ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อไม่นานมานี้ มีภาพหน้าจอที่แพร่บนอินเทอร์เน็ตระบุว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นไป กรุงปักกิ่งจะเริ่มใช้ “กฎใหม่สำหรับการแสดงตลกแนวเสียดสี (เซี่ยงเซิง)”
    โดยก่อนการแสดง ศิลปินจะต้องส่งเนื้อหาทั้งหมดของการแสดงให้ผ่านการตรวจสอบและได้รับ “หมายเลขขึ้นทะเบียน” ก่อนจึงจะสามารถขึ้นเวทีได้ อีกทั้งจะต้อง “แสดงตามบทที่ผ่านอนุมัติอย่างเคร่งครัด” ห้ามด้นสดหรือแทรกมุกเฉพาะหน้า (“จ๋า-กวา” หรือ “เซี่ยน-กวา”)
    มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ชมสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบและแจ้งเบาะแส หากพบว่าเนื้อหาที่แสดงจริงแตกต่างจากที่ยื่นไว้ ผู้จัดงานอาจถูกสั่งระงับการแสดงหรือปรับเงิน

    แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเอกสารทางการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ แต่มีสัญญาณจากหลายฝ่ายชี้ว่าระบบ “การขึ้นทะเบียนตรวจสอบก่อนแสดง” ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้น
    ร่างข้อเสนอของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนปี 2025 ได้ระบุชัดว่า “จะเพิ่มการตรวจสอบและกำกับดูแลเนื้อหาการแสดงประเภทตลก เดี่ยวไมโครโฟน และเซี่ยงเซิง”
    ขณะเดียวกัน แผนงานประจำปี 2025 ของกรุงปักกิ่งก็เน้นย้ำเรื่อง “ระบบความรับผิดชอบในการตรวจสอบเนื้อหาการแสดงครั้งแรกในพื้นที่”
    แสดงให้เห็นว่าทิศทางการควบคุมด้านเนื้อหากำลังเดินหน้าไปในแนวทางที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง.
    FB_IMG_1761969852371.jpg FB_IMG_1761969855093.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/17WZfZanGv/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ฮาโลวีนในจีน” — ตำรวจจีนเข้มงวดทั่วประเทศ คอสเพลย์ถูกจับ-สั่งล้างหน้า ก่อนขึ้นรถไฟฟ้า

    วันที่ 31 ตุลาคม 2025 บรรยากาศเทศกาลฮาโลวีนในหลายเมืองของจีนกลับกลายเป็นภาพตรงข้ามกับความรื่นเริงปกติ โดยเฉพาะในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากรายงานว่า ปีนี้แทบไม่มีการตกแต่งหน้าร้านหรือกิจกรรมเฉลิมฉลองเหมือนปีก่อน หลังคำสั่งห้ามเฉียบพลัน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เลิกสนใจการแต่งแฟนซี บางคนถึงกับกล่าวว่า “ต่อให้ลงทุนเตรียมชุดไว้ ก็อาจไม่มีโอกาสได้ใส่เลยด้วยซ้ำ”

    คืนวันที่ 31 ตุลาคม ถนนสายหลักของเซี่ยงไฮ้ปรากฏภาพรถตำรวจจอดเรียงรายทั่วเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเฝ้าตรวจตราเข้มงวด



    เหตุการณ์ในหลายเมือง

    เจ๊หงษ์แห่งหนานจริง  – ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งแต่งคอสเพลย์เป็น “เจ๊หงเจี๋ยแห่งหนานจิง” (南京红姐) ตัวละครหญิงในตำนานอินเทอร์เน็ตของท้องถิ่น จนมีผู้คนมุงดูจำนวนมาก สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวและเชิญไปสอบถามที่สถานีตำรวจ

    เซี่ยงไฮ้ ย่านจิ้งอันซื่อ (Jing’an Temple) – หญิงสาวแต่งคอสเพลย์เป็น “โดราเอมอน” ถูกตำรวจท้องถิ่นควบคุมตัวไปสอบถามทันทีหลังปรากฏตัวในที่สาธารณะ

    งานฮาโลวีนในพื้นที่สาธารณะ – มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งแต่งเป็น “แกะดำ” (小黑羊) แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจเข้าควบคุมตัวออกจากพื้นที่

    กวางโจว (Guangzhou) – รถไฟฟ้าใต้ดินประกาศห้ามผู้โดยสารที่แต่งหน้าในธีมฮาโลวีนขึ้นรถ หากไม่ยอม “ล้างหน้าออกก่อน” และได้จัดพื้นที่พิเศษสำหรับ “ล้างเครื่องสำอาง” ไว้ในสถานี

    ฮาร์บิน (Harbin) – มีคนแต่งชุดเป็น “ต้าป๋าย” (ตัวละครหุ่นสีขาวจาก Big Hero 6) เดินเล่นบนถนนจงยาง ก่อนถูกตำรวจสั่งให้ออกจากพื้นที่ทันที

    เซี่ยงไฮ้ ถนนอวี่หยวน (Yuyuan Road) – บริเวณหน้าประตู “ป๋ายเล่อเหมิน” (Paramount Hall) ตำรวจเข้าตรวจสอบและซักถามกลุ่มผู้แต่งคอสเพลย์ (Coser)

    กรณีสุดท้ายในเซี่ยงไฮ้ – มีชายคนหนึ่งแต่งคอสเพลย์สวมหมวกคลุมศีรษะในลักษณะ “โจรปล้นธนาคาร” (劫匪) ยืนอยู่ในลานตรงข้ามสถานีตำรวจ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวอย่างรวดเร็ว



    สรุปสถานการณ์

    เทศกาลฮาโลวีนในจีนปี 2025 แสดงให้เห็นถึงมาตรการควบคุมสังคมที่เข้มข้นขึ้น หลังรัฐบาลท้องถิ่นในหลายเมืองพยายามจำกัดการชุมนุม การแต่งแฟนซี และกิจกรรมที่อาจถูกมองว่า “ไม่เหมาะสม” ภายใต้บริบทการรักษาความสงบเรียบร้อย

    แม้ในโลกออนไลน์จะมีผู้โพสต์ภาพและวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก แต่เนื้อหาหลายส่วนถูกลบออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ “ฮาโลวีนในจีนปีนี้” กลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของบรรยากาศสังคมที่ถูกควบคุมอย่างรัดกุมภายใต้สายตาของรัฐ



    #ฮาโลวีนจีน
    #เซี่ยงไฮ้
    #คอสเพลย์
    #ตำรวจจีน
    #เสรีภาพการแสดงออก
    FB_IMG_1761970066213.jpg FB_IMG_1761970068059.jpg FB_IMG_1761970070665.jpg FB_IMG_1761970072458.jpg FB_IMG_1761970074435.jpg FB_IMG_1761970076437.jpg FB_IMG_1761970078731.jpg FB_IMG_1761970081284.jpg FB_IMG_1761970083665.jpg FB_IMG_1761970085514.jpg FB_IMG_1761970087444.jpg FB_IMG_1761970089365.jpg FB_IMG_1761970091342.jpg FB_IMG_1761970093138.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1A4BX9Jph1/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ก่อสร้างกากเต้าหู้ ผนังถล่มกลางเมืองฉางซา – ชาวบ้านรวมตัวช่วยชีวิตผู้ติดใต้ซาก

    วันที่ 31 ตุลาคม 2025 เกิดเหตุผนังอาคารบริเวณ “ถนนเฉาโจง” (Chaozong Street) ใจกลางเมืองฉางซา มณฑลหูหนาน พังถล่มลงมากะทันหัน ขณะนั้นมีประชาชนอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก

    ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มีคนหลายรายถูกซากปูนทับติดอยู่ใต้กำแพง ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจึงรวมตัวกันปีนเข้าไปช่วยเหลือก่อนเจ้าหน้าที่มาถึง โดยมีรถพยาบาลและรถดับเพลิงเดินทางถึงจุดเกิดเหตุในเวลาไม่นาน

    Screenshot_2025-11-01-11-09-47-02_a23b203fd3aafc6dcb84e438dda678b6.jpg

    วีดีโอดูในลิงค์ เฟสบุ๊ค

    https://www.facebook.com/share/r/1DbFm55txn/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถ้า... Federal Reserve: Fed ไม่รีบหยุด นโยบายการเงินแบบตึงตัวเชิงปริมาณ (QT: Quantitative Tightening); Fed ขายสินทรัพย์/ปล่อยให้สินทรัพย์หมดอายุ... ที่เริ่มใช้เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ตั้งแต่ปี 2022... จนตลาดขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน... แล้วรีบอัดฉีดเงินเข้าระบบให้ทัน... ผ่านนโยบายทางการเงิน แบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE: Quantitative Easing); Fed เข้าซื้อสินทรัพย์... #ตลาดจะทรุดตัว (Stock market crashes!!) ภายในไตรมาส4 นี้; 4Q2025..

    เพราะ... #สัญญาณขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน (ตัวจ่ายเงินให้ระบบเศรษฐกิจ) ได้กระพริบเตือนแบบถี่รัว... เมื่อเข้าสู่ 4Q2025 (ตุลาคม- ธันวาคม 2025)... เช่น..

    การดึงราคา Paper gold ขึ้นสูงสุด จากราคาทรอยออนซ์ละ 3,500 ดอลลาร์ สู่ 4,382 ดอลลาร์ ในวันที่ 20 เดือนตุลาคม; ภายในแค่ 36 วัน (ราคาขึ้นไป 25%)... แล้ว ราคาทองคำก็ทิ้งดิ่งลงอย่างมโหฬาร ในวันถัดมา; 21 ตุลาคม (5%-6% ในวันเดียว) และราคาดิ่งลงต่ออีก... จนตอนนี้ ราคาอยู่แถวๆ 4,000 ดอลลาร์ (ปรับฐานจากที่ขึ้นไปสูงสุดประมาณ 10%)... นี่ เป็นเรื่อง การดึงราคาขึ้นไปสูงสุด (เกือบ 4,400 ดอลลาร์) แล้วเทขาย สู่จุดต่ำสุด (หลุด 4,000 ดอลลาร์)... เพื่อ ทำกำไร ผ่าน Paper gold... หาดอลลาร์ (มี Demand ใน ดอลลาร์) เอาไปจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย/ปันผล/จ่ายหนี้ ของสถาบันการเงิน เมื่อถึงกำหนดสิ้นเดือน (เหมือนเรา ที่ต้องหาเงินส่งดอกเบี้ยธนาคารทุกสิ้นเดือน)... เพราะ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและถดถอย (Stagnant to recession)..

    มีการใช้บริการ #เงินกู้ฉุกเฉินของสถาบันการเงิน ผ่านช่องทาง SRF: Standing Repo Facility ของ Fed... ที่มีการใช้ พันธบัตรอเมริกา (US Treasuries) มาขาย (ค้ำประกันเงินกู้; Collaterals) ผ่าน SRF ของ Federal Reserve Bank of New York... #มูลค่ารวม สูงหลายพันล้าน ดอลลาร์; ล่าสุด 7.7 พันล้านดอลลาร์; ตามกราฟ... แปลว่า..

    ดอกเบี้ยกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ทั้ง US Treasuries, MBS: Mortgage Backed Securities, Loan securities) ในระยะชั่วข้ามคืน (SOFR: Secured Overnight Financing Rate) พุ่งสูงขึ้น เพราะ สถาบันการเงินต่างก็ขาดสภาพคล่อง (ตัวข้าเอง ก็ลำบาก!!) และมีความเสี่ยงสูงที่จะปล่อยกู้ให้กัน... จึงคิดดอกเบี้ย ซื้อคืนหลักทรัพย์ (RRP: Reverse Repo: Reverse Repurchase Agreement Rate) สูง (มากกว่าดอกเบี้ย SRF); ปกติ ดอกเบี้ย RRP จะกำหนดต่ำสุด (Floor) ของ ดอกเบี้ยนโยบาย Fed (FFR: Fed Funds Rate)..

    และ... ที่น่าตกใจคือ ดอกเบี้ย SOFR พุ่งสูงเกินดอกเบี้ย ปล่อยกู้โดยตรงจาก Fed ที่เรียกว่า "Discount Window" (ที่พึ่งสุดท้าย ของสถาบันการเงิน ที่ต้องกู้ตรงจาก Fed โดยใช้ US Treasuries/MBS/Corporate bonds/Agency credit/Loans... เป็นหลักประกัน และจะปล่อยกู้ให้เฉพาะกับ ธนาคาร ในเครือข่ายเท่านั้น) ที่ กำหนดดอกเบี้ยสูงสุด (Ceiling) ของดอกเบี้ยนโยบาย Fed (FFR: FED Funds Rate)... เพราะ Fed ต้องการให้สถาบันการเงินจัดการกับสภาพคล่องของตัวเอง ด้วยการกู้ยืมเงินจากกันก่อน..

    แม้กระนั้น... ดอกเบี้ย SOFR; กู้กันเอง ก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ย SRF; กู้จาก Fed ผ่าน SRF, และยังสูงกว่าดอกเบี้ย Discount Window; กู้จาก Fed โดยตรง... เพราะ #บรรดาสถาบันการเงินกำลังขาดสภาพคล่องแบบแรง!!..

    ดังนั้น... สิ่งที่ Fed ควรทำ และต้องทำให้ทันสิ้นเดือนหน้า; พฤศจิกายน (หรือ สิ้นไตรมาส; ธันวาคม 2025) คือ #รีบหยุดQT, #เริ่มทำQE แบบ เร็ว/แรง/ดุดัน... #ก่อนที่ตลาดจะพังทลาย..

    (หาก... Fed ปล่อยให้ตลาดพัง เหมือนเช่นในอดีต... ที่ปล่อยให้ ธนาคารใหญ่ Silicon Valley Bank, Lehman Brothers Bank, Bear Sterns Bank ล้มละลาย; เพราะขาดสภาพคล่อง... เรา ประชาชนธรรมดา ผู้ไม่มีสิทธิ์และเสียง ต่อการตัดสินใจ/เลือกทำ ของ Fed... ก็จะใช้กลยุทธ All-in ในทองคำ... เพื่อ สร้างแต้มต่อการอยู่รอดให้ตัวเอง หุหุ)..

    #GetPrepredForAllIn

    #RiskManagement
    FB_IMG_1761970352537.jpg FB_IMG_1761970354392.jpg FB_IMG_1761970356762.jpg
    https://www.facebook.com/share/16wFvcBdT4/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #กรณีศึกษาที่ใช้เทคนิคผิดจากฟลิปบ้านกลายเป็นฟลิปชีวิต “ซื้อบ้าน...แต่ไม่ได้บ้าน” เรื่องจริงจากโหนกระแส
    .
    อย่ารีบ อย่าฟลิปเกินตัว
    อย่าใช้ชื่อคนอื่นหาเงิน
    และอย่าลืมว่า...
    “กำไรที่ไม่ได้ถือโฉนด ยังไม่ใช่กำไรจริง”
    .
    ถ้าคุณยังไม่ถือกรรมสิทธิ์
    อย่าปล่อยเช่า อย่าให้ผ่อนตรง
    เพราะนั่นคือเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ธุรกิจ” กับ “ฉ้อโกง”
    ..............
    เรื่องของ “น้องโอ๋” นักลงทุนสายฟลิป
    ที่ทำสัญญา Renovate บ้านของธนาคาร (NPA) เพื่อเอามาขายภายใน 2 ปี
    .
    ข้อตกลงชัดเจน — ถ้าขายได้ก็จบสวย
    แต่ถ้าขายไม่ได้ มีอยู่ 2 ทางเลือก
    1️⃣ ธนาคารริบคืน
    2️⃣ หาเงินมาเทปิดเอง
    .
    ตอนแรกทุกอย่างก็โอเคครับ
    รีโนเวทเสร็จ ขายทัน กำไรก็มา
    แต่พอเริ่ม “เล่นใหญ่” ขึ้น
    โอ๋เริ่มให้ลูกค้ามาอยู่ก่อน แล้วค่อยแต่งตัวกู้ทีหลัง
    เหมือน “ผ่อนตรงกับโอ๋” แล้วค่อยยื่นกู้ปิดให้จบใน 2 ปี
    .
    ช่วงนั้นก็ยังพอรอด เพราะลูกค้ากู้ผ่าน
    แต่หลัง ๆ ปัญหามา...
    ลูกค้ากู้ไม่ผ่านเยอะขึ้น ⛔
    ครบกำหนด 2 ปี ไม่มีเงินไปเทปิด ธนาคารก็ริบทรัพย์คืน
    สุดท้าย... “โอ๋ไม่ได้บ้าน แถมเสียชื่อ”
    .
    ถามว่า...ใครผิด?
    คนที่ “ปกปิดความจริง”
    ว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์
    แต่แค่มีสิทธิ์ รีโนเวทเพื่อขายแทนเท่านั้น
    .
    อสังหาฯ มันเล่นได้หลายแบบครับ
    แต่ “อย่าเล่นกับความจริง”
    เพราะดีลที่ดูเหมือนกำไรดี...
    บางทีมันอาจเป็นระเบิดเวลาที่เดินอยู่ในมือเราเอง
    .
    #JoeProperty #อสังหาสอนคน #vipmentor

    เทคนิคของโอ๋
    โอ๋เริ่มจากนักลงทุนรายย่อย
    ที่ประมูลบ้าน NPA ของธอส.มาทำรีโนเวทขาย
    มีสัญญาผ่อน 2 ปี — ถ้าขายได้ก็จบ ถ้าไม่ได้ต้องเทปิดเอง
    แต่พอขายไม่ทัน...
    โอ๋ใช้วิธี “ให้ลูกค้าอยู่ก่อน” ผ่อนตรงกับตัวเอง
    พร้อม “แต่งตัวกู้” ให้ลูกค้าดูมีรายได้ มีหลักฐานกู้ผ่าน
    ตอนแรกดูเหมือนดีลทอง
    ลูกค้าได้อยู่บ้านก่อน
    โอ๋มีเงินหมุน
    นายทุนมีดอกเบี้ย
    แต่พอเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยน ลูกค้ากู้ไม่ผ่าน
    ครบกำหนด 2 ปี... ไม่มีเงินไปเทปิด
    ธนาคารริบทรัพย์
    ลูกบ้านโดนฟ้อง
    โอ๋เสียทั้งบ้าน เสียทั้งชื่อ
    https://www.facebook.com/share/p/1A7jC4EKBL/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทเรียนจาก “คุณโอ๋” สูตรรวยไวจากเงินคนอื่น...ที่กลายเป็นวิมานหนามทิ่มแทงตัวเอง | Money Buffalo

    จากประเด็นร้อนในโหนกระแส ที่เริ่มจากการ “ซื้อบ้านแต่ไม่ได้บ้าน” พี่ทุยอยากชวนมาดูให้ลึกหน่อยว่า…จริง ๆ แล้ว “ต้นตอของเรื่องนี้” มันมาจากไหนกันแน่เนี่ย

    1. จุดเริ่มต้นของธุรกิจ “นายหน้ามือเปล่า”

    คุณโอ๋ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านตั้งแต่แรก แต่ไป “ประมูลบ้านจากธนาคาร” โดยใช้ช่องว่างของเงื่อนไขการประมูล คือ…ไม่ต้องจ่ายเงินทั้งหมดทันที ! แค่จ่าย “ค่ามัดจำ”เช่น 10% ของราคาบ้าน

    สมมุติ ประมูลบ้านได้ในราคา 1 ล้านบาท แต่จ่ายแค่ 1 แสนบาทก่อน และต้องปิดยอดเต็มภายใน 2 ปี

    2. ช่องว่างที่กลายเป็นโอกาสทำเงิน

    พอเราไม่ต้องใช้เงินทั้งหมด นายหน้าก็เลยใช้โอกาสนี้ “ทำกำไรจากส่วนต่าง” โดยการรีโนเวทแล้วขายต่อ เช่น
    - ซื้อบ้านมา 1 ล้าน
    - ค่ารีโนเวท 3 แสน
    - ขายต่อ 1.7 ล้าน
    กำไรเน้น ๆ เกือบ 4 แสนบาท ถ้าปิดดีลได้

    ซึ่งถ้ามันขายง่ายขนาดนั้น เรื่องมันจะไม่มีอะไรเลย จบ ๆ ง่ายคือ เมื่อได้เงิน 1.7 ล้านมาแล้ว ก็แค่เอาเงินไปจ่ายธนาคารอีก 900,000 บาท เราก็จะได้กำไรไปนิ่ม ๆ เลยล่ะครับ แต่ ๆๆ อย่าลืมนะว่าเราไม่ได้ลงทุนทั้งหมด 1 ล้าน แต่จ่ายไปแค่ 4 แสนบาท ได้กำไร 400,000 บาท

    3. จุดเปลี่ยนจาก “นายหน้า” สู่ “เจ้าหนี้”

    แต่ปัญหาคือ…ลูกค้าที่จะมาซื้อบ้านกลับ ไม่มีเงินสด แต่พอจะกู้ธนาคาร ก็กลับกู้ไม่ผ่าน แผนของคุณโอ๋ ก็เลยให้ลูกค้า “ผ่อนตรง” กับตัวเอง โดยเชื่อว่าอีก 2 ปี ลูกค้าจะกู้ผ่านและหาเงิน 1.7 มาได้ จากตัวอย่างที่สมมุติขึ้นมา

