พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761056275257.jpg

    พระผงหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จ.อยุธยา ปี ๒๕๓๔ หลวงพ่อเกษม เขมโก อธิษฐานจิต ผสมผงมวลเก่าผงเนื้อดินที่เหลือจากการสร้างรุ่นเนื้อดินของหลวงปู่ดู่มาผสม และพระก็ได้รับการอธิฐานจิตจากหลวงพ่อเกษม เขมโก พระผงหลวงปู่ดู่ รุ่นนี้ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกมีพระเกจิร่วมปลุกเสกหลายท่าน เช่น
    1.ครูบาชัยวงศ์ษา
    2.หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน
    3.หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย
    4.หลวงเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา
    5.หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง
    6.หลวงพ่อทิม วัดพระขาว
    7.หลวงพ่อฟื้น วัดโพธิ์เผือก
    8.หลวงพ่อรวย วัดตะโก
    9.หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม
    10หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน
    11.หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว
    อานิสงส์การภาวนา
    หลวงปู่ดู่ท่านเคยพูดเสมอว่า
    "อุปัชฌาย์ข้า (หลวงพ่อกลั่น) สอนว่า ภาวนาได้เห็นแสงสว่างเท่าปลายหัวไม้ขีด ชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่าช้างกระดิกหูงูแลบลิ้น ยังมีอานิสงฆ์มากกว่าตักบาตรจนขันลงหินทะลุ"
    พวกเรามักจะได้ยินท่านคอยให้กำลังใจอยู่บ่อย ๆ ว่า
    "หมั่นทำเข้าไว้ หมั่นทำเข้าไว้ ต่อไปจะได้เป็นที่พึ่งภายหน้า"
    เสมือนหนึ่งเป็นการเตือนให้เราเร่งความเพียรให้มาก การให้ทานรักษาศีลร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่เท่ากับนั่งภาวนาหนเดียวนั่งภาวนาร้อยครั้งพันครั้ง กุศลที่ได้ก็ไม่เท่ากุศลจิตที่สงบเป็นสมาธิเกิดปัญญาเพียงครั้งเดียว
    คัดลอกจากหนังสือ ผู้จุดประทีปในดวงใจ
    เรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงพ่อเกษม และ หลวงปู่ดู่ วันหนึ่ง มีเรื่องราวที่ผู้คนกล่าวถึงหลวงพ่อเกษมในทางที่อาจเกิดการปรามาสท่านได้ นั่นก็คือเรื่องที่ หลวงพ่อเกษมฉันอาหารในยามวิกาล...ในบางคราว หลวงปู่ดู่ ตั้งคำถามกับลูกศิษย์คนหนึ่งว่า แกเห็นว่ายังไง เข้าใจยังไง กับการที่หลวงพ่อเกษม ท่านฉันอาหารในยามวิกาลในบางคราว ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าแสดงทัศนะ เพราะกลัวบาป หลวงปู่จึงเมตตาอธิบาย ให้ทราบถึงเหตุผลของเรื่องนี้ว่า หลวงพ่อเกษมท่านต้องการสงเคราะห์ดวงวิญญาณ ที่มาขอส่วนบุญในเวลานั้น ๆ โดยการนำอาหารที่ญาติของเขานำมาถวายไว้ (ตั้งแต่ตอนเช้า) มาฉันให้เขาได้บุญ แล้วจึงค่อยอุทิศส่วนบุญไปให้...ดวงวิญญาณนั้น จึงเป็นอันว่า หลวงพ่อเกษมท่านทำเพื่อ สงเคราะห์ผู้อื่น หาใช่ทำเพราะความมักมากในอาหาร หากเราได้ศึกษาข้อวัตรของท่านให้ดี ก็จะทราบว่า โดยปรกติแล้ว ท่านจะฉันเอกา (ฉันวันละครั้งเดียวเท่านั้น) รวมทั้งฉันสำรวม (คือเอาอาหารคาวหวานมารวมกันในบาตร) องค์ท่านเองก็ผอมเหลือเกิน จึงไม่น่ามีเหตุผลที่มาที่ไปว่า ท่านเป็นผู้มักมากในอาหารแต่อย่างใด เรื่องที่ หลวงปู่ดู่ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ได้ฟัง จึงทำให้ศิษย์ทั้งหลาย ณ ที่นั้น ได้เรียนรู้ว่า เรามิพึงด่วนสรุปอะไร ๆ จากภาพที่เห็นภายนอก เพราะยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง...ที่เกินสติปัญญาความรู้ของเรา แต่อย่างไรก็ดี จะสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวนี้ (หมายถึง การฉันอาหารยามวิกาล) องค์หลวงพ่อเกษมเอง ก็มิได้ทำเป็นกิจวัตร หากแต่นาน (แสนนาน) จะทำสักหนหนึ่ง และก็มิได้กระทำอย่างผู้มีแผล คือ ต้องแอบ ๆ ทำ เพราะ หลวงปู่ดู่ กล่าวยกย่องท่านว่า...เป็นผู้ไม่มีแผลแล้ว เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะปรับอาบัติท่านไม่ได้แล้ว เฉกเช่นเดียวกับ...พระผู้หลุดพ้นแล้วทั้งปวง ความเป็นอยู่ของท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยฝ่ายเดียว ซึ่งหากเป็นผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส ทำอย่างเดียวกันกับท่าน ย่อมไม่พ้นอาบัติ และย่อมเป็นความเศร้าหมองแก่ตนเองโดยถ่ายเดียว *** จากบทความของ คุณสิทธิ์ http://www.luangpordu.com/ เช้ามืดวันหนึ่งที่กุฏิหลวงปู่ เมื่อราวสี่สิบปีมาแล้วพระลูกศิษย์ ของหลวงปู่มากราบนมัสการหลวงปู่ตอนเช้าอย่างที่ทำเป็นปรกติทุกวัน แต่วันนั้น มีสิ่งผิดแผกไปจากเดิม คือ หลวงปู่ยังไม่ออกมานอกกุฏิสักที ทำให้พระองค์นั้นนึกสงสัย และสงสัยมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหลวงปู่สนทนากับใครอยู่ในกุฏิ ซึ่งธรรมดาแล้วท่านไม่เคยรับแขกที่ในกุฏิเนื่องจากภายในกุฏิท่านนั้นแคบมาก พระองค์นี้จึงยอมเสียมารยาทแอบมองหลวงปู่ผ่านทางช่องข้างฝากุฏิหลวงปู่ จึงพบว่าหลวงปู่นั่งสนทนากับพระรูปร่างผอม ๆ อีกองค์หนึ่งอยู่ ซึ่งท่านไม่รู้จัก กระทั่งวันรุ่งขึ้นได้เห็นรูปพระองค์นี้ในหนังสือพิมพ์ ท่านจึงอุทานว่า องค์นี้แหล่ะ พระที่หลวงปู่นั่งสนทนากันในกุฏิ จากรายละเอียดในหนังสือพิมพ์ พระลูกศิษย์หลวงปู่ท่านนั้นจึงทราบว่า พระที่ท่านเห็นสนทนากับหลวงปู่ในกุฏิก็คือ หลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ นั่นเอง ไม่มีใครทราบความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่ดู่ กับหลวงปู่เกษม เพราะท่านไม่เคยเดินทางไปมาหาสู่กัน แต่ก็แปลกอย่างยิ่งที่ท่านทั้งสองมักกล่าวถึงกันเสมอ ๆ ช่างต่างจากทางโลกที่ว่าเมื่อฉันเก่งแล้ว ฉันก็จะเก่งที่สุดอยู่คนเดียว เก่งเหนือใครทั้งหมด ทิฐิมานะของผู้ปฏิบัติกับผู้ไม่ได้ปฏิบัติจึงต่างกันราวฟ้ากับดิน หากยังมีใครสงสัยว่าเมื่อหลวงปู่ดู่ไม่เคยย่างกรายออกนอกวัดสะแกเลย เหตุใดหนังสือเอกสารประกอบวัตถุมงคลจึงชอบเขียนกันนักว่า หลวงปู่ดู่ วัดสะแกมีรายนามพระเกจิในพิธี อย่างเช่นพิธีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอายุครบ ๕๐ ปีนั้นก็ได้มีการนิมนต์หลวงปู่ดู่มาในพิธี มาร่วมอธิษฐานจิตเหรียญพระพุทธสิหิงค์จำลอง ที่จัดสร้างเป็นที่ระลึกและเพื่อจัดหาปัจจัยบำรุงมหาวิทยาลัยฯซึ่งประกอบพิธีที่อาคารหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีการนิมนต์พระเถระจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นหลวงปู่รับนิมนต์ที่จะร่วมพิธี แต่หลวงปู่ขอที่จะไม่เดินทางไป (ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติปรกติของหลวงปู่ที่งดรับนิมนต์ออกนอกวัด) หลวงปู่กล่าวกับท่านอธิการบดีว่า ขอให้ปูอาสนะและผ้าขาวในส่วนที่นั่งสำหรับหลวงปู่ จากนั้นหลวงปู่ได้สอบถามถึงกำหนดวันเวลาที่เริ่มพิธี เพื่อท่านจะได้นั่งกรรมฐานจากที่วัดในวันเวลาดังกล่าว จึงเป็นข้อยืนยันได้ว่า หลวงปู่ดู่นั้นไม่ได้นั่งปลุกเสกในพิธี จะมีก็เพียงการปลุกเสกแบบเดินญาณมาเท่านั้น (นำมาจากกระทู้ในสวนขลัง เพิ่มเติมเมื่อ ๓ สค. ๒๕๕๒) น้ำมนต์สองพระอริยสงฆ์ โดย พี่สิทธิ์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลวงปู่ดู่ ได้ให้ เฮียอู๋ (โยมอุปัฎฐากหลวงปู่) นำพระที่ได้รับจากการที่มีผู้นำมาถวายสังฆทานเป็นจำนวนมากไปถวาย หลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง ในครั้งนั้นท่านได้ให้เฮียอู๋นำน้ำมนต์ประมาณ ๒๐ แกลลอนไปด้วย เฮียอู๋ได้จัดพระบูชาและน้ำมนต์ตามที่หลวงปู่ดู่สั่งโดยไม่ทันได้กราบเรียน ถามถึงเรื่องน้ำมนต์ว่าจะต้องทำอย่างไร เฮียอู๋และภรรยา ได้ขับรถไปลำปางในวันรุ่งขึ้น เมื่อไปถึงสุสานไตรลักษณ์ประมาณบ่าย ๒ โมง ขับรถยนต์เข้าทางด้านหน้ากุฏิ พอดับเครื่องยนต์เสร็จก็เปิดท้ายรถยนต์เตรียมที่จะนำพระบูชาทยอยออกจากท้าย รถยนต์ แต่ยังไม่ได้ทันยกพระสักองค์ โยมอุปัฏฐากของ หลวงพ่อเกษม เขมโก ก็วิ่งลงมาจากกุฏิท่านแล้วบอกว่า 'หลวงพ่อท่านต้องการน้ำมนต์' เฮียอู๋จึงนำน้ำมนต์ให้โยมอุปัฏฐากของ หลวงพ่อเกษม เขมโก ไปด้วยความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเฮียอู๋ลงจากรถ เปิดท้ายรถยนต์ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ยังไม่ได้กราบเรียนท่านแล้วหลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเฮียอู๋นำน้ำมนต์มาด้วย !? แล้วยิ่งอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นเมื่อโยมอุปัฏฐาก หลวงพ่อเกษม นำน้ำมนต์คืนมาให้ แล้วเล่าว่า... หลวงพ่อเกษมท่านได้ใช้ปากจ่อปากแกลลอนแล้วเป่าลงไปในน้ำมนต์ แล้วสั่งให้นำน้ำมนต์มาคืนกลับวัดสะแก เมื่อเฮียอู๋กลับมาวัดสะแกก็ได้กราบเรียนหลวงปู่ดู่เรื่องน้ำมนต์ หลวงปู่ดู่ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ข้าได้อธิษฐานจิตบอกหลวงพ่อเกษมไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนแกจะไปลำปาง” ที่มีผู้กล่าวว่าหลวงปู่ดู่และ หลวงพ่อเกษม ท่านถึงกันตลอดเวลาคงไม่ใช่เป็นสิ่งที่กล่าวเกินเลยและเป็นสิ่งที่พวกเราได้รับสิ่งที่วิเศษสุดที่หลวงพ่อดู่และหลวงพ่อเกษมท่านเมตตาอธิษฐานจิตทำ น้ำมนต์ไว้ให้พวกเราได้ดื่มกันทุกวันนี้ (ผสมเป็นหัวเชื้อไว้ที่วัดสะแก) พูดได้ว่าเป็น น้ำมนต์สองพระอริยสงฆ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงเสมาหลวงปู่ดู่พิมพ์ใหญ่ ปี๒๕๓๔

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251021_211443.jpg IMG_20251021_211510.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761056985274.jpg FB_IMG_1761056987876.jpg FB_IMG_1761056990163.jpg FB_IMG_1761056992417.jpg FB_IMG_1761056994908.jpg FB_IMG_1761056997601.jpg FB_IMG_1761056999934.jpg


    รุ่นประสบการณ์
    “ยิงไม่ออก”
    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย ปี ๒๕๓๙ รุ่นหน้าไฟ หลวงพ่อจันทร์เรียนถ้ำสหายร่วมอธิฐานจิตกับลูกศิษย์หลวงปู่ชอบเกือบทุกองค์ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นพระอริยะสงฆ์ เช่น ลพ.ประสิทธิ์ วัดป่าหมู่ใหม่,ลพ.ขันตี วัดป่าม่วงไข่,ลพ.ผจญ วัดสิริปุญญาราม,ลพ.สมศรี วัดเวฬุคาม ,ลป.วิไล วัดถ้ำพญาช้างเผือก,อ.เปลี่ยน วัดอรัญญวิเวก ฯลฯ และสมเด็จญาณสังวรฯ ทรงเป็นประธานในพิธี
    หนึ่งในวัตถุมงคลที่มีไม่กี่รุ่นที่หลวงพ่อจันทร์เรียนเมตตา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่ชอบรุ่นหน้าไฟ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251021_212641.jpg IMG_20251021_212707.jpg IMG_20251021_212724.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761059723972.jpg FB_IMG_1761059721019.jpg

    หลวงพ่อกลั่น ท่านเป็นชาวนครที่มาบวชเรียนและก็มาศึกษากรรมฐาน มีสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานทั้งพระเวทวิทยาคมต่างๆที่วัดเขาอ้อในยุคต้นๆ ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์อยู่กับพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน อยุ่นานหลายปี ภายหลังได้ร่ำเรียนตำราวิชาเขาอ้อกับหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน หลวงพ่อปาน วัดเขาอ้อ และเรียนตำรับเขาอ้อแบบครูพักลักจำกับพระอาจารย์อาวุโสสายเขาอ้ออีกหลายองค์ อาทิ พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา และหลวงพ่อเล็ก วัดประดู่เรียง จนมีความเชี่ยวชาญแตกฉานด้านวิทยาคมแห่งสำนักวัดเขาอ้อยิ่ง ท่านเป็นพระนักพัฒนา ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อที่ไม่ไห้มีกรรมการวัดเลย และจะไม่ไห้กรรมการวัดมาเกี่ยวข้องกับการสร้างวัตถุมงคลใดๆทั้งสิ้น ท่านสร้างวัตถุมงคลแต่ละครั้งแต่ละคราวมีเจตนาดี และสิ่งที่ท่านทำไปนั้น ทำไห้วัดเขาอ้อ พัฒนาแบบพริกเลยครับ เพราะเงินที่ได้จากการทำบุญจากผู้ที่มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนมาก ท่านนำมาพัฒนาวัดหมด เพื่อส่วนรวม ถือว่าในการสร้างวัตถุมงคลของท่านในยุคแรกๆนั้นล้วนแล้วแต่เจตนสดีทั้งสิ้น และมาถึงยุคที่รุ่งเรืองคือยุคปี44-45 ยุคนั่นแรงมาก วัตถุมงที่ท่านสร้างมา ต่างเป็นที่นิยมและยอมรับจากต่างประเทศ หลวงพ่อกลั่น อคฺคธมฺโมนำวิชาความรู้มาสร้างตะกรุด และสีผึ้งซึ่งมีประสบการณ์เด่นชัดทางด้านเมตตามหานิยมสูง
    พระสมเด็จหลังพระฤาษีโรยแร่และเส้นผม ถือเป็นวัตถุมงคลรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อกลั่น วัดเขาอ้อจัดสร้างและหลวงพ่อกลั่นได้อธิษฐานจิตปลุกเสกไว้ ปัจจุบันหา ยากมาก ผู้บูชาวัตถุมงคลนี้ จักได้ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา เมตตา แคล้วคลาด มหาอุตม์ พุทธคุณครอบจักรวาล ตามแต่อธิษฐาน หายากมากๆ
    เขาอ้อ เมื่อสมัยพันกว่าปีก่อนเป็นสถานที่บำเพ็ญพฤตของคณะฤาษีผู้ทรงคุณในด้านไสย เวทย์มากด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ วิชาการแขนงต่างๆได้ตกทอดมาหลายยุคหลายสมัยจวบจนมาถึงฤาษีตนสุดท้ายนามว่า ลูจี ซึ่งต่อมาก่อนสิ้นอายุขัยก็ได้นิมนต์พระอาจารย์ทอง มาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของเขาอ้อพร้อมทั้งมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิไว้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251021_220657.jpg IMG_20251021_220750.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2025
  4. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,199
    ค่าพลัง:
    +5,891
    จองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    268_1259298390.jpg_135.jpg


