พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763629796679.jpg


    "หลวงพ่อสุด วัดกาหลง" เคยชม "หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์" ว่า...

    "ท่านรักษ์เก่งญาณ
    มีญาณแก่กล้าอย่างยิ่ง
    ญาณของท่านรักษ์
    แก่กล้ายิ่งกว่าฉันเสียอีก"

    "แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวงต้องท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์"

    พระผงอิทธิเจ เมตตา มหานิยม เสน่หา พิศวาท หลงไหล นะอกแตก หลังยันต์ครูโองการพระเจ้าห้าพระองค์
    นะโมใหญ่พลิกฟ้า ท่านคือ ยอดพระเกจิอาจารย์ ลุ่มน้ำแม่กลอง พระครูสุธรรมธาดา หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์อธิษฐานจิตปลุกเสก ณ.วัดลาดใหญ่สมุทรสงคราม ปี 2534
    พุทธคุณ ด้านมหานิยม เมตตาเสน่ห์ ไม่มีใครสู้หลวงพ่อรักษ์ได้ แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวง ต้อง
    ท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์
    ศิษย์ท่านพ่อบัณฑูรย์ สิงห์ พระดีมีประสบการณ์ ถ้าอยากมีคนรักคนเมตตาช่วยเหลือ ต้องพึ่งบารมี หลวงพ่อช่วยได้จริง

    พระผงรูปเหมือน หลวงปู่รักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์ จ.สมุทรสงคราม ประสบการณ์สุดยอดของเมืองแม่กลอง

    หลวงพ่อรักษ์สังขารอมตะเมืองสมุทรสงคราม
    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธรรมโม เถราจารย์สังขารอมตะแห่งเมืองสมุทรสงคราม : ชั่วโมงเซียน โดยยุทธ โตอดิเทพ

    พระครูสุธรรมธาดา หรือหลวงพ่อรักษ์ ฐิตธรรมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดน้อยแสงจันทร์ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ฉบับนี้ขอแนะนำเหรียญดังที่ปลุกเสกเดี่ยวโดยเกจิอาจารย์ผู้ถูกจัดลำดับหนึ่งในร้อยแปดเกจิขลังเมื่อครั้ง ๔๐-๕๐ ปีที่แล้ว ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๔ ของวัดน้อยแสงจันทร์ ซึ่งถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๔๔) ในครั้งนั้นได้มีคหบดี ๔ ราย บริจาคที่ให้สร้างวัด คือ นายน้อย นางแสง นายจันทร์ และนายเหม็น วัดนี้จึงได้รับการตั้งชื่อตามผู้บริจาคที่ดิน เพียงแต่รายที่ ๔ ซึ่งมีนามว่านายเหม็นนั้น เจ้าตัวเห็นว่าชื่ออาจจะไม่เป็นมงคลนัก จึงให้ใช้ชื่อเพียง ๓ รายว่า “น้อยแสงจันทร์” เป็นชื่อวัด

    คนแม่กลองนับถือหลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์กันมากๆ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณท่าน พระเกจิย่านแม่กลองและมหาชัย ถ้าไม่เก่งจริง คงไม่มีใครเขานับถือกันหรอกครับ ท่านเป็นพระยุคเดียวกับหลวงพ่อสุด วัดกาหลง แต่คนละจังหวัด เอาเป็นว่าจะหาพระที่หวังพึ่งพระพุทธคุณจริงๆ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อรักษ์ แห่งวัดน้อยแสงจันทร์เหรียญนี้ ใส่แล้วไม่ต้องห่วง นานๆจะมีซักเหรียญครับ เหรียญหลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์ยุคแรกๆ มักมีรูปโยมพ่อ โยมแม่ หรือคนที่ท่านนับถือ หรือพระอุปัชชาย์อยู่ในเหรียญเสมอ เพราะท่านเป็นพระที่มีความกตัญญูสูงมากครับ

    ครูบาอาจารย์ที่ถือเป็นองค์หลักของท่านเลย คือ หลวงพ่อช้าง วัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แต่จะได้เรียนกับหลวงพ่อเปลื้องด้วยหรือไม่นั้นไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากนี้ท่านยังได้ชื่อว่ามีความกตัญญูเป็นเลิศ เลี้ยงดูบิดามารดาจนสิ้นอายุขัย ที่วัดศิษย์สายหลวงพ่อคง ท่านก็ว่าหลวงพ่อรักษ์ เก่งเอาการ วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์เรื่องป้องกันภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงมาก ประเภทรถคว่ำพังยับแต่คนที่แขวนพระของท่านไม่เป็นอะไร ที่ว่าประสบการณ์ด้านนี้มีเยอะก็เพราะว่าแถบแม่กลองจะมีการขนส่งผลไม้ ของทะเล ฯลฯ

    หลวงพ่อรักษ์ท่านมีสมณศักดิ์ที่พระครูสุธรรมธาดา ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ทำการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรทั้งใกล้ไกลนับไม่ถ้วน เป็นที่เคารพรักเทิดทูนบูชาของลูกศิษย์โดยเฉพาะชาวจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงจังหวัดปทุมธานี ที่องค์อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทพระเวทย์วิทยาคมให้แก่หลวงพ่อรักษ์ คือ หลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต หลังจากได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากหลวงพ่อช้างอย่างหมดสิ้น ปี ๒๔๙๔ ท่านก็ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้อยแสงจันทร์ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และท่ายังได้ศึกษาพระเวทย์อาคมกับท่านพ่อบัณฑูรย์สิงห์ ฆารวาสผู้กระเดื่องนามที่มีเกจิอาจารย์ยุคเก่าเป็นลูกศิษย์ของท่านมากมาย

    หลวงพ่อรักษ์แห่งวัดน้อยแสงจันทร์องค์นี้จัดเป็นเกจิขลังอาจารย์ดังผู้มี “ดี” อย่างแท้จริง ท่านจะปลุกเสกวัตถุมงคลทุกรุ่นด้วยตัวท่านเองเพียงลำพัง ไม่มีการจัดพิธีพุทธาภิเษกแต่อย่างใด แม้ท่านจะจากไปในปี ๒๕๓๘ ด้วยวัย ๘๖ ปี แต่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านยังเหนียวแน่น ในจำนวนวัตถุมงคลของท่านหลายรุ่นหลายแบบทั้งเนื้อผง รูปหล่อ และเหรียญ หลายรุ่นหลายวาระ ตั้งแต่เหรียญรุ่นแรก ปี ๒๕๐๖ ด้านหลังเป็นพระพุทธชินราชเนื้ออัลปาก้า อันเป็นที่นิยมและแสวงหาด้วยสูงประสบการณ์อย่างครบถ้วนทั้งแคล้วคลาดคงกระพัน

    หลวงพ่อรักษ์ท่านเป็นบุตรผู้มีกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีอย่างยิ่ง โยมพ่อโยมแม่ของท่านจึงได้รับการปั้นรูปเอาไว้ในที่บูชาและอัญเชิญประดับหลังเหรียญของท่านเพื่อเป็นมงคลแก่ผู้บูชา เหรียญทุกรุ่นของท่านมีประสบการณ์อย่างเล่าขานกันไม่รู้จบ ไม่เพียงแคล้วคลาดคงกระพันที่เชื่อขนมกินได้ตามสำนวนโบราณที่เล่าขานกันมาว่าทั้งเหนียวและแคล้วคลาดแบบแมลงวันไม่ได้กินเลือด จึงจัดเป็นเหรียญดีเหรียญเด่นเหรียญเก่าที่มีค่านิยมและยังพอแสวงหากันได้

    โอกาสถัดไปจะเอาประวัติและรายละเอียดเรื่องราวพร้อมทั้งประวัติการสร้างวัตถุมงคลทุกรุ่นมานำเสนอให้ละเอียด โดยเฉพาะพระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จสะดุ้งกลับของท่านนั้นเป็นที่แสวงหากันอย่างยิ่ง ว่ากันว่าพุทธคุณดุจเดียวกับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วทีเดียวครับ

    อมตะสังขารหลวงพ่อรักษ์

    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธมฺโม เป็นบุตรของปู่ยิ้ม ย่าเหม (มีรูปปั้นอยู่บนกุฏิขลังมากมีคนบนบานสำเร็จมามากรายแล้ว) เกิดที่คลองบางตะบูน เดือนเจ็ด วันพุธ ปีจอ ในวัยเด็กเป็นเด็กวัดอยู่วัดสวนแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ภายหลังย้ายมาอยู่ใกล้วัดน้อยแสงจันทร์ เคยตามอาไปอยู่ที่ปทุมธานีใกล้วัดเทียนถวาย แล้วย้ายไปที่ อ.ธัญบุรี เรียนหนังสืออยู่ที่นั่นจนอายุครบอุปสมบทวันที่ ๒๒ ก.ค.๒๔๗๔ มีพระครูธีญญเขตรเขมากรเป็นพระอุปัชฌาย์

    ต่อมาพระประทุมวรนายกเมตตาส่งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพวงแก้ว ต.บึงบอน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่วัดนี้ท่านสอบได้นักธรรมโท และไปต่อนักธรรมเอกที่วัดเขียนเขต (เชียงเขต) โดยท่านสอบได้คะแนนดีกว่ารูปอื่นๆ

    ท่านเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อช้างที่วัดเขียนเขต และเรียนกรรมฐานเพิ่มเติมจากท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ (เจิม คุณาบุตร)ที่วัดเกตมวดีศรีวราราม ต.บางโทรัด อ.สมุทรสาครเมื่อท่านกลับมาอยู่ที่วัดน้อยแสงจันทร์เพื่อโปรดโยมมารดาที่ชราภาพ ในขณะนั้นหลวงพ่อพูนเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เมื่อหลวงพ่อพูนมรณภาพท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสต่อ เพราะท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยอายุพรรษากาล

    ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านจะเน้นงานเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างยิ่ง มีการฝึกอบรมพระภิกษุสามฌรรทุกกึ่งเดือน ทำวัตรเช้า-เย็น รวมทั้งมีการอบรมศีลธรรมแก่เด็กวัด และนักเรียนโรงเรียนของรัฐ ประชาชนตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านได้ช่วยสอนประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียงให้รู้จัก "หลักการนั่งกรรมฐาน"

    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธมฺโม เป็นพระนักพัฒนาและมีความรู้ทางด้านเวทวิทยาอาคม อีกทั้งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบพร้อมด้วยศีลจริยาวัตร ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง สังขารของหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อรักษ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251120_161110.jpg IMG_20251120_161136.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _1_903.jpg

    “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย”
    พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งทวยเทพ

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นพระมหาเถระ
    ศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
    ซึ่งทรงคุณธรรมสูงสุดถึงระดับ “พระอรหันต์”
    ดังที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เคยปรารภ
    เมื่อครั้งที่ได้ข่าวว่าหลวงปู่ชอบจะมาเชียงใหม่ ว่า
    “ท่านชอบจะมา ‘นิพพาน’ ที่เชียงใหม่หรือ ???!!”
    อีกทั้งหลวงปู่ชอบยังมี “ตาดี” และ “จิตดี” เป็นพิเศษ
    จนแม้พระอาจารย์มั่นยังเคยไว้วางใจให้หลวงปู่ชอบ “รับแขกเทพ”
    (ต้อนรับ, เทศน์แสดงธรรมให้เทวดาฟัง) และ
    “จับพระ” (ใช้เจโตปริยญาณตรวจสอบความคิดของพระเณร
    ที่อาจจะเผลอทำ, พูด, คิด ออกนอกลู่นอกทางไปบ้างให้กลับคืนดี)
    อย่างไม่มีผิดพลาด เป็นที่เลื่องลือในศิษย์กรรมฐาน
    แห่งท่านพระอาจารย์มั่นโดยทั่วไปเป็นที่ยิ่ง
    อีกทั้งหลวงปู่ชอบยังมี “เสน่ห์” ในองค์ท่านอย่างเหลือล้น
    จนเทพเทวดานาคครุฑคนธรรพ์ปรไมไอศวร ฯลฯ
    ต่างล้วนมีความรักใคร่ศรัทธาในองค์หลวงปู่ชอบเป็นพิเศษ
    จนถึงขั้นมาคอย TAKE CARE หลวงปู่ชอบในหลายๆ ครั้ง
    จนรอดพ้นภาวะคับขันได้อย่างน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
    ถึงขนาดที่แม้ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง
    ยังต้องออกปากปรารภเลยทีเดียวว่า

    “เทวดารักท่านชอบมาก
    ว่าไปแล้ว เทวดาจะรักท่านชอบ
    มากกว่าท่านพระอาจารย์มั่นเสียอีกนะ”

    -----------------------------------------------

    ที่มา...
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม (พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งทวยเทพ)
    : อริยสงฆ์แห่งแผ่นดิน ชุดที่ ๑ ชาติภูมิและคำสอน
    จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่หลักคำสอน : ปฐม นิคมานนท์
    http://www.dhammajak

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเม็ดแตงที่ระลึกทำบุญอายุ ๙๒ ปี หลวงปู่ชอบ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20251120_164754.jpg IMG_20251120_164815.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2025
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763633220874.jpg

    พระสมเด็จไม่เสร็จทุกรายถ้าได้ของแท้พิธีใหญ่แบบนี้

    พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ปี๒๕๒๑
    พิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ของวัดไชโย ในงานสมโภช ๑๙๐ปีแห่งชาตะของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
    รายนามพระคณาจารย์ เจริญพระพุทธมนต์ บริกรรมภาวนาและสวดพุทธาภิเษก ดังนี้
    ๑.หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่
    ๒.หลวงปู่สุด วัดกาหลง สมุทรสงคราม
    ๓.หลวงปู่เปรื่อง วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี
    ๔.พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล อ่างทอง
    ๕.พระมหาพุทธพิมพาภิบาล วัดไชโย อ่างทอง
    ๖.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    ๗.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    ๘.หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์
    ๙.พระครูประสานนวกิจ วัดพระนอนจักร์สีห์ สิงห์บุรี
    ๑๐.หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท
    ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
    ๑๒.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม
    ๑๓.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๑๔.พระครูศรีรัตนาภิวัฒน์ วัดวิเศษชัยชาญ อ่างทอง
    ๑๕.พระครูอดุลสุดกิจ วัดโคกพุทธา อ่างทอง
    ๑๖.พระครูใบฎีกาเจริญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๑๗.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม นครปฐม
    ๑๘.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    ๑๙.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ชัยนาท
    ๒๐.หลวงพ่อคูณ วัดสระแก้ว นครราชสีมา
    ๒๑.พระอธิการสน วัดไทร อ่างทอง
    ๒๒.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา
    ๒๓.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี
    ๒๔.พระอาจารย์จำเนียร วัดละมุด อ่างทอง
    ๒๕.หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร
    ๒๖.หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดสันติสังฆารามพรรณานิคม สกลนคร
    ๒๗.หลวงปู่คำแหง จนฺทสาโร วัดป่าสุวรรณนิเทศทรงธรรม ร้อยเอ็ด
    ๒๘.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี
    ๒๙.พระราชสุวรรณโมลี วัดต้นสน อ่างทอง
    ๓๐.พระราชสังวรญาณ(เจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    ๓๑.พระวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๓๒.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    ๓๓.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม.
    ๓๔.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี
    ๓๕.หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    ๓๖.พระครูสิริปัญญาธร วัดตูม อยุธยา
    ๓๗.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    ๓๘.พระครูวิบูลคุณาวัตร วัดน้อย อ่างทอง
    ๓๙.พระครูวิรัตนธรรมวัตร วัดรางฉนวน อ่างทอง
    ๔๐.พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กทม.
    ๔๑.พระอาจารย์บัว วัดแสวงหา อ่างทอง
    ๔๒.หลวงพ่อชม วัดอินทราราม ชัยนาท
    ๔๓.หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ สระบุรี
    ๔๔.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม
    ๔๕.หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี สระบุรี
    ๔๖.หลวงพ่อพุทธิ วัดวงศ์พาสน์ อ่างทอง
    ๔๗.หลวงพ่อสวน วัดบางกระดาน ตราด
    ๔๙.พระอาจารย์สมภพ วัดสาลีโข นนทบุรี
    ๕๐.หลวงปู่แว่น วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
    ๕๑.หลวงปู่ธูป วัดสุนทรธรรมทาน กทม.

    .. มวลสารเนื้อกระเบื้องโบสถ์อายุนับร้อยปี โบสถ์เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ .. ได้รับพลังพุทธมนต์นับครั้งไม่ถ้วน รวมพิธีใหญ่ๆอย่างสร้างเขื่อน ปี๒๔๙๕ พิธีทุกวันพระที่ลงปาฏิโมกข์ สวดมนต์ทำวัตร แค่นี้พุทธคุณก็สะสมอยู่ในตัวมวลสารแล้วครับ รวมทั้งพุทธคุณจากพระเกจิระดับประเทศในยุคนั้นหลายสิบท่าน...พระดีมีประวัติ เก่าแก่เกือบห้าสิบปี
    ดูรายนามครูบาอาจารย์ที่มาปลุกเสกก่อนครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251120_170724.jpg IMG_20251120_170745.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    01.jpeg



    หลวงปู่บุญชุบ ทินฺนโก ประวัติ โดยสังเขปนามเดิม ชื่อบุญชุบ นามสกุล สารสิงห์ บิดาชื่อนายบุตร มารดาชื่อ นางหอม เกิดเมื่อ วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2456 แรม 15 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู ณ บ้านเลขที่ 51 ตำบลบ่อแร่ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท มีพี่น้องด้วยกัน 6 คนด้วยกัน ท่านเป็นคนที่ 2

    1. ชื่อ นายอ๋อ เสียชีวิตแล้ว
    2. ชื่อ บุญชุบ หลวงพ่อบุญชุบ ทินฺนโก
    3. ชื่อ นางเข็มทอง เสียชีวิตแล้ว
    4. ชื่อ นางถุงเงิน เสียชีวิตแล้ว
    5. ชื่อ นางบุญเทียม ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 75 ปี
    6. ชื่อ นายประทวน เสียชีวิตแล้ว

    ชีวิตในวัยเด็ก ตอนอายุได้ 1 0 ขวบ คุณพ่อก็ได้ถึงแก่กรรม ได้ถูกผีที่ถูกเขาเรียนมาตอนกลางคืน 7 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ พ่อเสกหนังควายไปโดยไม่ได้เจตนาทำร้ายใคร แต่หนังควายกลับมา เข้าตัวโยมพ่อของท่านเองจนเสียชีวิต พอเสียได้ 2 ปี พี่อ๋อก็มาป่วยเป็นไข้จับสั่น พอใกล้จะหายก็ อยากจะกินแตงโม หลวงพ่อเป็นเด็กไม่รู้อะไรก็ไปหยิบมาให้พี่อ๋อกินไข้กำเริบ พี่อ๋อก็เสียชีวิตลงไป อยู่ต่อมาอีก 2 ปี หลวงพ่อได้อายุ 12 ขวบ คุณแม่ก็ได้ป่วยเป็นไข้เสียชีวิตลงไปอีก ในวันฌาปนกิจ พอถึงบ้านเห็นแต่บ้านไม่เห็นหน้าพ่อแม่ เห็นแต่พี่น้อง 5 คนเท่านั้น คุณแม่มาตายเมื่อ พ.ศ. 2466 ส่วนโยมพ่อมาตายตอนอาตมาอายุ 10 ขวบ คุณโยมพ่อเสียเดือนเมษายน พ.ศ. 2465 พอเอาโยมไป เผาแล้วตกเย็นขึ้นมา 5 พี่น้องรวมหัวกันร้องไห้เพราะคนเล็กร้องไห้หาแม่เลยพากันร้องไห้ไปตาม กันหมด โยมลุงโทนได้มาปลอบและได้มาเป็นเพื่อนอาตมาเองตั้งหม้อข้าวทำอาหารให้ พี่น้องทานกินแล้วพากันอาบน้ำน้องคนเล็กร้องไห้หาแม่จนหลับไป นึกถึงเรื่องอดีตมายามใดอดน้ำตา ใหลไม่ได้ พอโรงเรียนเปิดคุณโยมชื้นได้นำอาตมาและพี่น้องไปฝากอยู่วัดกับหลวงพ่อยอดแล้วมอบ ให้อาจารย์เป็นผู้อบรมสอนหนังสือตอนเย็นต่อศีล 10 ทุกวัน จบต่อคำสวดมนต์เย็น ทุก ๆ ตอน เช้า ต้องบิณฑบาตร เพราะตอนนั้นเป็นลูกศิษย์วัด ตอนนั้นเรียนหนังสือได้ชั้น ป.7 พออายุได้ 15 ปี ก็จะบวชเณรแต่บวชไม่ได้เพราะหลวงพ่อ ยอดป่วยไม่มีใครปฏิบัติต้มน้ำต้มข้าวถวาย จนกระทั่งท่านมรณะภาพไปในปี พ.ศ. 2470 ทางวัดเก็บศพ ไว้ 1 ปี

