวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดที่เสด็จมาในพิธีแล้ว พ.อ.สมานจึงได้เขียนบันทึกมอบให้อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ประธานฝ่ายพรหมศาสตร์เก็บไว้เป็นหลักฐาน
    ทั้งหมดนี้คือบันทึกที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่การเห็นการรู้ของหลาย ๆ ท่านตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งท่าน พลโท สมาน วีระไวทยะ และอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิแม้แต่การสร้างพระมหาเทพทั้งสามของวัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ ซึ่งหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ เป็นผู้ปลุกเสก พระผงรูปพระนารายณ์ก็ยังใช้ "ผงสีเขียว" ในการสร้าง ซึ่งตรงกับสีรัศมีกายของพระองค์พอดี นับว่าผู้จัดทำมีความรอบคอบยิ่งนัก ...
    แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ไม่ได้แปลว่าไม่มี และบางสิ่งที่เราไม่เชื่อ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอยู่จริงเช่นกัน ...
    ขอขอบคุณ ท่านเจ้าเรื่องและภาพ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญพระพรหมอาจารย์ทองแถม
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    [​IMG] [​IMG]
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG] [​IMG]
    FB_IMG_1757424335601.jpg FB_IMG_1757424339262.jpg
    *** เราเป็นอาจารย์ แต่ช่วยตัวเองให้รวยไม่ได้ แล้วเราจะไปช่วยใครเขา ให้เขารวยได้ ***
    อาจารย์ใหญ่ในวิชาการ พรหมศาสตร์
    อ.ทองแถม ศาสตระรุจิ เจ้าตำหรับวิชาพรหมศาสตร์
    ในบรรดาวิชาไสยศาสตร์ เมื่อเรียนกันไปมากๆแล้ว ก็จะต้องไปสื่อกับครูบาอาจารย์ และมหาเทพและเทพยดาทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ในอดีต ที่มีเรื่องเกี่ยวกับเทวดา เช่น อ.ชุม ไชยคีรี พ่อพราหมณ์สุทโธ ก็มีประวัติเกี่ยวข้องกับเทวดาเบื้องบน
    อ.ทองแถม ศาสตระรุจิ ว่ากันว่า วิชาพรหมศาสตร์ของท่าน ได้มาจาก องค์สมเด็จปรมาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์ หลังจากนั้นไม่นาน ท่านสามารถสร้างตัว เป็นมหาเศรษฐีได้ จนทำให้ผู้ไปพบท่านที่ที่บ้าน เกิดความเคลือบแคลงไม่ได้ ว่าท่านเป็นของจริงหรือเปล่า เพราะเฉพาะเสาบ้าน ขนาดสองคนโอบ แต่เมื่อได้ฟังคำอ.ทองแถม กับทำให้เกิดศรัทธายิ่งขึ้นอีก เพราะท่านพูดว่า เราเป็นอาจารย์ แต่ช่วยตัวเองให้รวยไม่ได้ แล้วเราจะไปช่วยใครเขา ให้เขารวยได้
    พอดีแอดมินไปอ่านเจอเกร็ดประวัติอ.ทองแถม จึงได้คัดลอกให้แฟนเพจได้ทัศนา
    เนื่องในพิธีพรหมาภิเศก “องค์พรหมเทพปฏิมา” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2506 นี้นั้น พิธีได้กระทำขึ้น ณ เทวสถานโบสท์พราหมณ์ เสาชิงช้า พระนคร เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีหลายฝ่ายด้วยกัน อาทิ ฝ่ายสงฆ์มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระมีท่านเจ้าคุณราชสิทธิ์ วัดมหาธาตุฯ เป็นประธาน ฝ่ายพราหมณ์มีพระราชครูวามเทพมุนี เป็นประธาน และฝ่ายพรหมศาสตร์มีอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ เป็นประธาน ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีทุกฝ่ายต่างก็ประกอบพิธีกรรมตามลัทธิของตน เพื่อความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ของ "องค์พรหมเทพปฏิมา" เป็นสำคัญ ...