    ทีนี้ เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า จนจะครบกำหนด 2 ปีแล้ว แต่ลูกค้าหลายรายยังหาเงิน 1.7 ล้านบาท มาให้ไม่ได้ บ้านดังกล่าวก็เลยยังคงมีสถานะเป็นของธนาคารอยู่ โดยที่มีคุณโอ๋เป็นคนวางมัดจำจองซื้อไว้แล้ว

    และจึงเป็นจุดเริ่มต้น ที่คุณโอ๋ต้องร้อนรน รีบหาเงินมาให้ธนาคาร

    4. วงจรหมุนเงินด้วยการจำนอง

    สิ่งที่คุณโอ๋ทำ เพื่อให้ระบบยังเดินได้ คุณโอ๋เลยเลยนำบ้านหลังเดียวกันนี่แหละ ไป “จำนองกับนายทุน” เพื่อให้ได้เงิน ‘ก้อนใหม่’ โดยส่วนหนึ่งก็จะเอาไปปิดกับธนาคาร และแบ่งอีกส่วนหนึ่งไปหมุนเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ รีโนเวทต่อ ทำเช่นนี้วนไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายสะสมไว้ได้ถึง 25 หลัง แต่ ๆๆ บ้านเหล่านั้นก็ติดจำนองกับนายทุนอยู่ด้วยนะ

    พอถึงตรงนี้ หนี้ที่คุณโอ๋ติดธนาคารก็ถือว่าจบไป และสิ่งที่เหลือคือ “หนี้สินที่คุณโอ๋ก่อไว้กับนายทุน” โดยที่คุณโอ๋ยังหวังให้ทุกอย่างเป็นตามแผน คือ ลูกค้าสามารถหาเงิน 1.7 ล้านมาให้ได้

    5. จุดแตกหัก

    แต่แล้ววันนึง ระบบนิเวศน์ที่คุณโอ๋สร้างไว้ก็สะดุดเงินที่ควรจะต้องคืนให้นายทุนเริ่มบาน รายได้จากการขายบ้านกลับชะงัก เพราะลูกค้ากู้ไม่ผ่าน หาเงินมาให้ไม่ได้ ระบบหมุนเงินนี้เลยพังทันที

    ทำให้คุณโอ๋เปลี่ยนฐานะจากนายหน้ากลายเป็น “ลูกหนี้” นายทุนกลายเป็น “เจ้าหนี้” ฟ้องยึดบ้าน

    6.ตั้งแต่ข้อ 1-5 ลูกค้าไม่รู้อะไรเลย รู้อย่างเดียว จ่ายเดือนละ 7,000 ส่วนลูกค้าที่คิดว่าซื้อบ้านไปแล้วก็กลายเป็น “ผู้เสียหาย” โดยไม่รู้ตัว

    บทเรียนจากเคสนี้
    กลยุทธ์ของคุณโอ๋อาจดูฉลาด ใช้เงินคนอื่นสร้างธุรกิจ แต่ในโลกแห่งความจริง “การหมุนเงิน” ต้องอาศัยวินัยและสภาพคล่องมหาศาล เพราะแค่พลาดรอบเดียว...ทั้งระบบก็ล้มได้ จากคนที่ “ไม่มีเงินแต่มีระบบ”
    สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ “ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีบ้าน” และต้องจบชีวิตลงกลางวงจรที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

    ปล.ตัวเลขทั้งหมดเป็นการสมมุติขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายนะครับบบ

    #MonneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #วิมานหนาม #นายหน้าอสังหา #อสังหา #จำนอง #บ้านมือ2

    https://www.facebook.com/share/p/1LEAvdikVr/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันนี้วันแรกที่ข้าราชการ co payment ราคายาที่เกินราคากลางของกรมบัญชีกลาง

    หมอเคยเล่าเรื่องนี้เมื่อเดือนที่แล้วดูคลิปได้ในคอมเม้น


    FB_IMG_1761980256052.jpg
    https://www.facebook.com/share/1BH3sYd5wM/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เบื้องหลังราชประเพณี ปริศนาธรรม "หักหวี" และ "หน้ากากทองคำ" ในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ
    .
    คลังประวัติศาสตร์ไทย เผยเรื่องราวลึกซึ้งของการพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ในการสรงน้ำพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ชั้นสูง ที่แฝงไว้ด้วยความหมายทางธรรมและพระเกียรติยศสูงสุด
    .
    สรงน้ำ-หวีพระเกศา-หักพระสาง: การจากไปที่สมบูรณ์แบบ
    .
    ในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ ไม่เพียงมีการถวายเครื่องขาวทรงพระบรมศพและเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์อย่างเต็มที่ แต่ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่องค์ประธาน (เช่น พระมหากษัตริย์ หรืออัครมเหสี) จะทรง "หวีพระเกศา" ขึ้น-ลง-ขึ้น อย่างละหนึ่งครั้ง ก่อนจะ "หักพระสาง" (หวี) วางไว้
    .
    ปริศนาธรรม: การหักพระสางนี้คือสัญลักษณ์ของการ "สละแล้วซึ่งความงามและเครื่องประดับใดๆ" หมดสิ้นความจำเป็นในการปรุงแต่งร่างกาย เพื่อแสดงว่ากายนี้ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว ครั้งรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงเป็นผู้หักพระสางนี้ด้วยพระองค์เอง
    .
    พระสุพรรณจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์: "หน้ากากทองคำ" ถวายพระเกียรติสูงสุด หลังจากถวายขี้ผึ้งอุดพระทวารทั้งเก้าแล้ว (ตามโบราณราชประเพณีเดิมก่อนมีฟอร์มาลิน) เจ้าพนักงานจะอัญเชิญ "พระสุพรรณจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์" หรือ "แผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์" มาถวาย
    .
    ความหมาย: เพื่อเป็นการ ถวายพระเกียรติสูงสุด แก่พระบรมศพ และป้องกันมิให้เห็นพระพักตร์ในสภาพที่ไม่บังควร การถวายแผ่นพระพักตร์ทองคำนี้ถือเป็นโบราณราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบมา เช่นเดียวกับที่ถวายแด่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) โดยมีการอัญเชิญพระชฎาไว้ข้างพระเศียร เนื่องจากพระชฎาห้ายอดสำหรับพระบรมศพที่ลงประทับนั่งในพระโกศเท่านั้น
    .
    ทั้งการหักพระสางและการถวายหน้ากากทองคำ ล้วนเป็นธรรมเนียมที่สะท้อนถึงความเคารพอย่างสูงสุด และการยอมรับสัจธรรมแห่งการจากไปของสมมติเทพตามคติโบราณ
    .
    ข้อมูลเพิ่มเติม: ในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงพระอุระ ทรงหวีพระเกศา และทรงหักพระสาง จะมีเจ้าพนักงานประโคมดนตรี และทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ สลุตหลวงถวายพระเกียรติ นาทีละ 1 นัดตลอดเวลา เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศอย่างสมบูรณ์

    #การถวายหน้ากากทองคำ #โบราณราชประเพณี #ปริศนาธรรม #Banner54 #ไทยมู

    https://www.facebook.com/share/p/1BozNZbN7Y/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พระอาการวัตตาสูตร

    ชยํ เทวมนุสฺสานํ ชโย โหตุ ปราชิโต
    มารเสนา อภิกฺกนฺตา . สมนฺตา ทฺวาทสโยชนา
    ขนฺติเมตฺตาอธิฏฺฐานา . วิทฺธํเสตฺวาน จกฺขุมา
    ภวาภเว สํสรนฺโต . ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยิ
    ปริยาปนฺนาทิโสตฺถานํ. หิตาย จ สุขาย จ
    พุทฺธกิจฺจํ วิโสเธตฺวา ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห.

    ขอชัยชนะ จงมีแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย
    ผู้ที่แพ้แล้ว จงกลับเป็นผู้ชนะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุ เมื่อยังท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ทรงกำจัดมารและเสนามาร ให้ล่วงพ้นไป 12 โยชน์โดยรอบ ด้วยขันติบารมี เมตตาบารมี และอธิษฐานบารมี แล้วทรงชำระทิพยจักขุ ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้สมควรที่จะถึงความสวัสดีเป็นต้น เราทั้งหลาย จงสวดพระปริตรนั้น เทอญ.

    เหตุพระอาการวัตตาสูตร
    โบราณาจารย์กล่าวว่า เมื่อพระสารีบุตรมีความปริวิตกในจิตด้วยความกรุณา ประชุมชนเกิดมาภายหลังจักให้ปฏิบัติในธรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันรักษาตนให้พ้นทุกข์ภัย จึงกระพุ่มหัตถ์ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้มีปัญญายังหนาด้วยโมหะอวิชชา หารู้จักพระบารมีแห่งพระพุทธเจ้านั้นไม่ เพราะความที่ตนเป็นคนอันธพาลจะพึงกระทำบาปกรรมทั้งปวง เป็นเหตุนำตนให้ถึงซึ่งนิริยทุกข์ ไปบังเกิดในนรกอเวจี ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมอันหนึ่งอันใดเล่าจะลึกสุขุมที่สามารถเพื่อจะห้ามเสียได้ มิให้สัตว์ทั้งหลายนั้นตกไปในนรกอเวจีจะมีอยู่บ้างหรือพระพุทธเจ้าข้า” จึงมีพระพุทธธรรมว่า “ดูกร สารีบุตร ในราตรีอันใดตถาคตได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ โพธิมณฑล ก็ในราตรีนั้นแลตถาคตระลึกอาการวัตรสูตรนี้ อันมีคุณานุภาพเป็นที่รักษาต่อต้านภัยต่างๆ เป็นคติไปเบื้องหน้าแห่งสัตว์โลกกับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์ เป็นไปกับด้วยสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์สามารถห้ามเสียซึ่งบาปธรรมทั้งปวง”

    <<ขึ้นต้นพระคาถาอาการวัตรสูตร>>
    เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ คิชฌะกูเฏ ปัพพะเต เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สัพพะสัตตานัง พุทธะคุโณ ธัมมะคุโณ สังฆะคุโณ อายัสมา อานันโท อะนุรุทโธ สารีปุตโต โมคคัลลาโน มะหิทธิโก มะหานุภาเวนะ สัตตานัง เอตะทะโวจะ ฯ

    ณ บัดนี้จะแสดงธรรม ที่มีมาในพระอาการะวัตตาสูตร ที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม ทรงเสด็จประดับ ณ คิชฌกูฏบรรพตคีรีวันฯได้ทรงแสดงธรรมในพระบารมี คือบารมีที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงตรัสรู้ อันเป็นพระบารมีอันยิ่งใหญ่ คือ คุณธรรมที่ได้ทรงบำเพ็ญเพียรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่สุด ในการตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทรงได้ปฏิบัติตามกันมาเป็นลำดับดังนี้ แก่พระสารีบุตรและพระพุทธสาวกของพระองค์ให้รู้ตาม ในคุณอันยิ่งใหญ่ที่มีมานั้น ที่วงศ์สกุลแห่งพระตถาคตเจ้าทั้งหลายทรงได้ตรัสรู้แล้ว

    อิติปิ โส ภะคะวา อะสุภะรัพภะ (กัมมัฏฐานัง) สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะโลกา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อาโปธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เตโชธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วาโยธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โลกะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของสภาพอันไม่งาม, ซากศพในสภาพต่างๆ ในการพิจารณาอารมณ์แห่งสมถกรรมฐาน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้ คู่แห่งธรรมในโลกที่มี / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของธาตุดิน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของธาตุน้ำ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของธาตุไฟ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของธาตุลม / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของธาตุอากาศ หรือช่องว่าง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของวิญญาณธาตุ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของโลกะธาตุ
    (เทวดามี ๖ ชั้น)
    อิติปิ โส ภะคะวา จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ตาวะติงสา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยามา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระตี เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น ยามา / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น ดุสิต / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น นิมมานรตี / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่งด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี
    สวรรค์ชั้นพรหมมี ๒๐ ชั้น
    อิติปิ โส ภะคะวา พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มะหาพรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะริตตาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัปปะมาณาภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อาภัสสะรา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะริตตะสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัปปะมาณะสุภา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุภะกิณหะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะสัญญิสัตตา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เวหัปผะลา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะวิหา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะตัปปา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุทัสสา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุทัสสี พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะกะนิฏฐะกา พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เนวะสัญญานา สัญญายะตะนะ พรัหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน

    ๑. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม พรหมปาริสัชชา
    ๒. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม พรหมปุโรหิตา
    ๓. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม มหาพรหมา
    ๔. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม ปริตตาภา
    ๕. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อัปปมาณาภา
    ๖. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อาภัสสรา
    ๗. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม ปริตตสุภา
    ๘. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อัปปมาณสุภา
    ๙. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม สุภกิณหา
    ๑๐. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อสัญญีสัตตา
    ๑๑. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม เวหัปผลา
    ๑๒. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อวิหา
    ๑๓. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อตัปปา
    ๑๔. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม สุทัสสา
    ๑๕. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม สุทัสสี
    ๑๖. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อกนิฏฐา
    ๑๗. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม อากาสานัญจายตนะ
    ๑๘. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม วิญญานัญจายตนะ
    ๑๙. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปของสวรรค์ชั้นพรหม อากิญจัญญายตนะ
    ๒๐. พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้และความประพฤติยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปของสวรรค์ชั้นพรหม เนวสัญญานาสัญญายตนะ

    มรรค ๔ ผล ๔
    อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    ๑. พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือ เครื่องละอุปกิเลสแห่งจิตที่พึงละด้วยมรรคเบื้องต่ำ โสดาปัตติมรรค
    พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือ ผลแห่งการพิจารณาญาณทั้ง ๗ อันเป็นอริยะ คือ องค์ ๗ โสดาปัตติผล
    ๒. พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือเครื่องละอุปกิเลสแห่งจิตที่พึงละด้วยมรรคที่มีมากกว่า โสดาปัตติมรรค คือ สกิทาคามิมรรค
    พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือผลแห่งการพิจารณาญาณอันเป็นอริยะที่มีมากกว่า โสดาปัตติผล คือ สกิทาคามิผล
    ๓. พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือ เครื่องละอุปกิเลสแห่งจิตที่พึงละด้วยมรรคที่มีมากกว่า สกิทาคามิรรค คือ อนาคามิมรรค
    พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือผลแห่งการพิจารณาญาณ อันเป็นอริยะที่มีมากกว่า สกิทาคามิผล คือ อนาคามิผล
    ๔. พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรม ด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือเครื่องละอุปกิเลสแห่งจิตที่พึงละด้วยมรรคที่มีมากกว่า อนาคามิมรรค คือ อรหัตตมรรค
    พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรม ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก คือผลแห่งการพิจารณาญาณ อันเป็นอริยะที่มีมากกว่า อนาคามิผล คือ อรหัตตผล

    นิพพาน ๑
    อิติปิ โส ภะคะวา นิพพานัง ปะระมัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นะโมเม สัพพะพุทธานัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นะโม โพธิมุตตะมัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
    พระองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมด้วยความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นอันเป็นที่สุด หาความสุขอื่นยิ่งกว่าเป็นไม่มี / พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นผู้เลิศใน สรรพพุทธาภิเษก ด้วยความรู้แจ้งแห่งธรรมด้วยความประพฤติยิ่งนัก / พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม ทรงพระโพธิญาณ รู้เห็นความหลุดพ้นแห่งจิต ด้วยธรรม ด้วยความประพฤติยิ่งนัก

    พระนามพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์
    อิติปิ โส ภะคะวา ตัณหังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เมธังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะระณังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทีปังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โกญฑัญโญ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มังคะโล นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุมะโน นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เรวะโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โสภิโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะโนมะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะทุโม นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นาระโท นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะทุมุตตะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุเมโธ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุชาโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปิยะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัตถะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ธัมมะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สิทธัตโถ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ติสโส นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุสโส นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิปัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สิขี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เวสสะภู นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา กะกุสันโธ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โกนาคะมะโน นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา กัสสะโป นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โคตะโม นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน

    ๑. พระพุทธเจ้าตัณหังกร ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒. พระพุทธเจ้าเมธังกร ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๓. พระพุทธเจ้าสรณังกร ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๔. พระพุทธเจ้าทีปังกร ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๕. พระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๖. พระพุทธเจ้ามังคละ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๗. พระพุทธเจ้าสุมนะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๘. พระพุทธเจ้าเรวตะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๙. พระพุทธเจ้าโสภิตะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๐. พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๑. พระพุทธเจ้าปทุมะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๒. พระพุทธเจ้านารทะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๓. พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๔. พระพุทธเจ้าสุเมธะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๕. พระพุทธเจ้าสุชาตะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๖. พระพุทธเจ้าปิยทัสสี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๗. พระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๘. พระพุทธเจ้าธัมมทัสสี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๑๙. พระพุทธเจ้าสิทธิธัตถะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๐. พระพุทธเจ้าติสสะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๑. พระพุทธเจ้าปุสสะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๒. พระพุทธเจ้าวิปัสสี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๓. พระพุทธเจ้าสิขี ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๔. พระพุทธเจ้าเวสสะภู ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๕. พระพุทธเจ้ากกุสันธะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๖. พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๗. พระพุทธเจ้ากัสสปะ ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า
    ๒๘. พระพุทธเจ้าโคดม ทรงเป็นผู้ตื่นจากกิเลส มีใจตั้งมั่น มีความคิดดี ทรงรู้แจ้งโลกแล้วด้วยธรรมอันดี ขอบารมีแห่งพระปัญญาของพระองค์จงมีแก่ข้าพเจ้า

    ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง โคตะมัง เอวัง กัล์ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, อิติปิ โส ภะคะวา, อะระหัง, สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวาติ, (พุทธานุสติ)

    โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิงปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญาสัจฉิกัต์วา ปะเวเทสิ (พุทธาภิถุติ)

    โส ภะคะวา จักขุภูโต ญาณะภูโต ธัมมะภูโต ตัสสะทา ปะวัตตา อัสสะชะเนนตา อะมะตัสสะทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธัมมัง เทเสสิ

    อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยานัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ

    สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปา

    ความดีงามของพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกๆ พระองค์ มีเริ่มต้น มีท่ามกลาง และเป็นที่สุด พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ผู้ห่างไกลจากกิเลส ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือความรู้และความประพฤติ เสด็จไปในที่ใดยังประโยชน์ในที่นั้นๆ พระองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว พระองค์ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกให้รู้ตาม หาผู้อื่นเปรียบมิได้ พระองค์ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงเป็นผู้แจกจ่ายธรรมในโลก ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สรรพสัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ให้รู้ตาม ทรงเป็นที่เคารพบูชาของเทวดา พรหม มนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงมีความรู้อันยิ่งใหญ่ที่มองเห็นได้ด้วยความจริง อันละเอียด อันสุขุม อันหมดจดและงดงาม หาที่สุดประมาณมิได้ พระพุทธองค์ทรงถึงพร้อมด้วยพระกำลังส่องสว่างดังดวงอาทิตย์ คือญาณอันวิเศษ ที่ทรงแสดงไว้ มีความไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติ อันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย) พร้อมทั้งพยัญชนะ (ห้วข้อ) ที่ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นั้น.

