พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1763980122266.jpg

    ชีวประวัติ
    พระครูวินัยธร (หลุย) ธมมธโร วัดลาดบัวขาว (วัดราชโยธา)เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร
    ชาติกาล ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๑ ชาติภูมิ ตำบลบ้านโคน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อุปสมบทอายุ ๔๒ปี มรณภาพ ๑๒ พฤจิกายน ๒๕๕๕ เวลา 00.0๔น. สิริรวมอายุได้ ๘๔ปี ๔๒พรรษา
    พระครูวินัยธร ธมมธโร หรือหลวงปู่หลุย เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในระแวกวัดลาดบัวขาวในฐานะพระหมอเป้นพระผู้เปี่ยมด้วยจิตอันงดงามบริสุทธิ ได้ปฎิบัติตนเป็นที่พึ่งของคนทังหลายทังชาวพุทธและอิสลามที่อยู่ในระแวกวัดที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างแท้จริง ผู้ใดมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรหากได้ไปกราบไหว้ขอความช่วยเหลือแล้วเป็นไม่ผิดหวังเพราะท่านมีบารมีธรรมอันแก่กล้าไม่เพียงแต่วิชาทางแพทย์ ในด้านวิชาอาคมต่างๆทั้งการเสกนำ้มันมนต์ ลงกระหม่อม ขับไล่"ของ"ฯลฯ ท่านสามารถใช้วิชาเหล่านั้นอย่างเชี่ยวชาญและมีอานุภาพยิ่ง คนทั้งหลายที่มาหาท่านจึงมีเหตุแห่งทุกข์ที่แตกต่างกันไป ประวัติชีวิตของพระคุณเจ้าพระครูวินัยธร ธมมธโร(หลุย)ซึ่งท่านได้อ่านมาแล้วนี้เป็นเพียงประวัติโดยสังเขปที่นำมาเผยแพร่ เรื่องราวอันแปลกพิศดารต่างๆในชีวิตของท่านนั้นที่จริงมีอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาอาคม ผจญกับอมนุษย์และเดรัจฉานวิชาทั้งหลายหรือการศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ต่างๆซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นจะลงให้ลูกศิษย์ได้อ่านในภายหลังนะครับ ความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ ท่านอาจารย์นับเป็นผู้ทรงศิลเปี่ยมด้วยบารมี มีคนูปการอย่างใหญ่หลวงในฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาท่านเป็นผู้มีเมตตาที่ยิ่งใหญ่ดุจพระโพธิสัตว์เป็นพระอริยะแห่งยุค ปัจจุบันหายากยิ่งรูปหนึ่งซึ่งสมควรแก่การกราบไหว้บูชาอย่างแท้จริงครับ



    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนถ้าใครอ่านหนังสือพระศักดิ์สิทธิ์จะลงประวัติและเรื่องราวหลวงปู่หลุยอยู่กับหลวงปู่ทองวัดราชโยธา

    พระสมเด็จหลังหนุมานวัดราชโยธา

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251124_173112.jpg IMG_20251124_173139.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1763981011992.jpg

    วิทยาคมของหลวงปู่เล็กมิได้เป็นรองผู้ใด โดยท่านเคยกล่าวกับชาวบ้านทำนบท่านหนึ่งว่า "ของๆกูไม่ใช่ของโหล แบกะดิน"

    เพจเฟซบุ๊ก"ชมรมคนรักหลวงปู่เล็ก วัดทำนบ" แจ้งข่าว “พระครูวิชาญพัฒนกิจ” หรือ "หลวงปู่เล็ก จนฺทสโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดทำนบ ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ละสังขารแล้วที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. 2563 สิริอายุ 101 ปี 81 พรรษา

    ท่านมีนามเดิมว่า "ดิเรก แซ่อึ๊ง"เกิดเมื่อวันอังคารที่ 24 มิ.ย. 2462 ที่บ้านต.พระประโทนเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ครอบครัวเป็นเครือญาติกับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว บรระชาเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และอุปสมบทที่วัดประดู่ฉิมพลี

    ท่านเป็นศิษย์ สมเด็จพระวันรัต (กิมเฮง) เขมจารี, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, และอดีตเกจิดังเมืองอ่างทองอย่าง หลวงปู่คำ วัดโพธิ์ปล้ำ, หลวงปู่เต่า วัดน้ำพุ, หลวงปู่ภักตร์ วัดโบสถ์, หลวงพ่อนุ่ม-หลวงพ่อชม วัดนางใน

    หลวงปู่เล็ก ท่านเป็นพระเถระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เป็นเกจิอาจารย์ซึ่งเก็บตัวเงียบ เพราะไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคลมากนัก ประชาชนทั่วไปทราบกันเป็นอย่างดีว่าท่านเก่ง มีวาจาสิทธิ์ และดุมาก แม้แต่หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ยังเคยไล่ให้คนบ้านทำนบที่ไปกราบท่านที่สิงห์บุรีให้มากราบหลวงปู่เล็ก

    ชื่อจริงของท่านคือ "ดิเรก"หรือในหมู่พระสงฆ์จะเรียกว่า "พระครูดิเรก" แต่ที่ปัจจุบันคนทั่วไปเรียก"หลวงปู่เล็ก"นั้นมีเหตุที่ว่าสมัยที่หลวงปู่กร่าย วัดโพธิ์ศรี ยังทรงสังขาร ชาวบ้านมักเรียกหลวงปู่กร่ายว่า "หลวงพ่อใหญ่" และเรียกท่านว่า "หลวงพ่อเล็ก" คนจึงเรียกกันติดปากตลอดมา

    หลวงปู่เล็กสนิทสนมกับหลวงพ่อกร่ายมาก เพราะเมื่อสมัยที่ท่านไปเรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อเต่า วัดน้ำพุ ศึ่งวัดทั้งสองไม่ห่างกันมาก ท่านจึงไปมาหาสู่กันเป็นประจำ และถือว่า หลวงปู่เล็กเป็นศิษย์น้องที่ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อกร่ายด้วย

    หลวงปู่เล็กท่านจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลายพรรษา เหตุเพราะท่านบวชตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร กับสมเด็จพระวันรัต กิมเฮง เขมจารี ก็อยู่ในพระนครมาตลอด จนได้เล่าเรียนวิทยาคมจากหลวงปู่โต๊ะคือ ยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์นะปัดตลอด ซึ่งท่านชำนาญยันต์นี้มาก และถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อเกษม อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง

    นอกจากเรียนกับหลวงพ่อเต่าแล้ว ยังเรียนสรรพวิชาต่าวๆจากหลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการสร้างเบี้ยแก้ การรักษาโรค ทำน้ำมนต์ การลบผงมหาราช หลวงปู่ได้ไปมาหาสู่วัดนางในเป็นเวลานานตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อนุ่ม จนมาถึงหลวงพ่อชม

    เรื่องการเสกพระ ท่านจะเสกโดยไม่เคยจับสายสิญจน์ บางคนเอาพระมาเสก ท่านทราบเจตนาก็เสกให้ตั้งแต่คลานเข่าเข้ามาแล้ว คนแถววัดทำนบเจอกันมาหลายราย บางครั้งเอาพระไปเสก ท่านขอดูเหรียญเดียว กล่องที่ใส่พระไม่ต้องเอาเข้ามาใกล้ๆ ท่านเสกเหรียญเดียวแล้วเอาเหรียญที่เสกไปไว้รวมกัน ท่านบอกใช้ได้เหมือนกันหมด

    วิทยาคมของหลวงปู่เล็กมิได้เป็นรองผู้ใด โดยท่านเคยกล่าวกับชาวบ้านทำนบท่านหนึ่งว่า "ของๆกูไม่ใช่ของโหล แบกะดิน"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปถ่ายอัดกระจกหลวงปู่เล็กวัดทำนบ

    บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20251124_173331.jpg IMG_20251124_173352.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764074919711.jpg

    “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า ผู้ใดได้บูชาจะได้รับพุทธคุณด้านโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง และความร่มเย็นเป็นสุข
    พุทธคุณของพระแก้วมรกตสามารถช่วยล้างอาถรรพ์และคุ้มครองปัดเป่าภัยอันตรายได้

    หนึ่งในพระคู่บ้านคู่เมืองของไทยที่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธาทั้งในด้านเมตตามหานิยม คุ้มครองป้องกันภัย และเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต

    เหรียญ พระแก้วมรกต มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร-มหาวิทยาลัยสงฆ์)

    สร้างอาคารที่จังหวัดอยุธยา ปี 2543

    พิธีพุทธาภิเษกเดียวกับเหรียญพระบรมโอรสาธิราช 4 รอบเพื่อหาทุนจัดสร้างอาคาร มวก. ๔๘ พรรษาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯไปทรงจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เวลา ๑๗.๓๐น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพระเถราจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิต ดังนี้
    ๑.พระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม๒.พระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม ๓.พระนิกรมมุณี(หลวงพ่อณรงค์) วัดไตรมิตรวิทยาราม ๔.พระมงคลสุทธิคุณ (หลวงพ่อลำใย)วัดทุ่งลาดหญ้า ๕.พระพิศาลวิหารกิจ (หลวงพ่อประจวบ) วัดระฆังโฆสิตาราม๖.พระญาณวิสิษฐ์ (หลวงพ่อทอง) วัดอโศการาม ๗.พระครูบวรพัฒนโกศล (หลวงพ่อวรพงษ์)วัดราชสิงขร ๘.พระครูวรพรตสิทธิพงศ์ (หลวงพ่อสุกกฤษณ์) วัดจรรยาวาส๙.พระครูสถิตโชติคุณ (หลวงพ่อไส) วัดปรีดาราม ๑๐.พระครูสังวรสมณกิจ (หลวงพ่อทิม)วัดพระขาว
    ๑๑.พระครูประยุตนวการ (หลวงพ่อแย้ม) วัดสามง่าม๑๒.พระครูปุริมานุรักษ์ (หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข) วัดไผ่ล้อม ๑๓.พระครูนนทสิทธิการ(หลวงพ่อประสิทธิ์) วัดไทรน้อย ๑๔.พระครูธรรมสารรักษา (หลวงพ่อป่วน)วัดบรรหารแจ่มใส ๑๕.พระครูวชิรกิจโสภณ (หลวงพ่อสุข) วัดเขาตะเคลา๑๖.พระครูสมุทรพัฒนโสภณ (หลวงพ่อทองหล่อ) วัดคันลัด ๑๗.พระครูภาวนาธรรมโสภณวัดป่าธรรมโสภณ ๑๘.พระครูวิบูลธรรมมานุกิจ (หลวงพ่อจรัญ) วัดบางพลีใหญ่ใน๑๙.หลวงพ่อขาว วัดสาวชะโงก และ ๒๐.พระครูพิพิธวิหารกิจ (หลวงพ่อสมศักดิ์)วัดโสธรวราราม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เป็นเหรียญพระแก้วมรกตที่ภาคพิธีพุทธาภิเษกณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วักพระแก้ว พิธีหลวง พิธีใหญ่ ราชวัตรฉัตรธง สมบูรณ์ ปบบครบถ้วน ออกแบบเหรียญเรียบง่าย สวย คมชัด
    เจตนา เป็นมงคล เป็นกุศล

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251125_192107.jpg IMG_20251125_192141.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764079060159.jpg

    1764079034286.jpg


    พระพุทธชินราชหลังรูปเหมือนพระอาจารย์วัน อุตตโม ปี ๒๕๑๗

    เรื่องราวข่าวใหญ่ในอดีตเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๑๓ เมื่อพระอาจารย์วันได้รับนิมนต์ให้ไปเจริญูพระพุทธมนต์เนื่องในงานแต่งงานที่บ้านส่องดาว ตำบลส่องดาว กิ่งอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ตามธรรมเนียมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น มักนิยมอาราธนานิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ และฟังพระธรรมเทศนาในตอนเย็นด้วย

    ตอนเช้าของวันใหม่ ทางเจ้าภาพได้ถวายอาหารบิณฑบาตท่านพระอาจารย์วัน พร้อมด้วยพระสงฆ์และสามเณรรวม ๗ รูป หลังจากเจริญพระพุทธมนต์เสร็จก็มีการแสดงพระธรรมเทศนา กว่าจะออกจากบ้านงานกลับวัดก็มืดค่ำ ซ้ำยังต้องเดินเท้าไปตามถนน ร.พ.ช. ซึ่งตัดผ่านทุ่งนาจากหมู่บ้านส่องดาวผ่านไปข้างวัดโนนสะอาด พอเดินมาได้ประมาณ ๔-๕ เส้นหรือออกจากหมู่บ้านเข้าป่าได้ราว ๒๐๐ เมตร ก็มีเสียงตะโกนออกมาจากแนวป่าว่า "หยุด" ท่านอาจารย์วันที่ถือตะเกียงนำหน้าอยู่ก็หาหยุดไม่ คงนำหมู่คณะเดินต่อไปอย่างสงบ เสียงตะโกนซ้ำเข้ามาอีกว่า "หยุด"


    ท่านยังคงเดินเหมือนไม่ได้ยิน และแล้วเสียงต่อมาก็คือ ปืนM16 รัวดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า ผสมผเสกับเสียงปืนอาการ์จนแทบแยกไม่ออก พระและชาวบ้านถลาทรุดตัวลงหมอบ ใจคิดแต่ว่าตายเสียแล้ววันนี้ เณรองค์หนึ่งถึงกับวิ่งไปกอดขาท่านอาจารย์วันแน่น ผู้อยู่ในเหตุการณ์ท่านหนึ่งเล่าว่า ทหารรัวปืนใส่กลุ่มท่านอาจารย์วันเป็นแนวครึ่งวงกลม พลันเกิดความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลูกปืนที่วิ่งแดงเป็นเส้นพุ่งตรงออกจากปากกระบอกแล้วก็พลันหยุดกึก ห่างจากองค์ท่านพระอาจารย์วันราว ๕ เมตร เหมือนลูกกระสุนกระทบกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น ก่อนที่จะตกลงมาแดงยังกับถ่านไฟอยู่บนดินรอบๆท่าน กว่าเสียงปืนจะสงบก็เล่นเอาหูอื้อเลยทีเดียว

