พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Nantana

    Nantana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    316
    ค่าพลัง:
    +224
    พระปิดตาข้างยันต์อุ เนื้อผงว่าน รุ่น ๑วัดพระธาตุพนม
    ขอจองค่ะ
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758725174170.jpg FB_IMG_1758725057762.jpg

    "หลวงพ่อสุด วัดกาหลง" เคยชม "หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์" ว่า...
    "ท่านรักษ์เก่งญาณ
    มีญาณแก่กล้าอย่างยิ่ง
    ญาณของท่านรักษ์
    แก่กล้ายิ่งกว่าฉันเสียอีก"
    "แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวงต้องท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์"
    พระผงอิทธิเจ เมตตา มหานิยม เสน่หา พิศวาท หลงไหล นะอกแตก หลังยันต์ครูโองการพระเจ้าห้าพระองค์
    นะโมใหญ่พลิกฟ้า ท่านคือ ยอดพระเกจิอาจารย์ ลุ่มน้ำแม่กลอง พระครูสุธรรมธาดา หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์อธิษฐานจิตปลุกเสก ณ.วัดลาดใหญ่สมุทรสงคราม ปี 2534
    พุทธคุณ ด้านมหานิยม เมตตาเสน่ห์ ไม่มีใครสู้หลวงพ่อรักษ์ได้ แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวง ต้อง
    ท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์
    ศิษย์ท่านพ่อบัณฑูรย์ สิงห์ พระดีมีประสบการณ์ ถ้าอยากมีคนรักคนเมตตาช่วยเหลือ ต้องพึ่งบารมี หลวงพ่อช่วยได้จริง
    พระผงรูปเหมือน หลวงปู่รักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์ จ.สมุทรสงคราม ประสบการณ์สุดยอดของเมืองแม่กลอง
    หลวงพ่อรักษ์สังขารอมตะเมืองสมุทรสงคราม
    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธรรมโม เถราจารย์สังขารอมตะแห่งเมืองสมุทรสงคราม : ชั่วโมงเซียน โดยยุทธ โตอดิเทพ
    พระครูสุธรรมธาดา หรือหลวงพ่อรักษ์ ฐิตธรรมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดน้อยแสงจันทร์ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ฉบับนี้ขอแนะนำเหรียญดังที่ปลุกเสกเดี่ยวโดยเกจิอาจารย์ผู้ถูกจัดลำดับหนึ่งในร้อยแปดเกจิขลังเมื่อครั้ง ๔๐-๕๐ ปีที่แล้ว ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๔ ของวัดน้อยแสงจันทร์ ซึ่งถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๔๔) ในครั้งนั้นได้มีคหบดี ๔ ราย บริจาคที่ให้สร้างวัด คือ นายน้อย นางแสง นายจันทร์ และนายเหม็น วัดนี้จึงได้รับการตั้งชื่อตามผู้บริจาคที่ดิน เพียงแต่รายที่ ๔ ซึ่งมีนามว่านายเหม็นนั้น เจ้าตัวเห็นว่าชื่ออาจจะไม่เป็นมงคลนัก จึงให้ใช้ชื่อเพียง ๓ รายว่า “น้อยแสงจันทร์” เป็นชื่อวัด
    คนแม่กลองนับถือหลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์กันมากๆ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณท่าน พระเกจิย่านแม่กลองและมหาชัย ถ้าไม่เก่งจริง คงไม่มีใครเขานับถือกันหรอกครับ ท่านเป็นพระยุคเดียวกับหลวงพ่อสุด วัดกาหลง แต่คนละจังหวัด เอาเป็นว่าจะหาพระที่หวังพึ่งพระพุทธคุณจริงๆ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อรักษ์ แห่งวัดน้อยแสงจันทร์เหรียญนี้ ใส่แล้วไม่ต้องห่วง นานๆจะมีซักเหรียญครับ เหรียญหลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์ยุคแรกๆ มักมีรูปโยมพ่อ โยมแม่ หรือคนที่ท่านนับถือ หรือพระอุปัชชาย์อยู่ในเหรียญเสมอ เพราะท่านเป็นพระที่มีความกตัญญูสูงมากครับ
    ครูบาอาจารย์ที่ถือเป็นองค์หลักของท่านเลย คือ หลวงพ่อช้าง วัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แต่จะได้เรียนกับหลวงพ่อเปลื้องด้วยหรือไม่นั้นไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากนี้ท่านยังได้ชื่อว่ามีความกตัญญูเป็นเลิศ เลี้ยงดูบิดามารดาจนสิ้นอายุขัย ที่วัดศิษย์สายหลวงพ่อคง ท่านก็ว่าหลวงพ่อรักษ์ เก่งเอาการ วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์เรื่องป้องกันภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงมาก ประเภทรถคว่ำพังยับแต่คนที่แขวนพระของท่านไม่เป็นอะไร ที่ว่าประสบการณ์ด้านนี้มีเยอะก็เพราะว่าแถบแม่กลองจะมีการขนส่งผลไม้ ของทะเล ฯลฯ
    หลวงพ่อรักษ์ท่านมีสมณศักดิ์ที่พระครูสุธรรมธาดา ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ทำการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรทั้งใกล้ไกลนับไม่ถ้วน เป็นที่เคารพรักเทิดทูนบูชาของลูกศิษย์โดยเฉพาะชาวจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงจังหวัดปทุมธานี ที่องค์อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทพระเวทย์วิทยาคมให้แก่หลวงพ่อรักษ์ คือ หลวงพ่อช้างวัดเขียนเขต หลังจากได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากหลวงพ่อช้างอย่างหมดสิ้น ปี ๒๔๙๔ ท่านก็ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้อยแสงจันทร์ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และท่ายังได้ศึกษาพระเวทย์อาคมกับท่านพ่อบัณฑูรย์สิงห์ ฆารวาสผู้กระเดื่องนามที่มีเกจิอาจารย์ยุคเก่าเป็นลูกศิษย์ของท่านมากมาย
    หลวงพ่อรักษ์แห่งวัดน้อยแสงจันทร์องค์นี้จัดเป็นเกจิขลังอาจารย์ดังผู้มี “ดี” อย่างแท้จริง ท่านจะปลุกเสกวัตถุมงคลทุกรุ่นด้วยตัวท่านเองเพียงลำพัง ไม่มีการจัดพิธีพุทธาภิเษกแต่อย่างใด แม้ท่านจะจากไปในปี ๒๕๓๘ ด้วยวัย ๘๖ ปี แต่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านยังเหนียวแน่น ในจำนวนวัตถุมงคลของท่านหลายรุ่นหลายแบบทั้งเนื้อผง รูปหล่อ และเหรียญ หลายรุ่นหลายวาระ ตั้งแต่เหรียญรุ่นแรก ปี ๒๕๐๖ ด้านหลังเป็นพระพุทธชินราชเนื้ออัลปาก้า อันเป็นที่นิยมและแสวงหาด้วยสูงประสบการณ์อย่างครบถ้วนทั้งแคล้วคลาดคงกระพัน
    หลวงพ่อรักษ์ท่านเป็นบุตรผู้มีกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีอย่างยิ่ง โยมพ่อโยมแม่ของท่านจึงได้รับการปั้นรูปเอาไว้ในที่บูชาและอัญเชิญประดับหลังเหรียญของท่านเพื่อเป็นมงคลแก่ผู้บูชา เหรียญทุกรุ่นของท่านมีประสบการณ์อย่างเล่าขานกันไม่รู้จบ ไม่เพียงแคล้วคลาดคงกระพันที่เชื่อขนมกินได้ตามสำนวนโบราณที่เล่าขานกันมาว่าทั้งเหนียวและแคล้วคลาดแบบแมลงวันไม่ได้กินเลือด จึงจัดเป็นเหรียญดีเหรียญเด่นเหรียญเก่าที่มีค่านิยมและยังพอแสวงหากันได้
    โอกาสถัดไปจะเอาประวัติและรายละเอียดเรื่องราวพร้อมทั้งประวัติการสร้างวัตถุมงคลทุกรุ่นมานำเสนอให้ละเอียด โดยเฉพาะพระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จสะดุ้งกลับของท่านนั้นเป็นที่แสวงหากันอย่างยิ่ง ว่ากันว่าพุทธคุณดุจเดียวกับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วทีเดียวครับ
    อมตะสังขารหลวงพ่อรักษ์
    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธมฺโม เป็นบุตรของปู่ยิ้ม ย่าเหม (มีรูปปั้นอยู่บนกุฏิขลังมากมีคนบนบานสำเร็จมามากรายแล้ว) เกิดที่คลองบางตะบูน เดือนเจ็ด วันพุธ ปีจอ ในวัยเด็กเป็นเด็กวัดอยู่วัดสวนแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ภายหลังย้ายมาอยู่ใกล้วัดน้อยแสงจันทร์ เคยตามอาไปอยู่ที่ปทุมธานีใกล้วัดเทียนถวาย แล้วย้ายไปที่ อ.ธัญบุรี เรียนหนังสืออยู่ที่นั่นจนอายุครบอุปสมบทวันที่ ๒๒ ก.ค.๒๔๗๔ มีพระครูธีญญเขตรเขมากรเป็นพระอุปัชฌาย์
    ต่อมาพระประทุมวรนายกเมตตาส่งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพวงแก้ว ต.บึงบอน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่วัดนี้ท่านสอบได้นักธรรมโท และไปต่อนักธรรมเอกที่วัดเขียนเขต (เชียงเขต) โดยท่านสอบได้คะแนนดีกว่ารูปอื่นๆ
    ท่านเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อช้างที่วัดเขียนเขต และเรียนกรรมฐานเพิ่มเติมจากท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ (เจิม คุณาบุตร)ที่วัดเกตมวดีศรีวราราม ต.บางโทรัด อ.สมุทรสาครเมื่อท่านกลับมาอยู่ที่วัดน้อยแสงจันทร์เพื่อโปรดโยมมารดาที่ชราภาพ ในขณะนั้นหลวงพ่อพูนเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เมื่อหลวงพ่อพูนมรณภาพท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสต่อ เพราะท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยอายุพรรษากาล
    ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านจะเน้นงานเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างยิ่ง มีการฝึกอบรมพระภิกษุสามฌรรทุกกึ่งเดือน ทำวัตรเช้า-เย็น รวมทั้งมีการอบรมศีลธรรมแก่เด็กวัด และนักเรียนโรงเรียนของรัฐ ประชาชนตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านได้ช่วยสอนประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียงให้รู้จัก "หลักการนั่งกรรมฐาน"
    หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธมฺโม เป็นพระนักพัฒนาและมีความรู้ทางด้านเวทวิทยาอาคม อีกทั้งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบพร้อมด้วยศีลจริยาวัตร ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง สังขารของหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อยครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อรักษ์วัดน้อยแสงจันทร์ปี ๒๕๑๔ รุ่น๒ ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250924_213932.jpg IMG_20250924_213955.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758728672272.jpg

    หลวงพ่อทองอยู่ (พระครูสุตาธิการี) วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร (ตอนจบ)
    ท่านเป็นสหธรรมิก กับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ โดย เรียนวิชายันต์ตรีนิสิงเห มาจาก หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร มาด้วยกัน งานไหนมีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือ วัตถุมงคล ที่นั่นจะมี หลวงปู่โต๊ะกับ หลวงพ่อทองอยู่ ด้วยเสมอ
    วิชาที่สุดยอดของท่านอีกอย่างคือ ลงกระหม่อมด้วยน้ำมันจันทร์หอม ใครได้ลงครบสามครั้ง รับรองได้ว่า ไม่มีตายโหง และไม่อดไม่อยาก เป็นที่รักใคร่ของคนโดยทั่วไป ท่านเจริญเมตตา จนมีฝูงปลาสวายมาอยู่หน้าวัดเต็มไปหมดเลย
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ๑ ใน ๔ องค์ ที่หลวงปู่โต๊ะนิมนต์มาในงานครบรอบวันเกิดของท่านทุกปี อีกสามองค์ที่เหลือ องค์แรก คือ หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง กรุงทพฯ องค์ที่สอง หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี สุพรรณบุรี องค์ที่สามเป็น พระจีน (ไม่ทราบชื่อ) สำหรับงานวันเกิดหลวงปู่โต๊ะนั้น จะนิมนต์หลวงปู่หลวงพ่อทั้ง ๔ องค์นี้เป็นประจำ มานั่งสี่มุม ส่วนหลวงปู่โต๊ะท่านจะนั่งที่หน้าพระประธานเป็นองค์ที่ห้า ซึ่งหลวงปู่โต๊ะท่านยังสั่งลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่าหลวงพ่อทองอยู่นั้น สามารถเป็นที่พึ่งพิงของลูกศิษย์ได้อีกรูปหนึ่งให้ไปกราบนัสการ หลวงพ่อทองอยู่ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์แก่บรรดาลูกศิษย์ที่มาหาท่านเสมอกันทุก คนไม่เลือกว่ายากดีมีจน ธรรมะที่ท่านจะบอกกับลูกศิษย์เป็นประจำก็คือ
    “ จะทำอะไรก็แล้วแต่มันสำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ถ้ามีจิตใจแน่วแน่แล้วล่ะก็ผลสำเร็จนั้นย่อมเป็นที่หวังพึ่งพิงได้เสมอ ทำใจให้ดีตั้งใจให้ดีแล้วผลสำเร็จจะมีมาเอง”
    หลวงพ่อท่านยังห่วงใยในวัดวาอาราม ท่านจะบอกอยู่เสมอว่าในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นการเงินทองนั้นหาง่าย ให้ขยันทำงานต่างๆ นั้นให้มาก ถ้าท่านมรณภาพไปแล้วการเงินจะฝืดเคืองกว่าตอนสมัยของท่านให้เร่งพัฒนาวัด ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรต่อไป ด้วยการประพฤติปฏิบัติของพระเณรที่บวชเข้ามาแล้ว ถ้าประพฤติดีตามพระธรามวินัย ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ตลอดไป
    คำสั่งเสียของหลวงปู่โต๊ะ ก่อนมรณภาพ
    ในการสร้างพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ ของวัดประดู่ฉิมพลี ในขณะที่หลวงปู่โต๊ะชราภาพมากแล้ว ท่านปรารภกับลูกศิษย์ว่า
    "หากหมดบุญฉันแล้วให้ไปหาหลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ ท่านแทนฉันได้"

