รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759404192273.jpg

    หลวงพ่อพุฒ_สปฺปญโญ วัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา
    พระเกจิผู้สืบสายวิชาจากหลวงพ่อพรหม์ วัดขนอนเหนือ จ.อยุธยา เกจิอาจารย์ต้นตำหรับสายวิชายันต์ เก้ายอด ยันต์องค์ นารายณ์ และยันต์สิงห์เส้น อันลือลั่น...
    .....หลวงพ่อพุฒ สปฺปญโญ ชื่อเดิม นายพุฒ ภาคาวัฒน์ เกิดปี ๒๔๘๐ เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพรหม์ ทำหน้าที่เหมือนพระเลขาที่คอยดูแลหลวงพ่อพรหม์ รับใช้งานต่างๆ พระอาจารย์พุฒได้บวชและจำพรรษาที่วัดขนอนเหนือตั้งแต่เริ่มอุปสมบท ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาและการเขียนยันต์อักขระจากหลวงพ่อพรหม์ แห่งวัดขนอนเหนือ โดยมากจะเน้นไปทางเมตตามหานิยม พระอาจารย์พุฒจะช่วยหลวงพ่อพรหม์ เขียนผ้ายันต์ต่างๆให้หลวงพ่อ อาทิ ยันต์เศรษฐีเรือนแก้ว,ยันต์ปลาตะเพียน,และอื่นๆเป็นต้น หลวงพ่อพรหม์ได้ใช้พระอาจารย์พุฒเขียนแผ่นยันต์,จารตะกรุด หรือ จารวัตถุมงคล แทนท่านเป็นบางรุ่นครับและหลวงพ่อพรหม์ท่านจะปลุกเสกและกำกับอีกครั้ง พระอาจารย์พุฒ ดูแลและอยู่กับหลวงพ่อพรหม์ จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงพ่อพรหม์เลยครับ.....
    ............หลวงพ่อพุฒหรือ อาจารย์พุฒ เป็นพระที่ไม่ยึดติดกับลาภยศเงินทองใดๆทั้งสิ้น ท่านมีเมตตากับทุกคน ปฎิบัติกิจของสงฆ์ เช่น บิณฑบาต ทำวัตรเช้า-เย็น ทำความสะอาดวัด และช่วยงานวัดตามกำลังที่ทำได้ ใครขออะไรท่านมักจะไม่ปฎิเสธเลยครับ...วิชาที่ท่านเก่งคือวิชา นะหน้าทองครับใครได้ลงวิชากับท่านไปแล้วใครบ้วนน้ำลายลงโถ..ของที่มีในตัวคนนั้นแทบจะหลุดออกมาครับ..หลวงพ่อท่านท่านเก่งด้านวิชาเมตตามากๆครับท่านใดได้สัมผัสจะรับรู้ได้เลยว่าท่านไม่ธรรมดาเลยครับ..
    หลวงพ่อพุฒท่านสร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่นเหมือนกันครับ ท่านสร้างเหรียญรุ่นแรกในปี๒๕๓๙ เป็นรุ่นอายุครบ ๖๐ ปีและรุ่นอื่นๆอีกหลายรุ่น หลวงพ่อพุฒ สปฺปญโญ ป่วยด้วยโรคต้อที่ดวงตาทำให้มองไม่เห็นช่วงหลังทำอะไรไม่สะดวก และป่วยเป็นโรคชราท่านได้มรณภาพ เมื่อปี๒๕๔๙ ด้วยอาการสงบครับ
    Cr.หนังสือประวัติและวัตถุมงคล หลวงพ่อพรหม ติสสเทโว วัดขนอนเหนือ จ.อยุธยา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ขออณุญาติเจ้าของรูปภาพ
    Cr.จดหมายเหตุพระเกจิ

    พระสมเด็จรุ่น ๑ หลวงพ่อพุฒ วัดขนอนเหนือ ถึงจะมีรอยลานในองค์พระแต่เนื้อแกร่ง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251002_181954.jpg IMG_20251002_182028.jpg IMG_20251002_181932.jpg
     
  2. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,613
    ค่าพลัง:
    +7,862
    ขอจองครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759259393342.jpg
    ประวัติพุทธาคม
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์
    ( หลวงพ่อสมบูรณ์ รตนญาโณ)
    วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ ( สมบูรณ์ รตนญาโณ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ หรือ นามเดิม สมบูรณ์ บุญมา ( ชาย ) เกิดวันพุธที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตรงกับแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘๘ ปีจอ ณ.บ้านหนองหว้า ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของ นาย เลี้ยง บุญมา และ นาง ฝ้าย วิสเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์ ได้จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ วิชาอาคมในครั้งแรกที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น เริ่มจากแม่ ที่ได้ถ่ายทอดวิชา ท้าวก่ำกาดำ,คาถามหาเสน่ห์,คาถาเป่าฝี เป่าพิษปลาดุก เป่าพิษแมงป่อง,สะเดาะก้างติดคอ,สะเดาะลูกออกจากท้อง,คาถาคัดเลือด ต่อมา ได้เรียนวิชาจากพ่อ เป็นวิชา ตำราพรหมชาติ,ตำราหมอดู เพื่อที่จะทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อแม่ ในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความที่ชอบวิชาอาคม จึงได้ไปขอเรียนวิชา พรายกระซิบ จาก อาจารย์ฆราวาส บ้านหนองเรือ เรียนวิชา คาถาสาริกา,คาถาแก้พิษงูเห่า จาก อาจารย์ฆราวาส ชาวเขมร บ้านยางแรด เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์,ปั้นวัวควายธนู จาก ทายกวัดหนองไฮ ใน จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมด วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ.พัทสีมาวัดสระกำแพงใหญ่ ต.กำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระอธิการเครื่อง สุภทฺโท ( พระมงคลวุฒิ ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข โกวิโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า รตนญาโณ ซึ่งแปลว่า ผู้มีญาณเพียงดั่งแก้ว หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้กราบลาพระอุปปัชฌาย์ ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติสมาธิตลอดจนทั้งพุทธาคม โดยมี หลวงปู่เสาร์ เจ้าอาวาส วัดพงพรต เป็นผู้อบรมสั่งสอน และซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา วัดพงพรต มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ด้วยทั้งตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ อีกทั้งในตอนนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา ก็ชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ จึงได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับ หลวงปู่ใหญ่ลา วิชาที่ได้เรียนมานั้น มีวิชา ตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า,ตะกรุดเมตตามหานิยม,อ้อป่อง ในพรรษาแรกของการบวช หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้แสวงหาวิชาความรู้ต่อ จากอาจารย์ฆราวาส ชื่อ อาจารย์บุญทัน บุญมา เป็นอ้อหมอรำ ให้กับ หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาแท้ๆ จึงสอนวิชา อ้อป่อง ให้ จากนั้น หลวงพ่อสมบูรณ์ ก็ได้เรียนวิชา อ้อป่องและคาถาอาบน้ำว่าน ๗ อังคารจาก อาจารย์นัน บุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆด้วยเช่นกัน และ สุดท้าย ก็ได้เรียนวิชา แม่น้ำทั้ง ๕ ไล่ผี ถอนของ แก้คุณไสย จาก หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ก่อนที่จะได้รับอารธนาจากศรัทธาญาติโยม นิมนต์ให้มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่เพียงไม่นาน ก็ได้เรียนวิชา ต้มสีผึ้งผีหุง จาก พระอาจารย์บุญส่ง วัดนาโนน ( หลวงลุง ) และได้ศึกษา ตำราธรรม ๙ โกฏิ อยุู่ที่วัดนาโนน พร้อมตำราพระเวทย์ต่างๆอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเชี่ยวชาญในทุกแขนงวิชาที่เรียนมานั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้ออกธุดงค์ จาก วัดนาโนน ไปกราบนมัสกการพระธาตุพนม เพื่อไปอธิษฐานจิตต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ที่ปรารถนาไว้ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาบาลี ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยการสอบท่องปาฏิโมกให้ได้ หลวงพ่อสมบูรณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สอบเข้าสังกัดวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารได้ หลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็ได้มาอยู่ คณะ ๔ ซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับเจ้าคุณพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในขณะที่ได้อยู่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารนั้น ก็ได้พบตำราสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร หลวงพ่อสมบูรณ์จึงได้ศึกษาพระยันต์ต่างๆ จากตำราสมุดข่อยโบราณ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจนสำเร็จ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะปัดตลอด จาก อาจารย์สมาน อดีตเจ้าคณะ๔ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ได้พบกับ พระอาจารย์แดง วัดสันกำแพง จ.หนองคาย (จ. บึงกาฬในปัจจุบัน ) พระอาจารย์แดง ได้มอบตำราสำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ให้แก่หลวงพ่อสมบูรณ์ไว้เพื่อเรียนพระยันต์คาถาอาคม ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถานะโมตาบอด จาก หลวงปู่เทพา วัดเซกา จ.หนองคาย ( ปัจจุบัน พระราชภาวนาโสภณเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะโมตาบอด,พระเจ้า๑๖พระองค์กับหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา มนต์พยัคฆ์ จาก พระอาจารย์เสือ วัดบ้านตาโกน จ.ศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘-๒๕๔๙ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชาอาจอจาซิม(หมากินความคิด)กับอาจารย์สมุทร ต่อมามีเณรจากวัดพลับได้นำตำราใบลานโบราณมาถวายหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งหลวงพ่อสมบูรณ์ก็ได้เป็นผู้แปล และ เผยแพร่ พระคาถาโลกุตตรธรรม ทั้ง ๑๙ บท ทั้งหมด หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถาขุนแผนผูกจิต,คาถาเสกกุมาร จากพระอาจารย์อภิชาติ วัดเกาะสุวรรณนาราม ดอนเมือง ( เป็นคาถาของ หลวงปู่กล้าย วัดหงส์ฯ ) สุดท้าย หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้ศึกษาร่ำเรียน วิชาโหราศาสตร์ และ เป็นผู้กำเนิดวิชา ตะกรุดคู่ชีวิตหนุนดวง อันลือลั่น ในปัจจุบัน...
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จกลักไม้ขีดมวลสารผงเก่าหลวงพ่อสมบูรณ์วัดหงส์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251002_195448.jpg IMG_20251002_195512.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759416076799.jpg

    เบอร์ 1 จิ้งจกเมืองพิจิตร ศิษย์เอกหลวงปู่หน่าย
    หลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน จ.พิจิตรประวัติหลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ หลวงพ่อพิมพ์
    เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2478 ตรงกับเดือนยี่ ปีวอก
    ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านมีพี่น้อง 3 คน หลวงพ่อพิมพ์เป็นบุตรคนกลาง เมื่อท่านได้อายุครบที่จะอุปสมบทได้ หลวงพ่อพิมพ์ได้อุปสมบทที่
    วัดตลาดชุม วังทอง ในขณะที่อุปสมบทอยู่นั้นท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสอง ตำนาน จนมีความชำนาญ หลังจากนั้นท่านได้ศึกษา
    วิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล
    ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
    เมื่อปี 2515 นอกจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ท่านยังได้
    ศึกษาวิชาอาคมต่างๆกับหลวงปู่หน่าย
    เช่นวิชาสักยันต์ เลขพระคาถา และอีกหลายวิชาที่หลวงพ่อพิมพ์ได้เรียนกับหลวงปู่หน่าย
    ในเรื่องของการสักยันต์จิ้งจก ได้มีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์ คือ ในครั้งนั้น หลวงปู่หน่ายได้ให้หลวงพ่อพิมพ์ไปเอาตำราโบราณ ที่วัดศรีภวังค์
    ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์กำลังค้นหาตำราอยู่นั้น
    ท่านได้พบงูแสงอาทิตย์ นอนขดตัวอยู่บนตำรา
    หลวงพ่อพิมพ์จึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน ว่าจะนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง งูก็เลื้อยลงจากตำรานั้น และหายวับไปกับตา ท่านจึงได้นำตำราโบราณเล่มนั้นกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องให้หลวงปู่หน่ายฟัง เมื่อหลวงพ่อหน่ายได้เปิดตำราเล่มนั้นอ่านท่านก็ได้บอกกับหลวงพ่อพิมพ์ว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว หลวงปู่หน่ายจึงดีใจมากที่ได้ตำราเล่มนี้มา เพราะเป็นการสักยันต์จึงมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก
    ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงได้ขออนุญาตจากหลวงปู่หน่าย สักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรก ที่วัดบ้านแจ้งซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์หลวงปู่หน่ายอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการที่จะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากกลุ่มผู้หน่ายนั้น ต้องมีความซื่อสัตย์เพราะสัตว์ท่านไม่สอนเลย หลวงพ่อพิมพ์หลายปีในการศึกษาวิชาหลวงปู่
    เมื่อหลวงปู่หน่ายท่านได้มรณภาพในปี 2531
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฐิของท่านส่วนหนึ่งมายัง
    วัดพฤกษะวัน และได้นำมาบรรจุในรูปหล่อจำลอง
    ของหลวงปู่หน่ายที่สร้างขึ้น และส่วนที่เหลือ
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    เพื่อให้ศิษย์ได้นำไปบูชา และป้องกันอันตรายและเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์พุทธคุณเด่นทางด้าน
    เมตตาค้าขาย แคล้วคลาด โชคลาภ คงกระพัน
    ผู้สืบทอดวิชาจิ้งจกต่อจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    นอกจากเครื่องรางของขลังที่ได้กล่าวมาแล้ว
    ยังมีอีกสิ่งของอีกหลายสิ่งที่หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้จัดสร้างขึ้น
    เกียรติประวัติของ พระครูวิมลปุญญาภรณ์
    ปี 2517 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
    วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
    ปี 2534 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น
    พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ได้นามว่า
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดราช
    ปี 2543 ได้รับการโปรดเกล้า เข้ารับพระราชทาน
    เสาเสมาธรรมจักร ในสาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น
    จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
    หากท่านได้เข้าไปในวัดพฤกษะวัน จะได้พบกับต้นไม้มากมาย ให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่ได้เข้าไปพึ่งพิง
    ในแต่ละวันจะมีศิษย์ยานุศิษย์เข้าไปไหว้หลวงพ่อพิมพ์ และรูปเหมือนหลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง
    และรูปเหมือนหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า
    ที่หลวงปู่หน่ายได้จัดสร้างไว้ อยู่ตลอดเวลา
    "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" วัดพฤกษะวัน
    เกจิเมืองชาละวัน/สืบตำนาน"ยันต์จิ้งจก"
    ศิษย์เอกก้นกุฏิหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    "พระดีเกจิดัง"ขอนำเสนอประวัติ" พระครูวิมลปุญญาภรณ์ "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" อายุ 80 ปี วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ศิษย์เอกพุทธาคมของ"หลวงปู่หน่าย อินทสีโล" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแจ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
    ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2487 ตรงกับ เดือนยี่ ปีวอก ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านเป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทที่วัดตลาดชุม (วัดทอง) ท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานจนมีความชำนาญ หลังจากนั้นได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี2515
    นอกจากนั้น ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมต่าง ๆ กับหลวงปู่หน่วย เช่น วิชาการสักยันต์ วิชาคงกระพัน วิชาเมตตามหานิยม และการสักยันต์จิ้งจก ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์คือ ในครั้งนั้นหลวงปู่หน่ายให้ท่านไปเอาตำราโบราณที่วัดศรีภวัง ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์ค้นหาตำราก็พบงูแสงอาทิตย์นอนขดตัวอยู่บนตำรา ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง ปรากฏว่า งูก็เลื้อยลงจากตำราเล่มนั้น และหายวับไปกลับตา ท่านจึงนำตำราโบราณกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องราวให้ฟัง
    เมื่อหลวงปู่หน่ายเปิดตำราเล่มนั้นอ่าน ท่านก็บอกว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว โดยท่านดีใจมากที่ได้ตำราเล่นนี้มา เพราะการสักยันต์จะมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงขออนุญาตหลวงปู่หน่ายสักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรกที่วัดบ้านแจ้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาอาคมอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการจะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงปู่หน่ายได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ เพราะถ้าไม่ซื่อสัตย์ท่านจะไม่สอนวิชานั้นให้เลย หลวงพ่อพิมพ์ใช้เวลานาน
    หลายปีในการศึกษาวิชาและสุดยอดวิชาของหลวงปู่หน่ายคือ "ยันต์ทำผงกำบัง"
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ มีอยู่มากมายหลายชนิด ในปี2512 หลวงพ่อพิมพ์
    ได้ก่อสร้างอุโบสถที่วัดพฤกษะวันโดยหลวงปู่หน่ายได้มาจำพรรษาที่วัดเพื่อควบคุมดูแลการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และได้จัดพิธี
    ผูกพัทธสีมาในปี2515 ในการนี้ หลวงปู่หน่าย
    เมตตาให้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่าน เรียกว่า "เหรียญปากแบะ " เมื่อหลวงปู่หน่ายมรณภาพในปี 2531 หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฏฐิของท่านส่วนหนึ่งมายังวัดพฤกษะวัน และบรรจุไว้ในรูปจำลองของหลวงปู่ที่สร้างขึ้น ส่วนที่เหลือท่านนำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ ส่วนมากจะเน้นพุทธคุณไปในทางเมตตา และการค้าขาย ซึ่งท่านจะปลุกเสกเดี่ยวและใช้เวลานานก่อนนำออกมาให้บูชา ที่นิยมกันมากคือ พญาจิ้งจก และนางพญาเต่าทอง รุ่นไตรมาส ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือนปี2546 ดีทางเมตตามหานิยม เข้าหาเจ้านายให้จับนางพญาเต่าทองแล้วนึกถึง หลวงปู่ศุข-หลวงปู่หน่าย แล้ว
    ภาวนาหัวใจนางพญา นาสังสิโม 3 จบ
    ก็จะสมปรารถนาทุกประการ และที่พิเศษกว่าทุกปีคือ ในปี2548 หลวงพ่อพิมพ์ได้จัดทำ กำไรพญาจิ้งจกคู่ มีทั้งเนื้อเงินแท้และทองเหลือง ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือน

    ในการปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น ท่านมักจะเล่าถึงหลวงพ่อหน่ายที่คอยย้ำและพูดอยู่เสมอว่า ในการทำแต่ละครั้งต้องทำให้ดีและทำให้จริง ยิ่งถ้าได้รับนิมนต์เข้าพิธีพุทธาภิเษกก็ยิ่งต้องตระหนักเสมอในการอธิษฐานจิต ซึ่งการอธิษฐานจิตของหลวงปู่หน่ายท่านจะกล่าวนำบทต่างๆซึ่งหลวงพ่อท่านพิมพ์ท่านใช้คำว่าเป็นตับๆ ซึ่งน่าจะหมายถึง บทอาราธนา บทสวดที่เยอะมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ หลวงปู่หน่ายท่านบอกหลวงพ่อพิมพ์ว่า ต้องทำให้ดี เพราะเขามองเราอยู่ (เขาในที่นี้น่าจะหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) และสิ่งนี้ก็เป็นแบบอย่างในการอธิษฐานจิตของหลวงพ่อพิมพ์เช่นกัน
    หลวงพ่อพิมพ์ท่านสืบทอดวิชาโดยตรงจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จึงมั่นใจได้ว่า วิชาท่านสืบต่อมาจากสายหลวงปู่ศุขชัดเจน ท่านบวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนปัจจุบันอายุ 80 ปี รวม 60 พรรษา ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์ปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ตลอด อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในจังหวัดพิจิตรและต่างจังหวัด ปฏิบัติกรรมฐานอยู่สม่ำเสมอเป็นนิจ โปรดลูกศิษย์และญาติโยมอยู่ตลอดเวลา
    ท่านมีเมตตาสูง อารมณ์ดี เข้าหาง่าย และค่อนข้างเป็นกันเองกับลูกศิษย์ลูกหา มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ สายทางอยุธยารู้จักท่านดี ท่านเป็นมากกว่าพระผู้ทรงอภิญญา เป็นพระแท้ๆ พระบ้านที่กราบไหว้ได้สนิทใจ !
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงนางพญานั่งจิ้งจกพิมพ์ใหญ่ งานไหว้ครู ซองเดิม จากวัด
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251002_213602.jpg IMG_20251002_213626.jpg IMG_20251002_213642.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 ตุลาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759418837019.jpg FB_IMG_1759418839672.jpg FB_IMG_1759418844483.jpg FB_IMG_1759418846498.jpg



    พระผงชุดวิญญาณสมเด็จขาว ปี2513 เจ้าคุณนรฯ
    วัดศีลขันธาราม อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
    เจ้าคุณนรฯ ภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
    -ทำไมจึงเรียกพระเครื่องชุดนี้ว่าชุดวิญญาณ แต่พระเครื่องชุดนี้ก็เป็นที่ยอมรับว่าเป็นของดีน่าใช้มากที่สุดอีกชุดหนึ่งของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก เพราะว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการสร้างให้คนหวั่นไหวเล่นๆ เจตนาในการสร้างบริสุทธิ์สะอาดอย่างแท้จริง ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์มาแปดเปื้อน สร้างแล้วแจกฟรี ไม่มีการจำหน่ายแม้แต่องค์เดียว ของปลอมก็ยังไม่มีออกมารังควาน เพราะว่าผู้สร้างแจกแหลกจนมือผียังผงะ คิดไม่ออกว่าจะปลอมมาขายได้ไง ในเมื่อของแท้ยังแจกสะบั้นยังงั้น จะทำปลอมออกมาแจกแข่งก็บ้ากันไปเท่านั้น
    นั่นเป็นความจริงของ 20 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าของปลอมมีออกมาหรือยัง แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นของปลอมเลยแม้สักหนเดียว จึงพอจะวางใจได้ว่า พระชุดวิญญาณของวัดศีลขันธารามนี้ยังเป็นของบริสุทธิ์น่าใช้อยู่อย่างเก่า
    -ผู้สร้างพระเครื่องชุดวิญญาณนี้คือท่านเจ้าคุณศีลขันธโศภณ เป็นผู้มีความเคารพเลื่อมใสหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก อย่างยิ่งอีกผู้หนึ่ง ต่อมาได้ถูกส่งตัวไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศีลขันธาราม แทนเจ้าอาวาสองค์เดิมที่มรณภาพไป เมื่อไปอยู่ที่วัดศีลขันธารามแล้วก็มิได้เหินห่างวัดเทพศิรินทราวาสแต่อย่างใด ยังคงไปมาหาสู่เป็นปกติ และยังคงสร้างพระเครื่องมาถวายหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก อธิษฐานจิตปลุกเสกให้แล้วนำกลับไปแจกที่วัดศีลขันธารามตลอดเวลา และทำอย่างนี้มากมายหลายรุ่น แม้แต่พระนับร้อยก็ยังเอามาถวายให้ท่านเสกแล้วนำไปแจก ซึ่งพระนับร้อยก็คงจะเว้นไว้ไม่กล่าวถึง ไม่รู้จะกล่าวถึงได้ยังไง
    สำหรับพระเครื่องชุดวิญญาณนี้ ท่านเจ้าคุณศีลขันธโสภณ ได้จัดสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อนำเข้าร่วมในพิธีปลุกเสกในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นพิธีปลุกเสกครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก โดยมีพิมพ์ต่างๆดังนี้
    1.สมเด็จ 3 ชั้น หูบายศรี หลังเรียบไม่มียันต์ดูเหมือนจะมีเพียงเนื้อเดียว คือ สีดำ
    2.สมเด็จ 3 ชั้น หรือสมเด็จดำ และสมเด็จขาว ด้านหลังมียันต์ภควัมนูนออกมาและมีคำว่า “ธมฺมวิตกฺโกนิรมิต” มี 2 เนื้อ คือ สีดำและสีขาว
    3.สมเด็จประทานพร มี 2 เนื้อ คือ ดำกับขาว
    4.สมเด็จพระพุทธกวัก ยนต์
    5.พระปิดตา หลังยันต์นูน
    6.พระสมเด็จปางมารวิชัย
    ทุกพิมพ์ทุกเนื้อ สร้างประมาณอย่างละ 2,500 องค์
    นอกจากจะมี 2 เนื้อ คือ ดำและขาว ในบางพิมพ์แล้ว เนื้อสีเทาก็มีนะครับ ถ้าพบเนื้อสีเทาอย่าไปตีขลุมว่าเป็นของเก๊ หรือของไม่ทันพิธีบาปกรรมเปล่าๆ
    มวลสารของพระผงชุดวิญญาณค่อนข้างจะพิถีพิถันในการแสวงหามาผสม ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจจริงจะให้พระเครื่องชุดนี้เป็นของดีมีมงคล ซึ่งส่วนผสมในเนื้อพระผงชุดวิญญาณมีดังนี้
    1.แร่ธาตุจากวัดโคกหอม อ.ไชโย จ.อ่างทอง 2.ผงพระหักจากกรุวัดโคกหอม
    3.ดินโป่งจากโป่ง 7 แห่ง
    4.ดินจอมปลวกจาก 7 จอม
    5.ดินจากทางสามแพร่ง 7 แห่ง
    6.ดิน 7 ทุ่ง
    7.ดิน 7 สระ
    8.ว่าน 108
    9.ใบโพธิ์ 7 วัด
    10.คราบไคลเสมาและเจดีย์เก่า
    11.ผงสูตรของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ)
    12.ผงอิทธิเจ จากวัดต่างๆ
    ***ที่สำคัญคือมีเส้นเกศาของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก ผสมอยู่ด้วย***
    -ในบางองค์จะเห็นเส้นเกศาแทงออกมานอกเนื้อชัดเจน ส่วนผสมนี้อยู่ในเนื้อดำและขาวเหมือนกัน
    สีดำเกิดจากการผสมผงเถ้าใบลานเท่านั้นเอง พอผสมลงไปก็เกิดสีดำขึ้นมา
    ทั้งดำและขาวดีเหมือนกันแหละครับ
    เกี่ยวกับพระผงชุดวิญญาณนี้ มีเรื่องเล่าว่า ใครก็ไม่ทราบอยู่ในจังหวัดไหนก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน (ที่ไม่ทราบก็เป็นเพราะผมจำไม่ได้ และไม่มีเวลาค้นตำรามาดู) แกเกิดฝันเห็นหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก มาบอกว่าให้ไปรับแจกพระสมเด็จดำกับสมเด็จขาวที่วัดศีลขันธาราม และไม่รู้เรื่องพระสมเด็จดำกับสมเด็จขาวแต่อย่างใด
    พอดั้นด้นสืบสืบไปจนถึงวัดศีลขันธาราม ก็ได้รับแจกสมเด็จดำกับสมเด็จขาวอย่างละองค์จริงๆ
    ได้รับแจกโดยไม่ได้เอ่ยปากขอด้วยนะครับ
    แปลกประหลาดดีเหมือนกัน
    พระเครื่องของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโกที่ผสมเกศาของหลวงปู่ เท่าที่ทราบแน่ชัดก็มีของยุวพุทธิกสมาคม จังหวัดชลบุรี ที่เรียกว่า “ชุดไตรภาคี” และก็ของวัดศีลขันธาราม “ชุดวิญญาณ” นี่แหละครับ
    ของแพงไม่ได้แปลว่าศักดิ์สิทธิ์กว่า คือเป็นของสร้างจำนวนน้อย หามาสะสมได้ยากกว่า ถ้าอยากจะได้ก็ทุ่มเงินออกไป เลยเป็นเหตุให้ของนั้นแพงขึ้นทันที
    ของแพงนี่อันตรายนะครับ เพราะว่ายิ่งแพงเท่าไรมือผียิ่งชอบ สนุกปลอม สนุกหลอกไปเลย ยิ่งแพงมากยิ่งปลอมแนบเนียนมาก ระวังเอาไว้เถอะ
    พระเครื่องชุดวิญญาณนี้เท่าที่สังเกตดูและได้เห็นว่าดูเหมือนสมเด็จดำ กับสมเด็จขาวที่เรียก “ธมฺมวิตกฺโกนิรมิต” นั้นจะปรากฏหมุนเวียนอยู่ในสนามพระเครื่องมากกว่าพิมพ์อื่น นั่นคงเป็นเพราะว่าสมเด็จดำกับสมเด็จขาวเป็นที่รู้จักกันมาก และได้รับความนิยมมากกว่าพิมพ์อื่นๆในชุดเดียวกัน
    รองๆลงไปก็ได้แก่พิมพ์สมเด็จประทานพร เห็นบ่อยเหมือนกัน แต่ไม่ถี่เท่าสมเด็จดำกับสมเด็จขาว ส่วนสมเด็จหูบายศรีแทบจะไม่ปรากฏเลย รวมทั้งพระปิดตากับพระสมเด็จพุทธกวัก
    มีข้อสังเกตที่พอจะบอกได้อีกประการหนึ่งคือเรื่องของขนาดพระเครื่องแต่ละพิมพ์นั้น บางตำราจะระบุขนาดแน่ชัดไว้เลยว่า กว้างเท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ซึ่งผมเห็นว่าผู้อ่านจะยึดเอาเป็นบรรทัดฐานในการพิสูจน์พระแท้ พระปลอม สำหรับชุดวิญญาณนี้ไม่ได้ เนื่องจากว่าการตัดขอบพระแต่ละองค์ไม่แน่นอนจนไม่อาจเกิดเป็นมาตรฐานได้ บางองค์ก็ตัดขอบได้สวยงามพอเหมาะพอดี บางองค์ก็ดูไม่จืดเหมือนกัน ถึงขนาดตัดเอาซุ้มพระหายไปก็มี ถ้าจะวัดความกว้างและความสูงของพระชุดนี้ คงทำได้เพียงประมาณเอาเท่านั้น
    พระเครื่องของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก หรือเจ้าคุณนรฯนี้ถ้าใครมีอยู่แล้วรักษาไว้ให้ดีเถิดคับ ถ้ายังไม่มีก็น่าจะหาไว้สักองค์ เงินน้อยก็เลือกชุดวิญญาณองค์ไหน พิมพ์ไหนก็ได้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จพิมพ์พุทธกวักเนื้อดำ

    ให้บูชา 500 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251002_221839.jpg IMG_20251002_221911.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  6. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,613
    ค่าพลัง:
    +7,862
    ขอจองครับ
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1917-d31f.jpg 1759663719230.jpg FB_IMG_1759663761165.jpg