    ครั้นทหารที่ลอบยิงเห็นเหตุการณ์กับตาลปัตรเช่นนี้ก็พากันร้องเอะอะแล้ววิ่งหนีหายเข้าป่าไปหมดสิ้น นี่คืออภิญญาทางจิตที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่งยวดจนแม้กลุ่มกระสุนปืนก็ไม่สามารถที่จะทะลุผ่านมาทำอันตรายใดใดกับกลุ่มพระอาจารย์วัน อุตตโมและลูกศิษย์ ได้

    เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานขึ้นไปจนถึงผู้บัญชาการสูงสุดในสมัยนั้น จึงแต่งตั้งให้ พลเอกบุญเสริม อายุวัฒน์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้นำเครื่องบูชาไปขอขมาท่านพระอาจารย์วันถึงถ้ำอภัยดำรงธรรม อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ในครั้งนั้น พลเอกบุญเสริม เล่าว่า เมื่อท่านได้รับคำสั่ง ท่านก็ตระเตรียมของแล้วออกเดินทางไปยังภูผาเหล็กเพื่อเข้ากราบท่านอาจารย์วัน ทั้งนี้โดยมิได้แจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า เมื่อถึงวัดก็ขอเข้าพบ ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์วันนั่งคอยอยู่ที่กุฏิ มีน้ำท่าและเสื่อปูรออยู่ก่อนแล้ว เหตุนี้ยิ่งทำให้ท่านนายพลเกิดความยำเกรงในอำนาจจิตของท่านพระอาจารย์วันมากขึ้น เมื่อกล่าวคำขอขมาต่อ”พระอาจารย์วัน”ออกมาจากใจอย่างแท้จริง ทั้งที่พลเอกบุญเสริมไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องในครั้งนี้เลย

    มีเรื่องเล่าอีกว่า คราวหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปนมัสการพระอาจารย์วันที่วัด ท่านได้นำในหลวงเสด็จทอดพระเนตรทั่วบริเวณ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งบนเขาที่สามารถมองเห็นพลับพลาด้านล่าง และจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ได้ ทันใดนั้นพระอาจารย์วันก็หายวับไปจากเบื้องพระพักตร์ของในหลวง แล้วไปปรากฏตัวที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ข้างล่าง ไม่นานนักท่านก็กลับมายืนข้าง ๆ ในหลวงอีก

    เหตุการณ์นี้ใช่ว่าพระอาจารย์จะอวดอุตริฯ แต่อย่างใด ศิษย์ใกล้ชิดพระอาจารย์วันบอกว่า ขณะที่พระอาจารย์มองลงไปยังลานคอปเตอร์ ท่านก็วิตกขึ้นมาว่าข้างล่างจะตระเตรียมข้าวของเรียบร้อยหรือไม่ นึกอยากไปดู พอจบความคิดท่านก็ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น ตรวจงานสั่งงานเสร็จ ท่านก็รู้ขึ้นมาว่าในหลวงยังทรงรับสั่งกับท่านไม่เสร็จ มีพระราชประสงค์จะมีพระราชดำรัสอีก

    ท่านก็มายืนอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นเอง

    ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dharma-gateway.com
    http://palungjit.org

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    องค์นี้มีผสมเกศาพระอาจารย์วันเห็นชัดเจนด้านหน้าองค์พระ

    ให้บูชา 550 บาทครับจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251125_203128.jpg IMG_20251125_203151.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764080952132.jpg

    หลวงปู่เส่งพระครูโศภณกัลยาณวัตร
    หลวงปู่เส่ง พระครูโศภณกัลยาณวัตร เส่ง โสภโณ หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร เกจิ พระเกจิหลวงพ่อเส่ง
    พระครูโศภณกัลยาณวัตร(เส่ง โสภโณ) วัดกัลยาณมิตร วรวิหาร หลวงปู่เส่ง เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. 2434 ที่บ้านย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นบุตรของนายเพี้ยน และนางแดง นามสกุล เปี๊ยนสู่ลาภ มีพี่น้องร่วมท้องเดียว กัน 3 คน โดยหลวงปู่เส่งท่านเป็นบุตรคนโต
    หลวงปู่เส่ง โสภโณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เจ้าพิธีตำรับน้ำมนต์บัวลอย
    วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชื่อดังแห่งฝั่งธนบุรี ไม่เพียงเลื่องลือระบือไกลด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของ "พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต" (ซำปอกง) ซึ่งมากด้วยอภินิหารเท่านั้น ทว่า อดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ล้วนมากมีไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสายวิปัสสนากรรมฐาน และวิทยาคมที่สูงส่ง หนึ่งในนั้นก็คือ "พระสุนทรสมาจาร" (พรหม อินทโชติ) หรือ "เจ้าคุณพรหม" พระเกจิอาจารย์ที่เก่งทางวิชาอาคมขลัง เจ้าของพระปรกใบมะขามอันลือลั่นสนั่นกรุง
    ท่านมีศิษย์เอกองค์สำคัญ ที่สร้างชื่อเสียงและความเจริญให้แก่วัดกัลยาณ์อย่างมากคือ "พระครูโศภณกัลยาณวัตร" หรือสมญานามที่บรรดาศิษย์กล่าวขานถึงด้วยความเคารพว่า "หลวงปู่เส่ง โสภโณ"
    แม้ท่านจะอยู่ในฐานะพระลูกวัด แต่มีผู้คนให้ความเคารพศรัทธามากมาย เนื่องจากต่างเชื่อมั่นในวิชาความรู้ที่ท่านได้รับการถ่ายทอดจากเจ้าคุณพรหม อีกทั้งเลื่อมใสในความเป็นพระผู้มากด้วยเมตตาบารมีโดยแท้ ท่านมรณภาพไปเมื่อวันที่ ๑๔ ม.ค.๒๕๒๖ สิริอายุได้ ๙๒ ปี ๗ เดือน ๔ วัน นับพรรษาได้ ๗๒ พรรษา รวมเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่ความเลื่อมใสศรัทธาในคุณงามความดีของท่านไม่เคยจางหายไปจากจิตใจของชาว บ้าน
    "หลวงปู่เส่ง" เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ มิ.ย. ๒๔๓๔ที่บ้านย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นบุตรของนายเพี้ยน และนางแดง นามสกุล "เปี๊ยนสู่ลาภ" มีพี่น้องร่วมท้องเดียว กัน ๓ คน ท่านเป็นคนโต สมัยที่ยังเยาว์วัย วัดกัลยาณมิตรซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับปากคลองตลาด มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งมีบารมีทางธรรมสูงและมีความเชี่ยวชาญทาง ด้านพระวิปัสสนาธุระ-วิทยาคมคือ "พระสุนทรสมาจาร" (พรหม) เมื่อครั้งยังเป็นพระครูพินิตวิหารการ
    กิตติคุณทางไสยศาสตร์ของ ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของมหาชนจำนวนมาก จึงต่างพากันมาขอของดีและฝากตัวเป็นศิษย์ มีทั้งระดับชาวบ้านธรรมดาและชาววัง อาทิ พระยาศิริชัยบุรินทร์, พระยาสิงหเสนีย์, พระยาสุรเทพศักดิ์, พระยามนตรีสุริยวงศ์ และขุนหลวงพระยาไกรสีห์ (เปล่ง เวภาระ) เป็นต้น
    โยมบิดามารดาของหลวง ปู่เส่ง ก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่พากันมาฝากตัวเป็นสานุศิษย์ในท่านเจ้าคุณพระสุนทร สมาจาร (พรหม) ทำให้ท่านได้ติดสอยห้อยตามเข้าวัดอยู่บ่อยครั้ง อาศัยที่ท่านมีใจฝักใฝ่ในทางธรรม-รักความสงบชอบความสันโดษ จึงเกิดความพอใจความสงบวิเวกภายในบริเวณวัด โดยมีคำบอกเล่าต่อๆ มาว่า ท่านมักจะหนีออกจากบ้านข้ามฟากมาวัดกัลยาณ์บ่อยๆ เพื่อหนีสภาพความสับสนวุ่นวายในย่านปากคลองตลาด
    บางครั้งก็แอบไป นั่งสมาธิทำความสงบในป่าช้าคนเดียว ซึ่งป่าช้านั้นติดอยู่กับด้านหลังของคณะ ๔ อันเป็นที่พำนักของท่านเจ้าคุณพระสุนทรสมาจาร (พรหม)
    ในขณะนั้น บิดามารดาเห็นว่าท่านไม่มีอุปนิสัยไปในทางค้าขาย ใฝ่ใจไปในทางธรรม จึงนำบุตรชายไปมอบถวายตัวเป็นสานุศิษย์ของเจ้าคุณพรหม
    กระทั่ง อายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี ตรงกับปีพ.ศ. ๒๔๕๕ ณ วัดกัลยาณมิตร โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์ ธัมมสิริ) วัดอรุณราช วราราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเทศา จารย์ (มุ้ย ธัมมปาโล) วัดราชโอรสาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสุนทรสมาจาร (พรหม) วัดกัลยาณมิตร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า "โสภโณ"
    สำหรับตำแหน่ง สมณศักดิ์ เดิมได้รับตำแหน่งเป็นพระฐานานุกรมในท่านเจ้าคุณพระสุนทรสมาจาร (พรหม) เป็นพระปลัด ปีพ.ศ.๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท (จปร.) ที่ "พระครูโศภณกัลยาณวัตร" และอยู่ในสมณศักดิ์เดิมตราบจนสิ้นอายุขัย
    ตลอดระยะเวลาที่ดำรง ตำแหน่งพระปลัดนั้น หลวงปู่เส่งได้มีส่วนช่วยท่านเจ้าคุณพรหม ในด้านการพัฒนาต่างๆ เพราะพระอาจารย์ของท่านนอกจากจะเป็นพระเถระที่ทรงคุณธรรมในด้านพระวิปัสสนา ธุระและวิทยาคม ยังเป็นพระนักพัฒนารูปสำคัญอีกด้วย
    สิ่งที่ "ท่านเจ้าคุณพรหม" สร้างสรรค์ไว้และได้กลายมาเป็นอนุสรณ์อันสำคัญยิ่งก็คือ การที่จัดหล่อระฆังใบใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔ ซึ่งต่อมาปรากฏตามหลักฐานประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรได้จารึกไว้ว่า "เป็นระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย"
    ภายหลังจากที่ท่านเจ้าคุณพรหมมรณภาพปี พ.ศ.๒๔๗๖ "หลวงปู่เส่ง" ได้รับภาระการสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑ ม.ค.๒๔๗๘ ทำพิธีนำระฆังไปประดิษฐานและฉลองเมื่อวันที่ ๑ ก.พ. ๒๔๗๘ โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จเป็นประธาน
    เนื่องจากท่านใช้เวลาส่วนมากในการช่วยงานพระอาจารย์พัฒนาวัด จึงไม่มีเวลาไปศึกษาทางด้านปริยัติธรรมอย่างจริงจัง ต้องอาศัยเวลาในยามว่างเล่าเรียนธรรมและวิทยาคมจากท่านเจ้าคุณพรหม แต่เป็นการเรียนเพื่อรู้ ไม่ได้เข้าสอบไล่ในสนามหลวงเอาใบประกาศวุฒิบัตร จึงเป็นไปในลักษณะเรียนรู้หลักธรรมเล่านั้น เพื่อที่จะได้นำมาปฏิบัติได้ถูกต้องตามขั้นตอนของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ปริยัติ-ปฏิบัติ-และปฏิเวธ
    ส่วนทางด้านวิปัสสนาธุระและวิทยาคมนั้น เข้าใจว่าท่านเจ้าคุณพรหมคงจะถ่ายทอดให้หมด เพราะท่านเป็นสานุศิษย์เพียงรูปเดียว ที่อยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดตลอดมา แต่เนื่องด้วย อุปนิสัยที่สุขุมนุ่มนวลของท่าน ไม่ชอบโอ้อวด ไม่ค่อยแสดงออก จึงไม่เป็นที่เปิดเผยเท่าไรนัก
    ทั้งนี้ ปฏิปทาของหลวงปู่เส่งจะหนักไปในทาง "เมตตาธรรม" เป็นหลักใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการที่ใครมีทุกข์เดือดร้อน เมื่อบากหน้ามาหา ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธความช่วยเหลือกับใครเลย ถ้าขอเป็นเงินท่านก็ให้เป็นเงินสงเคราะห์ไป ถ้าขอเป็นสิ่งของท่านก็ให้เป็นสิ่งของ บางรายที่ได้ทราบว่าท่านคือศิษย์ก้นกุฏิของท่านเจ้าคุณพรหม ผู้เรืองวิทยาคม ก็จะพากันมาขอรับน้ำมนต์-น้ำพร ท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา ฉลองศรัทธาทำให้ทุกๆ รายไป
    นานวันเข้า คำร่ำลือในความศักดิ์สิทธิ์จากน้ำพระพุทธมนต์ที่หลวงปู่เส่งปลุกเสกก็แผ่ออกไปในวงกว้างมากขึ้นทุกที จึงมีมหาชนเป็นจำนวนมากแห่กันมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเย็น ถึงยามวิกาล ทำให้ท่านเป็นพระเถระที่ทรงวิทยาคมขลังไปในทางปลุกเสก น้ำพระพุทธมนต์บัวลอย ปล่อยเคราะห์ไปโดยเหตุดังที่กล่าวมา
    สาเหตุที่เรียก "น้ำพระพุทธมนต์บัวลอย" ปล่อยเคราะห์ ก็เพราะว่าผู้ที่ต้องการน้ำมนต์-น้ำพรจากหลวงปู่เส่งจะต้องนำดอกบัวขาว ๓ดอกเทียนขาว ๑ เล่ม มาให้หลวงปู่เส่งท่านทำพิธีปลุกเสกให้ที่บาตรน้ำมนต์ แล้วท่านจะรด "น้ำพระพุทธมนต์บัวลอย" นั้นให้ เสร็จแล้วท่านก็จะให้ดอกบัวขาว ๒ ดอกนั้น แก่ผู้ที่นำมา นำดอกบัวขาวที่หักก้านออกแล้ว ๑ ดอกไปลอยลงในแม่พระคงคาเพื่อปล่อยเคราะห์เป็นอันเสร็จพิธี
    สำหรับวิทยาคมด้านอื่นๆ เนื่องจากท่านเป็นพระสมถะที่ไม่ค่อยแสดงออก จึงมักปรากฏผลและทราบก็แต่เฉพาะผู้ที่ท่านสงเคราะห์ไปให้เป็นรายๆ เท่านั้น นอกจากนี้ ท่านได้ใช้เวลาว่างทำผ้ายันต์แจกศิษย์ โดยเขียนลงบนผืนผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัสจารอักขระขอมและยันต์ต่างๆ ด้วยมือของท่านเองทุกๆ ผืน
    ส่วนวัตถุมงคลที่ท่านสร้างแจกแก่บรรดาศิษย์ทั่วไปในวาระต่างๆ มีพระสมเด็จ ปางสมาธิเนื้อผง พิมพ์ทรงฐาน ๕ชั้น, พระหลวงพ่อโตปางมารวิชัย เนื้อดินเผา พระนาคปรกเมล็ดข้าวเม่าหรือใบมะขามเนื้อทอง แดง-ทองเหลือง, พระเกศทองคำปางสมาธิ เนื้อเมฆพัด พระพิมพ์ขุนแผนปางมารวิชัย เนื้อผง และผ้ายันต์รูปสี่เหลี่ยม กว้างและยาวด้านละ ๙ นิ้ว เหรียญรูปเหมือน มีรูปแบบและขนาดแตกต่างกันไป เช่น เหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดง, เนื้อทองแดงชุบนิกเกิล, เหรียญรูปใบเสมาเนื้อทองแดง, เหรียญรูปอาร์มเนื้อทองแดง เงิน และทองคำ (ฉลองอายุ ๘๐ ปี) เหรียญรูปไข่ (เหรียญ ๒หน้า) เนื้อทองแดงรมดำ ลักษณะคล้ายเหรียญเจ้าคุณพรหม
    วัตถุมงคลของ "หลวงปู่เส่ง โสภโณ" วัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ เล่าขานกันว่า ทรงคุณวิเศษทางเมตตามหานิยม ค้าขาย แคล้วคลาดจากสรรพภัยทั้งปวง และเป็นที่หวงแหน-เสาะหาในหมู่ลูกศิษย์อยู่เสมอ
    เครดิตอ้างอิงข้อมูล itti-patihan.com
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ๒ องค์คู่
    พระสมเด็จหลวงปู่เส่ง
    พระผงรูปเหมือนเนื้อผงน้ำมันหลวงปู่เส่ง