    บรรพชาเป็นสามเณร
    วัน ศุกร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2470 ณ วัดมุจรินทราวาส

    ตำบลบ่อแร่ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระอุปัชฌาย์ พระปลัดเคลือบปฺญญทีโป วัดพิกุลงาม ตำบลท่าหาด อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ได้บวชหน้าไฟให้หลวงพ่อยอด พออายุได้ 16 ปี แล้ว ก็เริ่มศึกษาพระธรรมเรียนนักธรรมตรี เมื่ออายุ 19 ปีสอบได้นักธรรมตรี อายุ 20 สอบได้นักธรรมโท

    อุปสมบท
    วัน พุธ แรม 13 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ณ. วัดมุจรินทราวาส ตำบลบ่อแร่ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระอุปัชฌาย์ พระปลัดเคลือบ ปัญฺญทีโป วัดพิกุลงาม ตำบลท่าหาด อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระกรรมวาจาจารย์ ชื่อ อาจารย์ต่อม ธมฺมวิริโย พระอนุสาวนาจารย์ ชื่อ อาจารย์ถม ปญฺจลาโภ ช่วงพรรษาที่ 1 ถึงพรรษาที่ 4 ก็ได้สอบนักธรรมชั้นเอกได้ที่ สำนักศาสนศึกษา วัดพิกุลงาม ตำบลท่าหาด อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ท่านบวชที่วัดมุจรินทราวาส (หนองจิก) แต่ไม่ได้จำพรรษาที่วัดหนอกจิก เพราะที่วัดหนอกจิกมีพระ 80 กว่ารูป ก็เลยย้ายไปจำพรรษาที่วัดท่าหาด สร้างศาลา หลวงพ่อได้ปรึกษากับโยมพี่สาวของหลวงน้าต่อม ให้ไปบิณฑบาตรไม้ยางใหญ่ มา 2 ต้น หลวงพี่ได้ซื้อเลื่อยมา 4 ปื้น มาขึ้นรูปเองออกพรรษาแล้วก็ปรึกษากับพระที่วัด ว่ายังไม่สึกจะอยู่ช่วยสร้างศาลาต่อ ให้เสร็จก่อนก็ช่วยกันเลื่อยไม้สร้างศาลาเสร็จได้ 2 หลัง แล้วขอบิณฑบาตรไม้อีก 4 ต้น พาพระในวัดช่วยกันเลื่อยไม้ จึงลงมือสร้างกุฏิอีก 4 หลัง พอดีหลวงน้าต่อม ที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้ล้มป่วยลง ต้องพาไปรักษาที่จังหวัดอุทัยธานี จน 3 เดือนแล้วก็ยังไม่หาย จึงพากลับวัด และมรณะภาพในพรรษาและฌาปนกิจในเดือนต่อมา

    หนีการเป็นสมภาร (เจ้าอาวาส)

    ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2480 พวกมรรคทายก และญาติโยมปรึกษาหารือ กันว่าจะตั้งสมภาร บางกลุ่มก็จะให้อาจารย์บุญรอดเป็น อีกกลุ่มก็จะให้หลวงพ่อเป็นสมภาร พอหลวงพ่อรับจะเป็นสมภารแล้วตกตอนกลางคืนคว้าย่ามได้ก็หนีไปอยู่ที่วัดอัมพวัน อำเภอมโนรมย์ เสียครึ่งเดือน

    ญาติโยมจึงได้แต่งตั้งอาจารย์บุญรอดเป็นสมภาร หลวงพ่อก็สบายใจ กลับไปชาวบ้านโกรธกันเป็นการใหญ่ ที่หลวงพ่อไม่ยอมรับเป็นสมภาร ต่อมาญาติโยมได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดโคกหมอน เนินสุทาราม และจำพรรษาได้ปีครึ่ง ท่านอาจารย์เอก ก็มีเรื่องทะเลาะกับลูกศิษย์ เจ้าคณะอำเภอได้เรียกประชุมพระทั้งทายก และทายิกา จะไล่อาจารย์เอกออกจากวัดในกลางพรรษา ตามพระทั้งหมดวัด หลวงพ่อเป็นพระที่พรรษาน้อยสุด ระหว่างการประชุม อาจารย์เอกท่านไม่พอใจหลวงพ่อจึงเอาระฆังขว้างแต่ไม่ถูกข้ามหัวไป ต่อหน้ากรรมการ 30 กว่าคน แต่พอออกพรรษาไม่รู้อาจารย์เอก หายไปไหน มีพระลูกบ้านชื่อพระจ๋าย อยากเป็นสมภารแต่ไม่มีความรู้ ชาวบ้านพร้อมด้วยศรัทธาได้ประชุมหารือกันในเดือนพฤศจิกายน โดยมีเจ้าคณะอำเภอวัดธรรมขันฑ์ มีพระลูกวัดบางส่วนเห็นว่าพระจ๋ายเหมาะสมเพราะท่านเป็น พระลูกบ้านเนินสุทธารามแต่ศรัทธาญาติโยมไม่เห็นด้วยและลงคะแนนให้หลวงพ่อชุบเป็นรักษาการณ์แทน หลวงพ่อไม่อยากรับแต่ขัดเจ้าคณะอำเภอ และญาติโยมไม่ได้จึงรับไว้ประมาณ 6 เดือน ก็ได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสได้ 4 พรรษา สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น ตอนเดือนมีนาคม มีพระมหาสวัสดิ์ ได้เดินทางมาชวนเดินธุดงถ์ทางเหนือ หลวงพ่อก็มอบหมายให้พระสงัดดูแลวัด และนักเรียนอนุบาลอีก 500 เดินทางเวลา 09.49 น. หลวงพ่อก็ขึ้นรถมาที่วัดจวน พระมหาสวัสดิ์รออยู่ที่ท่ารถ หน้าวัดจวน พอฉันเพลแล้ว ก็ออกเดินทางด้วยเท้า เดินตามถนนสายเอเซีย กำลังสร้างทางตัดจากกรุงเทพ เชียงใหม่ – เชียงราย เดินทางมาถึงอำเภอ พยุหคีรี เวลา 18.00 น. วัดบางปราบ ก็ได้พัก 1 คืน รุ้งขึ้นเดินทางจากบางปราบถึงนครสวรรค์ เวลา 15.30 น. เข้าพักที่วัดโพธิ์ 1 คืน

    ออกเดินธุดงค์

    ตอนเช้าก็ออกบิณฒบาตร ฉันเช้ าก็ออกเดินทางมาจังหวัดพิจิต ถึงอำเภอบางมูลนาค ก็เข้ามาพักที่วัดไข่เน่า อำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิต พักอยู่ 1 อาทิตย์ เท้าเป็นแผลพอรักษาเท้าหายดีแล้ว ก็จะเดินทางต่อ แต่หลวงพ่อละมูล วัดวังสำโรง จังหวัดพิจิตรนิมนต์ให้อยู่ต่อ เป็นพระคู่สวดอีก 15 วัน พวกญาติโยมจะมานิมนต์ให้หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาส จัดขบวน กลองยาว แห่มารับจะให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางมูลนาค หลวงพ่อก็หนีโดยเขียนจดหมายปลอมว่าจะเอาของไปให้น้อยชายที่เป็นทหาร จังหวัดลำปาง ก็หนีลงเรือ พายเรือเองประมาณ 30 นาที ถึงสถานีรถไฟ บางมูลนาค ตีตั๋วจะไปลำปาง ก็มาพักที่พิษณุโลก วัดสระแก้ว หลวงพ่อโสท่านก็ให้อยู่ด้วย 1 พรรษา เข้าพรรษาที่ 3 สอบเทียบ ม.3 ไปสอบที่จังหวัดนครสวรรค์ โรงเรียนประจำจังหวัด พอสอบได้แล้วก็เดินทางกลับบ้านที่ จังหวัดชัยนาท หนองจิก เข้าพักอยู่ 15 วัน แล้วเดินทางมาที่วัดสระแก้ว ต่อมาในกลางพรรษาได้ช่วยทำถนนเข้าวัด พอดีมีเหตุการณ์เครื่องบินตกที่วัดสระแก้ว เครื่องจะลงแต่ผิดพลาดทางเทคนิคบินไปเฉียวเกือบจะชนหอสวดมนต์ไปตกในสระน้ำ ที่วัดสระแก้ว คนตาย 2 คน หลวงพ่อลงไปช่วยเอาคนออกจากเครื่องบิน โดยว่ายน้ำลงไปช่วยเลยโดนน้ำมันเครื่องบิน ผิวหนังเลยอักเสบเป็นแผล ต้องเข้าโรงพยาบาล 1 คืน ฉี ดยาพอหายดีก็เตรียมตัวเดินทางมาที่จังหวัดลำปาง ได้ไต่ถามกับหลวงพ่อโสว่าวัดไหนดี ท่านจึงบอกให้ว่าวัดเกาะเพราะท่านเคยมารู้จักกับหลวงพ่อกริ่ม

    แล้วก็เดินทางเวลา 9 โมงเช้า มาพักที่สถานีห้วยไร่ จ.แพร่ ก็หาที่พักปักกลด พอดีเจอต้นไม่ใหญ่มาก ขนาดพลูรากสูงใหญ่ทั่วหัว หลวงพ่อก็อธิฐานสิ่งศักดิ์สิทธ์ รุกขเทวดา ขอพักผ่อน 1 คืน ฝากพระแม่ธรณีด้วย คาถา แม่ธรณีเจ้าเอย อยู่แล้วหรือยัง ข้าพเจ้าจะขอฝากฝังตัวลูกบ้างด้วย สังขารัง โลกังกะวิทู แม่ธรณีเจ้าเอย อยู่แล้วหรือยัง ข้าพเจ้าจะขอเชิญแม่ธรณีมาเป็นประชาสัมพันธ์ ข่าวสารไปถึงคุณปู คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือเทวะทั้งหลายที่อารักขามนุษย์อยู่ก็ดีใน โลกนี้ บัดนี้ข้าพเจ้าได้เดินทางไปแสวงซึ่งทางปฏิบัติ ข้าพเจ้าจะขอพักที่ใต้ต้นรุกขชาติ ที่มีผู้อารักขาต้นไม้นี้อยู่ ฉนั้นอาตมาจึงขอฝากตัวกับรุกขเทวดาผู้รักษาต้นไม้นี้ด้วย อยู่แล้วหรือยัง ถ้าอยู่แล้วขอให้ข้าพเจ้าปลอดภัย ที่อารุกขเทวดา ที่รักษาข้าพเจ้าอยู่ด้วย แม่ธรณีเจ้าเอย อยู่แล้วหรือยัง ข้าพเจ้าจะขอฝากฝังตัวข้าพเจ้าที่มาพักอยู่ตรงนี้ ขอให้อารักขาข้าพเจ้า กว้างและวงกลมประมาณ 4 เมตร ที่สัพสัตว์ทั้งหลายที่มีเท้าก็ดี ไม่มีเท้าก็ดีขอให้ต่างคนต่างไป ทางใครทางมัน ที่ข้าพเจ้าได้เดินทางมานี้ มาขอเพิ่งใบบุญแม่ธรณี จงรักษาข้าพเจ้าด้วย สังขาตัง โลกังกะวิทู แล้วก็เอาดินมาใส่ที่หัว ประมาณ 3 ทุ่ม ก็มีเสือโคล่ง ลายพาดกรอนแม่กับลูก อยู่ห่างประมาณ 20 เมตร ขว้างทางไว้กว่าเสือจะไปก็ประมาณ 4 -5 ชั่วโมง พอเสือไปซักพักใหญ่ ก็เดินทางไปเจองูเหลือมยาว 4 เมตร ตัวโตมากกำลังวัดน้ำกินปลาอยู่ เดินทางอีกที่ 7 โมงเช้า ถึงสถานีที่ห้วยไร่ ก็ปักกลดหาที่พักห่างจากสถานี 1 กิโล นายสถานีถวายอาหารเช้า 1 มื้อ พอฉันเสร็จแล้วก็ให้พร แล้วจึงลาออกเดินทาง ผ่านสถานี
    เด่นชัยไปบ้านปิ่นก็มืดพอดี

    ค้างคืนที่บ้านปิ่น 1 คืน ปักกรดพักห่างจากหมู่บ้าน 20 เมตร ต้อนประมาณ ตี 2 นั่งสวดมนต์ก็ได้ยินเสียงใบไม้ดังเหมือนมีคนหรือสัตว์เดินเหยียบ เดินใกล้เข้ามาก็รู้ว่าเป็นเสือมาขู่คำราม แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายอะไร รุ้งขึ้นนายสถานีก็นำอาหารมาถวายเป็นข้าวเหนียว ฉั นเสร็จแล้วจึงลาเดินทางไปถึงสถานีบางป๋วย ก็ค่ำแล้ว ก็จะหาที่พักที่ปลอดภัยเพราะแถวนั้นมีช้างลากไม้เยอะมาก พัก 1 คืน รุ้งขึ้นเถ้าแก่โรงเลื่อยถวายอาหารเช้า 1 มื้อ ฉัตรเสร็จแล้วเดินทางต่อมาตามทางรถไฟก็ถึงสถานีแม่ทะ ก็ปักกลดพัก 1 คืน ก็ได้เจอโยมคน 1 ชื่อว่า แม่ตุด ได้นิมนต์หลวงพ่อไปพักอยู่บนดอยม่วงคำ พักอยู่ 2 คืน โยมแม่ตุดก็จะนิมนต์หลวงพ่ออยู่ที่ดอยม่วงคำ แต่หลวงพ่อก็ปฏิเสธ แล้วก็ลาเดินทางเข้ามาวัดเกาะถึงประมาณ 18.00 น. เข้ามาหาหลวงพ่อกริ่ม และหลวงพ่อเอม สนทนาธรรมกันพอสมควร หลวงพ่อบอกว่าจะมาขอเรียนประเพณีทางเหนือก็ได้พักในโบสถ์กับอาจารย์ จุม ซักพักหนึ่ง แล้วก็ไปพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดดำรงค์ธรรม

    มาอยู่ลำปาง

    ตอนกลางวันก็มาเรียนกรรมฐาน กับหลวงพ่อกริ่ม และหลวงพ่อเอม พอตอนกลางคืนก็เรียน มัธยม ทางลัด ม.4 – ม.6 ไปสอน ม.6 ได้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ช่วงนั้นอยู่ระหว่างสงคราม พอออกพรรษาแล้วจึงมาพักที่วัดเกาะเป็นช่วงที่หลวงพ่อกริ่มชราภาพมาก และป่วยท้องเสียมากเพราะอาหารเป็นพิษ แล้วก็มรณะภาพในเดือนมกราคม 2487 ตั้งศพไว้ประมาณ 1 ปี หลวงพ่ออยู่วัดเกาะตอนนั้นเกิดสงคราม พวกทหารญี่ปุ่นก็เข้ามาที่วัดเกาะ ยึดเอาอุโบสถเป็นคลังเก็บอาหาร หลวงพ่อเคยทำอาหารให้กับทหารญี่ปุ่นกิน พวกที่กินอาหารแล้วติดใจมาก แต่ก็ต้องโดนหัวหน้าทหารทำโทษเพราะว่าช่วงสงครามทหารญี่ปุ่นจะกินข้าวของคนไทยไม่ได้กลัวโดนยาพิษ ช่วงนั้นอดอยากมาก ทหารญี่ปุ่นได้เอาธรรมมาสไปทำเชื่อไฟหุ้งข้าว พอสงครามเลิก หลวงพ่อรื้อศาลาใช้เวลา 7 วัน แล้วก็สร้างศาลามาใหม่ มีพระที่วัดช่วยกันและพวกญาติโยมด้วยใช้เวลา 1 ปี จึงเสร็จ จนถึงปัจจุบันนี้ หลวงพ่อก็ส่งเสริมกิจการงานของสงฆ์โดยตลอดจัดให้มีการบวชเณร ภาคฤดูร้อน บวชพระเฉลิมพระเกียรติแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเป็นโรงเรียนสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และมีการบวชพระภิกษุ บวชชีพราหม์ ตลอดทั้งปี หลวงพ่อเอม เมตติโก อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่สอง วัดเกาะวาลุการาม ท่านเป็นคนจังหวัดอุทัยธานี ได้เดินธุดงค์ คู่ไปกับหลวงพ่อกริ่ม ที่ประเทศอินเดียและพม่า เดินไปสวดมนต์บนดอยสุเทพ 2 องค์กับหลวงพ่อกริ่มตลอดคืนในวันวิสาฆบูชาท่านเป็นพระที่เมตตาสูงมาก การปกครองดีมาก ท่านมรณะภาพด้วยโรคเบาหวานในปี พ.ศ. 2495 หลวงปู่ชุบจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3

    ได้เป็นพระอุปฌาย์ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสวนดอก อ.เมือง จ.ลำปาง เมื่อ พ.ศ. 2502
    ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยใจคออย่างไร ทำคุณให้วัดเกาะวาลุการามอย่างไร เป็นที่นับถือนิยมรักใคร่ใกล้ชิดขึ้นสู่หาของศรัทธาญาติโยมมากน้อยเพียงใด ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่จำเป็นอ้างความดี และการวางตัวปฏิบัติของท่านจะนำมาเขียนไว้ที่นี้ จึงขอยุติไว้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรเพราะท่านทั้งหลายก็คงได้ทราบได้เห็น ความเป็นอยู่ของท่านทุกวันนี้ไม่มากก็น้อย ในด้านการปลูกสร้างบูรณะวัดก็จะเห็นอาคารวัตถุเกิดขึ้นจำนวนมาก เป็นต้นว่า หอฉัน กุฏิสงฆ์ ห้องน้ำ เพื่อรับรองแขกมาพักและเยี่ยมเยือนสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นด้วยอิฐ เสริมเหล็กปูนอย่างถาวรแข็งแรงทั้งสิ้น

    นอกจากนี้ก็มีกุฏิกรรมฐานเป็นไม้อีกหลายหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์ให้แก่วัดวาอารามอย่างมาก ความอัดแอของวัดอันมีพระภิกษุสามเณรก็ยังล้นหลามอยู่เสมอไม่พอกับจำนวน ต้องไปอาศัยพักในศาลาการเปรียญบ้างในโบสถ์บ้างท่านจึงดำเนินการสร้างกุฎิสงฆ์ หลังใหญ่ 2 ชั้น และเขื่อนป้องกันศาสนสมบัติอย่างมั่นคง ยาวตลอดแนวฝั่งเขตวัดซึ่งกำลังทำการก่อสร้างอยู่ยังไม่เสร็จเพราะการเงิน ท่านจึงบอกบุญแก่ศรัทธาศาสนิกชนช่วยกันค้ำจุนสมทบทุนตามกำลังศรัทธาให้การก่อสร้างสิ่งถาวรนี้ ได้สำเร็จไว้เป็นอนุสรณ์ในบวรพุทธศาสนา มั่นคงสืบต่อลูกหลานเยาวชนรุ่นหลังเป็นพลังได้ยึด เป็นที่พึ่งหลักธรรมประจำชาติไทยในอนาคตกาลยืนนานสืบไป