    ปรากฏว่าในระหว่างพิธีกรรมตลอดเวลา 3 วัน 3 คืนนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละฝ่ายต่างได้คัดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาทำการปลุกเสกทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายสงฆ์นั้นได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังจากวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรมาร่วมปลุกเสกโดยพร้อมเพรียง นอกจากนั้นยังนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ซึ่งวุฒิเปรียญ 9 ประโยคอีก 9 รูป มาเจริญพระพุทธชัยมงคลคาถาตลอดเวลา...
    พิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ครั้งนี้เป็นพิธีที่ใหญ่ยิ่งพิธีหนึ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งบรรดาผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านต่างได้กล่าวยืนยันว่า นอกจากพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายต่าง ๆ จะมาเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพระภิกษุผู้สำเร็จซึ่งมรณภาพไปแล้วกับเทพเจ้าและองค์พรหมบนสวรรค์เสด็จมาเป็นประธานในพิธีนี้ด้วยจำนวนมาก ...
    เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดว่าในพิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ดังกล่าวนี้ได้มีวิญญาณของภิกษุรูปใดเทพเจ้าองค์ใด และพระพรหมองค์ใดเสด็จมาร่วมพิธีบ้างนั้น จึงได้นัดพบกับพ.อ. สมาน วีระไวทยะ (ยศในขณะนั้น) วศบ. ทบ. หัวหน้ากองนโยบายและแผน กรมส่งกำลังบำรุงทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเจ้าตำรับ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” ที่ชาวไทยและต่างประเทศรู้จักดี กับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางนั่งตรวจทางใน เพื่อนำเหตุการณ์ในวันประกอบพิธีพรหมาภิเศกมาเสนอ ดังนี้ ...
    พ.อ. สมาน วีระไวทยะ เล่าว่า ความจริงท่านไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพิธีพรหมาภิเศกในครั้งนี้เลย แต่ในระหว่างพิธีวันที่ 19 พ.ย. นั้น ท่านได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ชาญไชย ถาวรธารนายช่างพิเศษกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นท่านหนึ่งที่ไปร่วมพิธีในทางด้านฝ่ายพรหมศาสตร์ ขอให้ช่วยนั่งทางในตรวจดูว่ามีวิญญาณของผู้ใดรวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดมาเข้าพิธีบ้าง ท่านจึงได้ไปนั่งตรวจให้ข้าง ๆ พิธีในบริเวณเทวสถานแห่งนั้น ...
    พ.อ. สมาน เล่าว่า เมื่อท่านได้เริ่มนั่งทางในตรวจดูนั้นเป็นเวลาประมาณ 00.30 น. การประกอบพิธีพรหมาภิเษกของเกจิอาจารย์ฝ่ายต่าง ๆ กำลังดำเนินอยู่และในการนั่งตรวจครั้งแรกนั้นพ.อ.สมานได้ตรวจถึงวิญญาณของพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้วว่าจะมีรูปใดมาในพิธีบ้าง ...
    เมื่อนั่งหลับตาเข้าสมาธิแล้วสักครูก็เห็นว่าภาพในบริเวณเทวสถานมืดสนิทลงแล้วค่อย ๆ มีแสงสว่างจ้าเป็นประกายขึ้นโดยรอบ ทันใดนั้นก็เห็นภาพของพระอาจารย์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทีละองค์ อาทิ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตาราม หลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด หลวงพ่อลี วัดอโศการาม และพระอาจารย์สำคัญองค์อื่น ๆ รวม 15 องค์ด้วยกัน และแต่ละองค์ได้บอกให้นายพันเอกแห่งกองทัพบกทราบว่าท่านจะได้มาร่วมในพิธีนี้ทุก ๆ วันจนเสร็จสิ้นพิธี
    ภายหลังจากได้ตรวจดูพระอาจารย์ต่าง ๆ จนทั่วถึงแล้ว พ.อ. สมานจึงได้เปลี่ยนเป็นตรวจดูเทพเจ้าที่มาในพิธีบ้าง หลังจากนั่งสมาธิก็ได้เห็นภายในบริเวณเทวสถานกลับมืดสนิทลงเหมือนครั้งที่แล้ว ชั่วครู่ต่อมาก็ปรากฏเป็นแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ขึ้น แต่ไม่ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์ใดให้เห็น แต่จากแสงสีเขียวนี้ พ.อ.สมานทราบว่า เป็นแสงประจำองค์เทพเจ้าชั้นสูงหลายองค์ อาทิ
    ... พระนารายณ์ พระพิฆเณศวร์ และสมเด็จพระอัมรินทราธิราช ...