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251125_210251.jpg IMG_20251125_210310.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764083385059.jpg 1764083269721.jpg 1764084164081.jpg 1764083180584.jpg

    อาจารย์เจ็กสามแยกไฟฉาย ๑ใน ๔ จตุรเทพ อ.ฆราวาส ในยุคหลังสองพันห้าร้อย
    อาจารย์ทั้งสี่ท่าน จะมีชื่อเสียงมาก หลังปีสองพันห้าร้อย มีลูกศิษย์เป็นหมื่นขึ้น ศิษย์ของทั้งสี่ท่านนี้ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่า เหนียวจริงของจริง วัตถุมงคลของท่านทั้งสี่ เป็นที่ยอมรับของผู้คน เพราะสมัยนั้นคนไม่ค่อยนิยมของฆราวาส จะนิยมของแต่หลวงพ่อหลวงปู่ การที่วัตถุมงคลของท่าน สามารถเบียดแทรกขึ้นมาได้ ก็ด้วยประสบการณ์และความขลัง แอดมินจึงมีความภูมิใจที่จะนำเรื่องของท่านทั้งสี่มาเสนอ
    ๑.อ.ชุม ไชยคีรี เจ้าสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ท่านเป็นศิษย์เขาอ้อ เรียนวิชาเขาอ้อจากต้นตระกูล และมาฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา เป็นอาจารย์เพียงท่านเดียว ที่พระอาจารย์เอียด อนุญาตให้ลองของได้ ท่านไม่ได้เป็นอาจารย์สัก แต่ใครได้ลงกระหม่อมด้วยเหล็กจารกับท่าน จะเหนียวยันตลอดชีวิต สัญลักษณ์ของสำนักท่าน คือไม้เท้ากายสิทธิ์ ที่ลูกศิษย์มักจะเหน็บติดตัว
    ๒.อ.เที่ยง น่วมมานา เจ้าสำนักบ้านมีดี ท่านเรียนวิชาจากหลายสำนัก วิชาที่ขึ้นชื่อของท่านคือ หมูทองแดง บัวคู่ ผ้าเช็ดหน้า ศิษย์สายนี้ถือว่าเหนียวจริง สัญลักษณ์ของสำนักนี้ ท่านจะสักรูปตัวเทาะว์และตัวทอ ที่มือใต้นิ้วโป้ง
    ๓.อ.เจ็ก สามแยกไฟฉาย ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ท่านจะไม่สักหมึก แต่จะลงด้วยน้ำมันที่หลัง ถ้าใครได้ลงทั้งเก้าครั้ง จะเหนียวยันกระดูก สายนี้ถือว่าเป็นสายเหนียวอีกสำนักหนึ่ง สัญลักษณ์ของสำนักนี้ จะเป็นธนูมือ ยุคแรกท่านจะสักเป็นลูกศร แต่ตอนหลังสักเหลือแค่จุดเดียว ตรงที่เดียวกับสายอ.เที่ยง
    ๔.อ.บุญรอด สุขแสงจันทร์ หรืออ.รอด บางกระปิ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ปาน คลองด่าน ในแถวคลองด่านจะเรียกอ.รอดว่า อาจารย์เสือใหญ่ สำนักนี้จะดังมากเรื่องจิ้งจก ว่ากันว่า เสน่ห์แรงนัก แต่เรื่องทางคงก็ถือว่าเหนียวนัก สัญลักษณ์ของสำนักนี้ จะเป็นยันต์นะที่กระเดือก

    อ.เจ็ก ผู้มีมานะบากบั่นเป็นเลิศ
    อ.เจ็ก เป็นลูกคนจีน พ่อแม่ทำสวนอยู่พระประแดง ท่านเป็นคนชื่นชอบวิชาไสยศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ อายุสิบสองปี ก็ไปเป็นศิษย์อ.พ่วง ในขณะที่คนอื่นในวัยเดียวกัน ยังวิ่งเล่นกันอยู่
    เมื่ออายุ๑๖ปี ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์อ.แก้ว คำวิบูลย์ ศิษย์ก้นกุฎิหลวงปู่ทอง สำหรับอ.แก้ว นับเป็นปรมาจารย์สายสักของสายนี้ เพราะศิษย์ของท่าน ไปมีชื่อเสียงทางสัก นับเป็นสิบๆคน ไว้วันหลังแอดมินจะนำรายชื่อลูกศิษย์ท่าน ที่เป็นอ.สักมาลงให้ดูกัน
    เมื่ออ.เจ็กมาเป็นศิษย์อ.แก้ว ได้หกเดือน อ.เจ็กกับเพื่อนร่วมสำนักอีกสี่คน ได้รบเร้าอ.แก้ว ให้พามาฝากเป็นศิษย์หลวงปู่ทอง
    อ.แก้ว จึงได้นำพาทั้งห้าคน มาที่วัดราชโยธา ซึ่งสมัยมาวัดทีลำบากมาก ต้องนั่งรถ แล้วต้องมาต่อเรืออีก จึงมาถึงวัดได้
    เมื่ออ.แก้วพามากราบหลวงปู่ทองแล้ว ก็เอ่ยปากฝากลูกศิษย์ทั้งห้ากับท่าน หลวงปู่ทองก็นั่งนิ่งเฉยไม่พูดอะไร อ.แก้วก็ขอตัวกลับก่อน แต่ก่อนกลับสั่งว่า ยังไงก็อย่าเพิ่งกลับ เพราะอ.แก้วคงรู้ใจหลวงปู่ทอง ว่าต้องทดสอบความอดทนพวกนี้แน่
    เมื่ออ.แก้วกลับไปแล้ว หลวงปู่ทองก็เดินเข้ากุฏิ ปิดกุฏิเงียบ แล้วไม่ยอมออกมาอีกเลย ทั้งห้าคนจึงเดินเล่นกันบ้าง คุยกันบ้าง แต่รอถึงเย็นท่านก็ไม่ยอมออกมา
    ตกลงทั้งห้าคน จึงต้องนอนค้างที่วัด ต้องนอนแถวหน้ากุฏิ นอนก็ไม่ค่อยหลับ เพราะยุงชุมมาก
    พอตอนเช้า หลวงปู่ทองก็ยังไม่ยอมออกจากกุฏิ จนกระทั่งบ่ายท่านก็ยังไม่ยอมออกมา เพื่อนอีกสี่คนจึงชวนกันกลับ เพราะพวกนี้ยังเป็นนักเรียนอยู่ มีแต่อ.เจ็กคนเดียวไม่ยอมกลับ คืนนั้น อ.เจ็กเลยต้องนอนหน้ากฏิคนเดียว
    พอเช้าอีกวันนึง หลวงปู่ทอง ท่านจึงเดินออกจากกุฏิมา เห็นอ.เจ็กอยู่คนเดียว ท่านก็เลยพูดว่า"ยังอยู่อีกหรือ ทำไม เอ็งยังไม่ยอมกลับ เพื่อนเอ็งหนีกลับไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ" อ.เจ็กจึงบอกท่านไปว่า"ผมตั้งใจแล้ว ว่าต้องฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ให้ได้ ยังไงก็ไม่ยอมกลับ" หลวงปู่ทอง ท่านจ้องหน้าอ.เจ็กเขม็ง แล้วพูดว่า"เอ็งจะเรียนได้เหรอ หนังสือก็อ่านไม่ออก"
    ทำเอาอ.เจ็ก ประทับใจในญาณหยั่งรู้หลวงปู่ทองมาก เพราะยังไม่ได้บอกท่าน ว่าตัวเองไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ท่านกลับรู้ได้
    อ.เจ็กจึงบอกท่านว่า "ผมจะใช้มานะจำเอา จะพยายามเรียนให้ได้ครับ" หลวงปู่ทอง จึงทดลองมานะอ.เจ็กอีก ใช้ให้ไปตัดฟืน ตักน้ำมาใส่ตุ่ม ใช้ทำงานสารพัด แต่อ.เจ็กก็ไม่ท้อ กลับดีใจที่ได้รับใช้หลวงปู่ทอง
    หลังจากวันนั้น อ.เจ็กก็เทียวมาจากพระประแดง มาวัดราชโยธามิได้ขาด ทั้งที่สมัยนั้น การเดินทางใช้เวลาเป็นวันๆ อ.เจ็กมาพักได้ไม่กี่วัน ก็ต้องลากลับ เพราะต้องกลับไปช่วยพ่อแม่ทำสวน อ.เจ็กเทียวไปเทียวมา จนหลวงปู่ทองมรณะภาพ
    แอดมินจึงอยากให้คนรุ่นหลังที่อยากได้วิชา ให้ยึดความมานะบากบั่น ของอ.เจ็กเป็นไอดอล ว่าสมัยก่อนลำบากขนาดนั้น ท่านยังมุ่งมั่นเรียนจนสำเร็จ
    ศิษย์สายวัดสะพานสูง