    หลวงปู่มรณภาพแล้วเมื่อ วันที่ 31 มีนาคม 2547 เวลา 16.40 น. ที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมสิริอายุ 91 ปี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงพ่อบุญชุบวัดเกาะ ลำปาง ปี ๒๕๑๙

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251120_173626.jpg IMG_20251120_173656.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    paragraph__401_195.jpg

    "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา"คาถานกยูงทอง
    จากบทสวด โมรปริตรเพื่อ
    ความแคล้วคลาดปลอดภัย
    จากอันตรายทั้งปวงคาถานี้หลวงปู่มั่นเคยเมตตาเขียนไว้เพื่อคุ้มครองศิษย์ในสมัยสงครามโลก

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เล่าประสบการณ์เจอผี และแนะนำวิธีทำให้ผีเป็นมิตร

    เมื่อปี ๒๕๐๑ อาตมาไปสร้างวัดแห่งหนึ่ง อยู่ในเขตบริเวณใกล้ ๆ อำเภอวารินชำราบปัจจุบัน ที่ตรงนั้น เป็นที่ที่มีคนถูกฆ่า คนที่ฆ่าก็คือเจ้าของที่ คนที่ถูกฆ่าตายวิญญาณก็เป็นผีผูกอาฆาตอยู่ตรงนั้น ที่ตรงนั้นเขาทำไร่ทำสวน เมื่อก่อนนั้นเขาทำไร่ทำสวนได้ แต่พอหมอนี่ถูกฆ่าลงไปแล้ว มันก็เป็นผีสิงอยู่ตรงบริเวณนั้น เจ้าของที่จะไปทำอะไรก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องยกที่ให้พระสร้างวัด อาตมาก็พาหมู่ไปสร้างวัดที่ตรงนั้น ไปอยู่ได้ ๓ วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    พอวันที่ ๔ หลังจากไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาเสร็จแล้วจะจำวัด นอนสีหไสยาสน์กำหนดจิต หันหน้าไปทางทิศตะวันตก พอจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป ความรู้สึกในทางร่างกายยังมีความรู้สึกอยู่ ลมพัดมาสัมผัสกายก็รู้สึกเย็นอยู่

    ในขณะนั้นมีกลุ่มแสงวิ่งมาจากทางทิศตะวันตก แล้วมาสัมผัสกับใบหน้า มีลักษณะเหมือนถูกฝ่ามือตบอย่างแรง ได้ยินเสียงดังฉาดในหู แล้วก็รู้สึกเจ็บด้วย พอลุกขึ้นมาก็ เอ เราฝันไปหรืออย่างไร ถ้าฝันทำไมจึงเจ็บเหมือนคนตบจริง ๆ เอากระจกเงามาดูก็ไม่มีรอยแดงรอยอะไร เหมือนปกติ แต่รู้สึกเจ็บเหมือนคนตบ พอเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น วันนั้นก็ไม่ยอมจำวัด นั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่ตลอดคืนจนรุ่ง เราก็นึกกลัวเหมือนกัน ถ้านอนหลับไปเฉย ๆ เดี๋ยวมันจะมาหักคอ ก็เลยไม่ยอมนอน

    ทีนี้พอเดินจงกรมกลับไปกลับมา กลับไปกลับมาอยู่นั่น ประเดี๋ยวก็มีเสียงตกตู้มลงมา เหมือนกับโยนก้อนหินหนัก ๆ ลงมานั่นแหละ เอาไฟไปส่องดูก็ไม่มีอะไร ประเดี๋ยวก็ตูมอีก ตูมทางโน้นบ้าง ตูมทางนี้บ้าง มันจะยังไงก็ช่างมัน เดินจงกรมมันอยู่อย่างนี้ล่ะ

    จนกระทั่งเวลาตีสาม จะไปนั่งสมาธิ มันสีแสงเขียวอ่อน ๆ โตขนาดลูกมะพร้าว ไปวิ่งวนรอบพระองค์หนึ่งอยู่ เราก็นั่งดูอยู่เป็นนาน ก็ไม่นึกคิดอะไร ตอนนั้นความกลัวต่าง ๆ มันไม่มีแล้ว มันหายไปหมดแล้ว พอนึกว่าพระองค์นี้จะรู้ตัวหรือเปล่าหนอ จะได้เห็นอะไรเป็นขวัญตา พอนึกแต่นั้น มันผละจากพระองค์นั้น วิ่งตรงแน่วเข้ามาเลย

    พอมาถึง แสงนั้นก็ตกวูบลงไป ดับไป หายไป หลังจากนั้น ในบริเวณนั้น ไม่ว่าเราจะไปทำอะไร มันจะมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง จนพระเณรที่ทำงานร่วมกันบอกว่า ผี ๆ อาตมาก็บอกว่า ผีเผอที่ไหน มันไม่มีผีสางที่ไหนหรอก กลิ่นเหม็นมันเหม็นที่จมูกเราต่างหาก ถ้าเราไม่มีจมูก จ้างก็ไม่เหม็น ก็ทำงานเรื่อยไป ภาวนาพุทโธไป ในช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกว่าจนปัญญาเหมือนกัน จะแก้ไขอย่างไรจึงจะหาย

    ภายหลังมา วันหนึ่ง กำหนดจิตนอนภาวนา มันก็ได้นิมิตมาว่าได้สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กรณียเมตตสูตร พอได้นิมิตนั้นมา ภายหลังก็มาสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กรณียเมตตสูตร สวดแผ่เมตตาทุกวัน ๆ แต่ไอ้พวกนั้นมันก็ไม่หนีเหมือนกัน ก็ยังอยู่นั่นล่ะ แต่ภายหลังกลับมาเป็นมิตร มาช่วยรักษาวัด ชาวบ้านมาขโมยตัดไม้ มันจะตามไปบีบคอเอาจนถึงบ้าน บางครั้งชาวบ้านก็ว่าหลวงพ่อเป็นผีปอบไปเที่ยวเข้าสิงคน ผีนี่ ทำดีกับมัน มันก็กลายเป็นมิตรกับเราเหมือนกัน

    เดี๋ยวนี้มันก็ยังอยู่ ผีสองตัวนั้น ตัวหนึ่งชื่อนายด่าง เป็นผีของเจ้าบ้านวัดหนองป่าพง เดิมชื่อเฮียปาน เป็นหัวหน้าบ้าน บ้านอยู่ที่วัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชาเดี๋ยวนี้ ต้นมะม่วงที่ผีตัวนี้ตอนเป็นคนปลูก ก็ยังอยู่ มันบอกว่า นั่นล่ะต้นมะม่วงมัน บ้านมันอยู่ตรงนั้น ที่เราเรียกมันไอ้ด่าง เพราะตอนมันปรากฏตัวให้คนเห็น หน้าอกมันเป็นจุดด่าง ๆ ขาว ๆ เขาก็เรียกผีไอ้ด่าง

    ตัวที่สองชื่อไอ้พล เป็นลูกข้าราชการกรมทาง ถูกลูกชายเจ้าของที่ฆ่าตาย แล้วก็เป็นผีอาฆาตอยู่นั่น ผีสองตัวนี้เป็นเพื่อนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลานี้มันช่วยพระรักษาวัด ใครจะไปเบียดเบียนรังแกวัด มันเข้าไปสั่งสอน มันบอกต่อไปอย่าไปทำอย่างนั้น ผีมันไปสอนคนได้ยังไง มันก็อาศัยร่างคน มันเข้าไปทรง เรียกว่าผีสิง พอสิงแล้วมันก็ดุชาวบ้าน บอกต่อไปอย่าไปรังแกวัด มันบอกเวลานี้มันมีหน้าที่รักษาวัดอยู่ ๒ วัด คือวัดหนองป่าพงกับวัดใหม่นี่

    นี่คือเรื่องของผีเป็นเกร็ดความรู้พิเศษ

    ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ถึงจะเป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง แต่รู้ไว้ก็ดีเผื่อจะมีประโยชน์ ยังมีผีอีกตัวหนึ่ง สมัยที่เป็นคน เป็นพ่อค้าเกลือ เพื่อนบ้านไปเซ็นเกลือมากินสองชะลอม ชะลอมละสองบาท ลูกหนี้ยังไม่จ่ายเงิน เจ้าหนี้ก็ตาย พอตายก็ไปทวงค่าเกลือ พอทวงไม่ได้ทวงธรรมดา เอาจนเจ้าของบ้านอยู่บ้านไม่ได้ ไปหาหมอวิชาอาคมที่ไหนมาปราบมาไล่ มันก็ไม่ยอม

    ผีตัวนี้เวลาคนนั่งอยู่มาก ๆ มันจะปาก้อนอิฐ ตู้ม พวกเด็กหนุ่มๆที่ไม่เชื่อผีสางไปทดสอบกัน มันเอาดาบแหย่ลงไปในไม้กระดาน แล้วพูดว่าถ้าผีมีจริง ตบปลายดาบข้าสิ มันก็ตบปลายดาบกระเด็นขึ้นมา

    หลังจากเขาหาหมอผีมาปราบจนหมดปัญญา ก็นึกถึงพระธุดงค์กรรมฐาน เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ไปนิมนต์พระครูญาณวิศิษฐ์ เป็นเพื่อนของหลวงพ่อเอง มาปราบ พอมาแล้วท่านก็ท่องคาถาบารมีสิบทัศ ท่องไปไม่ทันไร ก้อนอิฐก็ตู้มมา สู้มันไม่ได้

    ภายหลังก็มานั่งสมาธิ พอจิตสงบมันก็เงียบไป พอจิตไหวปั้บ ก้อนอิฐก็ตู้มมาอีก คาถาบารมีสิบทัศก็สู้ไม่ได้ สมาธิก็สู้ไม่ได้ ก็มานึกว่าแผ่เมตตาดีกว่า ก็สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แผ่เมตตา กรณียเมตตสูตร พอสวดจบก็แผ่ส่วนกุศลให้มัน มันก็หายเงียบ ก้อนอิฐก็ไม่มา เจ้าของบ้านก็กลับมาอยู่บ้านได้

    เพราะฉะนั้น บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน นั่นแหละ กรณียเมตตสูตรก็มีในเจ็ดตำนาน เป็นคาถาผูกมิตรไมตรีกับพวกวิญญาณต่าง ๆ พวกที่เจริญเมตตา พุทธคุณ ธรรมคุณ กรณียเมตตสูตรนี่ สามารถที่จะยังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณต่าง ๆ ให้สงบระงับไปได้

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อพุธฐานิโยบล็อคโรงงานกษัตริย์ศิษย์ชลประทานสร้างถวาย ปี ๒๕๓๐ รุ่นประสบการณ์
    ด้านหลังคาถาโมปริตร นกยูงทองอันเป็นคาถาที่ศิษย์พระป่าสายหลวงปู่มั่นนิยมใช้กันเป็นยันต์หลังเหรียญในวัตถุมงคล

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20251121_163149.jpg IMG_20251121_163233.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระขุนแผน ปี2536 วัดนิมมานรดี บางแค กรุงเทพฯ หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่ หลวงพ่อเปิ่นวัดบางพระ หลวงพ่อฑูรย์วัดโพธินิมิตร หลวงปู่วิเวียรวัดดวงแค หลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม หลวงพ่อทิมวัดพระขาว หลวงพ่อเมี้ยนวัดโพธิ์กบเจา หลวงพ่อมีวัดมารวิชัย หลวงพ่อแย้มวัดสามง่าม หลวงพ่อแย้มวัดตะเคียน หลวงพ่อตัดวัดชายนา หลวงพ่อคับวัดหนองนกไข่ฯลฯ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูล

    พระขุนแผนวัดนิมมานรดีด้านหลังลงอักขระยันต์ด้วยหมึก

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251121_163817.jpg IMG_20251121_163841.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763719662716.jpg FB_IMG_1763719710455.jpg 109060690_1627982857365418_3703144445642162669_n.jpg

    พระสองพี่น้อง วัดพระนอนจักรสีห์ เนื้อดิน จ.สิงห์บุรี พิธีใหญ่ หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรี ฯลฯ ร่วมพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิต

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251121_163730.jpg IMG_20251121_163752.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    268_1417245021.jpg_208.jpg

    พระผงหลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุ จ.อยุธยานี้ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา และมีเจตนาที่บริสุทธิ์โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆทั้งสิ้น โดยปราถนาให้พระนี้จะมีผลในการทำนุบำรุงพระศาสนาได้ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหรืออย่างน้อยก็ให้ท่านที่ได้รับไปได้เอาไว้เป็นอนุสสติ คือการระลึกถึงพระรัตนไตรอย่างน้อยเวลาจะใส่พระได้นึกถึงคุณพระอันสงบร่มเย็นสักวันละหนก็นับว่าดีนักแล้ว และพื่อเป็นการสร้างกุศลให้แก่ตนเองและครอบครัว รวมถึงน้อมถวายให้แด่ครูบาอาจารย์องค์ผู้อยู่เหนือเศียรเกล้า
    อันมี สมเด็จเจ้าฯหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และท่านพระครูปราสาทพรหมคุณ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ วัดเพชรบุรี อ. ปราสาท จ. สุรินทร์ เป็นที่สุด
    ซึ่งพระผงนี้ได้สร้างจาก อิฐ-ปูน-ดินใต้ฐานชุกชีหลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ วัดหน้าพระเมรุ อยุทธยา จำนวนมาก (2 กระสอบปุ๋ย) ผงกระเบื้องโมเสส-ทองเปลว หลวงพ่อโต วัดอินทร์ บางขุนพรหม จำนวนมาก (1 ปี๊ปฮอลล์) ปูนฐานชุกชี หลวงพ่อมงคลบพิตร บัวรอบฐาน
    หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง กระเบื้องโบสถ์วัดเจดีย์หลวง ช.ม. หินข้าวเย็นฤษีวัดพระพุทธบาทสี่รอย ผงรักทองพระประฐานวัดกษัตราธิราช ผงรักทอง พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศน์ กิ่ง-ใบ-ด้วงเลียบ(ตาไม้ของต้นเลียบ)ต้นที่ฝังรกหลวงปู่่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สงขลา 1กระสอบ
    เกศา หลวงปู่ชม วัดนางใน จ.อ่างทอง เกศา-อังษะ หลวงปู่เมตตา วัดโพธิ์เลื่อน จ.ปทุมธานี เกศา-อังษะหลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูน จ.อยุทธยา อังษะหลวงปู่หรุ่ม วัดบางจักร อ่างทอง หลวงพ่อสิริ วัดตาล นนทบุรี หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว ผ้าคาดอกหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ท่านให้หลังพิธีเสกพระที่วัดบวรฯ

    พลอย 5 สีแทนพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ (1บาตรเต็ม ๆ ) ปัฐวีธาตุจากแม่น้ำปาย จแม่ฮ่องสอน ซึ่ง 2 อย่างนี้หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ท่านกรุณาแช่น้ำมนต์เสกให้ที่ห ัวนอนท่านนานนับเดือน ลูกอมดินเจ็ดนคร เก้าบุรี ดินโป่ง จอมปลวก รังตัวชันโรงที่ขึ้นบนยอดจอมปลวก ดินโป่งจากโป่งอาถรรพ์ เขาพ่อตาโจงโดง ระนอง กะลาตาเดียว ข้าวสารหินของ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ท่านเสกมากว่า 2 ปี (2 ถังสังฆทาน)ท่านกรุณามอบให้เพื่อเอามาไว้สร้างพระ

    ผงพุทธคุณของ วัดนครอินทร์ เมืองนนท์ ผงพุทธคุณหลวงพ่อฑูรณ์ วัดโพธินิมิตร ตลาดพูล ผงพุทธคุณ-เกษา ท่านครูบาบุญปั๋น วัดร้องขุ้ม (1ขัน ) ช.ม. สายประคำที่ หลวงพ่ออุตตมะ อุตตมะรัมโภ ตกสายประคำ เสกทีละเส้นกับมือทุกเส้น 56 เส้น
    ผงสร้างพระพิมพ์สมเด็จ รุ่นญาณวิลาส หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
    แป้งเสก หลวงปู่บุดดา ถาวโร แร่บางไผ่ แร่เหล็กโคกยายเหลือง แร่เหล็กน้ำพี้
    แร่เพชรหน้าทั่ง ว่านมงคล 32 ชนิด เช่น เกราะเพชรไพฑูรณ์ พระตะบะ
    ถอนโมกขศักดิ์ ปลาไหลเผือก เพชรน้อย เพชรใหญ่ หัวว่านดอกทอง ดินสอฤษี
    พญากาหลง จูงนางฯลฯ

    ชานหมาก กรวย-ดอกไม้บูชาครู ทราย-บายศรีสีผึ้ง (อย่างละ 2 กระสอบปุ๋ย) พระเครื่องรุ่นก่อนๆที่ชำรุด ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ หลายร้อยองค์
    ซึ่งมวลสารทั้งหมดได้ผ่านการอธิฐานจิตมาก่อนที่จะนำมาสร้างทั้งสิ้นโดย หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการาม เสกผงมลสาร 2 ครั้ง หลวงพ่อสง่า วัดบ้านหม้อ เสกผงให้ที่พิธีของวัดลุ่มเจริญศัทธาธรรม และองค์ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ เมตตาเสกมวลสารเองอีกหลายครั้ง
    และในส่วนของการอธิฐานจิตนั้น เมื่อทำเป็นองค์พระแล้วได้จัดพิธีเมื่อ 14-15 ธันวาคม 2545 ณ.ศาลาไชยสินธพ วัดปทุมวนาราม โดยเป็นพิธีที่คณะศิษย์จัดถวาย หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ซึ่งวันที่ 14 นั้นเป็น พิธีพุทธาภิเษก และวันที่ 15 นั้นเป็น พิธีครอบมงคลจักรวาล ซึ่งเป็นวิชามหาพิชัยสงครามตำรับขอมโบราณสามารถคุ้มครองตนได้ตราบเท่าที่ยังอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม
    และรำลึกนึกถึงครูบาอาจารย์อยู่เสมอ
    ซึ่งพิธีมหามงคลนี้หลวงปู่ฯท่านได้เกิดศุภนิมิตอันเป็นมงคล เห็นครูบาอาจารย์มาในรูปเทพยดาเจ้ามาประทับยืน กายสูงใหญ่ ผายมือออกดั่งจะกางกั้นกันภัยอันตรายต่างๆและโอบอุ้มเอาวัตถุมงคลและผู้ร่วมพิธีทั้งหมดไว้
    ซึ่งพระพิมพ์หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ นี้ ได้จัดสร้างเป็น 2 เนื้อคือเนื้อขาวธรรมดา 10,000 องค์ เนื้อแดงพิเศษ 1,000 องค์ ในส่วนของการอาราธณาบูชานั้น ท่านต้องรักษาศีล 5 โดยเฉพาะข้อสุราฯ และกาเมฯ อย่างเคร่งครัด และห้ามด่าพ่อล้อแม่ ซึ่งถ้าท่านถือได้แล้วก็นับได้ว่าท่านมี พระรัตนไตรอันประเสิรฐ์เป็นสรณะ และมีคุณครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง อันอบอุ่นร่มเย็นอย่างมิต้องสงส ัย
    เมื่อจะอาราธณาพระของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ตั้ง "นะโมฯ" 3 จบ
    และ"นะเมติ" 12 จบ จึงอธิฐานตามปราถนา
    และขอฝากคำสอนของหลวงปู่ฯท่านไว้ว่า
    "ถึงเราจะสร้างพระให้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหนแต่ถ้าเขาถือ (ศีล)ไม่ได้ก็ไม่ขลัง"
    ป.ล. 1.พระที่สร้างทั้งหมดได้ถวายโดยมิได้หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
    ท่านที่ต้องการได้ไว้บูชากรุณาติดต่อที่ วัดหน้าพระเมรุเท่านั้น
    2.เกษาใส่เฉพาะพระเนื้อแดง เท่านั้น

