พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756641150462.jpg

    พ่อท่านเขียว วัดหรงบน

    1756641504837.jpg

    พ่อท่านสมนึก วัดหรงบน

    พระผงรูปเหมือน พ่อท่านเขียว อินทมุนี วัดหรงบน ปี 2540 พร้อมใบฝอยเดิมหลวงพ่อสมนึกท่านสร้างขึ้นโดยผสมว่านยา แร่ธาตุสิ่งศักสิทธิ์ต่างๆที่ท่านเสาะแสวงหามาทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมามีกาฝากต่างๆกว่า 400 ชนิดว่านต่างๆกว่า 300 อย่างและแร่ธาตุศักสิทธิ์ต่างๆอีกเช่น แร่เกาะล้าน แร่เขาเขียว แร่เกาะเขาอึมครึม ผงพระกรุ ผงอิฐตะไคร่เสมาเจดีย์ต่างๆ สำหรับพระรูปเหมือนหลวงปู่เขียวเนื้อว่านปี 40 หลวงพ่อสมนึกท่านยังได้ผสมลูกอมชานหมากหลวงปู่เขียว จีวรที่ห่มศพหลวงปู่เขียวที่เผาไม่ไหม้ ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้าหลวงปู่เขียว ก้านธูปไหว้พระของหลวงปู่เขียวที่ท่านจุดตอนไหว้พระบนกุฏิในเวลาเช้า -เย็น พระรูปเหมือนหลวงปู่เขียวเนื้อว่านปี 40 สร้างทั้งหมด 6 พิมพ์ได้แก่ พิมพ์กรรมการ พิมพ์รูปไข่ พิมพ์สี่เหลี่ยม พิมพ์พระรอด พิมพ์เตารีดใหญ่และพิมพ์เตารีดเล็ก ส่วนการปลุกเสกพระรูปเหมือนหลวงปู่เขียวเนื้อว่านปี 40 นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 2540 และนำเข้าพิธีปลุกเสกต่างๆที่หลวงพ่อสมนึกไปเป็นเจ้าพิธีกว่า10 พิธีและเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดหรงบนทุกปีรวม 7 ปี วาระสุดท้ายนำเข้าพิธีปลุกเสกพระหลวงปู่เขียวปี 2547 ที่วัดหรงบนก่อนจะออกให้บูชา นับว่าเป็นพระรุ่นที่ปลุกเสกยาวนานมาก
    ในเมืองไทยเรามีพระสงฆ์ผู้มีความศักริ์สิทธิ์ก็อยู่หลายรูป แต่จะหาอริยะสงฆ์แบบ
    พ่อท่านเขียว วัดหรงบน จ.นครศรีธรรมราช นั้นคงน้อยมากๆ เพราะว่าอะไร
    เราลองมาหาคำตอบกันดีกว่าครับ
    “วัดหรงบน” เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ยังมีการติดต่อได้ลำบาก จากลุ่มน้ำปากพนัง ต้องล่องเรือนานกว่าชั่วโมง ก่อนขึ้นฝั่งที่ บางตะพงษ์ แล้วจะต้องเดินลัดเลาะข้ามทุ่งหญ้าไปอีกไกล จึงจะถึงวัดหรงบน เพื่อกราบนมัสการ “พ่อท่านเขียว” เกจิอาจารย์แห่งลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากไม่มีถนนเข้าไปถึง อีกทั้ง “พ่อท่านเขียว” ก็ยังไม่มีคนต่างถิ่น รู้จักมากนัก นานทีจึงจะมีคนเข้าไปกราบนมัสการท่าน

    “พ่อท่านเขียว” ได้มรณภาพไปแล้ว ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดคงคาวดี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดหรงบนนัก และเป็นเส้นทางเดินผ่านมาจากบางตะพงษ์นั่นเอง การจัดการศพของท่านนั้น พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดคงคาวดี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้ตั้งศพของพ่อท่าน ไว้ที่วัดคงคาวดีหนึ่งคืน พร้อมทำการสวดอภิธรรม เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์ได้เคารพศพพ่อท่าน
    จากนั้นรุ่งขึ้นจึงนำศพของพ่อท่านเดินทางไปยังวัดหรงบน ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าว ต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยพ่อท่านมากมาย และมีการสวดอภิธรรมจนครบ ๓ คืน ระหว่างงานสวดอภิธรรมนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือพ่อท่าน ต่างต้องการแสดงความกตเวทิตคุณ ตามประเพณีงานศพของทางภาคใต้ ซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่น คือทำการจุดดินปืนที่ใส่ “กระบอกเหล็ก” ยาว ๑ ศอก (ประเพณีนี้คนภาคใต้นิยมจุดกัน) คล้ายกับพลุเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ทราบว่ามีงานศพ ปรากฏว่าการจุดในคืนแรก ดินปืนด้านหมดทั้งสามลูก ไม่ยอมดังหรือติดเลยแม้แต่ลูกเดียว

    ต่อมาคืนที่สอง ลูกศิษย์เริ่มจุดอีกช่วง ๑๘.๐๐ น. ปรากฏว่าครั้งนี้จุดทั้งหมดห้าลูก แต่ก็ด้านหมดทุกลูก ไม่ดังและไม่ติดเช่นเดียวกันกับคืนแรก ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างพากันประหลาดใจ ว่าเป็นเพราะเหตุใด จากนั้นพอคืนที่สาม ลูกศิษย์ผู้ที่จุดดินปืนก็ ไม่ยอมลดละ ได้ทำการจุดดินปืนที่เตรียมมาใหม่ ในเวลาเดิม ๑๘.๐๐ น. แต่ปรากฏว่าจุดไม่ติด เช่นกันกับสองคืนแรก
    จะมีก็เพียงควันพวยพุ่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ยอมระเบิดเลยแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ผู้ที่จุดงวยงงสงสัย ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ กระทั่งหลังการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อย ก็จะทำการฌาปนกิจศพพ่อท่าน ตามประเพณี แต่บรรดาลูกศิษย์ต่างแตก ความคิดกันออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้เผาศพพ่อท่าน แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ให้เก็บศพพ่อท่านไว้ไม่อยากให้เผา
    แต่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เผาศพพ่อท่าน จะได้หมดห่วงหมดกังวล จึงทำให้ ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา ทำการต่อรองขอว่า “ถ้าเผาศพพ่อท่านครบ ๑ ชั่วโมงแล้วไม่ไหม้ ขอให้เก็บศพไว้บูชา” ทุกฝ่ายจึงต่างก็ตกลงกันได้ด้วยดี
    การฌาปนกิจศพ “พ่อท่านเขียว” ได้ทำการตั้งเมรุเผากันที่กลางลานวัด โดยใช้ไม้ฟืนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาโดยใช้เหล็กสามท่อน วางรองโลงศพต่างเชิงตะกอนแบบง่ายๆ เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรอเวลาทำการเผาตามประเพณี แต่พอถึงเวลากลับไม่มีใครกล้าจุดไฟเผาพ่อท่านเลย ดังนั้น นายเหลี้ยง ชนะเสน เถ้าแก่โรงสี บ้านใสหมาก อ.เชียรใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์พ่อท่านอีกผู้หนึ่ง จึงเป็นผู้อาสาจุดไฟเอง โดยไม่ลืมทำพิธีขอขมาศพพ่อท่านก่อน แล้ววานท่านอาจารย์เพชร เป็นผู้จุดไฟที่ดอกไม้จันทน์ที่ตนถืออยู่ก่อน จากนั้นนายเหลี้ยงจึงทำการจุดไฟที่กองฟืนทันที ชั่วครู่ไฟจึงค่อยๆลุกลามขึ้นไหม้ทั้งดอกไม้จันทน์
    ที่บรรดาญาติโยมนำไปวางไว้ทั้งด้านบนและด้านข้างโลงศพ และฟืนที่รองอยู่ จนควันโขมงและค่อยๆโหมแรงขึ้นๆจนท่วมโลงศพ และฟืนที่สุมอยู่ โดยมี “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างก็คอยจับเวลาดูนาฬิกา ว่าจะครบ ๑ ชั่วโมงเมื่อใด ไฟได้โหมแรงขึ้นๆจนกองฟืนที่สุมไว้ไหม้เกือบหมดแล้ว แต่เวลาก็ยังเหลืออีกมากทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างออกอาการหงุดหงิดตามๆกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ จึงได้แต่เร่งเวลาให้ครบชั่วโมงโดยเร็ว แต่ไฟได้ไหม้ทั้งฟืนและโลงศพจนหมดก่อน ที่ผู้ที่จับเวลาจากนาฬิกาที่มีถึงสามคน จากทั้งสองฝ่าย ก็ได้ตะโกนบอกว่า “ครบชั่วโมงแล้ว”

    เสียงฆ้องเสียงระฆัง จึงตีรัวดังขึ้น ตามที่นัดหมายกันไว้ นาทีนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด นายเหลี้ยง ผู้ที่ทำการจุดไฟรีบวิ่งเข้าไปยังกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้จะเริ่มมอดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังมีไฟลุกอยู่เป็นส่วนมาก แต่ นายเหลี้ยง ไม่นำพาและไม่ได้หวาดหวั่นกับไฟที่ยังคุกรุ่นเหล่านั้นเลย กลับเดินแหวกควันไฟเข้าไป พร้อมเอามือช้อนลงอุ้มศพของพ่อท่านขึ้นให้ทุกคนดู ปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้เห็นว่าผ่านการถูกเผามาเลย แม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน
    ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ จึงต่างส่งเสียงดังลั่น ส่วนนาย
    เหลี้ยง ที่ใช้มือช้อนใต้ศพ จึงถูกเหล็กรองโลงศพเข้าเต็มๆ แต่แทนที่เหล็กจะร้อนเพราะถูกไฟเผา ปรากฏว่าเหล็กรองโลงศพพ่อท่านเขียวกลับเย็นเฉียบ ไม่มีความร้อนดั่งเช่นเหล็กที่ถูกไฟเผามาก่อนเลย ทำให้ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างงงงวยกันยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่สุดอัศจรรย์โดยแท้ พอได้สติบรรดาญาติโยมต่างเฮโลไปรุมฉีกจีวรของพ่อท่านเก็บไว้ จนจีวรที่ห่อหุ้มร่างของพ่อท่านหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

