ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! ฮุนเซนปั่นกระแส อ้างไทยเตรียมบุกคืนนี้
    .
    ฮุนเซนแชร์ โพสต์กระทรวงกลาโหมเขมร ไทยเตรียมบุกอีกระลอกคืนนี้หลังตรามแนววชายแดนตั้งแต่บริเวณปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงพื้นที่อานม้า หลังมีการสั่งอพยพคนออกจากพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ใส่ร้ายไทยพยายามละเมิดอธิปไตยกัมพูชาก่อนการประชุม GBC พรุ่งนี้ (4 ส.ค.) ที่ประเทศมาเลเซีย
    .
    (สนใจอ่านรายละเอียดในช่องแสดงความคิดเห็น)
    ด่วน! ฮุนเซนปั่นกระแส อ้างไทยเตรียมบุกคืนนี้
    .
    ฮุนเซนแชร์ โพสต์กระทรวงกลาโหมเขมร ไทยเตรียมบุกอีกระลอกคืนนี้หลังตรามแนววชายแดนตั้งแต่บริเวณปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงพื้นที่อานม้า หลังมีการสั่งอพยพคนออกจากพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ใส่ร้ายไทยพยายามละเมิดอธิปไตยกัมพูชาก่อนการประชุม GBC พรุ่งนี้ (4 ส.ค.) ที่ประเทศมาเลเซีย
    .
    วันนี้ (3 ส.ค.) โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแจ้งให้สาธารณชนและประชาคมระหว่างชาติทราบว่า ตามข้อมูลที่ได้รับเมื่อเวลา 10.49น. ของ วันที่ 3 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยร่วมกับทางการไทยได้สั่งให้ประชาชนไทยที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ติดชายแดนในจังหวัดสุรินทร์ อพยพออกจากพื้นที่ให้หมดภายในคืนนี้
    .
    "แหล่งข่าวเดียวกันยังยืนยันว่า กองทัพไทยมีแผนจะเริ่มการโจมตีตามแนวชายแดนตั้งแต่บริเวณปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงพื้นที่อานม้า การโจมตีนี้คาดว่าจะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ก่อนการประชุมคณะกรรมการกิจการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย" แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุ และอ้างว่า การวางแผนโจมตีนี้ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยแห่งดินแดนของกัมพูชาก่อนการประชุม GBC และเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองประเทศตกลงกันเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีนเป็นพยาน
    .
    จากนั้นในในเวลา 19.18น. นายฮุนเซนประธานวุฒิสภาของกัมพูชาซึ่งแชร์แถลงการณ์ดังกล่าวไปก่อนหน้า ก็โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กของตนเองระบุ ว่า
    "ตามประกาศของโฆษกกระทรวงกลาโหมเมื่อสักครู่นี้ ได้ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กองทัพไทยอาจใช้กำลังทหารโจมตีกัมพูชาในคืนนี้ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถเป็นประธานการประชุมวุฒิสภาในเช้าวันที่ 4 สิงหาคมพรุ่งนี้ได้ ไม่ว่าจะมีการสู้รบหรือไม่มีการสู้รบก็ตาม เพราะข้าพเจ้าต้องประจำการเพื่อร่วมบัญชาการกองทัพตลอด 24 ชั่วโมงต่อไป
    .
    "ดังนั้น การประชุมวุฒิสภาจะดำเนินไปภายใต้การเป็นประธานของฯพณฯ อุช โบฤทธิ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าขอความเห็นใจล่วงหน้าจากพี่น้องที่ส่งข้อความอวยพรวันเกิดของข้าพเจ้า (5 ส.ค.) ซึ่งข้าพเจ้าอาจไม่สามารถเปิดดู หรือเปิดดูแล้วแต่ไม่ได้ตอบกลับ เนื่องจากติดภารกิจเรื่องสงครามและสันติภาพซึ่งเป็นปัญหาคอขาดบาดตายของชาติ" นายฮุนเซนระบุ
    ......
    Sondhi X
    https://www.facebook.com/share/p/1Ef5ucuoX5/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประเทศ ที่มีแต่คนบาปหนา ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ

    ถึงคิวผ้าเหลือง!พระเขมรลงถนนเดินขบวน มาลี รีบโหมโรง จี้มาเลย์ เร่งกดดันไทย
    อ่านข่าว : http://www.news.in.th/view-29872.html

    FB_IMG_1754229976201.jpg
    https://www.facebook.com/share/16JbQLVtU8/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ตต1 เฝ้าระวังเตรียมพร้อมรับมือ! หลังเขมรเสริมกำลังพล- UAV อย่างต่อเนื่องที่ภูผี!!

    https://www.facebook.com/share/1AkJ8kGn3u/

    PSX_20250803_211125.jpg
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมกองทัพ ไม่ใช้บริการตู้คอนเทนเนอร์เก่า เอาไปกั้นเป็นกำแพง บริเวณชายแดน ที่เสี่ยงปะทะกับกัมพูชา เป็นทั้งกำแพง ป้องกันกระสุน ระเบิด และการเคลื่อนที่ของทหาร และติดตั้งสะดวก

    images (14).jpeg
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความเห็นผมน่ะ เขมร ออกข่าวแบบนี้ เพื่อขวางกองทัพไทยไม่ให้วางกำลังเพื่อป้องกันกองทัพเขมร ที่บอกแบบนี้ ถ้าอำนาจในไทยเป็นพวกเดียวกับเขมร ก็จะสั่งไม่ให้กองทัพไทยเตรียมป้องกัน เพราะจะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจผิดว่าไทยจะจู่โจมเขมร และเมื่อไม่ป้องกัน ทัพเขมรที่เกณฑ์คนมาเป็นจำนวนมากก็จะบุกมาแบบเขื่อนแตก แต่เขมรมันคงจะโง่ ลืมไปว่าตอนนี้เขารู้ ไส้รู้พุงไว้ศึกหมดแล้ว และ เทคโนโลยี ก็ก้าวหน้าไปไกล มีภาพถ่ายทางดาวเทียมแสดงการเคลื่อนไหวในพื้นที่ชัดเจน

    -+++
    "โฆษก ทบ.-ทัพภาค2" ปฏิเสธเตรียมบุกเขมร
    ซัดกลาโหมเขมร-ฮุนเซน แพร่ Fake News
    .
    พลตรีวินธัย สุวารี-กองทัพภาคที่ 2 โต้กลับข่าวปลอม กระทรวงกลาโหมกัมพูชา-ฮุนเซน ที่อ้างว่าไทยเตรียมละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และบุกกัมพูชาอีกระลอกในคืนนี้ ก่อนการประชุม GBC ชี้ไทยยังเคารพข้อตกลงหยุดยิงเคร่งครัด แต่ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่ระดมเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้ามาในพื้นที่
    .
    (สนใจอ่านรายละเอียดต่อในช่องแสดงความคิดเห็น)
    https://www.facebook.com/share/169UoZUDTY/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กรณีนี้ ผมว่า เขาตั้งใจปั่นข่าว เพื่อให้พวกเขา ไส้ศึกคนไทย ที่มีอำนาจ เ าข่าวนร้ไปใช้ เพื่อลดการเสริมกำลังเพื่อป้องกันชายแดนไทย เพราะประโยชน์เดียวของข่าวนี้ก็มีกรณีนร้ ยิ่งเขมรออกข่าวแบบนี้ยิ่งสงสารคนไทย ที่มีไส่้ศึก อยู่

    Screenshot_2025-08-03-21-41-17-79_a23b203fd3aafc6dcb84e438dda678b6.jpg
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ก็เป็นไปได้ว่า ฮุนเซน จะสร้างสถานการณ์ และถ้ามองที่ประชุมวันจันทร์ และวันสุดท้ายมีผู้แทน จากสหรัฐ จีน มาเลเซีย เข้าร่วม ก็น่าจะปั่นสถานการณ์ และบุกเข้ามา เพราะคิดว่า ไทยไม่กล้าโจมตีกลับ เพราะตะทำให้เกิดผลเสียในการปนะชุม และถ้ากัมพูชา ยึดพื้นที่ได้มากขึ้น ก็ใช้สันดานเดิมฟ้อง ประชาคมโลก ห้ามไทยรักล้ำ ชิงพื้นที่คืน วิธีนี้ใช้ได้ผลถ้ามีไส้ศึกที่มีอำนาจ ในไทย ที่ไปสั่งห้ามไม่ให้ใช้กำลังโต้ตอบ

    Screenshot_2025-08-03-22-47-42-64_a23b203fd3aafc6dcb84e438dda678b6.jpg
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ข่าวร้อนในญี่ปุ่น วิกฤตน้ำจีนลุกลาม! น้ำไม่พอ-คนทะลัก? ทุนจีนกว้านซื้อฮอกไกโด หวังยึดแหล่งน้ำญี่ปุ่น?

    ที่มาของปัญหา
    ▪️ จีนกำลังเผชิญวิกฤตน้ำรุนแรง แม้จะมีโครงการขนาดใหญ่อย่าง Three Gorges เขื่อนหรือ South-North Water Transfer Project ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ

    ▪️ น้ำใต้ดินลดลงหนัก ทำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดินและการแผ่ขยายของทะเลทราย

    ▪️ แม้แต่พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์อย่างลุ่มแม่น้ำแยงซี (เช่น มณฑลหูเป่ย์, หูหนาน, เจียงซี) ก็เริ่มประสบภัยแล้ง

    ▪️ ธารน้ำแข็งในที่ราบสูงทิเบตละลายเร็ว และลดลงถึง 26% ในช่วง 60 ปี ทำให้แม่น้ำใหญ่หลายสายของเอเชีย (เช่น แม่น้ำโขง, แม่น้ำสินธุ) เสี่ยงต่อการแห้งขอด

    ผลกระทบภายในจีน
    ▪️ วิกฤตน้ำส่งผลต่ออุตสาหกรรม การเกษตร และพลังงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังน้ำซึ่งต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก

    ▪️ เกิดการประท้วงในบางพื้นที่ เช่น มณฑลกวางตุ้งและเสฉวน เพราะการจัดสรรน้ำที่ไม่เท่าเทียม

    ▪️ เริ่มมีรายงานเรื่อง "การอพยพภายในประเทศเพื่อหาน้ำ" และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “ผู้ลี้ภัยทางน้ำ” ข้ามพรมแดนในอนาคต

    พฤติกรรมการซื้อที่ดินในฮอกไกโด
    ▪️ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าทุนจีนเข้าไปซื้อที่ดินใกล้แหล่งน้ำในฮอกไกโด เช่น ใกล้ภูเขาโยเท, นิเซโกะ, คุจจัง, เขตโทโยนูกะในเมืองบิราโทริ

    ▪️ แม้จะอ้างว่าเพื่อ พัฒนารีสอร์ตหรือวิลล่า แต่พื้นที่เหล่านั้นอยู่ใกล้แหล่งน้ำจืด ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อ "สำรองน้ำ"

    ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นอาจเผชิญ
    ▪️ ญี่ปุ่นอาจกลายเป็นเป้าหมาย ของผู้อพยพจากจีนที่ขาดแคลนน้ำ ในอนาคต

    ▪️ ผลกระทบต่อซัพพลายเชนโลก เช่น หากจีนลดการผลิตอาหารหรือสินค้าเพราะขาดน้ำและไฟฟ้า

    ▪️ ราคาข้าวสาลีและสินค้าอุปโภคบริโภคอาจพุ่งสูง เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักของโลก

    ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับญี่ปุ่น
    ▪️ ต้องมีกฎหมายควบคุมการซื้อที่ดินแหล่งน้ำโดยทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในฮอกไกโด

    ▪️ เตรียมนโยบายรับมือหรือปฏิเสธผู้ลี้ภัยทางน้ำและเศรษฐกิจจากจีน อย่างชัดเจน

    ▪️ วางยุทธศาสตร์น้ำของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านความมั่นคงของชาติ

    สรุปใจความสำคัญ
    ▪️ วิกฤตน้ำในจีนอาจไม่ใช่แค่ปัญหาภายในประเทศ แต่มีแนวโน้มจะลุกลามออกนอกพรมแดน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยรวม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงของทรัพยากรและประชากร

    ขอบคุณภาพและที่มาจาก https://news.yahoo.co.jp/articles/3716b0c092b6748e84930d9ad3187ca6c19ad311?page=1