    3. นะเมติ คือรสน้ำนมแม่พระธรณีย์หมายถึง ข้าวและพืชพรรณทุชนิดที่เลี้ยงทุกชีวิตบนโลก เปรียบคุณครูบาอาจารย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251121_192002.jpg IMG_20251121_192028.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 พฤศจิกายน 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1763817390474.jpg
    สมเด็จรุ่นแรกพิมพ์เล็ก หลวงพ่อสนธิ์ อนาลโย สร้างขึ้นมาในปี 2537 วาระที่ท่านมีอายุ ครบ 5 รอบ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาส วัดบรมนิวาส ในนามพระครูอุดมสังวรคุณ รุ่นนี้ผสมเกศา ตัวหนังสือคมชัด สร้างมาพร้อมเหรียญรุ่นแรก ของหลวงพ่อ

    ประวัติ และ รายละเอียด วัตถุมงคล

    http://prathaiisan.blogspot.com/2016/01/

    ประวัติพระเดชพระคุณ พระพรหมวชิราภรณ์ โดยสังเขป
    .
    ชาติภูมิ
    พระพรหมวชิราภรณ์ มีนามเดิมว่า สนธิ์ คำมั่น เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ณ บ้านโนนชาติ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยโสธร) โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเป และนางกัน คำมั่น ครอบครัวมีอาชีพทำนา
    พระพรหมวชิราภรณ์ เรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบ้านสร้างมิ่ง แม้จะอยู่ในวัยเด็ก แต่มีนิสัยรักสงบ เชื่อฟังบิดา-มารดา กลัวบาป ท่านมีความรู้สึกที่แตกต่างจากเด็กรุ่นเดียวกัน มีความคิดอยากจะบวช และปรารภอยากไปอยู่วัด แต่โยมแม่ไม่ยอมให้ไป กระทั่งตอนอายุ ๑๘ ปี ได้มีโอกาสเดินทางไปที่วัดป่าอุดมสมพร (วัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร) ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้เห็นความอัศจรรย์ และระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง จึงตัดสินใจออกบวช แต่ช่วงนั้นได้เตรียมตัวก่อนบวช ต้องสวดมนต์และทานข้าวมื้อเดียว ร่างกายซูบผอมลง แต่สุดท้ายท่านไม่ได้บวชเรียน ต้องกลับมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีความคิดอยากจะบวชอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดท่านได้นึกถึงที่โยมมารดาสั่งเสียไว้ว่า "จะทำอะไรจะมีครอบครัวก็ให้บวชเสียก่อน ขอให้บวชให้แม่ก่อน"

    อุปสมบท

    อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดป่าสุทธาวาส บ้านคำสะอาด ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองสกลนคร เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยมี พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์กว่า สุมโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสนธิ์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า อนาลโย ซึ่งแปลว่า ผู้ไม่มีความอาลัย

    หลังอุปสมบทแล้ว ได้กลับไปอยู่จำพรรษาที่วัดป่ากลางโนนภู่ ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม ได้ปฏิบัติเดินจงกรม ฝึกภาวนา พิจารณากัมมัฏฐานตามที่พระอุปัชฌาย์บอก จนเกิดความรู้สึกปีติยินดี

    ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ พระอาจารย์กว่า สุมโน ไม่มีผู้ใดอุปัฏฐาก ท่านต้องกลับไปดูแลปรนิบัติรับใช้ และมาเรียนหนังสือที่วัดป่าสุทธาวาส เมืองสกลนคร วันแรกที่ไปอยู่วัดป่าสุทธาวาส ได้เกิดนิมิตว่าผีเจ้าของที่มาคอยหลอกหลอนรบกวน ท่านจึงปรารภความเพียรยิ่ง ระลึกถึงพระคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำความเพียรภาวนาต่อเนื่องกระทั่งจิตสงบสบาย จิตใจมีแต่ความเมตตาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

    ต่อมาท่านได้ไปอยู่ที่วัดป่ากลางโนนภู่ บังเอิญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้ขึ้นไปจังหวัดสกลนคร ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส ได้ให้คนไปตามพระอาจารย์สนธิ์ให้ไปหาที่วัดป่าสุทธาวาส

    หลวงปู่เทสก์จึงได้พาพระอาจารย์สนธิ์ไปอยู่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้อยู่ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่เทสก์อย่างใกล้ชิด โดยท่านให้พระอาจารย์สนธิ์อยู่กุฏิเดียวกับท่าน

    พระอาจารย์สนธิ์ชื่นชมในปฏิปทาของหลวงปู่เทสก์ ได้ปฏิบัติต่อหลวงปู่อย่างสม่ำเสมอ หลังจากถวายนวดเส้นแล้วก็จะออกมาปฏิบัติเดินจงกรมก่อนที่จะพักผ่อน

    มาพำนักจำพรรษาที่วัดพุทธบูชา

    ครั้นต่อมา ท่านมีความคิดที่อยากไปอยู่กรุงเทพฯ เพราะอายุพรรษายังน้อย อยากเรียนบาลี จึงกราบเรียนขออนุญาตหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งหลวงปู่เทสก์ก็ไม่คัดค้าน โดยมาพำนักจำพรรษาที่วัดพุทธบูชา ต่อมาท่านมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมจนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

    ทั้งนี้ หลวงพ่อสนธิ์ได้เล่าถึงความหลังให้ฟังว่า “ที่วัดพุทธบูชาในขณะนั้นบิณฑบาตลำบาก จะบิณฑบาตแต่ละครั้งก็ยาก ต้องลุยโคลนลุยเลนลำบากมาก เกิดมีมานะขึ้นมา ถ้าอย่างไรก็เรียนก่อนเถอะ ได้ตั้งใจมาแล้วต้องอดทนอยู่ต่อไป”

    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสนธิ์ได้รับกิจนิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องต่อเครื่องบินจากเมืองดัลลัส ไปลงที่รัฐเทนเนสซี่ ระหว่างที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ เกิดเหตุอากาศแปรปรวนและเครื่องบินเกิดมีปัญหา ทำให้เครื่องบินสั่นเสียการทรงตัว

    ผู้โดยสารบนเครื่องบินเกิดอาการหวาดกลัวว่าเครื่องบินจะตก หลวงพ่อได้นั่งภาวนาจนจิตนิ่ง จึงกำหนดจิตภาวนา เมื่อจิตสงบนิ่ง รู้สึกว่าจิตนิ่ง และไม่คิดเสียดายชีวิต ยอมตาย และรู้สึกว่ากายหายไป ในขณะนั้นได้มีเสียงมากระซิบว่า “ไม่ตายๆ” ปรากฏว่าเครื่องบินได้เปลี่ยนเส้นทางบินมาลงจอด เพื่อซ่อมเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย

    สร้าง วัดป่าภูปัง

    คราวหนึ่งหลวงพ่อสนธิ์ได้นิมิตว่า หลวงพ่อได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีผู้ปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาวและมีความ ยินดีเมื่อหลวงพ่อสนธิ์เดินทางไปถึง หลวงพ่อสนธิ์ได้จดจำลักษณะของสถานที่แห่งนั้นได้เป็นอย่างดี และได้สอบถามไปยังผู้ที่รู้จักอยู่เสมอ เพื่อที่จะแสวงหาสถานที่แห่งนั้น

    จนกระทั่ง พระอาจารย์บุญชวน ธัมมโฆสโก แห่งวัดป่าวังน้ำทิพย์ ตำบลสวาท อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ได้กราบเรียนหลวงพ่อสนธิ์ถึงเขาแห่งนั้น ในเขต อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อหลวงพ่อไปถึงเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะตรงตามในนิมิตทุกประการ จึงได้ชักชวนคณะศรัทธาญาติโยมและคณะศิษยานุศิษย์ มาพัฒนาสถานที่แห่งนี้เพื่อสร้างเป็น วัดป่าภูปัง ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยได้สร้างศาลา ๓ ชั้นขึ้นจนสำเร็จ

    ถัดมา หลวงพ่อสนธิ์ได้หล่อรูปจำลองพระพุทธพิชิตมาร ขนาดหน้าตัก ๘๐ นิ้ว โดยจำลองจากพระพุทธพิชิตมาร ซึ่งประดิษฐานอยู่ในศาลาอุรุพงษ์ วัดบรมนิวาส เพื่อนำไปประดิษฐานที่วัดป่าภูปัง โดยหลวงพ่อได้ดูแลการปั้นหุ่นรูปจำลองอย่างใกล้ชิด และได้นิมนต์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นประธานในการเททอง และ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ ได้เกิดเหตุมหัศจรรย์ที่มีเหตุฝนตกโปรยปรายลงมา

    การศึกษา

    นักธรรมชั้นเอก
    เปรียญธรรม ๓ ประโยค
    ตำแหน่ง

    ฝ่ายปกครอง
    พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็น เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา
    สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็น เปรียญธรรม ๓ ประโยค
    พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท ที่ พระครูอุดมสังวรคุณ
    พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม
    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระอุดมสังวรญาณ
    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็น พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชภาวนาพินิจ ศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระเทพมงคลญาณ ปรีชาญาณวิมล โสภณศาสนกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
    ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิราภรณ์ สุนทรวิสุทธิญาณ สีลาจารวิมล โสภณธรรมธาดา วิปัสสนาธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จรุ่นแรกหลวงปู่สนธิ์อนาลโยวัดพุทธบูชาสร้างสมัยท่านอยู่ที่วัดบรมนิวาส

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20251122_202010.jpg IMG_20251122_201943.jpg IMG_20251122_202035.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 พฤศจิกายน 2025
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763815077364.jpg FB_IMG_1763815803733.jpg

    หลวงปู่วรพรต เหยียบรถกระดก” จ.ขอนแก่น

    ผู้มีธาตุขันธ์ กาย สังขาร เป็น มรกต หนึ่งเดียวใน โลก

    ประวัติ หลวงปู่วรพรตวิธาน.. นามเดิม ท่านชื่อ “พันธ์ ทับงาม” เกิดวันพุธที่ 1 ธันวาคม 2444 ที่บ้านน้ำอ้อม อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

    (ที่จริงแล้วท่านเกิดในปี พ.ศ 2437 แต่แจ้ง วันเกิดช้ากว่ากำหนดโดยวันเดือนเกิดไม่ทราบแน่ชัด) บิดาชื่อ พ่อศิลา มารดาชื่อ แม่ทอง ทับงาม ชีวิตเยาว์วัยท่านเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก จนขุนเกษตรวิสัยเจ้าเมืองร้อยเอ็ดเอาไปรับราชการเป็นเสมียนประจำตัวท่าน รับราชการจนอายุได้ 16 ปี จึงลาบวชเป็นสามเณร ณ.วัดบ้านน้ำอ้อม จนอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระต่อโดยมีพระครูธรรมสังฆบาลเป็นพระอุปัชณาย์มีฉายาว่า “ติสโส” ท่านเป็นพระหนุ่มที่เรียนหนังสือเก่งมากท่องปฏิโมกข์ได้ตั้งแต่พรรษาแรก และปี พ.ศ 2472 หลวงปู่ ท่านสอบนักธรรมชั้นเอกได้ ในปีนั้นหลวงปู่สอบนักธรรมเอกได้เพียงองรูปเดียวเท่านั้นทั่วมณฑลร้อยเอ็ด
    (รวมกาฬสินและมหาสารคามด้วย) จนได้รับรูปท่านเจ้าคุณพระโพธิวาศจารย์แม่กองธรรมอุบลเป็นรางวัล

    หลวงปู่ได้มาเรียนเทศนากับท่านเจ้าคุณกัณหา ณ วัด หนองทุ่ม อ.พล จ.ขอนแก่น (เจ้าคุณกัณหาเจ้าคณะ จังหวัดขอนแก่น ในสมัยนั้น พ.ศ 2473) ปี พ.ศ 2475 บ้านเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเจ้าคุณกัณหาจึงได้ส่งหลวงปู่วรพรตมาเป็นเจ้าอาวาสวัดจุมพล บ้านก้านเหลือง อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น อายุการสร้างวัดจุมพล ประมาณ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5

    พ.ศ 2480 หลวงปู่ได้สร้าง อุโบสถขึ้นมาใหม่ เสร็จเอาปี พ.ศ 2483 ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 2,500 บาท ปูนชีเมนต์สมัยนั้นถุงละ 1.50 บาท ปี พ.ศ. 2482 หลวงปู่ได้ขอพระราชทาน พระปรมาภิไธย์ย่อ
    ของรัชการที่ 8 แต่พระองค์ท่านได้พระราชทานเหรียญพระฉายาลักษณ์ของท่านให้หลวงปู่วรพรต หลวงปู่ท่านเอาเหรียญนั้นติดไว้หน้าพระอุโบสถต่อจากนั้นมาหลวงปู่ก็ได้พัฒนาวัดจุมพลมาเรื่อยๆ ตลอดจนวัดต่างๆ ในอำเภอแวงน้อย และอำเภอพล (แต่ก่อนอำเภอแวงน้อยเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอพล) ในการสร้างพระอุโบสถและกุฎิ รวมทั้งศาลาการเปรียญ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 30 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ได้มีการขยายการปกครองออกไปอีก ทางการจึงตั้งตำบลแวงน้อยขึ้นเป็นอำเภอแวงน้อย หลวงปู่วรพรตวิธานจึงได้เป็นเจ้าคณะอำเภอแวงน้อยรูปแรก

    หลวงปู่ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมขลังมาก ได้เรียนวิชาอาคมมาจาก 5 อาจารย์ด้วยกัน เช่น หลวงศรีธรรมศาสตร์ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม หลวงปู่ศึกษาวิชาไสยศาสตร์ จากอาจารย์ครีธรรมศาสตร์ จนเรียนจบเรียบร้อยแล้วก็ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมจาก พระอาจารย์ขันวัดท่าสะแบง ต.มะบ้า อ.ธวัชบุรี จ. ร้อยเอ็ด พระอาจารย์ขันวัดท่าสะแบงนี้ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมรูปหนึ่งในภาคอีสานในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมทางด้านเมตตามหานิยม, คงกระพันชาตรี, แคล้วคลาด, มหาอุต ป้องกันขับไล่ คุณไสย คุณผี คุณคน หลวงปู่วรพรตท่าน ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากพระอาจารย์ขันจนหมดสิ้น แล้วหลวงปู่ก็ได้ไปศึกษากับ
    พระอาจารย์ โส วัดบ้านฟ้าเหลี่ยม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เกจิอาจารย์ดังองค์หนึ่ง ในสมัยนั้น ขนาดท่านปัสสาวะรดต้นไม้ เอาปืนยิงต้นไม้ ยังยิงไม่ออกแต่ก็ยังไม่พอความต้องการของหลวงปู่ หลังจากนั้นท่านก็ได้มุ่งหน้าไปศึกษากับ
    หลวงปู่ชม ฐานธัมโม แห่งวัดกู่ พระโกนา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่าน หลวงปู่ชมรูปนี้ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถ
    มาก มีอิทธิปาฏิหาริย์นานัปการ ท่านสามารถ ล่องหนหายตัวได้ หลวงปู่ชมท่านได้สร้าง วัดขึ้นบริเวณใกล้กับกู่โกนา อยู่ทางจะไป อ. ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะมุ้งไปเขมรต่ำ
    (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) หลวงปู่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมและวิปัสนากัมมัฏฐาน อยู่ 2 ปี เมื่อ พ.ศ. 2479 ท่านได้กราบลาหลวงปู่ชม ออกมุ่งหน้ามายัง จ. ขอนแก่น เพื่อกับวัดจุมพล ของท่าน

    หลังจากที่ท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมจากพระอาจารย์ ต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปกับหลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต และได้แยกทางกันที่ อ. มัญจาคีรี จากนั้นหลวงปู่วรพรตท่านก็ได้เดินผ่านดงพญาเย็น-พญาไฟ ผ่านไปประเทศลาว พม่า เขมร เรื่องราวตอนที่ท่านเดินธุดงค์ ไปนั้นมีมากมาย ผจญทั้งสัตว์ร้ายและภูตผีปีศาจ แต่ท่านก็ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้

    หลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในสมัยรัชการที่ 8 มีพระราชทินนามว่า “พระครูวรพรตวิธาน” เราจึงเรียกติดปากว่า “หลวงปู่วรพรต” ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้คนเป็นครั้งแรก ก็คือ

    เรื่องหลวงปู่เหยีบรถกระดก (ลอยขึ้น) เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2503 หลวงปู่จะออกเดินทางจาก อ. พล จ. ขอนแก่น ด้วยรถโดยสารเพื่อจะไป จ.ร้อยเอ็ด รถคันที่หลวงปู่จะขึ้นเป็นรถสองแถวขนาดใหญ่ ตามธรรมดาโดยทั่วไปแล้วพระเณรจะต้องนั่งด้านหน้าติดกับคนขับ เพื่อจะได้ไม่ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่น แต่รถคันนี้มีผู้หญิงนั่งเต็มอยู่ด้านหน้าแล้ว ด้านหลังรถยังพอมีที่นั่งได้ คนขับรถจึงบอกให้หลวงปู่ขึ้นทางท้ายรถ หลวงปู่ก็ได้ปฏิบัติตามโดยดี แต่ก่อนจะขึ้นรถหลวงปู่ได้พูดกับคนขับรถว่า “รถจะไม่เดี่ยง หรือ
    ”(เดี่ยงเป็นภาษาไทยอีสานแปลว่า “ กระดก”) คนขับก็บอกว่า “ไม่เดี่ยงแน่เพราะรถรับน้ำหนักได้หลายตัน” พอคนขับพูดจบ หลวงปู่ก็ก้าวเท้าขึ้นรถ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นทันที ด้านหน้ารถลอยขึ้น เหมือนมีมือยักษ์มาจับยกขึ้น คนขับรถเห็นเช่นนั้น ถึงกับตกตะลึงจึงกราบนิมนต์หลวงปู่มานั่ง ด้านหน้า โดยให้พวกผู้หญิงไปนั่งด้านหลัง ตั้งแต่นั้นมา สมญานาม
    “หลวงปู่วรพรตเหยียบรถเดี่ยง”
    จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในเขตขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ต่างก็รู้เรื่องกันดี เคยมีญาติโยมที่อยู่ไกลถึง จ. กระบี่ เดินทาง มากราบขอคาถาเหยียบรถกระดกจากท่าน ท่านก็มอบคาถานะโมพุทธายะให้ไป แต่จะทำได้เหมือนหลวงปู่ หรือ เปล่าไม่ทราบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบทางข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ชุด ๒ องค์
    เหรียญอายุ ๘๐ ปี ปี ๒๕๒๔
    หลวงปู่วรพรต รุ่น ปราบปอบ
    ล็อกเก็ตหลวงปู่วรพรต

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251122_195313.jpg IMG_20251122_195334.jpg IMG_20251122_195157.jpg IMG_20251122_195216.jpg IMG_20251122_195238.jpg IMG_20251122_195256.jpg
     
  11. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,502
    ค่าพลัง:
    +7,655
    ขอจองครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1763910399262.jpg 1763910387238.jpg 1763910408782.jpg

    อภินิหาร หลวงพ่อเกษม เขมโก รู้แจ้งเห็นอนาคต !!! ให้โชคลาภศิษย์คนสนิทร่ำรวย !!! เรื่องเล่าขานที่ฮือฮาที่สุดในยุคนั้น !!!