    พระครูอุดมวรเวท หมายถึง ผู้ที่มากด้วยเวทมนต์ คาถาอาคมชั้นเลิศสมณศักดิ์ที่หลวงปู่เจียมได้รับพระราชทาน
    ประวัติหลวงปู่เจียม อติสโย
    หลวงปู่เจียม อติสโย เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นยอดพระเกจิอาจารย์แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือรูปหนึ่ง เป็นนักบุญแห่งอีสานใต้ ท่านเป็นพระผู้เข้มขลังทางพระเวทย์ มีตบะสมาธิ และมีวิธีญานอันแกร่งกล้าจนเป็นที่กล่าวขานยกย่องยอมรับในหมู่ทหารหารที่ปฎิบัติราชการตามแนวประเทศไทย-กัมพูชา ตลอดทั้งบรรดาศิษยานุศิษย์ ญาติโยมที่รู้จักทั้วไป
    หลวงปู่เจียม อติสโย เกิดวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2454 ตรงกับวันขึ้น 15ค่ำเดือน 1ปีกุน ณ บ้านดองรุน ต.ปะเตียเนียง อ.มงคลบุรี จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา
    หลวงปู่เป็นบุตรของ นายคำ เดือมคำ กับนางรุน เดือมคำ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา เดียวกัน 4 คนคือ
    1 นายเจียม นวนสวัสดิ์ (หลวงปู่เจียม อติสโย)
    2 นางคำ วันยิง (ขณะนี้กำลังอยู่ในประเทศกำพูชาประชาธิปไตย)
    3 นายคำ ยิว (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    4 นางคำ กิว (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    หลวงปูเจียมเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนประจำอำเภอมงคลบุรีเมื่ออายุประมาณ10ขวบได้เรียนทั้งภาษาเขมรและภาษาฝรั่งเศสตามที่หลักสูตรกำหนด ในขณะนั้นประเทศเขมรหรือกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส เมื่อเรียนจบชั้นประถมแล้ว ได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในตัวจังหวัดพระตะบอง แต่เรียนได้เพียงสามเดือน ก็ต้องออกจากโรงเรียนเนื่องปัญหาทางด้านเศรษฐกิจความยากจนและความเดือนร้อนอันเป็นผลเกิดจากภาวะสงครามและการสู้รบในขณะนั้น เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว หลวงปู่ได้ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวโดยทำนาเป็นอาชีพหลัก และยังประกอบอาชีพการค้าเพิ่มเติบ เช่น ค้าข้าว ค้าวัว รวมทั้งเป็นช่างไม้ด้วยซึ่งทำให้ฐานะทางครอบครัวของหลวงปู่มั่นคงยิ่งขึ้น หลวงปู่ได้ดำเนินชีวิตอยู่อย่างราบรื่นตลอดมา จนกระทั้งหลวงปู่มีอายุเข้าวัยกลางคน
    เนื่องจากประเทศเขมรขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การยึดครองของประเทศฝรั่งเศส หลวงปู่เป็นคนหนึ่งที่มีความรักชาติแผ่นดินและรักบ้านเกิดต้องการให้ประเทศชาติมีอิสรภาพและเอกราช จึงได้เข้าร่วมร่วมมือกับชาวเขมรรักชาติ”กลุ่มเขมรเสรี”จัดตั้งกองกำลังเพื่อกอบกู้ประเทศชาติโดยปฏิบัติการสู้รบกับทหารฝรั่งเศสและผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งส่วนมากจะสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จากการปะทะและสู้รบกับฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่าหลายครั้ง ทำให้กลุ่มเขมรเสรีถูกปราบปรามอย่างหนักเพราะกำลังบางส่วนต้องหลบหนีซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขา และกำลังบางส่วนได้หลบหนีเข้ามายังเขตจังหวัดชายแดนประเทศไทย แต่ละคนต้องหนีเอาตัวรอดจากบ้านเรือนถิ่นที่อยู่และครอบครัวอันเป็นที่รัก คิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อมีความพร้อมและรวมตัวกันได้ จะกลับมาต่อสู้เพื่อ กอบกู้เอกราชของประเทศเขมรต่อไป
    หลวงปู่ได้เข้ามาประเทศไทย ทางเขตชายแดนจังหวัดสุรินทร์ประมาณ พ.ศ.2485 โดยเข้ามากับพระสงฆ์ชาวเขมรชื่อพระครูดีได้เดินทางรอนแรมมาเรื่อยๆค่ำไหนก็นอนที่นั้น จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านจารพัต อ.ศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่วัดบ้านจารพัต(อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านจารพัต) เป็นเวลา1คืน รุ่งเช้าเดินต่อมาถึงบ้านราม และได้พักอาศัยที่บ้านของครูเติมประมาณ 3 คืน จากนั้นเดินทางต่อมาถึงบ้านบรมสุข และพักอาศัยอยู่กับบ้านครูจุมซึ่งเป็นญาติกับนายเมาออกจากบ้านบรมสุข แวะที่บ้านมะลูจรุง(ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านบรมสุข) และได้แยกทางกับพระครูดีที่บ้านมะลูจรุงความตั้งใจของหลวงปู่ขณะนั้นคือ จะกลับประเทศเขมรเพื่อกอบกู้บ้านเมืองต่อไป หลวงปู่ได้เดินทางผ่านบ้านทัพกระบือ บ้านตราด บ้านลำดวน และพักที่วัดทักษิณวารีศิริสุข (วัดใต้)ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อหว่าง ต่อมาอาจารย์ขัน คุณแม่เฮียะ ปานเจริญ คุณพ่อเภา คุณแม่เสน คงวัน โยมอุปัฏฐากหลวงพ่อหว่างได้ขอเป็นเจ้าถาพจัดพิธีอุปสมบถให้กับโยมเจียม (หลวงปู่เจียม)ในวันที่4เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ.2501เวลา10.55ตรงกับวันขึ้น15ค่ำเดือน3 หลวงพ่อหว่าง ธัมมโชโต เป็นพระอุปชฌาย์ พระครูเปรม วัดบ้านจารย์กับพระครูยิ้มวัดหนองโย-โคกปืด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ขณะนั้นหลวงปู่อายุได้46ปี
    หลวงปู่ได้จำพรรษาแรกที่วัดทักษิณวารีศิริสุข ได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงพ่อหว่าง ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่มีวัตรปฎิบัติอย่างเคร่งครัดนอกจากนั้นแล้วหลวงปู่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับ”หลวงพ่อเปราะ” “หลวงพ่อนต”ที่วัดสุวรรณรัตน์ (วัดเหนือ)ซึ่งเป็นวัด ในหมู่บ้านลำดวน ต่อมาหลวงพ่อทั้งสองแนะนำให้หลวงปู่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม “หลวงพ่อมิน”เจ้าสำนักวัดคฤห์ในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งป็นพระนักปฎิบัติทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและความเมตตาจากหลวงพ่อมินเป็นอย่างดี หลวงปู่ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและฝึกปฎิบัติที่ครูอาจารย์ได้ให้คำแนะนำเป็นอย่างดียิ่งภายหลังจากออกพรรษาแล้วหลวงปู่ได้กราบลาหลวงพ่อหว่าง เพื่อเข้าปริวาสกรรมและออกธุดงค์เพื่อประพฤติปฎิบัติธรรมตามแนวทางที่เรียนรู้มา โดยครั้งแรกออกธุดงค์ตามเส้นทางไปยังเขตจังหวัดปราจีนบุรี นครนายกสระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ย้อนกลับมาทางลพบุรี สระบุรีอีกครั้ง และเลยไปถึงจังหวัดชลบุรี จันทบุรี ระยอง อำเภอศรีราชา ข้ามไปอำเภอเกาะสีชัง และกลับเข้ามาในตัวจังหวัดชลบุรีอีกครั้ง ขณะที่หลวงปู่จะธุดงค์กลับจังหวัดสุรินทร์ โยมคนหนึ่งนิมนตพระจากอำเภอศรีราชา 2 รูป ผ่านมาและพบหลวงปู่เข้า จึงได้นิมนต์หลวงปู่ให้ไปจำพรรษาอยู่สำนักสงฆ์เขาหลุมยาง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งหลวงปู่ได้ไปจำพรรษาอยู่สำนักสงฆ์เขาหลุมยาง1พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้เข้าปริวาสกรรมที่วัดสาวชะโงกกับอาจารย์สี พระอาจารย์เชื้อ และออกธุดงค์มาทางเขตอำเภอพนมสารคาม อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ได้จำวัดที่โรงทานบริเวณต้นโพธิ์2คืนธุดงค์เข้าจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก ได้จำวัดที่วัดป่ามะไฟจังหวัดนครนายก1คืน รุ่งเช้าออกธุดงค์ไปทางเขตอำเภอหินกอง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ผ่านไปจังหวัดลพบุรี ได้ไปจำวัดอยู่ค่ายโคกกระเทียม ออกจากโคกกระเทียม ธุดงค์ไปทางโคกสำโรง อำเภอตากฟ้าพร้อมกับพระสงฆ์ 4 รูป คือพระอาจารย์สี พระอาจารย์เชื้อ พระอาจารย์เย็นและพระอาจารย์สว่าง ออกจากอำเภอตากฟ้าธุดงค์ไปทางจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ในเขตอำเภอลาดยาว เข้าจังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ ผ่านอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ลงมาเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และอำเภอแม่สอด ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2502ออกจากจังตากลงมาทางกำแพงเพชร ชัยนาท สุพรรณบุรี กาณจบุรี ในขณะที่เดินผ่านจังหวัดกาณจนบุรีได้ศึกษาธรรมะกับหลวงพ่ออุตมะ รัมโถภิกขุ วัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรีด้วย จากกาณจนบุรี ธุดงค์ผ่านมาทางจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร อำเภอสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ลาดกระบัง ฉะเชิงเทรา อำเภอกบินทร์บุรี(จังหวัดปราจีนบุรี) (อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา) อำเภอหนองกี่ อำเภอนางรอง อำเภอประโคนชัย (จังหวัดบุรีรัมย์) บ้านบักดอก นิคมสร้างตนเองอำเภอปราสาท (จังหวัดสุรินทร์) เพื่อกลับมาจำพรรษาที่วัดทักษิณวารีสุข หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่อีก 1 พรรษา ในปีพ.ศ.2503
    เมื่อออกพรรษาหลวงปู่ได้ไปสมาทานที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีประมาณ 1 เดือน ก็ออกธุดงค์ไปยังวัดสาวชะโงก และจังหวัดอื่นๆอีกหลายจังหวัดและก็กลับมาจำพรรษาที่วัดทักษิณวารีศิริสุขในปีพ.ศ.2504 เมื่อออกพรรษาพรรษาหลวงปู่ก็ออกธุดงค์สมาทานอีกเช่นเดิม และเมื่อใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่ก็จะกลับจำพรรษาที่วัดทักษิณวารีศิริสุขอีกเช่นเคย(ปีพ.ศ.2505) หลังจากออกพรรษาแล้วหลวงปู่กราบลาหลวงพ่อไปจำพรรษาอยู่ที่วัดปราจีนบุรี 1 พรรษา(คือในปีพ.ศ.2506)และเมื่อออกพรรษาแล้วได้พาญาติโยมนำกฐินมาทอดถวายที่วัดสุวรรณรัตน์ (วัดเหนือ) และขอจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณรัตน์ในปีพ.ศ.2507 หลวงปู่ได้วนเวียนวัตรปฎิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่องทุกปี คือพอออกพรรษาก็จะออกธุดงค์ และเมื่อใกล้จะฤดูเข้าพรรษา หลวงปูก็จะกลับมาจำพรรษาอยู่เช่นนี้เรื่อยไป เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า13ปี ช่วงระยะเวลาดั้งกล่าวหลวงปู่ได้ธุดงค์ไปเกือบทุกภูมิภาคทุกจังหวัดในประเทศไทย ได้ศึกษาพระธรรมวินัยเพิ่มเติม ได้ฝึกปฎิบัติด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้พบปะสนทนาแลกเปลียนแนวทางในการประพฤติปฎิบัติธรรมกับพระอาจารย์ต่างๆหลายรูป เช่น อาจารย์คำษา ในเขตอำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย อาจารย์คำปัน ในเขตอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมอาจารย์วงษ์ ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นต้น
    ในระยะหลังตั้งแต่ปีพ.ศ.2513 หลวงปู่จะจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณรัตน์ (วัดเหนือ) เท่านั้น และประมาณช่วงเดือนมกราคม-เมษายน พ.ศ.2513 ภายหลังที่หลวงปู่ได้กลับจากธุดงค์แล้ว โยมเดียม โยมบาน โยมสมร ผู้ใหญ่พานได้ไปนิมนต์ให้หลวงปู่มาสร้างสำนักสงฆ์ที่หมู่บ้านหนองยาว ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2513 และไดจำพรรษาที่สำนัดสงฆ์แห่งนั้นด้วยซึ่งต่อมาสำนักสงฆ์แห่งนั้นคือ”วัดอินทราสุการาม”ในปัจจุบัน
    การมรณภาพ
    ย่างเข้าสู่วัยชรา หลวงปู่เจียมเริ่มมีอาการเหน็ดเหนื่อย สายตาพร่ามัว ประสาทหูฟังไม่ค่อยชัด คณะศิษยานุศิษย์ได้นำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ ครั้นเมื่อออกจากโรงพยาบาล หลวงปู่เจียมก็ยังต้องรับกิจนิมนต์จากชาวบ้านญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธา เพื่อคอยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขไม่เว้นแต่ละวัน บ้างต้องไปนั่งประพรมน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมให้ลูกศิษย์ลูกหาสม่ำเสมอ
    กระทั่งเมื่อเวลา 16.59 นาฬิกา ของวันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2549 คณะศิษยานุศิษย์วัดอินทราสุการาม ได้ตีระฆังรัวกลองเป็นชุด เพื่อแจ้งเหตุว่า บัดนี้ชาวเมืองสุรินทร์ได้สูญเสียปูชนียสงฆ์รูปสำคัญ คือ หลวงปู่เจียม อติสโย ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคไตวาย ภายในกุฏิวัดอินทราสุการาม หลังเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการอาพาธจากโรคไตมาเป็นเวลานาน ประกอบกับวัยที่ชราภาพมาก สิริอายุรวม 96 พรรษา 47 ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ชาวบ้าน และพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เคารพนับถือเป็นยิ่งนัก
    คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์รวมไปถึงชาวบ้านได้นำร่างหลวงปู่บรรจุไว้ในโลงแก้ว ตั้งไว้ ณ ศาลาการเปรียญวัดอินทราสุการาม เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้รำลึกถึงคุณงามความดี สำหรับกำหนดการเบื้องต้น จะมีการบรรจุศพหลวงปู่เจียมที่วัดอินทราสุการาม เป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้บรรดาพุทธศาสนิกชนได้ร่วมบำเพ็ญกุศลโดยทั่วกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระปิดตามหาโชคลาภหลวงปู่เจียมกาญจนาภิเษก ๕๐ ปี
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251005_182159.jpg IMG_20251005_182235.jpg IMG_20251005_182129.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759668836876.jpg FB_IMG_1759668834063.jpg
    เก่งจนหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลียอมรับ
    ......พระของท่านนั้นดังมากในช่วงสงครามอินโดจีน จากประสพการณ์เล่าขานของทหารผ่านศึกที่รอดตายกลับมาเป็นที่น่าเชื่อถือ ว่ากันว่าพระของท่านจะมีมวลสารจากสมเด็จบางขุนพรหมที่แตกหักอยู่ด้วย
    หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง เกจิดังเมืองกรุง
    พระเครื่องเข้มขลังดีทาง "อยู่ยงคงกะพัน" "เมตตามหานิยม" อย่างโดดเด่น
    “หลวงปู่ธูป” หรือ “พระราชธรรมวิจารณ์” เป็นพระยุคเก่าที่สมถะ มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายให้การอนุเคราะห์สาธุชนโดยเลือกชั้นวรรณะ เปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหาร ให้การต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนอย่างมีไมตรีจิต เป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิต และคฤหัสถ์โดยทั่วไป
    นับตั้งแต่สงครามอินโดจีนเรื่อยมา วัดสุนทรธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้ง หรือ วัดสนามกระบือ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถือเป็นสถานที่ต้อนรับพระเกจิอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดมากมาย หลวงปู่ธูปจึงมีความสนิทคุ้นเคยและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางพุทธาคมคาถา กับพระผู้ทรงวิทยาคมในสมัยนั้นหลายรูปหลายนามยิ่งกว่านั้น ยังได้รับตำรับตำราจากพระคณาจารย์บางองค์เป็นการเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชา “อยู่ยง” นั้นเป็นที่เล่าลือมาก
    ต่อมาในระยะหลังๆ พระเกจิอาจารย์มาเยือนวัดแคนางเลิ้งเพียงไม่กี่รูป เพราะชราภาพไม่สะดวกในการเดินทาง คงมีแต่หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อนอ วัดกลางและหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเรื่องราวของท่าน ที่ถูกนำมาถ่ายทอดเล่าขานสืบต่อกันมา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของโปรดของข้อมูลครับ
    "หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง"เกจิดังเมืองกรุง
    พระเครื่องเข้มขลังดีทาง"เมตตามหานิยม"

    “หลวงปู่ธูป” หรือ “พระราชธรรมวิจารณ์” เป็นพระยุคเก่าที่สมถะ มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายให้การอนุเคราะห์สาธุชนโดยเลือกชั้นวรรณะ เปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหาร ให้การต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนอย่างมีไมตรีจิต เป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิต และคฤหัสถ์โดยทั่วไป
    นับตั้งแต่สงครามอินโดจีนเรื่อยมา วัดสุนทรธรรมทาน หรือวัดแคนางเลิ้ง หรือวัดสนามกระบือ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถือเป็นสถานที่ต้อนรับพระเกจิอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดมากมาย หลวงปู่ธูปจึงมีความสนิทคุ้นเคยและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางพุทธาคมคาถา กับพระผู้ทรงวิทยาคมในสมัยนั้นหลายรูปหลายนามยิ่งกว่านั้น ยังได้รับตำรับตำราจากพระคณาจารย์บางองค์เป็นการเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชา “อยู่ยง”นั้นเป็นที่เล่าลือมาก
    ต่อมาในระยะหลังๆพระเกจิอาจารย์มาเยือนวัดแคนางเลิ้งเพียงไม่กี่รูป เพราะชราภาพไม่สะดวกในการเดินทาง คงมีแต่หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อนอ วัดกลางและหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเรื่องราวของท่าน ที่ถูกนำมาถ่ายทอดเล่าขานสืบต่อกันมา
    หลวงปู่ธูปเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ของวัดแคนางเลิ้งที่มีความเข้มขลังทางพุทธาอาคม เป็นเกจิร่วมยุคกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม โดยเฉพาะหลวงปู่โต๊ะจะสนิทสนมกันมาก เมื่อวัดแคมีการปลุกเสกพระจะต้องนิมนต์หลวงปู่โต๊ะไปร่วมนั่งปรกทุกครั้ง สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ยอมเปิดเผยวิทยาคุณด้านนี้ให้เป็นที่แพร่หลายมากนัก ผู้คนทั่วไปจึงไม่ค่อยมีโอกาสรับรู้ นอกจากผู้อยู่ใกล้ชิดและติดตาม

    ท่านเกิดในสกุล “วิชาเดช” เกิดวันจันทร์ที่ 11 เม.ย. 2441 ณ บ้านต.บางหลวงเอียง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ “เดช” มารดาชื่อ “ผ่อง”มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง อายุได้ 8 ปี ญาติผู้ใหญ่นำไปฝากให้เรียนอักษรสมัยที่วัดตะกู โดยมีพระอาจารย์เอม เจ้าอาวาสขณะนั้น เป็นครูสอนเรียนหนังสือไทยเบื้องต้น มีประถมก.กา มูลบทบรรพกิจ หนังสือพระมาลัยและขอม เป็นพื้นฐานเบื้องต้น จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาวิชามูลกัจจายน์ และเรียนหนังสือบาลีที่วัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา

    หลังจากเล่าเรียนจนแตกฉานแล้ว พี่ชายของท่านซึ่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่กรุงเทพฯคือ พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตร และท่านผู้หญิงแปลก ได้มารับท่านไปอยู่ที่กรุงเทพฯด้วย และได้ให้ความเมตตาและอุปการะเป็นอย่างดี โดยให้เข้าเรียนหนังสือต่อที่ ร.ร.วัดส้มเกลี้ยง(วัดราชผาติการาม) จนจบชั้นประถม 4 ในขณะที่เล่าเรียนได้มีโอกาสติดตาม พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตรเข้าเฝ้า และติดตามเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีต่างๆ และการเสด็จแปรพระราชฐานในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง

    เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารได้สมัครเข้ารับราชการเป็นทหารรักษาวังอยู่ 2 ปี หลังปลดประจำการท่านเจ้าพระยาและท่านผู้หญิง ได้อุปถัมภ์ให้เข้ารับการอุปสมบท ณ วัดสุนทรธรรมทาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2463 สมเด็จพระวันรัต (จ่าย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอริยมุนี (หว่าง) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูพุทธบาล (เนตร) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “เขมสิริ”

    ได้อยู่จำพรรษาที่วัดแคนางเลิ้ง ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระครูพุทธบาลมาโดยลำดับ และยังได้ศึกษานักธรรมชั้นตรีในสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร เมื่อถึงกำหนดสอบธรรมสนามหลวง เกิดอาพาธกะทันหันจึงล้มเลิกการศึกษาทางด้านคันถธุระตั้งแต่นับนั้นและหันมาเอาดีทางสมถกรรมฐานและพุทธาคมคาถา

    ประมาณพรรษาที่ 3 ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากรรมฐานชั้นสูงกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จนบรรลุฌานชั้นสูง สามารถแสดงอิทธิคุณต่างๆได้ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ศึกษาเวทมนต์คาถา ซึ่งเป็นวิชาการแขนงหนึ่งที่พระเถระยุคเก่าต้องใฝ่หาเรียนรู้ไว้เพื่อประโยชน์ในงานพระศาสนาต่างๆ อาทิ การปลุกเสกวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยพระผู้ทรงวิทยาคุณเป็นผู้ภาวนาปลุกเสก โดยได้รับการประสิทธิ์ประสาทจากหลวงพ่อปานมาเต็มเปี่ยม จากนั้นจึงไปเรียนวิชากับหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ ได้วิชาทำเชือกคาดเอวที่มีประสบการณ์ดัง"ไม่ไหม้ไฟ"

    หลวงปู่ธูปใช้เวลาศึกษาอยู่กับหลวงพ่อปานประมาณหนึ่งพรรษา จึงกลับคืนวัดสุนทรธรรมทาน และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนพระครูพุทธบาล ที่ขอลาสิกขาบทในปีพ.ศ.2470 และผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งจนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2471 ขณะมีอายุได้ 30 ปี พรรษา 8 นับเป็นพระหนุ่มที่มีพรรษาน้อยสุดที่ได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดในเขตจ.พระนครสมัยนั้น

    หลังจากรับตำแหน่งท่านก็ริเริ่มปฏิสังขรณ์และพัฒนาก่อสร้างอาคาร เสนาสนะต่างๆเรื่อยมา โดยเริ่มลงมือตั้งแต่ปีพ.ศ.2472-2500 ซึ่งเป็นปีที่ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 2533 เวลา 02.26 น. ท่านก็มรณภาพลงที่โรงพยาบาลพญาไท รวมสิริอายุ 92 ปี 3 เดือน 28 วัน พรรษา 70

    ด้านวัตถุมงคล ตลอดเวลาที่ท่านครองเพศพรหมจรรย์ ได้สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆมากมายหลายรุ่น จากการบันทึกของหนังสือวัดทราบว่าสร้างครั้งแรกในปีพ.ศ.2482 และจัดสร้างติดต่อกันมาจนถึงพ.ศ.2529 วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเมื่อปีพ.ศ.2482 ได้สร้างร่วมกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นพระสมเด็จฐานสามชั้น พระรอด พระนางพญา และพิมพ์นางกวัก พระที่สร้างครั้งนี้เป็นพระเนื้อผง ผสมกับดินปูชนียสถาน และผงใบลาน ลงรักฉาบเนื้อ เนื้อในสีดอกเทา ด้านหลังจะเป็นรอยจารลึกลงไปในเนื้อทุกองค์