    ประวัติ หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
    วัดศรีอภัยวัน อำเภอเมือง จังหวัดเลย
    หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๑ ณ วัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต (อินทร์ ถิรเสวี ป.ธ.๕) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สังกัดธรรมยุติกนิกาย
    ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ปภาโส
    ณ วัดป่าชัยวัน โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์กัมมัฏฐาน คอยสอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน ในช่วงออกพรรษา ท่านได้เป็นหัวหน้าออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงปู่คำดีนำคณะเข้าป่าและถ้ำต่างๆ ท่านได้ภาวนา ทำความเพียร ตลอดจนให้ศรัทธาญาติโยมมาฟังธรรมะ และในพรรษานี้เอง หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร อ.เมือง จ.เลยกับหลวงปู่คำดีด้วย
    ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่นว่า “ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย” หลังจากนั้น ท่านมีโอกาสได้ไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น
    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ คณะศรัทธาญาติโยม ได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง อ.เมือง
    จ.เลย ซึ่งต่อมาได้สร้างเป็น “วัดศรีอภัยวัน” โดยหลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวันเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ท่านได้เมตตามาจำพรรษาที่ วัดป่ามณีกาญจน์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่คณะศรัทธาทางกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสได้ร่วมทำบุญกับท่าน รวมถึงได้รับโอวาทธรรมจากท่านอย่างใกล้ชิด
    หลวงปู่ท่อน ญาณธโร ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ปัจจุบัน ท่านสิริอายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต) เป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระยอดธงหลวงปู่ท่อนรุ่น ๑

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251021_224018.jpg IMG_20251021_224053.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1761064059358.jpg

    เหรียญพระพุทธชัยมงคลมารวิชัยปี ๒๕๓๓ เนื้อกะไหล่ทอง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จ.นครนายก
    เหรียญพระพุทธชัยมงคลมารวิชัย หรือเหรียญ 9 จุด เนื้อกะไหล่ทอง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดลำบัวลอย เมื่อปี 2533 เหรียญฝังลูกนิมิต ๙ จุด ปริศนาธรรม ๙ จุด และ หัวใจแก้วสามประการ (พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ)
    พระพุทธมนต์ พระคาถานวหรคุณโบราณ และ พระคาถาอิติปิโสธงชัย ที่หลวงปู่สนิท ยสินธฺโร วัดลำบัวลอย ท่านอัญเชิญมาสถิตย์ในวัตถุมงคลที่ท่านทำการปลุกเสกทุกรุ่น จนเกิดปาฎิหารย์มากมายกล่าวขานกันไม่รู้จบมาจนถึงปัจจุบัน
    พระคาถานวหรคุณ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ คือ คุณ 9 ประการของพระพุทธเจ้าจากบทพุทธคุณนั่นเอง หรือที่เรียกกันตามตำราว่า อิติปิโสเก้าห้อง นับตั้งแต่ห้องที่
    ๑.อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช้ด้านกันไฟทั้งปวง
    ๒.สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช้เป็นตบะเดชะเสริมสร้างสง่าราศี
    ๓.วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะ บทนี้ใช้ด้านโภคทรัพย์โชคลาภ
    ๔.สุคะโต หมายถึง เป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดี บทนี้ใช้ในด้านการเดินทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ
    ๕.โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง บทนี้ใช้ภาวะนาเมื่อเข้าป่าหรือที่มืด
    ๖.อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช้ทางมหาอำนาจ ตวาดผี
    ๗. สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บทนี้ใช้ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู
    ๘.พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บทนี้ใช้ภาวนาอารมณ์ ทำให้ไม่ตกต่ำอับจน
    ๙.ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จำเริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้ บทนี้ใช้ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะกระทำแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉาน ป้องกันการประทุษร้ายเหล่านั้นได้ทั้งสิ้นแล
    หรือสรุปโดยย่อเป็นองค์ภาวนาคาถานวหรคุณ ก็คือ "อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ" คือเป็นหัวใจพระพุทธคุณ โบราณจารย์ท่านยังถอดเป็นกลบทอันน่าอัศจรรย์ ในธรรมมะของพระพุทธองค์ ดังนี้
    อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ภะพุสะปุโลสุวิสังอะ พุสะปุโลสุวิสังอะ สะปุโลสุวิสังอะ ปุโลสุวิสังอะ โลสุวิสังอะ สุวิสังอะ วิสังอะ สังอะ อะ ฯ
    ภาวนาทุกค่ำเช้าเป็นสวัสดิ์มงคล เป็นที่รักแก่คนทั้งหลาย เป็นที่รักแก่เทวดาทั้งหลาย อันตรายใดๆ มิได้เบียดเบียนเลย ผู้ใดภาวนา ๑๐๘ จบ อายุจะยืน
    พระคาถาอิติปิโสธงชัย ยอดแห่งพระคาถา
    อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.
    สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
    ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
    โบราณจารย์ท่านถอดเป็นหัวใจได้ว่า อิ สวา สุ หรือ หัวใจแก้วสามประการ หลวงปู่สนิท ยสินธฺโร ท่านไม่เคยทิ้งพระคาถาหัวใจนี้ ท่านได้ใช้เป็นองค์ภาวนา ตลอด และยังเชิญให้สถิตในวัตถุมงคลต่างๆ ของท่าน ไม่ว่า จรเข้โทน ของท่านทุกรุ่น เหรียญ ผ้ายันต์ เต่าหิน อีกหลายรายการ ที่ท่านได้จารหัวใจ พระคาถาสถิตไว้ ให้ปกปักษ์รักษาคุ้มครองศิษย์ท่านทุกๆ คน
    ในงานพุทธาภิเษกของทางวัด หลวงปู่สนิท ท่านได้วางพิธีในการพุทธาภิเษกไว้ โดยนิมนต์พระทั้งวัด มาร่วมสวดพระคาถาอิติปิโสธงชัย ๑๐๘ จบ โดยท่านจะแจกลูกประคำให้พระคุณเจ้าที่มาร่วมพิธี หรือใครไม่มีประคำท่านก็ให้ใช้ก้านธูป นับตามจนครบ ๑๐๘ จบ
    เพราะฉะนั้น พระคาถาสองบทนี้ จึงเป็นพระคาถาอันสำคัญยิ่งของหลวงปู่สนิท ยสินธฺโร ที่ใช้เจริญเมตตาภาวนาจนบังเกิดอภินิหารมากมาย แก่ผู้บูชาวัตถุมงคลของท่าน
    เหรียญรุ่นนี้จึงมีประสบการณ์เป็นเอกอุ สมัยหลวงปู่แจก วัยรุ่นต่างนำเหรียญเก้าจุด ห้อยติดตัวไม่ได้ขาดจนเกิดเรื่อง เมื่อคู่อริมาดักลอบทำร้ายโดยยิงใส่ขณะขับรถจักรยานยนต์ จนวัยรุ่นผู้ขับรถจัรยานยนต์หล่นลงไปในคูน้ำ คู่อริก็ตามมายิงซ้ำ อีกหลายนัด ด้วยบารมีหลวงพ่อสนิท และดวงของวัยรุ่นผู้นั้นยังไม่ถึงฆาต บารมีแห่งพระพุทธองค์จึงคุ้มครองให้รอดจากการถูกยิงอย่างปาฎิหาริย์ คมกระสุนไม่สามารถทำร้ายวัยรุ่นผู้นั้นได้เลย หลังจากคู่อริหนีไปแล้ว วัยรุ่นผู้นั้นจึงได้ค่อยๆคลานขึ้นจากคูน้ำ เป็นที่โจษขานถึงเรื่องราว เหรียญ ๙ จุด กันเป็นอย่างมาก
    (ข้อมูลจากพระอาจารย์ประดิษฐ์ อนุตโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดลำบัวลอย)

    ข้อมูลประวัติ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย
    หลวงพ่อสนิท นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2468 ณ บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี ได้รับฉายาว่า ยะสินธโร
    หลวงปู่สนิทเป็น พระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษปกติก่อนสังขารจะร่วงโรยท่านจะออกธุดงค์ เป็นประจำทุกปี ท่านไม่สะสมสิ่งของ วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะยากดีมีจนอย่างไร ท่านปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกันหมด ท่านมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง ในอดีตท่านรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ ท่านที่เคยไปกราบหรือพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิตอัศจรรย์ของหลวงปู่ ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นการรู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงปู่ยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิตดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปาก ท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ
    หลวงปู่สนิท มรณภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี 51 พรรษา สรีระศพของท่านแต่เดิมเก็บรักษาในโลงแก้ว เนื่องเพราะสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์ ที่น่าเสียดายคือในปัจจุบันสรีระของหลวงปู่ได้มีการพระราชทานเพลิงศพไปแล้ว
    พระธาตุปาฏิหาริย์
    ในบรรดาเครื่องรางที่หลวงปู่จัดสร้าง ซึ่งมีทั้ง จระเข้ พญาเต่าเรือน นกสาริกา สะดือหนุมาน และ ฯลฯ ต่างมีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมาย แต่ในที่นี้ผมจะขอเล่าสิ่งที่ได้ประสบมากับตัวเองและพวกพ้องคือเรื่องของพญา เต่าเรือน พญาเต่าเรือนของหลวงปู่สนิท จะแตกต่างจากของที่อื่น กล่าวคือท่านใช้หินแกะเป็นพญาเต่า ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาด3-4 คนยก รุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ และพญาเต่าเรือนขนาดบูชารุ่นสุดท้ายที่สร้างจากเนื้อโลหะ
    พญาเต่าเรือนนี้ หลวงปู่จะสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเศกกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก เช่นการทำมาค้าขายมีสภาพคล่อง มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และปาฏิหาริย์ที่ข้าพเจ้าและอีกหลายๆ คนได้ประจักษ์และเกิดปิติก็คือ การมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน และการที่พญาเต่าเรือนหันเปลี่ยนทิศทางได้เองเป็นประจำ ในเรื่องของพระธาตุปาฏิหาริย์นอกจากจะเกิดที่พญาเต่าเรือนแล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างอย่างอื่นๆ ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ และพระบูชาปางเปิดโลก เป็นต้น
    จระเข้โทน หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(ขาติด) ปี 2509 เนื้อตะกั่วหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ ***"อิสวาสุ นะมะพะทะ"*** หายากสุดๆ * โดยหลวงพ่อหล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ คาถาบูชาชนิดย่อๆ ***" อิ สวา สุ "*** ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ หรือ แบบฉบับเต็มก็ว่า ***"พุ ทธังสะระณังเมสิทธิ ธัมมังสะระณังเมสิทธิ สังฆังสะระณังเมสิทธิ พุทธังเอหิมาเรโส พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ ธัมมังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ สังฆังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ" *** ดีนักปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภูตผีปีศาจเกรงกลัว ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน ถอดถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ จระเข้โทน จะใส่กระเป้าเสื้อกางเกง ผูกติดเอง คล้องคอ รอดราวผ้า ไต้ถุนไม่ถืออะไรทั้งสิ้น * เว้นแต่จะเป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จระเข้ไม่คุ้มครอง จะแพ้ภัยตัวเอง *
    ประวัติการสร้างจระเข้โทน "การสร้างเครื่องรางประเภทจระเข้โทนนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตวย์เสวยพระชาติ 500 ชาตินั้น
    มีอยู่ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญากุมภีร์ เป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทั้งหลาย มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมากฝ
    จากความเชื่อนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้ โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด
    ในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างจระเข้โทนได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐหรือลพ.สนิท วัดลำบัวลอย เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงลุงเส็ง มีศักดิ์เป็นลุงจริง ๆ ของท่าน ตัวหลวงลุงเส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่ได้กล่าวถึง (เข้าใจว่ามาจากทางเขมร) แต่ท่านพยายามคะยั้นคะยอให้ลพ.สนิทตั้งใจเรียนวิชานี้จากท่าน
    เพราะท่านทราบว่าต่อไปลพ.สนิท จะต้องเป็นผู้รับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป ซึ่งหลังจากหลวงลุงเส็งถ่ายทอดวิชานี้ให้ลพ.สนิทได้ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในกาลต่อมาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของหลวงลุงเส็ง นั้น
    ครั้งหนึ่งลพ.สนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน หลวงลุงเส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และหยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัวเป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว
    จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักหลวงลุงเส็งท่านก็เอามีอตบไปที่น้ำริมตลิ่งเบา ๆ สักพัก จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนจิ๋ว แต่คราวนั้นที่ว่ายกลับเข้ามาจริง ๆ มีเพียง 3 ตัวหายไป 1 ตัว มองไปมองมาก็หาไม่เจอ เลยเป็นอันว่าหายไป 1 ตัวจากนั้นมา ด้วยอาคมนี้ลพ.สนิทท่านบอกว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันและจะกลับเป็นร่างเดิม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251021_232210.jpg IMG_20251021_232238.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ตุลาคม 2025
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    725731902231550913645_5832.jpg