    และท่านยังสั่งลูกศิษย์ใกล้ชิดไว้ว่า หากท่านอยู่ปลุกเสกรุ่นนี้ไม่ทัน ให้นำไปให้หลวงพ่อทองอยู่ปลุกเสกแทน พระ กริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ รุ่นนี้ จึงเป็นสุดท้ายของหลวงปู่โต๊ะ ซึ่งทางวัดประดู่ฉิมพลี ได้ประกอบพิธีเททองหล่อภายในวัด เมื่อวันที่ ๑๕ ก.พ. ๒๕๒๔ โดยหลวงปู่เป็นประธานในพิธี และมีเกจิอาจารย์อีก ๙ ท่าน ร่วมนั่งปรกในขณะเททอง
    ขณะที่พระกริ่งพระชัยวัฒน์ พุทโธ กำลังอยู่ในระหว่างตกแต่ง หลวงปู่โต๊ะก็ได้มรณภาพเสียก่อน ในวันที่ ๕ มี.ค ๒๕๒๔ (แสดงให้เห็นถึงอนาคตังสญาณของหลวงปู่โต๊ะ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะมรณภาพในปีนั้น) เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อทองอยู่ ได้ปลุกเสกเดี่ยวให้ก่อน ๑ ครั้ง และ ต่อมา เมื่อทางวัดได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ พร้อมกับ รูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงหลวงปู่โต๊ะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเททองหล่อขึ้น ทางวัดได้นำ พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ "พุทโธ" เข้าร่วมในพิธี โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธาน และ หลวงพ่อทองอยู่นั่งปรกปลุกเสกด้วย จำนวนสร้างพระกริ่ง ๑,๕๐๐ องค์ พระชัยวัฒน์ ๓,๐๐๐ องค์ ทั้ง ๒ พิมพ์ ตอกโค้ด "ต" สำหรับพระชัยวัฒน์นั้นใต้ฐานอุดด้วยเทียนชัย และเส้นเกศาของหลวงปู่โต๊ะไว้ด้วย

    สองเกจิร่วมสมัย ร่วมกันโปรดวิญญาณในคลองภาษีเจริญ
    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ กว่า ๆ เป็นเหตุการณ์ที่พระอริยะเจ้าสองรูป ได้โปรดวิญญาณ ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่ในคลองภาษีเจริญ บริเวณประตูน้ำหน้าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระอริยะเจ้าสองรูปนั้น องค์แรกท่าน คือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี องค์ที่สอง คือ หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง เหตุการณ์ นี้สืบเนื่องจาก บริเวณหน้าวัดปากน้ำภาษีเจริญในขณะนั้น มีคนตกน้ำตายเป็นประจำ ชาวบ้านต้องตกอยู่ในความกลัวตลอด มีลูกศิษย์ไปเล่าเรื่องให้หลวงปู่ทั้งสองท่านฟัง ท่านจึงได้เดินทางมาโปรดวิญญาณทั้งหลาย ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำนั้น โดยมี หลวงพ่อทองอยู่ เดินโปรยข้าวตรอกดอกไม้ และ หลวงปู่โต๊ะนั่งสมาธิอยู่ที่ริมคลองบริเวณประตูน้ำ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ผู้สูงอายุในขณะนี้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างทราบเหตุการณ์นี้ดี
    จะยกตัวอย่างพลังจิตของหลวงพ่อทองอยู่เรื่องหนึ่ง ในมูลเหตุที่ท่านได้รับฉายาจากศิษยานุศิษย์ทั้งหลายว่า หลวงพ่อทองอยู่ ดับดาวเดือน
    มีเรื่องบอกเล่าโดยพระที่เคยบวชอยู่ที่วัดหนองพะองว่า เมื่อ ว่างเว้นจากภารกิจหน้าที่การงานก่อสร้างและการทำวัตรเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปชุมนุมกันอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อในเวลากลางคืน หลวงพ่อท่านจึงถามว่า จะไปไหนกัน มากันพร้อมเพรียงเชียว พระที่มาทั้งหมดก็ไม่พูดว่าอะไร เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร หลวงพ่อท่านจึงเรียกพระทั้งหมดให้ออกมาข้างนอกชานกุฏิของท่าน เมื่อออกมาแล้วหลวงพ่อก็บอกให้ดูดาวประจำเมืองที่มีแสงสุกใสอยู่บนท้องห้า นั้นไว้ให้ดี พระทั้งหลายในที่นั้นก็จ้องมองไปที่ดาวดวงนั้น หลวง พ่อท่านก็เริ่มบริกรรมภาวนาโดยเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านนำติดตัวมาด้วยพันกัน และขมวดให้แน่นๆ สักพักหนึ่งดาวดวงนั้นก็ค่อยๆ หรี่แสงลงไปจนกับดับหายไปจากท้องฟ้าเลยทีเดียว แล้วหลวงพ่อก็ค่อยๆ คลายผ้าอาบน้ำฝนนั้น ดาวประจำเมืองก็ค่อยๆ เพิ่มแสงมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีแสงนวลใสตามปกติของดวงดาว การดับดาวนี้หลวงพ่อท่านทำให้ดูหลายครั้งด้วยกันในเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร หรือตามวาระโอกาสที่พอจะอำนวยให้ ซึ่งบางครั้งที่ท่านเคยแสดงให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดดู โดยถามว่า เธอต้องการให้ดับดาวดวงไหน ให้ลองชี้มาแล้ว ท่านจะดับให้ดู ครั้นพอลูกศิษย์บอกว่าต้องการดูดวงไหนดับแล้ว ท่านจะบริกรรมคาถาสักครู่ แล้วชี้ไปที่ดาวดวงนั้น ซึ่งแสงดาวก็จะหายวับดับไปในทันที ราวกับปาฏิหารย์ แสดงว่า พลังจิตของท่านสูงส่งมากทีเดียว สามารถเพ่งกระแสจิต แล้วชี้ไปที่ดวงดาว จนแสงดาวที่กระพริบอยู่นั้น ดับวูบลงไปทันที

    เมื่อครั้งที่เริ่มทำถนนสายวัดใหม่หนองพะองไปต่อเชื่อมกับถนนสายเลียบคลองภาษีเจริญ ฝั่งทิศเหนือ เริ่ม ทำตั้งแต่เป็นถนนดินแล้วมาเป็นถนนลูกรัง โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และหลวงพ่อได้ติดต่อขอลูกรังมาทำถนนโดยว่าจ้างรถบรรทุกสิบล้อมาถมทำถนน เมื่อทำการบรรทุกมาได้ประมาณครึ่งหนึ่งของระยะทาง รถบรรทุกลูกรังวิ่งมาบนสะพานไม้ ได้เกิดการทรุดตัวของไม้สะพาน ทำให้ล้อรถตกลงไปในช่องสะพานไม้ ไม่สามารถจะนำรถขึ้นไปพ้นจากหลุมไม้สะพานนั้นได้ แม้ว่าจะเอารถมาฉุดลากดึงขึ้นมา ก็ไม่ได้ เถ้าแก่รถจึงมาแจ้งให้หลวงพ่อทราบว่ารถติดอยู่บนสะพานข้ามไปไม่ได้เอารถมา ลากก็ไม่ขึ้น หลวงพ่อจึงบอกให้ช่วยกันเข็นขึ้นสิ เถ้าแก่บอกว่าไม่ขึ้นหรอกเสียแรงเปล่าๆ หลวงพ่อบอกให้ไปช่วยกันเข็นแล้วจะขึ้นมาเองแหละ เถ้าแก่ก็บอกว่า ถ้าเข็นขึ้นมาได้จะเอาลูกรังมาถมถนนให้เสร็จเลยทีเดียว หลวงพ่อจึงครองผ้าแล้วเดินไปที่รถบอกคนขับให้เตรียมติดเครื่องแล้วก็เอามือ แตะที่ตัวถังรถ สักประเดี๋ยวก็บอกให้คนขับเดินหน้าแล้วเร่งเครื่องไปเลยนะ พอเร่งเครื่องสักประเดี๋ยวเดียวก็สามารถเดินหน้ารถขึ้นจากสะพานนั้นได้ เถ้าและคนขับก็สงสัยว่ามันขึ้นมาได้อย่างไรทั้งที่ก่อนหน้านั้นเอารถมาดึง ยังไม่ขึ้นมาเลย แล้วคนเข็นเพียงไม่กี่คนก็สามารถขึ้นมาได้ เถ้าแก่คนนั้นจึงมาทำถนลูกรังจนเสร็จเรียบร้อย และมากราบนมัสการหลวงพ่อเสมอมา
    วัตถุมงคลที่สร้างในสมัยที่หลวงพ่อทองอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเทียบกับพระเกจิอาจารย์อื่น ๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกัน อย่างเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี , หลวงปู่สุด วัดกาหลง, หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง, หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ฯลฯ แล้ว ถือว่า น้อยมาก และมีเพียงไม่กี่แบบ เท่า ที่ทราบมี เหรียญรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จากนั้นก็มีเหรียญรุ่นต่าง ๆ อีกเพียงไม่กี่รุ่น, พระกริ่งสุตาธิการี, พระกริ่งตั๊กแตน ฯลฯ เนื่องจากท่านเป็นศิษย์สายวัดสุทัศน์ เคยอยู่วัดสุทัศน์มาก่อน พระกริ่งของท่านจึงได้รับความนิยมอย่างมาก ใช้แทนพระกริ่งวัดสุทัศน์ได้เลย นอกนั้นก็เป็นพวก พระปิดตา, ล็อกเก็ต, ภาพถ่าย, ท้าวเวสสุวัณ (ขนาดบูชา) เป็นต้น
    พระเครื่องที่ ได้รับความนิยมสูงสุด ท่านสร้างมาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คือ พระสมเด็จ มีพระสมเด็จเนื้อผงขาว และ พระสมเด็จเนื้อผงใบลาน (สีดำ) มีหลาย พิมพ์ แต่ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และถือเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็เห็นจะเป็น “สมเด็จหลังยันต์” และ“สมเด็จหลังเสือเผ่น” ซึ่งสร้างมา ๒ – ๓ รุ่น หลายรูปแบบ (เสือเล็ก & เสือใหญ่) หลายพิมพ์ ปัจจุบันเป็นที่เสาะแสวงหาของนักนิยมสะสมพระเครื่องอย่างกว้างขวาง
    พระสมเด็จเนื้อผงของท่าน ท่านสร้างจากผงวิเศษที่ท่านเก็บสะสมไว้ และทำไว้ด้วยตัวของท่านเอง ท่าน มีความสามารถลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ตามตำรับเดียวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้อย่างเข้มขลัง โดยผสมน้ำมันจันทร์หอม ลงไปในเนื้อพระดังกล่าวด้วย ทำให้พระสมเด็จของท่านนั้น มีพุทธคุณโดดเด่นไปด้วยเมตตามหานิยม อุดมลาภผล แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี เรียกว่าสมเด็จทุกรุ่นของท่านนั้น มีมวลสารสุดยอดจริง ๆ มีทั้งผงสมเด็จเก่า ๆ ที่หลวงพ่อได้รวบรวมไว้ เช่น ผงแตกหักของพระวัดระฆัง ผงแตกหักของพระกรุวัดบางขุนพรหม ซึ่ง แต่ก่อนนั้นหาได้ไม่ยากนัก และที่สำคัญ คือ ผงของวัดพระยาบึงสุเรนทร์ (หลวงปู่ทองเป็นประธานการปลุกเสก) ดังนั้น ในแต่ละรุ่นจึงสร้างได้น้อย และมีไม่มากนัก เพราะท่านพิถีพิถันในการสร้างพระสมเด็จเป็นอย่างมาก ไม่ให้เสียชื่อสำนัก และครูบาอาจารย์ก็ว่าได้
    http://www.luangporthongyoo.com/index.php/2011-08-08-18-45-44


    หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะองค์
    เนื้อผงผสมเกศาเส้นผมของหลวงพ่อ
    หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
    ย่านหนองแขม หนึ่งในพระเกจิอาจารย์
    ผู้มากไปด้วยวิชาอาคมในยุคเก่า ท่านเป็นศิษย์ของ
    พ่อท่านคล้าย วาจาศิษย์
    หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี
    หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ
    และเป็นสหธรรมมิก หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีมีความสนิทสนิมกันเป็นอย่างมาก
    สำหรับประวัติของ หลวงพ่อทองอยู่
    ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2430
    บรรพชาอุปสมบท โดยมี ขุนหนองแขมเขมกิจ เป็นผู้ดำเนินการจัดการอุปสมบทให้ ณ วัดใหม่หนองพะองหลวงพ่อทองอยู่ บวชเข้ามาแล้วได้ศึกษาหลักธรรมวินัยจนมีความรู้พอสมควร เมื่อครบพรรษาแรก จิตใจรู้สึกสงบ และทราบซึ้งในรสพระธรรม พอออกพรรษาแล้วท่านได้ขอลาพระอาจารย์แห ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ใน สมัยที่ท่านยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ท่านได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรกว่า 30 ปี ไปในที่ทุรกันดารต่าง ๆ ที่ใดที่มี พระอาจารย์เก่งกล้าทางคาถาอาคม เก่งทางด้านปฏิบัติธรรม ก็จะไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอศึกษาวิชาความรู้ในการออกธุดงค์ของหลวงปู่ทุกครั้ง ท่านได้พบปะกับครูบอาจารย์เก่งๆ ยุคเก่าหลายรูป อาทิ
    ครูบาศรีวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ
    และได้ขอศึกษาหลักธรรมการปฏิบัติกับท่านครั้งเมื่อเวลาที่ หลวงพ่อทองอยู่ ท่านออกธุดงค์ไปทางภาพเหนือ ท่านจะแวะไปพักสนทนาธรรมศึกษาวิชากับ #ครูบาศรีวิชัย อยู่เสมอนอกจากนี้ หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะองค์ท่านได้ขอเรียนวิชาเพิ่มเติมจาก หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา
    ซึ่งท่านมีศักดิ์เป็นศิษย์รุ่นน้องของ
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังซึ่งมีอาจารย์ร่วมสำนักเดียวกัน คือ
    หลวงปู่แสง วัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี (
    ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันอีกท่าน คือ
    หลวงปู่แก้ว วัดเครือวัลย์ ซึ่งในสมัยนั้นยังมีพระเกจิอาจารย์อีกหลายท่านที่มาขอเรียนวิชาเพิ่มเติมจาก หลวงปู่ทอง เช่น
    หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
    หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม
    หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี
    หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราช
    หลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา
    หลวงพ่ออี๋ สัตหีบ ชลบุรี
    หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ
    ที่สำคัญ ท่านเป็นสหธรรมิก กับ
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ
    โดย เรียนวิชายันต์ตรีนิสิงเห มาจาก
    หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร มาด้วยกัน งานไหนมีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือ วัตถุมงคล ที่นั่นจะต้องมี หลวงปู่โต๊ะ กับ หลวงพ่อทองอยู่ ด้วยกันเสมอ
    หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะองค์
    ท่านมรณภาพ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2526
    สิริอายุ อายุ 96 ปี 9 เดือน 9 วัน