    เมื่อสร้างเสร็จท่านก็แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์และผู้มาแสดงมุทิตาจิต ที่เหลือนอกนั้นนำไปบรรจุที่ใต้ฐานพระประธาน พระชุดนี้ปัจจุบันหาดูได้ยากสักหน่อย นอกจากนี้ท่านได้สร้างตะกรุด เชือกคาดเอว พระเนื้อผงรุ่นปีพ.ศ.2504 เหรียญปีพ.ศ.2513 และอื่นๆ อีกพอสมควร
    วัตถุมงคลวงปู่ธูปทุกชนิดมีพุทธคุณในด้าน “เมตตามหานิยมและความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน” เป็นหลัก เรื่องคุ้มครองแคล้วคลาดก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251005_200436.jpg IMG_20251005_200504.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759672460526.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่เนย สมจิตโต ๏
    วันนี้วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘ เป็นวันครบรอบ ๘๘ ปี ชาตกาล หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร "พระอริยสงฆ์ผู้ตั้งจิตตรงไว้ดีแล้ว" หลวงปู่เนย สมจิตฺโต ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เอาจริงเอาจังปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษ์ ถือธุดงควัตร องค์ท่านเป็นศิษย์ หลวงปู่ดี ฉันโน และได้ไปศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่คำ สุมังคโล ,หลวงปู่กงแก้ว ขันติโก ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ท่านนี้เป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    ๏ อัตโนประวัติ “พระครูวิมลสีลาภรณ์” หรือ “หลวงปู่เนย สมจิตฺโต” มีนามเดิมว่า เนย มูลสธูป เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู ณ บ้านกุดแห่ ตำบลกุดเชียงหมี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (จังหวัดยโสธร ในปัจจุบัน) โยมบิดาชื่อ นายเอี่ยม มูลสธูป โยมมารดาชื่อ นางสุรีย์ มูลสธูป มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๙ คน ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ทำนา
    ช่วงชีวิตในวัยเด็ก เมื่ออายุ ๗ ปี ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านกุดแห่ อายุ ๘ ปี ป่วยเป็นโรคท้องเรื้อรัง ทำให้ขาดการเรียนอยู่ ๓ เดือน พออายุได้ ๑๑ ปี เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วออกมาช่วยโยมบิดา-มารดาทำไร่ทำนาตามประเพณี ด้วยในสมัยนั้นการเรียนภาคบังคับอยู่ที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เท่านั้น สำหรับการที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นนั้นต้องเดินทางไปเรียนต่อยังโรงเรียนต่างถิ่นต่างอำเภอ พออายุได้ ๑๖ ปี ก็กลับมาช่วยโยมบิดา-มารดาทำไร่ทำนาตามเดิม ด้วยความขยันหมั่นเพียรเต็มกำลังความสามารถ
    ๏ การบรรพชาและอุปสมบท
    พออายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ โยมบิดา-มารดา พร้อมทั้งเจ้าภาพผู้ที่จะถวายผ้าป่า นำท่านไปมอบถวายให้เป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นศิษย์พระกรรมฐานรุ่นใหญ่ของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระองค์สำคัญ
    ท่านได้ฝึกขานนาคอยู่เป็นเวลา ๓ เดือนเต็ม จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ เขตวิสุงคามสีมาวัดป่าสุนทราราม (วัดบ้านกุดแห่) ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยมี พระครูภัทรคุณาธาร (บุญ โกสโล ป.ธ. ๔) วัดพรหมวิหาร ตำบลสวาท อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสุนทรศลีขันธ์ (พระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมุห์อุ้ย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้เข้ารับฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เจ้าอาวาสวัดป่าสุนทราราม (วัดบ้านกุดแห่) ในขณะนั้น อยู่เป็นสม่ำเสมอและบ่อยๆ
    ๏ ลำดับการจำพรรษา
    พรรษาที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๐) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม โดยมี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร เป็นผู้ให้นิสัยรับโอวาทการปฏิบัติธรรม ในพรรษานั้นหลวงปู่เนย ได้ถือธุดงค์ห้ามภัตตาหารที่นำมาถวายภายหลังเป็นวัตร (ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์) ตลอด ๓ เดือน
    พรรษาที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๐๑) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม และถือธุดงค์ห้ามภัตตาหารที่นำมาถวายภายหลังเป็นวัตร (ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์) เหมือนเดิม
    พรรษาที่ ๓(พ.ศ. ๒๕๐๒) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม และคือธุดงค์เนสัชชิก คือไม่นอนตลอดเวลากลางคืน ธรรมดาธุดงค์ข้อนี้ต้องอดนอนตลอดทั้งวัน แต่ท่านอดนอนเฉพาะกลางคืน กลางวันพักบ้างตลอดพรรษา ด้วยสุขภาพท่านไม่แข็งแรง
    พรรษาที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๓) ได้กราบขออนุญาตท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร เพื่อไปพำนักจำพรรษาที่ภูถ้ำพระ บ้านคำไหล ตำบลดงเย็น อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน) พร้อมทั้งกราบเรียนท่านว่าจะท่องปาฏิโมกข์ให้จบ ครั้นพอออกพรรษาก็ท่องปาฏิโมกข์จบพอดี
    พรรษาที่ ๕ - พรรษาที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๗) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ
    พรรษาที่ ๙(พ.ศ. ๒๕๐๘) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ ท่านได้ประกอบความเพียรด้วยความวิริยะอุตสาหะแรงกล้า ไม่จำวัดตลอดกลางวัน เพราะที่ภูถ้ำพระนั้น ถ้าพระหรือสามเณรรูปใดจำวัดในเวลากลางวันจะป่วยเป็นไข้ ส่วนตัวท่านไม่เป็นไข้เลยตลอดพรรษา
    พรรษาที่ ๑๐(พ.ศ. ๒๕๐๙) ได้จำพรรษาที่ภูกระแต บ้านฮ้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม กลางพรรษาได้ป่วยเป็นโรคไอเจ็บหน้าอก ได้ไปให้แพทย์ตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดนครพนม แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหลอดลมอักเสบ หมอจัดให้ไปฉีดยาที่ตำบลอาจสามารถ แต่ท่านไปฉีดยาที่โรงพยาบาลทุกวันไม่ไหว เพราะวัดที่จำพรรษาห่างจากตัวเมือง ๘ กิโลเมตร ถ้าไม่ทันรถก็ต้องเดินไป
    พอหายเป็นปกติแล้วก็ประกอบความเพียรอย่างจริงจังต่อเนื่อง จนปรากฏว่าจิตได้รับความสงบนิ่งดิ่งเข้าสู่สมาธิ ได้รับความสงบเยือกเย็นในสมาธิภาวนาพอสมควร เมื่อออกพรรษาแล้วได้ไปพักที่วัดโนนนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และเดินทางไปพักบ้านหินฮาว ต่อจากนั้นก็ไปที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
    พรรษาที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ได้จำพรรษาที่วัดกลาง บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน) ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านพระอาจารย์กงแก้ว เคยกล่าวว่า “เวลาจิตเป็นสมาธิ อยากให้ท่านทั้งหลายได้เห็นด้วย มันมีความสุขสงบที่สุดไม่มีอะไรเหมือน สุขใดในโลกไม่เท่าสุขของสมาธิ”
    ในพรรษานี้ท่านตั้งใจประกอบความเพียรอย่างแรงกล้าจนเป็นลม ๒ ครั้ง เนื่องจากฉันอาหารน้อย บางวันถึงกับอดอาหารเพราะทำให้การประกอบความเพียรเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ต้องวิตกกังวลกับเหตุการณ์ภายนอก จิตมุ่งอยู่แต่ภายในร่างกาย ต่อสู้กับกิเลสขันธมารตลอดเวลาอย่างไม่ย่อท้อ ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าจะตายขอให้ตายไปเลย อย่าได้เดือดร้อนญาติโยมหรือโรงพยาบาลเลย ท่านปรารถนาจะไม่ให้ใครเดือดร้อนลำบากด้วยเรื่องของสังขารของท่าน แม้ในปัจจุบันท่านก็รักษาร่างกายด้วยตัวท่านเอง
    หลวงปู่เคยพิจารณาที่จะปฏิบัติสมาธิแบบอุกฤฏ์ คือหวังจะสำเร็จมรรคผลนิพพานภายใน ๗ วัน ถ้าไม่สำเร็จก็จะยอมตายถวายชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ได้รับการขอร้องจากโยมบิดา-โยมมารดาให้เลิกคิดที่จะปฏิบัติเช่นนั้นเสีย ขอให้ปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป จะได้อยู่อบรมญาติโยมนานๆ ได้นำเพื่อนร่วมโลกไปตามทางพระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ สมกับที่ว่ากว่าที่จะได้เกิดในภพภูมิความเป็นมนุษย์ได้นั้นแสนลำบากยากเข็ญ
    พรรษาที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ในพรรษานี้ได้เพิ่มธุดงค์ข้อเยี่ยมป่าช้ามิได้ขาด พอออกพรรษาได้เดินทางไปกราบ ท่านพระอาจารย์บัว สิริปุณฺโณ ณ วัดป่าหนองแซง (วัดราษฎรสงเคราะห์) ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวชอ จังหวัดอุดรธานี อยู่รับโอวาทจากท่าน ๑๐ คืน จากนั้นก็ออกเดินธุดงค์ต่อไปยังอำเภอบ้านผือ ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว
    พรรษาที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๑๒) ได้รับการแนะนำจากท่านพระอาจารย์คำ บ้านเศรษฐี จังหวัดอุบลราชธานี ให้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนแสนคำ ตำบลทุ่งแก อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ในปัจจุบัน) ในพรรษานี้มีพระ ๒ รูป สามเณร ๑ รูป คือ (๑) พระอาจารย์เนย สมจิตฺโต (๒) พระอาจารย์สมหมาย องค์เดียวกับที่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบ ที่ดอยแม้ว และ (๓) สามเณรสม
    หลวงปู่เนยได้จำพรรษาที่วัดป่าโนนแสนคำ นับแต่นั้นมาจนปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๐)
    ทุกๆ ช่วงออกพรรษา หลวงปู่เดินทางออกไปธุดงค์ แต่มาระยะหลังสุขภาพท่านไม่แข็งแรง ท่านจึงเลือกที่จะปฏิบัติอยู่ที่วัดป่าโนนแสนคำ หลวงปู่เนยเป็นพระที่มีศิลาจาริยวัตรอันงดงาม เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง สงบเสงี่ยมเรียบร้อยงดงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติ
    ๏ หลวงปู่เนย ท่านเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันมาก
    หลวงปู่ท่านสอนญาติโยมเสมอๆ ว่า ถ้าประเทศไทยเราไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยจะไม่สงบร่มเย็นอย่างปัจจุบันนี้ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของราชวงศ์จักรี ท่านจะนำพระภิกษุสามเณรสวดมนต์ถวายพระพรเสมอๆ มิได้ขาด ท่านสอนว่า เมื่อนั่งสมาธิภาวนาเสร็จแล้วให้แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลถวายองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แล้วจึงแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ให้ถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาด
    หลวงปู่เนย ได้ถือเอาโอวาทธรรมของหลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร เป็นหลักการปฏิบัติของท่านคือ เอาตายเข้าสู้ โดยจะอดนอน เร่งความเพียร เมื่ออาพาธก็จะใช้ธรรมโอสถ ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าจะตายขอให้ตายไปเลย อย่าได้เดือดร้อนญาติโยมหรือโรงพยาบาลเลย ท่านปรารถนาจะไม่ให้ใครเดือดร้อนลำบากด้วยเรื่องของสังขารของท่าน แม้ในปัจจุบันท่านก็รักษาร่างกายด้วยตัวท่านเอง
    หลวงปู่เนย สมจิตฺโต ละสังขารลงด้วยโรคไตวาย ที่กุฏิท่านด้วยอาการสงบเมื่อเวลา ๑๖.๓๒ น. ของวันศุกร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ สิริอายุ ๗๔ ปี ๗ เดือน ๑๗ วัน พรรษา ๕๔ ตามพินัยกรรม หลวงปู่เนย สมจิตฺโต ท่านสั่งห้ามไม่ให้มีการกระตุ้นหัวใจ หรือต่อเครื่องช่วยหายใจ เมื่อมรณภาพแล้ว ท่านห้ามไม่ให้ฉีดยาฟอร์มาลีน ห้ามไม่ให้เก็บสรีระไว้ที่หีบแช่เย็น และห้ามไม่ให้จุดธูปเทียนบูชา สำหรับการจัดงานประชุมเพลิง ท่านสั่งห้ามไม่ให้ขอพระราชทานเพลิง ให้ทำพิธีภายใน ๗ วัน หรืออย่างช้า ไม่เกิน ๕๐ วัน ให้จัดงานให้เรียบง่ายที่สุด
    หลวงปู่เนย ท่านสอนว่า “..เรียนรู้เรื่องทางโลกมันไม่รู้จบรู้สิ้น เรียนอันนั้นเหลืออันนี้อยู่ตลอดไป คนทั้งหลายไม่สนใจจิตใจตนเอง สนใจแต่เรื่องที่ก่อให้เกิดความทุกข์วิปโยควังเวง เรียนทางโลกไม่เหมือนเรียนทางธรรม เรียนทางธรรมไปสิ้นสุดที่นิพพาน ใครไปถึงนิพพานก็จบ..”
    “..ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป มาคนเดียว ไปคนเดียว ไม่ได้ถืออะไรมา ไปก็ไม่ได้เอาอะไรไป ปล่อย วางได้สบาย อยู่สบาย ไปสบาย ..”
    โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่เนย สมจิตฺโต
    บรรณานุกรมอ้างอิง : คัดลอกมาจากหนังสือ
    "สมจิตฺโตเจดีย์" เจดีย์อนุสรณ์ พระอาจารย์เนย สมจิตฺโต พระผู้นอบน้อมต่อธรรมของพระพุทธเจ้า ; พิมพ์เมื่อ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ; หน้า ๘๕ - ๙๕
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จรุ่น 1 สิริมงคลเสถียร หลวงปู่เนย พร้อมใบฝอยเดิม มวลสาร เนื้อหาความตั้งใจเจตนาผู้สร้างถวาย อ่านรายละเอียดดูครับ ส่วนมาก ไม่ค่อยเจอ พร้อมใบฝอยแบบนี้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251005_204939.jpg IMG_20251005_205013.jpg IMG_20251005_205045.jpg IMG_20251005_205104.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2025
  10. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759763276208.jpg
    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด
    “”พระผงนางแย้ม”” หรือที่เรียกกันสมเด็จนางแย้ม ท่านลบผงเอง ผสมชานหมาก เกศา ผงเก่าหลวงพ่อจ่าง ผงเก่าหลวงพ่อหอม ผงพระกรุ ผงว่านยาทางคงกระพัน ว่านยาทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ต่างๆมากมาย ฯลฯ กดพิมพ์ที่วัดถอดพิมพ์มาจากพระกรุที่ขุดพบที่เจดีย์วัดตำหนัก เสกอัดพลัง แถมอยู่ในพิธีเสกเหรียญเลื่อนฯ ด้วย สร้างทั้งหมดทุกเนื้อประมาณ 2,000 องค์มวลสารมากมายควรค่าแก่การสะสม ประสบการณ์โชคลาภเมตตามหานิยมดีแคล้วคลาดปลอดภัยดี หลวงพ่อท่านเป็นเจ้าตำรับจารนะหนึ่งตัวเป่าหนึ่งทีปืนยิงไม่ออก
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร วัดตำหนัก ปทุมธานี
    ( ท่านละสังขารเมื่อ ปี ๒๕๕๙ )
    ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริงเวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ดูยามมงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณท่านเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อฉินผู้เป็นบิดา หลวงพ่อหอมวัดบางเตยกลาง หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม ท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส สรรพวิชาอาคมที่ท่านได้ร่ำเรียนมา ท่านสามารถทำของขลังได้ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะ การลงตะกรุด จากตำราของ หลวงปู่จ่าง ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว "นะ" เพียงตัวเดียวเท่านั้น ท่านได้ลงตะกรุดแบบนี้แจกให้ลูกศิษย์ไว้ใช้ จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านมากมหาอุตม์คงกระพันแคล้วคลาดในพื้นที่แถบสามโคกเลื่องลือกันมากในตะกรุดท่าน แม้แต่หลวงพ่อทองหยิบวัดบ้านกลางยังยกย่องตะกรุดท่าน ท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจริงทำจริง พิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านจึงออกมาไม่กี่รุ่นและมีประสบการณ์ หลวงพ่อโฉม ได้อธิบายว่า “นะ” ตัวนี้เป็นต้นแบบ เป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆ ต้องขึ้นต้นด้วย "นะ" ทั้งนั้น และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น "นะ" ใดๆ ทั้ง ๑๐๘ นะ ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บท ซึ่งกล่าวถึงตัว "นะ" ไว้หมดสิ้น ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม เปิดเผยว่า อักขระเลขยันต์นั้น จะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติ แจ่มใสสุขภาพดีเป็นสมาธิแน่แน่วเรื่องเวลานั้นไม่ สำคัญสัก๑๐ถึง๒๐นาทีก็ใช้ได้แล้วแต่ถ้าจิตไม่ดีไม่มีสมาธินั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนเรื่องการทำเครื่องราง ของขลัง โดยเฉพาะตะกรุด ท่านนิยมทำแบบโบราณ คือ เขียนทีละแผ่น เรียกสูตรกันทีละตัว ซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมาก มีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุด แต่ท่านปฏิเสธ ไม่เอาเป็นอันขาด ท่านว่ามันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขาข้าไม่เอา วิชาเอกของท่านคือตะกรุดๆท่านก็ยังลงจารยันต์ด้วยมือท่านเอง
    จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์มากมายเหรียญรุ่นมงคลจักรวาลเป็นเหรียญรุ่นแรก ที่มีประสบการณ์รุ่นนี้มีคนถูกยิงด้วยปืนจุด38 ถึง3นัดแต่กระสุนไม่ระคายผิวเสื้อขาดเป็นแค่รอยแดงๆในตัวมีเพียงเหรียญรุ่นแรกเลี่ยมพลาสติกบางๆของท่านติดตัวเพียงอย่างเดียววัตถุมงคลและเครื่องรางของท่านมีประสบการณ์เป็นที่กล่าวข่านของเมืองสามโคก
    ปทุมธานี หรือเมืองสามโคก ในอดีตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค้า ควบคู่กับกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองสามโคกมีสถานะเป็นเมืองตรี ครั้นต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัย ทรงพระราชทานนามเมืองสามโคกใหม่ว่าปทุมธานี คือเมืองแห่งดอกบัว ซึ่งจังหวัดปทุมนั้นมี ชาวมอญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระพุทธเจ้าหลวงเมื่อครั้งในอดีต ดังนั้น ศิลปะหลายแขนงยังมีการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และอีกแขนงที่กล่าวถึงนั้นก็คือสายวิชาพระเวชวิทยาคม การลงอักขระ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ซึ่งยังมีการสืบทอดพระเวทย์สายรามัญ จนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นมิได้น้อยไปกว่าที่อื่นเลย ดังเช่น พระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษหลาบรูป อาทิ เจ้าคุณรามัญมุณี วัดบางหลวง หลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต หลวงพ่อญัติ วัดสายไหม หลวงปู่ด๊วด วัดคลองสี่ หลวงพ่อเทียนวัดโบสถ์ และอีกมากมายหลายท่าน
    หลวงพ่อจ่าง เกศโร วัดไผ่ล้อม อำเภอสามโคก ท่านเป็นเกจิคณาจารย์ยุคเก่า ผู้เรืองเวทย์วิทยาคมอย่างมากในสมัยนั้น ท่านมีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องกรรมฐานและลงอักขระบนตะกรุด ที่มีอานุภาพทางคงกระพันชาตรี ยิ่งนักเลงในย่านนั้นนิยมเคียนตะกรุดของหลวงปุ่จ่างทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันผู้สืบสานพุทธานุคมสายหลวงปุ่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็คือ หลวงพ่อโฉม เตชวโร แห่ง วัดตำหนัก นั้นเอง
    หลวงพ่อโฉม เตชวโร หรือ พระครูปทุมอรรถสุนทร ท่านมีนามเดิม ว่า นายบุญถม นามสกุล ภู่ห้อย เกิดวัดเสาร์ เดือน ๓ ปีกุล ปีพศ.๒๔๖๖ เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง ๓ คนของคุณพ่อฉิน(หลวงพ่อฉิน) คุณแม่แจ๋ว ภู่ห้อย จบการศึกษาระดับ ป๔ จากโรงเรียนสามมัคคิยาราม จากนั้นเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ท่ายได้สมัคร เป็นทหารรับใช้ชาติ อยู่ ๒ ปี จากนั้น อายุ ๒๒ จึงได้อุปสมบท ณ.วัดป่างิ้ว โดยมีพระครูถาวรกิจโกศล(ฟ้อน โชติปาโล)เป็นพระอุปฌาย์ จากนั้น เพียง๑ พรรษา ท่านก็ลาสิกขาบท ออกมาช่วยโยมพ่อ โยมแม่ทำนาเลี้ยงน้องในฐานะพี่ชายคนโต และท่านได้สมรสและมีบุตรธิดา ทำอาชีพสุจริต
    ยามว่างท่านมักจะไปขอเรียนวิชากับหลวงพ่อฉิน(บิดาของท่าน เสมอ) และมักไปต่อวิชากับหลวงพ่อหอม วับางเตยกลาง สองศิษย์เอก แห่งหลวงพ่อจ่างวัดไผ่ล้อม อยู่เป็นประจำจน ชำนาญ และหลวงพ่อท่านได้นำวิชาที่ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกนั้นตั้งแต่ยังเป็นฆารวาส จนกระทั่งเมื่อครั้งที่ท่านอายุ ๔๐ ปี ท่านเกิดเจ็บหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านจึงอธิฐานว่า หากท่านรอดไปได้ ท่านจะใช้ชีวิตที่เหลือ ขอถวายพระศาสนา เมื่อท่านหายป่วย จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดดอกไม้ โดยมี พระครูธีรานุวัตร(หลวงพ่อหอม) วัดบางเตยกลาง เป็นพระอุปฌาย์ เมื่ออุปสมบท แล้วท่านก็ยังไปศึกษาเพิ่มเติมในบางวิชาและฝึกกรรมฐานขั้นสูง จากทั้ง หลวงพ่อฉิน และ หลวงพ่อจ่าง วัดไผ่ล้อม จวบจนท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตำหนัก ซึ่งสรรพวิชา อาคมที่ท่านร่ำเรียนมาท่านสามารถทำได้ขลัง และไม่เป็นรองใครโดยเฉพาะตะกรุดตำราหลวงปู่จ่าง วัดไผ่ล้อม ที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา โดยอาศัยการลงตัว นะ เพียงตัวเดียวเท่านั้น และหลวงพ่อโฉม ท่านได้ลงตะกรุด แบบนี้แล้วแจกให้ลูกศิษย์ ไว้ใช้จนเป็นที่ประจักษ์ ด้านแคล้วคลาด คงกระพันในพื้นที่แถบสามโคก
    หลวงพ่อโฉมท่านได้เมตตาอธิบายว่า “นะ” ของท่านว่า ตัว นะ นี้เป็นต้นแบบเป็นประธานแห่งมนต์ทั้งหมด มนต์สำคัญๆก็ต้องขึ้นต้นด้วยน่ะทั้งนั้น เวลาพระเจริญพุทธมนต์ท่านต้องตั่งนะ ก่อนคือนะโมทุกครั้งและที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น นะใดๆทั้ง๑๐๘ นะที่ท่านได้ศึกษามาก็ล้วนปลุกเสกด้วยคาถาแม่บทซึ่งกล่าวถึงตัว นะไว้หมดสิ้นคือ นะรานะระหิตังเทวัง นะระเทเวหิปูชิตัง นะรานังภามะยังเภหิ นะมามิสุคะตังชินัง เมื่อเรานำตัวนะตัวแม่ของ นะ มาเป็นต้นเป็นประธานแล้ว อาราธนา นะตัวลูกทั้ง ๑๐๘ ประการ ดีกว่าใช้ นะเฉพาะ ซึ่งจะมีฤทธิ์ เพียงด้านเดียวไปครอบคลุมในทุกๆด้าน เมื่อนำ นะ มาลงในโลหะม้วนเป็นตะกรุดแล้วตะกรุดนั้น ก็จะมีพุทธคุณมากมายดุจฝอยท้วมหลังช้างเรียก ว่า ๑๐๘ นะ ทั้งเมตา มหาเสนห์ มหานิยม แคล้วคลาด คงกะพัน กันอาวุธ ในเรื่องการปลุกเสก หลวงพ่อโฉม ได้เมตาเปิดเผยว่าอักขระเลขยันต์นั้นจะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่จิตผู้เสกจิตดีปกติแจ่มใส สุขภาพดี เป็นสมาธิ แน่แน่ว เรื่องเวลานั้นไม่สำคัญสัก ๑๐ ถึง ๒๐ นาที ก็ใช้ได้ แต่ถ้าจิตไม่ดี ไม่มีสมาธิ นั่งเสกกันทั้งวันก็ไม่เกิดประโยชน์ และอีกอย่างคือ ปฏิภาคนิมิต คือนิมิตที่เราขึ้นตามจิตแห่งตน ลงอักขระเลขยันต์เยอะแยะมากมาย แต่นิมิตปฏิภาคไม่เกิดก็เท่านั้น สู้ลงนะตัวเดียว ปฏิภาคนิมิตเกิดเห็น นะ นั้นชัดเจน ปรากฎ ขึ้นไม่ได้เป็นว่า มันอยู่ที่จิต สมาธิเป็นสำคัญ
    ส่วนเรื่องการทำเครื่องรางของขลัง ของหลวงพ่อโฉม โดยเฉพาะตะกรุด หลวงพ่อท่านนิยมแบบโบราณคือเขียนทีละแผ่นเรียกสูตรกันทีละตัวซึ่งท่านจะให้ความสำคัญมากมีลูกศิษย์แนะนำให้ท่านใช้วิธีการปั๊มตะกรุดแต่ ท่านบอกปฎิเสธไม่เอาเป็นอันขาดท่านว่า มันไม่ได้เรียกได้เสมอไป ทำหลอกเขา ข้าไม่เอา ถึงแม้ว่าปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ชราภาพมากแล้วก็ตามแต่ตะกรุดของท่านยังใช้การจาร ยันต์ด้วยมือ ถึงท่าน มิได้จารด้วยตัวท่านเอง ทั้งหมด ทุกดอก แต่ท่านมอบหมายให้ลูกศิษย์ที่ท่านครอบครูแล้ว เป็นคนช่วยจารแล้ว ท่านจะลง ครอบและเสกกำกับ ด้วยตัวท่านเองทุกครั้ง เพราะหลวงพ่อท่านบอกว่ายังไงก็ที่กว่าปั๊มเอา เพราะมันทำและจารด้วยใจ จึงไมน่าแปลกว่า ตะกรุดของท่านมีประสบการณ์กันมากมาย
    ในด้านการพัฒนาวัดตำหนัก แต่เดิมแรกเมื่อหลวงพ่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตำหนักนั้นมีเพียงอุโบสถ และกุฏิ เพียงหนึ่งหลัง แต่ปัจจุบัน หลวงพ่อท่าน ได้สร้างและบูรณะ ถาวรวัตถุภายในวัดขึ้นมา เริ่มตั้งแต่หมู่กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลาการเปรียญ เมรุ เขื่อนหน้าวัด และพระอุโบสถ หลังใหม่ จนสร้างความแตกต่างจากคร้งอดีต โดยสิ้นเชิง
    หลวงพ่อโฉมท่านเป็นพระที่สมถะเรียบง่ายไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ ใครให้ท่านทำอะไร ถ้าไม่เหนือบากกว่าแรงท่านสงเคาระห์ให้หมด มีเมตาต่อสาธุชน ทุกคน เข้าพบง่าย เว้นแต่ช่วงเวลาที่ท่านจำวัดเท่านั้นแหละครับ อย่าได้รบกวนท่านเลยเพราะท่านชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อท่านเป็นพระโบราณ ที่พูดจิงทำจริง เวลาทำวัตถุมงคลต้องดูฤกษ์ มงคล ต้องทำพิธีกรรมตามแบบโบราณ ไม่สุกเอาเผากิน ดังนั้น วัตถุมงคลของหลวงพ่อ จึงออกมาไม่กี่รุ่น และบางอย่างก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงนางแย้มเนื้อชานหมากผสมเกศา องค์นี้ ส่องจะเห็นเกศาหลายเส้น