    ดังนั้นเพื่อจะขอทราบว่าเทพเจ้าองค์ใดในสามองค์นี้จะเป็นผู้เสด็จมา นายพันเอกจึงตั้งอธิษฐานขอให้ท่านเจ้าของแสงปรากฏพระองค์ให้เห็นด้วย ครั้นอธิษฐานเสร็จก็ค่อย ๆ ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์หนึ่งขึ้นราง ๆ และค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นจนเห็นได้ถนัด เทพเจ้าองค์นี้มีทั้งหมด 4 กร จึงทราบได้ว่าเจ้าของแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ที่เสด็จมานั้นคือ "องค์พระนารายณ์" หรือ "พระวิษณุเทพ" นั่นเอง พร้อมกันนั้นองค์พระนารายณ์ก็ได้ตรัสให้ พ.อ. สมานทราบเช่นเดียวกับพระอาจารย์องค์อื่น ๆ ...
    ในการตรวจทางในขั้นสุดท้าย พ.อ.สมาน ได้ตรวจว่าเทพเจ้าขั้นพรหมนั้นจะมีองค์ใดเสด็จมาบ้าง ครั้นได้ทำสมาธิและปรากฏความมืดสนิทขึ้นมาแล้ว ก็ปรากฏแสงสีขาวนวลคล้ายสีของไข่มุกเป็นประกายรุ่งโรจน์ และพร้อมกับแสงสีที่ปรากฏขึ้นนั้น นายพันเอกแห่งกองทัพบกก็ได้เห็นภาพของพระพรหมองค์สมเด็จปรมาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์เสด็จมาเอง...
    เมื่อได้นั่งทางในตรวจเห็นบรรดาพระอาจารย์ต่าง ๆ รวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดที่เสด็จมาในพิธีแล้ว พ.อ.สมานจึงได้เขียนบันทึกมอบให้อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ประธานฝ่ายพรหมศาสตร์เก็บไว้เป็นหลักฐาน
    ทั้งหมดนี้คือบันทึกที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่การเห็นการรู้ของหลาย ๆ ท่านตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งท่าน พลโท สมาน วีระไวทยะ และอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิแม้แต่การสร้างพระมหาเทพทั้งสามของวัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ ซึ่งหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ เป็นผู้ปลุกเสก พระผงรูปพระนารายณ์ก็ยังใช้ "ผงสีเขียว" ในการสร้าง ซึ่งตรงกับสีรัศมีกายของพระองค์พอดี นับว่าผู้จัดทำมีความรอบคอบยิ่งนัก ...
    แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ไม่ได้แปลว่าไม่มี และบางสิ่งที่เราไม่เชื่อ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอยู่จริงเช่นกัน ...
