พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758460471635.jpg

    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด
    “”พระผงนางแย้ม”” หรือที่เรียกกันสมเด็จนางแย้ม ท่านลบผงเอง ผสมชานหมาก เกศา ผงเก่าหลวงพ่อจ่าง ผงเก่าหลวงพ่อหอม ผงพระกรุ ผงว่านยาทางคงกระพัน ว่านยาทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ต่างๆมากมาย ฯลฯ กดพิมพ์ที่วัดถอดพิมพ์มาจากพระกรุที่ขุดพบที่เจดีย์วัดตำหนัก เสกอัดพลัง แถมอยู่ในพิธีเสกเหรียญเลื่อนฯ ด้วย สร้างทั้งหมดทุกเนื้อประมาณ 2,000 องค์มวลสารมากมายควรค่าแก่การสะสม ประสบการณ์โชคลาภเมตตามหานิยมดีแคล้วคลาดปลอดภัยดี หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าตำรับจารนะหนึ่งตัวเป่าหนึ่งทีปืนยิงไม่ออก
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร วัดตำหนัก ปทุมธานี
    ( ท่านละสังขารเมื่อ ปี ๒๕๕๙ )
    ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริงเวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ดูยามมงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณท่านเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อฉินผู้เป็นบิดา หลวงพ่อหอมวัดบางเตยกลาง หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม ท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส สรรพวิชาอาคมที่ท่านได้ร่ำเรียนมา ท่านสามารถทำของขลังได้ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะ การลงตะกรุด จากตำราของ หลวงปู่จ่าง ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว "นะ" เพียงตัวเดียวเท่านั้น ท่านได้ลงตะกรุดแบบนี้แจกให้ลูกศิษย์ไว้ใช้ จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านมากมหาอุตม์คงกระพันแคล้วคลาดในพื้นที่แถบสามโคกเลื่องลือกันมากในตะกรุดท่าน แม้แต่หลวงพ่อทองหยิบวัดบ้านกลางยังยกย่องตะกรุดท่าน ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริง พิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านจึงออกมาไม่กี่รุ่นและมีประสบการณ์ หลวงพ่อโฉม ได้อธิบายว่า “นะ” ตัวนี้เป็นต้นแบบ เป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆ ต้องขึ้นต้นด้วย "นะ" ทั้งนั้น และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น "นะ" ใดๆ ทั้ง ๑๐๘ นะ ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บท ซึ่งกล่าวถึงตัว "นะ" ไว้หมดสิ้น ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม เปิดเผยว่า อักขระเลขยันต์นั้น จะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติ แจ่มใสสุขภาพดีเป็นสมาธิแน่แน่วเรื่องเวลานั้นไม่ สำคัญสัก๑๐ถึง๒๐นาทีก็ใช้ได้แล้วแต่ถ้าจิตไม่ดีไม่มีสมาธินั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนเรื่องการทำเครื่องราง ของขลัง โดยเฉพาะตะกรุด ท่านนิยมทำแบบโบราณ คือ เขียนทีละแผ่น เรียกสูตรกันทีละตัว ซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมาก มีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุด แต่ท่านปฏิเสธ ไม่เอาเป็นอันขาด ท่านว่ามันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขาข้าไม่เอา วิชาเอกของท่านคือตะกรุดๆท่านก็ยังลงจารยันต์ด้วยมือท่านเอง
    จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์มากมายเหรียญรุ่นมงคลจักรวาลเป็นเหรียญรุ่นแรก ที่มีประสบการณ์รุ่นนี้มีคนถูกยิงด้วยปืนจุด38 ถึง3นัดแต่กระสุนไม่ระคายผิวเสื้อขาดเป็นแค่รอยแดงๆในตัวมีเพียงเหรียญรุ่นแรกเลี่ยมพลาสติกบางๆของท่านติดตัวเพียงอย่างเดียววัตถุมงคลและเครื่องรางของท่านมีประสบการณ์เป็นที่กล่าวข่านของเมืองสามโคก
    ปทุมธานี หรือเมืองสามโคก ในอดีตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค้า ควบคู่กับกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองสามโคกมีสถานะเป็นเมืองตรี ครั้นต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัย ทรงพระราชทานนามเมืองสามโคกใหม่ว่าปทุมธานี คือเมืองแห่งดอกบัว ซึ่งจังหวัดปทุมนั้นมี ชาวมอญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระพุทธเจ้าหลวงเมื่อครั้งในอดีต ดังนั้น ศิลปะหลายแขนงยังมีการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และอีกแขนงที่กล่าวถึงนั้นก็คือสายวิชาพระเวชวิทยาคม การลงอักขระ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ซึ่งยังมีการสืบทอดพระเวทย์สายรามัญ จนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นมิได้น้อยไปกว่าที่อื่นเลย ดังเช่น พระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษหลาบรูป อาทิ เจ้าคุณรามัญมุณี วัดบางหลวง หลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต หลวงพ่อญัติ วัดสายไหม หลวงปู่ด๊วด วัดคลองสี่ หลวงพ่อเทียนวัดโบสถ์ และอีกมากมายหลายท่าน
    หลวงพ่อจ่าง เกศโร วัดไผ่ล้อม อำเภอสามโคก ท่านเป็นเกจิคณาจารย์ยุคเก่า ผู้เรืองเวทย์วิทยาคมอย่างมากในสมัยนั้น ท่านมีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องกรรมฐานและลงอักขระบนตะกรุด ที่มีอานุภาพทางคงกระพันชาตรี ยิ่งนักเลงในย่านนั้นนิยมเคียนตะกรุดของหลวงปุ่จ่างทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันผู้สืบสานพุทธานุคมสายหลวงปุ่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็คือ หลวงพ่อโฉม เตชวโร แห่ง วัดตำหนัก นั้นเอง
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร หรือ พระครูปทุมอรรถสุนทร ท่านมีนามเดิม ว่า นายบุญถม นามสกุล ภู่ห้อย เกิดวัดเสาร์ เดือน ๓ ปีกุล ปีพศ.๒๔๖๖ เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง ๓ คนของคุณพ่อฉิน(หลวงพ่อฉิน) คุณแม่แจ๋ว ภู่ห้อย จบการศึกษาระดับ ป๔ จากโรงเรียนสามมัคคิยาราม จากนั้นเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ท่ายได้สมัคร เป็นทหารรับใช้ชาติ อยู่ ๒ ปี จากนั้น อายุ ๒๒ จึงได้อุปสมบท ณ.วัดป่างิ้ว โดยมีพระครูถาวรกิจโกศล(ฟ้อน โชติปาโล)เป็นพระอุปฌาย์ จากนั้น เพียง๑ พรรษา ท่านก็ลาสิกขาบท ออกมาช่วยโยมพ่อ โยมแม่ทำนาเลี้ยงน้องในฐานะพี่ชายคนโต และท่านได้สมรสและมีบุตรธิดา ทำอาชีพสุจริต
    ยามว่างท่านมักจะไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อฉิน(บิดาของท่าน เสมอ) และมักไปต่อวิชากับหลวงพ่อหอม วับางเตยกลาง สองศิษย์เอก แห่งหลวงพ่อจ่างวัดไผ่ล้อม อยู่เป็นประจำจน ชำนาญ และหลวงพ่อท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆารวาส จนกระทั่งเมื่อครั้งที่ท่านอายุ ๔๐ ปี ท่านเกิดเจ็บหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านจึงอธิฐานว่า หากท่านรอดไปได้ ท่านจะใช้ชีวิตที่เหลือ ขอถวายพระศาสนา เมื่อท่านหายป่วย จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดดอกไม้ โดยมี พระครูธีรานุวัตร(หลวงพ่อหอม) วัดบางเตยกลาง เป็นพระอุปฌาย์ เมื่ออุปสมบท แล้วท่านก็ยังไปศึกษาเพิ่มเติมในบางวิชาและฝึกกรรมฐานขั้นสูง จากทั้ง หลวงพ่อฉิน และ หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม จวบจนท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตำหนัก ซึ่งสรรพวิชา อาคมที่ท่านร่ำเรียนมาท่านสามารถทำได้ขลัง และไม่เป็นรองใครโดยเฉพาะตะกรุดตำราหลวงปู่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว นะ เพียงตัวเดียวเท่านั้น และหลวงพ่อโฉม ท่านได้ลงตะกรุด แบบนี้แล้วแจกให้ลูกศิษย์ ไว้ใช้จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านแคล้วคลาด คงกระพันในพื้นที่แถบสามโคก
    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆก็ต้องขึ้นต้นด้วยน่ะทั้งนั้น เวลาพระเจริญพุทธมนต์ท่านต้องตั่งนะ ก่อนคือนะโมทุกครั้งและที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น นะใดๆทั้ง๑๐๘ นะที่ท่านได้ศึกษามาก็ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บทซึ่งกล่าวถึงตัว นะไว้หมดสิ้นคือ นะรานะระหิตังเทวัง นะระเทเวหิปูชิตัง นะรานังภามะยังเภหิ นะมามิสุคะตังชินัง เมื่อเรานำตัวนะตัวแม่ของ นะ มาเป็นต้นเป็นประธานแล้ว อาราธนา นะตัวลูกทั้ง ๑๐๘ ประการ ดีกว่าใช้ นะเฉพาะ ซึ่งจะมีฤทธิ์ เพียงด้านเดียวไปครอบคลุมในทุกๆด้าน เมื่อนำ นะ มาลงในโลหะม้วนเป็นตะกรุดแล้วตะกรุดนั้น ก็จะมีพุทธคุณมากมายดุจฝอยท้วมหลังช้างเรียก ว่า ๑๐๘ นะ ทั้งเมตา มหาเสนห์ มหานิยม แคล้วคลาด คงกะพัน กันอาวุธ ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม ได้เมตาเปิดเผยว่าอักขระเลขยันต์นั้นจะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติแจ่มใส สุขภาพดี เป็นสมาธิ แน่แน่ว เรื่องเวลานั้นไม่สำคัญสัก ๑๐ ถึง ๒๐ นาที ก็ใช้ได้ แต่ถ้าจิตไม่ดี ไม่มีสมาธิ นั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ และอีกอย่างคือ ปฏิภาคนิมิต คือนิมิตที่เราขึ้นตามจิตแห่งตน ลงอักขระเลขยันต์เยอะแยะมากมาย แต่นิมิตปฏิภาคไม่เกิดก็เท่านั้น สู้ลงนะตัวเดียว ปฏิภาคนิมิตเกิดเห็น นะ นั้นชัดเจน ปรากฎ ขึ้นไม่ได้เป็นว่า มันอยู่ที่จิต สมาธิเป็นสำคัญ
    ส่วนเรื่องการทำเครื่องรางของขลัง ของหลวงพ่อโฉม โดยเฉพาะตะกรุด หลวงพ่อท่านนิยมแบบโบราณคือเขียนทีละแผ่นเรียกสูตรกันทีละตัวซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมากมีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุดแต่ ท่านบอกปฎิเสธไม่เอาเป็นอันขาดท่านว่า มันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขา ข้าไม่เอา ถึงแม้ว่าปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ชราภาพมากแล้วก็ตามแต่ตะกรุดของท่านยังใช้การจาร ยันต์ด้วยมือ ถึงท่าน มิได้จารด้วยตัวท่านเอง ทั้งหมด ทุกดอก แต่ท่านมอบหมายให้ลูกศิษย์ที่ท่านครอบครูแล้ว เป็นคนช่วยจารแล้ว ท่านจะลง ครอบและเสกกำกับ ด้วยตัวท่านเองทุกครั้ง เพราะหลวงพ่อท่านบอกว่ายังไงก็ที่กว่าปั๊มเอา เพราะมันทำและจารด้วยใจ จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์กันมากมาย
    ในด้านการพัฒนาวัดตำหนัก แต่เดิมแรกเมื่อหลวงพ่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตำหนักนั้นมีเพียงอุโบสถ และกุฏิ เพียงหนึ่งหลัง แต่ปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ได้สร้างและบูรณะ ถาวรวัตถุภายในวัดขึ้นมา เริ่มตั้งแต่หมู่กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลาการเปรียญ เมรุ เขื่อนหน้าวัด และพระอุโบสถ หลังใหม่ จนสร้างความแตกต่างจากคร้งอดีต โดยสิ้นเชิง
    หลวงพ่อโฉมท่านเป็นพระที่สมถะเรียบง่ายไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ ใครให้ท่านทำอะไร ถ้าไม่เหนือบากกว่าแรงท่านสงเคาระห์ให้หมด มีเมตาต่อสาธุชน ทุกคน เข้าพบง่าย เว้นแต่ช่วงเวลาที่ท่านจำวัดเท่านั้นแหละครับ อย่าได้รบกวนท่านเลยเพราะท่านชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจิงทำจริง เวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ มงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้น วัตถุมงคลของหลวงพ่อ จึงออกมาไม่กี่รุ่น และบางอย่างก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
    1758460375046.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงนางแย้มเนื้อชานหมากผสมเกศา องค์นี้ ส่องจะเห็นเกศาหลายเส้น

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250921_204115.jpg IMG_20250921_204139.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กันยายน 2025
  2. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,498
    ค่าพลัง:
    +7,652
    ขอจองครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ผ้ายันต์กาขาว พระอาจารย์ นอง วัดทรายขาวพ่อท่านนองได้สร้างผ้ายันต์กาขาวโดยได้ยึดถือเอามรดกของหลวงพ่อทวดหมาน ทิ้งไว้ให้ท่านสร้างและเสกด้วยตัวท่านเองคนเข้านอกออกในวัดมักใกล้เกลือกินด่างคิดว่าผ้ายันต์กาขาวไม่น่าจะดังแต่หารู้ไม่ว่าประสบการณ์ขลัง ๆ เพียบจริงครับ ใครนับถือพระหลวงพ่อทวดแล้วขาดผ้ายันต์กาขาวไปเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปที่จะขาดมากๆคือ ขาดโชคลาภผ้ายันต์กาขาวดีทางมหาลาภด้วยเหมือนกันทั้งนี้อยู่ที่เราอธิษฐานขอหากสิ่งใดไม่เหนือแรงกรรมแล้ว แม่กาขาวท่านคงบันดาลให้สมหวัง ขอให้ท่านที่มีผ้ายันต์กาขาวติดไว้ที่ตัวและรถยนต์จะทำให้การเดินทางของท่านปลอดภัย
    ..........

    จากหลวงพ่อทวด..ถึง..ผ้ายันต์กาขาว พ่อท่านนอง วัดทรายขาว....(พระอาจารย์นอง ธัมมภูโต)
    เครื่องรางโด่งดังดุจดาวค้างฟ้า!! เปี่ยมด้วยมิติขลังพลังพุทธคุณ!!