    “เน้น! เส้นเกศา โรยแร่ สมเด็จพุทธจักรสันติธรรม
    หากจะพูดถึงพระพิมพ์ที่เน้นเส้นเกศา และ โรยแร่ ของหลวงปู่ทองอยู่ วัดหนองพะอง คงต้องยกให้ พระผงหลังพุทธจักรสันติธรรม ปี 2525 พระพิมพ์นี้สร้างในโอกาส หลวงปู่ อายุครบ 96 ปี มีด้วยกัน 3 พิมพ์คือใหญ่ กลาง เล็ก ในภาพเป็นพิมพ์ใหญ่ มักจะพบมีเส้นเกศา โรยแร่ เยอะกว่าพิมพ์อื่น ๆ แต่ไม่ใช่พิมพ์อื่นจะไม่มีเลยนะครับ
    องค์พระ ด้านหน้าเป็นพระพุทธปางสมาธิ ประทับนั่งบนฐาน 3 ชั้น ด้านหลัง เป็นรูปเสือ ถัดลงมา เป็นคำว่า "ทองอยู่ ๙๖" และ ถัดลงมาอีกจะเป็นคำว่า “พุทธจักรส้นติธรรม” ตามรูป
    สมาชิกท่านใดชอบ พระผงแนวที่มีเส้นเกศา โรยแร่ แนะนำให้ลองเล่นหา สะสมพิมพ์นี้ ขอบารมีหลวงปู่คุ้มครองทุกท่านครับ
    เผยแพร่พระเครื่องหลวงพ่อทองอยู่ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
    Page : พี่เสือ รักชาติ ศึกษา-สะสม พระเครื่องหลวงพ่อทองอยู่ วัดหนองพะอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จพุทธจักรสันติธรรมองค์นี้มีครบเกศาเยอะและแร่
    ให้บูชา 1,000 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250924_223151.jpg IMG_20250924_223302.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กันยายน 2025
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,496
    ค่าพลัง:
    +7,651
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758791963667.jpg 1758792222951.jpg

    หลวงพ่อแพได้ร่ำเรียนวิชาทางด้านปลุกเสกวัตถุมงคลมาจากพระครูใบฎีกา เกลี้ยง วัดสุทัศนฯ และได้ขอยันต์ ไว้ใช้ประจำตัว ซึ่งเป็นอักษรขอมคำว่า "พุ" ซ้อนกัน 3 ชั้น จนเป็นที่รู้กันว่าเป็นยันต์ หรือเครื่องหมายประจำตัวของหลวงพ่อ และมักจะเรียกกันว่า ยันต์พุทธซ้อน
    และในเวลาต่อมา หลวงพ่อได้รับมอบยันต์ "อัง" มหาอุด และ "นะ" อุณาโลม เพิ่มจากหลวงพ่อเลี่ยม วัดสุทัศนฯ เพิ่มมาอีก
    คำว่า "พุ" ย่อมาจาก พุทโธ พุทธะตัง พุทธะลาภัง ชิวหาสุวัณณัง มุทุจิตตัง ปิยัง มะมะ
    คำว่า "อัง" มหาอุด มาจากคำว่า อุทธัง อัทโธ โธอัจ ธังอุจ
    ส่วนเครื่องหมายอุณาโลม หมายถึง ฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงอธิษฐานรวมไว้เป็นเปลวรัศมี

    หมายเหตุ ข้อมูลจากหนังสือ "หลวงพ่อแพ อริยสงฆ์ของชาวพุทธ"
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยหลวงพ่อแพยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ ได้เริ่มสนใจในทางปฏิบัติเพื่อหาความสงบทางใจ จึงเรียนรู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดโพธิ์ท่าเตียน ได้ความรู้มาพอสมควร พร้อมกันนั้นยังมีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้จากท่านอาจารย์พระครูใบฎีกาเกลี้ยง วัดสุทัศนเทพวนาราม ซึ่งเป็นพระฐานานุกรมและศิษย์ผู้ใกล้ชิด สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว)
    ถือว่าเชี่ยวชาญทางด้านสร้าง...ลบผงพุทธคุณ
    ต่อมา...เมื่อได้ข่าวว่าในอำเภอบางระจันมีพระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาอาคมอยู่รูปหนึ่ง มีผู้คนนับถือ เคารพ ศรัทธาและเกรงกลัวกันมากด้วยเพราะวาจาท่านนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ชื่อว่า “หลวงพ่อศรี” เจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ จึงได้เดินทางไปฝากตัวเพื่อขอเป็นศิษย์ เรียนรู้ ปฏิบัติ จนกระทั่ง...ได้เป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง
    หลวงพ่อศรีเมตตาสอนวิทยาอาคมให้ “หลวง-พ่อแพ” อย่างไม่ปิดบัง บันทึกที่เผยแพร่ออกมาระบุว่า ขณะที่มีการก่อสร้างพระอุโบสถ หลวงพ่อศรีก็แนะนำให้สร้างแหวน และทุกครั้งที่สร้างเสร็จก็นำไปถวายหลวงพ่อศรีปลุกเสก...ซึ่งท่านก็ยังไถ่ถามหลวงพ่อศรีด้วยว่า สร้างแล้วคนนิยมกันไหม?
    หลวงพ่อท่านบอกว่า...นิยมมาก ให้สร้างมากๆ และด้วยเมตตาจากหลวงพ่อศรีนี่เอง ทำให้หลวงพ่อแพได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ได้สำเร็จแล้วเสร็จภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปีกว่าๆเท่านั้น
    อีกครั้งกับเรื่องราวเกี่ยวกับการหล่อ “สมเด็จทองเหลือง”
    อาจจะกล่าวได้ว่าเมื่อหลวงพ่อแพมีบารมีมากขึ้น ผู้คนศรัทธากันมากจากทั่วสารทิศ ด้วยวิชาอาคมแตกฉานเชี่ยวชาญ วัดหลายแห่งก็ต่างนิมนต์ท่านไปเป็นประธานในการก่อสร้างวัด พระวิหาร ถาวรวัตถุมากมาย...และในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2493 วัดแถบอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ก็ได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมงาน
    เราเพลียมากจึงชวนศิษย์ไปจำวัดที่หอสวดมนต์ มีหลายคนนอนอยู่ก่อนแล้ว ก่อนนอนเอาผ้าอาบน้ำฝนใส่ไว้ในย่าม คิดว่าคนที่นอนอยู่คงเข้าใจว่าเป็นเงิน ด้วยความอ่อนเพลียจึงหลับไป...
    เช้ามืดพอตื่นจากจำวัด ปรากฏว่าย่ามหายไปแล้ว จึงแจ้งทางวัดทราบ สิ่งของในย่ามก็มีเพียง ของเล็กๆน้อยๆ แต่ของที่สำคัญคือ...พระสมเด็จวัดระฆังฯ” หลวงพ่อแพกล่าว
    พระสมเด็จฯองค์นี้ได้รับมาจากโยมวัดชนะสงคราม เป็นของแท้และมีคุณค่าทางจิตใจ เสียดายอย่างมาก...ญาติโยมรู้ข่าวก็ช่วยกันติดตาม ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าได้รับของคืนมาครบทุกชิ้น ยกเว้นพระสมเด็จฯ สอบถามคนขโมยก็ยอมรับว่าเอาไปขายให้คนคนหนึ่งไม่รู้ชื่อ ไม่สามารถติดตามคืนมาได้.
    พระเครื่อง...“หลวงพ่อแพ” ที่เด่นดังมีมากมายหลายต่อหลายรุ่น หากจะนับทั้งหมดกล่าวกันว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 300 แม่พิมพ์ อาทิ พระสมเด็จฯ พระนางพญา พระรอด พระปิดตา พระลีลาทุ่งเศรษฐี พระสีวลี พระขุนแผน พระผงรูปเหมือน นางกวัก พระสังกัจจายน์ ฯลฯ...
    ว่ากันว่าท่านมุ่งหมายให้วัตถุมงคลที่จัดสร้างนั้นมีความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เรื่องสำคัญคือการปลุกเสก ลงวิชาอาคม อำนาจจิตด้วยอานุภาพแห่งพลังบริสุทธิ์ เพื่อให้ขลัง แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เวป นสพ.ไทยรัฐ
    หลวงพ่อแพเป็นศิษย์หลวงปู่สีวัดพระปรางค์อาจารย์องค์เดียวกันกับหลวงพ่อกวยเวลาปลุกเสกสมัยก่อนร่วมพิธีกันหลายครั้ง
    พระผงรูปเหมือนเนื้อผงหลวงพ่อแพวัดพิกุลทองออกวัดจักร์ศรี สิงห์บุรี ปี ๒๕๑๖
    เป็นวัตถุมงคลยุคเก่าของหลวงพ่อแพครับด้านหลังเป็นยันต์ประจำตัวหลวงพ่อแพ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20250925_162004.jpg IMG_20250925_162025.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    วันนี้จัดส่ง รวมส่งชุดเก่าด้วยครับ
    1758794293225.jpg 1758794294415.jpg 1758794295727.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758809049379.jpg 1758808611631.jpg

    พระเนื้อดินพิมพ์เล็ก องค์เซียนแป๊ะโค้ว หัวตะเข้ กทม. รุ่นแรก. ปี ๒๕๐๕
    ประสบการณ์ วัตถุมงคล เซียนแปะโค้ว คงกระพัน แคล้วคลาด เจริญรุ่งเรือง
    ไม่มีตกต่ำ มีโชคลาภ
    ประวัติ องค์เซียนแป๊ะโค้ว ตลาดหัวตะเข้
    เซียนแปะโค้วหัวตะเข้
    เอียะฮง(แป๊ะโค้วเซี่ยงงี่)
    เซียนแป๊ะโค้ว รูปเคารพที่ปรากฏอยู่ในศาลเจ้า ณ ตลาดหัวตะเข้ เป็นที่เคารพสักการะใน
    หมู่ชาวจีนทั่วไป เนื่องจากอภินิหารของร่างที่แห้งกรังปรากฏอยู่ในท่านั่ง
    บำเพ็ญเพียรขณะเสียชีวิต โดยมีประวัติความเป็นมาดังนี้
    เมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๔๒๓ ซึ่งตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประเทศจีนหรือเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ มีครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่ง
    ซึ่งมีอาชีพทำนาทำไร่ ครอบครัวจีนครอบครัวนั้น มีนายฮก แซ่เล้า
    เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีนางกิม แซ่เล้า เป็นแม่บ้าน ในขณะนั้นนางกิมผู้ภรรยากำลังตั้งครรภ์ ใกล้ๆจะคลอด คืนวันหนึ่งสองสามีภรรยาคู่นั้นได้ฝันไปว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมได้มาที่ไร่ ของตน และกล่าวว่าบุตรที่เกิดมาจะเป็นผู้ชายที่มีบุญญาธิการ เป็นชาติสุดท้ายของ
    พระโพธิสัตว์ชื่อ แป๊ะโค้ว หรือโพธิสัตว์ผู้พ่ายรัก
    เซียนแป๊ะโค้ว เดิมท่านชื่อเอียะฮง แซ่เล้า เป็นหนุ่มซินตึ๊ง มาจากเมืองจีน หวังมาหาความเจริญที่เมืองไทย เมื่อแรก มาอยู่เมืองไทย ได้มาทำงาน เป็นเด็กฝึกงาน
    ที่ร้านแถวเยาวราช เนื่องด้วยท่านเป็นคนฉลาดขยันขันแข็งได้ไต่เต้าจนได้เป็นหลงจู๊
    (ผู้จัดการ)ของร้าน
    ตอนหลังท่านพิจารณาว่า การกินเงินเดือน เป็นมนุษย์เงินเดือน มั่นคงดีแต่รวยช้า
    ท่านจึงคิดไปทำสวนผลไม้ เพราะสมัยนั้นคนทำสวนยังมีน้อย จึงขอลาออกจากเถ้าแก่
    ตอนแรกเถ้าแก่ก็ไม่ยอม แต่พอเห็นว่าทัดทานยังไงก็ไม่ได้ จึงได้มอบเงินให้ก้อนหนึ่งไปลงทุน
    ท่านได้เช่าอยู่ที่ปัจจุบันเรียกว่า หัวตะเข้ ด้วยความขยันขันแข็ง
    และความรู้ทางด้านเกษตร ทำให้กิจการของท่านเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
    ทำให้ไปสะดุดใจ เจ้าของที่ดินที่ท่านเช่า เจ้าของที่ดินมีลูกสาวอยู่หนึ่ง
    ชื่อมาลัยเจ้าของที่ดิน จึงลองมาทาบทามดู ว่ามีครอบครัวที่เมืองจีนหรือเปล่า
    ท่านก็ตอบว่ายังไม่มี เขาเลยถามอีกว่า คิดมีครอบครัวบ้างหรือเปล่า ท่านก็ตอบว่า
    คิดอยู่จะได้ช่วยกันทำมาหากิน เจ้าของที่ดินจึงบอกว่า จะยกลูกสาวให้
    สมัยโน้นการแต่งงาน ส่วนมากเกิดจากผู้ใหญ่ชักพา
    แต่แล้ว ขณะชีวิตกำลังไปได้ดี แม่ของท่านได้ส่งจดหมายมาบอก
    ว่าได้ทาบทามผู้หญิงให้แล้ว ให้รีบกลับมาแต่งงาน ทำให้ท่านรู้สึกแย่มาก
    เพราะกับสาวมาลัย ได้ปูพื้นความรักขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยความกตัญญู
    คนจีนสมัยก่อน จะมีความกตัญญูต่อพ่อแม่มาก สิ่งใดที่พ่อแม่ต้องการ
    ก็จะไม่ขัดใจท่านอาจจะเป็นเพราะความกตัญญู ทำให้คนจีนสมัยก่อนจึงร่ำรวย
    ทำกิจการใดก็ประสบความสำเร็จ ด้วยความกตัญญูต่อแม่นี้ ท่านจึงยอมตัดใจจากคนรัก
    เดินทางกลับประเทศจีน สมัยโน้น สมัยรัชกาลที่ห้า การเดินทางด้วยเรือสำเภา ใช้เวลา
    ยาวนานมาก กว่าจะถึงเมืองจีนใช้เวลาหลายเดือน เมื่อไปถึงปรากฏว่า
    สาวที่แม่เลือกให้ได้แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว ท่านจึงอยู่ปฏิบัติแม่เพราะจากมาหลายปีอีกสองเดือน จึงเดินทางกลับไทยแต่เมื่อมาถึงทางนี้ ท่านก็ต้องหัวใจสลาย สาวมาลัยได้แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว
    ขณะที่ท่านเดินใจลอยสะเปะสะปะ ผ่านศาลเจ้า ก็มีเสียงลึกลับว่า ท่านเซียนแป๊ะโค้ว โพธิสัตว์ เชิญมาพำนักที่นี่หลังจากนั้น ท่านจึงอยู่ปฏิบัติธรรมที่ศาลเจ้าแห่งนั้น คนพอเรื่องเดือดร้อน
    มาขอให้ท่านช่วย ท่านก็สงเคราะห์ช่วยเหลือไป จนคนร่ำลือความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
    เรียกท่านว่าเซียนบ้าง
    ท่านมีอภินิหารมาก คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่าถ้าใครโดนผีสิง
    เซียนท่านจะนำธงขีดเป็นวงในอากาศ ปรากฏว่าร่างที่โดนผีสิงจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่
    สามารถออกจากวงล้อมนี้ได้ ท่านจะพูดคุยสั่งสอนแล้วจัดทำบุญอุทิศให้วิญญาณไปเกิด
    คนโดนผีเข้าจะหายแบบน่าอัศจรรย์
    จนมีครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ท่านเป็นตำนานเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ มีเด็กถูกจระเข้คาบดำน้ำไป
    มีคนมาตามท่านให้ไปช่วย ท่านไปยืนบริกรรมอยู่ริมฝั่ง สักพักเดียว
    จระเข้ก็คาบเด็กขึ้นมาหา ท่านจึงเอาเท้าเหยียบที่หัวจระเข้ จระเข้ก็คายเด็กออกมา
    ปรากฏว่าเด็กยังไม่ตาย จึงเป็นตำนานเรียกแถวนั้นว่า หัวตะเข้
    เมื่อท่านสิ้นอายุ ท่านดับขันธ์ด้วยท่านั่งสมาธิ ร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย
    ทางศาลเจ้าจึงนำมาให้คนได้กราบไหว้ มีอยู่วันหนึ่ง น้าผู้ชาย เดินทางมาจากเมืองจีน
    เนื่องจากท่านเงียบหายไปเลย แม่ของท่านจึงให้น้องชายมาดู เมื่อมาถึงเมืองไทย
    ก็ทราบข่าวว่าท่านสำเร็จแล้ว น้าท่านจึงเดินทางมาที่ศาลเจ้า ได้ไปต่อว่ากับร่างท่านว่า
    ท่านนี่เห็นแก่ตัว สำเร็จเอาตัวรอดคนเดียว ไม่ได้ห่วงแม่ที่เมืองจีนเลย
    เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ร่างที่นั่งตัวตรง ได้ค้อมลงมาเหมือนยอมรับความผิด
    น้าท่านเห็นอย่างนั้นตกใจ รีบๆเดินออกจากศาลเจ้าอย่างรวดเร็ว
    อภินิหาร "เซียนแปะโค้ว"
    “เซียนแปะโค้ว” ผ่อสัก หัวตะเข้ ประดิษฐานอยู่ในโรงเจ ฮะเฮงตั้ว หัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กทม. เป็นองค์ประธานของโรงเจที่สวยงามแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาน่าเลื่อมใสศรัทธาและศักดิ์สิทธิ์ในองค์ท่าน เปิดเป็นโรงทานให้ชาวบ้านได้ถือศีลกินเจ บูชาเทพหลากหลายโดยเฉพาะสายมูต้องรู้และหาวัตถุมงคลของท่านไว้บูชา