    <<พระคาถาอาการวัตรสูตร
    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
    อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
    อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต
    อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
    อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง
    อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ
    อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติ

    อะระหาทิคุณะวัคโค ปะฐะโมฯ
    พุทธะคุณะวัคโค ปะฐะโม [วรรคที่ 1]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ไกลจากกิเลส ทำลายกำแพงสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นต้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงผู้ตรัสรู้ชอบเอง / พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ / พระพุทธเจ้า ผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสำเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจก็สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลายในที่ที่เสด็จไป และได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้ แม้ปรินิพพานแล้วก็เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมา / พระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้จักโลก คือรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลก คือ สังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตว์โลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยท่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ / พระพุทธเจ้าเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า คือทรงเป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเทียมเท่า / พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย / พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อถือและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือกันมาผิดๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงาย อนึ่ง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในสิ่งใดๆมีการคำนึงประโยชน์ส่วนตนเป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน การที่ทรงพระคุณสมบรูณ์เช่นนี้ และทรงบำเพ็ญพุทธกิจได้เรียบร้อยบริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมอาศัยเหตุคือความเป็นผู้ตื่น และย่อมให้เกิดผลคือทรงทำให้เบิกบานด้วย / พระพุทธเจ้าจะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ หรือเป็นผู้จำแนกแจกธรรม / พระพุทธเจ้าทรงเพียบพร้อมแล้วในคุณเพราะเหตุอย่างนี้ๆ ( วรรคที่ 1)

    อิติปิ โส ภะคะวา อะภินิหาระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะณิธานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มะหากะรุณา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยุตติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ชุติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสัมปันโน

    อภินิหาระวัคโค ทุติโย [วรรคที่ 2]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ อำนาจแห่งบุญที่สร้างสมไว้และทรงบำเพ็ญเพียรมาด้วยพระองค์เอง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีอารมณ์สดใสแห่งธรรมมีจิตใจที่เบิกบาน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงสติปัญญาและทรงมีไหวพริบอันเยี่ยมยอด ยิ่งใหญ่หาที่สุดประมาณ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ญาณเป็นเครื่องรู้แห่งจิตในธรรมที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว/ พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมที่จะนำสรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมเป็นเครื่องสรุปด้วยเหตุและปัจจัยในการเกิดและดับแห่งอารมณ์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมแห่งพระพุทธองค์ที่มีอนุภาพอันสว่างโชติช่วงดังดวงอาทิตย์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เสด็จลงสู่พระครรภ์มารดาในท่านั่งสมาธิ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงดำรงอยู่ในพระครรภ์มารดาโดยนั่งขัดสมาธิ 10 เดือน / ทรงเพียบพร้อมแล้วในอำนาจแห่งบารมีที่สร้างสมไว้ด้วยเหตุและผลปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 2 )

    อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะวุฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะมะละ วิระหิตะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คะติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อภิรูปะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุวัณณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มหาสิริ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะริณามะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สุนิฏฐะ ปาระมิสัมปันโน

    คัพภะวุฏฐานะวัคโค ตะติโย [วรรคที่ 3]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมในฐานะที่ทรงดำรงอยู่รอดในพระครรภ์มารดา / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมปราศจากมลทินในการประสูติ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมในพระชาติอันอุดมยิ่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ แนวทางแห่งการดำเนินไปเพื่อการหลุดพ้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระรูปโฉมที่สง่างามยิ่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงมีผิวพรรณอันงดงามยิ่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นที่รวบรวมมงคลอันประเสริฐ และเป็นมิ่งขวัญอันยิ่งใหญ่ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมในการเจริญวัย / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมแห่งการเป็นผู้นำ ผู้เป็นใหญ่ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียบพร้อมในการประสูติ (คลอด) สำเร็จ /ทรงเพียบพร้อมแล้วในฐานะแห่งบารมี ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 3)

    อิติปิ โส ภะคะวา อะภิสัมโพธิ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สีละขันธะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิขันธะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญญาขันธะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

    อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุตโถ [วรรคที่ 4]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมแห่งการตรัสรู้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความบริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยศีล / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความตั้งมั่นความสงบแห่งจิต / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความพอใจพยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งคุณธรรมนั้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นมหาบุรุษที่มีลักษณะอันงดงามครบทั้ง 32 ประการ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงเพียบพร้อมในธรรมแห่งการตรัสรู้ยิ่ง ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 4 )

    อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา หาสะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ชะวะนะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ติกขะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นิพเพธิกะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะจักขุ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะกะระ ปาระมิสัมปันโน

    มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม [วรรคที่ 5]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระมหาปัญญาอันรอบรู้ชัด หยั่งรู้ในเหตุผล ทุกสรรพสิ่งฯลฯ อันยิ่งใหญ่ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระปัญญาอันหนาแน่น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระปัญญาอันร่าเริง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระปัญญาอันโลดแล่น (เร็วเหมือนฝีเท้า) / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระปัญญาอันกล้าแข็ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีตาปัญญาทั้ง 5 ทรงประกอบด้วยคุณยิ่งใหญ่เป็นเหตุให้สามารถให้ตรัสรู้ฯ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้ทำความรู้แห่งรสธรรมอันยอดเยี่ยม / ทรงเพียบพร้อมแล้วในธรรมแห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่ 5 ประการ ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 5 )

    อิติปิ โส ภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สีละ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิริยะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ขันติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัจจะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะธิฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อุเบกขา ปาระมิสัมปันโน

    ปาระมิวัคโค ฉัฏโฐ [วรรคที่ 6]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การให้ การเสียสละ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การรักษากาย วาจา ให้อยู่ในหลักความประพฤติที่เรียบร้อย ประพฤติดีงามถูกต้อง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การออกบวช ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุและผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความจริง และรู้จักแก้ไขปฏิบัติจัดการต่างๆ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความเพียร ความแกล้วกล้า พยายามบากบั่นไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความอดทน ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผลที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอัน ชอบ ไม่ลุอำนาจกิเลส / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความจริง พูดจริง ทำจริง และจริงใจ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความตัดใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายของตนไว้แน่นอนและดำเนินตามนั้นแน่วแน่ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรักใคร่ ความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุข / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรมและดำรงอยู่ในธรรม / ทรงเพียบพร้อมแล้วในคุณธรรมระดับต้น ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 6 )

    อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ตังตังฌานะ (ขานะหะนัง) ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะภิญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติญานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติญาณะทัสสะนะ ปาระมิสัมปันโน

    ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม [วรรคที่ 7]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บารมีระดับต้น 10 อย่าง ได้แก่ ทานบารมีเป็นต้น เช่น สละทรัพย์สินเงินทองฯ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บารมีอุปบารมี ระดับรองหรือจวนจะสูงสุด เช่น ทานอุปบารมี ได้แก่ การเสียสละอวัยวะเป็นทาน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทานปรมัตถบารมี ระดับสูงสุดได้แก่ การสละชีวิตเป็นทานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การบำเพ็ญทั้ง 10 บารมี ครบ 3 ขั้น หมายถึงบารมี 30 ถ้วน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความหยั่งรู้ในณานและองค์ณานตามลำดับ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้ยิ่งความรู้ชัด / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความระลึกได้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความมีใจตั้งมั่นที่มั่นคงมีจิตใจแน่วแน่ในอารมณ์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความหลุดพ้นจากกิเลส / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นจากกิเลส / ทรงเพียบพร้อมแล้วในการบำเพ็ญบารมีครบถ้วน ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 7)

    อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิปัสสะนาฌาณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มะโนมะยิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิวิธิ (วิชชา) ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะระจิตตะ (ปะริยะญาณะ) วิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
    วิชชาวัคโค อัฏฐะโม [วรรคที่ 8]

    พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ วิชชาคือความรู้ จรณะคือความประพฤติ ปัญญาที่พิจารณาถึงสังขาร คือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆต่อเนื่องกัน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์ทางใจ คือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การแสดงฤทธิ์ต่างๆได้ คือ เดินบนน้ำ เป็นต้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การมีหูทิพย์ คือ ได้ยินเสียงที่เกินความสามารถของมนุษย์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การระลึกชาติได้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีตาทิพย์ เห็นความตายความเกิดของสัตว์ทั้งหลาย / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความประพฤติและความรู้อย่างยอดเยี่ยม / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความประพฤติแห่งธรรมและความรู้แจ้งด้วยปัญญาตามความเป็นจริง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การมีธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับแล้ว / ทรงเพียบพร้อมในวิชชา ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 8 )

    อิติปิ โส ภะคะวา ปะริญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะริญญาปะหานะสัจฉิกิริยาภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะตุธัมมะสัจจะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปะฏิสัมภิทาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

    ปะริญญาวัคโค นะวะโม [วรรคที่ 9]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การกำหนดรู้ทุกข์ที่เป็นไปในโลก คือ รู้จัก เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การละกิเลส อันรัดรึงจิต กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ด้วยการละต้นตอแห่งกิเลส / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การกระทำให้แจ้งในความดับทุกข์ คือเข้าถึง หรือบรรลุจุดหมายที่ต้องการดับทุกข์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การเจริญคือ ฝึกอบรมจิต ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ การกำหนดรู้ทุกข์ที่เกิด การละกิเลสทำให้หมดสิ้นไปของต้นตอแห่งทุกข์ กระทำให้แจ้งในความดับทุกข์ ด้วยการเจริญฝึกอบรมจิต ให้ถึงความดับทุกข์ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความจริงทั้ง 4 อย่างนี้ได้แก่ 1.ทุกข์ 2.เหตุให้เกิดทุกข์ 3.ความดับทุกข์ 4.ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความแตกฉาน มีปรีชาญาณเป็นเครื่องรู้ในธรรม / ทรงเพียบพร้อมแล้วด้วยการกำหนดรู้ในธรรม ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 9 )

    อิติปิ โส ภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สะติปัฏฐานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัมมัปปะธานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิปาทะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อินทริยะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พะละปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โพชฌังคะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปุริสะลักขณะ (กิริยา)ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะละวิมุตติ ปาระมิสัมปันโน

    โพธิปักขิยะธัมมะวัคโค ทะสะโม [วรรคที่ 10]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมอันเป็นไปในฝ่ายแห่งการตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรคมี 37 ประการ / สติปัฏฐาน 4 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมในการพิจารณาตั้งสติได้แก่ 1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติพิจารณากาย 2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติพิจารณาเวทนา 3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติพิจารณาจิต 4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติพิจารณาธรรม / สัมมัปปธาน 4 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมในการพิจารณาความเพียร ได้แก่ 1.สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น 2.ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 3.ภาวนาปธาน เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้น 4.อนุรักษ์ขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น / อิทธิบาท 4 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมในการพิจารณาที่ให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น 2.วิริยะ ความเพียร 3.จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ 4.วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาสอบสวน / อินทรีย์ 5 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนได้แก่ 1.ศรัทธา ความเชื่อ 2.วิริยะ ความเพียร 3.สติ ความระลึกได้ 4.สมาธิ ความตั้งจิตมั่น 5.ปัญญา ความรู้ทั่วชัด / พละ 5 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมในการพิจารณาธรรมอันเป็นกำลัง ได้แก่ 1.ศรัทธา 2.วิริยะ 3.สติ 4.สมาธิ 5.ปัญญา โพชฌงค์ 7 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ 1.สติ ความระลึกได้ 2.ธัมมวิจยะ ความเลือกเฟ้นธรรม 3.วิริยะ ความเพียร 4.ปิติ ความอิ่มใจ 5.ปัสสัทธิ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ 6.สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น 7.อุเบกขา ความมีใจเป็นกลางเพราะความเห็นเป็นจริง / มรรค 8 คือ ความรู้แจ้งแห่งธรรมในทางมีองค์แปดประการอันประเสริฐ ได้แก่ 1.สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ 2.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ 3.สัมมาวาจา เจราชอบ 4.สัมมากัมมันตะ การงานชอบ 5.สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ 6.สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ 7.สัมมาสติ ระลึกชอบ 8.สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระมหาบุรุษผู้ทรงธรรมอันทำให้เกิดความสว่างในพระองค์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษที่มีปรีชาธรรมอันไม่มีความขัดข้อง ไม่มีเครื่องกั้น รู้ตลอด รู้ทะลุปรุโปร่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ธรรมอันทำให้สิ้นอาสวะ เป็นกำลังแห่งความหลุดพ้น จนสำเร็จเป็นอรหันต์ / ธรรมฝ่ายแห่งการตรัสรู้ 37 ประการ ด้วนเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 10)

    ***************
    อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา กรรมวิปากะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา นานาธาตุญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัตตานังนานาธิมุตติกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อินทริยะ ปะโรปะริยัตติ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จุตูปะปาตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    ทะสะพะละญาณะวัคโค เอกาทะสะโม [วรรคที่ 11]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต 10 ประการ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นได้ อะไรเป็นไม่ได้ ของบุคคลซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่าง ๆ กัน / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ทั้งในอดีต ในอนาคต และปัจจุบัน / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ สุคติ ทุคติ หรือพ้นจากคติ รู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก คือ รู้สภาวะของธรรมชาติ เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆของชีวิต และหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิ หน้าของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ เป็นต้น / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ คือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆกัน / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่าสัตว์นั้นๆมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย /
    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ อันทำให้ระลึกภพชาติที่เคยอยู่ในหนหลังได้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย / นี่คือพระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต 10 ประการ ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 11)

    อิติปิ โส ภะคะวา โกฏิสะหัสสานัง ปะโกฏิสะหัสสานัง หัตถีนัง พะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะโกฏิทะสะสะหัสสานัง พะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะจักขุญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สีละคุณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คุณะปาระมิ (อัฏฐะ) สะมาปัตติคุณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญญาคุณะ ปาระมิสัมปันโน
    กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโม [วรรคที่ 12]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระกำลังที่ทรงมีมากกว่ากำลังช้าง ตั้งโกฏิ (โกฏิ หมายถึง จำนวนนับเท่ากับสิบล้าน) และปโกฏิ (นับจำนวนไม่ได้) / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระกำลังที่ทรงมีมากกว่าบุรุษทั้งหลายเป็นพันโกฏิ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงปรีชาหยั่งรู้พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้ามี 5 คือ 1.มังสจักขุ ตาเนื้อ 2.ทิพพจักขุ ตาทิพย์ 3.ตาปัญญา ตาปัญญา 4.พุทธจักขุ ตาพระพุทธเจ้า 5.สมันตจักขุ ตาเห็นรอบ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ พระปรีชาทรงหยั่งรู้ในคู่แห่งธรรม คือ ธาตุน้ำ และธาตุไฟ เป็นต้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ คุณแห่งความประพฤติดีทางกายและวาจา ให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม ปราศจากโทษ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ คุณวิเศษหรือธรรมวิเศษที่เข้าถึงการบรรลุขั้นสูง / ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมีพละกำลัง ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ ( วรรคที่ 12 )

    อิติปิ โส ภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อุสสาหะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คะเวสิญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    ถามะพะละวัคโค เตระสะโม [วรรคที่ 13]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาสามารถในเรี่ยวแรงแห่งจิตในธรรมอันเป็นกำลังยิ่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาสามารถหยั่งรู้กำลังในเรี่ยวแรงแห่งจิตในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาในธรรมอันเป็นกำลังอันเข็มแข็งที่ทำให้ข่มขจัดได้แม้แต่กำลังมาร / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาหยั่งรู้กำลังจิตไม่มีกิเลสหรือความทุกข์ใดๆ จะสามารถบีบคั้นครอบงำได้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ บุรุษผู้มีพระปรีชาสามารถยิ่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาสามารถหาที่สุดประมาณ โดยไม่มีเครื่องชั่ง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาเป็นเครื่องหยั่งรู้ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาในความพยายามที่มั่นคง / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มีพระปรีชาสามารถแสวงหาหนทางแห่งธรรมในการตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง / ทรงเพียบพร้อมด้วยพระบารมี คือ เรี่ยวแรงอันเป็นกำลัง ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 13)

    อิติปิ โส ภะคะวา จะริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะ (ธัตถะ) จะริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะ (ธัตถะ) จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ติวิธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ติวิธะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน
    จะริยาวัคโค จะตุทะสะโม [วรรคที่ 14]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความประพฤติปกติของจิต คือ การทรงบำเพ็ญประโยชน์ให้เกิดแก่สรรพสัตว์ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความหยั่งรู้ปกติของจิตในสรรพสัตว์ ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์สูงสุด / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ความประพฤติปกติของจิต คือ เอื้ออำนวยประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายในโลก / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงหยั่งรู้ปกติของจิตในสรรพสัตว์ ทรงเอื้ออำนวยประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติตามฐานะ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงหยั่งรู้ในพระญาณทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติตามฐานะ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงบำเพ็ญประโยชน์ตามหน้าที่ของพระพุทธเจ้า / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงหยั่งรู้ด้วยสิ่งที่ควรประพฤติตามหน้าที่ของพระพุทธเจ้า / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงบำเพ็ญบารมีจนครบทั้งสามประการ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงบำเพ็ญบารมี ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงสุด รวมเรียกว่า บารมี 30 ทัศ / รวมเรียกว่าการทรงบำเพ็ญประโยชน์ ของพระพุทธเจ้าด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 14)

    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ ทุกขะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ อะนัตตะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อายะตะเนสุ ติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะธาตูสุ ติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วิปะริณามะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
    ลักขะณะวัคโค ปัณณะระสะโม [วรรคที่ 15]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงรู้ความจริงทั้งหลายที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มีเกิดขึ้นและดับลง เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยงแห่งขันธ์ 5 ที่ไม่ควรยึดติด / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงรู้ความจริงทั้งหลายที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มีเกิดขึ้นและดับลง เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ ความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ 5 ที่ไม่ควรยึดติด / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงรู้ความจริงทั้งหลายที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มีเกิดขึ้นและดับลง เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนแห่งขันธ์ 5 ที่ไม่ควรยึดติด / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มหาบุรุษผู้ทำความรู้แห่งธรรมอันยอดเยี่ยมทรงหยั่งรู้ความจริงทั้งหลายที่ ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มีเกิดขึ้นแห่งลักษณ์ธาตุ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ มหาบุรุษผู้เป็นนำผู้เป็นใหญ่ ทรงหยั่งรู้ความจริงทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มีเกิดขึ้นแล้วของลักษณ์ทั้งปวงในโลก / รวมเรียกว่าลักษณ์บารมีแห่งพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 15 )

    อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วุสิตะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา วุสิตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สิกขา ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สิกขาญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    คะตัฏฐานะวัคโค โสฬะสะโม [วรรคที่ 16]
    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้รู้ในทุกหนทางที่ปฏิบัติดำเนินไป และทุกสถานที่ๆทรงเสด็จไป / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้หยั่งรู้ในทุกหนทางที่ปฏิบัติดำเนินแล้ว และทุกสถานที่ๆทรงเสด็จไป / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้มีความชำนาญในเรื่องฌาน คือ ตรวจองค์ฌาน.เข้า-ออกได้รวดเร็ว เป็นต้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้หยั่งรู้ ทรงเชี่ยวชาญชำนาญในเรื่องฌาน พิจารณาทบทวนองค์ฌานรวดเร็ว / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้ฝึกหัดอบรบ กาย วาจา จิตใจ และปัญญา จนบรรลุจุดหมายสูงสุด / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้หยั่งรู้ด้วยการศึกษาที่เชี่ยวชาญจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้มีความสำรวมความระวังปิดกั้นบาปอกุศล เช่น สำรวมศีล เป็นต้น / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ เป็นผู้หยั่งรู้ ในความสำรวม ปิดกั้นบาปอกุศลทั้งหลาย / พระพุทธเจ้าผู้ทรงปฏิบัติเจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 16)

    อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะตุพรหมวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะตุพรหมวิหาระญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะปะริยันตะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา อะปะริยันตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัญญุตะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัญญุตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวะชิระ ปาระมิสัมปันโน
    อิติปิ โส ภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวะชิระญาณะ ปาระมิสัมปันโน
    ปะเวณิวัคโค สัตตะระสะโม [วรรคที่ 17]

    พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้รู้ในทุกหนทางปฏิบัติดำเนินไปตามเชื้อสายพุทธเจ้า / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีความหยั่งรู้ทั่งถึงชัดเจน แห่งหนทางปฏิบัติตามเชื้อสายพุทธเจ้า / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีความรู้เป็นอัศจรรย์ในคู่แห่งธรรม / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีความหยั่งรู้แสดงผลให้บังเกิดอัศจรรย์ในคู่แห่งธรรม เนื่องด้วยธาตุน้ำและธาตุไฟ แสดงออกพร้อมกัน / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีการเป็นอยู่หรือดำเนินชีวิตอย่างผู้ประเสริฐ 4 ประการ / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีพรหมจรรย์ในการดำเนินชีวิตอย่างผู้รู้ อย่างผู้ประเสริฐ 4 ประการ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีปรีชาหยั่งรู้อันไม่มีความขัดข้อง รู้ตลอด รู้ทะลุปรุโปร่ง ไม่มีเครื่องกั้นเป็นพระปรีชาเฉพาะพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีทั่วไปแก่พระสาวก / พระพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีความหยั่งรู้ไม่มีที่สิ้นสุดในธรรม ในอินทรีย์อันหยิ่งหย่อนของสัตว์ / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นพระปรีชาเฉพาะพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีทั่วไปแก่พระสาวก / พระพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมี คือ ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาวชิรญาณตรัสรู้สิ่งทั้งปวงรู้เห็นไปข้างหน้า คือ อนาคตรู้ เห็นอดีตข้างหลัง ได้มากโดยมากเขตแดนหามิได้ / พระมหาบุรุษผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุและปัจจัยดังนี้ (วรรคที่ 17)

    โส อัตถะลัทโธ สุขิโต วิรุฬโห พุทธะสาสะเน อะโรโค สุขิโต โหหิ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ

    สา อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุขิตา โหหิ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ

    เต อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ

    ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต

    ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต

    ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต

    ชยปริตร (มหาการุณิโก)

    มหาการุณิโก นาโถ. หิตาย สพฺพปาณินํ
    ปูเรตฺวา ปารมี สพฺพา. ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ
    เอเตน สจฺจวชฺเชน . โหตุ เต ชยมงฺคลํ.
    ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ ประกอบแล้วด้วยพระมหากรุณา. ยังบารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็ม เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแล้วซึ่งความตรัสรู้อันอุดม ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน.