    “นะโมโพธิสัตโตอาคันติมายะอิติภะคะวา”

    ในบรรดาพระเครื่องในรูปของพระพุทธหรือรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นพระบูชา พระแขวนคอ ผ้ายันต์ ฯลฯ องค์ที่ได้รับการสร้างมากที่สุด(ตามความคิดของผม) รูปพระพุทธต้องเป็นหลวงพ่อโสธร พระเกจิฯ ต้องเป็นหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ซึ่งในบทความตอนนี้ผมขอเขียนเฉพาะรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์เท่านั้น เพื่อน ๆ ลองไล่เรียงสิครับว่าพระอมตะเถราจารย์ในเมืองไทยเอาที่มรณภาพไปแล้วมีองค์ใดบ้าง เอาแบบที่มีชื่อเสียงแพร่หลายนะ เริ่มตั้งแต่ภาคเหนือ ได้แก่ครูบาศรีวิชัย ภาคอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ภาคกลาง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังฯ และ..ภาคใต้ หลวงพ่อทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) แห่งวัดช้างไห้

    ในบรรดาพระอมตะเถระเจ้าทั้งสี่องค์นี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หลวงพ่อทวด( เหยียบน้ำทะเลจืด) วัดช้างไห้ถือว่าเป็นพระที่มีการจัดสร้างออกมาเป็นรูปธรรมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่วัดช้างไห้เอง หรือวัดต่างๆ ในประเทศไทย ต่างมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อทวดเกือบทั้งนั้น หรือเอาง่าย ๆ เด็กสมัยใหม่ยังรู้จักหลวงพ่อทวดมากกว่าสมเด็จวัดระฆังหรือสมเด็จบางขุนพรหมเลย..พูดให้เป็นภาษาประกิตก็คือค่อนข้าง “สากล” แหละครับ

    ด้วยการที่มีความเป็น “สากล” นี่แหละครับที่ส่งผลให้พระเครื่องหลวงพ่อทวดเป็นที่นิยมจัดสร้างกันทั่วไป วัดไหนๆ ก็สร้างกันได้ ตามความคิดของผมน่าจะมาจากการที่หลวงพ่อทวดท่านเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดต่าง ๆ จึงนิยมสร้างหลวงพ่อทวดขึ้นเป็นวัตถุมงคลเพื่อให้คนนำไปสักการบูชา ป้องกันอันตรายให้กับตนเอง รวมไปถึงเป็นวิธีการจัดหาทุนในการสร้างหรือบูรณะถาวรวัตถุภายในวัด


    ประเด็นมีอยู่ว่า...พระเครื่องหลวงพ่อทวดที่สร้างกันขึ้นมานั้นมีความขลังหรือมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงไร?..

    ซึ่งประเด็นนี้มีคำตอบแน่นอนคือ “ขึ้นอยู่กับองค์อาจารย์ผู้สร้างว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะการสร้างพระเสกพระจะให้ขลัง ให้ศักดิ์สิทธิ์ องค์อาจารย์ผู้เสกต้องมีความสามารถอัญเชิญพระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ และกฤตยาคมต่าง ๆ เข้าในวัตถุมงคลนั้น ๆ ได้

    หากเราย้อนหลังไปดูประวัติการสร้างพระหลวงพ่อทวด มีการจัดสร้างอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ นับจนถึงปัจจุบันปี ๒๕๕๑ ก็เป็นเวลา ๕๔ ปี ซึ่งถือว่าไม่นานเท่าไรยังพอมีคนรู้คนเห็นจนถึงบางทีคนที่เคยร่วมสร้างอาจยังมีชีวิตอยู่ด้วย...และเมื่อเราศึกษาถึงการสร้างหลวงพ่อทวดอย่างถ้องแท้แล้วจะพบว่า ในวงการพระเครื่องจะให้ความนิยมและสนใจกับพระหลวงพ่อทวดที่สร้างจากพระอาจารย์สององค์คือท่านอาจารย์ทิม อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี และท่านอาจารย์นอง อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว จังหวัดปัตตานี

    ในอดีตสมัยท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ ยังมีชีวิตอยู่ พระอาจารย์นอง นับเป็นพระคู่ทุกข์คู่ยากของพระอาจารย์ทิมอย่างแท้จริง และสมัยนั้นมีพระอาจารย์อยู่สามองค์ที่เป็นสหธรรมมิกซึ่งกันและกันคือ ท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เป็นพี่ใหญ่เนื่องจากอาวุโสสูงสุด ท่านเจ้าคุณวัดนาประดู่ เป็นศิษย์น้องรองลงมา และท่านพระอาจารย์นอง วัดทรายขาว เป็นน้องเล็กสุดท้าย พระอาจารย์ทั้งสามท่านนี้ถือเสมือนหนึ่งเป็นพระพี่พระน้อง ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกันมา พลังศรัทธาของประชาชนจึงมีให้ทั้งสามองค์นี้อย่างเท่าเทียมกัน....ย้อนเวลาหาอดีตกลับไปในปี ๒๔๙๗ ครับ ในตอนสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรกนั้น..พระอาจารย์นองท่านเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งในการจัดหาว่านต่าง ๆ มาให้พระอาจารย์ทิมสร้างพระ และเป็นกำลังสำคัญในการควบคุมการสร้างพระครั้งนี้...ประสบการณ์ในครั้งนั้นเสมือนเป็นประกาศนียบัตรรับรองความสามารถผ่านงานเสริมเข้ากับวิทยาคมที่ตัวท่านเองมีอยู่แล้ว..ส่งให้ท่านพระอาจารย์นองก้าวขึ้นทำเนียบพระเกจิอาจารย์แนวหน้าของเมืองไทยองค์หนึ่ง

    5492971b5cb.jpg
    พระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้
    15732249.jpg
    พ่อท่านนอง ธัมมภูโต..อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว

    ด้วยความนิยมของวงการพระเครื่องที่มีกับพระหลวงปู่ทวด เนื้อว่านรุ่นแรกส่งผลให้ราคาค่าบูชาที่เช่าหากันสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ หมดโอกาสในการเช่าหาและครอบครองพระเครื่องรุ่นแรกที่ท่านพระอาจารย์ทิมได้สร้างไว้ ดังนั้นพระหลวงปู่ทวดที่สร้างโดยท่านพระอาจารย์นอง จึงเป็นทางเลือกให้กับพวกเราอีกครั้ง

    ท่านพระครูธรรมกิจโกศล หรือ ท่านพระอาจารย์นอง ธมมภูโต เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อของจังหวัดปัตตานี ทำให้วัดต่าง ๆ ที่สร้างหลวงปู่ทวดต่างวิ่งหาเพื่อให้ท่านพระอาจารย์นองช่วยอธิษฐานจิตหรือปลุกเสกให้ ....เจอแล้วครับ!!!...เครื่องรางในสายวิชาหลวงพ่อทวด

    ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่องผ้ายันต์กาขาว..ที่ผ่านการปลุกเสกจากพระอาจารย์นองในตอนนี้เนื่องจากได้พูดคุยกับเพื่อนฝูงร่วมอุดมคติถึงราคาค่างวดในการเช่าหาพระหลวงปู่ทวด สายท่านพระอาจารย์นอง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีราคาแพงขึ้นทุกขณะโดยไม่ต้องอิง “กลไกทางการตลาด” เพียงแต่ผ่าน “ขั้นตอนของศรัทธา” อย่างเดียว ทุกชุดที่ท่านได้อธิษฐานจิตไว้เช่น ชุดแรกปี ๒๕๑๔ ปัจจุบันพิมพ์ใหญ่สวย ๆ ต้องมี สามหมื่นบาทขึ้น หรือไล่ลำดับมาจนถึงรุ่นค่อนข้างสุดท้ายเช่นเนื้อว่านรุ่น มบ. ปี ๒๕๔๒ ที่สร้างเป็นกรณีพิเศษให้กับ ดร.ไมตรี บุญสูง ซึ่งประกอบพิธีพุทธาภิเษกไปเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ปัจจุบันสภาพพอสวยไม่ฝังตะกรุดก็ตกองค์ละเกือบสองพันบาท ถ้าฝังตะกรุด เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเลย...

    ปัจจุบันท่านพระอาจารย์นอง ได้ถึงแก่มรณภาพแล้วครับเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๓.๒๗ น. ณ.โรงพยาบาลโคกโพธิ์ สิริอายุ ๘๐ ปี ๖๐ พรรษา ได้รับพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดทรายขาว เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ซึ่งแม้สังขารของท่านจะสลายไปแต่ความดี ของท่านที่มีอยู่มากมายส่งผลให้ท่านยังคงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ นอกจากนี้แล้วความเข้มแข็งในวิทยาคมยังส่งผลให้ท่านกลายเป็นตำนานบทหนึ่งคู่กับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ ใน "ฐานะพระผู้ก่อให้เกิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์" ของพระเครื่องเมืองใต้ ที่แผ่บารมีความศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วประเทศในนาม "หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้"

    ว่ากันว่าวิชาบางส่วนนั้นตกทอดมาที่...พระครูปราโมทย์สีตคุณเจ้าอาวาสวัดทรายขาวที่เรา ๆ เรียกท่านว่า...พ่อท่านเพ็ง..

    ย้ำอีกครั้งครับ...ยอดเครื่องรางแห่งยอดพระเกจิอาจารย์แดนใต้ สุดยอดอาคมขลังทีเดียว ของพ่อท่านนองหรือพระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เรียกกันว่า ผ้ายันต์กาขาว…สังเกตรูปนกกาขาวกลางยันต์เป็นสำคัญ

    58220617.jpg
    ผ้ายันต์กาขาว...ต่อไปจะเป็นมหาตำนานยิ่งใหญ่

    ผ้ายันต์กาขาวของพ่อท่านนองขลังเป็นยอดขนาดที่ว่า พ่อท่านเพ็ง วัดทรายขาวหรือ พระครูปราโมทย์สีตคุณเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ท่านหวงแหนและยืนยันว่าขลังไม่แพ้ตะกรุดนารายณ์แปลงรูปเลยเชียวครับ นับว่าเป็นโอกาสดีที่ พ่อท่านเพ็งเปิดเผยความเป็นมาให้เรา ๆ ทราบแบบลึกถึงเนื้อในเลยล่ะครับ...

    ใครมีตะกรุดและพระหลวงพ่อทวดของพ่อท่านนองจะขาดผ้ายันต์กาขาวมาคู่เคียงเสียไม่ได้!!!

    อย่างที่เคยทราบกันว่า ชื่อของ “พระครูธรรมกิจโกศล”หรือ “พระอารย์นอง ธมฺมภูโต” อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ผู้ถือเป็นสหมิกธรรม และยังร่วมในพระคณาจารย์ที่ร่วมสร้างตำนาน “หลวงพ่อทวด” กับ “พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร” แห่งวัดช้างให้ ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจหากจะมีสาธุชนจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมาที่วัดทรายขาว มิได้หยุดหย่อนแม้ในพื้นที่ยังคงปรากฏเหตุการณ์ร้ายรายวันอยู่เนือง ๆ ก็ตาม

    แม้นพระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต จะละสังขารไปเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๒ แต่วันนี้ผู้เลื่อมใส เคารพศรัทธา ก็ยังเดินทางมายังวัดแห่งนี้มิเคยขาดสาย ด้วยเพราะคุณงามความดีที่พระรูปนี้ได้สั่งสมไว้จนเกิดเป็นบารมี ความศรัทธาแพร่ขจรไปทั่วแล้ว ท่านยังสร้างคุณูปการไว้เป็นหลักฐานแก่สังคมมากมายไม่ว่าจะเป็นแวดวงการศึกษา พยาบาล ราชการ รวมถึงวงการสงฆ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อีกทั้งการพัฒนาวัดทรายขาวให้มีความเจริญต่อเนื่อง

    พลังศรัทธาของชาวพุทธทุกหมู่เหล่าที่ร่วมลงขันลงกำลังแรง กำลังทรัพย์ จนดำเนินการสร้างพัฒนาวัดทรายขาวให้แล้วเสร็จ ไม่เพียงเป็นแค่ภาพสะท้อนในการทำงานของพ่อท่านนองให้ลุล่วงเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงพลังแห่งพุทธที่ผูกจิตของญาติโยมทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวในการทำนุบำรุงและค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างน่าชื่นชม

    ความสัมพันธ์กับอาจารย์ทิม วัดช้างให้ อาจารย์นอง วัดทรายขาวท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นทั้งกัลยาณมิตรเป็นศิษย์กับอาจารย์ต่อกัน เกื้อกูล เกื้อหนุนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์ทิม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 ทั้งพระอาจารย์ทิม และ พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว เป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดนาประดู่มาด้วยกันเมื่อพระอาจารย์ทิมมาอยู่วัดช้างให้และ อาจารย์นอง ไปอยู่วัดทรายขาว ก็ยังมีความสัมพันธ์ดีงามมาโดยตลอด กิจการใดของวัดช้างให้ อาจารย์นอง วัดทรายขาวท่านจะเป็นผู้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายพระอาจารย์ทิมทุกอย่าง ที่สำคัญ การสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ถ้าจะกล่าวกันแล้ว ปฐมเหตุจริงๆ ก็มาจากท่านที่เป็นผู้ชักชวนพระอาจารย์ทิมให้สร้างพระหลวงพ่อทวด ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้คร่าว ๆ คือช่วงนั้น อาจารย์นอง วัดทรายขาวกับพระอาจารย์ทิม ขึ้นมากรุงเทพฯ และไปที่วัดระฆัง เพื่อที่จะไปเช่าบูชาพระสมเด็จของหลวงปู่นาค มาเพื่อให้คนทำบุญจะได้นำเงินไปสร้างโบสถ์วัดช้างให้ พกเงินขึ้นมาประมาณ 3,000 บาท ขณะที่กำลังจะขึ้นไปเช่าพระ ท่านบอกว่า "กูนึกยังไงก็ไม่รู้ สะกิดอาจารย์ทิม บอกว่า ท่านๆ ทำไมเราไม่กลับไปทำพระของเราเองล่ะ" "พระอะไร...?" พระอาจารย์ทิมถาม "ก็พระหลวงพ่อทวดไง" พระอาจารย์ทิมบอก "เออ...!! นั่นน่ะสิ" ทั้งสองท่านจึงได้เช่าบูชาพระสมเด็จหลวงปู่นาคม เพียงเล็กน้อยและพากันกลับปัตตานี

    ปฐมเหตุตรงจุดนี้ คือกำเนิดของสุดยอดพระเครื่องเมืองใต้ หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 อันเป็นอมตะตลอดกาล ส่วนคุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั้น เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเหลือให้การจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อทวดที่บันดาลชักนำ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ คหบดีชาวปัตตานีให้มาเป็นกำลังสำคัญ การจัดสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 พระอาจารย์นอง วัดทรายขาวท่านจึงมีส่วนอย่างมากในทุกๆ ขั้นตอนการจัดสร้าง ฉะนั้น...ท่านจะรู้พิธีกรรม และเรื่องว่านดีที่สุด เมื่อท่านมาสร้างพระหลวงพ่อทวด ขึ้นเองจึงมีความขลังแ ละศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่บ่งให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจและกินใจมาก ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่าก่อนที่อาจารย์ทิมจะไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ท่านมาหาเราที่วัด สั่งเสียไว้หลายเรื่องฝากให้เราช่วยดูแลวัดช้างให้ ท่านหยิบขันน้ำมนต์ขึ้นมา ท่านจับประคองอยู่ด้านหนึ่งให้เราจับอีกด้านหนึ่ง แล้วท่านพูดว่า "ตั้งแต่คบกันมา คุณไม่เคยทำให้ผมเสียใจเลย คนอื่นยังมีตรงบ้าง คดบ้าง "เรา" ขออธิษฐาน บุญใดที่เคยทำร่วมกันมา และยังไม่เคยทำร่วมกันมาก็ดี ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ ขออธิษฐาน เกลี่ยบุญให้เท่ากัน เพื่อจะได้เกิดทันกันทุกๆ ชาติไปจนถึงชาติสุดท้าย"

