พระสมเด็จลพ.จวน เหรียญอ.ฝั้น เหรียญขวานบิ่น ลพ.เงิน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756828284319.jpg

    หลวงปู่นิล วัดครบุรี
    เกจิสมถะ-พระหมอยา
    อดีตพระเกจิอาจารย์แห่งภาคอีสาน ที่มีวิทยาคมเข้มขลังและมีวาจาศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยอมรับของสาธุชนทั่วไปเมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏนามของ “หลวงปู่นิล อิสสริโก” วัดครบุรี อ.ครบุรี จ.นครราชีสมา อยู่ในลำดับต้นๆ
    ท่านเก่งทางแพทย์แผนโบราณ เชี่ยวชาญในตำรายารักษาชาวบ้านผู้เจ็บไข้ จนมีชื่อเสียงโด่งดังและถูกยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งครบุรี”

    **************************
    หลวงปู่เป็นชาวเมืองโคราชโดยกำเนิด เกิดที่หมู่บ้านครบุรี ตรงกับวันพุธที่ 9 ก.พ. 2445 ปีขาล บุตรของนายสี และนางทิม นามสกุล “แหวนครบุรี”มีพี่ชายและน้องชายอย่างละคน ครอบครัวท่านมีอาชีพทำนาไร่ บิดามีอาชีพเสริมเป็นแพทย์แผนโบราณ
    เยาว์วัยเป็นเด็กเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือญาติพี่น้อง พออายุ 11 ปีได้ไปเป็นศิษย์วัดไทรโยง เรียนหนังสือเบื้องต้น ก่อนที่จะไปเรียนภาษาบาลีและขอม ที่สำนักเรียนวัดครบุรี โดยมีหลวงปู่สี วัดเชียงสา เป็นพระอาจารย์ รวมทั้งสอนคาถาอาคมต่างๆให้ด้วย
    ทั้งนี้ ได้ทำนายดวงชะตาของท่านไว้ว่า “วันข้างหน้าจะได้เป็นใหญ่ในหมู่คณะ” นอกจากนี้ ยังมีพระอาจารย์ชุก หลวงปู่ดอน และหลวงปู่เชย มาช่วยสอนวิชาการต่างๆเพิ่มเติม
    อายุ 21 ปี ได้เข้าอุปสมบทที่วัดนกออก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา โดยมีหลวงปู่กลิ่น วัดนกออก เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่พรม วัดป่าเลไลย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่แก้ว วัดนกออก เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ได้รับฉายาธรรมว่า “อิสฺสริโก” แปลว่า “ผู้มีความยิ่งใหญ่”
    บวชแล้วได้ไปจำพรรษาที่วัดครบุรี และสามารถสอบนักธรรมตรีได้ในพรรษาแรก หลวงปู่น้อย เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (บ้านไผ่) เห็นท่านมีลายมือสวยงาม แตกฉานในภาษาขอม จึงขอให้ไปช่วยจารคาถาพันเป็นภาษาขอมเรื่องพระเวสสันดร
    รวมทั้งให้ช่วยซ่อมแซมสมุดข่อย สมุดใบลานที่บรรจุพระคาถา อาคม ไสยเวท อักขระเลขยันต์วิทยาการต่างๆ ทำให้ท่านได้ศึกษาจดจำไปด้วย
    หลวงปู่โต วัดปอแดง เป็นอาจารย์สอนทำเครื่องรางของขลัง ปลุกเสกด้วยพระเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์ มีทั้งอยู่ยงคงกระพันและลุกตั้งได้ ดิ้นได้ ด้วยการฝึกพลังจิตให้เข้มแข็ง เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงมีผู้กล่าวว่า หลวงปู่นิลสำเร็จวิชา “ธาตุกรรมบาน” หรือได้ “กสิณทั้ง 4 “(ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ) แล้วตั้งแต่อายุยังน้อย
    นอกจากนี้ ท่านยังได้รับการสอนให้รู้จักยาสมุนไพรต่างๆ พร้อมทั้งวิธีรักษาโรคตามตำรับแพทย์แผนโบราณ
    ตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์ที่ได้รับ พ.ศ.2474 เป็นเจ้าคณะตำบลครบุรี (สะแกราช)) พ.ศ.2481 เป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.2496 รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรี ที่ “พระครูนครธรรมโฆสิต “ พ.ศ.2507 เป็นเจ้าอาวาสวัดครบุรี พ.ศ.2513 เป็นพระครูชั้นโทในราชทินนามเดิม พ.ศ.2519 เป็นพระครูชั้นเอกในราชทินนามเดิม
    **************************
    หลวงปู่นิลท่านมีจิตใจใฝ่ธรรมะมาตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย ครั้งเมื่อได้อุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากพระอาจารย์ของท่าน จนมีสมาธิแก่กล้า สำเร็จวิชา “พระธาตุกัมมัฏฐาน” หรือ “กสิญจ์” ท่านมีคาถาอาคมแก่กล้าจนเป็นที่เลื่องลือทั่วภาคอีสาน มีเมตตาธรรมเปี่ยมล้นยากจะหาพระเถราจารย์รูปใดเสมอเหมือนในยุคปัจจุบัน วิทยาคมเข้มขลังและมีวาจาศักดิ์สิทธิ์จนเป็นที่ยอมรับของสาธุชนทั่วไป แต่ละวันจะมีประชาชนพากันหลั่งไหลไปกราบไหว้ท่านมิได้ขาด จนมีชื่อเสียงโด่งดังชาวบ้านยกย่องท่านเป็น “เทพเจ้าแห่งครบุรี”
    ครั้งหนึ่งเมื่อท่านนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่หน้าพระประธาน ภายในพระอุโบสถ ได้มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งทราบว่าท่านอยู่ในโบสถ์เปิดประตูเข้าไปกลับพบแต่ความว่างเปล่า มีแต่ธูปปักอยู่ในกระถางเท่านั้น มองหาตัวหลวงปู่ไม่เห็น ลูกศิษย์คนนั้นจึงเอะใจ กลับไปถามพระลูกวัดว่า หลวงปู่นิลท่านอยู่ในโบสถ์แน่หรือ เปิดประตูเข้าไปทำไมจึงไม่เห็นท่าน เพื่อความแน่ใจเมื่อกลับมาดูอีกครั้ง พบหลวงปู่นิลท่านนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ภายในโบสถ์นั่นเอง จึงมั่นใจว่าหลวงปู่นิลท่านแสดงปาฏิหาริย์หายตัวได้แน่นอน
    มีอยู่วันหนึ่งชายหาปลาได้เห็นแสงนวลขาวพุ่งเป็นเส้นเหนือยอดโบสถ์วัดครบุรี ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดจากอะไรจึงเข้าไปแอบดู ตรงรอยแตกหน้าต่างพบหลวงปู่นิลนั่งกัมมัฏฐานด้านพระประธานโดยมีแสงนวลขาวหมุนม้วนตัว เป็นเกลียวรอบร่างท่าน รุ่งเช้าข่าวนี้ก็กระจายทั่วหมู่บ้านมีชาวบ้านมากราบเรียนถามท่านถึงแสงนวลดังกล่าวแต่ท่านก็มิได้ให้ความกระจ่างอันใดเพราะ หลวงปู่นิลไม่ใช่พระอวดโอ้สรรพคุณ จนได้รับคำบอกเล่าจากพระอาจารย์กลั่น เขมจาโร ว่าแสงที่พบนั้นคือ ดวงธาตุ ซึ่งประกอบด้วย นะมะพะทะ ได้แก่ ดินน้ำลมไฟ เป็นวิชาที่หลวงปู่นิลท่านใช้หนุนไสยศาสตร์ระหว่างปลุกเสกให้ของขลังอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยมยิ่งขึ้น ท่านร่ำเรียนวิชานี้เป็นเวลากว่าสี่สิบปี จนสำเร็จบรรลุซึ่งวิชาพระธาตุกัมมัฏฐานนี้ ในปัจจุบันนี้มีพระผู้สำเร็จเพียงสองสามองค์เท่านั้น เพราะเป็นวิชาที่เรียนยากที่สุด
    หลวงปู่นิลท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ถือสมถะไม่โอ้อวดถือตนว่าเก่งกาจ ใครไปมาหาท่านจะได้รับแต่ความเมตตาจากท่านโดยทั่วกัน ท่านมีตำรายาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งท่านเคยได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ฆราวาสคนหนึ่งชื่อ “หมอแดง” เมื่อครั้งท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม จนมีความเชี่ยวชาญรักษาชาวบ้านผู้เจ็บไข้ได้ป่วยมาขอยาท่านไปกินเป็นประจำมิได้ขาด ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืนเพียงใดเรียกท่านได้ทุกเวลา และยาแผนโบราณหลวงปู่นิลนั้นสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ผลหายไอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นท่านจึงเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในละแวกนั้น ไม่ว่าใกล้หรือไกลต่างให้ความเคารพนับถือท่านอย่างจริงใจกันทุกคน
    หลวงปู่นิลได้สร้างวัตถุมงคลครั้งแรกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๖ คือเหรียญรูปไข่ “พระครูนครธรรมโฆสิต” ครบ ๖ รอบ ในปลายปีเดียวกัน ได้สร้างเหรียญ “ที่ระลึกในงานทำบุญ อายุครบ ๗๒ ปี ๒๕๑๖ ขึ้นอีกแต่เป็นเหรียญใบเสมา ทั้ง ๒ เหรียญได้รับความนิยมสูงและหายากมากนอกจากเหรียญยอดนิยมดังกล่าวแล้ว หลวงปู่นิลได้จัดทำสีผึ้งเมตตามหานิยมแจกประชาชนที่ท่านเห็นสมควรด้วย ปรากฏประสบการณ์มากมายว่าผู้ที่ได้รับสีผึ้งจากหลวงปู่นิลแล้วนำไปทาริมฝีปากจะส่งผลให้เกิดเมตตามหานิยมสูง เจรจาขอความช่วยเหลือจากผู้ใดมักจะได้รับความสำเร็จเสมอ
    ในปี ๒๕๒๓ คณะกรรมการวัดครบุรีไดสร้างพระกริ่งรูปเหมือนหลวงปู่นิล อันเป็นรุ่นฉลองครบอายุ ๗๘ ปี และเหรียญรูปเหมือนชินตะกั่ว หลังจากอักขระยันต์ ในการสร้างเหรียญรูปเหมือนชินตะกั่วนี้หลวงปู่นิลท่านกดแม่พิมพ์ด้วยมือของท่านเองและจารอักขระบนเหรียญด้านหลังพร้อมกับบริกรรมคาถากำกับลงไปทีละองค์ จนกว่าจะแล้วเสร็จซึ่งการจารอักขระนี้หลวงปู่นิลได้ทำในโบสถ์เพียงองค์เดียว จากนั้นท่านจึงนำพระกริ่งรูปเหมือน รุ่นครบรอบ ๗๘ ปี กับเหรียญชินตะกั่ว เข้าพิธีปลุกเสกเดี่ยวในโบสถ์นานที่สุด ก่อนนำออกแจกจ่ายให้ญาติโยมที่มาร่วมทำบุญกับท่านนำไปบูชา ผู้ที่ได้รับไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยมและอยู่ยงคงกระพัน พระกริ่งรูปเหมือนและเหรียญรูปเหมือนชินตะกั่วรุ่นนี้ ได้แสดงปาฏิหาริย์มาแล้วหลายครั้ง จากปากต่อปากว่า ดีเด่นในทุกด้านชาวบ้านเมื่อทราบถึงกฤตยาคมอิทธิวัตถุมงคลรุ่นนี้ต่างเหมารถมาขอเช่าบูชาจากวัดมิได้ขาด แต่เป็นที่น่าเสียดาย พระกริ่งรุ่นนี้สร้างมาเพียงจำนวนน้อยมาก จึงไม่พอเพียงกับความต้องการของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาอยากได้ไว้บูชา


    บั้นปลายชีวิตท่านอาพาธด้วยโรคชรา เข้ารักษาที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2536 และมรณภาพด้วยอาการอันสงบเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2537 เวลา 03.55น. รวมสิริมายุได้ 92 ปี 6 เดือน 72 พรรษา พระราชทานเพลิงศพเมื่อวันเสาร์ที่ 9 ก.พ. 2545
    หลวงปู่นิลนั้นท่านเก่งทางพ่นน้ำหมาก เสกน้ำมนต์ จารใบพลู เขียนผ้ายันต์ ผูกด้ายสายสิญจน์ ลงตะกรุด ลงกระหม่อม หุงสีผึ้งเมตตา ดูฤกษ์ยาม ปรุงยาสมุนไพร ฯลฯ โดยสงเคราะห์ชาวบ้านในละแวกวัดมาตั้งแต่บวชได้ 2 พรรษาแรก
    แม้จะมีดีเพียงใด แต่ท่านดำรงตนอย่างสมถะ ไม่โอ้อวดถือตนว่าเก่งกาจ ใครไปมาหาท่านจะได้รับความเมตตาโดยทั่วกัน
    วัตถุมงคลของท่านแบ่งได้เป็น 5 ยุคคือ
    1.ยุคต้นก่อนพ.ศ.2512 สร้างเฉพาะเครื่องรางของขลัง อาทิ ตะกรุดไม้รวก,สีผึ้ง
    2.ยุคแรก พ.ศ.2513-2520 สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆเป็นรุ่นแรก อาทิ รูปถ่ายขาว-ดำ หลังยันต์หมึกซึมพ.ศ.2514 ,เหรียญรูปไข่,เหรียญเสมา,รูปหล่อโบราณ ปี2516 ฯลฯ
    3.ยุคบรรจุกรุ พ.ศ.2523 มีเหรียญรูปไข่,เหรียญซุ้มนาคราช ,พระกริ่ง-ชัยวัฒน์ ฯลฯ
    4.ยุคโบสถ์เก่า พ.ศ.2524-2533 มีเหรียญรูปไข่ทองแดงรมดำ ที่ระลึก 80 ปี,เหรียญหยดน้ำ,เหรียญที่ระลึกฉลองมณฑป,เหรียญสี่เหลี่ยมพัดยศ ฯลฯ
    5.ยุคสร้างโบสถ์ใหม่ พ.ศ.2534-2537 มีเหรียญหยดน้ำข้างลายกนก-เหรียญพระปางลีลา สมทบทุนสร้างโบสถ์ใหม่,เหรียญรูปไข่ยันต์ข้างและเหรียญอาร์มทองแดงลงยา ฯลฯ
    ส่วนพระปิดตามี เนื้อชานหมากรุ่นแรก ปี2523,พระปิดตาเล็บมือยันต์ข้าง,พระปิดตาสี่ทิศ,พระปิดตาจัมโบ้ ฝังตะกรุด,เหรียญพระปิดตานั่งบัว พิมพ์หยดน้ำ เนื้อตะกั่วเถื่อน ฯลฯ
    ด้านพุทธคุณนั้น กล่าวขานกันว่าไม่เป็นสองรองพระเกจิอาจารย์องค์ไหน ไม่ว่าจะด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระกริ่งอิสริโกเพิ่มพูนทรัพย์ หลวงปู่นิล วัดครบุรี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250902_225650.jpg IMG_20250902_225710.jpg IMG_20250902_225742.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756900110625.jpg

