พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ พระสมเด็จฝังตะกรุดหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จผง๑๒นักกษัตริย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,272
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775481147965.jpg FB_IMG_1775481151292.jpg

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก
    ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบล ฯ พระอริยสงฆ์สาวก ศิษย์พระคุณเจ้าสมเด็จลุน นครจำปาสักและพระคุณเจ้าสมเด็จตัน( ศิษย์เอกพระคุณเจ้าสมเด็จลุน) บางท่านอาจสงสัยว่าท่านทันได้เป็นศิษย์ของหลวงปู่สมเด็จลุน จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมมั่นใจ เพราะผม มีหนังสือของท่าน
    ที่ท่านมอบให้น้องคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ซึ่งเขาเคยบวชเณรอยู่กับท่าน หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พระธรรมธาตุ ( พระอาจารย์สำเร็จลุน )

    ในหนังสือเล่มนี้หลวงปู่จันทร์หอมท่านได้ เผยแพร่ประวัติ
    ของท่านไว้ว่าท่านเป็นคนไทยเกิดที่เมืองไทยแต่ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปทำไร่ทำนาทำสวนที่ทางฝั่งลาวเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ดี
    พอท่านอายุได้ 12 ปี หลวงปู่สมเด็จตันท่านได้ขอกับพ่อแม่ของท่าน ขอตัวท่านไปเป็นศิษย์คอยอุปฐาก ตอนแรกสมเด็จตันท่านให้บวชเป็นผ้าขาวน้อยก่อน ให้ถือศีล 8 ต่อมาท่านก็บวช
    เณรให้ตอนนั้นท่านอยู่ภูเขาควาย ไม่นานสมเด็จตันก็พาท่านมากราบนมัสการสมเด็จลุน ที่ภูมะโรง และฝากให้เป็นศิษย์หลวงปู่สมเด็จลุน ท่านอยู่ปฎิบัติธรรมกับ สมเด็จลุน ในเรื่องธรรมธาตุจนแตกฉานภายใน 5 ปี สมเด็จจึงพากราบนมัสการลาสมเด็จลุนไปเดินวิเวกตามป่าเขา เพื่อหาประสบการณ์ ในสัจจธรรมเป็นเวลา 2 ปีกว่า ตอนนั้นท่านอายุ 20 เต็มย่างเข้า21ปีสมเด็จตันจึงพาท่านออกจากป่ามาบวชพระให้ เมื่อบวชพระแล้วหลวงปู่จันทร์หอมท่านคิดอยากเรียนปริยัติธรรม ท่านจึงขอแยกทางกับสำเร็จตัน ท่านเรียนจนจบ ป.ธ. 4 ประเทศลาว ท่านใช้เวลาเรียน 8 ปี หลังเรียนจบแทนที่หลวงปู่จะยินดีอยู่ในหมู่บ้านที่เจริญ หรืออยู่ในเมือง และ ยินดีในการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อตำแหน่งทางคณะสงฆ์จะมอบให้ แต่ตรงกันข้ามท่านกลับยินดีอยู่ในป่าเหมือนเดิม ท่านจึงหันหลังมุ่งหน้าเข้าป่าโดยไปยึดภูมะโรงเป็นที่พำนักบำเพ็ญธรรมทั้งนี้เพราะจิตวิญญาณของท่าน ได้ฝึกอบรมทางด้านวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่อายุ 12 – 21 ปีโลกต่างมิติท่านได้เห็น ได้พบตั้งแต่สมัยเดินวิเวกในป่ากับสมเด็จตัน
    เพียงอยากรู้ปริยัติเท่านั้นท่านถึงเสียสละเวลาเรียน