    เซียนแปะโค้ว ผ่อสัก เป็นชาวจีนแต้ประเทศจีนเมื่อพ.ศ.2422 ที่ตำบลกังเท้า จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เดินทางเข้าประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 อายุ 13 ปี ไปเป็นลูกจ้างทำงานในสวนผักย่านตลาดหัวตะเข้ เป็นคนมีจิตใจงาม มีคุณธรรม ใจบุญสุนทานชอบช่วยเหลือผู้อื่น สนใจในการปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐานโดยเชื่อว่าช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์ท่านจึงได้อุทิศตนรับใช้ศาลเจ้าแห่งนี้
    เซียนแป๊ะโค้ว หัวตะเข้ ท่านอยู่ปฏิบัติธรรมที่ศาลเจ้าแห่งนั้น คนพอเรื่องเดือดร้อน มาขอให้ท่านช่วย ท่านก็สงเคราะห์ช่วยเหลือไป จนคนร่ำลือความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เรียกท่านว่าเซียนบ้าง จนมีครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ท่านเป็นตำนานเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ มีเด็กถูกจระเข้คาบดำน้ำไป มีคนมาตามท่านให้ไปช่วย ท่านไปยืนบริกรรมอยู่ริมฝั่ง สักพักเดียว จระเข้ก็คาบเด็กขึ้นมาหา ท่านจึงเอาเท้าเหยียบที่หัวจระเข้ จระเข้ก็คายเด็กออกมา ปรากฏว่าเด็กยังไม่ตาย จึงเป็นตำนานเรียกแถวนั้นว่า หัวตะเข้

    เซียนแปะโค้วเคยเดินทางกลับไปประเทศจีนเพื่อเยี่ยมเยียนพ่อแม่ พี่น้องและเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งและไม่ย้อนกลับไปเมืองจีนอีกเลย

    เซียนแปะโค้ว เป็นคนรักการอ่านและศรัทธาในตัวหนังสือจะเก็บกระดาษที่คนทิ้งมีตัวอักษรปรากฏอยู่ ท่านเชื่อว่าตัวอักษรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนครูอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา มีคุณค่าทางปัญญา ท่านเป็นผู้สนใจปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเดินทางด้วยเท้าเปล่าไปรับใช้โรงเจที่พระพุทธบาท สระบุรี ใช้เวลาเดินถึง 1 เดือน อุทิศตนรับใช้งานโรงเจที่พระพุทธบาทและปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐานไปด้วยทำอยู่อย่างนี้ทุกปี
    เล่ากันว่า ในทุกๆค่ำคืนพระมหากัสสปะ พระอรหันต์เถระเจ้าครั้งพุทธกาล ได้มาสอนวิปัสสนาให้ท่าน จนท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

    ก่อนที่เซียนแปะโค้วจะเสียชีวิตและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ท่านได้ต่อโลงไม้ฉำฉาเข้าไปนั่งปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานกำหนดเวลา 100 วัน ห้ามมิให้ใครไปรบกวนสมาธิ เมื่อครบกำหนด 100 วันจึงอนุญาตให้เปิดโรงไม้ฉำฉาได้ ถ้าศพท่านเน่าเปื่อยก็ให้นำไปเผาถ้าไม่เน่าเปื่อยทุกคนจะดำเนินการอย่างใดก็แล้วแต่ เมื่อครบ 100 วันจึงเปิดโรงไม้ฉำฉาปรากฏว่าท่านเสียชีวิตในท่านั่งปฏิบัติธรรมสมาธิอย่างสงบ รวมอายุของท่านในขณะนั้นได้ 26 ปี ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง พ.ศ.2448 ร่างกายอ่อนนิ่มเสมือนยังมีชีวิตอยู่ไม่เน่าเปื่อย ศพของท่านจึงเป็นอมตะ

    ข่าวการเสียชีวิตขององค์เซียนแปะโค้ว แพร่กระจายออกไป ข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงพี่สาวและอาสาวของท่านที่เมืองจีน จึงเดินทางเข้ามาเมืองไทยตรงเข้าชี้หน้าต่อว่าศพองค์เซียนว่า ท่านเป็นคนเห็นแก่ตัว หนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ทิ้งญาติพี่น้องพ่อแม่ที่แก่ชราให้ลำบาก ขณะที่อาสาวชี้หน้าต่อว่าท่านนั้น “ศพขององค์เซียนแปะโค้วก็ก้มศีรษะลงน้อมรับคำกล่าวต่อว่าของอาสาว” ปัจจุบันศพขององค์เซียนแปะโค้ว จึงมีลักษณะก้มหน้าลง คณะกรรมการฯเชิญซินแสท่านหนึ่งมาทำพิธีใช้ผงธูปพอกรอบองค์ศพนำทองคำเปลวแท้ๆปิดทับองค์เซียนแปะโค้วโดยมิได้เปลื้องเสื้อผ้าออก ในปี พ.ศ.2501 ครบ 60 ปีการเสียชีวิตของท่าน ท่านเคยทำนายว่าจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดที่ตลาดหัวตะเข้ และก็เกิดขึ้นจริงมีชาวจีนอาศัยในโรงเจแห่งนี้ชื่อแปะเซี้ยง แซ่โง้วได้เสี่ยงชีวิตฝ่าเปลวเพลิงไปอุ้มเอาร่างองค์เซียนแปะโค้วหนีออกมาได้ 4-5 ปีต่อมามีการก่อสร้างโรงเจฮะเฮงตั้วขึ้นใหม่ ได้อัญเชิญท่านประดิษฐานที่โรงเจนี้ตามเดิม

    ในช่วงชีวิตของท่าน เซียนแปะโค้วมุ่งมั่นแต่กระทำความดีต่อมวลมนุษย์จึงกลายเป็นปูชนียบุคคลเป็นที่เคารพบูชากราบไหว้ของชาวตลาดหัวตะเข้ บุญญาธิการขององค์เซียนแปะโค้วได้สร้างปาฏิหาริย์ให้แก่ผู้มากราบไหว้บนบานและได้ในสิ่งที่ตนต้องการตามคำอธิษฐานขอพรได้ทุกครั้งไป “ยิ่งห้อยบูชายิ่งเฮง ผู้ที่ใช้จะสัมผัสได้ว่าปาฏิหาริย์มีจริง”
    เมื่อท่านสิ้นอายุ ท่านดับขันธ์ด้วยท่านั่งสมาธิ ร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย ทางศาลเจ้าจึงนำมาให้คนได้กราบไหว้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระรูปเหมือนเนื้อดินพิมพ์เล็กเซียนแปะโค้วปี ๒๕๐๕

    ให้บูชา 500 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250925_220613.jpg IMG_20250925_220645.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758815611947.jpg

    พระแก้วหลังหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราษฎร์บำรุงบางซื่อกทมปี2532 หลวงปู่สรวงปลุกเสก
    หลวงพ่อสร้อยแสดงฤทธิ์ หลวงปู่สรวงปลุกเสก ท่านเป็นสหธรรมมิกหลวงปู่หมุน หลวงปู่สรวงปลุกเสก หลวงพ่อสร้อยพระอริยสงฆ์ผู้ทรงฤทธิ์ หลวงพ่อสร้อยลูกศิษย์หลวงปู่สรวง หลวงพ่อสร้อยแสดงฤทธิ์ ในงานพิธีบางครั้ง ท่านจะแสดงฤทธิ์ ให้เหล่าศิษย์ประจักษ์ เช่น เคี้ยวๆ หมากอยู่ จากนั้น ก็ล้วงไปหยิบออกมาเป็น พระสมเด็จ พระรอด แจก ในบางครั้งก็หยิบโยนโปรยออกมาให้ลูกศิษย์ กลายเป็นลูกแก้ว ลูกอม ต่างๆ เคย มีคนไม่เชื่อว่าสมัยนี้ยังมีพระมีฤทธิ์ ท่านก็เลยเรียกมานั่งริมน้ำ จากนั้นท่านก็โยนปลัดลงสระน้ำไป 10 ตัว แล้วท่านก็ใช้นิ้วเคาะที่พื้น ก๊อกๆๆๆๆๆ ปลัดก็ค่อยๆ เลื้อยเรียงกันขึ้นมาทีละตัวๆ จากสระน้ำ คนนั้นก้มกราบแทบพื้นเลย อีก เรื่องคือ ท่านได้ไปสุพรรณ ลงเรือยนต์ไป พอจะขึ้นท่าที่วัดแห่งหนึ่ง ขนขับบอกเทียบท่าไม่ได้ ท้องเรือเกย (ท่านคงรู้ว่าโดนแกล้ง) ก็ไม่สนใจกระโดดลงน้ำว่ายเข้าฝั่งเองไปนั่งในโบสถ์วัด ผลปรากฎว่าเรือยนต์นั้นก็ไปไหนไม่ได้ ต้องจอดนิ่งอยู่ตรงนั้น แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนคนขับคิดขึ้นได้ตามไปขอขมาท่าน ปัจจุบันหลวงพ่อสร้อยมรณภาพไปแล้ว สรีระอยู่ในโลงแก้ว ไม่เน่าเปื่อย ปิดทองทั้งองค์ หลวงพ่อสร้อยพบหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ในการธุดงค์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสร้อยได้ไปพบพระผู้เฒ่าท่านหนึ่ง สอนคาถาให้ ตอนจะจากกัน ท่านบอกว่า ท่านคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อสร้อยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านบอกว่า แปลกดี หลวงปู่ศุข ท่านมรณภาพไปแล้ว แต่มาให้พบได้ เทพเจ้าแห่งการทำนาย- ชี้ทางรวย หลวง พ่อสร้อยนอกจากจะมีผู้มาพึ่งท่าน คราวเจ็บป่วย หรือถูกคุณไสยแล้ว ท่านยังทักได้แม่นยำมากๆ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เช่น มีคนหนึ่งอยู่ๆ หลวงพ่อก็บอกว่า แกไปหาเงินซื้อที่ดินตรงนั้น (ท่านบอกจุด) แล้วทำอู่ซ่อมรถยนต์ แกจะรวยมาก แกก้บอกว่าหลวงพ่อไม่มีเงิน ท่านก็บอกว่าแกเชื่อฉัน ไปกู้มาแกจะรวย ด้วยความศัทธาในตัวหลวงพ่อสร้อย เขาก็ทำตามท่านว่า ปัจจุบันเป็นเถ้าแก่ร่ำรวยมาก ราย ที่ 2 หลวงพ่อบอกว่า อีกหน่อยแกจะรวยกว่าพี่น้อง ไปเซ้งห้องแถวตรงนี้ (ท่านกำหนดจุด) แกจะรวยจากตรงนี้ (ตอนนั้นแถวนั้นค่าเช่าปีละ 8 แสนบาท) ปัจจุบันผู้นี้จากไม่มีอะไร กลายเป็นมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง ราย ที่ 3 หลวงพ่อบอกว่าแกไปเช่าร้านดอกไม้ตรงนี้ (ท่านกำหนดจุด) อีกหน่อยแกจะร่ำรวย ปัจจุบันจากไม่มีอะไร กลายเป็นเศรษฐีร้านขายดอกไม้เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มี แบบนี้อีกหลายราย ไม่ใช่นิยาย ทุกคนยังมีตัวตน อยากพูดคุยกับท่านเหล่านี้สามารถไปสอบถามพระอาจารย์โต ที่วัดเลียบได้..
    พระแก้วมรกต หลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราษฎร์บำรุง ปี 2532 หลวงปู่สรวง ตำนาน หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง ปลุกเสก
    เป็นรูปภาพในพิธีปี 2532 มีหลวงปู่สรวงและหลวงพ่อสร้อย ในพิธีนั้น มีพระรุ่นใดเข้าร่วมปลุกเสกบ้าง ผมเองได้คุยกับลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้คอยรับใช้หลวงพ่อสร้อยอย่างเสมอๆว่า (ขอสงวนชื่อ เจ้าตนได้ขอไว้ต้องขออภัยด้วยครับ) ในปี 2532นั้น ตนเองจำได้ว่า มีพระไม่กี่รุ่นที่เข้าร่วมพิธีนั้นและไม่ได้มีการโยงสายสินไปถึงพระนอกพิธีอื่นๆ และในพิธีนั้นก็มีพระบูชาชินราชที่มีพญานาคเป็นนาคปรกและมียักษ์องค๋เล็ก 2ตนซ้ายขวาตรงซุ้มพระบูชานี้เป็นศิลปะเขมร,พระพุทธบูชาเนื้อเรซิ่นผสมแบงค์,พระผง 2หน้าที่มีหลวงพ่อสร้อยและพระแก้วมรกต,พระบูชาหลวงพ่อสร้อยฐานเขียง..มีเท่านี้ครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระแก้วมรกตหลังหลวงพ่อสร้อย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250925_224832.jpg IMG_20250925_224855.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กันยายน 2025
  9. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,496
    ค่าพลัง:
    +7,651
    -ขอจองครับ
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงผสมว่านในดง (พระโสณะ) ปู่เทพโลกอุดร หลัง (พระอุตระ) ปู่เทพโลกอุดร วัดถ้ำอริยสัจสี่ จ.ลพบุรี ปละเหรียญหลวงปู่เทพโลกอุดรปี ๒๕๕๓
    พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ พระเกจิคณาจารย์นั่งปรกปลุกเสกอฐิษฐานจิตปลุกเสก อาทิเช่น
    หลวงปู่ขาว พุทธรักขิโต จ.สกลนคร
    หลวงปู่สรวง แห่งวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ จ.ลพบุรี
    หลวงพ่อฉาบ วัดศรีสาคร จ.สิงห์บุรี เป็นต้นฯลฯ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ไอ้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250925_233708.jpg IMG_20250925_233730.jpg IMG_20250925_233752.jpg IMG_20250925_233814.jpg IMG_20250925_233841.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    จัดส่ง วันนี้
    1758889268663.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  12. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +5,887
    จองครับ
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758809049379.jpg 1758808611631.jpg