    แชร์ประสบการณ์จากอาจารย์เจ็ก
    พี่ชายผมชื่อเฮาเป็นเซลล์อยู่สำเพ็งเป็นลูกศิษย์อาเจ็ก เพื่อนของพี่ชายอยากไปเป็นศิษย์แต่พี่ชายรู้ว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนที่ปากไม่ค่อยดีพี่ชายก็เลยให้ไปดูก่อนแล้วบอกเพื่อนไปว่าถ้าดูแล้วชอบเอ็งค่อยฝากตัวเป็นศิษย์นะ พอไปถึงสำนักอาจารย์เจ็กเห็นลูกศิษย์เต็มสำนักทั้งลงของอยู่ก็มีนั่งรอลงของก็มีปลุกของอยู่ก็มี พี่ชายก็เลยพาไปนั่งดูตอนที่อาจารย์เจ็กท่านลงของให้ลูกศิษย์ ตอนลงของอาจารย์เจ็กจะให้บริกรรมคาถาว่า"อิติพุทธังเหนียว" เพื่อนพี่ชายได้ยินอย่างนั้นก็เลยแซวเล่นเฮ้ยอาจารย์มึงให้ท่องอะไรวะ"ข้าวต้มข้าวเหนียวข้าวต้มข้าวเหนียว" พี่ชายได้ยินอย่างนั้นก็เลยว่าที่เพื่อนไปว่าอย่าปากเสีย หลังจากนั้นจะได้กลับบ้านพอตกตอนกลางคืนเพื่อนพี่ชายมีอาการปวดท้องอย่างหนักเหมือนคนโดนบิดไส้ไปหาหมอหมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไรตอนเช้าเพื่อนพี่ชายโทรมาหาพี่ชายว่าเป็นอะไรไม่รู้เมื่อคืนนอนไม่ได้เลยเหมือนโดนบิดไส้ทั้งคืนเลยไปหาหมอหมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรพี่ชายฟังเท่านั้นก็เลยรู้ว่าเขาโดนเข้าแล้วจากที่ปากเขาไปลบหลู่อาจารย์เจ็ก พี่ชายก็เลยไปรับเพื่อนที่บ้านและพาไปสำนักอาจารย์เจ็กพร้อมทั้งดอกไม้ธูปเทียนแพเพื่อจะไปขอขมาต่อหน้าหิ่งหลวงปู่ สมัยก่อนข้างล่างบ้านอาจารย์เจ็กยังไม่มีร้านขายของพี่ชายกับเพื่อนเดินเข้าไปในบ้านอาจารย์เจ็ก ก็พบอาจารย์เจ็กเดินลงมาจากข้างบน พี่ชายก็ยกมือไหว้อาจารย์เจ็กอาจารย์เจ็กบอกว่าให้ขึ้นไปรอท่านข้างบน พอเดินขึ้นไปถึงชั้น 2 ทั้งพี่ชายและเพื่อนพี่ชายถึงกับต้องตะลึง "อาจารย์เจ็กยังนั่งลงของให้ลูกศิษย์อยู่" แล้วคนที่เดินสวนลงไปข้างล่างล่ะคือใคร อาจารย์เจ็กท่านมีฌานที่สูงท่านหยั่งรู้ทุกสิ่งอย่างที่เข้ามาหาท่านแต่ท่านไม่พูดท่านให้เห็นด้วยกับตา
    พี่ชายก็เลยพาเพื่อนไปขอขมาปู่ตรงหน้าหิ่งหลังจากขอขมาเสร็จเพื่อนพี่ชายท้องที่ปวดอยู่"หายเป็นปลิดทิ้ง" เพื่อนพี่ชายก็เลยตั้งใจจะไปขอฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์เจ็ก จากสิ่งที่เขาประจักษ์กับตัวทั้ง 2 เหตุการณ์ พี่ชายไม่ได้เล่าอะไรให้อาจารย์เจ็กฟังแต่อาจารย์เจ็กพูดสวนกลับมาว่าเอ็งพาเพื่อนเอ็งกลับไปมันไม่มีบุญวาสนาที่ได้เป็นศิษย์หลวงปู่ ทำให้เพื่อนพี่ชายต้องเสียใจเป็นอย่างมากกับการกระทำของตัวเองและได้เช่าวัตถุมงคลกลับไปเพื่อนพี่ชายยังห้อยหลวงปู่อยู่จนถึงทุกวันนี้ มีเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับอาจารย์เจ็กเกิดขึ้นมากมายในสำนักแต่ไม่ได้มาเล่าให้ฟังเกรงว่าจะเป็นการคุยโอ้อวดอาจารย์ตัวเอง

    Cr ศิษย์วัดสะพานสูง
    Cr อาจารย์กวงสามแยกไฟฉาย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่ทองรุ่นแก้วแก้วสารพัดนึกอาจารย์เจ็กสร้างปลุกเสก ปี ๒๕๒๔

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251125_222028.jpg IMG_20251125_222052.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764251653425.jpg

    หนึ่งในเกจิ ๑๖ รูปในพิธีจตุรพิธพรชัยที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง

    หลวงปู่ดู่_วัดสะแก ยกย่องท่านว่าเป็นพระอรหันต์ ในวันที่หลวงพ่อไวทย์ ท่านมรณะภาพไปแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านยังกล่าวให้ศิษย์ไปเอาน้ำที่รดน้ำศพสังขารองค์ท่าน มาอาบกิน เพื่อความเป็นสิริมงคล
    หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย บอกหลวงพ่อไวย์เสกของได้ขลังที่สุด
    หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน บอกในอยุธยา หลวงพ่อไวย์ท่านเก่งสุดๆในแทบนั้น
    หลวงพ่อไวย์ ท่านเป็นศิษย์สุดยอดเกจิอาจารย์3ทหารเสือแห่งเมืองอยุธยา
    - หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
    - หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
    - หลวงปู่ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ดใน

    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส ท่านเป็นสหายกับ หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย, หลวงพ่อวาสน์ วัดบ้านแพน หลวงพ่อปี วัดกระโดงทอง และหลวงพ่อกุหลาบ วัดรางจระเข้
    หลวงพ่อไวย์ ท่านยังเป็นอาจารย์ของพระเกจิอาจารย์หลายยุคจนถึงยุคปัจจุบัน อาทิ หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก,หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว,หลวงพ่ออาด วัดบุญสัมพันธ์,หลวงปู่ธูป วัดลาดน้ำขาว และอีกหลายท่าน เป็นต้น
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส "สมภาร 3 วัด "
    -วัดบางซ้ายใน,
    - วัดสุทธาโภชน์ ,
    - วัดบรมวงศ์อิศรวราราม จ.อยุธยา
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านเป็นพระที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่เคยดุ ไม่เคยด่า ใจดี เป็นพระที่สมถะเป็นอย่างมาก ขนาดท่านเป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด แต่กุฏิของท่านก็ยังคงเป็นเพียงกุฎิเล็ก ๆ เล็กขนาดที่ว่า คนที่สูง ๆ ยืนนี่หัวชนเพดาน หลวงพ่อไวทย์ เป็นพระเกจิมากครู มากอาจาย์
    วิชาดูดวง วิชาผูกดวงชะตา เป็นหนึ่งในวิชาที่ท่านชำนาญ สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ ฯลฯ ท่านได้ สอนวิชาเหล่านี้ให้กับ หลวงพ่อไวทย์
    นอกจากวัตถุมงคลของท่านแล้ว ของดีอีกอย่างก็คือ "ยาไวทย์ประสิทธิ์" แต่ชาวบ้านจะเรียกว่า "ยาลมหลวงพ่อไวทย์"คล้ายยา วาสนาจินดามณี ของสายวัดกลางบางแก้ว นครปฐม ยาไวทย์ประสิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนดั่ง ยาจินดามณี ฉบับจังหวัดอยุธยา (วัตถุมงคลเนื้อผงของท่าน ก็มียานี้ผสมอยู่)
    หลวงพ่อไวทย์ได้ตำรายาดีมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดสระเกศ เป็นพระอาจารย์เรืองวิทยาคมสูงล้ำ และมีความเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนโบราณอย่างลึกซึ้ง พำนักอยู่คณะ 11 เช่นกัน ท่านไม่ค่อยชอบแสดงตัว จึงไม่มีใครค่อยรู้จักชื่อเสียงของท่านแต่อย่างใด หลวงพ่อชื่น มีความเมตตาต่อหลวงพ่อไวทย์มากถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้โดยไม่ปิดบัง
    ตำรายาจินดามณี ยาวาสนา น่าจะมาจากแหล่งวิชาเดียวกัน หลวงพ่อทองอยู่ วัดท่าเสา กระทุ่มแบน สมุทรสาคร เรียนวิชาจากพระอาจารย์ของท่าน ที่เป็นน้องชายหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เลยได้วิชายาวาสนา
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส ท่านเป็นสหายกับ หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย, หลวงพ่อวาสน์ วัดบ้านแพน หลวงพ่อปี วัดกระโดงทอง และหลวงพ่อกุหลาบ วัดรางจระเข้
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านอยู่มาหลายวัด ท่านนอกจากเป็นพระเกจิ ก็ยังเป็นพระนักพัฒนา ไปอยู่วัดไหนก็จะไปสร้างพระพุทธรูป ไปพัฒนาวัดนั้น จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านแถบละแวกวัดนั้นๆ ที่ไปอยู่ อาทิ อยู่วัดสุธาโภชน์ (เสนา) ก็ไปสร้างวัด สร้างโรงเรียน ครั้งหนึ่งก็ไปอยู่ วัดบางซ้ายใน สร้างวัดจนเจริญ ชาวบ้านในแถบนั้นรักและนับถือท่านมาก
    สุดท้ายบั้นปลายของท่านก็ได้มาอยู่ วัดบรมวงศ์ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะ จังหวัดอยุธยา แต่ท่านก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ ไม่ถือตัว ใจดียิ้มแย้มกับทุกคน
    ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม หลวงพ่อไวยท์ ว่า พระหรือวัตถุมงคลใดดีทีสุด หลวงปู่ท่านนิ่ง แต่แม่ชีอุปฐาก(ใครทันกราบท่าน น่าจะรู้จักแม่ชี รูปนี้ดี) บอกว่าให้หา เหรียญรุ่นแรกที่แตกๆ ไว้ เพราะหลวงปู่ท่าน เสก แรงไปหน่อย โบสถ์ลั่น กล่องใส่แตก และเหรียญบางเหรียญ ร้าวเลย ให้หาเหรียญนั้นไว้นะ
    หลวงปู่ ท่านก็ยิ้มๆ แล้วพูดเชิงเย้าแหย่ จริงไม่จริงไม่รู้ บอกว่า อืม เสกแรงไปหน่อย เป็นรุ่นแรก กลัวไม่ขลัง แล้วท่านก็ยิ้ม ๆ ตามประสาของท่าน (ใครไปกราบท่าน ไม่เคยมีใครเห็นท่านทำหน้าบึ้งใส่เลย ท่านจะยิ้ม ตลอดเวลา)
    เคยมีผู้ถาม หลวงพ่อไวทย์ว่า พระอยุธยาสมัยก่อนใครเก่ง ท่านบอกเก่งหลายองค์หลวงพ่อปาน หลวงปู่กลั่น หลวงพ่อขัน ฯลฯ แต่ที่เรียนสมาธิ กรรมฐาน อยู่กับท่านนานสุด ก็หลวงพ่อจง หลวงพ่อจง ท่านเสกตะกรุดเล็กๆ ลอยน้ำ วิ่งวนรอบขัน ท่านยังให้ไว้ดอกหนึ่งเลย หลวงปุ่ไวทย์ท่านเหน็บตะกรุดหลวงพ่อจง ไว้จนมรณภาพ
    ในตอนที่หลวงพ่อไวทย์ ไปขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อจง ท่านเคยถูก หลวงพ่อจง ตำหนิ ตอนไปขอเรียนวิชาจากท่าน ท่านว่าคุณอยู่กับพระทองคำมาตั้งนาน แต่ไม่ขอเรียนอะไรมาจากท่านเลย หลวงพ่อห่วง น่ะ!!! ท่านเป็นพระอรหันต์ (หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท เป็นศิษย์พี่ ของหลวงพ่อจง เรียนวิชามาจากอาจารย์เดียวกัน คือ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ พระอภิญญาบารมี แห่งทุ่งบางบาล สหายของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ)
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ยังกล่าวชื่นชม ยกย่อง หลวงพ่อไวทย์ ว่าเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฎิบัติชอบ ท่านเป็นพระอรหันต์ ในวันที่หลวงพ่อไวทย์ ท่านมรณะภาพไปแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านยังกล่าวให้ไปเอาน้ำที่ราดศพสังขารองค์ท่าน มาอาบกิน เพื่อความเป็นสิริมงคล

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ประสบการณ์พระเครื่องหลวงพ่อไวทย์
    ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องด้วยครับ
    "โจรปล้นบ้าน"
    คุณลุงโอด สุผล อยู่บ้านเลขที่ 9 ม.6 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า "เมื่อก่อนมีฐานะยากจนมาก อาศัยชอบที่มีใจชอบทำบุญที่วัดบรมวงศ์ฯเป็นประจำ ฐานะก็ดีขึ้นตามลำดับจนสามารถส่งเสียลูกๆเรียนถึง นายแพทย์ พยาบาล และเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรหลายคน" "พอหลวงพ่อไวทย์ มาเป็นเจ้าอาวาส ก็เลื่อมใสในปฏิปทาของท่าน จึงฝากตัวเป็นศิษย์มาจนบัดนี้" ผู้เขียนถามถึงของดี คุณลุงโอดตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ของหลวงพ่อไวทย์ใช้ได้ดีทุกด้าน โดยเฉพาะทางเมตตาดีจริงๆ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทางด้านคงกระพันแคล้วคลาดสูงอีกด้วย" และกรุณาเล่าประสบการณ์ที่พบกับตนเองต่อไปว่า "เมื่อปี พ.ศ.2522 หลังจากที่ได้รับแจกเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อไวทย์ไปแล้ว ตกดึกของคืนวันนั้นมีโจรปล้นบ้าน โดยยิงปืนขู่ก่อน 2 นัด จึงตกใจกระโดดขึ้นคว้าปืนสู้ พวกโจรเลยกราดยิงเอ็ม 16 ยิงพรุนหมดทั้งฝาบ้าน เดชะบุญที่ลูกปืนไม่ถูกผู้ใดในบ้านเลยแม้แต่น้อย! นับเป็นบารมีของหลวงพ่อไวทย์ที่ช่วยให้ทุกๆคนแคล้วคลาดโดยแท้...!"
    (ขอขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุผล")

    ...........