    ในการไปอยู่ภูมะโรงครั้งที่ 2 นี้ ท่านอยู่ถ้ำแต่เพียงลำพังรูปเดียวจะถามว่าไม่มีพระรูปอื่นบ้างหรือไร ถึงได้อยู่เพียงลำพังรูปเดียวท่านว่า มีพระหลายรูปแต่อยู่กันรูปละถ้ำบางครั้งหรือบางรูปก็อยู่ภูละรูปไม่เที่ยวไปหากัน หรือไม่คุยกัน ต่างรูปต่างทำหน้าที่ไปตามปกติของใครของมัน จะพบกันหรือมารวมกันก็ต่อเมื่อวันลงอุโบสถ มาลงรวมกันที่ภูมะโรงนั้น แต่มารวมกัน ณ ที่ ๆ พำนักของ
    สมเด็จลุนซึ่งท่านเป็ประธานสงฆ์ และแสดงธรรมปาฏิโมกข์ แจกพระธรรมวินัยและอบรมข้อวัตรปฏิบัติธรรมให้กับลูกพระที่มาลง
    พระอุโบสถ หลังจากนั้นแล้วท่านจะออกคำสั่งให้พระรูปใดแสดงธรรมเทศนาให้พวกบังบด หรือพวกลับแลฟัง เพราะในวันนั้นพวกบังบดหรือพวกลับแลก็จะมาจำศีลฟังธรรมเหมือนกัน ไม่ต่าง
    อะไรกับโลกมนุษย์เรา ที่ต่างกันคือ เขาถือศีล 5 ไม่ให้บกพร่องและราคะอกุศล มูล 3 เขาละได้กว่ามนุษย์เรา

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านพูดถึงพระที่มาลงอุโบสถในวัน
    ลงอุโบสถนั้น ท่านว่าน่าตื่นเต้นสำหรับคนไม่เคยเห็น เพราะพระที่มาแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน บางรูปเหาะมาทางอากาศ บางรูปไม่รู้ว่ามาทางไหน พอเห็นทีเขานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วรอกันก็รอไม่นาน เพียงแต่ที่ลงอุโบสถพร้อมเท่านั้น พระรูปที่เหลือก็มาถึงพอดี ๆ ไม่เคยได้นั่งรอกันเวลาเลิกก็เหมือนกันเวลาพระจะกลับที่พัก พระนั้นก็ไปดังที่กล่าวมา บางรูปเดินไปยังไม่ไกลนักก็หายจากสายตาไปได้ง่าย ๆ

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นเลิศทางด้านฤทธิ์ซึ่งพระผู้ที่เป็นเลิศทางฤทธิ์ท่านจะเก่งในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น มหาอุตต์ คงกระพันแคล้วคลาด เมตตามหานิยมค้าขายดี นะจังงัง ป้องกันภัย ขับไล่ภูตผีปีศาจกันถอนคุณไสยคุณผีคุณคน ฯ ล ฯ

    เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงปู่จันทร์หอม
    มีพี่ท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์
    วัดเทพธารทอง จ.จันทบุรี ท่านกรุณาเล่าให้ผม
    ฟังว่า ตอนที่ หลวงปู่ละมัย สำนักสงฆ์สวนป่าสมุนไพร
    จ. เพชรบูร์ พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมไปด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งท่านเคยได้แนะนำพี่ท่านนี้ ให้ไปกราบ หลวงปู่จันทร์หอมวัดบุ่งขี้เหล็ก กับ หลวงปู่ฟัก วัดเขาวงพระจันทร์
    จ. ลพบุรี ตอนที่พี่คนนี้ถามหลวงปู่ละมัยท่านว่า " หลวงปู่เมตตาบอกผมด้วยครับว่าพระรูปใดที่ผมควรจะไปกราบ"หลวงปู่ละมัยท่านบอกว่า ตอนนี้ในไทย มี 2 องค์นี้เก่งจริง( ตอนนั้น หลวงปู่พิศดู วัดเทพธารทอง และ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน ท่านละสังขารไปแล้วครับ)
    เว็บพลังจิต

