พระสมเด็จลพ.จวน เหรียญอ.ฝั้น เหรียญขวานบิ่น ลพ.เงิน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1717330373524.jpg

    หลวงพ่อแสวงวัดหนองอีดุกท่านเป็นศิษย์อีกรูปของหลวงพ่อกวย วัตถุมงคลพระเครื่องหลวงพ่อกวยที่ปลุกเสกวัดหนองอีดุกนิยมเล่นหาและมีราคาสูง
    พระสมเด็จปรกโพธิ์หลวงพ่อแสวงวัดหนองอีดุกให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250823_202504.jpg IMG_20250823_202531.jpg IMG_20250823_202651.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้จัดส่ง

    1755956213242.jpg

    ขอบคุณครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1755960143958.jpg
    ประวัติ หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว (ฉะเชิงเทรา)
    "พระครูสุวรรณศีลาจารย์" (หลวงพ่อทอง คงฺครตโน) ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันจันทร์ ที่๓ กรกฎาคม ปีเถาะ พ.ศ.๒๔๓๔ ที่ ตำบลประทุมชีวราราม อำเภอนีกา จังหวัดพนมเปญ ประเทศเขมร ท่านมีเชื้อสายกษัติย์ โยมบิดาชื่อ นายมิ่ง โยมมารดาชื่อ นางเอี่ยง "เนรมิต" หลวงพ่อทองในวัยหนุ่ม ท่านเดินทางจากไซ่ง่อนมาทางเรือสำเภามาพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ ประกอบอาชีพค้าขาย
    ต่อมาท่านได้รู้จักกับ พระวัดสัมพันธวงศ์รูปหนึ่งได้ชวนท่านบวชเณรแล้วชวนท่านมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดสมานรัตนาราม ซึ่งเป็นวัดธรรมยุต แต่ท่านเกิดป่วยหนักมีคนรู้จักจึงพาท่านมาอยู่ที่บ้านไผ่แสวง ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาคนที่พาท่านมาได้เสียชีวิตลงและเผาที่วัดจุกเฌอ หลวงพ่อเลยบวชหน้าไฟให้ ตั้งแต่นั้นมาท่านไม่ได้ลาสิกขาบทอีกเลย
    หลวงพ่อทองท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ ๒๙ ปี ณ พัทธสีมาวัดจุกเฌอ ตำบลจุกเฌอ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๔ โดยมี (พระครูคณานุกิจวิจารย์) วัดสายชลณรังษีเป็นพระอุปัชฌาย์ (พระสมุห์เหลี่ยม) วัดสัมปทวนเป็นพระกรรมวาจาจารย์และ (พระอธิการแสง) วัดจุกเฌอเป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้นามฉายาว่า "คงฺครตโน"
    เมื่อบวชแล้วท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดจุกเฌอศึกษาเล่าเรียนกับ (พระอธิการแสง) ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากัมมัฏฐานในสมัยนั้น หลวงพ่อทองศึกษาอักขระสมัยทั้งภาษาขอมไทยบาลีจนมีความเชี่ยวชาญ หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆท่านเคยธุดงค์ไปถึงประเทศเขมรและพม่า ศึกษาเล่าเรียนกับหลายอาจารย์ พระอาจารย์ของหลวงพ่อทอง
    ๑. พระอธิการแสง วัดจุกเฌอศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน
    ๒. ท่านอาจารย์สุวรรณ ศึกษาพระเวทย์อาคม
    ๓. พระครูเขาพระ จังหวัดกาญจนบุรี
    ๔. เฒ่ามุ้ยศึกษาวิชาลงกระหม่อม
    หลวงพ่อออกธุดงค์เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีจึงกลับไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดจุกเฌอ ส่วนวัดก้อนแก้วในสมัยนั้นเกือบจะเป็นวัดร้างอยู่แล้ว (คุณยายแฉล้ม ละมั่งทอง) ได้ไปอาราธนานิมนต์หลวงพ่อไปจำพรรษาที่วัดก้อนแก้ว เนื่องจาก (พระอาจารย์วงศ์) เจ้าอาวาสรูปก่อนมรณภาพลง ในปีพ.ศ.๒๔๖๖ หลวงพ่อจึงเดินทางมาจากวัดจุกเฌอมารักษาการเจ้าอาวาสวัดก้อนแก้ว ก่อนจะมาท่านถูกนิมนต์ถึง ๓ ครั้งก็ไม่ยอมมาครั้งสุดท้ายเจ้าคณะจังหวัด "เจ้าคุณพุทธิรังสีมุณีวงศ์" ต้องจัดขบวนแห่จากวัดจุกเฌอมาวัดก้อนแก้วโดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้นำขบวนเองจึงยอมมาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดก้อนแก้ว
    วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ท่านดำรงค์ตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดก้อนแก้วโดยมีเจ้าคุณพุทธิรังสีมุณีวงศ์เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้ง
    พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นประทวน
    พ.ศ.๒๕๑๔ ได้รับสมณศักดิ์เป็นที่พระครูสุวรรณศีลาจารย์
    หลวงพ่อทองท่านเป็นคนพูดน้อยแต่อารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ น้อยครั้งที่ท่านจะดุด่าศิษย์ มากไปด้วยความเมตตา เป็นที่พึ่งของชาวบ้านทั้งหลายเมื่อยามทุกข์ร้อนหรือเจ็บไข้ได้ป่วยมักจะได้รับหยูกยาการรักษาจากท่าน ท่านไม่เคยขัดศรัทธาชาวบ้านปัจจัยที่ได้ท่านจะนำมาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดก้อนแก้วจนหมดสิ้นไม่มีการสะสมท่านให้ความเมตตากับทุกคน ให้อยู่ในระเบียบวินัย วัดก้อนแก้วเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยที่ท่านปกครองดูแลวัดท่านสร้างพระอุโบสถไว้อย่างงดงามสร้างกุฏิหลายหลังทำถนนเข้าวัดสร้างความเจริญให้วัดมากมาย
    ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายแบบได้แก่ เหรียญ, พระเนื้อว่าน, ตะกรุดโทน, ผ้ายันต์ หลวงพ่อมีชื่อเสียงเรื่องการสักยันต์ท่านจะตั้งศาลเพียงตาบูชาครูหน้าพระอุโบสถ แล้วสักยันต์ให้ในพระอุโบสถนั่นเอง วัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมาในสมัยนั้น ส่วนมากมักจะเป็นเหรียญ พระผงก็มีแต่จำนวนน้อย นอกนั้นก็มี พระปิดตา, รูปหล่อ, ตะกรุด, ผ้ายันต์สีแดงสีขาว ที่ทำขึ้นพร้อมกับเหรียญ
    การสร้างเหรียญของท่านท่านมักจะสร้างในปีที่มีเสาร์ ๕ เดือน ๕ และจะปลุกเสกกันเต็มพรรษาปลุกเสกจนท่านพอใจแล้วจึงนำออกมาให้บูชา การสร้างวัตถุมงคลของท่านมีจุดมุ่งหมายคือนำปัจจัยไปสร้างสาธารณกุศล ทุกครั้งวัตถุมงคลของท่านจะต้องมียันต์หยุดศาสตราวุธของพระพุทธเจ้าถ้าเป็นพระผงอย่างน้อยจะต้องเป็นยันต์เฑาะว์และมะอะอุท่านจะไม่ยอมโดยเด็ดขาดที่จะนำรูปท่านไปสร้างเป็นวัตถุมงคลแล้วนำไปออกที่วัดอื่น ท่านจะอนุญาตให้สร้างที่วัดก้อนแก้ววัดเดียว การสร้างวัตถุมงคลทุกครั้งลูกศิษย์หรือคณะกรรมการจะต้องขออนุญาตจากท่านและขอความคิดเห็นจากท่าน มีวัดอื่นนำรูปของท่านไปสร้างเป็นเหรียญแล้วนำมาให้ท่านปลุกเสกขอร้องอย่างไรท่านก็ไม่ยอมปลุกเสกให้ แต่ถ้าสร้างเป็นวัตถุมงคลแบบอื่นๆนอกจากรูปท่านท่านจะปลุกเสกให้ด้วยความยินดี
    เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพแข็งแรงถ้าท่านอยู่วัดก็ไม่เป็นอันมีเวลาว่าง ต้องมีประชาชนมาขอให้ท่านรดน้ำมนต์กันตลอดทั้งวันคนที่มาวัดเป็นประจำจะทราบเป็นอย่างดีส่วนใหญ่ท่านจะรับนิมนต์ไปปลุกเสกวัตถุมงคลทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงภาคตะวันออกทั้งภาค ต้องมานิมนต์ให้ท่านปลุกเสกทุกงาน เวลาท่านฌาณสมาบัติปลุกเสกจะไม่มีการขยับนั่งได้รวดเดียวโดยไม่มีการพักแม้ว่าท่านชราภาพมากแล้วก็ตาม
    สมัยนั้น วัดไหนมีพิธีพุทธาภิเษก ต้องมานิมนต์ท่านทุกวัด ล้วนแต่เป็นงานใหญ่ๆทั้งนั้น ท่านมักได้รับกิจนิมนต์ให้ปลุกเสกร่วมกับ (หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่), (หลวงปู่โต๊ะ ประดู่ฉิมพลี) เป็นประจำ และเวลาท่านนั่งปรกปลุกเสก ท่านจะเสกจนมั่นใจในวัตถุมงคลนั้นๆ จึงจะถอนจาก ญาณสมาบัติ ก่อนเข้าร่วมปลุกเสก ท่านจะให้ หลวงพี่ทุ้ย พระใกล้ชิดท่าน ไปถามว่ากำหนดการสิ้นสุดพิธีปลุกเสกกี่โมง แล้วท่านจะกำหนดจิต เข้าสมาธิปลุกเสก นั่งรวดเดียวจนถึงเวลากำหนดก็จะถอนจากสมาธิลืมตาพอดีทุกครั้ง โดยที่ไม่มีใครไปเรียกแต่อย่างใด ไม่ว่างานนั้นจะมีลั่นฆ้องพัก ฉันน้ำชา แต่สำหรับท่าน นั่งรวดเดียวเลย ยันสว่างก็รวดเดียว จิตท่านนิ่งมาก เวลาเสกของท่านบอกต้องเสกให้ทะลุ ถึงจะได้ผล
    ของทุกอย่างของท่านที่ท่านปลุกเสก จึงมีประสบการณ์มากมาย ขนาดเด็กนั่งหัวเรือ โดนฟ้าผ่าเต็มๆ ยังแค่สลบไป พ่อพาไปให้ท่านรดน้ำมนต์ แล้วก็กลับบ้านได้เลย ในตัวเด็กมีเหรียญของท่าน แขวนอยู่เหรียญเดียว
    ประสบการณ์เหรียญ รุ่น "บาทใหญ่" วัดก้อนแก้ว สมัยนั้นมีงานวัด วัยรุ่นแถบนั้นเขม่นกัน ตะลุมบอล เสียงปืนดังขึ้นมีคนล้มลง โดนลูกหลง ลูกปืน ๑๑ ม.ม. เจอะเข้าที่ขมับเป็นรอยบุบ สลบไป สักพักก็ฟื้นขึ้นมา ในกระเป๋าเสื้อมีเหรียญบาทใหญ่ ที่เช่าจากวัด เพียงเหรียญเดียว
    เรื่องยิงไม่เข้า ปืนด้าน มีให้เล่ากันเป็นประจำกับวัตถุมงคลของท่าน สมัยนั้นถนนทางวัดเปลี่ยวมาก โจรชุมยิ่งนัก วัยรุ่นก็ห้าวข้ามถิ่นกันไม่ได้ แต่วัยรุ่นแถบวัด ยังไงต้องมีวัตถุมงคลของท่านติดตัวทุกคน ถึงขนาดทหารในค่ายศรีโสธร ต้องมาขอจัดสร้างเหรียญให้ท่านปลุกเสก เพื่อติดตัวไปออกสงคราม ในยุคนั้นท่านโด่งดังมาก
    เรื่องม้าพยศของท่านที่มีคนนำมาปล่อยเพราะเลี้ยงไม่ไหว ไม่มีใครคนใดเอามันอยู่ ท่านเสกหญ้าให้มันกิน จนมันเชื่องกับท่านคนเดียว แต่มันเกเร มักออกไปนอกวัดเดินเหยียบสวนผักของชาวบ้านทำลายข้าวของ จนชาวบ้านทนไม่ไหว เอามีด เอาปืนไล่ยิง ไล่ฟันแต่ไม่เข้าสักราย เพราะมันมีผ้าจีวรที่ท่านผูกคอมันไว้ จนหลวงพ่อทองท่านมรณภาพลง
    หลวงพ่อทอง ท่านถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๖ รวมสิริอายุได้ ๙๒ ปี ๖๓ พรรษา ร่างของหลวงพ่อทองไม่เน่าเปื่อยทางวัดได้ใส่โลงแก้วให้สาธุชนเคารพกราบไหว้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นพิเศษหลวงพ่อทองวัดก้อนแก้ว
    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250823_215109.jpg IMG_20250823_215130.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1755962161313.jpg FB_IMG_1755962163880.jpg
    FB_IMG_1755962245776.jpg
    เหรียญเนื้อตะกั่ว
    ครูบาเที่ยงธรรม สำนักสงฆ์เวฬุวัน อ.พยุหะ จ.ศรีสะเกษ
    เมื่อหลวงปู่สรวงใกล้ละสังขาร
    หลวงปู่สรวง ให้ลูกศิษย์อุ้มขึ้นรถทัวร์ให้พาไปหาหลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม พอถึงปากทางเข้าวัดท่านไม่ยอมลงจากรถ ต้องไปนิมนต์หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรมมานิมนต์ที่ปากทางเข้าวัดท่านถึงจะยอมลง พอเข้าไปในวัดทั้งสององค์แยกกันอยู่คนละมุม หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรมอยู่ในศาลารับแขก หลวงปู่สรวงอยู่ที่กุฏิเก่าหลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม ห่างกันประมาณ 30 เมตร ไม่พูดไม่จากันร่วมชั่วโมง หลวงปู่สรวงจึงให้ลูกศิษย์พากลับ ลูกศิษย์ถามหลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม "ทำไม ไม่คุยกับหลวงปู่สรวง" หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรมตอบว่าคุยกันแล้ว "หลวงปู่สรวงท่านมาลา ท่านจะปลงสังขารอีก ๖ เดือนนี้" หลังจากนั้นหลวงปู่สรวงก็มรณะภาพตามคำบอกของ หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรมจริงๆ
    ท่านจะรู้ก่อนว่าใครจะมาหาเพราะท่านคุยกับเทวดาได้ ท่านเป็นพระที่ไม่ยึดติดอะไร ใครมีความทุกข์อย่างไรท่านจะทักได้ถูกต้อง หากท่านพิจารณาโดยญาณแล้วเห็นว่าช่วยได้ จะช่วยทันที ท่านเมตตามากเป็นพระที่ไม่เหมือนใครเพราะไม่ยึดถือกฎเกณฑ์
    ท่านชอบเปิดเพลงสวดของจีนและธิเบต จนชาวบ้านแถวนั้นพูดกันว่าท่านชอบฟังเพลงแต่ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านกลับหัวเราะและบอกว่า "ท่านเป็นพระบ้า" ท่านบอกว่าปล่อยให้พวกชาวบ้านคิดว่าท่านเป็นพระบ้าน่ะดีแล้วเพราะจะได้ไม่มายุ่งกับท่าน ท่านดำรงตนเป็นพระโพธิสัตว์ คือเน้นการช่วยเหลือคน รักษาคนป่วยประเภทที่หมอตามโรงพยาบาลเห็นว่าเหลือวิสัยแล้ว
    ท่านรู้จักกับลป.สรวง ที่บ้านละลม จ.สุรินทร์ เป็นอย่างดี โดยมีปฏิปทาคล้ายกัน คือไม่ยึดติดอะไร ไม่มีอดีต ลืมอายุ และช่วยเหลือมนุษย์ โดยท่านบอกว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน เพราะในแถบนี้ท่านมีอาวุโสที่สุด
    นับเป็นพี่ใหญ่ในสายพระโพธิสัตว์ของย่านนี้ ต่อมาผมจึงได้ทราบว่าพระอาจารย์ของท่านก็คือพระอรหันต์โบราณผมยาวรูปร่างสูงใหญ่ ที่อยู่ในดินแดนมิติพิเศษภพซ้อนภพของเทือกเขาพนมกุเลนในเขมร