    สาริกาคู่องค์นี้เป็นเนื้อว่านดอกทองเพียวๆ ที่ไปพลีมาจากในป่าลึก อิทธิคุณสุดยอดทุกด้านครับ ยิ่งเสน่ห์เมตตานี่ถือว่าเป็นเลิศ
    สาริกาคู่หลังหลวงปู่เทพโลกอุดร รุ่นแรก วัดถ้ำวัวแดง เนื้อแก่ว่านดอกทอง ของท่าน "อาจารย์อ๊อด ยกพล" จัดสร้างตั้งแต่สมัยที่ท่านยังบวชอยู่ วัดหนองดง ชัยภูมิ แต่ได้ไปกดพิมพ์กันที่ วัดถ้ำวัวแดง ชัยภูมิ โดยมีพระอาจารย์บรรเทา เป็นผู้จัดสร้างและถวายให้ท่าน อาจารย์อ๊อด ยกพล ผู้เป็นอาจารย์ปลุกเสก ด้านหลังเป็นองค์หลวงปู่เทพโลกอุดร สาริกาคู่องค์นี้เป็นเนื้อว่านดอกทองเพียวๆ ที่ไปพลีมาจากในป่าลึก อิทธิคุณสุดยอดทุกด้านครับ ยิ่งเสน่ห์เมตตานี่ถือว่าเป็นเลิศ หายากมากๆ
    ประวัติ พระอาจารย์ยกพล(อ๊อด) โรจนธัมโม
    พระอาจารย์ยกพล โรจนธัมโม หรือพระอาจารย์อ๊อด นามชื่อที่เรียกติดปากจากบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย นามเดิมท่านชื่อยกพล นามสกุลอุทาทิพย์
    เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ณ หมู่บ้านคุ้มวัดโพธิ์ศรี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
    มีบิดาชื่อนายสัมฤทธิ์ อุทาทิพย์ โยมมารดาชื่อนางอมร อุทาทิพย์ ท่านมีพี่น้องด้วยกัน 3 คน ตัวท่านพระอาจารย์เองท่านเป็นคนที่ 2 เนื่องด้วยโยมบิดารับราชการ ท่านจึงมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนท่างโลกอยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อได้อายุ 21 ปี ก็เข้าอุปสมบท (หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรมา 3 พรรษา) กล่าวกันว่า เมื่อจะเข้าอุปสมบทบวชเป็นพระ พระอาจารย์ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว บวชเป็นพรามณ์ ครั้งเมื่อได้เข้าอุปสมบทท่านก็ได้เข้าอุปสมบทที่วัดโพธิ์ธาตุ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยมีท่านพระครูปัญญาวิสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุนิตย์ เตชวโร เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูพัฒนาสารคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามทางพระพุทธศาสนาว่า “โรจนธมโม”
    จากที่ชอบศึกษาด้านกรรมฐาน วิชาอาคมมาแต่เป็นพรามณ์ ครั้นเมื่อบวชเป็นพระแล้ว พระอาจารย์ยกพลได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่มา ณ ถ้ำวัวแดง รวมถึงครั้งได้ออกธุดงค์ในป่าลึกแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ , จังหวัดเลย และพ้นไปถึงประเทศลาว ตามลำน้ำงึม – ภูเขาควาย พบและเรียนสรรพวิชาต่างๆ กับพระอาจารย์ที่ท่านพบระหว่างธุดงค์ในที่ต่าง ๆ จนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมาแก่กล้า เป็นที่นับถือของชาวบ้านที่ได้มากราบนมัสการท่านมาโดยตลอด และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาจำพรรษา ณ วัดต่าง ๆ ในจังหวัดชัยภูมิ โดยที่ระหว่างที่ท่านจำพรรษานั้นได้ช่วยบูรณะศาสนสถาน ณ วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่หลายแห่งอันจะนำมาเพื่อเผยแพร่พระศาสนาและช่วยเหลือผู้คน
    เรื่องเล่า วัยเด็ก
    ใน วัยเด็กของพระอาจารย์นั้น พระอาจารย์ท่านได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อสมัยที่อาตมายังเป็นเด็ก มีอายุยังไม่ถึงขวบ (ประมาณ 2-3 เดือน) อาตมาก็เริ่มจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ เช่นมีคนมาอุ้มเราหรือมาเล่นกับเรา แล้วเอามือจิ้มตรงนั้นบ้าง จิ้มตรงนี้บ้าง อาตมาก็พยายามจะบอกไม่ให้เขาทำกับอาตมาอย่างนั้น แต่เสียงที่พูดออกไป กับไม่เป็นเสียงมีแต่สำเนียงเสียงที่ออกมาอ้อๆแอ้ๆ เท่านั้น และบางครั้งอาตมาก็พยายามจะเอามือน้อยๆของอาตมา ปัดมือเขาผู้นั้นออกไป แต่เหมือนมือที่เราปัดมือของเขานั้นจะขาดเรี่ยวแรง คือไม่มีแรงที่จะทำอย่างที่ใจคิดได้ กลายเป็นแต่เพียงกำมือน้อยๆไว้เท่านั้น
    เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างนั้น ปัจจุบันจึงทราบว่า เป็นสัญญาความจำที่ติดตัวมาแต่อดีตชาตินั่นเอง ที่เราตายเร็วเกิดเร็ว สาเหตุที่ทราบว่าตัวเองมีสัญญาความจำมาตั้งแต่เกิด แม้กระทั้งตอนที่น้องของอาตมาเกิด ที่ห่างกันเพียงปีเศษเท่านั้น คืออาตมาเกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 ส่วนน้องอาตมาเกิดเมื่อปีกุน 2514 จากเหตุนี้เองจึงทำให้อาตมา มีอาการพูดช้ากว่าเด็กๆ ที่เกิดในรุ่นเดียวกันทั่วไป จากสาเหตุที่ไม่อยากให้ใครๆต่างเข้าใจว่า เราเป็นเด็กเล็กมีความรู้สึกเกินตัว ซึ่งในบ้านทางภาคอีสานแล้ว ดีไม่ดีเขาจะว่า ร่างนี้มีผีสิงอยู่ อะไรทำนองนั้น
    ในวัยเด็ก อาตมาเป็นเด็กที่มักมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น อันหมายถึงวิญญาณชั่วดีต่างๆ กระทั่งเวลาหลับ จะมีความรู้สึกตัวว่า ร่างกายมีอาการเบา และบางครั้ง จะลอยขึ้นเหมือนปุยนุ่น ที่ลอยขึ้นเหนือพื้นเพราะแรงลม และร่างกายของอาตมานั้นก็ลอยไปในที่ต่างๆ ในสถานที่ที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ของเรา อาการที่เกิดขึ้นในจิตสำนึกขณะนั้น ทราบดีว่า นี่มันไม่ใช่ความฝัน เพราะเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ แต่พอไปเล่าให้ใครๆฟัง เขาจะไม่เชื่อหรือมองเราเป็นคนเสียสติไป แต่เมื่อเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็อดนำไปเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังไม่ได้เสีย เล่าบ่อยเสียจนผู้ใหญ่ท่านเหล่านั้นต้องเชื่อ
    ขณะที่อายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น ยังไม่ทันจะบรรพชาเป็นสามเณร วันหนึ่งอาตมาก็ลองนั่งหลับตาทำสมาธิดู โดยใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” ตามที่ผู้ใหญ่สอน เพราะในตอนนั้น เริ่มเข้าวัดไปรักษาศีลกับผู้ใหญ่ที่วัดแล้ว ทันทีเมื่อจิตจมดิ่งสู่สมาธิ อาตมาก็มองเห็นชีปะขาวท่านหนึ่ง ลักษณะใบหน้าอิ่มเอิบ แสดงถึงผู้มีบุญ ชีปะขาวท่านนั้นได้เข้ามารับอาตมาก่อนที่จะพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนั้น เมื่ออาตมาเดินตามชีปะขาวไป สองข้างทางก็กลายเป็นป่าเขา มีป่าละเมาะอยู่แห่งหนึ่งปกคลุมด้วยต้นไทรใหญ่ ที่ใต้ต้นไทรนั้นมีแคร่ ซึ่งใช้เป็นที่พักได้อย่างดี เมื่อชีปะขาวให้อาตมานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เริ่มสอนมนต์และวิชาต่างๆให้ ซึ่งมนต์วิชาต่างๆที่ชีปะขาวสอนให้อาตมานั้น ส่วนมากแล้วก็เป็นวิชาที่เอาไว้ช่วยเหลือคน โดยเฉพาะมนต์ผีรัก อาตมาก็จดจำมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ และชีปะขาวท่านนั้น มาบัดนี้ ท่านก็ยังมาปรากฏร่างให้เห็นบ่อยๆ
    วิญญาณทหารโบราณบอกถึงว่านฤาษี
    เมื่อ ท่านเดินทางมาจากป่าช้าส้มป่อย ในช่วงนี้มีพระมาขอธุดงค์ร่วมกับท่านอีก 2 รูปคือ พระทวีป และพระบรรจง และก็ได้เดินผ่านหลายที่จนถึงภูสำเภา ณ หมู่บ้านหนึ่ง อยู่ข้างภูสำเภาพอปักกลดแล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จก็ค่ำ ท่านอาจารย์สังเกตเห็นอากาศที่ผิดปรกติ ท่านสั่งห้ามพระออกจากกรดเด็จขาดในเวลากลางคืน จนกว่าจะสว่าง ถึงแม้จะมีใครมาเรียกก็ห้ามออกไปเด็ดขาด พอตกดึก พระทุกรูปก็เห็นนกฮูก นกแสกบินรอบกลด พอเวลาประมาณตีสาม ท่านอาจารย์สั่งห้ามพระทุกรูปอย่าได้เอ่ยปากทักทาย กลัวว่าหลงทักทายแล้วของจะเข้าตัว เพราะท่านรู้ว่ามีคนลองวิชา เพราะบางที่พอนกบินมาแล้ว มักจะมีกิ่งไม้หล่นมาใส่กลดของท่านเรื่อยๆ ท่านเลยจับผ้าของท่านมาปิด พร้อมทั้งบริกรรมคาถาพระอุปคุตป้องกันตัว เสร็จแล้วท่านก็สร้างมโนยิทธิให้ภาพนกตัวนั้นในผ้า แล้วเป่าคาถากันการกระทำบทใหญ่ลงไป
    ปรากฏว่า นกตัวนั้นร้องเสียงดังมาก แล้วก็ตกลงมา แต่อาจเป็นด้วยพระพุทธานุภาพที่อาตมาพร้อมพระอีกสองรูปต่างสวดภาวนากันเมื่อ ในตอนค่ำ เสียงของผีป่ามากมาย เมื่อมันวิ่งมาเข้าใกล้กลด ก็เหมือนมันกระโดดข้ามกลดของอาตมาไปอย่างนั้นในตอนนั้นเลยร้องบอกให้พระทั้ง สองท่านช่วยกันสวดเจริญพุทธสวดให้มากๆ ซึ่งพระทั้งสองท่านก็ช่วยกันสวดมนต์ทั้งคืนจน ไม่ได้นอนจำวัด เพราะสวดมนต์เสร็จต่างก็ทำสมาธิกรรมฐาน ซึ่งพระทั้งสองรูปนั้นท่านนั่งแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดๆ แต่พระอาจารย์ท่าเล่าว่าเมื่อสมาธิสงบดี ทันใดนั้น อาตมาก็พบเห็นทหารโบราณหลายคน ซึ่งทหารเหล่านั้นได้บอกกับอาตมาว่าพวกเขามาตายที่โป่งแห่งนี้มาหลายชั่วคน แล้ว วิญญาณได้กลายเป็นผีโป่งทนทุกข์ทรมานเฝ้าอยู่ที่นี่ วิญญาณของทหารโบราณ ผู้เป็นหัวหน้าได้บอกอาตมาว่า เลยจากสถานที่แห่งนี้ไปไม่ไกลจะพบว่านเสน่ห์ฤษี ที่มีกลิ่นหอมมากขึ้นอยู่เต็มป่า ใครมีไว้จะพบกับความสำเร็จในตัว คือตนเองจะเป็นเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้ที่พบเห็น ในนิมิตที่เห็นที่ได้พูดคุยกับทหารโบราณเหล่านั้น
    ในตอนหนึ่งอาตมาจึงได้เอ่ยปากขอว่านเสน่ห์ฤษีจากพวกเขา พวกเขาก็บอกจะถวายให้ เพียงแต่ว่าเมื่อพระอาจารย์ธุดงค์มาคราวหน้า ขอให้นำพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำมาด้วยให้ครบ 5 รูป เพื่อว่าจะได้สวดส่งวิญญาณของพวกเขาให้เกิดเสียที อยู่อย่างนี้ก็มีแต่ทุกข์ลำบากไปทุกอย่าง... พอรุ่งเช้าพระอาจารย์และคณะได้ออกบิณฑบาต พบโยมคนหนึ่ง เวลาเดินเข้าใกล้เขาก็จะเดินออกห่างไปค่อยจะมองดู คณะของอาจารย์ พระอาจารย์จึงบอกว่าไม่ต้องไปกังวลหรอกเดี๋ยวพ้นเขตเขาก็ไปเองหละ
    พระที่ ไปด้วยรูปหนึ่งได้สังเกตเห็นมีตัวอะไรไม่รู้คล้ายลิงตัวเล็กจะคล้ายชะมดก็ เหมือนมาเดินวนเวียนรอบๆกลด ของท่านมันพยายามจะเข้าไปในกลดของท่าน แต่พอใกล้สว่างพวกมันก็หนีไป ตอนนี้ท่านขอกลับเข้าเมืองก่อนดีกว่า(ไม่ขอเดินตามธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ยก พล เข้าไปในป่าลึกอีกแล้ว) ในเหตุการณ์หลังจากคืนนั้น การเดินธุดงค์เข้าสู่ป่าใหญ่ ในตอนนั้นคงมีแต่พระอาจารย์ยกพลเพียงรูปเดียว เดินเข้าป่าดงดิบ จนได้พบกับพระธุดงค์ท่านผู้มีอายุอีกสองท่านคือหลวงปู่มั่ง กับหลวงปู่เตียง ซึ่งท่านทั้งสองเห็นในความเด็ดเดี่ยวในจิตใจของพระอาจารย์จึงได้สอนมนต์ ต่างๆ ให้
    ทั้งวิชาการสร้างกุมาร สาลิกา กำเนิดแรดหนังหนา ฯลฯ อีกทั้งยังได้สอนวิชาของสำเร็จลุนให้อีกด้วย
    ช่วยขุดร่างหญิงโบราณมาทำบุญกุศล และเจอพระอาจารย์สอน
    นิมิตอย่างนี้ได้เกิดติดต่อกันมาถึง 5 วัน ซึ่งพระอาจารย์ก็รับปากว่าจะขุดร่างของนางให้แต่ก็ไม่ทราบว่า ร่างของนางนั้นฝังอยู่ตรงที่ไหน จนถึงวันที่ 6 นางในร่างวิญญาณก็มาบอกที่ฝังร่างของนางให้พระอาจารย์ได้ทราบ ซึ่งตอนนั้นพระอาจารย์เองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาจอบหาเครื่องมือที่ไหนมาขุดร่าง ของนางในนิมิตนั้นได้ ก็เผอิญมีชาวบ้านเดินทางขึ้นมาที่ถ้ำหอม หกคน โดยเข้าไปบอกท่านพระอาจารย์ว่า
    เมื่อคืนพวกเขาเห็นแสงไฟที่เกิดจากไฟดวงโต ลอยขึ้นมาตรงยอดภูเขาสถานที่บริเวณถ้ำหอมนั่นแหละ ขณะที่แสงไฟลอยขึ้นมาก็มีเสียงดนตรีเป็นเสียงปี่พาทย์ ลาดตะโพน บรรเลงมาตามสายลมด้วย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตรงเชิงชายเขาต่างออกมายืนดูแสงไฟและเสียงดนตรีโบราณ นั้นพร้อมๆกันทั้งหมู่บ้านทีเดียว
    เมื่อชาวบ้านทั้ง 6 คน มาเล่าเรื่องราวแปลกประหลาดให้ฟังอย่างนั้นพระอาจารย์ก็เลยถือโอกาสขอแรงชาว บ้านทั้ง 6 คนให้ช่วยกันขุดหาโครงร่างของหญิงงามในนิมิตให้ด้วย ซึ่งก็พอดีชาวบ้านทั้ง 6 คน มีจอบและอุปกรณ์ พกติดตัวมาด้วยโดยบอกว่าพวกเขาจะมาขุดหน่อไม้ป่าพอดี จึงเป็นความประจวบเหมาะที่จะช่วยพระอาจารย์ขุดหาร่างของนางในนิมิต ซึ่งก็ใช้เวลาขุดหาอยู่ไม่นานก็พบร่างที่เป็นโครงกระดูกมากมายหลายร่างโดย ที่ใกล้ร่างโครงกระดูกนั้นก็พบไหโบราณและหม้อโบราณ อีกทั้งกำไลใส่มือใส่เท้าบ่งบอกว่าเป็นชนสมัยทวารวดีที่มีอายุนับพันปีมา แล้ว เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนายังเจริญมาไม่ถึง พวกเขาจึงนับถือผีสางเทวดาไปตามเรื่อง การไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นสะพานในการทำบุญ เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของพวกเขาจึงหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ดังกล่าว วิญญาณที่เหมือนไม่มีสิ่งดีๆรองรับ จึงต้องร่อนเร่ไปหาที่จุติที่เกิดไม่ได้ เมื่อได้ร่างชนสมัยทวารวดีเหล่านี้ขึ้นมา พระอาจารย์จึงทำการเผาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
    ซึ่งก็ได้ผลเพราะในคืนวันต่อมานั้นเอง หญิงในร่างทิพย์ที่สวยงามก็ได้มาเข้าฝันพระอาจารย์อีกครั้ง แต่การมาครั้งนี้เป็นการกล่างคำอำลา หลังจากที่นางได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว โดยคำอำลาที่นางได้กล่าวอำลากับพระอาจารย์ ก็มีใจความที่สะเทือนใจว่า
    “ข้าพเจ้าขอกราบลาท่านอาจารย์ก่อน บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ข้า เจ้า จะไม่ขอลืมเลย เมื่อพระคุณท่านมีความปรารถนาสิ่งใด ข้า เจ้าขอให้สิ่งนั้นจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า บัดนี้ถึงเวลาแล้วข้าเจ้าขอลาไปเกิดก่อน”
    นางในนิมิตกล่าวอำลาพระอาจารย์ด้วยอาการพนมมือลงกราบโดยกราบลงอย่างนอบน้อม
    พระอาจารย์ท่านก็กล่าวตอบกลับไปว่า “อาตมาขออนุโมทนาด้วยที่โยมจะไปดี สำหรับตัวอาตมาเองก็ไม่ประสงค์สิ่งใด นอกจากจะขออยู่ในร่มผ้ากาสาวพักตร์อยู่อย่างนี้ตลอดไปโดยอย่าให้มีมารใดๆ มารบกวนอาตมาเลย”
    “ดีแล้วพระคุณเจ้า การบวชถือว่าประเสริฐสุด ขอให้พระคุณเจ้าพบแสงแห่งธรรม และเมตตาบอกมนุษย์ทั้งหลายด้วยว่า เมื่อพบร่างของใครก็ตามถูกฝังไว้ยังไม่ได้นำขึ้นมาเผา ก็จงรีบจัดการนำร่างนั้นขึ้นมาเผาด้วย เฉพาะคนโบราณที่มีอายุยืนนานมาเป็นพันปี (มีร่างฝังอยู่ในดินนับพันปี) เมื่อผู้ใดได้ช่วยจัดการเผาให้ จะเป็นการส่งวิญญาณให้เขาไปเกิด และจะกลายเป็นผลให้ผู้ที่ทำมีอายุยืนพบกับสิ่งดีๆในชีวิต ตามที่ตนปรารถนาทุกประการ ข้าเจ้าขอลาก่อน”
    หญิงนิรนามในนิมิตกราบลาท่านพระอาจารย์โดยที่ท่านพระอาจารย์ยกพลท่านกล่าว ว่า ยังไม่ได้สอบถามที่เกิดที่มาของเขาเลย แต่เข้าใจว่าหญิงนิรนามร่างงามนั้น จะต้องเป็นธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองถ้ำหอมนี้แน่นอน การที่ไม่กล่าวสอบถามที่ชาติกำเนิดเดิมก็ด้วยว่านิมิตนั้น ได้เกิดในความฝันไม่ใช่สมาธิ ฝันอย่างไรก็ต้องจดจำไปอย่างนั้นหานำจิตให้คิดตามประสงค์ไม่ ซึ่งจากเรื่องนี้ก็ทำให้พระอาจารย์มาได้ความคิดว่า ร่างที่เป็นโครงกระดูกของคนโบราณนั้น เมื่อใครผู้ใดได้กระทำ คือการเผาร่างนั้นโดยทำบุญอุทศไปให้เขาสิ่งต่างๆในชีวิตก็จะพบกับความสำเร็จ ได้โดยที่ได้อานิสงค์ตรงนี้เอง ซึ่งท่านเองกล่าวว่าจะขอจดจำในเรื่องนี้เป็นข้อปฏิบัติไปจนตาย และจะบอกแก่คนทั้งหลายให้เขาเข้าใจในเรื่องของวิญญาณที่น่าสงสารเหล่านี้ ด้วยขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำหอม พระอาจารย์เล่าว่า แม้ถ้ำหอมจะอยู่ในป่าลึกแต่ท่านก็พบมาเยือนแปลกๆมาก
    หน้าหลายคน โดยเฉพาะพระธุดงค์กรรมฐานที่เข้ามาหาท่าน มาเพื่อหามุม
    สงบปฏิบัติธรรมภายในถ้ำหอม หลายท่านก็มีปฏิทาแปลกๆ ไม่เหมือนกัน
    เช่นมี พระปฏิบัติท่านหนึ่งท่านชื่อว่าอาจารย์สอน เมื่อเข้ามาอยู่ปฏิบัติสมาธิในถ้ำหอม พระอาจารย์สอนจะใช้ฝุ่นอาบตามตัว หรือที่เรียกว่าอาบฝุ่นนั่นแหละ โดยไม่อาบน้ำ ร่างกายของท่าน
    ก็เกลี้ยงเกลาดี ไม่มีกลิ่นตัวเมื่อเข้ามาใกล้ๆพระอาจารย์ และวันไหนเมื่อว่างจากการนั่งสมาธิแล้ว พระอาจารย์สอนท่านจะให้ลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อว่าโยมปอง ผู้ติดตามมา เดินตามท่านไปในมุมต่างๆภายในถ้ำหอม แล้วบอกโยมปองศิษย์ของท่านผู้นั่นให้ท่านพระอาจารย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250903_184409.jpg IMG_20250903_184432.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756898613521.jpg