    ติดตามพวกเราต่อได้ที่ https://linktr.ee/krobkruengJapan
    FB_IMG_1754237576033.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/192e8gMcKj/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันนี้ (5 ส.ค. 68) เวลา 16.30 น. ทหารกัมพูชาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 นาย เข้าตัดลวดหนามหีบเพลง บริเวณตลาด #ช่องอานม้า ที่ฝ่ายไทยกางแนวลวดหนามไว้เพื่อแสดงเป็นแนวเขตจำนวน 2 แถว เมื่อทางฝ่ายทหารไทยเห็นการเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาได้สั่งให้ยุติ และให้ถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว
    .
    หลังจากนั้นทาง จนท.ร้อย.ทพ.2310 ได้เข้าไปกางลวดหนามหีบเพลงให้เข้าสู่สภาพเดิม ส่วนทหารกัมพูชาได้ออกจากพื้นที่ช่องอานม้าไปแล้ว และฝ่ายทหารไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการแดนไกล เหตุการณ์ทั่วไปปกติ
    .
    #Ch7HDNews #ข่าวออนไลน์7HD #ไทยกัมพูชา #ทหารไทย #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire #รวมใจไทยเป็นหนึ่ง #TruthFromThailand

    https://www.facebook.com/share/1FtUAaQht1/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เท่าที่สืบมา จากการเอาร่างอวาตรเข้าไปแฝง คนกัมพูชาเสียดายภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ มากที่สุด เพราะทหารเขมรเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ตั้งปี พ.ศ. 2551 แล้วเคลมพื้นที่มายาว ๆ มีความพยายามตั้งฐานต่าง ๆ ทำทางขึ้นทางหน้าผา สร้างกระเช้า ชักรอก ทำบันไดปีนขึ้นมา มีความพยายามแบบสุด ๆ ตั้งเครือข่ายดาวเทียม ซึ่งทำกันมานานมาก อยู่กันจนเป็น Complex มีทุกอย่างครบวงจร อย่างกับขึ้นมาตั้งอาณานิคม ทางกัมพูชาใช้งบเยอะมากกับภูมะเขือ เพราะทางขึ้นมันเป็นหน้าผาล้วน ๆ แต่ทางไทยก็ไม่ได้เมินเฉย เพราะที่ผ่านมาหลายปี หลายรัฐบาล เรามีความเป็นสุภาพบุรุษ (โลกสวย) เราเตือนกัมพูชาตลอด เตือนหลายครั้ง ใช้ MUO 43-44 เตือนหลายครั้ง

    คือในปี พ.ศ. 2543 ไทยและกัมพูชาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการปักปันเขตแดน ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่เดิม” และห้ามมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการตกลงปักปัน เช่น บริเวณภูมะเขือ แต่กัมพูชาผัดผ่อน เมินเฉย พยายามสร้างดราม่าต่าง ๆ นานา และใช้ช่วงเวลานั้นเคลมพื้นที่มาตลอด

    โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2551 - 2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ ทหารทั้ง 2 ฝ่ายเคยยกกำลังเข้ายึดพื้นที่และเกิดการปะทะหลายครั้ง ส่วนทางไทยเองก็ไม่อยากมีปัญหาด้วยตอนนั้น ต้องยอมรับว่าการเมืองในประเทศไทยเองในตอนนั้นกำลังรุนแรงมากอย่างสุดขีด ทั้งเสื้อเหลือง, เสื้อแดง, เสื้อหลากสี, ม็อบต่าง ๆ นานา, เกิดการจลาจลในกรุงเทพและในหลาย ๆ จังหวัด เป็นยุคที่ประเทศไทยวุ่นวายสุด ๆ กัมพูชาจึงใช้จุดอ่อนของไทยตรงนี้เคลมพื้นที่ 1 : 200,000 มาตลอดหลายปี ไทยโดนทั้งศึกนอก-ศึกใน แต่กัมพูชายิ้มแฉ่ง

    โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2554 กัมพูชาชักศึกขึ้นอีกครั้ง ใช้ความชุลมุนนี้ขึ้นศาลโลก ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554 กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 (คดีเดิม) เพราะกัมพูชาคาใจคำว่า “ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” แล้วได้แผ่นดินด้วยหรือไม่ คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร สุดท้ายศาลโลกไม่ได้ตัดสิน ก็ให้ไทยและกัมพูชาไปเคลียกันเอง แต่ตัวปราสาทพระวิหารและที่ตั้งของปราสาทเป็นของกัมพูชา

    ประเด็นที่กัมพูชาเคลม “ภูมะเขือ” คือภูมะเขืออยู่ในพื้นที่ 4.6 ตร.กม.นั้นด้วย เป็นอีกชะง่อนผา อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร กัมพูชากล่าวอ้างว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นของกัมพูชาทั้งหมด แต่ทางไทยไม่ยอมเพราะยึดหลักตามเส้นสันปันน้ำ 1 : 50,000

    นั่นหมายความว่า กัมพูชาคิดว่าภูมะเขือเป็นของกัมพูชามาตลอด และรูปสันฐานภูมิประเทศของภูมะเขือก็คล้ายกับเขาพระวิหารด้วย คือเป็นเขาหน้าตัด มีชะง่อนผา คล้ายทำเลที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร คนกัมพูชายังเคยพูดว่า “บนยอดภูมะเขือสามารถสร้างปราสาทพระวิหารได้อีกหลัง”

    ความเจ็บใจเรื่อง “ภูมะเขือ” ของกัมพูชายังไม่จบแค่นั้น เพราะเขาคิดว่าภูมะเขือเป็นของกัมพูชามาตลอด เป็นสิ่งที่คนเขมรชะล่าใจ กล่าวหาว่าไทยรุกราน เพราะทหารเขมรสร้าง complex เอาทหารเขมรขึ้นไปตั้งอาณานิคมบนภูมะเขือแล้ว สร้างเสาสัญญาณแล้ว สร้างกระเช้าทางขึ้นมาตั้งหลายปีแล้ว ทหารไทยคงไม่ยึดหรอก เพราะที่ผ่านมาไทยเงียบ คอยแย้งแต่ MOU 43-44 แต่ผิดคาด... หลังเริ่มการปะทะ 24 กรกฎาคม 2025 ภูมะเขือแทบจะเป็นจุดแรกที่กัมพูชาเสียให้ไทย (ภูมะเขือเป็นของไทยมาตลอด) หมายถึงโดนไทยยึดกลับคืนมาได้สำเร็จ

    และความชะล่าใจของกัมพูชานี้เองตั้งแต่แรก หลังเหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี วันที่ 28 พฤษภาคม 2025 กัมพูชาเดินเกมส์เคลมดินแดนไทยขึ้นศาลโลก ICJ คือนำพื้นที่แค่ 4 รายการยื่นศาลโลกเท่านั้น ได้แก่ 1.ดินแดนช่องบก-สามเหลี่ยมมรกต 2.ปราสาทตาเมือนธม 3.ปราสาทตาเมือนโต๊ด 4.ปราสาทตาควาย

    แล้วอะไรคือความเจ็บใจของกัมพูชา ?

    หลังกัมพูชาแพ้ศึกบนภูมะเขือ หลังวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา (วันแรกที่เริ่มต้นปะทะ ไทย-กัมพูชา) ทหารไทยยึดภูมะเขือได้สำเร็จ ชักธงชาติไทยขึ้น ยืนร้องเพลงชาติไทย กัมพูชาถึงกับตัดพ้อว่า “ทำไมเราไม่เอาภูมะเขือไปขึ้นศาลโลกตั้งแต่ทีแรก ให้ภูมะเขือเป็นรายการที่ 5 ทำไมเราถึงชะล่าใจ” และนี่คือการแพ้แบบยับเยินของกัมพูชา หลังสร้างเรื่องขึ้นศาลโลก ICJ สิ่งที่กัมพูชาอยากได้มากที่สุดใน 4 รายการนั้นคือ “ปราสาทตาเมือนธม” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง แถมเสียสิทธิอำนาจอธิปไตยบนภูมะเขือ (หนึ่งในพื้นที่ 4.6 ตร.กม.) ที่ทหารเขมรขึ้นมาเคลมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เจ็บใจทั้งปราสาทตาเมือนธมที่อยากได้ที่สุด และโดนทหารไทยขึ้นมาตลบหลังบนภูมะเขือ ก็เท่ากับว่าตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทหารเขมรเคยขึ้นมาเคลม (ตามแนวพื้นที่ 1 : 200,000) กัมพูชาสูญเสียสิทธิอาณาเขตกลับคืนให้ไทยถาวร ยกเว้นตัวปราสาทตาควายที่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะยังมีภาพทหารเขมรเข้ามาใช้พื้นที่อยู่ตลอด ถึงแม้ทางไทยจะอ้างว่ายึดไว้แล้วก็ตาม ส่วนช่องอานม้านั้นทหารเขมรโดนไทยไล่ออกไปอย่างชัดเจน

    อันที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของไทยมาตลอด ตามหลักเส้นเขตแดน 1 : 50,000 ส่วนกัมพูชาเคลม 1 : 200,000 สรุปตอนนี้ก็เหมือนไทยชนะ เพราะขับไล่ทหารเขมรออกไปจากแนวเส้นเขตแดน 1 : 50,000 ที่ไทยยึดถือได้สำเร็จ ไทยไม่เคยบอกว่าตัวเองได้ดินแดนเพิ่มขึ้น แต่เราปกป้องดินแดนอธิปไตยของเราไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วน “ผู้รุกรานอย่างกัมพูชา” ก็จัดได้ว่าแพ้อย่างย่อยยับ เหลือแค่ฝีปากจากทางภาครัฐกัมพูชา เช่น โฆษกนางมาลี, คนในตระกูลฮุน, นักการเมืองเขมร และภาคพลเรือนตามโลกโซเชียล ที่พยายามหาวิถีทางเคลม แบะ toxic ไปเรื่อย ๆ เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ เพราะผลทางการทหารเขมรแพ้ไทยยับเยิน โดยเพราะ “ภูมะเขือ” ที่ผ่านกัมพูชามาเคลมปราสาทตาเมือนธมแบบจัดเต็ม ขนนักท่องเที่ยวขึ้นมามากมาย (เพราะอยากได้ที่สุด เบอร์ 1) ตอนหลังก็เงียบ กำลังชอร์กกับเหตุการณ์ที่ภูมะเขือ
    FB_IMG_1754642072958.jpg FB_IMG_1754642075951.jpg FB_IMG_1754642079171.jpg FB_IMG_1754642081924.jpg
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    https://www.facebook.com/share/p/19K2q4EvUe/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักเดินทางขาเข้ากัมพูชาลดลงอย่างมากในช่วง 15 วันหลังสุด หลังภาวะไร้เสถียรภาพตามแนวชายแดน ท่ามกลางเหตุปะทะหนักหน่วงกับไทย ได้ก่อความกังวลแก่บรรดาผู้มาเยือน ตามรายงานของแคมโบเดียเนส สื่อมวลชนเขมรในวันศุกร์(8ส.ค.) พร้อมระบุสถานการณ์เช่นนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักกับบรรดาผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว

    แคมบเดียเนส รายงานว่าสถานการณ์ของนักเดินทางขาเข้ากัมพูชาอยู่ในภาวะทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ก่อนหน้าเกิดการปะทะติดอาวุธ จำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการที่เที่ยวบินต่างๆยังคงเดินหน้าให้บริการต่อไป แม้เกิดเหตุกระทบกระทั่งจนนำมาซึ่งการปิดชายแดนทางภาคพื้นระหว่างกัมพูชาและไทย

    อย่างไรก็ตามสมาคมการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชาเน้นว่าภาคการท่องเที่ยวเริ่มเผชิญกับจำนวนผู้มาเยือนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตามหลังเหตุปะทะในวันที่ 24 กรฏาคม และรายได้ของบรรดาผู้ประกอบการนำเที่ยวทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ลดลงมากกว่า 70%

    Chhay Sivlin ประธานสมาคมผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา แสดงความกังวลและห่วงใยเหล่าผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ถ้าความตึงเครียดยังคงลากยาวต่อไป

    Sivlin กล่าวว่าพวกนักท่องเที่ยวต่างชาติมองกัมพูชาในฐานะเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่บรรดานักท่องเที่ยวท้องถิ่นมุ่งเน้นไปที่การให้การสนับสนุนประชาชนผู้ไร้ถิ่นฐานและทหารมากกว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวภายในประเทศไม่ปรารถนากิจกรรมสันทนาการ

    "ความขัดแย้งชายแดนคือสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเดินหน้ายกเลิกเที่ยวบินมากัมพูชา นับตั้งแต่เหตุปะทะเริ่มต้นขึ้น" Sivlinระบุ "พวกเขาเชื่อวาประเทศแห่งนี้อยู่ท่ามกลางสงคราม และกำลังยกเลิกจองตั๋วทั้งในช่วงโลว์ซีซั่นและไฮซีซั่น"

    "แม้กระทั่งหลังมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากไม่รับรู้ว่าประเทศแห่งนี้เวลานี้ปลอดภัยแล้ว พวกเขายังคงคิดว่าประเทศยังอยู่ในสงคราม ถ้าข่าวลือนี้ยังคงแพร่สะพัดต่อไป แรงงานด้านการท่องเที่ยวก็อาจต้องเริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับอนาคตในหน้าที่การงานของพวกเขา ในขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่อาจแบกรับการขาดทุนได้เป็นเวลานาน" เธอกล่าว

    Sivlin บอกว่าเธอรู้สึกเศร้าที่ได้เห็นพนักงานบริษัทและในธุรกิจต่างๆอยู่ในอาการเศร้าและเครียด วิถีชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่ความขัดแย้งลุกลาม แรงงานจำนวนมากวิตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลัวตกงานและเกรงว่าจะมีเงินเพียงพอที่จะดำรงชีวิตตามความจำเป็นหรือไม่