    เรื่องที่เล่ามานี้นับเป็นเรื่อง “อัศจรรย์” และ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไปร่วมงานฌาปนกิจศพพ่อท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทุกคนยืนยันได้ เพราะผู้ที่เล่าเหตุการณ์นี้ก็คือ “นายเหลี้ยง ชนะเสน พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ ท่านอาจารย์ขำ วัดหงษ์แก้ว” รวมทั้ง “นายตั้ง” ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไปร่วมงาน ต่างยืนยันได้ทุกคน แสดงว่าบุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของ “พ่อท่านเขียว” นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเพียงแค่ “ท่านมรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย” ก็ถือว่าอัศจรรย์อยู่แล้ว แต่นี่ “เผาไม่ไหม้” แม้แต่จีวรที่ห่อหุ้มร่างกายท่านก็ยังไม่ไหม้อีกด้วย
    ปัจจุบัน “ศพของพ่อท่าน” ก็แข็งเป็นหินไปแล้ว สรีระของท่านแข็งและแกร่งมาก แต่คงเค้ารูปแบบเดิมทุกประการเพียงแต่แห้งลงไปบ้างเท่านั้น ขณะนี้ทางวัดได้นำ “สรีระของท่าน” ใส่โลงแก้วไว้ เพื่อให้ผู้คนทั่ว ไปได้กราบ ไหว้บูชาและได้ชม สรีระของพ่อท่านด้วยตัวเอง เพราะหากใครได้ไปกราบ “ร่างพ่อท่าน” สักครั้ง ก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง
    ประวัติหลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม เจ้าอาวาส วัดหรงบนรูปปัจจุบัน
    ชาตภูมิ
    เดิมชื่อ สมนึก พุ่มนก เกิดเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ตรงกับ วันอังคาร แรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก บิดาชื่อ คลิ้ง พุ่มนก มารดาชื่อ พั้ว พุ่มนก ภูมิเลาเนาเดิมอยู่ที่อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัด สงขลา เรียนจบชั้นประถม๖ที่โรงเรียนวัดคอหงษ์ อำเภอหาดใหญ่ เรียนจบชั้น มศ.๖ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยา เรียนจบชั้น ปวส.ที่โรงเรียนหาดใหญ่พานิชการ หลังจากเรียนจบก็ได้ไปทำงานกับญาติที่อำเภอธารโต ตำบลสุครินทร์ อยู่พักนึงจนกระทั่งมีญาติผู้ใหญ่เสียชีวิตลงที่อำเภอหาดใหญ่ จึงได้กลับไปบ้านเกิดที่อำเภอหาดใหญ่และได้อุปสมบทอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่เสียชีวิตลง
    อุปสมบท
    หลวงพ่อสมนึก อุปสมบทที่พัทธสีมาวัดหงษ์ประดิษฐาราม(คอหงษ์)อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา เมื่ออายุได้๒๔ปี วันที่ ๒๔ กุมภาพันธุ์ พ.ศ.๒๕๒๓ โดยมี พระปริยัติวรานุกูล อดีตเจ้าอาวาสวัดหงษ์ประดิษฐาราม(คอหงษ์)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเชือน สนฺตจิตฺโต วัดหงษ์ประดิษฐาราม(คอหงษ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฉนฺทธมฺโม ผู้มีความพอใจเป็นปกติ หลังอุปสมบทแล้วก็เกิดศรัธาอยากจะอยู่เป็นพระศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านำมาประพฤติปฏิบัติสั่งสอนสืบทอดพระศาสนาต่อไปจึงได้อยู่วัดหงษ์ประดิษฐาราม(คอหงษ์)เพื่อศึกษาหาความรู้จากพระอุปัชฌาย์และครูบาอาจารย์จนกระทั่งเรียนจบนักธรรมชั้นเอกที่วัดหงษ์ประดิษฐารามเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ อายุได้๒๖ปี พรรษาที่๓ นับว่าท่านเรียนได้ปีละชั้น หลังจากจบนักธรรมชั้นเอกแล้ว ท่านก็ช่วยสอนพระภิกษุสามเณรในสำนักเรียนวัดหงษ์ประดิษฐาราม(คอหงษ์)ต่อ และยังรับงานเป็นพระเลขานุการของพระปริยัติวรานุกูลพระอุปัชฌาย์ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอหาดใหญ่ในขณะนั้น
    หลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม มีนิสัยเป็นผู้มีเมตตาสูงจึงเป็นที่รักใคร่ของพระภิกษุสามเณรในระหว่างนั้นท่านเหนื่อยมากเพราะมีหน้าที่มากและพระภิกษุสามเณรในความรับผิดชอบก็หลายรูป เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็มักหลีกออกไปธุดงค์ตามป่าเขาเลาเนาไพรเพื่อปลีกวิเวกเจริญสมณธรรมกรรมมัฏฐานสมถะวิปัสสนาขจัดกิเลสตัณหาเพื่อความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป ในบางครั้งท่านก็ไปคนเดียวเที่ยวไปในป่าแถบจังหวัดสงขลา สตูล พัทลุง บางครั้งท่านก็ธุดงค์ไปกับพระสหธรรมิกเช่น พระอาจารย์เจริญ(เขียว) วัดโพธิ์เจริญ อำเภอรางู จังหวัดสตูล และอีก๒-๓รูป
    รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหรงบน
    เมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๓ หลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม ได้ไปร่วมพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา โดยพระครูสมานคุณากรณ์(พ่อท่านจันทร์ จนฺทวํโส)และได้พบกับคุณณรงค์ เลติกุล ศิษย์ หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัด นครปฐม ซึ่งเป็นหลานหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ถ่ายทอดวิชายันต์เกราะเพชรให้พระครูสมานคุณากรณ์(พ่อท่านจันทร์ จนฺทวํโส) คุณณรงค์ เลติกุล จึงได้นิมนต์หลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม ให้มาอยู่วัดหรงบนเพราะวัดหรงบนขณะนั้นไม่มีพระภิกษุที่มีความสามารถมีแต่หลวงตาชราๆอยู่เฝ้าวัดเท่านั้น กุฏิวิหารก็เก่าทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อหลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม มาอยู่วัดหรงบนก็ได้มีพระภิกษุมาอยู่ด้วยกันหลายรูป และมีการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนจนมีพระภิกษุสามเณรเต็มวัดกว่า๕๐รูป จนไม่มีกุฏิพอให้พระเณรจำวัดหลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม จึงสร้างกุฏิเพิ่มเติมขึ้นอีกกว่า๓๐หลัง
    ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ หลวงพ่อสมนึก ฉนฺทธมฺโม ก็ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดหรงบน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหรงบนเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๗ อายุได้ ๓๘ปี พรรษา ๑๔ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นตลอดมา
    พ.ศ.๒๕๕๕ อายุได้๕๖ปี๓๑พรรษา ได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์ที่ พระครูพิทักษ์อินทมุนี เมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้เดินทางไปรับใบตราตั้งตาลปัตรพัดยศที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๖
    สำหรับประวัติหลวงพ่อสมนึกท่านเมตตาเล่าถึงเรื่องราวย้อนหลังกลับไปให้ผมฟังว่าเมื่อสมัยที่โยมนิมนต์ท่านมาอยู่วัดหรงบนใหม่ๆปี พ.ศ. 2533 นั้น วัดหรงบนมีสภาพทรุดโทรมอย่างมากด้วยเพราะว่าวัดหรงบนขาดพระเณรดูแลมีเพียงหลวงตาจำวัดอยู่แค่รูปเดียว ท่านมองเห็นสภาพวัดหรงบนทรุดโทรมจึงอยากบูรณะวัดหรงบนใหม่แต่ก็เจอกับปัญหาอย่างใหญ่หลวงเนื่องจากวัดไม่มีปัจจัยจะบูรณะซ่อมแซมวัดเลย อีกสาเหตุอย่างหนึ่งก็คือวัดหรงบนไม่คอยมีคนเข้ามาทำบุญ หลวงพ่อสมนึกท่านก็เริ่มเข้าใจปัญหาของที่นี้มากขึ้นแต่ไม่ก็รู้จะใช้วิธีการใดจึงจะสามารถดึงศรัทธาของคนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบูรณะวัดขึ้นมาด้วยเหตุนี้เองท่านจึงตัดสินใจศึกษาคาถาอาคมในพระคัมภีร์ แต่ก็ต้องมาพบเจอปัญหาอีกครั้งเพราะว่าตำราวิชาอาคมล้วนเขียนด้วยอักษรขอมทำให้หลวงพ่อสมนึกไม่สามารถจะศึกษาต่อได้ จากนั้นท่านจึงหันมาศึกษาอักษรขอมไทย เริ่มตั้งแต่การศึกษาพยัญชนะ สระ ผสมสระกับพยัญชนะให้เป็นคำ แปลอักษรขอมเป็นภาษาบาลี แปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย แปลภาษาไทยอักษรขอมเป็นต้น เมื่อท่านอ่านเขียน ท่องจำอักษรขอมไทยจนชำนาญโดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 เดือนก็สามารถศึกษาสำเร็จ หลวงพ่อสมนึกจึงศึกษาคัมภีร์ปถมังซึ่งเป็นขั้นต้นของการศึกษาวิชาอาคม หลวงพ่อสมนึกท่านเล่าว่าในคัมภีร์ปถมังบอกว่าเริ่มแรกด้วยการทำพินทุ คือแววกลม ถือเป็นปฐมกำเนิด จากนั้นจึงแตกเป็นทัณฑะ เภทะ อังกุ และสิระตามลำดับ สำเร็จเป็นปทมังพินทุ เวลาทำใช้แท่งดินสอเขียนลงบนกระดานชนวน มีการเรียกสูตรบริกรรมคาถากำกับตลอด จนสำเร็จเป็นนะปถมัง มีการนมัสการและเสกตามลำดับ ขณะทำมีขั้นตอนและวิธีการที่สลับซับซ้อนพิสดารมาก เนื้อหาของคัมภีร์ปถมังนี้มีทั้งสิ้น ๙ วรรค หรือ ๙ กัณฑ์ แต่ละกัณฑ์เป็นวิธีการทำผงเพื่อฝึกจิตอย่างพิสดารต่างกันไป โดยทุกวรรคหรือทุกกัณฑ์จะเริ่มต้นด้วยนะปถมังพินทุ จากนั้นจะแยกแยะไปเป็นอุณาโลม อุโองการ องค์พระภควัม หัวใจพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ฯลฯ ต่างกันไปในแต่ละวรรค แต่ทุกวรรคจะจบที่สูญนิพพาน คือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง เหมือนกันทั้งสิ้น ขณะทำผู้ทำจะใช้จิตเพ่งอักขระ มือเขียน พร้อมบริกรรมคาถาอย่างต่อเนื่องจนจิตสงบเป็นเอกัคคตาสมาธิ เมื่อจบสูตรแล้วจึงเอามือลบอักขระบนกระดาน กล่าวกันว่าหากจิตเป็นสมาธิแน่วแน่ ผงดินสอพองบนกระดานชนวนนั้นบางทีก็จะร่วงหล่นหรือทะลุลอดแผ่นกระดานลงไปอยู่เบื้องล่างได้ เรียกว่าผงปัดตลอดหรือผงทะลุกระดาน เป็นของวิเศษมีอานุภาพยิ่งนัก หลวงพ่อสมนึกเล่าว่า การศึกษาคัมภีร์ปถมังเป็นการ ฝึกสมาธิ ไปในตัวแล้วก็จะสามารถถึงองค์ฌาณได้ อีกประการหนึ่งเป็น วิปัสสนา คือการคิดอย่างชาญฉลาด มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เกี่ยวกับสังขารธรรมอย่างละเอียดโดยใช้ลักษณะต่าง ๆ นานา เช่น เมื่อคิดทำความเข้าใจเรื่องรูปขันธ์จนแจ่มแจ้งชัดเจนด้วยญาตปริญญาแล้ว ก็คิดถึงรูปขันธ์โดยใช้ลักษณะที่ไม่เที่ยงของรูปขันธ์ว่า "รูปขันธ์ไม่เที่ยง เพราะปกติแล้วรูปขันธ์ ต้องสิ้นไป เป็นต้น
    หลวงพ่อสมนึกเมตตาเล่าถึงการศึกษาคัมภีร์ปทมังว่าศึกษาเพื่ออะไรซึ่งท่านก็ได้อธิบายให้เข้าใจง่ายเป็นข้อๆ ดังนี้
    1.การใช้ จิต ให้ถูกต้องไปตามแต่วิชานั้นๆเนื่องจากวิชาแต่ละวิชาใช้จิตไม่เหมือนกัน เช่น วิชาคงกระพันชาตรี จิตใจต้องกล้าแกร่งเกรงไม่กลัวต่อศัตราวุธที่พุ่งมาออก วิชาเมมตามหานิยม ทำจิตให้รักผู้อื่นเปรียบกับบุตรของตน วิชามหาอุด ต้องทำจิตให้อุดปิดทวารทั้ง9 วิชาชาตรี คนส่วนใหญ่มักเรียกรวม วิชาคงกระพัน กับ วิชาชาตรีเข้าด้วยกัน เป็นวิชาคงกระพันชาตรีแต่ที่จริงแล้ววิชาชาตรีนั้นต่างจากวิชาคงกระพันตรงที่ วิชาคงกระพันพฟันแทงไม่เข้าแต่ก็ยังมีความเจ็บปวดเกิดขี้นอยู่ แต่วิชาชาตรีนั้น ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะวิชาชาตรีนั้นทำให้ของหนักต่างๆที่จะมากระทบตัวจะเบาไปหมด เป็นต้น
    2.การรู้จักใช้ ลมปราณ คือการสูดลมหายใจเข้า-ออก โดยการสูดเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในอากาศแล้วเคลื่อนย้ายมาสู่ลมหายใจร่างกายจนไปถึงแขนมือจนในที่สุดก็ลงสู่ปากกาหรือดินสอและตัวอักขระนั้นๆ
    3.การใช้ กสิน การใช้กสินโดยตรงเมื่อจะลงอักขระนั้นต้องให้อักษรมีแสงสว่างเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาบนตัวอักษรนั้นๆ
    4.รู้จักการทำ สมาธิ การทำสมาธิจิตใจแน่วแน่เป็นหนึ่งไม่หวอกแวก จิตใจจะต้องสงบขณะที่ทำการลงอักขระนั้นๆ
    5.การใช้ คาถา การใช้คาถาแต่ละด้านให้ตรงกับวิชานั้นๆ เป็นต้น
    หลังจากหลวงพ่อสมนึกศึกษาคัมภีรปทมังสำเร็จแล้วท่านจึงหันมาศึกษาเรื่องยันต์ต่างๆท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่ายันต์แรกที่ท่านเริ่มศึกษาคือ ยันต์ตรีนิสิงเห ท่านบอกว่ายันต์ตรีนิสีเหเป็นแม่ยันต์ทั้งปวงถึงแม้จะมีแต่ตัวเลขแต่ก็รวมคาถาต่างๆมาอยู่ในยันต์นี้หมดสำหรับยันต์ตรีนิสีเหโบราณใช้แขวนเรือนเวลาคลอดบุตรหรือเรือนผู้มีลูกอ่อน เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจและโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยันต์ตรีนิสิงเห ยังนิยมใช้จารบนแผ่นโลหะติดเสาเรือน เพื่อปัองกันไฟไหม้และฟ้าผ่า ตัวเลขชุดดังกล่าวเป็นกลเลขที่สามารถถอดไปได้อีกเช่นเดียวกับจตุรัสกลในทาง คณิตศาสตร์ โดยการตั้งฐานเลขและบวกลบคูณหารตามขั้นตอนในคัมภีร์ตรีนิสิงเห จนได้ผลลัพธ์เป็น อัตราตรีนิสิงเห โดยอัตราเลขชุดนี้สามารถตั้งบวกลบคูณหารต่อไปได้อีกตามกลแต่ละแบบยันต์ ตรีฯนี้ เป็นหนึ่งในขั้นต้นในการลบผง(ปถมัง อิธะเจ ตรีนิสิงเห และมหาราช) ผงที่ได้จากการทำตามคัมภีร์ตรีนิสิงเห เรียกผงตรีนิสิงเห เชื่อว่ามีอานุภาพทั้งทางอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม ตลอดจนถอนคุณไสยสิ่งอวมงคลทั้งมวล

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกข้อมูลและทุกที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนพ่อท่านเขียววัดหรงบนเนื้อว่านปี ๒๕๔๐
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250831_184949.jpg IMG_20250831_185011.jpg IMG_20250831_185025.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756645999821.jpg