    พระรอดหลังดอกบัว๑๘๙ เกศา หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม จ.นครปฐม ปี 2546 เนื้อขาว
    พระรอด 189 เกศา หลวงพ่อแย้ม ฐานยุตโต วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม “เกศา” ของบุคคลผู้ควรแก่การเคารพ กราบไหว้ ถือเป็นของมงคล เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา กษัตริย์ทั้งหลายในชมภูทวีป ต่างก็เสร็จมาชุมนุมเพื่อขอแบ่ง พระสรีระ พระอังคาร และพระธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนเกศาทั้งหมด พวกเทวดานำไปบูชา ดังความปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร ที่ 3ในปัจจุบัน คติดังกล่าวยังคงปรากฏให้เห็น โดยการที่มีผู้นิยมเก็บรักษา “เส้นเกศา” ของพระภิกษุ และบุคคลที่ตนเคารพ ไว้กราบ ไหว้บูชา “พระรอด 189 เกศา” รุ่นนี้ ได้สร้างขึ้นตามคตินี้ ด้วยความอุสาหะในการรวบรวมมวลสารมงคล คือ เส้นเกศาของพระอริยะสงฆ์ พระสุปฏิปันโน และพระเกจิอาจารย์ 189 องค์ โดยหลวงพ่อแย้ม ฐานยุตโต วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม ได้ปลุกเสกตลอดไตรมาส ในช่วงเข้าพรรษา พ.ศ.2546
    จำนวนสร้างพระรอดฯ
    สีขาว 15,000 องค์
    สีดำ 15,000 องค์ (สีดำพิเศษ ฝังเพชรหน้าทั่ง 3,000 องค์)
    สีแดง 15,000 องค์
    รวมทั้งสิ้น 45,000 องค์
    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต
    วัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม)
    ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม
    ๏ อัตโนประวัติ
    “หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต” หรือ “พระครูประยุตนวการ” เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดสามง่าม หรือวัดอรัญญิการาม ลุ่มน้ำท่าสาร ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ที่มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสระดับแนวหน้า มีศิษยานุศิษย์ให้ความเคารพนับถือทั่วทุกภูมิภาค ชื่อเสียงกิตติคุณเป็นที่รู้จักทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ
    เกียรติคุณด้านมงคลปูชนียวัตถุที่มีชื่อเสียงของหลวงปู่แย้ม คือ ตะกรุดโทน ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ และกุมารทอง ตามตำรับของ พระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงทอง) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) รวมทั้ง ท่านได้บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น เป็นร่มโพธิ์ทองของบรรดาพุทธศาสนิกชน
    หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต มีนามเดิมว่า แย้ม เดชมาก เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2458 ณ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายแหยม และนางวงษ์ เดชมาก ปัจจุบัน สิริอายุรวมได้ 96 พรรษา 73 (เมื่อปี พ.ศ.2554) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) จ.นครปฐม
    ๏ การอุปสมบท
    ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2481 โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อสุข ปทุมสุวณฺโณ) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม และเจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม ในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงทอง) เจ้าอาวาสวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) ในขณะนั้น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เพชร วัดสามง่าม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ฐานยุตโต”
    หลังอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดสามง่าม ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี พร้อมกันนี้ ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน เล่าเรียนวิทยาคม เรียนเขียนอ่านอักขระขอม ลงอักขระเลขยันต์ คาถาอาคม โหราศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ โดยมีหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ คอยอบรมสั่งสอน ฝึกหัดขัดเกลาให้เกิดความรู้ ความเชี่ยวชาญครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เต็มเปี่ยมด้วยภูมิรู้ภูมิธรรม
    ในวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรง ท่านชอบออกท่องถือธุดงควัตรตามป่าเขาลำเนาไพร แสวงหาความวิเวกในการปฏิบัติธรรม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดวิทยาคมกับครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ เช่น ได้พบกับ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
    ๏ เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อเต๋ คงทอง
    ท่านได้ช่วยแบ่งเบาภารกิจของ พระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงทอง) ผู้เป็นอาจารย์ ได้อย่างมาก ด้วยการเป็นศิษย์คอยอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดอยู่ตลอด จนได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสามง่าม และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา
    ปฏิปทาของหลวงปู่แย้มเจริญรอยตามครูบาอาจารย์ทุกประการ ไม่มีผิดเพี้ยน ตั้งแต่เรื่องของวัตรปฏิบัติ การปฏิบัติศาสนกิจ การพัฒนาความเจริญให้วัดสามง่ามและชุมชนใกล้เคียง การสงเคราะห์สังคม ที่สำคัญคือการสืบทอดตำรับมหาพุทธาคมของสำนักวัดสามง่าม กระทั่งถึงทุกวันนี้ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป
    ๏ งานสาธารณประโยชน์
    หลวงปู่แย้ม ได้จัดสร้างสาธารณประโยชน์ และถาวรวัตถุไว้ที่วัดสามง่าม รวมทั้งให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือวัดวาอารามอารามต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน อาทิ เป็นผู้อุปถัมภ์สร้างอุโบสถวัดดอนตูม จ.นครปฐม, อุโบสถวัดสระสำเภาทอง จ.กาญจนบุรี, อุโบสถวัดทุ่งกฐิน จ.ราชบุรี และอุโบสถวัดทุ่งเจ็ดหาญ จ.พิจิตร เป็นต้น
    นอกจากนี้ ท่านยังได้สงเคราะห์ประชาชนช่วยเหลือสังคม ด้วยการสร้างห้องพิเศษโรงพยาบาลดอนตูม, สร้างอาคารเรียนและอุปกรณ์การศึกษาโรงเรียนคงทองวิทยา และโรงเรียนวัดสามง่าม, จัดหาทุนบุญนิธิหลวงพ่อเต๋ คงทอง เพื่อการศึกษา อย่างต่อเนื่องมิได้ขาด
    ด้วยความเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีและเคารพนับถือครูบาอาจารย์อย่างสูงสุด ดังนั้น ท่านจึงร่วมกับคณะกรรมการวัดตลอดทั้งคณะศิษยานุศิษย์ จัดงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อเต๋ คงทอง ตรงกับวันที่ 24 มกราคมของทุกปี และจัดงานไหว้ครูหลวงพ่อเต๋ คงทอง กำหนดจัดงานตรงกับวันพฤหัสบดีแรก เดือนห้าของทุกปี ในปีนี้งานไหว้ครูจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2550
    พระครูประยุตนวการ (หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต)
    พระครูประยุตนวการ (หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต)
    ๏ งานส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา
    ผลงานส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาล่าสุดคือ การสร้างอาคารเรียน “หลวงพ่อแย้ม ฐานยุตโต” มอบให้โรงเรียนคงทองวิทยา สังกัด สพท. นครปฐม เขต 1 เป็นอาคารคอนกรีตเสริม เหล็ก 3 ชั้น ใช้งบประมาณ 8 ล้านบาทเศษ นายสิงหล ช่างปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูและกรรมการบริหารสถานศึกษา กำหนดจัดงานเปิดอาคารในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2550 โดยเชิญคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน
    วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2550 จัดงาน 42 ปี ราตรีคงทอง เป็นงานชุมนุมศิษย์เก่าโรงเรียนคงทองวิทยาทุกรุ่น
    นอกจากสร้างอาคารเรียนโรงเรียนคงทองวิทยาแล้ว ท่านกำลังดำเนินการสร้างอาคารเรียนให้โรงเรียนวัดดอนยอ สังกัด สพท. นครปฐม เขต 2 จึงนับได้ว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์นักพัฒนาการศึกษา เป็นผู้ให้แสงสว่างทางปัญญาแก่เยาวชนอย่างแท้จริง
    ๏ ลำดับสมณศักดิ์
    พ.ศ.2530 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโทที่ “พระครูประยุตนวการ”
    พ.ศ.2536 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    พ.ศ.2545 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก เทียบตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    ๏ งานปกครองคณะสงฆ์
    หลวงปู่แย้ม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2525 โดยท่านรับภาระหน้าที่ปกครองดูแลคณะพระสงฆ์สามเณรวัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) สืบต่อจาก พระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงทอง) ที่ละสังขารไปเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2524
    พระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงทอง)
    พระครูประยุตนวการ (หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต)
    ๏ เกียรติคุณด้านมงคลปูชนียวัตถุ
    หลวงปู่แย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิริยะอุตสาหะและมีความอดทนเป็นเลิศ ปัจจุบันแม้ว่าอายุกว่า 94 ปีแล้ว ท่านก็ไม่อยู่นิ่งเฉย ยามว่างจากการปฏิบัติศาสนกิจ ท่านจะลงตะกรุดจารด้วยลายมือ พร้อมทั้งถักตะกรุดด้วยฝีมือประณีตงดงาม อักขระเลขยันต์ที่ท่านเขียนหรือจารเพื่อทำวัตถุมงคล จะมีความเรียบร้อยสวยงาม แม่นยำไม่มีอักขระผิดพลาด ด้วยฝีมือประณีตงดงามมากเป็นแบบอย่างฝีมือชั้นครู การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงปู่แย้ม ท่านจะตั้งใจมากเป็นพิเศษใช้พลังสมาธิจิตในระดับสูง ใครได้พบเห็นจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
    มงคลปูชนียวัตถุต่างๆ ที่หลวงปู่แย้มสร้างไว้ มีครบทุกประเภทและเป็นที่นิยมทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผู้นำไปใช้ได้พบเห็นด้วยตนเอง เช่น เหรียญรุ่น 1 พ.ศ.2516 ที่ระลึกงานทำบุญฉลองอายุครบ 5 รอบ สร้างตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเต๋ คงทอง ยังมีชีวิตอยู่ โดยได้อธิษฐานจิตปลุกเสกเรื่อยมา กระทั่งหลวงพ่อเต๋มรณภาพ จึงนำเหรียญดังกล่าวแจกให้ลูกศิษย์และผู้ใกล้ชิด
    เหรียญรุ่น 1 ฉลองอายุครบ 5 รอบ นับเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการตำรวจและทหาร
    ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ พระกริ่งบารมี 80 เหรียญตลับยาหม่อง เหรียญหล่อใบโพธิ์ พระผงรูปเหมือน พระขุนแผนเนื้อว่านมหาเสน่ห์ นางพญาเสน่ห์จันทร์มหาเศรษฐี เหรียญหล่อใบโพธิ์ รูปหล่อลอยองค์ รูปเหมือนบูชา พระกริ่งบรมครู พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า รูปหล่อลอยองค์ ตะกรุดโทน ตะกรุดหนังสือ ตะกรุดสามห่วง ผ้ายันต์ ฯลฯ
    ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ กุมารทอง หลวงปู่แย้มสร้างตามตำรับหลวงพ่อเต๋ มีประสบการณ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากเป็นพิเศษ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเลื่อมใสศรัทธา
    ๏ พระเกจิอาจารย์อาวุโสจังหวัดนครปฐม
    หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของจังหวัดนครปฐม ที่สืบทอดวิชาความรู้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นที่เจริญศรัทธาของสาธุชน ได้นำวิชาความรู้ด้านวิทยาคมเป็นอุบายสำคัญในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้ประชาชนทั่วไป โดยยึดหลักธรรมคำสอนตามแนวทางของพุทธศาสนาเป็นวิถีสำคัญในการประพฤติปฏิบัติธรรม ตลอดจน ได้สร้างค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ดีงามให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของบริบทสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะบทบาทการส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของเยาวชน ผู้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติและสังคมในอนาคต นับเป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งที่คู่ควรยกย่องเป็นมงคลแห่งพระพุทธศาสนา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    .ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251022_002520.jpg IMG_20251022_002550.jpg IMG_20251022_002611.jpg IMG_20251022_002628.jpg IMG_20251022_002651.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1761116673902.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทาหลวงปู่ขันตี ญาณวโร
    หลวงปู่ขันตี ท่านถือกำเนิดตรงกับวันอังคารที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๖ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะแม เป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด ท่านเล่าว่าชื่อของท่าน หลวงปู่คำดี ปภาโส ตั้งให้ คำว่า “ขันตี” คือ “ขันติ” หลวงปู่คำดี ตั้งให้เพื่อให้ท่านเกิดมาเป็นผู้มีความอดทนต่อความยากลำบาก และอดกลั้นต่อกิเลสความชั่วร้าย
    ๏ การอุปสมบท
    ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗ ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
    ๏ อุปัฏฐากหลวงปู่คำดีและหลวงปู่ชอบ
    หลังจากอุปสมบทได้ ๑ ปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้ติดตามมาปฏิบัติจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ปภาโส ที่วัดถ้ำผาปู่ อ.เมือง จ.เลย ต่อมา ได้ย้ายไปพำนักจำพรรษาและอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดป่าโคกมน จ.เลย เนื่องจากในขณะนั้นหลวงปู่ชอบป่วยเป็นอัมพาต และได้ติดตามอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบ ไปยังสถานที่ต่างๆ เช่นวัดผาแด่น บนยอดเขาหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงถิ่นทุรกันดาร ภายหลังหลวงปู่ชอบ ได้เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว หลวงพ่อขันตี ญาณวโร จึงออกธุดงค์ในป่าลึก อยู่รุกขมูลถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ต่อมาหลวงพ่อขันตี ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองแซง (วัดหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ)ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ก่อนย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำกองเพล (วัดหลวงปู่ขาว อนาลโย) ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู เป็นต้น
    ๏ สร้างวัดป่าห้วยเดื่อ (วัดป่าสันติธรรม)
    หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้เป็นผู้นำพาสร้างวัดป่าแห่งหนึ่งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ อ.หนองหิน จ.เลย ชื่อว่า วัดป่าห้วยเดื่อ (หรือวัดป่าสันติธรรม ปัจจุบันท่านพระอาจารย์ทวี พระน้องชายของหลวงพ่อขันตี เป็นผู้ดูแล) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านพำนักอยู่จำพรรษา ณ วัดป่าห้วยเดื่อ เป็นเวลายาวนานถึง ๒๕ ปี ต่อมาหลวงพ่อขันตี ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ ซึ่งเป็นธรรมสถานเดิมของพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    ๏ พำนักจำพรรษาวัดป่าม่วงไข่
    สำหรับวัดป่าม่วงไข่ ตั้งอยู่ที่บ้านม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย วัดนี้เดิมเป็นสำนักสงฆ์ ได้ตั้งมานานแล้ว โดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้มาทำไว้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรม ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าเข้ามาในบริเวณที่ตั้งกุฏิไม้ไผ่แห่งนี้ แต่ไฟไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด
    ๏ พญานาคมาช่วยทำทางให้ที่วัดป่าม่วงไข่
    การที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางมาที่วัดป่าบ้านม่วงไข่นั้น ท่านต้องการมาโปรดพ่อเชียงหมุน พรานป่าผู้ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์อยู่ในเขตละแวกบ้านม่วงไข่ ซึ่งพ่อเชียงหมุน และหลวงปู่ชอบเคยเกิดเป็นเพื่อนกันในอดีตชาติ สภาพแวดล้อมของวัดป่าม่วงไข่ในสมัยก่อนเป็นป่ารกชัฏ กันดารไกลจากหมู่บ้าน และแหล่งน้ำ ซึ่งปกติพระเณรต้องลงไปตักน้ำในลำธารในเหวทุกวัน เนื่องจากวัดอยู่บนยอดเขา ซึ่งไม่มีบ่อน้ำ ต้องลงมาสรงน้ำในเหว และช่วยกันตักน้ำไปใส่ตุ่มบนยอดเขา ทางขึ้นลงนั้นชันมากและเต็มไปด้วยป่าไผ่ ซึ่งมักเกี่ยวสบง อังสะของพระเณร จนเป็นแผลกันอยู่บ่อยๆ บางครั้งยังลื่นไถลลงมาด้วยซ้ำ ทำให้ได้รับความลำบากมาก วันหนึ่งตอนเย็น เกิดฝนตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา พอถึงรุ่งเช้า พระเณรก็พบกับความประหลาดใจ เพราะทางขึ้นลงเหวนั้น กลายเป็นทางเตียนโล่งลงไปจนถึงที่ตักน้ำ กอไผ่แหวกออกเป็นทางไป ๒ ข้าง เหมือนเอารถแทรกเตอร์มาเกรด หลวงปู่คำผองท่านก็สงสัย เพราะในป่าอย่างนี้ จะไปมีรถแทรกเตอร์มาเกรดให้ได้อย่างไร จึงไปกราบเรียนถามหลวงปู่ชอบ ท่านก็ยิ้มๆแล้วบอกว่า “พญานาคเขามาทำให้ เขามาลาเรา บอกว่าจะไปสงคราม” หลวงปู่คำผอง กุสลธโร พระอุปัฏฐากในสมัยนั้น ท่านรู้สึกแปลกใจมากจึงเรียนถามหลวงปู่ว่า “พญานาคเขามีรบกันด้วยหรือ หลวงปู่” หลวงปู่ชอบท่านตอบว่า “มนุษย์เป็นอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น” นับแต่นั้นมา เวลาพระเณรลงไปตักน้ำก็ไม่ลำบากอีก
    ทุกวันนี้ วัดป่าม่วงไข่ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยตั้งอยู่บริเวณภูน้อย ติดกับหมู่บ้านม่วงไข่ ห่างจากถนนสายเลย-ด่านซ้ายที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ลึกเข้าไปประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่เดิมการเดินทางเข้าวัดป่าม่วงไข่ ต้องเดินเท้าเข้าไป โดยเฉพาะหน้าฝนลำบากมาก แต่ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมสะดวกสบาย การเดินทางสะดวกราบรื่น โดยรอบบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ยังคงสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เอาไว้ ตั้งแต่ครั้งยุคของหลวงปู่ชอบเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงยุคหลวงพ่อขันตี ด้วยมีทิวทัศน์บรรยากาศที่สวยงามมาก นับว่าวัดป่าม่วงไข่ยังสามารถคงสภาพป่าที่สมบูรณ์ เหลือไว้เป็นสมบัติทางธรรมชาติสืบต่อไป
    หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้อนุรักษ์สิ่งของอัฐบริขารและเสนาสนะต่างๆ ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เอาไว้ เช่น กุฏิพักหลวงปู่ชอบ โดยเฉพาะกุฏิไม้ไผ่ที่ปลูกอยู่ติดกับต้นมะม่วงป่า มะม่วงป่านั้นมีลูกเล็กๆ สีเหลืองเท่ากับไข่ไก่พื้นบ้าน ต้นใหญ่ประมาณ ๒-๓ คนโอบ เป็นที่เดินจงกรมและนั่งปฏิบัติธรรมหลวงปู่ชอบ
    ในส่วนของหลวงพ่อขันตี ท่านยึดถือในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชอบ ผู้เป็นพระอาจารย์ ด้วยการนั่งปฏิบัติธรรมพร้อมด้วยพระลูกวัดมาโดยตลอด นับเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่งในบวรพระพุทธศาสนา
    หลวงปู่ขันตี ญาณวโร วัดป่าสันติธรรม (วัดป่าห้วยเดื่อ) อ.หนองหิน จ.เลย ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๐๙.๕๑ น. วันอาทิตย์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตรงกับวันพระแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง ณ กุฏิวัดป่าสันติธรรม สิริอายุรวม ๘๐ ปี ๙ เดือน ๒๔ วัน พรรษา ๖๐ (ปี ๒๕๖๗ นี้ เข้าสู่พรรษาที่ ๖๑)
    ชมภาพบรรยากาศวัดป่าม่วงไข่ ได้ที่อัลบั้ม “กรุ่นกลิ่นไพร ไอสายฝน เย็นสายลม ชื่นกระแสธรรม” ที่ลิงค์ https://www.facebook.com/thindham/media_set?set=a.423061774411036.118751.100001216522700&type=3
    ชมภาพพิธีมอบตึกสงฆ์อาพาธ “ตึกบูรพาจารย์” โรงพยาบาลประจำจังหวัดเลย ที่หลวงพ่อขันตี ญาณวโร เมตตาเป็นประธานในการหาทุนจัดสร้างตึก ฯ พร้อมอุปกรณ์ให้ด้วยงบประมาณ ๙๙,๗๐๙,๓๗๓ บาท ได้ที่ลิงค์ครับ https://www.facebook.com/thindham/media_set?set=a.133304963386720.40769.100001216522700&type=3