    ลูกอมตาปลา พ่อท่านคลิ้งจันทสิริ วัดถลุงทองจ.นครศรีธรรมราช พร้อมรูปถ่ายเดิมจากวัด ปี ๒๕๓๒ สร้างแจกในงานทำบุญอายุ ๑๐๓ ปีพุทธคุณ ด้านเมตตา
    มหาเสน่ห์ มหานิยมมหาอำนาจ โชคลาภ ทำมาค้าขายดี เจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยป้องกันภัยอันตราย ภูติผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำ สิ่งอัปมงคลทั้งปวง ลูกอมตาปลา เนื้อเรซิ่น ด้านในจีวรหลวงพ่อขนาด 1 ซม. พร้อมรูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว
    “อริยสงฆ์ ๕ แผ่นดิน” พระครูภาวนาภิรมย์ (พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ) วัดถลุงทอง หมู่ ๑ ต.หินตก
    อ.ร่อนพิบูลย์จ.นครศรีธรรมราช ก็เป็นพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ไม่ธรรมดา ท่านมีอายุยืนยาวและมีเมตตาธรรมต่อลูกศิษย์ทุกชนชั้นวรรณะ ขนาดอดีตเกจิชื่อดัง พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน และอาจารย์นำ วัดดอนศาลา ยังยกย่องพ่อท่านคลิ้งอยู่เสมอ เคยมีชาวบ้านจาก อ.ร่อนพิบูลย์ ไปกราบไหว้พ่อท่านคล้ายและอาจารย์นำ ท่านก็บอกว่า “ทีหลังไม่ต้องมาไกลขนาดนี้หรอก ไปหาท่านคลิ้งก็ได้ ให้พรดีและเก่งไม่เป็นรองใคร
    พ่อท่านคลิ้ง อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์มายาวนาน เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณายิ่งนัก ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและศิษยานุศิษย์
    พ่อท่านคลิ้งเคยจัดสร้างวัตถุมงคลไว้หลายประเภท ล้วนมีประสบการณ์โชกโชนทั้งสิ้น อายุ เหรียญ ลูกอมชานหมาก พระปิดตาเนื้อผงผสมว่าน พุทธคุณโดดเด่นไม่เป็นรองใครด้านเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ แคล้วคลาดปลอดภัย
    ประวัติพ่อท่านคลิ้ง(ข้อมูลแน่นๆครับจากหนังสือที่กำลังจะออกมา)
    พ่อท่านคลิ้ง เดิมชื่อ คลิ้ง นามสกุล ฉิมแป้น เป็นบุตร นายแก้ว และ นางทุ่ม ฉิมแป้น เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำปีจอ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่บ้านที่พ่อท่านเกิดชื่อหมู่บ้านถลุงทอง เป็นบุตรโทน คนเดียวของพ่อ-แม่ ซึ่งมีอาชีพทำนาทำสวน
    ครั้นเจริญวัยอายุได้พอสมควร บิดาได้สอนหนังสือไทยให้ ปรากฏว่า เรื่องราวใดๆ ก็ตามที่บิดาสอนให้ก็สามารถจดจำได้ ครบถ้วน การเขียน การอ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาดผิดปกติเด็กธรรมดาบิดาถ่ายทอดความรู้ภาษาไทยให้เพียงปีเดียวก็หมดสิ้นความรู้ที่มีอยู่ ปรากฏว่าพ่อท่านอ่านออกเขียนได้สิ้น บิดาเห็นเช่นนั้นจึงอยากจะให้บุตรคนเดียวของตนมีความรู้มากขึ้น ครั้นจะเอาไปเรียนที่ใดก็ไม่เห็นลู่ทาง จึงได้นำไปปรึกษากับ พระอาจารย์ขำวัดถลุงทอง
    พระอาจารย์ขำ เห็นหน่วยก้านดีมีลักษณะเป็นคนมีบุญ จึงได้รับไว้ให้ศึกษาเล่าเรียนด้วย ขณะศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ขำ ก็ขยันขันแข็งในการเล่าเรียน ครั้นกลับบ้านก็ช่วยบิดามารดาทำงานทางบ้านทุกสิ่งสรรพเป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ และผู้พบเห็นทั่วไป ไม่ผิดหวังกับพ่อแม่ที่มีลูกโทนเพียงคนเดียว
    อายุได้ ๑๗ ปี พ่อท่านเป็นกำลังแข็งขันช่วยกิจการงานทางบ้านได้คล่องแคล่วพอจะแทนบิดามารดาได้ ก็พอดีมารดาถึงแก่กรรมยังเศร้าโศกเสียใจให้กับบิดาและตัวท่านเองมาก ด้วยความกตเวทิตาคุณมารดาและด้วยการส่งเสริมจากบิดา พ่อท่านจึงบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่บัดนั้น คือ ปี พ.ศ.๒๔๔๖ โดยพระอาจารย์ขำนำไปบวชเป็นสามเณรให้ที่วัดป่าตอ (ขณะนั้น วัดถลุงทอง ยังไม่มีวิสุงสีมา) โดยนิมนต์เอา เจ้าคุณศรีธรรมราชมุณี วัดหน้าพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาบวชให้ นับเป็นนิมิตอันดีเมื่อท่านเจ้าคุณเห็นสามเณรคลิ้งขณะนั้นเข้า ก็ถึงกับกล่าวชมว่ามี ลักษณะบุคลิกดี เป็นผู้มีบุญวาสนา จะสืบอายุพระศาสนาต่อไป และจะสำเร็จกิจ
    ในทางธรรมสูงสุดในภายภาคหน้า เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็กลับมาอยู่ยังวัดถลุงทอง ศึกษาอัขระขอมสูตรเลขยันต์ เวทมนต์คาถา วิชาแพทย์แผนโบราณ และโหราศาสตร์ กับ พระอุปัชฌาย์ขำ (ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ขณะที่บวชสามเณรคลิ้ง) ขณะเป็นสามเณรก็รับใช้พระอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของพระอุปัชฌาย์ขำเป็นอย่างยิ่ง มีวิชาอันใดก็สั่งสอนให้ไม่ปิดบังหวงแหน
    เมื่อวัยครบจะอุปสมบทเป็นภิกษุได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ บิดาจึงได้ขอร้องให้พ่อท่านอุปสมบทต่อไป ด้วยความเต็มใจของพ่อท่านอยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ขำ จึงได้พาสามเณรคลิ้งเดินทางไปอุปสมบทให้ ณ พัทธสีมา วัดป่าตอโดยมีพระอุปัชฌาย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอียด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “จนทสิร” เมื่ออุปสมบทแล้วก็กลับมาจำพรรษายังวัดถลุงทอง ขยันหมั่นเพียรท่องบ่นมนต์คาถาเป็นประจำเพียงพรรษาได้ไม่มากก็ท่องสวดปาฎิโมกข์และบทสวดมนต์ได้เจนจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทใดในคัมภีร์ พ่อท่านค้นเอามาท่องจำได้หมด เป็นที่ชื่นชอบของพระอุปัชฌาย์ขำมาก ต่อมาพระอุปัชฌาย์ขำได้ถ่ายทอดวิชาที่มีอยู่ทั้งหมดให้ก็สามารถศึกษา ได้เจนจบ ต้องถึงกับมอบตำราของ หลวงพ่ออยู่ ซึ่งนำมาจากกรุงศรีอยุธยาจำนวนหลายสิบเล่มให้พ่อท่าน พ่อท่านก็ศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง พระอุปัชฌาย์เห็นคล่องแคล่วในวิชาการดีแล้วจึงสอนปฎิบัติปัสสนาธุระให้ พ่อท่านก็ปฎิบัติได้สมปรารถนาของอาจารย์อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุอัศจรรย์ใจยิ่ง
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ พระอุปัชฌาย์ขำได้มรณภาพลง ก่อนมรณภาพก็ได้สั่งเสีย พ่อท่านคลิ้งขอให้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถลุงทองต่อ และฝึกฝนญาณสมาธิให้แก่กล้าเพื่อความหลุดพ้นในขั้นต่อไป อย่าได้ทิ้งเสีย พ่อท่านก็รับคำพระอาจารย์ทั้งสิ้น
    ความกตเวทิตาคุณในอาจารย์อันยิ่งใหญ่ พ่อท่านจึงได้ตั้งใจว่าจะสร้างศาลาโรงธรรมขนาดใหญ่เพื่อตั้งศพอาจารย์ให้สมเกียรติ จึงได้ประชุมชาวบ้านญาติโยมให้ช่วยกันสร้างกุศล เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าของพ่อท่าน โรงธรรมขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ก็สำเร็จลุล่วงลง ชาวบ้านเห็นความดีของท่านที่มีความตั้งใจแสดงกตเวทิตาอาจารย์แรงกล้าเช่นนั้นจึงพร้อมใจกันนิมนต์ พ่อท่านให้เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้าน เป็นที่พักพิงอาศัยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บขจัดทุกข์โศก และอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์และชาวบ้านตั้งอยู่ในคุณงามความดี
    พ่อท่านคลิ้ง นับว่าเป็นพระเถระที่น่ากราบไหว้ ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในศีลาจารวัตร ปฏิบัติแต่วิปัสสนาธุระ บำเพ็ญเพียรทางใจทรงไว้ด้วยญาณสมาธิอย่างแก่กล้า ท่านมักจะพูดน้อย และดำรงตนอยู่อย่างสมถะมักน้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีเมตตาธรรม เป็นที่รักใคร่แก่ทุกคนที่พบเห็น ท่านมีเมตตาอยู่ในตนเองอย่างประหลาด ท่านจะสวดมนต์อยู่เสมอในเวลาว่าง และปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำในยามราตรีอันวิเวก ฉันอาหารเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน แต่ร่างกายท่านสมบูรณ์ ใบหน้าแดงผ่องผุดเต็มไปด้วยบุญญาราศี กล่าวกันว่าท่านปกครองพระในวัดด้วยสายตา เพียงแต่มองเท่านั้น ก็ทราบว่าท่านตำหนิหรือชมเชย และสิ่งสำคัญคือ วาจาของท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” และเป็นไปได้ทุกประการตามคำทุกคำของท่านที่ได้กล่าวออกไป พ่อท่านคลิ้งมีความสนิทและชอบพอกันดีกับ พ่อท่านคล้าย และพ่อท่านคล้ายมักจะ
    กล่าวยกย่องท่านอยู่เสมอในบรรดาลูกศิษย์เป็นที่ทราบกันดีในระหว่างลูกศิษย์ใกล้ชิด ระหว่าง พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน กับ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    เมื่อพ่อท่านคลิ้งกับพ่อท่านคล้ายพบปะกันท่านมักจะดีใจยิ้มแย้มเข้าหากัน และสนทนากันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถึงการปฏิบัติธรรมของกันและกันอย่างสนิทสนม เถราจารย์อันแก่กล้าสององค์นี้มีความเหมือนกันเป็นประจักษ์ใน ความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พ่อท่านคล้ายมีความเชื่อมั่นในตัวพ่อท่านคลิ้งมาก ถึงกับเคยพากฐินไปทอดที่วัดถลุงทองถึงสองครั้งด้วยกัน
    เมื่อครั้งที่อาจารย์นำ วัดดอนศาลา พัทลุง ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยพูดถึง พ่อท่านคลิ้ง เสมอ และให้นิมนต์ไปร่วมปลุกเสกมงคลวัตถุชิ้นสุดท้าย คือรูปเหมือนและกริ่งทักษิณชินวโรด้วย อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า
    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ลูกอมตาปลา พ่อท่านคลิ้งจันทสิริ วัดถลุงทองจ.นครศรีธรรมราช พร้อมรูปถ่ายเดิมจากวัด ปี ๒๕๓๒ สร้างแจกในงานทำบุญอายุ ๑๐๓ ปี หาไม่ยาก หาได้ที่นี้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250903_182831.jpg IMG_20250903_183142.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756909130515.jpg