    เก่งจนหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลียอมรับ
    พระขลังอีกรุ่นของหลวงปู่รับรองห้อยแล้วไม่หนักคอแน่ๆเพราะหลวงปู่ธูปท่านดังมานานแล้วตั้งแต่ก่อนปี 2500 เป็นพระเก่งองค์หนึ่ง เวลาท่านทำพิธีปลุกเสกพระแต่ละครั้ง ท่านจะเน้นมากๆ ในการประจุพุทธคุณหลวงปู่ธูป นิยมปลุกเสกเดี่ยวๆ ท่านถือคติแบบพระรุ่นโบราณคือชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน พุทธคุณพระของท่านจะหนักไปทางแคล้วคลาด เมตตา ค้าขาย นำหน้าเป็นหลัก ส่วนคงกระพัน ก็มีเจอบ้างเหมือนกันครับหลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งในยุคหลังปี 2500 ของกรุงเทพ มักได้รับนิมนต์เข้าร่วมปลุกเสกพิธีสำคัญๆร่วมกับพระเกจิรุ่นราวคราวเดียวกันเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี เป็นต้น หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ อยุธยา เพราะหลวงปู่ธูป พื้นเพเดิมเป็นชาวอำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยาครับหลวงปู่ธูป ได้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางเพื่อให้ลูกศิษย์ไว้ป้องกันตัว คือ เชือกคาดเอว สร้างตามตำรับ หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ มีเรื่องบอกต่อๆกันมาว่าเชือกคาดเอวของท่านที่ผ่านการปลุกเสกจนใช้การได้ต้องไม่ไหม้ไฟเมื่อโยนเข้ากองไฟ เชือกคาดเอวของหลวงปู่ธูป มีอภินิหารประจักษ์แก่ผู้บูชามากโดยเฉพาะด้านคงกระพัน แคล้วคลาด ทำให้หลวงปู่ธูป เริ่มมีชื่อเสียงมากตั้งแต่ครั้งนั้น มีลูกศิษย์นับถือท่านมาก แม้แต่พระเอกยอดนิยมในอดีต เช่น มิตร ชัยบัญชา นอกจากนี้ หลวงปู่ธูป ยังได้รับนิมนต์ไปปลุกเสกพระพิธีสำคัญบ่อยๆในสมัยมีชีวิต เช่น พิธีวัดประสาท ปี 06 พิธี 25 ศตวรรษ เป็นต้น หลวงปู่ธูป มีความสนิทสนมกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม มีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะพระเครื่องที่สร้างขึ้นของวัดแคนางเลิ้งหลายๆรุ่น เมื่อมีการจัดพุทธาภิเษกขึ้นที่วัด ต้องมีชื่อของหลวงปู่โต๊ะ อยู่ในรายชื่ออยู่เสมอ
    ......พระของท่านนั้นดังมากในช่วงสงครามอินโดจีน จากประสพการณ์เล่าขานของทหารผ่านศึกที่รอดตายกลับมาเป็นที่น่าเชื่อถือ ว่ากันว่าพระของท่านจะมีมวลสารจากสมเด็จบางขุนพรหมที่แตกหักอยู่ด้วย
    หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง เกจิดังเมืองกรุง
    พระเครื่องเข้มขลังดีทาง "อยู่ยงคงกะพัน" "เมตตามหานิยม" อย่างโดดเด่น
    “หลวงปู่ธูป” หรือ “พระราชธรรมวิจารณ์” เป็นพระยุคเก่าที่สมถะ มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายให้การอนุเคราะห์สาธุชนโดยเลือกชั้นวรรณะ เปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหาร ให้การต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนอย่างมีไมตรีจิต เป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิต และคฤหัสถ์โดยทั่วไป
    นับตั้งแต่สงครามอินโดจีนเรื่อยมา วัดสุนทรธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้ง หรือ วัดสนามกระบือ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถือเป็นสถานที่ต้อนรับพระเกจิอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดมากมาย หลวงปู่ธูปจึงมีความสนิทคุ้นเคยและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางพุทธาคมคาถา กับพระผู้ทรงวิทยาคมในสมัยนั้นหลายรูปหลายนามยิ่งกว่านั้น ยังได้รับตำรับตำราจากพระคณาจารย์บางองค์เป็นการเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชา “อยู่ยง” นั้นเป็นที่เล่าลือมาก
    ต่อมาในระยะหลังๆ พระเกจิอาจารย์มาเยือนวัดแคนางเลิ้งเพียงไม่กี่รูป เพราะชราภาพไม่สะดวกในการเดินทาง คงมีแต่หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อนอ วัดกลางและหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเรื่องราวของท่าน ที่ถูกนำมาถ่ายทอดเล่าขานสืบต่อกันมา
    หลวงปู่ธูป เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ของวัดแคนางเลิ้งที่มีความเข้มขลังทางพุทธาอาคม เป็นเกจิร่วมยุคกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม โดยเฉพาะหลวงปู่โต๊ะจะสนิทสนมกันมาก เมื่อวัดแคมีการปลุกเสกพระจะต้องนิมนต์หลวงปู่โต๊ะไปร่วมนั่งปรกทุกครั้ง สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ยอมเปิดเผยวิทยาคุณด้านนี้ให้เป็นที่แพร่หลายมากนัก ผู้คนทั่วไปจึงไม่ค่อยมีโอกาสรับรู้ นอกจากผู้อยู่ใกล้ชิดและติดตาม
    ท่านเกิดในสกุล “วิชาเดช” เกิดวันจันทร์ที่ 11 เม.ย. 2441 ณ บ้าน ต.บางหลวงเอียง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ “เดช” มารดาชื่อ “ผ่อง” มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง อายุได้ 8 ปี ญาติผู้ใหญ่นำไปฝากให้เรียนอักษรสมัยที่วัดตะกู โดยมีพระอาจารย์เอม เจ้าอาวาสขณะนั้น เป็นครูสอนเรียนหนังสือไทยเบื้องต้น มีประถม ก.กา มูลบทบรรพกิจ หนังสือพระมาลัยและขอม เป็นพื้นฐานเบื้องต้น จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาวิชามูลกัจจายน์ และเรียนหนังสือบาลีที่วัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา
    หลังจากเล่าเรียนจนแตกฉานแล้ว พี่ชายของท่านซึ่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่กรุงเทพฯ คือ พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตร และท่านผู้หญิงแปลก ได้มารับท่านไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย และได้ให้ความเมตตาและอุปการะเป็นอย่างดี โดยให้เข้าเรียนหนังสือต่อที่ ร.ร.วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) จนจบชั้นประถม 4 ในขณะที่เล่าเรียนได้มีโอกาสติดตาม พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตรเข้าเฝ้า และติดตามเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีต่างๆ และการเสด็จแปรพระราชฐานในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง
    เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารได้สมัครเข้ารับราชการเป็นทหารรักษาวังอยู่ 2 ปี หลังปลดประจำการท่านเจ้าพระยาและท่านผู้หญิง ได้อุปถัมภ์ให้เข้ารับการอุปสมบท ณ วัดสุนทรธรรมทาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2463 สมเด็จพระวันรัต (จ่าย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอริยมุนี (หว่าง) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูพุทธบาล (เนตร) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “เขมสิริ”
    ได้อยู่จำพรรษาที่วัดแคนางเลิ้ง ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระครูพุทธบาลมาโดยลำดับ และยังได้ศึกษานักธรรมชั้นตรีในสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร เมื่อถึงกำหนดสอบธรรมสนามหลวง เกิดอาพาธกะทันหันจึงล้มเลิกการศึกษาทางด้านคันถธุระตั้งแต่นับนั้นและหันมาเอาดีทางสมถกรรมฐานและพุทธาคมคาถา
    ประมาณพรรษาที่ 3 ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากรรมฐานชั้นสูงกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จนบรรลุฌานชั้นสูง สามารถแสดงอิทธิคุณต่างๆ ได้ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ศึกษาเวทมนต์คาถา ซึ่งเป็นวิชาการแขนงหนึ่งที่พระเถระยุคเก่าต้องใฝ่หาเรียนรู้ไว้เพื่อประโยชน์ในงานพระศาสนาต่างๆ อาทิ การปลุกเสกวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยพระผู้ทรงวิทยาคุณเป็นผู้ภาวนาปลุกเสก โดยได้รับการประสิทธิ์ประสาทจากหลวงพ่อปานมาเต็มเปี่ยม จากนั้นจึงไปเรียนวิชากับหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ ได้วิชาทำเชือกคาดเอวที่มีประสบการณ์ดัง "ไม่ไหม้ไฟ"
    หลวงปู่ธูปใช้เวลาศึกษาอยู่กับหลวงพ่อปานประมาณหนึ่งพรรษา จึงกลับคืนวัดสุนทรธรรมทาน และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนพระครูพุทธบาล ที่ขอลาสิกขาบทในปี พ.ศ. 2470 และผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งจนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2471 ขณะมีอายุได้ 30 ปี พรรษา 8 นับเป็นพระหนุ่มที่มีพรรษาน้อยสุดที่ได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดในเขต จ.พระนครสมัยนั้น
    หลังจากรับตำแหน่งท่านก็ริเริ่มปฏิสังขรณ์และพัฒนาก่อสร้างอาคาร เสนาสนะต่างๆ เรื่อยมา โดยเริ่มลงมือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472-2500 ซึ่งเป็นปีที่ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 2533 เวลา 02.26 น. ท่านก็มรณภาพลงที่โรงพยาบาลพญาไท รวมสิริอายุ 92 ปี 3 เดือน 28 วัน พรรษา 70
    ด้านวัตถุมงคล ตลอดเวลาที่ท่านครองเพศพรหมจรรย์ ได้สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆมากมายหลายรุ่น จากการบันทึกของหนังสือวัดทราบว่าสร้างครั้งแรกในปีพ.ศ.2482 และจัดสร้างติดต่อกันมาจนถึงพ.ศ.2529 วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเมื่อปีพ.ศ.2482 ได้สร้างร่วมกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นพระสมเด็จฐานสามชั้น พระรอด พระนางพญา และพิมพ์นางกวัก พระที่สร้างครั้งนี้เป็นพระเนื้อผง ผสมกับดินปูชนียสถาน และผงใบลาน ลงรักฉาบเนื้อ เนื้อในสีดอกเทา ด้านหลังจะเป็นรอยจารลึกลงไปในเนื้อทุกองค์
    เมื่อสร้างเสร็จท่านก็แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์และผู้มาแสดงมุทิตาจิต ที่เหลือนอกนั้นนำไปบรรจุที่ใต้ฐานพระประธาน พระชุดนี้ปัจจุบันหาดูได้ยากสักหน่อย นอกจากนี้ท่านได้สร้างตะกรุด เชือกคาดเอว พระเนื้อผงรุ่นปี พ.ศ. 2504 เหรียญปี พ.ศ. 2513 และอื่นๆ อีกพอสมควร
    วัตถุมงคลวงปู่ธูปทุกชนิดมีพุทธคุณในด้าน “เมตตามหานิยมและความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน” เป็นหลัก เรื่องคุ้มครองแคล้วคลาดก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนซุ้มหลวงปู่ธูปวัดแคนางเลิ้งผสมเกศา
    (องค์นี้มีเกศาอยู่ด้านข้างโผล่มาให้เห็นชัดเจน)สภาพองค์พระอาจจะไม่สวย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250831_192439.jpg IMG_20250831_192457.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    FB_IMG_1756639425019.jpg FB_IMG_1756213037727.jpg 1756640568233.jpg 1392912339-Pan3-o.jpg
    หลวงพ่อบอกว่าถ้าอยากดวงดี เอา รุ่น หนุนดวงไปบูชา เสน่ห์เมตตา หนุนดวงรุ่นนี้ วางเลขลัคนา เลขหนุนดวง โดยเฉพาะ แก้ร้ายให้เป็นดี หนุนดวงดีมาก
    พระผงหนุนดวง
    พิธีดีมาก มวลสารสุดยอด
    (เครดิตข้อมูลพี่ไจแอน คุง)
    หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ รุ่นหนุนดวง จ.กระบี่ ฉลองครบ 5 รอบ ปี 2539
    สุดยอดมวลสารและพิธี
    พระผงหนุนดวง หลวงพ่อจำเนียร เป็นพระเครื่องที่มีอิทธิคุณและความศักดิ์สิทธิ์สูงมาก พระรุ่นนี้ได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสีสุก บางมด กรุงเทพ ในพิธีนี้มี พระเกจิทรงอภิญญา3รูป และฆารวาสผู้เป็นตำนานมือปราบจอมขมังเวทย์แห่งแดนใต้อีก1ท่าน
    พระเกจิรูปแรกที่จะกล่าวถึงคือ หลวงปู่ครูบาอิน อินโท แห่งวัดฟ้าหลั่ง จ.เชียงใหม่ ครูบาอินนี้เป็นพระที่หลวงปู่สิม สำนักถ้ำผาปล่องเดินทางไปกราบถึงวัดปีละหลายครั้ง เป็นพระที่หลวงพ่อกวย แห่งวัดโฆสิตารามสั่งให้ให้ศิษย์เอกของท่านไปต่อวิชา และ วัตถุมงคลของท่านแม้นแต่หลวงพ่อเกษม แห่งสุสานไตรลักษณ์ยังไม่ยอมเสกทับ

    รูปที่2คือ หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ เก่งขนาดใหนศิษย์ที่นี้รู้กันดี
    รูปที่3คือ พระมหาประยูร เจ้าอาวาสวัดสีสุก รูปนี้โนเนมสุด ถามใครในตอนนั้นหรือแม้นตอนนี้ 99.99%ส่ายหัวไม่รู้จัก

    ส่วนฆารวาสจอมขมังเวทย์จากแดนใต้ก็คือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช คนนี้คนทั้งประเทศรู้จักดี
    ในขณะที่ทุกท่านกำลังนั่งปลุกเสกอธิษฐานจิตตามสายวิชาของแต่ละท่านที่ร่ำเรียนมา ก็ปรากฏมีมวลเมฆขนาดใหญ่มหึมาก่อตัวขึ้นเป็นรูปจักร หมุนตามเข็มนาฬิกา หมุนอยู่อย่างนั้นกระทั่งพิธีเสร็จสิ้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง คนแถววัดและคนที่มาร่วมในพิธีในวันนั้นต่างเห็นปรากฏการณ์กันทุกคน ยกเว้นผู้ที่ปลุกเสกอยู่ด้านในโบถส์
    ก่อนที่ครูบาอินโท จะเดินทางกลับ ท่านได้เดินตรงไปที่พระมหาประยูรและกล่าวกับท่านว่า ท่านนี้มีดีแต่ไม่ยอมเอาออกมาให้ใครเห็น พิธีนี้ดีมาก พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เทพ พรหม มาทั้งหมด หลวงพ่อจำเนียรเองก็ยังกล่าวชมพระมหาประยูร หลวงพ่อมหาไม่ธรรมดาจริงๆครับ ส่วนขุนพันธ์ ได้เข้าไปกราบพระมหาประยูรและได้กล่าวว่า เมื่อใดที่หลวงพ่อพุทธาภิเษกให้บอกผมด้วย ผมยินดีช่วยทุกพิธี เกิดมายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยครับ
    พระชุดหนุนดวงนี้ มีบางท่านบูชาแล้วเกิดพระธาตุเสด็จที่องค์พระและ ชีวิตก็ดีขึ้น เป็นของดีของสูงของหลวงพ่อที่ราคายังเบาและยังพอหาได้ในปัจจุบัน คนที่รู้บางท่านนำไปเลี่ยมทองก็มี ของดีไม่ได้วัดที่ราคาเสมอไปครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อจำเนียร หนุนดวง ปี ๒๕๓๙

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250831_182202.jpg IMG_20250831_182228.jpg

    [​IMG] [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756647899669.jpg FB_IMG_1756647902669.jpg FB_IMG_1756647905391.jpg FB_IMG_1756647907694.jpg FB_IMG_1756647910253.jpg

    พระสมเด็จ รุ่นสิริโลกนาถ เป็นที่ยอมรับของนักสะสมพระเครื่องในปัจจุบันว่าเป็นพระเครื่องที่ควรเก็บไว้อย่างยิ่งซึ่งถือกันว่าเสมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) แต่สมเด็จรุ่นสิริโลกนาถออกที่วัดสะเกศ (วัดภูเขาทอง)เป็นวัดของท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) เช่นเดียวกันและถือเป็นรุ่นแรกด้วย
    เนื่องจากท่านพระครูโฆษิตสมณคุณ รองเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้รวบรวมพระผงสมเด็จเก่าเกือบทุกรุ่นที่แตกหักของตระกูลพระสมเด็จวัดระฆังทุกๆรุ่นไว้มากมาย มีเมตตามอบให้เป็นชนวนผสม กอปรกับนักสะสมพระเครื่องซึ่งศรัทธาในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ปรากฎว่าในรุ่น สิริโลกนาถ ไม่มีพระสมเด็จสักการะบูชาไว้เป็นที่ระลึกเลย มีแต่ ๙ พระปรมาจารย์เท่านั้น
    คณะกรรมการจึงได้จัดสร้าง พระสมเด็จ ๕ ทรงพิมพ์ คือพิมพ์ ๙ ชั้น หูบายศรี พิมพ์ ๓ ชั้นหูบายศรี พิมพ์ฐานแซม และทรงพิมพ์พระประธานหลังมหายันต์ยอดมงคล ได้ยันต์อักษร สิริโลกนาถ นอกจากมวลสารหลักจากวัดระฆังแล้วยังมีส่วนผสมดังนี้คือ
    มีผงครูบาเจ้าเกษม ลำปาง
    ผงหลวงพ่อดาบส เชียงราย
    ผงหลวงปู่น้อย เชียงใหม่
    ผงหลวงปู่สิม เชียงใหม่
    ผงหลวงปู่ดวงดี เชียงใหม่
    ผงครูบาอินทร์ ฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
    ผงหลวงปู่หล้าตาทิพย์ เชียงใหม่
    ผงหลวงปู่แก้ว เชียงใหม่
    ผงว่าน ๑๐๘ ครูบาศรีวิชัย รุ่นสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่ เป็นต้น
    พระราชาคณะผู้ทรงศีลประกอบพิธีพิเศษ ณ.พระวิหารสมเด็จพุฒาจารย์ (โต วัดระฆัง) ด้วยการสวดพระธรรมจักรกัปวตนสูตร แล้วสวดพระคาถาชินบัญชร 108 จบ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2536
    นำเข้าอภิมหาพิธีพุทธาภิเษก ณ.พระอุโบสถ วัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง) กรุงเทพฯ ในวันที่ 23 กันยายน 2536
    รายนามพระภาวนาจารย์นั่งปรกอธิฐานจิต มีดังนี้
    1.) สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ
    2.) หลวงพ่อสำราญ วัดปากครองมะขามเฒ่า
    3.) หลวงพ่อเปลื่อง วัดบางคลาน
    4.) หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่
    5.) หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    6.) หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
    7.) หลวงพ่อยิด วัดหนจอก
    8.) หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ
    9.) หลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ
    10.) หลวงพ่อพิมพ์พา วัดหนองตางู
    11.) หลวงพ่อเสน่ห์ วัดสว่างอารมณ์
    12.) หลวงพ่อดี วัดพระรูป
    13.) หลวงพ่อป่วน วัดหนองบัวทอง
    14.) หลวงพ่อทองเหมาะ วัดหนองบัวทอง
    15.) หลวงพ่อทองหยอด วัดชีสุขเกษม
    16.) หลวงพ่อทับทิม วัดวิมลโกศาราม
    17.) หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง
    18.) หลวงพ่อทอด วัดหนองสุ่ม
    19.) พระอาจารย์ไพรินทร์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
    20.) หลวงพ่อเจริญ วัดชุมพลนิกายาราม
    21.) หลวงพ่อโสภณ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร
    22.) หลวงพ่อแนม วัดเขาหน่อ
    23.) หลวงพ่อเริ่ม วัดไตรตรึงษาราม
    24.) หลวงพ่อแด้ว วัดปงสนุกใต้
    25.) หลวงพ่อประสิทธิ์ วัดสวนดอก
    26.) หลวงพ่อสงค์ วัดดอยขุมเงิน
    27.) พระสุเทพสิทธาจารย์ วัดพระธาตุดอยสุเทพ
    28.) พระครูสิงหวิชัย วัดฟ้าฮ่าม
    29.) หลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจม
    30.) ครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง
    31.) หลวงพ่อผล วัดท่าถนน
    32.) หลวงพ่อเพชร วัดสิงห์ทอง
    33.) หลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุพนม
    34.) หลวงพ่อตี๋ วัดสังกัสคีรี
    35.) พะอาจารย์ประเสริฐ วัดพระธาตุผาเงา
    36.) หลวงพ่อเสน่ห์ วัดสว่างอารมณ์
    37.) พ่อท่านแก้ว วัดเขาปูน
    38.) หลวงปู่ทองธรรมโชติ วัดเขานางบวช
    39.) พระคณุสินทรสมุทรกิจ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร
    40.) หลวงพ่อจวน วัดไก่เตี้ย
    41.) หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    42.) หลวงพ่อเณรโกศล วัดศรีสุดาราม
    43.) หลวงพ่อชลอ วัดกระดังงา
    44.) พระอาจารย์ชาญณรงค์ วัดเลา
    45.) หลวงพ่อรวย วัดกษัตรสธืราชวรวิหาร
    46.) หลวงพ่อหร่ำ วัดโป่งแดง
    47.) หลวงพ่อนะ วัดหนองบัว
    48.) หลวงพ่ออุตมะ วัดวังวิเวการาม
    49.) พระครูโฆษิตสมณะคุณ วัดระฆัง.เป็นต้น
    อ้างอิง : นิตยสารพระเครื่องนะโม ปี 2536
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จสิริโลกนาถฝังพระธาตุองค์ใหญ่บนหน้าอก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250831_204753.jpg IMG_20250831_204834.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 สิงหาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756650469605.jpg

    ระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน

    ประวัติหลวงปู่เส็ง วัดบางนา สุดยอดพญาครุฑอันดับต้นของเมืองไทย
    หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาดมีปฏิปทาใน ทางสมถะหมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ
    เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา หลวงปู่เป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูดว่ากล่าวผู้ใด
    หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 65 ปีท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล
    การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้น ท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ในปีนั้นเองหลวงปู่ก็ทำเหรียญรูปอาร์ม หรือใบเสมาคว่ำเป็นรุ่นแรกออกมาอีก และนับแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาหลวงปู่เส็งก็สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆออกมามากมายแทบจะนับ
    รุ่นกันไม่ได้เลยทีเดียว
    หลวงปู่สร้างวัตถุมงคลทุกปีๆหนึ่งสร้าง 2-3 แบบจนกระทั่งท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530 รวมระยะเวลาการทำวัตถุของหลวงปู่เส็ง 20 ปี และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกรุ่นทุกแบบก็มีผู้เลื่อมใสหามาพกติดตัวและบูชากันมากมาย
    วัตถุุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้น ออกไปในทางแคล้วคลาดเมตตามหานิยม และการค้าขายดีเยี่ยม วัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งรุ่นนิยมเท่าที่พอลำดับความได้มีดังนี้
    พระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกจัดสร้างปี 2510 ผงที่นำมาสร้างเป็นผงอิทธิเจซึ่งจะโน้มไปในทางเมตตามหานิยม และค้าขาย พระผงสมเด็จ 3 ชั้นรุ่นแรกด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปพระประธานนั่งสมาธิ มีซุ้มครอบแก้วด้านหลังเป็นลายมือเขียนว่า พระครูเส็ง บางองค์เขียนว่า เส็ง และบางองค์ก็เขียนว่า พระครูเส็ง จันทฺรังสี แล้วแต่ว่าหลวงปู่จะเขียนอะไรคำไหน แต่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบพิมพ์เป็นบล็อคใช้กดลงไปบนหลังพระเวลากดพิมพ์
    เนื้อพระมีทั้งเนื้อน้ำมัน ลักษณะพระจะออกแกร่งมันกับสูตรผสมเนื้อกล้วยพิมพ์ออกมามีทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ เหลือง เขียวแดง และ ขาวพอทำเสร็จหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวแล้วออกแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ไปหาท่าน บางรายนำพระพกติดตัวไปประสบอุบัติเหตุเกิดแคล้วคลาดอย่างเหลือเชื่อกิตติศัพท์พกพระหลวงปู่เส็งแล้วแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุมีบ่อยครั้งมากจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่ว
    พุทธคุณพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของหลวงปู่เส็งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเป็นเลิศหลังทำพระผงรุ่นแรกทิ้งช่วงปลายปีท่านก็ทำเหรียญรุ่นแรกออกมาเป็นเหรียญใบเสมาคว่ำมีทั้งเนื้อกะไหล่ทองเงินและทองแดง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์มีอักษรเขียนว่า อาจารย์เส็ง ด้านหลังเป็นยันต์ใต้ยันต์มีอักษรระบุชื่อวัดบางนา พ.ศ.2510 ปีที่จัดสร้างและพระผงที่ทำออกมานั้นส่วนใหญ่จะบรรจุตะกรุดสาริกาดอกเล็กๆ ไว้ที่ฐานด้วยเพื่อเสริมพุทธคุณการทำพระเครื่องของหลวงปู่เส็งจนถึงปี 2512 หลวงปู่จะเอาพระเครื่องที่ทำออกมาไปปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ ถ้าเป็นเหรียญท่านจะทำพิธีพุทธาภิเษกนิมนต์พระระดับเจ้าอาวาส ละแวกวัดบางนามาเจริญพุทธมนต์ด้วย หลังจากปี 2512 การทำวัตถุมงคลหลวงปู่จะจัดพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถตลอด
    พระผงรุ่นที่โด่งดังมากก็คือ รุ่นขี่หมูซึ่งรุ่นนี้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นคนจัดสร้างขึ้นมานำไปให้หลวงปู่ทำพิธีพุทธภิเษกแล้วก็มอบพระให้หลวงปู่ไว้จำนวนหนึ่ง บรรดานักเล่นพระนิยมกันมาก
    สำหรับวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆ นั้นครั้งแรกหลวงปู่จัดสร้างหมูทองแดงในปี 2522 สาเหตุการจัดทำหมูทองแดงของหลวงปู่เส็งนั้นสืบเนื่องมาจากในตำนานกล่าวกันว่าหมูทองแดงตามป่าเขาที่เป็นหมูเขี้ยวตันนั้นปืนยิงไม่เข้าหลวงปู่ก็เลยคิดทำวัตถุมงคลเป็น
    หมูทองแดงเขี้ยวตันขึ้นมา เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก
    วัตถุมงคลหลังเสร็จพิธีคนที่พบเห็นเข้าไปบอกหลวงปู่ ท่านก็เฉยๆ แถมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีท่านไม่ได้พูดอะไรแต่รับฟังเอาไว้ ครั้นเมื่อทำหมูทองแดงออกมาแจกกันเป็นที่ฮือฮาพอสมควรหมูทองแดงที่สร้างนั้นเป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ มีหมูทองแดงตัวใหญ่และเล็กข้างลำตัวซ้ายมีอักษรเขียนว่า วัดบางนา ปทุมธานี ข้างลำตัวด้านขวาเป็นอักขระขอมมียันต์ที่โคนขาทั้ง 4 ลักษณะเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน และในปี 2524 หลวงปู่เส็งได้จัดสร้าง ทำหมู 7 หัวขึ้นมาเป็นลักษณะหมูป่าเขี้ยวตัน คู้ขาหมอบที่เรียกว่า 7หัวนั้นหมายถึงหัวของปลัดขิกที่ทำไว้ตามลำตัวมี 7 แห่ง คือที่หัว หาง ที่เพศและที่ปลายเท้าทั้งสี่ข้าง เป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ ข้างลำตัวด้านซ้ายระบุปีพ.ศ.ที่จัดสร้างคือปี 2524 นอกจากนี้หลวงปู่เส็งได้ทำหมูจัมโบ้ ขนาดใหญ่ออกมาอีก 1 รุ่นหมูทองแดงรุ่นแรกทำออกมาแค่ 2,500 ตัวเท่านั้นพุทธคุณไปในทางแคล้วคลาดและค้าขาย
    หลังจากทำหมูทองแดงออกมาหลวงปู่ก็จัดทำครุฑทองแดงซึ่งครุฑเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ จัดทำพิธี
    พุทธาภิเษกในโบสถ์มีพระอาจารย์มาร่วมบริกรรมพุทธคุณอีก 10 รูป ครุฑทองแดงด้านหลังเขียนว่า หลวงปู่เส็ง วัดบางนาปทุมธานี 2522 สลับกับอักขระขอมประสบการณ์มีผู้นำติดตัวไปแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทางรถ และทางเรืออีกทั้งยังป้องกันภัย จากงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนัก
    ต่อมาหลวงปู่จัดสร้างรูปเหมือนหนุมานเหตุผลที่จัดทำนั้นท่านถือว่าหนุมานเป็นลิงประจำปีวอกและด้วยหนุมานเองก็เป็นศิษย์ของพระนารายณ์
    ์มีอานุภาพฤทธิ์เดชมากมาย ที่จัดทำไว้มีเนื้อกะไหล่เงินและทองแดง ไม่ระบุปีจัดสร้างจาก หมู ครุฑ หนุมาน ต่อมาท่านก็สร้างพญาเต่าเลือนเนื้อทองแดงผสมโลหะแล้วจัดสร้างหงส์ทอง หงส์เงิน อีก 1 ชุด เนื้อกะไหล่ทองและกะไหล่เงินทำเพื่อเป็นที่ระลึกว่าวัดบางนานั้นเป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมา
    นอกจากวัตถุมงคลรูปแปลกๆ แล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสมสร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา
    ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายสิบแบบมีทั้งนางกวักพระผงพิมพ์สมเด็จ พระผงปิดตา เรียกว่าการจัดทำวัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้นมากมายจริงๆ ถ้าหากวัตถุ มงคลใดไม่ระบุพ.ศ. เอาไว้แทบจะไม่ทราบกันเลยว่าหลวงปู่จัดสร้างในพ.ศ.อะไรเพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ และก็ทำออกมามากแบบ สำหรับเงินรายได้ที่ มีผู้นำมาบริจาคหรือเช่าวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
    ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งท่านก็ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะ
    วัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้นก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมากถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้นหลวงปู่เกรงว่า
    ชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมดจึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้างเพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น
    พอท่านสร้างวัดวังหินเสร็จวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2531 หลวงปู่เส็งผู้ที่เป็นประดุจเทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนาก็ถึงแก่มรณภาพลงรวมอายุได้ 87 ปี
    ท่านสิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลคุ้มเกล้า ตึกคุ้มเกล้าครั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลงท่านพระครูอนุกูลศาสนกิจหรือหลวงพ่อแสวง ก็ขึ้นเป็นสมภารแทนท่านก็ทำนุบำรุงวัดเอาวัตถุมงคลหลวงปู่เส็งมาจำหน่ายจ่ายแจกรายได้สร้างวัดยุคของหลวงพ่อแสวง เป็นยุคของการพัฒนาวัดอย่างจริงจังไม่มีการออกวัตถุมงคลจะมีออกเหรียญรูปไข่ในงานฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อแสวงที่ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นโทเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เสร็จสิ้นงานฉลองไม่นานหลวงพ่อแสวงก็มรณภาพเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปลายปีนั้นเอง รวมอายุ 70 ปี
    เมื่อสิ้นหลวงพ่อแสวงพระอธิการยงยุทธ ยโสธโร ก็ขึ้นเป็นสมภารปกครองวัดสืบมาจนทุกวันนี้วัดบางนาตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพธิ์เหนือ หมู่1 อำเภอสามโคก หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไปวัดบางนาและไปกราบศพหลวงปู่เส็งที่ไม่เน่าไม่เปื่อยในโลงแก้วทางวัดสร้างวิหารติดริมแม่น้ำไว้เก็บสรีระของหลวงปู่เป็นสัดส่วนให้ไปขอพรขอโชคลาภจาก
    หลวงปู่
    เว็บนิตยสารมงคลโสฬส
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลขึ้นมาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จขี่หมูทองแดง หลวงปู่เส็ง หลัง รูปเหมือน พิมพ์ใหญ่ จัมโบ้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250831_212837.jpg IMG_20250831_212909.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025
  6. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +5,887
    จองครับ
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc1_img-12-jpeg.jpg
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่าน มรณะภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 สิริอายุ 86 ปี
    ประวัตท่านบางส่วนครับ
    ฝึกวิชา
    พระอาจารย์บุญยังได้พยายามถ่ายทอดวิชาต่างๆ ด้านพุทธคุณให้ ตอนแรก ๆ หลวงพ่อไม่สนใจ แต่เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ไปหลวงพ่อเริ่มมีความสนใจขึ้น เห็นพระอาจารย์ท่านทำอะไร ๆ แปลกๆ ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ เช่น ทำควายธนูด้วยตอกสาน โดยสานมือเดียวแล้ววางไว้ ควายธนูก็มีการขยับเขยื้อนได้ เสกน้ำมันจนเดือดเหมือนน้ำร้อน ฟองเดือดขึ้นมา แต่เมื่อไปสัมผัสด้วยมือกลับไม่ร้อน ทำให้ท่านอยากจะเรียน พระอาจารย์ของหลวงพ่อก็ถ่ายทอดให้ทั้งคาถาปลุกเสก และวิธีฝึก
    วิชาเกราะเพชร
    วิชาหนึ่งที่ท่านชอบและฝึกมาตั้งแต่ต้น คือ “ยันต์เกราเพชร” หรือตาข่ายเพชร โดยหลวงพ่อบุญยังได้เล่าให้ท่านฟังว่าสมัยหลวงปู่ศุข ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลองวิชาเกราะเพชรกับพระะรูปหนึ่ง ที่แก่กล้าวิชาที่เดินทางผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยบอกหลวงปู่สุขว่าจะขี่ม้าพยนต์เข้ามาในโบสถ์ให้ดู หลวงปู่ศุขท่านได้เอาผ้ายันต์เกราะเพชรขึงไว้หน้าประ ตู ปรากฎว่าม้าพยนต์ไม่สามารถผ่านยันต์เกราะเพชรหรือตาข ่ายเพชรไปได้ พระรูปนั้นเมื่อแพ้วิชาของหลวงปู่ศุข ก็ได้เดินทางกลับไปจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่อหลวงพ ่อมหาโพธิ์ได้ฟังจากหลวงพ่อบุญยังเล่าท่านจึงสนใจและ เล่าเรียนวิชาเกราะเพชรลงตระกรุด และผ้ายันต์เกราะเพชรมาตลอดอายุของท่าน
    การลงยันต์เกราะเพชร ต้องท่องสูตรคาภาพระอิติปิโสรัตนมาลา ๕๖ บาท ให้ได้จนขึ้นใจทั้งเดินหน้า และถอยหลังได้รวมทั้งบทปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ในการลงยันต์เกราะเพชร ท่านบอกว่ายันต์เกราะเพชร เป็นยันต์ที่ค่อนข้างยากผู้เรียกจะต้องมีความขยันหมั ่นเพียร กับความอดทน และการประสิทธิ์ประสาทจากครูบาอาจารย์ น้อยคนนักที่จะลงยันต์เกราะเพชรได้ บางคนมาขอเรียนเห็นพระคาถา ๕๖ บาท ก็ท้อแล้วไม่อยากจะท่องจำ ความเพียรพยายามไม่มี การลงยันต์ก็ต้องหายใจลงตามสูตรพระคาถา ๕๖ บาท ผู้ที่ฝึกฝนใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาเรียนเกือบทั้งวันกว่าจะลงยันต์เสร็จ อย่างตัวของหลวงพ่อเองใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่งโมง ถือว่าลงได้เร็วมากแล้วเพราะท่านฝึกมา ตั้งแต่อายุยังรุ่นอยู่
    ในสมัยก่อนยามว่าง ท่านมักลงตระกรุดเกราะเพชรและทำผงพุทธคุณเกราะเพชรทั ้งชนิดป้องกันตัว และถอนคุณถอนของคนที่ถูกผีเข้า ท่านจะเอาตะกรุดเกราะเพชรที่เป็นแผ่นแบบยังไม่ได้ม้ว นเป็นตะกรุด ตบหัวคนถูกผีเข้า ผีจะทรุดลง และออกจากตัวคนไข้ไปทันที ตะกรุดส่วนใหญ่ท่านจะใช้แผ่นทองแดงมาลงยันต์เกราะเพช ร ยกเว้นแผ่นถอนของท่านจะใช้แผ่นตะกั่ว ส่วนตะกรุดเนื้อเงินท่านจะลงให้เฉพาะกับศิษย์ใกล้ชิด เท่านั้น เกี่ยวกับประสบการณ์ในตะกรุดเกราะเพชร มี ส.ส.ท่านหนึ่งใน จ.ชันนาท ที่เคารพนับถือหลวงพ่อมากได้ขอตะกรุดท่านไปใช้พกติดต ัว ขณะหาเสียงถูกผู้ที่ปองร้ายใช้ระเบิดปาใส่ ปรากฏว่า ส.ส.ท่านนั้นไม่เป็นอะไรเลย วิชาลงตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อบุญยังได้เรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำจากหลวงปู่ศุข โดยสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลงให้กับลูกศิษย์ทุกปี แม้กระทั่งพระสมุห์กลับ แสงเขียว ก็ยังขอให้ท่านช่วยลงตะกรุดใต้น้ำที่วัดดอนตาลให้ โดยก่อนที่จะประกอบพิธีจะต้องตั้งเครื่องบูชาครูริมแ ม่น้ำ และต้องตอกเสาหลักไว้ในน้ำสำหรับผู้ที่จะลงตะกรุดเกา ะไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ ตะกรุดจะลง และปลุกเสกใต้น้ำเสร็จแล้วจะปล่อยให้ลอยขึ้นมาบนผิวน ้ำ พวกลูกศิษย์ก็จะแจวเรือคอยเก็บอยู่ข้างบน หลวงพ่อบุญยังเล่าให้หลวงพ่อบุญยังฟังว่าน้ำที่
    วัดดอนตาลน้ำเย็นเหลือเกิน หลวงพ่อมหาโพธิ์เล่าว่า ท่านเคยขอเรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำนี้จากท่านอาจารย์บุญ ยัง ซึ่งอาจารย์ท่านก็รับปากถ่ายทอดให้แต่ต้องเรียนในวัน เพ็ญเดือน ๑๒ แต่ยังไม่ทันถึงเดือน ๑๒ หลวงพ่อบุญยังก็มรณะภาพลงเสียก่อนเมื่ออายุได้ ๕๕ เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่หลวงพ่อท่านเรียนจากพระอาจารย์ไม่ทันจึงทำให้วิชา นี้สูญไป
    เกี่ยวกับวันที่หลวงพ่อบุญยังมรณภาพ ชาวบ้านแถบวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เห็นลูกๆไฟดวงใหญ่ลอยเดินทางไปยังวัดหนองน้อย และได้ลอยกลับมาโดยมีลูกๆไฟดวงเล็กตามมาด้วยเป็นที่ตื อันตาตื่นใจแก่ผู้คนในสมัยนั้นมากเล่าขานกันมาจนถึงปัจุบันนี้
    ชีวิตฆราวาส
    ท่านได้สมรสกับ นางสุขใจ เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีในจังหวัดชัยนาท แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ได้มีร้านค้าขายของชำอยู่ในอำเภอวัดสิงห์ ยามว่างท่านก็จะไปศึกษาวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์กับ พระสมุห์กลับ แสงเขียว วัดดอนตาล ซึ่งถือกันว่าเป็นศิษย์มือขวาของหลวงปู่ศุขเลยทีเดีย ว พระสมุห์กลับภายหลังท่านสึกจากพระเสียอีก
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อมหาโพธิ์ซึ่งตอนนั้นท่านอยู่ในเพศฆราวาส ท่านได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น เทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ในวาระ ๔ ปำถึง ๒ สมัย รวมเป็น ๘ ปีถึง พ.ศ.๒๕๐๗ ท่านได้เล่าไห็ฟังว่าตอนหาเสียงท่านก็ไม่ค่อยได้ออกไ ปหาเสียงที่ไหนอยู่ในร้านค้าของท่านในอำเภอวัดสิงห์ ค้าขายของไปวัน ๆ หนึ่ง แต่อาศัยที่ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์จากหลว งพ่อบุญยัง และพระสมุห์กลับ ด้วยอานุภาพความศักดิ์ของวิชา นะฤาชา ที่หลวงพ่อบุญยัง ถ่ายทอดไห้มาเป็นพิเศษ จึงทำให้ท่านเป็นที่รู้จักเลื่องลือไปทั้งอำเภอวัดสิ งห์ เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน อำเภอวัดสิงห์ ท่านลอกว่าท่านไม่ต้องไปเหนื่อยกับการหาเสียงเลย ประชาชนทั่วไปเลือกท่านเป็นเทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ถึง ๒ สมัย จนในปี ๒๕๑๗ กระทรวงมหาดไทยมอบใบประกอบในประกาศนียบัตร ชมเชยในการทำงานของท่าน ที่พัฒนา อำเภอวัดสิงห์ ให้มีความเจริญก้างหน้าแก่ ท้องถิ่น หลังจากที่ท่านได้หมดวาระในตำแหน่งเทศมนตรีไปแล้ว ๙ ปี
    เหตุที่กลับมาบวช
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้เล่าว่า ชีวิตของท่านมีความผูกพันกับวัดเสมอห่างจากวัดไม่ได้ แม้จะครองเพศฆราวาสก็ต้องวนเวียนอยู่กับวัด ก่อนที่ท่านจะกลับมาบวชจิตใจก้รุดมร้อน ทำอะไรก็เหมือนคนเสียสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวโดยไม่มีสาเหตุของโรค จนมีอยู่วันหนึ่งขณะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านได้ลุกขึ้นมาเขียนยันต์ต่าง ๆ ตลอดจนยันต์ครูที่ท่านเคยเรียนมา ได้ทิ้งไปนานไม่ได้ทบทวนเลย ซึ่งในเพศฆราวาสท่านก็ไม่ได้ฝึกฝนทบทวนต่อ เพราะเวลาว่างใหญ่จะไปทางโลกหมด ต้องวุ่นวายกับครอบครัวเรื่องการทำมาหากินเวลาปฏิบัต ิทางธรรมทางวิชาคุณพระก็หย่อนยานไป ขาดการไหว้ครูทุก ๆ ปี ก็เลยทำให้ท่านผิดปรกติ แต่ก็ดลจิตให้นึกขึ้นมาได้ ว่าสาเหตุจากแรงครูนี้เองโดยไม่ต้องให้แพทย์รักษา ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านก็ได้เข้ามาสู่สมณเพศ อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งที่วัดพานิชนาราม อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสิงหชยสิชฌน์ (เจริญ) พระกรรมวาจารย์ พระคูครูแบน เจ้าอาวาสวัดโคกสุข และพระแช่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ เวลา ๑๖.จ๕ น.และได้มาตำพรรษา สังกัดวัดโคกสุข ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาม จนถึงปี พ.ศ. ๒ษ๕๑๓ ได้ย้ายมาตำพรรษาอยู่ ณ วัดคลองมอญ ในวันที่ ๒๖ กันยายน เพราะวัดคลองมอญในเวลานั้นเกือบจะเป็นวัดล้างอยู่แล้ วไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เลย ชาวบ้านที่อาศัยแถววัดคลองมอญ ได้นิมนต์ท่านให้มาปกครองวัดคลองมอญอยู่หลายครั้ง จนท่านต้องมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดคลองมอญ ได้สร้างความเจริญให้กับวัดคลองมอญเป็นอันมาก
    กิตติคุณของหลวงพ่อ
    ซื่อเสียงของท่านล่ำลือไปไกลหลายจังหวัด ในเรื่องการรักษาโรคต่าง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ บางคนต้องมารักษาเป็นแรมเดือน ตอนนั้นท่านอยู่ในโบสถ์ รักษาคนไข้โรคแปลกๆ มีทั้งคนถูกคูณถูกของ ทั้งเสน่ห์เล่ห์กลต่าง ๆ น้ำมันพรายฯลฯ บางคนป่วยปางตายท่านก็รักษาจนหายมีชีวิตอยู่รอดได้ ผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากต่างก็มานมัสการท่านขอความเมต รตาจากท่านๆก็ได้สงเคราะห์ให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหน ื่อย ไม่เลือกชั้น วรรณะ ให้ ความเสมอภาคกับทุกๆ คนเสมอมา จนถึงปี พ.ศ. ๑๔๒๖ ท่านก็ได้หยุดรักษาคนไข้ ประกอบกับอายุสังขารท่าน ก็ชราภาพมากแล้วจึงต้องได้รับการพักผ่อน บำรุงรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดี เป็นเนื้อนาบุญให้กับลูกศิษย์ และญาติโยม จะได้พึ่งบารมีของท่านไปได้อีก นาน ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๔ ) หลวงพ่อมาหาโพธิ์ญาณสังวโร เป็นทายาทศิษย์สายตรงของหลวงปู่ศุข ที่ถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณในศิษย์รุ่นที่ ๓ ที่ได้รับมาแต่ผู้เดียว
    การรักษาโรค
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้สอนวิธีการรักษาให้กับผู้เขียนในตัวผู้ป่วยที่อยู่ในอาการต่างๆ อาการอย่างไรควรรักษาด้วยวิธีการใด บางคนเป็นแผลเน่าไปทั้งตัว เคยไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็ง รักษาอยู่หลายปีไม่หาย ได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาติพี่น้องได้พามารักษาที่ วัดคลองมอญ เมื่อหลวงพ่อดูอาการแล้วบอกว่า “โดนผีคุณ” ไม่ไช่มะเร็งหลวงพ่อท่านได้ใช้ปูนกับน้ำมนต์รักษาคนไ ข้ ใช้มีดหมอสับ และไม้เท้ากดตามตัวคนไข้ ก่อนทำการรักษาต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน ๖ บาทสลึงเป็นค่าบูชาครู และต้องบนครูด้วยว่า เมื่อหายจากอาการป่วยแล้วจะถวายครูด้วยไก่ ๑ ตัว, เหล้าขาว ๑ ขวด ,กล้วย ๑หวี, ข้าวสาร ๑ ถ้วย , และเงิน ๖ บาทสลึง เป็นสิ่งที่แปลกผู้คนส่วนมาก ที่มารักษาจากหลวงพ่อหายจากโรคร้ายทุกคน เมื่อถึงวันไหว้ครูจะมีผู้คนมามากมายถวายขวัญข้าวครู เต็มโบสถ์ไปหมดแทบจะไม่มีทางเดินเลย



