พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1733102114745.jpg

    หลวงพ่อตั๋งวัดโพธิ์เอนเป็นเกจิร่วมยุคกับ หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง หลวงพ่อตั๋งเป็น ศิษย์หลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ หลวงพ่อตั๋งเป็นศิษย์ร่วมรุ่นครูบาอาจารย์เดียวกับ หลวงพ่อย้อย วัดอัมพวัน สระบุรี และ หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ
    "เจ้าตำหรับมีดสะกดวิญญานอันลือลั่นครับ"
    คนพื้นที่อ.ท่าเรือจะเล่าสู่กัน "ตาบตาย ตั๋งติดคุก"
    ณ วงสุรา ต่างคนมั่นใจว่า มีของดี สุดท้ายเกิดการดวลมีดกันขึ้นมา สรุปคนห้อยหลวงพ่อตาบ ตาย ส่วนคนห้อยหลวงพ่อตั๋ง ไม่เป็นอะไร เลยต้องติดคุก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนอยู่ที่บุญและกรรมของแต่ล่ะคนด้วยครับ..ต่อให้มีพระดีแค่ไหนประพฤติปฎิบัติไม่ดีไม่มีศีลมีธรรมพระที่ไหนก็ไม่คุ้มครองครับ..วัตถุมงคลทั้ง2อาจารย์สุดยอดด้วยกันทั้ง2ท่านครับลูกศิษย์ท่านมากมายทั่วประเทศครับ

    เหรียญ.."รุ่นแรก"..หลวงพ่อตั๋ง วัดโพธิ์เอน ปี 2522 เหรียญประสบการณ์สูง

    สุดยอดเหรียญประสบการณ์สูงแห่งเมืองอยุธยาครับเหรียญนี้ คนพื้นที่รู้จักกันดี
    หลวงพ่อตั๋งท่านนี้พระเวทวิทยาคมสูงมาก เหรียญท่านขึ้นชื่อมากในเรื่องมหาอุด
    คงกระพันตามแบบฉบับพระเกจิเก่าแก่เมืองอยุธยาโดยแท้ ..เหรียญรุ่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อุบัติขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.2525 ผู้ประสบการณ์ไม่ประสงค์ออกนาม เมื่อประมาณปีพ.ศ.2525 มีอยู่วันหนึ่งท่านโดนยิงด้วยปืนลูกซองระยะประมาณ5วาเศษเรียกว่าระยะเผาขน ลูกปืนถูกบริเวณหน้าอกและลำคอ ความแรงของลูกปืนทำให้หงายหลังลงไปนอนแผ่หลา ด้วยอานุภาพของ.เหรียญรุ่น.แรก.......ปีพ.ศ.2522........คุ้มครองแค่ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นจุดลูกปืนเท่านั้น ท่านบอกว่าเหรียญรุ่นนี้มีคุณวิเศษในทางอยู่คงกระพัน อย่างยอดเยี่ยม ถ้าวันนั้นเหรียญหลวงพ่อตั๋งไม่คุ้มครอง ร่างคงพรุนเป็นแน่ ท่านใดที่ได้มีได้บูชาเก็บไว้ดีๆๆนะครับประวัติและเกียรติคุณของหลวงพ่อตั๋ง ที่ลำดับความมาตั้งแต่ต้นจนถึงบทสุดท้ายนี้ หวังว่าคงสร้างศรัทธาต่อท่านผู้อ่านตามสมควรโดยเฉพาะวัตถุมงคลของหลวงพ่อ เคยก่ออภินิหารทุกรุ่น แต่ไม่มีผู้ใดนำความศักดิ์สิทธิ์มาเผยแพร่ให้เลื่องลือชื่อเสียง ท่านจึงเป็นเสมือนเพชรน้ำหนึ่งที่ซ่อนแสงอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด
    หรือแม้กระทั่งห้อยพระหลวงพ่อตั๋ง โดนพยาบาลฉีดยาเข็มแทงไม่เข้าก็เป็นที่เลื่องลือครับ

    พุทธคุณดีเยี่ยมเรื่องคงกระพัน มหาอุดเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่มากครับแถมพระของท่านหลักร้อยไม่มีเก๊อีกด้วยครับ

    ประวัติ หลวงพ่อตั๋ง ปิยคุโณ
    หลวงพ่อตั๋ง ปิยคุโณ
    เดิม
    ชื่อตั๋ง เต้่าสุวรรณ เกิดวันพุธที่11 ธันวาคม พ.ศ.2455 ปีชวด ที่บ้านโพธิ์เอน ต.โพธิ์เอน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคุณพ่ออยู่ คุณแม่ใย เต้าสุวรรณ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา7คน
    1 นายพรหม เต้าสุวรรณ
    2น.ส.ลำยวง เต้าสุวรรณ
    3นางชิด อารมย์สุข
    4นายบุญช่วย เต้าสุวรรณ
    5นายตั๋ง เต้าสุวรรณ
    6น.ส.ติ้ง เต้าสุวรรณ
    7นายเชื้อ เต้าสุวรรณ(ถึงแก่กรรมทั้งหมด)
    อุปสมบท
    เมื่ออายุครบ20ปีได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์เอน ต.โพธิ์เอน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 12พฤาภาคม 2475 มีพระอธิการโป๋ เจ้าอาวาสวัดวังแดงเหนือ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอธิการก๋งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เอน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และอาจารย์โกยเป็นอนุสาวนาจารย์(พระตั๋งได้รับฉายาปิยคุโณ)
    หลวงพ่อตั๋ง มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ พูดน้อยแต่แฝงด้วยความปราณี เป็นศิษย์ร่วมครูอาจารย์กับหลวงพ่อย้อย วัดอัมพวัน สระบุรีและหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ อยุธยา มีความขลังทางพุทธาคมคาถาเป็นอมตะ สร้างวัตถุมงคลเพื่อการสร้างพระศาสนาไม่หลายรุ่นนัก ปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อตั๋ง นับเป็นพระเถราจารย์บริสุทธิ์ด้วยศิลและมีกฤษฏาอภินิหารอีกรูปหนึ่งแห่งลุ่มน้ำป่าสักตอนใต้ หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์เอนได้ศึกษาพระธรรมวินัยอันเป็นพระปริยัติกับหลวงพ่อก๋ง แต่ไม่ได้เข้าสอบธรรมสนามหลวง ท่านได้หันมาเอาดีทางสมถกรรมฐานและเวทมนต์คาถาโดยมีอาจารย์พ่อก๋งเป็นผู้ประสิทธิ์วิทยาคุณต่างๆ มาถึงตอนนี้ขออ้างอิงสิ่งที่น่าเชื่อถือได้สักนิด ผู้เขียนเคยกราบเรียนถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อก๋ง ว่ามีมากน้อยเพียงไร หลวงพ่อตั๋งเล่าว่า หลวงพ่อก๋งบรรลุฌานกสิณแก่กล้า สามารถลงไปในน้ำจับปลาเป็นๆขึันมาได้ และยังเดินบนผิวน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะความขลังในการเสกเป่าน้ำ พระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์มาก หลวงพ่อตั๋งได้รับการถ่ายทอดวิทยาตุณต่างๆ จากหลวงพ่อก๋งอย่างไม่ปิดบังอำพรางโดยเฉพาะทางสมถกรรมฐานท่านกรุณาแนะนำหลักปฏิบัติจนมีความเชี่ยวชาญ ในการเจริญภาวนา มีสมาธิจิตกล้าแข็งและว่องไว สามารถปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ ให้เกิดอานุภาพนานาประการทั้งปวง เมตตามหานิยม มหาอำนาจและคงกระพันชาตรี คุณวิเศษที่กล่าวมานี้ คือผลการเจริญกรรมฐาน จนจิตเป็นสมาธิชั้นสูง ซึ่งหลวงพ่อก๋งเป็นผู้บอกพระกรรมฐาน และชี้แนะหลักปฏิบัติแต่เริ่มแรก ต่อมาได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ กับหลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อเพิ่มวิทยาคุณเวทมนต์คาถา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น หลวงพ่อโป๋ท่านกรุณาถ่ายทอดวิทยาคุณต่างๆ จนหมดสิ้นเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น....รออ่านตอนต่อไปพักสายตาก่อนครับ..ยังไม่ถึงตอนดุเดือด ...มาอ่านต่อ..ยิ่งกว่านั้นท่านยังแนะนำหลักปฎิบัติการเจริญภาวนา ในบทคาถาต่างๆให้เกิดความขลังยิ่งยวดขึ้นไปอีก โดยเฉพาะวิชาทำน้ำมนต์เดือด ท่านปฎิบัติได้เข้มขลังยิ่งนัก ตอนผมบวชอยู่ เมื่อปี2521 ผมเห็นกับตา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก จากนั้นหลวงพ่อลงมาจำพรรษาที่วัดลอดช่องเมืองกรุงเก่า ขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแข่ม เพื่อขอเรียนวิชาเรียกสูตรสนธิการทำผงพุทธคุณต่างๆ ซึ่งหลวงพ่อแช่มท่านกรุณารับไว้เป็นศิษย์ด้วยความเต็มใจ หลวงพ่อตั๋งมีความชำนาญอ่านเขียนหนังสือขอมอย่างดีเยี่ยม อักขระคาถาเลขยันต์ต่างๆ ท่านมีความรู้อยู่ในขั้นพระเถราจารย์ชั้นแนวหน้าเลยทีเดียว โดยเฉพาะผงพุทธคุณที่ท่านลบและปลุกเสกมีความศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ว่าทรงคุณวิเศษนานัปการ หลวงพ่อตั๋งคร่ำเคร่งอยู่กับวิชาไสยศาสตร์เป็นเวลานานหลายปี หลังจากนั้น ท่านจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทางภาคเหนือหลายแห่ง มีโอกาสเข้ากราบคารวะพระเดชพระคุณหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ พระผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนครสวรรค์อีกด้วย มาถึงปีพ.ศ.2489 เมื่อครูอาจารย์ของหลวงพ่อถึงกาลมรณภาพลงหมด
    ต่อมาได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ กับหลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อเพิ่มวิทยาคุณเวทมนต์คาถา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น หลวงพ่อโป๋ท่านกรุณาถ่ายทอดวิทยาคุณต่างๆ จนหมดสิ้นเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น....รออ่านตอนต่อไปพักสายตาก่อนครับ..ยังไม่ถึงตอนดุเดือด ...มาอ่านต่อ..ยิ่งกว่านั้นท่านยังแนะนำหลักปฎิบัติการเจริญภาวนา ในบทคาถาต่างๆให้เกิดความขลังยิ่งยวดขึ้นไปอีก โดยเฉพาะวิชาทำน้ำมนต์เดือด ท่านปฎิบัติได้เข้มขลังยิ่งนัก ตอนผมบวชอยู่ เมื่อปี2521 ผมเห็นกับตา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก จากนั้นหลวงพ่อลงมาจำพรรษาที่วัดลอดช่องเมืองกรุงเก่า ขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแข่ม เพื่อขอเรียนวิชาเรียกสูตรสนธิการทำผงพุทธคุณต่างๆ ซึ่งหลวงพ่อแช่มท่านกรุณารับไว้เป็นศิษย์ด้วยความเต็มใจ หลวงพ่อตั๋งมีความชำนาญอ่านเขียนหนังสือขอมอย่างดีเยี่ยม อักขระคาถาเลขยันต์ต่างๆ ท่านมีความรู้อยู่ในขั้นพระเถราจารย์ชั้นแนวหน้าเลยทีเดียว โดยเฉพาะผงพุทธคุณที่ท่านลบและปลุกเสกมีความศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ว่าทรงคุณวิเศษนานัปการ หลวงพ่อตั๋งคร่ำเคร่งอยู่กับวิชาไสยศาสตร์เป็นเวลานานหลายปี หลังจากนั้น ท่านจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทางภาคเหนือหลายแห่ง มีโอกาสเข้ากราบคารวะพระเดชพระคุณหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ พระผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนครสวรรค์อีกด้วย มาถึงปีพ.ศ.2489 เมื่อครูอาจารย์ของหลวงพ่อถึงกาลมรณภาพลงหมด
    ช่วงนั้นวัดโพธิ์เอนว่างเจ้าอาวาสคณะสงฆ์จึแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เอนสืบต่อมาจนถึง พ.ศ.2538 หลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เอนแล้ว หลวงพ่อได้ปฎิสังขรณ์และก่อสร้างอาคารเสนาสนะต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างเต็มสติกำลัง ตามความสามารรถ ท่านทุ่มเทกำลังกายกำลังความคิดและมีอุตสาหะวิริยะอย่างยอดเยี่ยม
    เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อุบัติขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.2525 ผู้ประสบการณ์ไม่ประสงค์ออกนาม ปัจจุบันท่านอยู่ในเพศบรรชิต กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อประมาณปีพ.ศ.2525 มีอยู่วันหนึ่งท่านโดนยิงด้วยปืนลูกซองระยะประมาณ5วาเศษเรียกว่าระยะเผาขน ลูกปืนถูกบริเวณหน้าอกและลำคอ ความแรงของลูกปืนทำให้หงายหลังลงไปนอนแผ่หลา ด้วยอานุภาพของ........เหรียญรุ่นแรก.......ปีพ.ศ.2522........คุ้มครองแค่ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นจุดลูกปืนเท่านั้น ท่านบอกว่าเหรียญรุ่นนี้มีคุณวิเศษในทางอยู่คงกระพัน อย่างยอดเยี่ยม ถ้าวันนั้นเหรียญหลวงพ่อตั๋งไม่คุ้มครอง ร่างคงพรุนเป็นแน่ ท่านใดที่ได้บูชาไปจากรายการช็อคโลก เก็บรักษาไว้ให้ดีนะครับ ประวัติและเกียรติคุณของหลวงพ่อตั๋ง ที่ลำดับความมาตั้งแต่ต้นจนถึงบทสุดท้ายนี้ หวังว่าคงสร้างศรัทธาต่อท่านผู้อ่านตามสมควรโดยเฉพาะวัตถุมงคลของหลวงพ่อ เคยก่ออภินิหารทุกรุ่น แต่ไม่มีผู้ใดนำความศักดิ์สิทธิ์มาเผยแพร่ให้เลื่องลือชื่อเสียง ท่านจึงเป็นเสมือนเพชรน้ำหนึ่งที่ซ่อนแสงอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อมีประสบการณ์ทุกรุ่น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ
    ชุด 2 องค์
    ๑.พระสมเด็จหลังยันต์นูนทันยุคหลวงพ่อตั๋ง
    ๒.พระสมเด็จอัฐิ หลวงพ่อตั๋ง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20251216_162324.jpg IMG_20251216_162351.jpg
    IMG_20251215_224351.jpg IMG_20251215_224325.jpg IMG_20251215_224231.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ธันวาคม 2025
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1765814226307.jpg

    ในพ.ศ. ๒๔๙๓ ขณะจำพรรษาที่วัดบ้านจิก ได้นิมิตเห็น หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาที่กุฏิ (ขณะนั้นยังไม่ได้สร้าง แต่ในนิมิตจะเห็นพื้นกุฏิเป็นไม้มะค่า) จึงเดินเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าใกล้ๆ หลวงปู่มั่น มี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร นั่งอยู่ด้วย หลวงปู่จึงกล่าวกับหลวงปู่มั่นว่า กระผมขอปฏิบัติท่าน แต่หลวงปู่ฝั้นได้กล่าวตอบแทนหลวงปู่มั่นว่า ไม่ต้องปฏิบัติหรอก ให้ท่านปฏิบัติตามหน้าที่ของท่านเถิด (หน้าที่ หมายถึงความปรารถนาในการสร้างเสริมบุญบารมีต่อจากอดีตชาติของหลวงปู่ซึ่งหลวงปู่ได้ปรารถนาพุทธภูมิ)

    ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ได้นิมิตเห็น หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งกำลังจะเดินทางไปจำพรรษาที่จังหวัดภูเก็ต ในนิมิตหลวงปู่เทสก์กล่าวว่า ต่อไปท่านจะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่บ่นว่า เบื่อหน่ายที่จะสร้างอีก ในนิมิตนั้น หลวงปู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอเห็นรูปทรงโบสถ์ (ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่จึงได้สร้างโบสถ์จริงๆ ตามแบบโบสถ์ที่เห็นในนิมิต คือวัดบ้านจิกทุกวันนี้เอง)

    เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็ยังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านจิก หลวงปู่นิมิตเห็นตนเองยืนอยู่ในศาลากลางป่า สวมชุดคล้ายชุดเทวดา คือ ชุดสีขาวทำด้วยผ้าโปร่งบางเหมือนเสื้อครุยที่นักศึกษาสวมใส่เมื่อรับปริญญา ในใจรู้สึกเสียดายเพศพรหมจรรย์ที่ได้บำเพ็ญเพียรประพฤติปฏิบัติมาเป็นอย่างยิ่ง จึงถามตัวเองว่า ทำไมจึงสึก และตอบเองว่า จำใจสึก ในนิมิตนั้นได้คิดวิเคราะห์และโต้ตอบกับตัวเองเป็นข้อๆ ว่า

    การสึกครั้งนี้ไม่มีใครรู้ใครเห็น พรหมจรรย์ของเราก็บริสุทธิ์อยู่ แต่ตามระเบียบสังฆาณัติ เมื่อสึกแล้วถ้าคิดจะบวชอีก คงต้องแอบบวชแบบไม่มีอุปัชฌาย์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีอุปัชฌาย์ เพราะเรามีพรหมจรรย์

    ถ้าบวชอีกก็เท่ากับว่าเราบวชใหม่ แต่เราเคยเป็นเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสคืออะไร คือผู้สอนตนเองได้และอยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นตัวของตัวเอง ตำแหน่งเจ้าอาวาสที่มีคนแต่งตั้งนั้นไม่มีความหมาย เป็นแต่เพียงผู้ปกครองคนอื่นเท่านั้น เจ้าอาวาสที่แท้จริงนั้นคือสามารถปกครองตัวเองได้

    เราเคยเป็นอาจารย์ ถ้าบวชใหม่ก็จะเป็นได้แค่พระนวกะ แต่อาจารย์คืออะไร อาจารย์ที่แท้จริงก็คือ เราต้องสามารถสั่งสอนตนเองได้ ประพฤติปฏิบัติตนเองได้ และอยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้า

    บวชใหม่เป็นพระนวกะ จะเป็นพระอาวุโสไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาใดๆ สำหรับตัวเรา เพราะเราตั้งมั่นอยู่ในธรรม ในวินัยของพระพุทธเจ้า เราเป็นผู้ใหญ่ในธรรม ไม่ได้เอากิเลสเป็นใหญ่

    ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรดี

    มีคำตอบว่า ไม่ยาก ขอให้มีสงฆ์เป็นพยาน

    คิดอย่างนั้นแล้วก็ปรากฏโต๊ะหมู่บูชาขึ้นตรงหน้า และมีอาสนะสงฆ์ ๔ ที่ แต่มีพระสงฆ์ (พระเถระ) ๓ รูปนั่งอยู่ จึงยังมีอาสนะว่างอยู่ ๑ ที่ ใกล้ๆ โต๊ะหมู่บูชา หลวงปู่จึงก้มลงกราบ ๓ ครั้งนี้แล้วยืนขึ้น เสื้อชุดสีขาวเหมือนชุดเทวดาก็อันตรธานหายไป กลับกลายเป็นจีวรพระครองร่างท่านอยู่ เปรียบเสมือนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (หมายถึงการบวชโดยพระพุทธเจ้า ดังในพุทธประวัติโดยพระพุทธเจ้าทรงเปล่งวาจาว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว)

    จากนั้นหลวงปู่เดินไปที่คณะสงฆ์พระเถระเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า ผมบวชใหม่จะขอนั่งข้างหลัง พระเถระบอกว่า เชิญท่านนั่งข้างหน้าเถิด แล้วจิตของหลวงปู่จึงถอนออกจากนิมิต
    ครั้นถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่อายุได้ ๕๑ ปี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เดินทางมาหาโดยไม่รู้จักกันมาก่อน หลวงปู่ชอบมาขอร้องให้ช่วยสร้างที่เก็บน้ำรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างประมาณ ๔ เมตร ยาว ๘ เมตร ลึก ๒ เมตร ซึ่งหลวงปู่คิดว่าช่างฝีมือมีมากมายทำไมจึงไม่ไปว่าจ้าง กลับมาบอกพระด้วยกันให้ไปสร้างให้ แต่ถ้าเราเคยมีบุญบารมีร่วมกันก็จะสร้างให้

    ปรากฏว่าเมื่อหลวงปู่สร้างที่เก็บน้ำสำเร็จแล้ว หลวงปู่ชอบจึงขอร้องให้สร้างโบสถ์ วัดป่าสัมมานุสรณ์ อีก ซึ่งหลวงปู่ก็สร้างได้สำเร็จ เป็นโบสถ์กลางน้ำ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ถิรและหลวงปู่ชอบจึงมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เคยได้รับนิมนต์ไปกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรปราการ ด้วยกันหลายครั้ง

    จวบจนกระทั่งหลวงปู่ชอบขาเจ็บเดินไม่ได้แล้ว แต่ท่านก็มักจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่อยู่เสมอ ทำให้ลูกศิษย์ของหลวงปู่ทั้งสอง รวมทั้งชาวจังหวัดอุดรธานี มีโอกาสได้กราบไหว้พระอริยสงฆ์ทั้งสองรูป นับเป็นบุญและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้กราบไหว้ท่านอย่างยิ่ง

    ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะสร้างโบสถ์กลางน้ำที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ (วัดที่หลวงปู่ชอบจำพรรษาอยู่ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่วัดโคกมน) อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จวนเสร็จแล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านนาข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ปรารถนาจะสร้างโบสถ์ และได้นิมิตเห็นว่ามีเทวดาสวมชุดขาวและสวมชฎาเหมือนมงกุฎกษัตริย์ มาอุ้มท่านเหาะขึ้นไปบนยอดเขาสูงซึ่งมีปราสาทสวยงามมาก ก่อนที่จะเข้าไปในปราสาท หลวงปู่ตื้อขอล้างเข้าก่อน แต่พอเท้าแตะถูกน้ำที่ใสเย็น ท่านก็สะดุ้งตื่นจากนิมิต ท่านจึงได้นั่งพิจารณานิมิตและทราบว่าจะสร้างโบสถ์นี้สำเร็จได้ต้องมีพระองค์หนึ่งมาช่วยสร้าง แต่พระองค์ไหนหนอจะมาช่วยสร้าง เมื่อพิจารณาต่อไปจึงทราบว่า พระที่จะมาช่วยสร้างนั้นจะจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านจิก จังหวัดอุดรธานี ท่านจึงให้ลูกศิษย์มานิมนต์ หลวงปู่ถิร ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โดยสั่งลูกศิษย์ว่า ให้ไปนิมนต์พระอาจารย์สิงห์ หรือ สิม นี่แหละนะ ไม่ทราบชื่อแน่ชัด จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านจิก จังหวัดอุดรธานี บอกกับท่านว่า หลวงปู่ตื้อที่จำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านนาข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นเวลา ๒ พรรษาแล้ว อยากสร้างโบสถ์ ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปพบด้วย ลูกศิษย์ของหลวงปู่ตื้อจึงมาพบและนิมนต์หลวงปู่ถิรตามความต้องการของหลวงปู่ตื้อ ซึ่งในช่วงเวลานั้นพอดีมีญาติโยมชาวจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีโยมกุ้ยกิ่มจะนำผ้าป่าไปทอดที่วัดหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่จึงได้เดินทางไปพบหลวงปู่ตื้อโดยไปพร้อมกับคณะทอดผ้าป่าคณะนี้ ซึ่งมีทั้งญาติโยมที่เป็นฆราวาสและพระสงฆ์ ซึ่งมี พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต อยู่ในคณะสงฆ์กลุ่มนี้ด้วย

    ก่อนวันที่หลวงปู่จะเดินทางไปกับคณะผ้าป่านี้ หลวงปู่ตื้อได้นิมิตเห็นเครื่องบินบินผ่านมา ในนิมิตนั้น หลวงปู่ตื้อหยิบปืนที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาหมายใจว่าจะยกขึ้นยิงเครื่องบิน เพราะสมัยนั้นมีสงครามระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา เครื่องบินมักจะบินผ่านเมืองเพื่อไปทิ้งระเบิดที่เวียดนามเป็นประจำ เมื่อยกปืนขึ้นมาแล้วเตรียมยิง ปรากฏว่ามองเข้าไปในเครื่องบินลำนั้น กลับได้ยินเสียงบอกว่า มีพระปัจเจกโพธิพระอรหันต์เจ้าอยู่ข้างใน จึงรำพึงว่า เราเกือบยิงพระปัจเจกโพธิแล้ว จึงวางปืนลง กลับพบว่าปืนที่ถือนั้นคือหางปลากระเบน

    ครั้นรุ่งขึ้นวันต่อมา เมื่อหลวงปู่กับคณะทอดผ้าป่าเดินทางมาถึง หลวงปู่ตื้อจึงเล่าให้หลวงปู่ฟังถึงนิมิตและบอกว่า พระปัจเจกโพธิพระอรหันต์เจ้าจะมาช่วยสร้างโบสถ์ให้แล้ว (พระปัจเจกโพธิ หมายถึง พระผู้ซึ่งบำเพ็ญเพียรตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ปรารถนาที่จะเป็นศาสดาก่อตั้งศาสนาเพื่อสั่งสอนผู้ใด ส่วน พระอรหันต์ หมายถึง พระสาวกของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญเพียรปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจนหมดสิ้นกิเลสอาสวะและถึงซึ่งพระนิพพานในที่สุด)

    เมื่อหลวงปู่ทราบเจตนาของหลวงปู่ตื้อแล้วจึงบอกกับหลวงปู่ตื้อว่า ถ้าเรามีบุญบารมีร่วมกันมาแต่ปางก่อนก็คงจะร่วมกันสร้างโบสถ์นี้ได้สำเร็จ และในการสร้างโบสถ์นี้ขอมีข้อแม้ ๒ ประการ คือ

    ประการที่หนึ่ง ห้ามจัดทำเหรียญหรือวัตถุมงคลออกจำหน่ายเพื่อหาเงินเข้าวัด

    ประการที่สอง ห้ามจัดงานมหรสพหาเงินเข้าวัด

    ถ้าไม่ได้ตามข้อแม้ดังกล่าวนี้ก็จะไม่ช่วยสร้างโบสถ์

    เมื่อหลวงปู่ตื้อทราบแล้วก็ตกลงตามที่ขอ จึงเตรียมการที่จะสร้างโบสถ์ต่อไป

    หลังจากนั้นหลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่จึงได้พบกันบ่อยครั้ง และทุกครั้งก่อนที่หลวงปู่จะไปพบหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ตื้อก็มักจะเกิดนิมิตล่วงหน้าเสมอ เช่น ครั้งหนึ่งหลวงปู่ตื้อได้นิมิตไปว่า ตัวท่านเองได้เดินรอบโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้ว (ในความเป็นจริงขณะนั้นเพิ่งจะเริ่มมีการก่อสร้างโบสถ์เท่านั้น) ท่านได้ยินเสียงบอกท่านว่า มีพระบุญฤทธิ์มาสร้างโบสถ์จึงจะสำเร็จ ท่านจึงเดินรอบโบสถ์นั้นเพื่อมองหาพระบุญฤทธิ์ แต่ก็หาไม่พบ เมื่อมองเข้าไปในโบสถ์ จึงเห็นพระบุญฤทธิ์นั่งอยู่กลางโบสถ์ และก็ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นหลวงปู่ก็เดินทางมาพบท่าน ท่านจึงเล่าเรื่องนิมิตให้หลวงปู่ฟัง และกล่าวว่าพระบุญฤทธิ์เท่านั้นที่จะสร้างโบสถ์ให้สำเร็จได้

    อีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ตื้อได้นิมิตเห็นม้ามณีกาบ (ม้าสีขาว มีปีก บินได้) บินอยู่ในอากาศ ท่านจึงคว้าจับบังเหียนไว้ แล้วเอาเท้าเหยียบที่ขาหลังของม้าเพื่อดันตัวเองให้ขึ้นนั่ง แต่ปรากฏว่าพยายามหลายครั้งก็ไม่สามารถขึ้นนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จ ดังนั้น เมื่อหลวงปู่เดินทางมาถึงท่านจึงเล่านิมิตให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่จึงพูดว่า ท่านอาจารย์ เราเคยเป็นญาติกัน ถ้าอาจารย์เป็นพี่ก็คงจะขี่ม้ามณีกาบได้ ถ้าเป็นน้องคงขี่ไม่ได้ แล้วหลวงปู่ทั้งสององค์ต่างก็หัวเราะพร้อมกัน

    หลังจากนั้นอีกไม่นาน หลวงปู่ตื้อได้บอกหลวงปู่ถิรว่า ช่วยรีบสร้างโบสถ์ให้เสร็จเร็วๆ ด้วย เพราะขณะนี้เหล่าเทวดามานิมนต์แล้ว ๔๐๐ องค์ แต่มนุษย์มานิมนต์เพียง ๒๐๐ คน คงต้องมรณภาพในเวลาอันใกล้นี้ หลวงปู่จึงเร่งก่อสร้างโบสถ์วัดป่าบ้านนาข่า แต่การสร้างโบสถ์ต้องใช้เวลา จึงสร้างเสร็จหลังจากที่หลวงปู่ตื้อมรณภาพไปแล้ว ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เป็นประธานจัดงานฌาปนกิจศพหลวงปู่ตื้อด้วย

    ประวัติ หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดทิพย์รัฐนิมิตร (วัดบ้านจิก) จ.อุดรธานี

    “หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม” หรือ พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดทิพย์รัฐนิมิตร (วัดบ้านจิก) ถ.นเรศวร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในพระป่ากัมมัฏฐาน ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา

    มีนามเดิมชื่อ ถิร บุญญวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2459 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีมะโรง บิดา-มารดาชื่อ นายลอย และนางช่วย บุญญวรรณ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน

    ในวัยเด็กเรียนหนังสือที่ร.ร.มุกดาหารมุกดาลัย อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ปัจจุบัน จ.มุกดาหาร) เมื่ออายุ 10 ขวบ ขอบิดาไปเป็นลูกศิษย์วัดที่วัดยอดแก้วศรีวิชัย (วัดกลาง) ต.ศรีบุญเรือง อ.มุกดาหาร จ.นครพนม คอยปรนนิบัติรับใช้พระ

    เมื่อเรียนจบการศึกษา จึงได้บรรพชาที่วัดยอดแก้วศรีวิชัย ในปี พ.ศ.2475 ขณะอายุ 16 ปี มีพระมหาแก้ว รตนปัญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์

    ด้วยคาดหวังจะได้ศึกษาหลักสูตรการเรียนของสามเณร ทั้งการฝึกหัดครู ศาสนาพุทธ ภาษาบาลีและสันสกฤต ควบคู่กันไป

    ต่อมาบิดาพาไปอยู่ที่วัดป่าศีลาวิเวก และรับการอบรมวิธีการบำเพ็ญเพียรภาวนา สมาธิ และกัมมัฏฐาน จากพระอาจารย์ดี ฉันโน เจ้าอาวาสวัด เป็นเวลา 2 พรรษา

    จนกระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงขออุปสมบท วันที่ 5 ก.พ.2478 ที่วัดหัวเวียง ต.พระธาตุพนม จ.นครพนม มีพระสารภาณมุนี (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา ฐิตธัมโม แปลว่า ตั้งมั่นในธรรม

    หลังจากนั้นย้ายมาจำพรรษา ที่วัดป่าศีลาวิเวกกับพระอาจารย์ดีเช่นเดิม โดยได้ฝึกปฏิบัติตนตามแนวสายพระป่าอย่างจริงจัง

    เมื่อเข้าพรรษาที่ 2 จึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดเกาะแก้ว แต่ไม่พบกับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล เนื่องจากไปจำพรรษาที่ จ.อุบลราชธานี

    ในพรรษาที่ 4 ออกธุดงค์กับพระอาจารย์อุ่นไปบ้านปากดง จึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังวัดบ้านจิก
    พ.ศ.2483 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จ.อุดรธานี พระถิรได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น

    พ.ศ.2486 เป็นช่วงเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 พระถิรได้เดินทางไปธุดงค์และจำพรรษาที่วัดบ้าน งิ้วพึง ข้างสนามบินอุดรธานี (กองบิน 23) จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านจิกอีก แต่มีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในวัดมากมาย หลวงปู่จึงออกธุดงค์

    พ.ศ.2488 พระอาจารย์อุ่น เจ้าอาวาส ย้ายไปจำพรรษาที่อื่น จึงต้องเป็นเจ้าอาวาสแทน แต่ปรากฏมีพระเถระบางรูปไม่พอใจ ทำให้เกิดความท้อใจ ออกธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดบ้านโป่ง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และได้เข้านมัสการหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง

    ต่อมา ร.ต.ท.ขุนรัฐกิจบรรหาร และคณะชาวบ้าน ได้ไปนิมนต์ให้กลับมาอยู่วัดบ้านจิกอีกครั้ง

    พ.ศ.2498 คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในอุดรธานี ได้ร่วมกันซื้อที่ดินให้วัดเพิ่มขึ้นอีก ทำให้วัดกว้างขึ้นมากในปัจจุบันนี้

    หลวงปู่ถิร มีวัตรปฏิบัติเป็นประจำ 3 ประการ คือ 1.บิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารออกบิณฑบาตมาฉันเป็นนิจ ยกเว้นวันที่ท่านอาพาธ 2.เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตร โดยใช้ภาชนะใบเดียวตลอด และ 3.เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวตลอดมา และถือธุดงควัตร

    นอกจากนี้ ทุกเย็น 17.00-21.00 น. มีการอบรมฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนาให้แก่พุทธศาสนิกชนเป็นประจำทุกวันด้วย

    เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2548 มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา สร้างความเศร้าสลดแก่คณะศิษยานุศิษย์ชาวอุดรธานีโดยถ้วนหน้า

    ก่อนหน้านี้อาพาธกะทันหัน คณะศิษย์ นำส่งร.พ.ศูนย์อุดรธานี และส่งตัวไปรักษาต่อที่ร.พ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2548 จนกระทั่งสิ้นลมหายใจอย่างสงบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพุทธชินราชใบเสมาหลวงปู่ถิร วัดบ้านจิก

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251215_225407.jpg IMG_20251215_225442.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765880147086.jpg FB_IMG_1765880152755.jpg FB_IMG_1765880150561.jpg

    เหรียญพระพุทธจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ วัดขนอนเหนือ จ.อยูธยา รักษาโรค ป้องกันภัย ให้โชคลาภ
    สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จตรวจเสนาสนะ (ที่อยู่) ของพระภิกษุสาวกโดยมีพระอานนท์ตามเสด็จ ครั้ง นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งนอนป่วยอยู่ตามลำพังด้วยโรคท้องเสีย อย่างรุนแรง ผ้านุ่งผ้าห่มเปรอะเปื้อนด้วยปัสสาวะและอุจจาระ ทรงทราบว่าไม่มีผู้ดูแล จึงทรงประคองภิกษุรูปนั้นด้วยพระมหากรุณา ทรงพยาบาลให้ได้รับความสบายโดยมีพระอานนท์คอยช่วยเหลือ จากนั้นตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้ประชุมกันแล้วรับสั่งว่า ขอให้ภิกษุช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ เพราะพวกเธอได้สละบ้านเรือนออกมาประพฤติพรหมจรรย์ห่างจากญาติมิตร ถ้าพวกเธอไม่ดูแล กันเองใครเล่าจะดูแล จากนั้นได้ตรัสถึงอานิสงส์การพยาบาลภิกษุอาพาธ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพยาบาลเราตถาคต ก็พึงพยาบาลภิกษุอาพาธเถิด”
    พระพุทธจริยาปางพยาบาล วัดขนอนเหนือ ออกที่วัดขนอนเหนือ ปี ๒๕๕๓
    ให้กล่าวคำบูชาพอพร ทำน้ำมนต์อาบรักษาโรค ได้ผลมามากมาย จนปัจจุบันมีคนมาแก้บนกันทุกวัน
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ที่พึ่งทางจิตใจช่วงนี้ครับเวลาจิตตก

    ‘พระปางพยาบาล’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อ ‘ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ’ที่วัดขนอนเหนือ พระนครศรีอยุธยา

    ชาวกรุงเก่าฮือฮา พระพุทธรูปปางประหลาด 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อีกองค์เป็นปางรับโชค ประดิษฐานอยู่ที่บางปะอินทั้งสององค์ เป็นที่นับถือศรัทธาจากชาวบ้าน ในด้านช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ช่างผู้ปั้นพระเผยอดีตเจ้าอาวาสเป็นคนดำริจัดทำขึ้นตามภาพถ่ายที่ได้มา พอปั้นเสร็จก็ได้รับศรัทธาอย่างเนืองแน่นจากชาวบ้าน ทางด้านผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมชี้เป็นปางที่มีอยู่ในพุทธประวัติอยู่แล้ว เพียงแต่คนไม่ค่อยรู้จักเท่าไร

    เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่า ที่วัดขนอนเหนือ ริมถนนสายเอเซีย ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา มีพระพุทธรูปลักษณะพิสดาร ไม่เหมือนกับพระพุทธรูปตามวัดต่างๆ สร้างความประหลาดใจต่อผู้พบเห็น จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าพระพุทธรูปดังกล่าว ตั้งอยู่ด้านข้างอุโบสถของวัด ประดิษฐานอยู่บนซุ้มปูนปั้นทรงไทย ยกฐานสูงจากพื้นดินประมาณ 180 ซ.ม. ลักษณะของพระพุทธรูปสูงประมาณ 2 เมตร อยู่ในท่านั่งเข่าขวาตั้งชัน ไว้ผมมวย มีใบหน้าอ่อนหวานคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ในวงแขนมีรูปปั้นพระสงฆ์นอนคล้ายกับอาพาธอยู่ ที่ฐานพระพุทธรูปเขียนเป็นปูนปั้นว่า "พระพุทธรูปจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ"

    พระปลัดเนตร โกสโล อายุ 40 ปี เจ้าอาวาสวัดขนอนเหนือ เปิดเผยว่า ตั้งแต่มาเป็นเจ้าอาวาสก็เห็นพระพุทธรูปดังกล่าวแล้ว ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของผู้สร้างเหมือนกันว่าสร้างแบบดังกล่าวทำไม ทราบแต่เพียงว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปเดิม ได้สั่งให้ช่างสิริ บ้านอยู่ที่หมู่ 4 ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน ปั้นพระพุทธรูปปางดังกล่าว ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมวัด ต่างสงสัยเข้ามาสอบถามกันบ่อยครั้ง ทางวัดจึงกำลังรวบรวมประวัติพระพุทธรูปดังกล่าว รวมกับประวัติของวัดด้วย เนื่องจากวัดขนอนมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้เป็นหลักฐานด้วย

    จากการสอบถามนายสิริ ภาคาหาญ อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 ม.4. ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน ช่างปั้นพระพุทธรูปดังกล่าว เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีอาชีพเป็นช่างไม้ประจำหมู่บ้าน ชอบงานด้านช่าง แล้วพัฒนาฝีมือจนมาเป็นช่างปูน รับสร้างพระอุโบสถตามวัดต่างๆ และสร้างศาลาทรงไทย ก่อนจะมาเป็นพระพุทธรูปดังกล่าว พระครูพิศาลวิมลกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดขนอนเหนือที่มรณภาพไปแล้ว ได้นำภาพถ่ายพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อุ้มพระอยู่ ซึ่งเห็นว่าแปลกดี แล้วให้ตนเป็นคนปั้น เพื่อให้ชาวบ้านสักการบูชา และขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

    ช่างสิริกล่าวว่า ในการปั้นครั้งนั้น ตนไม่เคยปั้นพระพุทธรูปมาก่อน รับทำแต่ลวดลายปูนปั้นประดับศาลาและโบสถ์เท่านั้น การปั้นจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล ใช้เวลาปั้นนานประมาณ 1 เดือนจึงเสร็จ พระพุทธรูปออกมาสวยงามดี ชาวบ้านเห็นแล้วเกิดศรัทธาเข้ามากราบไหว้บูชาขอบารมีรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จนเป็นที่เลื่องลือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้มีเมตตามารักษาโรคให้ ระหว่างปั้นยังมีชาวบ้านนำพระเครื่องหลายองค์มาบรรจุไว้ที่เศียรและหน้าอกด้วย แต่ไม่ทราบจำนวน

    ช่างปั้นพระกล่าวต่อว่า หลังจากปั้นพระพุทธรูปปางพยาบาลเสร็จ ได้มีพระช่วง อาจินตโน อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านหว้า มาให้ตนปั้นพระพุทธรูปอีก 1 องค์ โดยเศียรพระพุทธรูปเป็นเนื้อหินทะเลที่ชาวประมงลากติดอวนได้มา ให้ปั้นต่อเป็นองค์พระท่ายืน นำไปตั้งประดิษฐานไว้ที่ปากทางเข้าวัดบ้านหว้า ริมถนนสายเอเซีย ก.ม.11-12 หมู่ 3 ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน โดยปั้นพระพุทธรูปให้มือขวาอยู่ในลักษณะกวักเขาหาตัว มือซ้ายปั้นในลักษณะแบมือรับโชค หรืออุ้มโชคไว้ ตอนนั้นแปลกใจในรูปแบบ คิดอยู่นานว่าจะปั้นออกมาอย่างไร พยายามอยู่หลายครั้งจนปั้นเสร็จสมบูรณ์ พบว่าชาวบ้านให้ความสนใจเข้ามากราบไหว้เป็นจำนวนมากเพื่อขอบารมีโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น จนมีชาว จ.กำแพงเพชร มากราบไหว้แล้วถูกหวยรางวัลที่ 1 จึงมาติดต่อว่าจ้างให้ตนไปปั้นพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่ จ.กำแพงเพชร ด้วย แต่ตนไม่ได้ไปสร้างให้ หลังจากสร้างพระพุทธรูปปางรับโชค เสร็จได้ไม่นาน ทางวัดได้ก่อสร้างอุโบสถหลังใหญ่มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท แต่ประชาชนบริจาคเงินช่วยสร้าง แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปีเท่านั้น

    นางยุพา ชองขันปอน อายุ 40 ปี ชาวบ้าน อ.บางปะอิน ที่อยู่ห่างจากวัดประมาณ 2 ก.ม. เปิดเผยว่า เคยเดินทางไปกราบไหว้พระพุทธรูปทั้งสององค์อยู่บ่อยครั้ง เมื่อยามรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย จะนึกถึงพระพุทธรูปองค์นี้ประจำ เมื่อไปสักการะขอพรพระพุทธจริยา ปางพยาบาลภิกษุอาพาธ อาการที่เคยไม่ค่อยสบายจะรู้สึกหายไป เชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แล้วเกิดความสบายใจขึ้น