    ท่านไม่สรงน้ำ แต่ใช้การเพ่งกสินไฟชำระร่างกายแทน ท่านบอกควรรักษาโรคเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และอังคาร
    ครูบาเที่ยงธรรมท่านไม่ยึดติดในอะไรทั้งสิ้น ท่านบอกการรักษาศีลไม่สำคัญเท่ารักษาจิต การกระทำทุกอย่างของเราจะถูกบันทึกควบคุมโดยเบื้องบนที่อยู่เหนือศรีษะของเราขึ้นไป ๓ คืบ

    ที่วัดท่านได้สร้างเจดีย์ใหญ่ไว้องค์หนึ่ง ทั้งลักษณะรูปทรงและสีสันไม่เหมือนที่อื่น เจดีย์นี้ท่านสร้างด้วยตัวของท่านเองเพียงคนเดียวโดยไม่มีแบบแปลนใดๆ คือทำไปเรื่อยๆ เพราะท่านจำลองมาจากเบื้องบน การสร้างก็ใช้เวลาไม่นานเลยโดยท่านจะให้คนงานผสมปูนให้ แล้วท่านก็เอามือเปล่าตักปูนโปะเข้ากับแบบที่เตรียมไว้โดยไม่กลัวว่าปูนจะกัดเนื้อท่าน ท่านใช้การวิ่งขึ้นวิ่งลงโดยเอา ๒ มือโปะปูนจนกลายเป็นเจดีย์ขึ้นมาทั้งองค์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    ในรูปถ่ายที่เห็นว่าท่านนั่งอยู่ท่ามกลางดอกบัวนี้ แท้จริงแล้วตอนที่ลูกศิษย์ถ่ายภาพนี้ท่านนั่งอยู่บนก้อนหินเตี้ยๆ รอบๆ ตัวท่านก็เป็นดินแห้งๆ ไม่มีแอ่งน้ำอะไรเลย แต่เมื่อถ่ายรูปล้างออกมาก็ปรากฏว่ากลายเป็นท่านนั่งอยู่กลางสระบัวที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
    "ผ้ายันต์จักรวาล"
    หลวงปู่เที่ยงธรรมมอบผ้ายันต์แดงแล้วกำชับว่า"เอาติดตัวไปเรียกเงินเรียกทองร้อยล้านพันล้าน" ประสบการณ์เด่นด้านโชคลาภและโภคทรัพย์ เป็นของดีนอกดีใน ท่านว่าของท่านไม่มีวันเสื่อม เป็นผ้ายันต์แบบ ๒ หน้า จากที่สัมผัสได้จะมีกระแสพลังแผ่ออกมาจากผ้ายันต์
    ภาพบันทึกความทรงจำที่บูรพาจารย์พระเหนือโลกสามองค์พบกัน
    มีหลวงปู่หมุน หลวงปู่อิง หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม สามพระเหนือโลกแห่งยุคพร้อมทายาทธรรมในปัจจุปันหลวงปู่อุดมทรัพย์กับหลวงตาขวัญเมืองในงานทำบุญบ้านอาจารย์หม่อมนิรนามไตรภูมิ
    ขอขอบคุณท่านบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญตะกั่วครูบาเที่ยงธรรม
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250823_221451.jpg IMG_20250823_221523.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756040281218.jpg
    FB_IMG_1756040400550.jpg

    พระครูพินิจยติกรรม (หลวงปู่แจ้ง)
    วัดใหม่สุนทร อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
    พระครูพินิจยติกรรม (หลวงปู่แจ้ง) ฉินฺนมนฺโท เจ้าอาวาสวัดใหม่สุนทร อ.โนนสูง นครราชสีมา พระสงฆ์สันโดษ มักน้อย ศิษย์รักหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้มีพรรษาสูงที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์ อ.โนนสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงส่งของทางคณะสงฆ์ ในจังหวัดนครราชสีมา
    หลวงปู่แจ้งเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๓๙ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านขาม ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา บิดามารดาชื่อนายอ้าย นางขาว ดวงกลาง มีพี่น้องรวม ๙ คน หลวงปู่เป็นบุตรคนสุดท้อง เป็นเด็กที่มีนิสัยดี เรียนเก่ง เป็นที่ชื่นชมของครูอาจารย์ทั้งพระ และครูฆราวาส บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาเมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทที่วัดบ้านขาม มีหลวงปู่ทองวัดบ้านขามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญ พระอาจารย์จันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระคู่สวด ท่านได้มาศึกษาต่อที่วัดบึงร่วมกับสมเด็จพุฒจารย์ (อาส อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ และหลวงปู่เขียว วัดบึง เรียนปฏิบัติธรรมและเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน หลังจากนั้นได้มาจำพรรษาที่วัดบูรพ์ วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ วัดมหาธาตุ และวัดปากน้ำ เพื่อศึกษาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
    ท่านหลวงปู่ได้ศึกาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ โดยมีอาจารย์พระภาวนาโกศล (สมณศักดิ์ในสมัยนั้น) หรือเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนาม “หลวงพ่อสด” วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นผู้แนะนำอย่างใกล้ชิด หลวงปู่ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างไม่ย่อท้อเป็นเวลานาน
    ในวันหนึ่งหลังจากหลวงพ่อออกเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (สมาธิ) หลวงพ่อสดท่านถามเป็นประโยคแรกว่า “ท่านพระครูสงบหรือยัง” หลวงปู่ก็ตอบตามที่ท่านสงบใจได้ว่า “ผมสงบแล้ว สงบแล้ว” หลวงพ่อสดท่านแสดงอาการพอใจในตัวหลวงปู่ที่มีความเพียรพยามยามเป็นอย่างสูงในการปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสำเร็จธรรมกาย หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญเคยกล่าวชมหลวงปู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังว่า “พระครูองค์นี้ท่านได้ธรรมกายแล้ว ทำอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ก็ขลัง” และได้เคยพูดกับโยมว่า “พระครูองค์นี้แทนฉันได้” เวลาสวดกล่าวชุมนุมเทวดา หลวงพ่อสดมักให้หลวงปู่แจ้งช่วยสวด ท่านว่าให้พระครูสวด พระครูได้ธรรมกายแล้วเทวดาได้ยิน
    หลวงปู่แจ้งได้กราบลาท่านหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ กลับมาที่จังหวัดนครราชสีมาและสอนปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนถึงปัจจุบัน ขณะนี้หลวงปู่อายุ ๙๔ ปี ท่านเปลี่ยนล้นไปด้วยเมตตา ผู้ที่มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านหลวงปู่แล้ว มักจะปลื้มปิติอย่างน่าอัศจรรย์และเมื่อรับวัตถุมงคลจากท่าน ท่านชอบพูดว่าจะไปช่วยเหลือเมื่อยามคับขัน ขอให้ทุกคนปลอดภัยและโชคดี
    วัตถุมงคลหลวงปู่แจ้งมีหลายรุ่น อาทิ
    ๑. ล๊อกเก็ต “หลวงพ่อแจ้ง” พ.ศ.๒๔๙๙
    ๒. เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.๒๕๐๐
    ๓. เหรียญรุ่น ๒ (มีเลข ๑ ที่พื้นเหรียญ เหนือไหล่ขวา) พ.ศ.๒๕๐๓
    ๔. เหรียญรุ่น ครบรอบ ๙๐ ปี พ.ศ.๒๕๓๐
    ๕. รูปหล่อรุ่นแรก (อายุ ๙๑ปี) พ.ศ.๒๕๓๑
    ๖. รูปหล่อรุ่น ๒ (รุ่นอัยการ) พ.ศ.๒๕๓๒ เนื้อทองคำ ๕๐ องค์ เนื้อเงิน ๑๒๕ องค์ และเนื้อนวโลหะ ๕๒๕ ปลุกเสกเมื่อ ๕ ธ.ค.๓๒ มีโค๊ตตีกลับหัวเนื้อเงิน ๒ องค์
    ๗. เหรียญฉีดนาคปรก พ.ศ.๒๕๓๓ มีเนื้อทอง เงิน นาค และนวโลหะ
    อนึ่ง ในคราวเกิดสงครามอินโดจีน พ.ศ.๒๔๘๐ หลวงปู่แจ้งได้ร่วมกับเกจิอาจารย์ที่สำคัญหลายรูปปลุกเสกพระเนื้อดินผสมผงว่านและคลุกรัก เรียกว่า “พระกลีบบัว วัดบูรพ์” แจกทหารที่ไปสงครามมีพุทธคุณโด่งดั่งทางอยู่ยงคงกระพันจนเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ทหารและบุคคลทั่วไปเป็นอันมาก
    มรณภาพ วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังจากที่หลวงปู่ไปกรุงเทพ เพื่อรับพระราชทานพัดยศพระราชาคณะชั้นสามัญยก หลวงปู่ก็มีอาการของไข้ เป็น ๆ หาย ๆ หลวงปู่ยังบอกเป็นลางสังหรณ์ไว้ว่า มีเกิด ก็มีตาย มียศ ก็เสื่อมยศ มีลาภ ก็เสื่อมลาภ จนในที่สุดอาการป่วยก็ไม่หาย ลูกศิษย์นำส่งโรงพยาบาลมหาราช พักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ จนเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เวลา ๐๑.๒๐ น. หลวงปู่ได้ละสังขารโดยสงบ รวมสิริอายุได้ ๙๕ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน พรรษา ๖๗ นับเป็นพระเถระที่มีพรรษากาลมากที่สุดในขณะนั้น
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จสัมเร็จผลหลวงปู่แจ้ง