    "พวกผู้ประกอบการที่ให้บริการในด้านต่างๆ อย่างเช่นการขนส่งทางอากาศ ทางบกและทางน้ำ เช่นเดียวกับโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง พวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดคนงานถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อ บริษัทต่างๆอาจพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะเดินหน้าการลงทุน สืบเนื่องจากสถานการณ์เช่นนี้" เธอระบุ

    ประธานสมาคมผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา กล่าวต่อว่าพวกผู้ประกอบการคงต้องพึ่งพิงการพูดคุยหารือระหว่าง 2 ประเทศ ในความหวังบรรลุสันติภาพ การขาดแคลนนักท่องเที่ยวยังคงส่งผลกระทบในระยะสั้น ดังนั้นจึงหวังว่าสันติภาพจะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมา "ผู้ประกอบการทุกรายและชาวกัมพูชาต้องการสันติภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างชาติกลับมา"

    (ที่มา:แคมโบเดียเนส)
    https://www.facebook.com/share/16n7yPmu8v/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘แบงก์ชาติ’ สั่งแบงก์กำหนดวงเงินโอน ‘โมบายแบงก์กิ้ง’ กลุ่มเสี่ยง ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ต่อวัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเป้าหมายและมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้โอนได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน เพื่อสกัดความเสียหาย
    เปิดบัญชีใหม่เริ่มสิ้นเดือนนี้ บัญชีเก่าเริ่มสิ้นปี

    FB_IMG_1755698710637.jpg FB_IMG_1755698713248.jpg FB_IMG_1755698715393.jpg FB_IMG_1755698717244.jpg FB_IMG_1755698719386.jpg

    https://www.facebook.com/share/1HtHM3UZLY/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ส่อถอดกองทุนอากาศสะอาด หัวใจกฎหมายแก้มลพิษ ทำหลัก ‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ อาจไม่เกิดขึ้นจริง
    .
    ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เป็นกฎหมายที่สังคมไทยจับตามอง เพราะถูกคาดหวังว่าจะเป็นกรอบสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ และฝุ่นพิษ PM2.5 อย่างยั่งยืน โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ปิดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,602 คน ซึ่งกว่า 93% เห็นพ้องว่าควรมีกลไกสำคัญอย่าง “กองทุนอากาศสะอาด” อยู่ในเนื้อหา เพื่อให้กฎหมายนี้สามารถเดินหน้าได้จริง
    .
    จุดหักเห: ส่อถอด “กองทุนอากาศสะอาด”
    .
    ล่าสุดเกิดแรงสั่นสะเทือนในกระบวนการยกร่างกฎหมาย เมื่อมีรายงานว่า กรรมาธิการจากฝั่งคณะรัฐมนตรีขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อตัด “หมวด 6 กองทุนอากาศสะอาด” ออกจากร่าง พ.ร.บ. โดยยังไม่มีการให้เหตุผลเชิงวิชาการอย่างชัดเจน
    .
    หมวด 6 “กองทุนอากาศสะอาด” ถือเป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมาย เนื่องจากออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการคุณภาพอากาศ โดยยึดหลักการสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) รายได้จากกองทุนจะถูกนำไปใช้สนับสนุนมาตรการควบคุมมลพิษ การปรับเปลี่ยนสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
    .
    (ลิงก์อ่านต่อในคอมเมนต์)
    .
    ส่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ตัดกองทุนฯผู้ก่อมลพิษจ่าย เสี่ยงกฎหมายแก้มลพิษไม่ได้
    https://www.bangkokbiznews.com/environment/1195029
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain

    https://www.facebook.com/share/16uHYvFUNr/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การล่มสลายของ 'พนักงานเงินเดือนชนชั้นกลาง' การเปิดให้พนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไปสมัครใจเกษียณ อาจถูกมองว่าเป็น 'มาตรการลดต้นทุน'
    .
    [เรื่อง: ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย]
    .
    การประกาศของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่เปิดให้พนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไปสมัครใจเกษียณก่อนเวลา อาจถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการลดต้นทุน
    .
    แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้นมันคือ ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของตลาดแรงงานไทย ภายใต้แรงกดดันของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)
    .
    เพราะคนวัย 45-50 ปีในองค์กรไทยส่วนใหญ่คือ “ผู้จัดการระดับกลาง" (middle management) คนที่ทำงานประสาน ส่งคำสั่ง ตรวจรายงาน เป็นชั้นกลางของโครงสร้างองค์กรที่เคยมั่นคงที่สุด แต่วันนี้แดชบอร์ด (dashboard) แอปสื่อสาร (chat app) และปัญญาประดิษฐ์สามารถสื่อสารตรงรวบรวมและสรุปข้อมูลให้ผู้บริหารได้ทันที ทำให้โครงสร้างองค์กรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้จัดการระดับกลางมากเท่าเดิมอีกต่อไป
    .
    การปล่อยให้คนวัยกลางคนออกไปไม่ได้แค่ทำให้องค์กรกระชับลง แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่ค่าแรงถูกกว่า และที่สำคัญคือพร้อมใช้งานปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่วันแรกเข้ามาแทน เด็กรุ่นใหม่อาจยังขาดประสบการณ์แต่พวกเขามี “สัญชาตญาณดิจิทัล" (digital instinct) ที่ทำให้ปรับตัวกับเครื่องมือใหม่ๆ ได้ไวกว่า ซึ่งในสายตาองค์กรแล้วนั่นอาจคุ้มค่ากว่าการพยายามฝึกทักษะใหม่ให้กับคนที่ไม่ได้เติบโตมากับเทคโนโลยี
    .
    ในขณะที่เอกชนเร่งปล่อยคนออกเร็วขึ้น รัฐกลับเดินอีกทางหนึ่ง พูดถึงการยืดอายุเกษียณไปถึง 63-65 ปี เพื่อรองรับสังคมสูงวัยแต่ก็ยังไม่มีมาตรการจริงจังที่จะทำให้แรงงานสูงวัยมีบทบาทใหม่ในโลกดิจิทัล ช่องว่างนี้ทำให้ชนชั้นกลางเงินเดือนที่ควรจะมั่นคงที่สุดกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ถูกกดดันให้หลุดออกจากระบบทั้งที่ยังแบกภาระครอบครัว ผ่อนบ้าน เลี้ยงลูกและเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่พร้อมกัน
    .
    ถ้ามองในภาพกว้างนี่คือ การล่มสลายของ “ชนชั้นกลางพนักงานเงินเดือน” ที่เราเคยเชื่อว่ามั่นคงที่สุดในสังคมไทย การศึกษาดี ทำงานประจำ มีตำแหน่งผู้จัดการ เคยถูกมองว่าเป็นบันไดสู่ความมั่นคง แต่วันนี้มันกลายเป็นกลุ่มที่องค์กรอยากลดทอนลงก่อนใคร เพราะเทคโนโลยีทำให้บทบาทที่เคยสำคัญที่สุดกลับไม่จำเป็นอีกต่อไป
    .
    สิ่งที่น่ากังวลคือ เอกชนกำลังขยับเร็วด้วยแรงกดดันจากการแข่งขันและเทคโนโลยี แต่รัฐกลับเฉื่อยชาที่จะออกแบบระบบรองรับใหม่ เราอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดที่ชนชั้นกลางถูกผลักออกจากแรงงานเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยยังยาวขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึงสังคมที่ “แก่ก่อนรวย แก่โดยไม่มีงานทำ” และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุค “พนักงานกินเงินเดือน” แบบไทยๆ ที่เราเคยเชื่อมั่นว่า เส้นทางการศึกษาและงานประจำจะรับประกันความมั่นคงไปตลอดชีวิต
    .
    แต่ความจริงในวันนี้กลับตรงกันข้าม และสิ่งที่เราเห็นชัดที่สุดคือ ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำลายแรงงานทั้งหมดในทีเดียว แต่มันกัดกินทีละชั้นและชั้นที่ถูกกัดหายไปก่อนคือ ชนชั้นกลางพนักงานเงินเดือนวัยกลางคน
    .
    แต่ถ้าจะไม่ปล่อยให้เป็นเพียงภาพของความพังทลาย เราต้องกล้าพูดเรื่อง “การฝึกทักษะใหม่“ (reskill) และ “นโยบายดิจิทัล” (digital policy) อย่างจริงจัง การยืดอายุการทำงานจะไร้ความหมายทันทีหากรัฐยังคิดว่าแรงงานสูงวัยควรทำงานเดิมๆ ไปจน 65 ปี
    .
    ความจริงคือ เราต้องยืดด้วยการเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับโลกใหม่ งานที่ผู้จัดการระดับกลางทำไม่ได้ถูกทำลายไปทั้งหมดแต่มันถูกแปรสภาพจากการส่งคำสั่งและตรวจงานไปสู่การเป็น ครูพี่เลี้ยง (mentor) โค้ช (coach) ผู้สร้างวัฒนธรรมองค์กร (culture builder) และผู้รักษาความรู้ (knowledge keeper) ที่ทำงานคู่กับปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่แข่งกับมัน
    .
    รัฐจึงควรลงทุนในโครงการฝึกทักษะใหม่ระดับประเทศที่เน้น 3 เรื่องหลักคือ
    .
    1. การรู้เท่าทันดิจิทัล (digital literacy)
    2. โครงสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning infrastructure)
    3. รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible work model)
    .
    .
    (ลิงก์อ่านต่อในคอมเมนต์)
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic #กรุงเทพธุรกิจBusiness #กรุงเทพธุรกิจInfo

    อ่านต่อ: www.bangkokbiznews.com/health/labour/1195242

     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘จีน’ เพิ่มพลังงานสะอาด จนก๊าซเรือนกระจกลดลง 1% เดินหน้าเพิ่มแผงโซลาร์เซลล์ ช่วยโลกรอดพ้นวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
    .
    รายงานจากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ “จีน” ประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก ลดลง 1% โดยภาคส่วนพลังงานเป็นภาคส่วนที่มีอัตราการลดลงสูงที่สุด อีกทั้งได้แรงหนุนจากเหล็กและปูนซีเมนต์ก็มีส่วนทำให้ปริมาณลดลงเช่นกัน
    .
    จีนเพิ่มจำนวนกังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์ใหม่มากเป็นประวัติการณ์ จนสามารถผลิตไฟฟ้าจากสองแหล่งนี้ได้มากกว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอยู่ที่ 3.7% ทำให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้ถ่านหินน้อยลง จนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนนี้ลงประมาณ 3%
    .
    ในช่วงห้าเดือนแรกของปีนี้ กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะทำให้กำไรของฟาร์มพลังงานลมและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง แม้ว่าการติดตั้งจะชะลอตัวลงหลังจากเริ่มดำเนินการแล้ว แต่พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นน่าจะเพียงพอที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคพลังงานไปจนถึงปีหน้า
    .
    ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการวัสดุก่อสร้าง โลหะ ปูนซีเมนต์ และเหล็กก็ลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงซบเซา
    .
    ทางการจีน รายงานล่าสุดว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลงทุกปีตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และตั้งเป้าที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2060
    .
    หากจีนสามารถรักษาระดับไว้เช่นนี้ต่อไปได้ จีนอาจจะปล่อยก๊าซคาร์บอนของจีนอาจถึงจุดสูงสุดก่อนเป้าหมาย แต่จีนยังคงเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก และจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก เพื่อช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
    .
    ขณะเดียวกัน หากจีนต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ประกาศไว้ภายในปี 2060 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซจะต้องลงโดยเฉลี่ย 3% ในอีก 35 ปีข้างหน้า
    .
    (ลิงก์อ่านต่อในคอมเมนต์)
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain

    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/environment/1195374

    https://www.facebook.com/share/p/1B7XESdeis/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลุ้นระทึกทุกนาที หลายวันก่อนเราได้ทำลำดับข่าวเป็น Timelines เอาไว้ เลยเอามาอัพเดท สรุปเรื่องนี้ทั้งหมดอีกครั้ง ดังนี้ (ยาวมาก เลื่อนอ่านล่าสุดจากด้านล่างสุดขึ้นมาได้เลย)


    ▪️จากกรณีหมอบีขอโทษ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผ่านสื่อ หลายคนสงสัยว่าขอโทษเรื่องอะไร ทำไมอาจารย์จึงดูโกรธเกรี้ยวสวนกลับรุนแรงขนาดนั้น มีโพสต์บน X จาก @personalstuffs สรุปให้ว่าเริ่มต้นนั้นเป็นความขัดแย้งทางวิชาชีพในคดีหนึ่งระหว่าง ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา กับหมอบี

    ▪️ต่อมา มีโพสต์จาก @Pro_Chanan มาอธิบายต่อว่า เริ่มจากอ.ตฤณห์ทำคดีซึ่งเป็นงานของตัวเองอยู่ แล้วหมอบีบังเอิญ(หรือไม่บังเอิญ)เข้าไปยุ่ง ทำให้งานของ อ.ตฤณห์ยุ่งยากเข้าไปอีก อ.ตฤณห์เลยไปสืบหาว่าหมอบีมีเรื่องเบื้องหลังอะไรให้ตรวจสอบมั้ย แล้วก็เลยเจอเรื่องเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ มีการจุดประเด็นในโซเชียลมีเดียก่อน เรื่องก็เลยเป็นข่าวต่อเนื่อง