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญขอบสตางค์และตะกรุดปลอกลูกปืนหลวงพ่อขันตีวัดป่าม่วงไข่

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251022_135352.jpg IMG_20251022_135423.jpg IMG_20251022_140137.jpg IMG_20251022_140158.jpg IMG_20251022_135327.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1761117689027.jpg 1761119693104.jpg

    หลวงพ่อแนมท่านสำเร็จวิชามนต์จินดามณีที่สืบสานมาจากต้นตำหรับวิชานางยักษ์พันธุรัตน์
    พระสมเด็จรุ่น 1 สมเด็จจอมทอง
    หลวงพ่อแนมวัดเขาหน่อ
    ประวัติโดยย่อ
    ( หลวงพ่อแนม กตปุญโญ ) วัดเขาหน่อ
    เด็กชายแนม ธรรมราช เกิดวันที่ 6 เม.ย 2465 ณ. บ้านท่าเกษม หมู่ 4 อ. สวรรคโลก จ. สุโขทัยเป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คนของ
    นายน้อย-นางฝอย ธรรมราช เมื่ออายุ 9 ขวบ ได้ตามแม่ใหญ่ ชื่อแม่ขาวพวง ธรรมราช ซึ่งเป็นแม่ชีมาจากสุโขทัยจนได้มาพบกับพระธุดงค์คือ
    หลวงพ่ออ๊อด ที่วัดท่าจันทร์ ต. บ้านแดน อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์และได้เรียนหนังสือจนจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดบ้านแดน
    หลังจากนั้นหลวงพ่ออ๊อด ได้ฝาก ด.ช แนม ไว้กับหลวงพ่อแท่นยโสธโรซึ่งต่อมา หลวงพ่อแท่น ท่านก็ได้นำ ด.ช แนม
    ไปบวชเณรกับท่านเจ้าคุณวิเชียรโมลี เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพ็ชร ณ. วัดพระบรมธาตุ อ.เมือง เมื่อวันที่ 7 พ.ค 2480
    จนกระทั่งเมื่อ อายุเข้า 20 ปีหลวงพ่อแท่น จึงได้พาสามเณร แนม เข้าไปอุปสมบท กับพระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง )
    เมื่อวันที่ 8 พ.ค 2485 ณ. วัดสังขวิจิตร ต. ตาขีด อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์
    โดยมี พระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รัยฉายา กตปุญโญ...
    พระอาจารย์ ที่หลวงพ่อแนม ได้ศึกษาธรรมะและ พุทธาคมที่ได้บันทึกไว้มีดังนี้
    1. พระวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง )วัดคหบดีสงฆ์ กำแพงเพ็ชร
    2. หลวงพ่อแท่น ยโสธโร
    3. หลวงปู่เภา วัดถ้ำตะโกลพบุรี
    4. หลวงพ่อฉาย วัดป่าธรรมโสภณ
    5. หลวงพ่อกึ่ง วัดโพธิ์ชัย
    6. หลวงพ่อสุด วัดปฐมพานิช
    7. หลวงพ่อสำลี วัดเขาวัง ราชบุรี
    8. หลวงพ่ออุ่มวัดเขาวัง ราชบุรี
    9. หลวงพ่อธูป วัดเขาปถะหวี
    10. หลวงพ่อวัน วัดเขาวงบ้านหมี่
    11. หลวงปู่นาค วัดท่าเกษม สวรรคโลก จ.สุโขทัย
    12. หลวงพ่อแกรวัดส้มเสี้ยว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์
    หลวงพ่อแนม ท่านมีความชำนาญทางด้านก่อสร้างเป็นพิเศษ ได้ก่อสร้างศาสนาสถานไว้มากมายอาทิเช่น..
    พ.ศ 2513 สร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง
    พ.ศ 2514 สร้างกุฏิแบบทรงไทย 5 หลัง
    พ.ศ 2515 สร้างปะปา ร่วมกับอนามัย อ. บรรพตพิสัยประจำวัด
    พ.ศ 2519 สร้างหอสวดมนต์
    พ.ศ 2520-2521 สร้างหอสมุดแบบทรงไทย
    ในปี พ.ศ 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้ทรงเสด็จยกช่อฟ้า ที่อุโบสถ วัดเขาหน่อ นครสวรรค์
    เป็นที่ปลื้มปิติของประชาชนชาว จังหวัดนครสวรรค์ อย่างหาที่สุดมิได้.....
    หลวงพ่อแนมท่านเป็นผู้มีคุณธรรม มีพรหมวิหารธรรมเป็นพระนักปฏิบัติ ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาต่อบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่งตลอด
    จนผู้ไฝ่ธรรมทั้งหลายที่มากราบท่าน นมัสการท่าน จนเมื่อวันที่ 15 มิ.ย 2543 หลวงพ่อแนม ท่านมีอากาศป่วยกำเริบ
    ลูกศิษย์ได้นำหลวงพ่อแนม ส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพนครสวรรค์ และท่านก็ได้มรณะภาพ ในเวลา 15.00 น.
    ด้วยอาการอันสงบเป็นที่เศร้าโศรกเสียใจต่อประชาชน ลูกศิษย์ทั้งหลาย ตลอดจนผู่ใฝ่ทางธรรมทุกๆท่าน....
    วันที่ 22 ตุลาคม 2543 ทางคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จจอมทองรุ่นแรกหรือสมเด็จโอ่ง ปี ๒๕๒๒ หลวงพ่อแนมวัดเขาหน่อสภาพเนื้อบิ่นหาย ด้านข้างรุ่นนี้หลวงพ่อตั้งใจปลุกเสกเป็นพิเศษ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251022_145335.jpg IMG_20251022_145358.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ตุลาคม 2025
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761127837285.jpg

    ระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน
    ประวัติหลวงปู่เส็ง วัดบางนา สุดยอดพญาครุฑอันดับต้นของเมืองไทย
    หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาดมีปฏิปทาใน ทางสมถะหมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ
    เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา หลวงปู่เป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูดว่ากล่าวผู้ใด
    หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 65 ปีท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล
    การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้น ท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ในปีนั้นเองหลวงปู่ก็ทำเหรียญรูปอาร์ม หรือใบเสมาคว่ำเป็นรุ่นแรกออกมาอีก และนับแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาหลวงปู่เส็งก็สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆออกมามากมายแทบจะนับ
    รุ่นกันไม่ได้เลยทีเดียว
    หลวงปู่สร้างวัตถุมงคลทุกปีๆหนึ่งสร้าง 2-3 แบบจนกระทั่งท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530 รวมระยะเวลาการทำวัตถุของหลวงปู่เส็ง 20 ปี และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกรุ่นทุกแบบก็มีผู้เลื่อมใสหามาพกติดตัวและบูชากันมากมาย
    วัตถุุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้น ออกไปในทางแคล้วคลาดเมตตามหานิยม และการค้าขายดีเยี่ยม วัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งรุ่นนิยมเท่าที่พอลำดับความได้มีดังนี้
    พระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกจัดสร้างปี 2510 ผงที่นำมาสร้างเป็นผงอิทธิเจซึ่งจะโน้มไปในทางเมตตามหานิยม และค้าขาย พระผงสมเด็จ 3 ชั้นรุ่นแรกด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปพระประธานนั่งสมาธิ มีซุ้มครอบแก้วด้านหลังเป็นลายมือเขียนว่า พระครูเส็ง บางองค์เขียนว่า เส็ง และบางองค์ก็เขียนว่า พระครูเส็ง จันทฺรังสี แล้วแต่ว่าหลวงปู่จะเขียนอะไรคำไหน แต่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบพิมพ์เป็นบล็อคใช้กดลงไปบนหลังพระเวลากดพิมพ์
    เนื้อพระมีทั้งเนื้อน้ำมัน ลักษณะพระจะออกแกร่งมันกับสูตรผสมเนื้อกล้วยพิมพ์ออกมามีทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ เหลือง เขียวแดง และ ขาวพอทำเสร็จหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวแล้วออกแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ไปหาท่าน บางรายนำพระพกติดตัวไปประสบอุบัติเหตุเกิดแคล้วคลาดอย่างเหลือเชื่อกิตติศัพท์พกพระหลวงปู่เส็งแล้วแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุมีบ่อยครั้งมากจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่ว
    พุทธคุณพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของหลวงปู่เส็งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเป็นเลิศหลังทำพระผงรุ่นแรกทิ้งช่วงปลายปีท่านก็ทำเหรียญรุ่นแรกออกมาเป็นเหรียญใบเสมาคว่ำมีทั้งเนื้อกะไหล่ทองเงินและทองแดง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์มีอักษรเขียนว่า อาจารย์เส็ง ด้านหลังเป็นยันต์ใต้ยันต์มีอักษรระบุชื่อวัดบางนา พ.ศ.2510 ปีที่จัดสร้างและพระผงที่ทำออกมานั้นส่วนใหญ่จะบรรจุตะกรุดสาริกาดอกเล็กๆ ไว้ที่ฐานด้วยเพื่อเสริมพุทธคุณการทำพระเครื่องของหลวงปู่เส็งจนถึงปี 2512 หลวงปู่จะเอาพระเครื่องที่ทำออกมาไปปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ ถ้าเป็นเหรียญท่านจะทำพิธีพุทธาภิเษกนิมนต์พระระดับเจ้าอาวาส ละแวกวัดบางนามาเจริญพุทธมนต์ด้วย หลังจากปี 2512 การทำวัตถุมงคลหลวงปู่จะจัดพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถตลอด
    พระผงรุ่นที่โด่งดังมากก็คือ รุ่นขี่หมูซึ่งรุ่นนี้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นคนจัดสร้างขึ้นมานำไปให้หลวงปู่ทำพิธีพุทธภิเษกแล้วก็มอบพระให้หลวงปู่ไว้จำนวนหนึ่ง บรรดานักเล่นพระนิยมกันมาก
    สำหรับวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆ นั้นครั้งแรกหลวงปู่จัดสร้างหมูทองแดงในปี 2522 สาเหตุการจัดทำหมูทองแดงของหลวงปู่เส็งนั้นสืบเนื่องมาจากในตำนานกล่าวกันว่าหมูทองแดงตามป่าเขาที่เป็นหมูเขี้ยวตันนั้นปืนยิงไม่เข้าหลวงปู่ก็เลยคิดทำวัตถุมงคลเป็น
    หมูทองแดงเขี้ยวตันขึ้นมา เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก
    วัตถุมงคลหลังเสร็จพิธีคนที่พบเห็นเข้าไปบอกหลวงปู่ ท่านก็เฉยๆ แถมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีท่านไม่ได้พูดอะไรแต่รับฟังเอาไว้ ครั้นเมื่อทำหมูทองแดงออกมาแจกกันเป็นที่ฮือฮาพอสมควรหมูทองแดงที่สร้างนั้นเป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ มีหมูทองแดงตัวใหญ่และเล็กข้างลำตัวซ้ายมีอักษรเขียนว่า วัดบางนา ปทุมธานี ข้างลำตัวด้านขวาเป็นอักขระขอมมียันต์ที่โคนขาทั้ง 4 ลักษณะเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน และในปี 2524 หลวงปู่เส็งได้จัดสร้าง ทำหมู 7 หัวขึ้นมาเป็นลักษณะหมูป่าเขี้ยวตัน คู้ขาหมอบที่เรียกว่า 7หัวนั้นหมายถึงหัวของปลัดขิกที่ทำไว้ตามลำตัวมี 7 แห่ง คือที่หัว หาง ที่เพศและที่ปลายเท้าทั้งสี่ข้าง เป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ ข้างลำตัวด้านซ้ายระบุปีพ.ศ.ที่จัดสร้างคือปี 2524 นอกจากนี้หลวงปู่เส็งได้ทำหมูจัมโบ้ ขนาดใหญ่ออกมาอีก 1 รุ่นหมูทองแดงรุ่นแรกทำออกมาแค่ 2,500 ตัวเท่านั้นพุทธคุณไปในทางแคล้วคลาดและค้าขาย
    หลังจากทำหมูทองแดงออกมาหลวงปู่ก็จัดทำครุฑทองแดงซึ่งครุฑเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ จัดทำพิธี
    พุทธาภิเษกในโบสถ์มีพระอาจารย์มาร่วมบริกรรมพุทธคุณอีก 10 รูป ครุฑทองแดงด้านหลังเขียนว่า หลวงปู่เส็ง วัดบางนาปทุมธานี 2522 สลับกับอักขระขอมประสบการณ์มีผู้นำติดตัวไปแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทางรถ และทางเรืออีกทั้งยังป้องกันภัย จากงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนัก
    ต่อมาหลวงปู่จัดสร้างรูปเหมือนหนุมานเหตุผลที่จัดทำนั้นท่านถือว่าหนุมานเป็นลิงประจำปีวอกและด้วยหนุมานเองก็เป็นศิษย์ของพระนารายณ์
    ์มีอานุภาพฤทธิ์เดชมากมาย ที่จัดทำไว้มีเนื้อกะไหล่เงินและทองแดง ไม่ระบุปีจัดสร้างจาก หมู ครุฑ หนุมาน ต่อมาท่านก็สร้างพญาเต่าเลือนเนื้อทองแดงผสมโลหะแล้วจัดสร้างหงส์ทอง หงส์เงิน อีก 1 ชุด เนื้อกะไหล่ทองและกะไหล่เงินทำเพื่อเป็นที่ระลึกว่าวัดบางนานั้นเป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมา
    นอกจากวัตถุมงคลรูปแปลกๆ แล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสมสร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา
    ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายสิบแบบมีทั้งนางกวักพระผงพิมพ์สมเด็จ พระผงปิดตา เรียกว่าการจัดทำวัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้นมากมายจริงๆ ถ้าหากวัตถุ มงคลใดไม่ระบุพ.ศ. เอาไว้แทบจะไม่ทราบกันเลยว่าหลวงปู่จัดสร้างในพ.ศ.อะไรเพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ และก็ทำออกมามากแบบ สำหรับเงินรายได้ที่ มีผู้นำมาบริจาคหรือเช่าวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
    ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งท่านก็ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะ
    วัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้นก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมากถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้นหลวงปู่เกรงว่า
    ชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมดจึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้างเพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น
    พอท่านสร้างวัดวังหินเสร็จวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2531 หลวงปู่เส็งผู้ที่เป็นประดุจเทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนาก็ถึงแก่มรณภาพลงรวมอายุได้ 87 ปี
    ท่านสิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลคุ้มเกล้า ตึกคุ้มเกล้าครั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลงท่านพระครูอนุกูลศาสนกิจหรือหลวงพ่อแสวง ก็ขึ้นเป็นสมภารแทนท่านก็ทำนุบำรุงวัดเอาวัตถุมงคลหลวงปู่เส็งมาจำหน่ายจ่ายแจกรายได้สร้างวัดยุคของหลวงพ่อแสวง เป็นยุคของการพัฒนาวัดอย่างจริงจังไม่มีการออกวัตถุมงคลจะมีออกเหรียญรูปไข่ในงานฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อแสวงที่ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นโทเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เสร็จสิ้นงานฉลองไม่นานหลวงพ่อแสวงก็มรณภาพเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปลายปีนั้นเอง รวมอายุ 70 ปี
    เมื่อสิ้นหลวงพ่อแสวงพระอธิการยงยุทธ ยโสธโร ก็ขึ้นเป็นสมภารปกครองวัดสืบมาจนทุกวันนี้วัดบางนาตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพธิ์เหนือ หมู่1 อำเภอสามโคก หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไปวัดบางนาและไปกราบศพหลวงปู่เส็งที่ไม่เน่าไม่เปื่อยในโลงแก้วทางวัดสร้างวิหารติดริมแม่น้ำไว้เก็บสรีระของหลวงปู่เป็นสัดส่วนให้ไปขอพรขอโชคลาภจาก
    หลวงปู่
    เว็บนิตยสารมงคลโสฬส
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลขึ้นมาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จจันทรังสี ๘๗ ปีหลวงปู่เส็งวัดบางนา
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251022_171126.jpg IMG_20251022_171152.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc3_img (34).jpeg

