เรื่องเด่น พระมหาสุภา ชิโนรโส เปรียญธรรม ๙ ประโยค สามเณรนาคหลวงปี ๒๕๓๕อยู่ป่าถือธุดงค์ฯเป็นวัตร

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย นโมพุทธายะ๕, 28 เมษายน 2025.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
  2. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
    คงมีเพียงรูปเดียวในประเทศไทย จบเปรียญ ๙ แล้วเข้าไปอยู่ป่า พระมหาสุภา ชิโนรโส เปรียญธรรม ๙ ประโยค สามเณรนาคหลวงปี ๒๕๓๕ ในประเทศไทยอาจจะมีเพียงรูปเดียว มุ่งหน้าตรงเข้าป่า จาริกธุดงค์ทั่วทุกภูมิภาค ที่ใดมีป่าช้า มีคนบอกว่า ผีดุ ท่านจะแวะพักค้างแรม สมาทานโสสานิกังคธุดงค์แบบอุกกฤษฏ์ ตั้งแต่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรพัดยศ พร้อมกัน อุปสมบทในพระบรมมหาราชวังวันเดียวกัน จากกันวันนั้น ไม่ได้พบท่านอีกเลย มาพบท่านอีกที ผมกำลังสร้างมหาวิทยาลัยสำหรับสามเณร ส่วนท่านก็สร้างธรรมสถานสวนป่ากัมมัฏฐาน ณ วัดภูถ้ำพระ ฯ และ ภูผาผึ้ง เทือกเขาภูพาน กาฬสินธุ์ ท่านอยู่เงื้อมเขา นอนโคนไม้ จำวัดในป่าช้า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ผ่านมาแล้ว ๑๕ ปี บัดนี้ มาพบท่านอีกครั้ง ผมพาลูกหลานศากยบุตรสามเณรสีหะ ๕๖ รูป จากมหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย มาหาท่าน มาให้ท่านได้อบรมสอนสั่ง อาจารย์พระมหาสุภา ชิโนรโส ท่านให้ศากยบุตรสามเณรสีหะ สมาทานปฏิบัติ การบิณฑบาตเป็นวัตร อยู่โคนไม้ และฝึกการอยู่ในป่าช้า ท่านผ่านมาหมดแล้ว สิ่งที่มีปรากฏในบาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ท่านพาลูกหลานให้เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติขัดเกลา นี่คือ หลักสูตรการฝึกอารักขกัมมัฏฐาน เพื่อจิตใจลูกหลานจะได้แข็งแกร่ง เมื่อมีภัย คือ ความน่ากลัวเกิดขึ้น ลูกหลานจะได้เลือกพระกัมมัฏฐานข้อไหนมาใช้ได้ถูกวิธี ย้อนไประหว่างปี ๒๕๒๙ - ๒๕๓๓ ณ วัดชนะสงคราม ผมสามเณรเวทย์ คณะ ๑๑ และ สามเณรสุภา คณะ ๑ ช่วงนั้นอายุระหว่าง ๑๕ - ๑๘ ปี ฉันข้าววงเดียวกัน สลับไปนั่งวงฉันกับเพื่อนสามเณรรูปอื่น ๆ ตามแต่วาระโอกาส และย้ายออกจากวัดชนะสงคราม เวลาไล่เลี่ยกัน ท่านสุภา ไปอยู่วัดปทุมวนาราม ผมมาอยู่บาฬีศึกษาพุทธโฆส ตั้งแต่สอบได้เปรียญ ๙ ประโยค ในขณะเป็นสามเณร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้อุปสมบทในพระบรมมหาราชวัง วันเดียวกัน ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ถ่ายภาพหมู่แล้วก็แยกย้ายกันไป ไม่เคยเจอพบกันอีกเลย ผมได้รับข่าวท่านอาจารย์พระมหาสุภาบ้างเป็นระยะ ๆ จากเพื่อนไพฑูรย์ ศรีโฮง ที่เป็นคนหนึ่งเคยนั่งฉันข้าวในอุโบสถวัดชนะสงคราม ด้วยกัน "... ท่านอาจารย์สุภา ไปอยู่ป่าหลายปีแล้ว..." ได้ฟังข่าวคราวเพื่อน ก็น้อมใจอนุโมทนาสาธุการ หากมีวาระโอกาส คงจักได้กราบเปล่งสาธุการต่อหน้า ๕ - ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ณ ภูถ้ำพระ และภูผาผึ้ง เทือกเขาภูพาน ผมจึงได้มากราบท่าน มาขอเมตตาท่าน ช่วยอบรมสอนสั่งศากยบุตรสามเณรสีหะ ด้วยเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ท่านอาจารย์สุภาและไพฑูรย์ ศรีโฮง เดินทางมาบำเพ็ญกุศลศพ คุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ผู้อุปถัมภ์สร้างกุฏิ ศาลาโรงธรรมถวายท่าน ที่ วัดภูถ้ำพระฯ มีเวลาช่วงเดินทางกลับกาฬสินธุ์ ท่านทราบงานที่อาจารย์เจ้าคุณและผมทำจึงเดินทางมาเยี่ยมชมโครงการ งานอารักขกัมมัฏฐาน มูลกัมมัฏฐาน ที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระธรรมวชิราจารย์ ได้ประกาศเจตนาปณิธาน ตั้งแต่เริ่มสร้างมหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ได้เริ่มต้นขึ้น "... ให้นำศากยบุตรสามเณรสีหะ ทั้งหมด มาอยู่กับผมได้เลย สถานที่ผมพร้อมแล้ว..." ท่านอาจารย์พระมหาสุภา ได้ปวารณาไว้ บัดนี้ ผมมีบุญวาสนาได้พบท่านอีกครั้ง เพื่อนเก่าแก่ รูปหนึ่งอยู่ป่าเพ่งเพียรภาวนา ๑๕ ปี สร้างสัปปายสถานไว้รอ คนหนึ่งคิดฝัน สร้างมหาวิทยาลัยสามเณร Pali English Program ดูเหมือนว่า บุญบารมีท่านจัดไว้รอ งานทุกอย่างที่มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย มีผู้เข้ามารับช่วง ช่วยกันสานฝันต่อเนื่องกันเป็นระยะ ๆ