    หลวงพ่อเกษม เขมโก เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๕๕ บิดาชื่อ เจ้าหนูน้อย มณีอรุณ มารดาชื่อ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง ในวัยเด็ก เจ้าเกษม ณ ลำปาง จัดว่าเป็นคนมีสติปัญญาดีเยี่ยมและเป็นเด็กที่ซุกซนมาก เมื่อย่างเข้าสู่วัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง เข้ารับการศึกษาระดับประถมที่ โรงเรียนบุญวงศ์ อนุกูล โรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง สมัยนั้นเรียนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ ๕ ปี พ.ศ.๒๔๖๖

    เจ้าเกษม ณ ลำปาง จบชั้นสูงของโรงเรียนประถมปีที่ ๕ ขณะอายุได้ ๑๑ ปี ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ครั้นมีอายุ ๑๕ ปี ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบุญยืน จ.ลำปาง เมื่อบรรพชาแล้วก็จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบุญยืน ขยันหมั่นเพียรเรียนทางด้านปริยัติศึกษาธรรมะจนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๔ สามเณรเจ้าเกษมก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้

    กระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๗๕ สามเณรเกษม ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดบุญยืนนั่นเอง โดยมี พระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร เจ้าคณะอำเภอขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุตรวงศ์ธาดา เจ้าอาวาสวัดหมื่นเทศ และเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.ลำปาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระธรรมจินดานายก เจ้าอาวาสวัดป่าตั๊ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมโก” แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม

    ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ พระภิกษุเขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้รวมทั้งสนใจศึกษาเล่าเรียนบาลีควบคู่กันไปด้วย เรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลภาษามคธได้เป็นอย่างดี เมื่อเรียนปริยัติพอควรแล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่หลงทาง ท่านจึงหันมาปฏิบัติธรรมจนแตกฉาน โดยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ และเชี่ยวชาญ ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ ครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง โดยได้ติดตามพระอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนาเรื่อยมา ท่านถือปฏิบัติเช่นนี้จนภายหลังได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ก็ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ปลีกวิเวกไปบำเพ็ญเพียรอยู่ตามป่าช้าต่าง ๆ ทั่ว จ.ลำปาง หลายแห่ง เช่น ป่าช้าแม่อาง ป่าช้านาป้อ ก่อนมาปักหลักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าช้าประตูม้า หรือสุสานไตรลักษณ์ ปัจจุบัน จนละสังขารเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ รวมสิริอายุ ๘๔ ปี

    -อภินิหาร หลวงพ่อเกษม เขมโก-

    วันหนึ่งประมาณเก้าโมงเช้า เจ้าประเวทย์ ณ ลำปาง และเพื่อนเจ้าของโรงงานน้ำปลาโพธาราม ได้เอารถเบนซ์ รุ่น ๕๐๐ เอสอีแอล ไปรับหลวงพ่อเกษมออกเดินทางจากสุสานไตรลักษณ์เพื่อไปทำบุญที่บ้านเจ้าประเวทย์ ณ ลำปาง เมื่อเสร็จธุระต่าง ๆ แล้ว หลวงพ่อจะกลับสุสานไตรลักษณ์ แต่ท่านไม่ยอมขึ้นรถเจ้าประเวทย์และเพื่อนท่านบอกว่า จะนั่งรถ “ดาบหมาน” กลับ ทุกคนก็แปลกใจเพราะ “ดาบหมาน” ไม่ได้มาด้วย จึงโทรศัพท์ตามหาตัวให้มารับ ดาบหมานจึงขับรถฮอนด้าซีวิค ทะเบียน ฉ.๙๗๒๓ กรุงเทพฯ มารับหลวงพ่อเกษมที่บ้านเจ้าประเวทย์กลับสุสานไตรลักษณ์ทันที


    “ดาบหมาน” เล่าว่า เมื่อหลวงพ่อเกษมนั่งบนรถ ท่านหลับตาภาวนาตลอดทางจนถึงสุสานไตรลักษณ์ ก่อนลงรถ ท่านเอามือล้วงถุงขนมปังที่พกติดตัวมา หยิบขนมปังเต็มกำมือ ยกขึ้นภาวนาสักครู่แล้วถาม “ดาบหมาน” ว่า “มีตำรวจ–ทหารมาคอยอยู่กี่คน” ไม่ทันที่ดาบหมานจะตอบ ท่านพูดต่อว่า “เอาขนมปังนี่แจกทหาร ๔ อัน แจกชาวบ้าน ๓ อัน แจกเด็ก ๒ อัน” ดาบหมานก็รับขนมปังจากหลวงพ่อเกษมไปแจกตามที่หลวงพ่อบอก

    หลังจากแจกขนมปังเสร็จ พาหลวงพ่อเข้าที่พักแล้ว แม่ค้าขายของเข้ามาถามว่า “หลวงพ่อให้ขนมปังกี่อัน” ดาบหมานตอบว่า ท่านให้ ทหาร ๔ อัน ชาวบ้าน ๓ อัน เด็ก ๒ อัน แม่ค้าบอกดาบหมานว่า หลวงพ่อให้หวย ดาบหมานจึงแทงหวย ๓ ตัวบนงวดนั้นเลข “๔๓๒”ออกมาตรง ๆ ได้เงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท จึงนำเงินถวายหลวงพ่อ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือดาบหมานแจกลูกศิษย์ที่ดูแลท่าน จำนวน ๑๑ คน คนละ ๑๐,๐๐๐ บ้าง ๒๐,๐๐๐ บ้าง ทั่วทุกคนเป็นที่ฮือฮากันในสุสานไตรลักษณ์

    ดาบหมานเล่าว่า เขาถูกหวยจากเลขหลวงพ่อเกษมหลายครั้ง รวมหลายล้านบาท ก่อนหลวงพ่อเกษมมรณภาพ ๑๕ วัน หลวงพ่อเกษมบอกปริศนาแก่ “ดาบหมาน” เขาแทงเลข “๕๑๙” ถูกอีก นับล้าน งวดนั้นได้เอาเงินที่ถูกหวยมาแจกลูกศิษย์หลวงพ่อ แถมด้วยแจกแม่ค้า-พ่อค้าบริเวณสุสานไตรลักษณ์แทบทุกคน จนเป็นที่เล่าลือกันมากในยุคนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ............

    พระชัยอุดมโชค เนื้อโลหะรมดำ รุ่นพุทธคุณ หลวงพ่อเกษม เขมโก เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกในวันมหามงคล วันที่ 12 สิงหาคม ปี 2538 เวลา 11.09 น. ณ สำนักปฏิบัติธรรมสุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง ด้านหลังตอกโค๊ต "อุ" ชัดเจน เด่นในด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม
    ทำมาค้าขึ้น อุดมไปด้วยโชคลาภ ชื่อดีมีมงคล อีกทั้งจัดสร้างด้วยความพิถีพิถันทั้งในด้านรูปลักษณ์ทรงพิมพ์เป็นพุทธศิลป์ นับเป็นวัตถุมงคลที่มีความสวยงามทรงคุณค่า และเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งสำหรับผู้มีไว้บูชา น่าสะสมเพื่อเป็นสิริมงคลยิ่ง พระชัยอุดมโชครุ่นนี้ยังอยู่ในพิธีเดียวกันกับพระกริ่งธิเบตแช่น้ำมนต์ พระปิดตาแช่น้ำมนต์ และรุ่น ดี ๗ รอบ (หน) อีกด้วยครับ พระดี พิธีดี
    มีประสบการณ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)
    IMG_20251123_220445.jpg IMG_20251123_220524.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763911352442.jpg



    พระแก้วหลังหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราษฎร์บำรุงบางซื่อกทมปี2532 หลวงปู่สรวงปลุกเสก
    หลวงพ่อสร้อยแสดงฤทธิ์ หลวงปู่สรวงปลุกเสก ท่านเป็นสหธรรมมิกหลวงปู่หมุน หลวงปู่สรวงปลุกเสก หลวงพ่อสร้อยพระอริยสงฆ์ผู้ทรงฤทธิ์ หลวงพ่อสร้อยลูกศิษย์หลวงปู่สรวง หลวงพ่อสร้อยแสดงฤทธิ์ ในงานพิธีบางครั้ง ท่านจะแสดงฤทธิ์ ให้เหล่าศิษย์ประจักษ์ เช่น เคี้ยวๆ หมากอยู่ จากนั้น ก็ล้วงไปหยิบออกมาเป็น พระสมเด็จ พระรอด แจก ในบางครั้งก็หยิบโยนโปรยออกมาให้ลูกศิษย์ กลายเป็นลูกแก้ว ลูกอม ต่างๆ เคย มีคนไม่เชื่อว่าสมัยนี้ยังมีพระมีฤทธิ์ ท่านก็เลยเรียกมานั่งริมน้ำ จากนั้นท่านก็โยนปลัดลงสระน้ำไป 10 ตัว แล้วท่านก็ใช้นิ้วเคาะที่พื้น ก๊อกๆๆๆๆๆ ปลัดก็ค่อยๆ เลื้อยเรียงกันขึ้นมาทีละตัวๆ จากสระน้ำ คนนั้นก้มกราบแทบพื้นเลย อีก เรื่องคือ ท่านได้ไปสุพรรณ ลงเรือยนต์ไป พอจะขึ้นท่าที่วัดแห่งหนึ่ง ขนขับบอกเทียบท่าไม่ได้ ท้องเรือเกย (ท่านคงรู้ว่าโดนแกล้ง) ก็ไม่สนใจกระโดดลงน้ำว่ายเข้าฝั่งเองไปนั่งในโบสถ์วัด ผลปรากฎว่าเรือยนต์นั้นก็ไปไหนไม่ได้ ต้องจอดนิ่งอยู่ตรงนั้น แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนคนขับคิดขึ้นได้ตามไปขอขมาท่าน ปัจจุบันหลวงพ่อสร้อยมรณภาพไปแล้ว สรีระอยู่ในโลงแก้ว ไม่เน่าเปื่อย ปิดทองทั้งองค์ หลวงพ่อสร้อยพบหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ในการธุดงค์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสร้อยได้ไปพบพระผู้เฒ่าท่านหนึ่ง สอนคาถาให้ ตอนจะจากกัน ท่านบอกว่า ท่านคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อสร้อยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านบอกว่า แปลกดี หลวงปู่ศุข ท่านมรณภาพไปแล้ว แต่มาให้พบได้ เทพเจ้าแห่งการทำนาย- ชี้ทางรวย หลวง พ่อสร้อยนอกจากจะมีผู้มาพึ่งท่าน คราวเจ็บป่วย หรือถูกคุณไสยแล้ว ท่านยังทักได้แม่นยำมากๆ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เช่น มีคนหนึ่งอยู่ๆ หลวงพ่อก็บอกว่า แกไปหาเงินซื้อที่ดินตรงนั้น (ท่านบอกจุด) แล้วทำอู่ซ่อมรถยนต์ แกจะรวยมาก แกก้บอกว่าหลวงพ่อไม่มีเงิน ท่านก็บอกว่าแกเชื่อฉัน ไปกู้มาแกจะรวย ด้วยความศัทธาในตัวหลวงพ่อสร้อย เขาก็ทำตามท่านว่า ปัจจุบันเป็นเถ้าแก่ร่ำรวยมาก ราย ที่ 2 หลวงพ่อบอกว่า อีกหน่อยแกจะรวยกว่าพี่น้อง ไปเซ้งห้องแถวตรงนี้ (ท่านกำหนดจุด) แกจะรวยจากตรงนี้ (ตอนนั้นแถวนั้นค่าเช่าปีละ 8 แสนบาท) ปัจจุบันผู้นี้จากไม่มีอะไร กลายเป็นมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง ราย ที่ 3 หลวงพ่อบอกว่าแกไปเช่าร้านดอกไม้ตรงนี้ (ท่านกำหนดจุด) อีกหน่อยแกจะร่ำรวย ปัจจุบันจากไม่มีอะไร กลายเป็นเศรษฐีร้านขายดอกไม้เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มี แบบนี้อีกหลายราย ไม่ใช่นิยาย ทุกคนยังมีตัวตน อยากพูดคุยกับท่านเหล่านี้สามารถไปสอบถามพระอาจารย์โต ที่วัดเลียบได้..

    พระแก้วมรกต หลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราษฎร์บำรุง ปี 2532 หลวงปู่สรวง ตำนาน หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง ปลุกเสก

    เป็นรูปภาพในพิธีปี 2532 มีหลวงปู่สรวงและหลวงพ่อสร้อย ในพิธีนั้น มีพระรุ่นใดเข้าร่วมปลุกเสกบ้าง ผมเองได้คุยกับลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้คอยรับใช้หลวงพ่อสร้อยอย่างเสมอๆว่า (ขอสงวนชื่อ เจ้าตนได้ขอไว้ต้องขออภัยด้วยครับ) ในปี 2532นั้น ตนเองจำได้ว่า มีพระไม่กี่รุ่นที่เข้าร่วมพิธีนั้นและไม่ได้มีการโยงสายสินไปถึงพระนอกพิธีอื่นๆ และในพิธีนั้นก็มีพระบูชาชินราชที่มีพญานาคเป็นนาคปรกและมียักษ์องค๋เล็ก 2ตนซ้ายขวาตรงซุ้มพระบูชานี้เป็นศิลปะเขมร,พระพุทธบูชาเนื้อเรซิ่นผสมแบงค์,พระผง 2หน้าที่มีหลวงพ่อสร้อยและพระแก้วมรกต,พระบูชาหลวงพ่อสร้อยฐานเขียง..มีเท่านี้ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระแก้วมรกตหลังหลวงพ่อสร้อยเนื้อผงน้ำมัน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251123_222058.jpg IMG_20251123_222125.jpg
     
  14. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,502
    ค่าพลัง:
    +7,655
    ขอจองครับ
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc1_img (42).jpeg

    หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร หลัง หลวงปู่เจียม อดีตเจ้าอาวาส

    ประวัติหลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร
    หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปที่มีอภินิหาร มีฤทธานุภาพของชาวไทยองค์หนึ่ง ชาวไทยได้รับการคุ้มครองรักษาอภิบาลจากหลวงพ่อโสธรองค์นี้อย่างร่มเย็นเป็น สุขและปลอดภัยอริราชศัตรูมาหลายปีแล้วอย่างแปลกประหลาดเพราะฉะนั้น ท่านผู้ปรารถนาจะมีความสุขสวัสดี ปลอดภัยจากโรคพยาธิควรจะมีหลวงพ่อโสธรไว้บูชา

    หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือมีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ
    พระชงฆ์ขวาทับพระ ชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลามี ส่วนสูง ๖ฟุต ๗นิ้ว พระเพลากว้าง ๕ฟุต ๖นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถหลวงวัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวฉะเชิงเทราเคารพนับถือมาก ทางราชการจัดให้มีงานสมโภชเป็นเทศกาลประจำปี มีพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศหลั่งไหลกันมานมัสการคับคั่งตลอดงาน ได้รับทั้งความสนุกและทั้งบุญกุศลด้วย

    งานเทศกาลประจำปีของหลวงพ่อ โสธร
    ถือเป็น เทศกาลประจำปีหลวงพ่อโสธร ซึ่งจะจัดปีละ 2 ครั้ง
    - ครั้งแรกจัดช่วงเดือน 5 เรียกว่า งานกลางเดือน 5 เริ่มจัดงานตั้งแต่วันขึ้น 14-15 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน
    - อีกครั้งจัดเดือน 12 เรียกว่า งานกลางเดือน 12 เริ่มจัดงานตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน

    คำบูชาหลวงพ่อโสธร คาถาพระเจ้า5พระองค์ ห้อยพระหลวงพ่อโสธร|คาถาหลวงพ่อโสธร ท่องนะโม 3 จบ แล้วกล่าวคำบูชา

    นะทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
    พุทธะ บูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง
    ว่าคาถาหลวงพ่อโสธร นี้ทุกวันจะปลอดภัย ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไปชีวิตราบรื่น เดินทางแคล้วคลาดภยันตรายต่างๆ

    ใครคือผู้สร้าง"หลวงพ่อโสธร"
    ตามประวัติหลวงพ่อโสธร ใครจะเป็นผู้สร้างหลวงพ่อโสธร และสร้างเมื่อ พ.ศ.เท่าใด ตำนานไม่ได้ความจริงและไม่ได้กล่าวไว้ให้เป็นหลักฐาน ทราบเอาแต่เพียงว่าประวัติหลวงพ่อโสธร นั้นเล่ากันมาว่าในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูปลอยลงมาตามยังแม่น้ำ บางประกง มาถึงเขตสัมปทวนก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวสัมปทวน พบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่เอาขึ้นมาไม่ได้ เชือกขาดพระทั้งสามองค์ก็จมหายไป บริเวณที่พระทั้งสามองค์ทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า “สามพระทวน” ต่อมาเรียกว่า “สัมปทวน” อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้ ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่ครองคุ้ง ให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็ชุดขึ้นฝั่ง แต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า “บางพระ” มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในครองเล็กๆตรงข้ามกองพัน ทหารช่างฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า “แหลมลอยวน” คลองนั้นได้นามว่า “คลองสองพี่น้อง” ภายหลังก็เงียบไป องค์พี่ได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาไปปรากฏ ที่ตอนสามเสน ประขาขนเขตสามเสนก็หลั่งไหลมาอาราธรนาขึ้นฝั่งฉุดขึ้นเป็นการใหญ่ มีประชาชนพากันมาฉุดนับได้สามแสนคน สถานที่นั้นเรียกว่า “สามแสน” ภายหลังเลื่อนลอยมาเป็น “สามเสน” และเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ ชาวสามเสนฉุดขึ้นไม่ได้พระพุทธรูปก็ปาฏิหาริย์ลอยไปถึงแม่น้ำแม่กลอง ไปปรากฏผุดขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม” มาจนทุกวันนี้ ได้เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม มาก

    องค์สุดท้องได้สำแดงอภินิหารไปผุดขึ้นที่คลองบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชนได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบางพลีใหญ่ใน ตราบเท่าทุกวันนี้เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกรูปหนึ่งของเมืองไทย คือ"หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน"

    ส่วนองค์กลางคือ"หลวงพ่อโสธร"ได้ ลอยวนไปวนมา และมาแสดงอภินิหารผุดขึ้นหน้าวัดหงษ์ เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่ที่มีรูปหงษ์อยู่บนยอดเสานั้น จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมาเสียชำรุด ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง แล้วต่อมาก็เกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็น(วัดโสธร) ประชาชนพลเมืองจำนวนมากได้พากัน หลั่งไหลมาอาราธนาฉุดขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์วิเศษผู้รู้คนหนึ่งสำเร็จไสยศาสตร์หรือเทพไสย รู้หลักและวิธีอาราธนา จึงได้ทำพิธีปลูกศาลเพียงตาบวงสรวง กล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดาอาราธนา ได้ใช้สายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูป และค่อยฉุดลากขึ้นมาบนฝั่ง พระพุทธรูปก็เสด็จขึ้นมาบนฝั่ง ชาวเมืองต่าง ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งได้พร้อมใจกัน อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ในพระวิหารวัดโสธร และเรียกนามว่า “พระพุทธโสธร” หรือ “หลวงพ่อโสธร” ตั้งแต่นั้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ตรงกับ พ.ศ.2313 นับเป็นประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ลอยน้ำมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

    หลวงพ่อโสธร ได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏแก่พุทธศาสนิกชนบ่อยๆ เคยดลบันดาลให้คนเจ็บป่วยหายทันตา ผู้เป็นหมันไม่เคยมีบุตร ไปนมัสการหลวงพ่อโสธร ขอให้มีบุตรก็สำเร็จมามากแล้ว นอกจากนั้นก็มีผู้แสวงโชคลาภ ก็ไปขอหลวงพ่อก็เคยให้สำเร็จสมประสงค์ นับว่าหลวงพ่อได้อภิบาลรักษา ประสิทธิ์ประสาทจตุรพิธพรชัยให้แก่พุทธศาสนิกชนไม่น้อยเลย ท่านผู้ใดยังไม่เคยเห็น หลวงพ่อโสธรหรือไปกราบไหว้องค์จริงที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ควรหาโอกาสไปกราบไหว้ให้ได้ซักครั้ง เพื่อความผาสุกสวัสดิ์แก่ตัวและครอบครัว