    ประวัติพ่อท่านสังข์ วัดดอนตรอ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช
    พ่อท่านสังข์ เดิมชื่อสังข์ ซ้ายคล้าย เป็นชาว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดที่บ้านดอนตรอ ในรัชกาลที่ 5 ที่บ้านประดู่โพรง
    เมื่อวันศุกร์ที่ 16 เดือน กันยายน 2449 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม บิดาชื่อ คล้าย ซ้ายคล้าย มารดาชื่อ พูน ซ้ายคล้าย
    บรรพชาเป็นสามเณรเมือ่อายุ 15 ปี เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบท ได้รับฉายาว่า "เรวโต" มีพรรษารวม 78 พรรษา
    มรณภาพลงเมื่อ อายุ 98 ปี เมื่อ วันที่ 14 สิงหาคม 2547 โดยแพทย์ระบุว่าเส้นเลือดในสมองแตก ที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช
    พ่อท่านสังข์เป็นพระอริยสงฆ์แดนใต้ สุดยอดเกจิแห่งดินแดนเชียรใหญ่ ที่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่พระครูเรวัตรศิลคุณ กิตติคุณของท่านก็เป็นที่กล่าวขวัญกันทางภาคใต้มานานนับเป็นหลายสิบปี นอกจากนี้พ่อท่านสังข์ยังได้เข้าร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลครั้งสำคัญของภาคใต้หลายพิธีด้วยกัน เช่น จตุคามปี30 และยังเป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ร่วมปลุกเสกเหรียญพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง รุ่น 2 ซึ่งนอกจากจะเป็นเหรียญตายแล้ว ก็ยังเป็นเหรียญย้อน พ.ศ. อีกด้วย แต่กลับมีราคาเล่นหาอยู่หลักหมื่น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมีประสบการณ์สูงมาก เป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการยกย่องจากพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ว่ามีวิทยาคมสูงเป็นเลิศ
    พ่อท่านสังข์ออกเหรียญรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกของท่าน เมื่อ พ.ศ. 2514 ท่านปลุกเสกอยู่เป็นเวลานานถึงนำออกแจก ตอนเหรียญออกใหม่ๆไม่นานนัก มีชาวบ้านนำไปทดลองยิงปรากฏว่ากระสุนด้าน แต่พ่อนำลูกปืนลูกนั้นมายิงอีกครั้งโดยหันปากกระบอกปืนไปทางด้านอื่น ปรากฏว่ากระสุนระเบิดยิงออกทุกนัด พอข่าวแพร่ออกไปจึงมีชาวบ้านมาขอเหรียญกันมาก จนทำให้เหรียญหมดจากวัดไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เป็นเหรียญประสบการณ์ สั่งสมเรื่องราว คำบอกกล่าว จากปากต่อปาก
    เหรียญของท่านเป็นเหรียญที่มาในแรงก็ด้วยประสบการณ์ที่ชัดเจน จึงทำให้มีการเสาะหากันมากมาจนทุกวันนี้โดยเฉพาะพื้นที่แล้วสู้กันสุดๆ ด้านราคาก็อยู่ที่หลักพันปลายๆถึงหมื่นสวยจริงก็หมื่นกว่าตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครั้นพอท่านมรณภาพไปแล้วก็ยิ่งมีคนเสาะหากันมากขึ้นไปอีก จึงทำให้ค่านิยมของเหรียญขณะนี้พุ่งขึ้นสู่หลักหมื่นกลางๆ แต่ก็ยังหาคนปล่อยยากครับ พ่อท่านสังข์นอกจากจะมีวิชาอาคมศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของคนภาคใต้แล้ว ท่านยังมีอายุยืนยาวเฉียดๆ ร้อยปีเลยทีเดียวโดยวันที่ท่านมรณะภาพที่นครศรีฯไฟดับโดยไม่มีสาเหตุ และเป็นเกจิอีกรูปหนึ่งที่เผาไม่กินไฟเช่นเดียวกับเกจิก่อนหน้านี้ คือ พ่อท่านเขียว และพ่อท่านมุ่ย แถมสังขารท่านไม่เน่าเปื่อยครับ เหมือนพ่อท่านเขียว วัดหรงบล ซึ่งท่านทั้ง2 อยู่จ.นครศรีธรรมราชเช่นเดียวกัน
    วัตถุมงคลที่ท่านสร้างนั้นมีประสบการณ์เข้มขลังมากด้านคุ้มครองแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน คนในพื้นทื่รู้กันดีเพราะ ท่านเป็นเกจิที่ปฏิบัติดี มาตลอด คนเมืองคอนเคยบอกไว้ว่ายิ่งถ้าเป็นพระของท่าน ศักดิ์สิทธิ์ขนาดอธิษฐานให้ตัดรุ้งขาดได้เลยครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ
    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่สังข์ เนื้อว่านรุ่นแรกวัดดอนตรอ ปี ๒๕๓๗

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251023_154318.jpg IMG_20251023_154342.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1387945-32272.jpg

    สมเด็จซุ้มประตู สมเด็จรุ่นนี้หลวงพ่อผลตั้งใจสร้างมากและตั้งชื่อรุ่นว่าสมเด็จสมปรารถนา วันหนึ่งผมได้ไปปรับทุกข์กับหลวงพ่อว่าช่วงนี้ดวงไม่ดีทำอะไรก็ไม่ดี หลวงพ่อท่านก็สอนการใช้ชีวิตอะไรหลายๆอย่างแล้วท่านก็หยิบสมเด็จสมปรารถนาองค์นี้มาให้ แล้วบอกว่าแขวนองค์นี้แล้วจะแก้ดวงตกได้อะไรๆก็จะดีขึ้นทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง อย่ามองข้ามสมเด็จรุ่นนี้กันนะครับ องค์นี้เป็นรุ่นแรกนะครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เฟสคุณเอ็มโมบายชะอำ
    ประวัติพอสังเขป หลวงพ่อผล พระครูวิวิตสมาจาร(เตชธมโม) หรือ”ท่านเจ้าคุณพระพินิจสมณการ สย.วิ อดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายาง(ฝ่ายธรรมยุต)ซึ่งท่านเป็นพระผู้มีอภิณญาญาณสูงอีกรูปหนึ่งของอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีเรา หลวงพ่อผลท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและศิลปฏิบัติ มีศีลาจริยวัตรงดงาม และมีความสามารถในการร่ำเรียนพระเวทมนต์วิทยาคมได้รวดเร็ว สวดพระปาติโมกข์ได้ตั้งแต่อายุพรรษายังน้อย ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทอง วัดเขากระจิวและท่านยังเป็นศิษย์ผู้น้องของหลวงพ่อตัดวัดชายนา อดีตหลวงพ่อผลได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบรรพตาวาส(เขากระจิว)ตั้งแต่พศ.2498 ปฏิบัติอุปัชฌาวัตร อาจาริยวัตรในหน้าที่นวกภิกษุ ประพฤติตนอยู่ในศีลาจารวัตรอันดี ศึกษาทางคันถธุระ และศึกษาพระธรรมวินัยพระปริยัติธรรมจากพระสมุห์ทองอย่างเคร่งครัดขยันขันแข็ง จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีในปี2498 สอบได้นักธรรมชั้นโท พ.ศ.2499ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนนักธรรมประจำโรงเรียนปริยัติธรรมศรัทธาสามัคคี วัดบรรพตาวาส(เขากระจิว)เมื่อพ.ศ.2500 และสอบได้นักธรรมชั้นเอกในพ.ศ.2502
    ในส่วนของการปฏิบัติพระผล จะคอยช่วยเหลือพระสมุห์ทอง หรือหลวงพ่อทองเจ้าอาวาส สวดท่องปาติโมกข์ สอนนักธรรม อบรมดูแลพระลูกวัด อบรมดูแลศิษย์วัด ตลอดจนช่วยทำความสะอาดบริเวณวัด สร้างโบสถ์และดูแลสาธารณสมบัติของวัดมาโดยตลอด
    กระทั่งปีพ.ศ.2516 พระผลได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสหธรรมิการาม(หนองแขม)ตั้งอยู่ ม.8 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
    สถานภาพเดิม
    ชื่อ ผล
    นามสกุล จันทร์อินพรม
    เกิด วันที่15มิย.2478 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น15ค่ำ เดือน7 ปีกุน ณ.บ้านหนองบ้วย หมู่7 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
    อายุ 80ปี
    พรรษา 60
    มรณภาพ วันเสาร์ที่19ตุลาคม2558
    ปัจจุบันทางวัดได้เก็บสรีระสังขาลของหลวงพ่อผลไว้ณ.กุฏิเดิมของหลวงพ่อเพื่อให้ญาติโยมได้กราบไหว้
    วัตถุมงคล
    หลวงพ่อผลท่านสร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายรุ่น แต่ล่ะรุ่นท่านจะสร้างในจำนวนมากท่านให้เหตุผลว่า เพื่อให้พอแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ศรัทธาจะได้มีไว้ติดตัวกันทุกคน หลวงพ่อผลท่านเป็นพระวาจาสิทธิ์ ว่าอะไรใครมักจะเป็นอย่างนั้น จนหลวงพ่อตัดวัดชายนาต้องเอ่ยปากขอร้อง ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อผลต่างรู้ดีว่าถ้าหลวงพ่อผลเอ่ยปากว่าใครนี่ ชีวิตไม่มีใครได้ดีสักคน แม้กระทั่งพระที่บวชในวัดเวลาจะขึ้นลาสิกขากลัวที่สุดก็ตอนที่หลวงพ่อไม่รับพาน ทักให้อยู่ต่ออีกหน่อยนี่แหละ แล้วค่อยสึก ท่านจะไม่บอกตรงๆว่ามีเคราะห์ บางคนไม่เชื่อสึกออกไปตายโหงรึเกิดอุบัติเหตุเจ็บหนักทุกราย บ้างก็รถเครื่องล้ม รถคว่ำ โดนยิงโดนแทงตายก็มี เรื่องปัดเป่าท่านก็เก่งไม่เป็นสองลองใคร หลวงพ่อผลท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัยมาก ไม่จับเงินจับทอง ไม่ยึดติดกับลาภสักการะทั้งหลาย ไม่ฉันเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด ท่านมีดีอยู่ในตัวไม่อวดอุดตริ ใครมาขออะไรท่านให้หมด คนที่เคยไปกราบท่านจะรู้ดี ท่านเป็นพระที่เมตตาสูงมาก ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แม้กระทั่งอดีตที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าพ่อเมืองเพชร”ปิยะ(แป๋ง)อังกินันท์ อดีตสส.เมืองเพชรยังมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์
    และก็ท่าน ธานี ยี่สาร อดีตสส.เมืองเพชรอีกคนที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อผล คนนี้รักและศรัทธาหลวงพ่อผลมาก วัตถุมงคลของหลวงพ่อผล ท่านเคยบอกว่า จะเน้นทางเมตตา แคล้วคลาด ปลอดภัยดีนักแล มีลูกศิษย์ที่ใช้ต่างพบเจอประสบการณ์ต่างๆมากมาย ที่เป็นข่าวดังสุดๆก็เห็นจะเป็นคนที่ห้อยล็อกเก็ตรุ่น1แล้วฟ้าผ่าเข้าเต็มตัวแต่ไม่เป็นอะไรเลย แค่สลบเฉยๆมาเป็นข่าวดังสุดๆอีกครั้งก็เมื่อประมาณปี2556ได้ถ้าจำไม่ผิด พี่ติ๋มบ้านอยู่ฝั่งหน้าวัดหนองแขม(ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่)ไปเก็บถั่วอยู่ในนาขณะฝนตก โดนฟ้าผ่าเข้าที่ตัวเต็มๆกระเด็นตกไปอยู่ในร่องเหมืองสลบแน่นิ่ง แม่แกไปตามหา เจอสลบหมดสติอยู่ในร่องเหมือง เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดหมด ที่ลำตัวมีรอยไหม้ที่เกิดจากฟ้าผ่าเป็นทางยาวตั้งแต่หัวไหล่ลงมายันขาหนีบแบบสะพายแล่ง ที่คอมีรอยไหม้คล้ายรูปสร้อย เมื่อฟื้นมีสติดีแกเล่าให้ฟังว่าที่คอแขวนล็อกเก็ตหลวงพ่อผลอยู่องค์เดียว เป็นรุ่นฉลองอายุวัฒนมงคลครบ6รอบ วัตถุมงคลหลวงพ่อผลส่วนมากจะดังในพื้นที่ ยังไม่เป็นที่รู้จักจากภายนอกสักเท่าไร ราคาเล่นหาจึงยังไม่แพงแต่แรงพุทธคุณ ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากแรงศรัทธาครับ
    ปล. ท่านใดที่ศรัทธาหลวงพ่อผลขับรถผ่านวัดหนองแขมเชิญแวะกราบสรีระสังขาลเพื่อเป็นสิริมงคลและขอพรจากหลวงพ่อผลได้นะครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเฟส .กันแมน เพ็ชรรี
    พระครูวิวิตสมาจาร (สมณศักดิ์ขณะสร้างเหรียญ) หรือ หลวงพ่อผล อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองแขม ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับหลวงพ่อตัด วัดชายนา พระเกจิชื่อดัง จ.เพชรบุรี ทั้งสองท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว หลวงพ่อผลเป็นพระที่มีสมาธิจิตที่เข้มแข็ง เคร่งครัดในพระธรรมวินัย สันโดษ พูดน้อย มักน้อย มีเมตตาแก่ศิษย์และบุคคลทั่วไปมาก
    หลวงพ่อผล ท่านเป็นศิษย์ผู้น้องของหลวงพ่อตัด อายุน้อยกว่าหลวงพ่อตัดอยู่ 4 ปี ด้วยความเป็นศิษย์ที่มีอาจารย์คนเดียวกัน ทำให้สายสัมพันธ์ของทั้งสองวัด วัดชายนา และวัดหนองแขม แน่นแฟ้นต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา พระและเณรทั้งสองวัดจะเรียก หลวงพ่อตัดว่า "หลวงพ่อใหญ่" เรียก หลวงพ่อผลว่า "หลวงพ่อ"
    วิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อผล ที่ได้มาจากหลวงพ่อทอง ไม่แตกต่างกับหลวงพ่อตัดแต่อย่างไร จนรถบางคันในพื้นที่ จะติดสติ๊กเกอร์หน้ารถว่า "พรหลวงพ่อผล มนต์หลวงพ่อตัด" ต่างมีประสพการณ์เป็นที่ประจักษ์ ทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตามหานิยม
    หลวงพ่อผล ได้รับการแต่งตั้งให้ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอท่ายาง (ธรรมยุต) และเป็นเจ้าอาวาสวัดสหธรรมิการาม(วัดหนองแขม) ในสมณศักดิ์ที่ พระพินิตสมณการ หลวงพ่อได้มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558
    เวลาประมาณ 11.20 น. มีพิธีพระราชทาน น้ำหลวงสรงศพ และหีบทองทึบพระราชทาน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ณ วัดสหธรรมิการาม (หนองแขม) อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงซุ้มประตูผสมเกศาหลวงพ่อผล วัดหนองแขมเลี่ยมพลาสติก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251023_155017.jpg IMG_20251023_155042.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 ตุลาคม 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761235487876.jpg

    พระปิดตาหลังรูปเหมือนหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล รุ่น ๑
    หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น เป็นพระรุ่นเดียวกับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่หลอด หลวงตามหาบัว เป็นต้น หลวงพ่อวิริยังค์ ปัจจุบันได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระธรรมมงคลญาณ จึงนับเป็นศิษย์สายตรงรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นหลักชัยของพระกรรมฐานสายพระป่าในเมืองหลวงที่เหลืออยู่ ซึ่งได้พยายามถ่ายทอดสอนธรรมะและกรรมฐานให้กับประชาชนทั่วไปทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับหลวงพ่อวิริยังค์ แม้ว่าท่านมีลูกศิษย์นับถือเยอะ แต่หลวงพ่อก็ไม่ค่อยจะเน้นสร้างวัตถุมงคลมากนัก ถ้าจะสร้างก็เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เมื่อท่านสร้างวัตถุมงคลก็ต้องทำโดยวัดเป็นผู้จัดสร้าง จะไม่มีเรื่องพุทธพาณิชย์มาเกี่ยวข้อง พระของท่านทุกรุ่นมีเจตนาการสร้างดี นอกจากท่านจะปลุกเสกเดี่ยวแล้ว ยังได้เชิญพระเกจิสายกรรมฐานมาร่วมปลุกเสกอีกมากมายในแต่ละครั้ง หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระที่มีบารมีสูงมากๆ สามารถสร้างถาวรวัตถุต่างๆที่มีมูลค่านับร้อยนับพันล้านได้ภายในไม่กี่ปี
    สมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร)ปรารภว่า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นของวิเศษนับว่าเป็นแก้วรัตนมงคลของโลก เมื่อประพฤติตามแล้วก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างเป็นระเบียบและมีความสุข เมื่อถึงขั้นอริยมรรค เขาทั้งหลายก็จะพ้นจากทุกข์ถึงซึ่งพระนิพพานในที่สุด หลวงพ่อประสงค์ให้พระพุทธศาสนานี้มีความยั่งยืนให้ยาวนานที่สุด มิใช่เพียงพัน ๆ ปี แต่ขอให้เป็นแสน ล้านปี การสร้างพระพุทธรูปที่เป็นองค์แทนองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เป็นรูปธรรมแต่ก็มีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นสื่อที่จะนำบุคคลผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใสให้เข้าไปถึงนามธรรม พระพุทธรูปจะต้องมีค่าสูงและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพื่อจะเป็นศูนย์รวมของคนทั่วโลกต่อไปในอนาคต โดยคิดถึงวัตถุที่มีความคงทนและมีค่าสูงให้สมกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นของดีของวิเศษ นับว่าเป็นแก้วรัตนมงคลของโลก วัตถุเช่นทองเหลือง ทองแดง อิฐ ปูน ทราย วัตถุเหล่านี้จะเสื่อมสลายไปตามอายุของมันในเวลาอันไม่นานนัก ท่านจึงมีความคิดว่า หยกเขียว เป็นวัตถุอันหนึ่งที่มีอายุยิ่งยืนนานเท่าไหร่ยิ่งมีค่าสูงและวัตถุนั้นมีอายุนานนับแสนนับล้าน ๆ ปีไม่มีการเสื่อมสภาพ เพื่อให้เป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่งขึ้นก็ต้องเป็นหยกเขียวบริสุทธิ์ที่มีก้อนใหญ่ที่สุดในโลก
    หลวงพ่อได้ใช้ความพยายามแสวงหาหินหยกอย่างเต็มที่ มาในภายหลังหลวงพ่อได้ทราบข่าวว่าที่ประเทศแคนนาดามีบริษัททำเหมืองหยก ท่านจึงได้เดินทางไปยังประเทศแคนาดาในปี พ.ศ. 2530 เพื่อไปสืบหาหยกเขียวมาแกะสลักให้ได้ แต่เมื่อเดินทางไปถึงแล้วก็ยังไม่พบหยกตามต้องการ ท่านจึงเข้าพบเจ้าของบริษัททำเหมืองหยก ขอสั่งจองก้อนหยกขนาดใหญ่ไว้ หากขุดได้ท่านจะซื้อกลับมาเมืองไทย เวลาก็ผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่มีข่าวดีสักทีเพราะแม้ทางเหมืองจะขุดพบหยกเขียว และนำขึ้นมาได้ก็ยังไม่ได้ขนาดตามที่หลวงพ่อต้องการ
    กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 ปี ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ช่วงเวลา 03.00 น. ในขณะที่หลวงพ่อนั่งสมาธิก็ปรากฏเป็นนิมิตเห็นหยกสีเขียวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้เกิดขึ้นแล้ว หลังจากท่านได้นิมิตแล้วก็เกิดความเชื่อมั่นว่าก้อนหยกที่ต้องการนั้นใกล้จะเป็นจริงแล้ว ท่านจึงเดินทางไปยังประเทศแคนาดาอีกครั้ง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระปิดตาหลังรูปเหมือนรุ่น ๑

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251023_215050.jpg IMG_20251023_215122.jpg IMG_20251023_215137.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 ตุลาคม 2025
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1761365184847.jpg

    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
    น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761570616560.jpg

    พ่อท่านแปลกเคราเหล็ก
    พระปิดตามหาโภคทรัพย์ เนื้อผงผสมว่านเป็นพระปิดตารุ่นแรกที่พ่อท่านแปลกสร้างขึ้นจากเนื้อว่านทางโชคลาภมากมาย ผสมผงพุทธคุณทางเมตตา มหาเสน่ห์ สร้างน้อย ปัจจุบันหายากไม่ค่อยพบ
    พ่อท่านแปลก นั้นบุคลิกของท่านแปลก และพระเกจิอาจารย์สายเขา-อ้อ องค์นี้เก่งจริง แต่ไม่มีใครรู้จักท่านมากนัก ท่านท่านเป็นพระที่สมถะและเก็บตัว มักน้อย สันโดษ อยู่ที่วัดปากปรน กิ่งอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ทั้งวัดมีท่านอยู่เพียงองค์เดียวเรียบง่าย หนทางไปสุดแสนยาก ลูกศิษย์ที่ไปกราบท่าน ท่านจะมองดูลูกศิษย์ด้วยดวงตาแจ่มใส คนในพื้นที่และคนในจังหวัดตรัง จะรู้ถึงอภินิหาร มีสมาธิจิตอันแกร่งกล้า พุทธาคมก็ไม่เป็นสองรองใคร หลายต่อหลายครั้ง ที่ผู้คนประสบพบเจอในอภินิหารของท่านจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
    ท่านเดินท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักแต่ไม่เปียกเลย
    เมื่อมีอายุครบบวชได้อุปสมบทที่วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ท่านได้ศึกษาธรรมและได้เรียนรู้วิชา คาถา พระเวทย์ ไสยศาสตร์ และเกิดความสนใจวิชาเวทมนต์ คาถาอาคม และไสยศาสตร์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ใฝ่ศึกษาวิชาต่างๆ และได้เรียนวิชากับครูบาอาจารย์มากมาย ได้พบอาจารย์ปาน วัดเขาอ้อ และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้น ได้เรียนวิชาการต่างๆ มามากมาย
    ประวัติพ่อท่านแปลก วัดปากปรน
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างยิ่งของชาวตรัง และชาวภาคใต้ แม้บางครั้งวัดที่จำวัดอยู่จะมีพ่อท่านอยู่เพียงแค่องค์เดียว เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลทุรกันดาร และผู้คนที่อาศัยอยู่รายรอบส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยมุสลิม แต่พ่อท่านก็ยังยืนหยัดครองผ้าเหลืองมาจนถึงเวลานี้ถึง 45 พรรษา ในวัย 77 ปี ด้วยความสมถะ วิเวก เรียบง่าย น่านับถือ พร้อมทั้งยังมีอภินิหาร และแก่กล้าพุทธาคมอย่างยิ่งยวด
    "พ่อท่านแปลก" หรือ "พระครูสุเวชโกศล" เจ้าอาวาสวัดปากปรน อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง เกิดที่บ้านร่มเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2478 โยมบิดาชื่อ "ปาน ชูเท้า" โยมมารดาชื่อ "คุ้ม ชูเท้า" เมื่อวัยเยาว์ได้ช่วยทางบ้านประกอบอาชีพทำนา จนมีอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพื่อศึกษาธรรมและได้เรียนรู้วิชาไสยศาสตร์ด้วย จึงเกิดความสนใจวิชาเวทมนต์ และคาถาอาคมต่างๆ กระทั่งเมื่อไปพบ "หลวงพ่อปาน ปาลธัมโม" วัดเขาอ้อ จึงได้เรียนวิชาการต่างๆ อย่างมากมาย
    เมื่อออกพรรษา ทางบ้านได้ให้ให้ลาสิกขามาช่วยทำนาต่อไป จึงต้องสละเพศบรรพชิตทั้งที่จิตใจฝักใฝ่จะอยู่ต่อ แต่ก็ยังไปแสวงหาอาจารย์เรียนรู้วิชาทางไสยศาสตร์อยู่เสมอ จนพบกับ "พระอาจารย์นำ ชินวโร" แห่งวัดดอนศาลา จึงได้รับการชี้แนะแนวทางเวทมนต์และวิทยาคมมากมาย แม้ต่อมาพ่อท่านจะมีครอบครัว แต่เมื่ออายุ 33 ปี ได้เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตทางโลก เพราะมีจิตใจใคร่ทางธรรมอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จึงตัดสินใจอุปสมบทอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2510 ณ วัดควนขี้แรด จังหวัดพัทลุง โดยมี "พระครูมุทิตานุรักษ์" วัดท่าแค เป็นพระอุปัชฌาย์ "พระครูนิเทศน์ธรรมวินัย" วัดท่าแค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ "พระมหาผัน" วัดโคกโพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า "ปุสฺสเทโว"
    ทั้งนี้ หลังจากจำวัดได้ 1 พรรษา พ่อท่านได้ขอย้ายไปอยู่ที่วัดดอนปรัง วัดควนโตนด และวัดบางขัน จังหวัดพัทลุง เพื่อค้นคว้าเรียนวิชาสายเขาอ้อกับ "หลวงพ่อปาน" อีกครั้งหนึ่ง จนเกิดความชำนาญและสามารถปฏิบัติได้เห็นจริง จึงออกธุดงค์เพื่อหาความสงบวิเวกภายในป่า บนเทือกเขาบรรทัด รอยต่อระหว่างจังหวัดตรัง กับพัทลุง เพื่อฝึกจิตให้กล้าแข็ง จนถึง พ.ศ.2512
    หลังจากนั้น พ่อท่านจึงออกธุดงค์อีกครั้ง มาจนถึงวัดปากปรน จังหวัดตรัง โดยพบว่าเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่ มีเพียงกุฏิเก่าๆ และศาลาผุพัง กับป่ารกทึบ ในยุคสมัยที่ยังมีวัดเพียงแค่แห่งเดียวในอำเภอ ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาอิสลาม พ่อท่านจึงได้จำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดแห่งนี้เพียงองค์เดียว โดยระหว่างนั้น เริ่มมีชาวบ้านผ่านมาเข้าไปกราบนมัสการ และเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะพ่อท่านได้นำตำรารักษาโรคและตำรับเวทมนต์ จากถ้ำวัดในเขา จังหวัดพัทลุง มาช่วยรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน"พ่อท่านแปลก" ได้รับการกล่าวขานในเวลาต่อมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวิชาคาถาอาคมและไสยศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาจากสำนักเขาอ้อ ที่ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เช่น หลายคราวที่มีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่กลับไปถูกจีวรของพ่อท่านเลยแม้แต่เม็ดเดียว อันเนื่องมาจากตะกรุดและคาถา "ฝนแสนห่า" ที่ส่งผลให้มีพุทธคุณปกป้องคุ้มครองกาย หรือแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง แต่หากไม่ฝึกปฏิบัติทางจิตอย่างจริงๆ จังๆ จนเข้มแข็งแล้ว ก็จะไม่สามารถทำได้ตามตำรา
    นอกจากนั้น ยังมีการพูดถึงคาถา "อาบน้ำในกา" ซึ่งเป็นวิชาช่วยย่นหนทางและย่อกาย จนทำให้พ่อท่านสามารถสรงน้ำได้ โดยไม่ต้องลุกขึ้นไปห้องน้ำ หรือไม่ต้องสรงน้ำเป็นเวลานานๆ ได้ โดยที่ไม่มีกลิ่นกาย แต่ผิวพรรณ ราศรี ยังผ่องใส เปล่งปลั่ง ดูสะอาด รวมทั้งคาถา "ปืนยิงไม่ออก" ที่เลื่องลือมานานแล้ว แต่ไม่ว่าเรื่องราวของพ่อท่านจะโด่งดังมากมายขนาดไหน พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปนี้ ยังคงถือสันโดษและปฏิบัติธรรมด้วยการพิจารณา "อสุภะกรรมฐาน" อยู่เป็นเนืองนิตย์ พร้อมทั้งยังมีกระแสจิตแก่กล้า แต่มีความเมตตาเป็นเลิศ
    อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเรื่องราวสำคัญของจังหวัดตรัง ที่เกิดขึ้นเมื่อเทศกาลสงกรานต์ ปี 2550 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้วก็คือ เหตุการณ์น้ำป่าถล่มน้ำตกสายรุ้ง และน้ำตกไพรสวรรค์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 38 ศพ เพียงแต่รายสุดท้ายที่เป็นหญิงสาววัย 31 ปี ชาวตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง นั้น ไม่สามารถพบร่างได้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะระดมกำลังค้นหาต่อเนื่องกันมาหลายวัน และเป็นระยะทางยาวไกลนับสิบๆ กิโลเมตร แต่หลังจากที่มีการนิมนต์ "พ่อท่านแปลก" ไปทำพิธีบูชาเจ้าป่าเจ้าเขา เพียงแค่ฮึดใจ ก็สามารถค้นพบศพของหญิงสาวเคราะห์ร้าย ในพื้นที่ตำบลโพรงจรเข้ อำเภอย่านตาขาว โดยอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น
    ขณะที่วัตถุมงคลที่พ่อท่านได้ปลุกเสกเอาไว้หลายต่อหลายรุ่น เพื่อนำเงินมาก่อสร้างศาสนสถานต่างๆ ภายในวัดปากปรนนั้น ผู้ที่ได้ไปต่างก็มีประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์อย่างมากมาย โดยเหรียญรุ่นแรก ที่สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 เป็นเหรียญทองแดงรมน้ำตาลรูปไข่ ต่อจากนั้น ก็ยังมีการสร้างล็อกเกตรูปพ่อท่าน รวมทั้งรูปหล่อเนื้อเซลลิก้าผสมผง หน้าตัก 5 นิ้ว รูปหล่อเนื้อทองเหลือง หน้าตัก 2 นิ้ว แหวนพิรอด สายคาดเอว และผ้ายันต์ โดยวัตถุมงคลรุ่นล่าสุดนั้น เป็นรูปเหมือนพิมพ์เตารีด เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง ที่สร้างขึ้นเพื่อก่อตั้ง "มูลนิธิดุษฎีบุญ เพื่อการศึกษา" ซึ่งมีพ่อท่านเป็นประธานอุปถัมภ์
    นอกจากนั้น พ่อท่านยังได้รับการนิมนต์ไปร่วมปลุกเสก "จตุคามรามเทพ" รุ่นแรก ของ "ขุนพันธ์" หรือ "พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช" มือปราบผู้โด่งดัง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งยังได้เดินทางไปร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลอีกมากมาย ทั้งในภาคใต้ และทั่วทั้งประเทศ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 รุ่น แต่ถึงแม้เวลานี้กระแสพระเครื่อง โดยเฉพาะ "จตุคามรามเทพ" จะเบาบางลงไปมาก แต่ที่วัดของพ่อท่านซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองตรังไปกว่า 60 กิโลเมตร กลับยังคงมีผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศเดินไปกราบนมัสการไม่เคยขาด และพ่อท่านก็ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มอันมีไมตรีจิต ไม่ว่าผู้นั้นจะมีหน้าที่การงานหรือมีฐานะอย่างไร
    ถือเป็นอีกสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่น่านับถือยิ่ง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระปิดตารุ่นแรกพ่อท่านแปลกปากปรน

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251027_201831.jpg IMG_20251027_201856.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 ตุลาคม 2025
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761571756592.jpg

    ประวัติหลวงปู่หนู ปญฺญาโสโต วัดไผ่สามเกาะ
    อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