    ชยนฺโต โพธิยา มูเล สกฺยานํ นนฺทิวฑฺฒโน
    เอวํ ตฺวํ วิชโย โหหิ ชยสฺสุ ชยมงฺคเล
    อปราชิตปลฺลงฺเก สีเส ปฐวิโปกฺขเร
    อภิเสเก สพฺพพุทฺธานํ อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ.

    ขอท่านจงมีชัยชนะ ในมงคลพิธี เหมือนพระจอมมุนีทรงชนะมารที่โคนโพธิพฤกษ์ ถึงความเป็นผู้เลิศในสรรพพุทธาภิเษก ทรงปราโมทย์อยู่บนอปราชิตบัลลังก์อันสูง เป็นจอมมหาปฐพี ทรงเพิ่มพูนความยินดี แก่เหล่าประยูรญาติศากยวงศ์ฉะนั้น เทอญ.

    สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ
    สุขโณ สุมุหุตฺโต จ สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ
    ปทกฺขิณํ กายกมฺมํ วาจากมฺมํ ปทกฺขิณํ
    ปทกฺขิณํ มโนกมฺมํ ปณิธี เต ปทกฺขิณา
    ปทกฺขิณานิ กตฺวาน ลภนฺตตฺเถ ปทกฺขิเณ.
    เวลาที่สัตว์ประพฤติชอบ ชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี
    สว่างดี รุ่งดี. และขณะดี ครู่ดี. บูชาดีแล้ว ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย กายกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา. วจีกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา. มโนกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา. ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา. สัตว์ทั้งหลาย ทำกรรมอันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวาแล้ว ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลาย อันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา.

    โส อตฺถลทฺโธ สุขิโต . วิรุฬฺโห พุทฺธสาสเน
    อโรโค สุขิโต โหหิ . สห สพฺเพหิ ญาติภิ
    สา อตฺถลทฺธา สุขิตา วิรุฬฺหา พุทฺธสาสเน
    อโรคา สุขิตา โหหิ . สห สพฺเพหิ ญาติภิ
    เต อตฺถลทฺธา สุขิตา วิรุฬฺหา พุทฺธสาสเน
    อโรคา สุขิตา โหถ . สห สพฺเพหิ ญาติภิ.
    ท่านนั้น (ชาย) จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความสุข ความเจริญในพระพุทธศาสนา ไม่มีโรค ถึงแล้วซึ่งความสุข. กับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด. ท่านนั้น (หญิง) จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความสุข
    ความเจริญในพระพุทธศาสนา ไม่มีโรค ถึงแล้วซึ่งความสุข กับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด
    ท่านทั้งหลายนั้น (ทั้งชายทั้งหญิง) จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความสุข ความเจริญในพระพุทธศาสนา ไม่มีโรค ถึงแล้วซึ่งความสุขกับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด.

    อานิสงส์พระอาการวัตตาสูตร
    พระอาการวัตรสูตรนี้ ผู้ใดที่ท่องได้ ใช้สวดมนต์ปฏิบัติได้เสมอ มีอานิสงส์มากยิ่งนักหนา แม้จะปรารถนาพระพุทธภูมิ พระปัจเจกภูมิ จะปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ก็ส่งผลให้ได้สำเร็จสมความปรารถนาทั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้ามีปัญญามากเพราะเจริญพุทธมนต์บทนี้ ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ เจริญได้ทุกๆ วัน จะเห็นผลความสุขเกิดขึ้นเองไม่ต้องมีผู้อื่นบอกอานิสงส์ ผู้ที่เจริญพระสูตรนี้ครั้งหนึ่งจะคุ้มครองภัยอันตรายได้ ๓๐ ประการ ได้ ๔ เดือน ผู้ใดเจริญพระสูตรนี้อยู่เป็นนิจ บาปกรรมทั้งปวงก็จะไม่ได้ช่องหยั่งลงสู่สันดาน เว้นแต่กรรมเก่าตามมาทันเท่านั้น ผู้ใดอุตสาหะตั้งจิตตั้งใจเล่าเรียน ได้ใช้สวดมนต์ก็ดี บอกเล่าผู้อื่นให้เลื่อมใสก็ดี เขียนเองก็ดี กระทำสักการะบูชาเคารพนับถือพร้อมทั้งไตรทวารก็ดี ผู้นั้นจะปรารถนาสิ่งใดก็จะสำเร็จทุกประการ ท่านผู้มีปรีชาศรัทธาเลื่อมใส จงกระทำซึ่งอาการวัตรสูตร อันจะเป็นที่พักผ่อนพึ่งพาอาศัยในวัฏฏะสงสาร ดุจเกาะแลฝั่งเป็นที่อาศัยแห่งชนทั้งหลายผู้สัญจรมาในชลสาครสมุทรทะเลใหญ่ฉะนั้น อาการวัตตาสูตร พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ที่ปรินิพพานไปแล้วก็ดี ทรงเจริญรอยตามสูตรนี้มาแล้วทุกๆ พระองค์ จึงมีคุณานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสูตรอื่น ไม่มีธรรมอื่นจะเปรียบให้เท่าถึง เป็นธรรมอันระงับได้โดยแท้ ในอนาคตกาล ถ้าบุคคลใดทำปาณาติบาต คือปลงชีวิตสัตว์ให้ตกลงไปเป็นวัชชกรรมที่ชักนำให้ปฏิสนธิในนรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุม อบายภูมิทั้ง ๔ ถ้าได้ท่องบ่นจำจนคล่องปากก็จะปิดบังห้ามกันไว้ไม่ให้ไปสู่ทุคติกำเนิดก่อนโดยกาลนาน ๙๐ แสนกัลป์ ผู้นั้นระลึกตามเนืองๆ ก็จะสำเร็จ ไตรวิชชา และอภิญญา ๖ ประการ ยังทิพย์จักษุญาณให้บริสุทธิ์ดุจองค์มเหสักกเทวราชมีการรีบร้อนออกจากบ้านไป จะไม่อดอาหารในระหว่างทางที่ผ่าน จะเป็นที่พึ่งอาศัยแห่งชนทั้งหลายในเรื่องเสบียงอาหาร ภัยอันตราย ศัตรูหมู่ปัญจามิตรไม่อาจจะมาครอบงำย่ำยีได้ นี้เป็นทิฏธรรมเวทนียานิสงส์ปัจจุบันทันตา ในสัมปรายิกนิสงส์ที่เกื้อหนุนในภพเบื้องหน้านั้น แสดงว่าผู้ใดได้พระสูตรนี้ เมื่อสืบขันธะประวัติในภพเบื้องหน้า จะบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ หิรัญรัตนมณีเหลือล้น ขนขึ้นรักษาไว้ที่เรือนและที่คลังเป็นต้น ประกอบด้วยเครื่องอลังการวิภูษิตพรรณต่างๆ จะมีกำลังมากแรง ขยันต่อยุทธนาข้าศึกศัตรูหมู่ไพรีไม่ย่อท้อ ทั้งจะมีฉวีวรรณผ่องใสบริสุทธิ์ดุจทองธรรมชาติ มีจักษุประสาทรุ่งเรืองงาม ไม่วิปริต แลเห็นทั่วทิศซึ่งสรรพรูปทั้งปวงและจะได้เป็นพระอินทร์ปิ่นพิภพดาวดึงส์อยู่ ๓๖ กัลป์โดยประมาณ และจะได้เป็นบรมจักรพรรดิราชผู้เป็นอิสระในทวีปใหญ่ ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวารนานถึง ๓๖ กัลป์ จะถึงพร้อมด้วยประสาทอันแล้วไปด้วยทองควรจะปรีดา บริบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นของเกิดสำหรับบุญแห่งจักรพรรดิราช จะตั้งอยู่ในสุขสมบัติ โดยกำหนดกาลนานยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร อานิสงส์คงอภิบาลตามประคองไปให้มีปัญญาเฉียบแหลม ว่องไว สุขุมละเอียดลึกซึ้ง อาจรู้ทั่วถึงอรรถธรรมด้วยกำลังปรีชาญาณ อาวสานที่สุดชาติก็จะได้บรรลุพระนิพพาน อนึ่ง ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพาน ก็จะไม่บังเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย ดิรัจฉานกำเนิด และ มหานรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุมช้านานถึง ๙๐ แสนกัลป์ จะไม่ไปเกิดในตระกูลหญิงจัณฑาลเข็ญใจ จะไม่บังเกิดเป็นบัณเฑาะก์เป็นกระเทยที่เป็นอภัพพบุคคล บุคคลผู้นั้นเกิดในภพใดๆ จะมีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์ จะมีรูปทรงสัณฐานงามดีดุจทองธรรมชาติ เป็นที่เลื่อมใสแก่มหาชน ผู้ใดได้ทัศนาไม่เบื่อหน่าย จะเป็นผู้มีอายุคงทนจนถึงอายุขัยจึงจะตาย จะเป็นคนที่มีศีลศรัทธาธิคุณบริบูรณ์ในการบริจาคทานไม่เบื่อหน่าย จะเป็นคนไม่มีโรคาพยาธิเบียดเบียน สัพพะอันตราย ความจัญไร ภัยพิบัติ สัพพะอาพาธที่บังเกิดเบียดเบียนกายก็จะสงบระงับดับคลายลง ด้วยคุณานิสงส์ผลที่ได้สวดมนต์ ได้สดับฟังพระสูตรนี้ด้วยประสาทจิตผ่องใส เวลามรณสมัยใกล้จะตาย จะไม่หลงสติ จะดำรงไว้ในทางสุคติ เสวยสุขสมบัติตามใจประสงค์ นรชนผู้ใดเห็นตามโดยชอบ ซึ่งพระสูตรอันเจือปนด้วยพระวินัย ธรรมปรมัตถ์ มีนามบัญญัติชื่อว่าอาการวัตตาสูตร พุทธบริษัททั้งหลายเลื่อมใสในพุทธบารมี เจริญพระพุทธคุณอันมีบุญประมาณมิได้ แล้วปฏิบัติในพุทธธรรมว่า “การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ธรรมสามอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” ก็จะพ้นทุกข์ภัยอบายภูมิได้จริง มีแต่ความสุขความเจริญทั้งโลกและธรรม โดยพุทธบารมี พระพุทธธรรม ตามรักษาทั้งภายในและภายนอก เป็นกรรมอันผ่องแผ้วในไตรทวาร ด้วยประการ
    หลวงพ่อใหญ่...(หลวงปู่สังวาล)...เล่าให้ฟัง (ผู้จัดทำคัดลอกมาวันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม บทอาการวัตตาสูตรนี่นะ เทวดาจะหมดอายุแล้วจะต้องจุติ เสียใจก็เที่ยวถามหมู่เทพเทวดาทั้งหลาย เทวดาผู้ใหญ่บอกให้เอาอาการวัตตาสูตรมาสวด สามารถอายุยืนได้ เราอยากจะช่วยรักษาบทสวดนี้เอาไว้ไม่ให้สูญหาย พิมพ์ตัวโตๆนะจะได้สวดกัน ก่อนนี้เราอยู่ในป่าช้า แรมค่ำหนึ่งหรือสองค่ำ เดือนยังไม่ทันพ้นยอดไม้ เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ฝันว่ามีคนมาสวดอาการวัตตาสูตรให้กับเรา บอกจะป้องกันไว้ให้ ป่าช้าก็สะท้านหวั่นไหวเหมือนพายุพัดอึกทึก เหมือนวัวควายมันกำลังวิ่งมา หมาที่อยู่ที่นั่นมันก็เห่าแบบกลัวเลยนะ แต่เราก็ไม่หวั่นไหวเลย นั่งเฉย พอรุ่งเช้าเราไปดูก็เห็นกิ่งยางกับต้นไม้ในป่าช้าหักจริงๆ พออีก 2 วัน ก็ฝันว่าให้เราท่องมนต์บทนี้ ทั้งๆ ที่เราสวดไม่ได้ พอรุ่งขึ้นไปบิณฑบาตก็มีคนมาใส่บาตรเอาบทสวดนี้มาให้กับเรา เราก็เลยสวด สวดจนขึ้นใจแบบท่องปาติโมกข์ พอได้กรรมฐานเลยไม่ได้สวดเลย ท่องบทนี้ไปที่ไหนไม่อดอยากนะ ใครท่องแล้วไปไหนจะไม่อดอยาก จะไม่ตายโหง หมาบ้า ควายบ้า จะไม่ทำลายได้ มีอานุภาพดี พิมพ์ตัวโตๆ นะ พิมพ์สีอะไร แบบไหนก็ดีทั้งนั้น สำหรับเราไม่มีอะไรไม่ดี ทุกอย่างดีหมด.
    พระคาถาสุนทรีวาณี (หัวใจพระอาการวัตตาสูตร)
    มุนินทะ วะทะ นัมพุชะ คัพภะ สัมภะวะ สุนทะรี ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง หลวงปู่ สุก ได้พระคาถาวาณีในสมัยอยุทธยา พระสงฆ์แบ่งการศึกษาออกเป็นสองฝ่าย คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คือการเล่าเรียนทางปริยัติ แปลพระบาลี เรียนพระไตรปิฎก ผ่ายวิปัสสนาธุระ เล่าเรียนทางปฏิบัติธรรม ศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เจริญสมาธิ หลวงปู่สุก พระองค์ท่านก็เป็นพระภิกษุสงฆ์ผ่ายวิปัสสนาธุระเจริญจิตภาวนาตามมรรคาที่โบราณจารย์เดินทางนี้มา บางครั้งก็เจริญโดยไม่มีเหตุขัดข้องในทางปฏิบัติสมาธิ บางครั้งก็ขัดข้องติดขัดในสมาธิเบื้องสูงในวิปัสสนาญาณ 16 หรือเรียกว่า โสฬสญาณ ในปีนั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็ออกรุกขมูลตามที่เคยปฏิบัติมาเป็นประจำทุกๆ ปี มีครั้งหนึ่งท่านไปปักกลดที่ใกล้ภูเขาแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้ๆ ภูเขานั้น มีก้อนหินมากมาย ทั้งก้อนใหญ่ก้อนเล็ก เมื่อท่านทำกิจต่างๆ เรียบร้อยแล้วท่านก็นั่งภายในกลดมองสำรวจรอบๆสถานที่นั้น พลันสายตาท่านก็ไปประสบกับก้อนหินก้อนหนึ่ง ก้อนใหญ่มาก มีอักษรขอมจารึกไว้แบบไม่ถาวรเหมือนจงใจเขียนไว้ให้หลวงปู่โดยเฉพาะ เพราะรอยเขียนนั้นยังใหม่อยู่ พระคาถานั้นมีใจความดังนี้ มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สัมฺภว สุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ เมื่อหลวงปู่ทราบใจความในพระคาถานี้แล้ว ท่านก็จดจำไว้จนขึ้นใจ เมื่อถึงเวลาค่ำ แล้วกลางดึกเงียบสงัด ท่านก็นั่งเข้าที่ภาวนา โดยท่านภาวนาพระคาถาวาณี ท่านทราบชื่อพระคาถานี้และวิธีใช้และที่มาของคาถานี้ด้วยญาณสมาธิของพระองค์ท่าน ดังนี้ พระคาถานี้มีชื่อว่า พระคาถาเรียกธรรม (คาถาวาณี) และเมื่อทราบว่าภาวนาไปแล้ว อาจสามารถเป็นไปเพื่อต่อต้านภัยอันตรายและห้ามบาปธรรม ยังปัญญาให้รู้ธรรม บรรลุธรรมได้ เป็นทางนำสัตว์ทั้งหลายให้ถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งกิเลสได้ และที่ของพระคาถานี้มีกล่าวไว้ใน อาการวัตตาสูตร ว่า พุทธกรธัมเมหิตัพพัง ความว่า ธรรมเป็นเครื่องกระทำความเป็นพระพุทธเจ้า คือ บารมี 10 ทัศ จะพึงมีอยู่ด้วย เพราะว่าบารมีธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอยู่เป็นอันมาก ธรรมทั้งหลายใดเป็นไปเพื่อจะให้สำเร็จ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระสารีบุตรว่า ยัญ จ สารีปุตต รัตติง ดูกรสารีบุตร ในราตรีอันใด ตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวิมุติเศวตฉัตร ณ ควงไม้อัสสัตถโพธิพฤกษ์ ก็ราตรีนั้นพระตถาคตเจ้านั้นจะระลึกถึง อาการวัตตาสูตรนี้ (พระคาถาวาณี ย่อมาจากอาการวัตตาสูตร) เป็นไปเพื่อต่อต้านรักษาภัยอันตรายและห้ามบาปธรรมทั้งปวงเพราะตถาคตมาตามระลึกอยู่ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันเป็นมรรคาแห่งสัตว์ทั้งหลายให้ถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส ในกาลนั้นตถาคตเจ้าทั้งมวลมีญาณเครื่องรู้เป็นประธานก่อน เรียกว่า พุทธประเวณีญาณ แปลว่า ญาณกำหนดรู้ธรรมเนียมแบบแผนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เคยปฏิบัติมา อันอาการวัตตาสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย 28 พระองค์ที่ล่วงไปแล้วก็ดี และตถาคตเจ้าในบัดนี้ก็ดี มิได้ระวางสักพระองค์เดียว ทำตามกันมาทุกพระองค์
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อานิสงส์ อาการาวัตสูตร

    #1
    เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต อถโข อายสฺมา สาริปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ


    #2
    พุทธาจิณณวัตต์ อถโข อายสฺมา สาริปุตฺโต / เอกมนฺตํ นิสีทิ นิสชฺช โข อายสฺมโต สาริปุตฺตสฺส / อิเม โข สตฺตา ฉินฺนมูลา อตีตสิกฺขา /
    จตูสุ อปาเยสุ วิปจฺจนฺติ

    #3
    พุทฺธกรธมฺเมหิตพฺพํ / เยเกจิ ทุปฺปญฺญา ปุคฺคลา / พุทฺธการกธมฺเม อชานิตฺวา /โกจิ โคนํ วา มหึสานํ วา /สาสนโต ปาราชิกํ อาปชฺเชยฺย /ฉินฺนมูลา / สาสโนวาท เต ปาปกมฺมํ กตฺวา / กายฺสส เภทา /ทสวสฺสสหสฺสานิ ตึสสหสฺสโกฏิโย ปาราชิกํ สมาปนฺโน


    #4
    ยญฺจ สาริปุตฺต รตฺตึ / เอตฺถนฺตเร / ญาณปุพฺพงฺคมํ / คตีตํรอปฺปฏิหตํ / อปฺปฏิหตํ อภิชฌา


    #5
    เยเกจิ สาริปุตฺต / จตฺตาโร มาเส /ตํ ตสฺมา ทีปงฺกโร หิ


    #6
    อฏฺฐวีสติยา จ อวิชฺชหิตํ / อนนฺตรํ / ยถาสตฺติ ยถาพลํ สิกฺขาตพฺพํ / สิกฺขิตุํ อสกฺโกนฺเตน / กาตุํ อสกฺโกนฺเตน / สวนิตุํ อสกฺโกนฺเตน / ทสนขสโมธาน / สุนิตุํ อสกฺโกนฺเตน / เอวํ คุณยุตฺโต โส ภควา /โสมนสฺสชาโต


    #7
    ยํ ยํ ปตฺเถติ / สเจ ปุนปฺปุนํ สมนุสฺสเรยฺย
    /ยตฺถ กตฺถจิ ภเว ชาโต

    #8
    ตึส ภยานิ / อหิภยํ วา กุกฺกุรภยํ วา โคณภยํ วา มหิสภยํ วา สีหภยํ วา หตฺถิอสฺสราชโจรภยํ วา ทณฺฑภยํ วา พยคฺฆกุมฺภณฺฑอารกฺขเทวตาภยํ วา วิหิงสา มารภยํ วา วิชฺชาธรภยํ วา สพฺพเทวโลกาธิปติภยํ วา / จกฺขุโรคาทโย / ชิฆจฺฉาปิปาสาภยํ วา


    #9
    สเจ โยโกจิ สาริปุตฺต / อิมํ สุตฺตํ สุตกาลโต ปฏิฐาย / ทุคฺคตึ โส น คจฺฉติ / วาจุคตา สกฺกลเคหํ สพฺเพรกฺขาหิ รกฺขิตุํ


    #10
    เอวํ สาริปุตฺต อิทํ สุตฺตํ มหิทฺธิกํ / มหาเดชํ มหานุภาวํ / เทสนากูฏํ คณฺเหนฺโต


    #11
    สพฺพเมกมิทํ สุตฺตํ อภิธมฺมปิฏกญฺเจว / มหาเตชํ อิทฺธิพลํ / พุทฺธคุณคณา คนฺธา / อาการวตฺตาสุตฺตํ สุตฺตมฺหิ จ ปกาสิตา คันธชาติ / บุปผาชาติ