    วัดหลวงพ่อโสธร มีเทพเทวา พรหม ปกปักษ์รักษา จำนวนมากถึง16องค์ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีเทพเทวา มาเฝ้าดูแลรักษาคุ้มครองและทำหน้าที่ช่วยอนุเคราะห์ผู้คนที่มากราบไหว้องค์ หลวงพ่อโสธร นมัสการท่านในแต่ละด้านแต่ละองค์มากที่สุดในประเทศ

    การแก้บนหลวงพ่อโสธร
    ชาวบ้านนิยมบนขอพรจากองค์หลวงพ่อโสธร เมื่อสมหวังดังต้องการ ก็จะมาแก้บนที่นิยม นำมาถวายคือ ไข่ต้ม ผลไม้ พวงมาลัย และที่สำคัญคือละครชาตรี รำถวาย"หลวงพ่อโสธร"

    cr เวป คุณตั้ม ศรีวิชัย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251123_220303.jpg IMG_20251123_220338.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่หงษ์-พรหมปัญโญ-3.jpg 1507717_605155846239922_7253903913026389909_n.jpg

    คาถาบูชา หลวงปู่หงษ์

    นะโม อวโล โพธิสัตโต มะมะ พรหมะคุณา กิตติ ยะศา มหาลาภา นะมามิหัง

    สีผึ้งสาริกาของท่านยังสามารถใช้รักษาโรคกันภัยได้อีกด้วย เช่น เริม งูสวัด ฝี ถูกน้ำร้อนลวก ถูกไฟไหม้ รำมะนาดใช้ทา ภาวนา นะเมติ 12 จบ

    หลวงปู่หงษ์จะมาช่วยศิษย์ครั้งละ 200 กายทิพย์

    หลวงปู่หงษ์เมตตาเล่าไว้…..วันหน้าถ้าศิษย์ ลูกหลานนึกถึงหลวงปู่หงษ์ หลวงปู่จะมาช่วยทีละ 200 กายทิพย์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นการส่งเสริม ศรัทธาในคุณพระรัตนะตรัยที่มั่นคง เป็นขวัญกำลังใจ เป็นอนุสติ เป็นสัญญาระหว่างครูและศิษย์ คำกล่าวนี้หลวงปู่เล่าไว้เมื่อครั้งหลวงปู่หงษ์ ท่านอาพาธหนักเมื่อปี 52 เมื่อหลวงปู่หงษ์หายจากอาพาธหนักในครั้งนั้น หลวงปู่ได้เล่าให้หลานชายที่ช่วยหลวงปู่ดูแลด้านการปลูกป่า สร้างวัดสาขาต่าง ๆ คือ คุณไพบูรณ์ บุญสวัสดิ์ฟัง หลวงปู่เล่าว่า ขณะป่วยนั้น…ได้ขึ้นไปเบื้องบนและครูบาอาจารย์หลวงปู่หงษ์ได้พยากรณ์หลวงปู่ว่า บุญกุศลที่บำเพ็ญพุทธภูมิได้เต็มเปี่ยม สมบูรณ์ด้วยบารมี 30 ทัศแล้ว ครูบาอาจารย์ เทพ-พรหม จึงทำพิธีพร้อมกับยกหลวงปู่หงษ์ขึ้นเป็นบรมโพธิสัตว์ และพยากรณ์หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญไว้ว่า…หากละขันธ์ 5 กลับขึ้นมาเบื้องบน สามารถช่วยศิษย์ได้พร้อม ๆ กันทีละ 2,000 คน ช่วยศิษย์ 1 คนทีละ 200 กายทิพย์

    ถ้าวันหน้าศิษย์ลูกหลานหลวงปู่ทุกข์ร้อนมีภัย ให้นึกถึงหลวงปู่..หลวงปู่จะมาช่วยทีละ 200 กายทิพย์ ช่วยศิษย์พร้อม ๆ กันคราวละ 2,000 คน เรื่องนี้มีพยานยืนยัน มีผู้ที่ได้ฟังจากหลวงปู่หงษ์ อีกคนคืออาจารย์ยุทธนันท์ ประวงษ์ (กองทุนปลูกป่า)

    ซึ่งผู้เขียนหวังให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณ พิจารณา มิได้มีเจตนาสร้างกระแสหรือ มอมเมาบั่นทอนสติปัญญาท่านผู้อ่าน แต่ได้นำเสนอเรื่องราวตามที่ไดสดับฟังมา จากบุคคลที่เชื่อถือได้ แม้มีความใดที่เจตนามุสาโกหก ขอตกนรกหมกไหม้ได้ มิหวั่นเลย…ขอเจริญพร

    ตัวอย่างธรรมะข้อคิดจากหลวงปู่

    – หลวงปู่สอนว่า คนเรานั้นไม่ได้ดีกันมาตั้งแต่เกิด เปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลน เปื้อนยางกล้วย ก็ต้องค่อยๆขัด ค่อยๆถูออกไป ถึงจะสะอาดได้ คนเราเองก็เช่นกัน ต้องค่อยๆทำความดีสะสมไป วันนึงก็จะดีเอง ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะดีเลย

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – หลวงปู่บอกว่า ท่านนั้นจะสร้างน้ำ สร้างป่า ไปจนตายเพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัว ท่านจะทำให้ลูกให้หลานดูเป็นตัวอย่าง วันหนึ่งๆ นั้นหลวงปู่มีความคิดเพียงแต่ว่า จะทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ได้มีน้ำกินน้ำใช้ ได้มีถนนหนทางให้เดิน มีบ้านให้อยู่อาศัย จะสร้างคนอย่างไรให้เป็นคนดีของสังคม คิดก็แต่จะให้คนและสัตว์ทั้งหลายได้มีความสุข

    อย่างการขุดสระ ถ้าต้องใช้เงินถึง 2 แสนท่านก็จะขุด เพราะน้ำนั้นถ้าขาดไปแล้วมันก็จะเดือดร้อน ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ รอหลวงอย่างเดียวก็ไม่ไหว ท่านไม่ทำแล้วใครจะทำ ท่านจะขอทำเองเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – หลวงปู่หงษ์นั้น ท่านเป็นคนใช้ของต่างๆอย่างคุ้มค่า อย่างถุงพลาสติกดีๆนั้น ท่านก็จะพับไว้ใช้นานๆ ผ้าขี้ริ้วท่านก็ใช้เช็ดแล้วเช็ดอีกจนกว่ามันจะผุไปนั่นแหละถึงจะเปลี่ยนใหม่ จามชามช้อนส้อมท่านก็มักจะให้ลูกศิษย์ไปเก็บเอามาจากโกศฝังกระดูก ที่เขาเอามาเซ่นญาติที่ล่วงลับ อันไหนยังใช้ได้ท่านก็จะเอามาล้างใช้ต่อ จอบเสียมที่ขึ้นสนิมท่านจะเอามาลับให้คมแล้วนำมาใช้ใหม่ ท่านบอกเสียดายมันยังใช้ได้อยู่ หลวงปู่หงษ์นั้น ท่านทำให้ศิษย์เห็นเป็นตัวอย่าง ดุจคำคมที่ว่า “ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน” เสมอๆ

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – หลวงปู่หงษ์นั้นท่านสอนว่า คนเรานั้นต้องพูดจากันเพราะๆ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าไปพูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่มีใครเขาอยากได้ยินเสียงที่ไม่เพราะหรอก อยู่กับเพื่อนฝูงก็ต้องอยู่กันด้วยความรักความเมตตา มีความจริงใจให้กับเขา เรื่องคดโกง อย่าให้มีในจิตใจ อยู่ในหมู่คณะใหญ่ต้องวางตัวให้เหมาะสม ให้คิดก่อนพูดอย่าไปพูดก่อนคิด มันจะไม่ดี ให้จำเอาไว้

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – วัตถุมงคลที่ท่านสร้างนั้นท่านจะตั้งใจทำเป็นอย่างมาก เพราะว่าชีวิตของคนแต่ละคนที่เอาวัตถุมงคลไปนั้นต่างก็สำคัญเท่ากันหมด ท่านนั้นเป็นคนที่เวลาทำอะไรทำจริงเสมอไม่ทำเล่น แม้กระทั่งคำพูดจานั้นท่านเองก็ไม่เคยพูดเล่นเลย พูดทุกอย่างท่านพูดแต่คำจริงเสมอ ท่านให้ข้อคิดว่า “ถ้าจะพูดเรื่องไร้สาระนั้น สู้เอาเวลาไปภาวนาจะดีกว่า”

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – คนเรา เกิดมาแล้วนั้นควรจะรีบเก่งตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะมันจะช่วยเหลือคนได้มาก ไปเก่งเอาตอนแก่ๆมันจะไปช่วยอะไรใครได้ ฝึกให้มากๆ ภาวนาให้มากๆ คนเราไม่ต้องไปตามจับผิดใครหรอก ดูตัวเองให้มาก ทุกๆครั้งที่มีใครเอาเรื่องไม่ดีของคนอื่นมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านมักจะตอบเสมอว่า “ช่างมันเถอะ” คนเราดีไม่ดี เทวดาฟ้าดินท่านรับรู้อยู่ ตาเทวดานั้นมีมากมายอย่างกับตาข่าย สูงเลยหัวเราไปเทวดาฟ้าดินท่านเห็นทั้งนั้น ให้ตั้งใจทำดี

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – หลวงปู่ให้ข้อคิดเรื่องการมีแฟนว่า คนที่มีแฟน มีแฟนหน้าตาดีมาก หล่อมาก สวยมาก มันก็เป็นทุกข์ เขาให้กินขี้ก็ต้องกิน เพราะรักเขามาก แฟนน่ะหาพอดีๆก็พอ หาคนขยันๆทำมาหากินดีกว่า คนสวยๆเอาแต่แต่งตัว เปล่าประโยชน์ หาคนขยันดีกว่า

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    คาถาหลวงปู่

    “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ ปะจะขะ นะเมติ” หรือ “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะเมติ ปะจะขะ” นี้เป็นพระคาถาที่เราคงคุ้นเคยกันดี เพราะมักจะมีกำกับบนวัตถุมงคลของหลวงปู่แทบทุกชิ้น เหตุเพราะว่า พระคาถานี้เป็นคาถาที่สามารถใช้ ท่องเพื่อปลุกเสกสิ่งของก็ได้ ใช้เพื่อเป็นอารมณ์กรรมฐานก็ได้ หรือใช้สำหรับการขอพรต่างๆก็ได้ หลวงปู่ท่านว่าดี 108 ประการ

    ตัวคาถาแต่ละบทนั้นมีความสำคัญอยู่ อย่างเช่น “นะโมพุทธายะ” นั้นก็คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า,พระโกนาคมพุทธเจ้า,พระกัสสปพุทธเจ้า,พระโคตมพุทธเจ้าและพระเมตไตยพุทธเจ้า เมื่อตั้งต้นด้วยพระพุทธคุณแล้วอะไรๆก็ดีทั้งหมด

    “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ” นั้นเป็นบทที่ใช้เสกของป้องกันอาวุธ กันปืน กันระเบิดหรือกันภัยต่างๆ สามารถภาวนาเป็นพุทธานุสติกรรมฐานก็ได้ เพราะการระลึกถึงพระพุทธเจ้าย่อมเป็นบุญแน่นอน ภาวนาบ่อยๆดีนักแล

    “ปะจะขะ” นั้นเป็นบทที่ใช้สำหรับ ขอพร ขอโชคลาภ จากเทพ พรหม เทวดา เทพเจ้าเหล่าเซียน กุมารทอง แม่นางจันทร์ ตลอดจน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โดยบุคคลที่ภาวนาคาถาบทนี้จะต้องภาวนาด้วยความ “ไม่โลภ” แต่ให้ภาวนาจนใจใสสะอาดดุจแก้วแล้วจึงขอพร เมื่อทำได้บ่อยๆ จะมีโชคลาภเข้ามาค้าขายก็ดี ในบางรายนั้นอาจฝันถึงโชคลาภ หรือหนทางในการแสวงหาลาภก็เป็นได้

    ส่วน “นะเมติ” นั้นถือเป็นคาถาหลักของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญเลยก็ว่าได้ เพราะพระแม่ธรณีนั้นเป็นเทพนารีที่ผูกพันธ์กับหลวงปู่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ หลวงปู่เล่าว่าเจอผู้หญิงร่างกายกำยำผิวคล้ำ มาดักไล่จับท่านที่ยังเด็ก ที่หน้าป่าช้า พอจับได้ก็จะให้ดื่มนมจากอก ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ได้วิชาจากพระแม่ธรณีอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น ตะกรุดพระแม่ธรณี ตะกรุดกันโรค เป็นต้น

    “นะเมติ” นั้น แปลว่า “ยอดน้ำนมของแม่พระธรนี” เป็นคาถาแทนความเมตตาอันไม่มีประมาณของมารดาต่อบุตร และต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมื่อภาวนาเยอะๆ ก็จะเป็นเมตตามหานิยม เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้เรานั้นมีใจเหมือนแม่ธรณีที่ไม่เลือกว่าแม้จะเป็นใคร เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นพระราชา เป็นโจร ก็มีสิทธิ์อาศัยบนพื้นธรณีนี้เช่นเดียวกัน

    บุคคลที่สวดบทนี้แล้วพึงทำใจให้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว มีแต่ความเมตตากรุณาต่อกันและกัน ดุจดั่งพระแม่ธรนีทรงเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง

    เมื่อเรานั้นภาวนารวมทั้ง 3 บทจนใจใสสะอาดดุจแก้วแล้ว ท่านจะเป็นบุคลที่เทพพรหมรักษา เทวดาคุ้มครอง ซื้อง่ายขายคล่อง หลวงปู่ท่านเรียกว่า คาถาหงษ์แก้วสารพัดนึก นอนแล้วปัญญาปลอดโปร่ง และ โปร่งใส นอนหลับได้เงินหมื่น นอนตื่นได้เงินล้าน เราปรารถนาเอาเอง

    เมื่อระลึกถึงความดีของ พระพุทธเจ้า เทพพรหมเทวดา ครูบาอาจารย์ ให้มากแล้วเมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมอุบัติ ณ สุคติโลกสวรรค์ และเมื่อภาวนาจนขึ้นใจแล้วสมารถต่อยอดไปถึงขั้นฌาน ก็สามารถไปอุบัติเป็น เทพพรหมได้ ดุจดั่งครูบาอาจารย์ท่านได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว

    วิธีขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

    ศิษย์หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ หากเกิดเรื่องไม่สบายใจ เจ็บป่วยไม่พบสาเหตุ เป็น ๆ หายๆ แพทย์หาโรคไม่พบหรือประสบปัญหา มีความขัดข้องใจรุ่มร้อนอยู่ไม่สบาย มี คนหาย ของหาย ครอบครัวไม่ปรองดอง ลูกหลานว่ายากสอนยากไม่อยู่ในปกครอง อยากขายที่ขายทาง ไม่สำเร็จ ติดต่อกิจการงาน มีความติดขัด คนไม่ให้ความร่วมมือ หรือผิดสัจจะ ผิดครูหลวงปู่หงษ์ ฯ ลฯ หากจะขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครูบาอาจารย์ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ รวมถึงอธิฐานบารมีหลวงปู่หงษ์ที่อธิฐานให้มีผลในการช่วยลูกหลานท่านทั้งหมด ให้ปฏิบัติดังนี้…

    ให้จัดถวายกรวยใบตองสดใส่ดอกไม้ 25 ธูป 25 ก้าน (1ห่อเล็กเกินก็ไม่เป็นไร) เทียนเล่ม 1 บาท 25 เล่ม ผ้าขาว หรือผ้าอาบน้ำสงฆ์ 1 ผืน ใส่ภาชนะ ถาด พาน หรือ ขันโตก เพื่ออธิฐานบูชาขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครูบาอาจารย์ช่วย อธิฐานที่บ้าน ที่ห้องพระ ที่อันควรในบ้านของเราเอง ตั้งนะโม 3 จบ ด้วยความเคารพ แล้วอธิฐานขอตามจิตประสงค์ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงปู่หงษ์เป็นที่สุด ขอได้โปรดสงเคราะห์ให้……… คำอธิฐานหากไม่เกินวิสัยให้มีผลใน 3 วัน 7 วัน

    หากยังไม่สำเร็จ ใน 3 วัน 7 วัน ให้จัดเครื่องสักการะชุดใหม่อีก โดยมีกรวยดอกไม้ 50 ธูป 50 ก้านหรือ 1 ห่อ เทียนเล่ม 1 บาท 50 เล่ม ผ้าขาว หรือผ้าสบงหรือจีวร 1 ผืน อธิฐานอีกครั้ง…ตั้งนะโม 3 จบ ด้วยความเคารพ แล้วอธิฐานขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครูบาอาจารย์ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ รวมถึงอธิฐานบารมีหลวงปู่หงษ์เมตตาอธิฐานไว้ช่วยในการช่วยลูกหลานท่านทั้งหมดให้มีผลกับเราให้.…….. คำอธิฐานหากไม่เกินวิสัยให้มีผลใน 3 วัน 7 วัน

    หากยังไม่สำเร็จ ใน 3 วัน 7 วัน ให้ถวายเพิ่มกรวยดอกไม้ เป็น 100 ธูป 100 ก้านหรือ 1 ห่อใหญ่ เทียนเล่ม 1 บาท 100 เล่ม ผ้าไตร 1 ไตร 3 ไตร 5 ไตร 100 ไตร ไม่บังคับ ถือเป็นเครื่องบูชาเต็มอัตราตามกำลังศรัทธา อธิฐานเป็นครั้งที่ 3 หากไม่เกินวิสัยครูบาอาจารย์จะช่วย ก็จะมีผลตามนั้น ส่วนกรวยดอกไม้เมื่อแห้งแล้วก็นำไปวางโคนไม้ ตามความเหมาะสมส่วน ธูป เทียน ผ้าขาว ผ้าสบง หลังอธิฐานบูชา ก็นำไปถวายวัดไหนก็ได้ไม่ได้บังคับ เป็นการทำบุญ 2 ต่อ ธูปเทียนก็จะได้เป็นแสงประทีป เครื่องหอม จุดถวายพระรัตนตรัย ผ้าขาวผ้าสบงก็จะได้เป็นเครื่องอุปถัมภ์ค้ำชูพระศาสนาอีกทางหนึ่งถือเป็นบุญใหญ่ ซึ่งผู้เขียน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า วิธีขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่หงษ์นี้จะเป็นประโยชน์กับศิษย์หลวงปู่หงษ์ให้ได้สร้างสมบารมีและดำเนินชีวิตได้ราบรื่น มีความสุข ความเจริญ สมกับเป็นศิษย์มีครู มีหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญเป็นครูอาจารย์ ผู้เป็นมหาโพธิสัตว์เที่ยงแท้ในอนาคตวงศ์ 1ใน 10 มหาโพธิสัตว์ผู้จะตรัสรู้รื้อขนสรรพสัตว์ออกจากกองทุกข์อันมีพระนิพพานบรมสุขเป็นที่สุด…ขอเจริญพร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จปรกโพธิ์หลวงปู่หงษ์รุ่นฉลองโบสถ์ วัดศรีลำยอง ปี๒๕๕๐ ฝังตะกรุด ฝังพลอยแดง ฝั่งแร่ โรยผงตะไบ ผสมเกศา องค์นี้ ส่อง ดูในองค์พระจะเห็นเกศา หลวงปู่ผสม ในองค์พระ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท



    IMG_20251123_224515.jpg IMG_20251123_224555.jpg IMG_20251123_224936.jpg IMG_20251123_224624.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม.jpg 1763915408339.jpg
    นักเขียนคอลัมนิสต์ใช้นามว่า*ชินเขียว* ในนิตยาสารวงการพระเครื่องระดับแนวหน้าฉบับหนึ่งกล่าวถึงหลวงปู่เต้า วัดเกาะวังไทรว่า **หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร ท่านเป็นพระที่เรื่องอาคมแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพาะหลวงพ่อท่านไม่ต้องการที่จะให้มีการนำประวัติของท่านไปลงให้เป็นที่เอิกเกริก ผมเคยมีเวลาแวะไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง สมณสารูปของท่านน่านับถือมาก** ทรรศนะดังกล่าวทำให้ อาจารยุทธ คำนึงถึงคำพูดของท่าน เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิตย์ หรือ ท่านธมมวิตกโก พระอริยสงฆ์แห่งวัดเทพศิรินทร์กล่าวไว้ว่า *ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง* ปฏิปทาของหลวงปู่เต้าสอดคล้องกับคำพูดดังกล่าวทุกประการ หลวงปู่เต้าเป็นพระ สมถะ สันโดษ พูดน้อย ถ่อมตน สังวรอยู่ในศีล จะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นไม่มีการพูดคุยฟุ้งเพ้อเจ้อโอ้อวด แม้ท่านพูดน้อยแต่ก็มีอารมณ์ดีมีเมตตาอยู่เสมอเป็นพระที่มีความสำรวมเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธรา เพาะเป็นบุคลิกของพระสงฆ์ที่เป็นพระเกจิอาจารย์จริงๆเวลาที่ท่านได้รับได้รับนิมนต์ไปนั้งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงปู่เต้าจะไปก่อนพิธี นั่งพักผ่อนอยู่ในที่รับรองพระเกจิอาจารย์ ท่านจะไม่ยอมไปนั้งแถวหน้าๆเพาะเคารพในความอาวุโสของพระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ หรือเมื่อนิมนต์ให้ท่านเป็นประธานจุดเทียนชัย ดับเทียนชัยหรือประธานในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลถ้าท่านทราบว่ามีพระเกจิอาจารย์ที่มีพรรษาสูงกว่า หรือเป็นพระเกจิอาจารย์ที่อาวุโสกว่าท่านจะปฏิเสธ พร้อมทั้งบอกเจ้าพิธีให้นิมนต์พระเกจิอาจารย์อาวุโสดังกล่าว ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    พระอาจารย์ที่หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนวิชา
    หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนสรรพวิทยาด้านพุทธาคม กับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    เพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะท่านคิดว่า หลวงพ่อแช่มเพียงองค์เดียวก็เกินพอแล้ว
    ประวัติโดยสังเขปขอลหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    ท่านเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๐ มีถิ่นกำเนิดเป็นชาวตำบลตาก้อง อยู่นเขตอำเภอเมืองนครปฐม จัึงหวัดนครปฐม ชีวิตในนวัยหนุ่มชอบท่องเที่ยวไปอย่างคึกคะนอง กระทั่งอายุครบบวช จึงบรรพชาอุปสมบมที่วัดพเนียงแตก มีพระครูอุตตรการบดี ( ทา ) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นสุดยอดของพระเกจิอาจารย์เรืองเวทวิทยาคมในยุคนั้น หลวงพ่อแช่มจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะการเจริญกัมมัฏฐานตามแบบโบราณจารย์ หลังจากได้รับการถ่ายทอดมหาพุทธคมต่างๆแล้ว ท่านจึงงได้ไปจำพรรษาที่วัดตาก้อง และได้ออกเดินธุดงควัตร ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง พระพุทธบาทสระบุรี กระทั่งไปนมัสการพระเจดีย์ชะเวดาก้อง ได้ศึกษาวิชาความรู้ เพิ่มเติมจากครูอาจารย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทั้งชาวไทย พม่า กะเหรียง มอญ เขมรเมื่ออายุพรรษามากขึ้นกายสังขารไม่เอื้ออำนวยแล้ว ท่านจึงอธิษฐานจำัพารรษาอยู่ที่กุฎิไม้ หลังคามุงจาก ข้างอุโบสถวัดตาก้องเป็นพระลูกวัดธรรมดา ทีไม่ธรรมดา เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทาไปมาหาสู่ท่านเป็นประจำ ศิษย์เอกของท่านที่ภยหลังได้เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง ได้แก่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม หลวงพ่อแดง วัดเขาบนไดอิฐ หลวงพ่อแล วัดพระทรง หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร

    ขอสังเกตุได้ประการนึงว่าคาถาอาคมของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีที่มาชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนอย่างเช่น ท่านมักจะเขียนตัวหนังสือขอมเป็นอักขระยันต์ว่า อุแว มีผู้อธิบายว่าคำว่า อุ แว พระคาถา 2ตัวนี้ เป็นพระคาถา ทางเมตตามหานิยม อุ เป็นตัวแรกของพระคาถาที่ว่า อุเมตตาจะมหาราชา สัพพะเสน่หาจะปูชิโต ส่วนคำว่า แว นั้นมาจากคำว่า เว ทั้งนี้มีศิษย์หลวงพ่อแช่ม อายุร้อยกว่าปี ได้เรียนวิชากับหลวงพ่อแช่ม และเคยถามหลวงพ่อแช่มว่า ทำไมหลวงพ่อชอบคำว่า แว ทำไมไม่เขียนคำว่า เว หลวงพ่อแช่มตอบว่า เว กับ แว เป็นตัวเดียวกัน เป็นการเรียนวิชามูลกัจจายน์ ซึ่งมาจากพระคาถาพระเจ้าสิบชาติและพระคาถาในคัมภีร์มูลกัจจายน์รัตนมาลา เรื่องนั้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องที่มีความรอบรู้จริงในเรื่องของคาถาอาคม หรืออย่างหัวใจต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในวัตถุมงคลของท่านก็มีที่มา เช่นเหรียญหลวงพ่อแช่ม พิมพ์พัดพุดตานที่เรียกว่า 16แฉก ยันต์หลังเหรียญรุ่น1 ด้านหน้า คำว่า นะ บนฝ่ามือ และ อะ บิเวณหน้าอกของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีความหมายดังนี้ นะ บนฝ่ามือ เป็นยันต์ตัวแรกของ พระคาถามหาอุด คือ นะอุดตะรัง อุตตะรังมิจจะ นะอย่า อย่านะ วิหารังปิด อุทธัง อัทโธ ส่วนตัว อะ บริเวณหน้าอก เป็นยันต์ตัวแรกของพระคาถาปืนแตก คือ อะนิทัสสะนะอัปปฎิ (ลั่นไกมิได้) อะนิทัสสะนะอัปปฎิฆา (ลูกมิออกจากลำก้อง) อะนิทัสสะนะอัปปฏิฆายะ (ลำกล้องแตก) พระคาถาดังกล่าวนี้หลวงปู่เต้าจะนำมาใส่ไว้ที่เหรียญรูปเหมือนของท่านหลายรุ่นด้วยกัน ด้วยความเชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจของพระคาถาและอีกขระเลขยันต์ศักดิ์สิทธิ์ตามแบบฉบับของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องผู้เป็นบูรพาจารย์ ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    ข้อมูลจากกลุ่มศิษย์ผู้ศรัทธาหลวงพ่อเต้าวัดเกาะวังไทร
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญจิ๊กโก๋สองหน้าหลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง หลวงพ่อเต้าวัดเกาะวังไทร

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251123_232409.jpg IMG_20251123_232438.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2025
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763977822521.jpg
    เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ปี ๒๕๒๙ (หลวงพ่อมหาโพธิ์ วัดคลองมอญ ปลุกเสก ฯ). หลังยันต์เกาะเพชร ตำหรับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    เหรียญหลวงปู่ศุข รุ่นนี้ จัดสร้างโดยนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ เมื่อ ปี2529 เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่อุดหนุน นิตสารลานโพธิ์ สร้างถวายให้ หลวงพ่อ มหาโพธิ์ ปลุกเสก 1ไตรมาส

    และผู้จัดสร้างได้นำไปให้ ยอดพระเกจิผุ้เข้มขลังวิทยาคมอธิฐานจิตมากมาย อาทิ
    - หลวงพ่อทิม วัดพระขาว
    - หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย
    - หลวงปู่ดู่ วัดสะแก
    - หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม และอีกหลายองค์
    ...ขนาดองค์พระเหรียญกำลังดี ขนาดเท่าเหรียญกระโดดบาตรหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา

    หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระเถระผู้สืบทอดตำรับวิชาคาถาอาคมของพระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อดีตเจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทตำราคัมภีร์ทางพุทธคุณมาจากหลวงพ่อบุญยัง คงคสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองน้อย ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระใบฎีกา" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ และพระอาจารย์กลับ แสงเขียว อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตาล ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระสมุห์" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ จนสำเร็จเจนจบทุกวิชา นับเป็นทายาทศิษย์สายตรงรุ่นที่สามของหลวงปู่ศุข ที่ได้รับการถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณ มาแต่เพียงผู้เดียว

    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่าน มรณะภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 สิริอายุ 86 ปี
    ประวัตท่านบางส่วนครับ
    ฝึกวิชา
    พระอาจารย์บุญยังได้พยายามถ่ายทอดวิชาต่างๆ ด้านพุทธคุณให้ ตอนแรก ๆ หลวงพ่อไม่สนใจ แต่เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ไปหลวงพ่อเริ่มมีความสนใจขึ้น เห็นพระอาจารย์ท่านทำอะไร ๆ แปลกๆ ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ เช่น ทำควายธนูด้วยตอกสาน โดยสานมือเดียวแล้ววางไว้ ควายธนูก็มีการขยับเขยื้อนได้ เสกน้ำมันจนเดือดเหมือนน้ำร้อน ฟองเดือดขึ้นมา แต่เมื่อไปสัมผัสด้วยมือกลับไม่ร้อน ทำให้ท่านอยากจะเรียน พระอาจารย์ของหลวงพ่อก็ถ่ายทอดให้ทั้งคาถาปลุกเสก และวิธีฝึก
    วิชาเกราะเพชร
    วิชาหนึ่งที่ท่านชอบและฝึกมาตั้งแต่ต้น คือ “ยันต์เกราเพชร” หรือตาข่ายเพชร โดยหลวงพ่อบุญยังได้เล่าให้ท่านฟังว่าสมัยหลวงปู่ศุข ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลองวิชาเกราะเพชรกับพระะรูปหนึ่ง ที่แก่กล้าวิชาที่เดินทางผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยบอกหลวงปู่สุขว่าจะขี่ม้าพยนต์เข้ามาในโบสถ์ให้ดู หลวงปู่ศุขท่านได้เอาผ้ายันต์เกราะเพชรขึงไว้หน้าประ ตู ปรากฎว่าม้าพยนต์ไม่สามารถผ่านยันต์เกราะเพชรหรือตาข ่ายเพชรไปได้ พระรูปนั้นเมื่อแพ้วิชาของหลวงปู่ศุข ก็ได้เดินทางกลับไปจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่อหลวงพ ่อมหาโพธิ์ได้ฟังจากหลวงพ่อบุญยังเล่าท่านจึงสนใจและ เล่าเรียนวิชาเกราะเพชรลงตระกรุด และผ้ายันต์เกราะเพชรมาตลอดอายุของท่าน
    การลงยันต์เกราะเพชร ต้องท่องสูตรคาภาพระอิติปิโสรัตนมาลา ๕๖ บาท ให้ได้จนขึ้นใจทั้งเดินหน้า และถอยหลังได้รวมทั้งบทปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ในการลงยันต์เกราะเพชร ท่านบอกว่ายันต์เกราะเพชร เป็นยันต์ที่ค่อนข้างยากผู้เรียกจะต้องมีความขยันหมั ่นเพียร กับความอดทน และการประสิทธิ์ประสาทจากครูบาอาจารย์ น้อยคนนักที่จะลงยันต์เกราะเพชรได้ บางคนมาขอเรียนเห็นพระคาถา ๕๖ บาท ก็ท้อแล้วไม่อยากจะท่องจำ ความเพียรพยายามไม่มี การลงยันต์ก็ต้องหายใจลงตามสูตรพระคาถา ๕๖ บาท ผู้ที่ฝึกฝนใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาเรียนเกือบทั้งวันกว่าจะลงยันต์เสร็จ อย่างตัวของหลวงพ่อเองใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่งโมง ถือว่าลงได้เร็วมากแล้วเพราะท่านฝึกมา ตั้งแต่อายุยังรุ่นอยู่
    ในสมัยก่อนยามว่าง ท่านมักลงตระกรุดเกราะเพชรและทำผงพุทธคุณเกราะเพชรทั ้งชนิดป้องกันตัว และถอนคุณถอนของคนที่ถูกผีเข้า ท่านจะเอาตะกรุดเกราะเพชรที่เป็นแผ่นแบบยังไม่ได้ม้ว นเป็นตะกรุด ตบหัวคนถูกผีเข้า ผีจะทรุดลง และออกจากตัวคนไข้ไปทันที ตะกรุดส่วนใหญ่ท่านจะใช้แผ่นทองแดงมาลงยันต์เกราะเพช ร ยกเว้นแผ่นถอนของท่านจะใช้แผ่นตะกั่ว ส่วนตะกรุดเนื้อเงินท่านจะลงให้เฉพาะกับศิษย์ใกล้ชิด เท่านั้น เกี่ยวกับประสบการณ์ในตะกรุดเกราะเพชร มี ส.ส.ท่านหนึ่งใน จ.ชันนาท ที่เคารพนับถือหลวงพ่อมากได้ขอตะกรุดท่านไปใช้พกติดต ัว ขณะหาเสียงถูกผู้ที่ปองร้ายใช้ระเบิดปาใส่ ปรากฏว่า ส.ส.ท่านนั้นไม่เป็นอะไรเลย วิชาลงตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อบุญยังได้เรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำจากหลวงปู่ศุข โดยสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลงให้กับลูกศิษย์ทุกปี แม้กระทั่งพระสมุห์กลับ แสงเขียว ก็ยังขอให้ท่านช่วยลงตะกรุดใต้น้ำที่วัดดอนตาลให้ โดยก่อนที่จะประกอบพิธีจะต้องตั้งเครื่องบูชาครูริมแ ม่น้ำ และต้องตอกเสาหลักไว้ในน้ำสำหรับผู้ที่จะลงตะกรุดเกา ะไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ ตะกรุดจะลง และปลุกเสกใต้น้ำเสร็จแล้วจะปล่อยให้ลอยขึ้นมาบนผิวน ้ำ พวกลูกศิษย์ก็จะแจวเรือคอยเก็บอยู่ข้างบน หลวงพ่อบุญยังเล่าให้หลวงพ่อบุญยังฟังว่าน้ำที่
    วัดดอนตาลน้ำเย็นเหลือเกิน หลวงพ่อมหาโพธิ์เล่าว่า ท่านเคยขอเรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำนี้จากท่านอาจารย์บุญ ยัง ซึ่งอาจารย์ท่านก็รับปากถ่ายทอดให้แต่ต้องเรียนในวัน เพ็ญเดือน ๑๒ แต่ยังไม่ทันถึงเดือน ๑๒ หลวงพ่อบุญยังก็มรณะภาพลงเสียก่อนเมื่ออายุได้ ๕๕ เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่หลวงพ่อท่านเรียนจากพระอาจารย์ไม่ทันจึงทำให้วิชา นี้สูญไป
    เกี่ยวกับวันที่หลวงพ่อบุญยังมรณภาพ ชาวบ้านแถบวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เห็นลูกๆไฟดวงใหญ่ลอยเดินทางไปยังวัดหนองน้อย และได้ลอยกลับมาโดยมีลูกๆไฟดวงเล็กตามมาด้วยเป็นที่ตื อันตาตื่นใจแก่ผู้คนในสมัยนั้นมากเล่าขานกันมาจนถึงปัจุบันนี้
    ชีวิตฆราวาส
    ท่านได้สมรสกับ นางสุขใจ เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีในจังหวัดชัยนาท แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ได้มีร้านค้าขายของชำอยู่ในอำเภอวัดสิงห์ ยามว่างท่านก็จะไปศึกษาวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์กับ พระสมุห์กลับ แสงเขียว วัดดอนตาล ซึ่งถือกันว่าเป็นศิษย์มือขวาของหลวงปู่ศุขเลยทีเดีย ว พระสมุห์กลับภายหลังท่านสึกจากพระเสียอีก
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อมหาโพธิ์ซึ่งตอนนั้นท่านอยู่ในเพศฆราวาส ท่านได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น เทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ในวาระ ๔ ปำถึง ๒ สมัย รวมเป็น ๘ ปีถึง พ.ศ.๒๕๐๗ ท่านได้เล่าไห็ฟังว่าตอนหาเสียงท่านก็ไม่ค่อยได้ออกไ ปหาเสียงที่ไหนอยู่ในร้านค้าของท่านในอำเภอวัดสิงห์ ค้าขายของไปวัน ๆ หนึ่ง แต่อาศัยที่ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์จากหลว งพ่อบุญยัง และพระสมุห์กลับ ด้วยอานุภาพความศักดิ์ของวิชา นะฤาชา ที่หลวงพ่อบุญยัง ถ่ายทอดไห้มาเป็นพิเศษ จึงทำให้ท่านเป็นที่รู้จักเลื่องลือไปทั้งอำเภอวัดสิ งห์ เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน อำเภอวัดสิงห์ ท่านลอกว่าท่านไม่ต้องไปเหนื่อยกับการหาเสียงเลย ประชาชนทั่วไปเลือกท่านเป็นเทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ถึง ๒ สมัย จนในปี ๒๕๑๗ กระทรวงมหาดไทยมอบใบประกอบในประกาศนียบัตร ชมเชยในการทำงานของท่าน ที่พัฒนา อำเภอวัดสิงห์ ให้มีความเจริญก้างหน้าแก่ ท้องถิ่น หลังจากที่ท่านได้หมดวาระในตำแหน่งเทศมนตรีไปแล้ว ๙ ปี
    เหตุที่กลับมาบวช
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้เล่าว่า ชีวิตของท่านมีความผูกพันกับวัดเสมอห่างจากวัดไม่ได้ แม้จะครองเพศฆราวาสก็ต้องวนเวียนอยู่กับวัด ก่อนที่ท่านจะกลับมาบวชจิตใจก้รุดมร้อน ทำอะไรก็เหมือนคนเสียสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวโดยไม่มีสาเหตุของโรค จนมีอยู่วันหนึ่งขณะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านได้ลุกขึ้นมาเขียนยันต์ต่าง ๆ ตลอดจนยันต์ครูที่ท่านเคยเรียนมา ได้ทิ้งไปนานไม่ได้ทบทวนเลย ซึ่งในเพศฆราวาสท่านก็ไม่ได้ฝึกฝนทบทวนต่อ เพราะเวลาว่างใหญ่จะไปทางโลกหมด ต้องวุ่นวายกับครอบครัวเรื่องการทำมาหากินเวลาปฏิบัต ิทางธรรมทางวิชาคุณพระก็หย่อนยานไป ขาดการไหว้ครูทุก ๆ ปี ก็เลยทำให้ท่านผิดปรกติ แต่ก็ดลจิตให้นึกขึ้นมาได้ ว่าสาเหตุจากแรงครูนี้เองโดยไม่ต้องให้แพทย์รักษา ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านก็ได้เข้ามาสู่สมณเพศ อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งที่วัดพานิชนาราม อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสิงหชยสิชฌน์ (เจริญ) พระกรรมวาจารย์ พระคูครูแบน เจ้าอาวาสวัดโคกสุข และพระแช่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ เวลา ๑๖.จ๕ น.และได้มาตำพรรษา สังกัดวัดโคกสุข ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาม จนถึงปี พ.ศ. ๒ษ๕๑๓ ได้ย้ายมาตำพรรษาอยู่ ณ วัดคลองมอญ ในวันที่ ๒๖ กันยายน เพราะวัดคลองมอญในเวลานั้นเกือบจะเป็นวัดล้างอยู่แล้ วไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เลย ชาวบ้านที่อาศัยแถววัดคลองมอญ ได้นิมนต์ท่านให้มาปกครองวัดคลองมอญอยู่หลายครั้ง จนท่านต้องมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดคลองมอญ ได้สร้างความเจริญให้กับวัดคลองมอญเป็นอันมาก
    กิตติคุณของหลวงพ่อ
    ซื่อเสียงของท่านล่ำลือไปไกลหลายจังหวัด ในเรื่องการรักษาโรคต่าง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ บางคนต้องมารักษาเป็นแรมเดือน ตอนนั้นท่านอยู่ในโบสถ์ รักษาคนไข้โรคแปลกๆ มีทั้งคนถูกคูณถูกของ ทั้งเสน่ห์เล่ห์กลต่าง ๆ น้ำมันพรายฯลฯ บางคนป่วยปางตายท่านก็รักษาจนหายมีชีวิตอยู่รอดได้ ผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากต่างก็มานมัสการท่านขอความเมต รตาจากท่านๆก็ได้สงเคราะห์ให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหน ื่อย ไม่เลือกชั้น วรรณะ ให้ ความเสมอภาคกับทุกๆ คนเสมอมา จนถึงปี พ.ศ. ๑๔๒๖ ท่านก็ได้หยุดรักษาคนไข้ ประกอบกับอายุสังขารท่าน ก็ชราภาพมากแล้วจึงต้องได้รับการพักผ่อน บำรุงรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดี เป็นเนื้อนาบุญให้กับลูกศิษย์ และญาติโยม จะได้พึ่งบารมีของท่านไปได้อีก นาน ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๔ ) หลวงพ่อมาหาโพธิ์ญาณสังวโร เป็นทายาทศิษย์สายตรงของหลวงปู่ศุข ที่ถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณในศิษย์รุ่นที่ ๓ ที่ได้รับมาแต่ผู้เดียว
    การรักษาโรค
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้สอนวิธีการรักษาให้กับผู้เขียนในตัวผู้ป่วยที่อยู่ในอาการต่างๆ อาการอย่างไรควรรักษาด้วยวิธีการใด บางคนเป็นแผลเน่าไปทั้งตัว เคยไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็ง รักษาอยู่หลายปีไม่หาย ได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาติพี่น้องได้พามารักษาที่ วัดคลองมอญ เมื่อหลวงพ่อดูอาการแล้วบอกว่า “โดนผีคุณ” ไม่ไช่มะเร็งหลวงพ่อท่านได้ใช้ปูนกับน้ำมนต์รักษาคนไ ข้ ใช้มีดหมอสับ และไม้เท้ากดตามตัวคนไข้ ก่อนทำการรักษาต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน ๖ บาทสลึงเป็นค่าบูชาครู และต้องบนครูด้วยว่า เมื่อหายจากอาการป่วยแล้วจะถวายครูด้วยไก่ ๑ ตัว, เหล้าขาว ๑ ขวด ,กล้วย ๑หวี, ข้าวสาร ๑ ถ้วย , และเงิน ๖ บาทสลึง เป็นสิ่งที่แปลกผู้คนส่วนมาก ที่มารักษาจากหลวงพ่อหายจากโรคร้ายทุกคน เมื่อถึงวันไหว้ครูจะมีผู้คนมามากมายถวายขวัญข้าวครู เต็มโบสถ์ไปหมดแทบจะไม่มีทางเดินเลย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงปู่ศุขพ่อมหาโพธิ์ วัดคลองมอญ ชัยนาทปลุกเสกหลังยันต์เกราะเพชร (ตาข่ายเพรช) ใช้ แทน ตะกรุดผ้ายันต์ของหลวงพ่อได้ครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251124_165309.jpg IMG_20251124_165344.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763978409057.jpg