    จากนั้นพระอาจารย์ทิมก็เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ และก็มรณภาพที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 คำอธิษฐานนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตวาจาอย่างแท้จริง ได้ความรู้สึกถึงความผูกพันที่ท่านทั้งสองมีต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด ได้ร่วมสร้างตำนานอันมหัศจรรย์ ของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ พระอาจาร์ทิม ถ้านับจาก พ.ศ.2497-2512 ก็เพียง 15 ปี แต่พระอาจารย์นองท่านใช้เวลาถึง 45 ปี (2497-2542) ปัจจุบัน หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดดังไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ก็มีผู้คนนับถือไม่น้อยเช่นกัน เรื่องความสัมพันธ์กับพระอาจารย์ทิมนั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ "ดีนอก" คือมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริม แต่เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็คือ "ดีใน" นั่นเอง หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของพระอาจารย์นอง วัดทรายขาว สองสิ่งต้องคู่กันจึงจะสมบูรณ์ เมื่อดีก็ต้องดีทั้งนอก ดีทั้งใน

    อาจารย์นอง วัดทรายขาว ท่านยึดถือมาตลอดในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่เลือกว่าจะเป็นศาสนาใด ๆ ยากดีมีจน ท่านจะเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสร้างโรงพยาบาลซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา สร้างถนนหนทาง บริจาคทรัพย์ให้กับสาธารณกุศลอยู่เป็นประจำ ช่วยสร้างอุโบสถวัดต่างๆ แม้กระทั่งบริจาคเงินให้กับชาวอิสลามที่อยู่แถบ วัดทรายขาว ตลอดจนช่วยเหลือสงเคราะห์เรื่องต่างๆ จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอิสลามเป็นจำนวนมาก ในเรื่องของการบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การแพทย์นั้น อาจารย์นอง วัดทรายขาว ท่านบอกว่า สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้มากประโยชน์เกิดขึ้นทันที ด้วยการที่ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งท่านจึงเห็นคุณประโยชน์ของอุปกรณ์การแพทย์ บางครั้งเวลาท่านอารมณ์ดีท่านจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ท่านเคยพูดว่า"ตอนกูไปอยู่โรงพยาบาล กูก็เตรียมเงินสดไปด้วยตลอด แล้วถามหมอว่า ขาดอะไรบ้าง หมอบอกว่า ขาดไอ้นั่น ไอ้นี่ กูควักเงินสดให้ไปซื้อเลย ครั้งหลังๆ นี่ พอกูไปนอนโรงพยาบาล ตื่นขึ้นมามองซ้าย มองขวา มีชื่อ พระครูธรรมกิจโกศล ติดเต็มไปหมด" ท่านพูดเสร็จก็หัวเราะร่วนชอบใจใหญ่

    อาจารย์นอง วัดทรายขาวท่านเคยพูดให้ฟังเสมอว่า "คนที่เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา หากไม่เกินวิสัยแล้ว เราช่วยได้ก็จะช่วย บางคนมาไม่มีเงิน ค่ารถ ค่ากิน เราก็ให้ไปเรื่องบุญ เรื่องทาน ใครทำใครก็ได้ไป บุญยิ่งทำก็ยิ่งได้บุญ ทานยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากยิ่งๆ ขึ้นเป็นการสั่งสมบารมีลดกิเลสลงไป" จริงดั่งท่านว่า "ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งให้ก็ยิ่งมา" ธรรมะข้อนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับสังคมยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะสังคมเราทุกวันนี้ มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ถ้าคนเรารู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าพอ รู้จักเสียสละ เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เรื่องทานบารมีเป็นธรรมะที่พระอาจารย์นอง ยึดปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอดชีวิตของท่าน ถือว่าเป็นคุณความดีในตัวท่านเอง แต่สามารถสร้างคุณานุประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมหาศาลท่านจึงเป็นที่รักเคารพของมหาชน

    อาจารย์นอง วัดทรายขาวท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วยความเรียบง่าย กิน (ฉัน) ง่ายอยู่ง่ายไม่พิถีพิถัน วางเฉยในเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีความทะยานอยาก ท่านพัฒนาวัดทรายขาว จนมีความเจริญรุดหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ท่านสร้างวัดทรายขาว ให้งามสง่ากว่าวัดใด ๆ ใน จ.ปัตตานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นำไปสร้างทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่มาจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดทั้งสิ้น ท่านมิได้แตะต้องเงินทำบุญที่มีผู้บริจาคให้วัดแต่อย่างใด ปรากฏว่าหลังจากท่านมรณภาพ คณะกรรมการได้เคลียร์บัญชีทรัพย์สินในบัญชีต่างๆ เหลือเงินสดถึงกว่าสามสิบล้านบาท ทุกบัญชีท่านแยกแยะไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร หนี้สินใครบ้าง ท่านมีบัญชีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักบริหารงานที่มีการจัดการที่ดีเยี่ยม

    26692985.jpg
    สถานที่เสกพระของพ่อท่านนองเป็นโบสถ์มหาอุดเก่าแก่โบราณ

    พ่อท่านเพ็งศิษย์พ่อท่านนองเน้นย้ำความขลังของผ้ายันต์กาขาวพระอาจารย์นองว่า...ผ้ายันต์กาขาวนี้เป็นตำรับตำราของหลวงพ่อทวดหมานอดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาวพระอาจารย์นองท่านสืบทอดวิชานี้มาและได้ทดลองสร้างขึ้นก็ปรากฏว่ามีข่าวทางอภินิหารทางเมตตาค้าขายดีทั้งแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีให้ได้ทราบไม่ได้ขาดจึงสร้างเสกแจกจ่ายเรื่อยมาจะว่าเป็นของดีคู่วัดทรายขาวก็คงไม่ผิดนัก พ่อท่านนองสร้างเสกผ้ายันต์กาขาวทุกครั้งจะเชิญดวงวิญญาณของหลวงพ่อทวดหมานมาเสกด้วยทุกครั้งใครอยู่ใกล้ ๆ ตอนท่านเสกก็จะรับรู้ได้เลยว่ามีกระแสพลังบางอย่างครอบคลุมพ่อท่านนองอย่างน่าทึ่ง

    หลวงพ่อทวดหมานท่านขลังนัก!!!

    “หลวงพ่อทวดหมาน” ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดทรายขาว จ.ปัตตานี เมื่อประมาณ 100 กว่าปีล่วงมาแล้ว บางคนเล่าว่าเดิมท่านนั้นนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาท่านเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงได้บวชเป็นพระภิกษุ และต่อมาได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดทรายขาว “หลวงพ่อทวดหมาน” เป็นพระผู้ทรงบุญญาภินิหาร และวิทยาคมเข้มขลัง เจ้าตำรับ“เสื้อยันต์กาขาว” อันเลื่องชื่อ โดยมีเรื่องเล่าว่าในปี พ.ศ.2484 กองทัพญีปุ่นได้บุกเข้ายึดประเทศไทย โดยยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งทะเล จังหวัดปัตตานีด้วย และได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างตำรวจ และประชาชนผู้รักชาติกับทหารญี่ปุ่น ได้มีตำรวจนายหนึ่งได้สวมใส่ "เสื้อยันต์กาขาว” ของ ..หลวงพ่อทวดหมาน .. เอาปืนปีนขึ้นไปอยู่บนต้นมะพร้าว แล้วยิงทหารญี่ปุ่นตายไปหลายคน ทหารญี่ปุ่นพยายามมองหาว่าใครเป็นคนยิง และยิงมาจากจุดไหน ในที่สุดก็ได้พบว่า ตำรวจไทย ยิงปืนลงมาจากต้นมะพร้าว ทหารญี่ปุ่นจึงยิงปืนสวนขึ้นไปบนต้นมะพร้าว ถูกตำรวจผู้นั้นตกลงมาจากต้นมะพร้าว แต่ปืนของทหารญี่ปุ่น ซึ่งยิงปืนไล่หลังมาอีกหลายนัด แต่ก็ไม่ถูกต้องตัว ทำให้รอดชีวิตมาได้...ด้วยประสบการณ์ อิทธิฤทธิ์เดชา เกิดอัครอภินิหาร บันลือเลื่องใน “เสื้อยันต์กาขาว” ของหลวงพ่อทวดหมาน คนปัตตานีจึงหวงแหนกันมาก เพราะลือลั่นในด้านอมตะกฤษฎาภินิหาร สยบห่ากระสุน M.16 อสัญญีพิษสง ระเบิดสงคราม อีกทั้งสร้างสมความร่ำรวยให้ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วน “หลวงพ่อทวดหมาน” ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้มีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ มีบารมีที่เข้มขลังในพลังจิตญาณสูงส่ง บรรลุปุพเพนิวาสนุสติญาณ และอิทธิวิธิญาณ อย่างแก่กล้าในอากาศกสิณ จนสามารถล่องหนตัวได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก สาธุชนผู้เคารพศรัทธาประจักษ์เห็นในบุญญาภินิหารหลากหลายรอบด้าน กิตติศัพท์ของ “หลวงพ่อทวดหมาน” เป็นที่ลือเลื่องสถิตก้อง และเลื่อมใสของชาวบ้านทั่วทั้งจังหวัดปัตตานี...อีก ทั้งมี เจโตปริยญาณ สามารถล่วงรู้ถึงวิบากกรรมของแต่ละคน และล่วงรู้วิธีการแก้ไข ผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือที่เบาก็บันดาลให้หมดสิ้นไป ปรากฏเป็นที่อึงคะนึงว่า ผู้คนที่ประสบปัญหาต่างๆ อาทิเช่น เรื่องธุรกิจการค้ามีปัญหา การทำมาหากินฝืดเคือง ค้าขายไม่เจริญรุ่งเรือง ไม่ราบรื่นติดๆ ขัดๆ ตลอดจนบรรดาข้าราชการที่ไม่ประสบความเจริญก้าวหน้า ต่างไปกราบไหว้ขอให้ท่านช่วยเหลือ ก็ได้รับผลบันดลให้สำเร็จไปตาม ๆ กัน นอกจากนี้ กฤตยาคม ในจิตญาณของท่าน ยังแก่กล้าด้วยพุทธาคมอย่างเข้มขลังเอกอุ ยอดเยี่ยมเป็น “หนึ่ง” ไม่เป็นสองรองใคร....ซึ่ง สถูปบรรจุอัฐิของ “หลวงพ่อทวดหมาน” ได้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดทรายขาว จ.ปัตตานี ให้ผู้เคารพศัรทธาที่เดินทางไป ได้กราบไหว้สักการบูชา..
    ขอเรียนว่า ผ้ายันต์กาขาวเป็นการเอายันต์จากเสื้อยันต์กาขาวมาทำเป็นผ้ายันต์ครับผม


    123456ac.jpg
    พ่อท่านนอง ธัมมภูโต..อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว

    ท่านทวีป ทวีพาณิชย์ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ศิษย์ใกล้ชิดพ่อท่านนองได้เผยว่า...ผมเคยรับราชการอยู่ในเขตจังหวัดภาคใต้ตั้งแต่พศ.2504ถึงพศ.2518เป็นเวลาถึง14ปีและผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นศิษย์ใกล้ชิดของท่านพระครูวิสัยโสภณหรืออาจารย์ทิมวัดช้างให้และพระครูธรรมกิจโกศล พระอาจารย์นองวัดทรายขาวซึ่งท่านอาจารย์นองท่านได้สร้างผ้ายันต์กาขาวทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีครั้งแรกจำนวน 5,000 ผืน เพื่อทรงประทานแก่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติงานกับความเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ และท่านอาจารย์นองได้มอบให้ผมไว้จำนวนหนึ่งซึ่งผมก็ได้มอบแจกจ่ายให้พรรคพวกเพื่อนฝูงที่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการไว้สักการบูชาเพื่อคุ้มคองตัวเอง ตัวผมได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการที่มีผ้ายันต์กาขาวไว้คุ้มครองได้ทำให้ผมและลูกน้องปลอดภัยจากอันตรายต่างๆมาจำนวนมากตลอดจนได้รับคำบอกเล่าจากเพื่อนฝูงว่าเขาเหล่านั้นได้รอดพ้นจากการถูกซุ่มโจมตีและจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และอันตรายอื่น ๆ เนื่องจากมีผ้ายันต์กาขาวติดตัวอยู่ ผมได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับผ้ายันต์กาขาวเป็นจำนวนมากปรากฏว่ามีพุทธคุณเน้นหนักไปทางแคล้วคลาดคงกระพัน........ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมจึงขอแนะนำว่า ขอให้ท่านที่มีผ้ายันต์กาขาวติดไว้ที่ตัวและรถยนต์จะทำให้การเดินทางของท่านปลอดภัยยิ่ง

    ท่านทวีปศิษย์ใกล้ชิดพ่อท่านนองท่านย้ำถึงขนาดนี้ครับ!!!.

    พ่อท่านนองได้สร้างผ้ายันต์กาขาวโดยได้ยึดถือเอามรดกของหลวงพ่อทวดหมาน ทิ้งไว้ให้ท่านสร้างและเสกด้วยตัวท่านเองคนเข้านอกออกในวัดมักใกล้เกลือกินด่างคิดว่าผ้ายันต์กาขาวไม่น่าจะดังแต่หารู้ไม่ว่าประสบการณ์ขลัง ๆ เพียบจริงครับ ใครนับถือพระหลวงพ่อทวดแล้วขาดผ้ายันต์กาขาวไปเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปที่จะขาดมากๆคือ ขาดโชคลาภเพราะหลายท่านก็เล่าให้ฟังว่า ผ้ายันต์กาขาวดีทางมหาลาภด้วยเหมือนกันทั้งนี้อยู่ที่เราอธิษฐานขอหากสิ่งใดไม่เหนือแรงกรรมแล้ว แม่กาขาวท่านคงบันดาลให้สมหวัง

    20121027232152wq5d7shx.jpg
    ตำนานแม่กาเผือก

    สันนิษฐานกันในภายหลังว่า ผ้ายันต์กาขาวตำรับหลวงพ่อทวดหมานนั้นคงเกี่ยวข้องกับตำนานแม่กาเผือก กาขาวกับกาเผือกคงเป็นตัวเดียวกันครับ
    สมัย ต้นปฐมกัป มีพญากาเผือกสองตัวผัวเมีย ทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคาอันเป็นธรรมชาติสถาน รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาต่อมา พระโพธิสัตว์ ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์แม่พญากาเผือก พร้อมกันถึง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาส แม่กาเผือกก็ออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อ จำนวน ๕ ฟองและคอยเฝ้า ดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี อยู่มาวัน หนึ่ง พญากาเผือกออกไปหากินถิ่นแดนไกลไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ ด้วยธรรมชาติ แม่กาเผือกเพลินหากินอาหาร ชื่นชมกับธรรมชาติจนมืดค่ำ เกิดลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำมืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้หาหนทางออกไม่ถูก จึงหลงอยู่ในบริเวณสถานที่นั้น แม่กาเผือกได้อยู่ที่เวียงกาหลง คืนหนึ่ง จนเช้าจึงรีบถลาบินกลับที่พัก แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อที่ทำรังอยู่ ถูกลมพายุใหญ่พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกที่ยังอยู่ในไข่ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ในที่สุดก็สิ้นใจตายอย่างน่าสงสาร แต่ด้วย อานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งที่ลูกของแม่กา เผือกเป็นพระโพธิสัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกไปจุติยังแดนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ได้พระนามว่า “ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวาย อัฏฐะบริขาร บวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนไข่ทั้ง ๕ ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่าง ๆ