    หลวงปู่จันทร์หอม วัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ พระเกจิชื่อดังในสายสำเร็จลุน ศิษย์เอกสำเร็จตัน ผู้เก่งกาจ วิชาของหลวงปู่จันทร์หอมถือได้ว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ในสายของสำเร็จลุน

    ถึงขนาดมีคำพูดกันว่า "ในอุบลราชธานีปัจจุบันนี้มีสิงห์เหนือเสือใต้อยู่" กล่าวคือ สิงห์เหนือได้แก่หลวงปู่คำบุ ซึ่งมีชื่อเสียงแถบพิบูลมังสาหาร ตาลสุม ส่วนเสือใต้ก็คือหลวงปู่จันทร์หอมนั่นเองที่มีชื่อเสียงในละแวก เขมราฐ วารินชำราบ นอกจากนี้หลวงปู่จันทณ์หอมผู้นี้เองซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของเหรียญปราบอริราชศัตรูพ่าย (เหรียยระเบิd 8 ลูก) อันลือลั่นคงกระพัน ปืn ระเบิd มีd ไม้ ไม่ได้กินเลือd ในปัจจุบัน ท่านเก่งเรื่องธาตุและหนุนธาตุมาก เครื่องรางที่โด่งดังของท่านก็คือ ตะกรุดธาตุ 4 โด่งดังมากทางมหาอุด พวกทหารอากาศขึ้นท่านมากเลยครับ สำเร็จลุน เป็นพระผู้ทรงอภิญญา หลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร เกิดที่เมืองไทย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นศิษย์สำเร็จลุน ปัจจุบันหลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร อยู่ที่วัด บุ่งขี้เหล็ก ตำบลนาของ อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี แต่งโปโล ประเทศลาวก็เคยเป็นศิษย์สำเร็จลุนเกิดหมู่บ้านเวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ชึ่งวัดที่ท่านอยู่คือวัดบ้านเนิน วัดบ้านเนินไซ หมู่บ้านที่ท่านเกิด เป็นพระผู้ทรงอภิญญา ทราบว่าเป็นคนเจ้าระเบียง อายุ ๑๒ ปี ทำงานแบบชาวบ้านธรรดา พ่อแม่ใช้ทำอะไรก็ขี้เกียจ พ่อแม่จึงนำไปฝากเป็นเณร เมื่อบวชเป็นเณรก็ฉันอาหารมื้อเดียวตลอดมา และยอมทำงานเป็นอย่าง ๆ แม้แต่นุ่งสบงจีวลก็เป็นระเบียบ ไม่เคยท่องและอ่านหนังสือเลย หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จก็สอนคัมภีร์อยู่บนธรรมนาสน์ (นอกจากทำกิจวัตรตามปกติ) ต่อมาก็เข้านอนไม่สนใจอ่านหนังสือเหมือนเพื่อน เจ้าอาวาสเรียกไปถาม บอกว่ากินข้าว กินปลาเสียเปล่า อาจารย์ให้ท่องหนังสือ สามเณรลุนก็ท่องให้อาจารย์ฟังเริ่มแต่มูลน้อย มูลกลาง ศรัทา สังฆทา ปาฏิโมกข์ สนมูลได้หมด เก่งกว่าอาจารย์เสียอีก หลวงปู่จันทร์หอมท่านเป็นศิษย์สมเด็จลุน ยุคสุดท้ายท่านมีโอกาสได้ศึกษาวิชากับสมเด็จลุนโดยตรงนะครับเนื่องจากท่านเป็นหลานของสมเด็จตัน สังฆราชเมืองลาวองค์ต่อจากสมเด็จลุน ตะกรุดยุคแรกๆ ท่านจะจารมือให้รอรับได้เลย ก่อนเอาไปถ้าเป็นทหารตำรวจท่านให้ลองก่อนโดยทำเสร็จท่านผูกคอแมวที่ท่านเลี้ยงไว้แล้วให้ยิjไม่มีออกครับ นี่คือตะกรุดที่สร้างชื่อให้ท่านจากนั้นท่านก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    วันนี้จะเล่าประสบการน์ให้ฟังครับ เรื่องมีอยู่ว่า น้องชายผมห้อยรุ่นนี้ไว้ในคอตลอด ไปเที่ยวงานบุญประจำปี แล้วมีเรื่องกับวัยรุ่นต่างถิ่น น้องผมโดนรุมกระทื.บ ทั้งขว.ด ไม้ เก้าอี้ มีดdจนสลบ เพื่อนน้องผมโทรมาบอก ว่าน้องผมถูกตีจนสลบแล้วรถ 1669 มารับไปโรงพยาบาล ยังไม่รู้เป็นอย่างไง อีกประมาน 30 นาทีได้ ทาง รพ. โทรมาบอกผมว่าพี่ชายคนเจ็บใช่ไหมครับ ผมบอกหมอว่าใช่ครับ หมอว่าน้องคุนไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ มาถึง รพ.คนเจ็บก็ลุกนั่งแล้วเดินเฉย เหมือนไม่มีอะไร แล้วออกจาก รพ. ทันที ตอนเช้าผมโทรไปถามน้องผมว่าเป็นอะไรเจ็บตรงไหนบ้าง (น้องผมตอบว่า ตอนถูกรุมตี มีเสียงผู้ชายมาบอกว่าให้นอนๆหลับไปเลย จะไม่เป็นอะไร น้องผมก็สลบไป ไม่รู้เสียงนั้นมาจากไหน) แล้วญาติ ผมก็ได้ไปตรงจุดเกิดเหตุที่มีเรื่องกัน แล้วไปถามร้านขายส้มตำ แม่ค้าบอกว่า คนนี้มื้อคืนอาการสาหัส สลบแล้วแม่ค้าดึงน้องผมมาซ่อนไว้เพราะโดนรุมตี ทั้งมีด ไม้ เก้าอี้ ขวด จนสลบ แล้วแม่ค้าโทรเอารถโรงบาลมา แปลกมาครับแม่ค้าบอกว่าคงเจ็บหนัก แต่น้องชายผมไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่เสื้อขาด แล้วตาบวมนิดหน่อย (ผมเชื่อว่าเหรียญอามหลวงปู่จันทร์หอม ที่น้องผมห้อยคอ คงช่วยน้องชายผม เเละเสียงที่มาบอกน้องผม อาจเป็นเสียงหลวงปู่