    พระเนื้อดินพิมพ์เล็ก องค์เซียนแป๊ะโค้ว หัวตะเข้ กทม. รุ่นแรก. ปี ๒๕๐๕
    ประสบการณ์ วัตถุมงคล เซียนแปะโค้ว คงกระพัน แคล้วคลาด เจริญรุ่งเรือง
    ไม่มีตกต่ำ มีโชคลาภ
    ประวัติ องค์เซียนแป๊ะโค้ว ตลาดหัวตะเข้
    เซียนแปะโค้วหัวตะเข้
    เอียะฮง(แป๊ะโค้วเซี่ยงงี่)
    เซียนแป๊ะโค้ว รูปเคารพที่ปรากฏอยู่ในศาลเจ้า ณ ตลาดหัวตะเข้ เป็นที่เคารพสักการะใน
    หมู่ชาวจีนทั่วไป เนื่องจากอภินิหารของร่างที่แห้งกรังปรากฏอยู่ในท่านั่ง
    บำเพ็ญเพียรขณะเสียชีวิต โดยมีประวัติความเป็นมาดังนี้
    เมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๔๒๓ ซึ่งตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประเทศจีนหรือเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ มีครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่ง
    ซึ่งมีอาชีพทำนาทำไร่ ครอบครัวจีนครอบครัวนั้น มีนายฮก แซ่เล้า
    เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีนางกิม แซ่เล้า เป็นแม่บ้าน ในขณะนั้นนางกิมผู้ภรรยากำลังตั้งครรภ์ ใกล้ๆจะคลอด คืนวันหนึ่งสองสามีภรรยาคู่นั้นได้ฝันไปว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมได้มาที่ไร่ ของตน และกล่าวว่าบุตรที่เกิดมาจะเป็นผู้ชายที่มีบุญญาธิการ เป็นชาติสุดท้ายของ
    พระโพธิสัตว์ชื่อ แป๊ะโค้ว หรือโพธิสัตว์ผู้พ่ายรัก
    เซียนแป๊ะโค้ว เดิมท่านชื่อเอียะฮง แซ่เล้า เป็นหนุ่มซินตึ๊ง มาจากเมืองจีน หวังมาหาความเจริญที่เมืองไทย เมื่อแรก มาอยู่เมืองไทย ได้มาทำงาน เป็นเด็กฝึกงาน
    ที่ร้านแถวเยาวราช เนื่องด้วยท่านเป็นคนฉลาดขยันขันแข็งได้ไต่เต้าจนได้เป็นหลงจู๊
    (ผู้จัดการ)ของร้าน
    ตอนหลังท่านพิจารณาว่า การกินเงินเดือน เป็นมนุษย์เงินเดือน มั่นคงดีแต่รวยช้า
    ท่านจึงคิดไปทำสวนผลไม้ เพราะสมัยนั้นคนทำสวนยังมีน้อย จึงขอลาออกจากเถ้าแก่
    ตอนแรกเถ้าแก่ก็ไม่ยอม แต่พอเห็นว่าทัดทานยังไงก็ไม่ได้ จึงได้มอบเงินให้ก้อนหนึ่งไปลงทุน
    ท่านได้เช่าอยู่ที่ปัจจุบันเรียกว่า หัวตะเข้ ด้วยความขยันขันแข็ง
    และความรู้ทางด้านเกษตร ทำให้กิจการของท่านเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
    ทำให้ไปสะดุดใจ เจ้าของที่ดินที่ท่านเช่า เจ้าของที่ดินมีลูกสาวอยู่หนึ่ง
    ชื่อมาลัยเจ้าของที่ดิน จึงลองมาทาบทามดู ว่ามีครอบครัวที่เมืองจีนหรือเปล่า
    ท่านก็ตอบว่ายังไม่มี เขาเลยถามอีกว่า คิดมีครอบครัวบ้างหรือเปล่า ท่านก็ตอบว่า
    คิดอยู่จะได้ช่วยกันทำมาหากิน เจ้าของที่ดินจึงบอกว่า จะยกลูกสาวให้
    สมัยโน้นการแต่งงาน ส่วนมากเกิดจากผู้ใหญ่ชักพา
    แต่แล้ว ขณะชีวิตกำลังไปได้ดี แม่ของท่านได้ส่งจดหมายมาบอก
    ว่าได้ทาบทามผู้หญิงให้แล้ว ให้รีบกลับมาแต่งงาน ทำให้ท่านรู้สึกแย่มาก
    เพราะกับสาวมาลัย ได้ปูพื้นความรักขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยความกตัญญู
    คนจีนสมัยก่อน จะมีความกตัญญูต่อพ่อแม่มาก สิ่งใดที่พ่อแม่ต้องการ
    ก็จะไม่ขัดใจท่านอาจจะเป็นเพราะความกตัญญู ทำให้คนจีนสมัยก่อนจึงร่ำรวย
    ทำกิจการใดก็ประสบความสำเร็จ ด้วยความกตัญญูต่อแม่นี้ ท่านจึงยอมตัดใจจากคนรัก
    เดินทางกลับประเทศจีน สมัยโน้น สมัยรัชกาลที่ห้า การเดินทางด้วยเรือสำเภา ใช้เวลา
    ยาวนานมาก กว่าจะถึงเมืองจีนใช้เวลาหลายเดือน เมื่อไปถึงปรากฏว่า
    สาวที่แม่เลือกให้ได้แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว ท่านจึงอยู่ปฏิบัติแม่เพราะจากมาหลายปีอีกสองเดือน จึงเดินทางกลับไทยแต่เมื่อมาถึงทางนี้ ท่านก็ต้องหัวใจสลาย สาวมาลัยได้แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว
    ขณะที่ท่านเดินใจลอยสะเปะสะปะ ผ่านศาลเจ้า ก็มีเสียงลึกลับว่า ท่านเซียนแป๊ะโค้ว โพธิสัตว์ เชิญมาพำนักที่นี่หลังจากนั้น ท่านจึงอยู่ปฏิบัติธรรมที่ศาลเจ้าแห่งนั้น คนพอเรื่องเดือดร้อน
    มาขอให้ท่านช่วย ท่านก็สงเคราะห์ช่วยเหลือไป จนคนร่ำลือความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
    เรียกท่านว่าเซียนบ้าง
    ท่านมีอภินิหารมาก คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่าถ้าใครโดนผีสิง
    เซียนท่านจะนำธงขีดเป็นวงในอากาศ ปรากฏว่าร่างที่โดนผีสิงจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่
    สามารถออกจากวงล้อมนี้ได้ ท่านจะพูดคุยสั่งสอนแล้วจัดทำบุญอุทิศให้วิญญาณไปเกิด
    คนโดนผีเข้าจะหายแบบน่าอัศจรรย์
    จนมีครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ท่านเป็นตำนานเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ มีเด็กถูกจระเข้คาบดำน้ำไป
    มีคนมาตามท่านให้ไปช่วย ท่านไปยืนบริกรรมอยู่ริมฝั่ง สักพักเดียว
    จระเข้ก็คาบเด็กขึ้นมาหา ท่านจึงเอาเท้าเหยียบที่หัวจระเข้ จระเข้ก็คายเด็กออกมา
    ปรากฏว่าเด็กยังไม่ตาย จึงเป็นตำนานเรียกแถวนั้นว่า หัวตะเข้
    เมื่อท่านสิ้นอายุ ท่านดับขันธ์ด้วยท่านั่งสมาธิ ร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย
    ทางศาลเจ้าจึงนำมาให้คนได้กราบไหว้ มีอยู่วันหนึ่ง น้าผู้ชาย เดินทางมาจากเมืองจีน
    เนื่องจากท่านเงียบหายไปเลย แม่ของท่านจึงให้น้องชายมาดู เมื่อมาถึงเมืองไทย
    ก็ทราบข่าวว่าท่านสำเร็จแล้ว น้าท่านจึงเดินทางมาที่ศาลเจ้า ได้ไปต่อว่ากับร่างท่านว่า
    ท่านนี่เห็นแก่ตัว สำเร็จเอาตัวรอดคนเดียว ไม่ได้ห่วงแม่ที่เมืองจีนเลย
    เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ร่างที่นั่งตัวตรง ได้ค้อมลงมาเหมือนยอมรับความผิด
    น้าท่านเห็นอย่างนั้นตกใจ รีบๆเดินออกจากศาลเจ้าอย่างรวดเร็ว
    อภินิหาร "เซียนแปะโค้ว"
    “เซียนแปะโค้ว” ผ่อสัก หัวตะเข้ ประดิษฐานอยู่ในโรงเจ ฮะเฮงตั้ว หัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กทม. เป็นองค์ประธานของโรงเจที่สวยงามแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาน่าเลื่อมใสศรัทธาและศักดิ์สิทธิ์ในองค์ท่าน เปิดเป็นโรงทานให้ชาวบ้านได้ถือศีลกินเจ บูชาเทพหลากหลายโดยเฉพาะสายมูต้องรู้และหาวัตถุมงคลของท่านไว้บูชา

    เซียนแปะโค้ว ผ่อสัก เป็นชาวจีนแต้ประเทศจีนเมื่อพ.ศ.2422 ที่ตำบลกังเท้า จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เดินทางเข้าประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 อายุ 13 ปี ไปเป็นลูกจ้างทำงานในสวนผักย่านตลาดหัวตะเข้ เป็นคนมีจิตใจงาม มีคุณธรรม ใจบุญสุนทานชอบช่วยเหลือผู้อื่น สนใจในการปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐานโดยเชื่อว่าช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์ท่านจึงได้อุทิศตนรับใช้ศาลเจ้าแห่งนี้
    เซียนแป๊ะโค้ว หัวตะเข้ ท่านอยู่ปฏิบัติธรรมที่ศาลเจ้าแห่งนั้น คนพอเรื่องเดือดร้อน มาขอให้ท่านช่วย ท่านก็สงเคราะห์ช่วยเหลือไป จนคนร่ำลือความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เรียกท่านว่าเซียนบ้าง จนมีครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ท่านเป็นตำนานเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ มีเด็กถูกจระเข้คาบดำน้ำไป มีคนมาตามท่านให้ไปช่วย ท่านไปยืนบริกรรมอยู่ริมฝั่ง สักพักเดียว จระเข้ก็คาบเด็กขึ้นมาหา ท่านจึงเอาเท้าเหยียบที่หัวจระเข้ จระเข้ก็คายเด็กออกมา ปรากฏว่าเด็กยังไม่ตาย จึงเป็นตำนานเรียกแถวนั้นว่า หัวตะเข้

    เซียนแปะโค้วเคยเดินทางกลับไปประเทศจีนเพื่อเยี่ยมเยียนพ่อแม่ พี่น้องและเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งและไม่ย้อนกลับไปเมืองจีนอีกเลย

    เซียนแปะโค้ว เป็นคนรักการอ่านและศรัทธาในตัวหนังสือจะเก็บกระดาษที่คนทิ้งมีตัวอักษรปรากฏอยู่ ท่านเชื่อว่าตัวอักษรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนครูอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา มีคุณค่าทางปัญญา ท่านเป็นผู้สนใจปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเดินทางด้วยเท้าเปล่าไปรับใช้โรงเจที่พระพุทธบาท สระบุรี ใช้เวลาเดินถึง 1 เดือน อุทิศตนรับใช้งานโรงเจที่พระพุทธบาทและปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนากรรมฐานไปด้วยทำอยู่อย่างนี้ทุกปี
    เล่ากันว่า ในทุกๆค่ำคืนพระมหากัสสปะ พระอรหันต์เถระเจ้าครั้งพุทธกาล ได้มาสอนวิปัสสนาให้ท่าน จนท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

    ก่อนที่เซียนแปะโค้วจะเสียชีวิตและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ท่านได้ต่อโลงไม้ฉำฉาเข้าไปนั่งปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานกำหนดเวลา 100 วัน ห้ามมิให้ใครไปรบกวนสมาธิ เมื่อครบกำหนด 100 วันจึงอนุญาตให้เปิดโรงไม้ฉำฉาได้ ถ้าศพท่านเน่าเปื่อยก็ให้นำไปเผาถ้าไม่เน่าเปื่อยทุกคนจะดำเนินการอย่างใดก็แล้วแต่ เมื่อครบ 100 วันจึงเปิดโรงไม้ฉำฉาปรากฏว่าท่านเสียชีวิตในท่านั่งปฏิบัติธรรมสมาธิอย่างสงบ รวมอายุของท่านในขณะนั้นได้ 26 ปี ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง พ.ศ.2448 ร่างกายอ่อนนิ่มเสมือนยังมีชีวิตอยู่ไม่เน่าเปื่อย ศพของท่านจึงเป็นอมตะ

    ข่าวการเสียชีวิตขององค์เซียนแปะโค้ว แพร่กระจายออกไป ข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงพี่สาวและอาสาวของท่านที่เมืองจีน จึงเดินทางเข้ามาเมืองไทยตรงเข้าชี้หน้าต่อว่าศพองค์เซียนว่า ท่านเป็นคนเห็นแก่ตัว หนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ทิ้งญาติพี่น้องพ่อแม่ที่แก่ชราให้ลำบาก ขณะที่อาสาวชี้หน้าต่อว่าท่านนั้น “ศพขององค์เซียนแปะโค้วก็ก้มศีรษะลงน้อมรับคำกล่าวต่อว่าของอาสาว” ปัจจุบันศพขององค์เซียนแปะโค้ว จึงมีลักษณะก้มหน้าลง คณะกรรมการฯเชิญซินแสท่านหนึ่งมาทำพิธีใช้ผงธูปพอกรอบองค์ศพนำทองคำเปลวแท้ๆปิดทับองค์เซียนแปะโค้วโดยมิได้เปลื้องเสื้อผ้าออก ในปี พ.ศ.2501 ครบ 60 ปีการเสียชีวิตของท่าน ท่านเคยทำนายว่าจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดที่ตลาดหัวตะเข้ และก็เกิดขึ้นจริงมีชาวจีนอาศัยในโรงเจแห่งนี้ชื่อแปะเซี้ยง แซ่โง้วได้เสี่ยงชีวิตฝ่าเปลวเพลิงไปอุ้มเอาร่างองค์เซียนแปะโค้วหนีออกมาได้ 4-5 ปีต่อมามีการก่อสร้างโรงเจฮะเฮงตั้วขึ้นใหม่ ได้อัญเชิญท่านประดิษฐานที่โรงเจนี้ตามเดิม