    พระผงพุทธญาณนเรศวร์รุ่นแรก สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ออกวัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี ปี2528
    พระผงนี้ด้านหนึ่งเป็นภาพสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์อีกด้านหนึ่งเป็นภาพเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร เป็นแบบพระสมเด็จวัดระฆัง และแบบพระนางพญา ถวายนามว่า “พระผงสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ ญส.” (ญาณสังวร) มุ่งให้มีความหมายว่าพระพุทธปฎิมาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำเร็จด้วยบารมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร
    นามสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวรนี้ เป็นนามพระพุทธปฏิมาประธานใหญ่ที่ปรารภสร้างขึ้นด้วยความสำนึกลึกซื้งพ้นจะพรรณนาได้ถูกต้องในพระเดชพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สถิตในอุโบสถวัดญาณสังวราราม ชลบุรี มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งที่ปรากฏแล้วจริงอย่างกว้างขวาง เป็นพุทธปฏิหาริย์ที่ดับทุกข์ดับร้อนได้อย่างอัศจรรย์นัก ยากที่จักเข้าใจได้ด้วยความรู้ของคนธรรมดาทั้งหลาย แต่บรรดาท่านที่สามารถสัมผัสถึงความลึกซื้งอันลี้ลับได้กล่าวต้องกัน ว่าพระพุทธปฏิมาประธานองค์นี้มีเทพที่เป็นองค์สำคัญรักษาอยู่ถึง 3 องค์ และเป็นเทพชั้นสูงคือชั้นพรหม มีทั้งองค์ที่ให้ธรรม คือความร่มเย็นเป็นมงคลแก่จิตใจ ทั้งองค์ที่อาจกำราบปราบอย่างทรงมหิทธานุภาพและทั้งองค์ที่ให้ลาภยิ่งกว่าพระผู้ให้ลาภสิวลี ผู้ปรารถนาพรจากสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ใน 3 ประการนี้ให้ไปอธิษฐานจิตขอจะสมปรารถนาแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่ชีวิตกำลังเผชิญมรสุมรุนแรง จะปรากฏผลอย่างฉับพลันทันที แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องไปอธิษฐานจิตพึ่งพระพุทธบารมี ในอุโบสถวัดญาณสังวราราม เบื้องพระพักตร์พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ในเวลาใกล้อรุณรุ่ง คือเวลาทำวัตรเช้าของพระภิกษุสามเณรในวัดญาณสังวราราม 4.00 นาฬิกา คือตี 4 ให้อธิษฐานจิตขอพรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเดียวเท่านั้น แล้วนั่งสงบจิตไม่ต้องคิดอะไรอีก นอกจากภาวนาเพื่อความสงบของจิตใจ จนอรุณรุ่ง พระออกบิณฑบาต อย่างน้อย 3 วัน
    นอกจากดอกไม้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานดังกล่าว ยังมีดอกไม้ที่ทรงบูชาพระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถ และที่กุฏิคอยท่าปราโมช เมื่อเด็จพระราชดำเนินไปยังวัดบวรนิเวศวิหารในโอกาสต่างๆ ซึ่งทางวัดเก็บรวบรวมไว้ตลอดมา
    มงคลจากวัดบวรนิเวศวิหารก็ยังมีผงธูป ดอกไม้บูชาพระ เส้นเกศา จีวร และข้าวก้นบาตร ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ที่ไม่ต้องการคำอธิบายอย่างใด เป็นที่รู้กันดีแล้วสำหรับความเป็นพระที่บริสุทธิ์แท้จริงของเจ้าพระคุณสมเด็จท่าน มาถึงองค์สำคัญอีกองค์หนึ่งของวัดบวรนิเวศวิหาร คือท่านเจ้าคุณพระราชบัณฑิต หรือที่รู้จักกันดีในนาม “หลวงตาธมมสาโร” มีเส้นเกศาของท่านอยู่ในพระผงองค์สำคัญนี้ด้วย เพราะกาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแจ้งชัดว่าท่านเป็นพระที่ดีแท้สม่ำเสมอตลอดมาอีกองค์หนึ่งของวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (สุจิตโต) พระราชอุปัธยาจารย์ ผู้ทรงพยากรณ์ ตั้งแต่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฒโน) ยังเป็นพระมหาเจริญ สุวฑฒโน ว่าจะเป็นตัวแทนองค์ท่านได้ต่อไปนั้นท่านได้สร้างกุฎิ “อุทิศนภาวงศ์” ขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหารและทรงอาราธนาหลวงตาธมมสาโรองค์นี้ตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่มให้อยู่ที่กุฏิที่ทรงสร้างถวายตลอดมาจนทุกวันนี้ เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เชิญเส้นเกศาของท่านมาเป็นส่วนผสมสร้างพระผงองค์นี้ก็เพราะท่านถือเพศบรรพชิตมาจะครบ 60 พรรษาในปีเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 นั่นก็คือท่านอุปสมบทเป็นพระในปีเดียวกับ
    ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชสมภพ เหตุผลนี้เป็นที่ชื่นใจอย่างยิ่ง การจะดำรงเพศสมณะอย่างงดงามสม่ำเสมอได้ถึง 60 ปีนั้นยากนัก มิใช่จะหาพบได้ง่ายๆ ได้พบเข้าย่อมเป็นมงคลยิ่ง ท่านเป็นผู้มีมงคลแท้ เส้นเกศาของท่านจึงถือได้ว่าเป็นมงคล ที่จะเพิ่มมงคลให้พระผงองค์สำคัญนี้แน่นอน
    จากวัดญาณสังวราราม ชลบุรี – ดอกไม้บูชาสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์
    จากประเทศอินเดีย - ดินจากสังเวชนียสถาน คือที่ประสูติตรัสรู้ ทรงแสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน และที่ถวายพระเพลิงน้ำจากสระโบกขรณี
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ – เส้นเกศา ข้าวก้นบาตร อังสะ
    จากหลวงปู่หลุย – เส้นเกศา ชานหมาก
    ท่านพระอาจารย์เจริญ วัดถ้ำปากเปียง เชียงดาว – ว่าน 108
    ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ วัดถ้ำศรีแก้ว สกลนคร – ผ้าเช็ดหน้า ธูป ดอกบัว ข้าวตอกดอกไม้ น้ำผึ้ง ข้าว กระดาษลงอักขระ
    ท่านพระอาจารย์สง พรหมสโร – เส้นเกศา เล็บ
    ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดภูทอก – ชานหมาก
    ท่านครูบาธรรมชัย – กระดาษลงอักขระ ข้าวเสก
    ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถร หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา – ดอกไม้บูชาพระ
    ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สกลนคร – ชานหมาก ข้าวสารเสก
    ท่านพระอาจารย์เลียบ วัดก้างปลา ทุ่งสง สุราษฏร์ธานี – พิกุลแห้ง
    ท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี – เส้นเกศา
    หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครชัยศรี - ลูกอม ชานหมาก เส้นเกศา
    หลวงปู่แก้ว วัดดอยโมคคัลลาน์ - ผงอิทธิเจ
    หลวงพ่อสาย วัดบางรักใหญ่ - ผงอิทธิเจ
    ท่านพระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ อุดรธานี - สบง
    หลวงปู่เปลื้อง ปัญญาวันโต วัดแก้วผดุงธรรม พัทลุง - เส้นเกศา
    ท่านพระอาจารย์สงัด วัดโพธิ - ผงอิทธิเจ
    ท่านพระอาจารย์ซิว วัดเชิงกระบือ นนทบุรี - ผงรัตนมณี ผงอิทธิเจ ผงนิติสิงเห ผงภควา ผงจินดามณี ผงปฐมัง ว่านเมตตาหลวง ผงสิบสองราตรี ผงสิบสองราศี ผงหอมศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย - จันทน์เทศ ว่านร่อนทอง ว่านนางคำ กำยาน จันทนา กฤษณา ว่านน้ำ ว่านสากเหล็ก กลัมพัก จันทน์ชะมด จันทน์แดง ขอนดอก ว่านมหาเมฆ ว่านกลีบแลด
    เข้าพิธีพุทธาภิเศกในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารมีอาจารย์องค์สำคัญหลายองค์ อาทิหลวงพ่ออุตตมะ ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถร หลวงพ่อพุธ ท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ วัดรัตนวนาราม พะเยา โดยมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร เป็นองค์ประธานในการปรก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250903_191823.jpg IMG_20250903_191844.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้จัดส่ง

    1756914212055.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756974238884.jpg 1756974241860.jpg 1756974244815.jpg 1756974233852.jpg

    พระปิดตา “ครูบากองคำ กตปุญโญ” วันเสาร์ ๕ ปี ๒๕๑๖ วัดดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
    ครูบากองคำ วัดดอนเปา จ.เชียงใหม่ สร้างเมื่อ วันเสาร์ ๕ ปี พศ. ๒๕๑๖ ลป.ครูบากองคำนั้น ท่านได้เมตตาสร้างไว้ให้สำหรับหนุนชะตาราศรีผู้ที่ดวงตก มีเคราะห์กรรมวิบากกรรมร้ายแรง โดนพ่อแม่สาปแช่ง และยังเปี่ยมไปด้วย.เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ด้านการเจรจาพาทีเป็นที่รักแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย ค้าขายดี เจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภหลั่งไหลมาสู่แบบไม่ขาดสาย ผู้ที่ทำมาหากินไม่ขึ้น หรือไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ค้าขายขาดทุน และเกิดปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการค้าขาย เมื่อได้บูชา นางกวัก และวัตถุมงคลต่างๆ ของท่านแล้วกลับกลายเป็นดวงดี ทำมาค้าขึ้นร่ำรวยกันขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อ
    ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนสงฆ์ ผู้ดำเนินตามรอยปฏิบัติแห่งองค์ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นอกจากนั้น ท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจาก หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, ครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน, ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่, ครูบาชุ่ม วัดวังมุย ลำพูน, หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดสวนดอก เชียงใหม่,และครูบาเมือง วัดท่าแหน ลำปาง อีกด้วย

    ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม ทั้งในศีล สมาธิ ปัญญาญาณ ปฏิบัติธรรมจนหมดสิ้นอาสวะกิเลสต่างๆ ได้ทุกประการ และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา โดยทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์อยู่เนืองๆ และทรงรับไว้เป็น "คนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์" ในกรณีที่อาพาธ อีกด้วย
    ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่เปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่ง สิ่งที่ท่านเมตตาต่อชาวโลกอย่างเป็นปกติก็คือ "การอาบน้ำมนต์ ขันบาตรเดียว" ท่านได้เมตตาเพื่อให้ความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ไปกราบนมัสการทำบุญกับท่าน โดยที่ท่านไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น อัฐิธาตุของท่าน กลายเป็นพระธาตุครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่ว่าอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งเดือน 30 บาทครับ

    IMG_20250904_182754.jpg IMG_20250904_182813.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756987749392.jpg