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20250824_195555.jpg IMG_20250824_195616.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756030598371.jpg 1756041711682.jpg
    get_auc3_img (31).jpeg

    หลวงปู่ดี ภัทธิโย บูรพาจารย์ศิษย์สายสำเร็จลุน ศิษย์เอกญาท่านตู๋, ญาท่านกัมมัฏฐานแพง และหลวงปู่เครื่อง วัดเทพสิงหาญ จ.อุดร
    ท่านยังเป็นอาจารย์ญาท่านเกษม วัดเกษมสำราญ ต.เกษม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี
    ว่ากันว่าท่านเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายที่ได้รับสรรพวิชาจากพระอาจารย์ใหญ่สำเร็จลุน โดยการดูแลของญาท่านตู๋ ญาท่านกัมมัฏฐานแพง รุ่นเดียวกับ ญาท่านโทน วัดบูรพา ญาท่านฤทธิ์ วัดสระ ญาท่านภู บ้านกองโพน ญาท่านทอง วัดหัวเรือและองค์อื่นๆ
    หลวงปู่ดี ท่านเป็นคนอุบลโดยกำเนิด ญาท่านตู๋และญาท่านกัมมัฏฐานแพง ได้ฝากศิษย์รักคือหลวงปู่ดี ไปกับหลวงปู่เครื่อง วัดเทพสิงหาร อุดร ด้วย
    หลวงปู่ดี ท่านเป็นที่เคารพรักและศรัทธา ของคนน้ำโสม จ.อุดร จึงได้สร้างเหรียญท่านขึ้นตอนที่ท่านอยู่วัดเทพสิงหาร อุดร
    หลังจากหลวงปู่เครื่อง มรณภาพท่านจึงกลับมาอยู่ที่สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานภัทธิโย อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานีและมีเหรียญออกที่จ.อุบลราชธานี อีกหลายรุ่น
    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่ดี ภัทธิโย ๏
    วันนี้วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นวันครบรอบ ๑๑๓ ปี ชาตกาล หลวงปู่ดี ภัทธิโย วัดป่าหิมพานต์ (สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานภัทธิโย) อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี พระภิกษุสงฆ์แต่อดีตนั้น ท่านนิยมศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคม เวทวิทยา ทั้งยังมีคาถา คุณไสย ศาสตร์มากมายหลายชนิด ล้วนแล้วเป็นวิชาอันเร้นลับและเป็นวิชาของฝ่ายโลกีย์ทั้งสิ้น หลวงปู่ดี ภัทธิโย ท่านก็เคยศึกษาเล่าเรียนมาตามประเพณีนิยมของพื้นบ้านเช่นกัน
    ในจังหวัดอุบลราชธานี ถ้าจะพูดถึงเรื่องคาถาอาคม เวทมนตร์ต่างๆแล้ว นับว่ามีมากแทบทุกท้องถิ่น
    แต่เมื่อถึงยุคของพระธุดงค์ บิดาผู้จุดประทีปธรรมกรรมฐาน ได้ปรากฏขึ้น ๓ องค์ พร้อมๆกัน จะด้วยกําลังจิตและแรงสนับสนุนใดๆ ก็ถือว่าเป็นบิดาผู้เปิดประตูใจของกุลบุตรผู้มีปัญญา ท่านคือ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)
    บิดาแห่งพระกรรมฐาน ๓ องค์นี้ ท่านได้พยายามฝึกสอนลูกศิษย์ที่เป็นเพศบรรพชิต คือ สร้างบุคคลธรรมดาๆ ให้เป็นอริยบุคคล จนปรากฏผลแห่งคุณภาพมากมายนับพันๆองค์ ซึ่งศิษย์เหล่านั้นก็รวม หลวงปู่ดี ภัททิโย ด้วยองค์หนึ่ง
    หลวงปู่ดีได้พยายามศึกษา หาความรู้จริงในธรรมะ จนสามารถเอาตัวรอดได้ในที่สุดนั้น ก็เพราะได้พลิกจิตใจดําเนินตามข้อวัตร ปฏิบัติตามคําสั่งสอนในหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน จากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บิดาแห่งกองทัพธรรมในอดีต
    หลวงปู่ดี ภัทธิโย ท่านเกิด เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๕ ตรงกับปีชวด
    บิดาชื่อ นายสาน มารดาชื่อ นางเคี่ยม มีอาชีพทํานาค้าขาย
    อายุ ๑๔ ปี บิดามารดาได้พร้อมใจกันนําบุตรชายไปบรรพชา เป็นสามเณร ณ วัดใกล้บ้าน เพื่อ จะได้ศึกษาเรียนหนังสือและ ธรรมวินัย ซึ่งก็สามารถเรียนรู้ ได้เร็วอ่านออกเขียนได้ตามสติ ปัญญา
    อายุได้ ๒๐ ปีเต็ม ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ โดยสมบูรณ์ ณ วัดโพธิ์ไทร โดย หลวงพ่อหัน แห่งวัดโพธิ์ไทรเป็นพระอุปัชฌาย์
    เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้ศึกษาธรรมสอบได้นักธรรมเอก
    หลังจากสอบนักธรรมแล้ว ท่านก็หันเหชีวิตออกปฏิบัติเดินธุดงค์เข้าป่าดงผ่านเส้นทางของ ผู้สละเรือน ออกสู่ความวิเวกไป ประเทศเขมร ลาว พม่า
    ท่านบุกป่าไปหลายแห่ง ผจญกับอุปสรรคนานัปการ ได้พบกับครูบาอาจารย์และพระสหธรรมิก มากมายหลายองค์ดังปรากฏต่อ มาดังนี้
    ๑. ได้ไปพบ พระอาจารย์เกตุ แห่งประเทศลาว ได้ศึกษาวิชาเวทมนตร์ และกสิณต่างๆ จน แก่กล้า
    ๒. ได้เรียนสมถะและวิปัสสนากรรมฐานกับ หลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต สามารถเอาตัวรอดได้
    ๓. ได้พระสหธรรมิกรุ่นพี่ หลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร เป็นผู้ปรึกษาและช่วยเหลือกันในยาม ทุกข์ยากขณะเดินธุดงค์ร่วมกัน
    หลวงปู่ดี ภัทธิโย ท่านเป็นพระผู้มีความสงบ สันโดษมักน้อย ผู้คนน้อยนักจะรู้จักท่าน ด้วยเหตุของความพึงมีพึงได้ ได้แล้วไม่สะสมไม่ติดในสภาวะให้เป็นธุลี ปิดบังหนทางปฏิบัติธรรม
    หลวงปู่ดี ภัทธิโย เคยเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ พร้อมกับหลวงปู่เครื่อง
    เมื่อมาถึงก็ต้องรีบกลับทั้งสององค์ กล่าวคือ มองเห็นความวุ่นวายอันเกิดจากมายาการปรุง แต่ง ไม่เป็นไปโดยธรรมชาติ เห็นมนุษย์ผู้โลภ ผู้หลง ก็ต้องวางใจ เพราะไม่สามารถพูดภาษาธรรมต่อกันได้
    แต่คนป่าคนดง เมื่อสอนให้ รักษาศีลเขาก็อยู่ในขอบเขต แต่ที่มาพบนี่รับศีลแล้วก็นั่งโกหก อยู่ได้ต่อหน้าของท่าน พูดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน สอนธรรมะก็ไม่หลั่งไหลเข้าจิตใจเลย ดุจการตักน้ําใส่ภาชนะที่คว่ําไว้ฉะนั้น…
    หลังจากเดินธุดงคกรรมฐานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านจึงกลับบ้านเกิดและมาสร้างสํานัก สงฆ์ขึ้น คือ วัดป่าหิมพานต์ เพราะมีสภาพที่สงบสงัด เหมาะแก่การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา อีก ทั้งมีต้นไม้ปกคลุมเป็นธรรมชาติที่เยือกเย็นเมื่อพบเห็น
    วัดป่าหิมพานต์ ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองบัว อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี
    เส้นทางธรรมดังกล่าวนี้ ยินดีต้อนรับผู้แสวงหาความสงบ วิเวก ไม่ยากแก่การเดินทางไป แม้จะลําบากทางกายแต่จิตใจเบิกบาน
    ทั้งนี้วัดป่าหิมพานต์ดินแดน ห่างไกลความเจริญ เป็นดินแดน แห่งธรรมะ เหมาะแก่การบําเพ็ญ ภาวนาเพื่อจิตพ้นจากทุกข์ของ เราทุกคน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาผสมเกศาหลวงปู่ดี

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250824_201959.jpg IMG_20250824_202029.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2025
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756042581180.jpg
    3668439-3.jpg