    ▪️ 31 กรกฎาคม 2568 จากโพสต์บน X และรายงานข่าวจากมติชน หลวงพ่ออลงกตชี้แจงว่าเงินบริจาคที่หมอบีนำมาถวายเป็นเงินสด และท่านไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน(ไม่ได้นับ)พร้อมระบุว่า “อาตมาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคโดยตรง ทุกอย่างที่หมอ
    บีนำมาถวายเป็นเงินสด และอาตมาเชื่อใจในความบริสุทธิ์ของหมอบีตั้งแต่แรก”

    ▪️กระแสในโซเชียลมีเดียเริ่มต้นบน X มีคนตั้งคำถามถึงความร่ำรวยของหมอบี เช่น การครอบครองบ้านราคา 30-50 ล้านบาท รถยนต์หรู และของแบรนด์เนม รวมถึงการจัดการเงินบริจาคในบัญชี “ใจฟ้าอาทรประชานาถ” ที่มีเงินไหลเข้าหลักหลายร้อยล้านบาทตั้งแต่ปี 2562 แต่ไม่มีการโอนเข้าบัญชีวัดอย่างเป็นทางการ หมอบีอธิบายภายหลังว่าหลวงพ่อขอรับเป็นเงินสด ที่ขาด 5.4 ล้าน เป็นส่วนที่เอาไปไถ่ชีวิตโคกระบือและช่วยน้ำท่วมตามดำริหลวงพ่อ

    ▪️อดีตทีมงานของหมอบีบางคนเริ่มออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ภาพที่หมอบีใช้ในภารกิจปราบผีบางส่วนมาจากอินเทอร์เน็ต หมอบีอธิบายภายหลังว่าช่วงแรกๆ ที่ทำงานไม่ได้ถ่ายภาพไว้ จึงต้องพยายามหาภาพจากเน็ตมาใช้ประกอบ

    ▪️วัดพระบาทน้ำพุตัดขาดหมอบี โดยหลวงพ่ออลงกต สั่งห้ามหมอบีใช้ชื่อวัด ชื่อมูลนิธิ หรือชื่อหลวงพ่อในการระดมทุน และห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจการวัด โดยระบุว่าได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในเงินบริจาค

    ▪️วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ช่อง TNN เผยแพร่การชี้แจงของหลวงพ่อว่าไม่ได้มีส่วนในการสั่งการหรือบริหารจัดการเงินที่หมอบีรวบรวมมา“อาตมาไม่เคยสั่งให้หมอบีทำอะไรเกี่ยวกับเงินบริจาค เป็นความสมัครใจของหมอบีเองที่อยากช่วยวัด และอาตมาเตือนเสมอว่าให้ทำทุกอย่างให้โปร่งใส”

    ▪️4-5 สิงหาคม 2568 หลวงพ่ออลงกตให้สัมภาษณ์ช่อง 8 ระบุว่า หมอบีเป็นจิตอาสาที่เข้ามาช่วยงานวัดเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ไม่มีตำแหน่งในวัด หลวงพ่อสั่งห้ามหมอบีใช้ชื่อวัดในการระดมทุน และพบว่ามีตัวเลขเงินบริจาคไม่ตรงกัน โดยเงินขาดไปทั้งสิ้น 5.4 ล้านบาทจากการตรวจสอบ การสัมภาษณ์นี้เป็นการชี้แจงครั้งแรกจากวัดที่เริ่มได้รับความสนใจจากสื่อ

    ▪️ 5 สิงหาคม 2568 จากโพสต์บน X ของ @TifFaNy_9member) ระบุว่าหลวงพ่ออลงกตยืนยัน“หมอบีเคยมาขออนุญาตเปิดบัญชีเพื่อรับบริจาคและนำเงินมามอบให้วัด แต่ตอนนี้สั่งห้ามหมอบีพูดถึงหลวงพ่อ ห้ามเอ่ยชื่อ วัดพระบาทน้ำพุ ปิดบัญชี”จะทำกิจกรรมอะไรทำเถิดแต่อย่ามาใช้ชื่อหลวงพ่อ ใช้ชื่อวัด ไม่ให้มาเรียกบุญเพื่อพระบาทน้ำพุ“ และ”เป็นมติของกรรมการวัด”

    ▪️5 สิงหาคม 2568 หมอบีโฟนอินเข้ารายการ “ข่าวใส่ไข่” ขณะอยู่ในโรงพยาบาลหลังผ่าตัดนิ่ว ปฏิเสธข้อกล่าวหาการยักยอกเงินบริจาค ยืนยันว่าเงินบริจาคถวายหลวงพ่ออลงกตเป็นเงินสดตามดำริ และทรัพย์สินส่วนตัว เช่น บ้านและรถ มาจากธุรกิจครอบครัวเป็นการตอบโต้ครั้งแรกต่อกระแสในโซเชียลมีเดีย

    ▪️ 6 สิงหาคม 2568, 09.42 น. ผู้ใช้ @rin20768 โพสต์ใน X เกี่ยวกับ“แพร”อดีตเลขานุการของหมอบีที่ทำงาน 6 เดือน ระบุว่าแพรพบความไม่โปร่งใสในระบบเงินบริจาค และลาออก

    ▪️ 6 สิงหาคม 2568, 10:39 น. ผู้ใช้ @TifFaNy_9member โพสต์ X ว่า“แพร”เป็นอดีตเลขานุการที่ดูแลบัญชี “ใจฟ้าอาทรประชานาถ” มีหน้าที่เบิกเงินหลักล้านต่อครั้ง เอกสารดูเหมือนถูกต้อง แต่แพร“สงสัย”ว่าตัวเลขเงินจริงอาจไม่ตรงกับที่ถวายวัด

    ▪️6-7 สิงหาคม 2568 รายการ “โหนกระแส” ดำเนินรายการโดยคุณหนุ่ม กรรชัย ออกอากาศประเด็นหมอบี โดยเชิญทนายเกิดผล แก้วเกิด มาพูดถึงข้อสงสัยเรื่องเงินบริจาค มีการอ้างถึงอดีตทีมงาน พบความไม่โปร่งใสในเงินบริจาค พูดถึงเงินที่ขาดไป 5.4 ล้านบาท หลวงพ่ออลงกตยืนยันว่ามีตัวเลขไม่ตรงกัน ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นที่สนใจในวงกว้าง แม้จะไม่ระบุชื่อโดยตรง แต่บริบทชี้ว่าเธอคืออดีตทีมงานหมอบีที่ออกมาแฉ

    ▪️ 7 สิงหาคม 2568 YouTube ช่อง “ข่าวเด่นข่าวเด็ด” เผยแพร่คลิปสรุปประเด็นหมอบี โดยมีการสัมภาษณ์“แพร”ได้พูดถึงบทบาทของแพรในฐานะอดีตเลขานุการที่้เก็บข้อมูลจำนวนมากไปร้องเรียนกองปราบ คลิปนี้เป็นแหล่งสำคัญที่นำเสนอคำพูดของแพรโดยตรง แพรเป็นคนเบิกจ่ายและนำเงินสดไปมอบให้วัด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า หากมีเงินสดจำนวนหนึ่งสูญหายก่อนถึงมือวัด ก็น่าจะยังอยู่ในความรับผิดชอบของเธอด้วยหรือไม่

    ▪️ 7 สิงหาคม 2568 The Thaiger รายงานว่าอดีตเลขานุการของหมอบี (สันนิษฐานว่าเป็นแพร)ว่าเงินบางส่วน เช่น 2.3 ล้านบาท ถวายจริงเพียง 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียน

    ▪️ 8 สิงหาคม 2568 Thai PBS รายงานว่าอดีตจิตอาสา (สันนิษฐานว่าเป็นแพร) เข้าให้ข้อมูลกับกองปราบปราม และปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเลขานุการหรือมีหน้าที่เบิกเงินตามที่หมอบีอ้าง พร้อมยืนยันว่าพบความไม่โปร่งใสในเงินบริจาค

    ▪️ 8 สิงหาคม 2568 Daily News รายงานความเห็นว่าหมอบีโยนความรับผิดชอบเรื่องเงินให้เลขานุการ (สันนิษฐานว่าเป็นแพร) ซึ่งอาจทำให้แพรไม่พอใจและออกมาแฉ

    ▪️PPTVHD36 รายงานว่ากองปราบปรามเริ่มสอบสวนหมอบี การร้องเรียนของแพรมีผลต่อการสอบสวน

    ▪️ ช่อง 8 รายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ว่า หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดินจำนวน 2,000 ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวซื้อในนามของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่วัด

    ▪️ ตามโพสต์ X จาก @zsar14940693 วันที่ 9 สิงหาคม 2568, 23.55 น.ทนายเกิดผล แก้วเกิด ระบุว่าเพิ่งทราบเรื่องที่ดินเมื่อปีที่แล้ว (2567) แต่ไม่รู้ว่ามีถึง 2,000 ไร่ และเคยทวงถามทายาทของเจ้าของที่ดินที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ทายาทปฏิเสธที่จะคืนที่ดิน โดยบอกว่าให้ไปฟ้องร้องเอา

    ▪️ โพสต์จาก @TifFaNy_9member (วันที่ 10 สิงหาคม 2568 ระบุว่า ”วรสุดา“ ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดิน 20 ไร่ อ้างว่าอาของเธอ (อดีตไวยาวัจกรของวัด) เป็นผู้ซื้อที่ดิน 2,000 ไร่ในนามของเขา และที่ดินจะเป็นของวัดเมื่อเธอเสียชีวิต

    ▪️ช่อง 8 คุณพุทธตั้งคำถามว่า ตอนนี้ก็โอนได้ ทำไมต้องรอให้คุณวรสุดาเสียชีวิตก่อน และไม่ทราบว่าโฉนดอยู่ไหน

    ▪️โพสต์ X จาก @zsar14940693 วันที่ 10 สิงหาคม 2568, 09.24 น.ระบุว่า หลวงพ่ออลงกตให้อดีตไวยาวัจกรซื้อที่ดินหลายพันไร่ แต่เจ้าของที่ดินเสียชีวิต ทำให้มรดกตกเป็นของทายาท และที่ดินยังไม่ได้โอนคืนให้วัด วัดจึงปรึกษาทนายเกิดผล ซึ่งอาจต้องฟ้องร้องเพื่อขอทรัพย์สินคืน

    ▪️โพสต์ X จาก @Futariireba วันที่ 10 สิงหาคม 2568,อ้างถึงวิดีโอ YouTube “คุณพุทธ” แฉเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ของหลวงพ่ออลงกต โดยทนายเกิดผลตำหนิหลวงพ่อเรื่องความไว้ใจบุคคลอื่นในการซื้อที่ดิน

    ▪️ความไม่โปร่งใสของการที่ที่ดินไม่ได้ลงชื่อโฉนดในนามวัดโดยตรง ทั้งๆ ที่มีมูลนิธิ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการและเจตนาในการซื้อที่ดิน รวมถึงการใช้เงินบริจาค

    ▪️การดำเนินการทางกฎหมาย วัดและทนายเกิดผลกำลังพิจารณาดำเนินคดีเพื่อขอที่ดินคืน ซึ่งอาจต้องใช้เอกสารและไทม์ไลน์เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นทรัพย์สินของวัด

    ▪️ 10 สิงหาคม 2568 ทนายเกิดผลประกาศลาออก ให้สภาทนายความจัดการหาทนายคนใหม่ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

    ▪️ความจริงที่วัดมีทนายความประจำการที่รู้จักตื้นลึกหนาบางทุกเรื่องดีอยู่แล้ว การเลือกใช้บริการทนายเกิดผลจัดเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ หลวงพ่อยังให้สัมภาษณ์ว่ามี “อัยการ” คอยให้ข้อแนะนำทางกฎหมาย

    ▪️11 สิงหาคม 2568 เพจ“โหนกระแส”รายงานว่า นายกสภาทนายความออกมาให้ข่าวชี้แจง ว่าไม่เคยมีการตั้งคณะทำงานไปทำคดี “วัดพระบาทน้ำพุ” แต่อย่างใด เพราะไม่ใช่เรื่องประโยชน์สาธารณะและไม่ใช่เคสยากไร้ จึงไม่เข้าเกณฑ์ช่วยเหลือ

    ▪️12 สิงหาคม 2568 ช่อง 3 สัมภาษณ์แหล่งข่าวในกองปราบฯ ระบุ พฤติการณ์ของพระอลงกต มีความผิดปกติมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว หากบริสุทธิ์ใจจริงต้องเอาที่ดินเข้าสู่วัด เข้าสู่มูลนิธิ แต่ไม่ทำ