    เหรียญพระพุทโธอริยทรัพย์ วัดอาวุธ งานยกช่อฟ้าอุโบสถ ปี๒๕๔๑
    หลวงพ่อสังวาลย์เขมโกวัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรีอธิษฐานจิตปลุกเสก
    • หลวงตามหาบัวเทศน์กล่าวถึงหลวงปู่สังวาลย์
    ในตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า… “ หลวงพ่อสังวาลย์ เป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอันกว้างขวางลึกซึ้งมาก ยากที่จะมีใคร ๆ เสมอเหมือนได้ เพราะท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แสดงออกให้เห็นจากบริษัทบริวารศรัทธาทั้งหลายที่มาจากทุกทิศทุกทางคนเราต้องมาด้วยน้ำใจ น้ำใจเป็นของลึกซึ้งมากทีเดียว ถ้าลองน้ำใจได้ไหลลงไปที่ใดแล้ว เป็นได้ไหลตลอดไม่มีถอยนี่น้ำใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลไปด้วยธรรมของพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากความเชื่อความเลื่อมใสในหลวงพ่อสังวาลย์
    แม้องค์ท่านเองจะทุพพลภาพ ไปไหนมาไหนนอนสั่งอยู่บนเตียงก็ตาม แต่วาสนาบารมีของท่าน ไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเหมือนเรือนร่างของท่าน แต่เต็มไปด้วยความเมตตาต่อพี่น้องทั้งหลาย เช่นเวลานี้ท่านจะต้องคิดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มงานมาจนกระทั่งบัดนี้ วันนี้เป็นวันที่ท่านคิดมากห่วงใยกับชาติบ้านเมือง กับศาสนา กับจิตใจของพี่น้องชาวไทยเราว่าคราวนี้เป็นคราวที่ท่านเป็นผู้นำผู้หนึ่ง แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่ส่วนจิตใจและวาจาของท่านที่จะแสดงต่อพี่น้องทั้งหลาย ด้วยน้ำใสใจเมตตาจริง ๆ ว่า วันนี้งานเราจะเป็นอย่างไรบ้างนาแล้วก็หลวงตามหาบัว ท่านก็มาที่นี่ด้วย เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง อันเป็นเจตนาอย่างเดียวกัน แล้วงานของเราเพื่อรับชาติบ้านเมืองและรับจิตใจของเราขึ้นสู่ธรรมนี้ จะเป็นอย่างไรนะ จะบกพร่องอะไรหรือไม่ ท่านต้องเป็นกังวลมากมาย พี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้ก็แล้วกันเพราะท่านเป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอำนาจวาสนามากทีเดียวองค์หนึ่ง น่าชมเชยสรรเสริญเป็นอย่างมาก ที่ท่านอยู่นี่ท่านเป็นเหมือนแม่เหล็กเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของประชาชนให้ระลึกถึงท่านมากน้อยเพียงไร ย่อมเกิดเป็นกุศลมหากุศลขึ้นที่ใจของตน ไม่มีการเฉื่อยชา ไม่มีการจืดจางตลอดมา
    นี่เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรม วาสนาบารมีของท่านที่เคยเกี่ยวโยงกับพี่น้องทั้งหลายเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาเป็นบริษัทบริวารกันมา เมื่อพูดคำใดออกมาย่อมมีน้ำมีเนื้อมีรสมีชาติทุกสิ่งทุกอย่างต่อจิตใจของบริษัทบริวารทั้งหลายให้มีความอุตส่าห์พยายามในทางคุณงามความดีทั้งหลาย ท่านก็ได้ข้อคิดเต็มหัวใจวันนี้ พี่น้องทั้งหลายกรุณาตอบแทนท่านด้วยอำนาจแห่งการให้ทาน การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนาเดินตามรอยครูนี้แหละ จะเป็นผู้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป..” ; จากหนังสือ ชาติสุดท้าย หน้า ๗๗-๗๘
    ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่สังวาลย์_เขมโก
    วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก สุพรรณบุรี
    นามเดิมท่านคือสังวาลย์ นามสกุล จันทร์เรือง เกิดเมื่อ จันทร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่บ้านหนองผักนาก สามชุก สุพรรณบุรี บรรพบุรุษท่านมีอาชีพทำนา แต่โยมบิดาท่านเป็นผู้ที่ได้นำภาพยนตร์มาฉายในอำเภอสามชุกเป็นคนแรก
    • #อุปสมบทครั้งแรก
    เมื่ออายุครบบวช แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ บทสวดมนต์บางบท ท่านต้องจำจากที่แม่ชีสวดกัน ท่านจึงสวดมนต์ได้แค่อิติปิโส ฯ พาหุง ฯ แม้แต่นะโมก็ต้องต่อเอา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องลาสิกขาบท ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะลาเลย
    • ชีวิตสมรส
    ท่านสมรสกับแม่บาง เมื่ออายุ ๒๖ ปี ในปี ๒๔๘๑ แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ท่านยึดอาชีพทำนาแต่ด้วยเหตุที่ท่านมีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไรนัก บางครั้งขณะที่ทำงานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ท่านก็ต้องผลัดกันไถนาโดยอาศัยห้างนาเป็นที่พัก รอจนไข้ลดจึงได้ออกมาทำนาเป็นปรกติ บางทีก็ทำนาไม่ได้ ต้องให้ภรรยาท่านเป็นคนทำ ท่านจึงรับหน้าที่ เป็นผู้ช่วยหุงหาอาหารให้ภรรยาเท่านั้นเอง ท่านได้ทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยถึง ๒ ปี โดยในระหว่างนั้นท่านได้รับคำแนะนำจากแม่ชีจินตนา ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ให้ทำกรรมฐานเผื่อว่าโรคจะหาย
    ความที่ท่านมีโรคภัยนี้เอง จึงได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านได้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เห็นภัยที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งแม่บางไม่สบาย ท่านก็ได้ช่วยดูแลตามประสาสามี ธรรมดาของคนป่วยย่อมจะต้องมีความอิดโรยเป็นธรรมดาและช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านจึงช่วยตักน้ำราดศีรษะให้แม่บาง พอน้ำราดลงบนเส้นผม ไอระเหยที่โดนเส้นผมนั้น ส่งกลิ่นชวนให้น่ารังเกียจ เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน ทำให้ท่านเกิดสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งว่า ร่างกายของคนเรานี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เกิดแห่งทุกข์
    ครั้งหนึ่งท่านได้เดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั้งตัว แทนที่ท่านจะมองเห็นเป็นรูปร่างของตัวท่าน ท่านกลับเห็นเป็นอสุภนิมิต มีโครงกระดูกขึ้นแทน ด้วยตัวท่านเป็นผู้ฝึกทำกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทำให้จิตใจที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้น มีญาณทัศนะปรากฏขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านเห็นภัยในสังขารยิ่งขึ้นและเกิดความเบื่อหน่ายที่จะครองเรือนอีกต่อไป การสละจาการครองเรือนจึงได้เกิดขึ้น
    ท่านได้บอกกับแม่บาง ให้รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่ท่านจะไปสู่ธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เพื่อที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้จงได้ ในการจะออกบวชในครั้งนี้ท่านก็ได้ให้พ่อห่วง ผู้เป็นบิดา ให้บอกกับลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เป็นสินกับบิดาของท่าน ให้มาประชุมพร้อมกัน และท่านได้ขอร้องพ่อห่วงให้ยกเลิกสัญญาที่ลูกหนี้ทั้งหลายได้กระทำกับบิดาของท่าน ด้วยการฉีกเอกสารทิ้งทั้งหมด นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการให้ทาน อันเป็นที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง
    หลังจากนั้นท่านได้ทำมหาทานอีกครั้ง ด้วยการบอกภรรยาว่า จะขอออกบวชอีกครั้ง ให้แม่บางหาสามีใหม่ได้
    การบวชครั้งที่_๒
    เมื่อท่านอายุได้ ๓๕ ปี ณ วัดนางบวชอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเวลา ๑๔.๔๕ น. ของวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๔ โดยมี พระครูแขก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์ทองย้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการไสว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพุทธศาสนาว่า “เขมโก” อันมีความหมายว่า “ผู้มีธรรมอันเกษม”
    เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ป่าช้าวัดบ้านทึง สามชุก ท่านได้อาศัยอยู่ในป่าช้าโดยมีหลวงพ่อมหาทอง โสภโณ ซึ่งเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติ ผู้อาวุโส อยู่ด้วย ท่านเป็นผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ดีท่านหนึ่ง และท่านได้เป็นผู้แปลข้อศีลที่ว่า การไม่ยินดีรับเงินและทองเพื่อเป็นของตน หรือให้ผู้อื่นเก็บไว้เพื่อตน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อสังวาลย์ก็ไม่มีปัจจัยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และที่พระอาจารย์มหาทองท่านได้สอนหลวงพ่ออีกคือ
    สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวย สมาธิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิดเพราะจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
    เพียงประโยคนี้เท่านั้น ที่ท่านถือเป็นแนวทางปฏิบัติ มุ่งมั่นกระทำความเพียร อยู่ในป่าช้าตลอดเวลา ๕ ปี ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัตินี้เองทำให้ท่านรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยท่านได้ยึดหลักธุดงควัตรตลอดเวลา เมื่อท่านยังปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าช้าวัดบ้านทึง แทบทุกวันตอนที่ท่านบิณฑบาตสุดสาย จะมีโยมผู้หญิงรุ่นโยมแม่ (เป็นคนจับปลาย่านนั้น) พายเรือให้ข้ามฟาก
    วันหนึ่ง...
    หลวงพ่อสังวาลย์...." โยมเลิกดีกว่าหากุ้ง หาปลา ลูก ๆ ก็โตหมดแล้ว "
    โยม..." เลิกก็ดีเหมือนกัน อิฉันก็เบื่อเต็มที " แกรับและสารภาพ
    หลวงพ่อสังวาลย์...." อาตมาขอบิณฑบาต พวกแห พวกยอทั้งหมด "
    โยม..." ได้จ้ะ อิฉันจะขนไปให้ท่านเช็ดเท้า "
    ท่านเล่าว่าโยมผู้นี้หาปลามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีอาชีพอื่น แกบุกไปทั่ว ไม่ว่า ท่าโบสถ์ โพธิ์พยา ปากไห่ ฯ โยมมารับศีล ๕ แล้วท่านก็บอกว่า
    หลวงพ่อสังวาลย์...." บ้านโยมมีไม้ไผ่เยอะ สานพัด สานกระบุงขายจะรวย "
    โยม..." ค่ะ อิฉันจะลองทำดู "
    คุณโยมตั้งตัวได้ในที่สุด เพราะพัด - กระบุง - ตะกร้า ที่ช่วยกันสาน ลูกๆ แม่ๆ ไม่พอส่งขาย...ท่านว่า..ก่อนจะพูดให้โยมเลิกนั้น มันมีสิ่งที่ปรากฏขึ้นในกรรมฐานท่านมาก่อน เมื่อนักล่าประจำลุ่มน้ำมาถือศีลได้ จึงเลื่องลือไปไกล
    มีพระอาวุโส ท่านหนึ่งมาหาแล้วกล่าวว่า...
    พระอาวุโส... " ท่านสังวาลย์เก่งจริง เอาคนหาปลารักษาศีลได้ "
    หลวงพ่อ..." โยมเขาขาดคนชี้นำเท่านั้น...เขาขาดครู "
    พระอาวุโส..." ท่านนี่มีความรู้เหลือหลาย "
    หลวงพ่อ..." รู้เขานั้นไม่ใช่ดีเสมอไป รู้เรานั่นแหละเป็นอุดมมงคล
    ตลอดเวลา ๕ ปี ที่หลวงปู่สังวาลย์ปฏิบัติภาวนาอยู่ในป่าช้านั้น ท่านได้ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด โดยอยู่ป่าช้าเป็นวัตร บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร ฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร และใช้ผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร
    ท่านว่า เมื่อทำสมาธิยิ่งยวดมากเข้า ความรู้ต่างๆ อันเกิดจากแสงสว่างมีมากขึ้น ความรู้เห็นนี้มันเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่อยากหรือไม่อยากให้มันเกิด พอมันเกิดก็น้อมเข้าไปดูภายใน เข้าทางจมูกก็ได้ เข้าทางปากก็ได้ เข้าทางตา เข้าทางทวารทั้ง ๙ ได้หมด กายภายนอกและกายภายในที่ปิดบังอยู่นั้นเปิดหมดเลย
    “อสุภกรรมฐานปรากฏตลอดเวลา ทำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ๗ วัน ๗ คืนก็มี อาหารบางวันก็ฉันบ้าง บางวันก็อดเอา กายเบาใจเบาเสียแล้ว ความสุขความปีติมีมารักษาใจ ความหิวจึงไม่กำเริบ จึงบิณฑบาตเพียงเฉพาะอาจารย์”
    หลังจากที่ท่านได้ออกจากป่าช้า ก็มิได้ละเลยหรือทอดธุระในภาคปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย โดยท่านจะนึกถึงคำของอาจารย์ที่ว่า นักปฏิบัติจะทิ้งการปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลมท่านเองก็เป็นเช่นนั้น จากนั้นท่านจึงธุดงค์ไปภาคใต้ ถือธุดงควัตร อย่างเคร่งครัด และธุดงค์ขึ้นไป อ.หันคา จ.ชัยนาท จนเจอรอยพระพุทธบาท บนยอดเขาที่บ้านเชี่ยน หรือ ที่วัดเขาสารพัดดีศรเจริญธรรม จ.ชัยนาท ในปัจจุบัน เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และไปสร้างวัดป่าน้ำตกเขมโก ที่ ด่านช้าง สุพรรณบุรี ท่านก็จะสั่งสอนและเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอมิได้ขาดเลย
    • #การเผยแผ่และสอนธรรมะ
    ในระยะเริ่มแรกท่านมีอุปสรรคมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ บางคนถึงกับเข้ามาทำร้ายและขัดขวางการเผยแพร่ธรรมทุกรูปแบบ แต่ในที่สุดท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และเผยแพร่ธรรมให้ทุกคนรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวาง มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรม เข้าห้องกรรมฐานปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ ที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี หลวงปู่จึงมีศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย
    ด้านการสอน ท่านเน้นการอบรมสั่งสอนบรรดาศิษย์ในเรื่องกรรมฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติ โดยพยายามให้ผู้ปฏิบัติเจริญสมถกรรมฐานเสียก่อน โดยใช้ภาวนาว่าพุทโธ ให้บริกรรมภาวนาคู่กับอานาปานสติกรรมฐาน
    “กรรมฐานมีการกำหนดความรู้กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พยายามทำสติ พยายามเจริญสติอยู่กับกองลมเข้า กองลมออก ไม่ปล่อยอารมณ์ไปในภายนอก เมื่อจิตสามารถสงบระงับดับนิวรณ์ได้แล้ว จึงสอนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบต่อไป”
    คำสอนของหลวงปู่สังวาลย์ที่เมตตาเทศน์สอนศิษย์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคำสอนสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค แต่กินความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก วันหนึ่งท่านเทศน์สอนพระเณรว่า
    “เราต้องสำรวมกายวาจาใจ กายสำรวมง่าย เดินอย่างมีสติไว้ ตาเพ่งไปแค่แอกเกวียน ส่วนใจสิยาก อะไรๆ ใจนั้นสำคัญนะมองให้เห็นความสกปรกไม่งาม แค่หน้าไม่ได้ล้าง เท้าไม่ได้ขัดถูสัก ๒-๓ วัน เป็นไง พิจารณาว่าไม่งามเหม็นสาบสาง เมื่อไม่ได้ฉาบทาปรุงแต่ง ฟันไม่ได้แปรงแค่วันสองวัน พูดทีมันเหม็นไม่รู้จักเท่าไร
    กำหนด "รู้หนอคิดหนอ" ไว้ ถ้าปล่อยไม่ทำสติมันจะเพลินในอารมณ์ กายสงบวาจาสงบแล้ว เหลืออีกอย่างเดียว ทำใจให้สงบให้ได้ การบวชของเราจะมีอานิสงส์มาก เราบวชแล้วไม่สำรวมใจ แม้มองตีนผู้หญิง กามคุณปรุงแต่งว่ามันสวยมันดี เป็นพระเขากราบไหว้ ถ้าคิดรักชีรักสตรีเพศแม่ไม่ดีหรอก เจ้าของเขารู้อายเขาตายเชียวนะ”
    เคยมีโยมคนหนึ่งถามท่านขึ้นว่า “หลวงพ่อ...คนที่ตายแล้วจะไปอยู่ไหน”
    ท่านก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ถ้าตายในขณะจิตโกรธ โลภ หลง จิตอยู่ในสภาวะนี้จิตจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าขณะจิตที่เป็นกุศล คิดถึงคุณงามความดีที่ได้ทำก็จะได้ไปสวรรค์ ไม่ไปอบายภูมิ ถ้าตายในขณะจิตสงบนิ่งเฉยๆ ก็จะไปเป็นพรหม หรือสำเร็จพระอรหันต์ไปเลย”
    “ถ้าเรามีธรรมะในดวงใจ แสงสว่างก็จะเกิดขึ้นมา ถ้าเราไม่มีธรรมะ มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ดวงจิตก็จะมืด มองไม่เห็นแสงสว่าง ถ้าจิตเราผ่องใส สะอาด จะมองเห็นแสงสว่างได้ง่าย การทำดวงจิตอย่างนี้ให้เกิดขึ้นไม่ใช่ของง่ายๆ
    อาตมาก็ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่อาตมาก็ปฏิบัติได้ ทำจิตให้สงบได้ ปฏิบัติให้จิตสงบก็จะรู้ใจตนเองได้”
    • #ช่วงบั้นปลายชีวิต
    หลวงปู่สังวาลย์ได้อาพาธจนเส้นประสาทในร่างกายใช้การไม่ได้ ทำให้ท่านต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี โดยมีพระอาจารย์สนอง กตปุญโญ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล
    หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ สิริรวมอายุได้ ๘๘ ปี พรรษา ๕๕
    ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามตลอดเวลาที่หลวงปู่ดำรงขันธ์ ชื่อของท่านจึงเป็นที่กล่าวขานในบรรดาศิษย์ ซึ่งต่างขนานนามยกให้ท่านเป็นพระดีศรีสุพรรณรูปหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง
    "นักปฏิบัติ จะหยุดปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลม" โอวาทธรรมคำสอนหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250904_190733.jpg IMG_20250904_190755.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756984098785.jpg

    พระเนื้อดินผสมผง หลวงพ่อพระงาม จัดสร้างพิธีเดียวกันกันเนื้อดินหลวงพ่อ ลี วัดอโศการาม , รูปเหมือน พระครูสังกิจโจ และอื่นๆฯ ออก ที่วัดเขาพระงาม ลพบุรี รวมพระเกจิอาจารย์สายกรรมฐาน ปลุกเสก ปี ๒๕๐๐ สภาพสวย
    พระเครื่องชุดนี้ถือว่าไม่ธรรมดา พิธีจัดสร้างโดย พระครูสังกิจโจ วัดเขาพระงาม(วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร ) จังหวัดลพบุรี เนื้อดินผสมผง จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.2500 มีหลากหลายเนื้อและพิมพ์ทรงรูปแบบ เป็นพระในชุดที่เข้าร่วมในพิธีใหญ่ฉลอง 25ศตวรรษ โดยท่านพ่อลี ธัมมธโร จัดขึ้นที่วัดอโศกราม จังหวัดสมุทรปราการ อธิษฐานจิต 7 วัน 7 คืน โดยครูบาอาจารย์สายกรรมฐานของท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต เหตุที่ว่าพระชุดนี้ทำไมถึงได้เข้าพิธีกึ่งพุทธกาลที่วัดอโศการาม คือ วัดเขาพระงามเป็นวัดในอุปถัมภ์ ของท่านพ่อลี ซึ่งมีความสัมพันธ์กันมาแต่ครั้งก่อน
    รายนามครูบาอาจารย์ที่เข้าร่วมอธิษฐานจิต
    1. พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาโม วัดป่าสาละวัน
    2. หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม
    3. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดถ้ำขาม
    4. หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก
    5. หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์
    6. หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง
    7. หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก
    8. หลวงตามหาบัว วัดบ้านตาด
    9. หลวงปู่หลุย วัดถ้ำผาบิ้ง
    10. หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง
    11. หลวงปู่หลอด วัดใหม่เสนา
    12. ท่านพ่อเฟื่อง วัดธรรมสถิต
    13. หลวงปู่เจี๊ยะ วัดภูริทัตฯ
    14. หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร
    15. หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล
    16. หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง
    17. เจ้าคุณแดง วัดป่าประชานิยม
    18. หลวงปู่ดูล วัดบูรพาราม
    19. หลวงปู่อ่อน ญานสิริ วัดป่านิโครธาราม
    20. หลวงปู่แว่น วัดถ้ำพระสบาย
    21. พระอาจารย์จวน วัดภูทอก ฯลฯ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลวงพ่อพระงาม
    ลพบุรี ปี ๒๕๐๐ พิธีใหญ่สายกรรมฐานหลวงปู่มั่นหลวงปู่เสาร์

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250904_175835.jpg IMG_20250904_175920.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757044914379.jpg

    หลวงปู่กลั่น คุณวโร แห่งวัดอินทราวาส อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แรกเริ่มเดิมที ท่านเป็นชาวโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี สมัยยังเป็นฆราวาส ก็มีชีวิตเหมือนลูกผู้ชายไทยในอดีต คือ.เสือเก่า ท่านมีความสนิทสนม กันมากกับ อดีตเสือใหญ่แห่งเมืองสุพรรณฯ (เสือฝ้าย เพ็ชนะ)
    ท่านขลังมาตั้งแต่ก่อนบวชเสียอีก เพราะยามว่างท่านก็ไปรับจ้างลงใบลานในวัด และ เล่าเรียนวิชาจาก
    พระอาจารย์ (หลวงปู่อ่อน อุตโม วัดชีสุขเกษม เป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาหลักๆของท่านเป็นส่วนใหญ่-ต้นตำหรับพระยันต์ที่ท่านใช้เป็นตัวหลักคือ."น.ทอทรหด")
    หลวงปู่คำ วัดหน่อพุทธางกูล (อยู่ตรงกันข้าม) ท่านแสวงหาวิชา-พระอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น
    หลวงพ่ออี๋(ไปเอา"กันหะ เนหะ"),
    หลวงพ่อภักต์ วักโบสถ์,
    หลวงพ่อภู วัดดอนรัก (เอาการสร้างตะกรุด),
    หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ,
    พ่อท่านคล้าย สวนขัน (เอา ฤ ฤามา-ฦ ฦาไป ใช้เวลา.6 เดือนกว่าจะได้.ใช้เวลาเรียนมาที่สุดในเท่าที่เรียนมาทุกๆ พระอาจารย์ฯ) และ ฆราวาส(อิสลาม) จ.ปัตตานี (เอาวิชาดูตูดจาน"เปิด3โลก")
    ส่วนที่ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ ลพ.ดิ่ง วัดบางวัวนั้นไม่จริง ท่านไม่เคยไปเรียนกับ ลพ.ดิ่ง บางวัวเลย วิชา.ลิง(หนุมาน) และปลักขิก ท่านเรียนมาจาก ลป.อ่อน อุตโม ทั้งสิ้น เพราะ ลป.อ่อน อุตโม ท่านสร้างปลัดขิก และ ลิงไม้แกะ ด้วย ส่วนพระยันต์ (สัพวิชาต่างๆ) ลป.กลั่น คุณวโรท่านนำมาใส่เสริมลงไปในวัตถุมงคลท่าน (เปรียบเสมือนยาหม้อใหญ่) วัตถุมงคลของท่านที่ทุกท่านรู้จักเสียส่วนใหญ่ ก็คือ.ปลัดขิก แต่จริงๆท่านสร้างไว้มากมาย ล้วนแล้วแต่มากประสบการณ์มากมาย วัตถุมงคลท่านๆท่านเสกเอง องค์เดียว ไม่นิมนต์ท่านใดมาร่วมเสก
    ท่านเคยบอกว่า (สมัยสร้างพระประธานในโบสถ์"หลวงพ่อในโบสถ์"พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์")ว่า.
    (ลูกศิษย์): ลป.ครับ จะนิมนต์พระอาจารย์รูปใดบ้าง มาฉลองโบสถหลังใหม่และพระประธาน
    (ลป.กลั่น คุณวโร): จะเชิญท่านมาทำไม เราก็สร้างเอง-เสกเองได้ ดั่งที่ที่โบราณท่านว่าไว้.ชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน
    วัตถุมงคลของท่านก่อนที่จะให้ใครไป ท่านจะต้องมั่นใจดีแล้วจึงให้ไป ท่านว่า.มันจะเป็นบาป-เป็นกรรม แต่ท่านก็ไม่เคยบอกกล่าวใครนะว่า.ของท่านดีอย่างไร-กันอะไร ท่านก็แค่กล่าวว่า.ของดี-ของมงคล จะเอาไว้ที่บ้านก็ดี เป็นมงคลบ้าน ไว้ที่ตัวก็ดี เป็นมงคลตัว ใครจะมาบอกว่า.พอเอาของท่านไปๆพบเจออะไรบ้างท่านก็เฉย กล่าวแต่ว่า.ก็ดี เป็นของมงคล แล้วก็ยิ้ม /
    พระผู้ที่ชาวอ่างทองให้ความเคารพนับถือมาก ท่านดังทางด้านปลัดขิกครับ วัตถุมงคลท่านมีประสบการณ์มาก โดยเฉพะด้านเมตตา และมหาอุตม์ นั้นเป็นที่เลื่องลือมาก คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนซุ้มมังกรหลวงพ่อกลั่นวัดอินทราวาส ปี๒๕๒๓