    ทางด้านนายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีพระพุทธรูปปางพิสดารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้ง 2 องค์ว่า จากการที่วัดขนอนเหนือ อ.บางปะอิน ปั้นพระพุทธรูป ปางพยาบาลภิกษุอาพาธ จนเป็นที่ฮือฮาของนักท่องเที่ยวนั้น พุทธศาสนิกชนชาวไทย นิยมที่จะสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามพุทธประวัติ ซึ่งพระพุทธจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ น่าจะสร้างมาจากพุทธประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ที่พระองค์เสด็จเยี่ยมพระภิกษุที่อาพาธ ทั้งนี้ ปางพระพุทธรูปดังกล่าวอาจจะไม่ค่อยมีใครสร้างขึ้น จึงทำให้รู้สึกแปลกตา ทั้งที่จริงแล้ว สร้างมาจากพุทธประวัติทั้งสิ้น ส่วนรูปแบบการสร้างปางพระพุทธรูปนั้น จะแตกต่างกันออกไปตามจินตนาการของผู้สร้างและกำลังศรัทธาของประชาชน เช่น พระพุทธรูปยืนบางองค์ก็สูงชะลูดไม่ได้สัดส่วน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด ด้วยสร้างจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

    "หากมองแล้วว่า พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ ไม่มีลักษณะที่น่าเกลียด และเป็นที่ศรัทธาของประชาชนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีพุทธลักษณะที่ไม่เหมาะสมออกไปในแนวอุบาทว์ ก็จะต้องให้ทางเจ้าคณะจังหวัดเข้าไปดูแล อย่างไรก็ตาม มหาเถรสมาคมได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดสร้างพระพุทธรูปไว้ว่า การจะสร้างพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะแปลกๆ ต้องขออนุญาตจากมหาเถรสมาคม หรือเจ้าคณะจังหวัดผู้ปกครองถึงความเหมาะสมก่อน หากวัดไหนสร้างพระพุทธรูปปางพิสดาร โดยไม่ขออนุญาต ก็จะต้องให้ทางเจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการตักเตือน" ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรฯ กล่าว

    ส่วนนายแก้ว ชิดตะขบ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีพระพุทธรูปปางพิสดารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พระพุทธรูปแต่ละปางเปรียบเป็นรูปสมมติของพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ซึ่งมีการสร้างขึ้นตามความเชื่อในพุทธประวัติ ตามตำนานพุทธประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล ให้ช่างจำหลักพระรูปเหมือนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นจากไม้แก่นจันทน์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา นับเป็นการสร้างพระพุทธรูปครั้งแรก แต่เดิมพระพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพ เพราะในสมัยอินเดีย มีข้อห้ามในการสร้างรูปเคารพ แต่เนื่องจากชาวอารยันที่มีเชื้อสายกรีก ซึ่งมาตั้งรกรากอยู่ทางอินเดียตอนเหนือ เคยนับถือศาสนเทวนิยมและจำหลักรูปเคารพของเทพเจ้ากลุ่มโอลิมปัส เมื่อเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา จึงได้จำหลักศิลารูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นเคารพแทน ต่อมาวัฒนธรรมและศิลปะดังกล่าวได้แพร่หลายมาถึงอินเดียใต้และลังกา ก่อนแพร่หลายเข้าสู่เมืองไทย ทั้งนี้ ตามคติพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท

    นายแก้วกล่าวว่า การสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ จะต้องเป็นปางที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติโดยตรง คือ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามพุทธประวัติ เช่น ปางไสยาสน์ ปางมารวิชัย ปางลีลา เป็นต้น ซึ่งในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ให้การยอมรับปางพระพุทธรูปทั้งหมด 70 กว่าปางเท่านั้น แต่สำหรับในฝ่ายมหายาน อาจจะมีการสร้างปางพระพุทธรูปที่แตกต่างออกไปบ้าง ตามคติความเชื่อของแต่ละนิกาย

    นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบ ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยเคยมีการสร้างพระพุทธรูปปางพิสดารออกมามากมาย บ้างก็ทำได้สวยงาม บ้างก็สร้างออกมาอย่างไม่เหมาะสม ทำให้พุทธศาสนิกชนที่ได้แลเห็นเกิดความไม่สบายใจ หากมีการสร้างออกมาแล้ว ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดความไม่สบายใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือฝ่ายปกครอง ต้องสั่งให้ทางวัดหรือเจ้าของสถานที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดังกล่าว ต้องนำผ้ามาคลุมและเก็บไว้อย่างมิดชิด มิให้นำออกมาสู่ภายนอกอีกต่อไป แต่มีบางกรณีที่มีศิลปินบางท่าน อาจสร้างพระพุทธรูปปางที่แตกต่างออกไปจากแบบที่เป็นทางการ เพื่อความสวยงามทางศิลปะ ตรงนี้ก็สามารถทำได้ แต่ต้องให้มีความเหมาะสมต่อสมณสารูปแห่งพระพุทธรูป คือ มีความสำรวมและงดงามตามหลักทางพระพุทธศาสนา

    Cr Sanook Cr คลิปข่าวช่องOne

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญพระพุทธจริยาปางพยาบาลภิกษุอาพาธ วัดขนอนเหนือ ปี ๒๕๕๓

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20251216_170831.jpg IMG_20251216_170854.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765881216885.jpg

    พระผงเกศาครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า

    พระเกศาครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า อริยสงฆ์เหยียบศิลาเป็นรอย มีมวลสารและพิธีกรรมดียิ่ง พระชุดนี้จึงได้รับความนิยมจากท้องถิ่นเเละเรียกพระชุดนี้ว่า พระเนื้อว่าน 7 นคร องค์ประกอบในการจัดสร้าง -เกศาท่านครูบาพรหมา -ผงธูปจากวัดที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ๗๐ จังหวัด อาทิ วัดพระธาตุดอยสุเทพ, วัดพระแก้ว, วัดพระธาตุพนม, วัดพระปฐมเจดีย์ ฯลฯ -ครั่ง -ชัน -แผ่นทองคำเปลว -ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว -ว่านพญานางกวัก -ว่านสามพันตำลึง -ว่านนาคบ่วงบาศ -ว่านมหานิลดำ -ว่านทรหด -ว่านงาช้าง -ว่านหางช้าง -ดอกบัวสัตตบงกช -ดอกมะลิ -ดอกหอมไกล -ดอกราตรี -ดอกแก้ว -ดอกจำปา -ดอกจำปี -ดอกบุญนาค -ดอกสารภี -ส้มป่อย -ดิน ๗ มหานคร

    ประวัติพระสุพรหมยานเถร วิ. (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง
    ได้เล่าให้คณะศิษยานุศิษย์ฟัง เนื่องในวันคล้ายเกิด วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖

    เกิดเมื่อ วันอังคาร ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ (เดือน ๑๐) ปีจอ ณ บ้านป่าแพง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา รวมอยู่ในหมู่บ้านกองงาม ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
    นามเดิม ชื่อว่า พรหมา พิมสาร
    บิดาชื่อ นายเป็ง พิมสาร
    มาราชื่อ นางบัวถา พิมสาร
    มีพี่น้องร่วมกัน ๑๓ คน คือ
    ๑. พ่อน้อยเมือง พิมสาร
    ๒. เด็กหญิง (ไม่ทราบชื่อ)
    ๓. แม่อุ้ยคำ หล้าดวงดี
    ๔. พ่อหนานนวล พิมสาร
    ๕. พ่อหนานบุญ พิมสาร
    ๖. พระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักร พระสุธรรมยานเถร วิ.) วัดน้ำบ่อหลวง
    ๗. พระสุพรหมยานเถร วิ. (เจ้าของประวัติ)
    ๘. พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ) วัดพระธาตุดอยน้อย
    ๙. พ่อหนานแสง พิมสาร
    ๑๐. แม่ธิดา สุทธิพงษ์
    ๑๑. แม่นางบัวหลวง ณ ลำพูน
    ๑๒. เด็กหญิงตุมมา พิมสาร
    ๑๓. นางแสงหล้า สุภายอง
    บิดามารดาของท่าน เป็นคนมีฐานะพอมีอันจะกิน มีอาชีพทำนา ทำสวนเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่มีการยิงนกตกปลา ไม่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และไม่มีการเลี้ยงหมูขาย มีความขยันถี่ถ้วนในการงาน ปกครองบุตรหลานโดยยุติธรรม ไม่มีอคติ หนักแน่นในการกุศล ไปนอนวัดรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ
    บิดาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ถึงแก่กรรมในสมณเพศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๙๐ พรรษา ๒๘
    มารดาได้นุ่งขาวห่มขาว รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๗๐ ปี
    เมื่อเจริญวัยพอทำงานได้ ได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำนาทำสวนและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย งานที่ทำเป็นประจำวัน คือตักน้ำตำข้าว และปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือน เป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ เท่าที่พอจะทำได้ตามวิสัยของเด็ก
    การศึกษาในสมัยเด็ก ได้เรียนหนังสือไทยล้านนาและภาษากลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียนแล้วสึกออกไปเพราะสมัยนั้น ตามชนบทยังไม่มีโรงเรียนสอนกันอย่างปัจจุบัน แม้แต่กระดาษจะเขียนก็หายาก ผู้สอนคือพี่ชายก็มีงานมากไม่ค่อยได้อยู่สอนเป็นประจำจึงเป็นการยาก แก่การเรียน อาศัยความตั้งใจและความอดทนเป็นกำลัง จึงพออ่านออกเขียนได้
    เหตุบรรพชาเป็นสามเณร อาศัยที่เคยได้ติดตามพ่อแม่ไปวัดบ่อยๆ ได้เห็นพระภิกษุสามเณรอยู่ดีกินดี มีกิริยาเรียบร้อยก็เกิดความเลื่อมใสยิ่งได้เห็นพระพี่ชายที่บวชอยู่หลายองค์พากันมาฉันข้าวที่บ้าน ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสขึ้น
    ต่อมาก็จำได้ว่า ปีนั้นเป็นปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ กำลังจะระเบิดขึ้น ปีนั้นดินฟ้าอากาศก็วิปริตผิดปกติ บ้านเรือนแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต่างถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียนระส่ำระสาย ทั้งทางราชการก็เร่งรัดเกณฑ์ผู้คนไปเป็นทหารกันวุ่นวาย ได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงน้อมใจไปในการบวชมากขึ้น ประกอบกับได้เห็นพวกเพื่อน ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงหนีไปบวชกันแทบทุกวัน จะเป็นการบวชหนีทหารหรือบวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อความพ้นทุกข์อย่างไรไม่ทราบ
    ลุถึง วันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. มีอายุได้ ๑๕ ปี ได้กราบลาพ่อแม่ไปบวช พร้อมกับขออโหสิต่อพ่อแม่ทั้งสอง แล้วก็ถือเอาผ้าจีวรกับดอกไม้ธูปเทียน ลงจากเรือนไป ด้วยความอาลัยพ่อแม่เป็นที่สุด ขณะนั้นก็มีพ่อกับพี่ชายติดตามไป
    ครั้นไปถึงวัดป่าเหียง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง พระพี่ชายก็จัดการโกนหัวโกนคิ้วให้ แล้วพ่อได้นำเข้าไปกราบมอบให้ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอให้ท่านบวชให้ ครั้นพระอุปัชฌาย์มอบผ้ากาสาวพัสตร์ให้แล้ว ก็มีพระพี่ชายกับใครอีกท่านหนึ่ง ได้มาช่วยกันนุ่งห่มให้
    ในขณะนั้นได้ก้มมองดูผ้ากาสาวพัสตร์อันเหลืองอร่าม อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ นึกว่า “เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้มาบวช มั่นใจว่าจะขอบวชอุทิศต่อพระพุทธศาสนา จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
    เมื่อบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ผู้เคร่งครัดในวินัย มีนิสัยรักความสะอาด ได้แนะนำพร่ำสอนศีลาจาวัตรและให้ปฏิบัติตาม
    การศึกษาในสมัยเป็นสามเณร ในสมัยนั้นพระภิกษุสามเณรทุกองค์ จะต้องท่องจำสวดมนต์ ๑๕ วาร ตั้งแต่ เยสันตา เป็นต้นไป จนถึงมาติกา มหาสมัย โดยเขียนใส่แป้นกระดานชนวน มีขนาดกว้าง ๑ คืบ ยาว ๑ ศอก และกำหนดให้ท่องจำให้ได้วันละ ๑ แป้น
    ชั้นแรกรู้สึกหนักใจ เห็นตัวหนังสือเล็กขนาดอ่านจนไม่ถนัด นึกว่า “เราจะจำได้หรือไม่หนอ” แต่เมื่อตั้งใจท่องอย่างเอาจริงเอาจังก็ได้ วันละ ๑ แป้นจริงๆ แป้นนั้นท่านยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์
    ขณะที่กำลังเรียนอยู่ ได้พยายามหลีกเร้นหลบหน้าคนอื่นเสมอ แม้แต่เดินทางไปฉันข้าวยังบ้าน ก็พยายามไปคนเดียว เพื่อฉวยโอกาสท่องสวดมนต์ไปตามทาง โดยถือสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” นอกจากนั้นก็ได้เข้าเรียนโรงเรียนประชาบาล ซึ่งเวลานั้นทางวัดได้จัดการตั้งขึ้นสอนกันแล้ว สอบได้ถึงประถมปีที่ ๓ ซึ่งเทียบกับประถมปีที่ ๔ สมัยนี้ เพราะเวลานั้นประถมปีที่ ๔ ยังไม่มีสอนกัน
    เมื่ออายุย่างเข้า ๑๗-๑๘ ปี ก็ได้ศึกษานักธรรมตรีตามลำพัง เพราะเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนและครูสอน หนังสือเรียนก็หายาก มีเพียงนวโกวาทกับธรรมนิเทศและวินัยวินิจฉัย ๒-๓ เล่มเท่านั้น
    ครั้นถึงรอบปีมาทางจังหวัดก็จัดให้มีการสอบครั้งหนึ่ง เป็นการสอบเฉพาะจังหวัด เพราะทางคณะสงฆ์ยังไม่ได้เปิดสนามสอบอย่างสมัยนี้ ใครสอบได้ก็ออกประกาศนียบัตรสำรองให้ ทำกันอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒-๓ ปี
    ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๕๙ จึงมีสำนักเรียนและครูสอนเป็นหลักแหล่ง โดยทางการคณะสงฆ์ ได้จัดตั้งสำนักเรียนที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะอำเภอในสมัยนั้น
    อาตมากับสามเณรมอน อินกองงาม ได้พากันเดินไปศึกษาตลอดพรรษา ต้องเดินทางผ่านทุ่งนา การไปมาลำบากมาก ต้องสู่อดสู่ทน ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้ย้ายไปอยู่วัดฉางข้าวน้อย เพื่อการศึกษาทั้งนักธรรมและวิชาสามัญ
    การศึกษาในสมัยเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้กลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดป่าเหียง ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๑ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย เป็น พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฮอม โพธิโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สม สุรินโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ครั้นลุถึง พ.ศ.๒๔๖๒ ทางการคณะสงฆ์ ได้ทำการเปิดสอบนักธรรมสนามหลวงขึ้น ณ วัดเชตวัน จ.เชียงใหม่ พระมหานายกเป็นผู้นำข้อสอบมาเปิดสนามสอบ ในสมัยนั้นข้อสอบวิชาละ ๒๑ ข้อ นักเรียนธรรม ๗ จังหวัดในภาคพายัพ ได้มารวมสอบแห่งเดียว มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ รูป จังหวัดลำพูนมี ๑๑ รูป
    กรรมการตรวจข้อสอบได้ทำการตรวจทุกคืน ครั้นสอบเสร็จแล้วหนึ่งวัน ก็แจ้งผลการสอบทันที ผลปรากฏว่าได้เพียง ๒ รูปคือ พระทองคำ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ รูปหนึ่ง กับอาตมา อีกรูปหนึ่ง นอกนั้นสอบตกหมด
    เมื่อถึงคราวกลับลำพูน ท่านมหานายกพร้อมคณะผู้นำข้อสอบมีความสนใจ ได้ติดตามมาถึงวัดป่าเหียง ซึ่งเป็นวัดเดิมของอาตมา ท่านพระมหานายกได้มาขอต่อพระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้อง เพื่อจะรับเอาอาตมาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ แต่พระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้องต่างก็เป็นห่วงเป็นใย ไม่อนุมัติให้ไป โดยอ้างเหตุผลไปต่างๆ นานา
    มีตอนหนึ่งพระอุปัชฌาย์ได้หันมาพูดว่า “ถ้ารักตัวก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม” ได้ฟังแล้วก็กำหนดจดจำไว้ในใจ เรื่องก็ยุติลงไป แต่ท่านก็รู้สึกเห็นใจ และขอบพระคุณท่านพระมหานายกเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณามาขอถึงที่อยู่ด้วยความหวังดี อนึ่ง ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองที่มีบุญไม่ถึง จึงมีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ไปศึกษาต่อ ให้มีความรู้ทางธรรมเท่าที่ควร
    ต่อนั้นมา ท่านก็ได้หวนระลึกถึงคำของพระอุปัชฌาย์ที่ว่า “ถ้ารักตัว ก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม”นั้นยังก้องอยู่ในหู จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในด้านการปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์ผู้รู้ อาทิท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน มหาวโน) และพระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักโก) ซึ่งเป็นพระพี่ชายที่อยู่ในสำนักเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ยังได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ ในข้อวัตรปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน คือ ท่านครูบาแสน ญาณวุฑฒิ วัดหนองเงือก ท่านครูบาบุญมา ปารมี วัดกอม่วง และท่านครูบาอนุ ธมฺมวุฑฒิ วัดพานิชสิทธิการาม เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาหาทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
    ออกอยู่ป่า อาศัยความตั้งใจและความนึกคิดมาเป็นเวลาแรมปี ลุถึงอายุ ๒๔ พรรษา ๔ วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๔ เพ็ญเดือน ๘ (เดือน ๑๐ เหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ท่านก็ตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องที่มาพร้อมกันที่วัด เพื่อออกไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม
    ครั้นได้เวลา ก็ออกจากวัดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความนึกคิด โดยเดินทางมุ่งสู่ดอยน้อยซึ่งตั้งอยู่ฟากแม่น้ำปิง เขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางไกลประมาณ ๑๒ กม. มีสามเณรอุ่นเรือน (ต่อมาเป็นพระอธิการอุ่นเรือน โพธิโก วัดบ้านหวาย) ติดตามไปด้วย วันรุ่งขึ้น ก็มีท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน วัดป่าเหียง) ได้กรุณาติดตามไปอีกท่านหนึ่ง
    ได้พักจำพรรษา อยู่ในศาลาเก่าคนละหลัง บำเพ็ญสมณธรรม ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยมที่อยู่ในแถบนั้นเป็นอย่างดี ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้พากันเดินทางกลับมาคารวะพระอุปัชฌาย์ พักอยู่เพียง ๓ คืน ก็ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปสู่ป่าอีก พอได้เวลาประมาณตี ๓ ก็ถือเอาบาตรจีวร กับหนังสือ ๒-๓ เล่ม พร้อมทั้งกาน้ำและผ้ากรองน้ำแล้ว แล้วออกเดินทางไปอยู่ป่า
    วันนั้น เป็นวันเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) แรม ๓ ค่ำ การเดินทางลำบากมาก เพราะเป็นเวลากลางคืน ต้องเดินทางผ่านทุ่งนาไกลประมาณ ๕-๖ กม. บาตรจีวรก็เปียกชุ่มไปหมด
    นึกๆ ดู “ก็เหมือนนักโทษตลอดชีวิต ที่แอบหนีออกจากคุกตะราง ซึ่งถูกกักขังมาตั้งหลายสิบปี”
    พอไปถึงชายป่าก็เป็นเวลาสว่างพอดี จึงหยุดพักพอหายเหนื่อย ครั้นได้เวลาภิกขาจารก็ออกเดินทางไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านเล็กๆ บ้านหนึ่ง ซึ่งมี ๒-๓ หลัง จำได้ว่าเป็นบ้านฮ่องแฮ่ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ได้ข้าวนึ่ง ๒-๓ ก้อน แล้วก็กลับออกมาถึงกลางทุ่งนาที่มีน้ำ ได้นั่งลงที่มุมคันนา ปรารภจะฉันข้าว เปิดฝาบาตรขึ้นพิจารณาอาหารตามปัจจเวกขณวิธี ขณะนั้นความคิดก็เกิดขึ้น คิดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในคราวเสด็จออกทรงผนวช แล้วเสด็จไปโปรดสัตว์คือบิณฑบาตในวันแรก
    “นี้นับว่า เป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ปฏิบัติดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์” ทันใดนั้นจิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยปีติเกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจเป็นเหตุให้ น้ำตาอันไร้เจตนาได้หลั่งไหลลงโดยไม่รู้สึกตัว ท่านได้แข็งใจเอาผ้ามาเช็ดน้ำตาเสีย แล้วลงมือฉัน พอประทังชีวิตให้เป็นไป
    ครั้นฉันเสร็จแล้วก็เดินเข้าป่า ผ่านไปทางวัดหนองเจดีย์ ไปพักสงบหลบผู้คนอยู่ในป่าข้างห้วยแม่วังส้าน พอถึงตอนเย็นก็มีพระน้องชาย (พระครูสุนทรคัมภีรญาณ) และสามเณรอีกรูปหนึ่งได้ไปตามหา แล้วก็พากันเดินทางต่อไป ก็ไปพบหนองน้ำในป่า คือหนองปลาสะเด็ด (ปลาหมอ) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีร่องรอยปรากฏอยู่ข้างถนนหน้าโรงเรียนบ้านโทกน้ำกัด
    ได้พากันพักค้างอยู่ที่นั่น ๑ คืน พอรุ่งสว่างก็ออกบิณฑบาตมาฉัน แล้วเดินทางเข้าป่าไปอีก ที่ไหนน้ำมีท่าก็พักอยู่ที่นั่น
    ใน ๒-๓ วันแรกได้อาศัยอยู่ตามป่าบวกกอห้า ขณะนั้นมีพระน้องชายอีกองค์หนึ่งคือ พระภิกษุแสงและโยมพ่อได้ตามหาอีก
    ต่อจากนั้นก็พากันเดินทางไปพักอยู่ที่กู่พระป่า ห้วยปันจ๊อย หล่ายแก้ว เหล่ายาว ดอยเหลี่ยม ดอยหยูด ดอยแดด ดอยเปา ดอยไก่เขี่ย ตามลำดับไปจนถึงป่าช้าบ้านแอ่น นาแก่ง และบ้านตาล เขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และที่อื่นๆ หลายป่าดงพงไพร และขุนเขาเป็นเวลาหลายสิบปี จนไม่สามารถจะจดจำนำมาเล่าสู่กันฟังให้สิ้นสุดได้
    การอยู่ป่าบางครั้งก็ได้รับความสะดวกสบายพอสมควร บางครั้งก็ได้รับความลำบากยากเข็ญเหลืออดเหลือทน ดูเหมือนจะเอาชีวิตจิตใจไปแลกเอา ซึ่งศีลธรรมกรรมฐานเสียจริงๆ
    การอยู่ป่าหรือการเดินธุดงค์ การอยู่ป่าในปีแรกรู้สึกลำบากมาก เนื่องจากเวลานั้นในจังหวัดภาคเหนือ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีพระองค์ไหนออกอยู่ป่ามาก่อน จึงทำให้ประชาชนเกิดความสนใจแล้วพากันมาดู ถามนั่นถามนี่ บางพวกก็พากันมานั่งจ้องมองดูเป็นเวลานานตั้งครึ่งวัน ทำให้เกิดความรำคาญไม่สงบ จึงต้องมีการโยกไปย้ายมา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงเกศาครูบาพรหมา พระพุทธบาทตากผ้า สภาพตามรูป ไม่สวย เต็มร้อย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251216_173659.jpg IMG_20251216_173719.jpg IMG_20251216_173742.jpg IMG_20251216_173800.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765885424285.jpg