    99290097.jpg 78260290.jpg


    ไข่ฟองที่ ๑ แม่ไก่เก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟอง ที่ ๓ แม่เต่า เก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา

    12898188.jpg


    ครั้น ในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ ปรากฏเป็นมนุษย์บุรุษรูปงามทั้ง ๕ พระองค์ และเจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงด้วยความกตัญญู รู้จักหน้าที่ ทดแทนบุญคุณจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่งก็มีจิตคิดที่จะออกบวชบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่า จึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์ ฝ่ายแม่เลี้ยงก็ไม่ขัดความประสงค์ อนุญาตให้ลูกไปบวช บำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความอนุโมทนา

    แม่เลี้ยงทั้ง ๕ เห็นปณิธานที่มุ่งมั่น จะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ในวัฏฏะสงสาร จึงฝากนามของแม่เลี้ยงไว้กับลูก เพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้า เมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกแล้ว ตามลำดับพระนามดังต่อไปนี้

    องค์ ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นไก่
    องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
    องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
    องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
    องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นราชสีห์

    ในกัปนี้ชื่อ ว่า ภัททกัป เป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของ คำว่า “นโมพุทธายะ”

    นะ คือ พระกกุสันโธ
    โม คือ พระโกนาคมโน
    พุท คือ พระกัสสโป
    ธา คือ พระโคตโม
    ยะ คือ พระศรีอาริยเมตไตรโย

    จน เป็นคาถาที่ใช้สืบต่อกันมา ฝ่าย พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ เมื่อออกบวชเป็นฤาษี ก็ได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณอภิญญาสมาบัติ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะมาหาอาหารผลไม้ และบำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธ อันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ ฤาษีทั้ง ๕ ได้มาพบกัน ณ ที่นี้โดยไม่ได้นัดหมาย จึงสอบถามถึงความเป็นมาของกัน และกันจนรู้ว่าแต่ละองค์ก็มีแต่แม่เลี้ยง ฤาษีทั้ง ๕ จึงร่วมกันตั้งสัจจะอธิษฐานขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้า

    ด้วยอำนาจ สัจจะอธิษฐานธรรมอันบริสุทธิ์ดังก้องไปถึงพรหมโลก ท้าวฆติกามหาพรหม ซึ่งเดิมคือ แม่กาเผือก ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดจึงจำแลงเพศเป็นรูปเดิม ขนขาวสวยงาม มาปรากฏตัวอยู่ข้างหน้าของฤาษีทั้ง ๕ เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ก็รู้สึกสลดสังเวชใจ และสำนึกบุญคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก จึงน้อมนมัสการผู้เป็นแม่ กราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ผู้บังเกิดเกล้าไว้บูชา ได้มาเป็นผ้าฝ้ายเป็นตีนกาสัญลักษณ์ของแม่กาเผือกให้แก่ลูกฤาษีทั้ง ๕ ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระ และต่อมาได้กลายเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ตลอดกาลนาน

    88641225.jpg


    ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ต่างพากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาดจนดับขันธ์ ได้ไปจุติบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพ และในกาลต่อมา ก็วนเวียนบำเพ็ญเพียรบารมีทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสงสารวัฏ นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกา ก็จะนำเอาบริขาร คือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ในชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์

    นั่นคือตำนานแม่กาเผือกที่เล่าต่อๆกันมาส่วนใครอยากทัศนาผ้ายันต์กาขาวก็ขอเรียนเชิญที่วัดทรายขาวเอง ทางวัดไม่มีผู้ดำเนินการจัดส่งทางไปรษณีย์ให้ท่านต้องไปรับกับมือพ่อท่านเพ็งเองครับ พ่อท่านเพ็งรูปนี้แหละครับที่อยู่กับพ่อท่านนองมาเนิ่นนานได้วิชาดีมามากเลยเชียวครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ผ้ายันต์กาขาวพร้อมซองพลาสติคเดิม แต่กระดาษใบฟรอยไม่มีนะครับใช้รูปแทน

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250921_214612.jpg IMG_20250921_214633.jpg IMG_20250921_214648.jpg get_auc1_img (36).jpeg get_auc3_img (15).jpeg 1356733-49dfe.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กันยายน 2025
  4. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758529126218.jpg 1758525973234.jpg

    พญาครุฑ พญาสุบรรณเทวราช เป็นเทพเจ้าแห่งความกตัญญู และเป็นตราแผ่นดิน คนนับถือกันเยอะ แม้กระทั่งคนอินเดีย ทิเบต เนปาล อินโดนีเซีย จีนยังมีเลย วัดโพธิ์ทองเลยมีชื่อสำหรับคนจีน เพราะคนจีนมาเช่าครุฑไปเยอะ
    พญาครุฑมาเข้าฝันอาตมา ท่านบอกว่า ถ้าใส่ฉัน (พญาครุฑ) ต้องทำดีต่อผู้มีพระคุณ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้ที่มีพระคุณต่อเรา จะได้แก้วสารพัดนึก แต่ถ้าใส่ฉันแล้วไม่ทำความดี ก็เหมือนใส่ก้อนอิฐก้อนกรวด ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่ว่าใส่แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นคนที่จะใส่ท่านต้องมีบุญพอไหม มีทานบารมีไหม กตัญญูต่อพ่อแม่แล้วหรือยัง
    เพราะพญาครุฑเป็นกระดูกของพระสุริยะเทพมาเกิด ใครฆ่าไม่ตาย เกิดมามีฤทธิ์มีเดช อยู่ในท้องพันปี แต่พญาครุฑก็ใส่ภาวนาในสมถกรรมฐาน เจริญอิทธิบาท 4 อยู่ในท้องพันปีเช่นกัน
    จริงหรือไม่ที่เขาลือกันว่าพระอาจารย์มองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้?
    พูดไปมันก็เป็นการอุตริ อาตมาอวยตัวเองไม่ดี ถ้าเราฝึกวิปัสสนากรรมฐานดี จิตใจดี ศีลดี น้ำใจเราดี เราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าทุกวัน กราบท่านทุกวัน นั่งวิปัสสนากรรมฐานทุกวัน บุญมันเกิดขึ้นเอง บางคนได้ มโนมยิทธิ บางคนหยั่งรู้ได้ด้วยใจ บางคนได้ทิพจักขุ บางคนได้ตาทิพย์ บางคนได้หูทิพย์ บางคนได้กายทิพย์ แล้วแต่ แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เวป นสพ.ไทยรัฐ
    หลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2504 ท่านเกิดมาในครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวไทยมุสลิม ส่วนมารดาเป็นชาวไทยพุทธ ชีวิตของหลวงพ่อวราห์ได้เริ่มเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อครั้งอายุ 27 ปี โดยสาเหตุมาจากหลวงพ่อท่านได้บนบานไว้กับองค์พญามุจลินทร์นาคราชขอให้ครอบครัวรอดพ้นจากภัยพิบัติ และเมื่อคำบนบานนั้นเป็นจริงหลวงพ่อวราห์จึงได้อุปสมบทนับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 จวบจนปัจจุบัน โดยได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิทอง แขวงบางมด จังหวัดกรุงเทพมหานคร
    เมื่อครั้งที่หลวงพ่อวราห์ได้อุปสมบทนั้นท่านได้ออกเดินทางธุดงค์ไปทั่วทุกสารทิศเพื่อศึกษาวิชาธรรมะต่างๆ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับวิชาอาคม โหราศาสตร์จากพระเกจิหลากหลายสำนัก และเมื่อท่านได้ศึกษาวิชาจนเป็นที่พอใจแล้วก็ได้เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิทอง ด้วยบารมีและความน่าเลื่อมใสทำให้มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหามากมายคอยมากราบไหว้บูชา โดยหลวงพ่อวราห์ท่านมักจะสอนเรื่องชีวิตให้หมั่นทำความดี และยังเป็นที่พึ่งให้กับญาติโยมอยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจที่จะมีคนมาเข้าพบหลวงพ่อวราห์อยู่เสมอ หรือเพียงแค่เดินทางมาวัดโพธิทอง ขอพรเรื่องหน้าที่การงาน เรื่องชีวิตเปลี่ยนจากร้ายให้เป็นดีก็ช่วยให้สบายใจขึ้น
    มากไปกว่านี้แล้วหลวงพ่อวราห์ ดังเรื่อง “ตำนานพญาครุฑ” และด้านโหราศาสตร์ว่ากันว่าหลวงพ่อวราห์“ดูดวง” แม่นมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ ENNXOO BLOG
    พระสมเด็จหลังพญาครุฑตราจักรตรีปี ๒๕๓๗
    อาจารย์วราห์ วัดโพธิ์ทอง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250922_135956.jpg IMG_20250922_140014.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กันยายน 2025
  6. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758541252745.jpg

    พระสมเด็จมีเงิน หลวงพ่อพรหม ถาวโร
    วัดช่องแคปลุกเสก ๙ วัน

    หลวงปู่บุญมี วัดวาปีรัตนารามได้จัดสร้างวัตถุมงคลเป็นรุ่นแรก เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างศาลาการเปรียญและบูรณะอุโบสถวัดวาปีรัตนาราม โดยรวบรวมผงพุทธคุณ 108 อาทิ ผงหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ, ผงหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, ทรายเสก หลวงพ่อโอด วัดจันเสน และดอกบัวเสกของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค
    ผงพุทธคุณดังกล่าวได้จัดสร้าง เป็นพระสมเด็จ เรียกว่า "สมเด็จ มีเงิน รุ่นแรก" พ.ศ.2514 มี 2 พิมพ์ เป็นพิมพ์นักกล้าม และพิมพ์อกเล็ก
    ลักษณะเป็นพระสมเด็จ 3 ชั้น หูบายศรี ด้านหลังเป็นพื้นเรียบ บางองค์มียันต์เมตตา (ยันต์นะ ชาลีติ) หลวงพ่อเดิม และนำไปให้หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวเป็นเวลานาน 9 วัน
    ต่อมาได้ประกอบพิธีพุทธา ภิเษก บนศาลาการเปรียญ มีพระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ

    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค,
    หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ,
    หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว,
    หลวงพ่อช้อย วัดหัวงิ้ว,
    ครูบาพรหมจักร วัดสารภี,
    หลวงพ่อสำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่บุญมี วัดวาปีรัตนาราม

    พระสมเด็จ มีเงิน รุ่นแรก ปี พ.ศ.2514 สร้างขึ้นมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ บังเกิดความเข้มขลังในพุทธคุณ จนเป็นที่เลื่องลือโจษขานกันมากมาย เชื่อกันว่าผู้ที่มีวัตถุมงคลรุ่นนี้ไว้ในครอบครองบูชาต่างมีประสบการณ์อัศจรรย์ ดำเนินกิจการประสบความสำเร็จรุ่งเรือง สมปรารถนาในสิ่งที่คิดหวัง และแคล้วคลาดคงกระพัน

    43193595649467_view_resizing_images_1_.jpg

    หลวงปู่บุญมี อัตตรักโข
    วัดวาปีรัตนาราม ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

    "หลวงปู่บุญมี อัตตรักโข" หรือ "พระครูนิพัทธปริยัติกิจ" เจ้าอาวาสวัดวาปีรัตนาราม ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พระเกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคมชื่อดังแห่งเมืองสี่แคว

    เกิดในสกุล คุ้มสมบัติ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2471 ที่บ้านป่าคลัก เลขที่ 149 หมู่ 6 ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

    อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2491 ที่พัทธสีมาวัดหัวงิ้ว ต.เนินมะกอก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ มี พระครูพยุหานุศาสน์ (ชิต ชิตจิตโต) เจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรี วัดยางขาว ต.ม่วงหัก อ.พยุหะคีรี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูนิสิตคุณากร วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูนิทัศน์ธรรมเวที (หลวงพ่อช้อย ฐีตาโภ) วัดหัวงิ้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ได้รับฉายาว่า "อัตตรักโข" แปลว่า ผู้รักษาไว้ซึ่งตน

    หลังจากอุปสมบท พำนักอยู่ที่วัดหัวงิ้ว มุมานะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนแตกฉาน รวมทั้งศึกษามูลกัจจายน์ บาลี อักษรขอม อักขระโบราณ และยังศึกษาด้านวิทยาคม การบริกรรมจิตให้เป็นสมาธิ การเสกน้ำรักษาโรค คาถาพระกาฬ คาถาตวาดป่าหิมพานต์ คาถาแคล้วคลาด คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ กับหลวงพ่อช้อย วัดหัวงิ้ว, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงพ่อคูณ วัดห้วยดุก, หลวงพ่ออินทร์ วัดเกาะหงส์, หลวงพ่อโอ วัดหางน้ำหนองแขม และศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

    พ.ศ.2493 ชาวบ้านป่าคลัก หมู่ 6 ตำบลหนองโพ ได้พร้อมใจกันไปขอนิมนต์พระบุญมี จากหลวงพ่อช้อย วัดหัวงิ้ว ให้มาอยู่จำพรรษา ณ วัดปลักแรต (วัดหัวกุญแจหรือ วัดวาปีรัตนาราม ในปัจจุบัน)

    พ.ศ.2494 จำพรรษา ณ วัดจุฬามณี จ.พิษณุโลก

    พ.ศ.2495 กลับมาจำพรรษาที่วัดวาปีรัตนาราม ศึกษาคาถาเจิมรถ ลงตะกรุด และวิชาเมตตามหานิยม กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดวาปีรัตนาราม

    พ.ศ.2498 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดหัวงิ้ว

    ท่านยังเข้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่วัดมหาธาตุ, วัดปรินายก, วัดสร้อยทอง, วัดประดู่ในทรงธรรม เพื่อศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ ชุดครูประโยคพิเศษมัธยม (พ.ม.) และถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชาอาคม จากหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี

    งานด้านสาธารณูปการ จัดสร้างอุโบสถ, สร้างวิหารพระพุทธโสธรจำลองเฉลิม พระเกียรติ, ศาลาแหล่งความรู้เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สร้างศาลาพระยาปเสนชิตบุนนาคสามัคคี, สร้างอาคารเรียนประถมศึกษา, จัดสร้างประปาวัด โรงเรียน เจาะบ่อบาดาล เป็นต้น

    พ.ศ.2538 ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร สาขาผู้ทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ด้านการศึกษาสงเคราะห์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2503 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวาปีรัตนาราม พ.ศ.2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองโพ เขต 2 เป็นประธานโครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง พ.ศ.2529 เป็นพระอุปัชฌาย์

    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ที่ พระครูนิพัทธปริยัติกิจ พ.ศ.2526 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

    พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

    หลวงปู่บุญมี มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นยิ่งนัก พระภิกษุสามเณรต้องทำวัตร สวดมนต์เช้า-เย็น ทุกวันตลอดปี สวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน ปกครองแบบมีกติกา คำสั่ง และมติมหาเถรสมาคม มีเจ้าอาวาสดูแลฝ่ายปกครอง การศึกษา เผยแผ่พระพุทธศาสนา สาธารณูปการ การพัฒนาวัด ให้พระภิกษุสามเณรร่วมมือทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาด้วยความสามัคคี ต้องย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในวัด มีหนังสือสุทธิทุกรูป ต้องเรียนพระธรรมวินัยและอยู่สอบธรรมสนามหลวงทุกรูป

    ด้านวัตถุมงคลที่ได้จัดสร้าง ล้วนแต่เป็นที่ปรารถนาของบรรดาศิษยานุศิษย์ อาทิ รูปหล่อลอยองค์, เหรียญเจ้าสัว, สมเด็จรุ่นสร้างอุโบสถ, ล็อกเกตรูปไข่ และกริ่งยอดขุนพล เป็นต้น