    เหรียญแซยิด ๗๖ หลังยันต์เกราะเพชร
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ปี ๒๕๓๙ เนื้อทองฝาบาตร ตอกโค๊ตใบโพธิ์ ๑ ดอก
    รายละเอียด : เหรียญแซยิด ๗๖ หลังยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ปี ๒๕๓๙
    ลักษณะ เป็นเหรียญสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ขนาดกว้าง ๑.๓ ซม. สูง ๒ ซม.
    ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสํวโร นั่งเต็มองค์ ขัดสมาธิบนนั่งตั่ง ด้านหลังประทับด้วยยันต์อิติปิโส เกราะเพชร ตามตำรับหลวงปู่ศุข เกสโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า ใต้ยันต์เป็นอักษรสี่แถว จารึกข้อความ "แซยิก ๗๖ หลวงพ่อโพธิ์ วัดคลองมอญ จ.ชัยนาท ๙ พ.ย. ๒๕๓๙"
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระเถระผู้สืบทอดตำรับวิชาคาถาอาคมของพระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อดีตเจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทตำราคัมภีร์ทางพุทธคุณมาจากหลวงพ่อบุญยัง คงคสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองน้อย ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระใบฎีกา" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ และพระอาจารย์กลับ แสงเขียว อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตาล ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระสมุห์" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ จนสำเร็จเจนจบทุกวิชา นับเป็นทายาทศิษย์สายตรงรุ่นที่สามของหลวงปู่ศุข ที่ได้รับการถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณ มาแต่เพียงผู้เดียว
    พระคาถาอาราธนา หลวงพ่อมหาโพธิ์ ตั้งนะโม ๓ จบ "โย วโร สุปะฏิปันโน ญาณสังวโร สุสังวโร สุสีลา จาระสัมปันโน ตัง สิระสา นะมามิหัง ระตะนัตตะ ยานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม" ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมไหว้บูชา หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร ผู้ประเสริฐ ปฏิบัติดีแล้ว สำรวมดี ถึงพร้อมด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม ด้วยเศียรเกล้า ขอความสุขสวัสดี มงคลทั้งหลายทั้งปวง จงมีแก่ข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพ คุณพระศรีรัตนตรัย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250901_194134.jpg IMG_20250901_193845.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    fb_img_1756213719205-jpg.jpg fb_img_1756214793779-jpg.jpg