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250905_105028.jpg IMG_20250905_105048.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757043944625.jpg
    พระสมเด็จไม่เสร็จทุกรายถ้าได้ของแท้พิธีใหญ่แบบนี้
    พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ปี๒๕๒๑
    พิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ของวัดไชโย ในงานสมโภช ๑๙๐ปีแห่งชาตะของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
    รายนามพระคณาจารย์ เจริญพระพุทธมนต์ บริกรรมภาวนาและสวดพุทธาภิเษก ดังนี้
    ๑.หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่
    ๒.หลวงปู่สุด วัดกาหลง สมุทรสงคราม
    ๓.หลวงปู่เปรื่อง วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี
    ๔.พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล อ่างทอง
    ๕.พระมหาพุทธพิมพาภิบาล วัดไชโย อ่างทอง
    ๖.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    ๗.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    ๘.หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์
    ๙.พระครูประสานนวกิจ วัดพระนอนจักร์สีห์ สิงห์บุรี
    ๑๐.หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท
    ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
    ๑๒.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม
    ๑๓.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๑๔.พระครูศรีรัตนาภิวัฒน์ วัดวิเศษชัยชาญ อ่างทอง
    ๑๕.พระครูอดุลสุดกิจ วัดโคกพุทธา อ่างทอง
    ๑๖.พระครูใบฎีกาเจริญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๑๗.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม นครปฐม
    ๑๘.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    ๑๙.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ชัยนาท
    ๒๐.หลวงพ่อคูณ วัดสระแก้ว นครราชสีมา
    ๒๑.พระอธิการสน วัดไทร อ่างทอง
    ๒๒.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา
    ๒๓.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี
    ๒๔.พระอาจารย์จำเนียร วัดละมุด อ่างทอง
    ๒๕.หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร
    ๒๖.หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดสันติสังฆารามพรรณานิคม สกลนคร
    ๒๗.หลวงปู่คำแหง จนฺทสาโร วัดป่าสุวรรณนิเทศทรงธรรม ร้อยเอ็ด
    ๒๘.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี
    ๒๙.พระราชสุวรรณโมลี วัดต้นสน อ่างทอง
    ๓๐.พระราชสังวรญาณ(เจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    ๓๑.พระวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๓๒.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    ๓๓.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม.
    ๓๔.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี
    ๓๕.หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    ๓๖.พระครูสิริปัญญาธร วัดตูม อยุธยา
    ๓๗.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    ๓๘.พระครูวิบูลคุณาวัตร วัดน้อย อ่างทอง
    ๓๙.พระครูวิรัตนธรรมวัตร วัดรางฉนวน อ่างทอง
    ๔๐.พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กทม.
    ๔๑.พระอาจารย์บัว วัดแสวงหา อ่างทอง
    ๔๒.หลวงพ่อชม วัดอินทราราม ชัยนาท
    ๔๓.หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ สระบุรี
    ๔๔.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม
    ๔๕.หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี สระบุรี
    ๔๖.หลวงพ่อพุทธิ วัดวงศ์พาสน์ อ่างทอง
    ๔๗.หลวงพ่อสวน วัดบางกระดาน ตราด
    ๔๙.พระอาจารย์สมภพ วัดสาลีโข นนทบุรี
    ๕๐.หลวงปู่แว่น วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
    ๕๑.หลวงปู่ธูป วัดสุนทรธรรมทาน กทม.
    .. มวลสารเนื้อกระเบื้องโบสถ์อายุนับร้อยปี โบสถ์เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ .. ได้รับพลังพุทธมนต์นับครั้งไม่ถ้วน รวมพิธีใหญ่ๆอย่างสร้างเขื่อน ปี๒๔๙๕ พิธีทุกวันพระที่ลงปาฏิโมกข์ สวดมนต์ทำวัตร แค่นี้พุทธคุณก็สะสมอยู่ในตัวมวลสารแล้วครับ รวมทั้งพุทธคุณจากพระเกจิระดับประเทศในยุคนั้นหลายสิบท่าน...พระดีมีประวัติ เก่าแก่เกือบห้าสิบปี
    ดูรายนามครูบาอาจารย์ที่มาปลุกเสกก่อนครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250905_104425.jpg IMG_20250905_104444.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757073279662.jpg

    .....ประสบการณ์...
    ล็อคเก็ตรุ่นแรก ฉากฟ้า หลังตระกรุด3ดอก
    ถูกจ่อยิงระยะประชิด3นัดซ้อน กระสุนไม่ระคายผิว
    เป็นแค่แผลอย่างในรูปครับ ทั้งตัวห้อยล็อคเก็ตรุ่นเดียว
    เจ้าตัวบอกว่าเชื่อในบารมีหลวงพ่อหวล วัดชาวเหนือ
    คุ้มครองที่ทำไห้เข้ารอดมาได้ ......
    ....ตำนานเสือตะกั่วประสบการณ์กระโจนใส่ผู้ร้ายและเสืออุ่มทรัพย์เมตตามหานิยมค้าขาย
    ครบชุดเลยทั้งเมตตาทั้งคงกระพัน
    ประวัติหลวงพ่อหวล วัดชาวเหนือ
    หลวงพ่อหวล วัดชาวเหนือ หรือ วัดอุดรราษฎร์สัทธาราม ท่านมีนามเดิมว่า หวล นามสกุล ทองปาน พื้นเพท่านเป็นชาวตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกิดเมื่อแรม ๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล ตรงกับวันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ โยมบิดาของท่านชื่อนายชื่น ทองปาน โยมมารดาชื่อนางเปรม ทองปาน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องจากพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๔ คน
    ๑. นางรุม ทองปาน
    ๒. นายรวม ทองปาน
    ๓. นายรัด ทองปาน
    ๔. หลวงพ่อหวล ขนฺติสาโร (ทองปาน)
    ในวัยเด็กนั้น หลวงพ่อหวลเป็นเด็กที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ แต่มีนิสัยซื่อสัตว์สุจริต พูดน้อย มีความขยันหมั่นเพียรในการงาน และเป็นเด็กที่ชอบในการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม ในทางโลกศึกษาจบชั้น ป. ๔ (ในขณะนั้น) และจากนั้นได้ออกมาช่วยครอบครัว ซึ่งมีอาชีพทำนา
    ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อหวล มีอายุได้ ๒๔ ปี หลังจากเกณฑ์ทหารแล้ว ท่านจึงขอลาจากครอบครัวเพื่ออุปสมบท เนื่องจากมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเพื่อตอบแทนบุญคุณของบิดา มารดา ณ พัทธสีมาวัดชาวเหนือ ตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ได้รับฉายาว่า "ขนฺติสาโร" โดยมี
    พระครูโพธิสาทร (หลวงพ่อเฟื้อ) วัดบางลาน เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลวงพ่อสนาม วัดชาวเหนือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    หลวงพ่อปี วัดท่ามะขาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดชาวเหนือเพื่อร่ำเรียนวิชา และศึกษาพระธรรมวินัยจากหลวงพ่อสนามเป็นเวลา ๒ พรรษา จนสามารถสอบได้นักธรรมโท
    พรรษาที่ ๓ ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดอรุณรัตนคีรีราม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ในขณะที่จำพรรษาที่วัดอรุณรัตนคีรีราม ได้ร่วมสร้างหอฉันและเสนาสนะต่างๆ พรรษาที่ ๔ หลวงพ่อหวลก็เริ่มบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ที่ถ้ำเขาพริก ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกันกับวัดอรุณรัตน์ศีรีราม โดยท่านใช้เวลาเกือบทั้งคืนทั้งวัน ในการเจริญภาวนาและนั่งสมาธิปฏิบัติจิต จนวางรากฐานของจิต จนพอในขณะจิตเกิดความสงบเยือกเย็นพอที่จะปฏิบัติกัมมัฏฐาน ก้าวขึ้นสู่การบำเพ็ญสมณะธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
    พรรษาที่ ๕ หลวงพ่อหวล ท่านได้ออกเดินทางธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ และได้เดินทางไปหาหลวงพ่อแก้ว วัดหัวนา จังหวัดเพชรบุรี ได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอเรียนธรรมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิชาอาคมต่างๆ
    เมื่อศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อแก้วจนครบสิ้นแล้ว ท่านได้แนะนำให้หลวงพ่อหวลไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่บุดดา ได้ปฏิบัติเจริญสมณะธรรมอยู่ที่วัดบุญทวี ถ้ำแกลบ ตำบลธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
    และหลวงพ่อหวลได้อยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดบุญทวี ถ้ำแกลบ หลังจากการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน กับหลวงปู่บุดดาแล้ว ท่านจึงได้ออกเดินทางธุดงค์ ไปตามสถานที่ต่างๆ
    และได้เข้าไปนมัสการ ขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อสงฆ์ วัดแก้วฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร ในขณะที่หลวงพ่อสงฆ์ เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมที่เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งหลวงพ่อสงฆ์นั้น เป็นพระเกจิชื่อดังของภาคใต้รูปหนึ่ง มีวิชาอาคมสูง
    จากนั้นหลวงพ่อหวลก็ได้ออกธุดงค์ไปสถานที่สำคัญต่างๆ ของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย พม่า ลาว
    จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงพ่อหวล จึงได้เดินทางกลับมาที่วัดชาวเหนือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านอีกครั้ง พร้อมกับได้ทำการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและพัฒนาวัดเรื่อยมา
    ตลอดเวลาที่หลวงพ่อท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดชาวเหนือนั้น ท่านได้มีโอกาสเล่าเรียนวิชาอาคมเพิ่มเติมจากหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และได้นำวิชาความรู้ต่างๆ ที่สามารถนำมาช่วยเหลือ พุทธศาสนิกชนทุกคนทุกท่านตลอดมา
    หลวงพ่อหวล แม้ท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดชาวเหนือ แต่ท่านก็เป็นถึงเป็นประธานคณะสงฆ์วัดชาวเหนือ หลวงพ่อนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสมอมา ท่านสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่ได้พบเห็น เป็นผู้พร้อมด้วยจริยาวัตร อันงดงาม
    ผู้ที่มาเคารพสักการะขอพรจากหลวงพ่อก็ประสบกับความสำเร็จเรื่อยมา จตุปัจจัยไทยธรรมที่สาธุชนได้มีจิตศรัทธาบริจาคมานั้น ท่านไม่เคยสะสม มีผู้บริจาคมาเท่าไร ท่านก็ได้นำไปบริจาคสร้าง ถาวรวัตถุต่างๆภายในวัด
    และสร้างความเจริญให้แก่วัดชาวเหนือ ทั้งด้านสาธารณูปการ ด้านสาธารณะสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านศึกษาสงเคราะห์ และเผยแผ่พระธรรมวินัยได้ครบถ้วน สมกับเป็นพระสุปฏิปันโน และและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง
    หลวงพ่อหวล จำพรรษาที่วัดเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๐๗.๔๐ น. นับรวมสิริอายุได้ ๘๕ ปี ๑๑ เดือน ๙ วัน ๖๑ พรรษา.
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จพิมพ์พระประธานพระโมคคัลลาพระสารีบุตรหลวงพ่อหวล
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250905_185921.jpg IMG_20250905_185945.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757074511268.jpg

    พระวัดโบสถ์ลพบุรี
    (หลวงพ่อพริ้ง)มีดีทางแคล้วคลาด กำบังภัยอย่างยอดเยี่ยม คำกล่าวของหลวงพ่อกวยที่บอกกับลูกศิษย์ถึงหลวงพ่อพริ้ง
    หลวงพ่อกวยพบอภินิหารพระคณาจารย์ร่วมพิธี
    มหา พิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลจตุรพิธพรชัย ที่วัดรัตนชัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น หลวงพ่อกวยท่านพบอภินิหารของพระคณาจารย์ผู้ร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูปด้วยกัน เมื่อท่านเดินทางกลับมาถึงวัดโฆสิตารามได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังว่า
    พระวัดโบสถ์ ลพบุรี
    (หลวงพ่อพริ้ง) มีดีทางแคล้วคลาด กำบังภัยอย่างยอดเยี่ยมเมื่อ คณะศิษย์ทางวัดโฆสิตาราม ทราบจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อกวยเช่นนั้น จึงรีบเดินทางมากราบคารวะเพื่อขอเรียนวิชา กับพระคุณเจ้าทั้ง ๓ รูป หลวงพ่อนอ, หลวงพ่อออด และหลวงพ่อพริ้ง ท่านพูดว่า “กลับไปหาท่านพระครูชัยนาทเขาเถิดท่านรุ่งเรืองวิทยาคุณต่างๆอยู่แล้ว
    ประวัติของ หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” วัดโบสถ์โก่งธนู จังหวัด ลพบุรี
    ประวัติของ หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” วัดโบสถ์โก่งธนู จังหวัด ลพบุรี
    สำหรับพระครูประสาทวรคุณหรือที่ใครหลายคนรู้จักท่านในนามหลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน นั้นเดิมที่ท่านมีชื่อว่า พริ้ง เพ็งเพชร์ ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2443 ตรงกับวันศุกร์ที่ 2 เดือนพฤศจิกายนเป็นปีชวด ซึ่งเป็นวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 12 ท่านเป็นชาวจังหวัดลพบุรีโดยกำเนิดเกิดที่บ้านคุ้งนามอญ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโก่งธนู เป็นบุตรชายของคุณพ่อดึก และคุณแม่แสง เพ็งเพชร์ หลวงพ่อพริ้งท่านมีพี่น้องร่วมสายเลือด ทั้งหมด 6 คน ซึ่งหลวงพ่อท่านเป็นพี่ชายคนโต มีน้องสาวชื่อว่านางผลบ ไข่หงส์ มีน้องชายชื่อว่านายกรู่เพลงรอด,นายโหน่งเพลงรอด, นายบ่าย เพ็งรอด และน้องสาวคนสุดท้องของท่านชื่อว่านางสาวสาคร เพ็งรอด ซึ่งต่อมาภายหลังหลวงพ่อพริ้งท่านก็ได้เปลี่ยนนามสกุลตามน้องชายของท่าน ที่ชื่อนายกรู่ซึ่งเป็นผู้ต้นคิดในการเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “เพ็งรอด” และใช้นามสกุลนี้มาโดยตลอด
    สำหรับพระครูประสาทวรคุณหรือที่ใครหลายคนรู้จักท่านในนามหลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน นั้นเดิมที่ท่านมีชื่อว่า พริ้ง เพ็งเพชร์ ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2443 ตรงกับวันศุกร์ที่ 2 เดือนพฤศจิกายนเป็นปีชวด ซึ่งเป็นวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 12 ท่านเป็นชาวจังหวัดลพบุรีโดยกำเนิดเกิดที่บ้านคุ้งนามอญ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโก่งธนู เป็นบุตรชายของคุณพ่อดึก และคุณแม่แสง เพ็งเพชร์ หลวงพ่อพริ้งท่านมีพี่น้องร่วมสายเลือด ทั้งหมด 6 คน ซึ่งหลวงพ่อท่านเป็นพี่ชายคนโต มีน้องสาวชื่อว่านางผลบ ไข่หงส์ มีน้องชายชื่อว่านายกรู่เพลงรอด,นายโหน่งเพลงรอด, นายบ่าย เพ็งรอด และน้องสาวคนสุดท้องของท่านชื่อว่านางสาวสาคร เพ็งรอด ซึ่งต่อมาภายหลังหลวงพ่อพริ้งท่านก็ได้เปลี่ยนนามสกุลตามน้องชายของท่าน ที่ชื่อนายกรู่ซึ่งเป็นผู้ต้นคิดในการเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “เพ็งรอด” และใช้นามสกุลนี้มาโดยตลอด

    ในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้น คุณพ่อของท่านก็ได้นำท่านไปฝากไว้ที่สำนักของพระอาจารย์จาด ณ วัดไก่เตี้ย ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอบ้านแพรกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ได้เรียนหนังสือ ซึ่งวิชาที่ท่านได้เรียนในขณะนั้นก็คือวิชาอักษรภาษาไทยและภาษาขอมซึ่งเป็นวิชาที่ผู้คนจะต้องเรียนในยุคนั้นโดยเริ่มต้น หลวงพ่อพริ้งนั้นท่านเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศอีกทั้งยังหัวไวเรียนรู้ได้เร็วกว่าศิษย์คนอื่นๆที่เรียนในรุ่นเดียวกันจึงทำให้ท่านสำเร็จวิชาได้เร็ว
    แต่สมัยเด็กๆหลวงพ่อพริ้งท่านมักจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก จึงทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของท่านคิดว่าหากให้ท่านมาช่วยประกอบอาชีพทำไร่ทำนาก็คงจะไม่น่าไหว นั่นเป็นเหตุผลที่หลวงพ่อท่านจึงได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ท่านบทที่สำนักของพระอาจารย์จาด หลังจากที่ได้บวชแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนทางด้านเวทมนต์ เป็นพระอาจารย์คนแรกของท่านก็คือพระอาจารย์จาดซึ่งในยุคนั้น พระอาจารย์จาดท่านค่อนข้างมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องนี้
    และเมื่อหลวงปู่ท่านอายุได้20 ปีบริบูรณ์ท่านก็เข้าพิธีอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ 2463 ในวันที่ 2 เดือนเมษายน ท่านบวชอยู่ที่วัดญาณเสน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรีที่ตำบลโก่งธนู อำเภอเมือง ซึ่งพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อหลำ ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเสนอยู่ พระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อแสนแห่งวัดญาณเสน และพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อฝอยแห่งวัดญาณเสน และฉายาททางธรรมของหลวงพ่อพริ้งก็คือ “มณีธาโน”
    การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง
    การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง
    เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อย่างเต็มตัวแล้ว หลวงพ่อท่านก็มีความเคร่งครัดต่อการปฏิบัติ รวมถึงจริยวัตรอันงดงามเป็นคนพูดน้อย และมักจะปฏิบัติอยู่ตลอด ซึ่งในขณะที่หลวงพ่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดญาณเสน ท่านก็ได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์ติดตามพระอุปัชฌาย์ของท่านร่วมกับพระภิกษุองค์อื่นๆอีก 7 รูป
    โดยอุปนิสัยส่วนตัวของหลวงพ่อพริ้งนั้นท่านเป็นคนพูดน้อย และรักความสงบอีกทั้งยังมีความมุมานะและตั้งใจในการแสวงหาทางสงบเป็นเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ท่านยิ่งปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและเป็นเช่นนี้มาเสมอ ซึ่งหลวงพ่อพริ้งท่านจะยึดนำกิจธุดงค์มาปฏิบัติ ซึ่งหลวงพ่อท่านมีความตั้งใจและได้เปิดเผยถึงเรื่องราวเหล่านี้ให้กับพระอาจารย์ของท่านทั้งพระอาจารย์จาดและพระอาจารย์หลำทราบ ตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร และเมื่อได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์ท่านก็ปฏิบัติอย่างตั้งใจ
    ซึ่งการเดินธุดงค์นั้นพระอาจารย์จาดได้เคยให้เหตุผลกับหลวงพ่อพริ้งซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านว่า ผู้ที่จะออกธุดงควัตรเพื่อปฏิบัตินั้น กว่าจะได้มาซึ่งความสำเร็จมานั้นมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจะต้องออกเดินธุดงค์ไปยังป่าลึกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายไม่ว่าจะภัยจากสัตว์ป่าอันร้าย รวมถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น และดวงจิตต่างๆและดวงจิตต่างๆ ที่ยังไม่ได้หลุดพ้นจากวิบากกรรม อีกทั้งจะเรื่องของอาถรรพ์ต่างๆตามป่าดงพงไพรที่มีมากนัก และหนทางที่จะผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ได้ก็คือภาวะทางจิตอันแกร่งกล้า
    ซึ่งดวงจิตอันแกร่งกล้านั้นจะได้มาก็ต่อเมื่อการฝึก ดังนั้นการหมั่นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นสิ่งที่เพิ่มสมาธิให้เรามีปัญญาและมีพลังจิตที่แกร่งกล้าได้ ในเมื่อดวงจิตของเรามีความแกร่งกล้าสิ่งนั้นแหละจึงจะเป็นเกราะป้องกันตัวเรารวมถึงป้องกันภัยจากกิเลสต่างๆในใจทั้งหลายได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระอาจารย์ทั้งสองของท่านได้อบรมสั่งสอนท่านอย่างเสมอมา
    เมื่อผ่านในเรื่องของการทดสอบจิตใจจากพระอาจารย์ซึ่งก็คือหลวงพ่อหลำ จนเป็นผู้นำในการเดินธุดงค์แล้ว เป้าหมายแรกที่จะมุ่งไปก็คือภาคเหนือ น่าจะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเส้นทางในการไปถึงของยุคนั้นค่อนข้างเป็นไปด้วยความยากลำบากไม่ได้สบายเหมือนในปัจจุบัน รถลาในสมัยก่อนก็ไม่มี ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้เวลาน้อยๆในการเดินทางเลย ทั้งต้องเดินทางผ่านห้วยน้องคลองบึง ซึ่งระหว่างทางนั้นก็ย่อมเผชิญกับสัตว์นานาชนิดในป่า อีกทั้งยังจะต้องเข้าป่าดงพงไพรไปพบกับสิ่งต่างๆ ที่อาจมองไม่เห็นรวมถึงดวงวิญญาณที่ยังไม่ผ่านการหลุดพ้นในระหว่างการเดินทาง เมื่อค่ำที่ไหนก็ต้องนอนที่นั่น และต้องเจริญจิตภาวนาในทุกๆที่
    รวมถึงการแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยามเช้าก็ต้องเก็บเครื่องอัฐบริขาร เจริญภาวนาและออกเดินทางต่อ อยู่เช่นนี้จนกว่าจะไปถึงกับจุดหมายซึ่งก็คือภาคเหนือ ในปัจจุบันเราขับรถยนต์จากจังหวัดลพบุรีไปยังจังหวัดที่อยู่ภาคเหนือกี่กิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่าในยุคที่หลวงพ่อพริ้งท่านเดินธุดงค์นั้นท่านเดินทางเท้า และถึงแม้ว่าจะพบกับอุปสรรคต่างๆในระหว่างการเดินทางมาอย่างมากมายแต่หลวงพ่อท่านก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง
    รวมถึงได้พบกับพระอาจารย์ผู้มีวิชาอีกหลายท่าน ที่เมืองปากน้ำโพ และได้แลกเปลี่ยนทัศนะความรู้ด้านทางธรรมต่อกัน จนทำให้ท่านนำมาต่อยอดวิชาอาคมรวมถึงทางด้านพลังจิตให้ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งหลวงพ่อพริ้งท่านได้วิชา ตัดสายรุ้งละลายเมฆ วิชาบังไพร มาจากหลวงพ่อพวงแห่งวัดหนองกระโดน ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าวิชาบังไพรนี้หลวงพ่อพริ้งท่านได้นำมาใช้ในขณะที่มีโขลงช้างเข้ามาใกล้กับบริเวณที่ท่านปักกลดในขณะกำลังออกเดินธุดงค์
    ซึ่งนับได้ว่าท่านเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคม และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวจังหวัดลพบุรีในยุคก่อนอย่างมาก เรียกได้ว่าแทบทั้งชีวิตของท่านนั้นอุทิศให้กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง หลวงพ่อพริ้งท่านมรณภาพในปีพ.ศ 2527 รวมสิริอายุได้ 84 ปี 64 พรรษา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อพริ้งวัดโบสถ์โก่งธนู ออกวัดชีแวะปี๒๕๒๓ที่ระลึกวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250905_191059.jpg IMG_20250905_191140.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757075435827.jpg

    1 ในศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อเดิม อีกหนึ่งรูปครับ
    ::::::”สายเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด เมืองหนองบัว”:::::::
    :::::”พระครูนิกรปทุมรักษ์(หลวงพ่ออ๋อย สุวรรณโณ)”
    ประวัติหลวงพ่ออ๋อย วัดหนองบัว-หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
    หลวงพ่ออ๋อยนามเดิมท่านชื่อ อ๋อย พรมบุญ บิดาทานชื่อ พรม มารดาชื่อ พวง ท่านเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2442 ปีกุน หมู่ที่ 2 บ้านใหญ่ ต.หนองกลับ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร (ขณะนี้โอนมาขึ้นกลับ อ. หนองบัว จ.นครสวรรค์)
    เมื่ออายุครบบวชท่านได้อุปสมบท ณ วัดเขาพนมรอก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ มีพระนิพันธ์ธรรมมาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการอู่ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการพรมเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2462
    หลวงพ่ออ๋อยท่านเป็นพระเถระรุ่นราวคราวเดียวกันกับ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ และ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว นครสวรรค์ หลวงพ่อสวาสดิ์ วัดห้วยร่วม อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ เพียงแต่หลวงพ่ออ๋อย มีอาวุโสน้อยกว่า แต่ท่านชอบไปมาหาสู่กันเสมอๆ ถ้ามีงานด้านพุทธาภิเษก มักจะปลุกเสกร่วมกันเสมอ
    ในสมัยที่หลวงพ่ออ๋อย ได้เป็นพระสมุห์อ๋อย ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ แล้วท่านยังได้นิมนต์ หลวงพ่อเดิม มาสร้างศาลาการเปรียญที่วัดหนองบัวด้วยซึ่งก็แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
    หลวงพ่ออ๋อย ท่านเป็นพระเถระที่มีบารมีท่านหนึ่ง ประชาชนมักจะนำบุตรมาบวชเป็นศิษย์ของท่านปีละประมาณ 300 กว่ารูปทุกปี เป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศ ทั้งเป็นผู้ที่มีอารมณ์ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ชอบเล่าเรื่องขบขันและยังชอบเล่านิทานพื้นบ้านอีกด้วย...สิ่งที่หลวงพ่ออ๋อย ท่านโปรดปรานมากเวลามีงานที่วัดจะขาดเสียมิได้คือ เพลงโคราช หลวงพ่ออ๋อยท่านจึงเป็นมิ่งขวัญของชาวหนองบัวโดยแท้ และสิ่งที่ชาวบ้านนิยมที่สุดคือ วัตถุมงคลของหลวงพ่ออ๋อย ที่ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชามาจาก หลวงพ่อเดิม ที่ประชาชนนิยมกันมากก็จะเป็น มีดด้ามงาท่านสร้างปีละประมาณ 250 เล่ม ตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา นับว่าสร้างมีดมากที่สุดในบรรดาศิษย์สายหลวงพ่อเดิม...
    หลวงพ่ออ๋อย ท่านมีโรคประจำตัวคือ โรคต่อมลูกหมากอักเสบ เคยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์หลายครั้ง เนื่องด้วยท่านอายุมากแล้ว ไม่สามารถผ่าตัดได้ รักษาโดยวิธีกินยา ครั้งสุดท้ายท่านป่วยอีกต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหนองบัว และได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2529 ทำการรักษาที่โรงพยาบาลจนถึงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2529 ท่านก็ได้มรณะภาพลง เวลา 02.05 รวมอายุได้ 87 ปี พรรษา 67 และได้ทำการตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่วัดหนองบัว 15 วัน
    การจากไปของท่าน สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ผลงานและเกียรติคุณและความเคารพนับถือในพระคุณ ท่านยังปรากฏอยู่ ดุจประหนึ่งว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ด้วยท่านสร้างถาวรวัตถุและวัตถุมงคลไว้ให้คุ้มครองศิษย์เป็นอันมาก เป็นอนุสรณ์สืบไป...
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระรูปเหมือนเตารีดเนื้อทองเหลืองหลวงพ่ออ๋อยวัดหนองบัว

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250905_192103.jpg IMG_20250905_192131.jpg
     
  14. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  15. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  16. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  17. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +95
    จองบูชาครับ
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757178844167.jpg

    "อย่าเอาประวัติเราไปโฆษณาเลย มีอีกหลายท่านที่เก่งกว่าเรา ของเราถ้าจะดีก้อให้ดีกับตัวมันเอง"
    คำกล่าวของหลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ อ.แกลง จ.ระยอง
    ประวัติหลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ (พระครูสุนทรธรรมานุศาสก์ ) จนุทสิริ
    หลวงพ่อรวย นามเดิม ชื่อ รวย ประกอบเกื้อ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2449 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย
    ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ตรงกับวันคล้ายวัดเกิดของท่าน พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) (อย่างที่เราท่านรู้จักกัน)..
    ที่มาของพระชุดเนื้อผงพิเศษ......
    หากจะกล่าวถึงเกจิภาคตะวันออก ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างเช่น หลวงปู่หิน. หลวงพ่อโต. .หลวงปู่ทิม. และอีกหลายท่านที่เก่งๆๆ หนึ่งในนั้น คือ หลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ จนมีซินแส ที่เคยทำนาย หลวงปู่ทิม ว่าจะได้รับความนิยมมาแล้ว ..หลวงพ่อรวยก้อเช่นกัน ..ซินแสผู้นั้นก็ได้ทำนายหลวงพ่อรวยไว้ว่าต่อไปจะมีผู้คนนิยมชมชอบเหมือนกัน.. หลวงพ่อรวยเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย แห่งภาคตะวันออก..........
    .......หลวงพ่อรวยนั้นได้เริ่ม เล่าเรียนวิชาไสย์เวส ตั้งแต่เป็นคาราวาส จนถึงตอนบวชเป็นพระ ก้อยังฝากตัวเป็นศิษย์ ขอเรียนวิชา กับเกจิดังๆๆมากมาย จนได้รับการยกย่อง จากเกจิช้ันแนวหน้า เช่น หลวงพ่อคูณ หลวงพ่อเปิ่น ครั้นร่วมงานพุทธาภิเษกพร้อมกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่ไว้ให้หนูครับ
    .....26 มิถุนายน 2449-2568 ขอร่วมน้อมรำลึกในวาระครบรอบ 119 ปีชาตกาลพระครูสุนทรธรรมานุศาสก์ หรือหลวงพ่อรวย จันทสิริ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าเรือ ต.แกลง จ.ระยอง.....พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ชาวเมืองระยอง และพุทธศาสนิกชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2471 ณ พัทธสีมาอุโบสถวัดเขาดิน (วัดเก่า) โดยมีพระครูสุนทรสมานคุณ (หลวงพ่อแอ่ว) เจ้าคณะจังหวัดระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้นามฉายาว่า “จันทสิริ” ปี 2487 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าเรือ ซึ่งในขณะนั้นโยมมารดาได้ถึงแก่กรรมลง เมื่อหลวงพ่อจัดการงานศพมารดาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ปรารภกับญาติโยมว่า “จะขอครองเพศบรรพชิตไปจนตลอดชีวิต” จากนั้นได้ฝึกฝนเจริญสมาธิถือศีลภาวนา ปฏิบัติธรรมสมาธิเก่งกล้า อีกทั้งยังได้จัดสร้างเหรียญ ผ้ายันต์ เครื่องรางของขลังต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือในความเข้มขลัง มากด้วยพุทธคุณ กล่าวได้ว่าท่านเป็นพระเกจิอันดับต้นๆ ในยุคของหลวงปู่คร่ำ แห่งวัดวังหว้า, หลวงปู่บุญ แห่งวัดบ้านนา ฯลฯ สมัยนั้นถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อรวย ต้องบอกว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่าน ฯ....ด้านวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังก็มีอาทิ พระบูชา พระกริ่ง-พระชัย พระรูปหล่อ พระนาคปรก พระปิดตา พระสังกัจจายน์ พระเนื้อผง พระเนื้อโลหะ พระสมเด็จ ล็อกเกต รูปถ่าย แหนบ ผ้ายันต์ และเหรียญออกตามวาระรุ่นต่างๆ ทุกรุ่นล้วนเป็นที่เลื่องลือในความเข้มขลังมากด้วยพุทธคุณทั้งโชคลาภ เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย ปัจจุบันบางรุ่นบางพิมพ์ก็ยังหาบูชาได้เช่นกัน ฯ หลวงพ่อรวย มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2536 สิริอายุ 87 ปี 65 พรรษา ท่ามกลางความเศร้าโศกของบรรดาศิษยานุศิษย์ แต่ความเลื่อมใสศรัทธาในคุณงามความดีของท่านไม่เคยจางหายไปจากจิตใจของชาวบ้าน ปัจจุบันสรีระหลวงพ่อรวย บรรจุอยู่ในโลงไม้สักตั้งประดิษฐานที่ศาลาวิหารวัดท่าเรือ ให้ประชาชนพุทธบริษัทผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป ได้มากราบสักการะขอพรพร้อมปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อรวย ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต คงเหลือไว้แต่เพียงคุณธรรมความดีงาม ตลอดจนความศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ของหลวงพ่อให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ และศรัทธาญาติโยมชาวบ้านทั้งหลายสืบต่อไป.
    ***ขอขอบพระคุณบทความดีๆจากอาจารย์ฑีฆายุ คงอ่อน ผู้อำนวยการนิตยสารร่มโพธิ์มากๆครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงแซยิดผสมเกศาหลวงพ่อรวยวัดท่าเรือ ปี ๒๕๓๕..องค์นี้เห็นเกศาอยู่ด้านบนขององค์พระ
    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250907_001249.jpg IMG_20250907_001320.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757179671331.jpg