    สหายธรรมและสหธรรมมิกที่สนิทชิดชอบกันมากเช่น. หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ท่านสนิทกันมาก อาจจะด้วยท่านเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษเหมือนกันด้วย ท่านทั้ง 2 ให้ความเคารพนับถือกันมาก หลวงปู่หมุนได้เคยกล่าวบอกลูกศิษย์ลูกหา ว่าถ้าท่านไม่อยู่แล้วให้ไปหาหลวงปู่เกลี้ยง วัดบ้านโนนแกดองค์นี้ เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเก่งจริง เชี่ยวชาญพุทธาคมมากเหมือนเพชรในตมรอวันที่จะสุกสว่างไสว ภายภาคหน้าองค์นี้จะมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน ท่านสนิทสนมกันมากให้ความเคารพชึ่งกันและกัน จนหลวงปู่หมุนเคยส่งลูกศิษย์ลูกหาไปนิมนต์หลวงปู่เกลี้ยงมาวัดท่านตั้งหลายครั้ง
    หลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา จ.ศรีสะเกษ
    คำกล่าวของ หลวงปู่สรวง “เทวดาเล่นดิน” ถึง “เทวดาผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” หลวงปู่เกลี้ยง เตชธัมโม อายุ 111 ปี วาจาสิทธิ์
    หลวงพ่อพระปลัดทองอินทร์ เจ้าอาวาสวัดเนินทอง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ สมัยบวชเป็นสามเณรเคยอยู่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อผาง จิตุตคุตโต วัดป่าอุดมคงคาคีรีเขตต์และเคยอยู่กับหลวงปู่โส กัสสโป วัดป่าคำแคนเหนือ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
    นอกจากนี้หลวงพ่อพระครูปลัดทองอินทร์ตอนพรรษายังไม่มากก็เคยจำพรรษาอยู่วัดถ้ำเขาพระงามในเขตจังหวัดลพบุรี ได้ช่วยบูรณะวัดแห่งนั้นทางวัดได้สร้างวัตถุมงคลได้นิมนต์หลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา (เทวดาเล่นดิน) จังหวัดศรีสะเกษไปปลุกเสกวัตถุมงคลให้ทางวัดนั้นด้วย
    “หลวงปู่ที่ศรีสะเกษนอกจากหลวงปู่แล้วยังมีพระเกจิคณาจารย์ที่เก่งๆอีกไหมครับผม”
    พระครูปลัดทองอินทร์กราบเรียนถามหลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน)
    “มี” หลวงปู่สรวงตอบสั้นๆ
    ชื่อหลวงพ่ออะไร พระครูปลัดถามต่อ
    “หลวงปู่เกลี้ยง วัดโนนแกด”
    หลวงปู่สรวง “เทวดาเล่นดิน” แห่งวัดไพรพัฒนาราม ตอบ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
    “องค์นี้อายุยืนเกินร้อยแน่”
    “ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อ” พระครูปลัดถามต่อ
    “เพราะท่านยังไม่เปิดเผย แต่ต่อไปคนจะรู้จักนามท่านทั่วประเทศเชียวล่ะ”
    นี่คือคำกล่าวที่ยืนยันยกย่องจากปากของหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนาที่ได้กล่าวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน
    เรื่องเล่า หลวงปู่เกลี้ยง เตชธัมโม วัดโนนแกด
    อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ที่ศิษย์หลายคนยังไม่ทราบ
    หลังจากที่หลวงปู่กลับจากรักษาอาการอาพาธที่กรุงเทพ หลวงปู่มีอาการดีขึ้นแต่เนื่องจากหลวงปู่ชราภาพมาก ปฏิบัติภาระกิจที่จะสงเคราะห์ลูกศิษย์ได้ไม่เต็มที่รวมทั้งศิษย์ต้องคอยดูแลหลวงปู่อย่างใกล้ชิด ทำให้หลวงปู่ปรารภกับผู้ดูแลท่านว่า
    " จริงๆแล้วหลวงปู่ไม่อยากอยู่แล้ว อยากละสังขารเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานที่ต้องคอยดูแล แต่ก็ยังละสังขารไม่ได้ เนื่องจากยังสงเคราะห์ลุกศิษยืได้ยังไม่ครบ ลูกศิษย์ที่ท่านจะฝากไปเกิดในภพภูมิที่ดียังมาไม่หมด ต้องรอลูกศิษย์ที่จะสร้างบารมีกับท่านให้ครบก่อน..... เราหมดแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ไม่มาอีกแล้ว "
    นี่คือความเมตตาที่หาประมาณมิได้ของหลวงปู่เกลี้ยง เตชธัมโม อายุ110 ปีพระเถราจารย์5แผ่นดิน เทวดาผู้หยังรู้ฟ้าดิน
    ประวัติหลวงปู่เกลี้ยง เตชธัมโม วัดศรีธาตุ(โนนแกด) บ้านโนนแกด ตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
    เดิมชื่อ เกลี้ยง คุณมานะ เกิดวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๕๐ ณ บ้านก้านเหลือง ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
    เป็นบุตรของนายบุญมี คุณมานะ และนางผิว คุณมานะ มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คนด้านการศึกษา
    หลวงปู่เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาในโรเรียนวัดบ้านโนนเกด จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และเรียนต่อ ม.๓ จบในปี ๒๔๖๖ จึงออกมาช่วย มารดาประกอบอาชีพ เพื่อช่วยเหลือครอบครัว ในปี พ.ศ.๒๔๖๗ ทางราชการ รับสมัครผู้ที่จบประถมปีที่ ๔ เข้าสมัครเป็นครูช่วยสอน หลวงปู่ไปสอบและสอบผ่านจึงได้มีโอกาสเป็นครูช่วยสอน ครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านโนนแกด สอนได้สองเดือน ทางราชการให้ย้ายไปช่วยสอนที่โรงเรียนบ้านโพรง ตำบลไพรบึง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเวลา ๓ ปี ๖ เดือน
    การศึกษาด้านธรรม
    ในขณะที่สอนหนังสืออยู่นั้น สุขภาพร่างกายของหลวงปู่ไม่ค่อยสู้ดีนักจึงขอลาออกมาเพื่อรักษาตัว เมื่อสุขภาพดีขึ้นแล้ว หลวงปู่จึงขอลาบวชสามเณรที่วัดบ้านโนนแกด ด้วยความยากเรียนต่อ กอปรกับได้เคยทำการสอนมาแล้วจึงมองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงขออนุญาตเจ้าอาวาสไปเรียนนักธรรมที่วัดบ้านดวนใหญ่ กิ่งอำเภอวังหิน (ในขณะนั้น) จังหวัดศรีสะเกษเรียนนักธรรมตรีที่สนามหลวง ซึ่งมีพระ สามเณร ไปสอบจำนวน ๔๗ รูปปรากฏว่า หลวงปู่เกลี้ยงและพระภิกษุสิงห์ สอบผ่านแค่ ๒ รูป เท่านั้นจากนั้นก็เรียนต่อนักธรรมโทที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในขณะที่ศึกษานักธรรมโทอยู่นั้นทางราชการก็มีหมายเรียกให้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร หลวงปู่จำเป็นต้องลาสิกขาด้านความรู้ความสามารถพิเศษ
    หลวงปู่ได้อาศัยความรู้เดิมประสบการณ์ที่เคยมีนาในขณะรับราชการทหาร เคยออกรบสงครามมหาเอเชียบูรพา ในการรักษาพยาบาล หลวงปู่ช่วยชาวบ้านรักษาพยาบาลด้วยสมุนไพร ผู้คนที่เจ็บป่วยก็หายป่วย จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา
    การอุปสมบท
    เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๘ หลวงปู่ได้อุปสมบท ณ วัดบ้านแทง ตำบลซำอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพระเกษตรศีลาจารย์ วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ขณะอายุ ๖๗ ปี หลวงปู่ได้รับสมณศักดิ์ พระครูโกวิทพัฒโนดม พร้อมตาลปัตรพัดยศ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๔ ถึงปัจจุบัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงชนะมารฝังตะกรุดหลวงปู่เกลี้ยงวัดโนนแกด
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250824_203248.jpg
    IMG_20250824_203313.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2025
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756044435108.jpg