    ▪️ 12 สิงหาคม 2568 รายการ “ลุยชนข่าว”ถ่ายภาพโกดังเก็บของบริจาคในวัดพระบาทน้ำพุ พบข้าวของถูกปล่อยทิ้งเป็นขยะเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุดแอลกอฮอล์นับหมื่นขวด นมอัดเม็ดนับพันกล่องที่มีรอยหนูแทะ เสื้อผ้า ฯลฯ โดยรายงานว่าของเหล่านี้" ถูกกองทิ้งสูงเท่าภูเขา“

    ▪️12 สิงหาคม 2568 โหนกระแส เปิดข้อมูลบัญชีรายชื่อทรัพย์สิน วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี มีโรงแรมลพบุรีอินทร์ 35 ล้านบาท, โรงเรียนกำจรวิทย์ 60 ล้านบาท, เดอะรีเจนท์ หมู่ 5 ต.ท่าศาลา 66 ล้านบาท,โกดังเก็บของบริจาคหน้าเดอะรีเจนท์,ไร่ใจฟ้า พื้นที่กว่า 100 ไร่,สนามฟุตบอล 6 สนาม ทางเข้าหนองถ้ำ,ที่ดิน อ.หนองม่วงและอ.โคกเจริญ 2,000 ไร่

    ▪️ 12 สิงหาคม 2568 ข่าวไทยพีบีเอส รายงานกรณีการตรวจสอบการใช้ชื่อบุคคลอื่นซื้อที่ดิน และเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ พนักงานสอบสวนกองปราบฯ ระบุว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาส มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หากพบว่านำเงินบริจาคไปซื้อที่ดินภายใต้ชื่อบุคคลอื่น หรือไม่ติดตามทรัพย์สินของวัดคืน ถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 และถือว่าเป็นข้อหาที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานฟอกเงินด้วย

    ▪️ 13 สิงหาคม 2568 โหนกระแส คุณหนุ่ม กรรชัย สัมภาษณ์หมอบีรายการสด จี้ถามประเด็นที่สังคมสงสัย เช่น การจัดการเงินบริจาค บ้านหรู รถยนต์ และความสัมพันธ์กับวัดพระบาทน้ำพุ

    ▪️ หมอบีชี้แจงว่าเงินที่ใช้สร้างบ้านมาจากครอบครัว“เงินบ้านผม เงินตัวผม เงินพ่อเงินแม่ เงินภรรยา”และยืนยันว่าเงินบริจาคถวายหลวงพ่อ 100% ไม่เคยมีการหักแบ่งใดๆ

    ▪️ หมอบีชี้แจงว่าเงินที่ใช้สร้างบ้านมูลค่า 30 ล้านบาท (ไม่ใช่ 40-50 ล้านตามข่าว) มาจากเงินส่วนตัวและครอบครัว ไม่ได้ใช้เงินบริจาค “ที่มีคนบอกว่า ที่ดิน 15 ล้าน บ้าน 40 ล้านนั้น ยืนยัน เงินที่ใช้สร้างบ้านเป็นเงินส่วนตัว เงินของครอบครัว ซึ่งหากเอาเงินทำบุญทั้งหมดในช่วงแรกๆ มารวมกันยังซื้อไม่ได้เลย ผมไม่เคยนำเงินวัดมาใช้แม้แต่สลึงเดียว”

    ▪️“ลองดูว่าคนเข้ามาหาผม วันนึงกี่คน แต่ผมไม่เคยเรียกนะ ผมไม่เคยเรียกราคา ผมไปปกติ ทำฟรีปกติ ช่วยปกติ ผมไปให้คำปรึกษาเขาแล้วเขารู้สึกว่าสบายใจ เขารู้สึกว่าเราช่วยเขาได้ก็แล้วแต่เขา ผมไม่เคยเรียกเลย บางทีก็ใส่มาในกระเช้า เรายังไม่รู้เลยว่าใครให้มา เป็นเงินสด เขาก็ให้เป็นเรื่องปกติ”

    ▪️เงินสด-ใบอนุโมทนาบัตร : หมอบีตอบว่าเมื่อมีคนบริจาคก็ต้องการให้มีเอกสารหลักฐาน การออกใบอนุโมทนาบัตรปั๊มตราของวัดและลายเซ็นของหลวงพ่อนั้นเป็นเรื่องของกระบวนการทำงาน “ผมไม่รู้ว่าผิด แค่อยากทำเอกสารให้ชัดเจน แต่เราอาจทำไม่รอบคอบ เราทำงานจิตอาสา เจตนาบริสุทธิ์ เราไม่ใช่มือโปร ไม่ใช่นักกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าเอาเงินถวายหลวงพ่อแต่ออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดมันผิด”

    ▪️เมื่อถูกจี้ถามตั้งเรื่องการใช้เงินสดและการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา หมอบีตอบว่า “ผมว่าคนก็ใช้เงินสดกันเยอะแยะ เรื่องทำบุญมันสำคัญ เพราะมันมาจากสาธุชนทั่วทุกทิศทุกทาง”

    ▪️ พิธีกรถามจี้ว่าเงินบริจาคบางส่วนอาจไม่ถึงหลวงพ่อครบถ้วน หมอบีตอบว่า”เชื่อใจผู้ที่ไปถอนเงิน”และไม่ได้นับเงินก่อนถวาย“ ย้ำว่าเงินบริจาคทั้งหมดถวายหลวงพ่อเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ โดยส่วนตัวไม่เคยนำไปใช้ และบอกว่า “ถ้าผมอยากรวยจากเรื่องพวกนี้นะ ผมมีวิธีทำเยอะแยะ มันจะไปยากอะไร ผมทำวัตถุมงคลมาขาย สมมติศิลปินดาราให้ไปดูบ้าน ผมเรียกไปราคาเยอะๆ แล้วจะมาทำแบบนี้เพื่ออะไร”

    ▪️ เกี่ยวกับฐานะครอบครัวและการเรียนต่างประเทศ หมอบีตอบว่า “พี่หนุ่ม ผมไปเรียนต่างประเทศ ไปอยู่อเมริกามา 6 ปี ผมไม่ได้ขอทุนนะ ที่บ้านผมก็ส่ง เรามีเงินอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นอภิมหาเศรษฐี แต่เรามีเงินอยู่แล้ว เวลาไปเรียนเราก็ประหยัดตังค์เนอะ เราก็ใช้ชีวิตปกติ จะไปสุรุ่ยสุร่ายอะไรขนาดนั้น เราก็อยู่แบบปกติแบบคนทั่วไปเขาอยู่กัน หารค่าห้องกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่อยู่เมืองนอก“

    ▪️ในรายการ หมอบียืนยันความบริสุทธิ์ใจและศรัทธาต่อหลวงพ่อ“เราอยากพิสูจน์ในแง่ของการดำเนินโครงการ การถวายทั้งหมดที่มันถูกต้อง เพราะถ้ามันตรงหมด พิสูจน์ได้ว่ามันตรง มันชัดเจนหมด มันบอกได้ว่าสิ่งที่เราได้มาที่เป็นของตัวเรามันได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่เคยเอาออกไปใช้ส่วนตัว”

    ▪️ หมอบียังแสดงความเคารพต่อหลวงพ่ออลงกตและยืนยันว่าท่านมีเจตนาดี “หลวงพ่อเป็นผู้ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ท่านทำเรื่องราวดีๆ เยอะแยะมากมาย ส่วนใครจะเข้าใจอะไรก็ว่ากันไป ท่านก็เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผม”

    ▪️หมอบียืนยันว่าไม่กลัวการถูกดำเนินคดี เพราะมั่นใจในความโปร่งใสและผลงานที่เป็นประจักษ์“ผมไม่กังวลใจเพราะเราทำทุกอย่างถูกต้องตามเจตนารมย์ของคนร่วมบุญและถวายเงินหลวงพ่อ แล้วเกิดโครงการดีๆ มากมายให้เห็นเป็นประจักษ์ชัด เพราะฉะนั้น ต้น กลาง ปลาย มันเห็นเป็นประจักษ์ชัดเจน มีการช่วยเหลือเกิดขึ้นจริง“และย้ำว่า ”เงินทุกบาททุกสตางค์มอบให้หลวงพ่อใช้ถูกวัตถุประสงค์ ไม่ได้แตะมาใช้ส่วนตัว”

    ▪️ ระหว่างพูดคุยในรายการคุณกรรชัยเอ่ยขึ้นว่า “แววตาเปลี่ยนเลยนะ” เป็นการจี้ถามด้วยน้ำเสียงที่อาจดูกดดัน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายแสดงความเครียด หมอบียอมรับในรายการว่า“เหนื่อยและคิดมาก”เมื่อถูกถามว่าได้ดูรายการโหนกระแสหรือไม่ หมอบีตอบว่า “พยายามจะไม่ดูเยอะ”

    ▪️14 สิงหาคม 2568 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรีเข้าตรวจสอบบัญชีวัดพระบาทน้ำพุ พบบัญชีรับบริจาค 8 บัญชี โดย 6 บัญชีเป็นของหลวงพ่ออลงกตส่วนตัว และ 2 บัญชีเป็นของมูลนิธิฯ ยอดเงินคงเหลือรวมประมาณ 10 ล้านบาท (ส่วนใหญ่หลักล้านต่อบัญชี) และที่ดินวัดมีเพียง 6 ไร่ 60 ตารางวา หลวงพ่ออลงกตยืนยันไม่กังวลและพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่

    ▪️มีการเปิดเผยข้อมูลเก่า (จากปี 2557) ว่าวัดมีปัญหาการบริหาร เช่น พยาบาลและอาสาสมัครต้องออกเงินส่วนตัวให้ผู้ป่วย, การขู่ไม่ให้จ่ายยาต้านไวรัส, และข้อกล่าวหาว่าหลวงพ่ออลงกตอาจปลอมวุฒิการศึกษา

    ▪️15 สิงหาคม 2568 ข่าววันใหม่ไทยพีบีเอส รายงานว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี เข้าตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายวัดพระบาทน้ำพุ เบื้องต้นพบว่าทุกบัญชีมียอดเงินคงเหลือประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนที่ดินที่วัดถือครอง มี 6 ไร่ 60 ตารางวา

    ▪️ 15 สิงหาคม 2568 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรุกตรวจสอบเพิ่มเติม พบพิรุธใน 8 บัญชีหลัก และจับตาปมที่ดิน 906 ไร่ที่อยู่ในชื่ออดีตไวยาวัจกรผู้ล่วงลับ ทายาทยืนยันพร้อมโอนคืนแต่ติดเงื่อนไขภาษี หลวงพ่ออลงกตสั่งเคลียร์กรรมสิทธิ์ที่ดินภายใน 30 วัน และให้ทีมกฎหมายแถลงข่าวในวันที่ 17 สิงหาคม

    ▪️มีการเปิดเผยภาพและวิดีโอของบริจาค (เช่น ข้าวสาร ยา อาหาร) ถูกทิ้งร้างในตึกรับรองผู้ป่วยเก่า บางส่วนหมดอายุหรือสกปรก วัดระบุว่าเกิดจากลิงบุกรุก วัดอ้างว่าอยู่ระหว่างกำจัดและบูรณะอาคารใหม่

    ▪️ 16 สิงหาคม 2568 เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดยอมรับไม่พบตัวหลวงพ่ออลงกตในช่วง 2-3 วันก่อนหน้า การตรวจสอบบัญชีเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติ ก่อนส่งให้เจ้าคณะอำเภอพิจารณา วัดติดป้ายห้ามสื่อมวลชนเข้ามีข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากโซเชียลมีเดียเช่น การให้ค่าคอมมิชชั่นคนพาคนมาทำบุญ, การทิ้งของบริจาค, และการหลอกว่าวัดจะปิดเพราะไม่มีเงิน

    ▪️16 สิงหาคม 2568 ข่าวช่อง 8 รายงานบทสัมภาษณ์ล่าสุดของนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เปิดเผยประสบการณ์จากเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน (ราว พ.ศ. 2546-2547) ที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งไม่ใช่แค่คำเล่าลอยๆ แต่ยืนยันจากประสบการณ์จริงของพยาบาลต่างชาติ (ชื่อ “ลิซ่า” หรือ “เลสลีย์” ซึ่งเป็นนามสมมติ) และทีมอาสาสมัคร รวมถึง อ.พญ.จุรีรัตน์

    ▪️ข้อมูลจากหมอมนูญ พยาบาลลิซ่าและทีมอาสาสมัครจัดหายาต้านไวรัส HIV (ARV) ที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำให้ผู้ป่วย 53 ราย โดยเบิกจากโรงพยาบาลใกล้เคียง พร้อมตรวจร่างกายและบันทึกประวัติอย่างเป็นระบบ ผลคือผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีอาการดีขึ้นชัดเจนภายใน 4-5 เดือน

    ▪️วัดสั่งให้หยุดจ่ายยาต้านไวรัส, ทำลายยาที่เหลือ, และยึดแฟ้มเวชระเบียนของผู้ป่วย รวมถึงผลตรวจ เช่น ผลเอ็กซเรย์ ลิซ่าและอาสาสมัครถูกกลั่นแกล้ง เช่น ถูกเจาะยางรถจักรยานยนต์ และถูกข่มขู่ถึงชีวิตว่า “ให้หยุดจ่ายยาและออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นจะถูกฆ่า” สุดท้ายทั้งหมดถูกบีบให้ออกจากวัดในเดือนพฤศจิกายน 2547