    ........ "#รถทับเด็กไม่ตาย" .........
    ..... คุณส่งเสริม สุภาเพียร อยู่บ้านเลขที่ 80 ม.4 ตลาดสวนมะเดื่อ ต.ห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งพาครอบครัวมากราบนมัสการหลวงพ่อไวทย์เล่าว่า เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2525 วันหนึ่งที่ตนขับรถปิคอัพออกไปส่งผลไม้ตามปกติ หลานชายชื่อ ด.ช.อภิเชษฐ์ (อายุ 4 ปี) วิ่งตามมาล้มลงเข้าไปใต้ท้องรถ ตนเองออกรถแล้วรู้สึกว่า รถวิ่งข้ามอะไรสักอย่างหนึ่ง พอดีได้ยินเสียงภรรยาร้องเสียงหลงอยู่ท้ายรถจึงรู้ว่า ทับหลานชายเข้าให้แล้วรีบดับเครื่องลงจากรถแล้วพาเด็กไปส่งโรงพยาบาลเพราะเห็นว่า "รอยยางล้อทับท้องเด็ก อย่างเห็นได้ชัด" นายแพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจดูอาการแล้วยังไม่เชื่อว่าเด็กถูกรถทับ เพราะเด็กไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้นเลยแม้เเต่น้อย ภรรยาคุณส่งเสริมกล่าวยืนยันว่า "ตนเองวิ่งตามหลานออกมาเห็นล้มลงใต้ท้องรถแล้วล้อก็ทับข้ามไป" "ยังคงคิดว่าหลานชายคงตายแน่แล้ว" "แต่เด็กก็ไม่ได้ร้องสักแอะเดียว พอรถข้ามไปแล้วก็ลุกขึ้นเฉย" เมื่อคุณส่งเสริมเห็นรอยล้อบนหน้าท้อง จึงรีบพาส่งโรงพยาบาล ดังนั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เกิดจากอนินิหาร "เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อไวทย์" ที่คุณส่งเสริมให้หลานชายไว้ห้อยคออยู่เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้ ด.ช.อภิเชษฐ์รอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ ขณะนั้นหลวงพ่อไวทย์ได้เล่าขึ้นว่า "มันก็ขำๆ อยู่เหมือนกัน เจ้าเสริมเขาพาหลานมาให้ฉันรับขวัญ ฉันยังกระเซ้าเด็กมันว่าทำไมรถทับไม่เป็นอะไร เด็กมันตอบว่า ...รถมันเบา..." ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบใจอย่างผู้มีอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ....
    (ข้อขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุภาเพียร")

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมเด็จพระพุทโธ ปรกโพธิ์ รุ่น ๑ ปี๒๕๒๙ วัดบรมวงศ์ อ. เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251127_205304.jpg IMG_20251127_205325.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2025
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764244125313.jpg FB_IMG_1764244127879.jpg FB_IMG_1764244130385.jpg FB_IMG_1764244133648.jpg

    แต่เมื่อไปถึงพบหน้าหลวงปู่ดู่แล้ว หลวงปู่ดู่ท่านต่อว่าเลยว่า "พวกแกมาหาข้าทำไมกัน? อาจารย์ของพวกแก(หลวงปู่เพิ่ม) ก็เก่งอยู่แล้ว และแผ่บารมีเป็นธาตุน้ำคุ้มครองพวกแกมาตลอดทาง พวกนี้ใกล้เกลือกินด่างกันจริงๆ

    เหรียญเสมาเล็กหลวงพ่อปรกแก้ว ผูกพัทธสีมา วัดบางแก้ว จ.นครปฐม นิมนต์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม มา ปลุกเสก

    พระพุทธวิถีนายก หรือ หลวงปู่เพิ่ม หรือ เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2429 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2437 ขณะมีอายุได้ 8 ปี บวชเป็นสามเณรมาอยู่จนถึงอายุบวชเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ท่านได้เข้าทำพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูทักษิณานุกิจ วัดสรรเพชญ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากนั้น ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้วตลอดมา และท่านก็เป็นลูกศิษย์เอกของพระพุทธวิถีนายก (บุญ ขนฺธโชติ) ท่านได้อยู่รับใช้หลวงปู่บุญ จนกระทั่งหลวงปู่บุญท่านมรณภาพลงในปี พ.ศ. 2478 จากนั้นก็มีเจ้าอาวาสรักษาการอยู่ประมาณ 4 ปีต่อจากนั้น

    หลวงปู่เพิ่ม ได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งในคณะสงฆ์ดังนี้

    - 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว
    - 4 ธันวาคม 2482 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตอำเภอนครชัยศรี
    - 8 เมษายน 2483 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี
    - 1 มีนาคม พ.ศ. 2489 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูพุทธวิถีนายก
    - 5 ธันวาคม 2495 เป็นพระครูชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2503 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระพุทธวิถีนายก

    หลวงปู่เพิ่มท่านได้สร้างวัตถุมงคลที่รู้จักมีดังนี้
    - ตะกรุดและเบี้ยแก้
    - รุ่นสาม พ.ศ. 2513
    - เหรียญพัดยศ พ.ศ. 2517

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำรงสมณเพศอย่างเคร่งครัดด้วยศี ลาจารวัตรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ประชาชนทั่วไป เสียสละตนเพื่อประโยชน์แก่สังคม สร้างคุณอเนกแก่กุลบุตร กุลธิดา ด้วยการก่อสร้างและทำนุบำรุงการศึกษาให้เจริญงอกงามไพบูลย์ นับว่าท่านได้สร้างคุณงามความดีไว้ไพศาลยิ่ง เมื่อกาลที่ท่านต้องจากไปก็ยังความเศร้าสลดแก่บรรดาสานุศิษย์และประชาชนที่ เคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง

    ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นหลวงปู่เพิ่ม ได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น
    ตะกรุดและเบี้ยแก้ นอกจากนี้ ก็ยังมีพระเครื่องอีกหลายอย่างในวันนี้ผมได้นำเหรียญที่สร้างเมื่อ
    พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งเป็นเรียญรุ่น ๓ (เหรียญรุ่นแรกสร้าง พ.ศ.๒๕๐๔) ทั้งนี้ "นายประเสริฐ จินดาบุญ
    จรัส" หรือเจ้าของฉายา "หยู ท่าดินแดง" เจ้าของ
    แผง"www.Thaprachan.com" ในประเทศสิงคโปร์ บอกว่า เหรียญหลวงปู่เป็นที่นิยมทุกรุ่นเนื่องจากพุทธคุณที่ร่ำลือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ ใครมีเหรียญหลวงปู่เพิ่มจะมีโชคลากไม่ขาดสาย และไม่มีวันตกอับ ที่สำคัญ คือ พระหลวงปู่เพิ่มไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่แสวงหา ชาวสิงคโปร์และฮ่องกงก็แสวงหาเช่นกัน เพราะต่าง
    ทราบดีว่าท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ พระที่ถูกขนานนามว่า "เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี"

    ลูกศิษย์ว่าท่านมีญาณหยังรู้เป็นที่น่าอัศจรรย์ ภายหลังดังดังเช่นเรื่องของท่านอาจารย์ตึ่ง ตรีเนตร และอาจารย์อุดมตรีเนตร พระน้องชายท่านได้ศึกษาสรรพวิชาจากหลวงปู่เพิ่มไปพอสมควรแล้ว ในสมัยนั้นชื่อเสียงของ "หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ
    วัดสแกจ.พระนครศรีอยุธยา กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ ท่านอาจารย์ตึ่งและคณะก็อยากจะเดินทางไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอเรียนวิชาอาคมและพระกรรมฐานเพิ่มเติม อีกทั้งยังอยากชมบารมีของหลวงปู่ดูอีกด้วย
    เพราะสมัยนั้นผู้คนต่างร่ำลือกันว่าหลวงปู่คู่ท่านเป็นพระ
    อรหันต์ แต่เนื่องจากทุกๆ ท่านในคณะเป็นศิษย์วัดกลางฯกันแทบทั้งหมด การเดินทางไปหาอาจารย์อื่น ไม่รู้ว่าจะเป็นการบูรพาจารย์ของตนเองหรือไม่? จึงมิมีใครกล้าอาสาไปบอกหลวงปู่เพิ่ม มีเพียงท่านอาจารย์ตึ่งเท่านั้นที่รวบรวมความกล้าจะเข้าไปถามหลวงปู่ แต่ทว่าท่านอาจารย์ตึงยังยังไม่ทันได้เอ่ยปากอะไรเลย หลวงปู่เพิ่มท่านก็พูดออกมาลอยๆ ว่า"ถ้าพวกคุณอยากไปหาพระที่อยุธยาน่ะ ฉันก็ไม่หวงห้ามอะไรหรอก แต่อย่าลืมนะว่าที่วัดกลางฯ ของเราก็มีดีไม่แพ้ที่อื่น ถ้าพากคุณตั้งใจศึกษาหาความรู้ดีๆ ก็มิต้องดิ้นรนไปไหนเสียให้เหนื่อย และจะบอกว่าต่อไปใครจะเรียนอะไรก็ให้รีบมาจด มาจ๋า เรียนรู้เอาไว้นะจ๊ะ
    เพราะสิ้นฉันไปแล้วต่าราเหล่านี้จะไม่ได้หาอ่านโดยง่ายได้อีกแล้ว" ท่านอาจารย์ตึ่งในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ได้แต่ดีใจที่หลวงปู่อนุญาตให้ไปเรียนที่อื่นบ้าง แต่เมื่อไปถึงพบหน้าหลวงปู่คู่แล้ว หลวงปู่คู่ท่านต่อว่าเลยว่า "พวกแกมาหาข้าทำไมกัน? อาจารย์ของพวกแก ก็เก่งอยู่แล้ว และแผ่บารมีเป็นธาตุน้ำคุ้มครองพวกแกมาตลอดทาง พวกนี้ใกล้เกลือกินด่างกันจริงๆ เอ้า! ถ้าแกอยากมาเรียนกับช้า ก็มาเอาพระคนละองค์แล้วไปนั่งกรรมฐานตามแต่จะถูกจริตเถิด"

    0 นายแสวง สมบุญรอด พนักงานองค์การฟอกหนัง ชอยกล้วยน้ำไท ทดดลองเหรียญหลวงปู่เพิ่ม รุ่นเททอง เมื่อ ๑๔ พ.ย. ๑๗ ใส่เหรื่อญในปากปลาช่อนแล้วฟันด้วยมืดบังตอหลายครั้งไม่เข้า หนังปลาไม่ขาด คงกะพัน

    ㆍ อาจารย์ประสบชัย ศิริทรัพย์ และอาจารย์นุกูล ชมภูนิช แห่งวิทยาลัยครูนครปฐม ขับรถพาครอบครัวไปพักผ่อนที่แก่งกระจาน ๕ ขากลับรถของอาจารย์ประสบชัยฯ พลิกคว่ำที่โค้งบางเค็มพังขับเยิน ผู้โดยสาร & คนปลอดภัย นอกจากลูกคนเล็กมีรอยถลอกที่หน้าผากเพียงเล็กน้อยแคล้วคลาดเพราะมีเหรื่อญเททอง ๓ เหรือญ่ที่ผู้ใหญ่ ๓ คนในรถ
    ห้อยคออยู่แท้ ๆ

    ๐ อังคาร ๑ ๕ ส.ค. ๒๐ เ
    เวลาประมาณ & โมงเย็น นายวิสาขะ สีเหลืองอ่อน ให้ทหารประจำด่านตรวจรถบ้านเช็กน้อย ถนนพิษณุโลก -หล่มสัก ทดลองยิงเหรียญหลวงปู่เพิ่มขอบปล้องอ้อยหน้าข้าง (รุ่น ๒) ด้วยปืน เอ็ม. ๑๖ ยิ่ง ๒ ครั้งไม่ออก เมื่อหันปากกระบอก
    ขึ้นฟ้ากระสุนออกเป็นชุด

    ㅇ นายไพบูลย์ คุโฒปถถัมก็ บูชารูปเหมือนหลวงบู๊เพิ่มขนาด ๕" ที่บ้านจังหวัดอุดรธานี่ ต่อมาเมื่อ ๒๘ พ.ย. ๑๘ เพลิงไหม่ตลาดอุดรฯ ในซอยสร้างหลวง ร้านสมฤดีของนายไพบูลย์ถูกเพลิงเผาผลาญจนวอด พระบูชาและเหรียญถูกไฟหลอมละลายหมด คงเหลือแต่รูปหลวงนี้
    เพิ่มเพียงองค์เดียว ที่ฐานร้าวชำรุดเล็กน้อยเท่านั้น

    ๐ จ.ส.อ.ศิริ ทองปาน โรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับสมนาคุณกรึ่งพุทธไชยศร์ใหญ่จากมูลนิธิเมื่อ ต.ค. ๔ เกิดเลื่อมใสธารารนาดูความศักสิทธิ์ฟาดสายรุ้งขาดกระจุย

    ๐ พ.ค. ๑๘ ข้าราชการชั้นโท กรมส่งเสริมสหกรณ์ เช่ากริ่งพุทธไชยศรีเล็กส่งให้น้องชายที่อเมริกา ก่อนส่งวางบูชาบนหิ้งแล้วหายไป เสียดายมาก หลังจากนั้น ๑๐ กว่าวัน น้องชายเล่าความมหัศจรรรย์ให้พึงว่า ได้พระกริ่งพุทธไพยศรี โดยบังบังที่บ้านพักในกหาก
    ๆลฯ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20251127_185020.jpg IMG_20251127_185047.jpg IMG_20251127_185403.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 พฤศจิกายน 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764245887527.jpg

    รูปหล่อสะท้านไตรภพ หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปี 2536 รุ่นแซยิค เนื้อโลหะผสม