    ประวัติหลวงปู่เส็ง วัดบางนา สุดยอดพญาครุฑอันดับต้นของเมืองไทย

    หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาดมีปฏิปทาใน ทางสมถะหมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ
    เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา หลวงปู่เป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูดว่ากล่าวผู้ใด
    หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 65 ปีท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล
    การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้น ท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ในปีนั้นเองหลวงปู่ก็ทำเหรียญรูปอาร์ม หรือใบเสมาคว่ำเป็นรุ่นแรกออกมาอีก และนับแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาหลวงปู่เส็งก็สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆออกมามากมายแทบจะนับ
    รุ่นกันไม่ได้เลยทีเดียว
    หลวงปู่สร้างวัตถุมงคลทุกปีๆหนึ่งสร้าง 2-3 แบบจนกระทั่งท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530 รวมระยะเวลาการทำวัตถุของหลวงปู่เส็ง 20 ปี และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกรุ่นทุกแบบก็มีผู้เลื่อมใสหามาพกติดตัวและบูชากันมากมาย
    วัตถุุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้น ออกไปในทางแคล้วคลาดเมตตามหานิยม และการค้าขายดีเยี่ยม วัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งรุ่นนิยมเท่าที่พอลำดับความได้มีดังนี้
    พระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกจัดสร้างปี 2510 ผงที่นำมาสร้างเป็นผงอิทธิเจซึ่งจะโน้มไปในทางเมตตามหานิยม และค้าขาย พระผงสมเด็จ 3 ชั้นรุ่นแรกด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปพระประธานนั่งสมาธิ มีซุ้มครอบแก้วด้านหลังเป็นลายมือเขียนว่า พระครูเส็ง บางองค์เขียนว่า เส็ง และบางองค์ก็เขียนว่า พระครูเส็ง จันทฺรังสี แล้วแต่ว่าหลวงปู่จะเขียนอะไรคำไหน แต่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบพิมพ์เป็นบล็อคใช้กดลงไปบนหลังพระเวลากดพิมพ์
    เนื้อพระมีทั้งเนื้อน้ำมัน ลักษณะพระจะออกแกร่งมันกับสูตรผสมเนื้อกล้วยพิมพ์ออกมามีทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ เหลือง เขียวแดง และ ขาวพอทำเสร็จหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวแล้วออกแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ไปหาท่าน บางรายนำพระพกติดตัวไปประสบอุบัติเหตุเกิดแคล้วคลาดอย่างเหลือเชื่อกิตติศัพท์พกพระหลวงปู่เส็งแล้วแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุมีบ่อยครั้งมากจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่ว
    พุทธคุณพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของหลวงปู่เส็งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเป็นเลิศหลังทำพระผงรุ่นแรกทิ้งช่วงปลายปีท่านก็ทำเหรียญรุ่นแรกออกมาเป็นเหรียญใบเสมาคว่ำมีทั้งเนื้อกะไหล่ทองเงินและทองแดง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์มีอักษรเขียนว่า อาจารย์เส็ง ด้านหลังเป็นยันต์ใต้ยันต์มีอักษรระบุชื่อวัดบางนา พ.ศ.2510 ปีที่จัดสร้างและพระผงที่ทำออกมานั้นส่วนใหญ่จะบรรจุตะกรุดสาริกาดอกเล็กๆ ไว้ที่ฐานด้วยเพื่อเสริมพุทธคุณการทำพระเครื่องของหลวงปู่เส็งจนถึงปี 2512 หลวงปู่จะเอาพระเครื่องที่ทำออกมาไปปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ ถ้าเป็นเหรียญท่านจะทำพิธีพุทธาภิเษกนิมนต์พระระดับเจ้าอาวาส ละแวกวัดบางนามาเจริญพุทธมนต์ด้วย หลังจากปี 2512 การทำวัตถุมงคลหลวงปู่จะจัดพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถตลอด
    พระผงรุ่นที่โด่งดังมากก็คือ รุ่นขี่หมูซึ่งรุ่นนี้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นคนจัดสร้างขึ้นมานำไปให้หลวงปู่ทำพิธีพุทธภิเษกแล้วก็มอบพระให้หลวงปู่ไว้จำนวนหนึ่ง บรรดานักเล่นพระนิยมกันมาก
    สำหรับวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆ นั้นครั้งแรกหลวงปู่จัดสร้างหมูทองแดงในปี 2522 สาเหตุการจัดทำหมูทองแดงของหลวงปู่เส็งนั้นสืบเนื่องมาจากในตำนานกล่าวกันว่าหมูทองแดงตามป่าเขาที่เป็นหมูเขี้ยวตันนั้นปืนยิงไม่เข้าหลวงปู่ก็เลยคิดทำวัตถุมงคลเป็น
    หมูทองแดงเขี้ยวตันขึ้นมา เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก
    วัตถุมงคลหลังเสร็จพิธีคนที่พบเห็นเข้าไปบอกหลวงปู่ ท่านก็เฉยๆ แถมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีท่านไม่ได้พูดอะไรแต่รับฟังเอาไว้ ครั้นเมื่อทำหมูทองแดงออกมาแจกกันเป็นที่ฮือฮาพอสมควรหมูทองแดงที่สร้างนั้นเป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ มีหมูทองแดงตัวใหญ่และเล็กข้างลำตัวซ้ายมีอักษรเขียนว่า วัดบางนา ปทุมธานี ข้างลำตัวด้านขวาเป็นอักขระขอมมียันต์ที่โคนขาทั้ง 4 ลักษณะเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน และในปี 2524 หลวงปู่เส็งได้จัดสร้าง ทำหมู 7 หัวขึ้นมาเป็นลักษณะหมูป่าเขี้ยวตัน คู้ขาหมอบที่เรียกว่า 7หัวนั้นหมายถึงหัวของปลัดขิกที่ทำไว้ตามลำตัวมี 7 แห่ง คือที่หัว หาง ที่เพศและที่ปลายเท้าทั้งสี่ข้าง เป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ ข้างลำตัวด้านซ้ายระบุปีพ.ศ.ที่จัดสร้างคือปี 2524 นอกจากนี้หลวงปู่เส็งได้ทำหมูจัมโบ้ ขนาดใหญ่ออกมาอีก 1 รุ่นหมูทองแดงรุ่นแรกทำออกมาแค่ 2,500 ตัวเท่านั้นพุทธคุณไปในทางแคล้วคลาดและค้าขาย
    หลังจากทำหมูทองแดงออกมาหลวงปู่ก็จัดทำครุฑทองแดงซึ่งครุฑเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ จัดทำพิธี
    พุทธาภิเษกในโบสถ์มีพระอาจารย์มาร่วมบริกรรมพุทธคุณอีก 10 รูป ครุฑทองแดงด้านหลังเขียนว่า หลวงปู่เส็ง วัดบางนาปทุมธานี 2522 สลับกับอักขระขอมประสบการณ์มีผู้นำติดตัวไปแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทางรถ และทางเรืออีกทั้งยังป้องกันภัย จากงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนัก
    ต่อมาหลวงปู่จัดสร้างรูปเหมือนหนุมานเหตุผลที่จัดทำนั้นท่านถือว่าหนุมานเป็นลิงประจำปีวอกและด้วยหนุมานเองก็เป็นศิษย์ของพระนารายณ์
    ์มีอานุภาพฤทธิ์เดชมากมาย ที่จัดทำไว้มีเนื้อกะไหล่เงินและทองแดง ไม่ระบุปีจัดสร้างจาก หมู ครุฑ หนุมาน ต่อมาท่านก็สร้างพญาเต่าเลือนเนื้อทองแดงผสมโลหะแล้วจัดสร้างหงส์ทอง หงส์เงิน อีก 1 ชุด เนื้อกะไหล่ทองและกะไหล่เงินทำเพื่อเป็นที่ระลึกว่าวัดบางนานั้นเป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมา
    นอกจากวัตถุมงคลรูปแปลกๆ แล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสมสร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา
    ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายสิบแบบมีทั้งนางกวักพระผงพิมพ์สมเด็จ พระผงปิดตา เรียกว่าการจัดทำวัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้นมากมายจริงๆ ถ้าหากวัตถุ มงคลใดไม่ระบุพ.ศ. เอาไว้แทบจะไม่ทราบกันเลยว่าหลวงปู่จัดสร้างในพ.ศ.อะไรเพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ และก็ทำออกมามากแบบ สำหรับเงินรายได้ที่ มีผู้นำมาบริจาคหรือเช่าวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
    ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งท่านก็ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะ
    วัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้นก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมากถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้นหลวงปู่เกรงว่า
    ชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมดจึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้างเพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น
    พอท่านสร้างวัดวังหินเสร็จวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2531 หลวงปู่เส็งผู้ที่เป็นประดุจเทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนาก็ถึงแก่มรณภาพลงรวมอายุได้ 87 ปี
    ท่านสิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลคุ้มเกล้า ตึกคุ้มเกล้าครั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลงท่านพระครูอนุกูลศาสนกิจหรือหลวงพ่อแสวง ก็ขึ้นเป็นสมภารแทนท่านก็ทำนุบำรุงวัดเอาวัตถุมงคลหลวงปู่เส็งมาจำหน่ายจ่ายแจกรายได้สร้างวัดยุคของหลวงพ่อแสวง เป็นยุคของการพัฒนาวัดอย่างจริงจังไม่มีการออกวัตถุมงคลจะมีออกเหรียญรูปไข่ในงานฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อแสวงที่ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นโทเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เสร็จสิ้นงานฉลองไม่นานหลวงพ่อแสวงก็มรณภาพเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปลายปีนั้นเอง รวมอายุ 70 ปี
    เมื่อสิ้นหลวงพ่อแสวงพระอธิการยงยุทธ ยโสธโร ก็ขึ้นเป็นสมภารปกครองวัดสืบมาจนทุกวันนี้วัดบางนาตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพธิ์เหนือ หมู่1 อำเภอสามโคก หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไปวัดบางนาและไปกราบศพหลวงปู่เส็งที่ไม่เน่าไม่เปื่อยในโลงแก้วทางวัดสร้างวิหารติดริมแม่น้ำไว้เก็บสรีระของหลวงปู่เป็นสัดส่วนให้ไปขอพรขอโชคลาภจากหลวงปู่
    เว็บนิตยสารมงคลโสฬส

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนเนื้อผงน้ำมันหลวงปู่เส็งวัดบางนารุ่นมหาราช ปี ๒๕๓๐

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251124_165719.jpg IMG_20251124_165747.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763978758625.jpg FB_IMG_1763978756185.jpg

    ประวัติพ่อท่านนวล ปริสุทโธ วัดไสหร้า(วัดประดิษฐาราม)“พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์” หรือ “หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ” หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า “พ่อท่านนวล” เป็นพระสุปฏิปันโนนักปฏิบัติกัมมัฏฐาน ที่เพียบพร้อมด้วยจริยวัตรอันงดงาม และเป็นพระบริสุทธิสงฆ์ที่ยึดหลักพระธรรมวินัยตามคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติกิจของสงฆ์เป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย จนเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสในหมู่ชาวบ้านญาติโยมแดนปักษ์ใต้เป็นอันมาก



    พ่อท่านนวล มีนามเดิมว่า นวล เจริญรูป เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ ณ บ้านไสหร้า หมู่ ๔ ต.ทุ่งสัง (หมู่ ๑ ต.บางรูป ในปัจจุบัน) อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเกลื่อน และนิ่ม เจริญรูป มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๒ คน และมีพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดา อีก ๔ คน

    “หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) บ้านไสหร้า ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้ชาว อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ต่างมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีพ่อท่านนวล เป็นเนื้อนาบุญของชาวเมืองอย่างแท้จริง

    ๏ ชีวิตปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้นของ พ่อท่านนวล ปริสุทโธ วัดไสหร้า

    ชีวิตในวัยเด็ก พ่อท่านนวลเป็นคนชอบสนุกสนาน แต่ขี้อาย มีความประพฤติเรียบร้อย สมถะ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อนฝูง เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมะเฟือง ต.นากะซะ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙

    ๏ การอุปสมบท

    พระครูวิสุทธิ์บุญดิตถ์ พ่อท่านนวล ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ณ พัทธสีมาวัดภูเขาหลัก (วัดหลวงพ่อแดง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยก่อน) ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระครูถาวรบุญรัตน์ วัดท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาย์

    ๏ งานด้านการศึกษาของ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า

    ปี พ.ศ.๒๔๙๒ พ่อท่านนวล สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท ณ สำนักเรียนวัดประดิษฐาราม

    ปี พ.ศ.๒๔๗๓ พ่อท่านนวล เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม

    ปี พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง

    ปี พ.ศ.๒๕๐๓ หลวงพ่อนวล เป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนวัดประดิษฐาราม

    ปี พ.ศ.๒๕๐๔ หลวงพ่อนวล รักษาการแทนสาธารณูปการ อ.ทุ่งใหญ่ และเป็นกรรมการการศึกษาประจำตำบลทุ่งสัง

    ๏ หลวงพ่อนวล กับงานด้านการอุปถัมภ์การศึกษา

    หลวงพ่อนวล ท่านได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนวัดประดิษฐาราม เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ โดยได้บริจาคที่ดินของวัด ๑๒ ไร่ เป็นที่ตั้งโรงเรียน ต่อมาได้ก่อตั้งกองทุนพ่อท่านนวล ปริสุทโธ เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย แต่มีฐานะยากจน หลายกองทุน และยังนำมาเป็นทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร ที่ศึกษาพระธรรมในสถาบันศาสนาทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด

    ๏พระครูวิสุทธิ์บุญดิตถ์ หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ และ งานด้านการพัฒนา

    หลวงพ่อนวล ท่านได้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนา หลวงพ่อนวล นำความเจริญมาสู่ชุมชนตลอดมาในทุกๆ ด้าน ด้วยความเมตตาของท่าน

    ๏ ลำดับงานปกครองและสมณศักดิ์ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า

    ปี พ.ศ.๒๔๙๒ หลวงพ่อนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

    ปี พ.ศ.๒๕๐๘ พ่อท่านนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งสัง

    ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์

    ปี พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงพ่อนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

    ปี พ.ศ.๒๕๒๖ พ่อท่านนวล ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในพระราชทินนามเดิม

    หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า
    หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า

    ๏ การสร้างวัตถุมงคล พระเครื่องพ่อท่านนวล วัดไสหร้า

    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ทางวัดได้จัดสร้างวัตถุมงคล"พ่อท่านนวล"รุ่นแรกขึ้น ซึ่งเป็นรุ่นที่มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับของศิษยานุศิษย์ ที่ได้นำไปบูชาอย่างกว้างขวาง และเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ทางวัดได้สร้างวัตถุมงคลรุ่นผูกพัทธสีมายกช่อฟ้าฝังลูกนิมิต สำหรับให้ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

    ๏ ปฏิปทาและศีลาจริยวัตรอันงดงามของ หลวงพ่อนวล

    พ่อท่านนวล ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีปฏิปทาและศีลาจริยวัตรอันงดงาม ท่านค่อนข้างเงียบ พูดน้อย แต่ใจดีมีเมตตามาก คำพูดของท่านล้วนเป็นจริงตามที่ท่านพูดเสมอ จนทำให้ผู้ที่มีความเคารพศรัทธาท่าน ไม่กล้าทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง และได้ขนานนามท่านว่า “พ่อท่านนวลวาจาสิทธิ์”

    ในแต่ละวันจะมีผู้คนที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสได้เดินทางมากราบไหว้ ขอพรจากหลวงพ่อนวล ท่านไม่ขาดระยะ นอกจากนี้ท่านยังได้รับกิจนิมนต์ไปประกอบศาสนพิธีในต่างจังหวัดอยู่เสมอ รวมทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างประเทศ

    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ทางประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) ได้จัดสร้างวัตถุมงคล"พ่อท่านนวลรุ่นแรก"ขึ้น ซึ่งเป็นรุ่นที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของศิษยานุศิษย์ ที่ได้นำไปบูชาอย่างกว้างขวาง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนพ่อท่านนวล วัดไสหร้า รุ่น บารมีพ่อท่านนวลเมตตามหาอุด
    เลี่ยมพลาสติกกันน้ำ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251124_171512.jpg IMG_20251124_171537.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...