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร มรณะภาพแล้ว วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ11.11น.แห่งวัดบุ่งขี้เหล็ก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญอาร์มรุ่นแรก หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เหรียญมากประสบการณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260406_200835.jpg IMG_20260406_200904.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,272
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด วัดสุทัศนฯ ปีพ.ศ. ๒๕๓๗
    วันเพ็ญกลางเดือนสิบสอง

    พระชัยวัฒน์ (พระไชยวัฒน์) เริ่มในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ในยุคนั้นจะมีการอันเชิญพระไชยวัฒน์ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ทั้งบนเรือ และหลังช้าง เป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ ของพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพนั้นเอง เพื่อจะได้ใช้อัญเชิญไปได้โดยสะดวก จึงมักสร้างเป็นพระโลหะขนาดหน้าตักประมาณ ๓- ๕ นิ้ว

    ส่วนพระชัยวัฒน์ ในรูปแบบที่จำลององค์พระให้เล็กลงเพื่อเหมาะแก่การอัญเชิญไว้ติดตัว ตามหลักฐานเอกสารที่ปรากฎที่เก่าที่สุดนั้น ถูกบันทึกไว้ใน ราชกิจานุเบกษา เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๐ ว่า พระไชยวัฒน์นั้น ได้เริ่มแรกสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพื่อพระราชทานให้แก่ พระราชโอรสที่จะเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ในยุคนั้นเรียกว่า "พระไชยวัฒน์ทองคำองค์เล็ก" สร้างคราวแรกจำนวน ๕๐ องค์ หล่อด้วยทองคำ หนัก ๑ เฟื้อง