    #12
    สทฺธาหตฺเถน วิญฺญุนา / พุทฺธคุณาปุปฺผา / ชเนน หิตกาเมน


    #13
    ราโค จิตฺตํ น ธํเสติ / ตถา โทโส จ โมโห จ /
    ตถาคเตน ปสาโท จ / สทฺธาทิเวปุลฺลคโต


    #14
    สพฺพทุกฺขพยสฺสาโย / อคฺโค เชฏฺโฐ อนุตฺตโร / ตถาคเตน สทฺธึ /* วิติกฺกเม อุปฏฺฐิเต /
    โย อุปารัมภาทิเหตุ / ศรัทธาปสาทคุณ / อารกา ฐาติ สทฺธมฺมา / โย จ ตุฏฺเฐย จิตฺเตน / ปสาทคุณ / กิเลเส เขเปตฺวา / อุปาทาน อนาสโว / ปรินิพฺพายิ / ธมฺมจารี / อสโถ / อิทิสา


    #15
    อาการวตฺตานุภาเวน สตฺตา โหนฺติ สุขปฺปตฺตา / เทวา มานุสฺสกา อุโภ / อนฺตรายา อเนกธา / วินสฺสนฺติ อเสสโต / ราชโจรคฺคินาปิ จ / สํสาเร สํสรนฺโต / นิปุราปติยายุโต / อายุปริเฉทกาล /
    อโรคา จ / อนาสวํ จ นิพฺภยํ / นิพฺพานมตุลํ สนฺตํ สเภยฺย อนาคเต / อตุลํ สนฺตํ / ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยิ / คมฺภีรํ นิปุณํ ธมฺมํ โย จ สนฺตํ ปวตฺตยิ / วฑฺฒิสฺสติ ตสฺส ยโส ยศ / พหุตพฺภกฺโข ภวติ วิปฺปวุตฺโถ สก ฆราโย จ สกฺกจฺจํ สุณาติ / ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยิ / คมฺภีรํ นิปุณํ ธมฺมํ โย จ สนฺตํ ปวตฺตยิ / วฑฺฒิสฺสติ ตสฺส ยโส ยศ / พหุตพฺภกฺโข ภวติ วิปฺปวุตฺโถ สก ฆราโย จ สกฺกจฺจํ สุณาติ /กาโย สุวณฺณวณฺโณ / ฉตฺตึส กปฺเป เทวินฺโท / ฉตฺตึส จกฺกวตฺติโย / สุวณฺณปาสาทสมฺปนฺโน / ติวิธสุขํ อิจฺฉนฺโต / มติมา อตฺถิ ทสฺสิมา / ตโต นิพฺพานสุขํ จ / นิริเย จาปิ เต จ / นวุติ กปฺปสตสหสฺสานิ / จณฺฑาลทาสี กุจฺฉิมหิ โลกนฺตนิรเยสุ จ / กุทิฏฺฐิมหิ / องฺคปจฺจงฺคสมฺปนฺโน / สุรูปาทีฆายุโก / สพฺพีติ โย วิวชฺชนฺตุ /
    มรณกาเล อสมฺมุฬฺโห / อุชุํ คจฺฉติ สุคตึ /


    #16
    โย จ สมฺมานุสฺสติ สตฺตวินยาภิธมฺมํ / โย จ ปสฺสติ สทฺธมฺมํ / อปสฺสมาโน สทฺธมฺมํ ปสฺสนฺตาปิ / อิทมโว จ ภควา / อาการวตฺตาสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา เอวํ ๚

    แผ่เมตตา
    พุทธํ อนนฺตํ ธมฺมํ อนนฺตํ จกฺกวาฬํ สงฺฆํ นิพฺพานํ

    สิ่งใดพระสรรเสริญ ขอให้มาบังเกิดในสันดานของข้าพเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นทุกชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน สิ่งใดพระใม่สรรเสริญ ขออย่าให้มาบังเกิดในสันดานของข้าพเจ้าทุก ๆ ชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้น้ำใจเลื่อมใสศรัทธายิ่งกว่าฝูงชนยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้ได้มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกชาติกว่าจะสำเร็จพระนิพพาน ขอให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในทางพระนิพพานยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุก ๆ ชาติกว่าสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้ได้มรรคญาณผลญาณยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุก ๆ ชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน จะมีบุตรแลธิดาเพื่อนศาลาที่ดี ๆ ที่มีสีลาจารวัตร์ ปราศจากพยาธิโรคา ทั้งอายุก็ให้ยืนสิ้นกาลนาน ขอให้มีสติแลปัญญาลึกซึ้งว่องไว้ อาจเล็งเห็นภัยในอดีตอนาคตปัจจุบันฉลาดเฉลียว ถ้าได้เห็นได้เรียน ได้ฟังแต่ครั้งเดียว ขอให้จำทรงไว้ได้จบพระไตรปิฎกไตรเภทไตรวิชชาสารพัดศิลปศาสตร์แพทย์ไสยเหมือนหนึ่งจารึกไว้ในแผ่นทองอันหนา เมื่อขณะจะซักถามกล่าวแก้ปฤษณา ขอให้เนื่องไปเหมือนกระแสน้ำไหลในพระมหาสมุทร์ อย่ารู้สิ้นสุดขัดข้อง ขอให้ตั้งในอัปปมาทธรรม ทั้งศรัทธาแลความเพียรกตัญญูกตเวทีไตรลักษณมรรคญาณทั้งแปด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โลกุตตรสัมปันโน อิติปิ โส ภควา ๚

    มี บุญมีทรัพย์ทั้ง ศฤงฆาร
    มี ยศศักดิ์บริวาร แน่นหล้า
    มี ฤทธิเดชปาน บรมจักร พรรดิ์แฮมีเท่า
    มี ล้นฟ้า ห่อนพ้นความตาย ๚

    แปล
    #1
    ณะบัดนี้ จ
    ะสะแดงความตามสมควรแก่ไวยยากรณบาลีที่มีมาในอาการวัตตาสูตรโดยสรุปยุต

    ในเรื่อง ความว่า ณะสมัยหนึ่ง องค์สมเดจพระผู้มีพระภาคเสดจประทับระงับพระอิริยาบถณะคิชกูฏบรรพตคีรีวรรณใกล้กันกับมหานครราชคฤห์ธานีเปนที่อาศัยโคจรบิณฑบาต

    #2
    ครั้งนั้น พระสาริบุตรพุทธสาวกผู้มีอายุจึ่งเข้าไปสู่ที่เฝ้าสมเดจพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทโดยอาการเคารพเปนอันดีแล้ว ก็นั่งอยู่ที่ควรส่วนสุดข้างหนึ่งอันปราศจากนิสัชชะโทษ ๖ ประการ / เมื่อพระสาริบุตร์ผู้มีอายุนั่งอยู่ที่อันสมควรแล้ว จึ่งแลดูซึ่งสหธรรมิกสัตว์ เกิดความปริวิตกในใจ คิดถึงกาลต่อไปในส่วนอนาคตภายน่า / อันว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่หนาไปด้วยกิเลสาสวะและอวิชชาสวะ ยังใม่ล่วงซึ่งโอฆะทั้ง ๔ คือ กามโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ อันเปนโอฆะแอ่งแก่งกันดาน มีสันดานอันรกชัฏด้วยอกุศล คือ โลภะ โทษะ โมหะ ก็กระทำซึ่งการอันเปนอกุศล เปนอาจิณณกรรม ก็ชื่อว่า มีกุศลมูลขาดเสียแล้ว มีสิกขาอันละเสียแล้ว / ก็เที่ยงที่ว่าจะไปไหม้อยู่ในอบายทั้ง ๔ เปนที่ปราศจากความสุข คือ นรกแลเปตวิสัย อสุรกายกำเนิด ติรัจฉานกำเนิด ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลายหนาไปด้วยอกุศล จะยังตนให้ตกไปไหม้อยู่ในอบายนี้


    #3
    ธรรม เครื่องกระทำซึ่งความเปนพระพุทธเจ้า คือ บารมี ๓๐ ทัศ จะพึงมิสามารถเพื่อจะห้ามกันเสียได้ซึ่งจตุราบายยิกทุกข์ทั้งหลายนั้นจะพึงมีอยู่ เพราะด้วยว่าบารมีธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอยู่เปนอันมาก จะมีอยู่แต่เท่านี้หามิได้ ธรรมทั้งหลายใดเปนไปเพื่อจะให้สำเรจพระโพธิญาณอันสมเดจพระพุทธเจ้าตรัสสะแดงไว้ในพระสูตร แลพระวินัย แลพระปรมัตถ์ อันเปนธรรมคัมภีรภาพละเอียดนัก เปนองค์ธรรมอัน
    พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสพแล้วโดยยิ่ง ล้วนเปนนิยยานิกธรรมจะนำสัตว์ให้พ้นจากวัฏฏสังสารทุกข์ได้ ดังนี้ เมื่อพระธรรมเสนาบดี พระสาริบุตร พุทธสาวก เมื่อมีความปริวิตกในจิตต์ ด้วยความกรุณาประชุมชนเกิดมาณะภายหลัง จัดให้ปฏิบัติในธรรมนั้น ๆ ให้เปนที่ป้องกันรักษาตนในพ้นจากทุกข์ภัยในอบายอย่างนี้ จึงยกกรประพุ่มหัตถ์อัญชลีกรประนมแทบบงกชบาทสมเดจพระบรมโลกนาถเจ้า แล้วจึงกราบทูลพระกรุณาว่า / ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เปนผู้มีปัญญา ยังหนาอยู่ด้วยโมหะ อวิชชา /หารู้จักพุทธการกธรรม คือ บารมีแห่งพระพุทธเจ้านั้นใม่ เพราะความที่แห่งตนเปนคนอันธพาล จะพึงกระทำซึ่งกรรมอันเปนบาปทั้งปวงนับได้พันแห่งโกฏิ์เปนอันมาก บางจำพวกก็พึงกระทำซึ่งมนุสส์ฆาฏกรรม คือ ฆ่ามนุสส์เสีย เปนต้น ฆ่าซึ่งกษัตริย์ชิงเอาราชสมบัติ แลฆ่าซึ่งมหาอำมาตย์แลปโรหิตาจารย์ ฆ่าซึ่งชนอันเปนพาลแลบัณฑิตย์ ฆ่าบรรพชิต คือ สมณะ อันเปนมหาวัชชกรรมครุกรรม / บางจำพวกฆ่าซึ่งโคแลกระบือ ฆ่าสัตว์ติรัจฉาน มีฆ่าซิงแพะแกะ ฆ่าซึ่งคชสารอัศดรกุญชรชาติ์ ด้วยสามารถความประสงค์ซึ่งมังสะแลงาอังคาพยพน้อยใหญ่ หรือกระทำซึ่งปาณาดังกล่าวมาฉนี้ด้วยสามารถโทษะความโกรธแลโมหะความหลง ชนผู้เปนคฤหัสถ์บางจำพวกผู้เปนพาลจงใจจะพึงกระทำครุกรรมอันสาหัส คือ อนันตริยกรรมทั้ง ๕ เปนต้นว่า ฆ่าซึ่งบิดาแลมารดา / ก็จะพึงถึงซึ่งความที่แห่งตนเปนผู้พ่ายแพ้จากพระศาสนา แท้จริงคฤหัสถ์ผู้ทำครุกรรมฆ่าบิดามารดาดังกล่าวมานี้ชื่อว่า ปาราชิกฝ่ายฆราวาสา เบื้องว่าบรรพชิตทั้งหลายผู้ดำรงซึ่งสิกขาบทสังวร วินัยไม่ตั้งอยู่ในอธิสิกขา ล่วงพุทธอาชญาอันเปนอนาติกมโทษ ต้องครุกาบัติแลลหุกาบัติโดยลำดับมา / จนถึงซึ่งปาราชิกาบัติ เปนผู้ขาดจากมูลในพระพุทธวจนะอันจัดซึ่งปิฎกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสูตรปิฎก พระปรมัตถปิฎก อันเปน /ชนที่ได้สมมติว่าบรรพชิตทั้งหลายนั้นจะพึงกระทำกรรมเปนบาปก็เปนเหตุจะยังตนให้ถึงซึ่งนิรยทุกข์ / เบื้องน่าแต่จุติจิตต์เพราะแตกจากชีวิตินทรีย์แล้วจะพึงไปบังเกิดในอเวจีนิรยาบาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมอันใดอันหนึ่งเล่าจะเปนธรรมอันลึกสุขุมที่สามารถอาจเพื่อจะห้ามเสียได้ซึ่งสัตว์ทั้งหลายนั้นอันจะตกไปในนรกใหญ่ คือ อเวจีนั้น จะมีอยู่บ้างหรือพระพุทธเจ้าข้า เมื่อกราบทูลดังนี้แล้ว พระผู้เปนเจ้า ธรรมเสนาบดี จึ่งกล่าวซึ่งคาถาทั้งหลายตามบรรยายพระพุทธภาสิตที่ได้สะแดงซึ่งทุกข์อันเปนผลวิบากแห่งครุกาบัติแลลหุกาบัติ ยกปาราชิกสิกขาจัดเปนมูลเฉทขึ้นสะแดงเบื้องต้นโดยกระแสอนุสนธิว่า / บรรพชิตผู้ล่วงเสียซึ่งสิกขา ถึงพร้อมแล้วซึ่งปาราชิก เปนผู้มีมูลขาดจากพระสาสนานิยามคติที่จะให้ไปอุบัติในภพเบื้องน่า คือ จะไปบังเกิดในนรกใหญ่ คือ อเวจี ไหม้อยู่ในไฟใม่รู้ดับ กำหนดนับได้ถึง ๓๐๐๐ โกฏิ์กับหมื่นปีเปนที่สุด อาการวัตตาสูตรนี้มีเนื้อความอันพิศดาร ถ้าแม้จะพรรณนาไป ก็จะเปนการอันเนิ่นช้า จำจะได้ชักซึ่งส่วนแห่งอานิสงส์ที่บุคคลที่ได้สักการะบูชาแลนับถือแลได้บ่นท่องสาธยายจำทรงไว้ได้ดังนี้เปนต้น ก็จะพึงมีอานิสงส์อันใหญ่ยิ่ง ในลำดับนั้น สมเดจพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสะแดงซึ่งอาการวัตตาสูตรกำหนดด้วยวรรค ๑๗ วรรค มีอรหาทิคุณวรรคเปนต้น จนถึงปเวณียวรรคเปนคำรพ ๑๗ ด้วยประการดังนี้แล้ว พระองค์ทรงบรรยายซึ่งอานิสังสคุณานุภาพแห่งอาการวัตตาสูตร์แก่พระสาริบุตร์ต่อไปว่า


    #4
    ดูกร สาริบุตร ก็ราตรีอันใดพระตถาคตได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเปนวิมุติเสวตฉัตร์ณควงไม้อัสสัตถะพฤกษ์โพธิมณฑล ก็ในราตรีนั้นแลพระตถาคตก็ระลึกซึ่งอาการวัตตาสูตร์นี้อันมีคุณานุภาพเพื่อเปนที่รักษาต่อต้านซึ่งภัยอันตราย แลเปนที่เร้นซ่อน เปนคติที่จะให้ไปในเบื้องน่าแห่งสัตวโลก กับทั้งเทวโลก ทั้งมารโลก พรหมโลก แลหมู่สัตว์เปนไปกับด้วยสมณะ แลพราหมณ แลสมมุติเทวดา แลมนุสส์ แลสามารถเพื่อจะห้ามเสียซึ่งบาปธรรมทั้งปวง เพราะพระตถาคตมาระลึกตามอยู่ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเปนมรรคาแห่งสัตว์ทั้งหลายให้ถึงซึ่งอันสิ้นไปแห่งทุกข์แลภัยทั้งปวงในสงสารอย่างนี้ กำหนดเพียงไรแต่นิพพานธาตุ ซึ่งอนุปาทิเสสมีกัมมัชชรูปแลวิปากขันธ์อันกรรมแลกิเลสเข้าถือเอาเหลืออยู่ใม่มีสิ้นเชื้อสิ้นเชิง / ในระวางแห่งกาลนั้น กายกรรมแห่งพระตถาคตพุทธเจ้าทั้งปวง / มีญาณเครื่องรู้เปนประธานถึงก่อน คือว่า เปนกับด้วยญาณอันปราศจากโทษ คือ โมหะ แม้ถึงวจีกรรมแลมโนกรรมแห่งพระตถาคตพุทธเจ้า ก็เปนไปแล้วด้วยญาณเหมือนอย่างนั้น / แลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แห่งพระตถาคตพุทธเจ้าที่เปนส่วนอดีตกาลล่วงแล้ว แลเปนส่วนปัจจุบัน แลอนาคตกาลภายน่าอันยังใม่มาถึง ก็เปนญาณทัสนะเครื่องที่เห็นด้วยญาณ / อันโทษทั้งหลาย เปนต้นว่า ใม่กำจัดได้ ใม่ใคร่ละแล้ว เปนกรรมผ่องแผ้วในไตรทวารด้วยประการฉะนี้


    #5
    ดูกร สาริบุตร์ ครั้นเมื่ออาการวัตตาสูตร์นี้ ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้กล่าวอยู่เปนอัตราแล้ว บาปกรรมทั้งปวงก็จะใม่ได้ช่องที่จะหยั่งลงไปในสันดาน แม้ถึงผู้นั้นจะกล่าวอยู่สักครั้งหนึ่งก็ดี จะคุ้มครองรักษาผู้นั้น / สิ้นกาลประมาณไปได้ ๔ เดือนเปนกำหนด เปนที่คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง ยกไว้แต่ภัยอันตรายที่บังเกิดแล้วแลตามผลวิบากแห่งอกุศลกรรมเท่านั้น อนึ่ง บุคคลผู้ใดอุตส่าห์ตั้งจิตต์ใม่คิดท้อถอย ได้สดับฟังซึ่งอาการวัตตาสูตร์นี้ก็ดี หรือได้เล่าเรียนแลได้บอกกล่าวก็ดี หรือได้เขียนเองแลได้ให้ผู้อื่นเขียนก็ดี หรือได้จำทรงไว้ได้ก็ดี หรือได้กระทำสักการะบูชานับถือก็ดี หรือได้ระลึกเนือง ๆ โดยเคารพพร้อมด้วยไตรประนามก็ดี จะปราถนาสิ่งใด ๆ ก็จะสำเร็จแก่บุคคลผู้นั้นตามประสงค์พร้อมทุกสิ่งสรรพ์ / เพราะเหตุกาลนั้น ท่านผู้มีปรีชาประกอบด้วยศรัทธาแลความเลื่อมใสจงกระทำซึ่งอาการวัตตาสูตร์อันจะเปนที่ผ่อนพักพึ่งอาศัยในวัฏฏะกันดาร ประหนึ่งว่าเกาะแลฝั่งได้เปนที่ตั้งอาศัยแห่งชนทั้งหลายผู้สัญจรไปในชลสาครสมุทรทะเลใหญ่ฉะนั้น


    #6
    ก็อาการวัตตาสูตร์นี้ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒๘ องค์ที่ล่วงไปแล้วก็ดี อันพระตถาคตเจ้าบัดนี้ก็ดี มิได้สละละวางทิ้งร้างให้ห่างเลยสักองค์เดียว ได้ทรงตามกันมาทุกพระองค์ / พระสูตรนี้มีคุณานุภาพยิ่ง ไม่มีสูตรอื่น ๆ จะยิ่งกว่าหามิได้ / เพราะฉนั้น ท่านผู้สัตบุรุษพุทธศาสนิกชนพึงศึกษาเปนทางเล่าเรียนเขียนไว้โดยควรแก่กำลังอย่างไร อย่าให้เสียคราวเสียสมัยที่ได้ประสพ / ก็เมื่อใม่อาจพึงศึกษาได้ด้วยความที่ตนเปนคน /มันทปัญญา ก็พึงจานจารึกลงไว้ในสมุดและใบลานให้เปนที่ดูที่นมัสการบูชาโดยเคารพ / ก็เมื่อใม่อาจเพื่อจะกระทำได้ดังกล่าวแล้วนี้ ก็ให้พึงฟังตั้งใจโดยเคารพดำรงสติให้ระลึกตามทุกบททุกบาท อย่าให้เปนสติวิปลาศปราศจากสติ เปนแต่สักว่านั่งฟังอยู่อย่างนั้น / ก็เมื่อใม่อาจเพื่อจะฟังดังกล่าวมาแล้วนี้ พึงไปสู่สถานที่อยู่แห่งบุคคลผู้ได้เล่าบ่นสาธยาย พึงประคองซึ่งประพุ่มหัตถ์ / ฟังท่านสาธยาย / ก็เมื่อใม่อาจฟังได้ดังนี้ พึงไปสู่สถานที่ท่านแสดงซึ่งอาการวัตตาสูตรนี้ ก็พึงยังจิตต์ที่ประกอบแล้วด้วยศรัทธาให้เกิดขึ้น แล้วพึงพิจารณาลูบคลำด้วยปัญญาว่า / สมเดจพระผู้มีพระภาคพระพุทธองค์ประกอบด้วยพระคุณอย่างนี้ ๆ ให้พินิจนึกระลึกตามพระคุณที่ท่านสะแดงแล้วนั้น /ให้เกิดความโสมนัสยินดีด้วยปีติในพระพุทธเจ้าเปนอารมณ์ดังนี้ ก็จักห้ามกันเสียได้ซึ่งอกุสลบาปธรรมอันจะชักนำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิทั้ง ๔ คือ นรก และเปตวิสัย อสุรกายดิรัจฉานกำเนิด ดังนี้