    ช่วงบั้นปลายชีวิตหลวงปู่บุญมี มีอาการอาพาธบ่อยครั้ง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลค่ายจิระประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นประจำ

    กระทั่งเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 พ.ย.2558 มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 87 ปี พรรษา 67

    ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 800 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250922_000830.jpg IMG_20250922_000849.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กันยายน 2025
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc1_img (35).jpeg 10824913-3.jpg get_auc3_img (26).jpeg get_auc3_img (31).jpeg get_auc3_img (21).jpeg get_auc3_img (15).jpeg

    หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอมปลุกเสกเดี่ยว 10 วัน
    หลวงปู่ทิมวัดละหารไร่ปลุกเสก๒วาระคือเสกเดี่ยวก่อนและเสกในพิธีพระกริ่งชินบัญชรที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงถึงหลักแสนหลักล้าน
    เมื่อหลวงปู่อธิษฐานจิตเสร็จแล้ว คุณชินพร สุขสถิตย์ ได้นำออกมาแจกให้สาธุชนทั่วไปได้ร่วมทำบุญ คุณสุชิน แช่มช้อยซึ่งทำงานอยู่ประปาส่วนภูมิภาคที่บางแสน(สมัยนั้น) ได้นำปืนลูกซองยิงถึง ๓ ครั้งปรากฏว่ายิงไม่ออก นับแต่นั้นมาความต้องการของเหรียญชุดวัดผาทั่งจึงกลายเป็นของหายาก
    เหรียญหลวงปู่ศุขหลังสมเด็จฯโต ปี ๒๕๑๖ ออกวัดผาทั่ง จ.อุทัยธานี
    อีกหนึ่งรุ่นเหรียญที่หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกมากมายได้ร่วมปลุกเสก ที่พิเศษสุดๆคือ..ได้ทำพิธีปลุกเสกในอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร.
    เหรียญสมเด็จฯโต หลังหลวงปู่ทวด..."หลวงปู่ทิม" ท่านได้ปลุกเสกในพิธีเดียวกันกับพระกริ่งชินบัญชรในปี 2516
    เหรียญออกแบบสวยงามลงตัว โดยนำสองสุดยอดอมตะเถราจารย์ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ(โต) และหลวงปู่ศุข มารวมไว้ด้วยกัน
    จำนวนจัดสร้าง ประมาณ 5,000-6,000 เหรียญ
    แบบเหรียญที่จัดสร้างมี 5 แบบ (สองชนิด คือ 1.เนื้อทิงแดงรมดำ 2.เหรียญกะไหล่ทอง) ดังนี้
    1.เหรียญรูปไข่สมเด็จพุฒาจารย์ฯโต หลังพระประธาน
    2.เหรียญรูปไข่สมเด็จพุฒาจารย์ฯโต หลังหลวงปู่ทวด
    3.เหรียญกลมหลวงปู่ทวด หลังยันต์ใบพัด
    4.เหรียญกลมสมเด็จพุฒาจารย์ฯโต หลังยันต์เฑาะว์
    5.เหรียญกลมหลวงปู่ศุข หลังสมเด็จพุฒาจารย์ฯโต
    อีกหนึ่งรุ่นเหรียญที่ "หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่" และเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกมากมายได้ร่วมปลุกเสก อาทิเช่น
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี,
    หลวงพ่อเส่ง,
    อาจารย์ผ่อง,
    สมเด็จพระสังฆราชฯ,
    สมเด็จพระธีรญาณวัดสามปลื้ม,
    หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ฯลฯ
    ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ทราบประวัติการสร้างเหรียญรุ่นนี้ต่างก็ตามเก็บกันอย่างเงียบๆครับ
    พุทธคุณ..ว่ากันว่าเด่นในทุกทาง ทั้งมหาอุตม์ แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม เช่นเดียวกับกริ่งชินบัญชรทุกประการ....
    เหรียญชุดวัดผาทั่ง..นับเป็นชุดเหรียญที่หาดูก็ยาก พุทธคุณก็สุดยอดจริงๆครับ
    พระเครื่อง - เรื่องเล่า
    -แม้ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) จะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านอยู่เสมอ ๆ เช่น เมื่อครั้งที่คณะศิษยานุศิษย์ ผู้มีความเคารพศรัทธาในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ดำเนินการจัดสร้าง เหรียญสมเด็จโต ขึ้น เพื่อหาทุนสร้างพระอุโบสถ วัดผาทั่ง จังหวัดอุทัยธานี
    เหรียญที่สร้างขึ้นในครั้งนั้นเป็นเหรียญสองหน้า มี 3 แบบด้วยกัน คือ
    -เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
    -เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
    -เหรียญสองหน้า-สมเด็จโตกับพระประธานวัดระฆังโฆสิตาราม
    เล่ากันว่า "เบื้องบน" มีบัญชาให้นำเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ ไปให้ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ปลุกเสกด้วย
    พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นที่พระอุโบสถ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2517 มีพระเถระผู้ทรงวิทยาคมเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก อาทิ
    -สมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19)
    -สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส
    -หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    -หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร
    -หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง
    -พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิราชาวาส ฯลฯ
    แผ่นโลหะที่ใช้สร้างเหรียญ เสกโดยหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และตลอดเวลาที่ทำพิธีพุทธาภิเษก คณะศิษย์พากันนุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล และสวดพระคาถาชินบัญชรต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งวันคืน
    เมื่อเสร็จพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามแล้ว คณะศิษย์ได้นำเหรียญทั้งหมดมาที่วัดละหารไร่ เพื่อให้หลวงปู่ทิมปลุกเสกอีกครั้งตามที่ "เบื้องบน" มีบัญชา ตอนแรก กรรมการวัดละหารไร่พากันคัดค้าน แต่หลวงปู่ทิมท่านเห็นว่า เจตนาการสร้างเหรียญนี้เป็นกุศลเจตนาเพื่อหาทุนไปสร้างพระอุโบสถถวายให้วัดในถิ่นทุรกันดาร ท่านก็อนุญาต จึงนำเหรียญทั้งหมดวางในถาดซ้อนบนลังบรรจุ พระกริ่งชินบัญชร ซึ่งหลวงปู่กำลังทำพิธีอยู่
    ขณะที่หลวงปู่ทิมทำพิธีปลุกเสกอยู่ภายในกุฏิในเวลากลางคืนนั้น คณะศิษยานุศิษย์สมเด็จโตทั้งหลายก็นุ่งขาวห่มขาว สวดพระคาถาชินบัญชรอยู่ด้านหน้ากุฏิ คณะศิษยานุศิษย์ที่อยู่กรุงเทพฯ ก็นั่งสมาธิส่งกระแสจิตไปด้วยเช่นกัน มีศิษย์ท่านหนึ่งได้ ทิพจักขุ หรือ ตาทิพย์ เป็นอภิญญาอย่างหนึ่งในอภิญญาหก เล่าว่า หลวงปู่ทิมท่านไม่ได้ปลุกเสกเอง ถาดที่บรรจุเหรียญเปล่งประกายรัศมีสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ แล้วค่อย ๆ หมุนตัวลอยขึ้นไปเบื้องบน มีเทวดาและพรหมมารับขึ้นไปทำพิธีข้างบนอีกครั้งหนึ่ง ผู้เป็นประธานในพิธีได้ใช้คทาแก้วคนเหรียญในถาด ศิษย์ผู้ได้ทิพจักขุนี้ โดยปรกติไม่นิยมแขวนพระเครื่อง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถึงกับยอมรับในความอัศจรรย์และนำเหรียญนี้ไปแขวนติดตัว..

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพิมพ์หลวงปู่ศุขหลังสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดผาทั่ง สภาพไม่สวย100%
    ให้บูชา 800 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250922_000917.jpg IMG_20250922_000945.jpg
     
  9. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758460471635.jpg


    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด
    “”พระผงนางแย้ม”” หรือที่เรียกกันสมเด็จนางแย้ม ท่านลบผงเอง ผสมชานหมาก เกศา ผงเก่าหลวงพ่อจ่าง ผงเก่าหลวงพ่อหอม ผงพระกรุ ผงว่านยาทางคงกระพัน ว่านยาทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ต่างๆมากมาย ฯลฯ กดพิมพ์ที่วัดถอดพิมพ์มาจากพระกรุที่ขุดพบที่เจดีย์วัดตำหนัก เสกอัดพลัง แถมอยู่ในพิธีเสกเหรียญเลื่อนฯ ด้วย สร้างทั้งหมดทุกเนื้อประมาณ 2,000 องค์มวลสารมากมายควรค่าแก่การสะสม ประสบการณ์โชคลาภเมตตามหานิยมดีแคล้วคลาดปลอดภัยดี หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าตำรับจารนะหนึ่งตัวเป่าหนึ่งทีปืนยิงไม่ออก
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร วัดตำหนัก ปทุมธานี
    ( ท่านละสังขารเมื่อ ปี ๒๕๕๙ )
    ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริงเวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ดูยามมงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณท่านเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อฉินผู้เป็นบิดา หลวงพ่อหอมวัดบางเตยกลาง หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม ท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส สรรพวิชาอาคมที่ท่านได้ร่ำเรียนมา ท่านสามารถทำของขลังได้ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะ การลงตะกรุด จากตำราของ หลวงปู่จ่าง ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว "นะ" เพียงตัวเดียวเท่านั้น ท่านได้ลงตะกรุดแบบนี้แจกให้ลูกศิษย์ไว้ใช้ จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านมากมหาอุตม์คงกระพันแคล้วคลาดในพื้นที่แถบสามโคกเลื่องลือกันมากในตะกรุดท่าน แม้แต่หลวงพ่อทองหยิบวัดบ้านกลางยังยกย่องตะกรุดท่าน ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริง พิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านจึงออกมาไม่กี่รุ่นและมีประสบการณ์ หลวงพ่อโฉม ได้อธิบายว่า “นะ” ตัวนี้เป็นต้นแบบ เป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆ ต้องขึ้นต้นด้วย "นะ" ทั้งนั้น และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น "นะ" ใดๆ ทั้ง ๑๐๘ นะ ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บท ซึ่งกล่าวถึงตัว "นะ" ไว้หมดสิ้น ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม เปิดเผยว่า อักขระเลขยันต์นั้น จะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติ แจ่มใสสุขภาพดีเป็นสมาธิแน่แน่วเรื่องเวลานั้นไม่ สำคัญสัก๑๐ถึง๒๐นาทีก็ใช้ได้แล้วแต่ถ้าจิตไม่ดีไม่มีสมาธินั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนเรื่องการทำเครื่องราง ของขลัง โดยเฉพาะตะกรุด ท่านนิยมทำแบบโบราณ คือ เขียนทีละแผ่น เรียกสูตรกันทีละตัว ซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมาก มีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุด แต่ท่านปฏิเสธ ไม่เอาเป็นอันขาด ท่านว่ามันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขาข้าไม่เอา วิชาเอกของท่านคือตะกรุดๆท่านก็ยังลงจารยันต์ด้วยมือท่านเอง
    จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์มากมายเหรียญรุ่นมงคลจักรวาลเป็นเหรียญรุ่นแรก ที่มีประสบการณ์รุ่นนี้มีคนถูกยิงด้วยปืนจุด38 ถึง3นัดแต่กระสุนไม่ระคายผิวเสื้อขาดเป็นแค่รอยแดงๆในตัวมีเพียงเหรียญรุ่นแรกเลี่ยมพลาสติกบางๆของท่านติดตัวเพียงอย่างเดียววัตถุมงคลและเครื่องรางของท่านมีประสบการณ์เป็นที่กล่าวข่านของเมืองสามโคก
    ปทุมธานี หรือเมืองสามโคก ในอดีตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค้า ควบคู่กับกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองสามโคกมีสถานะเป็นเมืองตรี ครั้นต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัย ทรงพระราชทานนามเมืองสามโคกใหม่ว่าปทุมธานี คือเมืองแห่งดอกบัว ซึ่งจังหวัดปทุมนั้นมี ชาวมอญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระพุทธเจ้าหลวงเมื่อครั้งในอดีต ดังนั้น ศิลปะหลายแขนงยังมีการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และอีกแขนงที่กล่าวถึงนั้นก็คือสายวิชาพระเวชวิทยาคม การลงอักขระ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ซึ่งยังมีการสืบทอดพระเวทย์สายรามัญ จนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นมิได้น้อยไปกว่าที่อื่นเลย ดังเช่น พระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษหลาบรูป อาทิ เจ้าคุณรามัญมุณี วัดบางหลวง หลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต หลวงพ่อญัติ วัดสายไหม หลวงปู่ด๊วด วัดคลองสี่ หลวงพ่อเทียนวัดโบสถ์ และอีกมากมายหลายท่าน
    หลวงพ่อจ่าง เกศโร วัดไผ่ล้อม อำเภอสามโคก ท่านเป็นเกจิคณาจารย์ยุคเก่า ผู้เรืองเวทย์วิทยาคมอย่างมากในสมัยนั้น ท่านมีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องกรรมฐานและลงอักขระบนตะกรุด ที่มีอานุภาพทางคงกระพันชาตรี ยิ่งนักเลงในย่านนั้นนิยมเคียนตะกรุดของหลวงปุ่จ่างทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันผู้สืบสานพุทธานุคมสายหลวงปุ่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็คือ หลวงพ่อโฉม เตชวโร แห่ง วัดตำหนัก นั้นเอง
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร หรือ พระครูปทุมอรรถสุนทร ท่านมีนามเดิม ว่า นายบุญถม นามสกุล ภู่ห้อย เกิดวัดเสาร์ เดือน ๓ ปีกุล ปีพศ.๒๔๖๖ เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง ๓ คนของคุณพ่อฉิน(หลวงพ่อฉิน) คุณแม่แจ๋ว ภู่ห้อย จบการศึกษาระดับ ป๔ จากโรงเรียนสามมัคคิยาราม จากนั้นเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ท่ายได้สมัคร เป็นทหารรับใช้ชาติ อยู่ ๒ ปี จากนั้น อายุ ๒๒ จึงได้อุปสมบท ณ.วัดป่างิ้ว โดยมีพระครูถาวรกิจโกศล(ฟ้อน โชติปาโล)เป็นพระอุปฌาย์ จากนั้น เพียง๑ พรรษา ท่านก็ลาสิกขาบท ออกมาช่วยโยมพ่อ โยมแม่ทำนาเลี้ยงน้องในฐานะพี่ชายคนโต และท่านได้สมรสและมีบุตรธิดา ทำอาชีพสุจริต
    ยามว่างท่านมักจะไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อฉิน(บิดาของท่าน เสมอ) และมักไปต่อวิชากับหลวงพ่อหอม วับางเตยกลาง สองศิษย์เอก แห่งหลวงพ่อจ่างวัดไผ่ล้อม อยู่เป็นประจำจน ชำนาญ และหลวงพ่อท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆารวาส จนกระทั่งเมื่อครั้งที่ท่านอายุ ๔๐ ปี ท่านเกิดเจ็บหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านจึงอธิฐานว่า หากท่านรอดไปได้ ท่านจะใช้ชีวิตที่เหลือ ขอถวายพระศาสนา เมื่อท่านหายป่วย จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดดอกไม้ โดยมี พระครูธีรานุวัตร(หลวงพ่อหอม) วัดบางเตยกลาง เป็นพระอุปฌาย์ เมื่ออุปสมบท แล้วท่านก็ยังไปศึกษาเพิ่มเติมในบางวิชาและฝึกกรรมฐานขั้นสูง จากทั้ง หลวงพ่อฉิน และ หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม จวบจนท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตำหนัก ซึ่งสรรพวิชา อาคมที่ท่านร่ำเรียนมาท่านสามารถทำได้ขลัง และไม่เป็นรองใครโดยเฉพาะตะกรุดตำราหลวงปู่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว นะ เพียงตัวเดียวเท่านั้น และหลวงพ่อโฉม ท่านได้ลงตะกรุด แบบนี้แล้วแจกให้ลูกศิษย์ ไว้ใช้จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านแคล้วคลาด คงกระพันในพื้นที่แถบสามโคก
    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆก็ต้องขึ้นต้นด้วยน่ะทั้งนั้น เวลาพระเจริญพุทธมนต์ท่านต้องตั่งนะ ก่อนคือนะโมทุกครั้งและที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น นะใดๆทั้ง๑๐๘ นะที่ท่านได้ศึกษามาก็ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บทซึ่งกล่าวถึงตัว นะไว้หมดสิ้นคือ นะรานะระหิตังเทวัง นะระเทเวหิปูชิตัง นะรานังภามะยังเภหิ นะมามิสุคะตังชินัง เมื่อเรานำตัวนะตัวแม่ของ นะ มาเป็นต้นเป็นประธานแล้ว อาราธนา นะตัวลูกทั้ง ๑๐๘ ประการ ดีกว่าใช้ นะเฉพาะ ซึ่งจะมีฤทธิ์ เพียงด้านเดียวไปครอบคลุมในทุกๆด้าน เมื่อนำ นะ มาลงในโลหะม้วนเป็นตะกรุดแล้วตะกรุดนั้น ก็จะมีพุทธคุณมากมายดุจฝอยท้วมหลังช้างเรียก ว่า ๑๐๘ นะ ทั้งเมตา มหาเสนห์ มหานิยม แคล้วคลาด คงกะพัน กันอาวุธ ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม ได้เมตาเปิดเผยว่าอักขระเลขยันต์นั้นจะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติแจ่มใส สุขภาพดี เป็นสมาธิ แน่แน่ว เรื่องเวลานั้นไม่สำคัญสัก ๑๐ ถึง ๒๐ นาที ก็ใช้ได้ แต่ถ้าจิตไม่ดี ไม่มีสมาธิ นั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ และอีกอย่างคือ ปฏิภาคนิมิต คือนิมิตที่เราขึ้นตามจิตแห่งตน ลงอักขระเลขยันต์เยอะแยะมากมาย แต่นิมิตปฏิภาคไม่เกิดก็เท่านั้น สู้ลงนะตัวเดียว ปฏิภาคนิมิตเกิดเห็น นะ นั้นชัดเจน ปรากฎ ขึ้นไม่ได้เป็นว่า มันอยู่ที่จิต สมาธิเป็นสำคัญ
    ส่วนเรื่องการทำเครื่องรางของขลัง ของหลวงพ่อโฉม โดยเฉพาะตะกรุด หลวงพ่อท่านนิยมแบบโบราณคือเขียนทีละแผ่นเรียกสูตรกันทีละตัวซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมากมีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุดแต่ ท่านบอกปฎิเสธไม่เอาเป็นอันขาดท่านว่า มันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขา ข้าไม่เอา ถึงแม้ว่าปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ชราภาพมากแล้วก็ตามแต่ตะกรุดของท่านยังใช้การจาร ยันต์ด้วยมือ ถึงท่าน มิได้จารด้วยตัวท่านเอง ทั้งหมด ทุกดอก แต่ท่านมอบหมายให้ลูกศิษย์ที่ท่านครอบครูแล้ว เป็นคนช่วยจารแล้ว ท่านจะลง ครอบและเสกกำกับ ด้วยตัวท่านเองทุกครั้ง เพราะหลวงพ่อท่านบอกว่ายังไงก็ที่กว่าปั๊มเอา เพราะมันทำและจารด้วยใจ จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์กันมากมาย
    ในด้านการพัฒนาวัดตำหนัก แต่เดิมแรกเมื่อหลวงพ่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตำหนักนั้นมีเพียงอุโบสถ และกุฏิ เพียงหนึ่งหลัง แต่ปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ได้สร้างและบูรณะ ถาวรวัตถุภายในวัดขึ้นมา เริ่มตั้งแต่หมู่กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลาการเปรียญ เมรุ เขื่อนหน้าวัด และพระอุโบสถ หลังใหม่ จนสร้างความแตกต่างจากคร้งอดีต โดยสิ้นเชิง
    หลวงพ่อโฉมท่านเป็นพระที่สมถะเรียบง่ายไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ ใครให้ท่านทำอะไร ถ้าไม่เหนือบากกว่าแรงท่านสงเคาระห์ให้หมด มีเมตาต่อสาธุชน ทุกคน เข้าพบง่าย เว้นแต่ช่วงเวลาที่ท่านจำวัดเท่านั้นแหละครับ อย่าได้รบกวนท่านเลยเพราะท่านชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจิงทำจริง เวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ มงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้น วัตถุมงคลของหลวงพ่อ จึงออกมาไม่กี่รุ่น และบางอย่างก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงนางแย้มเนื้อชานหมากผสมเกศา องค์นี้ ส่องจะเห็นเกศาหลายเส้น