    เป็นพระเกจิอาจารย์มีเวทย์มนต์เข้มขลัง สมาธิจิตแก่กล้า ถือมักน้อยสันโดษ มีปฏิปทาน่าเสื่อมใส บริสุทธิ์ผ่องแผ้วทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นศิษย์ผู้สืบทอดไสยเวทย์พุทธาคมจากหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม และหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม สืบสายวิชาหลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี จากพระอาจารย์อู๋ วัดใหม่สำรอง สืบสายวิชาหลวงพ่อแทน ธรรมโชติ วัดธรรมเสน จากหลวงพ่อกล่อม วัดขนอม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หลวงปู่หนู ปัญฺญาโสโต มีเมตตาบารมี เอื้อเฟื้อต่อผู้มากราบนมัสการท่านอย่างเสมอเหมือนไม่เลือกที่รักมักที่ชั่ง เป็นพระสุปฏิปันโณอีกรูปหนึ่งที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
    ชาติภูมิ หลวงปู่หนู ปัญฺญาโสโต มีนามเดิมว่า “หนู กันขำ” ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนพ.ศ.2462 เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 8 คนด้วยกัน คือ 1.นางยุ้ย 2.หลวงปู่หนู 3.นายพัด 4.นางหมุ่ย 5.นายคุย 6.นางบาง 7.นายเสงี่ยม 8.นายวาล เป็นบุตรของโยมพ่อนวน โยมแม่ตุ่น กันขำ ณ บ้านไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จบการศึกษาชั้น ป.4 ที่โรงเรียนเขาขลุง อาชีพทำนา
    อุปสมบท เมื่ออายุ 22 ปี ณ พัทธสีมา วัดสระตะโก ต.หนองปลาหมอ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2484 โดยมีพระครูเม เมธาธิการ (หลวงพ่อหวาน) เจ้าคณะตำบลหนองปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบุญนาค สักการโว วัดลำพยอม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ม่วง วัดไผ่สามเกาะ เป็นพระอนุสาวณาจารย์ หลวงปู่หนู ได้รับฉายาว่า ปญฺญาโสโต อุปสมบทแล้วได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่สามเกาะ ได้ศึกษาเรียนนักธรรม สอบได้นักธรรมเอก ได้รับพัดยศสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นเอก ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่สามเกาะในปีพ.ศ.2490 สืบต่อจากพระอาจารย์ม่วง จักหมื่นภูผา อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่สามเกาะ ตลอดมาจนจวบถึงปัจจุบันนี้และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในปีพ.ศ.2512
    ศึกษาไสยเวทย์พุทธาคม หลวงปู่หนู ปัญฺญาโสโต เป็นศิษย์ผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จ.นครปฐม ในปีพ.ศ.2486 หลวงปู่หนู ได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ขอศึกษาพุทธาคมจากหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อแช่มได้เมตตาสอนสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานให้เป็นอันดับแรก และได้สอนพระคาถากำบัง วิชามหาอุด และคงกระพันชาตรีให้อยู่เป็นเวลา 1 ปีและในพรรษาที่7 ตรงกับปีพ.ศ.2492 ได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม ได้เข้าฝากตัวเป็นลูกศิษย์ขอศึกษาเรียนไสยเวทย์พุทธาคม หลวงพ่อเงิน ได้รับเป็นศิษย์ได้ให้หลวงปู่หนู มาขึ้นครูที่วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเงิน ได้สอนวิชาสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานให้เช่นกัน และได้สอนคาถาอาคมต่าง ๆ ให้เช่น คาถาเสกหุ่น หนุนธาตุ คาถามหาอุด และการทำกสิณต่าง ๆ เช่น กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ และปัฐวีธาตุ จนสามารถบรรลุกสิณ10 และหลวงปู่หนู ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อเต๋ คงทอง ที่วัดสามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ซึ่งหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านก็ได้เป็นศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องเช่นกัน ได้เข้าขอศึกษาและปรึกษารับการแนะนำในการใช้วิชาต่าง ๆ จากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่และเป็นทั้งพระอาจารย์ หลวงปู่หนู ปัญฺญาโสโต ได้เดินทางไปมาหาสู่ทั้ง 3 พระอาจารย์อยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมาจนมาในปีพ.ศ.2490 หลวงพ่อแช่ม วัดตากล้อง ได้ละสังขารลง สำหรับหลวงพ่อเงินและหลวงพ่อเต๋ หลวงปู่หนู ได้เดินทางไปหาอย่างต่อเนื่องตลอดมาและได้เรียนวิชาไสยเวทย์ต่าง ๆ จากหมอไสยศาสตร์ ชื่อโยมเปลื่อง จักหมื่นภูผา เรียนวิชาทำตะกรุด วิชาขับคูณไสย เมตตามหานิยม ได้เรียนวิชาไสยเวทย์จากหลวงพ่อกล่อม วัดขนอม ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งหลวงพ่อกล่อม ท่านเป็นศิษย์สืบสายวิชามาจากหลวงพ่อแทน ธรรมโชติ วัดธรรมเสน ต่อจากนั้นได้เรียนวิชาคาถาอาคม อักขระเลขยันต์จากพระอาจารย์อู๋ วัดใหม่สำรอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อาจารย์อู๋ องค์นี้ท่านเป็นศิษย์ผู้สืบสายวิชาสายหลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เหรียญติดอันดับ 1 ใน 5 ในทำเนียบเบญจภาคีเหรียญยอดนิยมของเมืองไทย
    หลวงปู่หนู ได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาไสยเวทย์พุทธาคม จากท่านพระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาไสยเวทย์พุทธาคมเข้มขลังและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งสิ้น ฉะนั้น หลวงปู่หนู จึงเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญและแตกฉานในไสยเวทย์มนต์คาถา จึงทำให้วัตถุมงคลของท่านมีพุทธคุณศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ
    ธุดงค์วัตร ในปีพ.ศ.2491 พรรษาที่8 หลวงปู่หนู ได้บอกกล่าวกราบลา พระอุปัชฌาย์หลวงพ่อหวาน ออกธุดงค์วัตรสู่ความวิเวก ได้เดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร่เสียส่วนใหญ่ เริ่มต้นเดินสู่ อ.จอมบึง น้ำพุ ยางหัก หินสี โป่งกระทิง สวนผึ้งแล้วลัดเลาะมายังด่านทัพตะโก ด่านมะขามเตี้ย ผ่าน จ.กาญจนบุรี อ. ศรีสวัสดิ์ อ.ทองผาภูมิ ขากลับสู่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ผ่านเข้า อ.เลาขวัญ อ.พนมทวน อ.ท่าม่วงและมุ่งกลับสู่วัดไผ่สามเกาะ ใช้เวลาออกธุดงค์เป็นเวลา 5 เดือน ตลอดระยะเวลาเดินทางด้วยเท้ายามค่ำคืนส่วนใหญ่จะอยู่ปักกลดจำวัดอยู่ชายเขา และตามถ้ำข้างลำธารน้ำไหลต่าง ๆ หลวงปู่เล่าว่าได้ประสบการณ์ถึงสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์ในยามค่ำคืนในถ้ำต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ถ้ำเขาคันหอก ถ้ำเขาองค์จุ ถ้ำมังคลา ส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงหวีดร้องจากวิญญาณต่าง ๆ เสียงม้าร้อง เสียงเสือคำราม เสียงนกที่ร้องดังมาก ดังสะท้านป่า เสียงดังจง..จง..จง.. มีแสงประกายแลบ ๆ เหมือนฟ้าแลบในป่าเขาเป็นประกายปฏิกิริยาของแร่ต่าง ๆ ในยามค่ำคืน ในหุบเขาเขต อ. ศรีสวัสดิ์ หลวงปู่จะทำสมาธินั่งอยู่ในกลดที่ปักอยู่ในถ้ำและตามชายเขาเสียส่วนใหญ่ ที่ถ้ำเขาองค์จุในยามค่ำคืน ๆ หนึ่ง ได้เห็นวิญญาณหัวขาด วิญญาณวัวหัวขาดและวิญญาณม้าหัวขาด มีงูใหญ่เลื่อยมาคดตัวอยู่ข้างกลดหลวงปู่และมีบรรดาสัมภเวสีมาขอส่วนบุญ หลวงปู่ได้อธิษฐานจิตแผ่เมตตาไปให้ แล้วสิ่งที่เห็นก็ได้หายไปตามป่าเขามีบ้านผู้คนอยู่น้อยมากมีหลายครั้งที่หลวงปู่ออกบิณบาตร ไม่ได้อาหารเลยพอกลับมายังที่พักสักครู่ก็จะมีคนนำอาหารมาถวายบางครั้งมา 2 คน 3 คนบ้าง บางวันจะก็มาเป็น 10 ก็เป็นที่ประหลาดใจตอนที่หลวงปู่ออกบิณบาตรไปไกลมาก ก็ไม่เห็นมีชาวบ้านและบ้านผู้คนอาศัยอยู่แม้สักหลัง โยมทั้งหลายนี้ที่มาทำบุญกันมาจากที่ไหนกันแน่หนอ หลวงปู่จึงได้ถามกลับไปว่า “โยมที่มานี้บ้านอยู่ที่ใด อยู่ไกลหรือไม่” ก็ได้รับคำตอบว่า ”ก็อยู่ระแวงนี้แหละหลวงปู่” หลังจากหลวงปู่ได้ฉันท์อาหารเช้าแล้วได้สวดเมตตาให้พรแล้ว ผู้คนเหล่านั้นก็ได้กราบลาหลวงปู่เดินออกจากถ้ำไป หลวงปู่ได้ลุกจากที่ทันทีและเดินตามหลังไปดูที่ปากถ้ำ ปรากฏว่าผู้คนเล่านั้นได้หายไปหมดแล้ว จากเรื่องราวหลวงปู่ได้ประสบมานั้น เราชาวพุทธน่าจะสันนิฐานได้ว่า เรื่องเล่านี้ได้เคยเกิดมาแล้วตั้งแต่ในยุคโบราณกาล เพราะบรรดาทวยเทพยดาเทพารักษ์หรือนางไม้ทั้งหลาย ได้เห็นพระผู้ทรงศีลหรือพระอริยสงฆ์ออกบิณบาตรโปรดสัตว์ ต่างก็มาร่วมทำบุญถวายอาหารแก่หลวงปู่เพื่อเสริมสร้างกุศลผลบุญ
    วัตถุมงคล หลวงปู่หนู ปัญฺญาโสโต ได้สร้างวัตถุมงคลรุ่นแรกในปีพ.ศ.2515 เป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 10,000 เหรียญ และเนื้อทองแดงกะไหล่ไฟ จำนวน 5,000 เหรียญสร้างออกให้บูชาในงานปิดทองผูกภัทธศรีมา (ฝังลูกนิมิต)ในปีพ.ศ.2515 โดยเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ ได้รับความนิยมมากกว่าเนื้อทองแดงกะไหล่ไฟ ทางวัดจึงได้เก็บเหรียญรูปไข่เนื้อทองแดงรมดำจำนวน 3,000 เหรียญ โดยได้บรรจุไว้ใต้อุโบสถ และสำหรับเนื้อทองแดงกะไหล่ไฟต่อมาได้หมดไปแล้วเช่นกัน ปัจจุบันเหรียญทองแดงรมดำได้รับค่านิยมเล่นหาในตลาดพระอำเภอบ้านโป่ง สภาพสวย ๆ เล่นหากันราคา 2,500 บาทสำหรับเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงกะไหล่ไฟ เล่นหากันราคาประมาณ 1,200-1,500 บาท เหรียญรุ่นแรกปีพ.ศ.2515 นี้ทั้ง 2 เนื้อเป็นเหรียญรุ่นเดียวกันออกพร้อมกัน หลวงปู่อธิษฐานจิตปลุกเสกเดียวครั้งเดียวกันเป็นเหรียญรูปไข่ขนาดความกว้าง 2.1 ซม. ส่วนสูง 3 ซม. ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ มีอักษรคำว่าพระครูหนู ปัญฺญาโสโต ถัดขึ้นไปเป็นอักขระเลขยันต์ 3 ตัว ด้านบนเป็นตัวอักษรคำว่า วัดไผ่สามเกาะ อ.บ้านโป่ง ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นยันต์นะละลวย รายล้อมด้วยคาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ ใต้ยันต์มีชื่อ จ.ราชบุรี ๒๕๑๕ เหรียญรุ่นแรกนี้มีประสบการณ์คุ้มครองผู้บูชามาแล้วมากมาย
    อภินิหารประสบการณ์เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.๒๕๑๕
    นายนิเวศ กล่อนคง อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่6 บ้านมาบแค ต.หนองปลาหมอ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้บูชาเหรียญรุ่นแรกปีพ.ศ.2515 เลี่ยมทองห้อยคอบูชาอยู่บนสร้อยทอง ได้ไปเที่ยวงานที่วัดหนองกลางดง ขากลับได้มีคนร้ายดักจี้เอารถและสร้อยทองของนายนิเวศ แต่นายนิเวศได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์หนีไม่ยอมหยุด โดนคนร้ายยิงถูกกลางหลัง 2 นัดแต่ไม่เข้ารถมอเตอร์ไซค์ได้เสียหลักล้มลง คนร้ายได้ตามเข้ามายิงซ้ำอีกหลายนัดก็ยิงไม่เข้า นายนิเวศลุกขึ้นต่อสู้จนคนร้ายเห็นท่าจะสู้ไม่ได้จึงได้วิ่งหนีไป
    อภินิหารประสบการณ์เรื่องอุบัติเหตุ นายทัศ เกตุกมล ชาวบ้านเขาขลุง ได้ขับรถไปทำธุระที่จอมบึง รถยางแตกเสียหลักไหลไปประสานงากับรถสิบล้อบรรทุกลูกลังจนรถปิกอัพของนายทัศ พังยับเยินใช้งานไม่ได้แต่ตัวของนายทัศ ได้กระเดนออกจากรถไปตกลงข้างทางไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ภายหลังได้ทราบว่า นายทัศ นั้นได้ห้อยคอบูชาเหรียญรุ่นแรกปีพ.ศ.2515 ของหลวงปู่หนูในคอเพียงเหรียญเดียว
    นายสมจิต โมคสิต เป็นชาวหนองพังตุ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มากราบนมัสการหลวงปู่หนู ได้ถามหาจะขอบูชาเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่หนู แล้วได้กรุณาเล่าให้ทราบว่าเมื่อปีพ.ศ.2515 เค้าได้มาในงานปิดทองฝังลูกนิมิต วัดไผ่สามเกาะ ได้มาบูชาเหรียญทองแดงกะไหล่ไฟ ไป 2 เหรียญ ให้ภรรยาเค้าใช้ 1 เหรียญเค้าเองได้บูชาติดตัวอยู่ 1 เหรียญ นายสมจิต ทำอาชีพขับรถส่งผักจากชาวสวนไปส่งในเมืองอยู่เป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีพ.ศ.2521 ได้เกิดอุบัติเหตุรถของเค้าถูกชนจนพลิกหงายลงผักหล่นกระจัดกระจายเต็มถนน ส่วนตัวของนายสมจิต ถูกประตูรถหนีบร่างจนสลบไป ผู้คนเห็นเหตุการณ์ต่างก็วิ่งเข้าดูและช่วยงัดตัวของนายสมจิตออกมา พอฟื้นขึ้นปรากฏว่าผิวหนังของนายสมจิต มีรอยช้ำเขียวถึง 8 แห่งแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผลแม้แต่น้อย ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตรวจเช็คร่างกายแล้วผลปรากฏว่าแพทย์ให้กลับบ้านได้เลย เหตุการณ์ครั้งนี้ นายสมจิตรอดพ้นจากอันตรายได้ด้วยพุทธคุณอันศักดิ์ศักดิ์ของเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่หนูช่วยชีวิตไว้อย่างแน่นอน ได้มีชายวัยอายุประมาณ 50 ปี เป็นคนอำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ได้มากราบนมัสการหลวงปู่หนูหลายครั้งและนับถือหลวงปู่หนูมาก ได้เคยขอตะคตคาดเอวหลวงปู่ไปบูชาแล้วฐานะก็ดีขึ้นจนเป็นคนรวยมีทรัพย์สินที่ดินมาก ด้วยความศรัทธาแม้แต่รองเท้าเก่า ๆ ของหลวงปู่ยังขอหลวงปู่ไปบูชา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนที่เขาเลื่อมใสจริง ๆ ของแต่ละบุคคล หาใช่เป็นเรื่องงมงายไม่ สำหรับตะกรุดโทน หลวงปู่สุดยอดมหาอุดและคงกระพัน ทหารพลร่มค่ายพระราม6 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทหารจังหวัดเพชรบูรณ์และชาวพุทธ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาบูชาไปจากหลวงปู่จำนวนมาก หลายท่านมาบูชาหลายครั้งได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องมหาอุดอยู่ยงคงกระพันชาตรี แน่นอน เชื่อถือใด้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่หนู
    วัดไผ่สามเกาะ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251027_203313.jpg IMG_20251027_203243.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงรูปเหมือนเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ เนื้อผงเทารุ่นแดนดารา สร้างโดย คุณ วีระ ลิ้มประพันธ์ อดีตบรรณาธิการนิตยสารบันเทิงที่ชื่อว่า แดนดารา ซึ่งเป็นผู้ที่ศรัทธาในท่านเจ้าคุณนรฯมาก เมื่อครั้งที่ไปกราบท่านที่วัดเทพได้ขออนุญาตเอาไว้ว่าหากแดนดาราครบรอบปีจะสร้างวัตถุมงคลมอบให้ผู้ที่ซื้อหนังสือ (แจกคู่นิตยสารแดนดารา) และให้กับผู้อุปการะสปอนเซอร์โฆษณา แต่ท่านเจ้าคุณนรฯมรณภาพลงก่อนที่แดนดาราจะครบรอบปีที่ 3 เสียก่อนเลยไม่ได้สร้างจนกระทั่งผ่านมาครบกำหนด 3 ปีของแดนดารา (หลังท่านเจ้าคุณนรฯมรณภาพประมาณ 1 ปี) จึงสร้างขึ้นโดยนำผงที่ขอจาก เจ้าคุณอุดมและบรรดาเครื่องนุ่งห่มคือ สบงจีวรบางส่วนที่เจ้าคุณอุดมเก็บสะสมไว้ พร้อมมวลสารผงมงคลนานาชนิด และจากการที่เกสรดอกไม้บางชนิดยังสด เนื้อจึงออกมาเป็นสีเทา หลังสร้างเสร็จได้นำไปให้
    พระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสก มีดังนี้ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ และคณาจารย์อีกหลายท่านครับ นับเป็นวัตถุมงคลอีกชิ้นที่น่าบูชาแม้ ไม่ทันเจ้าคุณนรแต่เกจิดังๆเสกครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนเจ้าคุณนร ปี ๒๕๑๓ พิธีใหญ่และหลวงพ่อคูณปลุกเสกบนเครื่องบิน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251027_212211.jpg IMG_20251027_212234.jpg IMG_20251027_212136.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงพ่อฮวด-กัณฑโว-วัดหัวถนนใต้-อ.ท่าตะโก-จ.นครสวรรค์-2.jpg FB_IMG_1708317639617.jpg FB_IMG_1708317626289.jpg FB_IMG_1708317630521.jpg FB_IMG_1708317636971.jpg