    #7
    บุคคลผู้นั้นจะประสงค์ซึ่งพัสดุสิ่งใด ๆ ความปราถนาสิ่งนั้น ๆ ก็จะสำเรจพร้อมแก่บุคคลผู้นั้นด้วยคุณานุภาพที่ได้ดำรงจิตต์คำนึงตามในพระพุทธคุณที่ได้สะแดงแล้วนั้น / ก็ถ้าหากว่าบุคคลผู้ใดมีศรัทธาจะระลึกตามอาการวัตตาสูตรนี้เนือง ๆ / บุคคลผู้นั้น เมื่อละเสียซึ่งอัตตภาพร่างกายในปัจจุบันชาตินี้แล้ว จะปฏิสนธิในภพเบื้องหน้าในภพใดภพหนึ่ง ก็จักใม่เกิดในดิรัจฉานในเปตวิสัย จักใม่ไปเกิดในสัญชีพนรก ในอุสุทะนรก จักใม่ไปเกิดในสังฆาฏะนรก ในโรรุวะนรก ในมหาโรรุวะนรก จักใม่ไปเกิดในตาปนรก จักใม่ไปเกิดในอเวจีนรก เช่นนี้ ด้วยผลานิสงส์ที่ตนได้เจริญซึ่งอาการวัตตาสูตรอยู่เนือง ๆ ดังกล่าวมาฉะนี้ อนึ่ง ในปัจจุบันภพก็จะเปนที่พึ่งหลีกหลบภัยอันตรายมิให้มาแผ้วพาน


    #8
    และภัย คือ อารมณ์ที่บุคคลจะพึงสดุ้งกลัวนั้น ๓๐ ประการ อนึ่ง คือ ภัยอันบังเกิดแต่ทีฆชาติงูอันมีพิศม์ /ภัยอันบังเกิดแก่สุนักข์บ้านและสุนักข์จิ้งจอกที่ดุร้ายจะขบกัด ๑ /ภัยอันบังเกิดแต่โคถึกและโคเถื่อน ๑ หรือภัยบังเกิดแต่กระบือเถื่อนและกระบือบ้านที่ดุร้ายจะขวิดชนให้ถึงเปนอันตรายแก่ชีวิต ๑ หรือภัย คือ ราชสีห์ และเสือโคร่ง และเสือเหลือง และเสือดาว และเสือแพ่วก็ดี หรือภัยเกิดแต่คชสาร และภัยเกิดแต่อัสดรภาชีจตุรงคชาติ และภัยอันบังเกิดแต่โจร และเกิดแต่เพลิงและน้ำ และภัยอันเกิดแต่มนุสส์ที่ผูกเวร หรือภัยเกิดแต่อมนุสส์ ภูตผีปิศาจเข้าสิงสู่บีบคั้นให้จลาจลวิกลจริตผิดจากมนุสส์ หรือภัยทัณฑกรรมต้องอาญาหมาย /หรือ ภัยเกิดแต่ยักษ์และกุมภัณฑ์จะมาบีบคั้นให้เปนบ้าเสียจริตกิริยาแห่งมนุสส์ และภัยเกิดแต่คนธรรพ คนธรรพ์ และอารักขเทวดา คือ โกรธปองกระทำร้าย / เบียดเบียฬ /หรือภัยเกิดแต่มารทั้ง ๕ จะมาผจญให้เกิดการวิกลเปนไปต่าง ๆ /หรือภัยเกิดแต่วิชชาธรชนผู้ทรงไว้ซึ่งวิชชาจะกระทำให้เปนอันตรายด้วยอำนาจวิทยาคุณ /หรือว่าภัยเกิดแต่มเหศรเทวราชผู้เปนใหญ่ในเทวโลกทั้งปวง รวมเปนภัยที่บุคคลจะพึงสดุ้งหวาดเสียวกลัว ๓๐ ประการ ภัยทั้ง ๓๐ ก็จะอันตรธานวินาสใม่อาจเบียดเบียฬให้เปนอันตรายได้ ทั้งโรคที่จะบังเกิดขึ้นเบียดเบียฬกายเสียดแทงอวยวน้อยใหญ่ทั้งภายในและภายนอก เปนต้นว่า โรคในจักษุ ก็จะรงับเสื่อมสร่างบางเบาลง /หรือว่าภัยอันบังเกิดแต่ความอยากเพื่อจะบริโภคอาหาร และความหวังดื่มกินซึ่งน้ำเพราะความกระหายหอบด้วยโรคภายใน ก็จะวินาสเสื่อมหายด้วยคุณานุภาพที่ได้สาธยายท่องบ่นจำทรงซึ่งอาการวัตตาสูตรนี้เนือง ๆ โดยนัยดังกล่าวมาด้วยประการฉะนี้


    #9
    ถ้าหากว่าบุคคลผู้ใดใครผู้หนึ่งจะพึงกระทำซึ่งปาณาติบาต คือ ปลงเสียซึ่งชีวิตแห่งสัตว์ให้ตกล่วงไปเปนวัชชะกรรมชักนำผลให้ไปปฏิสนธิในจตุราบายนั้นไซร้ / จำเดิมแต่ได้สดับฟังซึ่งอากรวัตตาสูตรนี้ด้วยศรัทธาจิตตประสาทเลื่อมใส ก็อาจปิดบังห้ามกันไว้ซึ่งกรรมนั้น / บุคคลผู้นั้นจะยังใม่ไปสู่ทุคติกำหนดโดยกาลประมาณ ๙๐ แสนกัลป์ฉะนี้ นี้เปนอานิสงสผลที่ได้ท่องได้บ่นได้ทรงจำซึ่งกระแสแห่งอาการวัตตาสูตรให้เปน / อนึ่ง เคหะสถานทั้งสิ้นแสนแห่ง ผู้นั้นจะมีผู้รักษาแล้ว ด้วยเครื่องรักษาทั้งปวง เทพยดาทั้งหลายในฉะกามาพจรสถานนั้นทั้ง ๖ ชั้นฟ้าย่อมจะพิทักษ์รักษาให้นิราศภัยอันตราย


    #10
    ดูกร สาริบุตร์ อาการวัตตาสูตรนี้มีอิทธิฤทธิ์ใหญ่หลวง / มีเดชานุภาพยิ่งนัก มีพลกำลังมาก มีอานิสงสคุณอันไพศาล ด้วยประการฉะนี้ สมเดจบรมสากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอธิบายซึ่งอิทธิเดชานุภาพแห่งอาการวัตตาสูตรนี้แล้ว / เมื่อพระองค์ถือเอายอดแห่งเทศนา จึงตรัสซึ่งพระคาถาทั้งหลายดังนี้ว่า


    #11
    เปนต้น อธิบายความในพระคาถาว่า อากรวัตตาสูตรนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เปนพระสัพพัญญูรู้ซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงได้พิจารณาลูบคลำซึ่งพระอภิธรรมปิฎกด้วย ซึ่งพระสุตันตปิฎก ซึ่งพระวินัยปิฎกด้วย ประกาศไว้แล้ว / มีพระเดชมาก มีฤทธิ์และกำลังใหญ่หลวง ประดับแล้วด้วยวรรค ๑๗ วรรคดังกล่าวแล้วในหนหลัง แต่ล้วนสะแดงซึ่งพุทธคุณ คือ พระบารมีของสมเดจพระพุทธเจ้า /กลิ่นหอมทั้งหลาย คือ ประชุมแห่งหมู่พระพุทธคุณ เปนกลิ่นอันอุดมประเสริฐสูงสุดกว่ากลิ่นคันธชาติทั้งปวงที่มนุสส์และเทวดากำหนดว่า เปนกลิ่นอันดี / แห่งหมู่พระพุทธเจ้าทั้งปวงเหล่านั้น เราผู้ตถาคตได้สะแดงแล้วในอาการวัตตาสูตรนี้


    #12
    อันวิญญชนผู้มีปรีชาพึงลูบคลำเถิดด้วยมือ คือ ศรัทธาความที่ตั้งจิตต์ไว้ชอบในกาลทุกเมื่อ / คือ หมู่แห่งพระพุทธคุณ เปนบุปผาชาติอันอุดมกว่าบุปผาชาติที่เทวดาและมนุสส์ทั้งหลายมานิยมว่า ประเสริฐนั้น คือ หมู่พระพุทธเจ้าทั้งนั้น เราผู้ตถาคตได้ประกาศแล้วในอาการวัตตาสูตรนี้ / ชนผู้ใคร่ซึ่งประโยชน์เกื้อกูลอุดหนุนแก่ตนในโลกเบื้องหน้าพึงประดับประดาทัดทรงไว้ด้วยใจศรัทธาทุกเมื่อเถิด ดังนี้


    #13
    ราค คือ ความกำหนด จะได้กำจัดซึ่งจิตต์แห่งบุคคลนั้นหามิได้ / ถึงโทสแลโมหก็จะใม่กำจัดซึ่งจิตต์แห่งบุคคลผู้นั้นให้ขุ่นข้องหมองมัวไปได้ / บุคคลนั้นก็จะมีความประสาทเลื่อมใสในพระตถาคตผู้เปนอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และจะมีคารวะเคารพในพระตถาคต และเคารพในพระสัทธรรม และพระสงฆ์ชินบุตร / จะถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยคุณ มีศรัทธาเปนต้น จะมากไปด้วยปรีดาปราโมทย์ในพระพุทธคุณ ดังนี้


    #14
    ร่างกายอันบุคคลอบรมอยู่แล้วด้วยพระพุทธคุณอันเปนเครื่องหมดสิ้นแห่งทุกข์ภัยไกลจากราคาทิกิเลส ดังนี้ / ก็เปนกายเลิศประเสริฐยิ่ง ควรจะพึงบูชา ประหนึ่งว่าเรือนพระเจดีย์อันเปนที่บูชาฉะนั้น / บุคคลที่มีจิตตสันดานอบรมอยู่ด้วยพุทธคุณนั้นเหมือนได้อยู่ณที่เดียวกันกับด้วยพระตถาคตพุทธเจ้า / * ครั้นเมื่อวัตถุอันจะพึงล่วงในสิกขาบทบัญญัติจักเปนอาณาวิติกกมโทษจะมีปรากฎเฉพาะหน้าก็ดี บุคคลผู้นั้นก็จะตั้งไว้ซึ่งหิริความละอายแลโอตตัปปะความสดุ้งต่อบาปแลโทษ ประหนึ่งว่าตั้งอยู่ในที่มีหน้าพร้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น ก็ใม่อาจล่วงเกินซึ่งสิกขาบทบัญญัติในครุกาบัติและลหุกาบัตินั้น ๆ ได้ ข้อนี้ก็เปนคุณาสเนยิฏฐธรรมที่ได้หมั่นคำนึงซึ่งอตุลบารมีที่กล่าวไว่ในอาการวัตตาสูตรนี้ / ว่า บุคคลผู้ใดมี / ความเลื่อมใส ย่อมสดับฟังคำสั่งสอนแห่งสมเดจพระชินวรวิสุทธิศาสดาจารย์ เพราะเหตุแห่งโทษเขาปรารภ คือ ประสพความสรรเสริญและลาภยศเปนต้น / บุคคลผู้นั้นก็จะตั้งอยู่ในที่ไกลจากพระสัทธรรม ประหนึ่งว่าพื้นปถพีเปนของไกลกันกับอากาศฉะนั้น บุคคลผู้นั้นก็จักเสื่อมจากพระสัทธรรม ประหนึ่งว่าปริมณฑลแห่งพระจันทร์อันหมดศรีรัศมีในดิถีกาฬนักขัตตฉะนั้น / บุคคลใดมีจิตต์แล้วด้วยศรัทธา / ย่อมสดับฟังซึ่งคำสั่งสอนแห่งสมเดจพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ผจญเสียซึ่งข้าศึก คือ กิเลสแลหมู่มาร ด้วยจิตต์ชื่นบานภิรมย์ปราศจากโทษอันมีปรารภ คือ แลเห็นแก่ลาภ แลยศ แลความสรรเสริญ เปนต้น ดังกล่าวมาแล้วนี้ / บุคคลผู้นั้นก็จะยังกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นด้วยตทังคปหานแลวิกขัมภนปหานโดยลำดับ ๆ กันไปจนถึงละกิเลสด้วยสมุจเฉทปหานหมดสิ้นเชื้อ / เปนผู้วิสุทธิในสันดาน ใม่มีอาสวะเครื่องดองเนืองนองแต่อนันตชาติ / ก็จะดับขันธปรินิพพานหมดภพสิ้นกันดาร คือ ชาติและชราพยาธิมรณะ อันเปนบรมสุข ดังนี้ ด้วยอานิสงสคุณที่ได้สดับรับปฏิบัติตามทางพระสัทธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนไว้ / ดุจประหนึ่งนรชนทั้งหลายเหล่าใดประกอบด้วยคุณ คือ ศรัทธาและปัญญา เปนต้น เคารพในสัทธรรมและได้ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อในพระสัทธรรม / เปนผู้ไม่กล่าวดี คือ ใม่อวดแสดงซึ่งคุณที่ใม่มีในตน เปนเหตุจะให้คนอื่นมีความพิศวง ชนทั้งหลายนั้นได้ชื่อว่า ปฏิบัติซื่อตรงตามมรรคาแห่งอมตธรรม คือ พระนิพพาน ความสุขสำราญกายสบายจิตต์ก็จะบังเกิดมีในภพนี้และโลกหน้า / ด้วยตนเคารพนับถือพระสัทธรรมและปฏิบัติตามดังกล่าวแล้วนั้น ด้วยประการดังนี้


    #15
    สัตว์ทั้งหลายจะถึงซึ่งความสุขนิรทุกข์นิรภัยปราศจากอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพแห่งอาการวัตตาสูตรนี้ / เทวดาแลมนุสส์ทั้งหลายก็จะแลดูซึ่งกันแลกันด้วยจิตต์เมตตา มิได้มีวิหิงสาอาธรรม์ที่จะเบียดเบียฬในความลำบากกายระทมใจ ดังนี้ ด้วยอานุภาพแห่งอาการวัตตาสูตรนี้ / อันตรายทั้งหลายที่เปนไปในภายในแลภายนอกมีมากใช่อย่างหนึ่งแลอย่างเดียว / ก็ย่อมวินาสเสื่อมสูญพินาศฉิบหายด้วยอานุภาพแห่งอาการวัตตาสูตรนี้ /ภัยอันตรายทั้งหลายอันจะเกิดขึ้นแต่ราชาผู้ปกครองรักษาบังคับปฐพีมณฑล แลจะเกิดแต่โจรจะทำร้าย แลเพลิงไหม้ แลน้ำท่วมมากเกินประมาณ อันตรายเหล่านั้นก็จะวินาสฉิบหายมิได้เหลือ ใม่อาจทำอันตรายให้แก่ชนทั้งหลายนั้นได้ แม้ถึงว่าสัตว์ดุร้าย เปนต้นว่า สีหะ แลพยัคฆะ ก็ใม่อาจเบียดเบียฬทำร้ายได้ / เมื่อผู้นั้นยังท่องเที่ยวเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสาร / จะเปนผู้มีปัญญาอันเลอียดสุขุมภาพแลจะมีชนมายุยืนยงคงทนจนเท่าถึง / อายุขัยเปนกำหนดจึงตาย จะได้ตายด้วยอกาลมรณะนั้นหามิได้ / บุคคลผู้นั้นจะเปนผู้ใม่มีโรคาพยาธิที่จะเสียดแทงให้ฟกช้ำระกำกาย / ก็สถานถิ่นประเทศใดอันสมเดจพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สะแดงไว้แล้วว่า เปนที่ใม่มีอาสวกิเลสแลเปนที่เกษมสุขสิ้นทุกข์ภัย ใม่มีข้าศึกสิ่งใดจะมาผจญให้ถึงซึ่งพ่ายแพ้ได้ /บุคคลผู้นั้นก็จะพึงได้สถานประเทศนั้น กล่าวคือ พระนิพพาน /ใม่มีธรรมอื่น ๆ ที่จะเปนคู่เปรียบให้เท่าถึงได้ เปนธรรมอันระงับได้แท้ ในอนาคตกาลเบื้องหน้ายังใม่มีถึง ดังนี้ เพราะอานิสังสผลที่ได้ระลึกตามเนือง ๆ ซึ่งพระพุทธคุณวิบูลบารมี /ผู้นั้นก็จะสำเรจซึ่งไตรวิชชาแลอภิญญา ๖ ประการ ก็จะยังทิพพจักขุญาณให้บริสุทธผ่องใส อาจเห็นในรูปารมณ์โดยประสงค์ ประหนึ่งว่าทิพพจักษุแห่งองค์มเหศรสักกเทวราชฉะนั้น / ก็บุคคลผู้ใดมีความเลื่อมใสโสมนัสปรีดาปสาทศรัทธาเปนเค้ามูล ได้กระทำอาการวัตตาสูตรอันเปนธรรมลึกซึ้งเลอียดอันเจือไปด้วยพระวินัยแลพระปรมัตถปิฎกให้ประพฤติเปนไป คือว่า ได้จดจารึกลงไว้ในสมุดแลใบลานก็ดี เพื่อจะให้เปนหิตานุหิตประโยชน์แก่บุคคลผู้โสมนัสต่อไปณเบื้องหน้า / กล่าวคือ จะมีผู้บูชาแลนับถือ จักเจริญแก่บุคคลผู้นั้นเปนนิรันดรมิได้ขาด /บุคคลผู้ใดได้มีถึง ดังนี้ เพราะอานิสังสผลที่ได้ระลึกตามเนือง ๆ ซึ่งพระพุทธคุณวิบูลบารมี / ผู้นั้นก็จะสำเรจซึ่งไตรวิชชาแลอภิญญา ๖ ประการ ก็จะยังทิพพจักขุญาณให้บริสุทธผ่องใส อาจเห็นในรูปารมณ์โดยประสงค์ ประหนึ่งว่าทิพพจักษุแห่งองค์มเหศรสักกเทวราชฉะนั้น / ก็บุคคลผู้ใดมีความเลื่อมใสโสมนัสปรีดาปสาทศรัทธาเปนเค้ามูล ได้กระทำอาการวัตตาสูตรอันเปนธรรมลึกซึ้งเลอียดอันเจือไปด้วยพระวินัยแลพระปรมัตถปิฎกให้ประพฤติเปนไป คือว่า ได้จดจารึกลงไว้ในสมุดแลใบลานก็ดี เพื่อจะให้เปนหิตานุหิตประโยชน์แก่บุคคลผู้โสมนัสต่อไปณเบื้องหน้า /
    กล่าวคือ จะมีผู้บูชาแลนับถือ จักเจริญแก่บุคคลผู้นั้นเปนนิรันดรมิได้ขาด / บุคคลผู้ใดได้มากแขงขยัน กล้าต่อยุทธนาต่อข้าศึกสัตรูหมู่ไพรีใม่ย่อท้อ / ทั้งฉวีวรรณ์ก็ผ่องใสดุจทองธรรมชาติ ทั้งจักษุประสาทก็รุ่งเรืองงามบมิได้วิปริต อาจแลดูทั่วทิศานุทิศซึ่งสรรพรูปทั้งปวง / จะได้เปนพระอินทร์ปิ่นพิภพดาวดึงส์กำหนดถึง ๓๖ กัลป์โดยประมาณ / จักได้สมบัติจักรพัตราธิราชผู้เปนอิสรในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒๐๐๐ เปนบริวาร กำหนดนานถึง ๓๖ กัลป์ / จะถึงพร้อมด้วยปราสาทอันเปนวิการแห่งทอง ควรจะปรีดา บริบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการเปนของเกิดสำหรับบุญแห่งบรมจักรพัตราธิราช จะตั้งอยู่ในสมบัติสุขโดยกำหนดกาล / อนึ่ง เมื่อผู้นั้นจะปราถนาซึ่งสุข ๓ ประการ คือ สุขในมนุสส์ แลสุขสวรรค์ แลสุขพระนิพพานนั้น ก็จะได้สำเรจโดยปราถนา / เมื่อยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร อานิสงส์คงจะอภิบาลตามประคองไปให้มีปัญญาเฉียบแหลมว่องไว้ จะเปนผู้รู้อัตถธรรมอันสุขุมเลอียดลึกซึ้งอาจรู้ทั่วถึงด้วยกำลังปรีชา / เมื่อกาลอันเปนอวสานที่สุดชาติ ก็จะได้บรรลุแก่พระอมตมหานิพพานเปนบรมสุขตามอริยโวหาร / อนึ่ง เมื่อบุคคลนั้นยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร จะใม่ไปอุบัติบังเกิดในนรก ใม่ไปเกิดในเปตวิสัย ใม่ไปบังเกิดในอสุรกาย จะใม่ไปเกิดในดิรัจฉานกำเนิด จะใม่ไปเกิดในโลหกุมภี แลเวตรณี แลอเวจีมหานรกใหญ่ทั้งหลาย / กำหนดนับถึง ๙๐ แสนกัลป์เปนประมาณ /