    นอกจากครูบาแก้ว ชยเสนโนวัดน้ำจำ อ.สันกำแพง แล้ว ยังมีอ.สารภีอีกรูปครับ ที่ครูบากฤษดา ท่านให้ความเคารพมากๆ นั้นคือ ครูบากองแก้ว ญาณวิชัยโยวัดต้นยางหลวง ครับ ครูบากฤษดาท่านว่า พระยุคเก่าอยู่ทันครูบาเจ้าศีลธรรมแต่เป็นรุ่นน้องรุ่นลูกในสายธรรมครูบาเจ้าเปิ้น ครูบากองแก้ว สมัยก่อนท่านชอบมาเข้ากรรมแถวห้วยยาบ ตามวัดร้างมาพร้อมกับเณรหรือไม่ก็เด็กวัด บ้างก็มารูปเดียวบ่ฉันเนื้อสัตว์ใดๆทานข้าวกับน้ำอ้อยสมัยก่อน แถวๆห้วยยาบห้วยไซเคี้ยวน้ำอ้อยขาย ครูบากองแก้วท่านเจนจบในอภิญญาหก ฉลาดในคัมภีร์มูลกัจจายนะ
    ข้อมูลประวัติ ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง เชียงใหม่
    ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง อำเภอสารภี เชียงใหม่ พระอริยะสงฆ์รูปสำคัญของเชียงใหม่ เป็นผู้ที่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2440 ณ.บ้านร้อง ต.ป่าบง อ.สารภี เชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของโยมบิดาชื่อมา โยมมารดาชื่อหล้า ครั้นพออายุได้ 14 ปี จึงเข้าบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดต้นยางหลวง ต่อมา พ.ศ.2459 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี เจ้ากาบแก้ว ณ.เชียงใหม่ เป็นโยมอุปัฏฐาก มีครูบาสิทธิ วัดศรีคำชมภู เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคันธวงศ์ วัดศรีคำชมภูเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอินทรส วัดไชยสถานเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้รับฉายาว่า ญาณวิชโย
    ครูบากองแก้วท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉาน ในสมัยนั้นหาที่เรียนนักธรรมตามแบบภาคกลางได้ยาก แต่ท่านก็ได้ร่ำเรียนจนสามารถสอบนักธรรมได้ ต่อมาก็ได้เป็นครูสอนนักธรรมแก่พระภิกษุสามเณรทั้งหลายจนมีพระภิกษุสามเณร สามารถสอบกนักธรรมได้หลายรูปท่านจึงเปิดโอกาสให้ภิกษุอื่นสอนแทน
    ประมาณปี พ.ศ.2474 ได้มีภิกษุชาวอินเดียนาม พระโลกนาท ได้เข้ามาในนครเชียงใหม่ ครูบากองแก้วได้เข้าศึกษาธรรม และแนวทางการเรียนทางวิปัสสนาธุระจากภิกษุชาวอินเดีย จนทราบซึ้งในพระธรรม จึงตั้งจิตฉันมังสวิรัติเพียงวันละมื้อ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    ครูบากองแก้วท่านถือวัตรออกธุดงทุกปี ท่านจะะุดงค์ไปทั่วภาคเหนือ บางครั้งข้ามไปเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และบางครั้งธุดงค์ไปถึงประเทศพม่า และครั้งหนึ่งในป่าครูบากองแก้วท่านก็ได้เคยพบกับพระอาจารย์มั่น ท่ามกลางป่ามาแล้ว
    ครั้งที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิไชย ได้ริเริ่มสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพ ครูบากองแก้วก็ได้ชักชวนศรัทธาชาวบ้านเข้าร่วมสร้างทางในครั้งนั้นจนถนน ประวัติศาสตร์ได้เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
    วัตถุมงคลของครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง
    วัตถุมงคลของท่านนั้นมีมากมายหลายอย่าง อาทิ เสื้อยันต์ ชานเมี่ยงเสก ตะกรุดกาสะท้อน (นิยมมาก หายาก) พระเนื้อดินเผาสร้างปี พ.ศ.2517 พิมพ์ต่างๆ 4 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์รูปเหมือนสี่เหลียม พระพิมพ์รูปเหมือนสามเหลียมเล็ก พิมพ์นางกวัก พิมพ์พระสีวลี เหรียญรุ่นแรกปี 2517 (ยอดนิยม) และเหรียญจตุรพรรุ่นแรกพิมพ์นั่งพานปี 2520 (นิยม เสกไตรมาสพิธีใหญ่ มวลสารเยี่ยม) และเหรียญรุ่นต่างๆ อีกหลายรุ่นด้วยกัน
    วัดถุมงคลของครูบากองแก้วดีเลิศหลายด้าน เสื้อยันต์นั้นคงกระพัน ตะกรุดกาสะท้อนนั้นดีในการป้องกันสะท้อนสิ่งร้ายต่างๆ เหรียญและวัตถุมงคลอื่นๆดีทางแคล้วคลาด มีประสบการณ์มากมาย เป็นที่เสาะแสวงหาของคนทั้งหลาย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มารูปภาพอย่างสูงครับ

    เหรียญครูบากองแก้ว รุ่น เงินไหลมา ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20250901_195120.jpg IMG_20250901_195141.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756734487908.jpg

    พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ (ทองดี ฐิตายุโก)
    วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพมหานคร
    ภูมิลำเนา อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
    พระเดชรพระคุณเดิมชื่อ ทองดี นามสกุล สู่เสน เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๗๖บิดานายแก้ว สู่เสน มารดานางแสน สู่เสนบ้านมะพริก ต าบลชีทวน อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
    บรรพชาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๐
    ณ วัดทุ่งศรีวิไล ต าบลชีทวน อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีโดยมี พระครูคัมภีรวุฒาจารย์ (หนู คมฺภีโร) เป็นพระอุปัชฌาย์
    อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗
    ณ วัดสุทัศนาราม อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
    พระอุปัชฌาย์ พระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
    พระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังวรศีลขันธ์ วัดสุทัศนาราม อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
    พระอนุสาวนาจารย์ พระใบฎีกานิล วัดสุทัศนาราม อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาสัญญาบัตรสมณศักดิ์ให้ พระธรรมวชิรสุธี (ทองดี ฐิตายุโก)
    เป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า
    "พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ ไพศาลธรรมธารี ศรีพุทธพยากรณ์ สุนทรปริยัติวรกิจ พิพิธศาสนภารธุราทร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร"
    พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ หรือ หลวงพ่อทองดี อายุ ๙๓ ปี ผู้มีพลังจิตแก่กล้า ไล่ผีครั้งแรก อายุ ๑๘ ปี
    หลวงพ่อทองดี พระที่ย้ายจากบ้านเกิดเมืองอุบลราชธานี เข้ามาศึกษาธรรมต่อที่กรุงเทพมหานคร จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม
    วัดทุ่งศรีวิไล จังหวัดอุบลราชธานี หลวงพ่อทองดีจะมาบอกในรายการลายกนก ยกสยามครั้งแรก ว่ามีอะไรดี
    ลายกนก ยกสยาม
    ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ พระพรหมวัชรสุทธาจารย์
    วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มีนาคม เวลา ๒๐.๑๐ น.
    ทางช่อง JKN 18 และ TOPNEWS
    https://www.youtube.com/live/Xw81da8gD_E?si=VUJQ4N5uWQxZiIho

    เข้าไปดูรายการ ประวัติปฎิปทา ท่านครับ ในรายการ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลวงพ่อทองดีวัดอาวุธ รุ่น ๑
    ศิษย์ผู้นับถือคุณแม่บุญเรือน

    ให้บูชา 330 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250901_204625.jpg IMG_20250901_204659.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756737942354.jpg 1756737795112.jpg 1756737728606.jpg

    เหรียญแสตมป์ร.๕ ปี ๒๕๓๖
    หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ อ.ศรีราชา ชลบุรี ปลุกเสก
    รายนามผู้ปลุกเสก
    ลพ.เริ่ม วัดจุกกะเฌอ ชลบุรี
    ลป.ฟู วัดบางสมัครฉะเชิงเทรา
    ลพ.พูลทรัพย์ วัดอ่างศิลา ชลบุรี
    ลพ.สวัสดิ์ วัดบึงบวรสถิตย์ ชลบุรี
    ลพ.สีนวล วัดเกวียนหัก จันทบุรี
    ลพ.ทองหล่อ วัดสันติคีรี บ่อวิน ชลบุรี
    หลวงปู่เริ่ม ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา มาตั้งแต่เยาว์วัย พออายุครบ ๒๐ ปี ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดแหลมฉบัง ต.ทุ่งศุขลา โดยมีพระครูสุนทรธรรมรส วัดอ่างศิลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จั๊ว วัดอ่างศิลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ลำดวน วัดอ่างศิลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “ปรโม” เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดจุกกะเฌอ ซึ่งมีพระอธิการขันธ์ เป็นเจ้าอาวาส เหตุที่ท่านไม่ได้บวชที่วัดจุกกะ เฌอ เพราะในสมัยนั้น วัดจุกกะเฌอยังไม่มีพระอุโบสถ เมื่อมาอยู่วัดจุกกะเฌอ ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนชาวบ้านเคารพเลื่อมใสและศรัทธาหลังจากที่ท่านบวชได้เพียง ๖ พรรษา หลวงพ่อขันธ์ เจ้าอาวาสได้มรณภาพลง ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อ และในปีต่อมา ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครู นับว่าท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถ และเป็นนักปกครองที่ดี
    งานด้านการปกครอง
    พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ, พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นพระกรรมวาจารย์, พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นพระอุปัชฌาย์, พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นเจ้าคณะตำบลบึง-หนองขาม, พ.ศ. ๒๕๑๘ รักษาการเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ. ๒๕๓๐ ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ เพื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร (พระอารามหลวง) กิ่งอำเภอเกาะสีชัง ชลบุรี เพื่อสนองงานคณะสงฆ์
    สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นพระครูชั้นประทวน, พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี, พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท, พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก, พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
    ในด้านพุทธาคม
    หลวงปู่เริ่ม ท่านมีความสนใจมาตั้งแต่ก่อนอุปสมบท มีพระอาจารย์เก่ง ๆ มีชื่อเสียงอยู่ที่ใด ท่านก็จะดั้นด้นเดินทางไปกราบขอศึกษาเล่าเรียนด้วยหลวงปู่เริ่มท่านเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า พระอาจารย์รูปแรกของท่านคือ หลวงพ่ออ่ำ เรือเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่สร้างเครื่องรางในรูป “แพะ” มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมเป็นที่โด่งดังไปทั่ว
    หลวงปู่เริ่ม ท่านได้ศึกษาพุทธาคมจากหลวงพ่ออ่ำหลายอย่าง โดยเฉพาะ วิชาฝนแสนห่า และ สีผึ้งเจ็ดจันทร์ ซึ่งเป็นวิชาทางด้านเมตตามหานิยมชั้นสูง แต่ก่อนที่หลวงพ่ออ่ำจะสอนวิชาให้ ท่านได้ทดสอบสมาธิ และความกล้าหาญของหลวงปู่เริ่ม โดยจับมัดมือไพล่หลังคร่อมตออยู่ริม ป่าช้าผีดุ วัดหนองกระบอก และให้คาถามา ๔ ตัว บอกให้ภาวนาจนเชือกหลุด หลวงปู่เริ่มท่านก็สามารถทำได้ หลวงพ่ออ่ำจึงรับไว้เป็นศิษย์ ถ่ายทอดวิชาดังกล่าว
    นอกจากหลวงพ่ออ่ำแล้ว หลวงปู่เริ่มยังได้ศึกษาวิชากับพระอาจารย์อีกหลายรูป อย่างเช่น
    ไปเรียนวิชาทำปลัดขิก และหนังหน้าผากเสือ กับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบเรียนวิชาทำหนังหน้าผากเสือกับ หลวงพ่อสาย วัดหนองเกตุน้อย ชลบุรี, เรียนวิชาทำผง ๑๒ นักษัตร์ จาก หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ปทุมธานี, และวิชาอื่น ๆ จากพระอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงพ่ออ่อง วัดหนองรี ชลบุรี, หลวงพ่อผุย วัดหน้าพระธาตุ พนัสนิคม ชลบุรี, เจ้าคุณศรีฯ วัดอ่างศิลา ชลบุรี เป็นต้น
    “หลวงพ่อเริ่ม” พระผู้เป็นดังดวงใจของคนเมืองชลฯ ทั้งเมือง เพราะท่านได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250901_213800.jpg
    IMG_20250901_213833.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756739682105.jpg FB_IMG_1756739684516.jpg FB_IMG_1756739689116.jpg FB_IMG_1756739692427.jpg FB_IMG_1756739707877.jpg

    หลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง จ.ปราจีนบุรี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 38 เซนติเมตร สูง (รวมฐาน) 49 เซนติเมตร ศิลปะเชียงแสน นับเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดปราจีนบุรี
    ตามประวัติการค้นพบหลวงพ่อเพชรกล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2381 เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกในรัชกาลที่ 3 เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมกำลังทหารไปทำศึกสงครามป้องกันเขมรจากญวน เมื่อปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว จึงได้เดินทัพกลับ มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์
    วันหนึ่งระหว่างเดินทางกลับ กองทัพได้มาถึงทุ่งโล่งแห่งหนึ่ง ไฟป่ากำลังลุกโชนอย่างหนัก แต่มีสิ่งอัศจรรย์ที่ทุกคนเห็นกับตาคือ กลางพระเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่นั้น มีหมู่ไม้อยู่กลางท้องทุ่งลักษณะเป็นเกาะไม้น้อยๆ ไม่ถูกไฟไหม้!... ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีของเกาะไม้แห่งนั้น ยังคงสวยสดเขียวชอุ่มก่อให้เกิดความสงสัยแก่เหล่าทหารในกองทัพ ท่านแม่ทัพ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา จึงส่งคนไปดูที่เกาะไม้แห่งนั้น ปรากฏว่า...
    ณ ท่ามกลางหมู่ไม้เกาะไม้กลางทุ่งนั้น มีเจดีย์เก่าแก่ ผุพังจนสิ่งก่อสร้างยุบตัวลงมากองกับแม่พระธรณี มีรอยเท้าของสัตว์เหยียบย่ำจนเป็นทางผ่าน มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุม และท่ามกลางสิ่งปรักหักพังนั่นเอง มีพระพุทธรูปขนาดเขื่อง พอที่คนแข็งแรงจะอุ้มไหว ตั้งตะแคงพิงอยู่กับสิ่งปรักหักพัง หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีจอมปลวกใหญ่ ขึ้นบังแสงอาทิตย์ มองคล้ายเป็นร่มฉัตรให้แก่พระพุทธรูปองค์นี้
    พอเจ้าพระยาบดินทร์เดชารับทราบ ก็มีความเปรมปรีดิ์ เชื่อว่าเป็นเพราะบารมีแห่งพุทธปาฏิหาริย์ ดลบันดาลให้ท่านได้มีวาสนามาพบพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จึงมีบัญชาให้จัดประทีป ธูปเทียน ดอกไม้ และของหอม บูชาสักการะ อัญเชิญองค์พระ มาประดิษฐานไว้กับกองทัพ เพื่อเป็นการสร้างและบำรุงขวัญแก่บรรดาเหล่าทหาร
    เมื่อกองทัพพระยาบดินทร์เดชาเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งเข้าสู่บริเวณทุ่งเมืองปราจิม (ชื่อสมัยโบราณของจังหวัดปราจีนบุรี) พระยาบดินทร์เดชาเห็นว่า สถานที่พักแรมกองทัพนี้ มีสภาพภูมิประเทศที่ดี ต่อไปจะเจริญ ผู้คนบ้านเรือนจะหนาแน่นขึ้นกลายเป็นชุมชนใหญ่
    ท่านจึงสั่งการให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณชายทุ่งตำบลดงพระราม โดยการสร้างพระอุโบสถถวายพระพุทธรูปที่อัญเชิญมา สร้างกุฏิให้อาจารย์เป็นพระภิกษุเขมรที่ติดตามกองทัพมา ให้อาจารย์เป็นผู้ดูแลรักษาวัดในตำแหน่งเจ้าอาวาส
    พุทธลักษณะของ "หลวงพ่อเพชร" เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ เกศเป็นเกศบัวตูม นั่งขัดสมาธิเพชร คือ พระบาท(เท้า) ทั้งสองไขว้กัน ฝ่าพระบาทเกี่ยวกระหวัดมองเห็นชัดทั้งสองข้าง พระหัตถ์(มือ)ขวา ห้อยบนพระชานุ(เข่า)ด้านขวา พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนหน้าตัก เป็นพระพุทธรูปที่เรียกว่า “ปางสดุ้งมาร” หรือ “ปางมารวิชัย”
    พระวรกายอวบสมบูรณ์ ผู้รู้สันนิษฐานว่าเป็นพระสร้างสมัยเชียงแสน แต่ฐานพระค่อนข้างต่ำ เวลาประดิษฐานที่ราบจะรู้สึกว่าองค์พระเอนมาก ทำให้ส่วนพระพักตร์เงยหงาย ผู้ที่เข้ามากราบนมัสการจะรู้สึกว่า องค์พระพุทธรูปเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเช่นนี้ชาวบ้านเรียกว่า “หน้ารับแขก”
    สิ่งสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้ที่ต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปก็คือ “พระเนตรขององค์พระทั้งสองข้าง ประดับด้วยเพชรแท้ๆ”
    จากพุทธลักษณะอันโดดเด่นขององค์พระ ทั้งที่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่ง “ขัดสมาธิเพชร” และคุณลักษณะพิเศษที่พระเนตรเป็น “เพชรแท้” ทั้งสองข้าง ท่านจึงมีสมญานามว่า “หลวงพ่อเพชร” และเมื่อเป็นพระพุทธรูปประดิษฐานที่วัดแจ้ง จึงเรียกขานกันอย่างติดปาก ไม่ให้ซ้ำหลวงพ่อเพชรที่อื่นๆ ว่า “หลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง”
    _______________________
    ข้อมูลจาก แผ่นป้ายแสดงประวัติหลวงพ่อเพชร ณ วิหารหลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง จ.ปราจีนบุรี
    ชมข้อมูลวัดสวยๆทั่วประเทศไทยได้ที่ : www.papaiwat.com
    เหรียญหลวงพ่อเพชร หลังหลวงปู่เทพโลกอุดร วัดแจ้ง จ.ปราจีนบุรี เนื้อทองแดงรมดำ
    รายนามพระคณาจารย์นั่งแผ่เมตตาอธิษฐานจิตในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลวงพ่อเพชร วันที่ 20 พฤษภาคม 2538 เวลา 19:00น.
    -หลวงปู่จำเนียรถ้ำเขาพระยาจงอาง
    -หลวงปู่กอง วัดสระมณฑล
    -หลวงปู่โง่น วัดพุทธบาทเขารวก
    -หลวงปู่ทองทิพย์ วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร
    -หลวงปู่อ่อน วัดเนินมะเกลือ
    -หลวงปู่ขาว วัดป่าคูณคำวิปัสสนา
    -ครูบาลุ่น วัดศรีจันทราราม
    -พระอาจารย์เกียน วัดสว่างพัฒนา
    -หลวงพ่อสำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
    -หลวงปู่ทิม วัดพระขาว
    -หลวงพ่ออิฐ วัดจุฬามณี
    -หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า
    -หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
    -หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ
    -เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร
    -หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ
    -หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
    -หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม
    -หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดเม้าสุขา
    -หลวงปู่บุญตา วัดคลองเกตุ
    -
    เป็นต้นฯลฯและอีกหลายท่านร่วมปลุกเสก
    สายหลวงพ่อใหญ่(หลวงปู่เทพโลกอุดร)นั่งเข้าญาณสมาบัติ 7รูป
    พุทธคุณเด่นในด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อเพชรวัดแจ้งหลังหลวงปู่เทพโลกอุดรกะไหล่ทองเลี่ยมพลาสติกใส พิธีใหญ่ศิษย์ สายหลวงปู่เทพโลกอุดร ถึง ๗รูปมาร่วมปลุกเสกอธิษฐานจิต
    เหรียญรุ่นนี้สร้างสมัยหลวงปู่ทัศน์ เป็นเจ้าอาวาส ผมเคยไปกราบท่าน ท่านมั่นใจในวัตถุมงคล ของท่าน ให้ แขวนเดี่ยว จะได้รู้ ว่าดียังไง