    พระสมเด็จหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จศิษย์ผู้สืบทอดวิชาทำผง ๑๒ นักษัตรจากหลวงปู่เทียนวัดโบสถ์
    หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ผู้สำเร็จวิชาลบผงวิเศษ ๑๒ นักษัตร
    ท่านเป็นพระเกจิเชื้อสายรามัญแห่งจังหวัดปทุมธานี สุดยอดพระเกจิผู้มีพุทธคมเข้มขลัง เป็นผู้ที่มีจิตสมาธินิ่งมาก สามารถเขียนผงทะลุกระดานชนวนได้เพียงอึดใจ
    ในการสร้างพระสมเด็จฯ นอกจากวิชาลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการแล้ว ท่านยังใช้วิชาลบผง ๑๒ นักษัตร อันเป็นวิชาของชาวมอญที่ตกทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพระเกจิอาจารย์รูปใดในยุคก่อนๆ ที่วงการรู้จักมีการทำผงชนิดนี้ นี่จึงเป็นของวิเศษอันสุดยอดของหลวงปู่เทียนที่พระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ ไม่มี
    ผง ๑๒ นักษัตร เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับโหราศาสตร์ที่อธิบายได้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเกิดมาในปีนักษัตรใดนักษัตรหนึ่ง และในปีหนึ่งๆ นั้นประกอบไปด้วย ๑๒ ราศี ที่มีความเกี่ยวพันกับดวงดาว อันเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตของคนคนนั้น ที่เรียกว่า “ดวงชะตา”
    หลวงปู่เทียน ท่านศึกษาค้นคว้าวิชานี้จากตำราโบราณที่อาจารย์มอบให้จนสำเร็จด้วยตัวเอง วัตถุมงคลของท่านทุกองค์จะมีผง ๑๒ นักษัตรผสมอยู่ด้วย จึงมีอานุภาพในการหนุนส่งดวงชะตาในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และปกป้องไม่ให้ตกต่ำในยามที่ดวงไม่ดี
    ผงนี้กระบวนการทำนั่นยากมาก เป็นผงที่ลบจากยันต์ ๑๒ นักษัตร จึงเข้าได้กับผู้อาราธนาทุกปีเกิด มีศิษย์ที่ไปขอเรียนวิชานี้กับหลวงปู่จำนวนมาก แต่สามารถเรียนได้สำเร็จแค่ ๒ รูป คือ
    หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกะเฌอ
    หลวงพ่อละมูล วัดเสด็จ
    คำว่า เนื้อ 12 นักษัตร นั้นหลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ ท่านเล่าว่า ผง 12 นักษัตรเป็นผงที่สร้างยากต้องมีความมานะพยายามอย่างสูงกว่าจะรวบรวมวัตถุมงคลให้ครบตามตำราก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว เช่น
    - กระดูกม้าขาว
    - กระดูกไก่ดำ ซึ่งกระดูกออกเป็นสีชมพู
    - กระดูกนิ้วก้อยซ้ายขวาของผีตายวันเสาร์เผาวันอังคาร มาบดผสม
    เมื่อได้กระดูกสัตว์ทั้ง 12 ชนิด และวัสดุมลคลอื่นครบถ้วนตามตำราแล้ว ต้องบดผงเข้าด้วยกันแล้วปั้นเป็นแท่งดินสอเตรียมไว้ เมื่อเข้าพรรษาก็ให้เริ่มลงอักขระเลขยันต์ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของพรรษา ทำจนครบ 3 พรรษา
    พระครูสาทรพัฒนกิจ (หลวงพ่อลมูล) วัดเสด็จ อำเภอเมือง จ.ปทุมธานี ศิษย์เอกของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ พระเกจิดังแห่งเมืองปทุมธานี ท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกในพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" ณ พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ปี2515 หลวงพ่อลมูล ท่านเป็นยอดพระเกจิที่เก่งมากๆ พลังจิตของท่านดีมาก จนชาวบ้านยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งสวนพริกไทย หลวงพ่อละมูล ท่านเองก็ชอบสร้างพระสมเด็จเช่นกันครับ เหมือนอาจารย์ท่าน คือหลวงปู่เทียน โดยหลวงปู่เทียน นอกจากท่านจะสำเร็จวิชาการทำผงวิเศษ ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห และ ผงพุทธคุณ แล้ว ท่านยังเป็นพระที่สำเร็จวิชา “ผง ๑๒ นักษัตร์” ซึ่งเป็นผงที่เขียนลบมาจากยันต์ ๑๒ นักษัตร์ ทั้ง ๑๒ ปี ดังนั้น พระเนื้อผงของท่านจึงดีเด่นสูงค่าไปด้วยพระพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อุดมโชคลาภ มีกินมีใช้ทุกปี ไม่ขัดสน เข้าได้กับทุกผู้คน ทุกปีเกิด สามารถป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีพระเครื่องของท่านพกพาอาราธนาติดตัวอยู่ เวลาดวงชะตาตกต่ำ ก็จะค้ำจุนไม่ตกอับจนเกินไป เวลาดวงชะตารุ่งโรจน์ ก็จะเสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น หลวงปู่เทียนท่านได้ถ่ายทอดวิชาผง ๑๒ นักษัตร์นี้ให้แก่ศิษย์ คือ หลวงพ่อลมูล โดยหลวงพ่อลมูลท่านจะทำพิมพ์ให้ต่างจากหลวงปู่เทียน และท่านก็ลบผงพุทธคุณเองด้วยเช่นกัน พระท่านน่าแขวน รุ่นเก่าๆหาก็ไม่ค่อยง่ายเช่นกัน ทางพื้นที่นิยมกันมากครับ จำไว้ว่าตะกรุดที่ฝังจะไม่เรียบร้อยเช่นกัน ม้วนไม่ค่อยกลมนะครับ วัตถุมงคลของท่านนั้นสามารถใช้ป้องกันภัยอันตราย จากสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ที่มีมากมายในสวนสมัยก่อนได้อย่างน่ามห้ศจรรย์ อีกทั้งยังมีพุทธคุณครบเครื่อง ไม่เป็นรองอาจารย์ของท่าน ทั้งคงกระพัน มหาอุด มหานิยม เมตตา โชคลาภ ลูกศิษย์ทั้งหลายล้วนทราบกันดี
    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี
    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล หรือท่านพระครูสาทรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มหาชนในยุคก่อนและยุคนี้ต่างก็ให้ความเคารพนับถือมากมาย หลวงพ่อลมูลท่านเป็นชาวมอญโดยกำเนิด เดิมชื่อลมูล จับจิตต์ เกิดวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2458 แรม 5 ค่ำ ปีเถาะ บิดาชื่อ นายติ่ง มารดาชื่อ นางแม้น จับจิต ท่านเกิดที่หมู่ 4 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีพี่น้องด้วยกัน 6 คน ท่านเป็นคนที่ 2 ของครอบครัว เมื่อท่านอายุได้ 3 ขวบ ท่านได้ย้ายตามบิดามารดามาอยู่ในคลองบางใหญ่หมู่ที่ 1 ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี เพราะโยมปู่เหลือ และโยมย่าแหวว จับจิตต์ ได้มอบมรดกที่ดินให้กับครอบครัวของท่านไว้ทำกิน ท่านจึงต้องย้ายมาอยู่ด้วย พอท่านอายุได้ 12 ปี โยมพ่อได้นำท่านไปฝากให้เรียนหนังสือกับ"พระอาจารย์ไม้" ที่วัดเสด็จ ท่านอยู่ได้ 1 ปี ทำให้ท่านได้ฝึกฝนนิสัยไปในทางอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักที่สูงที่ต่ำ ทั้งสิ่งที่ควรและไม่ควร ต่อมา "ครูชั้น ดำกลิ่น" ได้มาขอตัวท่านจากพระอาจารย์ไม้ไปเป็นศิษย์ โดยให้ไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมที่วัดพระเชตุพน คณะ 20 ท่านศึกษาจนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี โดยสมัยนั้นสมเด็จป๋าสมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุ่ณณสิริ) ยังคงเป็นครูสอนภาษาบาลีอยู่ ณ สำนักแห่งนี้ แต่ในการเรียนต่อของท่านในขณะนั้นได้ชะงักลง เพราะเหตุที่โยมพ่อต้องการให้กลับมาช่วยดูแลทำนาเพื่อช่วยครอบครัว ท่านจึงต้องกลับมาทั้งๆที่เสียดายมาก หลังจากที่ท่านกลับมาอยู่บ้าน ท่านก็ได้ช่วยโยมพ่อทำนาพร้อมกับได้เริ่มเรียนหนังสือต่ออีก เพราะอายุท่านนั้นไม่พ้นเกณฑ์ยังอยู่ในภาคบังคับ ต้องเรียนหนังสือต่อ หลวงพ่อลมูลจึงเรียนที่วัดเสด็จซึ่งได้มีการเปิดโรงเรียนประชาบาลภาคบังคับขึ้น ท่านจึงได้เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาอีก ท่านเป็นนักเรียนคนที่ 38 ของโรงเรียนนี้ ท่านเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น หลังจากที่ไม่ได้เรียนแล้ว ท่านก็ได้ช่วยเหลือบิดา มารดาทำนา ตามความประสงค์จนอายุได้ 18 ปี บิดามารดาของท่านได้ขอให้ท่านแต่งงานเปรียบเสมือนโซ่ตรวนผูกมัดไม่ให้บวช อีกประการหนึ่งท่านต้องการศึกษาหาความรู้ใส่ตนให้มากขึ้นกว่านี้ ประกอบกับจิตใจของท่านฝังลึกว่า การบวชนั้นเปรียบเสมือนทางไปสวรรค์ที่จะสามารถบันดาลให้พ้นทุกข์ได้
    ความตั้งใจของหลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ จ.ปทุมธานี สัมฤทธิ์ผล คือโยมบิดา มารดา ไม่อาจขัดได้จึงได้นำท่านไปฝากเป็นนาคกับ พระอธิการเผือก สุกโก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดเสด็จ ในขณะนั้นหลวงพ่อลมูล ขันติพโล ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2497 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 เวลา 14 นาฬิกา 50 นาที ที่พระอุโบสถวัดเสด็จ โดยมีหลวงปู่เทียนหรือท่านพระครูบาวรธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเผือก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ไม้ รุกขโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ขันติพโลภิกขุ"
    หลังจากที่ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้ตั้งใจแน่วแน่ว่า ท่านจะเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามระเบียบของวัด คือการเรียนพระปริยัติธรรมและจะตั้งใจปฏิบัติกิจในพระบวรพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดตลอดชั่วชีวิต ในเพศพรหมจรรย์ของท่านจะขอถวายตัวเป็นพุทธบุตรผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาไปจนชีวิตจะหาไม่ พรรษาแรกท่านก็ได้เรียนนักธรรมชั้นตรี พรรษาที่ 2 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นตรีได้ ในพรรษาที่ 3 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นโท แต่สอบตก ท่านจึงอธิษฐานจิตจะไม่ขอเรียนนักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอกอีกต่อไป ท่านจะเปลี่ยนแนวทางมุ่งไปในทางปฏิบัติ เมื่อหลวงพ่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ มุ่งหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร แต่ก่อนเดินธุดงค์นั้นท่านได้ขอไปฝึกกรรมฐานเพิ่มเติมจาก หลวงปู่เทียน พระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เต็มที่ หลังจากได้รับการฝึกฝนในด้านสมาธิอย่างเพียงพอ หลวงปู่เทียน ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่พร้อม เป็นหัวหน้านำในการธุดงค์ในครั้งนั้น ในด้านส่วนลึกของหลวงพ่อลมูล ท่านต้องการออกธุดงค์ไปองค์เดียวแต่ติดขัดในข้อบัญญัติทางพระธรรมวินัยว่าพระที่จะออกธุดงค์ถ้ามีพรรษาไม่ถึง 5 พรรษา ต้องมีพระพี่เลี้ยงนำไป แต่ถ้าเกิน 5 พรรษาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี จุดแรกที่ที่ท่านออกธุดงค์ ก็คือที่วัดพระพุทธบาทสระบุรี เพราะสถานที่นี้เป็นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีความสงบ ร่มรื่นเหมาะในการบำเพ็ญเจริญภาวนา ต่อจากนั้นท่านก็มุ่งสู่ภาคเหนือ แม่สอด ตาก กำแพงเพชร เพราะท่านเห็นว่ามีภูเขามากเป็นแดนที่สงบ ในการเดินทางไปภาคเหนือครั้งนั้นท่านพบกับอุปสรรคอย่างมากมาย จากสัตว์ป่าบ้าง ตลอดจนอาหารที่ฉันท์เพราะไม่ค่อยมีหมู่บ้าน ท่านต้องฉันท์ผลไม้ป่าแทนแทบทุกวัน ฉันท์วันละเพียงมื้อเดียว ส่วนในด้านฝึกหัดปฏิบัติธรรมและจำวัดในตอนกลางคืน หลวงพ่อท่านก็ต้องหาสถานที่ปลอดภัย หลวงพ่อลมูลตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลังจากการเดินทางเข้าสู่พรรษาที่ 5 พระพี่เลี้ยงต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ หลวงพ่อลมูล จึงออกเดินธุดงค์เพียงองค์เดียว เดินทางไปถึงประเทศพม่า ท่านได้ไปพบกับถ้ำประหลาดซึ่งอยู่ในภูเขาลูกเล็กๆ แต่มหัศจรรย์มากเพราะภายในถ้ำมีแต่ขี้ค้างคาว แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิดเดียว และมีค้างคาวเต็มไปหมด แต่ค้าวคาวก็ไม่เคยบินมาถูกท่านเลย การเดินทางเอาตัวรอดในป่าดงดิบก็ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังต่อเนื่องและเคร่งครัดอำนาจบารมีของพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณ เป็นอำนาจสูงสุด ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดย่อมได้ผล แม้แต่ไปเจอสิงห์สาราสัตว์ที่ดุร้าย เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา ด้วยอานุภาพบารมีดังกล่าวช่วยคุ้มภัยได้เป็นอย่างดี
    หลังจากที่หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ ท่านได้ธุดงค์ได้ระยะหนึ่ง หลวงพ่อท่านก็ได้เดินทางกลับมายังวัดเสด็จ เพื่อมาช่วยเหลือกิจการของสงฆ์ในวัด ซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่เผือกผู้ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีปัญหาเกี่ยวกับการปกครอง เนื่องจากมีพระภิกษุในวัดเดียวกันจะคิดกำจัด และปลดท่านจากการเป็นเจ้าอาวาส ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า บัญชีของวัดทำไม่ถูกต้อง และหย่อนสมรรถภาพในการปกครอง แต่ในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นเพราะหลวงปู่เผือกเป็นพระที่มีความละเอียดรอบครอบ กระทำสิ่งใดๆไม่หวังผลประโยชน์มากเกินไป จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้างเสียผลประโยชน์ พากันกลั่นแกล้งท่าน หลวงปู่เทียนซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านกลางจึงได้เรียกตัวหลวงพ่อลมูลไปปรึกษาและมอบหมายให้ช่วยเหลือหลวงปู่เผือก ในด้านภารกิจต่างๆท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมาท่านจึงไม่มีโอกาสออกเดินธุดงค์อีกต่อไป เพราะหน้าที่บังคับและหลังจากนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.2491 คือหลังจากที่พระอธิการเผือกได้มรณะภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2490
    ในด้านผลงานของหลวงพ่อลมูล ท่านได้พัฒนาไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ถนนหนทาง จนถึงบ้านพักและสถานีตำรวจสวนพริกไทย อนามัย และโรงเรียน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเลื่อมใส ต่างก็ได้ส่งบุตรหลานของตนเข้ามาบวชอยู่กับท่านอย่างมากมาย ทุกคนได้หันหน้าเข้าวัดด้วยการฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านมิได้ขาดเพราะชาวบ้านถือกันว่าท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมสูง จากผลงานในด้านปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม ทำให้ทางคณะสงฆ์มีความเห็นขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระครูใบฏีกาลมูล เมื่อปี พ.ศ.2495 โดยฐานะนุกรมของท่านเจ้าคุณธรรมกิตติในปีพ.ศ.2500 ท่านได้รับตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
    ผลงานในด้านปริยัติธรรมหลวงพ่อลมูล ท่านก็ได้ตั้งสำนักเรียนนักธรรมตั้งแต่ชั้นตรี -โท- เอก ขึ้นรวมทั้งสอนแผนกบาลีด้วย ทางด้านปฏิบัตินั้นท่านได้ฝึกอบรมกรรมฐานเป็นประจำ จนมีญาติโยมเข้ามาฝึกกรรมฐานกันมากขึ้นทุกวันเพราะเชื่อกันว่า การฝึกกรรมฐานกับท่านแล้วทำให้เกิดศรัทธาแรงกล้า ส่วนในระยะที่อยู่ในพรรษาแต่ละพรรษาท่านต้องเป็นผู้นำพระใหม่ และเก่าฝึกกรรมฐาน รวมทั้งเป็นผู้นำสวดมนต์เช้าเย็นมิได้ขาดทุกวัน ตลอดจนสั่งสอนอบรมจริยวัตรในขณะที่เป็นสงฆ์และไปเป็นฆราวาส ด้านการพัฒนาวัด หลวงพ่อลมูลได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเสด็จด้วยความสามารถนานาประการของหลวงพ่อลมูล จึงจัดว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของเมืองไทยที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านมรณภาพเมื่อพ.ศ.๒๕๔๘ สิริอายุ ๘๙ ปี
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลวงพ่อลมูล (ส.พัฒนกิจ) วัดเสด็จ ปทุมธานี ไม่มีฝังตะกรุด ปี๒๕๑๔ องค์ขนาดใหญ่กว่าสมเด็จทั่วไปและหนาครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250824_210544.jpg