    ขอขอบคุณ ท่านเจ้าเรื่องและภาพ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญพระพรหมอาจารย์ทองแถม
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    IMG_20250909_202341.jpg IMG_20250909_202400.jpg
    [​IMG] [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กันยายน 2025
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757657151016.jpg
    หลวงพ่อพระราชพรหม(วีระ)ท่านอธิษฐานจิต
    "เหรียญมหาสมบัติ"
    พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้ครอบครองแก้ว 7 ประการ อันได้แก่
    จักรแก้ว (จกฺกรตฺตนํ)
    เมื่อผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระองค์ทรงรักษาศีลอุโบสถ ชำระจิตให้สะอาดแล้วทรงทำสมาธิ จักรแก้วก็บังเกิดขึ้น ทำจากโลหะมีค่า ส่องแสงสว่างไสว แล้วพาพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมเหล่าเสนาบดีลอยไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปทั้ง 4 ประเทศต่างๆ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ไม่มีการสู้รบกัน เมื่อจะถวายเครื่องบรรณาการพระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงไม่รับแต่พระราชทานโอวาทศีล 5 ให้
    ช้างแก้ว (หตฺถีรตฺตนํ)
    ช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาช้าง มีชื่อว่า อุโบสถ สีขาวเผือก สง่างาม มีฤทธิ์เดชสามารถเหาะได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า
    ม้าแก้ว (อสฺสรตฺตนํ)
    ม้าแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาม้า มีชื่อว่า วลาหกะ เป็นอัศวราชผู้สง่างาม ขนงาม มีหางเป็นพวง ตรงปลายคล้ายดอกบัวตูม มีฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินบนอากาศได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า
    มณีแก้ว (มณิรตฺตนํ)
    มณีแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นแก้วมณีเปล่งแสงสุกสกาว ใสแวววาวยิ่งกว่าเพชร เปล่งรังสีแสงสว่างไสวโดยรอบถึง 1 โยชน์ คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างให้เกิดขึ้น ดึงดูดสมบัติทั้งหลายมาให้ สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งชมพูทวีปโดยไม่ต้องทำมาหากิน เมื่อพระมหาจักรพรรดิทรงทดลองแก้วมณีกับกองทัพ โดยติดแก้วมณีไว้บนยอดธงนำทัพ แก้วมณีก็เปล่งแสงสว่างไสว ทำให้กองทัพเดินทางได้สะดวกสบาย เหมือนเดินทัพในเวลากลางวัน
    นางแก้ว (อิตถรตฺตนํ)
    นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นหญิงที่มีบุญญาธิการ รูปร่างน่าดูชม ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใส สวยงามกว่ามนุษย์ทั่วไป พูดจาสุภาพ ไม่โกหก มีกลิ่นดอกบัวหอมฟุ้งออกจากปาก มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งรอบกาย นางแก้วเป็นผู้คอยปรนนิบัติพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไม่ขาดสาย ตื่นก่อนนอนทีหลังพระเจ้าจักรพรรดิ คอยรับฟังคำสั่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ประพฤติชอบต่อพระเจ้าจักรพรรดิเสมอ
    ขุนคลังแก้ว (คหปติรตฺตนํ)
    คฤหบดีแก้ว หรือขุนคลังแก้ว สามารถนำทรัพย์สินมาให้แด่พระเจ้าจักรพรรดิได้ ขุมทรัพย์อยู่ที่ไหนก็เห็นไปหมด
    ขุนพลแก้ว (ปริณายกรตฺตนํ)
    ปริณายกแก้ว หรือขุนพลแก้ว คือพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นขุนศึกคู่ใจ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ มีความฉลาดเฉลียว รู้สิ่งใดควรไม่ควร คอยให้คำแนะนำปรึกษาแด่พระเจ้าจักรพรรดิอยู่เสมอ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    LP-veera003.jpg

    วันที่ ๑๘ มิถุนายน
    วันคล้ายวันมรณภาพ พระเดชพระคุณ พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)
    ประวัติก่อนบวช
    พระเดชพระคุณ พระราชพรหมเถร มีนามเดิมว่า วีระ อุตตรนที และในภาษาญี่ปุ่นว่า คูนิโอ คาวาคิตะ (ญี่ปุ่น: 河北国雄 โรมาจิ: Kawakita Kunio) บิดาท่านเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า เอตะ คาวาคิตะ มารดาท่านเป็นชาวไทยนามว่า นางสน อุตตรนที ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 ที่ข้างวัดมอญ ตำบลท่าข้าม อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันล้วนเป็นชาย 5 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 พี่น้องร่วมบิดามารดาประกอบด้วยดังนี้