    ในช่วงชีวิตของท่าน เซียนแปะโค้วมุ่งมั่นแต่กระทำความดีต่อมวลมนุษย์จึงกลายเป็นปูชนียบุคคลเป็นที่เคารพบูชากราบไหว้ของชาวตลาดหัวตะเข้ บุญญาธิการขององค์เซียนแปะโค้วได้สร้างปาฏิหาริย์ให้แก่ผู้มากราบไหว้บนบานและได้ในสิ่งที่ตนต้องการตามคำอธิษฐานขอพรได้ทุกครั้งไป “ยิ่งห้อยบูชายิ่งเฮง ผู้ที่ใช้จะสัมผัสได้ว่าปาฏิหาริย์มีจริง”
    เมื่อท่านสิ้นอายุ ท่านดับขันธ์ด้วยท่านั่งสมาธิ ร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย ทางศาลเจ้าจึงนำมาให้คนได้กราบไหว้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระรูปเหมือนเนื้อดินพิมพ์เล็กเซียนแปะโค้วปี ๒๕๐๕
    องค์ที่๒
    ให้บูชา 500 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250926_194855.jpg IMG_20250926_195011.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1758641780250.jpg

    เหรียญพระศรีอริยเมตไตร หลังพระสีวลี อาจารย์ชุม ไชยคีรี
    เหรียญพระศรีอริยเมตไตร หลังพระสีวลี" อาจารย์ชุม ไชยคีรี พิธีที่วัดชำนิหัตถการ กรุงเทพฯ เมื่อปี 2517 หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นประธานพิธี เป็นพิธีที่หลวงพ่อคง วัดบ้านสวนมาเสกครั้งสุดท้าย และอาจารย์ปาลวัดเขาอ้อและรวมพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณ ทั้งภาคกลางและภาคใต้ ร่วมปลุกเสก
    พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตร จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตและออกเผยแพร่ธรรมต่อจากองค์พระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
    พระสีวลีมหาเถระพุทธสาวก ได้รับยกย่องในทางผู้มีลาภมาก ด้วยอำนาจผลบุญของพระสีวลีที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ชาติก่อนเป็นปัจจัยส่งผลให้ทานเจริญด้วยลาภสักกาะ โดยมีเทพยดา นาค ครุฑ มนุษย์ นำมาถวายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้พระสีวลีจึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านลาภสักการะ เป็นหนึ่งในมหาสาวกซึ่งได้ช่วยแบ่งเบาภาระพระศาสดาและได้ช่วยงานพระศาสนาเป็นอย่างมาก
    อีกทั้งเหรียญเนื้อทองคำรุ่นนี้ ยังเป็นเหรียญที่ คุณแม่บุญสืบ ไชยคีรี ห้อยบูชาติดตัว
    “มีแต่รับไม่มีคำว่าอด”เหรียญรุ่นนี้ลูกศิษย์จะรู้จักกันในนาม “เหรียญเต่ามหาลาภ“ มีผลดีในทางลาภผล
    ผู้ที่บูชาให้บูชาติดตัวและภาวนา
    พระคาถาหัวใจพระสีวลี จะเกิดโชค
    นับเป็นพระเครื่องที่ดีทางโชคลาภสายจิตวิญญาณอีกหนึ่งรุ่นครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 650 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250928_213603.jpg IMG_20250928_213628.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กันยายน 2025
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1759073755067.jpg

    ประวัติ หลวงปู่หล่ำ สิริธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม กรุงเทพฯ
    “พระครูสิริธรรมรัต” หรือ “หลวงปู่หล่ำ สิริธัมโม” อดีตเจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม ถนนลาดพร้าว 64 แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ
    พระเกจิที่เคร่งครัดและเปี่ยมด้วยคุณธรรม มีจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
    มีนามเดิมว่า หล่ำ แซ่เจ็ง เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2472 ที่บ้านหมู่ที่ 1 ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ บิดา-มารดา ชื่อ นายจุ๊ยเตียง แซ่เจ็ง และนางปิ่น แซ่ซิ้ม
    อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบางหญ้าแพรก จ.สมุทรปราการ โดยมีพระครูสิริศีลคุณ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูเผย เจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ผ่อง เจ้าอาวาสวัดปุณหังสนาวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เข้าอยู่ในสังกัดวัดบางหญ้าแพรก ได้ท่องสวดมนต์ เรียนพระปริยัติธรรมและเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในปี พ.ศ.2492 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี
    เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเผย วัดบางหญ้าแพรก อีกทั้งได้สืบสานวิชาของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า กับอาจารย์พานต์ นนทตา และเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆสิตาราม จ.สุพรรณบุรี
    ลำดับความทรงจำ ได้มีโอกาสเรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อเผยที่เป็นพระเกจิอาจารย์ในขณะนั้น ฝึกออกท่องธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อฝึกฝนจิตใจให้มั่นคง
    ยามว่างจากธุดงค์อยู่กับวัด ขออนุญาตหลวงพ่อเผย นำสมุดข่อยโบราณมาศึกษา ในช่วงที่หลวงพ่อเผยชราภาพมาก ท่านได้มอบหมายหน้าที่ทั้งหมดให้พระภิกษุหล่ำเป็นผู้ดำเนินการแทน แม้กระทั่งการสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเผย
    ยังเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆสิตาราม จ.สุพรรณบุรี ครั้งหนึ่งท่านเดินทางธุดงค์ผ่านแถบเมืองสุพรรณบุรี ได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆสิตาราม จึงเดินทางไปฝากตัวขอเป็นศิษย์เรียนวิทยาคม
    หลวงพ่อครื้น ถ่ายทอดวิทยาคมและการสร้างเครื่องรางของขลัง อาทิ การสร้างยันต์ ผ้าประเจียด ตะกรุดนานาชนิด โดยเฉพาะวิชาที่เลื่องชื่อของหลวงพ่อครื้น คือ วิชาทำตุ๊กแก
    เคยให้หลวงปู่หล่ำเสกตุ๊กแก โดยนั่งสมาธิคุมอยู่ด้านหลังพิธีกรรม ในครั้งนั้นเอ่ยปากชมว่า “หล่ำทำได้เหมือนพ่อเลยนะ” จากนั้นหลวงปู่หล่ำได้รับความไว้วางใจ เสกตุ๊กแกแทนหลวงพ่อครื้นตลอดเวลา
    จึงเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อครื้นให้ความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง ช่วงที่ใกล้มรณภาพก็อยู่ในอ้อมกอดของหลวงปู่หล่ำ ท่ามกลางศิษยานุศิษย์มากมาย ท่านได้บอกว่า “หล่ำเอย พ่อจะไปแล้วนะ วิชาของพ่อมอบให้หล่ำไปหมดแล้ว ต่อไปต้องสงเคราะห์ชาวบ้านแทนพ่อด้วยนะ”
    จวบจนหลวงพ่อครื้นละสังขาร หลวงปู่หล่ำย้ายไปพำนักที่วัดไกรสีห์น้อยอยู่ได้ระยะหนึ่ง ญาติโยมที่วัดคลองบางปิ้ง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นิมนต์ให้ท่านมาช่วยพัฒนาวัด
    ได้ไปช่วยพัฒนาวัดคลองบางปิ้งอยู่ 2 พรรษา จนกระทั่งวัดคลองบางปิ้งมีความเจริญรุ่งเรือง ต่อมาหลวงปู่หล่ำได้รับนิมนต์จากศรัทธาญาติโยมให้มาช่วยสร้างวัดสามัคคีธรรม แขวงวังทองหลาง ที่เพิ่งเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2510 จนวัดเริ่มเป็นปึกแผ่นมั่นคง
    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามที่ พระครูสิริธรรมรัต
    สำหรับวัตถุมงคลที่ได้รับการยอมรับในวงการเครื่องรางของขลัง นอกจากเครื่องรางตุ๊กแกที่โด่งดังไม่แพ้กัน คือ เบี้ยเศรษฐี ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของบรรดาสาธุชน เปี่ยมด้วยพุทธคุณ
    กว่ากึ่งศตวรรษแห่งการครองสมณเพศ สั่งสมประสบการณ์ เกียรติคุณ เป็นที่รู้จักศรัทธาเลื่อมใส ด้วยความเมตตาที่เปี่ยมล้น หากใครมาขอพบไม่เคยปฏิเสธ
    กระทั่ง วันศุกร์ 22 มี.ค.2562 เวลา 03.40 น. มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 90 ปี พรรษา 70
    ——-
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระอุปคุตปี ๒๕๑๘ หลวงปู่หล่ำ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250928_213325.jpg IMG_20250928_213353.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _43_114.jpg
    หลวงพ่อเกษม เขมโก เผชิญอสุรกายป่าช้าแม่อาง
    ชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ อ.เมือง จ.ลำปาง เมื่อครั้งที่ท่านยังไม่ละสังขารขันธ์ ขจรขจายเลื่องลือกว้างไกลไปในหมู่พุทธบริษัท ณ ที่ท่านจำพรรษา มีพุทธศาสนิกชนไปกราบไหว้สักการะด้วยความเคารพศรัทธาท่าน เนืองแน่นทุกวัน แม้จะไม่ได้พบตัวท่าน ก็ขอได้กราบนมัสการกุฏิหลังน้อยที่ท่านพักผ่อนอยู่ภายใน ก็เกิดปีติปราโมทแล้ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ผู้ใกล้ชิดที่สุดได้มาจากบันทึกสั้นๆ เป็นคำบอกเล่าของเจ้าประเวท ณ ลำปาง ซึ่งเป็นหลานของท่าน มีความว่า....
    เวลานั้นเจ้าประเวทบวชเป็นสามเณร คอยรับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อเกษม อยู่ที่ป่าช้าแม่อาง ปฏิปทาของหลวงพ่อเกษม ท่านพอใจจำพรรษาในป่าช้ามาโดยตลอด เสนาสนะของท่านคือกระต๊อบหลังเล็กๆ ที่ญาติโยมปลูกสร้างถวาย ขณะที่เกิดเหตุนี้ สามเณรประเวทนอนอยู่กับพระหวันอีกที่หนึ่ง (พระหวันบวชหน้าไฟเพียง ๗ วัน เนื่องจากบุพการีเสียชีวิต แล้วนำศพมาเผาที่ป่าช้าแม่อาง ในวันนั้นพระหวันบวชแล้วก็ขออยู่ในป่าช้ากับหลวงพ่อเกษม)
    เช้าวันรุ่งขึ้น...สามเณรประเวทมาหาหลวงพ่อเกษมที่กระต๊อบกุฏิเพื่อปรนนิบัติท่าน เมื่อพบหน้ากันหลวงพ่อเกษม ถามสามเณรหลานด้วยความสงสัย
    “เมื่อคืนนี้ มาที่นี่หรือ ? ใครบุกเข้ามาเมื่อคืนนี้ มาจับมือเรา”
    “ผมไม่ได้ขี้นไปครับ ผมอยู่ข้างล่าง...” สามเณรเจ้าประเวทตอบตามความเป็นจริง
    “ถ้าอย่างนั้น อสุรกายก็มาจับมือเรา...”
    จากนั้นหลวงพ่อเกษมได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ให้สามเณรเจ้าประเวทฟังว่า
    เมื่อคืนนี้เวลาประมาณตีหนึ่ง ขณะหลวงพ่อเกษมนั่งภาวนาอยู่ในกระต๊อบกุฏิ ท่านรู้สึกว่ามีมือใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับข้อมือท่าน ซึ่งกำลังประสานฝ่ามือไว้บนหน้าตัก จับข้อมือไว้แล้วบีบเสียแน่น แม้จะมีผู้ล่วงเกินท่านขณะกำลังเจริญภาวนา หลวงพ่อเกษมก็มิได้สะดุ้งหวั่นไหว ท่านคงเจริญภาวนาต่อไป โดยท่านเล่าว่า
    “จับมือเราก็ให้จับ ภาวนาติ๊กๆ...” หมายถึงหลวงพ่อเกษมภาวนาไปเรื่อยๆ ครู่หนึ่งมือลึกลับที่มาจับข้อมือของท่าน ก็ถอนออกไป แต่ไม่ยังยอมผละจากไปเลย กลับมาบีบนวดที่เอวของท่านแทน จนท่านอดรนทนไม่ไหวเอื้อมมือมาจับแขนนั้น เพื่อห้ามมิให้รบกวนท่านอีก สัมผัสที่หลวงพ่อเกษมรับรู้ก็คือแขนข้างนั้นรุงรังไปด้วยขนหยาบๆ แล้วแขนข้างนั้นก็อันตรธานหายไป แต่มีเสียงกระซิบที่หูท่านว่า “อยู่ดีๆ เน้อพ่อเน้อ...”
    ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมารบกวนท่านอีกตลอดคืน ตราบได้อรุณของวันใหม่
    เจ้าประเวทเล่าว่า ตอนเช้าที่มาหาหลวงพ่อเกษม และถูกท่านซักถามดังกล่าวข้างต้น เจ้าประเวทยังจับข้อมือของหลวงพ่อเกษมมาดู เห็นรอยแดงเป็นจ้ำตรงข้อมือท่านชัดเจน
    นี่คือประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณที่หลวงพ่อเกษม เขมโก เล่าไว้เพียงเรื่องเดียวในอัตประวัติของท่าน อาจจะมีวิญญาณที่ทุกข์ทรมาน มาขอความเมตตาจากพระอริยะสงฆ์เช่นท่านอีกก็ได้ เพียงแต่ไม่เป็นที่เปิดเผยเท่านั้น...
    :b8: :b8: :b8: หนังสือฤทธิ์อภิญญา-พระอภิญญาณ
    รวบรวมและเรียบเรียงโดย นที ลานโพธิ์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อเกษมเขมโกปี ๒๕๓๐
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250928_213147.jpg IMG_20250928_213219.jpg IMG_20250928_220338.jpg IMG_20250928_213108.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1759073051161.jpg