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250923_191553.jpg IMG_20250923_191625.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758630123286.jpg

    สาริกาคู่องค์นี้เป็นเนื้อว่านดอกทองเพียวๆ ที่ไปพลีมาจากในป่าลึก อิทธิคุณสุดยอดทุกด้านครับ ยิ่งเสน่ห์เมตตานี่ถือว่าเป็นเลิศ
    สาริกาคู่หลังหลวงปู่เทพโลกอุดร รุ่นแรก วัดถ้ำวัวแดง เนื้อแก่ว่านดอกทอง ของท่าน "อาจารย์อ๊อด ยกพล" จัดสร้างตั้งแต่สมัยที่ท่านยังบวชอยู่ วัดหนองดง ชัยภูมิ แต่ได้ไปกดพิมพ์กันที่ วัดถ้ำวัวแดง ชัยภูมิ โดยมีพระอาจารย์บรรเทา เป็นผู้จัดสร้างและถวายให้ท่าน อาจารย์อ๊อด ยกพล ผู้เป็นอาจารย์ปลุกเสก ด้านหลังเป็นองค์หลวงปู่เทพโลกอุดร สาริกาคู่องค์นี้เป็นเนื้อว่านดอกทองเพียวๆ ที่ไปพลีมาจากในป่าลึก อิทธิคุณสุดยอดทุกด้านครับ ยิ่งเสน่ห์เมตตานี่ถือว่าเป็นเลิศ หายากมากๆ
    ประวัติ พระอาจารย์ยกพล(อ๊อด) โรจนธัมโม
    พระอาจารย์ยกพล โรจนธัมโม หรือพระอาจารย์อ๊อด นามชื่อที่เรียกติดปากจากบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย นามเดิมท่านชื่อยกพล นามสกุลอุทาทิพย์
    เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ณ หมู่บ้านคุ้มวัดโพธิ์ศรี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
    มีบิดาชื่อนายสัมฤทธิ์ อุทาทิพย์ โยมมารดาชื่อนางอมร อุทาทิพย์ ท่านมีพี่น้องด้วยกัน 3 คน ตัวท่านพระอาจารย์เองท่านเป็นคนที่ 2 เนื่องด้วยโยมบิดารับราชการ ท่านจึงมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนท่างโลกอยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อได้อายุ 21 ปี ก็เข้าอุปสมบท (หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรมา 3 พรรษา) กล่าวกันว่า เมื่อจะเข้าอุปสมบทบวชเป็นพระ พระอาจารย์ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว บวชเป็นพรามณ์ ครั้งเมื่อได้เข้าอุปสมบทท่านก็ได้เข้าอุปสมบทที่วัดโพธิ์ธาตุ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยมีท่านพระครูปัญญาวิสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุนิตย์ เตชวโร เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูพัฒนาสารคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามทางพระพุทธศาสนาว่า “โรจนธมโม”
    จากที่ชอบศึกษาด้านกรรมฐาน วิชาอาคมมาแต่เป็นพรามณ์ ครั้นเมื่อบวชเป็นพระแล้ว พระอาจารย์ยกพลได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่มา ณ ถ้ำวัวแดง รวมถึงครั้งได้ออกธุดงค์ในป่าลึกแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ , จังหวัดเลย และพ้นไปถึงประเทศลาว ตามลำน้ำงึม – ภูเขาควาย พบและเรียนสรรพวิชาต่างๆ กับพระอาจารย์ที่ท่านพบระหว่างธุดงค์ในที่ต่าง ๆ จนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมาแก่กล้า เป็นที่นับถือของชาวบ้านที่ได้มากราบนมัสการท่านมาโดยตลอด และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาจำพรรษา ณ วัดต่าง ๆ ในจังหวัดชัยภูมิ โดยที่ระหว่างที่ท่านจำพรรษานั้นได้ช่วยบูรณะศาสนสถาน ณ วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่หลายแห่งอันจะนำมาเพื่อเผยแพร่พระศาสนาและช่วยเหลือผู้คน
    เรื่องเล่า วัยเด็ก
    ใน วัยเด็กของพระอาจารย์นั้น พระอาจารย์ท่านได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อสมัยที่อาตมายังเป็นเด็ก มีอายุยังไม่ถึงขวบ (ประมาณ 2-3 เดือน) อาตมาก็เริ่มจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ เช่นมีคนมาอุ้มเราหรือมาเล่นกับเรา แล้วเอามือจิ้มตรงนั้นบ้าง จิ้มตรงนี้บ้าง อาตมาก็พยายามจะบอกไม่ให้เขาทำกับอาตมาอย่างนั้น แต่เสียงที่พูดออกไป กับไม่เป็นเสียงมีแต่สำเนียงเสียงที่ออกมาอ้อๆแอ้ๆ เท่านั้น และบางครั้งอาตมาก็พยายามจะเอามือน้อยๆของอาตมา ปัดมือเขาผู้นั้นออกไป แต่เหมือนมือที่เราปัดมือของเขานั้นจะขาดเรี่ยวแรง คือไม่มีแรงที่จะทำอย่างที่ใจคิดได้ กลายเป็นแต่เพียงกำมือน้อยๆไว้เท่านั้น
    เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างนั้น ปัจจุบันจึงทราบว่า เป็นสัญญาความจำที่ติดตัวมาแต่อดีตชาตินั่นเอง ที่เราตายเร็วเกิดเร็ว สาเหตุที่ทราบว่าตัวเองมีสัญญาความจำมาตั้งแต่เกิด แม้กระทั้งตอนที่น้องของอาตมาเกิด ที่ห่างกันเพียงปีเศษเท่านั้น คืออาตมาเกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ส่วนน้องอาตมาเกิดเมื่อปีกุน 2514 จากเหตุนี้เองจึงทำให้อาตมา มีอาการพูดช้ากว่าเด็กๆ ที่เกิดในรุ่นเดียวกันทั่วไป จากสาเหตุที่ไม่อยากให้ใครๆต่างเข้าใจว่า เราเป็นเด็กเล็กมีความรู้สึกเกินตัว ซึ่งในบ้านทางภาคอีสานแล้ว ดีไม่ดีเขาจะว่า ร่างนี้มีผีสิงอยู่ อะไรทำนองนั้น
    ในวัยเด็ก อาตมาเป็นเด็กที่มักมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น อันหมายถึงวิญญาณชั่วดีต่างๆ กระทั่งเวลาหลับ จะมีความรู้สึกตัวว่า ร่างกายมีอาการเบา และบางครั้ง จะลอยขึ้นเหมือนปุยนุ่น ที่ลอยขึ้นเหนือพื้นเพราะแรงลม และร่างกายของอาตมานั้นก็ลอยไปในที่ต่างๆ ในสถานที่ที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ของเรา อาการที่เกิดขึ้นในจิตสำนึกขณะนั้น ทราบดีว่า นี่มันไม่ใช่ความฝัน เพราะเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ แต่พอไปเล่าให้ใครๆฟัง เขาจะไม่เชื่อหรือมองเราเป็นคนเสียสติไป แต่เมื่อเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็อดนำไปเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังไม่ได้เสีย เล่าบ่อยเสียจนผู้ใหญ่ท่านเหล่านั้นต้องเชื่อ
    ขณะที่อายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น ยังไม่ทันจะบรรพชาเป็นสามเณร วันหนึ่งอาตมาก็ลองนั่งหลับตาทำสมาธิดู โดยใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” ตามที่ผู้ใหญ่สอน เพราะในตอนนั้น เริ่มเข้าวัดไปรักษาศีลกับผู้ใหญ่ที่วัดแล้ว ทันทีเมื่อจิตจมดิ่งสู่สมาธิ อาตมาก็มองเห็นชีปะขาวท่านหนึ่ง ลักษณะใบหน้าอิ่มเอิบ แสดงถึงผู้มีบุญ ชีปะขาวท่านนั้นได้เข้ามารับอาตมาก่อนที่จะพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนั้น เมื่ออาตมาเดินตามชีปะขาวไป สองข้างทางก็กลายเป็นป่าเขา มีป่าละเมาะอยู่แห่งหนึ่งปกคลุมด้วยต้นไทรใหญ่ ที่ใต้ต้นไทรนั้นมีแคร่ ซึ่งใช้เป็นที่พักได้อย่างดี เมื่อชีปะขาวให้อาตมานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เริ่มสอนมนต์และวิชาต่างๆให้ ซึ่งมนต์วิชาต่างๆที่ชีปะขาวสอนให้อาตมานั้น ส่วนมากแล้วก็เป็นวิชาที่เอาไว้ช่วยเหลือคน โดยเฉพาะมนต์ผีรัก อาตมาก็จดจำมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ และชีปะขาวท่านนั้น มาบัดนี้ ท่านก็ยังมาปรากฏร่างให้เห็นบ่อยๆ
    วิญญาณทหารโบราณบอกถึงว่านฤาษี
    เมื่อ ท่านเดินทางมาจากป่าช้าส้มป่อย ในช่วงนี้มีพระมาขอธุดงค์ร่วมกับท่านอีก 2 รูปคือ พระทวีป และพระบรรจง และก็ได้เดินผ่านหลายที่จนถึงภูสำเภา ณ หมู่บ้านหนึ่ง อยู่ข้างภูสำเภาพอปักกลดแล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จก็ค่ำ ท่านอาจารย์สังเกตเห็นอากาศที่ผิดปรกติ ท่านสั่งห้ามพระออกจากกรดเด็จขาดในเวลากลางคืน จนกว่าจะสว่าง ถึงแม้จะมีใครมาเรียกก็ห้ามออกไปเด็ดขาด พอตกดึก พระทุกรูปก็เห็นนกฮูก นกแสกบินรอบกลด พอเวลาประมาณตีสาม ท่านอาจารย์สั่งห้ามพระทุกรูปอย่าได้เอ่ยปากทักทาย กลัวว่าหลงทักทายแล้วของจะเข้าตัว เพราะท่านรู้ว่ามีคนลองวิชา เพราะบางที่พอนกบินมาแล้ว มักจะมีกิ่งไม้หล่นมาใส่กลดของท่านเรื่อยๆ ท่านเลยจับผ้าของท่านมาปิด พร้อมทั้งบริกรรมคาถาพระอุปคุตป้องกันตัว เสร็จแล้วท่านก็สร้างมโนยิทธิให้ภาพนกตัวนั้นในผ้า แล้วเป่าคาถากันการกระทำบทใหญ่ลงไป
    ปรากฏว่า นกตัวนั้นร้องเสียงดังมาก แล้วก็ตกลงมา แต่อาจเป็นด้วยพระพุทธานุภาพที่อาตมาพร้อมพระอีกสองรูปต่างสวดภาวนากันเมื่อ ในตอนค่ำ เสียงของผีป่ามากมาย เมื่อมันวิ่งมาเข้าใกล้กลด ก็เหมือนมันกระโดดข้ามกลดของอาตมาไปอย่างนั้นในตอนนั้นเลยร้องบอกให้พระทั้ง สองท่านช่วยกันสวดเจริญพุทธสวดให้มากๆ ซึ่งพระทั้งสองท่านก็ช่วยกันสวดมนต์ทั้งคืนจน ไม่ได้นอนจำวัด เพราะสวดมนต์เสร็จต่างก็ทำสมาธิกรรมฐาน ซึ่งพระทั้งสองรูปนั้นท่านนั่งแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดๆ แต่พระอาจารย์ท่าเล่าว่าเมื่อสมาธิสงบดี ทันใดนั้น อาตมาก็พบเห็นทหารโบราณหลายคน ซึ่งทหารเหล่านั้นได้บอกกับอาตมาว่าพวกเขามาตายที่โป่งแห่งนี้มาหลายชั่วคน แล้ว วิญญาณได้กลายเป็นผีโป่งทนทุกข์ทรมานเฝ้าอยู่ที่นี่ วิญญาณของทหารโบราณ ผู้เป็นหัวหน้าได้บอกอาตมาว่า เลยจากสถานที่แห่งนี้ไปไม่ไกลจะพบว่านเสน่ห์ฤษี ที่มีกลิ่นหอมมากขึ้นอยู่เต็มป่า ใครมีไว้จะพบกับความสำเร็จในตัว คือตนเองจะเป็นเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้ที่พบเห็น ในนิมิตที่เห็นที่ได้พูดคุยกับทหารโบราณเหล่านั้น