    พระราชวิสุทธิคุณ หรือ หลวงพ่อเกตุ จิตฺตสาโร วัดเกาะหลัก ตำบลประจวบ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมชื่อ เกตุ วงษ์แหวน เกิดวันอังคาร แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2466 บิดาชื่อนายเหลือ วงษ์แหวน มารดาชื่อนางเสริม วงษ์แหวน อุปสมบทเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2486 ณ วัดวังยาว ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประชาชนทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเกตุ”
    หลวงพ่อเกตุ นับได้ว่าเป็นศิษย์เอกสายตรงของหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก หนึ่งในพระเกจิสมัยสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทหารไทยที่ออกรบในสมัยนั้นในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกมีการปะทะกับทหารไทยอย่างดุเดือด ทหารสมัยนั้นที่มีของดีจากหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก ได้รับฉายาว่าทหารผี เพราะญี่ปุ่นทั้งยิงทั้งฟันไม่เข้า เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาแต่อดีต สำหรับหลวงพ่อเปี่ยม นับเป็นปรมาจารย์องค์หนึ่งของเมืองนี้และมีชื่อเสียงที่สุด เป็นหนึ่งในเกจิ 108 รูปที่ได้เข้ามาปลุกเสกพระที่วัดราชบพิธในช่วงประมาณปี 2481 หลวงพ่อเปี่ยม เลื่องลือด้านวิชาอาคมและด้านโหราศาสตร์ยากที่ใครจะเทียบ แม้แต่สมเด็จสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ผู้ที่มีชื่อเสียงด้านโหราศาสตร์ (หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกระเชอ เคยเรียนวิชาโหราศาสตร์)
    หลวงพ่อเกตุ ได้จำพรรษาอยู่วัดวังยาวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดเกาะหลักเพื่อเรียนวิชากับหลวงพ่อเปี่ยม หลวงพ่อเกตุ เป็นพระที่ความสามารถทั้งการปกครองและพัฒนา จนได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะหลัก และเป็นเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้หลวงพ่อเกตุ ยังเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก เพราะเป็นพระอุปัชฌาย์ ในตอนที่หลวงพ่อยิด กลับมาบวชครั้งที่สอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251127_190115.jpg IMG_20251127_190140.jpg IMG_20251127_190208.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2025
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงพ่อจำเนียร วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรีศิษย์เอกหลวงพ่อมุ่ย ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจนมีพระเวทแก่กล้าลึกล้ำเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านย่านหนองสะเดาก่อนที่ท่านจะมาเป็นสมภารเจ้าอาวาสวัดดอนไร่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดไชโย ซึ่งเป็นสถานที่พบ พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ต่างๆที่วงการพระเครื่องเล่นหากันสูงเป็นเรือนแสนเรือนล้าน ท่านจึงมีโอกาสได้ครอบครองพระสมเด็จเกศไชโยที่ชำรุดแตกหักเป็นจำนวนมาก ท่านเก็บสะสมไว้ใต้ฐานวัตถุโบราณ จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนไร่ก็นำเศษพระที่ชำรุดดังกล่าวมาที่วัดดอนไร่ด้วย จนกระทั่งในปี 2532 ท่านได้จัดสร้าง
    พระเครื่องเพื่อแจกลูกศิษย์ ที่ให้ความเลื่อมใสศรัทธาท่าน โดยจัดทำสองแบบ คือสมเด็จสามชั้นพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก มีทั้งบรรจุตะกรุดและไม่บรรจุตะกรุด โดยนำเศษพระสมเด็จวัดเกศไชโยที่ชำรดแตกหัก เป็น
    ส่วนผสมหลัก รวมทั้งนำผงพระชำรุดแตกหักของหลวงพ่อมุ่ยเท่าที่รวบรวมได้มาบดผสมรวมกันหลวงพ่อจำเนียรทำการปลุกเสกเดี่ยวเป็นเวลาหลายเดือน (ข้อมูลจากหนังสือพระเครื่องมหาโพธิ์ เล่มที่ 481 ปีที่ 28 มิถุนายนพ.ศ.2551)



    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อจำเนียรวัดดอนไร่ ๒ องค์คู่

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251128_203249.jpg IMG_20251128_203319.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1716560846569.jpg FB_IMG_1716560869743.jpg FB_IMG_1716560860441.jpg FB_IMG_1716560852703.jpg


    ประวัติพอเป็นสังเขปหลวงพ่อทองใบ วัดอบทม ท่านเป็นคนทางจังหวัดราชบุรี ไม่ใช่คนอ่างทองโดยกำเนิดเดิมท่านบวชอยู่วัดมหาธาตุที่ กทม (บางเขน)ชักชวนโดยมหาเสริฐ สมประสงค์(ซึ่งอยู่ที่ต้นทองทางเรือ)และพระ ผจญ(สร้อย) อ่วมกลัด แต่ท่านมาอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่ท่านเป็นมหามาแล้ว ชักชวนกันมาอยู่ที่วัดอบทม มาอยู่วัดใหม่ๆก็ไม่ค่อยเป็นที่นับถือของชาวบ้านบางคนสักเท่ารัยเนื่องจากเป็นพระอายุน้อยและใหม่แต่ด้วยความดีและเก่งมากและความเมตตาของท่านจึงทำให้ท่านเป็นที่เลื่อมใสของชาวอบทมเรื่อยมาจนกระทั่งละสังขารปัจจุบันสรีระสังขารยังอยู่ที่วัดอบทมไม่เน่าเปื่อยแถมยังมีเล็บงอกและเกศางอกประจำจนเป็นข่าวดังทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ตลอดที่ผ่านมา
    ส่วนเรื่องอิทธิฤทธิ์อภินิหารมีกันตลอดแม้กระทั้งหลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่ยังเอ่ยปากพูด ไม่ว่าจะเป็นย่นระยะทาง ถอดจิต วาจาสิทธิ์ เลี่ยงผี เพราะหลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาตลอดเวลา ปลุกเสกของเององค์เดียวได้รับนิมนต์ไปปลุกเสกทั่วจังหวัดและต่างจังหวัด
    ส่วนในทางธรรมหลวงพ่อเป็นพระที่เคร่งแต่ไม่ถือตัวหลวงพ่อนั้นไม่เคยปฎิเสษในการรับนิมนต์ใครไม่ว่าจะยากดีมีจน จะมารับหรือถ้าไม่มารับท่านก็จ้างวินมอเตอร์ไซค์ไปแม้กระทั้งเดินท่านก็ไม่เคยไม่ไปงานใครท่านเป็นพระที่เรียบง่ายติดดินไม่ถือตัว เรื่องที่โด่งดังคือบิณฑบาตรสองเวลาเช้ากับบ่ายเพื่อเอาไปให้แมวหมาหมูนกไก่แม้กระท่ั่งวัวที่ท่านเมตตาเลี่ยงไว้ที่วัด ท่านรักสัตว์มาก อีกเรื่องท่านเป็นพระที่ชอบเขียนอักขระยันต์มากเจิมรถท่านเจิมทั้งคันจนกระทั้งยางรถยังเจิม อีกเรื่องท่านจะแทนตัวเองว่า กู ตลอดไม่ว่าจะพูดกับใคร แม้กระทั่งรองเท้าท่านยังใช้มีดแกะตัว กไก่ ไว้ที่รองเท้าแตะเลยครับ นี่เป็นเพียงประวัติคร่าวๆที่กระผมได้เรียบเรียงไว้นานอยู่พอสมควร ไว้โอกาสหน้าจะนำ อภินิหารมาเล่าให้ฟังนะครับ ท่านใดมีเรื่องเล่าและประวัติอื่นๆมาช่วยเล่าเพิ่มเติมได้นะครับ
    ใคร ท่านใดมีเรื่องเล่าและประวัติอื่นๆมาช่วยเล่าเพิ่มเติมได้นะครับผม
    ท่านเจิมรถทีนึงเป็นครึ่งๆวันครับเจิมแบบทั้งคัน เจิมแม้กระทั่งน็อตและล้อกระจกมองข้างเรียกได้ว่าเจิมขาวพรึ๊บทั้งคันครับ และต้องชนสิ่งของอะไรก็ได้ต่อหน้าท่านก่อนเป็นเคล็ดถึงออกไปได้บางคนไม่ยอมชนเป็นเคล็ดพอออกไปหน้าวัดเจอชนแบบหน้าบู้ ทุกรายอันนี้เขาเล่ากันมากครับ และท่านยังแสดงแนวฤทธิ์ได้หลายอย่างให้ลูกศิษย์ไกล้ชิดท่านชม เช่นย่นระยะทาง ถอดจิต น้ำมนต์แก้ได้ทุกโรค เสกจิ้งจกออกจากมือท่านได้ เสกไฟให้ลุกท่วมมือท่าน และอีกนานับประการครับ และหลังจากท่านมรณะภาพร่างกายท่านก็ไม่เน่าเปื่อย ยังคงอยู่ให้ลุกศิษย์ได้กราบไหว้จนปัจจุบัน ท่านเป็นพระที่พระคณาจารย์หลายท่านในสมัยนั้นให้ความนับถือมากครับ หลวงพ่อทรง หลวงพ่อเกษมวัดม่วง ท่านก็เคารพหลวงพ่อทองใบมากครับ สมัยที่ท่านมีสังขารอยู่ ทั้งนักการเมืองทหาร ตำรวจ ล้วนแต่ประสบการณ์และติดอันดับต้นๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อหลวงพ่อทองใบวัดอบทม

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20251128_220224.jpg IMG_20251128_220250.jpg IMG_20251128_220314.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764344193790.jpg

    "หลวงปู่ปัญญา ปัญญาธโร" เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังชลบุรี เชี่ยว ชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือทั่วสารทิศ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิเรืองวิทยาคมด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม การเสริมต่อเส้นวาสนา

    สืบสานวิทยาคมจากพระเกจิดังหลายรูปภาคอีสาน รวมไปถึงพระเกจิทางฝั่งประ เทศลาว อีกทั้งท่านยังเป็นสหธรรมิก หลวงปู่พรหมา เขมจาโร วัดสวนหินผานางคอย พระเกจิชื่อดังเมืองอุบลราชธานีด้วย

    เกียรติคุณด้านมงคลปูชนียวัตถุที่สร้างชื่อให้หลวงปู่ปัญญา คือ เหรียญต่อเส้นวาสนา เหรียญใบมะขามรูปฤๅษี ตะกรุดสาริกาแดง เป็นต้น

    หลวงปู่ปัญญาบำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น

    ปัจจุบันหลวงปู่ปัญญา สิริอายุ 108 พรรษา 68 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองผักหนาม อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

    อัตโนประวัติ มีนามเดิม ปัญญา พลราษฎร์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2448 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ร.ศ.124 ตรงกับรัชสมัยของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ ต.ตะบ่าย อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

    เมื่อช่วงวัยเยาว์เข้าเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งเป็นวัดภายในหมู่บ้าน โดยมีครูที่สอนเป็นทั้งพระและฆราวาส จนกระทั่งจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้นอายุ 12 ปี ได้ออกมาช่วยครอบ ครัวทำนาทำไร่

    จนกระทั่งอายุครบ 20 ปี ได้พบรักกับสาวในหมู่บ้าน แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงมีข้อแม้ว่าจะต้องให้ฝ่ายชายออกบวชตามประ เพณีเพื่อให้เป็นคนสุกครบ 3 ปีก่อน ได้รับทราบดังนั้น ท่านจึงไม่รอช้า ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดตะบ่าย ต.ตะบ่าย อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

    เมื่อได้อุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและศึกษาด้านการก่อสร้างเสนาสนะภายในวัด จนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาย์

    ในพรรษาที่ 2 ท่านได้หันมาสนใจในด้านการปฏิบัติกัมมัฏฐาน จึงเดินทางเสาะแสวงหาพระอาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยว ชาญในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน

    ในห้วงดังกล่าวเป็นเวลาที่กองทัพธรรมฝ่ายวิปัสสนาจารย์กำลังเผยแผ่ธรรมอยู่ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนยิ่ง คือ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

    หลวงปู่ปัญญาในวัยหนุ่มจึงได้เดินทางไปกราบพระอาจารย์มั่น เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เรียนกัมมัฏฐาน แต่การเดินทางในสมัยนั้นต้องใช้การเดินเท้าเพียงอย่างเดียว เมื่อทราบว่าพระอาจารย์มั่นเดินทางไปจำพรรษาที่ใด ท่านก็จะเดินทางไปสถานที่แห่งนั้น แต่ปรากฏว่า เมื่อไปถึงสถานที่นั้นๆ จะได้ทราบจากพระภิกษุในท้องที่แจ้งว่าพระอาจารย์มั่นได้ออกเดินทางไปที่อื่น แล้ว เป็นเช่นนี้ถึง 5-6 ครั้ง

    ท่านจึงดำริว่าคงเป็นด้วยตนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ บวชพระเพียงเพื่อต้องการแต่งงานกับหญิงสาวที่หมายปองเท่านั้น ไม่ได้บวชเพราะเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

    ระลึกได้ดังนี้ท่านจึงล้มเลิกติดตามพระอาจารย์มั่นเพื่อขอศึกษากัมมัฏฐาน ออกเดินทางกลับวัดตะบ่ายทันที

    พรรษาที่ 3 พระปัญญาได้ใช้เวลาเดินทางไปท่องธุดงค์ในป่าดงพงไพร ได้มีโอกาสพบ หลวงปู่พรหมา เขมจาโร วัดสวนหินผานางคอย ที่มีความสนใจด้านวิทยาคม

    จึงได้ขอศึกษาการเขียนอักขระทั้งภาษาขอม ภาษาล้านนา ภาษาธรรมะ นอกจากนี้ ยังได้เดินทางข้ามไปฝั่งลาว ได้กราบฝากตัวกับพระเกจิดังฝั่งลาวหลายรูป เพื่อขอศึกษาวิทยาคม จนมีความชำนาญในระดับหนึ่ง

    หลังจากนั้น ท่านเดินทางกลับวัด เมื่อออกพรรษาที่ 3 รับผ้ากฐินแล้วได้ลาสิกขาทันที

    เมื่อกลับคืนสู่เพศฆราวาส ทิดปัญญาได้เดินทางไปยังบ้านสาวคนรัก แต่ครั้นเมื่อไปถึงพบว่าพ่อแม่ของหญิงสาวได้จัดงานแต่ง งานสาวคนรักกับชายหนุ่มในหมู่บ้านอีก คนไปแล้ว

    ทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจไม่รู้จะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ทิดปัญญาได้แต่กล้ำกลืนความเสียใจไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว จากนั้นท่านได้เดินทางออกจากหมู่บ้านเงียบๆ เนื่องจากกระทบกระเทือนจิตใจ โดยออกท่องเที่ยวไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองไปตามยถากรรม

    กระทั่งเดินทางมาอยู่ที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ขณะนั้นอายุครบ 40ปี จึงตัดสินใจละเพศฆราวาสคืนสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ได้เข้าพิธีอุปสมบทใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีหมอสมพงษ์ เนื่องจำนงค์ แพทย์แผนโบราณในอำเภอบ้านบึง รับเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2488 ที่วัดบึงบวรสถิตย์ มีพระครูประภัศร์พุทธิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระใบฎีกาฮง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุรินทร์ พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ปัญญาธโร