    1. นายสนิท อุตตรนที (เสียชีวิตแล้ว)
    2. พระราชพรหมเถร
    3. นายณรงค์ อุตตรนที (เสียชีวิตแล้ว) มีบุตรธิดา 3 คนคือ
    นส.อภิษฎา อุตตรนที
    นายวรพจน์ อุตตรนที
    ดร.ฑกลชัย อุตตรนที
    4. นายหาญ อุตตรนที (เสียชีวิตแล้ว)
    มีบุตร 1คนคือ นายธีรพจน์ อุตตรนที (เสียชีวิตแล้ว) และนายธีรพจน์ มีบุตร 2คน บุตรนายธีรพจน์ยังมีชีวิตอยู่
    5. รศ.ดร.เดโช อุตตรนที (เสียชีวิตแล้ว)
    การศึกษาเมื่อเยาว์วัย
    ครอบครัวของเด็กชายวีระ อยู่ที่บางขุนเทียนได้ไม่นานนัก ก็ย้ายไปอยู่สี่พระยา เมื่อเจริญวัยเข้าเกณฑ์การเรียน บิดามารดาก็ส่งไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นของสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย เรียนอยู่ได้ 6 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2474 ก็เรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 ของโรงเรียน มีความสามารถอ่าน เขียน และพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ด้วยความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ต่อจากนั้นก็ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2481 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเข้าเรียนต่อเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 2 จนถึง พ.ศ. 2483 จากนั้นจึงเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนในสาขานิติศาสตร์ สอบได้ที่ 1 ใน พ.ศ. 2484 ขณะเรียนอยู่นั้นก็ได้ทำงานไปด้วยในสถานทูตญี่ปุ่น
    แต่ชีวิตการศึกษาในมหาวิทยาลัยของคฤหัสถ์วีระ ต้องยุติลงภายหลังจากขึ้นปีการศึกษาที่ 2 เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 อันเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียบูรพา
    การอาชีพ
    เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้ว คฤหัสถ์วีระไม่ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อ แต่ได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย สั่งและส่งสินค้าเข้าและออกจากประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ด้วยความขยันขันแข็ง เอาใจใส่ในหน้าที่ การค้าขายจึงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ในระยะเวลาประมาณ 10 ปีนั้น
    พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ
    ครั้งที่คฤหัสถ์วีระจะได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เป็นปี พ.ศ. 2496 ขณะนั้นอายุได้ 34 ปี วันหนึ่งได้ขึ้นรถเมล์สายตลาดพลู นั่งไปเพลิน ๆ ไม่ได้มีจุดหมาย และได้ปรารภกับตนเองว่า "ในชีวิตนี้คนเราต้องการอะไรกัน" คำตอบคือ "ความสุข" ก็แล้วความสุขนั้นคืออย่างไร จะให้มีจะให้รู้เห็นเป็นได้อย่างไร ปรารภอยู่ดังนั้น รถเมล์ก็วิ่งมาถึงตลาดพลู ที่นั่นคฤหัสถ์วีระได้ลงเรือจ้างที่แล่นไปตามคลองบางกอกน้อย เรือจ้างคิดว่า คฤหัสถ์วีระจะไปรับพระของขวัญของหลวงพ่อที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ จึงได้พาขึ้นท่าเรือที่เรียกกันว่า ท่าไฟไหม้ ข้างวัดปากน้ำ
    เมื่อเรือจอดเทียบท่า คฤหัสถ์วีระก็ขึ้นจากเรือ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าขึ้นไปทำไม และก็ได้เดินชมวัดอยู่ แล้วคฤหัสถ์วีระก็ได้เห็นพระภิกษุท่านหนึ่ง ดูน่าเลื่อมใส กำลังฉันภัตตาหารเพลอยู่ ความสง่า องอาจ และบุญราศีของท่าน ทำให้ต้องคิดว่าพระภิกษุท่านนั้นคงจะเป็นพระนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดอย่างแน่นอน เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านก็นั่งสนทนากับญาติโยมทั้งหลายที่ไปหานั้น ด้วยปฏิสันถารอันดี พูดจาฉะฉาน โต้ตอบธรรมะได้ลึกซึ้งเป็นพิเศษ