    ในตอนหนึ่งอาตมาจึงได้เอ่ยปากขอว่านเสน่ห์ฤษีจากพวกเขา พวกเขาก็บอกจะถวายให้ เพียงแต่ว่าเมื่อพระอาจารย์ธุดงค์มาคราวหน้า ขอให้นำพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำมาด้วยให้ครบ 5 รูป เพื่อว่าจะได้สวดส่งวิญญาณของพวกเขาให้เกิดเสียที อยู่อย่างนี้ก็มีแต่ทุกข์ลำบากไปทุกอย่าง... พอรุ่งเช้าพระอาจารย์และคณะได้ออกบิณฑบาต พบโยมคนหนึ่ง เวลาเดินเข้าใกล้เขาก็จะเดินออกห่างไปค่อยจะมองดู คณะของอาจารย์ พระอาจารย์จึงบอกว่าไม่ต้องไปกังวลหรอกเดี๋ยวพ้นเขตเขาก็ไปเองหละ
    พระที่ ไปด้วยรูปหนึ่งได้สังเกตเห็นมีตัวอะไรไม่รู้คล้ายลิงตัวเล็กจะคล้ายชะมดก็ เหมือนมาเดินวนเวียนรอบๆกลด ของท่านมันพยายามจะเข้าไปในกลดของท่าน แต่พอใกล้สว่างพวกมันก็หนีไป ตอนนี้ท่านขอกลับเข้าเมืองก่อนดีกว่า(ไม่ขอเดินตามธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ยก พล เข้าไปในป่าลึกอีกแล้ว) ในเหตุการณ์หลังจากคืนนั้น การเดินธุดงค์เข้าสู่ป่าใหญ่ ในตอนนั้นคงมีแต่พระอาจารย์ยกพลเพียงรูปเดียว เดินเข้าป่าดงดิบ จนได้พบกับพระธุดงค์ท่านผู้มีอายุอีกสองท่านคือหลวงปู่มั่ง กับหลวงปู่เตียง ซึ่งท่านทั้งสองเห็นในความเด็ดเดี่ยวในจิตใจของพระอาจารย์จึงได้สอนมนต์ ต่างๆ ให้
    ทั้งวิชาการสร้างกุมาร สาลิกา กำเนิดแรดหนังหนา ฯลฯ อีกทั้งยังได้สอนวิชาของสำเร็จลุนให้อีกด้วย
    ช่วยขุดร่างหญิงโบราณมาทำบุญกุศล และเจอพระอาจารย์สอน
    นิมิตอย่างนี้ได้เกิดติดต่อกันมาถึง 5 วัน ซึ่งพระอาจารย์ก็รับปากว่าจะขุดร่างของนางให้แต่ก็ไม่ทราบว่า ร่างของนางนั้นฝังอยู่ตรงที่ไหน จนถึงวันที่ 6 นางในร่างวิญญาณก็มาบอกที่ฝังร่างของนางให้พระอาจารย์ได้ทราบ ซึ่งตอนนั้นพระอาจารย์เองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาจอบหาเครื่องมือที่ไหนมาขุดร่าง ของนางในนิมิตนั้นได้ ก็เผอิญมีชาวบ้านเดินทางขึ้นมาที่ถ้ำหอม หกคน โดยเข้าไปบอกท่านพระอาจารย์ว่า
    เมื่อคืนพวกเขาเห็นแสงไฟที่เกิดจากไฟดวงโต ลอยขึ้นมาตรงยอดภูเขาสถานที่บริเวณถ้ำหอมนั่นแหละ ขณะที่แสงไฟลอยขึ้นมาก็มีเสียงดนตรีเป็นเสียงปี่พาทย์ ลาดตะโพน บรรเลงมาตามสายลมด้วย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตรงเชิงชายเขาต่างออกมายืนดูแสงไฟและเสียงดนตรีโบราณ นั้นพร้อมๆกันทั้งหมู่บ้านทีเดียว
    เมื่อชาวบ้านทั้ง 6 คน มาเล่าเรื่องราวแปลกประหลาดให้ฟังอย่างนั้นพระอาจารย์ก็เลยถือโอกาสขอแรงชาว บ้านทั้ง 6 คนให้ช่วยกันขุดหาโครงร่างของหญิงงามในนิมิตให้ด้วย ซึ่งก็พอดีชาวบ้านทั้ง 6 คน มีจอบและอุปกรณ์ พกติดตัวมาด้วยโดยบอกว่าพวกเขาจะมาขุดหน่อไม้ป่าพอดี จึงเป็นความประจวบเหมาะที่จะช่วยพระอาจารย์ขุดหาร่างของนางในนิมิต ซึ่งก็ใช้เวลาขุดหาอยู่ไม่นานก็พบร่างที่เป็นโครงกระดูกมากมายหลายร่างโดย ที่ใกล้ร่างโครงกระดูกนั้นก็พบไหโบราณและหม้อโบราณ อีกทั้งกำไลใส่มือใส่เท้าบ่งบอกว่าเป็นชนสมัยทวารวดีที่มีอายุนับพันปีมา แล้ว เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนายังเจริญมาไม่ถึง พวกเขาจึงนับถือผีสางเทวดาไปตามเรื่อง การไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นสะพานในการทำบุญ เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของพวกเขาจึงหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ดังกล่าว วิญญาณที่เหมือนไม่มีสิ่งดีๆรองรับ จึงต้องร่อนเร่ไปหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ เมื่อได้ร่างชนสมัยทวารวดีเหล่านี้ขึ้นมา พระอาจารย์จึงทำการเผาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
    ซึ่งก็ได้ผลเพราะในคืนวันต่อมานั้นเอง หญิงในร่างทิพย์ที่สวยงามก็ได้มาเข้าฝันพระอาจารย์อีกครั้ง แต่การมาครั้งนี้เป็นการกล่างคำอำลา หลังจากที่นางได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว โดยคำอำลาที่นางได้กล่าวอำลากับพระอาจารย์ ก็มีใจความที่สะเทือนใจว่า
    “ข้าพเจ้าขอกราบลาท่านอาจารย์ก่อน บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ข้า เจ้า จะไม่ขอลืมเลย เมื่อพระคุณท่านมีความปรารถนาสิ่งใด ข้า เจ้าขอให้สิ่งนั้นจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า บัดนี้ถึงเวลาแล้วข้าเจ้าขอลาไปเกิดก่อน”
    นางในนิมิตกล่าวอำลาพระอาจารย์ด้วยอาการพนมมือลงกราบโดยกราบลงอย่างนอบน้อม
    พระอาจารย์ท่านก็กล่าวตอบกลับไปว่า “อาตมาขออนุโมทนาด้วยที่โยมจะไปดี สำหรับตัวอาตมาเองก็ไม่ประสงค์สิ่งใด นอกจากจะขออยู่ในร่มผ้ากาสาวพักตร์อยู่อย่างนี้ตลอดไปโดยอย่าให้มีมารใดๆ มารบกวนอาตมาเลย”
    “ดีแล้วพระคุณเจ้า การบวชถือว่าประเสริฐสุด ขอให้พระคุณเจ้าพบแสงแห่งธรรม และเมตตาบอกมนุษย์ทั้งหลายด้วยว่า เมื่อพบร่างของใครก็ตามถูกฝังไว้ยังไม่ได้นำขึ้นมาเผา ก็จงรีบจัดการนำร่างนั้นขึ้นมาเผาด้วย เฉพาะคนโบราณที่มีอายุยืนนานมาเป็นพันปี (มีร่างฝังอยู่ในดินนับพันปี) เมื่อผู้ใดได้ช่วยจัดการเผาให้ จะเป็นการส่งวิญญาณให้เขาไปเกิด และจะกลายเป็นผลให้ผู้ที่ทำมีอายุยืนพบกับสิ่งดีๆในชีวิต ตามที่ตนปรารถนาทุกประการ ข้าเจ้าขอลาก่อน”
    หญิงนิรนามในนิมิตกราบลาท่านพระอาจารย์โดยที่ท่านพระอาจารย์ยกพลท่านกล่าว ว่า ยังไม่ได้สอบถามที่เกิดที่มาของเขาเลย แต่เข้าใจว่าหญิงนิรนามร่างงามนั้น จะต้องเป็นธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองถ้ำหอมนี้แน่นอน การที่ไม่กล่าวสอบถามที่ชาติกำเนิดเดิมก็ด้วยว่านิมิตนั้น ได้เกิดในความฝันไม่ใช่สมาธิ ฝันอย่างไรก็ต้องจดจำไปอย่างนั้นหานำจิตให้คิดตามประสงค์ไม่ ซึ่งจากเรื่องนี้ก็ทำให้พระอาจารย์มาได้ความคิดว่า ร่างที่เป็นโครงกระดูกของคนโบราณนั้น เมื่อใครผู้ใดได้กระทำ คือการเผาร่างนั้นโดยทำบุญอุทศไปให้เขาสิ่งต่างๆในชีวิตก็จะพบกับความสำเร็จ ได้โดยที่ได้อานิสงค์ตรงนี้เอง ซึ่งท่านเองกล่าวว่าจะขอจดจำในเรื่องนี้เป็นข้อปฏิบัติไปจนตาย และจะบอกแก่คนทั้งหลายให้เขาเข้าใจในเรื่องของวิญญาณที่น่าสงสารเหล่านี้ ด้วยขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำหอม พระอาจารย์เล่าว่า แม้ถ้ำหอมจะอยู่ในป่าลึกแต่ท่านก็พบมาเยือนแปลกๆมาก
    หน้าหลายคน โดยเฉพาะพระธุดงค์กรรมฐานที่เข้ามาหาท่าน มาเพื่อหามุม
    สงบปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอม หลายท่านก็มีปฏิทาแปลกๆ ไม่เหมือนกัน
    เช่นมี พระปฏิบัติท่านหนึ่งท่านชื่อว่าอาจารย์สอน เมื่อเข้ามาอยู่ปฏิบัติสมาธิในถ้ำหอม พระอาจารย์สอนจะใช้ฝุ่นอาบตามตัว หรือที่เรียกว่าอาบฝุ่นนั่นแหละ โดยไม่อาบน้ำ ร่างกายของท่าน
    ก็เกลี้ยงเกลาดี ไม่มีกลิ่นตัวเมื่อเข้ามาใกล้ๆพระอาจารย์ และวันไหนเมื่อว่างจากการนั่งสมาธิแล้ว พระอาจารย์สอนท่านจะให้ลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อว่าโยมปอง ผู้ติดตามมา เดินตามท่านไปในมุมต่างๆภายในถ้ำหอม แล้วบอกโยมปองศิษย์ของท่านผู้นั่นให้ท่านพระอาจารย์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250923_192440.jpg IMG_20250923_192502.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2025
  12. วิจิตร กณะโกมล

    วิจิตร กณะโกมล Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    359
    ค่าพลัง:
    +363
    จองครับ
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    unnamed.jpg

    get_auc3_img (32).jpeg
    พระผงนางพญาสุรินทร์พร วัดกลางสุรินทร์ ปี ๒๕๑๕
    จัดสร้างโดย พระครูสิทธิการโกศล (หลวงปู่เทพ นนฺโท) วัดกลางสุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (สมณะศักดิ์ขณะนั้น) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (มหานิกาย)
    พุทธคุณครอบจักรวาฬ สร้างจากว่านมงคล 108 ชนิด ผสมกับดินจากสถานที่ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากอินเดีย แถมยังได้รับการอธิษฐานจิตจาก หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จึงรับประกันได้ว่าเป็นพระที่มีพุทธคุณสูงยิ่ง เพราะดีทั้งนอก ดีทั้งใน ดีทั้งผู้อธิษฐานจิต
    พระสมเด็จสุรินทร์พร พิมพ์ใหญ่ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ ปลุกเสก เนื้อผงผสมว่าน ปี พ.ศ.2515 พระชุดนี้ เป็นพระที่ดีทั้งพิธีปลุกเสก และ เจตนาในการจัดสร้าง
    โดย พิธีพุทธาภิเษกมีหลวงปู่ดุลย์ อตุโล เป็นประธาน นั่งปรกปลุกเสกพร้อมกับพระเกจิ อาจารย์สายกรรมฐาน หลายท่านด้วยกัน ในปี พ.ศ.2515 ณ วัดกลาง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ อันมีสมเด็จสุรินทร์พรเป็นพระประธานของวัดกลางรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
    ตามใบฝอยพุทธคุณของท่าน จากการสร้างด้วยผงว่านจึงนำมาฝนรักษา
    พิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยการนำฝนกับน้ำมาะนาว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระนางพญาสุรินทร์พรปี๒๕๑๕
    (กระดาษใบฝอนเป็นภาพตัวอย่างนะครับ)

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250923_201752.jpg IMG_20250923_201817.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2025
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    17764224-5.jpg 17764224-4.jpg