    แต่ศิษยานุศิษย์เข้าใจผิดเขียนว่า "ปัญญธโร"

    หลังจากที่อุปสมบท พระปัญญาอยู่คอยอุปัฏฐากรับใช้พระอุปัชฌาย์ตามหน้า ที่ อยู่จำพรรษาที่วัดบึงบวรสถิตย์เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหนองผักหนามราษฎร์บำรุง ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

    ซึ่งที่วัดหนองผักหนามราษฎร์บำรุง ในขณะนั้นมีพระอธิการเทียบ รตโน เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ต่อมา พระอธิการเทียบได้มรณภาพ หลวงปู่ปัญญาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 2 ของวัดแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

    หลวงปู่ปัญญาได้นำวิชาความรู้ด้าน วิทยาคมตามที่ได้เล่าเรียน จัดสร้างวัตถุมงคล โดยเฉพาะเหรียญต่อเส้นวาสนา ที่หลวงปู่ได้เขียนเป็นรูปลายมือที่มีเส้นสมบูรณ์พร้อมอักขระขอมล้อมรอบ เรียกว่า "ลายมือพระโพธิสัตว์" เสริมดวงชะตา กลับจากร้ายกลายเป็นดี แคล้วคลาด ปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ

    ความโด่งดังของวัตถุมงคลหลากหลายชนิด กอปรกับวัตรปฏิบัติ ทำให้ญาติโยมศรัทธาเลื่อมใส เป็นที่มาของการยกย่องให้เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

    แม้จะได้รับการยกย่องเช่นนั้น แต่หลวงปู่ปัญญายังคงดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่าย ยึดหลักธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยว พร้อมกับหมั่นสวดมนต์ภาวนาทำจิตสมาธิให้มั่นและแน่วแน่ นึกถึงครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนมา

    เป็นพระเถระที่น่าเลื่อมใสศรัทธาและน่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจอีกรูป

    เนื่องจากเป็นผู้เจริญอายุยืนถึง 108ปีแล้ว จึงถือเป็นพระเกจิรัตตัญญูผู้รู้โลกมาถึง 5 แผ่นดิน

    หลวงปู่สำเร็จและเชี่ยวชาญเรื่องการเสริมต่อเส้นวาสนาทำให้คนประสบความสำเร็จ ไม่ใช้เป็นร้อยไม่ใช่เป็นพันแต่เป็นหมื่นๆ เป็นนายพัน เป็นคุณหญิงคุณนาย เป็นนักธุรกิจ หลักแสนหลักล้าน นักการเมืองก็ไม่น้อย ปลัดอำเภอ ผู้ว่า ข้าราชการได้ 2ขั้น จำนวนมากและอีกมากที่อยากมาหาหลวงปู่ หลวงปู่อายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว จะทำพิธีให้ทุกคนก็เหนื่อย ท่านจึงให้สร้างเหรียญพิเศษที่มีรูปท่าน ที่สำคัญที่ด้านหลังหลวงปู่ให้ลายมือที่มีเส้นสมบูรณ์ที่สุด ท่านเรียกว่า “ลายมือพระโพธิ์สัตว์”มีเส้นลายมือ 10 เส้น เป็นผู้อุดมไปด้วยเรื่องราวต่างๆ 8 เรื่องดังนี้

    1. เส้นชีวิตยาวสุขภาพดี ราบรื่น ห่างไกลจากป่วยเจ็บไข้ไม่สบาย
    2. เส้นสมองยาว ปัญญาดี ตัดสินใจถูก
    3. เส้นหัวใจยาวสวย สมหวังในความรัก อารมณ์ดี
    4. เส้นวาสนาสูง การลงทุน การงานสำเร็จ มีวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน
    5. เส้นอาทิตย์ตำแหน่งสวย มีอำนาจ เกียรติยศชื่อเสียงมาก คนดังคนรู้จัก
    6. เส้นพุธ ยาวสวย ฐานะการเงินดี มีเครดิต เงินเข้ามาก
    7. เส้นคู่ครองเป็นคู่สวย สมหวัง ได้คู่ดี อยู่กันมีความสุข
    8. เส้นพฤหัส ความสามารถสูง ชื่อเสียงผลงานเด่น

    เหรียญนี้หลวงปู่ให้เอาไว้ติดตัวติดกระเป๋าเพื่อเสริมเพื่อเติมให้ลายมือท่านดีอย่างนี้ หรือ เส้นไหนขาดตกบกพร่องไป เสริมให้เส้นนั้นๆ ดีขึ้นเพราะเหรียญนี้อยู่กับตัวเราเสริมให้เส้นต่างๆในมือเราดีไปด้วย วิชาต่อเส้นลายมือหลวงปู่ลงและเสกให้ ทุกคนใช้เหรียญวาสนาดี มีลายมือดีอย่างนี้ ทุกๆคนจากลายมือแย่ ก็แก้เคล็ดใช้เหรียญนี้เสริมลายมือ ให้ทุกเส้นดีสวย พอมีเหรียญนี้แล้วไม่ต้องมาต่อเสริมเส้นวาสนา เหรียญนี้จะค่อยช่วยเติมให้ดี ครบถ้วนทุกอย่าง 8 อย่าง ถ้าต้องการอย่างนี้ทั้ง 8ข้อ ก็ลองใช้ติดตัวด้วยใจที่เคารพศรัทธาจะได้ผล ลายมือท่านเปลี่ยนเองไปตามลายเส้นของเหรียญ สรุปแล้วเหรียญนี้ต่อเสริมเส้นทุกเส้นของลายมือเราทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศารุ่นพิเศษหลวงปู่ปัญญาวัดหนองผักหนาม

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251128_223936.jpg IMG_20251128_224013.jpg IMG_20251128_223900.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1694422610815.jpg FB_IMG_1694424442954.jpg


    ชาติภูมิ พระพิพิธพัฒนาทร (สมชาย ฉันทสโร) เจ้าอาวาสวัดปริวาสราชสงคราม ชื่อเดิม สมชาย แซ่ห่าน เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๙๖ แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน ธนบุรี

    การศึกษา จบชั้นมัธยมปีที่ ๓ โรงเรียนไตรรัตน์ศึกษา ยานนาวา, พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์
    บรรพชา ที่วัดปริวาส เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๓ โดย พระครูขันตยาภิราม (หลวงพ่อวงษ์) เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๗ ณ วัดปริวาส โดย พระครูขันตยาภิราม (หลวงพ่อวงษ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นได้อยู่จำพรรษา ณ วัดปริวาส มาโดยตลอด

    จนถึง พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส และในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๒)

    พระอาจารย์สมชาย ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์มาตามลำดับขั้นตอน จนถึง พ.ศ.๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะที่ "พระพิพิพิธพัฒนาทร"

    การศึกษาด้านวิทยาคม พระอาจารย์สมชายชอบศึกษาวิชาวิทยาคม ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน โดยได้ศึกษากับหลวงพ่อเก็บ วัดสวนลำใย จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    ต่อมาเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อวงษ์ ตั้งแต่พรรษาแรก โดยได้รับการอบรมวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาสร้างและปลุกเสกเสือ รวมทั้งได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อวงษ์ให้ร่วมปลุกเสกเสือรุ่น ๕ และรุ่น ๖ อีกด้วย

    จากการที่หลวงพ่อวงษ์มีความไว้วางใจมาก จึงได้ให้ท่านรับหน้าที่สงเคราะห์ญาติโยมแทนหลวงพ่อมาตลอด นับเป็นศิษย์ก้นกุฏิเพียงรูปเดียวที่หลวงพ่อวงษ์ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้น

    ขณะเดียวกัน พระอาจารย์สมชายได้ไปศึกษาวิชากับหลวงพ่ออ่อน วัดแค อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งท่านได้สำเร็จผงมหาราช

    เมื่อหลวงพ่อวงษ์มรณภาพ (พ.ศ.๒๕๒๓) พระอาจารย์สมชาย ได้ไปศึกษาวิชาต่างๆ กับอาจารย์ต่างๆ หลายท่าน อาทิ อาจารย์เทพ สาริกบุตร หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม จ.สมุทรสาคร แหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม

    หลวงพ่อสำเนียง ที่ อ.บางเลน และหลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม (ศึกษาวิชาไหมเจ็ดสี ตะกรุดลูกอม ตะกรุดมหาปราบมหาระงับ) แลกเปลี่ยนวิชาการสร้างราหูอมจันทร์-อมสูรย์ กับ พระอาจารย์มานิตย์ เจ้าอาวาสวัดศีรษะทอง วิชาการสร้างหนุมาน กับพระอาจารย์ต๊ะ วัดช้าง จ.นครนายก (ศิษย์หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ อยุธยา)

    นอกจากนี้ยังศึกษาวิชาการสร้างผงยาจินดามณี (ผงยาวาสนา) สายวัดกลางบางแก้ว อีกด้วย
    และที่สำคัญ ได้ศึกษาวิชาการจัดพิธีปลุกเสก หล่อพระกริ่ง การผสมโลหะธาตุให้เป็นเนื้อต่างๆ จาก อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อดีตพระครูหนู) ศิษย์รับใช้ใกล้ชิด สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนฯ จนมีความชำนาญในการผสมโลหะให้เป็นเนื้อสัมฤทธิ์กลับดำสนิท และเป็นเนื้อสัมฤทธิ์สีต่างๆ ได้

    เมื่อมีความมั่นใจในวิชาต่างๆ แล้ว พระอาจารย์สมชายจึงเริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบต่างๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา จนเป็นที่นิยมของศิษยานุศิษย์ ขอขอบคุณท่านเจ้าของบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงหลวงพ่อสุโขทัย พระประธานในโบสถ์วัดปริวาส หลวงพ่อสมชายวัดปริวาส เนื้อผงน้ำมันหลังพลอยเสกและเกษาหลวงพ่อสมชาย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251128_230636.jpg IMG_20251128_230713.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2025
  14. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,497
    ค่าพลัง:
    +7,652
    ขอจองครับ
     
  15. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +5,890
    จองครับ
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764412266650.jpg
    เหรียญย้อนยุคหลวงปู่ดู่ เสาร์๕ ปี ๒๕๕๑ แกะพิมพ์จาก ปี ๒๕๒๔ หลวงปู่ดู่วัดสะแก
    ปฏิสังขรณ์วัดโคกมะยมสร้างปลุกเสก ปี ๒๕๕๑ เนื้อทอง ผิวไฟแดงเดิมๆครับ
    พิธีปลุกเสกใหญ่ครับ ...

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251129_171843.jpg IMG_20251129_171920.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764415242970.jpg

    วัตถุมงคลหลวงพ่อแปลก วัดลํานํ้า จังหวัดราชบุรี
    หลวงพ่อแปลก วัดลํานํ้า ท่านเป็นพระเกจิที่คนพื้นที่นับถือเป็นอย่างมากครับ วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ทุกรุ่นครับ ทั้งเมตตาเเละเเคล้วคลาด ยิ่งคนทํามาหากิน หลวงพ่อแปลกท่านชอบมากครับ ลูกศิษย์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ่อกุ้ง เจ้าของสวน เจ้าของไร่ ต่างไปขอบารมีของหลวงพ่อ ต่างประสบผลสำเร็จ รํ่ารวย กันมาหลายคนเเล้วครับ คนพื้นที่เเละลูกศิษย์ของท่าน จะมีวัตถุมงคลของท่านทุกบ้านครับ