    เหรียญ ชิตังเม (ชัยชนะ)
    หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม จ.กาญจนบุรี
    เหรียญชื่อดีมงคลนาม สร้างในคราว ที่ระลึกฉลองอายุครบ ๙๐ ปี ปี 2520 พิธีใหญ่ เหรียญรุ่นนี้หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ร่วมปลุกเสก
    เป็นเหรียญกลมหูในตัว
    ด้านหน้า เป็นหลวงพ่อเที่ยงเต็มองค์ ด้านล่าง มี
    (หนูถวายแหวน)
    ด้านหลังประทับยันต์ใบพัด (มะอะอุ) ข้างยันต์
    มีคำว่า ชิ ตัง เม แปลว่า ชัยชนะ "เราชนะแล้ว" หรือ "เราได้ชัยชนะแล้ว รอบนอก (มั่ง มี เงิน ทอง )
    เหรียญรุ่นนี้มี เมตตามาก
    ประวัติบางส่วนครับ
    หลวงพ่อเที่ยง เจ้าอาวาสวัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านเป็นหลานของหลวงปู่เปลี่ยน วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ( หลวงพ่อวัดใต้ ) ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดวิชามาจากหลวงพ่อวัดใต้โดยตรง เมื่อสมัยนั้นมีงานพิธีพุทธาภิเษกที่ไหน หลวงพ่อเที่ยงท่านจะได้รับนิมนต์ไปไม่เคยขาด เพราะเหตุนี้ท่านจึงได้เป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เนื่องจากท่านจะได้เจอกันในงานพุทธาภิเษกอยู่เป็นประจำ
    หลวงพ่อเที่ยง ท่านจะขึ้นชื่อสุด ๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีดทั้งปืน เล่ากันว่าของ ๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือตะกรุดหนังเสือเพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุด ๆ หลวงพ่อเที่ยงท่านเคยไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ท่านจึงเป็นศิษย์พี่สำนักเดียวกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม ซึ่งท่านจะสนิทสนมกับหลวงพ่อเต๋ ( หลวงพ่อเต๋ท่านก็ทำตะกรุดหนังเสือเช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันที่ลายถักเชือก ) ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ ๆ นั้นหายากมาก ๆ เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ เหรียญรุ่นเสือเผ่น หลวงพ่อเที่ยงท่านได้ สร้างเหรียญรุ่นแรกเมื่อ ปีพ.ศ.2508
    การทำตะกรุดหนังผากเสือ หลวงพอเที่ยง วัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านสร้างไว้มากพอสมควร วิธีการทำตะกรุดของหลวงพ่อนั้นเริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุดแล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุดจากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไ ปปลุกเสกเฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธาต่อไป
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ย้อนรอยพระเกจิดัง
    เหรียญ-ตะกรุดหนังเสือ
    หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม
    ลือชื่อด้านเหนียว-แต่อย่าลอง (จบ)
    หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระของชาวบ้านชนบทโดยแท้ พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ภาษาที่ใช้สื่อสารก็เหมือนหลวงพ่อคูณเป็นภาษาไทยแท้ๆฟังไม่เพราะหู แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ญาติโยมที่ไปขอความช่วยเหลือจากท่าน จะไม่ได้รับความเมตตาช่วยเหลือในทุกๆเรื่องด้วยดี โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
    จากการบอกเล่าของชาวบ้านกล่าวว่า ท่านชอบกีฬาชกมวยอย่างมาก การละเล่นนิยมลิเกและหนังตะลุง ท่านเป็นพระโบราณลูกทุ่งชนบท ชอบฉันหมากไม่เคยขาดปากเลย จึงเป็นที่มาของการสร้างพระเครื่องเนื้อชานหมากที่โด่งดังเข้มขลังด้วยประสบการณ์
    หลวงพ่อเที่ยงเริ่มลงมือสร้างอุโบสถเมื่อปี 2484 ท่านค่อยๆสร้างโดยไม่มีการเรี่ยไร เพราะไม่ต้องการเป็นภาระของชาวบ้าน ในช่วงนั้นประเทศไทยยังตกอยู่ในระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองกาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากภัยสงครามอย่างมากเพราะทหารญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพหลายแห่ง ทำให้ทหารพันธมิตรนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานทัพของญี่ปุ่น เป็นเหตุให้สภาพเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ชาวบ้านก็ช่วยบริจาคทุนทรัพย์สร้างอุโบสถจนสำเร็จ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494
    มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2523 เวลา 09.00 น.เศษ ณ วัดม่วงชุม ทางวัดได้เก็บสรีระของท่านไว้ถึง 10 ปี ปรากฏว่าสังขารของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ชาวม่วงชุมจึงพร้อมใจกันสร้างมณฑป พร้อมทั้งโลงแก้วบรรจุร่างที่เป็นอมตะไว้ให้ผู้คนกราบไหว้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2534
    หลวงพ่อเที่ยงท่านจะขึ้นชื่อสุดๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีดทั้งปืน เล่ากันว่าของๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือ “ตะกรุดหนังเสือ” เพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุดๆ ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ๆ นั้นหายากมาก เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ และเหรียญรุ่นเสือเผ่น
    การทำตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อเที่ยงลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุด แล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุด จากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไปปลุกเสก เฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธา
    ส่วนประเภทเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเที่ยงก็ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้าน “ความเหนียว” อย่างเช่น เหรียญรุ่นแรก ปี 2508 ที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์, เหรียญรุ่น 2 พิธีเสาร์ห้า ปี 2509, เหรียญรูปไข่ รุ่นพิเศษ ปี 2517 ด้านหลังเป็นยันต์ห้าของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และหลวงปู่ทิม ได้เดินทางมาปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน
    ส่วนประเภทพระเนื้อผงก็ต้อง พระสมเด็จปรกโพธิ์ เนื้อผงชานหมาก จะว่าไปแล้ววัตถุมงคลทุกอย่างมีประสบการณ์ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของผู้ที่เอาไปใช้ด้วย เพราะเรื่องเหนียว ไม่เข้าใครออกใคร
    ขอย้ำเตือนอย่าริไปลองเด็ดขาด!!
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจคัมภีร์นิวส์
    เหรียญชิตังเมหลวงพ่อเที่ยง
    สภาพไม่สวย
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    IMG_20250928_213946.jpg IMG_20250928_214029.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1759072912281.jpg

    พระวัดกลาง อ.ท่าเรือ (หลวงพ่อนอ)มีคุณวิเศษในทางมหาอุตม์เป็นเลิศ
    หลวงพ่อกวยพบอภินิหารพระคณาจารย์ร่วมพิธี
    มหา พิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลจตุรพิธพรชัย ที่วัดรัตนชัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น หลวงพ่อกวยท่านพบอภินิหารของพระคณาจารย์ผู้ร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูปด้วยกัน เมื่อท่านเดินทางกลับมาถึงวัดโฆสิตาราม ได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังว่า พระวัดกลาง อ.ท่าเรือ (หลวงพ่อนอ)มีคุณวิเศษในทางมหาอุตม์เป็นเลิศพระวัดบ้านช้าง อ.วังน้อยฯ (หลวงพ่อออด) มีความเข้มขลังทางคงกระพันชาตรี เวลาปลุกเสก ตัวเฑาะว์จะหลุดลอยออกมาจากในปาก พระวัดโบสถ์ ลพบุรี(หลวงพ่อพริ้ง) มีดีทางแคล้วคลาด กำบังภัยอย่างยอดเยี่ยม
    หลวงพ่อนอ จันทสโร
    หรือ พระครูประสาธน์วิทยาคม
    อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง
    อดีตเจ้าคณะตำบลท่าเรือ
    พระเกจิอาจารย์แห่งลุ้มน้ำป่าสักตอนใต้
    “ตะกรุดข้า ดอกละ 500 ”
    ยิงออกไม่ต้องเอาไป ' นี่คือคำกล่าว ที่เล่าขานกันเป็นตำนาน ของหนึ่งในครูบาอาจารย์รุ่นเก่าแห่งแดนสรรพวิทยาคม เมืองกรุงศรีอยุธยา ของ พระครูประสาธน์วิทยาคม หรือ หลวงพ่อนอ จันทสโร วัดกลางท่าเรือ ที่มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันว่า เป็นเกจิอาจารย์ที่แม้แต่ จอมพลแปลก ขีตะสังคะ หรือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีเคารพนับถืออย่างสูง
    สำหรับประวัติของ พระครูประสาธน์วิทยาคม หรือ หลวงพ่อนอ จันทสโร วัดกลางท่าเรือ นั้น ท่านเกิดวันอังคารที่ 31 มกราคม 2435 ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง ณ บ้านศาลาลอย อ.ท่าเรือ เป็นบุตรของ นายสวน นางพุฒ งามวาจา บรรพชา อายุ 17 ปี ณ วัดกษัตราธิราช อุปสมบท ปี 2458 ณ วัดศาลาลอย มรณภาพ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2521 ตรงกับขึ้น 9 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย รวมสิริอายุ 86 ปี 63 พรรษา
    โยมบิดาของท่านตั้งนามว่า "นอ"
    อายุได้ 7 ขวบ ได้เข้าเล่าเรียนอักขระสมัยกับพระสวย ที่เป็นหลวงลุงที่วัดกษัตราธิราช และได้บรรพชาเป็นสามเณรที่นั่น อายุครบบวชจึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดศาลาลอย และได้เล่าเรียนวิชากับพระอาจารย์นาค และพระอาจารย์วงษ์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่นับถือในหมู่คนทั่วไป
    พระอาจารย์วงษ์ ได้ศึกษามาจากสำนักวัดประดู่ทรงธรรม พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตักศิลาแห่งกรุงศรีอยุธยาแต่ครั้งโบราณนานมา
    หลวงพ่อนอ ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดกลางท่าเรือ เพราะญาติโยมนิมนต์มาช่วยสร้างวัด เพราะตอนนั้นวัดกลางท่าเรือเป็นวัดที่แทบจะเป็นวัดร้าง หลวงพ่อนอจึงได้ตั้งใจเด็ดเดี่ยวกับกรรมการวัดว่า ไม่เป็นไรหรอก เมื่อไว้ใจให้ฉันมาช่วยสร้างวัด คอยดูนะ ฉันจะจารตะกรุดสร้างวัดให้พวกแกดู การก็เป็นความจริง หลวงพ่อนอลงตะกรุดโทนตะกรุดหนังหน้าผากเสือสร้างโบสถ์และเสนาสนะ ปรากฏว่า ตะกรุดโทนหลวงพ่อนอ ตะกรุดหนังหน้าผากเสือของท่านเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    หลวงพ่อนอ เป็นพระนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ด้านวัตถุและด้านจิตใจ อีกทั้งยังเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่มีคุณธรร เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก ท่านต้องการเห็นประชาชนปฏิบัติธรรมมะโดยเฉพาะหลักปฏิบัติของชาวพุทธและต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความมั่นคงและมีความสุขทุกครัวเรือน ดังผลงานดังต่อไปนี้ สร้างโรงเรียนวัดสามเรือน โรงเรียนวัดโพธิ์เอน และโรงเรียนวัดกลาง สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดกลาง ซื้อที่ดิน ๕ ไร่เศษ เพื่อขยายโรงเรียนให้เป็นสัดส่วน จัดทำห้องสมุดประชาชน จัดกลุ่มสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพต่างๆ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น โดยมีการอบรมและสอนวิชาหลายอาชีพอย่างเช่นวิชาซ่อมเครื่องยนต์ การเย็บเสื้อผ้า การทำธูปหอม การประดิษฐ์ดอกไม้ การถนอมอาหาร การไฟฟ้าในบ้าน การเสริมสวย การซ่อมวิทยุเบื้องต้น (ยังคงมีให้เห็นอยู่ในวัด ซึ่งจะมีกลุ่มตัดเย็บผ้า ในวัดกลาง) ซึ้งถือว่าท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนชาว อ.ท่าเรือ เป็นอย่างมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    รูปขาวดำหลวงพ่อนอวัดกลางท่าเรือ ยุคประมาณปี ๒๕๑ กว่าขนาดประมาณ 1 นิ้ว
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250928_213834.jpg IMG_20250928_213857.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1759259393342.jpg

    ประวัติพุทธาคม
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์
    ( หลวงพ่อสมบูรณ์ รตนญาโณ)
    วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ ( สมบูรณ์ รตนญาโณ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ หรือ นามเดิม สมบูรณ์ บุญมา ( ชาย ) เกิดวันพุธที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตรงกับแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘๘ ปีจอ ณ.บ้านหนองหว้า ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของ นาย เลี้ยง บุญมา และ นาง ฝ้าย วิสเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์ ได้จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ วิชาอาคมในครั้งแรกที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น เริ่มจากแม่ ที่ได้ถ่ายทอดวิชา ท้าวก่ำกาดำ,คาถามหาเสน่ห์,คาถาเป่าฝี เป่าพิษปลาดุก เป่าพิษแมงป่อง,สะเดาะก้างติดคอ,สะเดาะลูกออกจากท้อง,คาถาคัดเลือด ต่อมา ได้เรียนวิชาจากพ่อ เป็นวิชา ตำราพรหมชาติ,ตำราหมอดู เพื่อที่จะทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อแม่ ในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความที่ชอบวิชาอาคม จึงได้ไปขอเรียนวิชา พรายกระซิบ จาก อาจารย์ฆราวาส บ้านหนองเรือ เรียนวิชา คาถาสาริกา,คาถาแก้พิษงูเห่า จาก อาจารย์ฆราวาส ชาวเขมร บ้านยางแรด เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์,ปั้นวัวควายธนู จาก ทายกวัดหนองไฮ ใน จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมด วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ.พัทสีมาวัดสระกำแพงใหญ่ ต.กำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระอธิการเครื่อง สุภทฺโท ( พระมงคลวุฒิ ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข โกวิโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า รตนญาโณ ซึ่งแปลว่า ผู้มีญาณเพียงดั่งแก้ว หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้กราบลาพระอุปปัชฌาย์ ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติสมาธิตลอดจนทั้งพุทธาคม โดยมี หลวงปู่เสาร์ เจ้าอาวาส วัดพงพรต เป็นผู้อบรมสั่งสอน และซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา วัดพงพรต มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ด้วยทั้งตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ อีกทั้งในตอนนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา ก็ชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ จึงได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับ หลวงปู่ใหญ่ลา วิชาที่ได้เรียนมานั้น มีวิชา ตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า,ตะกรุดเมตตามหานิยม,อ้อป่อง ในพรรษาแรกของการบวช หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้แสวงหาวิชาความรู้ต่อ จากอาจารย์ฆราวาส ชื่อ อาจารย์บุญทัน บุญมา เป็นอ้อหมอรำ ให้กับ หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาแท้ๆ จึงสอนวิชา อ้อป่อง ให้ จากนั้น หลวงพ่อสมบูรณ์ ก็ได้เรียนวิชา อ้อป่องและคาถาอาบน้ำว่าน ๗ อังคารจาก อาจารย์นัน บุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆด้วยเช่นกัน และ สุดท้าย ก็ได้เรียนวิชา แม่น้ำทั้ง ๕ ไล่ผี ถอนของ แก้คุณไสย จาก หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ก่อนที่จะได้รับอารธนาจากศรัทธาญาติโยม นิมนต์ให้มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่เพียงไม่นาน ก็ได้เรียนวิชา ต้มสีผึ้งผีหุง จาก พระอาจารย์บุญส่ง วัดนาโนน ( หลวงลุง ) และได้ศึกษา ตำราธรรม ๙ โกฏิ อยุู่ที่วัดนาโนน พร้อมตำราพระเวทย์ต่างๆอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเชี่ยวชาญในทุกแขนงวิชาที่เรียนมานั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้ออกธุดงค์ จาก วัดนาโนน ไปกราบนมัสกการพระธาตุพนม เพื่อไปอธิษฐานจิตต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ที่ปรารถนาไว้ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาบาลี ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยการสอบท่องปาฏิโมกให้ได้ หลวงพ่อสมบูรณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สอบเข้าสังกัดวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารได้ หลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็ได้มาอยู่ คณะ ๔ ซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับเจ้าคุณพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในขณะที่ได้อยู่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารนั้น ก็ได้พบตำราสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร หลวงพ่อสมบูรณ์จึงได้ศึกษาพระยันต์ต่างๆ จากตำราสมุดข่อยโบราณ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจนสำเร็จ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะปัดตลอด จาก อาจารย์สมาน อดีตเจ้าคณะ๔ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ได้พบกับ พระอาจารย์แดง วัดสันกำแพง จ.หนองคาย (จ. บึงกาฬในปัจจุบัน ) พระอาจารย์แดง ได้มอบตำราสำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ให้แก่หลวงพ่อสมบูรณ์ไว้เพื่อเรียนพระยันต์คาถาอาคม ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถานะโมตาบอด จาก หลวงปู่เทพา วัดเซกา จ.หนองคาย ( ปัจจุบัน พระราชภาวนาโสภณเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะโมตาบอด,พระเจ้า๑๖พระองค์กับหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา มนต์พยัคฆ์ จาก พระอาจารย์เสือ วัดบ้านตาโกน จ.ศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘-๒๕๔๙ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชาอาจอจาซิม(หมากินความคิด)กับอาจารย์สมุทร ต่อมามีเณรจากวัดพลับได้นำตำราใบลานโบราณมาถวายหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งหลวงพ่อสมบูรณ์ก็ได้เป็นผู้แปล และ เผยแพร่ พระคาถาโลกุตตรธรรม ทั้ง ๑๙ บท ทั้งหมด หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถาขุนแผนผูกจิต,คาถาเสกกุมาร จากพระอาจารย์อภิชาติ วัดเกาะสุวรรณนาราม ดอนเมือง ( เป็นคาถาของ หลวงปู่กล้าย วัดหงส์ฯ ) สุดท้าย หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้ศึกษาร่ำเรียน วิชาโหราศาสตร์ และ เป็นผู้กำเนิดวิชา ตะกรุดคู่ชีวิตหนุนดวง อันลือลั่น ในปัจจุบัน...