    IMG_20250824_210611.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้ จัดส่ง
    1756097761619.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756097278710.jpg

    เหรียญ พระประธานอุโบสถ วัดคะตึกเชียงมั่น จ.ลำปาง หลวงพ่อเกษมปลุกเสก ปี 2516 พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าหล่อพระประธาน อุโบสถ วัดคะตึกเชียงมั่น ด้านหลังเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อพระอินทวิชยาจาร จัดสร้างขึ้นในปี 2516 พร้อมกับเหรียญรุ่น 3 ของหลวงพ่อเกษม เขมโก พิธีจัดสร้างยิ่งใหญ่ เหรียญนี้หายากอีกต่างหาก เพราะส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเหรียญรูปหลวงพ่อเกษมทั้งนั้น จำนวนสร้างน้อย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250824_204932.jpg IMG_20250824_205001.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 สิงหาคม 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้ จัดส่ง รอบ ๒

    1756121346200.jpg

    ขอบคุณครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1299819-5bdf2.jpg

    สมเด็จพระพุทธสิหิงค์ หลังองค์พระปฐมเจดีย์ ปี ๒๕๑๗ พิมพ์เล็กพิธีมหาพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่
    ที่ระลึกในงานนมัสการพระปฐมเจดีย์ ปี 2517 มีพิธีพุทธภิเษกอันยิ่งใหญ่ มีพระเถระ 4 รูป ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่พิทักษ์และเฉลิมพระเกียรติองค์พระปฐมเจดีย์ ประจำทั้ง 4 ทิศ ร่วมกับพระเถราจารย์ทั่วประเทศ และพระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อลือนาม เช่น
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    หลวงพ่อสำเนียง อยู่สถาพร
    หลวงพ่อม้วน วัดไทร
    หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร
    หลวงพ่อขันธ์ วัดพระศรีอารย์
    หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ฯลฯ
    วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาแต่โบร่ำโบราณ ชาวบ้านมักเรียกขานกันว่า "วัดใหญ่" มีการจัดงานประจำปีนมัสการพระปฐมเจดีย์โดยจัดให้มีขึ้นในวันขึ้น 12 ค่ำ ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 โดยจัดที่บริเวณวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เมื่อถึงกำหนดงานจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศ เดินทางมานมัสการพระปฐมเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
    พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้หล่อจำลองจากองค์พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพระบวรราชวัง แต่ขยายให้ใหญ่กว่าองค์เดิม แล้วโปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ซุ้มจระนำ องค์ปฐมเจดีย์ ด้านทิศตะวันออก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250825_192732.jpg IMG_20250825_192758.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756126871017.jpg

    ตะกรุดพุทอุดม้วนโลก
    จากตำราลป.ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
    พระอาจารย์ชนินทร์ ชนินโท สำนักสงฆ์รัศมีพรหมโพธิโก อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    ท่านอาจารย์ชนินทร์ ท่านเป็นอาจารย์ในสายคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก (อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร) ซึ่งอาจารย์หมอสมสุข ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์ และถ่ายทอดวิชากรรมฐานให้แก่คณะศิษย์
    ท่านอาจารย์ชนินทร์ ท่านบวชเรียนกับครูบาขันแก้ว อุตตโม วัดสันพระเจ้าแดง จังหวัดลำพูน ต่อมาสึกมาช่วย เหลือบิดามารดา แต่ก็ยังฝึกกรรมฐานขณะเป็นฆราวาสตลอดมาจนกระทั่งบวชใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระหว่างนั้นท่านก็ได้ร่ำเรียนวิชากับหลวงปู่พุฒ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี ลูกศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เรียนวิชาจากหลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า ระยอง หลวงปู่ชม วัดโป่ง ชลบุรีศิษย์หลวงปู่อี๋ สัตหีบ และได้ศึกษากับ หลวงพ่อคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน จ.ชุมพร เรียนการทำเบี้ยแก้กับหลวงพ่อเผื่อน วัดมะกอก และเป็นศิษย์เอกของอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร
    ต่อมาฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สุภา กันตสีโล วัดเขารังหรือวัดสีลสุภาราม ภูเก็ต ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และร่ำเรียนวิชาอีกหลายอาจารย์
    ท่านพระอาจารย์ชนินทร์เป็นที่เคารพนับถือลูกศิษย์สายรัศมีพรหมเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นศิษย์หลวงพ่อสุภา กันตสีโลแล้ว ท่านยังเรียนวิชาทำตะกรุดบุรุษแปดจำพวก กับหลวงพ่อแก้ว วัดโคกโดน พัทลุง และ หลวงพ่อเจ็ก วัดระนาม สิงห์บุรี เรียนวิชา แก้คนบ้า จากที่ถูกสุนัขบ้ากัดแล้วเป็นบ้า
    หลวงพ่อชนินทร์ท่านเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตา เป็นที่เคารพของศิษยานุศิษย์เป็นยิ่งนักครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ตะกรุดพุทอุดม้วนโลก
    จากตำราลป.ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ขนาดยาวประมาณ ๒.๕ นิ้ว เนื้อทองแดง

    พระบูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250825_200443.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 สิงหาคม 2025
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756127937955.jpg