    อนึ่ง ผู้นั้นจะใม่ไปเกิดในตระกูลแห่งหญิงจัณฑาลเข็ญใจแลแห่งทาษีหีนชาติตระกูล แลจะใม่ไปเกิดในโลกันตนรกอันมีในโลก / จะใม่ไปเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอานิสงส์ที่ได้ฟังพระสูตรนี้ แลยังใม่สุดสิ้นตามสนองไป คือ จะใม่ได้ไปเกิดเปนหญิง แลเปนอุภโตเพียญชนกมีเพศทั้งสองฝ่าย แลมิได้เกิดเปนบัณเฑาะเปนกะเทยที่เปนอภัพพบุคคล / ผู้นั้นเกิดในภพใด ๆ จะเปนผู้ถึงพร้อมด้วยอังคาพยพน้อยใหญ่บริบูรณ์ใม่วิกลวิการ / จะเปนผู้มีรูปทรงสัณฐานงามดีเปนที่เลื่อมใสแก่มหาชนผู้ได้ทัศนาใม่เบื่อหน่าย จะเปนผู้มีสีลมีศรัทธาธิคุณบริบูรณ์ที่การจะบริจาคทานใม่เบื่อหน่าย / ทั้งสรรพอันตรายแลความจัญไรภัยพิบัติก็จะขจัดบำบัดไป ทั้งสรรพอาพาธที่บังเกิดเบียฬกายก็จะสงบระงับดับคลายลง ด้วยคุณานิสังสผลที่ตนได้สดับฟังซึ่งพระสูตรพุทธวัยยากรณภาสิตอันเปนธรรมโอสถเศษ/ ในมรณาสันนกาลใกล้แก่มรณะ ก็จะเปนผู้ใม่หลง จะดำรงสตินั้นไว้ได้ ให้เปนทางสุคติที่จะดำเนิรปฏิสนธิในภพหน้า / เมื่อแตกแห่งกายทำลายเบ็ญจขันธ์แล้ว ก็จะตรงไปสู่สุคติ เสวยสุขสมบัติตามใจประสงค์

    #16
    นรชนผู้ใดเห็นตามโดยชอบซึ่งสูตรอันเจือปนด้วยพระวินัยพระปรมัตถ์ มีนามบัญญัติชื่อว่า อาการวัตตาสูตร มีข้อความกล่าวแล้วนั้น ๆ สำเรจดังกมลที่ได้มุ่งมาทปราถนา / ก็บุคคลผู้ใดได้เห็นสัทธรรม บุคคลผู้นั้นก็จะได้ชื่อว่า ได้เห็นเราผู้ตถาคตพุทธเจ้า / ผู้ใดเมื่อใม่เห็นซึ่งพระสัทธรรม ถึงจะได้เห็นได้ประสพพบเราผู้ตถาคต ก็ชื่อว่า ใม่ได้ประสพพบเราผู้ตถาคต เปนผู้ไกลจากเราผู้ตถาคต ดังนี้ องค์พระจอมมุนีผู้ทรงพระภาคตรัสประกาศซึ่งคุณเดชานุภาพแลอานิสงผลแห่งอาการวัตตาสูตรโดยเวยยากรณบาลีดังนี้จบลงแล้ว /* ธัมมาภิสมัย คือ ตรัสรู้มรรคแลผล ก็บังเกิดมีแก่หมู่ชนทั้งหลายที่ได้สดับฟังประมาร ๘๐ พันโกฏิ์ ด้วยประการดังนี้ / สมเด็จพระมหากรุณาผู้ทรงพระภาคตรัสสะแดงซึ่งอาการวัตตาสูตรนี้จบลงแล้ว พระสาริบุตรพุทธสาวกก็ชื่นชมยินดีต่อพุทธภาสิตแห่งองค์สมเด็จพระภควันตบพิตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้ ฯ / จบพระอาการวัตตาสูต บริบูรณ์แต่เท่านี้ ๚

    พุทธํ อนนฺตํ ธมฺมํ อนนฺตํ จกฺกวาฬํ สงฺฆํ นิพฺพานํ

    สิ่งใดพระสรรเสริญ ขอให้มาบังเกิดในสันดานของข้าพเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นทุกชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน สิ่งใดพระใม่สรรเสริญ ขออย่าให้มาบังเกิดในสันดานของข้าพเจ้าทุก ๆ ชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้น้ำใจเลื่อมใสศรัทธายิ่งกว่าฝูงชนยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้ได้มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกชาติกว่าจะสำเร็จพระนิพพาน ขอให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในทางพระนิพพานยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุก ๆ ชาติกว่าสำเร็จแก่พระนิพพาน ขอให้ได้มรรคญาณผลญาณยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุก ๆ ชาติกว่าจะสำเร็จแก่พระนิพพาน จะมีบุตรแลธิดาเพื่อนศาลาที่ดี ๆ ที่มีสีลาจารวัตร์ ปราศจากพยาธิโรคา ทั้งอายุก็ให้ยืนสิ้นกาลนาน ขอให้มีสติแลปัญญาลึกซึ้งว่องไว้ อาจเล็งเห็นภัยในอดีตอนาคตปัจจุบันฉลาดเฉลียว ถ้าได้เห็นได้เรียน ได้ฟังแต่ครั้งเดียว ขอให้จำทรงไว้ได้จบพระไตรปิฎกไตรเภทไตรวิชชาสารพัดศิลปศาสตร์แพทย์ไสยเหมือนหนึ่งจารึกไว้ในแผ่นทองอันหนา เมื่อขณะจะซักถามกล่าวแก้ปฤษณา ขอให้เนื่องไปเหมือนกระแสน้ำไหลในพระมหาสมุทร์ อย่ารู้สิ้นสุดขัดข้อง ขอให้ตั้งในอัปปมาทธรรม ทั้งศรัทธาแลความเพียรกตัญญูกตเวทีไตรลักษณมรรคญาณทั้งแปด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โลกุตตรสัมปันโน อิติปิ โส ภควา ๚

    มี บุญมีทรัพย์ทั้ง ศฤงฆาร
    มี ยศศักดิ์บริวาร แน่นหล้า
    มี ฤทธิเดชปาน บรมจักร พรรดิ์แฮมีเท่า
    มี ล้นฟ้า ห่อนพ้นความตาย ๚

    โรงพิมพ์ธรรมพิทยาคาร ถนนเข้าสาร พระนคร
    รับพิมพ์หนังสือ ใบเสร็จ ฎีกา ๗/๑๐/๗๓
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม บล็อกเกอร์ด้านอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติของจีน (National Financial Regulatory Administration) ระบุว่า
    จนถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2025 มีประชาชนทั่วประเทศที่ ค้างชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน หรือที่เรียกว่า “ผู้หยุดจ่ายสินเชื่อ (断供者)” แล้วกว่า 1.87 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 35.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ขณะเดียวกัน จีนมีประชาชนที่มีประวัติเครดิตรวมกว่า 800 ล้านคน โดยในจำนวนนั้นมีอย่างน้อย 120 ล้านคน ที่มีปัญหาการชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัด

    บล็อกเกอร์รายดังกล่าวชี้ว่า “คนจีนจำนวนมากเริ่มเลือกที่จะไม่จ่ายค่าผ่อนบ้าน” ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันสองประการคือ ราคาบ้านตกต่ำ และ รายได้ลดลง

    ปัจจัยแรก: ราคาบ้านที่ร่วงลงอย่างหนักทำให้จำนวนครัวเรือนที่ตกอยู่ในสภาวะ “สินทรัพย์ติดลบ” เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ มูลค่าบ้านต่ำกว่ายอดเงินกู้ที่ยังค้างอยู่ ทำให้ผู้ซื้อบางรายเลือก “หยุดจ่าย” เพราะไม่มีแรงจูงใจในการชำระต่อ
    รายงานจาก มหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern University of Finance and Economics) ระบุว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 ครัวเรือนที่อยู่ในภาวะ “หนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน” มีสัดส่วนสูงถึง 12.7% ของผู้กู้สินเชื่อบ้านทั่วประเทศ

    ปัจจัยที่สอง: รายได้ที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและการศึกษาเอกชน (ติว/สถาบันการสอน) ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 รายได้เฉลี่ยลดลงกว่า 30% และกลุ่มคนทำงานในสองอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนของผู้หยุดจ่ายสินเชื่อถึง 43%
    ขณะเดียวกัน กลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 25–35 ปี มีอัตราการว่างงานสูงถึง 8.9% โดยคิดเป็น 58% ของผู้หยุดจ่ายสินเชื่อทั้งหมด

    นอกจากนี้ ตามรายงานของ Lianhe Zaobao (聯合早報) ระบุว่าในเดือนตุลาคม 2025 ราคาบ้านมือสองเฉลี่ยทั่วประเทศของจีน ลดลงมากกว่า 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    สรุป:
    ภาวะ “หยุดจ่ายสินเชื่อบ้าน” กำลังกลายเป็นสัญญาณวิกฤติทางสังคมใหม่ในจีน สะท้อนถึงแรงกดดันจากทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดิ่งลง และรายได้ของประชาชนที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง

    FB_IMG_1762097478902.jpg FB_IMG_1762097480824.jpg

    https://www.facebook.com/share/1Bmraa5PHZ/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน
    https://www.thansettakij.com/economy/642995

    เศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก โตต่ำสุดภูมิภาค จับตากำลังซื้ออ่อน-หนี้พุ่ง เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน
    .
    จับสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยปีหน้า โตเพียง 1.6-1.8% เสี่ยงกระทบธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมือง กำลังซื้ออ่อน หนี้ครัวเรือนสูง และภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น ขณะที่ SMEs อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรงขึ้น
    .
    สัญญาณเศรษฐกิจไทยปี 2569 ส่อแววเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพียง 1.6-1.8% จากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่รอรัฐบาลใหม่ กำลังซื้อประชาชนเปราะบางตามทิศทางหนี้ครัวเรือนสูง และการท่องเที่ยวยังไม่คืนแรงเต็มที่ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในโหมดทรงตัวต่อเนื่องและมีความเสี่ยงซบเซา
    .
    ข้อมูลจากนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่เผชิญความยากลำบากจากการขาดสภาพคล่อง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้น “คนละครึ่งพลัส” แม้ช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง
    .
    ส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้เติบโตโดดเด่นตามการขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ แม้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนและตลาดจีนชะลอตัว อย่างไรก็ดีภาคเกษตรยังเผชิญราคาตกต่ำและกำลังซื้อในชนบทอ่อนแรง จึงจำเป็นต้องจับตาความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อและมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม
    .
    ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ควรเตรียมกลยุทธ์เสริมสภาพคล่อง และปรับตัวรับการแข่งขันสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนควรบริหารรายรับ-รายจ่ายอย่างรอบคอบ ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจผันผวนและความไม่แน่นอนด้านการเมืองที่อาจยืดเยื้อจนถึงกลางปีหน้า

    #เศรษฐกิจไทย2569 #GDPไทย #ธุรกิจไทย #SME #มนุษย์เงินเดือน #หนี้ครัวเรือน #ฐานเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/1Fd3KB5hyw/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #สภาพคล่องของสถาบันการเงิน เริ่มเหือดหาย นับตั้งแต่ Fed เริ่มลด QE: Quantitative Easing tapering (ลดการซื้อสินทรัพย์: Assets); พฤศจิกายน 2021... แล้วเริ่มหยุดซื้อสินทรัพย์; มีนาคม 2022... แล้ว Fed เริ่มขายสินทรัพย์ และ ปล่อยให้สินทรัพย์หมดอายุ... เพื่อดูดสภาพคล่องออกจากระบบ (ทำ QT: Quantitative Tightening); มิถุนายน 2022 เพื่อลดขนาดงบดุล (ลดขนาด Balance sheet) ของ Fed เพื่อ ควบคุมเงินเฟ้อ..

    #มาบัดนี้... สถาบันการเงิน เริ่มต้องเพิ่มการกู้เงินฉุกเฉินรายวัน จาก Fed ผ่านช่องทาง #SRF: Standing Repo Facility; เริ่มนำมาใช้ ปี 2021... ล่าสุดมียอดซื้อสินทรัพย์รวมทั้งหมด (ปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินโดยใช้หลักทรัพย์คุณภาพสูงค้ำประกัน เช่น Treasury bonds, MBS: Mortgage Backed Securities) ทะลุ 50 พันล้าน ดอลลาร์; ดอกเบี้ยต่ำสุด: Minimum rate คือ 4.00%..

    เนื่องจาก... บรรดาสถาบันการเงิน ล้วนขาดสภาพคล่อง ไม่อาจปล่อยกู้ให้กันได้ง่ายๆ... ดอกเบี้ยเฉลี่ยตามน้ำหนักของการทำธุรกรรมปล่อยกู้ระหว่างสถาบันการเงิน โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันใน 1 วัน (#SOFR: Secured Overnight Financing Rate) อยู่ในระดับสูง (4.04%; 30 ตุลาคม แต่ลดจาก 4.81% เมื่อปีที่แล้ว และลดจากวันที่ผ่านมา ที่ 4.27%)... มียอดรวมของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันของ SOFR สูงกว่า 1 ล้านล้าน ดอลลาร์..

    (SOFR คือค่าเฉลี่ยตามน้ำหนัก ของดอกเบี้ย #Repo: Repurchase Agreement rate ของแต่ละคู่สัญญาทั้งหมด ที่มีการทำธุรกรรมบนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ใน 1 วัน... ใช้เป็นดอกเบี้ยอ้างอิง: Benchmark ของตลาดเงิน)..

    ระยะห่างของดอกเบี้ย SOFR กับดอกเบี้ยอื่นในตลาด: Market rates หรือ กับ Reverse repo (ON RRP: OverNight Reverse Repo) ในระยะสั้นเหมือนกัน (#SOFR #spread)... ถ่างกว้างมากขึ้น... แสดงถึงภาวะขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน..

    (ดอกเบี้ย ON RRP: OverNight Reverse Repo กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินและดอกเบี้ยของ Fed; FOMC: Federal Open Market Committee... ที่ระดับต่ำสุด: #Floor ของดอกเบี้ยนโยบาย; #FFR: Fed Funds Rate)..

    #เรียงลำดับ 4 ประเภทดอกเบี้ย... ที่ Fed ใช้ควบคุมดอกเบี้ยในตลาดเงิน (MMF: Money Market Funds) ให้อยู่ในช่วงของดอกเบี้ยอ้างอิงของ Fed (FFR: Fed Funds Rate)... จากสูง ไปหาต่ำ ดังนี้..

    1. #Discount #Window... คือดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินจะกู้เงินจาก Fed โดยตรงได้... ช่องทางนี้ ถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย (Last resort) ในการเพิ่มสภาพคล่อง... Fed; โดย FOMC จึงกำหนดดอกเบี้ยสูงที่สุด (#Ceiling ของ #FFR); ปัจจุบันอยู่ที่ 4.25%..

    2. #IORB: Interest On Reserve Balances... คือ ดอกเบี้ยที่ กำหนดโดย คณะกรรมการบริหารของ Fed (Board of governors) ที่ Fed จะจ่ายให้สถาบันการเงิน ที่ฝากทุนสำรองส่วนเกิน (Excess reserves) เอาไว้กับ Fed (Federal Reserve Banks)... ใช้เป็นเครื่องมือเบื้องต้น เพื่อ #ควบคุมFFR ให้อยู่ในเป้าหมาย (#Target #range) ถ้ากำหนดที่อัตราสูง แปลว่า Fed กระตุ้นให้บรรดาธนาคารเอาเงินสำรองมาฝากที่ Fed มากกว่าการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ; ถ้า Fed ต้องการเพิ่มการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ (โดยธนาคารพาณิชย์) ก็กำหนด IORB ต่ำลง; 3.90% ณ 30 ตุลาคม 2025..

    3. EFFR: Effective Fed Funds Rate คือดอกเบี้ย เฉลี่ยตามน้ำหนัก ที่บรรดาสถาบันการเงินจ่ายให้กันในการทำธุรกรรมการกู้ยืมเพียงชั่วข้ามคืน ที่เกิดขึ้นจริง... #จึงถูกขับดันโดยตลาดในแต่ละวัน แล้วถูกคำนวณค่าเฉลี่ยโดย Federal Reserve Bank of New York; อยู่ที่ 3.87%; 30 ตุลาคม 2025..

    (ในขณะที่ FFR: Fed Funds Rate เป็นดอกเบี้ยนโยบาย ที่ Fed ต้องการ... กำหนดโดย FOMC ถือเป็น ช่วงดอกเบี้ยเป้าหมาย: Target range ของ EFFR... ปัจจุบัน FFR กำหนดโดย FOMC อยู่ที่ 3.75%- 4.00%)..

    4. Reverse Repo (ON RRP: OverNight Reverse Repo) กำหนดดอกเบี้ยโดย FOMC เป็นกลไกที่ Fed ขายสินทรัพย์ (เช่น Treasuries, MBS) และตกลงจะซื้อคืน... แล้วจ่ายดอกเบี้ยให้กับบรรดาสถาบันการเงิน/ธนาคาร/กองทุนตลาดเงิน... ตอบแทนให้กับเงินสำรองที่นำมาฝากไว้กับ Fed; ซื้อสินทรัพย์จาก Fed ผ่านกลไกนี้; เป็นการดูดสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ... ON RRP ทำหน้าที่รักษาเพดานล่าง (Bottom/Down) ของดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาด (Overnight interest rates; FFR) เพื่อไม่ให้ต่ำไปกว่านี้... ดอกเบี้ย Reverse repo อยู่ที่ 3.75%; 31 ตุลาคม 2025 (ลดลงจาก 4.00%)..

    การดำเนินนโยบายทางการเงิน... ผ่านดอกเบี้ยบนช่องทางต่างๆ ที่ควบคุมโดย Fed/FOMC... ล้วนทำธุรกรรมในตลาดเงิน (MMF: Money Market Funds; ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี)..

    #อ่านให้เข้าใจ... เพื่อจะได้อ่านสัญญาณทางการเงิน ที่ Fed ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยเหล่านี้... ในการทำนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เพื่อ #รักษาการจ้างงานระดับสูงสุด (Maximum employment) ร่วมกับ #รักษาเสถียรภาพของราคา (Price stability); คุมเงินเฟ้อ..