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จกลักไม้ขีดมวลสารผงเก่าหลวงพ่อสมบูรณ์วัดหงส์

    ไอ้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250929_234555.jpg IMG_20250929_234622.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ตุลาคม 2025
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1759400355347.jpg

    พระครูอุดมสมุทรคุณ (หลวงพ่ออุดม) วัดประทุมคณาวาส เสือซ่อนเล็บแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ศิษย์ในองค์ หลวงปู่ปึก วัดสวนหลวง หลวงพ่อแม วัดประทุม หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เหรียญรูปเหมือนท่านทุกรุ่นท่านปลุกเสกเดี่ยว ท่านว่าของตัวเองเจ้าตัวต้องเสกได้ ถ้าไม่มั่นใจอย่าทำ
    ...เฮ้ยทองหาย...
    ในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา ของหลวงพ่ออุดม วัดประทุมคณาวาส รู้ดีว่าท่านเป็นพระเกจิที่มีวิชาอาคมและอิทธิฤทธิ์สูง แต่เป็นพระพูดน้อยและไม่เคยโอ้อวด คนภายนอกเลยไม่ค่อยรู้จักท่านเท่าที่ควร ญาติโยมหลายคน เวลามีเรื่องทุกข์ใจก็จะเข้าหากันมากมายครับ ผมจะเล่าประสบการณ์อีกอย่างให้ฟังครับ
    พ่อค้ารายหนึ่ง การค้าขายของเขาไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก เลยไปขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อว่า จะทำอย่างไรดีให้ค้าขายดีๆเจริญๆ หลวงพ่อเลยบอกว่า ให้หาไปซื้อแผ่นทองคำเปลวแท้ไม่ให้ 9แผ่นแต่ต้องเป็นแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์แท้ๆนะ เมื่อไปถึงร้านสังฆภัณฑ์ก็ไปสั่งที่ร้านเขาอย่างนั้น เมื่อรับสินค้ามาก็ตรวจตราดูอย่างดีว่าได้ ทองคำเปลวแท้อย่างประสงค์ จึงนำมาให้หลวงพ่อทำพิธีเป่า นะหน้าทอง ที่วัดในทันที โดยทั่วไปแล้ว พิธีเป่านะหน้าทองโดยทั่วไป จะต้องเอาน้ำมันจันทน์มาที่หน้าผาก แล้วเอาทองคำเปลวแท้มาแปะแล้วใช้นิ้วคลึงให้ทองคำเปลวละลายหายไปกับผิวหน้าผาก
    แต่ของหลวงพ่ออุดม ท่านหยิบทองคำเปลวมาทั้งกระดาษเลย แล้วให้เจ้าของเอามือจับเอาไว้ที่หน้าผาก แล้วหลวงพ่อเพียงเป่า เพี้ยง แค่นั้นแล้วท่านก็พูดว่า เอ้า.เสร็จแล้ว เจ้าของถึงกับงงมาก ทำไมเสร็จง่ายดายนักถึงกับพูดว่า เสร็จแล้วรึครับ หลวงพ่อตอบว่า เออ. พ่อค้าคลี่กระดาษห่อทองคำเปลวดูทองทั้ง 9.แผ่นหายไปหมดแล้ว โดยหลวงพ่อไม่ได้แตะต้องทองนั้นเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่นั้นมาพ่อค้าคนนั้นค้าขายดีมาก นับแต่นั้น
    มงคลยิ่งครับ
    ..........
    ...หลวงพ่ออุดม เกี่ยวกับ เรื่องผีและวิญญาณ....
    อย่างที่ตัวผมเคยลงเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในตัวหลวงพ่ออุดม เรื่องผีและวิญญาณไปบ้างเช่น
    เมื่อหลวงพ่อปึก วัดสวนหลวง ถึงกาลแห่งละสังขารไปแล้วนั้น ที่วัดสวนหลวงนั้นมีกุมารทองที่ทรงฤทธิ์อยู่ 2.ตน ได้ก่ออิทธิฤทธิ์ขึ้นมาจนพระที่วัดสวนหลวงเดือดร้อนมาก จึงต้องมานิมนต์หลวงพ่ออุดม ไปสยบซึ่งคราครั้งนั้นท่านต้องเวลาหลายวันจึงสงบราบคาบ ท่านจึงต้องแยกเอาพี่ดำกลับวัดประทุม ส่วนพี่จุกยังคงอยู่ที่วัดสวนหลวงตามเดิมนั้น จริงแล้วที่วัดประทุมเอง สมัยก่อนพวกผีต่างๆในวัด ก็เฮี้ยนและดุมากมากมายนัก เช่น
    1.ผีบ้านทรงไทยโบราณ
    2.ผีโรงปั่นไฟ
    3.ผีโกดังเก็บศพ
    4.ผีต้นตะบูน
    ตัวผมจะนำมาเล่าทีละตอน สองตอนนะครับถ้าไม่เบื่อ กันเสียก่อน
    ....ผีโรงปั่นไฟ...
    สมัยก่อนวัดประทุมจะมีเครื่องปั่นไฟ เพื่อปั่นไว้ใช้ในวัดยามจำเป็น และยามเมื่อมีงานวัดจะได้แจกจ่ายไฟให้ร้านค้าอย่างทั่วถึง แล้วเก็บเงินค่าไฟร้านละ3-5บาทครับ
    ประวัติความเป็นมาของโรงปั่นไฟก็ไม่ธรรมดาครับ บ้านที่นำมาทำโรงปั่นไฟเป็นบ้านของคนผัวคู่หนึ่ง ซึ่งผัวเมียคู่นี้ถูกโจรปล้นบ้านแล้วฆ่าทั้งสองตายทำบ้านให้บ้านนี้ร้าง ใครเข้าไปอาศัยก็เป็นอันโดนดีทุกรายไป ทางญาติเลยนำมาถวายวัด ทางวัดจึงนำมาเป็นโรงปั่นไฟ สมัยก่อนยามย่ำค่ำแล้วที่วัดประทุมจะไม่ค่อยมีคนกล้าเดินผ่าน โดยเฉพาะโรงปั่นเพราะมีคนพบเห็น ผีสองผัวเมียมานั่งเล่นที่โรงปั่นไฟเป็นประจำ แรกๆมีคนไปฟ้องหลวงพ่อๆบอกว่า บ้านของเขาๆนั่งเป็นธรรมดา แต่เมื่อนานไปบ่อยครั้งเข้าก็สร้างความหวาดกลัวให้คนทั่วไปเป็นอันมาก หลวงพ่อเลยเข้าไปปรามที่โรงปั่นไฟ ปรามว่าอย่างไรไม่ทราบ5555 นับแต่นั้นสองผัวเมียก็ไม่มาปรากฏกายอีกเลย แต่ผู้คนยังได้ยินเสียงดังลั่นอยู่ในโรงปั่นไฟประจำ ถ้าหนักข้อขึ้นหลวงพ่อจะเดินไปเคาะประตูโรงปั่น เสียงลั่นก็จะหายไปครับ
    บารมีหลวงพ่ออุดม แม้แต่ภูติวิญญาณยังเกรงกลัวครับ
    ..........
    วัตถุมงคลของหลวงพ่ออุดม วัดประทุมคณาวาส มีหลายชนิดครับ จะมีประสบการณ์มากมายให้ได้รับรู้แทบทุกรุ่น มีอยู่รุ่นหนึ่งที่เล่าขานมากมายคือ
    ...พระสามพี่น้อง วัดประทุม...
    ไต๋เรือท่านหนึ่ง ท่านมีความเคารพนับในตัวหลวงพ่ออุดมมากมายครับ ไปกราบหลวงพ่อไปใจดีได้มอบเหรียญพระสามพี่น้องให้ ตัวเขาดีใจมากเพราะทราบดีว่าเหรียญรุ่นนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ทั้งมีพระเกจิยุคเก่ามาปลุกเสกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่โต๊ะและหลวงพ่อเนื่อง เป็นต้น
    เมื่อแกได้มาจึงไปเลี่ยมแขวนติดตัวไว้ตลอด เมื่อวันนั้นเรือประมงของไต๋กลับฝั่ง เพื่อจะขายและส่งปลากลับไปขายที่แม่กลอง เมื่อเว้นว่างจากภารกิจจึงเดินขึ้นไปหาของกินที่ร้านค้าบนฝั่ง ไปเจอพรรคพวกกันหลายคน จึงชวนกันร่ำสุรากันเสียหน่อย เมื่อเวลาผ่านไปไต๋ก็เมามายจนแทบไม่ได้สติ ปกติแกเป็นคนรูปร่างใหญ่และเสียดังอยู่แล้ว เมื่อเมามายมากเลยเสียงดังไปกันใหญ่ เลยทำให้นักเลงเจ้าถิ่นเขม่นเอา เดินมาต่อว่า แต่ด้วยฤทธิ์สุราไต๋ก็ด่าสวนไปเช่นกัน นักเลงเจ้าถิ่นโมโหที่โดนคนต่างถิ่นลูบคม จึงชักปืนออกมายิงใส่ไต๋เรือคนนั้นถึง 3.นัดซ้อนๆ แต่เกิดปรากฏการณ์เหนือโลกขึ้น กระสุนปืนทั้ง3.นัดด้านแล้วยิงไม่ออก นักเลงเจ้าถิ่นตกใจและเกิดความสงสัยยิ่งว่าเกิดอะไรขึ้น จึงลองยิงขึ้นฟ้าดังปังลั่นไปโดนกิ่งไม้หล่นมาใส่หัว ทำให้เจ็บตัวอีกต่างหาก เห็นท่าไม่ดีนักเลงเจ้าถิ่นคนนั้นจึงรีบหนีไปในทันที ไต๋เรือคนนั้นพูดว่า ถ้าวันนั้นไม่ได้แขวนพระสามพี่น้อง วัดประทุม ป่านนี้เขาคงเป็นผีเฝ้าริมทะเลไปแล้ว
    มีความสุขมากมากนะครับ
    ..........
    ...เจิมรถ...
    จะกล่าวถึงหลวงพ่ออุดม แห่งวัดประทุมคณาวาส ซึ่งความจริงแล้ว ท่านเป็นพระสุดยอดเกจิอาจารย์ที่เก่งมากมายนัก เพียงแต่เป็นพระที่พูดน้อยไม่ค่อยอ้างตน จึงมีคนรู้จักท่านไม่กว้างขวางนัก หลายครั้งผมลงประสบการณ์เหนือโลกของหลวง วันนี้ขอลงอีกอภินิหารหนึ่งของท่าน ถ้าชอบใจวันหลังจะลงเรื่องให้อ่านครับ
    ...เจิมรถให้ผมหน่อย...
    ด้วยความเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อ จึงมีผู้คนเอารถใหม่ มาให้ท่านเจิมบ่อยๆ วันนั้นก็เช่นกัน มีท่านหนึ่งเอารถใหม่มาให้ท่านเจิม แต่ท่านก็มีแขกท่านหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว เมื่อแจ้งความประสงค์ลูกศิษย์หลวงพ่อก็เตรียมแป้งเจิม ของหลวงพ่อมายืนรอ แต่เจ้าของรถก็แย่งถาดไปถือไว้ เพื่อจะตามบริการหลวงพ่อแทน แต่หลวงพ่อก็ยังคงคุยกับแขกของท่านที่เป็นไต๋เรือประมงอยู่ไม่เลิก เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่หลวงพ่อ ก็ยังคงอยู่กับไต๋เรือไม่ยอมไปเจิมรถให้เขาเสียที เจ้าของประคองถาดแป้งเจิมจนเมื่อยและกลัวหลวงพ่อจะลืมจึงพูดว่า
    หลวงพ่อครับช่วยเจิมรถให้ผมหน่อยครับ
    หลวงพ่อพูดว่า เจิมให้เสร็จแล้ว
    สร้างความสงสัยให้เจ้าของรถมากเพราะ หลวงพ่อนั่งคุยอยู่ไม่ได้ลุกไปไหนเลย เจ้าของรถจึงรีบไปที่รถ ผลปรากฏว่า เจิมเสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆ สร้างงงงวยพิศวง ให้แก่บรรดาผู้คนที่รู้เห็นเป็นอันมาก
    หลวงพ่อลุกไปเจิมตอนไหนครับ ผมไม่เห็นเลย เจ้าของรถพูดขึ้นมา หลวงพ่อได้แต่หัวเราะ..ฮึ..ฮึ..
    มีความสุขทุกท่านครับ
    ......
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ คุณ สุขุม หนึ่ง

    พระสมเด็จขี่แมงมุมหลวงพ่ออุดม

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251002_175052.jpg IMG_20251002_175121.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...