    ที่มา รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล
     
  3. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
     
  4. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
  5. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
  6. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
  7. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
  8. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
    [​IMG]




    การทำสมาธิภาวนานั้น หากปีติ ความอิ่มใจอย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจของนักภาวนา ความมั่นคงและหนาแน่นทางสมาธิก็ยังไม่เกิดขึ้น


    หากมีเงื่อนไขชีวิตอย่างได้อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นแก่นักภาวนา นักภาวนาก็มักจะทิ้งสมาธิไปเสีย
    เพราะฉะนั้น นักภาวนาจะต้องเพียรพยายามทำสมาธิภาวนา จนกระทั่งความปีติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของตน สมาธิถึงจะเจริญก้าวหน้าและแน่นหนาจนเป็นที่ไว้วางใจได้
    พอปีติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของนักภาวนาแล้ว มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆอย่างอัตโนมัติของมันเอง ไม่ว่านักภาวนาจะไม่ทำสมาธิภาวนาหรือไม่ก็ตาม
    ที่นี่นักภาวนาก็จะได้กำลังคือปีตินี้แลเป็นอาหารใจ นักภาวนาก็จะขยันทำสมาธิภาวนาโดยไม่ต้องมีใครบอกมีใครบังคับ มันจะเป็นไปของมันเอง ด้วยกำลังของปีติที่เกิดขึ้นในจิตใจของนักภาวนานั่นแล
    อย่าไปเชื่อฟังบุคคลที่มีความรู้ธรรมะมากแต่ไม่เคยได้ปีติอะไรเลย มาบอกว่าระวังหลงติดในปีติ เราอย่าไปกลัวว่าจะหลง เพราะถ้ากลัวว่าจะหลงก่อนแล้วปีติจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย
    นักภาวนาต้องบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้ปิตินี้ขึ้นในจิตใจของเราเสียก่อน เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วค่อยไปว่าการเอาทีหลัง อุปมาเหมือนกินข้าวให้มันอิ่มเสียก่อนอิ่มแล้วมีอะไรค่อยไปว่ากันทีหลัง อย่าไปกลัวว่ากินแล้วจะอิ่มหรือไม่อิ่ม
    การบำเพ็ญสมาธิภาวนานี้ มันก็เหมือนกับการทำหน้าที่การงานนั่นแหละ จะทำงานใดสำเร็จ เราจะต้องมีความพอใจสนุกสนานกับงานนั้นๆ ตัวปีตินี้ก็เหมือนกัน พอมันเกิดขึ้นในจิตนักภาวนาแล้ว มันก็จะเป็นกำลังขับเคลื่อนหรือเป็นอาหารใจที่ทำให้นักภาวนามีความยินดีพอใจและสนุกกับการภาวนา
    เมื่อนักภาวนามีความสนุกสนานกับการภาวนาแล้ว ไม่ว่าจะน้อมจิตไปเจริญให้เกิดฌานขั้นสูงหรือเจริญวิปัสสนา มันก็จะมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว


    พระอาจารย์มหาสุภา ชิโนรโส ป.ธ.๙
    วัดถ้ำพระอัศวเหมาราม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์

    ที่มา https://web.facebook.com/Watthamphr...RyhSActpafE8gvYHnPbo6LLnB3evjUgq&__tn__=-]K-R
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    26,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,377
    ค่าพลัง:
    +70,946
    เมื่อปีตินั้นหายไป สุขใหญ่ ก็เข้ามาเติมเต็ม



    #เมื่อปีตินั้นหายไปสุขใหญ่ก็เข้ามาเติมเต็ม

    ความสุขนั้นก็เหมือนกัน เมื่อพูดถึงวิธีภาวนาให้ปีติเกิดขึ้นแล้ว จะไม่พูดถึงความสุขก็ไม่ได้ เพราะว่าความสุขกับปิตินั้นมันเป็นธรรมะที่พ่วงกัน