    พระขุนแผน ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช รุ่นบ่วงสื่อเฮง จัดสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๑
    เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ประพิธีบวงสรวงวัตถุมงคล รุ่น “บ่วงซื่อเฮง” เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว มีความหมายว่า “เฮงหมื่นครั้ง หรือเฮงตลอดไป” ในการสร้างครั้งนั้นคุณเล็ก สุพรรณ ผู้เป็นศิษย์คนสนิทของท่านขุนพันธ์และเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างได้กราบขออนุญาตท่านขุนพันธ์ให้ทำพิธีเทวาภิเษกขึ้นที่บ้านของท่านขุนพันธ์ พิธีจัดขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืนครบถ้วนตามฤกษ์แห่งสุริยันจันทรา
    นอกจากนั้นยังได้นำวัตถุมงคลชุดนี้เข้าพิธีอีกครั้งที่ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ในปี ๒๕๔๔ เมื่อพิธีเสร็จสิ้นวัตถุมงคลส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังประเทศมาเลเซียแจกจ่ายให้ผู้เคารพศรัทธาในองค์จตุคาม เหลือบางส่วนเก็บรักษาอยู่ในไทย และได้มีการแจกจ่ายออกไปบ้างแต่ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนกระทั่งงานพระราชทานเพลิงศพท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชจึงได้มีการนำออกเผยแพร่เกิดเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น
    วัตถุมงคล รุ่น “บ่วงซื่อเฮง” นี้ สร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก โดยท่านขุนพันธ์ได้มอบมวลสารที่ใช้ในการสร้างรุ่นปี ๒๕๓๐ เป็นส่วนผสมด้วย ด้านหลัง มีภาษาจีน อ่านว่า บ่วงซื่อเฮง (เฮงหมื่นเรื่อง) และอักษรไทย คำว่า ก - ข เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ นักพนัน และนักเสี่ยงโชค ทั้งชาวไทย จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ต่างนิยมชื่นชอบกันอย่างมาก
    วัตถุมงคลรุ่นบ่วงซื่อเฮงประกอบด้วย จตุคามรามเทพ เหรียญยี่กอฮอง และขุนแผน สร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก โดยท่านขุนพันธ์ได้มอบมวลสารที่ใช้ในการสร้างรุ่นปี ๒๕๓๐ เป็นส่วนผสมด้วย ด้านหลัง มีภาษาจีน อ่านว่า บ่วงซื่อเฮง (เฮงหมื่นเรื่อง) และอักษรไทย คำว่า ก - ข เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ นักพนัน และนักเสี่ยงโชค ทั้งชาวไทย จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ต่างนิยมชื่นชอบกันอย่างมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระไม่สวยมีบิ่นนิดหน่อยและตะกรุดหาย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250923_215533.jpg IMG_20250923_215554.jpg
     
  15. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,498
    ค่าพลัง:
    +7,652
    ขอจองครับ
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758641785853.jpg FB_IMG_1758641783203.jpg FB_IMG_1758641780250.jpg FB_IMG_1758641884917.jpg

    เหรียญพระศิวะมหาเทพหลังพระพรหมมหาเทพ พิธีพรหมศาสตร์ วัดทุ่งเสรี ราม ๒ กรุงเทพ ปี ๒๕๑๙ อาจารย์ชุม ไชยคีรี ปลุกเสก ออกที่ วัดทุ่งเสรี หัวหมาก พิธีเดียวกับ ศิวะลึงค์ และ มีดหมอ รุ่นแรก ของท่าน พิธีใหญ่มาก มีคณาจารย์สายเขาอ้อมาร่วมเสกมากมาย โดยอาจารย์ชุม ไชยคีรี เจ้าพิธี ได้อาราธนา พระเกจิ๑๐๘ อาจารย์ ร่วมปลุกเสก เช่น .หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ,อาจารย์นำ วัดดอนศาลาหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน พ่อท่านคลิ้ง, วัดถลุงทอง หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั่ง ฯลฯ ร่วมปลุกเสก ในพิธีนี้ ท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี ได้เชิญพราหมณ์และโยคี จากประเทศอินเดีย และประเทศลังกา รวมทั้งพราหมณ์ในประเทศไทยด้วย ท่านทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้ที่รอบรู้ในพระเวทเรียนจบไตรเภทอย่างเชี่ยวชาญ มาทำพิธีบวงสรวงสังเวยอัญเชิญมหาเทพตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ซึ่งพิธีทั้งหมดนี้ เป็นพิธีที่ถูกต้องและใหญ่ยิ่งกว่าครั้งใดๆทั้งหมด ซึ่งอาจารย์เจ้าของพิธีได้รับรองในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ อภินิหารทางกำจัดภัย ว่าวิเศษจริง สามารถกำจัดภัยให้แก่ผู้เคารพนับถือที่เข้าถึงได้จริง พิธีมหาพุทธาภิเศกครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ.วัดทุ่งเสรี นอกจากจะได้มีการสร้างรูปมหาเทพต่างๆไว้บูชาเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีเหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เหรียญพ่อขุนรามคำแหง และเหรียญรัชกาลที่ ๕ รวมถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ ฯลฯ จัดเป็นอีกหนึ่งเป็นเหรียญดี พิธีเยี่ยมและ เจตนาการสร้างดี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญกะไหล่ทองหายากกว่าทองแดงรมดำ แต่เหรียญนี้ความสวยไม่เต็ม๑๐๐

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250923_223316.jpg IMG_20250923_223354.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2025
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758643478150.jpg FB_IMG_1758643615795.jpg FB_IMG_1758643506958.jpg

    เหรียญหลวงพ่อบุญจันทร์
    เชื่อกันว่าท่านคือร่างที่ ๒ ของ หลวงพ่อกบ เขาสาลิกา ลพบุรี ที่มาบำเพ็ญเพียรต่อ ในด้านสงเคราะห์ญาติโยม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250923_230241.jpg IMG_20250923_230322.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กันยายน 2025
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    20.jpg


    พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตเหนือฟ้าดิน

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูงสุด อุปนิสัยท่านเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน นิสัยสุขุมเยือกเย็นและกว้างขวาง ปรารภความเพียรแรงกล้าเด็ดเดี่ยว ไปตามภูผาป่าเขาเพียงลำพัง แสวงหาความสงบวิเวก ยินดีต่อความสงบ เป็นผู้มักน้อยสันโดษ พอใจในปัจจัยสี่ที่ตนมีอยู่แล้วได้มาโดยชอบธรรม เป็นนักต่อสู้เพื่อเอาชนะกิเลส มีสหธรรมิกคือพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์กว่า สุมโน

    ท่านมีความเคารพเลื่อมใส ตั้งอยู่ในโอวาทของพระอาจารย์มั่นอย่างถึงใจ ทำความเพียรทั้งกลางวันกลางคืน จนจิตสว่างจ้า ที่จังหวัดเชียงใหม่ พอรุ่งเช้าท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดกับท่านว่า “ผมก็ไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกัน ส่งจิตดูท่านตลอดทั้งคืน เห็นหรือยังละว่า ศาสนาเจริญที่ไหน ธรรมเจริญที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่ประเทศอินเดียตามที่คิดตื่นบ้าอะไรกัน”


    ท่านมีพลังจิตสูง หาผู้เสมอเหมือนได้ยากดังเช่น


    ๑. สามารถเรียกฟ้าฝนได้เป็นที่อัศจรรย์ ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ชาวจังหวัดสกลนคร เกิดทุพภิกขภัยอย่างหนักฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลจึงเข้าไปขอฝนกับท่าน ท่านนั่งสมาธิบนลานกลางแจ้งประมาณครึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าที่มีแดดจ้าพลันมีเสียงฟ้าร้องคำราม บังเกิดมีก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์ มีฝนตกเทลงมาอย่างหนักนานถึง ๓ ชั่วโมง ในปีนั้นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ฃาวบ้านได้ทำนาตามปกติโดยทั่วถึง


    ๒. ท่านสร้างวัดต้องมีการระเบิดหิน ท่านไม่ต้องการให้หินช่วงไหนแตกร้าว ท่านจะเอาปากกาไปเขียนยันต์ไว้ ตรงจุดนั้นระเบิดจะแรงขนาดไหนหินนั้นก็ไม่แตกร้าว

    ๓. ท่านนั่งสมาธิใต้ต้นกระบก ลูกกระบกตกลงกับพื้นเสียงดังน่ารำคาญ ท่านกำหนดจิตไม่ให้ลูกกระบกตก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลูกกระบกต้นนั้นไม่หลุดหล่นลงพื้นอีกเลย

    พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ได้เล่าเรื่องพลังจิตของหลวงปู่ฝั้นไว้ว่า “สมัยหนึ่งหลวงปู่ฝั้นได้ธุดงค์ไปยังจังหวัดจันทบุรี ท่านได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในงานศพ มีผู้มาฟังธรรมเป็นจำนวนมาก ขณะที่ท่านแสดงธรรมอยู่นั้น มีคนกลุ่มหนึ่ง ไม่สนใจในธรรมที่ท่านแสดง เล่นหมากรุก เมาสุรา ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวน ท่านส่งกระแสจิตไปปราบพวกขี้เหล้าเหล่านั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ขี้เหล้าเหล่านั้นได้หยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว บางคนยืนอ้าปาก บางคนถือหมากรุกในมือ บางคนคอพับ ไม่สามารถไหวติงได้ จนกระทั่งท่านแสดงธรรมให้พรจบลงเดินทางกลับ ขี้เหล้าเหล่านั้น จึงกลับมาสู่ภาวะความเป็นปกติได้”


    เกี่ยวกับพลังจิตของหลวงปู่ฝั้น หลวงตามหาบัวเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์ฝั้นสามารถกำหนดจิตให้รถหยุด เครื่องยนต์ไม่ติดอย่างง่ายดาย” ฉะนั้นเวลานั่งรถท่านต้องพยายามทำจิตไม่ให้เพ่งไปที่เครื่องยนต์ ไม่งั้นเครื่องจะดับทันที และกับเครื่องบินก็เหมือนกัน ตอนสงครามโลกเครื่องบินญี่ปุ่นจะมาทิ้งระเบิด คนมาขอให้ท่านอย่าให้ญี่ปุ่นทำได้ ตอนแรกท่านคิดว่าจะเพ่งให้เครื่องยนต์ดับ แต่คิดได้ว่าหากทำแบบนั้นเครื่องบินต้องตกทหารญี่ปุ่นต้องตาย ท่านจึงทำวิธีอื่นแทน

    อีกครั้งหนึ่งในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น พระทั้งหลายกำลังจัดเตรียมงานกันอยู่ มีเด็กน้อยถีบจักรยานไปมาเป็นการรบกวน หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวเราจะดัดนิสัยไอ้เด็กพวกนี้ จะทำให้รถมันล้มแต่ไม่ให้มันเจ็บ” พอท่านพูดจบรถจักรยานที่เด็กถีบก็ล้มลงทันที นี่คือพลังจิตของท่าน แสดงได้หลายอย่างเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง


    ด้วยวัตรปฏิบัติและพลังจิตอันเลิศล้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

    ท่ารเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรของเจ้าไชยกุมาร (เม้า) และนางนุ้ย (เป็นบุตรีของหลวงประชานุรักษ์)

    ปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ อายุได้ ๑๙ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ทอง บ้านบ่อทอง อำเภอพรรณานิคม ท่านได้เอาใจใส่ศึกษาและเคร่งครัดในพรธะรรมวินัยอย่างยิ่งตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย ถึงขนาดคุณยายของท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า “ในภายภาคหน้า ท่านจะเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าดงขมิ้นตลอดชีวิต”

    ปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ ท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุฝ่ายมหานิกาย ที่วัดสิทธิบังคม ตำบลบ้านไร่ อำเภอพรรณานิคม โดยมีพระครูป้อง นนตะเสน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นวล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สังข์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    หลังจากออกพรรษาปีนั้นท่านได้ไปอยู่ที่วัดโพธิ์ทอง บ้านบะทอง ได้ปฏิบัติธรรมอบรมกัมมัฏฐาน ตลอดจนการออกธุดงค์อยู่รุกขมูลกับท่านอาจารย์อาญาคูธรรม

    ปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ท่านได้พบท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ที่ป่าช้าบ้านม่วงไข่ เมื่อได้ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น เกิดความเลื่อมใสในสติปัญญาความสามารถของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างยิ่ง จึงมอบตัวเป็นศิษย์พร้อมกับท่านอาญาคูดี และพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน

    ท่านได้ญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๑๕.๒๒ น. ณ วัดโพธิ์สมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระรถ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมุก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    หลังจากญัตติแล้วได้ไปจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ที่วักป่าอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

    ปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ – ๒๕๑๙ จำพรรษาที่วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

    เข้าสู่อมตมหานฤพาน ณ วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ สิริอายุรวมได้ ๗๗ ปี ๔ เดือน ๑๕ วัน ๕๒ พรรษา


    จากหนังสือ พระธุตังคเจดีย์ เจดีย์แห่งพระอรหันต์ วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ



    พระปิดตาข้างยันต์อุ เนื้อผงว่าน รุ่น ๑วัดพระธาตุพนม อ.เมือง จ.นครพนม ซองเดิมจากวัด
    พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ร่วมปลุกเสก ปี ๒๕๑๘
    สภาพสวยสมบูรณ์เป็นอีกพิมพ์ที่หายากนานๆเจอ
    วัดพระธาตุพนม เนื้อผงผสมอิฐพระธาตุ วัดพระธาตุพนม ปี ๒๕๑๘ นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่ลานต้นศรีมหาโพธิภายในวัด ปลุกเสกโดยคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมจากสำนักต่างๆ จำนวน ๙ รูป หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิชื่อดังร่วมในพิธีแผ่เมตตาจิต วัตถุประสงค์ตั้งใจจะแจก
    สภาพสวยเดิมๆ พระดีพิธีใหญ่น่าเก็บ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    มี 6 องค์ สภาพเดิมในซองครับ
    ปิด ๑ องค์
    IMG_20250923_234037.jpg IMG_20250923_234107.jpg IMG_20250923_234002.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2025
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระเครื่อง มหายันต์เนื้อผงสร้างก่อนเหรียญมหายันต์ กันนิวเคลียร์ อาจารย์หม่อม
    อาจารย์หม่อมก่อนที่ท่านจะสร้างเหรียญมหายันต์นั้นท่านเคยสร้างพระเนื้อผงออกมาเมื่อปี 2001 ก่อน เป็นลักษณะเนื้อผงสีส้มและผงสี่ขาวนวล สีส้มด้านหน้าเป็นพระประธาน ด้านหลังเป็นยันต์ฉัตรเพชร มีปีที่สร้าง และสรรพคุณกันนิวเคลียร์ ส่วนเนื้อผงขาวนวลนั้นด้านหน้าเป็นสามพุฒซ้อมคือหลวงปู่ทวด สมเด็จพุฒาจารย์โต และพระประธาน หลังยันต์อันเดียวกัน แต่ไม่มีตัวหนังสือกำกับไว้ พระรุ่นแรกก็สร้างมาเมื่อสิบปี แล้วท่านก็นำมาแจก แต่พระรุ่นนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน จำนวนการสร้างอย่างละพันองค์ท่านแจกอยู่ได้ส่วนหนึ่งเมือไม่มีผู้ใดสนใจท่านก็นำไปบรรจุกรุไว้ใต้ฐานพระประธาน จนถึงทุกวันนี้ พระรุ่นแรกของท่านจึงไม่มีผู้ใดรู้จัก ถึงเห็นก็ไม่ทราบได้ แต่มาในช่วงหลังๆ มีผู้ที่ต้องการครอบครองมากแต่ก็หาไม่เจอ สรรพคุณพระเนื้อผงรุ่นแรกนั้นกันนิวเคลียร์ได้ถือว่าเป็นพระรุ่นแรกที่มีพุทธคุณเกินที่จะกล่าวอ้างได้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลขึ้นมาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250924_011949.jpg IMG_20250924_012021.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2025
  20. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...