    (ชีวะประวัติหลวงปู่บุญเกิด ปัณฑิโต)
    ในอดีตย้อนไปซัก 40-50 ปีในแถบหนองมะโมงนี้ค่อนข้างจะทุรกันดาร หรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ด้วยสภาพพื้นที่ที่ชุกชุมไปด้วยชุมโจรปล้นวัวปล้นควายประกอบกับเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ไกลหมอ ไกลเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นที่พึ่งในยามตกทุกข์ได้ยากของคนทุกชนทุกชั้นในละแวกนั้นไม่ว่าจะเรื่องเจ็บป่วย ผีเข้าเจ้าสิง ถูกกระทำย่ำยี ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล วัวหายควายพลัด มีเหตุลักขโมย ถูกประทุษร้าย และอีกหลากหลายปัญหานานับประการ ที่ชาวบ้านต้องการที่อาศัยพึ่งพิง ผิสำคัญบุคคลผู้นั้นมิใช่อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มาจากไหน แต่กลับเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีปฏิปทาเคร่งครัดน่าเลื่อมใสและมีวิทยาบารมี พอเป็นที่ผ่อนปรนบรรเทาทุกข์โศกสงเคราะห์สังคมโลกให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ ภิกษุรูปนั้นชาวบ้านคุ้นปากกันในนาม “หลวงพ่อเกิด”
    หลวงพ่อเกิด หรือพระครูอุดมชัยกิจ เจ้าอาวาสวัดเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท นามเดิม บุญเกิด จันทรา เป็นบุตรของนายกรม จันทรา นางสี จันทรา เกิดเมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ณ บ้านเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท อุปสมบทเมื่อ วันที่ ๕ ธ.ค. พ.ศ.๒๔๙๕ ณ พัทธสีมาวัดเขาดิน โดยมีหลวงพ่อเจริญ วัดป่าพาณิชย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสมทบ วัดศรีสโมสร ต.กุดจอก อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการบรรจง วัดเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปัณฑิโต” หมายถึง “ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญาฉลาดรอบรู้”
    ในปี 2495 หลังจากอุปสมบทแล้วได้จำพรรษาฉลองศรัทธาโยมบิดา โยมมารดา ณ วัดเขาดิน และพอดีในปีนั้นนั่นเองท่านเจ้าขุนวาปินทร์ปรีชา( เจ้าขุนเล็ก )ศิษย์ก้นกุฏิหลวงปู่ศุขที่เป็นศิษย์ฆราวาสรุ่นอาวุโสอีกท่านหนึ่ง ได้จัดให้มีงานไหว้ครูเสาร์ 5 ขึ้นในวาระนี้ท่านขุนวาปินทร์ได้เปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความสนใจใฝ่ศึกษาเวทย์วิทยาต่างๆ ได้เข้ามาศึกษาและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิชาให้ได้เลือกศึกษาตามความสนใจ เช่น เสกหุ่นพยนต์ชกกัน เสกข้าวสารเป็นกุ้ง เสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตนในคราวนั้นมีผู้สนใจเข้าไปศึกษาหลายคนแต่มีผู้สำเร็จและได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากท่านเจ้าขุนไม่กี่คนแล้วแต่วาสนาบารมี หลวงพ่อท่านเลือกเรียนวิชาเฑาะว์มหาปราบ วิชาเสกหมาก และทำน้ำมนต์แก้พิษหมาบ้า และท่านก็สามารถทำได้สำเร็จและได้รับการประสิทธ์ประสาทจากเจ้าขุนวาปินทร์ ซึ่งในคราวนั้นมีท่านเพียงรูปเดียวที่ได้รับการครอบครูวิชานี้ หลังจากที่ท่านสำเร็จวิชานี้แล้วไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน ย่อมจะมีหมาบ้าตามไปทุกที่ ท่านจึงต้องทำน้ำมนต์ทิ้งไว้เพื่อสงเคราะห์แก่สัตว์เหล่านั้น
    ในปี 2496 ท่านจึงไปศึกษาพระปริยัติธรรมและกรรมฐานเบื้องต้นในสำนักวัดสิงห์ในสมัยที่พระครูชะอ้อนองค์อุปัฌชาย์เป็นเจ้าสำนัก พระครูชะอ้อนท่านนี้เป็นเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับองค์หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคคลองมะขามเฒ่าและพระครูชะอ้อนท่านนี้แหละที่เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดการงานศพหลวงปู่ศุข ด้วยความใกล้ชิดทั้งพระครูชะอ้อนและอาจารย์ฆราวาสในละแวกบ้านตลาดวัดสิงห์อีกหลายท่านที่เป็นศิษย์สายตรงในองค์หลวงปู่ศุข ประกอบกับความใฝ่รู้ หลวงพ่อท่านจึงได้ซึมซับศึกษาสรรพวิทยาการในสายหลวงปู่มาพอสมควร ทั้งวิชาปรอท วิชาเสกขี้ผึ้ง จากหมอเฒ่าสุก อาจารย์ของท่านเสกขี้ผึ้งบนฝ่ามือให้เป็นน้ำได้อย่างอัศจรรย์ ท่านจึงได้เรียนรู้หลักในการใช้ธาตุ ตั้งธาตุต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสรรพวิชาและเคล็ดคาถาอีกบางบท ที่ท่านได้ตั้งแต่ในพรรษาต้นๆ อย่างเช่นการทดลองวิชาหายตัว โดยท่านจะต้องถอดเคล็ดวิชาที่ครูเฒ่าให้เป็นปริศนาไว้ ซึ่งตามตำรากล่าวว่าเคล็ดวิชาจะประสิทธิ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของผู้เรียนหากวาสนาต้องกันก็จะมีปัญญาแตกฉานสามารถคิดอ่านแก้กลบทที่โบราณจารย์วางไว้ได้อย่างถูกต้อง เคล็ดวิชานี้มีปริศนาไว้ว่า “ไม่มีไม้อยู่ใต้กรณีย์” หลวงพ่อท่านจึงเอามาเจริญกรรมฐานใคร่ครวญปรากฏเป็นอักขระสี่ตัวได้อย่างง่ายดาย แสดงถึงวาสนาบารมีที่สั่งสมมาแต่หนหลัง เมื่อท่านได้หัวใจคาถาแล้วท่านจึงทดลองเขียนอักขระหัวใจคาถานั้นลงก้นบาตรแล้วบริกรรมภาวนาไปด้วยในขณะออกบิณฑบาต ปรากฏว่าเช้าวันนั้นชาวบ้านใส่บาตรข้ามท่านไปหมดเสมือนมองไม่เห็นท่าน สร้างความประหลาดใจแก่หมู่เพื่อนภิกษุที่ร่วมออกภิกขาจารด้วยกัน และในปีเดียวกันนี้ท่านมีโอกาสได้พบกับ อาจารย์ชื้นศิษย์สำนักเขาสาลิกา และอาจารย์ชื้นท่านนี้เองที่เป็นผู้เชื้อเชิญให้ท่านได้ไปนมัสการหลวงพ่อเขาสาลิกา ที่สำนักเขาสาลิกา จ.ลพบุรี ท่านเล่าว่าหลวงพ่อเขาสาลิกาท่านไม่พูด ท่านจุดเทียนตั้งไว้ 6 เล่มแล้วใช้มือดับทีละเล่มจนเหลือเทียนเล่มเดียวท่านจึงหยิบเทียนเล่มนั้นขึ้นมานั่งเพ่งเท่านั้น ท่านว่าเป็นปริศนาธรรมเกี่ยวกับการสอนเรื่องอายตนะภายใน-ภายนอก เมื่อหลวงพ่อได้พบได้เห็นปฏิปทาเช่นนั้นประกอบกับได้ยินได้ฟังวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนใครและอิทธิปาฏิหาริย์ที่สุดแสนจะพิสดารของหลวงพ่อเขาสาลิกาก็ทำให้ท่านเกิดความเคารพเลื่อมใสจึงได้สมาทานตัวเป็นศิษย์เรื่อยมา
    แม้ท่านจะไม่ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อโอภาสีโดยตรง แต่ท่านก็นับถือหลวงพ่อโอภาสีเป็นครูบาอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งซึ่งมีวัตรปฏิบัติคล้ายกันกับหลวงพ่อเขาสาลิกาเชื่อกันว่าท่านทั้ง 2 รูปสามารถสื่อถึงกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อกับหลวงพ่อโอภาสีนี้ผู้เขียนได้เรียนถามท่านแล้ว ท่านว่าได้พบปะพูดคุยกันธรรมดาที่อาศรมบางมด และยังกล่าวอีกว่าที่อาศรมบางมดมีรูปปั้นและสัญลักษณ์ต่างๆที่เป็นปริศนาธรรม ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาอะไรมาจากไหนหลวงพ่อโอภาสีท่านสามารถสอดแทรกคำสอนลงไปได้หมด เรื่องการแจกพระธาตุอีกเรื่องท่านว่าคนจะมามากสักเท่าไรหลวงพ่อโอภาสีท่านก็แจกได้ครบทุกคนไม่มีหมด วัตถุมงคลบางอย่างเป็นต้นว่า รูปสรงน้ำ แผ่นยันต์อิติสุคะโตฯ เหรียญพลาสติก และลูกแก้ว ผู้เขียนยังเห็นตกค้างอยู่ที่วัดเขาดินจำนวนหนึ่ง วัตถุมงคลบางอย่างท่านก็นำมาถอดแบบ เช่น เหรียญพลาสติกของหลวงพ่อโอภาสีท่านก็นำมาถอดแล้วพิมพ์ด้วยเนื้อดินผสมว่านในปี2508 รูปหลวงพ่อในยุคแรกๆก็ยังพบว่าทำเป็นรูปถ่ายประกบกันกับหลวงพ่อโอภาสี แต่รูปประกบกับหลวงพ่อเขาสาลิกายังไม่เคยพบ
    6.ปี 2497 ได้พบกับ อ.เฉลิม ซึ่งในขณะนั้น อ.เฉลิม กำลังทำการเผยแพร่วิชา 12 ภาษาปรากฎมีผู้สนใจศึกษากันพอสมควร ในคราวนั้นหลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู จ.นครสวรรค์ ก็ได้เข้าร่วมศึกษาด้วย แต่วิชานี้เมื่อหลวงพ่อท่านได้นำมาใคร่ครวญแล้ว ปรากฏว่าตรงกันกับตำราเก่า ของพระธุดงค์ทั้ง4 ที่มาพำนักตั้งแต่ปี 2460-2462 ทั้ง4ท่านล้วนแต่เป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯทั้งสิ้น พระธุดงค์ทั้ง4 นี้ถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดเขาดินเลยทีเดียว ท่านได้สร้างรอยพระพุทธบาท และทิ้งตำราเวทย์ต่างๆไว้เป็นปฐมบทให้กุลบุตรผู้สนใจได้ศึกษา เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สาธารณะชนคนยาก พอให้ได้เป็นที่พึ่งพิงและศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านสืบต่อไป วิชา 12 ภาษานี้เป็นวิชาที่ว่ากันว่าผู้ทำสำเร็จจะสามารถทำสมาธิจิตให้ไปสัมผัสกับภพภูมิจิตในระดับต่างๆทั้ง 31 ภูมิได้ แม้ในภูมิมนุษย์เองก็สามารถฟังและสื่อสารกับวิญญาณชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอื่นๆได้ตามที่ภพภูมิจิตไปสัมผัส และที่พิสดารอีกประการหนึ่งก็คือ ใครก็ตามที่มีกรรมเกี่ยวพันกับเราทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติเมื่อจะถึงคราวตาย หรือจะประสบเคราะห์กรรมรุนแรง เจตภูตของเขาจะพยายามสื่อให้เราทราบล่วงหน้าได้
    ปี 2498 ได้ไปศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานตามแนวทางของหลวงพ่อเขาสาลิกาอย่างจริงจังกับท่านอาจารย์ชื้น ที่บ้านวัดพระยาตาก อาจารย์ชื้นผู้นี้เป็นศิษย์ฆราวาสคนสำคัญอีกท่านหนึ่งที่สืบสานกรรมฐานสายหลวงพ่อเขาสาลิกา ภายหลังได้บวชและรู้จักกันในนามหลวงพ่อชื้น วัดเขาพลอง หลวงพ่อเกิดได้ศึกษากับท่านอาจารย์ชื้นตั้งแต่อาจารย์ชื้นยังดำรงเพศเป็นฆราวาส ได้ฝึก การแยกรูป –นาม แยกกองกรรมฐานก่อนเป็นอันดับแรก เรียกว่า “ขันธ์สาม” คือพิจารณา เกศา โลมา นะขา.... ฯ ทั้งหมดที่จัดเป็นธาตุดินมารวมกันเป็น ขันธ์ทอง ราคัคคิ พิจารณา บุพโพ โลหิตัง อัสสุ....ฯ ทั้งหมดที่เป็นธาตุน้ำ มารวมกันเป็นขันธ์เงิน โมหัคคิ พิจารณา ไฟยังร่างกายให้อบอุ่น ไฟเผาผลาญอาหารให้ย่อย ..ฯทั้งหมดที่จัดเป็นธาตุไฟ มารวมกันเป็นขันธ์นาก โทสัคคิ รู้เหตุแห่งการเกิดเห็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จากนั้นพิจารณาให้เป็นธาตุ และพิจารณาให้เป็นคุณธาตุตามลำดับ ขั้นตอนที่สอง เรียกว่า “ขันธ์ห้า” รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พิจารณาขันธ์ทั้ง 5 ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์คือทุกขัง อนิจจัง อนัตตาแต่ทั้ง 5 ประการนี้ยังเป็นทุกข์เป็นโทษอยู่ จึงต้องมีธาตุรู้อีกประการหนึ่งคือ “วิมุติ” ส่วนขั้นสุดท้ายนั้นผู้เรียนจะต้องใช้อำนาจศีล สมาธิ ปัญญาของตนค้นหาความสัจธรรมด้วยตัวเอง และยังมีอยู่อีกขั้นตอนหนึ่งที่เรียกว่า “อัดขันธ์พุทโธ” โดยผู้ปฏิบัติจะต้องภาวนา “พุทโธๆ” ให้ติดต่อกันมิให้ขาดจิต โดยส่วนตัวของหลวงพ่อเองนั้นท่านเล่าว่าท่านภาวนาถึงขนาดที่หงายท้องตึงลงไปทีเดียว ท่านรู้สึกว่ากายละเอียดของท่านแยกออกจากกายหยาบมีอาการเหมือนพุ่งเหาะออกไป จากนั้นจะน้อมนึกไปสถานที่ใดจิตก็จะไปยังสถานที่นั้นในทันที แต่ท่านอาจาร์ชื้น ท่านว่า ตึงไปๆให้พอดีๆมัชชิมาปฎิปทา ลมอัสสาสะและลมปัสสาสะให้เสมอกัน ลมอัสสาสะหายใจเข้า พระสูตร21000 สัญญาเกิด ที่ใต้สะดือสองนิ้ว ลมปัสสาสะ หายใจออก พระวินัย 21000 สัญญาดับ ที่ปลายจมูก พระอภิธรรม 42000 กลางลิ้นปี่ สัญญาไม่เกิดไม่ดับเป็นอมตธรรม ตลอดเวลาที่หลวงพ่อท่านปฏิบัติอยู่นั้นท่านอาจารย์ชื้นจะทำการสอบจิตอยู่เสมอเพื่อมิให้ไขว้เขวผิดแนวทาง