    ▪️นพ.มนูญระบุว่าวัดให้เหตุผลว่า “ถ้าผู้ป่วยสุขภาพดีขึ้น ยอดบริจาคก็อาจลดลง” ซึ่งชี้ว่าผู้ป่วยถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อสร้างภาพความน่าสงสาร (pity narrative) ในการระดมเงินบริจาค

    ▪️นพ.มนูญยอมรับว่ารู้สึกผิดที่เก็บเรื่องนี้ไว้นาน เนื่องจากกลัวเรื่องความปลอดภัยและเชื่อว่าวัดมี “เส้นสาย” ทำให้การตรวจสอบไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต คุณหมอรู้สึกว่าเป็น “ตราบาป” ที่ผู้ป่วยถูกทิ้งให้ทุกข์ทรมานเพื่อประโยชน์ทางการเงิน

    ▪️ข้อมูลของนพ.มนูญนี้สอดคล้องกับบทความใน Bangkok Post ปี 2557 (2014) และ Sunday Times ปี 2551 (2008) ที่สัมภาษณ์ลิซ่าและเปิดโปงปัญหานี้ แต่ในไทยไม่ได้รับความสนใจมากนักจนกระทั่งกระแสข่าวทุจริตในเดือนสิงหาคม ปี 2568 ทำให้เรื่องนี้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

    ▪️17 สิงหาคม 2568 ข่าวไทยพีบีเอสรายงาน"หลวงพ่ออลงกต" เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นของวัด แต่อยู่ในชื่อบุคคลอื่นครอบครองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมให้ทีมกฎหมายชี้แจงพรุ่งนี้

    ▪️17 สิงหาคม 2568 ทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 เดินสำรวจวัดพระบาทน้ำพุ หลังจากตกเป็นข่าวดังร่วมสัปดาห์ พบว่ามี 1 อาคารใหญ่ภายในวัด ชื่ออาคารว่า “อาคารเมตตาธรรม“ ที่เคยเป็นอาคารผู้ป่วยเก่า แต่ ณ เวลานี้กลับถูกปล่อยทิ้งร้าง ไร้การดูแล ภายในตึกพบถังออกซิเจน หน้ากากอนามัย และเครื่องใช้ทางการแพทย์ทิ้งกระจัดกระจายเต็มตึก นอกจากนี้พบน้ำขังเต็มอาคาร ประตูหน้าต่างพัง

    ▪️17 สิงหาคม 2568 วัดพระบาทน้ำพุเลื่อนแถลงข่าวชี้แจงปมเงินบริจาคออกไปไม่มีกำหนด ระบุเอกสารยังไม่เสร็จสิ้นและเพิ่งแต่งตั้งทีมทนายชุดใหม่ ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง นายสมพร โสมะเค็ง (ไวยาวัจกร) และนายบรรเจต เทพพำนัก (เลขากองกิจกรรมพิเศษ) ยืนยันว่ากระแสข่าวลบอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัดไม่สามารถชี้แจงได้ทั้งหมด

    ▪️17 สิงหาคม 2568 หลวงพ่ออลงกตวิดีโอคอลกับทีมข่าวช่อง 3 ระบุว่า“ขอดำเนินการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างให้แล้วเสร็จก่อนที่จะแถลง ตอนนี้ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งเรามีการประชุมปรึกษาหารือกับทุกหน่วยงานอยู่ตลอด”

    “และอยากให้ทุกคนสบายใจได้ว่าหลวงพ่อยังอยู่ แต่ไม่สะดวกบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน เนื่องจากให้ข้อมูลกับสื่อเยอะเกิน บางครั้งเวลามีคำถามก็รู้สึกกดดัน จึงอยากจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดก่อนและมาชี้แจงทีละประเด็น”พร้อมย้ำว่าตอนนี้หลวงพ่อยังอยู่

    “ขอให้สบายใจว่าหลวงพ่อยังอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนมากเกินขอบเขตจนรู้สึกกดดัน จึงต้องขอเวลารวบรวมข้อมูลทุกอย่างให้แล้วเสร็จก่อนที่จะแถลง”

    “อยากให้ทุกคนสบายใจได้ หลวงพ่อยังอยู่ แต่ยังไม่สะดวกบอกว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน”

    “ที่ผ่านมาให้ข้อมูลกับสื่อจำนวนมาก บางครั้งเมื่อถูกถามมาก ก็รู้สึกกดดัน จึงอยากรวบรวมข้อมูลก่อน แล้วค่อยมาชี้แจงทีละประเด็น”

    หลวงพ่อยืนยันไม่ได้หนีตามข่าวลือ แต่กำลังประชุมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนแถลงทุกประเด็น ขอให้ไม่ต้องกังวล

    ▪️ 18 สิงหาคม 2568 ThaiPBS และสำนักข่าว 38 แห่ง รายงานข่าวภาคบ่าย ระบุว่าหลวงพ่ออลงกตยื่นหนังสือลาออกแล้ว หลังถูกโจมตีหนัก ปมเงินบริจาค ตามรายงานหลวงพ่ออลงกตประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เพื่อรับผิดชอบต่อกระแสสังคมและเปิดทางให้ตรวจสอบ โดยผู้ดูแลยืนยันว่ายื่นหนังสือลาออกแล้ว แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรียังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ

    ▪️ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น.ข่าวช่อง 7 รายงานว่าหลวงพ่ออลงกต อัดคลิปยืนยัน ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขอดำเนินการทุกเรื่องคาดชัดเจน 1 เดือน โดยกล่าวในคลิปว่าถึงมี“บุญ”มากสักเท่าไหร่ในโลกนี้ก็ยังมีคำว่า “มาร”

    ▪️19 สิงหาคม 2568 สื่อหลายแห่ง เช่น ThaiPBS, Daily News, Amarin TV, ผู้จัดการ ฯลฯ รายงานตรงกันว่า เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีออกคำสั่งอย่างเป็นทางการ อนุญาตให้หลวงพ่ออลงกต (พระราชวิสุทธิประชานาถ) ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ตามข้อ 37 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2551) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ

    ▪️19 สิงหาคม 2568 พระครูสุวัฒน์กิตติสารได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

    ▪️พระอลงกตเปิดใจครั้งแรกกับสื่อ ระบุว่าลาออกเพื่อให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ามีคนพยายามล้มชื่อเสียงของท่าน

    ▪️สื่อรายงาน บรรยากาศวัดเงียบเหงา ผู้มาทำบุญลดลง พบข้าวของบริจาค (หน้ากากอนามัย, ครีม, ยาสีฟัน) หมดอายุตั้งแต่ปี 2565 ถูกทิ้งที่โกดังวัด

    ▪️20 สิงหาคม 2568 พระอลงกตยืนยันไม่ได้หลบหนี ยังจำวัดที่วัดพระบาทน้ำพุ เพราะต้องดูแลผู้ป่วยและผู้ยากไร้ (มากกว่า 2,000 คนตามคำกล่าว)

    ▪️รายการโหนกระแสเผยหลักฐานใบอนุโมทนาบัตรผิดวัตถุประสงค์ (โฆษณาไถ่โคกระบือ แต่ใบจริงช่วยผู้ป่วย HIV) และลงชื่อทั้งวัด-มูลนิธิ ซึ่งผิดกฎ (นิติบุคคลแยกกัน)

    ▪️กระทรวงสาธารณสุขตรวจวัด พบศพผู้ป่วย HIV 20 ร่างในตึกธรรมะสังเวช ดองฟอร์มาลีนเป็นนิทรรศการ อาจผิด พ.ร.บ.สุสานและเสี่ยงแพร่เชื้อ

    ▪️นายสุชาติ ตันเจริญ (รมต.ประจำสำนักนายกฯ) สั่งตรวจสอบที่ดินและเส้นทางเงินของวัดและมูลนิธิ

    ▪️21-23 สิงหาคม 2568 การตรวจสอบภายในวัดพระบาทน้ำพุ โดยหน่วยงานรัฐ (สำนักพุทธฯ, กองปราบ, กระทรวงสาธารณสุข) ยังดำเนินต่อเนื่อง

    ▪️24 สิงหาคม 2568 กรมการปกครองชี้แจง 3 ประเด็นเกี่ยวกับเลขประจำตัวประชาชนของพระอลงกต หลังพบว่าชื่อและเลขบัตร 13 หลักตรงกับ “อลงกต พลมุข” (ข้าราชการที่เสียชีวิตแล้ว) แต่พระอลงกตทำบัตรใหม่ปี 2552 เปลี่ยนเลขบัตร ยังไม่สรุปว่าสวมรอยหรือไม่

    ▪️พระครูสุวัฒน์กิตติสาร (ผู้รักษาการเจ้าอาวาส) เปิดเผยว่าตอนนี้วัดมี 8 บัญชี รวมมีเงินเหลือประมาณ 10 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 ล้าน และมีผู้ขอคืนเงินบริจาค

    ▪️สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ปลดป้ายชื่อพระอลงกตจากหอเกียรติยศ หลังประเด็นวุฒิการศึกษาปลอม


    ▪️24 สิงหาคม 2568 24 ส.ค. 2568 เว็บไซต์อมรินทร์ทีวี รายงานข่าวประเด็นชื่อและเลขบัตรประชาชนของพระอลงกต (พระราชวิสุทธิประชานาถ) วัดพระบาทน้ำพุ ซ้ำกับนายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิตแล้ว

    ▪️ อมรินทร์ทีวี สัมภาษณ์ภรรยาผู้ตาย นางรุ่งนภา พลมุข (อายุ 55 ปี) ภรรยานายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิต (เสียชีวิตมา 19 ปี) ตกใจเมื่อทราบว่าชื่อสามีซ้ำกับพระอลงกต เคยได้ยินจากญาติว่ามีพระชื่อคล้ายกัน แต่ไม่สนใจจนกลายเป็นข่าว

    ▪️นางรุ่งนภายืนยันว่า สามีไม่เคยผูกบัญชีพร้อมเพย์ มีเพียงบัญชีรับเงินเดือน ไม่ใช้แอปธนาคาร และธุรกรรม (เช่น ซื้อรถ) ใช้ชื่อเธอเป็นผู้ดำเนินการ สามีใช้ชีวิตติดกับเธอตลอด ยกเว้นตอนไปเยี่ยมแม่ที่ ต.ส่วนกล้วย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี (ต่างจากบ้านเกิดพระอลงกตที่ ต.ท่าชุมพล อ.โพธาราม จ.ราชบุรี)

    ▪️เธอไม่เคยเห็นหน้าพระอลงกต แม้ในงานศพสามี ระบุว่าญาติฝั่งสามี (เช่น ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์) เพิ่งทราบว่าเป็นญาติผ่านการสนทนากับลูกชายสามี (ลูกติด) ซึ่งพบว่านามสกุลคล้ายกันตอนเรียนหนังสือ

    ▪️สถานะปัจจุบัน กรมการปกครองยืนยันว่าพระอลงกตและนายอลงกตเป็นคนละคน แต่การที่เลขบัตรประชาชนในใบสุทธิพระอลงกตตรงกับผู้ตาย และเงินโอนเข้าบัญชีวัด ยังเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม


    ▪️24 สิงหาคม 2568 ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ โพสต์เฟซบุ๊คและให้สัมภาษณ์ผ่าน Ch7HD ชี้ให้เห็นถึงข้อสงสัยทางกฎหมายในกรณีเลขบัตรประชาชน 13 หลักของ “นายอลงกต พลมุข” (ข้าราชการผู้เสียชีวิต) ที่ปรากฏในใบสุทธิพระของพระอลงกต

    ▪️ทนายชี้ว่าแม้กรมการปกครองจะชี้แจงว่าเป็นคนละบุคคลและเลขบัตรไม่ซ้ำกัน แต่เลขนี้ถูกนำไปผูกกับบัญชีธนาคารกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ (เช่น กองทุนอาทรประชานาถ) และใช้โฆษณาเชิญชวนบริจาค ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรง

    ▪️ทนายรณณรงค์เตือนว่าถ้าสอบสวนจริง อาจลามไปถึงข้อหาฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน โดยยกตัวอย่างว่ากรมการปกครองชี้แจงเพียง “ไม่ซ้ำกัน” แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมเลขนี้ยังถูกนำไปใช้จริงได้ โดยยกตัวอย่างว่า “ลองนึกภาพตาม ถ้าเลขบัตรคนตายถูกนำไปเปิดบัญชีรับเงินบริจาค มันผิดกฎหมายชัดเจน” และอาจเสี่ยง 2 ข้อหาหนัก (ปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกง)


    ▪️24 สิงหาคม 2568 คุณปัญญา นานกระโทก (นักข่าวอิสระ) ไปตรวจสอบที่วัดลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และสัมภาษณ์พระครูบุญบาลประดิษฐ์ (เจ้าคณะอำเภอชัยบาดาล และพระอุปัชฌาย์ที่บวชให้พระอลงกต) รวมถึงตรวจสอบทะเบียน “สัทธิวิหาริก” (ทะเบียนประวัติพระบวชใหม่) และเอกสารอื่นๆ