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    FB_IMG_1759763270897.jpg FB_IMG_1759763273398.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759768703060.jpg
    ประวัติ หลวงปู่ลำภู คังคปัญโญ วัดใหม่อมตรส

    เมื่อกล่าวถึง "พระสมเด็จบางขุนพรหม" ที่นักเล่นพระทั้งหลายนิยมสะสมกัน ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จบาง ขุนพรหม ปี 2509, ปี 2517, ปี 2531 และอีกหลายๆ รุ่น ก็ทำให้อดนึกถึงพระสมเด็จบางขุนพรหมของ "พระครูอมรคุณาจาร" หรือ "หลวงปู่ลำภู คังคปัญโญ" อดีตรองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ เพราะว่ากันตามจริงแล้วพระกรุบางขุนพรหมเปิดกรุเมื่อปีพ.ศ.2500 เมื่อคัดพระที่สมบูรณ์ออกจำหน่ายแล้ว หลวงปู่ลำภูได้นำพระหักมาเก็บรักษาไว้ในกุฏิ ซึ่งหลวงปู่ลำภูท่านเป็นหนึ่งในกรรมการในการเปิดกรุพระบางขุนพรหมด้วย
    ต่อ มาบรรดาผู้คนที่ รู้ข่าวก็มักจะมาขอพระหลวงปู่ลำภูอยู่เป็นประจำจนท่านได้ตัดสินใจนำ "พระกรุบางขุนพรหม" ที่หักมาบดเป็นผงจนละเอียด แล้วนำผงมาผสมมวลสารและกดพิมพ์พระสมเด็จบางขุนพรหมปี พ.ศ.2502 ซึ่งมีทั้งเนื้อผงและเนื้อผงใบลาน มีทั้งหมด 11 พิมพ์ คือ
    1.พิมพ์ใหญ่
    2.พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม
    3.พิมพ์ใหญ่ต้อ
    4.พิมพ์อกครุฑ
    5.พิมพ์เส้นด้าย
    6.พิมพ์ฐานคู่
    7.พิมพ์ฐานแซม
    8.พิมพ์ปรกโพธิ์
    9.พิมพ์คะแนน
    10.พิมพ์จันทร์ลอย
    11.พิมพ์ไสยาสน์นั้น หลวงปู่ลำภูได้สร้างน้อยมาก เพื่อแจกให้กับลูกศิษย์และผู้ศรัทธาที่มาหา และมากราบไหว้ เก็บส่วนหนึ่งนำลงฝังกรุและนำออกมาเปิดบูชาอีกทีเมื่อปีพ.ศ.2519 และในครั้งนั้นก็มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสมาอาบน้ำมนต์รักษาโรคกับหลวงปู่ลำภู เป็นจำนวนมาก
    จะ ว่าไปแล้วพระเครื่องที่ หลวงปู่ลำภูสร้างไว้มีอีกมาก ทั้งพระสมเด็จปี 2514 หลังยันต์ และเหรียญรูปไข่ เหรียญเม็ดแตงรุ่นแรกปี 2514 พระสมเด็จปี 2516, ปี 2517 ออกที่วัดไก่จ้น แล้วยังมีพระสมเด็จปี 2519 ที่เปิดกรุออกมา
    สำหรับ ประวัติของ "หลวงปู่ลำภู" นั้น ท่านนามเดิมว่า "ลำภู เรืองรักเรียน" เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2444 ตรงกับวันพุธ แรม 2 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู ณ บ้านไก่จ้น ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายคง นางผิว เรืองนักเรียน มีพี่น้องรวม 10 คน
    อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2465 ณ วัดไก่จ้น หลังจากบวชแล้วท่านได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมจนสามารถอ่านออกเขียนได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ต่อมาปี 2469 ท่านย้ายจากวัดไก่จ้นไปอยู่วัดช่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออยู่ศึกษาและปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นเวลา 7 ปี สอบนักธรรมชั้นตรี ได้เมื่อปี 2473 ที่วัดหนองเขื่อนช้าง จ.สระบุรี
    จากนั้นปี 2477 ก็ย้ายจากวัดช่างทอง ไปอยู่วัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อ ได้รับตำแหน่งรองเจ้าอาวาส เมื่อปี 2502 ทั้งที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ลำภูบอกว่า "ผมแก่แล้วไม่สามารถทำหน้าที่เจ้าอาวาสได้ ขอให้พิจารณาพระที่มีอายุพรรษาสมควรแก่หน้าที่ต่อไป" การสละสิทธิ์ที่จะพึงได้ของหลวงปู่ลำภูได้ประกาศในที่ประชุมคัดเลือกเจ้า อาวาสในครั้งนั้นเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ปี 2510 ท่านได้เป็นพระครูสังฆรักษ์ ตำแหน่งฐานานุกรม
    ต่อ มาได้รับตำแหน่ง รักษาการแทน เจ้าอาวาสเมื่อปี 2512 หลวงปู่ลำภูมรณภาพด้วยโรคชราที่กุฏิของท่านในวัดใหม่อมตรส เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 เวลา 20.15 น. สิริอายุ 88 ปี 9 เดือน 4 วัน
    คำระลึก อนุสรณ์กถาถึงหลวงพ่อลำภู (พระครูอมรคุณาจาร) ของพระครูพิพัฒนานุกูล เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม ความว่า "หลวงพ่อเป็นพระมหาเถระสำคัญรูปหนึ่งของวัดใหม่อมตรส ท่านเป็นพระเถระผู้รัตตัญญู ผู้มีคุณูปการสำคัญต่อวัดเป็นเวลายาวนาน คณะสงฆ์วัดใหม่ฯ ให้ความเคารพบูชาอย่างสูงยิ่งมาโดยตลอด พระสงฆ์-สามเณรได้รับการอุปถัมภ์บำรุงอย่างทั่วถึง โดยทุกท่านผู้อยู่ทันสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่จะได้พึ่งบารมีของหลวงพ่อทั้ง วัด ตอนหลวงพ่อลำภูเป็นรองเจ้าอาวาสและเป็นพระอาจารย์พระครูบริหารคุณวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เมื่อเจ้าอาวาสวัดใหม่ฯ ว่างลงท่านไม่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ยกให้พระครูบริหารเป็น เพราะเห็นว่ายังหนุ่มกว่า ด้วยความที่ท่านมีอัธยาศัยไมตรีจิตที่ดีต่อทุกคน เมื่อได้พบท่านกราบท่านแล้วดูจะเอิบอิ่มใจ เพราะหลวงพ่อมีดีกับตัวที่หายาก และท่านก็ศักดิ์สิทธิ์มีมนต์ขลังจริง มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสมาอาบน้ำมนต์รักษาโรคจำนวนมาก พระสงฆ์สามเณรอบอุ่นมาก คราวที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ยิ่งกว่าร่มโพธิ์ร่มไทร
    ถึง ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหลายท่านรำลึกเสมอในบุญหลวงพ่อพระครูอมรคุณาจาร (ลำภู คังคปัญโญ) หลวงพ่อท่านสร้างความดีไว้มากเพื่อต้องการให้อยู่เลยตาย ตามคำนิยมที่รู้กันว่า อยู่แค่ตายอยู่ได้ทุกคน อยู่เพื่อปวงชนอยู่ได้เลยตาย หรืออยู่เพื่อตัวอยู่ได้แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคมอยู่คู่ฟ้าดิน"
    "พระครูอมรคุณาจาร" หรือ "หลวงปู่ลำภู คังคปัญโญ" อดีตรองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม กรุงเทพ มหานคร ศิษย์ต่างก็นิยมเรียกกันติดปากว่า "หลวงพ่อ" ท่านอยู่วัดใหม่อมตรส จนถึงวินาทีสุดแห่งชีวิตท่านได้จากศิษยานุศิษย์ไปด้วยความชราของสังขารและ กาลเวลา สรีระของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ได้จัดงานพระราชทานเพลิงไปแล้ว เป็นเวลานานถึงวันนี้ร่วม 20 กว่าปีที่ท่านมรณภาพ คณะศิษย์ก็ยังตามเคารพกราบไหว้บูชาอยู่ ทุกวันที่ 1 กันยายนของทุกปี
    สำหรับ ประวัติการสร้างพระสมเด็จของหลวงปู่ลำภู จากอดีตเมื่อปี 2500 วัดใหม่อมตรส(บางขุนพรหม) ได้ทำพิธีเปิดกรุเจดีย์ภายในวัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งภายในเจดีย์บรรจุพระเครื่องที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างไว้ ก่อนหน้าจะเปิดกรุนั้นเจดีย์เกิดชำรุดผุพัง มีคนแอบมาตกพระออกจากเจดีย์ จนทางวัดต้องเปิดเจดีย์นำพระออกมาให้บูชา ซึ่งพระในเจดีย์ก็มีทั้งสภาพที่ดีและชำรุดแตกหัก แต่ทางวัดได้คัดเอาพระสภาพที่ดีออกให้บูชา ส่วนพระที่หักได้เก็บไว้
    ตรงนี้เองที่จะกล่าวถึงการสร้างพระบางขุนพรหมปี 2502 เพราะตอนนั้น "หลวงปู่ลำภู" ได้เป็นกรรมการในการเปิดกรุ ซึ่งในขณะนั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ส่วนพระที่หักหรือชำรุดจึงเก็บรักษาไว้ที่กุฏิหลวงปู่ลำภู พอผู้คนและบรรดาลูกศิษย์ทราบก็มาขอท่านอยู่บ่อยๆ จนท่านได้ตัดสินใจ นำพระสมเด็จบางขุนพรหมที่หักมาบดจนละเอียด แล้วนำมาผสมผงมวลสารวิเศษต่างๆ และสมเด็จวัดระฆังฯ นำมาผสมสร้างเป็นพระสมเด็จบางขุนพรหมปี 2502 ทุกพิมพ์หลังเรียบทั้งหมด
    จากคำบอกเล่าของ พระครูสุทธิธรรมากร หรือหลวงตาประยูร ปัญญาภรโณ เจ้าอาวาสวัดไก่จ้น รูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมหลวงปู่ลำภู กล่าวว่าช่างที่แกะพิมพ์พระคือ "นายเสน่ห์" ลูกศิษย์หลวงปู่ลำภูที่เคยบวชอยู่กับท่านได้แกะพิมพ์พระไว้ทั้งหมด 11 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ใหญ่ต้อ พิมพ์อกครุฑ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์คะแนน พิมพ์จันลอย และพิมพ์ไสยาสน์
    โดยเฉพาะพิมพ์ไสยาสน์ หลวงปู่ลำภู ท่านสร้างไว้น้อยมากๆ และพระที่เหลือท่านก็ได้นำลงฝังกรุที่วัดบางขุนพรหม เท่าที่สังเกตพระที่หลวงปู่ลำภูจารให้นั้นท่านจะจารแค่เลข ๙ เท่านั้น และต้องเป็นเลข ๙ ไทยเท่านั้นด้วยต่อจากนั้นหลวงปู่ลำภูท่านก็มาสร้างพระสมเด็จบางขุนพรหมปี 2514 คราวนั้นหลวงปู่ลำภูท่านไม่ได้สร้างครบทุกพิมพ์ เท่าที่ทราบมาจะมีพิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์จันลอย ด้านหลังของพระรุ่นนี้จะต้องกดยันต์จม พร้อมกับคำว่า "หลวงพ่อลำภู" ทุกองค์
    ส่วนเนื้อผงมวลสารนั้นก็มีส่วนผสมของพระสมเด็จบางขุนพรหมอยู่ด้วย แล้วก็ยังมีเหรียญรูปไข่รุ่นแรกพิมพ์นั่งสมาธิเต็มองค์และเม็ดแตงอีก แล้วหลวงปู่ลำภูยังได้เชิญพระสหายธรรมและพระที่นับถือมาร่วมพุทธาภิเษกที่ กุฏิของท่านอีกด้วย ส่วนเหรียญรุ่นที่ 2 นั้น หลวงปู่ลำภูออกเมื่อปี 2515 เป็นเหรียญรูปไข่ ต่อมาก็สร้างพระสมเด็จ ปี 2516, ปี 2517 นั้นได้ไปออกที่วัดไก่จ้น
    จากนั้นปี 2519 หลวงปู่ลำภู ก็ได้เปิดกรุพระของท่าน นำพระออกมาแจกให้ลูกศิษย์ แต่ท่านดูแล้วว่าคงจะไม่พอ จึงได้สร้างพระเพิ่มขึ้นมาอีก ต้องทำตราปั๊มที่ด้านหลังเพื่อบอกพ.ศ.มาปั๊มไว้ที่พระ เพราะฉะนั้นพระรุ่นนี้จึงมีทั้งพระสมเด็จปี 2502 ฝังกรุไม่ปั๊มตรา และพระสมเด็จปี 2502 ฝังกรุปั๊มตรา และพระสมเด็จใหม่ปั๊มตราปี 2519 เอาไว้ ส่วนพระพิมพ์คะแนนนั้นไม่ได้ปั๊มตราเลย
    จนเมื่อถึงปี 2521 หลวงปู่ลำภูก็ได้จัดงานกฐินและผ้าป่าสามัคคีไปที่วัดไก่จ้น เพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถ ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินยังวัดไก่จ้น เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2521 ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ ทรงตัดลูกนิมิต ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เกศพระประธานในอุโบสถ ทรงลงพระปรมา ภิไธยและพระนามาภิไธยที่แผ่นศิลา ทรงพระสุหร่ายพระประธานในพระอุโบสถ และพระประธานจำลองพระประธานอุโบสถ และทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าอุโบสถ 2 ต้น รวมถึงพระราชทานทรัพย์ร่วมทำบุญบำรุงวัดด้วย
    "พระครูอมรคุณาจาร" หรือ "หลวงปู่ลำภู คังคปัญโญ" อดีตรองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ท่านได้นำมวลสารผงสมเด็จบางขุนพรหมมาสร้าง พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่จัมโบ้ ออกที่วัดบางขุนพรหม ด้านหลังพระปั๊มยันต์หมึกสีน้ำเงินเขียนว่า "อนุสรณ์สร้างโบสถ์วัดไก่จ้น" หลวงปู่ลำภูวัดใหม่ฯสร้าง และพิมพ์สมเด็จให้ประชาชนบูชาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งนำมาฝังใต้ฐานพระประธาน
    จากนั้นได้เปิดกรุใต้ฐานพระ ประธานแล้ว นำพระออกมาส่วนหนึ่งเพื่อนำพระออกมาให้ประชาชนบูชาเมื่อปี 2542 ส่วนเหรียญนั้นหลวงปู่ลำภูสร้างแค่รุ่นเดียว เป็นเหรียญทรงกลมด้านหน้ามีรูปหลวงปู่ลำภูครึ่งองค์ ส่วนด้านหลังมีอักษรย่อพระปรมาภิไธย และเขียนว่าที่ระลึกสร้างพระอุโบสถวัดไก่จ้น ปี 2521 พอปี 2522 หลวงปู่ลำภู ก็ได้สร้างพระสมเด็จขึ้นมาเพียงรุ่นเดียวพิมพ์เดียวคือ "พิมพ์ใหญ่" เท่านั้น ด้านหน้าโรยผงกรุบางขุนพรหม ส่วนด้านหลังเป็นตัวหนังสือนูนว่า "วัดไก่จ้น ๒๕๒๒" และมีอักษรย่อพระปรมาภิไธย
    ส่วน ปี 2524 นั้น หลวงปู่ลำภูไม่ได้สร้างพระเนื้อผงเลย ท่านสร้างแค่เหรียญรูปไข่เนื้ออัลปาก้าหน้าตรง รอบเหรียญมีจุดไข่ปลา หลังเหรียญก็จุดไข่ปลารอบเหรียญเช่นกัน และเขียนว่าที่ระลึกทำบุญอายุ 80 ปี พ.ศ.2524 ส่วนพระบูชารูปเหมือนหลวงปู่ลำภูนั้น ทางวัดไก่จ้นได้สร้างถวายหลวงปู่ลำภู จึงถือว่ารุ่นนี้คือ "รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ลำภู" วัดไก่จ้น คือที่พำนักยามสิ้นอายุขัยของพระครูอมรคุณาจาร (หลวงปู่ลำภู)
    ยามเมื่อหลวงปู่ลำภูมีอายุมาก ท่านได้สร้างวิหารส่วนตัวไว้ที่วัดไก่จ้น ท่านได้สั่งไว้ว่า ยามเมื่อท่านสิ้นอายุขัยแล้ว ให้ย้ายศพท่านกลับมาบ้านเกิด ที่วัดไก่จ้น เมื่อปี 2533 หลวงปู่ลำภูได้สิ้นอายุขัยด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 1 กันยายน เวลา 20.15 น. รวมอายุขัยได้ 88 ปี 9 เดือน 4 วัน สังขารของท่านตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดใหม่อมตรส เป็นเวลา 1 ปี แล้วจากนั้นก็ย้ายมาที่วิหารที่หลวงปู่ลำภูสร้างไว้ที่วัดไก่จ้น
    สังขาร หลวงปู่ลำภูนั้นไม่เน่าไม่เปื่อย จวบจนปี 2552 คณะศิษย์ส่วนมากเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะจัดการพระราชทานเพลิงศพตามประเพณีนิยม เพราะเป็นการปลงภาระซึ่งคณะศิษย์รับไว้ ยิ่งนานต่อไปคณะศิษย์ก็ลดลงทุกวัน จึงเป็นความสมควรอย่างยิ่ง วันที่พระราชทานเพลิงศพ วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา 16.00 น.
    สำหรับประวัติวัดไก่จ้น ถิ่นกำเนิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านไก่จ้น ม.10 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระ นครศรีอยุธยา วัดตั้งตรงข้ามกับวัดสะตือ มีเพียงแม่น้ำกั้น แต่มีสะพานแขวนข้ามไปมาหากันได้
    วัดไก่จ้น เป็นวัดเก่าแก่ ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้าง ตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อปี 2375 เดิมเรียกว่า วัดบ้านไก่จ้น มีหลักฐานปรากฏในครั้งพระราชทานวิสุงคามสีมาของพระอุโบสถหลังเก่า ความว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่ วัดบ้านไก่จ้น เมื่อคราวพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสวัดสะตือ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดบ้านไก่จ้น
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระ ราชดำเนินวัดไก่จ้น เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2521 ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ ทรงตัดลูกนิมิต ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่เกตุพระประธานในพระอุโบสถ ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยที่แผ่นศิลา ทรงพระสุหร่ายพระประธานในพระอุโบสถและพระประธานจำลองพระประธานพระอุโบสถ และทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าพระอุโบสถ 2 ต้น พระราชทานทรัพย์ทำบุญบำรุงวัดจำนวนหนึ่ง
    ปี 2523 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินวัดไก่จ้น เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์วิหารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทรงเททองหล่อพระพุทธรูปจำลองพระประธานพระอุโบสถ ทรงลงพระนามาภิไธยที่แผ่นศิลา และทรงเสด็จฯเยี่ยมประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ
    ต่อมาปี 2530 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ไปวัดไก่จ้น เมื่อวันที่ 17 เมษายน ทรงประกอบพิธีเปิดวิหารสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทรงพระราชทานของแก่ผู้มีจิตศรัทธา ทรงปลูกต้นสาละไว้ 1 ต้น ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ และทรงเสด็จเยี่ยมประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จด้วย
    วัดไก่จ้นในปัจจุบันมี พระครูวิสุทธิธรรมากร (ประยูร ปัญญาภรโณ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ผู้ทำนุบำรุงดูแลวัดเป็นอย่างดี และยังเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลพระเก่าของหลวงปู่ลำภูทั้งหมดด้วย นักสะสมสนใจลองแวะสัมผัสกันดู
    เครดิตคอลัมน์มุมพระเก่า อภิญญา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญกลมเล็กหลวงปู่ลำภูหลังภปร.วัดไก่จ้นปี ๒๕๒๑