    "ศิษย์หัวแก้วหัวแหวนอันดับหนึ่งของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม"

    ที่แท้จริง...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    ************************************************************************************************

    เคยปรารภกับใครหลายๆคนมานานแล้วว่า

    ถ้า "จับจุด" และ "เชียร์เป็น"

    โดยยกเอาความเป็น

    "อา - หลาน"

    และ

    "อาจารย์ - ลูกศิษย์"

    ระหว่าง

    "หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม"

    และ

    "หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม"

    มา "สำแดง" ให้แจ่มชัด

    ทั้งองค์หลวงพ่อแช่ม

    และ พระเครื่องของท่าน

    ก็อาจจะมีสิทธิ์

    "ติดลมบน"

    เอาได้ง่ายๆ

    เผลอๆ จะ "อัพ" ขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับ

    "หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง"

    หรือ

    "หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพ"

    ได้โดยไม่ยาก

    เพราะ "หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม" ก็คือ

    "ศิษย์หัวแก้วหัวแหวนอันดับหนึ่งของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม"

    ที่แท้จริง...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

    อีกทั้ง หลวงพ่อแช่มท่านยัง "ถึงพร้อม"ด้วย

    "องค์คุณทั้งปวง"

    ไม่ยิ่งหย่อนกว่าทั้งสององค์ดังกล่าว

    แน่ๆแล้ว

    และที่สุด

    "อาจารย์เบิ้ม วัดปากน้ำ" ยังเคยบอกว่า

    "หลวงปู่โต๊ะเสกอะไร ก็เสกให้หมด แต่ที่หลวงปู่โต๊ะไม่ยอมเสกทับอย่างเดียว ก็คือเหรียญของหลวงปู่แหวน...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

    หรือแม้แต่

    "คุณประภัสร์ อดีตไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์"

    ยังเคยเล่าว่า

    หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เมื่อทราบว่า พระเครื่องที่มีวัดๆหนึ่งแถวจังหวัดระยอง(คาดว่า น่าจะเป็น "วัดสารนาถธรรมาราม ระยอง") นำมาให้ท่านเสก แล้ว มีแผนจะยกไปให้หลวงปู่แหวนเสกต่อ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ก็เลยไม่เสกให้ พร้อมกับบอกด้วยว่า

    "หลวงปู่แหวนท่านสูงกว่านี่(เรา)น๊ะ...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

    แต่.........

    แต่.....................

    แต่.....................................

    "หลวงปู่แหวน" ที่ "หลวงปู่โต๊ะ ไม่ยอมเสกทับ" และ "หลวงปู่ทิม เมื่อรู้ว่าจะไปให้หลวงปู่แหวนเสกต่อ เลยปฏิเสธที่จะเสกพระให้"

    กลับปรารภกับ

    "คนต้นสำโรง นครปฐม"

    ที่ไปกราบท่านถึงดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่มาเลยทีเดียวว่า

    "มาทำไมไกลๆถึงที่นี่ อยู่ที่นครปฐม ทำไมไม่ไปกราบท่านแช่ม ที่วัดดอนยายหอมเล่า กราบท่านแช่ม ก็ไม่ต่างอะไรกับมากราบฮา(เรา)หร็อกน๊ะ....!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

    และเมื่อ "เล่าแจ้งแถลงไข" มาถึงตอนนี้

    หลายๆคนก็น่าที่จะพอ "คิดออก นึกได้" แล้วแน่ๆ

    ว่าวินาทีต่อจากนี้ไป

    สิ่งที่ควรคิดควรทำเป็นอันดับแรกๆ

    คืออะไร...????????????????????????????????????????????????

    หมายเหตุ, และด้วยเหตุดังพรรณามานี้ ส่วนตัวซึ่ง "ผ่านโลกมานาน" จึงมิได้ "ฮือฮา" หรือ "ตื่นเต้น" ไปตาม "กระแสปั่น" ในบางคณาจารย์ที่ "ยังไม่ใช่" หรือ "ยังไม่สุด"แต่มี "เซียน" เชียร์อยู่เบื้องหลัง เพราะรู้ดีว่า อัน "ของจริงของแท้" ระดับ "เหยียบยอดยุทธจักร"นั้น ควรจะเป็นเช่นไฉน ยิ่งได้ทันเจอ "อริยอจินไตย" ระดับ "หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม" ซึ่งส่วนตัวยังหา "หลวงพ่อแช่มองค์ที่ 2 ไม่เจอ" ตั้งแต่เมื่อ "30 ปีที่แล้ว จนปัจจุบันนี้" ยิ่งไปต้องพูดอะไรให้มากความไปใหญ่เลยครับผม

    หลวงพ่อแช่มท่านยังมีความสัมพันธ์และเคยร่ำเรียนสรรพวิทยาการจากพ่อแม่ครูอาจารย์ชั้นหัวกะทิแห่งยุคเก่านอกสายวัดดอนยายหอมมาอีกมากมายมหาศาลอีกด้วย..!!!???
    หากคนที่คิดเป็น ก็จะหยิบยกความพิเศษในตรงจุดนี้มาเสริมบารมีและเกียรติคุณของหลวงพ่อแช่มให้ภิญโญยิ่งๆขึ้นไปได้อย่างไร้ที่สิ้นมิจำต้องพักสงสัย
    1.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม ผู้ซึ่งเป็นทั้งญาติ(อา)และอาจารย์ที่ใกล้ชิดมากที่สุด ซึ่งแก่อายุกว่าเพียง 16 ปีเท่านั้น
    2.หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม (เจ้าของหนึ่งในห้าเหรียญเบญจภาคียอดนิยมแห่งยุค โดยหลวงพ่อคงนี้ เป็นญาติฝ่ายโยมแม่หลวงพ่อแช่ม โดยบ่อยครั้งที่หลวงพ่อคงมากิจที่นครปฐม ก็จะมาพักที่กุฏิหลวงพ่อแช่มเสมอๆ แม้ยันต์ที่หลวงพ่อแช่มใช้อยู่บ่อยๆ บางยันต์ ก็เป็นยันต์ในสายหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อมอีกด้วย)
    3.พระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจระเข้ นครปฐม(พระอุปัชฌาย์)
    4.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม (หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมเคยไปเรียนวิทยาคมด้วย และได้รับแจกของดีจากหลวงพ่อวัดตาก้องมามากมาย แต่ด้วยความใจดี หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมเลยแจกเสียหมด)
    5.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม (หลวงพ่อแช่มเคยไปเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่บุญเป็นหลายวาระ ซึ่งหลวงพ่อแช่มเคยเล่าด้วยความประทับใจว่า หลวงปู่บุญเป็นพระมหาเถระที่ทรงคุณธรรมและเมตตาธรรมสูงมาก ค่อยไต่ถามถึงการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อแช่มอยู่เสมอ แม้ยามอาพาธ หลวงปู่บุญก็จะเมตตารักษาให้ โดยบางครั้ง หลวงปู่บุญได้เอายาจินดามณีให้หลวงพ่อแช่มฉันจนหายดีตลอดมา)
    6.หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม(ศิษย์หลวงพ่อจ้อย วัดบางช้างเหนือและศิษย์ในหลวงพ่อฮวบ วัดดอนยายหอมซึ่งเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ทัพ วัดทอง เจ้าของพระปิดตามหาอุตม์อันลือลั่นที่สุดในอดีต เท่ากับว่า หลวงพ่อแช่มเป็นเหลนศิษย์ในหลวงปู่ทัพ วัดทองก็ไม่ผิดเลย)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เนวเรศ วิมล

    เหรียญเสมาหันข้างหลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม
    ยกชุด ๒ เหรียญ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251216_183507.jpg IMG_20251216_183534.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ~0.jpg

    เหรียญพระสิวลี เนื้อกะหลั่ยเงิน (พิมพ์ใหญ่ )
    วัดราชสิทธาราม(วัดพลับ) เขต บางกอกใหญ่ ธนบุรี กรุงเทพ ปี ๒๕๑๖

    พระดีพิธีใหญ่
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และคณาจารย์
    ที่มีชื่อเสียงอีกหลายๆรูป ในสมัยนั้น
    เข้าร่วมปลุกเสก ในพิธี
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดราชสิทธาราม หรือวัดพลับ บางกอกใหญ่ กทม. เพื่อประกอบพิธีเททอง
    หล่อพระประธาน ประดิษฐานไว้ในพระวิหาร
    เมื่อปี ๒๕๑๖

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251216_204154.jpg IMG_20251216_204219.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _File0044.jpg 1765963221794.jpg

    หลวงตามหาบัวท่านกล่าวเรียกหลวงพ่อสังวาลย์ว่า "เป็นพระทองคำ"

    “หลวงปู่สังวาลย์เป็นพระที่ดีมาก พระผู้เฒ่าผู้แก่หาอย่างนั้นไม่ได้แล้วสมัยปัจจุบัน ให้ยึดท่านเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ท่านกับเราสนิทกันมาก ทางด้านศีลด้านธรรมทุกอย่างสนิทกัน ไม่มีข้อแตกแยกอะไรนิดหนึ่ง พอใจ เพราะฉะนั้นเราถึงรักท่านหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก จนกระทั่งท่านจากไป แหม เสียใจมากนะ ท่านองค์นี้ละที่ช่วยชาติบ้านเมืององค์หนึ่ง จะว่าแขนซ้ายของเราก็ไม่ผิด ท่านตั้งหน้าตั้งตาช่วยจริงๆ โดยที่ไม่มีขอร้องอะไรจากท่านเลย เป็นน้ำใจของท่านเองนี้มีคุณค่ามาก นี่ท่านก็ได้ล่วงลับไปแล้ว หลวงพ่อสังวาลย์เป็นพระสำคัญอยู่นะ หาได้ยาก พอมองเห็นปั๊บจับติดปุ๊บเลย พูดอย่างโลกๆ นะ มองเห็นปั๊บจับปุ๊บติดปั๊บ เหมือนกับชายหนุ่มมองเห็นหญิงสาวเข้าใจไหม องค์ไหนที่นั่นจับปุ๊บเลย เอาเท่านั้นละพูดเท่านั้นละ พอใจๆ
    .
    ครูบาอาจารย์นี้ก็หลวงพ่อสังวาลย์ละองค์สำคัญ เรารักท่านมาก สนิทกันมากด้วย ยิ่งพอหาทองเข้าสู่คลังหลวงนี้ท่านช่วยเต็มที่เลย เอาจริงเอาจังมากทีเดียว นู่นอยู่ในเขาจะขึ้นเขาใหญ่ ท่านก็ให้คนมานิมนต์เราไปรับทองคำที่นู่นเป็นกิโลๆ ไม่ใช่เล่นๆ นะ หลายแห่ง นี่เราพูดเฉพาะที่จำได้ อยู่ไกลๆ เราก็อุตส่าห์ไป ให้มากๆ เสียด้วย เราก็ไม่ลืมบุญคุณท่าน หลวงพ่อสังวาลย์เป็นพระสำคัญอยู่นะ ให้ลูกหลานทั้งหลายสืบทอดจากครูบาอาจารย์ไป ถ้าเดินตามครูแล้วจะสวยงาม ถ้าแหวกแนวแล้วไม่เป็นท่าละ อยากเด่นอยากดังนั่นละมันจะดังลงในนรก ให้ปฏิบัติตามครูบาอาจารย์แล้วจะสวยงามไปตาม นั่นละเรียกว่าเด่นๆ สวยงาม เด่นอยู่ภายใน เท่านั้นละ ให้พากันตั้งใจ”

    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
    เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงพุทโธรู้เฉยผสมเกศาและมวลสาร
    หลวงพ่อสังวาลย์เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรมและหลวงพ่อสนองวัดสังฆทานอธิษฐานจิตปลุกเสก เห็นเกศาชัดเจนด้านหน้าองค์พระบริเวณฐานองค์พระ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251217_161207.jpg IMG_20251217_161231.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765735888139.jpg

    "หลวงปู่คำแสน" ท่านเป็นศิษย์รุ่นแรกของ "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" (รุ่นเดียวกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ) เพียงองค์เดียวที่อยู่ในมหานิกาย ไม่ต้องแปรญัตติใหม่เป็นธรรมยุติ...ปกติแล้ว หลวงปู่แหวน, หลวงปู่ตื้อ,หลวงปู่ขาว, หลวงปู่สิงห์ ซึ่งเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น รุ่นเดียวกันหมด ต้องแปรญัตติใหม่เป็นธรรมยุติทุกองค์

    วัตถุมงคลของหลวงปู่คำแสน เด่นทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยมเป็นเลิศ..

    หลวงปู่คำแสน...ได้มรณภาพในวันอาทิตย์ ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ สิริอายุได้ ๘๖ ปี ๖๘ พรรษา

    ปฏิปทาบางส่วนของหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย

    สมัยที่ท่านได้ทราบข่าวจากชาวบ้าน ว่าทางราชการได้จับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย
    ยอดนักบุญแห่งลานนาไทย มากักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย
    ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย มีความเคารพและเลื่อมใสในท่านครูบาฯ เป็นอย่างยิ่ง
    ก็ให้รู้สึกเสียใจ และอยากจะไปกราบนมัสการให้กำลังใจท่าน
    ได้ชักชวนพระสงฆ์และชาวบ้านให้พากันไปเยี่ยม แต่คนทั้งหลายกลัวจะถูกตำหนิ
    หรือถูกกลั่นแกล้งจากทางราชการ ในที่สุดก็เดินทางไปกับเณรและลูกศิษย์เพียง ๒-๓ คนเท่านั้น
    ได้เดินทางประมาณ ๑๕-๑๖ กิโลเมตรกว่าจะถึงวัดศรีดอนไชย
    เมื่อเข้าไปภายในวิหารนั้น เขาใช้เชือกมนิลาเส้นโตผูกเสาวิหารไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนคอกหมู
    ภายในคอกสี่เหลี่ยมนั้น มีพระสงฆ์รูปหนึ่งสูงอายุนั่งอยู่ด้วยอาการสงบ
    ในลักษณะขัดสมาธิ ห่มผ้าสีกลัก มีลูกประคำเส้นโตๆ คล้องคอ
    กำลังนับลูกประคำนั้นอยู่ จึงคลานเข้าไปกราบตรงหน้า

    ในขณะที่กราบลงไปนั้นก็เกิดอารมณ์อ่อนไหว จิตใจอ่อนแอจนร้องไห้ออกมาโฮใหญ่
    ด้วยอารมณ์สงสารใน]ครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ต้องมาถูกจองจำ และจะถูกจับสึกที่กรุงเทพฯ
    เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของพระคำแสนในขณะนั้น คงจะทำให้ท่านครูบาฯ ออกจากการปฏิบัติ
    เพราะได้เอื้อมมือมาตบที่ไหล่ พร้อมกับดุว่า ท่านเป็นพระจะร้องไห้ไม่ได้
    พระเป็นผู้ตัดแล้วซึ่งกิเลส เมื่อเป็นเช่นนั้นต้องระงับอารมณ์ ไม่ให้มีการร้องไห้เด็ดขาด
    ขณะเดียวกันก็เริ่มสอนให้นั่งขัดสมาธิ เอามือประสานกันวางไว้บนตัก
    หลับตาพร้อมกับท่องคำ นโม ในใจ หลายสิบหลายร้อยจบให้ท่องไปเรื่อยๆ
    พระคำแสนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง ท่องไปท่องมาไม่นานอาการสะอื้น
    และน้ำตาก็หายไป ท่านครูบาฯ จึงสั่งให้ลืมตาขึ้น แล้วก็สอบถามว่าเป็นใครมาจากไหน

    พระคำแสนก้มลงกราบแทบเท้า และนมัสการว่ามาจาก อำเภอสันกำแพง
    ท่านครูบาฯ ได้เทศน์อบรมเกี่ยวกับขันติให้พระคำแสนฟัง
    พร้อมกับแนะนำสั่งสอนให้ศึกษาวิปัสสนาธุระ
    โดยเริ่มต้นปฏิบัติดังที่ได้ทำมาแล้วเมื่อสักครู่ แล้วก็ให้นมัสการลา
    จึงนับว่าเป็นบทเรียนบทแรกในชีวิตเกี่ยวกับการศึกษาวิปัสสนา
    และท่านก็ดิ้นรนหาลู่ทางจะศึกษาในเรื่องนี้ จากทุกแห่งที่มีข่าวว่ามีอาจารย์สอน
    ต่อมาเมื่อท่านได้เรียนกัมมัฏฐานจาก ท่านครูบาแก้ว ชยเสโน
    แล้วท่านก็ขอลาพระอาจารย์ออกเดินธุดงค์จาริกไปในที่ต่างๆ
    เมื่อถึงคราวเข้าพรรษา ท่านจึงจะกลับมาอยู่ที่วัดดอนมูล

    พออายุได้ ๓๔ ปี ๑๓ พรรษา ท่านเจ้าอาวาสก็มรณภาพลง
    ทางคณะศรัทธาจึงได้นิมนต์หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย เป็นเจ้าอาวาสแทนสืบต่อมา
    จนท่านมีอายุได้ ๓๙ ปี ๑๘ พรรษา มีพระธุดงค์ชื่อ ท่านพระอาจารย์แหวน สุจิณโณ
    เดินธุดงค์มาพักอยู่ที่อู่ทรายคำ ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อหลวงปู่ทราบดังนั้น
    ท่านได้ให้โยมไปนิมนต์พระอาจารย์แหวน ให้มาเผยแผ่อบรมศรัทธาที่วัดดอนมูล
    ต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาพำนักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง
    ท่านพระอาจารย์แหวน และหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย
    ก็ได้ไปนมัสการและได้มอบกาย มอบจิตถวายเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นแต่บัดนั้นมา

    ต่อมาท่านพระอาจารย์แหวน ท่านได้จาริกไปๆ มาๆ ในเมืองเชียงใหม่
    และไปจำพรรษาที่วัดป่าห้วยน้ำริน อำเภอแม่แตง
    ส่วนหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย หลังจากได้เรียนพระกัมมัฏฐานจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว
    ท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ย่างกุ้ง หงสาวดี แล้วเดินย้อนกลับ
    เดินธุดงค์ไปสู่ภาคอีสาน ไปอยู่กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ที่โคราช
    แล้วกลับขึ้นไปทางเหนืออีก ที่ใดเป็นที่วิเวกเป็นป่าเปลี่ยวท่านก็ได้พักภาวนาตามอัธยาศัยของท่าน
    ระยะหลังๆ ท่านได้ไปอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์แหวน
    ตามวัดป่าต่างๆ ๑ พรรษาบ้าง ๒ พรรษาบ้าง
    แม้เมื่อท่านพระอาจารย์แหวนย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
    หลวงปู่ฯ ก็ไปมาคารวะท่านพระอาจารย์อยู่เสมอๆ

    และสมัยหนึ่งที่หลวงปู่ฯ ท่านกำลังหนีคนไปสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเดิม
    ซึ่งเริ่มไม่สงบ ท่านเรียกว่า “วัดป่าดอนมูล” ลูกศิษย์ท่านเคยท้วงติง
    โดยถามท่านว่า ด้านหลังวัดอยู่ติดลำห้วย มีป่าโปร่งๆ อยู่นิดหน่อยกระหรอมกระแหรม
    ไหงหลวงปู่ตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่า วัดป่า

    ท่านว่าป่าที่เอาเป็นชื่อวัดนั้น ไม่ได้หมายความตามอย่างที่ลูกศิษย์ท่านเข้าใจ
    ท่านหมายถึงป่าช้าต่างหาก เพราะเดิมที่ตรงนั้นเป็นป่าช้า
    เป็นอันว่าที่ท่านตั้งชื่อว่า “ป่า” ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความขลังให้กับสถานที่
    แต่เพราะเดิมมันเป็นป่าช้า ได้ตัดคำว่า “ช้า” ออกไปเพราะเกรงว่ามันจะน่ากลัวเกินไปต่างหาก

    หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย มรณภาพ
    เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เวลา ๑๐.๑๒ น.
    สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี พรรษา ๖๔

    เกร็ดประวัติหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร
    .........................
    องค์นี้ภายหลังหลวงพ่อฯ ของเราเปิดเผยว่า เคยเป็นพี่ชายของท่านมาหลายชาติแล้ว ท่านเป็นคนใจบุญ ได้ทรัพย์ได้สมบัติมาเท่าใดก็ไม่สะสม เทออกทำบุญจนหมดสิ้น ทำบุญจนหมดตัวเหมือนกับท่านมหาทุกขตะยังไงยังงั้น แต่จริงๆแล้วสมัยเดิมโน้น...โน้น...โน้น ท่านเคยมีชื่อว่า “ท่านทุกขิตะ หรือ ท่านทุพภิกขะ”

    เพราะฉะนั้นเมื่อประสบพบกัน ทั้งสององค์ก็คุยกันกระหนุงกระหนิง แต่โน่นแน่ะเป็นเรื่องราวสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช มีโต้มีเถียงกันกระจุ๋มกระจิ๋มบ้างเรื่องยุทธการสมัยนั้น (แล้วพวกผมจะไปรู้เรื่องเรอะ..!)