    ▪️ประเด็นหลักคือความไม่ตรงกันของข้อมูลตัวตนพระอลงกต ในเอกสารต่างๆ ซึ่งอาจชี้ถึงการสวมรอยตัวตนหรือข้อมูลเท็จ

    ▪️หลักฐานการบวชและข้อมูลพื้นฐานจากทะเบียนสัทธิวิหาริก พระอลงกตบวชเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2529 สังกัดมหานิกาย ที่วัดลำนารายณ์ โดยพระครูบุญบาลประดิษฐ์เป็นพระอุปัชฌาย์ ทะเบียนนี้ (ซึ่งเก็บไว้ที่วัด) ระบุว่าเกิดวันที่ 1 ธันวาคม 2505 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น (อายุปัจจุบัน 63 ปี) บิดาชื่อเสริมวิทย์ มารดาชื่อวิไลภรณ์

    ▪️ข้อมูลจากใบสุทธิ (เอกสารติดตัวพระ) ใบสุทธิระบุชื่อ “พระอลงกต พลมุข” เกิดวันที่ 1 ธันวาคม 2498 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น (อายุปัจจุบัน 70 ปี) ซึ่งอายุมากกว่าทะเบียนสัทธิวิหาริก 7 ปี ทั้งที่ใบสุทธิควรคัดลอกจากทะเบียนสัทธิวิหาริก (คล้ายบัตรประชาชนกับทะเบียนบ้าน) และมีเลขบัตรประชาชน 13 หลักปรากฏตั้งแต่ปี 2529

    ▪️ข้อมูลจากบัตรประชาชนปัจจุบัน บัตรประชาชนชื่อ “พระราชสุทธิประชานาถ” (ชื่อบนบัตรของพระอลงกต) ระบุเกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2503 (อายุปัจจุบัน 65 ปี) เปลี่ยนนามสกุลจาก “พลมุข” เป็น “พูลมุข” และชื่อเดิมคือ “เกรียงไกร” (ตรงกับที่อ้างว่าเรียนโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น)

    ▪️นายอำเภอเมืองลพบุรียืนยันว่าพระอลงกตกับนายเกรียงไกรเป็นคนเดียวกัน และไม่เกี่ยวข้องกับนายอลงกต พลมุข (อดีตข้าราชการชลประทานผู้เสียชีวิต)

    ▪️ความไม่ตรงกันของชื่อพ่อแม่และนามสกุล ตามทะเบียนสัทธิวิหาริกและใบสุทธิ ระบุบิดา “เสริมวิทย์” มารดา “วิไลภรณ์” นามสกุล “พลมุข”

    ▪️บัตรประชาชนปี 2552 ระบุ พ่อชื่อ “เสย” แม่ชื่อ “นิด” นามสกุล “พูลมุข” (เปลี่ยนจาก “พลมุข”)

    ▪️นายเสริมวิทย์ (พ่อของนายอลงกต พลมุข ผู้ตาย) ยืนยันว่าไม่ใช่พ่อของพระอลงกต แต่ยังรอการยืนยันจาก “พ่อเสยและแม่นิด” ซึ่งอาจชี้แจงในเร็วๆ นี้

    ▪️จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ พระอลงกตขอเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552 ทำให้เลขบัตรประชาชน 13 หลักไม่ตรงกับในใบสุทธิ (ปี 2529)

    ▪️เหตุใดข้อมูลในทะเบียนสัทธิวิหาริก ใบสุทธิ และบัตรประชาชนไม่ตรงกัน (อายุต่าง 5-7 ปี, ชื่อพ่อแม่ต่าง, นามสกุลเปลี่ยน)?

    ▪️การเปลี่ยนข้อมูลปี 2552 เกิดจากอะไร? ตกลง“พระอลงกตคือใคร และอายุเท่าไหร่?”


    จะมาอัพเดทความคืบหน้าเรื่อยๆ ในโพสต์นี้

    https://www.facebook.com/share/18tWrFzKct/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก 4 สาเหตุหลัก พร้อมมองครึ่งหลังปีนี้ชะลอตัว
    .
    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัว การผลิตถูกกระทบโดยสินค้านำเข้าทะลัก การท่องเที่ยวเติบโตชะลอตัว รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนโตชะลอตัว
    .
    จากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 สิงหาคม และ 13 สิงหาคม 2568 ที่เผยแพร่ล่าสุด (27 สิงหาคม) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพในปี 2569
    .
    รายงานให้เหตุผลว่าเป็นผลจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมทั้งผลจากการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยได้รับไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก แต่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าและการค้าโลก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเก็บภาษีสินค้าที่สวมสิทธิ์ส่งออก (transshipment) ซึ่งยังไม่ชัดเจน
    .
    (2) ภาคการผลิตถูกกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้า (import flooding) จากประเทศอื่นๆ ที่แสวงหาตลาดใหม่ และการเปิดตลาดในประเทศให้กับสินค้าจากสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อบางภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมาก
    .
    (3) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (short-haul) ที่ลดลงจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น แม้รายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวได้จากนักท่องเที่ยวระยะไกล (long-haul) แต่ผลดีกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ โรงแรมระดับบน
    .
    และ (4) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากแนวโน้มรายได้แรงงาน ตามแนวโน้มการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีสัดส่วนสูงในภาคบริการ
    .
    นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ประกอบการพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ปรับตัวในเชิงประคับประคองกิจการ เช่น การลดต้นทุน หรือลดขนาดกิจการ ขณะที่การปรับตัวเชิงรุก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพยังมีข้อจำกัด คณะกรรมการฯ เห็นว่า SMEs เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้
    .
    สินเชื่อโดยรวมหดตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น โดยคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังปรับด้อยลง
    .
    ทั้งนี้ SMEs ยังมีความเปราะบางจากสภาพคล่องที่ลดลงและภาระหนี้สูง อีกทั้งยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ของลูกหนี้ SMEs อยู่ในระดับสูงและปรับลดลงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ
    .
    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าสินเชื่อจะยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกระบวนการปรับลดภาระหนี้ (debt deleveraging) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่อลูกหนี้กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง
    .
    ภาพ: kiszon pascal / Getty Images
    .
    #TheStandardWealth