    #รู้เขารู้เรา

    #ไม่เข้าใจให้ถาม

    https://www.facebook.com/share/1FjYTT5G5p/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลายคนชอบเข้าใจว่า “ไขมันพอกตับ” เป็นโรคของคนดื่มเหล้า หรือคนอ้วนเท่านั้น
    แต่จริง ๆ แล้วคนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล เช่น
    ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ปาร์ตี้
    ก็ยังเป็น ไขมันพอกตับ ได้แบบไม่รู้ตัว
    รู้มั้ยครับว่า… คนไทย 1 ใน 4 มีไขมันพอกตับ และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเลย
    เพราะมัน “ไม่มีอาการ” ในช่วงแรก พอรู้ตัวอีกทีอาจกลายเป็น ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ ไปแล้ว
    สาเหตุจริง ๆ มันมาจาก “พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน”
    ที่เราทำซ้ำ ๆ แบบไม่รู้ตัวว่าอันตราย
    ดี๋ยวผมเล่าให้ฟังทีละข้อนะครับ
    1. กินหวาน กินแป้ง กินจุกจิก
    เราอาจจะคิดว่า “แค่กินขนมเอง ไม่ได้กินเหล้าสักหน่อย”
    แต่ความจริงคือ... น้ำตาลนี่แหละตัวดี
    พอกินเข้าไปเยอะ ๆ โดยเฉพาะแป้งขัดขาว น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผล
    ร่างกายใช้ไม่หมด มันก็ส่งต่อไปให้ “ตับ” แปรรูปเป็นไขมัน แล้วเก็บไว้ในตัวมันเอง
    โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส (ที่อยู่ในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเชื่อมข้าวโพด)
    ตับรับหน้าที่จัดการเต็ม ๆ เพราะอวัยวะอื่นใช้ไม่ค่อยได้
    พอกินทุกวัน ๆ ตับก็รับหน้าที่หนัก ไขมันสะสมไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้เลย
    2. นั่งทั้งวัน ไม่ค่อยขยับ
    ใครที่ทำงานหน้าคอมทั้งวัน แล้วเลิกงานก็กลับไปดูซีรีส์ นอน
    ผมบอกเลยว่า นี่คือพฤติกรรม “ตับรับกรรม” เต็ม ๆ
    เพราะพอเราไม่ขยับ ร่างกายก็ไม่เผาผลาญ
    น้ำตาลที่กินเข้าไปก็ไม่ได้ถูกใช้
    กลายเป็นไขมันลอยในเลือด แล้วบางส่วนก็ถูกดูดกลับเข้าตับ
    ยิ่งมีไขมันพุง ไขมันในช่องท้อง
    มันจะปล่อยกรดไขมันอิสระไหลเข้าตับได้อีก!
    เหมือน “ท่อน้ำเสีย” ต่อเข้าไปที่โรงงานตับ แล้วก็ล้นจนโรงงานพัง
    3. กินดึก นอนดึก
    รู้มั้ยครับว่า ตับของเรา “มีนาฬิกาชีวภาพเป็นของตัวเอง”
    คือมันรู้เวลาได้ว่าเมื่อไหร่ควรทำงานหนัก เช่น เผาผลาญไขมัน หรือผลิตน้ำดี
    แต่พอเรานอนดึก กินดึก หรือกินไม่เป็นเวลา
    นาฬิกาในตับจะรวนทันที → ทำงานผิดจังหวะ → เผาผลาญไขมันไม่ได้ดี
    สุดท้ายไขมันก็สะสมในตับมากขึ้นเรื่อย ๆ
    และยังรบกวนนาฬิกาของลำไส้ กล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญโดยรวมอีกด้วย
    แค่กินให้เป็นเวลา พักผ่อนให้พอ ตับก็ทำงานดีขึ้นได้จริง ๆ
    4. อ้วน น้ำหนักเยอะ หรือมีโรคประจำตัว
    เช่น ดื้ออินซูลิน หรือเบาหวาน
    ใครที่มีไขมันสะสมในช่องท้องเยอะ น้ำหนักตัวเกิน
    หรือมีภาวะ ดื้ออินซูลิน / เบาหวาน
    ร่างกายจะไม่สามารถจัดการกับน้ำตาลและไขมันได้ดี → ไขมันจึงไปสะสมในตับง่ายขึ้น
    และคนกลุ่มนี้มักมีการอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว
    ซึ่งเร่งให้ตับเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกครับ
    5. ไขมันพอกตับไม่เจ็บ ไม่เตือน แต่พอรู้ตัวอีกที อาจสายไปแล้ว
    นี่แหละประเด็นที่อันตรายที่สุดของไขมันพอกตับ
    คือมัน “ไม่แสดงอาการ” เลยในระยะแรก
    คุณอาจจะรู้สึกปกติ แข็งแรงดี
    แต่จริง ๆ แล้วตับกำลังสะสมไขมันเรื่อย ๆ
    จนวันหนึ่ง
    กลายเป็น “ตับแข็ง” หรือ “มะเร็งตับ” โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
    และพอถึงจุดที่มีอาการ เช่น ปวดตับ ท้องโต ตัวเหลือง
    แปลว่า “ตับเสียไปแล้วเกิน 70%”
    ซึ่งตอนนั้นมันไม่ใช่แค่ลดของมันหวานแล้วจะหายได้แล้ว
    ผมแนะนำว่า ควรตรวจเลือด (AST, ALT) และ FibroScan ตับอย่างน้อยปีละครั้ง
    โดยเฉพาะถ้าคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีพุง
    แล้วเราจะป้องกันตับพังได้ยังไง?
    เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวันนี่แหละ
    •ลดหวาน ลดแป้ง โดยเฉพาะน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ขวด
    •ขยับตัวทุกวัน จะเดิน จะปั่นจักรยาน
    •นอนให้พอ พักผ่อนให้ครบ 7–8 ชั่วโมง
    •ถ้ามีไขมันพุง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ตรวจตับเถอะ ปีละครั้งก็ยังดี
    •อาหารเสริมที่อาจช่วยได้ เช่น
    โคลีน (Choline) – ช่วยขับไขมันออกจากตับ
    โอเมก้า-3 – ลดการอักเสบในตับ
    ฝากด้วยนะครับ ตับเราไม่ได้พังเพราะเหล้าอย่างเดียว แต่อาหารหวาน มัน แป้งล้วน ๆ ก็พังได้
    ใครที่นั่งเยอะ ไม่ขยับ ก็ขยับให้มากขึ้นนะ ไขมันก็วิ่งเข้าตับ
    นอนดึก กินดึกก็เกี่ยว ถ้าปรับได้ก็ปรับนะครับ
    และสุดท้ายคือไม่เจ็บ ไม่ใช่ไม่เป็น… ตรวจเถอะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป
    ใครมีคำถามคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะ

    https://www.facebook.com/share/p/1N6p51XFcv/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตั้งแต่ปี 2570 คนไทยทุกคนจะต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ด้วยโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องจ่ายแบบขั้นบันได คือสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามเงินได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น

    เริ่มต้นตั้งแต่ถูกยกเว้นภาษี หากเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 150,000 บาท และสูงสุดถึง 35% หากเงินได้สูงกว่า 5,000,001 บาทขึ้นไป

    อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    1 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
    150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
    300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
    500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
    750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
    1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
    2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
    5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
    ...

    ✨ แปลว่าคนที่มีรายได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะโดนอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

    ยกตัวอย่าง หากเราเป็นคนที่ทำงานมาได้สักระยะ ฐานเงินเดือน 100,000 บาท รู้ไหมว่าปี ๆ นึง เราจะต้องจ่ายภาษีสูงถึงหลักแสน!

    คำนวณง่าย ๆ ในกรณีไม่ได้วางแผนลดหย่อนภาษีอะไรเลย ใช้แค่สิทธิพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ หักค่าใช้จ่าย (100,000 บาท) หักค่าลดหย่อนพื้นฐาน (60,000 บาท) และหักเงินประกันสังคม (9,000 บาท)

    นำตัวเลขนี้คำนวณภาษี ผลลัพธ์จะได้แบบนี้

    1️⃣ รายได้ทั้งปี (1,200,000) - ค่าใช้จ่าย (100,000) - ค่าลดหย่อนพื้นฐาน (60,000) - ประกันสังคม (9,000) = เงินได้สุทธิ 1,031,000 บาท

    2️⃣ จากนั้นเอาเงินได้สุทธิ 1,031,000 บาท ไปเทียบอัตราภาษีแบบขั้นบันได จะตกที่อัตราภาษี 25% คิดเบ็ดเสร็จออกมาแล้ว เราจะต้องจ่ายภาษีถึง 122,750 บาท

    ...

    ดังนั้น หลายคนจึงต้องมองหาตัวช่วยเพื่อบรรเทาภาษีที่หนักอึ้งแบบนี้ หนึ่งในนั้นก็คือการนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น RMF, Thai ESG และ PVD ของแต่ละบริษัท

    จริงอยู่ว่าเงินที่ซื้อกองทุนไม่ได้ถูกนำไปหักจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายแบบตรง ๆ แต่จะนำถูกไปหักลบเงินได้สุทธิให้ลดลงมา เพื่อให้ฐานภาษีต่ำลง และจ่ายภาษีในอัตราที่น้อยลง

    เช่น คนที่เงินได้สุทธิ 1,200,000 บาท ฐานภาษี 25% ก็อาจจะใช้วิธีซื้อกองทุนสัก 500,000 บาท เพื่อให้ฐานภาษีลงไปเหลือ 10% เป็นต้น

    https://www.facebook.com/share/1APzFx5y64/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง เป็นกันทุกวงการ แม้แต่ ‘ก่อสร้างไทย’ ก็ไม่เว้น
    .
    ความเปราะบางของอุตสาหกรรมนี้มาจากหลายเหตุผลมะรุมมะตุ้มกัน ทั้ง ‘คนไทย’ ซื้อบ้านไม่ไหว ‘ผู้รับเหมาจีน’ เข้ามาบุกตลาด หรือจะ ‘แรงงานต่างชาติ’ ที่มีจำนวนลดลง
    .
    ถ้าดูตัวเลข ก็จะเห็นว่าก่อสร้างไทยกำลังน่าห่วงมาก ๆ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมนี้จะอยู่ที่ 1.41 ล้านล้านบาท ในปี 2569 คือไม่ลด และไม่โตขึ้น
    .
    ถ้ามองภาพรวมอาจจะไม่แย่มาก แต่ถ้ามองแยกส่วนดี ๆ ตรงนี้เริ่มมีปัญหา เพราะในมูลค่า 1.41 ล้านล้านบาท มีที่มาจาก 2 ส่วน คือ
    .
    หนึ่ง มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐ 860,000 ล้านบาท เติบโต +1% จากปีก่อน
    .
    สอง มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชน 551,000 ล้านบาท ลดลง -1% จากปีก่อน
    .
    จะเห็นว่าตัวแบกก่อสร้างไทยคือ ภาครัฐ ที่ Mega project จากปีก่อน ๆ กำลังเริ่มเดินหน้า
    .
    แต่ภาคเอกชนกลับมีปัญหา เห็นได้จากพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่หดตัวสูงในปี 2567 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปี 2568 โดยเฉพาะการก่อสร้างที่พักอาศัยที่หดตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ส่วนการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มทรงตัว
    .
    [ แล้วทำไม อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ถึงง่วงเหงาแบบนี้? ]
    .
    คำตอบจาก SCB EIC มีอยู่หลายข้อด้วยกัน
    .
    [1] การเข้ามาของ ‘ผู้รับเหมาจีน’ ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทยเพิ่ม ในรูปแบบการใช้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างไทยเป็น ‘นอมินี’
    .
    การเข้ามาของ ‘ผู้รับเหมาจีน’ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในการเข้าประมูลงาน โดยใช้วัสดุก่อสร้าง จากจีนมากขึ้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และกระเบื้อง กระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างใน ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ ของไทย โดย ‘ผู้รับเหมาจีน’ มักจะมีประเด็นอยู่บ่อยครั้งในด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง และปัญหาด้านการส่งมอบงาน
    .
    [2] ‘ผลิตเยอะ คนซื้อน้อย’ จนบ้านล้นตลาด เพราะที่ผ่านมาอสังหาฯ ไทยมีปัญหา Oversupply หน่วยเหลือขายยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว บ้านแฝด
    .
    แถมสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ คนมีค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้มีอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อและราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ในกรณีของคอนโดมิเนียมยังมีความเสี่ยงด้านการถูกปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท
    .
    จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง ทั้งแนวราบ และคอนโด อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา
    .
    [3] ปัญหายังไม่จบแค่นั้น SCB EIC บอกว่าก่อสร้างไทยมีความท้าทายให้เผชิญผสมปนเปไปอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนแรงงานพื้นฐานชาวเมียนมาที่ลดลง กดดันให้ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น
    แถมยังเจอผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างเข้มงวดกับคุณภาพ และมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง รวมถึงขั้นตอนการก่อสร้างมากขึ้น
    .
    [ กำแพงภาษีซ้ำเติมก่อสร้างไทย ]
    .
    เรื่องยังไม่จบแค่นั้น SCB EIC บอกว่าอีกประเด็นสำคัญที่กดดันก่อสร้างไทยคือ ‘กำแพงภาษี’
    หลังจากนี้สินค้าต่างประเทศที่จะถูกระบายเข้ามาไทยมากขึ้น จากผลกระทบของสงครามการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเหล็ก ที่เผชิญการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจีน ซึ่งช่วง 7 เดือนแรกเหล็กจีนเข้ามาในไทยเพิ่มอีกเกือบล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 30%
    .
    นอกจากนี้ ไทยยังถูกซ้ำเติมด้วยเหล็กญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีแนวโน้มถูกระบายเข้ามามากขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศ เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กของสหรัฐฯ มาก่อนที่จะมีการยกเลิกการยกเว้นและปรับเพิ่มอัตราภาษี
    .
    ตัวเลขการนำเข้าเหล็กของไทยจากคู่ค้าสำคัญ ปี 2025 ช่วง 7 เดือนแรก
    .
    ญี่ปุ่น: 2.62 ล้านตัน เพิ่มจาก 2.55 ล้านตัน (+2.7%)
    เกาหลีใต้: 0.99 ล้านตัน เพิ่มจาก 0.81 ล้านตัน (+21.9%)
    .
    นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เกิดการระบายกระเบื้องจากทั้งจีน เวียดนาม และอินเดียมายังไทยมากขึ้นอีกด้วย
    .
    #BrandInside #ธุรกิจคิดใหม่
    #SCBEIC #เศรษฐกิจ #อสังหาริมทรัพย์ #การก่อสร้าง #จีน #ไทย #สงครามการค้า #Economic #RealEstate #Contruction #China #Thai #TradeWar

    https://www.facebook.com/share/19ZRD6vj2g/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สต็อกที่อยู่อาศัยทั่วไทยพุ่ง2ล้านล้านบาท กำลังซื้อหดตัว แนะดีเวลลอปเปอร์ ชะลอลงทุน
    https://www.thansettakij.com/real-estate/643123

    สัญญาณเตือนอสังหา สต็อกบ้านพุ่ง 2 ล้านล้าน กำลังซื้อหด แนะผู้ประกอบการ “ชะลอเกมลงทุน”
    .
    ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ล่าสุดข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า สต็อกที่อยู่อาศัยเหลือขายครึ่งปีแรกแตะ 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% รวม 363,813 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.5% ท่ามกลางสัญญาณกำลังซื้ออ่อนแรงจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ชะลอลงต่อเนื่อง
    .
    ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศทั้งบ้านใหม่และมือสองช่วง 8 เดือนอยู่ที่ 196,223 หน่วย ลดลง 10.6% มูลค่า 527,946 ล้านบาท ลดลง 13.6% โดยตลาดยังใช้เวลาขายนานขึ้นอย่างชัดเจน จากเฉลี่ย 36 เดือนเป็น 57 เดือน ขณะที่บ้านมือสองใช้เวลาขายเพิ่มขึ้นเป็น 12 เดือน ผู้ประกอบการหลายรายเร่งจัดโปรโมชั่นรักษาสภาพคล่อง
    .
    REIC คาดการณ์ปี 2568-2569 ตลาดอสังหาฯ ยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยปี 2568 ที่อยู่อาศัยขายใหม่จะอยู่ที่ 74,544 หน่วย ลดลง 31.2% มูลค่า 472,300 ล้านบาท ลดลง 38.6% ส่วนปี 2569 คาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% ขณะที่บ้านมือสองครองสัดส่วนโอนสูงถึง 66% ของจำนวนหน่วย และ 49% ของมูลค่า
    .
    สัญญาณตลาดยังไม่ฟื้นชัดเจน จึงแนะนำผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ เก็บความพร้อมและกระจายความเสี่ยง เนื่องจากยังมีปัจจัยท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจชะลอ ดอกเบี้ยกู้สูง และกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนแรง พร้อมจับตาผลของมาตรการรัฐด้านสินเชื่อและลดค่าโอน-จำนองซึ่งอาจช่วยพยุงตลาดระยะสั้น

    #อสังหาริมทรัพย์ #ที่อยู่อาศัยไทย #ตลาดอสังหา #เศรษฐกิจไทย #บ้านมือสอง #ฐานเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/1Jj6Z2PNB4/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนีเสือปะจระเข้! กาตาร์ขู่ปิดวาล์ว LNG ใส่ยุโรป — หนีรัสเซียสุดท้ายเจออัล-กาบีบีบคอแทน

    เหมือนคนหนีไฟแล้วโดดลงน้ำมัน—ยุโรปที่หนีแก๊สรัสเซียมาตั้งแต่สงครามยูเครน คราวนี้เจอ “เจ้าชายแห่งทะเลทราย” กาตาร์จ้องจะตัดแก๊สอีกรอบ!

    ซาอัด อัล-กาบี รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์และ CEO QatarEnergy ลั่นกลางเวที ADIPEC ว่า “ถ้า EU ไม่ยอมปรับหรือยกเลิกกฎ CSDDD ที่จะปรับบริษัทพลังงานสูงสุด 5% ของรายได้ทั่วโลก — ก็อย่าหวังได้แก๊สเรา!” พร้อมประกาศ “ผมพูดจริง ไม่ได้ขู่เล่น” น้ำเสียงเย็นเฉียบแบบคนถือวาล์วอยู่ในมือ

    กฎ CSDDD ของยุโรปตั้งใจจะ “เขียว” แต่กลับ “เผา” ตัวเอง เพราะมันบังคับบริษัทตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเรื่องแรงงานบังคับและคาร์บอนตาม Paris Agreement 1.5°C ใครไม่ผ่าน ปรับหนัก 5% ของรายได้โลก — สำหรับ QatarEnergy หมายถึงหลายพันล้านดอลลาร์ที่รัฐต้องเสีย

    เอ็กซอนยังทนไม่ไหว! CEO ดาร์เรน วูดส์ บอกว่า “กฎนี้โหดเกินไป ต้องตรวจทุกกิจการทั่วโลกแม้ไม่เกี่ยวกับยุโรป ถ้าไม่ปรับ…เราก็ออก!” สองยักษ์พลังงานส่งจดหมายเตือน EU ว่า “นี่ไม่ใช่กฎสิ่งแวดล้อม แต่คือภัยต่อความมั่นคงพลังงานยุโรป”

    ฝ่ายบรัสเซลส์ทำหน้ายิ้มอ่อน บอก “เราแค่ปกป้องสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม” แต่ในใจเริ่มหนาว เพราะเยอรมนีกับฝรั่งเศสเองก็รู้ดี — ถ้ากาตาร์ปิดวาล์วจริง ฤดูหนาวนี้ยุโรปจะ “หนาวตายก่อนโลกจะร้อน”

    ในขณะที่เอเชียยิ้มบาง ๆ จีน อินเดีย เกาหลีใต้พร้อมเปิดอ้อมแขนรับ LNG จากกาตาร์เพิ่มทันที ราคาสปอตพุ่ง 8% ในวันเดียว เรียกได้ว่ากาตาร์ “พูดคำเดียว เขย่าตลาดทั้งโลก”

    นักวิเคราะห์ Rystad Energy บอกตรง “ถ้ากาตาร์หยุดส่งจริง EU ต้องหาซื้อจากสหรัฐฯ หรือออสเตรเลียแทน ราคาขึ้นแน่ 20% และยังเสี่ยงขาดแคลนอีก”

    สรุปง่าย ๆ — หนีรัสเซียเพราะกลัวโดนปิดก๊อก สุดท้ายมาเจอกาตาร์ถือวาล์วใหม่ แถมขู่จะหมุนปิดอีก...
    ยุโรปจึงกลายเป็น “คนกลางหนาว” ที่ไม่มีทางเลือก — จะถอยจากกฎเขียวก็เสียหน้า จะดันทุรังก็ไม่มีแก๊สต้มน้ำกิน!

    4 พฤศจิกายน 2568 : คัดข่าว/หาดใหญ่

    ที่มา: Reuters, Financial Times, Politico EU, OilPrice, Euronews, Al Jazeera, SCMP, Zawya, X Posts @MyLordBebo @chigrl.

    https://www.facebook.com/share/1D4jfZRd7Z/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ร้านอาหารเจ๊ง ร้านกาแฟไม่รอด โรงเรียนสุดดังระดับตำนานย่านลาดพร้าวมา 50 ปีไม่รอด โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว(อ.ด.พ.)ปิด-เลิกถาวร สภาพศก.กดดันเด็กเกิดใหม่วูบ เก็บค่าเทอมไม่ได้ตามเวลากำหนด BTimes

    Nov 3, 2025 โรงเรียนเจ๊ง! โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าวเลิกกิจการถาวร ชี้สภาพเศรษฐกิจกดดันเด็กเกิดใหม่ลด เก็บราบได้ค่าเทอมไม่ได้ตามกำหนด

    โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าวส่งหนังสือ ที่ อ.ด.พ.173/2568 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง การเลิกกิจการโรงเรียน ให้แก่ผู้ปกครอง

    ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ และการเก็บค่าเล่าเรียน ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทำให้รายรับจากการดำเนินงานไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การดูแลบุคลากร การบำรุงรักษาอาคารสถานที่ให้ได้มาตรฐานตามที่โรงเรียนตั้งใจไว้ คณะผู้บริหารได้พิจารณาและไตร่ตรองสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรอบคอบ จึงมีมติเห็นชอบหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569)

    ในการนี้ทางโรงเรียนขอเรียนเชิญประชุมผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาล 1-มัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลการประกาศเลิกกิจการของโรงเรียนในปีการศึกษา 2569 มาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง และนักเรียนในการเข้าเรียนต่อโรงเรียนต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อรองรับนักเรียนของโรงเรียน ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียน

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้ปกครอง ให้ร่วมดูแล อบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม โรงเรียน ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ปกครองทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง สำหรับความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และ การสนับสนุนโรงเรียนด้วยดีเสมอมา พร้อมทั้งขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากการเลิกดำเนินกิจการในครั้งนี้

    ทั้งนี้ โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว หรืออ.ด.พ. ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2518 หรือมีอายุมานานถึง 50 ปี
    https://www.facebook.com/share/17QZVoid91/
     

แชร์หน้านี้

Loading...