    ตอนที่กำลังคุยรู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ต่างองค์ก็แสดงทัศนะในเรื่องรายละเอียดของมหายุทธวิธีในยุคที่ว่านั้น หลวงปู่ว่าถ้าหลวงพ่อเชื่อท่าน ทำตามที่ท่านคิด เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อฯก็ว่าท่านมีเหตุผลที่ดีกว่านั้น ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างโน้น เฮ้อ ดีครับดี รู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ตาเถรเณรยายชีไม่มีใครรู้เรื่อง บางตอนหลวงพ่อฯ ท่านก็หันมาถามท่าน พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ ที่พวกเรามักจะเรียกท่านว่า "ท่านเจ้ากรมเสริม" หรือ "ลุงเสริม" นั่นแหละ

    (ท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน จะไม่มีวันทราบเลยว่าท่านเป็นนายทหารใหญ่ครองยศถึงพลอากาศโท และเป็นเชื้อพระวงศ์ถึงหม่อมราชวงศ์ เพราะท่านวางตัวเป็นกันเอง มีเมตตาต่อพวกเราทุกคนเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ถือเนื้อถือตัว ให้เกียรติและยกย่องผู้อื่น ยิ่งท่านทำตัวเป็นกันเองกับพวกเราเท่าใด พวกเราก็ยิ่งให้ความเคารพท่านมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งท่านทำตัวเล็กลงเท่าใด ก็ดูเหมือนตัวท่านจะยิ่งโตใหญ่ขึ้นๆ เป็นทวีคูณ ท่านผู้นี้หลวงพ่อฯ ว่าเป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านมาทุกยุคทุกสมัย)

    สมัยนั้นหลวงปู่ฯ ท่านกำลังหนีคนไปสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเดิมซึ่งเริ่มไม่สงบ ท่านเรียกว่า “วัดป่าดอนมูล” ผมเคยท้วงติงโดยถามท่านว่าด้านหลังวัดอยู่ติดลำห้วย มีป่าโปร่งๆ อยู่นิดหน่อยกระหรอมกระแหรม ไหงหลวงปู่ตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่า "วัดป่า"

    ท่านว่าป่าที่เอาเป็นชื่อวัดนั้นไม่ได้หมายความตามอย่างที่ผมเข้าใจ ท่านหมายถึงป่าช้าต่างหาก เพราะเดิมที่ตรงนั้นเป็นป่าช้า ไอ๊หยา! เป็นอันว่าที่ท่านตั้งชื่อว่า “ป่า” ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความขลังให้กับสถานที่ แต่เพราะเดิมมันเป็นป่าช้า ได้ตัดคำว่า “ช้า” ออกไปเพราะเกรงว่ามันจะน่ากลัวเกินไปต่างหาก พอรู้แล้วผมก็หมดกังขาว่าเวลาวิกาล หลวงปู่ฯจะต้องได้ความสงบวิเวกอย่างเต็มที่เพราะท่านเข้าไปจำวัดอยู่ในป่าช้า คงไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนหรอกครับ บรื๊อ...!

    และแล้ววันหนึ่งกรรมของผมก็มาถึง จำไม่ได้ว่าหลวงพ่อใช้ให้ไปหาเรื่องอะไร ก็ไปกันหลายคนกับรุ่นน้องๆ นี่ละครับ สมัยนั้นกำลังหนุ่มแน่น (ผมนะหนุ่มใหญ่ แต่น้องๆ เพิ่งจะสอนขัน แต่เพราะเพิ่งจะสอนขันก็เลยอยากจะขันบ่อยๆ)

    ดังนั้นแทนที่พวกเราจะรีบไปทำธุระให้หลวงพ่อ เจ้าลิงพวกนี้ก็เลยแวะโน่นแวะนี่ (ไม่เห็นเจ้าเห็นหลังคาบ้านเจ้าก็ชื่นใจแท้) เที่ยวกันจนดึกดื่น พอเลี้ยวควับเข้าเข้าไปที่วัดนอก (วัดดอนมูล) กะนอนที่วัดนอก ตายแล้วหลวงพี่ที่เราคุ้นเคยก็ไม่อยู่ หลวงปู่ก็ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า (ก็ที่ป่าช้านั่นแหละคุณ..!)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ชุด ๒ เหรียญ
    เหรียญหลวงปู่แสนปลุกเสกไตรมาส ตอก ๒ โค๊ต
    ออกวัดอินประชาราษฎร์ปราจีนบุรี
    เหรียญขวัญถุงปี๒๕๑๙

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    (ปิดรายการ)
    IMG_20251215_003106.jpg IMG_20251215_003152.jpg IMG_20251217_164146.jpg IMG_20251217_164208.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 ธันวาคม 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระสมเด็จนวรัตน์ เนื้อผงวัดสุทัศนเทพวราราม เฉลิมพระเกียรติในหลวง พิธีใหญ่มาก ปี 2542


    โครงการจัดสร้างพระกริ่งปวเรศ พระบรมรูปจำลององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระพิมพ์จิตรลดา และพระสมเด็จนวรัตน์

    สร้างขึ้นในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542

    โดยพระครูพิมลสรภาณ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นกรรมการจัดสร้าง

    วัตถุประสงค์
    1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
    2. เพื่อจัดหาทุนทูลเกล้าถวายตามพระราชอัธยาศัย โครงการภัยเอดส์จากแม่สู่ลูก และสร้างเสนาสนะป่าอุฏฐายี

    วัตถุมงคลรุ่นนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงจารอักขระแผ่นทอง เงิน และนาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเททองหล่อเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2542

    พิธีพุทธาภิเษก พิธีมหามังคลาภิเษก พิธีมหาจักรพรรดิ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม

    โดยมีพระเกจิอาจารย์เจริญพุทธมนต์ 10 รูป ประกอบด้วย
    1. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม
    2. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุวรรณาราม
    3. พระธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตร
    4. พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดเทพธิดาราม
    5. พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศนเทพวราราม
    6. พระเทพวิริยาภรณ์ วัดสุทัศนเทพวราราม
    7. พระราชวิสุทธิดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม
    8. พระราชสิทธิวิมล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
    9. พระราชมหาเจติยาภิบาล วัดพระธาตุหริภุญชัย
    10. พระกิตติสารโสภณ วัดเสนาสนาราม

    พระเกจิอาจารย์ 20 รูป พุทธาภิเษก ประกอบด้วย
    1. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นประธานจุดเทียนชัย
    2. พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานดับเทียนชัย
    3.พระธรรมสิริชัย วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ
    4. พระราชญาณปรีชา วัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ
    5. พระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    6. พระครูพิศาลพรหมจรรย์ (สวัสดิ์) วัดเม้าสุขา ชลบุรี
    7. พระครูสังวรสมณกิจ (ทิม) วัดพระขาว พระนครศรีอยุธยา
    8. พระครูปุริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม นครปฐม
    9. พระครูอุทัยธรรมกิจ (ตี่) วัดหลวงราชาวาส อุทัยธานี
    10. พระครูสถิตโชติคุณ (ไสว) วัดปรีชาราม นครปฐม
    11. พระครูอรรถธรรมากร (เฮ็น) วัดดอนทอง สระบุรี
    12. พระครูวิเศษภัทรกิจ (ทองใบ) วัดสายไหม ปทุมธานี
    13. พระครูขันติยาภรณ์ วัดบ้านสวน พัทลุง
    14. พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พัทลุง
    15. พระอาจารย์ทอง วัดดอนศาลา พัทลุง
    16. หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติการาม พระนครศรีอยุธยา
    17. หลวงพ่อส่ง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
    18. หลวงพ่อหลำ วัดสัมพันธ์ กรุงเทพฯ
    19. หลวงพ่อโพธิ์ วัดคลองมอญ ชัยนาท
    20. พระครูสุนทรยติกิจ (ละเอียด) วัดไผ่ล้อม พระนครศรีอยุธยา

    พระสมเด็จนวรัตน์ ด้านหน้าเป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย ประทับบนอาสนะฐานบัว 2 ชั้น ด้านหลังเป็นตราสัญลักษณ์ 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นี้เป็นเนื้อทองผง พิธีพุทธาภิเษก พิธีมหามังคลาภิเษก พิธีมหาจักรพรรดิ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เกจิอาจารย์ดังแห่งยุคนั่งอธิฐานจิต อีกหนึ่งแบบพิมพ์ที่ควรบูชา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20251218_165809.jpg IMG_20251218_165834.jpg IMG_20251218_165740.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1766052844983.jpg

    "พระกูมึงเก็บไว้ดีๆกูตายไม่มีคนทำได้แบบกู"

    เป็นคำพูดที่หลวงพ่อได้เคยบอกกับศิษย์ของท่านไว้

    หลวงพ่อพุฒ ก่อนที่ท่านจะมาอยู่วัดเขาไม้แดง ท่านได้อยู่ช่วยสร้างวัดแถบอุตรดิตถ์ และสุโขทัย มาก่อน จนมาถึงวัดอินทรีย์ศรีสังวร จึงมีเหตุให้ท่านต้องมาอยู่กับหลวงพ่อยงยุทธก็เนื่องจาก ท่านจะไปสร้างวัดและปกป้องสมบัติที่วัดอินทรีย์ศรีสังวร แต่ได้ไปขวางผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม ท่านได้ถูกถล่มปืนเข้าที่กุฏิเป็นรูพรุนไปทั่ว จนชาวบ้านนึกว่าท่านมรณะภาพแล้ว แต่ผลปรากฏว่าท่านไม่เป็นไร มีแต่จีวรขาด และเนื้อตัวฟกช้ำเป็นจ้ำๆ หัวปูด เท่านั้น ข่าวเรื่องนี้ได้ทราบถึง ลพ.ยงยุทธ ซึ่งรู้จักกันก่อนหน้าแล้ว หลวงพ่อยงยุทธจึงได้ชวนหลวงพ่อพุฒ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อมาร่วมสร้างพระพุทธศาสนากันจนมาถึง วัดเขาไม้แดง จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงพ่อ.....

    ประวัติหลวงพ่อพุฒ ในวัยเด็กนั้น อายุ 4 -5 ขวบ บิดามารดา ได้นำมาถวายให้กับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อไปอยู่กับหลวงปู่ศุขแล้ว เด็กชายพุฒก็ได้รับการเลี้ยงเป็นอย่างดีในฐานะเด็กวัด ได้อยู่ช่วยกิจการงานในวัดตามที่จะพอทำได้ และเมื่อเติบโตขึ้น พอจะร่ำเรียนอะไรได้ หลวงปู่ศุขท่านก็ได้สอนให้ เริ่มตั้งแต่อักษรสมัยเรียน ไทย ขอม จนทางด้านคาถา อาคมและก็เรียนวิชาการต่างๆ เท่าที่มีสอนในสำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่า จนกระทั่งมีอายุได้ประมาณ11 - 12 ปี หลวงปู่ศุข ท่านก็จัดการให้เด็กชายพุฒได้บวชเป็นสามเณร เมื่อบวชแล้วหลวง พ่อพุฒท่านอยู่รับใช้หลวงปู่ศุขตั้งแต่เป็นเณรอยู่ทำหน้าที่ต้มยาต้มชาถวาย ท่านอยู่ที่วัดอินทรีย์ศรีสังวร และก็ได้อยู่ศึกษาพระธรรมวินัย และเรียนทางด้านวิปัสสนา กัมมัฎฐานรวมตลอดไปถึงวิชาพระเวทย์ต่างๆในสำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่าต่อไป.....เหรียญหลวงพ่อพุฒสุดยอดทุกเหรียญด้านอุดปืน ยิงไม่ออก เหรียญปี 2518 นี้ทราบมาว่าท่านปลุกเสกจนลังเหรียญระเบิดเหรียญกระเด็นออกมา มีประสบการณ์มากทหารที่ไปรบในช่วงปีนั้นรอดตายทุกคน เหรียญนี้จึงโด่งดัง ส่วนเหรียญรุ่นหลังๆเช่นเหรียญกลม นั่งเต็มองค์ เสกที่วัดเขาไม้แดง ก็มีคนเอาไปลองยิงปรากฎว่ายิงไม่ออก

    หลวง พ่อพุฒ ธัมมิโก(สารสุข) ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกรูปหนึ่ง หลวงปู่ศุขท่านเรียกหลวงพ่อพุฒว่าเณรโด่ง เพราะจมูกโด่ง และตามประวัติแล้วหลวงพ่อพุฒนี้ละครับที่อยู่ในเรื่องหลวงปู่ศุขเสกหัวปลี เป็นกระต่ายให้เณรดู แล้วกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มาพบแล้วฝากตัวเป็นศิษย์

    หลวงพ่อพุฒ ธัมมิโก(สารสุข) วัดเขาไม้แดง
    ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกรูปหนึ่ง หลวงปู่ศุขท่านเรียกหลวงพ่อพุฒว่าเณรโด่ง เพราะจมูกโด่ง และตามประวัติแล้วหลวงพ่อพุฒนี้ละครับที่อยู่ในเรื่องหลวงปู่ศุขเสกหัวปลี เป็นกระต่ายให้เณรดู แล้วกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มาพบแล้วฝากตัวเป็นศิษย์

    ประวัติคร่าวๆ
    ท่านเกิดเมื่อปี 2445 เมื่ออายุประมาณ 3-4 ขวบ
    (ราวๆ ปี 2447) ลป.ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าได้ล่องเรือไปรับท่านจากตำบลพระประแดง สุมทรปราการตามคำร้องขอของโยมพ่อลป.พุฒว่า หากท่านเสียชีวิตขอให้ลป.ศุขรับลป.พุฒมาเลี้ยงดูแทน
    หลัง จากลป.ศุขรับท่านมาอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าก็ได้ให้(ลป.พุฒ)บวชเณร มีหน้าที่คอยต้มยารักษาโรคให้กับญาติโยม และยังได้เรียนคาถาอาคมจากลป.ศุขด้วย
    ในช่วงที่ลป.พุฒอยู่ที่วัด ยังได้เคยพบเห็นกรมหลวงชุมพรฯขณะที่เสด็จมาที่วัดปากคลองและยังได้รับแจกเงิน(ค่าขนม)จากกรมหลวงฯอีกด้วย
    ........หลวงพ่อพุฒ เมื่อไปอยู่กับหลวงปู่ศุขแล้ว เด็กชายพุฒก็ได้รับการเลี้ยงเป็นอย่างดีในฐานะเด็กวัด ได้อยู่ช่วยกิจการงานในวัดตามที่จะพอทำได้ และเมื่อเติบโตขึ้น พอจะร่ำเรียนอะไรได้ หลวงปู่ศุขท่านก็ได้สอนให้ เริ่มตั้งแต่อักษรสมัยเรียน ไทย ขอม จนทางด้านคาถา อาคมและก็เรียนวิชาการต่างๆ เท่าที่มีสอนในสำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่า จนกระทั่งมีอายุได้ประมาณ11 - 12 ปี หลวงปู่ศุข ท่านก็จัดการให้เด็กชายพุฒได้บวชเป็นสามเณร เมื่อบวชแล้วหลวง พ่อพุฒท่านอยู่รับใช้หลวงปู่ศุขตั้งแต่เป็นเณรอยู่ทำหน้าที่ต้มยาต้มชาถวาย ท่านอยู่ที่วัดอินทรีย์ศรีสังวร และก็ได้อยู่ศึกษาพระธรรมวินัย และเรียนทางด้านวิปัสสนา กัมมัฎฐานรวมตลอดไปถึงวิชาพระเวทย์ต่างๆในสำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่าต่อไป.....เหรียญหลวงพ่อพุฒสุดยอดทุกเหรียญด้านอุดปืนยิงไม่ออก

    .......หลวงพ่อพุฒสารสุข ยังเป็นอาจารย์และยังเป็นสหายธรรมมิกแลกเปลี่ยนต่อวิชากับ หลวงพ่อยงยุธ อีกด้วย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระนาคปรกสี่เหลี่ยมเล็กเนื้อทองแดงผิวไฟหลวงพ่อพุฒ ตอกโค้ด ๒ โค๊ต
    สภาพสวยเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20251218_172705.jpg IMG_20251218_172739.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 ธันวาคม 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1766059542012.jpg FB_IMG_1766059708122.jpg FB_IMG_1766059547432.jpg


    ......กระแสจิตของ
    พระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี

    ทางเลือกของคน ที่อยากมีพระผงยันต์เกาะเพชร ดีๆ ไว้ใช้สักองค์ หรือ คนที่อยากใช้ผงยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งหลวงพ่อบุญธรรม )พระครูธรรมาภิราม)ได้รับมอบจากหลวงพ่อปานมาเยอะมาก เพื่อทำพระเครื่องชุดนี้
    หลวงพ่อบุญธรรม นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในเรื่องของความขลังและศักดิ์สิทธิ์

    ประวัติจากหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่เขียนไว้เกี่ยวกับหลวงพ่อบุญธรรม
    (พระครูธรรมาภิราม)
    ใน หนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวว่า พระครูธรรมาภิรามองค์นี้ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ชอบเล่นฤทธิ์ ชอบนัก ไอ้เรื่องแสดงฤทธิ์แสดงเดชน่ะชอบ ทำหน้าให้เป็นผู้หญิงบ้าง หน้าให้เป็นผู้ชายบ้าง หน้าสวยบ้าง หน้ายักษ์บ้าง แบบนี้เพียงแค่แกเสกแป้งผัดหน้า หน้าแกจะเปลี่ยนไปทันที แล้วก็เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจน เขาเรียกว่าเรียนพรหมสี่หน้า แต่ความรู้ของแกเยอะ องค์นี้จิปาถะ บอกไม่ถูกเรื่องคาถามอาคมนี่เก่งจริงๆ ดีทุกด้าน แต่ว่ามีดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือเรื่องเล่นโชว์ชาวบ้าน ได้แก่การแต่งหน้าแบบหนึ่ง อีกแบบหนึ่งแขนสั้นแขนยาว ไอ้แขนสั้นแขนยาวน่ะชอบเล่นเป็นปกติ บางทีแกนั่งๆ อยู่แกหยิบอะไรไม่ถึงแกก็เอามือตบๆ แขน แล้วแกก็ร้องว่า ยาวๆๆ ในที่สุดขาแกก็ยาวยาวจนกระทั่งหยิบของอันนั้นถึง แกขี้เกียจใช้ชาวบ้าน เวลาอยากจะดูแขนสั้นแขนยาวแกก็ชอบทำให้ดู ไอ้นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ว่าตาสีตาสาเท่านั้นนะที่รู้ว่าพระครูธรรมาภิรามเป็นคนทำแขนสั้นแขนยาวได้ ใครๆ ก็ดูได้ถ้าปรารถนาจะดู ท่านทำให้ดูเสมอ ถ้าจะถามว่านี่เป็นวิชาอะไรก็บอกได้ว่าเป็นวิชาสมาธิ สมาธิอะไรก็ช่าง จะเป็นกสิณหรืออะไรก็ช่าง ถ้ากำลังสมาธิดีก็ทำได้ ถ้าอยากจะทำกันนะ แต่มันก็ไม่มีอะไรทำให้ชาวบ้านดีขึ้นมาหรอก นอกจากว่าจะทำให้ดูแบบเล่นกลเท่านั้น