    #เมื่ออย่างหนึ่งเกิดคือปีติเกิด
    #อย่างหนึ่งก็เกิดคือความสุขก็เกิด


    เพียงแต่ว่าในขณะที่ปีติเกิดขึ้นในจิตของนักภาวนานั้น ความสุขก็ไม่ปรากฏเป็นที่เด่นชัด แต่มันก็มีแทรกซึมอยู่กับปีตินั่นเอง
    แต่เมื่อใดที่ปีตินั้นดับไป หรือจางลงไป ด้วยกำลังของความเพียรและสติปัญญาที่สูงขึ้นไปของนักภาวนา เมื่อนั้น สุขก็จะปรากฏให้เห็นเป็นเด่นชัด
    แต่พึงตระหนักว่า สุขทางธรรมนั้นไม่เหมือนกับสุขทางโลก สุขทางโลกนั้น เกิดขึ้นด้วยความอยากหรือตัณหา พอความรู้สึกสุขนั้นหมดไป ก็กลายเป็นทุกข์ทันที เกิดความรู้สึกหิวโหยหิวกระหายและร้อนรน เหมือนปลาที่ถูกทุบ
    แต่สุขทางธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกับปีตินั้น เกิดขึ้นด้วยกำลังของสติปัญญาและความเพียรที่บริสุทธิ์ของนักภาวนา หรือเกิดขึ้นด้วยกำลังของธรรมะล้วนๆเนื้อๆ
    ความสุขชนิดนี้ พอมันหายไปหรือจางไป มันก็จะกลายเป็นความเย็นหรือความสงบนิ่งแน่วแน่ ไม่ร้อนรนเหมือนความสุขทางโลก
    ความสุขที่มันเกิดขึ้นหลังจากปีติจางไปนี้ ถือว่าเป็นของวิเศษหรือเป็นของดี เพราะเมื่อมันเกิดขึ้นในจิตใจของนักภาวนาแล้ว มันก็จะกลายเป็นกำลังหนุนเหมือนกับปีติ ทำให้สติปัญญาและความเพียรของนักภาวนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
    หรือพูดอีกนัยหนึ่ง มันจะเป็นกำลังหนุนให้สมาธิของนักภาวนาก้าวสูงยิ่งขึ้นไป
    เพราะฉะนั้น ปีติและสุขนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการปฏิบัติธรรม ถือว่ามันเป็นอาหารที่สำคัญทางจิตสำหรับนักภาวนาเลยก็ว่าได้ และเป็นสิ่งจำเป็นมากที่นักภาวนาพึงทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของตนอยู่เป็นนิจ
    พอปีติและสุข เกิดขึ้นด้วยกำลังของสติปัญญาและความเพียรที่บริสุทธิ์แล้ว การปฏิบัติธรรมของนักภาวนาก็จะมีชีวิต มีสีสัน และมีจิตวิญญาณ ไม่แห้งแล้งเดียวดายเหมือนแต่ก่อน
    ไม่ว่านักภาวนาจะอยู่ที่ไหน จะไปที่ไหน ก็มีแต่ความสวยสดงดงามและความรู้สึกหอมหวลในอารมณ์ตนเอง ถึงจะอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยภยันตรายมากมาย อย่างเช่น ป่าดงดิบ เหวลึก ถ้ำลี้ลับ หรือป่าช้าผีตายโหง
    จิตใจนั้น ก็ไม่มีความรู้สึกหวาดสะดุ้งหรือหวาดกลัว มีแต่ความรู้สึกอาจหาญ เบิกบาน และสวยสดงดงาม
    โลกซึ่งเต็มไปด้วยความวิโยคโศกสัน ความขัดแย้งสงคราม ความผิดหวัง ความพลัดพรากและความวิตกกังวลต่างๆสารพัดมากมาย แต่ในใจของนักภาวนาผู้ได้ปีติและความสุขแล้ว มันกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสวยงาม ความสดชื่นและความปลอดโปร่งโล่งเบาเสียจริงๆ
    นี้ก็ด้วยอานุภาพของปีติและความสุขที่มันเกิดขึ้นในใจของนักภาวนานั่นเอง
    นักภาวนาจึงพึงเพียรเพ่งไปเถิด ทำไปเถิด ภาวนาไปเถิด ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ อย่าไปมีความอยากหรือความไม่อยาก
    เมื่อใดที่ปีติและสุขสมังคีกัน เกิดขึ้นในจิตใจของนักภาวนาแล้ว เมื่อนั้นโลกทางธรรมก็จะเปิดสำหรับนักภาวนาอย่างเต็มใบ
    การภาวนาของนักภาวนา ก็จะเต็มไปด้วยชีวิต สีสัน และจิตวิญญาณ แม้จักรวาลนี้จะเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมสักเพียงใด แต่จิตใจของนักภาวนานั้น กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ปลอดโปร่ง เบิกบาน กล้าหาญ และอิสระเสรี


    พระอาจารย์มหาสุภา ชิโนร
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...