    ให้บูชา 170 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251006_233540.jpg IMG_20251006_233606.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759769599087.jpg
    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 ถือว่ามีพระชนมายุมากกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในอดีตที่ผ่านมา ตลอด 24 ปีที่ทรงดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งยาวนานที่สุดกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ ทรงเป็นพระภิกษุที่เคร่งในพระธรรมวินัยยิ่งนัก เป็นเสาหลักแห่งบวรพระพุทธศาสนาเรื่อยมา และมีพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ รวมถึงพระจริยาวัตรอีกนานัปการ ภาพที่ยังคงติดตาตรึงใจชาวพุทธทุกคนนั่นคือ ทรงเป็นพระของประชาชนโดยแท้ แม้ว่าจะทรงเป็นสังฆราช แต่ทรงเป็นพระภิกษุผู้เรียบง่าย พระเณร ลูกศิษย์ลูกหา เข้าถวายงานได้อย่างใกล้ชิด ทรงรับกิจนิมนต์ทุกงาน จนทุกคนมีโอกาสได้สัมผัสพระบารมี เช่นเดียวกับ พระราชรัตนมงคล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้ถวายงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เป็นสามเณร ได้เล่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราชเสด็จปฏิบัติธรรมที่วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ ได้พบ พระราชรัตนมงคล ตอนนั้นบวชเป็นสามเณร อายุราว 15 ปี จากนั้นสมเด็จพระสังฆราชทรงชักชวนให้เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็ได้อยู่ถวายงานตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ ตลอดเวลาเกือบ 40 ปี พระราชรัตนมงคลจึงเป็นพระผู้ใกล้ชิด และติดตามสมเด็จพระสังฆราชไปทุกที่ที่พระองค์ท่านเสด็จรับกิจนิมนต์ ด้วยเหตุนี้ พระราชรัตนมงคลจึงเป็นผู้ที่ได้ชมพระบารมี และสัมผัสเหตุ "ปาฏิหาริย์" ของสมเด็จพระสังฆราชอยู่บ่อยครั้ง เหตุการณ์หนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเกิดไฟไหม้ที่ชุมชนบางลำพูหลังวัดบวรฯ ตรงนั้นชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่น วันนั้นพระองค์ประทับอยู่ที่วัดบวรฯ ทรงพระดำเนินลงจากพระตำหนักไปทอดพระเนตรจุดที่เกิดเหตุด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น ไม่ช้าไฟก็ค่อยๆ ดับ จนข่าวแพร่สะพัดว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงอธิษฐานจิตดับไฟ พระราชรัตนมงคลเล่าต่อว่า ทุกคนทราบกันดีว่าพระไพรีพินาศวัดบวรฯ ได้รับความนิยมอย่างมาก จึงมีหลายครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชต้องเสด็จไปทรงเป็นองค์ประธาน เททองหล่อพระ หรือทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล อาตมาได้ติดตามพระองค์ไปหลายครั้ง ก็เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดหลายครั้ง บางครั้งไฟร้อนๆ เวลาเททอง สายสิญจน์ไม่ขาด ไม่ไหม้ไฟ โดยเฉพาะวันเททองหล่อพระกริ่งปวเรศ รุ่น 2 ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงมีบุญบารมี พระหรือวัตถุมงคลที่ท่านสร้างจึงได้รับความนิยม มีบ่อยครั้งที่ลูกศิษย์ที่ได้รับไปกลับมาเล่าให้สมเด็จพระสังฆราชฟังว่ารอดชีวิตจากรถคว่ำ เพราะมีวัตถุมงคลของพระองค์ รวมถึงมีปาฏิหาริย์ให้เห็นในหลายเรื่องด้วย "อาตมาเคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่ครั้งหนึ่ง ด้วยต้องทำหน้าที่ถวายงาน จึงต้องติดตามเสด็จไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ มีอยู่วันหนึ่ง นั่งเครื่องบินไปกิจนิมนต์ต่างจังหวัด อาตมานั่งใกล้สมเด็จพระสังฆราช ระหว่างทางเหมือนพระองค์จะทรงรู้ล่วงหน้า สมเด็จพระสังฆราชทรงสะกิดอาตมาแล้วบอกให้ตั้งสติดีๆ แล้วสวดมนต์ในใจ หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องบินก็ตกหลุมอากาศรุนแรง" นี่ก็เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ เจอกับตัวเอง เหตุการณ์ครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชเสด็จประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดระยะเวลา 11 ปี มีหลายครั้งเกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะตอนพระอาการประชวรของพระองค์ทรุดหนัก ก่อนสิ้นพระชนม์ เครื่องวัดความดันพระโลหิต และความดันของพระหทัย นิ่งอยู่ในระดับ 50 ครั้งต่อนาทีนานมาก เหมือนพระองค์ทรงนั่งกรรมฐาน เป็นเช่นนี้จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ เรื่องที่ขณะนี้หลายคนพูดถึงกันมากว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ คือเรื่อง "ตัวเลข" พระองค์ประสูติเมื่อปี 2456 ประจวบเหมาะวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ คือวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2556 และทรงดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช 24 ปี จึงกลายเป็นความบังเอิญที่น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย และเมื่อดูจากตำราโหราศาสตร์ ลองคำนวณดูแล้วจากวันประสูติกับวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ จะเห็นว่ามีดวงดาวที่เป็นวินาศแก่ลัคนาของพระองค์ท่านถึง 5 ดวง พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เล่าเสริมเหตุการณ์ช่วงที่สมเด็จพระสังฆราชทรงประชวร และประทับอยู่ที่โรงพยาบาลว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง แพทย์ และพยาบาลใช้เข็มฉีดยาเจาะพระโลหิตไปตรวจ ปรากฏว่าเข็มดูดพระโลหิตออกมาไม่ได้ ทุกคนที่อยู่ในห้องตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไปตามแพทย์คนอื่นมาช่วยดู ตอนนั้นมีพระลูกศิษย์ถามว่า ตอนเจาะพระโลหิต ได้ขอประทานอนุญาตสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ แพทย์และพยาบาลบอกว่าลืม จากนั้นแพทย์จึงได้ขอประทานอนุญาต พระโลหิตจึงไหลออก "เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อครั้งที่พยาบาลนำเครื่องวัดชีพจรมาเพื่อวัดความดันพระโลหิต และอัตราการเต้นของพระหทัย พอเสียบเครื่องวัดไปที่นิ้วพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช เครื่องก็ไม่ทำงาน อาตมาอยู่ในเหตุการณ์จึงถามว่า ไม่ได้เช็กเครื่องให้ดีหรือ แต่เมื่อเอาเครื่องมาเสียบที่นิ้วอาตมากลับใช้ได้ อาตมาเลยถามว่าได้ขอประทานอนุญาตหรือไม่ พยาบาลบอกลืม พอขอประทานอนุญาต เครื่องก็ทำงานตามปกติ" เหล่านี้คือคำบอกเล่าส่วนหนึ่งเกี่ยวกับพระบารมีของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม หน้า 13 บอกเล่า"ปาฏิหาริย์" สมเด็จพระสังฆราช บอกเล่า ปาฏิหาริย์ สมเด็จพระสังฆราช
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระแก้วมรกตหลังรัชกาลที่ ๕ ออกวัดโพธิ์เผือก สมเด็จญาณสังวรพระสังฆราชอธิษฐานจิตปลุกเสกปี๒๕๓๖

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251006_235052.jpg IMG_20251006_235122.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759771229461.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา
    ชีวประวัติ
    หลวงพ่อเมี้ยน พุทฺธสิริ หรือ พระครูพุทธสิริวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาส วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา ท่านมีนามเดิมว่า เมี้ยน นามสกุล เกิดโภคทรัพย์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะเส็ง (ตรงกับปี พ.ศ. 2460) ที่บ้านหาดทราย หมู่ 9 ต.กบเจา อ.บางบาล จ.อยุธยา เป็นบุตรของ นายแก้ว และ นางทองม้วน เกิดโภคทรัพย์ มีพี่น้องร่วมอุทร 8 คน
    หลวงพ่อท่าน เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก (ปล. เรียกว่า เป็นคนแก่เรียนเอามากๆเลยครับ) หลวงพ่อท่านจะชอบศึกษา ค้นคว้า อยู่ตลอดเวลา อีกทั้ง เนื่องจากบิดาของท่านเป็นหมอยากลางบ้าน ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ยาแผนโบราณต่างๆ ทำให้หลวงพ่อท่าน ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ด้านสมุนไพร และ ตัวยาแผนโบราณต่างๆ เพียงอายุยังน้อย เพราะท่านจะออกตาม บิดาท่าน ไปรักษา ผู้คนอยู่บ่อยๆ ไม่เพียงแต่ ด้านการแพทย์ ที่ท่านใฝ่ศึกษา และเรียนรู้ แต่ท่านยังชอบศึกษาหลักพระธรรม อีกด้วย (ปล. คงเป็นเพราะ ด้วยนิสัยส่วนตัว ของท่านเป็นคนใจดี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้คนอยู่แล้ว) ภายหลัง ท่านมีโอกาสได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยได้รับการศึกษาภาษาบาลี ที่วัดดาวดึงษาราม ธนบุรี สอบได้ชั้นมูล 2 และสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมาท่านได้สึกออกมา เพื่อช่วยงานที่บ้านอยู่พักนึง จนกระทั่งพออายุครบบวช ท่านจึงได้ทำการอุปสมบท ที่วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา ในปี พ.ศ. 2481 โดยมี พระครูปุ้ย วัดธรรมโชติการาม (วัดขวิด) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการหลิ่ว วัดพิกุลโสคันธ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระครูหลิ่ม วัดโพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า " พุทฺธสิริ "
    เมื่อบวชเป็นพระแล้ว หลวงพ่อท่านก็ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติในทางพระกรรมฐาน จนมีจิตใจมั่นคงต่อ พระพุทธศาสนา หลังการบวชได้ 7 พรรษา หลวงพ่อก็ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็น เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กบเจา แทนเจ้าอาวาสองค์ก่อน ที่มรณภาพลง หลวงพ่อท่าน ได้ทำหน้าที่ของท่าน เป็นอย่างดี โดย ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจ ที่ยึดมั่น และที่พึ่งของชาวบ้าน เรื่อยมา
    จวบจน กาลเวลาที่ชาวบ้านได้สูญเสีย ร่มโพธิ์ ร่มไทร ที่พวกเค้า เชิดชู เคารพ รัก และศรัธทายิ่ง ของพวกเค้าไป ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 81 ปี 60 พรรษา
    การศึกษาพุทธคม
    นี่คือตำนานบทสำคัญ ของ อมตะเถระแห่งเมืองกรุงเก่า ผู้เป็นเจ้าตำรับ 5 ม. (น้ำมัน น้ำมนต์ มีดหมอ ไม้ครู ชานหมาก) อันโด่งดัง เนื่องด้วยท่านเป็น พระคงแก่เรียน อยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงทำให้ หลวงพ่อท่าน มักจะศึกษา หาข้อมูล ความรู้ อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสรรพวิชา อาคมต่างๆ ที่ได้เล่าได้เรียนมาจาก สุดยอดคณาจารย์ที่โด่งดังตลอดกาลอย่าง "พระทองคำ" หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก, หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ, หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท, หลวงพ่ออินทร์ วัดเกาะหงษ์ ฯลฯ จนเป็นที่ยอมรับ และกล่าวขาน เรื่อยมา
    ในส่วนของ ยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ซึ่งเป็นยันต์ประจำองค์ ยันต์ตัวเก่งของหลวงพ่อนั้น การได้มาก็ไม่ธรรมดา ตามประวัติขณะที่ท่านกำลังเจริญกรรมฐานนั้น ได้ปรากฎ " ภิกษุชรา " รูปหนึ่ง มาบอกวิธีการเขียนยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ตัวนี้ พร้อมทั้งวิธีการเรียก การเสก ครบถ้วนทุกอย่าง ซึ่งต่อมาท่านจึงได้ทราบว่า พระภิกษุชรารูปนั้น ก็คือ " หลวงพ่อรอด (เสือ) แห่งวัดประดู่ทรงธรรม " นั้นเอง หลังจากนั้น ท่านจึงได้ใช้ยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ในการปลุกเสกวัตถุมงคลมาโดยตลอด
    วัตถุมงคล
    ในส่วนของวัตถุมงคล ของหลวงพ่อท่าน แต่ละรุ่น แต่ละยุคสมัย มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีจุดเด่นในเรื่องของพุทธศิลป์ ความสวยงาม และ เข้มขลัง ด้วยพิธีการโบราณ ดั่งเดิม
    ในส่วนของพุทธคุณ และประสบการณ์ จะเห็นเด่นชัด ในรื่องของ โชคลาภ เมตตา ค้าขาย และ เรื่องคงกระพัน ชาตรี มหาอุตม์ หยุดลูกกระสุน (ปล. อันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับ สำหรับคนในพื้นที่ ที่แขวนพระของหลวงพ่อ)---
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระปิดตาหลวงพ่อเมี้ยนวัดโพธิ์กบเจา ๒ องค์
    องค์ที่เลี่ยมพลาสติกมีรอยกะเทาะแตกเนื้อหายด้านล่างฝั่งขวา