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250901_221052.jpg IMG_20250901_221115.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756740509720.jpg FB_IMG_1756740516115.jpg

    หลวงพ่อดำ หรือพระในป่าพระอาจารย์ของหลวงพ่อจรัญ
    หลังจากที่คิดจะสึกแล้วไม่ได้สึกจนได้ของดีจาก “หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร” ติดตัวมา อยู่ต่อมาทราบว่ามีพระเก่งสามารถยืดเหรียญได้ก็ดั้นด้นไปหาถึงขอนแก่น ให้ผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นพาไปพบพระธุดงค์รูปหนึ่ง ซึ่งแขวนกลดอยู่ใต้ต้นไทร ไม่ทราบอายุอานามท่าน เพียงแต่คุณลุงผู้ใหญ่บ้านเล่าให้หลวงพ่อจรัญฟังว่า ท่านเห็นหลวงพ่อในป่ามาปักกลดที่นี่ทุกปีๆ ละครั้งๆ ละประมาณเดือน แล้วก็ไป ตั้งแต่คุณลุงผู้ใหญ่ยังเป็นเด็กแก้ผ้า จนถึงวันนี้ (วันที่เล่า) คุณลุงผู้ใหญ่อายุแปดสิบกว่า หน้าตาผิวพรรณของหลวงพ่อดำก็ยังเหมือนเดิม เมื่อหลวงพ่อจรัญเข้าไปนมัสการแนะนำตัวเองว่าอยากเรียนวิชายืดเหรียญ หลวงพ่อดำท่านก็นิ่ง ไม่ลืมตา จนกระทั่งหลวงพ่อจรัญเปลี่ยนคำแนะนำตัวใหม่ หลวงพ่อดำจึงเริ่มพูด...
    เมื่อหลวงพ่อจรัญได้ตอบคำถาม หลวงพ่อในป่าแล้ว หลวงพ่อดำก็พูดต่อว่า
    "อย่าลืมนะเรียนหมดเลย เรียนเลยไปหมด รู้มากไป คุณรู้มากคงใช้ไม่ได้เลย !"
    "เธออย่าลืมนะว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร สอนทุกข์และวิธีดับทุกข์"
    "ท่านสอนอะไรอีกรู้ไหมคุณ" ไม่ทราบครับ
    "เอาละจะบอกให้ สอนไม่ให้เบียดเบียนตน สอนไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น พร้อมกับไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย...หาที่มาของทุกข์ให้ได้ ศึกษาข้อนี้ในตัวเรา มีอะไร มีทุกข์ หาที่มาของทุกข์แล้วปฏิบัติ วิธีปฏิบัติอย่างไรหรือ ศีล สมาธิ ปัญญา"
    ขณะที่ฟังหลวงพ่อดำสอน หลวงพ่อจรัญก็นึกไปด้วย และคิดว่าเพียงแค่นี้เองหรือนึกว่าจะมีอภิหารมากกว่านี้ ก็เลยโดนหลวงพ่อในป่าชี้หน้า แล้วกล่าวต่อว่า
    "คุณมันอย่างนี้เรียนเลยไปหมด ไอ้ที่จะทำไม่ทำ เสือกผ่าไปเอาที่ไม่ได้ความ ไอ้ที่ได้ไม่เอา ไปเอาที่ไม่ได้ ไอ้ที่จริงไม่ชอบ ไปชอบเอาที่ไม่จริง" หลวงพ่อจรัญบอกว่าอยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อดำก็ลืมตา ชี้หน้าว่า "ความขลังของพระอาจารย์ แต่ย้อนกลับเป็นความคลั่งของศิษย์คือเธอ" แล้วหลวงพ่อจรัญก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามหลวงพ่อดำไป หลวงพ่อดำท่านนั่งนิ่งสักครู่ แล้วลืมตาพูดว่า
    "คุณ รอให้คุณอายุ ๔๕ ก่อนนะ แล้วค่อยมาพบเราอีกครั้ง (ขณะนั้นราวปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๓ อายุ ๒๒ พรรษา) อายุเธอยังน้อยนัก ยังไม่แน่นอน ยังหละหลวมอยู่อย่างนี้จะรับได้อย่างไร รับได้ต้องเป็นคนประเภทหนึ่งไม่ใช่สอง มีสัจจะ มีเมตตาสามัคคีแล้วหรือยัง สัจจะก็ไม่มี จะเกิดเมตตาได้อย่างไร แล้วเมตตาไม่มี จะเกิดความสามัคคีได้ทั้งใจทั้งจิตหรือ จะเกิดรูปนามได้หรือ"
    ในการไปพบหลวงพ่อดำอีกครั้ง ต้องปฏิบัติได้และแก้ปริศนาธรรมได้ ส่วนการไปพบนั้นเป็นสัจจะและความลับ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อครบกำหนด จึงได้ไปพบหลวงพ่อดำที่เขาภูคา จังหวัดน่าน
    ปริศนาธรรมของหลวงพ่อในป่า
    อยาก เรียนรู้ ถามหญิงคันหูกถูก
    อยาก ทำถูก ถามเด็กเลี้ยงควาย
    คนสามบ้าน กินน้ำบ่อเดียว
    เดินทางเดียว ไม่เหยียบรอยกัน
    "นะ" อยู่หัว สามตัวอย่าละ
    "นะ" อยู่ที่ไหน ตามเอามาเป็นของเรา ให้เข้ามาอยู่ที่ตัวเรา
    ล๊อตเก็ตหลวงพ่อจรัญหลังจีวร เลี่ยมเดิมจากวัด มีชำรุดขอบรอยแรก
    ปลุกเสกอธิษฐานจิตโดยหลวงพ่อจรัญ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน30บาทครับ

    IMG_20250901_220948.jpg IMG_20250901_221017.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
  14. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  15. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  16. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  17. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    118
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756822419090.jpg

    อิ้น + บัวบังใบ รุ่นแรก พระอาจารย์หนุ่ม วัดบางแวก (หลวงปู่ธี ร์ วัดจันทราวาส + คุณพ่อประคอง รุ่นเจริญ ร่วมปลุกเสก
    ประวัติพอสังเขปของพระอาจารย์หนุ่ม วัดบางแวก ท่านเป็นศิษย์เอกอาจารย์ประคองสายวิชาเข็มทองหลวงพ่อพิมพ์มาลัย นอกจากนี้ท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างและเสกบัวบังใบมาจากหลวงพ่อ ไสว วัดปรีดารามอีกด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ครับว่าอาจารย์หนุ่มเคยออกบัวบังใบโลหะมาแล้ว 2 รุ่นซึ่งดังมากและมีสนนราคาสูง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าบัวบังใบเนื้อผง "รุ่นแรก" นี้จะดังไกลขนาดไหน (กระซิบนิดนึงว่าผงที่ใช้ทำเป็นมวลสารนั้นแต่ละอย่างสุดยอดครับ) เรื่องพุทธคุณบัวบังใบ บรรดาหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่คงทราบดีครับว่าเมตตามหานิย เป็นเสน่ห์ขนาดไหนทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม หญิงชายใช้ได้หมดครับ อีกทั้งยังได้รับการประจุพลังอีกครั้งหนึ่งจากอาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ เจ้าตำรับตะกรุดเสน่ห์มอญรามัญ และหลวงปู่ธีร์ จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นสายอาจารย์ฟ้อน ดังนั้นเรื่องเมตตาไม่ต้องว่ากันมากเลยครับ สายตรงจัดด่วนครับ ของดีมีน้อยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250902_211707.jpg IMG_20250902_211747.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756655988073.jpg
    1467189009.jpg

    หลวงปู่เจ็ก วัดระนาม ชื่อนี้ก็แน่แท้เหมือนกัน !!!!
    หลวงปู่เจ็ก อาจารสุโภ มีคราครั้งหนึ่งหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ท่านมาทำธุระที่วัดระนาม ซึ่งในปรกติทุกครั้งท่านจะต้องขึ้นมากราบหลวงปู่เจ็ก แต่ครั้งนี้ท่านคงจะรีบ ท่านจึงให้คนขับรถขับออกไปเลย ช่วงผ่านหน้ากุฏิหลวงปู่เจ็กปรากฏว่ารถยนต์หลวงพ่อจวนดับไปเฉยๆจะสตาท์อย่างไรก็ไม่ติด เมื่อท่านเห็นเป็นเช่นนั้น ท่านรู้ด้วยญาณว่าเป็นผลงานหลวงปู่เจ็ก จึงขึ้นไปกราบ หลวงพ่อจวนว่า ครั้งนี้กระผมรีบไปหน่อย จึงไม่ได้ขึ้นมากราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็ได้แต่นั่งหัวเราะ ท่านก็ว่า จะรีบไปไหน ขึ้นมาสนทนากันก่อนค่อยไป หลวงพ่อจวนจึงบอกหลวงปู่ว่าวันนี้ท่านรีบ จึงขออนุญาติกราบลาหลวงปู่เดินทางต่อไป พอลงมาขึ้นรถก็สตาทได้ติดตามปรกติ
    ปาฏิหาริย์แห่งพระหลวงปู่เจ็ก

    “ล็อกเกตทุกรุ่นของหลวงปู่เจ็กนี้ผู้ที่แขวนคอไว้ เมื่อประสบอุบัติเหตุทางด้านรถชนจะรอดตายทุกราย
    ในขณะที่เหรียญรุ่นหนึ่งที่เขาเรียกว่ารุ่น เง็ก มีอภินิหารมากจริงๆ เหรียญรุ่นนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ มีหลายคนคิดว่า หลวงปู่นี้คงสร้างออกมาเฉยๆ คงไม่มีอภินิหารอะไร แต่ที่ไหนได้มีคนเอาใส่หมวกกันน็อกโยนขึ้นฟ้าแล้วเอาปืนยิงนับร้อยๆ นัด แต่ยิงไม่ถูก เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นอย่างมาก”
    ... นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าของพุทธคุณแห่งพระเครื่อง ที่จัดสร้างโดยหลวงปู่เจ็ก วัดระนาม พระอริยสงฆ์ ๕ แผ่นดิน แห่งเมืองสิงห์บุรี
    พระเครื่องและวัตถุมงคลขอหลวงปู่เจ็กขึ้นชื่อว่าพุทธคุณสูงมากๆ โดดเด่น ด้านแคล้วคลาด มหาอุด เมตตาโชคลาภยิ่งนัก

    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว ท่านเคยกล่าวไว้ว่า..."สังขารของพระอรหันต์..วัดระนาม.....อีกทั้ง..หลวงพ่อแพวัดพิกุลทอง ก็ยังแนะนำ.ญาติโยมว่า..ใครมีพระของหลวงปู่เจ็ก ติดตัวไว้ รับรอง..."ไม่ตายโหง"..