    ผจญเสือสมิง
    หลวงปู่พวง วัดสหกรณ์รังสรรค์ พระมหาเถราจารย์แห่งเมืองสระบุรี
    ในป่าดงดิบมักจะมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เช่น ผีป่า ผีโป่ง ผีกองกอย หรือเสือสมิง หลวงปู่พวงหลุดรอดมาได้ก็ด้วยการอาศัยเจริญเมตตาบารมีเป็นที่ตั้ง ทำให้ผีเหล่านั้นเกรงกลัวไม่กล้าเข้ามารบกวนท่านได้ ครั้งหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์ผ่านไปพบกองกระดูกอยู่กับกองผ้าเหลืองเปื่อยๆ ผุๆ พร้อมกับกลดและบาตรที่สิ้นสภาพ หลวงปู่พวงจึงรู้ในขณะนั้นว่าพระธุงดงค์รูปที่มานอนมรณภาพอยู่ตรงหน้านี้ต้องอาบัติในธุดงค์วัตร มีวัตรอันไม่บริสุทธิ์ จึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างน่าอนาถ ท่านจึงได้รวบรวมผ้าเหลือง กระดูก กลด และบาตรเข้าด้วยกันแล้วนำไปฝังอย่างเรียบร้อย พร้อมกับสวดมาติกาบังสุกุลให้เป็นที่เรียบร้อยจึงตกลงใจปักกลดค้างคืนอยู่ที่ตรงนั้น พอตกดึกในคืนนั้นเอง ขณะที่ท่านกำลังทำสมาธิภาวนา พลันก็มีสิ่งแปลกปลอมเดินเข้ามาใกล้กลด กลิ่นสาบสางคละคลุ้งโชยเข้าจมูกแทบจะสำลัก หลวงปู่พวง ยังคงนั่งสมาธิภาวนาอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมขยับเขยื้อน เจ้าเสือพานกลอนขนาดใหญ่เห็นท่านไม่เกรงกลัวมัน มันจึงแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างดุร้ายหมายจะกัดกินท่านเป็นอาหาร ท่านจึงรวบรวมจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับเสือ พร้อมปากก็พูดว่า “เอ็งหากินของเอ็ง ข้าก็ออกธุดงค์เพื่ออยู่ในทางธรรม เอ็งอาศัยสัตว์น้อยใหญ่ต่อชีวิต ข้าก็อาศัยภัตตาหารดำรงชีวิต เอ็งมาข้าก็ดีใจ ไม่มีอะไรก็นอนเสียเถิด” หลังจากกล่าวจบแล้ว หลวงปู่พวงก็น้อมชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยอธิษฐานว่า หากเสือกับท่านมิได้เคยผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันในชาติปางก่อน ก็ขอให้เสือหลีกทางให้ ถ้าเคยผูกเวรกันมาก็ขอให้เอาท่านไปกินเพื่อชดใช้กรรม เป็นที่อัศจรรย์ปรากฏว่าเสือตัวนั้นหยุดคำราม และทำตามคำสั่งของท่านอย่างว่าง่าย เหมือนพูดกับนักเรียน มันลดความดุร้ายลง และค่อยๆ ล้มตัวลงนอนข้างๆ กลดของท่าน ส่วนท่านก็ได้เจริญสมาธิภาวนาจนรุ่งเช้า พอท่านลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็พบว่าเสือสมิงได้หายไปจากที่มันล้มตัวนอนเมื่อคืนนี้ คงเหลือแต่รอยเท้าของมันที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ต่อไป จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์อีกรูปหนึ่ง จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ไปจนทะลุถึงเขตชายแดนพม่า ณ ที่นั้นเอง หลวงปู่พวงและพระธุดงค์รูปนั้นก็ได้แสดงอภินิหารซึ่งกันและกัน และได้แลกเปลี่ยนวิทยาคม จนเป็นที่พอใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลวงปู่พวงได้เดินธุดงค์ต่อไปจนถึงประเทศลาว ท่านได้เคยรู้จักคุ้นเคยกับพระเณรที่เวียงจันทร์หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ที่นครเวียงจันทร์ ท่านได้ช่วยเหลือพระเณรที่นั่นก่อสร้างสิ่งต่างๆ จนสำเร็จหลายแห่ง จนเป็นที่ชื่นชอบอัธยาศัยของพระเณรในเวียงจันทร์มาก ถึงกับนิมนต์ให้ท่านประจำวัดอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ท่านได้ปฏิเสธไป เพราะท่านยังมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก เมื่อหลวงปู่ได้ปฏิเสธในการอยู่เวียงจันทร์แล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์ออกจากเวียงจันทน์มุ่งหน้ามายังประเทศไทย ท่านเดินลัดเลาะจนมาถึงเขตชายแดนไทยติดต่อกับเขมรที่จังหวัดตราด ท่านได้เดินธุดงค์เข้าไปในเขตของเขมรต้องผจญกับพวกเขมรต่ำเจ้าแห่งอวิชชามนต์ไสยดำทั้งปวง ต้องกัน ต้องแก้ และทำลาย เรียกว่าไม่มีวิชาอาคมกล้าแข็งจริงๆ แล้ว ก็จะถูกพวกเขมรต่ำทดลองด้วยมนตร์ไสยดำ เช่น ยาสั่งบังฟันหรือบิดไส้ แต่ท่านก็สามารถเอาชนะพวกเดรัจฉานวิชาเหล่านี้ได้ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นพากันศรัทธาในตัวท่านมาก นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาในเขตแดนของเขมรตลอดไป แต่ท่านได้บอกปฏิเสธและได้เดินทางเข้าประเทศไทย ในที่สุดการเดินทางมหาธุดงค์แบบมาราธอนของหลวงปู่พวงก็สิ้นสุดลง จะเห็นได้ว่าท่านเดินด้วยเท้าเปล่าๆ ไปตามทางทุรกันดารแสนจะลำบากยากเข็ญ บางครั้งธุดงค์ไปในที่ห่างไกลหมู่บ้าน มีแต่ป่าดงดิบ และอาหารการกินก็ไม่มี ต้องฉันยอดไม้กับใบไม้แทนข้าว แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ ท่านได้เดินธุดงค์จากอำเภอวิหารแดงจังหวัดสระบุรี ไปถึงเขตชายแดนพม่าแล้วย้อนกลับไปประเทศลาว และสุดท้ายก็เข้าชายแดนเขมร นับว่าท่านได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าหลายพันกิโลเมตร
    @ตอนที่1
    -ประวัติหลวงปู่พวง
    หลวงปู่พวง ท่านมีนามเดิมว่า พวง ดาราไพร เกิดเมื่อปีพุทธศักราช 2447 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 5ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย อันเป็นวันพิเศษเรียกว่าพญาวันซึ่งทางโหราศาสตร์และทางไสยศาสตร์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีดวงแข็ง ดวงแรงมาก เพราะวันเช่นนี้ต้องใช้เวลา หลายๆปีถึงจะวนกลับมาสักครั้งนึง ท่านเกิด ณ บ้านหนองสีดา อ.หนองแซง จ.สระบุรี พื้นเพเดิม โยมบิดามารดา ของท่านเป็นคนบ้านหนองตะเฆ่ อ.หนองแค จ.สระบุรี โยมบิดาชื่อ นายดำ มารดาชื่อนางน้อย นามสกุล ดาราไพร ครอบครัวประกอบอาชีพ ทำไร่นา กสิกรรมเกษตรกร
    -ช่วงวัยเด็ก
    หลวงปู่พวง ท่านได้รับการศึกษา จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประชาบาล ใกล้บ้าน ในสมัยนั้นช่วงวัยอายุ 10 ขวบ โยมบิดา ได้นำตัวเด็กชายพวงไปถวาย หลวงพ่ออินทร์ วัดไก่เส่า ให้เป็นศิษย์(เด็กวัด)ศึกษาอบรม ในระเบียบวินัยและความรู้อยู่กับหลวงพ่ออินทร์ โยมบิดามารดาหวังที่จะให้เด็กชายพวงได้อยู่ในระเบียบวินัยอยู่ในโอวาทของพระผู้เป็นอาจารย์ ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ เพิ่มเติมจากหลวงพ่ออินทร์ ด้วยความขยันขันแข็งและเป็นผู้ที่มีความสนใจฝักใฝ่ในวิชาความรู้ หลวงปู่พวง จึงได้รับความเอ็นดูจากหลวงพ่ออินทร์เป็นอย่างมาก
    -ช่วงวัยหนุ่ม
    ท่านนับได้ว่ามีหัวใจของความเป็นลูกผู้ชาย ชาตรีมีความสนใจเรื่องยาแผนโบราณและสมุนไพรต่างๆรวมถึงวิชาอาคม มาตั่งแต่วัยหนุ่ม หลวงปู่ ยังได้ใช้วิชาความรู้ทั้งหมด สงเคราะห์ชาวบ้านช่วยเหลือ ยามมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ตามวิถีของชนบทที่ยังห่างไกลความเจริญ ในยุคสมัยนั้น
    @ตอนที่ 2
    หลวงปู่พวงบวชครั้งแรก เมื่ออายุครบบวช กับหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ครองเพศ บรรพชิตอยู่นามเท่าไรไม่ปรากฏบันทึกหลักฐานเอาไว้เท่าใดนัก ทราบเพียงต่อมาว่าท่านได้มีความจำเป็นต้องลาสิกขาไปใช้ชีวิตเฉกเช่น
    ฆาราวาสทั่วไปจนกระทั่งมีครอบครัว และมีบุตรหลานใช้ชีวิตปุถุชนทั่วไป จนกระทั่งหลังจากที่ครอบครัวมีความพร้อมแล้วและพิจารณาเห็นว่าครอบครัวมีความมั่นคงสมบรูณ์ดีและประกอบกับท่านมีความเบื่อหน่ายในวิถีชีวิตเฉกเช่นฆาราวาสทั่วไปจึงได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งนึงในปี พ.ศ. 2472 มีอายุได้ 25ปี
    ณ พัทธสีมา วัดไก่เส่า ต.ไก่เส่า อ.หนองแซง จ.สระบุรี โดยมีพระครูวิธารสรคุณ(หลวงพ่ออินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยหลวงปู่พวงได้รับฉายาธรรมว่า "ปสนฺโน" ซึ่งแปลความหมายว่าผู้เลื่อมใสแล้ว ถ้าจะกล่าวถึงหลวงพ่ออินทร์ นับได้ว่าหลวงปู่พวงได้รับการถ่ายทอดสืบสานพุทธาเวทย์วิทยาคมสรรพวิชาต่างๆ จากหลวงพ่ออินทร์ไว้อย่างมาก เนื่องจากหลวงปู่พวงเป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็งใฝ่รู่ สนใจศึกษาวิชาจากหลวงพ่ออินทร์ หลวงพ่ออินทร์จึงรักใคร่เอ็นดูหลวงปู่พวงเป็นอย่างมาก สอนให้เขียน อักขระ เลขยันต์ ภาษาขอม คาถาอาคม การฝึกจิตสมาธิเบื้องต้น ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัด นับได้ว่าหลวงพ่ออินทร์เป็นอาจารย์ของหลวงปู่พวงรูปแรกก็ว่าได้และย้อนกลับไปขณะที่หลวงปู่พวง ยังเป็นเด็กวัดหลวงพ่ออินทร์ยังได้นำตัวท่านไปฝากเรียนวิชากับหลวงพ่อวุ้น วัดลำใย อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
    เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคัมภีร์พระเวทย์ตำราพิชัยสงคราม มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัด
    หลวงปู่พวงได้บวชเรียนและศึกษาทางธรรมก่อนตัดสินใจออกธุดงค์ เพื่อแสวงหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรมุ่งมั่นในทางธรรม
    @ตอนที่ 3
    คณาจารย์ของหลวงปู่พวงและที่ท่านแลกเปลี่ยนสรรพวิชา
    1:หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี
    2:หลวงปู่ใจ วัดหนองหญ้าปล้อง อ.หนองแซง จ.สระบุรี
    3:หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร
    4:หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง จ.นนทบุรี
    5:หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี
    6:หลวงปู่ศรี วัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี
    7:หลวงปู่เฒ่า วัดค้างคาว จ.ชัยนาท(ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตารามศึกษาพร้อมหลวงพ่อกวยในสมัยนั้น)
    8:หลวงพ่อบุญยัง วัดหนองน้อย จ.ชัยนาท
    9:หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกะดี่ จ.อุทัยธานี ฯลฯ
    และทั้งนี้หลวงปู่พวงได้แลกเปลี่ยนวิชาทำมีดหมอกับพระอาจารย์ตี๋ ลูกศิษย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสรรค์ วิชาอาคมกับครูมี ครูสา ฆราวาสจอมขมังเวทย์ ชาวนครเวียงจันทร์ และยังได้รับตำราพิชัยสงคราม ได้รับมาจากหลวงพ่ออ่ำ วัดมณีชลขันณ์ จ.ลพบุรี หลังจากที่หลวงปู่พวง มีความตั้งใจซึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและแสวงหาครูบาอาจารย์ สรรพวิชา พุทธาคมต่างๆดีแล้ว ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองตะเฆ่ อ.หนองแค จ.สระบุรี มาในระยะหนึ่งได้ไปมาหาสู่กับวัดสหกรณ์รังสรรค์(ในสมัยก่อนซึ่งไม่ห่างไกลกันมากนัก)ซึ่งสมัยก่อนวัดสหกรณ์รังสรรค์ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆเท่านั้น โดยเริ่มตั้งเป็นวัดสหกรณ์รังสรรค์ในปี พ.ศ. 2502 จากความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้าน
    เขียนบรรยาย ดรีม ปสันโน
    @ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่ให้ข้อมูล วัดสหกรณ์รังสรรค์ รวบรวมประวัติการจัดสร้างวัด และข้อมูลหลวงปู่พวง
    -เรียบเรียงโดย ดรีม ปสันโน ,แพรว คลองไทร
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จฐานสิงห์หลังรูปเหมือนหลวงปู่พวงเนื้อผงผสมชานหมาก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250907_003817.jpg IMG_20250907_003846.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,140
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757181193149.jpg 1297577-44de0.jpg
    ผู้คนที่เป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่ ลูกศิษย์สายหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถ้าได้อ่านหนังสือธรรมะของท่านเหล่านั้น จะมีบางตอนที่กล่าวถึงท่านเจ้าคุณเสงี่ยม วัดสุทัศน์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระปฏิบัติดี โดยเฉพาะหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้กล่าวถึงว่าท่านเจ้าคุณเสงี่ยม เป็นพระอริยสงฆ์เจ้า ได้เข้าสู่นิพพานแล้ว
    เหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์(เสงี่ยม จนทสิริ)รุ่น๑ หลังพระพุทธตรีโลกเชฎฐ์ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ ปี2521 เนื้อทองแดงตอกโค๊ต
    วัดสุทัศน์จัดพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ ได้อารธนาพระเกจิพระอาจารย์มาร่วมพิธีอธิฐานจิตปลุกเสกจำนวนหลายรูปด้วยกัน
    1.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี
    2.หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม
    3.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
    4.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ จ.สมุทรสาคร
    5.หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา ธนบุรี
    6.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริ)" อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม รูปที่ 6 อดีตเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม มีผลงานและคุณสมบัติต่างๆ เป็นที่ยกย่องเชิดชู ทั้งในด้านการบริหารและด้านวิชาการ เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร งดงามด้วยการครองตน เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นที่ยอมรับ และเลื่อมใสศรัทธา
    เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 ก.พ.2443 ที่บ้านหันสัง ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ในครอบครัวของนายเขียว และนางประกอบ วิโรทัย (รจนา) มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 6 คน
    อายุ 13 ปีเศษ บิดานำไปฝากเข้าเรียนอักษรสมัยที่วัดใกล้บ้าน จนสามารถเรียนรู้อักขรวิธีอันมีเล่าเรียนกันอยู่ในชนบทสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี
    ต่อมา เข้าเรียนใน ร.ร.ประชาบาลจนจบชั้นประถมปีที่ 4 แล้วออกมาช่วยบิดาทำนา โดยช่วงสิ้นหน้านาจะไปฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ต่อม วัดธรรมรส
    ศึกษาอักษรขอมอยู่ 2 ปีเศษ จึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2460 กับพระอาจารย์ทอง ไปพำนักที่คณะ 5 วัดสุทัศนเทพวรารามชั่วระยะหนึ่ง จึงบรรพชาเมื่ออายุ 19 ปี โดยมีพระมงคลราชมุนี (ผึ่ง ปุปผโก) วัดสุทัศน์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.2464 เข้าอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดสุทัศน์ โดยมีพระพรหมมุนี (แพ ติสสเทโว) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระมงคลราชมุนี (ผึ่ง ปุปฺผโก) และ พระราชเวที (นาค สมนนาโค) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ ได้นามฉายาว่า จันทสิริ
    ศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลีตลอดมา จนมีวิทยฐานะสูงสุดเป็นเปรียญธรรม 6 ประโยค ความรู้ความสามารถพัฒนาการขึ้นตามลำดับ จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญมากมาย อาทิ เลขานุการในสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ), เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี, เจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาค 6 รูปแรก, เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์, เจ้าคณะภาค 1, 2, เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และกรรมการมหาเถรสมาคม
    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2489 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีสมโพธิ พ.ศ.2490 เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราช ในราชทินนามเดิม พ.ศ.2498 เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม
    พ.ศ.2502 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวิสุทธาจารย์
    พ.ศ.2511 ได้รับสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระวิสุทธิวงศาจารย์
    พ.ศ.2520 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์
    ทุก 6 โมงเช้า ต้องออกเดินทักษิณาวรรตรอบพระอุโบสถวันละ 3 รอบ แล้วกลับมาใส่บาตรพระสงฆ์สามเณรวันละ 3 รูป โดยไม่เจาะจง
    บริขารที่ได้มาจากศรัทธาโดยทั่วไป จะจัดถวายพระเณรในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะสามเณร หากมีงานบุญงานกุศลจะนิมนต์ทุกรูปแล้วถวายไตรจีวรแบ่งทุกครั้ง
    ถึงวันอุโบสถจะจัดไตรจีวรอย่างดี เครื่องไทยทานพร้อมด้วยปัจจัย ถวายพระผู้สวดพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนเป็นประจำ โดยรับปฏิบัติสืบทอดมาจากสมเด็จพระสังฆราช (แพ) มิได้ขาด
    นอกจากนี้ ยังเป็นภาระธุระในการควบคุมดูแลระวังรักษาถาวรวัตถุสิ่งก่อสร้างทั่วพระอาราม สิ่งใดเสื่อม โทรมก็บูรณะให้กลับดีดังเดิม
    พร้อมกันนั้น ริเริ่มก่อตั้ง "มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์" รวบรวมจตุปัจจัยที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ทั้งในและนอกวัด สมทบเข้าทุนมูลนิธินำไปใช้พัฒนาอาราม และเอื้อประโยชน์ในการดำเนินโครงการต่างๆ
    ด้านการศึกษา พยายามส่งเสริมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี จนชื่อเสียงของสำนักวัดสุทัศน์โด่งดังไปทั่ว
    ฝ่ายการศึกษาของชาติ ได้อุปการะส่งเสริมอย่างจริงจัง โดยเริ่มจัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สร้างเสริมคุณภาพให้เด็กและเยาวชน
    มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ม.ค.2526 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 61
    ได้รับพระราชทานเพลิง ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค.2526
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่น ๑ เนื้อทองแดงตอกโค๊ตหายาก

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250907_010123.jpg IMG_20250907_010201.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...