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251007_002348.jpg IMG_20251007_002415.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759829092216.jpg

    หนึ่งในเกจิ ๑๖ รูปในพิธีจตุรพิธพรชัยที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง
    หลวงปู่ดู่_วัดสะแก ยกย่องท่านว่าเป็นพระอรหันต์ ในวันที่หลวงพ่อไวทย์ ท่านมรณะภาพไปแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านยังกล่าวให้ศิษย์ไปเอาน้ำที่รดน้ำศพสังขารองค์ท่าน มาอาบกิน เพื่อความเป็นสิริมงคล
    หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย บอกหลวงพ่อไวย์เสกของได้ขลังที่สุด
    เหรียญรุ่นแรก สร้างปี 2519
    ออกให้บูชาแจกจ่ายปี 2520
    หลวงพ่อไวทย์ปลุกเสกมานานทุกค่ำ - เช้า แล้วนำเข้าปลุกเสกในคืนสุดท้ายของพิธีปริวาสในช่วงปี 2519 และปี 2520 หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2520 ก่อนงานทำบุญวันเกิดหลวงพ่อไวทย์มีพระคณาจารย์มากันมากมาย ท่านจึงจัดพิธีพุทธาภิเษกเหรียญของท่านขึ้น
    โดยนิมนต์ศิษย์สำนักเดียวกันที่ท่าน เคารพนับถือ ร่วมปรกปลุกเสกอีก 4 องค์คือ
    - หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก
    - หลวงพ่อวาสน์ วัดบ้านแพน
    - หลวงพ่อปี วัดกระโดงทอง
    - หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย
    รวมทั้งหลวงพ่อไวทย์เอง ได้ร่วมปลุกเสกตลอดคืนตั้งแต่เวลา หนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน ฉนั้น เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกหลวงพ่อไวทย์จึงเป็นเหรียญดีที่ผ่านพิธีการปลุกเสกดีถึง 3 ครั้ง ซึ่งรวมแล้วมีคณาจารย์ปลุกเสกเหรียญของท่านกว่า 108 องค์ด้วยกัน....
    (ข้อมูลเบื้องต้นจาก ส.สมบูรณ์ หลังสือพระเครื่องลานโพธิ์)
    ________________
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส "สมภาร 3 วัด "
    -วัดบางซ้ายใน,
    - วัดสุทธาโภชน์ ,
    - วัดบรมวงศ์อิศรวราราม จ.อยุธยา
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านเป็นพระที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่เคยดุ ไม่เคยด่า ใจดี เป็นพระที่สมถะเป็นอย่างมาก ขนาดท่านเป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด แต่กุฏิของท่านก็ยังคงเป็นเพียงกุฎิเล็ก ๆ เล็กขนาดที่ว่า คนที่สูง ๆ ยืนนี่หัวชนเพดาน หลวงพ่อไวทย์ เป็นพระเกจิมากครู มากอาจาย์
    วิชาดูดวง วิชาผูกดวงชะตา เป็นหนึ่งในวิชาที่ท่านชำนาญ สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ ฯลฯ ท่านได้ สอนวิชาเหล่านี้ให้กับ หลวงพ่อไวทย์
    นอกจากวัตถุมงคลของท่านแล้ว ของดีอีกอย่างก็คือ "ยาไวทย์ประสิทธิ์" แต่ชาวบ้านจะเรียกว่า "ยาลมหลวงพ่อไวทย์"คล้ายยา วาสนาจินดามณี ของสายวัดกลางบางแก้ว นครปฐม ยาไวทย์ประสิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนดั่ง ยาจินดามณี ฉบับจังหวัดอยุธยา (วัตถุมงคลเนื้อผงของท่าน ก็มียานี้ผสมอยู่)
    หลวงพ่อไวทย์ได้ตำรายาดีมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดสระเกศ เป็นพระอาจารย์เรืองวิทยาคมสูงล้ำ และมีความเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนโบราณอย่างลึกซึ้ง พำนักอยู่คณะ 11 เช่นกัน ท่านไม่ค่อยชอบแสดงตัว จึงไม่มีใครค่อยรู้จักชื่อเสียงของท่านแต่อย่างใด หลวงพ่อชื่น มีความเมตตาต่อหลวงพ่อไวทย์มากถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้โดยไม่ปิดบัง
    ตำรายาจินดามณี ยาวาสนา น่าจะมาจากแหล่งวิชาเดียวกัน หลวงพ่อทองอยู่ วัดท่าเสา กระทุ่มแบน สมุทรสาคร เรียนวิชาจากพระอาจารย์ของท่าน ที่เป็นน้องชายหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เลยได้วิชายาวาสนา
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส ท่านเป็นสหายกับ หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย, หลวงพ่อวาสน์ วัดบ้านแพน หลวงพ่อปี วัดกระโดงทอง และหลวงพ่อกุหลาบ วัดรางจระเข้
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านอยู่มาหลายวัด ท่านนอกจากเป็นพระเกจิ ก็ยังเป็นพระนักพัฒนา ไปอยู่วัดไหนก็จะไปสร้างพระพุทธรูป ไปพัฒนาวัดนั้น จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านแถบละแวกวัดนั้นๆ ที่ไปอยู่ อาทิ อยู่วัดสุธาโภชน์ (เสนา) ก็ไปสร้างวัด สร้างโรงเรียน ครั้งหนึ่งก็ไปอยู่ วัดบางซ้ายใน สร้างวัดจนเจริญ ชาวบ้านในแถบนั้นรักและนับถือท่านมาก
    สุดท้ายบั้นปลายของท่านก็ได้มาอยู่ วัดบรมวงศ์ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะ จังหวัดอยุธยา แต่ท่านก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ ไม่ถือตัว ใจดียิ้มแย้มกับทุกคน
    ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม หลวงพ่อไวยท์ ว่า พระหรือวัตถุมงคลใดดีทีสุด หลวงปู่ท่านนิ่ง แต่แม่ชีอุปฐาก(ใครทันกราบท่าน น่าจะรู้จักแม่ชี รูปนี้ดี) บอกว่าให้หา เหรียญรุ่นแรกที่แตกๆ ไว้ เพราะหลวงปู่ท่าน เสก แรงไปหน่อย โบสถ์ลั่น กล่องใส่แตก และเหรียญบางเหรียญ ร้าวเลย ให้หาเหรียญนั้นไว้นะ
    หลวงปู่ ท่านก็ยิ้มๆ แล้วพูดเชิงเย้าแหย่ จริงไม่จริงไม่รู้ บอกว่า อืม เสกแรงไปหน่อย เป็นรุ่นแรก กลัวไม่ขลัง แล้วท่านก็ยิ้ม ๆ ตามประสาของท่าน (ใครไปกราบท่าน ไม่เคยมีใครเห็นท่านทำหน้าบึ้งใส่เลย ท่านจะยิ้ม ตลอดเวลา)
    เคยมีผู้ถาม หลวงพ่อไวทย์ว่า พระอยุธยาสมัยก่อนใครเก่ง ท่านบอกเก่งหลายองค์หลวงพ่อปาน หลวงปู่กลั่น หลวงพ่อขัน ฯลฯ แต่ที่เรียนสมาธิ กรรมฐาน อยู่กับท่านนานสุด ก็หลวงพ่อจง หลวงพ่อจง ท่านเสกตะกรุดเล็กๆ ลอยน้ำ วิ่งวนรอบขัน ท่านยังให้ไว้ดอกหนึ่งเลย หลวงปุ่ไวทย์ท่านเหน็บตะกรุดหลวงพ่อจง ไว้จนมรณภาพ
    ในตอนที่หลวงพ่อไวทย์ ไปขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อจง ท่านเคยถูก หลวงพ่อจง ตำหนิ ตอนไปขอเรียนวิชาจากท่าน ท่านว่าคุณอยู่กับพระทองคำมาตั้งนาน แต่ไม่ขอเรียนอะไรมาจากท่านเลย หลวงพ่อห่วง น่ะ!!! ท่านเป็นพระอรหันต์ (หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท เป็นศิษย์พี่ ของหลวงพ่อจง เรียนวิชามาจากอาจารย์เดียวกัน คือ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ พระอภิญญาบารมี แห่งทุ่งบางบาล สหายของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ)
    ประสบการณ์พระเครื่องหลวงพ่อไวทย์
    ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องด้วยครับ
    "โจรปล้นบ้าน"
    คุณลุงโอด สุผล อยู่บ้านเลขที่ 9 ม.6 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า "เมื่อก่อนมีฐานะยากจนมาก อาศัยชอบที่มีใจชอบทำบุญที่วัดบรมวงศ์ฯเป็นประจำ ฐานะก็ดีขึ้นตามลำดับจนสามารถส่งเสียลูกๆเรียนถึง นายแพทย์ พยาบาล และเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรหลายคน" "พอหลวงพ่อไวทย์ มาเป็นเจ้าอาวาส ก็เลื่อมใสในปฏิปทาของท่าน จึงฝากตัวเป็นศิษย์มาจนบัดนี้" ผู้เขียนถามถึงของดี คุณลุงโอดตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ของหลวงพ่อไวทย์ใช้ได้ดีทุกด้าน โดยเฉพาะทางเมตตาดีจริงๆ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทางด้านคงกระพันแคล้วคลาดสูงอีกด้วย" และกรุณาเล่าประสบการณ์ที่พบกับตนเองต่อไปว่า "เมื่อปี พ.ศ.2522 หลังจากที่ได้รับแจกเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อไวทย์ไปแล้ว ตกดึกของคืนวันนั้นมีโจรปล้นบ้าน โดยยิงปืนขู่ก่อน 2 นัด จึงตกใจกระโดดขึ้นคว้าปืนสู้ พวกโจรเลยกราดยิงเอ็ม 16 ยิงพรุนหมดทั้งฝาบ้าน เดชะบุญที่ลูกปืนไม่ถูกผู้ใดในบ้านเลยแม้แต่น้อย! นับเป็นบารมีของหลวงพ่อไวทย์ที่ช่วยให้ทุกๆคนแคล้วคลาดโดยแท้...!"
    (ขอขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุผล")
    ...........
    ........ "#รถทับเด็กไม่ตาย" .........
    ..... คุณส่งเสริม สุภาเพียร อยู่บ้านเลขที่ 80 ม.4 ตลาดสวนมะเดื่อ ต.ห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งพาครอบครัวมากราบนมัสการหลวงพ่อไวทย์เล่าว่า เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2525 วันหนึ่งที่ตนขับรถปิคอัพออกไปส่งผลไม้ตามปกติ หลานชายชื่อ ด.ช.อภิเชษฐ์ (อายุ 4 ปี) วิ่งตามมาล้มลงเข้าไปใต้ท้องรถ ตนเองออกรถแล้วรู้สึกว่า รถวิ่งข้ามอะไรสักอย่างหนึ่ง พอดีได้ยินเสียงภรรยาร้องเสียงหลงอยู่ท้ายรถจึงรู้ว่า ทับหลานชายเข้าให้แล้วรีบดับเครื่องลงจากรถแล้วพาเด็กไปส่งโรงพยาบาลเพราะเห็นว่า "รอยยางล้อทับท้องเด็ก อย่างเห็นได้ชัด" นายแพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจดูอาการแล้วยังไม่เชื่อว่าเด็กถูกรถทับ เพราะเด็กไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้นเลยแม้เเต่น้อย ภรรยาคุณส่งเสริมกล่าวยืนยันว่า "ตนเองวิ่งตามหลานออกมาเห็นล้มลงใต้ท้องรถแล้วล้อก็ทับข้ามไป" "ยังคงคิดว่าหลานชายคงตายแน่แล้ว" "แต่เด็กก็ไม่ได้ร้องสักแอะเดียว พอรถข้ามไปแล้วก็ลุกขึ้นเฉย" เมื่อคุณส่งเสริมเห็นรอยล้อบนหน้าท้อง จึงรีบพาส่งโรงพยาบาล ดังนั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เกิดจากอนินิหาร "เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อไวทย์" ที่คุณส่งเสริมให้หลานชายไว้ห้อยคออยู่เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้ ด.ช.อภิเชษฐ์รอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ ขณะนั้นหลวงพ่อไวทย์ได้เล่าขึ้นว่า "มันก็ขำๆ อยู่เหมือนกัน เจ้าเสริมเขาพาหลานมาให้ฉันรับขวัญ ฉันยังกระเซ้าเด็กมันว่าทำไมรถทับไม่เป็นอะไร เด็กมันตอบว่า ...รถมันเบา..." ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบใจอย่างผู้มีอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ....
    (ข้อขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุภาเพียร")
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อไวย์วัดบรมวงศ์ อยุธยา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)
    1759829203029.jpg IMG_20251007_160923.jpg IMG_20251007_160941.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  16. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  17. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759847721202.jpg

    หลวงปู่พั่ววัดศิริมงคล(นาเจริญ) จ.อุบลราชธานี
    ข้อมูลประวัติ พระครูสังฆรักษ์ หลวงปู่พั่ว วัดศิริมงคล(นาเจริญ) ต.นาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
    นามเดิม ชื่อ พั่ว ยอยเงิน เป็นคนบ้านถ่อน ต.ท่าราษฎร์ อ.วาริณชำราบ จ.อุบลราชธานี ก่อนจะย้ายมาอยู่บ้านนาเจริญ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2490 และเป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเลิงบาก (บ้านนาเจริญ) ในปัจจุบัน เป็นหมู่ที่ 16 อ.เดชอุดม
    หลังจากนั้นจึงได้ออกบวช
    เกิด ปี พ.ศ. 2452
    บรรพชา ปี พ.ศ. 2512
    พระอุปัชชาย์ พระครูพุธธิสารสุนทร (หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน) ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแสนสำราญ
    พระกรรมวาจาจารย์หลวงพ่ออุทิศ วัดป่าแสนสำราญ (มรณภาพ)
    พระอนุสาวาจาจารย์พระอธิการพร วัดบ้านค้อหวาง (มรณภาพ)
    มรณภาพ 11 มีนาคม พ.ศ. 2541
    สิริอายุรวม อายุ 89 ปี 29 พรรษา
    พัศยศชั้นตรี พระครูสังฆรักษ์
    พัศยศชั้นโท พระครูวินิจวัฒนกุล
    การศึกษาพระธรรมและวิชาอาคม
    พระอธิการพร วัดบ้านค้อหวาง ต.คูเมือง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
    หลวงปู่มั่น ทัตโต วัดโนนสมบูรณ์
    หลวงพ่อมหาโชติ วัดภูเขาแก้ว
    และได้ศึกษาจากพระอาจารย์จากพระเทศเพื่อนบ้านประเทศลาว หลวงพระบาง และจำบาศักดิ์ เขมร
    อภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์
    สมัยก่อนมีชาวบ้านเอามานำวัวเขาชี้ฟ้าซึ่งเป็นกาลกิณี จะทำให้ฝนนั้นไม่ตก หลวงปู่จึงรับเลี้ยงไว้ให้ที่วัดศิริมงคล ต่อมาโจรมาขโมยวัวจากวัดถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถนำวัวกลับไปได้ โดยโจรได้ยิงวัวที่หลวงปู่พั่วท่านเลี้ยงไว้ หลายนัดเพื่อให้ตาย แต่กลับยิงไม่เข้า
    หลานชายแท้ ๆ หลวงปู่พั่วถูกมือปืนใช้ เอ็ม 16 ไล่ยิง หลายต่อหลายนัด จนหนีรอดกลับมาได้ โดยมีเสื้อผ้าขาดหลุดลุด เพราะรอยคมกระสุน แต่กับไม่ระคายผิวหนังแม้แต่น้อย ในตัวพบตะกรุดฝาบาตรของหลวงปู่พั่วอีกด้วย
    วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
    ตะกรุดโทน 3 นิ้วเนื้อทองฝาบาตร ทำแจกลูกหลานและญาติสนิทลูกศิษย์ต่าง ไม่น่าจะเกิน 50 ดอก
    เหรียญรุ่นแรก ลักษณะกลม ด้านหน้าเขียนว่า พระครูสังฆรักษ์ (พั่ว) ด้านหลังเป็นยันต์ดอกบัวกลมซ้อนกัน ออกวัดศิริมงคล ปี 2515 สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ
    เหรียญลักษณะกลม ด้านหน้าเขียนว่า พระครูพินิตวัฒนคุณ (พั่ว) ด้านหลังเป็นยันต์ดอกบัวกลมซ้อนกัน ออกวัดบ้านขอน ปี 2515 สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ
    เหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเขียนว่า พระครูพินิตวัฒนคุณ หลวงปู่พั่ว วัดนาเจริญ จ.อุบล ด้านหลังเป็นยันต์ดอกบัวกลมซ้อนกัน สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ
    เหรียญกลมรูปแปดเหลี่ยม ด้านหน้าเขียนว่า พระครูพินิตวัฒนคุณ วัดศิริมงคล อ.เดชอุดม จ.อุบลด้านหลังเป็นยันต์ดอกบัวกลมซ้อนกัน สร้างประมาณ 3,000 เหรียญ
    เหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเขียนว่า หลวงปู่พั่ว วัดศิริมงคล นาเจริญ ด้านหลังเป็นตราธนาคารกรุงเทพ สร้างประมาณ 12,000 เหรียญ
    พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
    พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลรูปภาพที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่พั่ว วัดนาเจริญ ปี ๒๕๑๕

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251007_213754.jpg IMG_20251007_213841.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759849381173.jpg 1759849581203.jpg