    เมื่อไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า คือมองดูพระประธานเป็นกำลัง ขอบารมีพระพุทธเจ้าได้โปรดสงเคราะห์ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะดูอานุภาพจิตของพระแต่ละองค์ที่มานั่งปลุกพระในวันนี้ ถ้ากระแสจิตของบุคคลใด มีขนาดเท่าใด มีอานุภาพอย่างไรก็ขอให้ปรากฏแก่อารมณ์ของข้าพระพุทธเจ้า นึกเท่านี้นะ อธิษฐานเอาตามเรื่อง ตามเรื่องของคนที่ไม่มีฌานสมาบัติชั้นดีอย่างเขาหรืออาจจะไม่มีเลย พออธิษฐานเท่านั้นก็จับลมหายใจเข้าออก ทำจิตสงบนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ นี่เป็นอำนาจของพุทธานุภาพจริงๆ นะ ไม่ใช่ความดีของอาตมา เห็นกระแสจิตของพระทุกองค์ใสแจ๋ว เหมือนกับเห็นของในเวลากลางวัน สำหรับกระแสจิตหลวงพ่อนาคนี่พุ่งออกมาใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด เรียกว่าแสงสว่างของจิตแทรกลงไปในเครื่องของขลังอยู่ที่ผิดด้านหน้า ยันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมด อาบลงไปหมดเลย โพลงสว่างชัด ของพระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี ของหลวงพ่อนาคนี่เต็มไปด้วยอำนาจพระพุทธบารมีจริงๆ มีความเยือกเย็นสบายๆ ยังไงชอบกล แต่พระอีก 9 องค์ มองดูไปแล้วกระแสจิตไม่ได้ออกมา เหมือนกับจุดเทียนจุดริบหรี่ ปักอยู่ในอกนั่นเองอยู่เฉยๆ เป็นดวงนิดหนึ่ง แล้วก็อยู่ในอกเฉยๆ ก็นั่งดูอยู่ยังงั้นจนกว่าเขาจะเลิกปลุกกัน

    หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านให้ความเคารพนับถืออีกองค์หนึ่งและหลวงพ่อเคยเขียนเรื่องของท่านไว้ในหนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน ลองไปหาอ่านกันดูครับ

    “หลวงพ่อบุญธรรม” (ถ้าท่านผู้อ่านไม่มีพระเนื้อดินของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จะใช้พระผงของหลวงพ่อบุญธรรม แทนรับรองพุทธคุณไม่แพ้กัน เพราะสร้างตามแบตำราเดียวกัน )
    นอกจากพระเครื่องเนื้อผง ท่านยังได้ทำสิ่งมงคลสำหรับบูชาประจำบ้านเรือนที่ลูกศิษย์นิยมกันมากในสมัยนั้นคือ ผ้ายันต์ประจำบ้านเรือนหรือโรงงานป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ผ้ายันต์สามเหลี่ยมชายธงที่หลวงพ่อสักอักขระเลขยันต์ด้วยลายมือท่านเอง ทางด้านเมตตามหานิยมก็มี สาลิกา และเทียนสีผึ้งสำหรับทาริมฝีปาก เพื่อความมีเสน่ห์ในการเข้าหาพบปะผู้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนบทพระคาถาต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียนไป เพื่อไว้อธิษฐานใช้ประจำตัวนั้น ผู้ที่นำไปใช้ห้ามลักขโมย ไม่ให้ปล้น ไม่ให้ดื่มเหล้า จึงจะมีคุณต่าง ๆ ตามความประสงค์
    สมเด็จพิมพ์คะแนน หลัง “ธ ” หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ทางเลือกของคส
    น ที่อยากมีพระผงยันต์เกาะเพชร ดีๆ ไว้ใช้สักองค์ หรือ คนที่อยากใช้ผงยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งหลวงพ่อบุญธรรม ได้รับมอบจากหลวงพ่อปานมาเยอะมาก เพื่อทำพระเครื่องชุดนี้
    หลวงพ่อบุญธรรม นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในเรื่องของความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากท่านได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆไว้มากมาย จากหลากหลายอาจารย์ และท่านยังเป็นผู้ที่ระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ต่างๆโดยเสมอ ดังนั้นเมื่อถึงวันเสาร์แรกของเดือนห้า ทุกๆปี ท่านจะจัดงานไหว้ครู ขึ้นโดยที่จะมีลูกศิษย์ของท่านเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทุกปี นอกจากจะเป็นที่พึ่งให้บรรดาชาวบ้านทางด้าน ยาแผนโบราณ และทางเวทย์มนต์คาถาแล้ว ท่านก็ยังเป็นหัวแรงในการพัฒนาชุมชนและวัดวาอารามต่างๆที่ขัดสน อีกด้วย ซึ่งก็ปรากฏหลักฐานเป็นอาคารต่างๆ ทั้งในวัดและโรงเรียนในท้องที่ต่างๆทั้งในจังหวัดนครปฐมเองและที่อื่น
    พระเครื่องที่ท่านสร้างไว้มีหลายพิมพ์ เช่น พระพิมพ์สมัยทวาราวดี ซึ่งท่านได้แม่พิมพ์ของเก่าจากในวัดพระปฐมเจดีย์นั่นเอง พระพิมพ์สมเด็จ มีหลายขนาด ท่านสร้างขึ้นด้วยผงสีขาว โดยมีผงยันต์เกาะเพชรที่ท่านทำขึ้นจากวิชาที่เรียนมาจาก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ( หรือบางตำราว่าท่านได้รับผงยันต์เกาะเพชร จากหลวงพ่อปาน มาเป็นส่วนผสมจำนวนมาก ) เป็นมวลสารสำคัญ ด้านหลังพระพิมพ์สมเด็จของท่านมักจะมีตัวอักษร ธ กดจมลงในเนื้อ ซึ่งคงจะหมายถึง หลวงพ่อบุญธรรม นั่นเอง

    สมเด็จ หลัง "ธ" สร้างโดยพระปฐมเจติยาทร (หลวงพ่อบุญธรรม ธมฺมาราโม) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ศิษย์เอกและหลานของหลวงพ่อปาน โสนนฺโท วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สืบทอดต้นตำรับวิชาเป่ายันต์เกราะเพชร พุทธคุณครอบจักวาล โดยเฉพาะพระสมเด็จหลัง ธ ของหลวงพ่อบุญธรรม คุณสุธี
    สูงกิจบูลย์ เคยเล่าให้พระมหาวัดพระปฐมเจดีย์ฟังว่าได้มีเพื่อนที่รู้จักกันกับแกเคยรอดตายจากการถูกงูเห่ากัดในขณะอยู่ในป่า แต่นึกขึ้นได้ว่ามีพระสมเด็จหลัง ธ อยู่ที่ตัวด้วยความเชื่อและศรัทธาในพุทธคุณของพระสมเด็จเลยตัดสินใจเคี้ยวกินพระสมเด็จเนื้อผงหลัง ธ ไปครึ่งองค์จึงรอดตายมาได้ ส่วนอีกครึ่งองค์ได้นำไปเลี่ยมทองขึ้นคอ นี่คืออานุภาพของพระสมเด็จหลัง ธ ผสมผงยันต์เกราะเพชรและทุกวันเสาร์ 5 แรกจะมีพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นประจำจนหลวงพ่อบุญธรรมมรณภาพจากไป นี่แหละสุดยอดพระเครื่องพุทธคุณที่ควรหามาบูชาติดตัวทั้งเมตตามหาลาภป้องกันคุณไสย คุณผี อันตรายต่าง ๆ ที่สำคัญคนนครปฐมเก็บเงียบเป็นพระใช้ประจำกาย

    " อานุภาพพุทธคุณสมเด็จหลัง ธ "
    หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์
    เรื่องราวนี้กระผมผู้เขียนได้ฟังเรื่องเล่า จากหลวงพ่อสายันต์ วัดไทร
    ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งสมัยที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่วัดใหญ่กับหลวงพ่อทิม ศิษย์หลวงพ่อบุญธรรม คนสมัยนั้นมักจะมีหลายท่านรู้ว่า หลวงพ่อทิมท่านนั้นเป็นพระที่มีวิชาดีเก่งทั้งเรื่องดูดวงและไล่ของได้เหมือนหลวงพ่อบุญธรรม ซึ่งท่านได้สืบวิชาการสับเขียงไล่ผี(ตามตำหรับหลวงปู่ปานวัดบางนมโค) โดยการสับเขียงไล่ผีนั้น ท่านกล่าวไว้ว่ากำลังจิตนี้สำคัญคนทำแป๊บเดียว ของที่เข้าตัวคนโดนทำมาก็ออกจากตัวได้อย่างรวดเร็ว(อย่างหลวงพ่อบุญธรรมสับเขียงไล่ผีแหละครับ) วิชานี้เขาว่า ใช้เขียงที่ทำครัวเรียกว่าป่าช้าร้อยศพเป็นการข่มว่าสัตว์ต้องมาตายที่เขียงนี้และนำมีดหมอมาสับเรียกชื่อนามของคนที่โดนของเข้า ใส่ไปในเขียงและท่องคาถาภาวนาไปเลื่อย บ้างก็ว่าในสมัยหลวงปู่ปาน วัดบางนมโคบางครั้งท่านก็ยังเคยนำเขียงขึ้นไว้เหนือบนศรีษะแล้วสับเขียงบนศรีษะ(เขาว่ากันอย่างนั้นก็ไม่สามารถมีอะไรยืนยันได้) เมื่อคนที่โดนทำมาของออกแล้วก็ให้ไปรดน้ำมนต์(เพื่อประสานเนื้อหนัง) ถือว่าเป็นเสร็จพิธี
    ส่วนเรื่อง อานุภาพพุทธคุณของสมเด็จหลัง"ธ" หลวงพ่อบุญธรรมนั้น สมัยก่อนท่านจะลบผงเกราะเพชรเพื่อทำพระให้ลูกศิษย์ได้นำไปใช้พกติดตัว
    แต่เรื่องสมเด็จหลังธ นี้ มีอยู่ว่า คราวที่หลวงพ่อสายันต์ท่านอยู่กับหลวงพ่อทิม อาจารย์สำราญท่านเคยพาโยมคนนึงมาหาหลวงพ่อทิม โยมคนนี้เป็นคนจีน อาศัยอยู่ในตลาดนครปฐมแถวห้วยจระเข้ พามาหาหลวงพ่อทิม โดนของผีเข้า มาให้ท่านรักษา ท่านจึงพูดคุยกันและทำการเอามีดหมอไล่ผี จิ้มไล่ผีก็แล้ว รดน้ำมนต์ก็แล้ว อะไรก็แล้ว จึงได้สับเขียงไล่ของไล่ผี คนที่โดนของนั้นก็ดิ้นทุรนทุราย ไปไหนก็ไม่ได้ ดิ้นไปดิ้นมาอยู่กับที่(เพราะหลวงพ่อทิมท่านสะกดผีไว้ให้อยู่) จนหลวงพ่อสายันต์เห็นว่าผีไม่ยอมออกสักที จึงได้เปิดประตูเดินออกมาจากกุฏิ สักพักต่อมาท่านจึงคิดว่าจะเข้าไปดูอีกรอบ ปรากฏว่า คราวนี้คนจีนที่โดนของผีเข้าคนนี้ ธุรนธุรายดิ้นคลานหนีด้วยอาการความเจ็บปวดนี้ออกไปจากประตูกุฏิหลวงพ่อทิม ขณะหลวงพ่อสายันต์เปิดประตู ลงจากชั้นบนสู่ชั้นล่างของกุฏิ(ซึ่งแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือจริงๆคนที่คลานไปแบบทุนรนทุรายนั้นต้องมีร่องรอยขีดข่วนตามร่างกายแต่คนๆนี้กลับไม่มีอะไร) หลวงพ่อทิมท่านจึงสั่งให้ลูกศิษย์จับคนๆนี้กลับมาแล้วทำพิธีรดน้ำมนต์ ให้เสร็จปรากฏว่าอาการก็ดีขึ้น
    ต่อมาประมาณ อีกสองวันหลวงพ่อทิม ท่านจึงใช้ให้อาจารย์สำราญ ไปดูอาการโยมคนจีนคนนั้นว่าหายหรือยังอาจารย์สำราญ จึงชวนหลวงพ่อสายันต์ซึ่งเป็นสามเณรไปด้วยที่บ้านแถวห้วยจรเข้ อาจารย์สำราญจึงนำเอาพระสมเด็จเล็กหลัง ธ. หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ มาฝนกับน้ำ เพื่อทำน้ำมนต์ประพรมคนป่วยที่โดนของคนนั้น แกก็หลบไม่ให้พรมน้ำมนต์ถูกตัวแก อาจารย์สำราญจึงให้ญาติคนป่วยจับตัวไว้ แล้วนำเอาน้ำมนต์กรอกปากส่วนที่เหลือก็ให้เอาไว้ให้กินน้ำมนต์อีก ต่อมาอีกสองวันญาติจึงพาคนป่วยที่ถูกของซึ่งมีอาการหน้าตาสดใสพามาไหว้หลวงพ่อทิม ที่กุฏิคณะบูรณานนท์และบอกกล่าวว่า อาการนั้นได้หายดีขึ้นแล้ว

    โดยที่ไม่มีอาการอะไรอีกเลย แต่ก็เป็นที่อานุภาพพุทธคุณสมเด็จหลังธ และบารมีของหลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ที่ช่วยรักษาคุ้มครองให้โยมคนนั้นหายจากอาการโดนของ(ที่เรียกกันว่า คุณไสยมนต์ดำของที่ไม่เห็นตัวตน)
    เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและเป็นความเชื่อที่คนไทยเชื่อถือกันมานานนะครับ
    ข้อมูลที่มา
    พระครูวิสุทธิ์ธรรมโฆส(หลวงพ่อสายันต์)
    วัดไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา
    420 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251218_190442.jpg IMG_20251218_190504.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    รูปปั้นขี้ผึ้ง หลวงปู่แหวน
    รูปปั้นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นแรกของวงการพระสงฆ์ไทย
    สืบเนื่องมาจาก นายแพทย์เฉลิม จันทราสุข นายแพทย์นักธุรกิจชื่อดัง ได้ล้มป่วย อาการหนัก มาก
    วันหนึ่ง ขณะที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล ได้เคลิ้มหลับฝันเห็นหลวงปู่แหวน มายืนข้างเตียง แล้วบอกว่าตนจะหาย ไม่ตายหรอก
    เมื่อดีขึ้น น.พ.เฉลิม ก็ตังจิตอธิษฐานว่า หากเป็นจริงดังที่ฝัน ก็จะสนองในพระเดชพระคุณ แห่งความเมตตาของหลวงปู่แหวน โดยจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วจะนำสิ่งนั้นถวายหลวงปู่
    แล้ว น.พ.เฉลิม ก็หายป่วยไข้จริงๆ จึงได้ว่าจ้าง สถาบันมาดามทูโซด์ แห่งประเทศอังกฤษ ให้ปั้นรูปหุ่นขี้ผึ้ง ขนาดเท่าองค์จริงของหลวงปู่ ในราคา ๑ ล้านบาท
    ทางสถาบันฯ นี้ ไม่เคยปั้นรูปพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามาก่อน เพราะฉะนั้น การปั้นรูป หลวงปู่แหวน จึงเป็นครั้งแรก และองค์แรกของโลกเลยทีเดียว
    เดือนธันวาคม ๒๕๒๑ ทางสถาบันฯ ได้ส่ง มิสจีน ปาเซอร์ ปฎิมากรมาดูองค์จริง และถ่ายรูปหลวงปู่ ๑๐๐ ภาพ แล้วจึงไปเริ่มปั้น ใช้เวลาร่วม ๑ ปี
    เดือนสิงหาคม ๒๕๒๒ ทางสถาบันฯ ได้จัดส่งหุ่นหลวงปู่มาทางเครื่องบิน ได้นำไปให้ประชาชนสักการะที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ ร่วมสิบวัน
    ตอนเช้าวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ ได้อัญเชิญหุ่นหลวงปู่ไปเชียงใหม่ ทางเครื่องบินของการบินไทย จัดในรูปของคนโดยสาร โดยนั่งเก้าอี้โดยสารธรรมดา ถึงเชียงใหม่ ๙.๐๐ น.
    กล่าวกันว่า ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ ช่วงนั้นชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนติดต่อกัน มา ๓ วัน ๓ คืน ก็ปรากฏเหตุมหัศจรรย์ อย่างปาฏิหาริย์ทันทีที่เครื่องบินร่อนลงสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส ฝนหยุดตก ชาวเชียงใหม่ไปรอต้อนรับมากมาย
    ได้อัญเชิญหุ่นหลวงปู่ขึ้นรถแห่ไปรอบๆ เมืองเชียงใหม่ แล้วนำไปประดิษฐานที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในตอนบ่าย ได้มอบถวายหลวงปู่แหวนองค์จริง
    หลวงปู่หัวเราะชอบใจว่า " เออ... มันก็เหมือนกันนั่นแหละ .."
    หลวงปู่นั่งเคียงข้างรูปหุ่น ให้ประชาชนได้เปรียบเทียบแล้วก็นำไปประดิษฐานที่พลับพลาเรือนแก้ว ไว้เป็นที่สักการบูชาของศรัทธาสาธุชน
    ปัจจุบันรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ประดิษฐานอยู่ในห้องกระจก ภายในพิพิธภัณฑ์บริขารของหลวงปู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปถ่ายหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวนหลังจีวร นายแพพทย์ เฉลิม จันทราสุขหลวงปู่เสกให้ศิษย์รักกรณีพิเศษนายแพทย์ท่านนี้แหละคือผู้สร้างหุ่นขี้ผึ้งรูปหลวงปู่!!!!

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20251218_194931.jpg IMG_20251218_195001.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ธันวาคม 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1766069623099.jpg