    พระครูอินทคณานุสิชฌน์ หรือหลวงปู่เจ๊ก อาจารสุโภ อดีตเจ้าอาวาสวัดระนาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี.....พระอริยสงฆ์ที่ทรงอภิญญาสูงมาก ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแบน แห่งวัดเดิมบาง (อาจารย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อกวย) หลวงปู่ศรี แห่งวัดพระปรางค์, หลวงพ่อใย แห่งวัดระนาม, หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า, หลวงพ่อพรหม แห่งวัดบางปูน อาจารย์ของท่านที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดพระเกจิทั้งสิ้น ท่านเป็นพระที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ความเป็นอยู่เรียบง่ายสมถะ ถ้าไม่ติดกิจนิมนต์ ท่านจะนั่งภาวนาตลอด ฌานหยั่งรู้ของท่าน ใครตั้งใจจะไปหาท่าน เพื่อให้ท่านช่วยเหลือ พอไปพบท่านบอกได้ทันทีว่า ต้องการให้ท่านช่วยเหลือเรื่องอะไร ทั้งที่ยังไม่ได้เอ่ยพูดอะไรออกไปเลย และอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวขวัญกันมากคือเรื่อง...วาจาสิทธิ์ ท่านจะให้พรว่า....ขอให้โชคดีนะโยม กลับบ้านให้มีเงินทองใช้มากมาย แต่อย่าลืมทำบุญนะ....ผู้ที่ได้รับพรจากท่าน ส่วนใหญ่มักจะมีฐานะดีขึ้นตามลำดับ จึงกล่าวได้ว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสิงห์บุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ท่านเปี่ยมไปด้วยความเมตตากับญาติโยมทุกๆ คนที่ไปหาท่าน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดท่านให้ความเมตตาเท่ากันหมด


    หลวงปู่เจ๊กวัดระนามพระอริยสงฆ์๕แผ่นดินแห่งเมืองสิงห์บุรี
    พระครูอินทคณานุสิชฌน์ หรือหลวงปู่เจ็ก (หลวงพ่อเจ็ก) อาจารสุโภ อดีตเจ้าอาวาสวัดระนาม หมู่ ๖ บ้านระนาม ตำบลชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใก้ลเคียงให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ท่านเปี่ยมไปด้วยความเมตตากับญาติโยมทุกๆ คนที่ไปหาท่านไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดให้ความเมตตาเท่ากันหมด
    "นายทองอินทร์ สุขุม" เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่เจ็ก เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ ที่บ้านเดิมบางนางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อ นายมะกล่ำ โยมมารดาชื่อ นางถุงเงิน มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ท่านเป็นคนที่ ๖ โดยที่มาของชื่อ "เจ็ก" นั้น นอกจากตั้งตามเชื้อสายเป็นลูกชาวจีนแล้ว ยังตั้งตามความเชื่อที่ว่า "ถ้าชื่อเด็กไพเราะเพราะพริ้งจะเลี้ยงยาก ขี้โรค และถ้าตั้งชื่อลูกให้มีความหมายน่าเกลียดน่าชังเด็กคนนั้นๆ จะไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย จะเลี้ยงง่าย
    เมื่ออายุมากขึ้นทางบ้านเห็นว่าน่าที่จะต้องรู้หนังสือพออ่านออกเขียนได้ไว้บ้าง พี่สาวกับพี่เขยจึงฝากให้เรียนหนังสือกับหลวงพ่อปั้น และหลวงพ่อมา ที่วัดเสือข้าม ต.ประสบสุข อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปี ก็บวชเป็นพระที่วัดระนาม โดยมีหลวงพ่อใย อดีตเจ้าอาวาสวัดระนามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยธรเขียว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระใบฎีกาพรหม วัดบางคู เป็นพระอนุสาวนาจายร์ ได้ฉายาว่า "อาจารสุโภ" บวชได้ ๑ ปี ก็ถูกเกณฑ์เป็นหทาร เมื่อครบกำหนด ๒ ปี ท่านก็กลับไปบวชเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ โดยมีหลวงพ่อใย อดีตเจ้าอาวาสวัดระนามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระคู่สวดก็รูปเดิม
    นอกจากศึกษาด้านปริยัติจนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ หลวงปู่เจ็กยังเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง (อาจารย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อกวย) หลวงปู่ศรี วัดพระปรางค์ หลวงพ่อใย วัดระนาม หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อพรหม วัดบางปูน ซึ่งอาจารย์ของท่านที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นพระที่เป็นตำนานของสุดยอดพระเกจิทั้งสิ้น
    หลวงปู่เจ็ก เป็นพระอริยสงฆ์ที่ทรงอภิญญาสูงมาก ท่านอายุยืน ท่านมรณภาพนับอายุได้ร้อยกว่าปี และมีเมตตาเป็นปกติ ไม่ชอบความวุ่นวาย มีความเป็นอยู่เรียบง่าย สมถะเป็นที่สุด วันทั้งวันถ้าไม่มีกิจอะไรท่านจะนั่งภาวนาตลอด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนทั่วประเทศ ฌานสมาบัติของท่านนั้นเยี่ยมยอดมากๆ หลายท่านเจอกับตนเอง เช่น ก่อนไปตั้งใจจะไปหาท่าน เพื่อให้ท่านสงเคราะห์เรื่องต่างๆ พอไปเห็นหน้าท่าน ท่านสามารถบอกได้หมดว่าต้องการให้ท่านสงเคราะห์เรื่องอะไร ทั้งๆ ยังไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย
    อย่างไรก็ตามเมื่อครั้งที่หลวงปู่เจ็กมีชีวิตอยู่มักมีผู้นิยมไปกราบไหว้ขอพร และยากได้ยินคำที่หลวงปู่เจ็กพูดว่า "ขอให้โชคดีนะโยม กลับบ้านให้มีเงินทองใช้มากมาย แต่อย่าลืมทำบุญนะ" ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับพรจากหลวงปู่ไปเมื่อกลับมากราบหลวงปู่อีกครั้งกลับกลายเป็นคนมีฐานะดีกว่าที่มากราบหลวงปู่ครั้งแรก เรื่อวาจาสิทธิ์นี้เป็นที่กล่าวขานของคนจังหวัดสิงห์บุรีและใกล้เคียงมาถึงทุกวันนี้
    หลวงปู่เจ็กศิษย์หลวงพ่อใย
    วัดระนาม เมื่อครั้งที่พระครูสิงหราชมุนี หรือหลวงพ่อใย พรหมสร อดีตเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี อดีตเจ้าวัดระนามนั้น ขึ้นชื่อว่าเจริญสุดขีด การศึกษาของวัดเจริญรุ่งเรืองมาก หลวงพ่อใยท่านเป็นนักส่งเสริมการศึกษาทั้งพระเณรและฆราวาส มีทั้งโรงเรียนมัธยม โรงเรียนทอผ้า ซึ่งเป็นแห่งแรกที่เป็นโรงเรียนทอผ้าผู้หญิง เปิดสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนช่างทอผ้าสิงห์บุรี” มีครู ๑ คน นักเรียน ๓๐ คน ณ สถานที่ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเทศบาลเมืองสิงห์บุรี โรงเรียนมัธยมชื่อโรงเรียนประสิทธิวิทยา รวมทั้งโรงเรียนสิงหราชประชานุเคาะห์
    นอกจากนี้ยังตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมสอนให้พระเณรจบนักธรรม สอบบาลีได้มหาเปรียญมากมาย ในเรื่องของการสอนวิปัสสนากรรมฐานนั้น หลวงพ่อใยท่านก็เป็นพระนักปฏิบัติได้สอนวิปัสสนากรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ ถึงกับได้ชื่อว่า "วัดระนามเป็นศูนย์กลางการผลิตนักเรียนนักศึกษาก้าวสู่โลกภายนอก"
    ลูกศิษย์ ๒ รูป ของหลวงพ่อใย คือ พระครูอุดม กับหลวงปู่เจ็ก จึงได้เรียนวิปัสสนากรรมฐานโดยปริยาย และด้วยเหตุที่วัดตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวัดเสือข้าม จึงได้แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกับพระเกจิ ๒ รูป แห่งวัดเสือข้าม คือ หลวงพ่อมาและหลวงพ่อปั้น
    หลวงพ่อใย เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อโฉม วัดตาคลีใหญ่ ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองเวทย์ในยุคนั้น
    วัตถุมงคล ท่านสร้างใว้น้อยมากเพียงไม่กี่ชนิดท่านจะสร้างเฉพาะตามวาระสำคัญๆ เช่น ผ้าขาวตราโบสถ์แจกเมื่อคราวรับสมณศักดิ์เป็นพระครูอินทรภารพินิจ พ.ศ.๒๔๕๘ มีคุณวิเศษในทางป้องกันลมพายุใด้อย่างชะงัดนัก ต่อมาในคราวทำบุญอายุครบ ๖๐ ปี และเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ ใด้มีการสร้างวัตถุมงคลไว้แจกแก่ผู้มาร่วมงานแสดงมุทิตาจิต มีสองชนิดคือ เหรียญรุ่นแรกและพระปิดตามหาอุด จำนวนการสร้างไม่ทราบชัดประมาณว่าเหรียญสร้างไม่น่าเกิน ๒๐๐๐ เหรียญ ส่วนพระปิดตามีมากกว่าเล็กน้อย
    ปาฏิหาริย์แห่งพระหลวงปู่เจ็ก
    "ล็อกเกตทุกรุ่นของหลวงปู่เจ็กนี้ผู้ที่แขวนคอไว้ เมื่อประสบอุบัติเหตุทางด้านรถชนจะรอดตายทุกราย ในขณะที่เหรียญรุ่นหนึ่งที่เขาเรียกว่ารุ่น เง็ก มีอภินิหารมากจริงๆ เหรียญรุ่นนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ มีหลายคนคิดว่าหลวงปู่นี้คงสร้างออกมาเฉยๆ คงไม่มีอภินิหารอะไร แต่ที่ไหนได้มีคนเอาใส่หมวกกันน็อกโยนขึ้นฟ้าแล้วเอาปืนยิงนับร้อยๆ นัด แต่ยิงไม่ถูก เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นอย่างมาก"
    นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าของพุทธคุณแห่งพระเครื่องที่จัดสร้างโดยหลวงปู่เจ็ก วัดระนาม พระอริยสงฆ์ ๕ แผ่นดิน แห่งเมืองสิงห์บุรี
    พระเครื่องและวัตถุมงคลขอหลวงปู่เจ็กขึ้นชื่อว่าพุทธคุณสูงมากๆ โดดเด่น ด้านแคล้วคลาด มหาอุด เมตตา โชคลาภยิ่งนัก เช่น เหรียญรุ่น ๑ ของหลวงปู่เจ็ก เป็นเหรียญที่เขียนชื่อท่านผิดไปจากคำว่า "เจ็ก" เป็นเง็ก" แต่เป็นที่นิยมของบรรดาศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไปเป็นอันมาก จนเหรียญรุ่นนี้หมดจากวัดเป็นเวลาอย่างรวดเร็ว ส่วนรูปหล่อเหมือนหลวงปู่เจ็กสำหรับติดหน้ารถนั้น เป็นรุ่น "ซ่อหอประชุม" มีอภินิหารมากเช่นกัน โดยในวันที่ผู้สร้างแบบมาขอถ่ายรูปหลวงปู่ ไม่ติดภาพหลวงปู่สักใบ ทั้งๆ ที่ฟิล์มถ่ายรูปก็ไม่เสียแต่อย่างใด
    ในขณะที่วัตถุมงคลรุ่นไพรพ่ายซึ่งเป็นรุ่นแรกนั้นก็มีอภินิหารแปลกๆ ให้ได้เห็น เช่น ตอนที่สร้างครั้งแรกนั้นหลวงปู่เทผงลงเบ้าไม่หมดจึงไม่ดังเท่ามี่ควร ท่านจึงนำมาเข้าพิธีหล่อใหม่ ปรากฏว่าช่างรมดำไม่ติดองค์พระของท่านเลย นอกจากนี้แล้วมีดหมอหลวงปู่เจ็กที่ท่านสร้างครั้งแรกนั้นก็มีอภินิหารมากมาย
    การจัดสร้างวัตถุมงคลนั้น นายประจวบ มงคล อดีตอาจารย์ใหญ่ ร.ร.วัดระนาม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่หลวงปู่เจ็กไว้ใจมากที่สุด ไม่ว่าจะทำอะไรภายในวัด รวมทั้งสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่เจ็กทุกๆ รุ่น ท่านก็จะให้จัดการแทนทั้งหมด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงปู่เจ็กวัดระนามให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250902_212955.jpg IMG_20250902_213022.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756639425019.jpg FB_IMG_1756213037727.jpg 1756640568233.jpg 1392912339-Pan3-o.jpg

    หลวงพ่อบอกว่าถ้าอยากดวงดี เอา รุ่น หนุนดวงไปบูชา เสน่ห์เมตตา หนุนดวงรุ่นนี้ วางเลขลัคนา เลขหนุนดวง โดยเฉพาะ แก้ร้ายให้เป็นดี หนุนดวงดีมาก
    พระผงหนุนดวง
    พิธีดีมาก มวลสารสุดยอด
    (เครดิตข้อมูลพี่ไจแอน คุง)
    หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ รุ่นหนุนดวง จ.กระบี่ ฉลองครบ 5 รอบ ปี 2539
    สุดยอดมวลสารและพิธี
    พระผงหนุนดวง หลวงพ่อจำเนียร เป็นพระเครื่องที่มีอิทธิคุณและความศักดิ์สิทธิ์สูงมาก พระรุ่นนี้ได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสีสุก บางมด กรุงเทพ ในพิธีนี้มี พระเกจิทรงอภิญญา3รูป และฆารวาสผู้เป็นตำนานมือปราบจอมขมังเวทย์แห่งแดนใต้อีก1ท่าน
    พระเกจิรูปแรกที่จะกล่าวถึงคือ หลวงปู่ครูบาอิน อินโท แห่งวัดฟ้าหลั่ง จ.เชียงใหม่ ครูบาอินนี้เป็นพระที่หลวงปู่สิม สำนักถ้ำผาปล่องเดินทางไปกราบถึงวัดปีละหลายครั้ง เป็นพระที่หลวงพ่อกวย แห่งวัดโฆสิตารามสั่งให้ให้ศิษย์เอกของท่านไปต่อวิชา และ วัตถุมงคลของท่านแม้นแต่หลวงพ่อเกษม แห่งสุสานไตรลักษณ์ยังไม่ยอมเสกทับ

    รูปที่2คือ หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ เก่งขนาดใหนศิษย์ที่นี้รู้กันดี
    รูปที่3คือ พระมหาประยูร เจ้าอาวาสวัดสีสุก รูปนี้โนเนมสุด ถามใครในตอนนั้นหรือแม้นตอนนี้ 99.99%ส่ายหัวไม่รู้จัก

    ส่วนฆารวาสจอมขมังเวทย์จากแดนใต้ก็คือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช คนนี้คนทั้งประเทศรู้จักดี
    ในขณะที่ทุกท่านกำลังนั่งปลุกเสกอธิษฐานจิตตามสายวิชาของแต่ละท่านที่ร่ำเรียนมา ก็ปรากฏมีมวลเมฆขนาดใหญ่มหึมาก่อตัวขึ้นเป็นรูปจักร หมุนตามเข็มนาฬิกา หมุนอยู่อย่างนั้นกระทั่งพิธีเสร็จสิ้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง คนแถววัดและคนที่มาร่วมในพิธีในวันนั้นต่างเห็นปรากฏการณ์กันทุกคน ยกเว้นผู้ที่ปลุกเสกอยู่ด้านในโบถส์
    ก่อนที่ครูบาอินโท จะเดินทางกลับ ท่านได้เดินตรงไปที่พระมหาประยูรและกล่าวกับท่านว่า ท่านนี้มีดีแต่ไม่ยอมเอาออกมาให้ใครเห็น พิธีนี้ดีมาก พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เทพ พรหม มาทั้งหมด หลวงพ่อจำเนียรเองก็ยังกล่าวชมพระมหาประยูร หลวงพ่อมหาไม่ธรรมดาจริงๆครับ ส่วนขุนพันธ์ ได้เข้าไปกราบพระมหาประยูรและได้กล่าวว่า เมื่อใดที่หลวงพ่อพุทธาภิเษกให้บอกผมด้วย ผมยินดีช่วยทุกพิธี เกิดมายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยครับ
    พระชุดหนุนดวงนี้ มีบางท่านบูชาแล้วเกิดพระธาตุเสด็จที่องค์พระและ ชีวิตก็ดีขึ้น เป็นของดีของสูงของหลวงพ่อที่ราคายังเบาและยังพอหาได้ในปัจจุบัน คนที่รู้บางท่านนำไปเลี่ยมทองก็มี ของดีไม่ได้วัดที่ราคาเสมอไปครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250902_215651.jpg IMG_20250902_215713.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กันยายน 2025

แชร์หน้านี้

Loading...