    หลวงพ่อพระราชพรหมเถรสนใจในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานมาตั้งแต่เด็ก ฟังธรรมที่วัดหัวลำโพง วัดแก้วแจ่มฟ้า วัดมหาพฤฒาราม มีความสนใจในเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ว่ามีจริงหรือไม่ จะไปดูด้วยวิธีใด ปรารถนาจะพิสูจน์ในเรื่องนี้ ก็ประจวบเหมาะในครั้งนี้ ได้ถือโอกาสขึ้นไปนั่งคุยกับพระอาจารย์ท่านนั้น จึงได้รู้ว่าท่านคือ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" ผู้ค้นพบพระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระภาวนาโกศลเถร ท่านก็ได้บอกว่า หากสนใจเรื่องนี้ให้มานั่งกัมมัฏฐาน และท่านได้แนะนำหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีนั่งภาวนา
    เป็นอันว่าคฤหัสถ์วีระในวันนั้นได้ทราบวิธีปฏิบัติจากท่านโดยละเอียด ก่อนจะกราบลาท่านกลับ ท่านบอกว่าให้มาวันพฤหัสบดี ด้วยความต้องการจะพิสูจน์ทดลอง คฤหัสถ์วีระก็ได้กลับไปพบท่านใหม่อีก
    บรรลุธรรมกาย
    คฤหัสถ์วีระได้มาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ 18 วัน ก็ได้เห็นตามที่อยากรู้นั้น แต่ในขณะนั้น ยังสงสัยอยู่ในใจว่า ที่เห็นนั้นเป็นจริงหรือว่าเป็นมโนภาพ คิดเอาเอง ก็พลันได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านว่า "ถ้าเราไปคิดเอาเอง เรานึกเท่าไหร่มันก็ไม่เห็น แต่นี่เราเป็นสมาธิ แล้วมันเป็นวิปัสสนา ถ้าเรานั่งมันก็จะเห็นขึ้นมาเอง" หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สอนศิษย์คนใหม่ของท่านในพระสัทธรรมและแก่นแห่งพระศาสนา เมื่อได้เห็นแล้ว ท่านพระอาจารย์ก็ได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า
    ที่บรรพบุรุษของเราได้อุตส่าห์เสียสละเลือดเนื้อก็เพื่อจะปกป้องพุทธศาสนา ซึ่งมีของจริงอย่างนี้
    คฤหัสถ์วีระเมื่อได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสมากขึ้นตามลำดับ เมื่อใจสบายแล้วจึงได้นึกทบทวนว่า "ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรานี้เอง เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ ครั้นสงบแล้วก็เป็นสุข ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า "นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าการหยุดนิ่งไม่มี"
    นับแต่นั้นมา คฤหัสถ์วีระก็ได้ไปนมัสการหาหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยสม่ำเสมอ บางครั้งก็พำนักค้างแรมที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม บางวันหลวงพ่อก็เรียกเข้าไปนั่งภาวนากับท่าน และสอนการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างละเอียด คฤหัสถ์วีระปฏิบัติจนได้ธรรมกาย ผ่านครบทั้ง 18 กายแล้ว หลวงพ่อก็ได้สอนวิชชาธรรมกายขั๊นสูงให้ ซึ่งท่านก็สามารถปฏิบัติได้
    อุปสมบท
    คฤหัสถ์วีระเมื่อได้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว จึงได้ตัดสินใจสละเพศคฤหัสถ์เข้าครองผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 โดยมีพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นที่พระภาวนาโกศลเถร เป็นองค์อุปัชฌาย์ และมีท่านพระครูปัญญาภิรัต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ กับท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า คณุตฺตโม ภิกฺขุ
    เผยแผ่วิชชาธรรมกาย
    เมื่อท่านได้บวชเรียนแล้ว ก็ได้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามแนววิชชาธรรมกาย กับหลวงพ่อวัดปากน้ำมาโดยตลอด ได้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พระศาสนาให้เจริญถาวรสืบไป ทั้งในและนอกประเทศ
    พระเดชพระคุณพระราชพรหมเถร เป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายโดยตรงจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้ทำหน้าที่เผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ทั้งในวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่หอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต ในโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ควบคุมการปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ และดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง
    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร เป็นครูอาจารย์ผู้ประเสริฐของศิษยานุศิษย์ และท่านได้สอนอบรมตักเตือนศิษย์ทั้งหลายด้วยความเมตตาโดยตลอด ท่านสอนหลักธรรมให้ปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกคน ทั้งในระหว่างการเรียนปฏิบัติพระกรรมฐานและในชีวิตประจำวัน
    #เผยแผ่พระศาสนาสู่ต่างประเทศ
    โดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมเถร มีความชำนาญในด้านภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส จึงทำให้งานเผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายได้ดำเนินไปด้วยดี พร้อมกับมีการจัดพิมพ์การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เผยแพร่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์ เยอรมนี สวีเดน และญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการดำเนินงานสอนพระสัทธรรมวิชชาธรรมกาย และจัดตั้งวัดไทยขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาแพร่หลายสู่พลโลกอย่างกว้างขวาง
    ตำแหน่งและสมณศักดิ์
    พ.ศ. 2508
    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระครูภาวนาภิรม
    ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ
    พ.ศ. 2513
    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นพระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามเดิม
    ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ
    ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พ.ศ. 2515 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระภาวนาโกศลเถร[1]
    พ.ศ. 2522 ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ประเภทวิสามัญ
    พ.ศ. 2546 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชพรหมเถร สมถวิปัสสนาธุราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี[2]
    มรณภาพ
    พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) มรณภาพเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เวลาประมาณ 21.19 น. ณ โรงพยาบาลเลิดสิน เขตบางรัก กรุงเทพฯ
    Baramee Raktham
    ผมบอกเองนะไม่เกี่ยวกับใคร
    ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าหลวงพ่อภาวนาท่านจะเกิดมาอีกเพียงชาติเดียว โดยท่านจะเกิดมาเพื่อเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเกิดมาในชาตินี้ก็เพื่อช่วยหลวงพ่อสดและหลวงป๋าในการเผยแพร่วิชชา ธรรมกาย ตามคำบัญชาของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่หลวงพ่อภาวนาท่านจะออกมาปกป้องหลวงป๋าทุกครั้งที่มีผู้ ไม่หวังดีคอยพูดจายุแหย่โจมตีกล่าวร้ายหลวงป๋า มีแต่หลวงพ่อภาวนาเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาปกป้องหลวงป๋า ท่านจะออกมาเพื่อปรามผู้กล่าวร้ายนั้นจนในที่สุดเห็นว่าคนเหล่านั้นยังไม่ ยอมหยุด ท่านจึงประกาศออกไปว่า “หากใครจะมาว่าคุณเสริมชัย (ชื่อจริงของหลวงป๋า) ก็ให้มาว่าได้ที่ฉันนี่” ทำให้ผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นต้องเงียบเสียงลงไป
    ผมเชื่อของผมมาตั้งนานแล้ว (มากกว่า 20 ปี) ว่าหลวงพ่อภาวนาท่านต่อไปจะเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผมจึงได้พยายามพาเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาทำบุญกับท่าน เพราะเราเกิดมาแล้วมีโอกาสยากมากที่จะได้มาทำบุญกับพระระดับพระปัจเจก พุทธเจ้า เมื่อพบแล้วก็ต้องหมั่นทำบุญกับท่าน พวกเราโชคดีมากนะครับที่ได้ทำบุญกับท่าน เมื่อท่านละสังขารไปแล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องท่านหนึ่งที่ชอบสอดญาณ ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ เขาโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า “พี่อู๋ครับ ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ตอนแรกผมตรวจดูว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน ตรวจอย่างไรก็หาท่านไม่พบ จนต้องกราบขอให้หลวงพ่อสดช่วยจึงได้พบวิมานของหลวงพ่อภาวนา ท่านอยู่ในเขตวงบุญพิเศษบนชั้นดุสิตไม่ไกลจากวิมานของหลวงพ่อสด วิมานของท่านไม่เหมือนใครเพราะเป็นศิลปะแบบนครวัดนครธมสวยงามและใหญ่โตมาก ที่แปลกสุดๆ ก็คือกายของท่านไม่ได้เป็นกายเทพบุตรเหมือนเทวดาองค์อื่นๆ แต่กายของท่านเป็นพระธรรมกายครับ”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจและเวปวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250912_130432.jpg IMG_20250912_130449.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กันยายน 2025

แชร์หน้านี้

Loading...