    ประวัติครูบาสร้อย ขันติสาโร
    ก่อน2541ทันหมดคับ
    เกิดเมื่อ 10 กันยายน พ.ศ.2472
    อุปสมบท : 06 พฤศจิกายน พ.ศ.2494
    สภาณภาพ : มรณภาพ(เมื่อ 19 มกราคม พ.ศ.2541
    เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง บ้านมะตะวอ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากลูกศิษย์ทั้งหลายว่า เป็นหลวงพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งบ้านมะตะวอ เป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อสุข แห่งวัดโพธิ์ทรายทอง จังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าของรูปหล่ออันดับหนึ่งของภาคอีสาน และเป็นสหธรรมมิกกับหลวงปู่หงส์ พรหมปัญญา เทพเจ้าแห่งสุสานทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์ เป็นอย่างมาก หลวงพ่อสร้อย เป็นชาวละหานทราย เกิดปีมะเส็ง วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2472 มีนามเดิมชื่อว่าสร้อย นามสกุล ศิริวรรณ์ บิดาชื่อ นายวัน ศิริวรรณ์ มารดาชื่อ นางจรจศิริวรรณ์ บ้านโคกใหม่ หมู่ที่ 1 ตำบลละหานทราย อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีพี่สาวเพียงคนเดียว ภายหลังท่านได้กำเนิดมาได้ 7 วัน บิดาของท่านได้ถึงแก่กรรม ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ 7 ขวบ มารดาของท่านก็ได้ถึงแก่กรรมอีก หลังจากนั้นท่านได้อยู่กับคุณยาย ซึ่งเป็นผู้ดูแลท่านตลอดเรื่อยมา โดยปกติแล้วคุณยายเป็นคนที่ชอบเข้าวัดฟังธรรม จึงพาท่านไปด้วยเสมอ ทำให้ท่านใกล้ชิดกับวัด นับตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งท่านเรียนจบประถม 4 จึงได้ขออนุญาตคุณยายบวชเป็นสามเณร ที่วัดชุมพร ตำบลละหานทรายโดยมีหลวงพ่อมั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทรายทองเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อนุด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2494 ได้รับฉายาว่า ขันติสาโร หลังจากนั้นหลวงพ่อได้ไปอยู่กับหลวงพ่อสุข โพธิ์ทรายทอง ในช่วงนั้นหลวงพ่อสุขได้ให้ท่านขึ้นครูกรรมฐาน โดยเน้นหนักในเรื่องปฏิบัติกรรมฐาน หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านปฏิบัติจนมีความสุข บางทีถึงกับไม่ได้หลับได้นอน แต่ก็แปลกไม่ง่วงนอนแต่อย่างไรเลย ต่อมาหลวงพ่อทองสุขได้สอนวิชาที่สำคัญให้กับท่านคือ วิชาการตรวจดูบุญวาสนา และเวรกรรมของผู้ป่วยเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ให้กับผู้ป่วย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านปฏิบัติสมาธิอยู่บนศาลาได้มีอาการปวดศีรษะจึงขอหลวงพ่อสุขไปนอนเพื่อพักผ่อน ในระหว่างนอนหลับ วิญญาณของท่านได้หลุดจากร่างไปเหมือนมรณภาพไปได้ 7 วันเต็ม ในระหว่างนั้นหลวงพ่อสุขได้ทำพิธีช่วยพาวิญญาณท่านกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งเป็นวิชาเดียวกันกับที่ท่านได้ช่วยชีวิตเด็กชาวกระเหรี่ยงให้ฟื้นคืนชีพกลับคืนมาแล้ว หลวงพ่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ทรายทองได้ 2 พรรษา หลังจากนั้นได้มาศึกษาประวัติธรรมที่วัดกลางนางรองอีก 2 พรรษา ต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2497 หลวงพ่อกับพระอาจารย์ดำ เจ้าอาวาสวัดกลางนางรอง ได้เข้ามาสู่กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ โดยมีพระอาจารย์แฝ่ง พระอาจารย์โชดก เป็นอาจารย์ใหญ่ช่วยอบรมสั่งสอนได้ 7 เดือน แล้วจึงลากลับสู่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยอยู่จำพรรษาเป็นเพื่อนกับพระเล็ก ที่วัดกลางนางรอง เพราะท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อนได้ลาสิกขาออกไปและท่านได้สอนอบรมธรรมปฏิบัติกับหมู่คณะที่มาปฏิบัติธรรม จนหมดความสามารถของตนที่ได้ศึกษามา ในช่วงธุดงด์ หลังจากออกพรรษา จึงอำลาเจ้าคณะอำเภอนางรอง คือ พระครูสามารถ วัดขุนก้อง อำเภอนางรอง พร้อมทั้งพระอธิการเล็ก เพื่อออกจาริกธุดงค์ โดยมุ่งไปทางวัดสำโรง ในระหว่างทางได้พักวัดหนองหมีและมาพักที่วัดสำโรงได้ 2 คืน ต่อจากนั้นเดินทางมายังวัดโพธิ์ทรายทอง โดยมีพระติดตามอีก 4 รูป ได้มากราบหลวงพ่อสุข ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ตอนที่หลวงพ่ออุปสมบทเป็นพระและได้พักที่วัดนั้นเป็นเวลา 3 คืน หลังจากนั้นได้กราบลา หลวงพ่อสุขเพื่อออกเดินทางจาริกธุดงค์มุ่งหน้าต่อไป เข้าสู่วัดชุมพร เพื่อนมัสการหลวงพ่อมั่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่อนิจจาหลวงพ่อมั่นได้มรณภาพไปแล้ว ต่อจากนั้นธุดงค์ไปยังเขาพระวิหาร และไปศรีษะเกษ, อุบลราชธานี, นครพนม, หนองคาย, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, อุตรดิตถ์, ลำปาง, ลำพูน จนถึงเชียงใหม่ ในขณะที่ท่านอยู่จังหวัดเชียงใหม่ได้พบกับหลวงปู่แหวนและได้ขอศึกษาวิชาจากหลวงปู่แหวนอีกด้วย หลังจากนั้นได้ลาหลวงปู่แหวนไปแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อ โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง เข้าสู่ท่าสองยาง หลังจากออกจากวัดศรีบุญเรืองแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอท่าสองยาง โดยผ่านเส้นทางนับว่าลำบากมาก โดยผ่านทางจากตำบลแม่กะต่วน (ซึ่งตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ. 2498) จนมาถึงบ้านท่าเรือแม่ระมา ต่อจากนั้นได้ต่อเรือมาถึงบ้านแม่วะหลวง ซึ่งเป็นอันว่าเข้าเขตอำเภอท่าสองยางแล้ว จากนั้นเดินทางมาถึงบ้านซอแขระ จนกระทั่งถึงวัดท่าสอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ในปี พ.ศ. 2498 เมื่อมาถึงวัดท่าสองยางแล้ว หลวงพ่อได้พบกับพระรูปหนึ่ง ชื่อครูบาเสือ หรือชาวบ้านเรียกตุ๊เจ้าเสือ จำวัดอยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งวัดนี้ยังไม่มีกุฏิ มีเพียงกระต๊อบเก่าๆเท่านั้น ในบรรดาศรัทธาของชาวบ้านท่าสองยางนี้ เมื่อเห็นหลวงพ่อมาถึงวัดนี้ จึงพากันมาเที่ยวหาหลวงพ่อประมาณ 4 – 5 คน และถามหลวงพ่อว่าท่านจะไปไหน หลวงพ่อตอบว่า “อาตมาภาพจะไปที่ แม่ระมาดและแม่สอด แต่จะขอพักที่วัดนี้สักหนึ่งคืนพรุ่งนี้ อาตมาจะเดินทางต่อไป” คืนนั้นหลวงพ่อได้สนทนากับครูบาเสือพอสมควรและขอให้ครูบาเสือหาคนให้เพื่อนำทางส่ง แต่ครูบาเสือท่านกลับไปบอกกำนันจันทร์ แสนไชย ครูปลั่ง คำใส ลุงนนท์ เรืองใจ หมู่สมมะโนวงศ์ หมอสิงทอง วงศ์นิล ลุงดำ ซึ่งกลุ่มชาวบ้านเหล่านี้และอีกหลายคนได้มาขอให้หลวงพ่อจำพรรษาที่วัดนี้ เมื่อหลวงพ่อเห็นว่าคณะศรัทธาทุกคน มีเจตนาที่ดีในทางพุทธศาสนา หลวงพ่อจึงตัดสินใจรับนิมนต์ของคณะศรัทธาของชาวบ้านและจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ตลอดเรื่อยมา จนทำให้มีคณะศรัทธาต่างๆหลายคณะมาทำบุญที่วัดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันลอยกระทง วันสงกรานต์ เป็นต้น ต่อจากนั้นมาในปี พ.ศ. 2500 ได้มีคณะศรัทธาทายก ทายิกา ได้นำเด็กมาฝากไว้เป็นศิษย์ 10 คน เพื่อจะบวชเรียนเป็นสามเณร ทำให้หลวงพ่อต้องเดินทางไปขอใบใบอนุญาตบรรพชา อุปสมบท สามเณร ซึ่งในครั้งนี้ได้แสดงถึงความตั้งใจ ความอดทน และอดกลั้น ด้วยความมุ่งมานะของหลวงพ่อกว่าจะได้ไปขออนุญาตมาต้องเดินทางไปที่หลายแห่งใช้เวลาหลายวัน โดยเริ่มจากไปที่แม่ต้านแล้วไปแม่ระมาด และเข้าตัวเมืองอำเภอแม่สอด และยังได้ไปกราบครูบากัญไชย ที่วัดมาตานุสรณ์ อำเภอแม่สอด ได้พูดคุยกันและขออนุญาตจำวัตรที่นั่นหนึ่งคืน ซึ่งครูบากัญชัยได้ให้การหลวงพ่อเป็นอย่างดี ได้พูดกับหลวงพ่อว่า “ท่านไม่ต้องเกรงใจอะไรหรอกเราถือกันแบบเป็นกันเองเถอะ เพราะเราเป็นลูกของพระพุทธเจ้าเดียวกัน” คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจของครูบากัญไชย ทำให้หลวงพ่อรู้สึกเย็นซาบซ่าไปตามตัวเลยทีเดียว ต่อจากนั้นได้เดินทางเข้าสู่แม่สอดไปพบกับเจ้าคณะอำเภอและไปหาท่านเจ้าคุณที่วัดมณีไพรสณฑ์ จนได้รับการอนุญาตในการบวชพระบวชเณร ซึ่งในการเดินทางไปขอแต่ละครั้งแต่ละที่ต้องผ่านขั้นตอนอุปสรรคต่าง ๆนานานับประการ ต้องผ่านทางธุรกันดารและไกลมาก แต่หลวงพ่อคิดอยู่ในใจว่า เมื่อเราไม่ได้รับอนุญาตกลับไป ศรัทธาของคนผู้จะบรรพชาจะเสียและของที่จะทำทานก็จะเสียทั้งสิ้น อีกทั้งจะเสียพระพุทธศาสนาอีกด้วย เมื่อหลวงพ่อกลับไปที่วัดท่าสองยาง เมื่อได้ใบอนุญาตมาแล้วจึงทำการ บรรพชาสามเณร 5 รูป และได้อุปสมบทพระภิกษุ 2 รูป ในปี พ.ศ. 2500 เสร็จพิธีบรรพชาอุปสมบทและทำบุญเป็นปฐมฤกษ์แล้ว นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คนทั้งหลายในหมู่บ้าน ทั้งท่าสองยาง แม่ต้าน แม่สะเรียง ค่อย ๆ รู้จักวัดและตัวหลวงพ่อมากขึ้น หลวงพ่อได้อยู่ที่วัดแห่งนี้ได้พัฒนาวัดให้มีความเจริญเป็นอย่างมาก เช่น ได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่ มีการปรับปรุงที่ดินวัด ทำรั้ววัด ทำถนนไปสู่หมู่บ้าน และต่อมาในปี พ.ศ. 2503 ทางคณะสงฆ์และเจ้าคณะอำเภอแม่ระมาด ท่าสองยาง จังหวัดตาก ได้มีมติเอาวัดท่าสองยางเข้าบัญชีในเขตการปกครองของอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และท่านก็ตั้งชื่อวัดนี้ใหม่ว่า วัดมงคลคีรีเขตร์เป็นต้นมา ช่วงชีวิตบั้นปลาย หลวงพ่อสร้อยท่านได้ตรากตรำทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวัยชรา จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ลูกศิษย์ได้พาท่านไปทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนครธน พระราม 2 จนถึงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2541 และหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ จ.สุรินทร์ ท่านได้มาเยี่ยมหลวงพ่อและในนิมิตเห็นว่า หลวงพ่อสร้อยท่านได้กระโดดจากเตียง และได้กล่าวกับหลวงปู่หงษ์ว่า จะขอลาแล้ว ขอลามรณภาพจะได้ไหม ซึ่งหลวงปู่หงษ์ท่านก็นิ่งแล้วเดินทางกลับ ต่อจากนั้นวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อสร้อยได้เรียก พระลูกวัดที่อยู่ที่นั้นมารวมตัวกันและกล่าวว่า “ต่อไปเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ ให้ปฏิบัติตัวกันให้ดีขยันทำงาน มีอะไรก็ทำไป ให้ประหยัด และอดทนทุกคนนะ” ต่อมาวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อได้สั่งให้ลูกศิษย์ นับเงินที่ลูกศิษย์ร่วมกันมาทำบุญกับท่านเพื่อเตรียมเป็นค่าใช้จ่ายให้กับโรงพยาบาล ซึ่งทำความประหลาดใจและตกใจให้กับลูกศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการของหลวงพ่อยังไม่หายและแถมอาการยังจะทรุดหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลวงพ่อจะออกจากโรงพยาบาล พอช่วงกลางคืนวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อได้สำลักเสมหะ ท่านได้เข้าสมาธิ ในช่วงเวลาตี 3 ถึง ตี 4 และพระทุกรูปได้ร่วมกันนั่งสมาธิภาวนาอยู่ที่หน้าห้องของหลวงพ่อจนถึงเวลา 07.19 น. ของวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อท่านได้ถึงมรณภาพลง สร้างความโศกเศร้าให้กับบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง สิริอายุ 69 ปี เหลือไว้แต่คุณงามความดีของหลวงพ่อที่ทำไว้ และยังคงประทับอยู่ในหัวใจของลูกศิษย์ทุกๆคน เหตุการณ์และประสบการณ์ที่สำคัญของหลวงพ่อครูบาสร้อย 1. ในช่วงออกเดินธุดงค์เข้าไปในป่าเขาดงกันดาลกับหลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทรายทอง ขณะที่เป็นสามเณรอยู่ ผจญกับฝูงควายป่าอย่างจัง ๆ แต่ก็พ้นอันตรายมาได้ด้วยพลังจิตของหลวงพ่อที่กล้าแข็งมาก และในช่วงที่ท่านธุดงค์มาอยู่ที่ป่าช้าร้าง ที่วัดมงคลคีรีเขตร์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัดร้างอยู่ ท่านมาปักกรดอยู่ที่โคนต้นตะเคียนในป่าช้าซึ่งเป็นที่ตั้งเผาศพของชาวมะตะวอ สมัยสามสิบกว่าปีที่แล้ว บ้านมะตะวะน่ากลัวมาก ยิ่งเมื่อตอนที่ท่านมาอยู่ใหม่ ๆ ท่านได้เคยโดนลองวิชาจากพวกที่เล่นคุณไสย์ดำ ขนาดเอาเลือดหมาดำมาสาดใส่ท่านเพื่อจะทำให้วิชาอาคมของท่านเสื่อม แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อได้ใช้อำนาจพลังจิต พลังอิทธิอาคมของท่านป้องกันไว้ และไม่สามารถทำอันตรายท่านได้แม้แต่อย่างใด บางคืนชาวบ้านมะตะวอจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้กันโหยหวน บางครั้งวิญญาณของหญิงสาวมานั่งอยู่ที่ต้นตะเคียนแต่หลวงพ่อไม่เคยหวาดหวั่นเกรงกลัวอันใด ท่านยังคงปฏิบัติบำเพ็ญเพียรศิลของท่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งชาวบ้านพากันมาอารธนานิมนต์ท่านให้มาอยู่ข้างบนวัด ในคืนก่อนที่ท่านจะไป จากโคนต้นตะเคียนที่ท่านพำนักปักกลดอยู่วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นตะเคียนได้ส่งเสียงไห้อย่างโหยหวน เสียใจที่ท่านจะไป ตอนเช้าเมื่อท่านมาบิณฑบาตในหมู่บ้าน ชาวบ้านถามท่านว่า เมื่อคืนได้ยินเสียงคนร้องไห้ในป่าช้า ใครร้องไห้ หลวงพ่อตอบด้วยอาการสำรวมว่า “ต้นไม้ร้องไห้” พอท่านขึ้นมาอยู่ข้างบนวัด ต้นตะเคียนต้นนั้นก็หักโค่นลงทันทีในวันนั้น ซึ่งซากตะเคียนต้นนั้นยังอยู่มาจนทุกวันนี้ เมื่อหลวงพ่อมาอยู่ข้างบนวัดก็มีความวิตกอยู่ว่า บนวัดล้วนเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่มาก และจมอยู่ในดินลึกมาก จะทำอย่างไรดี ขณะที่ท่านนั่งคิดอยู่นั้น ก็ได้ปรากฏวิญญาณของหญิงสาว 2 คน นุ่งห่มผ้าสไบเฉียงนั่งพนมมืออย่างนอบน้อม บอกว่าเป็นวิญญาณที่ได้รักษาดูแลสถานที่นี้มาช้านานแล้ว จะมาช่วยสร้างวัด ขอให้ท่านสร้างวัดนี้ด้วย หลวงพ่อบอกว่า ท่านคงทำไม่ไหว เพราะเต็มไปด้วยก้อนหินใหญ่ ๆ ทั้งนั้น วิญญาณเจ้าที่ทั้งสองนางบอกท่านว่า ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าท่านจะทำก็จะให้ควายเหล็กมาขวิดเอาหินพวกนี้ออกไปให้เอง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ปรากฏว่าทางราชการได้เอารถไถไปไถเอาก้อนหินเหล่านั้นออกไปให้จนหมด เป็นควายเหล็ก ช่วยมาขวิดให้จริง ๆ 2. เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นเป็นที่เลื่องลือกันมาช้านานที่บ้านมะตะวอ ซึ่งเป็นบ้านในท้องถิ่นที่กันดาร ติดกับชายแดนพม่า พื้นที่ตรงนั้นมักเกิดการสู่รบยิงถล่มกันอยู่เสมอ ระหว่างพม่ากับชาวกะเหรี่ยง เวลายิงกันผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก็คือชาวบ้านและเด็ก ๆ ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆบริเวณ วัด เคยมีเด็กนักเรียนไปอาศัยหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิของหลวงพ่อ ท่านจะไม่ยอมจำวัดไม่ยอมฉันอาหาร แต่ท่านจะกำหนดจิตเอาสายสิญจน์มาขึงล้อมรอบบริเวณวัดและบริเวณกุฏิของท่าน แล้วท่านจะเดินจงกลมรอบ ๆ นั้น ชาวบ้านมะตะวอทุกคนยืนยันกันว่า มีลูกระเบิดหลายลูกยิงเข้ามาตกในบริเวณวัด ระเบิดทุกลูกที่ตกลงมานั้นทุกลูกด้านหมด ไม่ระเบิดแม้แต่ลูกเดียว เหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหรือสงครามอินโดจีน เครื่องบินพันธมิตรได้บอมประเทศไทยหลายจุด หลายแห่ง เกจิย์ฯ ชื่อดังหลายรูปในยุคนั้นมีด้วยกันหลายรูป ซึ่งบางรูปได้บริกรรมคาถา บางรูปใช้ธงโบกไม่ให้ลูกระเบิดตกลงในบริเวณวัดก็มี หรือตกลงในวัดลูกระเบิดด้านหมด แสดงว่าให้เห็นว่าหลวงพ่อครูบาสร้อย เป็นเกจิย์ฯ ที่ไม่ใช่ธรรมดารูปหนึ่งที่ สามารถสะกดลูกระเบิดได้เหมือนกัน 3. เรื่องของหลวงพ่อถอดจิต ถอดกายทิพย์ ไปดูนรกสวรรค์ ได้เห็นคนที่ทำความผิด ทำบาปทำกรรมไว้มาก ก็ไปตกนรกวิญญาณถูกทรมาทรกรรมน่าสังเวชยิ่งนัก 4. เรื่องโดนของ โดนคุณไสย์ โดนกระทำ บางคนเจ็บป่วยถึงตายก็มี มาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อเคยใช้วิชาอาคมของท่านช่วยให้คนเหล่านั้นรอดพ้นจากอันตรายที่เกิดขึ้นมากมาย 5. เรื่องโดนรุมยิง มีตำรวจท่านหนึ่งไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อทักว่าจะมีอันตราย และได้ให้วัตถุมงคลของท่านไปเพื่อป้องกันตัว ปรากฏว่ามีกลุ่มคนร้ายได้รุมยิงกระหน่ำรถตำรวจผู้นั้นจนรถพรุนไปหมด แต่ตำรวจท่านั้นกลับไม่เป็นอะไรเลย ด้วยอิทธิฤทธิ์อนุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลของหลวงพ่อที่สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายจากคมกระสุนไว้ได้จริงๆ


    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑ พระผงรูปเหมือนหลังยันต์สาริกาครูบาสร้อยรุ่นประสบการณ์ ปื.น.สับไม่แตก
    ๒ พระผงรูปเหมือนปลอดภัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20251218_214814.jpg IMG_20251218_214831.jpg IMG_20251218_214901.jpg IMG_20251218_214925.jpg IMG_20251218_214943.jpg IMG_20251218_215002.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2025
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    590700000028.jpg

    ประวัติบางตอน ของครูบาศรีวิชัยตอนหนึ่ง กล่าวว่าท่านครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้ว่าจะมีตนบุญมาเกิดที่ลำปาง ครั้นต่อมาครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพไปโดยทิ้งคำพยากรณ์นี้ไว้ให้ชาวลำปางได้เฝ้ารอคอยการมาจุติของตนบุญ ที่ครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้ จนเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ก็ยังไม่ปรากฏ แต่ชาวลำปางก็ยังเชื่อในคำพยากรณ์ของครูบาศรีวิชัย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงฆ์ครับ

    ปาฏิหาริย์'หลวงพ่อเกษม เขมโก
    พระเครื่องที่แขวนมีหลายองค์ แต่ที่ขาดคอไม่ได้ คือ พระของหลวงพ่อเกษม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดถ้าเป็นพระที่หลวงพ่อปลุกเสกถือว่าใช้ได้เหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นดังและราคาแพง พระที่ขึ้นชื่อว่าหลวงพ่อเกษมปลุกเสกนั้นมีความขลังเท่าเทียมกันทุกรุ่นทุกองค์ วันนี้แขวนรูปภาพ และฟันของหลวงพ่อ ซึ่งได้จากเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นลูศิษย์คอยรับใช้ท่าน" นี่เป็นคำยืนยันจากปากของ นายสุวรรณ กล่าวสุนทร รองผู้ว่าฯ ลำปาง
    พร้อมกันนี้ นายสุวรรณได้เล่าถึงปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเกษมให้ฟังว่า เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ครั้งเป็นนายอำเภอเมืองลำปาง ได้ออกไปจับไม้ พบกองไม้ขนาดใหญ่และอุปกรณ์การตัดไม้จำนวนมากไม่สามารถเคลื่อนย้ายมาได้หมดจึงเผาทิ้ง ปรากฏว่าหลังจากราดน้ำมันเบนซินแล้ว ด้วยความประมาทระหว่างจุดไฟปรากฏว่าไฟลุกท่วมเหมือนกับถังแก๊สระเบิด ได้ยกมือขึ้นป้องใบหน้าพร้อมกับกระโดดหลบ ได้ร้องตะโกนอุทานไปว่า "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย"
    ด้วยความแรงของเปลวไฟ ทำให้แขนและบริเวณหน้าอกถูกลวกด้วยเปลวไฟ ในครั้งนั้นมีการออกข่าวไปว่า "รองผู้ว่าฯ ลำปาง ถูกไฟคลอกตายดำเป็นตอตะโก" ในครั้งนั้นต้องเดินเท่าเกือบครึ่งวันกว่าจะถึงถนนใหญ่ จากนั้นก็ไปพักรักษาตัวในห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาลนานถึง 7-8 วัน โดยทุกๆ วันจะมีหมอมาตัดผิวหนังที่เสียหายออก และในวันสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาลหมอได้แนะนำให้ไปศัลยกรรมผิวหนังบริเวณที่ถูกไฟไหม้เพื่อให้แผลเป็นไม่น่าเกลียด หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ไปหาหลวงพ่อเกษม พร้อมกับบอกหลวงพ่อว่า "ช่วยเป่าให้หน่อย ขออย่าให้เป็นแผลเป็น" ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า หลังจากหลวงพ่อเป่าให้อีกประมาณ ๑ เดือน ไม่เกิดเป็นร่องรอยแผลเป็นเลย
    Cr. 'คมชัดลึก' Line Official

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมเด็จพิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม ฝังตะกรุด หลวงพ่อเกษม เขมโกที่ระลึกเนื่องในวันปิยะมหาราช พ.ศ.๒๕๓๕

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251218_230720.jpg IMG_20251218_230742.jpg IMG_20251218_230758.jpg 1377512-57bf6.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2025
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1766146728767.jpg