     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: แค่เริ่มทำงานก็เป็นหนี้! แบงก์ชาติเผย First Jobbers ไทย ‘ครึ่งหนึ่ง’ เป็นหนี้แล้ว พบ 1 ใน 4 เริ่มมีปัญหา พร้อมส่องทางออกวิกฤตหนี้ไทย
    .
    วันนี้ (27 สิงหาคม) ในงาน Thailand Focus 2025 วงเสวนาเรื่อง ‘หนี้ครัวเรือนไทย: ความเปราะบางที่ต้องจับตา’ ดร. รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. เริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์ กลุ่มคนเริ่มทำงาน (First Jobbers) เริ่มสะสมหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และผู้เกษียณยังคงมีหนี้สินอยู่ แม้เลิกทำงานไปแล้ว
    .
    โดยกลุ่มคนเริ่มทำงาน (First Jobbers) ซึ่งมีอายุ 22-29 ปี ราวครึ่งหนึ่งมีหนี้สินแล้ว และจำนวนนี้ประมาณ 1 ใน 4 เริ่มมีปัญหาหนี้แล้ว
    .
    นอกจากนี้ จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า 38% ของคนไทยมีหนี้ในระบบ โดยเฉลี่ยคนละ 540,000 บาท โดยหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้จากการบริโภคมากกว่าหนี้ธุรกิจ ซึ่งนับเป็นประเด็นที่น่ากังวล นอกจากนี้ หากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ก็ต้องสูงขึ้นกว่านี้มาก
    .
    เปิด ‘ต้นตอ’ ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย
    .
    ดร.รุ่งกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศไทย ได้แก่ (1) ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ที่ยังไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น วิธีจัดการหนี้สิน วิธีประเมินรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของตน (2) ช่องว่างด้านความโปร่งใสของข้อมูล (Information Transparency) (3) การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างประชากร (Demography) ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต (4) โครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่ยังไม่เพียงพอ
    .
    “โครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่ยังไม่เพียงพอ เห็นจากหลายกรณี พบว่า เมื่อผู้หาเลี้ยงครอบครัวเจ็บป่วยหรือตกงาน ครอบครัวก็อาจต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นวัฏจักรที่โหดร้าย ธปท.จึงมีความพยายามดึงคนเข้าสู่ระบบมาโดยตลอด” ดร.รุ่งกล่าว
    .
    ธปท.ย้ำปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ต้องแก้ทั้ง ระยะสั้น และระยะยาว
    .
    ดร.รุ่งกล่าว กล่าวว่า เพื่อจัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือน เราจำเป็นต้องมีทั้งมาตรการ ‘ระยะสั้น’ เพื่ออย่างน้อยให้ผ่านช่วงที่เศรษฐกิจซบเซานี้ไปให้ได้ และยังมีมาตรการแก้ปัญหา ‘ระยะยาว’ ซึ่งก็คือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อทำให้แน่ใจว่า ปัญหาหนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
    .
    โดยในระยะสั้น จุดยืนของนโยบายการเงินควรจะเป็นแบบผ่อนคลาย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องนโยบายหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปยังดอกเบี้ยของธนาคารด้วย ไปจนถึง การลดความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Reducing Credit Risks) นอกจากนี้ ในระยะสั้น ธปท.ได้ออกชุดมาตรการทางการเงิน เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเป้าหมายไปแล้วจำนวนหนึ่ง
    .
    สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนระยะยาว ดร.รุ่งยืนยันว่า คนไทยและบริษัทไทยต้องมีรายได้ที่สูงขึ้น โดยธปท.ยังกำลังทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น เพื่อหาแผนระยะยาว ในการยกระดับโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นสำหรับแต่ละภาคส่วน และควบคู่ไปกับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ และอื่น ๆ เพื่อช่วยให้บริษัทที่อ่อนแอกว่าในอุตสาหกรรมได้มีโอกาสอยู่รอด
    .
    นอกจากนี้ หนึ่งในอุปสรรคที่ขัดขวางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คือ การมีข้อมูลไม่เพียงพอ (Lack of Data) ทำให้ผู้คนยังมีประวัติทางเครดิตที่ไม่ดีนัก ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากถูกผลักให้ไปกู้ยืมเงินนอกระบบ
    .
    นอกจากนี้ ธปท. ยังพยายามสนับสนุนลูกหนี้ให้เข้าสู่ระบบผ่าน โครงการ Your Data และยังเพิ่มผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมธนาคารด้วยผ่านการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Banks) เป็นต้น
    .
    สอดคล้องกับ ดร. ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ที่ระบุว่า ในฐานะบริษัทข้อมูล มีหน้าที่หลัก คือการจัดหาข้อมูลและตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริง (Facts and Figures) ให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้บริโภค และผู้กำหนดนโยบาย โดยข้อมูลเหล่านี้ย่อมมีส่วนช่วยให้ผู้คนมี สุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแล
    .
    กระนั้น ดร. ลัษมณ ยังมองว่า หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบัน มีสาเหตุที่แท้จริงมาจาก รายได้ และโครงสร้างของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข ท่ามกลางการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
    .
    เร่งเปลี่ยนผ่านจากการบรรเทาหนี้ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ ประธานกรรมการ สมาคมธนาคารไทย ยังแนะว่า ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการบรรเทาหนี้ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมเสนอแนะการเปลี่ยนผ่าน 3 ระยะ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ได้แก่
    .
    1. การสนับสนุนเบื้องต้น ซึ่งหมายถึงโครงการที่ออกแบบมาเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราวและระยะสั้น
    2. การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่นการแก้ปัญหาช่องว่างในระบบความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net)
    3. การเพิ่มรายได้ เพื่อให้ผู้คนได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
    .
    #TheStandardWealth
    https://www.facebook.com/share/p/16oKh9v4Cx/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Sep 6, 2025 ดูตัวอย่าง! เวียดนามเปิดนโยบายโด่ยเหม๊ย 2.0 ปฏิรูปครั้งใหญ่ใน 40 ปี รื้อ-เลิก-ควบ-ยกเครื่อง 4 เสาหลักในราชการยันเศรษฐกิจด้วยหลักคิดใหญ่ชนะให้เร็ว
    ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย โพสต์บทความเกี่ยวกับประเทศเวียดนามเดินหน้า “Doi Moi 2.0” ปฏิรูปครั้งใหญ่สุดในรอบ 40 ปี มีดังนี้
    เวียดนามประกาศเดินหน้า “Doi Moi 2.0” เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดนับจากปี 1986 ที่เปิดประเทศจากสังคมนิยมสู่ระบบตลาด มุ่ง “ทรานสฟอร์มประเทศ“แผนดังกล่าวมี 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.รัฐและระบบราชการทำให้ “Lean–Digital–Fast” ลดกฎระเบียบ 30% ควบรวมกระทรวง เหลือ 34 จังหวัด ใช้ e-Government และ Digital ID 2.หนุนเอกชนในประเทศไม่พึ่ง FDI อย่างเดียว ตั้งเป้ามี 20 “แชมป์ชาติ” เข้าห่วงโซ่มูลค่าโลก ยกเลิกภาษีธุรกิจเล็ก ลดค่าเช่าที่ดิน 30% 3.ทุนมนุษย์และการศึกษา : ยกระดับครูให้มีค่าตอบแทนสูงสุดในระบบราชการ ประกาศเรียนฟรีถึงมัธยม เร่งพัฒนาทักษะแรงงาน และ 4.วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-ดิจิทัล ตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ ผลักดัน Digital ID ครอบคลุมทุกบริการ ตั้งกองทุนสนับสนุน deep-tech และผ่อนคลายกฎแรงงานต่างชาติ
    เรามักพูดถึงเวียดนามในฐานะ “คู่แข่งที่เก่งและวิ่งเร็ว” แต่เวียดนามไม่ได้มองตัวเองว่า “เก่งแล้ว” ตรงกันข้ามเขากำลังมองตัวเองเป็น “ผู้ท้าชิง” ที่ยอมเสี่ยงเพื่อก้าวกระโดดและกำลังใช้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส”
    โด่ยเหม๊ย 2.0: การปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ นับจาก “โด่ยเหม๊ย” ปี 1986 ที่เปิดประเทศจากสังคมนิยมปิดสู่เศรษฐกิจตลาด เวียดนามเพิ่งประกาศ “Doi Moi 2.0” รายงานสรุปการปฏิรูปของเวียดนามไว้ในคำที่คมและชัดเจนว่า Transform to Reform, Optimise to Mobilise ซึ่งหมายความว่า เริ่มจากกระดุมเม็ดแรกคือ การปรับมายด์เซ็ตของผู้นำสร้าง ฉันทามติใหม่เรื่องการเพิ่มบทบาทเอกชนในประเทศในเศรษฐกิจ และการ “ลดไขมัน” ที่ถ่วงความเร็ว เพื่อจัดระบบให้ขับเคลื่อนได้จริง ด้วยการสร้าง 4 เสาแห่งการปฏิรูป
    1. เสารัฐและระบบราชการ (State & Governance) เป้าหมาย : ทำให้รัฐ “lean – digital – fast” ลดขนาดและความซับซ้อน เพื่อเป็นรัฐที่เอื้อต่อการแข่งขันระดับโลก สิ่งที่จะทำ คือ ลดกฎระเบียบ 30%, เปลี่ยนจาก “อนุญาตก่อนทำ” → “กำกับหลังทำ”, ควบรวมกระทรวง, ลดชั้นการปกครองเหลือ 2 สิ่งที่ทำแล้ว คือเริ่มควบรวมกระทรวงหลัก ลดคน รวมจังหวัดจาก 63 เหลือ 34 จังหวัด เริ่มต้นใช้ one-stop e-government และ Digital ID
    2. เสาเศรษฐกิจและเอกชน เป้าหมาย คือสร้างเศรษฐกิจที่เอกชนท้องถิ่นแข็งแรง ไม่พึ่ง FDI อย่างเดียว และมี “20 แชมป์ชาติ” เชื่อมกับห่วงโซ่โลก สิ่งที่จะทำ คือสร้างสิทธิประโยชน์ดึง SMEs เข้าสู่ระบบ ออกมาตรการลดภาษี/ค่าเช่าที่ดิน สนับสนุนสตาร์ทอัพและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่ทำแล้ว คือยกเลิกภาษีธุรกิจขนาดเล็ก, ให้ SMEs ได้ tax holiday 3 ปี, ลดค่าเช่าที่ดิน 30%, เร่งเบิกจ่ายเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน (>10% GDP) โดยให้บริษัทเวียดนามเข้าประมูลนำ
    3. เสาทุนมนุษย์และการศึกษา เป้าหมาย คือพัฒนาคนเป็น “ทุนแข่งใหม่” ทั้งครูที่มีศักดิ์ศรีสูงสุดและแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก สิ่งที่จะทำ คือเพิ่มค่าตอบแทนครู, ประกาศเรียนฟรีในระบบรัฐ, เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญนอกภาครัฐเข้ามาทำงาน, ยกระดับระบบมหาวิทยาลัย–วิจัย สิ่งที่ทำแล้ว คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 30%, ผ่านกฎหมายครูให้เป็นสายอาชีพที่ค่าตอบแทนสูงสุด, ประกาศเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม, เริ่มปรับเกณฑ์การรับแรงงานทักษะสูง (มีต่อหน้า 2/2)
    (หน้า 2/2)
    4. เสาวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี–การเปิดประเทศ เป้าหมาย คือยกระดับเวียดนามให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล–นวัตกรรม และเปิดกว้างต่อโลกเพื่อดึงทักษะและทุนคุณภาพ สิ่งที่จะทำ คือตั้ง National Data Center, ขยายระบบ Digital ID ครอบคลุมทุกบริการ, สร้างกองทุนสนับสนุน deep-tech, ผ่อนคลายกฎแรงงานต่างชาติ สิ่งที่ทำแล้ว คือเริ่มใช้ Digital ID กับบริการรัฐ-ธุรกิจ, ตั้งพอร์ทัลบริการ one-stop, ประกาศ timeline ออก work permit สำหรับแรงงานต่างชาติภายใน 10 วัน, เปิดกองทุนสนับสนุนโครงการเทคโนโลยี
    จุดเด่นของแผนนี้มีอย่างน้อย 4 ข้อ
    1.ปัญหาที่ชัดเจน เป้าหมายที่ชัดเจน เวียดนามชี้ชัด “ปัญหาปัจจุบันและโจทย์แห่งอนาคต” เอกชนท้องถิ่นยังอ่อนแรงเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติ ระบบราชการซับซ้อน ต้นทุนธุรกิจสูง ธุรกิจนอกระบบมีสัดส่วนใหญ่และผลิตภาพต่ำและในอนาคต
    โลกาภิวัตน์จะยากขึ้น การแข่งขันโลกจะเข้มขึ้นการใช้การดึง FDI เป็นฐานผลิตให้ต่างชาติอย่างเดิมจะไปต่อยาก เอกชนจึงต้องแกร่งขึ้น คนต้องเก่งขึ้น Science-Tech-digital ต้องไประดับโลก รัฐต้องไม่ถ่วงและเล่นบทซัพพอร์ตได้ดีขึ้น นำไปสู่เป้าหมายใน 4 เสาที่ชัดเจน
    2.ตัววัดชัดเจน จับต้องได้ ประเมินได้ เช่น ภายใน 2030 ได้แก่ มี 2 ล้านกิจการเอกชน คิดเป็น 55–58% ของ GDP (จาก 50% วันนี้) ต้องมี 20 บริษัทใหญ่เข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (GVCs) ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.5–9.5% ต่อปี ต้องติด Top 3 ASEAN / Top 5 Asia ในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว ลดเวลา ต้นทุน และความยุ่งยากทางราชการลง 30% และภายใน 2045 ต้องติด Top 30 ของโลกด้านนวัตกรรม และมี Digital economy >50% ของ GDP
    ฯลฯ
    3.ไม่เป็นทุกอย่างเพื่อเธอ แต่ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่ออนาคต แผนนี้ไม่ได้พยายามเป็น “ทุกอย่างสำหรับทุกคน” เพราะแผนแบบนั้นมักจะไม่เป็นอะไรเลยให้ใครสักคน เวียดนามเลือกโฟกัสไม่กี่เรื่องที่เป็นจุดตัดสำคัญของอนาคต—กฎระเบียบ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อกับโลก—แล้วทำให้เกิดผลลัพธ์จริง
    4.เชื่อม Vision ใหญ่กับทำจริง, ระยะยาวกับ Quick Win แผนนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่จับต้องไม่ได้ และก็ไม่ใช่ quick win ฉาบฉวย แต่เป็นการผูกสองสิ่งเข้าด้วยกัน
    สุดท้ายนี้ คงไม่มีใครตอบได้แน่ว่าเวียดนามจะทำได้สำเร็จทั้งหมดหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เวียดนามกำลังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ว่าประเทศนี้มีทิศทางชัด และพร้อมเดินหน้า เลยอยากชวน “มองเขา” ในมุม “คู่แข่ง”ในหลาย ๆ ด้านที่เราต้องรู้เท่าทัน
    ในมุมพาร์ทเนอร์ เพื่อนบ้าน และตลาดแห่งโอกาสที่สำคัญ ที่สามารถร่วมมือกัน และที่สำคัญกลับมา “มองเรา” ไม่ใช่ในมุมว่าเราสู้เขาได้ หรือไม่ได้ หรือใครดีกว่าใคร แต่เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง จาก mindset ของผู้ท้าชิงและแผนก้าวสู่อนาคตที่เราเองก็อาจควรต้องมีเช่นกัน
    https://www.facebook.com/share/p/17CDCAyUL7/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,215
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Sep 6, 2025 คอนโดซึม! คอนโดมิเนียมในไทยกู่ไม่กลับ ย่ำแย่ทั้งคนขายถึงคนซื้อ เปิดตัวต่ำเตี้ยในรอบ 15 ปี หรือตั้งแต่วิกฤตการเมืองรุนแรงในปี 2553 ยอดโอนดำดิ่งต่ำสุดใน 6 ปี หรือตั้งแต่เกิดโรคโควิด-19

    แฟรงค์ ข่าน หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านที่พักอาศัย เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของคอนโดมิเนียมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมาอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากทั้งเศรษฐกิจโดยรวมและนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐบาล การพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงต้องให้มากขึ้น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอาจส่งผลทางอ้อมต่อความต้องการซื้อในกลุ่มโครงการเพื่อการลงทุน หรือปล่อยเช่าในทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีกว่า

    ไนท์แฟรงค์ เปิดเผยการประเมินตลาดคอนโดมิเนียมในไทยไตรมาส 2 ปี 2025 พบว่า ตกอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงเป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงจากเหตุการณ์ผลกระทบแผ่นดินไหวในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 เรื่อยมาถึงทุกวันนี้

    ในไตรมาสนี้ จำนวนห้องชุดหดตัวอย่างน่าตกใจ เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ คิดเป็นจำนวนยูนิตเพียง 405 ยูนิต ทำสถิติตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2010 หรือตั้งแต่วิกฤตการเมืองรุนแรงในประเทศไทยในปี 2553 ที่สำคัญยังลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยปกติก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลขจำนวนสูงสุดในไตรมาสที่ 2 ปี 2022 ที่มีการเปิดตัวมาหถึง 15,164 ยูนิต สะท้อนชัดเจนว่าผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง และกำลังซื้อในตลาดอ่อนแรงอย่างชัดเจน ภาวะเศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนสูง ผู้ประกอบการเลือกที่จะชะลอการลงทุนใหม่ และหันไปให้ความสำคัญกับการระบายสต็อกคงค้างที่มีอยู่แทน ซึ่งเป็นผลจากภาระหนี้และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างชัดเจน ไตรมาสที่ 2 ปี 2025 ยอดโอนหดตัวและตกต่ำเหลือเพียง 12,183 ยูนิต ทำสถิติยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี หรือตั้งแต่ปี 2019 หรือตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์โรคโควิด-19 นั่นหมายถึงภาวะตลาดคอนโดมิเนียมที่ซบเซาต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร และผลกระทบเชิงจิตวิทยาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความกังวลให้กับผู้ซื้อ

    ฝั่งผู้บริโภค หรือลูกค้าคอนโดมิเนียมในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 สะท้อนถึงความอ่อนแอลงอย่างชัดเจน ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมสะท้อนจากยอดจองคอนโดมิเนียมใหม่ในไตรมาสที่ 2 มีเพียง 105 ยูนิต ถึงแม้ว่ายอดจองจะเพิ่มขึ้นอย่างเบาบางจากไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ แต่พบว่าเป็นยอดจองต่ำที่สุดมาเป็นอันดับที่ 2 ในรอบ 5 ปี แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้บริโภค แม้ผู้ประกอบการจะพยายามใช้กลยุทธ์ด้านราคา และโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายก็ตาม

    ทั้งนี้ ด้านราคาขายของคอนโดมิเนียมโดยรวมยังคงทรงตัว หรือลดลงเล็กน้อยในบางพื้นที่ เนื่องจากการแข่งขันที่สูง และความพยายามของผู้ประกอบการในการดึงดูดกำลังซื้อที่ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกและชานเมือง ราคาขายในใจกลางเมือง (CBD) มีราคาเสนอขายเฉลี่ยทรงตัวที่ 239,475 บาท/ตร.ม. รอบใจกลางเมือง (City Fringe) มีราคาเฉลี่ยปรับลดลงมาที่ 126,897 บาท/ตร.ม และย่านชานเมือง (Bangkok Suburbs) มีราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 72,193 บาท/ตร.ม.

    #คอนโด #คอนโดมิเนียม #กรุงเทพ #เศรษฐกิจ #ห้องชุด #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/19z1J66KPs/
     

แชร์หน้านี้

Loading...