    โดยเริ่มพระราชพิธี วันเสาร์ เดือนแปด ขึ้น ๙ ค่ำ ปีระกา หลังจากสวดมนต์ ครบ ๓ วัน จึงเริ่มเททองหล่อพระ ในวันอังคาร เดือนแปด ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีระกา และโปรดให้สร้างตลับเป็นรูปดวงตราปทุมอุณาโลม ตรงกลางเป็นแก้วเปล่า และมีสายสร้อยสำหรับสวมคอด้วย

    -----------------------------------------------------

    วัดสุทัศน์ฯ มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ปฐมบูรพาจารย์ผู้ให้กำเนิดพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ ฯ และได้ถ่ายทอดมาเป็นรุ่นๆ จนมาถึงในยุคปัจจุบัน

    พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ จะหล่อหลอมและปลุกเสกที่วัดสุทัศน์ ฯ ในคืนวันเพ็ญกลางเดือนสิบสองของทุก ๆ ปี โดยทำพิธีพุทธาภิเษกตลอดทั้งคืน มีพระพิธีธรรมจตุวรรคสวด จตุรเวทภาณวาร ทิพย์มนต์ และคาถามหาพุทธาภิเษก และในระหว่างที่พระพิธีธรรมสาธยายมนต์ ก็มีเหล่าพระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิฐานจิตเพื่อเพิมความเข็มขลังให้มากยิ่งขึ้น

    พระชัยวัฒน์ 9 ยอด วัดสุทัศน์เทพวราราม ครบชุด 9 องค์ จัดสร้างในปี พ.ศ. 2537 หล่อลอยองค์เนื้อทองดอกบวบ(เนื้อสำริดแก่ทองคำ) ตอกโค๊ต สท ที่พื้นด้านใต้องค์พระ

    พุทธคุณเสริมบารมี ส่งเสริมหน้าที่การงาน มีชัยในการแข่งขัน ค้าขายร่ำรวย มีโภคทรัพย์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ประสพแต่ความสุข ความเป็นมงคล ฯลฯ ประกอบด้วย
    ยอดที่ 1 พระชัยวัฒน์กะไหล่ทอง
    ยอดที่ 2 พระชัยวัฒน์หม่อมมิตร
    ยอดที่ 3 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (สมาธิ)
    ยอดที่ 4 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (มารวิชัย)
    ยอดที่ 5 พระชัยวัฒน์พุทธนิมิตร
    ยอทที่ 6 พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ยอดที่ 7 พระชัยวัฒน์ฉลองสุพรรณบัฏ
    ยอดที่ 8 พระชัยวัฒน์ 87
    ยอดที่ 9 พระชัยวัฒน์ทองทิพย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด ยอดที่ ๖ พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_202449.jpg IMG_20260406_202517.jpg IMG_20260406_202545.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,272
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1757675177816.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    [​IMG]

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    [​IMG] [​IMG]

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อจั๊วปี ๒๕๑๗
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_181131.jpg IMG_20260405_181158.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,272
    ค่าพลัง:
    +21,466
    เปิดดูไฟล์ 6656524

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    [​IMG]

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    [​IMG] [​IMG]

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อจั๊วปี ๒๕๑๗
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    เปิดดูไฟล์ 6656525 เปิดดูไฟล์ 6656526
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,272
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1757675177816.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    1757675317848.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง

    1757675201121.jpg 1757675213104.jpg
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อจั๊วปี ๒๕๑๗
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_181131.jpg IMG_20260405_181158.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2026 at 23:35
  6. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,545
    ค่าพลัง:
    +7,768
    ขอจองเหรียญหลวงพ่อจั๊ว ปี17ครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...