    FB_IMG_1766147020881.jpg


    พระสมเด็จ รุ่นมหาอุดพิมพ์ใหญ่-หลวงปู่วรพรตวิธาน (พันธ์ ติสฺโส) หลวงปู่เหยียบรถกระดก (เดี่ยง) วัดจุมพล อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น
    วิชามหาอุตม์ เป็นศาสตร์วิชาที่ให้คุณวิเศษทางความอุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินคล่อง มีกินไม่มีหมดผู้ใช้ต้องหมั่นสวดภาวนา วิชามหาอุตม์เป็นอักขระพระคาถามหายันต์ที่นำไปลงวัตถุมงคลต่างๆหรือปลุกเสกสิ่งของนำมาบูชา จนกระทั่งนำอักขระมหายันต์มาสักยันต์ลงบนร่างกาย แต่ถ้าจะให้เกิดคุณโดยเร็ว ต้องหมั่นภาวนาพระคาถากำกับไว้ ถือว่าเป็นมนต์มหาเสน่ห์ มหานิยมเมตตาเป็นเลิศ ศาสตร์วิชามหาอุตม์นี้หลายท่านคิดว่าเป็นมหาอุด ที่หมายถึง อุดลูกปืน อุดสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าตัวอะไรประมาณนี้ซึ่งความจริงแล้ว วิชาที่อุดลูกปืนหรือป้องกันสิ่งชั่วร้ายนั้น อยู่ในหมวดวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชานี้ป้องกันอาวุธต่างๆ ได้ ป้องกันสิ่งเลวร้ายได้ อย่างเช่น ผู้ที่มีวิชาอยู่ยงคงกระพันถูกยิงด้วยปืน ถึงแม้ลูกปืนจะยิงออกและถูกเข้าตามร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปได้ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนปืนยิงไม่ออกอยู่หมวดวิชาชาตรี ทำให้ลูกปืนมีน้ำหนักมากกว่าแรงลั่นไกและถ้ายังลั่นไกหลายครั้งลำท่อปืนอาจจะแตกหรือระเบิดได้ หรือปืนที่ยิงออกแต่ไม่ถูกเป้าหมายนั้น อยู่ในหมวดวิชาแคล้วคลาด ถ้าท่านมีวิชาแคล้วคลาดต่อให้ยิงปืนจนหมดแม็กก็ไม่ถูก ด้วยเหตุนี้บูรพาจารย์จึงได้คิดค้นวิชาที่ให้คุณทางด้านอุดมโภคทรัพย์ขึ้นมาเนื่องจากสมัยก่อนผู้คนมีอาชีพทางการเกษตรเสียส่วนมาก จึงต้องเน้นวิชาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ วิชามหาอุตม์นี้ได้แยกวิชาย่อยอีกหลายสายวิชา อาทิ วิชาปลุกเสกหรือลงนะหน้าทองเป็นเมตตามหาเสน่ห์ วิชาปลุกเสกหรือลงสาลิกาลิ้นทองเมตตามหานิยม วิชาหุงสีผึ้งทาปากเด่นทางเมตตาค้าขายดี เป็นต้น
    พุทธคุณ: ยันต์ตะกร้อ ที่อยู่ด้านนอกตะกรุด เป็นยันต์มหาอุตม์ คำว่ามหาอุตม์ แปลว่า ยิ่งใหญ่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีพุทธคุณทุกด้าน คุ้มครองป้องกัน แคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพัน เมตตามหานิยม และมีมวลสารโลหะผสมมวลสารเหล็กไหล อยู่ด้านใน เหล็กไหลนั้น เป็นแร่กายสิทธิ์ มีฤทธิ์ในตัว ครบทุกด้านเช่นกัน คงกระพันชาตรี โชคลาภค้าขาย คุ้มครองป้องกัน แคล้วคลาด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่วรพรต เหยียบรถกระดก” จ.ขอนแก่น

    ผู้มีธาตุขันธ์ กาย สังขาร เป็น มรกต หนึ่งเดียวใน โลก

    ประวัติ หลวงปู่วรพรตวิธาน.. นามเดิม ท่านชื่อ “พันธ์ ทับงาม” เกิดวันพุธที่ 1 ธันวาคม 2444 ที่บ้านน้ำอ้อม อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

    (ที่จริงแล้วท่านเกิดในปี พ.ศ 2437 แต่แจ้ง วันเกิดช้ากว่ากำหนดโดยวันเดือนเกิดไม่ทราบแน่ชัด) บิดาชื่อ พ่อศิลา มารดาชื่อ แม่ทอง ทับงาม ชีวิตเยาว์วัยท่านเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก จนขุนเกษตรวิสัยเจ้าเมืองร้อยเอ็ดเอาไปรับราชการเป็นเสมียนประจำตัวท่าน รับราชการจนอายุได้ 16 ปี จึงลาบวชเป็นสามเณร ณ.วัดบ้านน้ำอ้อม จนอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระต่อโดยมีพระครูธรรมสังฆบาลเป็นพระอุปัชณาย์มีฉายาว่า “ติสโส” ท่านเป็นพระหนุ่มที่เรียนหนังสือเก่งมากท่องปฏิโมกข์ได้ตั้งแต่พรรษาแรก และปี พ.ศ 2472 หลวงปู่ ท่านสอบนักธรรมชั้นเอกได้ ในปีนั้นหลวงปู่สอบนักธรรมเอกได้เพียงองรูปเดียวเท่านั้นทั่วมณฑลร้อยเอ็ด
    (รวมกาฬสินและมหาสารคามด้วย) จนได้รับรูปท่านเจ้าคุณพระโพธิวาศจารย์แม่กองธรรมอุบลเป็นรางวัล

    หลวงปู่ได้มาเรียนเทศนากับท่านเจ้าคุณกัณหา ณ วัด หนองทุ่ม อ.พล จ.ขอนแก่น (เจ้าคุณกัณหาเจ้าคณะ จังหวัดขอนแก่น ในสมัยนั้น พ.ศ 2473) ปี พ.ศ 2475 บ้านเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเจ้าคุณกัณหาจึงได้ส่งหลวงปู่วรพรตมาเป็นเจ้าอาวาสวัดจุมพล บ้านก้านเหลือง อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น อายุการสร้างวัดจุมพล ประมาณ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5

    พ.ศ 2480 หลวงปู่ได้สร้าง อุโบสถขึ้นมาใหม่ เสร็จเอาปี พ.ศ 2483 ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 2,500 บาท ปูนชีเมนต์สมัยนั้นถุงละ 1.50 บาท ปี พ.ศ. 2482 หลวงปู่ได้ขอพระราชทาน พระปรมาภิไธย์ย่อ
    ของรัชการที่ 8 แต่พระองค์ท่านได้พระราชทานเหรียญพระฉายาลักษณ์ของท่านให้หลวงปู่วรพรต หลวงปู่ท่านเอาเหรียญนั้นติดไว้หน้าพระอุโบสถต่อจากนั้นมาหลวงปู่ก็ได้พัฒนาวัดจุมพลมาเรื่อยๆ ตลอดจนวัดต่างๆ ในอำเภอแวงน้อย และอำเภอพล (แต่ก่อนอำเภอแวงน้อยเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอพล) ในการสร้างพระอุโบสถและกุฎิ รวมทั้งศาลาการเปรียญ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 30 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ได้มีการขยายการปกครองออกไปอีก ทางการจึงตั้งตำบลแวงน้อยขึ้นเป็นอำเภอแวงน้อย หลวงปู่วรพรตวิธานจึงได้เป็นเจ้าคณะอำเภอแวงน้อยรูปแรก

    หลวงปู่ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมขลังมาก ได้เรียนวิชาอาคมมาจาก 5 อาจารย์ด้วยกัน เช่น หลวงศรีธรรมศาสตร์ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม หลวงปู่ศึกษาวิชาไสยศาสตร์ จากอาจารย์ครีธรรมศาสตร์ จนเรียนจบเรียบร้อยแล้วก็ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมจาก พระอาจารย์ขันวัดท่าสะแบง ต.มะบ้า อ.ธวัชบุรี จ. ร้อยเอ็ด พระอาจารย์ขันวัดท่าสะแบงนี้ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมรูปหนึ่งในภาคอีสานในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมทางด้านเมตตามหานิยม, คงกระพันชาตรี, แคล้วคลาด, มหาอุต ป้องกันขับไล่ คุณไสย คุณผี คุณคน หลวงปู่วรพรตท่าน ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากพระอาจารย์ขันจนหมดสิ้น แล้วหลวงปู่ก็ได้ไปศึกษากับ
    พระอาจารย์ โส วัดบ้านฟ้าเหลี่ยม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เกจิอาจารย์ดังองค์หนึ่ง ในสมัยนั้น ขนาดท่านปัสสาวะรดต้นไม้ เอาปืนยิงต้นไม้ ยังยิงไม่ออกแต่ก็ยังไม่พอความต้องการของหลวงปู่ หลังจากนั้นท่านก็ได้มุ่งหน้าไปศึกษากับ
    หลวงปู่ชม ฐานธัมโม แห่งวัดกู่ พระโกนา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่าน หลวงปู่ชมรูปนี้ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถ
    มาก มีอิทธิปาฏิหาริย์นานัปการ ท่านสามารถ ล่องหนหายตัวได้ หลวงปู่ชมท่านได้สร้าง วัดขึ้นบริเวณใกล้กับกู่โกนา อยู่ทางจะไป อ. ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะมุ้งไปเขมรต่ำ
    (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) หลวงปู่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมและวิปัสนากัมมัฏฐาน อยู่ 2 ปี เมื่อ พ.ศ. 2479 ท่านได้กราบลาหลวงปู่ชม ออกมุ่งหน้ามายัง จ. ขอนแก่น เพื่อกับวัดจุมพล ของท่าน

    หลังจากที่ท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมจากพระอาจารย์ ต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปกับหลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต และได้แยกทางกันที่ อ. มัญจาคีรี จากนั้นหลวงปู่วรพรตท่านก็ได้เดินผ่านดงพญาเย็น-พญาไฟ ผ่านไปประเทศลาว พม่า เขมร เรื่องราวตอนที่ท่านเดินธุดงค์ ไปนั้นมีมากมาย ผจญทั้งสัตว์ร้ายและภูตผีปีศาจ แต่ท่านก็ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้

    หลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในสมัยรัชการที่ 8 มีพระราชทินนามว่า “พระครูวรพรตวิธาน” เราจึงเรียกติดปากว่า “หลวงปู่วรพรต” ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้คนเป็นครั้งแรก ก็คือ

    เรื่องหลวงปู่เหยีบรถกระดก (ลอยขึ้น) เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2503 หลวงปู่จะออกเดินทางจาก อ. พล จ. ขอนแก่น ด้วยรถโดยสารเพื่อจะไป จ.ร้อยเอ็ด รถคันที่หลวงปู่จะขึ้นเป็นรถสองแถวขนาดใหญ่ ตามธรรมดาโดยทั่วไปแล้วพระเณรจะต้องนั่งด้านหน้าติดกับคนขับ เพื่อจะได้ไม่ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่น แต่รถคันนี้มีผู้หญิงนั่งเต็มอยู่ด้านหน้าแล้ว ด้านหลังรถยังพอมีที่นั่งได้ คนขับรถจึงบอกให้หลวงปู่ขึ้นทางท้ายรถ หลวงปู่ก็ได้ปฏิบัติตามโดยดี แต่ก่อนจะขึ้นรถหลวงปู่ได้พูดกับคนขับรถว่า “รถจะไม่เดี่ยง หรือ
    ”(เดี่ยงเป็นภาษาไทยอีสานแปลว่า “ กระดก”) คนขับก็บอกว่า “ไม่เดี่ยงแน่เพราะรถรับน้ำหนักได้หลายตัน” พอคนขับพูดจบ หลวงปู่ก็ก้าวเท้าขึ้นรถ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นทันที ด้านหน้ารถลอยขึ้น เหมือนมีมือยักษ์มาจับยกขึ้น คนขับรถเห็นเช่นนั้น ถึงกับตกตะลึงจึงกราบนิมนต์หลวงปู่มานั่ง ด้านหน้า โดยให้พวกผู้หญิงไปนั่งด้านหลัง ตั้งแต่นั้นมา สมญานาม
    “หลวงปู่วรพรตเหยียบรถเดี่ยง”
    จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในเขตขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ต่างก็รู้เรื่องกันดี เคยมีญาติโยมที่อยู่ไกลถึง จ. กระบี่ เดินทาง มากราบขอคาถาเหยียบรถกระดกจากท่าน ท่านก็มอบคาถานะโมพุทธายะให้ไป แต่จะทำได้เหมือนหลวงปู่ หรือ เปล่าไม่ทราบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบทางข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จมหาอุดพิมพ์ใหญ่ หลวงปู่วรพรต ปี๒๕๓๕

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251219_191623.jpg IMG_20251219_191656.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1766149397172.jpg
    หลวงปู่ฯ เคยได้พูดไว้ว่า..

    "มีภาพข้า ก็ไม่อดหรอกว่ะ"

    หมายความว่า ใครก็ตามที่มีรูปภาพของท่าน
    นึกถึงคำสอน ที่ท่านให้หลักวิชชาเอาไว้
    ในการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
    อย่างสม่ำเสมอ ย่อมมีแต่เจริญขึ้น
    ไม่มีทางตกต่ำยากจนอย่างแน่นอน

    ประวัติเหรียญอุดมสมบูรณ์พูลสุข
    ที่มาของการจัดสร้างเหรียญนี้ คุณเสาวณีย์ คำพันธุ์นิพ ได้ฝันว่าเธอและเพื่อนอีกคนหนึ่ง คือคุณวลี คุณารัตน์พานิช ได้ขึ้นไปกราบศพหลวงพ่อ(พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ) บนหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต หลวงพ่อนั่งบนแท่นที่หน้าหีบศพของท่าน หลังจากจุดธูปเทียนและกราบท่านเสร็จแล้ว คุณเสาวณีย์บอกว่าในความรู้สึกของเธอนั้น เห็นเหมือนท่านลอยลงมาในมือท่านมีเหรียญสามเหรียญ เป็นเหรียญทองสองเหรียญ เหรียญเงินหนึ่งเหรียญ หลวงพ่อยื่นเหรียญเงินให้คุณเสาวณีย์ แต่คุณเสาวณีย์กราบเรียนว่าขอเป็นเหรียญทอง หลวงพ่อท่านก็ส่งเหรียญทองให้คุณเสาวณีย์หนึ่งเหรียญ ให้คุณวลีหนึ่งเหรียญ แล้วถามว่ารู้ความหมายของเหรียญนี้หรือไม่ คุณเสาวณีย์ตอบว่า ไม่ทราบ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า นี่คือ เหรียญอุดมสมบูรณ์พูลสุข ด้วยนิมิตหมายดังนี้ คุณเสาวณีย์ คำพันธุ์นิพ และคุณวลี คุณารัตน์พานิช จึงขอเป็นเจ้าภาพสร้างเหรียญอุดมสมบูรณ์พูลสุขนี้ เนื่องในวาระสมโภชชนมายุครบ 100 ปี ของพระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ในวันที่ 23-24-25 พฤศจิกายน 2527
    ท่านผู้ปรารภนาความอุดม สมบูรณ์ พูลสุข แก่ตน เมื่อท่านได้เหรียญนี้ไปแล้ว สักการะบูชาติดตัวไว้ พร้อมทั้งภาวนาว่า สัมมาอะระหัง อยู่เป็นนิตย์ ความอุดมสมบูรณ์พูลสุขจะมีแก่ทุกท่าน

    อ้างอิงเกร็ดข้อมูลการจัดสร้างจากเอกสารที่เป็นข้อมูลเดิมทางวัดปากน้ำ
    (ที่มา : http://www.g-pra.com/auctionc/view.php?aid=8180205

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุด ๒ เหรียญ แต่ใบฝอย มี ๑ ใบ นะครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251219_195525.jpg IMG_20251219_195547.jpg IMG_20251219_195645.jpg IMG_20251219_195616.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1766150373018.jpg

    หลวงพ่อพระราชพรหม(วีระ)ท่านอธิษฐานจิต

    "เหรียญมหาสมบัติ"
    พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้ครอบครองแก้ว 7 ประการ อันได้แก่
    จักรแก้ว (จกฺกรตฺตนํ)
    เมื่อผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระองค์ทรงรักษาศีลอุโบสถ ชำระจิตให้สะอาดแล้วทรงทำสมาธิ จักรแก้วก็บังเกิดขึ้น ทำจากโลหะมีค่า ส่องแสงสว่างไสว แล้วพาพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมเหล่าเสนาบดีลอยไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปทั้ง 4 ประเทศต่างๆ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ไม่มีการสู้รบกัน เมื่อจะถวายเครื่องบรรณาการพระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงไม่รับแต่พระราชทานโอวาทศีล 5 ให้
    ช้างแก้ว (หตฺถีรตฺตนํ)
    ช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาช้าง มีชื่อว่า อุโบสถ สีขาวเผือก สง่างาม มีฤทธิ์เดชสามารถเหาะได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า
    ม้าแก้ว (อสฺสรตฺตนํ)
    ม้าแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาม้า มีชื่อว่า วลาหกะ เป็นอัศวราชผู้สง่างาม ขนงาม มีหางเป็นพวง ตรงปลายคล้ายดอกบัวตูม มีฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินบนอากาศได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า
    มณีแก้ว (มณิรตฺตนํ)
    มณีแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นแก้วมณีเปล่งแสงสุกสกาว ใสแวววาวยิ่งกว่าเพชร เปล่งรังสีแสงสว่างไสวโดยรอบถึง 1 โยชน์ คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างให้เกิดขึ้น ดึงดูดสมบัติทั้งหลายมาให้ สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งชมพูทวีปโดยไม่ต้องทำมาหากิน เมื่อพระมหาจักรพรรดิทรงทดลองแก้วมณีกับกองทัพ โดยติดแก้วมณีไว้บนยอดธงนำทัพ แก้วมณีก็เปล่งแสงสว่างไสว ทำให้กองทัพเดินทางได้สะดวกสบาย เหมือนเดินทัพในเวลากลางวัน
    นางแก้ว (อิตถรตฺตนํ)
    นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นหญิงที่มีบุญญาธิการ รูปร่างน่าดูชม ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใส สวยงามกว่ามนุษย์ทั่วไป พูดจาสุภาพ ไม่โกหก มีกลิ่นดอกบัวหอมฟุ้งออกจากปาก มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งรอบกาย นางแก้วเป็นผู้คอยปรนนิบัติพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไม่ขาดสาย ตื่นก่อนนอนทีหลังพระเจ้าจักรพรรดิ คอยรับฟังคำสั่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ประพฤติชอบต่อพระเจ้าจักรพรรดิเสมอ
    ขุนคลังแก้ว (คหปติรตฺตนํ)
    คฤหบดีแก้ว หรือขุนคลังแก้ว สามารถนำทรัพย์สินมาให้แด่พระเจ้าจักรพรรดิได้ ขุมทรัพย์อยู่ที่ไหนก็เห็นไปหมด
    ขุนพลแก้ว (ปริณายกรตฺตนํ)
    ปริณายกแก้ว หรือขุนพลแก้ว คือพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นขุนศึกคู่ใจ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ มีความฉลาดเฉลียว รู้สิ่งใดควรไม่ควร คอยให้คำแนะนำปรึกษาแด่พระเจ้าจักรพรรดิอยู่เสมอ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจและเวปวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

    ได้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251219_201722.jpg IMG_20251219_201749.jpg IMG_20251219_201655.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กุมภาพันธ์ 2026
  18. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  19. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,114
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1766239810781.jpg FB_IMG_1766239593474.jpg


    เหรียญหลวงปู่เหมือน ฐานุตตโม รุ่นรวยเปิดโลกอายุ ๑๐๔ ปี วัดบ้านคลองทรายใต้ อริยสงฆ์ ๕ แผ่นดิน

    หลวงปู่เหมือน ฐานุตฺตโม คืออีกหนึ่งพระสุปฏิปัณโณที่ถึงพร้อมด้วยศีลาจริยวัตรที่เรียบร้อยงดงาม เป็นอยู่อย่างสมถะ เข้าถึงคุณแห่งพระกรรมฐานและวิทยาคมอย่างที่ไม่เคยแสดงออกแบบเปิดเผยตัวตน จวบจนกระทั่งสื่อต่างๆ ได้เข้าไปสืบเสาะค้นหาเพื่อขออนุญาตเผยแพร่เกล็ดประวัติเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่าน ภายหลังที่เปิดเผยบุญบารมีของ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน ได้ไม่นาน และที่สำคัญหากท่านได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของหลวงปู่หมุนมาตั้งแต่ปี 42 ในอิสานใต้ขณะนั้น หลวงปู่ทั้ง 2 ท่านเป็นสหธรรมิกกันมาแต่เดิม หากไม่ได้ธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพรเมื่อเวลาจัดพิธีพุทธาภิเษกในแถบพื้นที่นั้น ทางเจ้าภาพจะนิมนต์หลวงปู่ทั้ง 2 เข้าร่วมด้วยเสมอ แม้ในพิธีใหญ่ของวัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร

    หลวงปู่เหมือน วัดบ้านคลองทรายใต้ ท่านเป็นพระสำเร็จในพระอริยสัจธรรม เคยมีผู้พบเห็นและถ่ายภาพขณะหลวงปู่สนทนาแสดงธรรมกับเทวดาในช่วงเวลาตอนกลางคืน และเคยพบหลวงปู่โยกตุ่มซึ่งมีน้ำอยู่เต็มด้วยเพียง 2 มือเปล่าของท่านเอง
    พุทธคุณเด่นในด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัยพุทธคุณจึงแรงมากๆๆๆ และมีประสบการณ์สูงมาก

    คาถาอารธนาพระ
    โตเสนโต วะระธัมเมนะ
    โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
    โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง
    โตสะจิตตัง นะมามิหังข่งขันทั้งหลาย ฯลฯ เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20251220_211437.jpg IMG_20251220_211510.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2025

แชร์หน้านี้

Loading...