    ปี 2499– 2500 ออกจาริกธุดงค์ปลีกวิเวกกระทำความเพียรทางจิต โดยมุ่งหน้าไปทางเหนือผ่านขึ้นไปทางนครสวรรค์ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านได้ปักกลดในพื้นที่ อ.ท่าตะโก ตรงกันข้ามกันกับวัดหัวถนนหลังจากปักกลดลงแล้วปรากฏว่ามีชาวบ้านแห่กันมาให้ท่านรักษาเนื่องจากถูกหมาบ้ากัดนับสิบราย ทั้งๆที่ท่านก็เพิ่งมาปักกลดและชาวบ้านก็ยังไม่รู้จักท่านแต่ช่างน่าฉงนว่าชาวบ้านเหล่านั้นทราบได้อย่างไรว่าหลวงพ่อท่านมีวิชาที่สามารถรักษาอาการหมาบ้าได้ วันรุ่งขึ้นท่านย้ายไปปักกลดที่เขาโคกเผ่นและในคืนนั้นนั่นเองปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก รุ่งเช้าชาวบ้านหัวถนนที่ได้รับการรักษาโรคพิษหมาบ้าบ้างชาวบ้านในละแวกนั้นบ้างต่างพากันมานมัสการหลวงพ่อด้วยความเป็นห่วงด้วยว่าเมื่อคืนฝนฟ้าคะนองอย่างหนักเกรงว่าท่านคงจะเปียกปอนหรืออาจจะป่วยไข้ได้ แต่ทุกคนต่างก็พบกับความพิศวงงงงวย เมื่อปรากฎว่าบริเวณพื้นที่ที่ท่านปักกลดอยู่นั้นไม่มีน้ำฝนสักหยดทั้งๆที่รัศมีโดยรอบมีน้ำขังเจิ่งนองเต็มไปหมด
    ปี 2501-2506 กลับมาเยี่ยมโยมบิดามารดาและออกธุดงค์ต่อจนกระทั่งกลับมาพบสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติและมีนิมิตมหัศจรรย์ให้ต้องจำพรรษาและถือได้ว่าเป็นภิกษุรูปแรกที่เปิดถ้ำเขาตะพาบ จ.อุทัยธานีในถ้ำแห่งนี้หลวงพ่อพบกับความมหัศจรรย์ในโลกวิญญาณมากมายโดยเฉพาะเรื่องพระธาตุ
    หลวงพ่อเล่าว่าถ้ำเขาตะพาบแห่งนี้มีความวิจิตรพิสดารเป็นอย่างมาก มีถ้ำมหาสมบัติซึ่งเป็นของลับแลถึง 3 ถ้ำคือถ้ำทอง ถ้ำเงิน และถ้ำนาก ถ้ำทองนั้นมีนกสาลิกาเฝ้า ถ้ำเงินงูสามสีเฝ้า ถ้ำนากมีตะขาบเฝ้า ช่วงเข้าพรรษาหลวงพ่อได้ตั้งปฏิญาณอธิษฐานจิตว่าจะเข้ากรรมฐาน 7 วัน 7 คืนโดยไม่ฉันอาหารเลย แต่ด้วยบรรดาศรัทธาญาติโยมไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่าน เมื่อเห็นท่านหายไปชาวบ้านจึงต่างกันตามมาหาท่าน ซึ่งนึกว่าท่านนั่งมรณภาพด้วยความเป็นห่วงจึงต่างกันจับท่านเขย่าบ้างตะโกนเรียกให้ท่านได้ฟื้นคืนสติบ้าง จึงทำให้ท่านต้องถอนออกจากสมาธิ หลังจากนั้นไม่นานท่านเกิดอาการอัมพฤกษ์ปากเบี้ยวพูดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆท่านกำหนดรู้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุที่ท่านผิดสัจจะที่อธิษฐานไว้นั่นเอง ท่านจึงตั้งสัจจะอธิษฐานใหม่ไม่นานอาการอัมพฤกษ์ก็หายไปเอง
    ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ท่านออกจากกรรมฐาน ในขณะที่ท่านเดินออกมาถึงปากถ้ำ เจ้านกสาลิกาก็บินตกลงมาตายต่อหน้าท่าน ท่านได้ทำการเผาร่างให้ เมื่อกองเพลิงมอดไหม้ลงไปหมดแล้วปรากฏก้อนโลหะสัณฐานเท่าลูกแก้วมีวรรณณะเป็นสีทองสุกปลั่งเป็นที่อัศจรรย์ ภายหลังคดทองนี้ท่านได้บรรจุไว้ในองค์พระประธาน
    ต่อมาก่อนที่งูสามสีจะตายนั้น มันก็เลื้อยออกมานอนตายต่อหน้าหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านกำหนดจิตไตร่ตรองดูแล้วจึงพอทราบว่าเจ้างูสามสีซึ่งเป็นงูเจ้าที่ต้องการให้หลวงพ่อแผ่เมตตาและปลดปล่อยวิญญาณให้ หลวงพ่อกำหนดจิตแผ่เมตตาอนุโมทนาบุญกรรมอันเป็นกุศลที่เจ้างูสามสีได้ปฏิบัติหน้าที่และได้ทำการเผาร่างให้ปรากฏว่าเมื่อไฟมอดลงแล้วบังเกิดเป็น คดเงิน ก้อนกลมๆอย่างแปลกประหลาด คดเงินนี้หลวงพ่อได้ทำหัวแหวนแล้วมอบให้น้องชายท่านไป น้องชายท่านได้ครอบครองได้ไม่นานแหวนคดเงินนั้นก็อันตรธานหายไปจึงมาบออกกับหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อท่านลองไปเปิดตลับที่เก็บคดเงินนั้นไว้แต่เดิม ปรากฏว่าแหวนคดเงินนั้นกลับมาอยู่ที่เก่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ส่วนตะขาบที่เฝ้าถ้ำนากนั้นตามมาตายต่อหน้าหลวงพ่อที่วัดเขาดินนี้เลยทีเดียวแต่ไม่ทราบว่าให้คดไว้หรือไม่
    ในระหว่างนั้นท่านได้ไปเชิญพระธาตุที่เขาบางแกรก เหตุเพราะชาวบ้านไล่ยิงเก้งที่วิ่งหนีเข้าไปในถ้ำถ้ำหนึ่งเมื่อเข้าถ้ำไปแล้ว ไม่ว่าชาวบ้านผู้นั้นจะเหนี่ยวไกยิงสักกี่ครั้งดินปืนก็ไม่ทำงาน หลวงพ่อจึงทราบได้ว่ามีของกายสิทธิ์อยู่ในถ้ำ การเดินทางไปเขาบางแกรกในคราวนั้นหลวงพ่อได้พบกับ หลวงพ่อชีปะขาวหายพระผู้ทรงอภิญญาอีกรูปหนึ่งที่ชาวบ้านในละแวกนั้นพบเห็นมาช้านาน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นใครมาจากไหน รุ่งเช้าท่านก็มาปรากฏในรูปของพระภิกษุห่มผ้าสีกรักบ้าง บางคราวก็นุ่งขาวห่มขาวแบบชีปะขาวบ้าง ชาวบ้านแปลกใจจึงได้พยามสะกดรอยตามพอถึงริมลำน้ำชาวบ้านก็แอบดูปรากฎว่าเผลอแผลบเดียวหลวงพ่อท่านข้ามไปฝั่งโน้นได้ในพริบตาชาวบ้านจึงเรียกกันว่าหลวงพ่อชีปะขาวหาย ในระหว่างที่ท่านเจริญกรรมฐานอยู่นั้นหลวงพ่อชีปะขาวก็จำแลงเป็นพญานาคมาในนิมิตหลวงพ่อสามารถหยั่งรู้ได้ด้วยสมาธิจิตว่านี่คือวิญญาณธาตุของหลวงพ่อชีปะขาว จึงได้ใช้วิถีจิตติดต่อพูดคุยกัน หลวงพ่อชีปะขาวบอกสถานที่ที่เก็บรักษาพระธาตุรวมทั้งของกายสิทธิ์ต่างๆ สุดท้ายท่านแนะนำหลวงพ่อว่า “อย่าติดฌานนะคุณ เดี๋ยวจะต้องเฝ้าสมบัติอย่างผม”
    ปี 2507 ชาวบ้านและบรรดาญาติโยมจึงได้ร่วมใจนิมนต์ท่านมาจำพรรษา ณ วัดเขาดินท่านจึงได้ทำการปกครองวัดเขาดินตั้งแต่นั้นสืบมาจนถึงปัจจุบันและนับได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่ดำรงตำแหน่งได้นานที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านั้นเจ้าอาวาสแต่ละรูปล้วนมีเหตุให้สึกหาลาเพศไปด้วยเหตุต่างๆ ว่ากันว่าเจ้าเขาแห่งนี้แรงนักแต่ท่านก็แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าท่านสามารถปกครองได้ทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรม-และนามธรรม จนกระทั่งก่อให้เกิดความเจริญตราบเท่าปัจจุบัน
    วัดเขาดินนี้เดิมทีเชื่อกันว่าเป็นสถานที่อาถรรพ์ หากผู้ที่อยู่อาศัยประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นสมณะไม่เอาใจใส่ใฝ่กุศลแล้วไซร้ ย่อมมีเหตุการณ์เป็นไปต่างๆนานาหนักบ้างเบาบ้างมักประจักษ์ให้เห็น หลวงพ่อท่านว่าแต่ก่อนวิญญาณที่วนเวียนสถิตเสถียรอยู่ในสถานที่แห่งนี้มีภพภูมิจิตอยู่ในชั้นปรนิมมิสวัตสวตี ซึ่งมีอำนาจจิตที่มีฤทธิ์พอสมควรสามารถจำแลงแปลงร่างให้เป็นไปในรูปร่างต่างๆได้ และยังเป็นภพภูมิที่ให้คุณให้โทษได้อยู่ หากจิตของผู้อาศัยตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสโลกีย์แล้วไซร้ เจ้าที่จักแสดงตนให้โทษ แต่ถ้าหากผู้อยู่อาศัยเอาใจใส่บำเพ็ญภาวนามีระดับจิตสูงกว่าชั้นปรนิมฯ เจ้าของสถานที่ก็จักนำพาประโยชนมาให้ แต่ด้วยอานิสงค์แห่งกุศลผลบุญที่หลวงพ่อท่านแผ่เมตตาอนุโมทนาอุทิศให้ยังผลให้ดวงจิตของเจ้าของสถานที่นั้นยกระดับขึ้นสู่ชั้นอาภัสรา ภายหลังจึงได้หยุดรบกวนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติเรื่อยมา
    เกี่ยวกับความอัศจรรย์ของเขาดินนี้หลวงพ่อเล่าว่ามีอยู่คราวหนึ่งมีเด็กสาวซึ่งเป็นลูกสาวของชาวบ้านในละแวกนั้นเข็นรถใสขึ้นมาถึงบนยอดเขานี้เลยทีเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะไม่ใช่วิสัยของหญิงสาวร่างเล็กจะมีพละกำลังเข็นรถใสขึ้นมาบนยอดเขาที่สูงชันนี้ได้โดยง่าย หลวงพ่อท่านจึงได้ทักขึ้นและไต่ถามว่ามีความเป็นมาอย่างไร หญิงสาวเรียนกับหลวงพ่อว่า ตนใสรถผ่านตีนเขามองเห็นสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนดอกไม้เบ่งบานงามตารู้สึกเจริญตาเจริญใจเป็นที่สุดจึงได้เข็นรถใสตามทางมาอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งหลวงพ่อทักขึ้น ตนจึงตกใจเท่านั้นเองสวนดอกไม้งามตาทั้งสองข้างทางก็อันตรธานหายไปในพริบตา แต่ปรากฏเป็นยอดเขาดินแห่งนี้แทนพอกลับมาสู่โลกของความจริงแล้วเธอก็ไม่สามารถเข็นรถใสลงมาได้ต้องให้ผู้เป็นบิดามารับลงไป
    นอกจากนี้ยังมีเรื่องของหน่อทองที่ผุดงอกขึ้นมาเอง หน่อทองนี้หลวงพ่อท่านว่าเป็นสมบัติแผ่นดินบัดนี้สูงเคียงเข่าแล้ว แต่สมบัตินี้เป็นของชาวลับแล ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เมื่อถึงเวลาอันควรแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อผืนแผ่นดินต่อไป
    ในด้านของการพัฒนาในศาสนกิจนั้นท่านได้ทำหน้าที่โดยมิได้ขาดตกบกพร่อง ทั้งทางด้านคันถะธุระ ( การศึกษาและเผยแพร่) และวิปัสสนาธุระ (การฝึกจิตเพื่อความหลุดพ้นทางใจ) สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจจริงของท่านที่จะทำการเผยแพร่ให้ถึงที่สุด จนเป็นที่ถูกพระทัยแก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร) วัดสามพระยา ก.ท.ม. เป็นอย่างยิ่ง
    ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ สมเด็จพระพุทฒาจารย์ท่านได้ได้มีพระเมตตาเป็นองค์ประธานฉลองอุโบสถวัดเขาดิน แลในปีเดียวกันหลวงพ่อเกิดได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าคณะตำบลกุดจอกตำบลหนองมะโมง
    ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ สมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านได้มีพระเมตตาเสด็จมาวัดเขาดินเป็นครั้งที ๒ เพื่อเป็นองค์ประธานเปิดงาน โครงการ “หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลหนองมะโมง” หลังจากนั้นพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้มีพระเมตตาเสด็จเยือนวัดเขาดินอีกถึง ๒ ครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ และ พ.ศ.๒๕๓๑ เพื่อเป็นองค์ประธานเปิดงานหอสมุดประจำตำบลและโครงการสมุนไพรไทย ณ วัดเขาดิน ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อบุญเกิดจึงได้รับการยกย่องจากทางคณะสงฆ์ทุกระดับชั้น และเป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านทั้งใกล้-ไกล
    ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ วัดเขาดินจึงได้รับแต่งตั้งจากมหาเถระสมาคมให้เป็นวัดพัฒนาดีเด่นประจำปี และในปี พ.ศ.๒๕๓๗ คณะสงฆ์จังหวัดชัยนาทได้มีมติเห็นสมควรเสนอชื่อหลวงพ่อบุญเกิด แก่มหาเถรสมาคมในการขอพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์ ทางหาเถระสมาคมได้พิจารณาเห็นสมควรแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระครูสัญญาบัติชั้นโท ในพระราชติณนามว่า “พระครูอุดมชัยกิจ” จากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗
    (ปล.ตัดและเรียบเรียงจากเครดิตเว็บด้านล่างนะครับ)
    Cr.http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=11006.0
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ตะกรุดพระพุทธเจ้าชนะมารเนื้อตะกั่วขนาดประมาณ ๑ นิ้วให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250825_201915.jpg
     
  15. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  16. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  17. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  18. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  19. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  20. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...