    เป็นเหรียญที่หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์คนสนิทว่า เหรียญนี้ปลุกเศกได้ดีที่สุด ขลังที่สุดตั้งแต่มีมา

    ประวัติ หลวงพ่อฮวด กัณฑโว
    ประวัติและการพัฒนาของหลวงปู่ฮวด กัณฑโว
    ชาติภูมิหลวงพ่อฮวด
    หลวงพ่อฮวด ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2447 ตรงกับแรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปี มะโรง ที่บ้านดอนหวาย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี โยมบิดาตั้งชื่อว่า "ฮวด" นามสกุลเดิม "พงษ์ทอง" โยมบิดาชื่อ "สา" โยมมารดาชื่อ "มี" หลวงพ่อเป็น บุตรคนโต จากจำนวนพี่น้องสี่คน ทั้งนี้โยมบิดามารดาได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่ บ้านหัวถนนใต้
    อุปสมบท
    เมื่ออายุครบ 20 ปี พ.ศ.2466 ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดพนมรอก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ โดยมีหลวงพ่อคล้าย เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วได้ ฉายาว่า "กัณฑโว" เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อคล้าย เพื่อปรนนิบัติ รับใช้พร้อมทั้งได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม หลังจากนั้นจึงได้ ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหัวถนนใต้ตลอดมา
    งานด้านพัฒนา
    พ.ศ. 2502 สร้างโรงเรียนประชาบาลนิยุตประชาสรรค์ หรือโรงเรียนชุมชนวัดหัวถนนใต้ แบบครึ่งตึกครึ่งไม้ กว้าง8.5เมตร ยาว30เมตร จำนวน 6 ห้องเรียน
    พ.ศ. 2504 สร้างโรงเรียนเพิ่มเติม กว้าง8.5เมตร ยาว33 เมตร จำนวน 8 ห้องเรียน
    พ.ศ. 2505 สร้างถนนเข้าหมู่บ้าน
    พ.ศ. 2506 สร้างถนนเข้าวัด
    พ.ศ. 2507 สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ลำห้วย ให้ชาวนาใช้น้ำได้สะดวก
    พ.ศ. 2509 สร้างกุฏิ 2 ชั้น กว้าง 6 วา ยาว 10 วา ราคา 250,000 บาท
    พ.ศ. 2509 เป็นประธานในการสร้างศาลาวัดหนองหลวง
    พ.ศ. 2509 เป็นประธานในการสร้างศาลาวัดเขาค้างคาว
    พ.ศ. 2510 สร้างถังน้ำดื่มให้โรงเรียน 2 ถัง
    พ.ศ. 2511 สร้างศาลาการเปรียญ พื้นไม้ หลังคากระเบื้อง
    พ.ศ. 2511 เป็นประธานงานผูกพัทธสีมา วัดเขาค้างคาว
    พ.ศ. 2511-2516 สร้างพระอุโบสถ ,หอฉัน ,หอระฆัง
    พ.ศ. 2514 สร้างสระเก็บน้ำ และบ่อน้ำ ให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง
    พ.ศ. 2519 เป็นประธานสร้างพระอุโบสถวัดหัวถนนเหนือ
    พ.ศ. 2525 สร้างศาลาการเปรียญอาคารคอนกรีตทั้งหลัง ฉลองอายุครบ 200 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์
    พ.ศ. 2525 สร้างหอระฆัง 2 หอ หน้าศาลาการเปรียญ
    พ.ศ. 2529 เป็นประธานในการสร้างศาลาวัดเขาล้อ
    พ.ศ. 2531 จัดวางระบบน้ำประปาจากอำเภอท่าตะโกมาใช้ที่วัด
    พ.ศ. 2533 สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 2 หลัง
    พ.ศ. 2533 สร้างกุฏิสงฆ์อาคารคอนกรีต ชั้นเดียว จำนวน 1 หลัง
    พ.ศ. 2534 เป็นประธานสร้างอาคารผู้ป่วยใน ขนาด 30 เตียง ให้กับโรงพยาบาลท่าตะโก ทุนทรัพย์ค่าก่อสร้างประมาณ 30 ล้านบาท
    ข้อมูลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าหลวงพ่อเป็นพระนักพัฒนา มองเห็นความสำคัญของการศึกษา ตามที่หลวงพ่อมักจะกล่าวบ่อยๆว่า "ควรจะสร้างคนก่อนที่จะสร้างวัตถุ" หลวงพ่อได้ริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นก่อน แล้วจึงเริ่มพัฒนาวัดพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ,พัฒนาวัดใกล้เคียง และสร้างโรงพยาบาล
    ก่อตั้งมูลนิธิพระครูนิยุตธรรมประวิตร
    วัตถุประสงค์เพื่อใช้ดอกผลที่ได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายภายในวัด เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า สำนักงานตั้งอยู่ที่วัดหัวถนนใต้
    ก่อตั้งมูลนิธิหลวงปู่ฮวด
    วัตถุประสงค์เพื่อใช้ดอกผลที่ได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายภายในโรงพยาบาลท่าตะโก สำนักงานตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลท่าตะโก
    พระอาจารย์ของหลวงพ่อ
    หลวงพ่อฮวด ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมครั้งแรก จากหลวงพ่อคล้าย ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อ (หลวงพ่อคล้ายเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเดิมไ ด้สร้างเหรียญทวิภาคีร่วมกัน เมื่อคราวหลวงพ่อเดิม-หลวงพ่อคล้าย ช่วยสร้างอุโบสถ วัดพนมรอก เมื่อปี พ.ศ. 2483 ) หลวงพ่อฮวดได้ศึกษาวิทยาคมเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม ซึ่งหลวงพ่อมีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม เนื่องจากหลวงพ่อเดิมได้มาช่วยพัฒนาวัดในเขตท่าตะโก หลายวัด เช่น การพัฒนา วัดทำนบ,วัดหนองไผ่,วัดเขาล้อ,วัดดอนคา,วัดโคกมะขวิด,วัดพนมรอก,วัดหนองหลวง,วัดหัวถนนเหนือ (เหตุที่หลวงพ่อเดิมได้มาช่วยพัฒนาวัดในเขตอำเภอท่าตะโกมาก เนื่องจาก บ้านหนองโพ-หัวหวายเป็นเขตติดต่อกับบ้านหนองหลวง-หัวถนน) หลายๆครั้ง หลวงพ่อเดิมได้รับกิจนิมนต์ไปยังที่ใด มักจะชวนหลวงพ่อฮวดร่วมเดินทางไปด้วยเสมอ หลวงพ่อฮวดนับว่าเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดสายพุทธาคมมาจากหลวงพ่อเดิม เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว หรือเมืองมังกร ในปัจจุบัน หลังจากนั้นหลวงพ่อฮวดได้เล่าเรียนวิทยาคมกับอีกหลายพระอาจารย์ตามความชำนาญของแต่ละท่าน เช่นการเรียนวิชาทำตะกรุด กับ หลวงพ่อพุฒอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง, การเรียนทำน้ำมนต์ กับ หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรืออยุธยา , การเรียนทำผงเมตตามหานิยมโชคลาภจากหลวงพ่อศักดิ์ วัดวังกระโดนใหญ่อำเภอไพศาลี นครสวรรค์
    มรณภาพแล้วศพไม่เน่าเปื่อย
    หลวงพ่อฮวดได้มรณภาพลงเมื่อ วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เวลา 08.47 น. ที่วัดหัวถนนใต้ สิริอายุ 88 ปี พรรษาที่ 68 คณะกรรมการวัดได้บรรจุร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว เป็นที่น่าอัศจรรย์เพราะว่าศพไม่เน่าเปื่อย ทั้งที่เป็นโลงแก้วธรรมดาไม่ได้เป็นสูญญากาศ ทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการเปิดโลง เพื่อทำการเปลี่ยนผ้าสบง-จีวร ปัจจุบันศพตั้งไว้บนจตุรมุขวิหาร
    ศิษยานุศิษย์แสดงความกตัญญูสร้างจตุรมุขวิหาร
    ศิษยานุศิษย์มีมติให้จัดสร้างจตุรมุขวิหาร ถวายท่านเพื่อเป็นที่ตั้งศพ เป็นที่สิงสถิตย์ดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อให้สาธุชนทั่วไปได้มาสักการะกราบไว้บูชา โดยคณะศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้าง พระเครื่องรุ่นกตัญญูคราวทำบุญครบ 100 วัน ทำพิธีพุทธาภิเศก เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2535 โดยนิมนต์เกจิอาจารย์ 16 องค์ เช่น หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง ,หลวงพ่อดี วัดพระรูป ,หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก,หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ฯลฯ ศิษยานุศิษย์ได้กำหนดจัดงานบรรจุศพหลวงพ่อไว้บนจตุรมุขวิหารระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน พ.ศ. 2539 โดยได้ประกอบพิธีบรรจุศพเมื่อ เวลา 21.09 น. วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2539
    จัดสวดพระอภิธรรมถวายทุกวัน
    เวลาประมาณ 18.00 น. ของทุกวัน จะมีพระสงฆ์สี่รูป สวดอภิธรรมถวายให้กับหลวงพ่อฮวด ณ จตุรมุขวิหาร โดยมีศิษย์ท่านหนึ่งรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายนับเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว
    พระของชาวบ้าน
    ด้วยศีลจารวัตรที่ดี เคร่งครัดพระธรรมวินัย เป็นพระนักพัฒนา เก่งในทางเวทวิทยาคม มีเมตตาบารมี เป็นที่ยอมรับกันไปทั่ว จนกระทั่งชาวบ้านตั้งสมญานามให้กับท่านว่า "พระของชาวบ้าน"
    ขอบคุณเว็บไซต์ www.luangpohhuad.com
    เหรียญรุ่นสร้างโรงพยาบาล ปี2534 เป็นเหรียญที่หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์คนสนิทว่า เหรียญนี้ปลุกเศกได้ดีที่สุด ขลังที่สุดตั้งแต่มีมา หลวงปู่ท่านทำสมาธิในระหว่างปลุกเศกจนดับไปชั่วขณะ ซึ่งหมายถึงท่านทำสมาธิถึงขั้นสูงจนจิตว่าง และมีคณาจารย์ระดับสุดยอดร่วมนั่งปรก อีก15รูป รวมทั้งหมด16รูป ร่วมกันเผยแผ่บารมีหลวงปู่ฮวดร่วมกันครับพี่น้อง
    ขอบคุณโบว์ชัวร์ของเฮียธนะสิทธิ์ สุวรรณ์นพชัยครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20251029_173420.jpg

    IMG_20251029_173448.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 ตุลาคม 2025
  19. kiati_sak

    kiati_sak เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    7,594
    ค่าพลัง:
    +13,266
    จองเหรียญ ลป ฮวด ครับ
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,126
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1761755761226.jpg

    เชื่อกันว่าหลวงพ่อแช่มสำเร็จเตโชกสิณตั้งแต่พรรษายังน้อย บางคนเชื่อว่าท่านสำเร็จฌานอภิญญามีพลังจิตเข้มขลัง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็คือ สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกจนน้ำมนต์เทไม่ออก วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก มีพุทธคุณครบเครื่องทุกๆด้าน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เมตตามหานิยม ปัจจุบันวัตถุมงคลชุดสำคัญๆของท่านเริ่มเป็นที่นิยมและสะสมกันมากขึ้น นอกจากพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆแล้ว น้ำพระพุทธมนต์ แป้งเจิม มงคลสวมคอ การผูกหุ่นพยนต์ และสาริกาลิ้นทอง เป็นวิชาเฉพาะตัวที่หลวงพ่อทำได้ขลังยิ่งนัก

    มาดูประสบการณ์น่ากลัวอีกอันหนึ่งของคุณสุณี จินสมาน อาชีพรับเหมาถมดิน บ้านอยู่ละแวกบางแคนี่เอง
    คุณสุณีได้เล่าเรื่องนี้ให้กรรมการวัดฟังขณะรอหลวงพ่อออกจากจำวัดในบ่ายวันหนึ่ง
    คุณสุณีเล่าว่าได้ไปรับเหมาถมดินที่ดำเนินสะดวก
    ขากลับได้ขับรถผ่านโค้งดำเนิน ถูกดักยิงด้วยปืนอาก้า รถพรุนทั้งคัน
    คนขับรถถูกกระสุนที่หัวเข่านัดหนึ่ง
    รถปิคอัพที่ถูกยิงมีอาการสำลักจะดับมิดับแหล่ แต่ก็แล่นเลยมาได้อีก 200 เมตร จึงจอดสนิท
    คุณสุณีทิ้งรถและประคองคนขับหลบหนีลงข้างทาง
    คนร้าย 2 คนถือปืนอาก้าวิ่งตามมา แปลกที่คนร้ายทั้ง 2 หาตัวคุณสุณีและคนขับรถไม่พบ ทั้งๆที่เดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวขนาดมือเอื้อมถึง
    ได้ยินเสียงบ่นของคนร้ายว่า
    “มันหายไปได้ไงวะ”
    พวกนั้นค้นหาอยู่ราว 15 นาทีก็เลิกและหนีไป
    คุณสุณีแขวนเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อแช่มเพียงเหรียญเดียว

    อีกรายหนึ่งคือ คุณจิ๋งไล้ แซ่ตั้ง อยู่บ้านเลขที่ 31 หลังสถานีรถไฟนครปฐม
    คุณจิ๋งไล้ได้พบคนจีนด้วยกันคนหนึ่ง อ้างว่าแซ่ตั้งเหมือนกัน และคนจีนคนนั้นได้ขอให้คุณจิ๋งไล้ช่วยหางานให้ทำ
    คุณจิ๋งไล้ได้ตกลงจะให้ทำงานขายอะไหล่เรือน้ำเค็ม และได้พาชาวจีนคนนั้นมาที่โกดังเก็บของ
    พอได้ทีเผลอ คนแซ่ตั้งคนใหม่ก็ออกลาย คว้าขวดตีหัวคุณจิ๋งไล้ข้างหลัง ขวดแตกละเอียด
    พอคุณจิ๋งไล้หันกลับมา คนจีนคนนั้นก็คว้าจอบที่วางอยู่ใกล้ขึ้นมาสับใส่ร่างกายคุณจิ๋งไล้จนล้มลง และสับซ้ำซากจนแน่ใจว่าตายสนิท
    ต่อจากนั้นได้ปลดทรัพย์คุณจิ๋งไล้ไปจนหมด รวมแล้วมีทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปดังนี้ สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท นาฬิกาเรือนทองคำหนัก 3 บาท
    คุณจิ๋งไล้ฟื้นขึ้นมาภายหลัง ยังสามารถประคองตัวเองกลับบ้านได้
    ภรรยาคุณจิ๋งไล้นำความเข้าแจ้งตำรวจให้ติดตามจับตัวคนร้ายรายนั้น และนำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี
    แพทย์ตรวจอาการแล้วบอกว่าไม่เป็นไร นอกจากฟกช้ำดำเขียวเท่านั้น
    และแพทย์แสดงความแปลกใจว่า ถูกจอบสับจนทั่วตัวอย่างนี้ทำมีแผลแค่เลือดซิบ ๆ
    แพทย์ท่านนั้นคงสนใจเรื่องวัตถุมงคลเหมือนกัน เพราะว่าได้ถามคุณจิ๋งไล้ว่ามีอะไรดีหรือ
    พอทราบว่าคุณจิ๋งไล้แขวนเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อแช่มก็ร้องว่าหลวงพ่อแน่จริง ๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ผ้ายันต์จีวรและล็อกเก็ตหลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม
    ล็อกเก็ตเลี่ยมแบบคลาสสิค
    ยุคเก่าห่วงเชื่อม

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251029_234139.jpg IMG_20251029_234039.jpg IMG_20251029_234101.jpg IMG_20251029_234126.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...