    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก
    ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบล ฯ
    พระอริยสงฆ์สาวก ศิษย์พระคุณเจ้าสมเด็จลุน นครจำปาสัก
    และพระคุณเจ้าสมเด็จตัน ( ศิษย์เอกพระคุณเจ้าสมเด็จลุน)
    บางท่านอาจสงสัยว่าท่านทันได้เป็นศิษย์ของหลวงปู่สมเด็จลุน
    จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมมั่นใจ เพราะผม มีหนังสือของท่าน
    ที่ท่านมอบให้น้องคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ซึ่งเขาเคยบวชเณรอยู่กับท่าน
    หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พระธรรมธาตุ ( พระอาจารย์สำเร็จลุน )
    ในหนังสือเล่มนี้หลวงปู่จันทร์หอมท่านได้ เผยแพร่ประวัติ
    ของท่านไว้ว่าท่านเป็นคนไทยเกิดที่เมืองไทย
    แต่ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปทำไร่ทำนาทำสวนที่ทางฝั่งลาว
    เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ดี
    พอท่านอายุได้ 12 ปี หลวงปู่สมเด็จตันท่านได้ขอกับพ่อแม่
    ของท่าน ขอตัวท่านไปเป็นศิษย์คอยอุปฐาก ตอนแรกสมเด็จตัน
    ท่านให้บวชเป็นผ้าขาวน้อยก่อน ให้ถือศีล 8 ต่อมาท่านก็บวช
    เณรให้ตอนนั้นท่านอยู่ภูเขาควาย ไม่นานสมเด็จตันก็พาท่าน
    มากราบนมัสการสมเด็จลุน ที่ภูมะโรง และฝากให้เป็นศิษย์
    หลวงปู่สมเด็จลุน ท่านอยู่ปฎิบัติธรรมกับ สมเด็จลุน ในเรื่อง
    ธรรมธาตุจนแตกฉานภายใน 5 ปี สมเด็จจึงพากราบนมัสการลา
    สมเด็จลุนไปเดินวิเวกตามป่าเขา เพื่อหาประสบการณ์ ในสัจจธรรม
    เป็นเวลา 2 ปีกว่า ตอนนั้นท่านอายุ 20 เต็มย่างเข้า 21 ปี สมเด็จตัน
    จึงพาท่านออกจากป่ามาบวชพระให้ เมื่อบวชพระแล้วหลวงปู่จันทร์หอม
    ท่านคิดอยากเรียนปริยัติธรรม ท่านจึงขอแยกทางกับสำเร็จตัน ท่านเรียน
    จนจบ ป.ธ. 4 ประเทศลาว ท่านใช้เวลาเรียน 8 ปี หลังเรียนจบแทนที่
    หลวงปู่จะยินดีอยู่ในหมู่บ้านที่เจริญ หรืออยู่ในเมือง
    และ ยินดีในการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อตำแหน่งทางคณะสงฆ์จะมอบให้
    แต่ตรงกันข้ามท่านกลับยินดีอยู่ในป่าเหมือนเดิม ท่านจึงหันหลัง
    มุ่งหน้าเข้าป่าโดยไปยึดภูมะโรงเป็นที่พำนักบำเพ็ญธรรม
    ทั้งนี้เพราะจิตวิญญาณของท่าน ได้ฝึกอบรมทางด้าน
    วิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่อายุ 12 – 21 ปี
    โลกต่างมิติท่านได้เห็น ได้พบตั้งแต่สมัยเดินวิเวกในป่ากับสมเด็จตัน
    เพียงอยากรู้ปริยัติเท่านั้นท่านถึงเสียสละเวลาเรียน
    ในการไปอยู่ภูมะโรงครั้งที่ 2 นี้ ท่านอยู่ถ้ำแต่เพียงลำพังรูปเดียว
    จะถามว่าไม่มีพระรูปอื่นบ้างหรือไร ถึงได้อยู่เพียงลำพังรูปเดียว
    ท่านว่า มีพระหลายรูปแต่อยู่กันรูปละถ้ำ บางครั้ง หรือบางรูป
    ก็อยู่ภูละรูป ไม่เที่ยวไปหากัน หรือไม่คุยกัน ต่างรูปต่างทำหน้าที่
    ไปตามปกติของใครของมัน จะพบกันหรือมารวมกันก็ต่อเมื่อวันลง
    อุโบสถ มาลงรวมกันที่ภูมะโรงนั้น แต่มารวมกัน ณ ที่ ๆ พำนักของ
    สมเด็จลุน ซึ่งท่านเป็นประธานสงฆ์ และแสดงธรรมปาฏิโมกข์
    แจกพระธรรมวินัยและอบรมข้อวัตรปฏิบัติธรรมให้กับลูกพระที่มาลง
    พระอุโบสถ หลังจากนั้นแล้วท่านจะออกคำสั่งให้พระรูปใดแสดงธรรม
    เทศนาให้พวกบังบด หรือพวกลับแลฟัง เพราะในวันนั้นพวก
    บังบสหรือพวกลับแลก็จะมาจำศีลฟังธรรมเหมือนกัน ไม่ต่าง
    อะไรกับโลกมนุษย์เรา ที่ต่างกันคือ เขาถือศีล 5 ไม่ให้บกพร่อง
    และราคะอกุศล มูล 3 เขาละได้กว่ามนุษย์เรา
    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านพูดถึงพระที่มาลงอุโบสถในวัน
    ลงอุโบสถนั้น ท่านว่าน่าตื่นเต้นสำหรับคนไม่เคยเห็น เพราะ
    พระที่มาแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน บางรูปเหาะมาทางอากาศ
    บางรูปไม่รู้ว่ามาทางไหน พอเห็นทีเขานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว
    รอกันก็รอไม่นาน เพียงแต่ที่ลงอุโบสถพร้อมเท่านั้น พระรูปที่เหลือ
    ก็มาถึงพอดี ๆ ไม่เคยได้นั่งรอกัน เวลาเลิกก็เหมือนกัน
    เวลาพระจะกลับที่พัก พระนั้นก็ไปดังที่กล่าวมา บางรูปเดินไป
    ยังไม่ไกลนักก็หายจากสายตาไปได้ง่าย ๆ
    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นเลิศทางด้านฤทธิ์
    ซึ่งพระผู้ที่เป็นเลิศทางฤทธิ์ท่านจะเก่งในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะ
    เป็น มหาอุตต์ คงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม
    ค้าขายดี นะจังงัง ป้องกันภัย ขับไล่ภูตผีปีศาจ
    กันถอนคุณไสยคุณผีคุณคน ฯ ล ฯ
    เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงปู่จันทร์หอม
    มีพี่ท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์
    วัดเทพธารทอง จ.จันทบุรี ท่านกรุณาเล่าให้ผม
    ฟังว่า ตอนที่ หลวงปู่ละมัย สำนักสงฆ์สวนป่าสมุนไพร
    จ. เพชรบูร์ พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมไปด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
    ท่านเคยได้แนะนำพี่ท่านนี้ ให้ไปกราบ หลวงปู่จันทร์หอม
    วัดบุ่งขี้เหล็ก กับ หลวงปู่ฟัก วัดเขาวงพระจันทร์
    จ. ลพบุรี ตอนที่พี่คนนี้ถามหลวงปู่ละมัยท่านว่า " หลวงปู่เมตตา
    บอกผมด้วยครับว่าพระรูปใดที่ผมควรจะไปกราบ"
    หลวงปู่ละมัยท่านบอกว่า ตอนนี้ในไทย มี 2 องค์นี้เก่งจริง
    ( ตอนนั้น หลวงปู่พิศดู วัดเทพธารทอง และ หลวงปู่หมุน
    วัดบ้านจาน ท่านละสังขารไปแล้วครับ)
    เว็บพลังจิต
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกที่หลวงปู่จันทร์หอมผสมขี้เหล็กไหลลงคาถาบังบด จากภูมะโรงประเทศลาว แคล้วคลาด คงกระพัน มหานิยมยิ่ง หนังสือโลกทิพย์กล่าวถึงประวัติการสร้าง เหรียญรุ่นแรก ตะกรุด สีผึ้ง และ ประสบการณ์ต่างๆของวัตถุมงคลหลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)
    IMG_20251007_160827.jpg IMG_20251007_160856.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,378
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1743260316377.jpg 1348159-44f77.jpg 1759852772712.jpg

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา
    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"
    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน
    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"
    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง
    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"
    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว
    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"
    หลวงปู่สุภา
    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"
    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน
    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"
    หลวงปู่จิต
    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"
    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย
    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"
    หลวงปู่เที่ยงธรรม
    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"
    หลวงปู่คำน้อย
    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"
    ประวัติหลวงปู่ละมัย ฐิตมโน
    สำนักสวนป่าสมุนไพร จ.เพชรบูรณ์
    เป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆของทางราชการมายืนยันได้ว่าท่านเกิดปีใด พบเพียงข้อมูลจากหนังสือบทสวดมนต์ของวัดคีรีบัววนาราม ตำบลเขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยพระครูปัญญาวุธากร(เจ้าอาวาส) ท่านได้บันทึกไว้ว่า ในหนังสือสุทธิของหลวงปู่ละมัย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ที่บ้านกระสัง ตำบลเย้ยปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนองกี่) อายุ ๔ ขวบ โยมบิดามารดาพาอพยพไปอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา เมื่ออายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร
    จากนั้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านก็ได้บวชเป็นพระในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา และในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ หลวงปู่ละมัยท่านได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ที่จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านได้บรรจุเป็นพระไทย ซึ่งตอนนั้นท่านอายุได้ ๑๐๑ ปี
    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาองค์หนึ่ง ในดินแดนพระพุทธศาสนาไม่มีที่ไหนที่ท่านไม่เคยไป หลวงปู่ท่านเคยบอกว่า ท่านอยู่ในประเทศเขมร ๓๐ ปี ประเทศลาว ๓๐ ปี และในประเทศไทยมากกว่า ๓๐ ปี เคยเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปถึงประเทศศรีลังกา ได้สรรพวิชาต่างๆมามากมาย
    หลวงปู่ละมัยท่านสำเร็จวิชาการหุงปรอท อานุภาพปรอทสำเร็จของท่าน พระเกจิอาจารย์หลายองค์ต่างยกย่องว่ามีพลังงานมหาศาล พุทธานุภาพของพระปรอทของท่านนั้นมีประสบการณ์มากมาย ทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันและเมตตามหานิยม หลวงปู่ท่านมีเมตตามาก ช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาด้วยปรอทและยาสมุนไพรต่างๆ
    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาแห่งวัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ โดยท่านได้ร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลหลายๆรุ่นของหลวงปู่หมุน อาทิ รุ่นเสาร์ห้าบูชาครู รุ่นไตรมาสรวยทันใจ เป็นต้น หลวงปู่หมุนจะเรียกหลวงปู่ละมัยว่า "ท่านใหญ่" และทุกครั้งที่ทำพิธีเดียวกัน ท่านจะอาราธนาท่านใหญ่ก่อนเสมอ
    หลวงปู่ละมัยท่านมีคุณธรรมขั้นสูง เปี่ยมล้นด้วยเมตตา บารมี พระเกจิดังหลายองค์เดินทางไปกราบท่าน เช่น หลวงพ่อรวย วัดตะโก,หลวงปู่นะ วัดหนองบัว,หลวงพ่อบุญลือ วัดคำหยาด,หลวงปู่เปรี่ยม วัดกำแพง เป็นต้น
    หลวงปู่ละมัยท่านได้เป็นองค์อุปภัมป์และสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น สร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี วัดแดนคงคาวนาราม จ.ชัยภูมิ วัดโคกว่านใหม่ อ.ละหารทราย จ.บุรีรัมย์ ที่ อ.มะขาม อ.โป่งน้ำร้อน วัดป่าตง วัดตามูล วัดเขาสะงอ ที่ อ.คลองหาด วัดเขาฉกรรจ์ ที่ จ.ปราจีนบุรี สร้างวัดทุ่งกบินท์ จันตคาม วัดทุ่งโพธิ์ วัดนาคี ที่ อ.ปากช่อง วัดถ้ำพระธาตุ วัดถ้ำไก่แจ้
    ในบั้นปลายหลวงปู่ท่านย้ายมาอยู่วัดโพธิ์เย็น อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ได้ ๖ - ๗ ปี แล้วจึงมาสร้าง "สำนักสวนป่าสมุนไพรคีรีนามทาสุขาวดี" เพื่อปลูกสมุนไพรและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
    หลวงปู่ละมัยท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สิริรวมอายุได้ ๑๕๑ ปี เวลาประมาณ ๐๑.๕๐ น. ระหว่างเข้าสมาธิจิต
    ที่มา : หนังสือรวมวัตถุมงคลหลวงปู่ละมัย
    : เอกสารวัดบ้านโคกว่านใหม่
    วัดแดนคงคาวนาราม นี้หลวงปู่บุญมา เจ้าอาวาส ท่านได้เคยธุดงค์ไปในประเทศต่างๆของแหลมอินโดจีนนี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้พบกับหลวงปู่ละมัยในป่า ได้รับการสั่งสอนอบรมสมาธิจิต วิชา คาถาอาคมต่างๆพอสมควร จึงกราบลาหลวงปู่ออกธดงค์ต่อไป และเมื่อผ่านไปยังประเทศอินเดีย ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย และท่านก็ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ วัดแดนคงคาวนาราม ลุถึงปีพ.ศ.๒๕๔๕ หลวงปู่บุญมา อายุได้ ๑๐๘ ปี มีความต้องการที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สำเร็จ จึงปรึกษากับเหล่าศิษยานุศิษย์ และได้ทราบว่า หลวงปู่ละมัย ยังดำรงขันธ์อยู่ จึงให้คณะศิษย์ ไปกราบอาราธนานิมนต์
    พระเดชพระคุณหลวงปู่ละมัยมาเป็นประธาน ซึ่งท่านก็รับนิมนต์จนการก่อสร้างสำเร็จ และยกฉัตรไปแล้วเมื่อปีพ.ศ.2552
    หลวงปู่บุญมาได้บอกกับลูกศิษย์ว่า "หลวงปู่(ละมัย)เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่(บุญมา)นะ เคยพบกับท่านตอนธุดงค์ ตอนนั้นเราอายุ 15 ปีได้ ท่านจะเป็นผู้ที่สร้างพระธาตุสำเร็จ เพราะท่านมีบารมีมาก" หลังจากหลวงปู่ละมัยรับนิมนต์ได้ไม่นาน หลวงปู่บุญมาก็มรณภาพลง
    วัตถุมงคลของหลวงปู่ละมัย ที่เด่นๆคือพระปรอท และแม่ซื้อประจำวันครับ
    ที่มา : ข้อความบางตอนจากเพื่อนสมาชิกเว็ปจี
    บางคำจากพระอริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย
    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา
    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"
    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน
    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"
    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง
    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"
    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว
    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"
    หลวงปู่สุภา
    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"
    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน
    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"
    หลวงปู่จิต
    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"
    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย
    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"
    หลวงปู่เที่ยงธรรม
    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"
    หลวงปู่คำน้อย
    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"
    หลวงปู่กลอย เขาหิน
    ที่มา : เว็ปกาหลง.คอม
    จากใจแอดมิน
    เมื่อครั้งที่หลวงปู่ละมัยท่านยังดำรงค์ธาตุขันธ์อยู่นั้น ได้มีโอกาสได้เห็นท่านตัวเป็นๆ เพียงครั้งเดียว คือวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ ในงานพพิธีพุทธาพิเษกวัตถุมงคลรุ่น เสาร์ห้าอจินตรัยรวยทันตา ณ วิหารพระแก้วมรกต วัดป่าหนองหล่ม จ.สระแก้ว เนื่องจากครั้งนั้นแอดมินเป็นผู้ประสานงานจัดสร้างวัตถุมงคลชื่อ "พระชัยไพรีพินาศเพชรกลับชนะมารรุ่นบูชาครู ๕๔" ของครูบาโฮม วัดป่าโนนตะคร้อ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ เอาเข้าเสกในพิธีรวยทันตานั้นด้วย ซึ่งเมื่อถึงเวลาพุทธาภิเษกแล้วหลวงปู่ละมัยก็ยังไม่มาถึงในมณฑลพิธี ทุกคนในที่นั้นต่างรอ แล้วก็รอแล้วรออีก ผมเองขับรถจาก อ.นาโพธิ์ตอนเวลาตีสอง ขับเส้นทางข้ามช่องเขาช่วง อ.โนนดินแดง มาถึงวัดป่าหนองหล่มก็พอดีเช้า ง่วงสุดง่วง ในใจก็คิดว่า "หลวงตาเฒ่าผู้นี้เป็นใครกันหรือ ถึงได้ให้ผู้คนตั้งมากมายเขาเฝ้ารอกันนัก" เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจวบจนบ่าย หลวงปู่ละมัยก็มาถึงงานพิธี ทุกอย่างก็แลว่าราบรื่นปกติดี แต่เมื่อครั้นเสร็จพิธีราวบ่ายห้าโมงเย็น ฝนก็กระหน่ำตกลงมาห่าใหญ่ ซึ่ง ณ เวลานั้นวันที่ 23 เมษายน ก็ยังไม่เข้าสู่ฤดูฝน และวันนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าฝนจะตกเลยแม้แต่น้อย
    "ไอ้จ่อย!! กูจะไม่ไปงานนิมนต์ของใครอีกแล้วล่ะ" นี่คือคำพูดของหลวงปู่ละมัยกล่าวไว้ในงานพิธี(หลวงพ่อใช้ วัดหนองระกำ จ.ระยอง ยืนยันว่าได้ยินท่านพูดกับพระอาจารย์จ่อย) และซึ่งในปีเดียวกันนั้นท่านก็ได้สั่งให้พระอาจารย์จ่อยไปจำพรรษาด้วยที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนผมกับครูบาโฮมก็ได้เตรียมงานเททองหล่อพระที่สำนักวัดป่าโนนตะคร้อ จ.บุรีรัมย์ กำหนดการคือวันที่ 1 เมษายน 2555 ครูบาโฮมท่านก็ได้โทรศัพท์ไปคุยกับพระอาจารย์จ่อยเพื่อให้นิมนต์หลวงปู่ละมัยมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการเททองหล่อพระนั้น ซึ่งครูบาโฮมก็ได้บอกกับผมว่าหลวงปู่ละมัยรับนิมนต์แล้ว "หลวงปู่ท่านว่าจะไม่ไปงานใครแล้วนี่ครับ" ผมพูดแย้งกับครูบาโฮม
    จนครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยมาเช้ามืดของวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ครูบาโฮมก็โทรศัพท์มาถามผมตอนเช้ามืดว่า " ได้ข่าวไหม หลวงปู่ละมัยละสังขารแล้วนะ เมื่อเวลาตีหนึ่งกว่าๆ" ผมนี่สุดอึ้งเลย เพราะท่านบอกว่าจะไม่ไปงานใครอีกแล้ว และเมื่อนึกถึงคนที่เคยเข้าไปหาหลวงปู่ละมัย บอกว่าเห็นหลวงปู่ท่านเขียนเลข ๗ เลข ๘ ไว้ในวัดหลายที่เลย บ้างก็ตีเป็นหวย บ้างก็มาตีเป็นปริศนาธรรา ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หลวงปู่ท่านล่วงรู้วันปลงวางสังขารของท่านคือวันที่ ๗ ต่อเข้าสู่วันที่ ๘ นี่เอง จนวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ผมจึงได้ไปจุดธูปกราบเพื่อบอกกล่าวขอขมาที่ได้คิดปรามาส ล่วงเกินท่าน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251007_223655.jpg IMG_20251007_223728.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025

แชร์หน้านี้

Loading...