    หลวงพ่อแปลก วัดลำน้ำ จ.ราชบุรี
    เส้นทางแห่งธรรมเป็นหนทางเข้าสู่ธารแห่งความสงบนั้นมิได้โปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปหากผู้ที่ต้องการจะแสวงหาความสงบสุขทางธรรมที่ยังคงยึดอยู่กับกิเลส ตัณหา และความโลภ และคิดว่าเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางแห่งการแสวงหาทรัพย์สมบัติเพื่อสะสมไว้ในยามลาสิกขาบทเป็นเรื่องที่ควรพึ่งประมวลปฏิบัติ
    ความสงบสุขทางจิตถือเป็นนิมิตแห่งการเข้าสู่เส้นทางธรรมของพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งจะต้องละทางโลกให้สิ้น หนึ่งในบรรดาพระคณาจารย์ผู้เรืองวิชาศึกษาตามพุทธศาสนาจนเป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศรูปหนึ่งของ จ.ราชบุรี ที่เอ่ยชื่อถึงแล้วชาวราชบุรีคงไม่มีใครปฏิเสธถึงความน่าศรัทธาของท่าน พระคณาจารย์ท่านนี้ก็คือ หลวงพ่อแปลก แห่งวัดลำน้ำ ต.ดอนใหญ่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี หลวงพ่อแปลกท่านนี้แม้ว่าท่านจะอายุอานามหลายพรรษาเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสมมาช้านานประกอบกับปฏิปทาของท่านที่เสมอต้นเสมอปลายไม่เคยแปรเปลี่ยน เป็นเสมือนเขื่อนที่สะสมเอาแรงทานศรัทธาของสาธุชนใกล้ไกลที่ต่างให้ความนับถือท่านมากขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ จนบางท่านที่พึ่งจะพบเจอหลวงพ่อแปลกมักจะเกิดความสงสัยไปถึงเหตุที่ทำให้สาธุชนรู้จักนับถือท่านได้ถึงขนาดนี้ วันนี้จึงจะได้ถือโอกาสเปิดตำนานความเป็นมาที่เล่าขานกันมาและประวัติที่มาของท่านอันเป็นต้นกำเนิดแห่งความศรัทธาของท่านที่หลวงพ่อแปลกท่านจะร่วมเล่าให้เราท่านได้รับรู้กันทั่วประเทศ
    หลวงพ่อแปลกนั้นแต่แรกเริ่มเดิมที่ท่านก็เป็นชาวราชบุรีมาตั้งแต่กำเนิด ท่านเกิดที่บ้านหมู่ที่ 8 ต.ดอนใหญ่ โดยโยมบิดาท่านชื่อ เตี้ย โยมมารดาท่านชื่อ อี่ นามสกุลเดิมของท่านคือ แน่จิตร ครอบครัวของท่านประกอบไปด้วยพี่น้อง 6 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน โดยตัวท่านเองนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ท่านยังคงเยาว์วัยอยู่นั้นท่านก็มีโอกาสที่ได้มาใกล้ชิดกับที่วัดลำน้ำแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากท่านเองเป็นเด็กที่อยู่ใกล้กับบริเวณวัด ดังนั้นการศึกษาเบื้องต้นของท่านนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งพาอาศัยวัดลำน้ำแห่งนี้มาเป็นสถานศึกษาเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรก หลังจากที่ท่านได้ศึกษาจากที่วัดลำน้ำแห่งนี้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง โดยขณะนั้นเหตุที่ต้องไปอยู่ที่วัดคงคาเพราะว่าที่วัดลำน้ำแห่งนี้ในสมัยนั้นยังเป็นแค่สำนักสงฆ์ ไม่สามารถประกอบพิธีอุปสมบทได้ และเมื่อท่านตั้งใจว่าจะอุปสมบทครั้งนี้อย่างจริงจัง ท่านจึงได้โยกย้ายไป ซึ่งหลวงพ่อแปลกท่านจำได้ว่าในปีนั้นเป็นปีพ.ศ.2477 ท่านได้รับการอุปสมบทจากหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่ง มาช่วยเป็นอุปัชฌาย์ให้ และพระอาจารย์กร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยเมื่อถึงเวลาที่จะบวชท่านก็ได้ไปบวช ณ พัทธสีมาวัดดอนใหญ่ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของที่มาแห่งการเดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรในการบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นจุดแรกของชีวิตในการเป็นพระภิกษุสงฆ์ของท่าน การอุปสมบทของชายไทยนั้นโบราณท่านถือว่าเป็นการแสดงถึงการกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี และเมื่อหลวงพ่อแปลกท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วท่านก็เริ่มที่จะเข้าสู่การศึกษาธรรมอย่างแท้จริง หลวงพ่อแปลกท่านมุ่งเน้นถึงความต้องการที่จะเข้าหาแก่นแท้ของพุทธศาสนา ต้องการความเข้าใจและในที่สุดท่านก็ต้องการจะเข้าถึงการปฏิบัติ เมื่อท่านปฏิบัติแล้วท่านจึงเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ชาวพุทธศาสนานั้นสามารถดำรงอยู่ได้ช่ัวลูกหลานนั้นก็คือ จะต้องมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมซึ่งนั้นก็คือ วัด นั่นเองหลังจากบวชแล้วหลวงพ่อแปลกท่านไม่เคยลืมสถานทีอันเป็นบ้านเกิดของท่าน โดยท่านได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดลำน้ำ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่ไม่มีถาวรวัตถุใดๆมากมาย มีเพียงศาลาที่ใช้ประกอบพิธีหลังเก่าๆที่หลังคารั่ว เมื่อฝนตกครั้งใดก็ต้องหลบฝนกัน เมื่อท่านคิดได้เช่นนั้นหลวงพ่อแปลกท่านก็พยายามหาวิธีที่จะสร้างวัด โดยในสมัยนั้นวิธีที่จะสร้างได้ก็ต้องรวบรวมกำลังศรัทธาจากชาวบ้านซึ่งชาวบ้านในสมัยนั้นก็ไม่ค่อยที่จะมีปัจจัยมากมายนัก แต่กำลังศรัทธาด้วยแรงกายและจิตใจมีมากมายอยู่แล้ว ชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนในละแวกนั้นจึงตกลงใจกันที่จะบริจาคข้าวในนาให้แก่วัดเพื่อให้วัดได้มีข้าวและเอาข้าวเหล่านี้มาเป็นค่าแรงในการที่จะจ้างคนงานที่จะมาช่วยสร้างวัด ซึ่งขณะนั้นค่าแรงงานคนงานก่อสร้างก็ตกเพียงวันละ 50สตางค์เท่านั้น เมื่อหลวงพ่อแปลกท่านเริ่มมีความหวังในการจ้างแรงงานคนแล้วอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการก่อสร้างก็คือ ไม้ ท่านจึงจำเป็นที่จะต้องหาไม้เพื่อมาใช้สร้าง ซึ่งย้อนหลังไปในยุคนั้นการที่จะหาซื้อไม้นั้นก็ยากยิ่งเพราะไม่มีร้านค้าขายไม้อย่างเช่นปัจจุบัน แม้ว่าป่าไม้ยังคงอุดมสมบูรณ์ทางการจะมีการแบ่งเขตให้สามารถตัดไม้ขายได้แต่ไม้ขนาดที่ท่านต้องการทีี่จะเอามาก่อสร้างวัดนั้นไม่ว่าจะเป็นเสาหรือคานขื่อต่างๆ ก็หาได้ยากยิ่งในช่วงนั้น เพราะว่าการซื้อขายทั้งหลายต่างหยุดชะงักเนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี หลวงพ่อแปลกท่านจึงต้องเดินทางไปที่จังหวัดกาญจนบุรี พอดีไปเจอกับกำนันเฮงก็ได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่พอเข้าพรรษาท่านก็ต้องกลับวัดลำน้ำ มาจำพรรษา ไม้ที่ได้มาก็พอได้มาสร้างกุฏิแต่ก็ยังไม่มีหลังคา ต้องอาศัยเป็นเพิงหลบฝนไปชั่วคราวก่อน แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อพอออกพรรษาท่านก็เข้าป่าไปหาไม้อีก ท่านได้ข่าวมาว่าแถวๆพิษณุโลกมีไม้ท่านก็เดินทางไปโดยการโดยสารเรือแดงในสมัยนั้นใช้เวลาในการเดินทางเรือทั้งหมด 10 วัน 10 คืน จึงมาถึงพิษณุโลกด้วยความประสงค์แค่มาหาไม้ไปสร้างวัด ซึ่งก็พอได้ไม้มาบ้าง
    หลวงพ่อแปลกท่านมีความตั้งใจที่จะสร้างวัดนี้ให้สำเร็จอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่มีบุญคุณกับท่านมาตั้งแต่เด็ก ท่านต้องเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดหนึ่งทุกๆช่วงเวลาออกพรรษาเพื่อไปหาไม้มาสร้างวัด ทั้งจังหวัดพิษณุโลก กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ไปจนถึงชุมพร ไม้ที่ได้มาจากแต่ละที่ถูกรวบรวมมาก่อสร้างเป็นวัดลำน้ำ โดยครั้งแรกนั้นหลวงพ่อแปลกท่านเล่าให้ฟังว่าท่านได้เริ่มสร้างกุฏิ และศาลาการเปรียญ จนกระทั่งเข้าสู่พรรษาที่ 3 ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดลำน้ำแห่งนี้ โดยครั้งนั้นท่านกำลังพยายามสร้างโบสถ์ และด้วยความวิริยะอุตสาหะหลวงพ่อแปลกท่านก็สามารถสร้างโบสถ์หลังแรกของวัดลำน้ำได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2480 โดยหลวงพ่อแปลกท่านยังบอกว่าครั้งนั้นโบสถ์เสร็จแต่ยังไม่ค่อยสวยงามนักเนื่องจากมีการฉาบปูนก็เป็นปูนกาว และฉาบเฉพาะด้านนอกเท่านั้นด้านในยังไม่ได้ฉาบ เนื่องจากอุปกรณ์และปัจจัยต่างๆในช่วงนั้นขาดแคลนมาก ด้วยความตั้งใจจริงอย่างอุตสาหะของหลวงพ่อแปลก ในที่สุดด้วยวันเวลาที่ผ่านมาทุกอย่างก็ได้บรรลุจุดหมาย วัดลำน้ำในปัจจุบันจึงแลดูสวยสดงดงามควรค่าแก่การเป็นศาสนะสถานอย่างแท้จริงภายใต้การดูแลปกครองของหลวงพ่อแปลก ซึ่งเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของบรรดาสาธุชนทั้งหลยที่ต่างเดินทางมาพึ่งบารมีจากท่านไม่ขาดสาย แม้ภารกิจของท่านจะมีมากมายไม่เคยสร้างซา แต่ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะสร้างสรรสาธารณะประโยชน์หรือแม้แต่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านมักจะเอ่ยถึงคติธรรมประจำใจให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาให้ยึดมั่นถือมั่น ให้ปฏิบัติความดี และที่สำคัญต้องรู้สึกสงสารตัวเองแต่อย่าเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพราะจะทำให้เกิดความท้อถอยไม่ก้าวหน้า สิ่งใดที่ยังไม่ได้ลงมือทำก็อย่าพึงคิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำเสียก่อน สู้เสียก่อน คนเราไม่ว่าเกิดเป็นเพศไหนชาติไหน ขอให้มีความขยันในการทำมาหากินจะต้องเกิดความสุขแก่ชีวิตในบั้นปลายทุกๆคน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหันข้างหลวงพ่อแปลกวัดลำน้ำ พร้อมเลี่ยมเดิม

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20251129_180245.jpg IMG_20251129_180314.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่ฤทธิ์-รตฺนโชโต-2.jpg
    พระผงรูปเหมือนมหาโชค หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ รุ่น 7 รอบ ปี 2544

    หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต

    ท่านผู้อ่านบางท่านยังอาจจะไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์หรือแม้กระทั่งชื่อของหลวงปู่ฤทธิ์มาก่อน แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์กับผู้ที่นิยมวัตถุมงคลของเกจิอาจารย์ยุคปัจจุบันแล้ว หลวงปู่ฤทธิ์ท่านมีชาวบ้านชาวช่องนับถือและรู้จักกันดีเป็นอย่างยิ่ง มีลูกศิษย์ลูกหาที่นำวัตถุมงคลของท่านมาบูชา ติดตัว ติดบ้าน ติดร้านกันมาก วัตถุมงคลของท่านเป็นที่แพร่หลายมานับสิบปีโดยเฉพาะ :

    กิตติศัพท์หลวงปู่ฤทธิ์เป็นที่เลื่องลือมานานหลายสิบปีในจังหวัดแถบอีสาน แต่ในปัจจุบันชื่อเสียงของท่านได้ระบือ ไป ไม่แค่เพียงทั่วประเทศไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้เท่านั้น ยังแผ่ขยายออกไปประเทศต่างๆ อาทิเช่น :- ลาว ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อันเป็นการบอกเล่าและถ่ายทอดประสบการณ์ของวัตถุมงคลหลวงปู่ฤทธิ์ สู่กันและกันจากปากสู่ปากมากกว่าการเกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในหนังสือต่าง ๆ

    หลวงปู่ฤทธิ์ท่านเป็นพระเกจิดังเชื้อสายเขมรที่มีความเชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมทั้งของไทย ลาว และเขมร อย่างหาผู้เทียบเคียงไม่ได้ ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนฐานะ เป็นอย่างไร หลวงปู่ท่านจะให้การต้อนรับพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องนั่งรถยนต์ราคาแพงๆไปกราบ ท่านแล้วถึงจะได้พบหลวงปู่ นอกจากจะได้รับการต้อนรับขับสู้จากท่านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัวแล้ว หลวงปู่ยังจะ ปลุกเสกวัตถุมงคลในมือของท่านอีกอย่างดีก่อนมอบให้ บางครั้งท่านก็จะจารเป็นยันต์ให้ บางครั้งท่านก็จะพรมน้ำมนต์ให้ วัตถุมงคลของท่านถือว่าเป็นสุดยอดไม่ว่าจะได้โดยตรงจากมือหรือที่ศูนย์พระเครื่องต่างๆก็ตาม ยังไม่พบว่าวัตถุมงคลของท่านมีของปลอมหรือเสริมโดยที่หลวงปู่ยังไม่ได้ปลุกเสก บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่าน ต่างก็พบกับอภินิหารแบบพลิกชะตาชีวิตให้อย่างทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย เรียกเงินเรียกทอง เป็นต้น แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นยุค ไอเอ็มเอฟ ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาหากินลำบากกันถ้วนหน้า แต่คนที่บูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ฤทธิ์มักจะได้พบกับสิ่งแปลกประหลาด เช่น ค้าขายดีขึ้นอย่างผิดปกติ มีโชคได้ลาภ ลองปืนไม่ออก เป็นต้น

    หลวงปู่ฤทธิ์เกิดวันอาทิตย์ที่ 13 เดือน 6 (พฤษภาคม) แรม 8 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2460 ณ ตำบลทุ่งมน อำเภอประสาท จังหวัดสุรินทร์ ท่านบวชเณรเมื่อปี 2482 และบวชเป็นพระที่วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน จ.สุรินทร์ เมื่อปี 2483 โดยมีหลวงพ่อแปะ วัดปราสาทธนาพร(บ้านพลวง) อำเภอประสาท เป็นพระอุปปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านมาจำพรรษาที่วัดปราสาทธนาพร เพื่อ ศึกษาพระธรรมกับหลวงพ่อแปะอยู่ 3 ปีจึงได้ย้ายไปจำวัดอยู่ที่วัดพลับ ตำบลทุ่งมน อีก 4 ปี หลวงปู่ฤทธิ์ย้ายไปอยู่ วัดบ้านกระนัง ตำบลปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2490 ระหว่างที่อยู่วัดนี้ท่านได้ออกธุดงค์ไปเสาะแสวงหา ความรู้ทั้งทางธรรมและทางไสยศาสตร์ทั่วเขตอีสานจนตลอดเข้าไปในประเทศลาวและเขมร ท่านได้พัฒนาวัดบ้านกระนัง จนเจริญ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

    ในปี พ.ศ.2535 ท่านจึงได้ย้ายมาสร้างวัดชลประทานราชดำริ ที่บ้านกระทุ่ม ตำบลสูงเนิน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชดำริและได้จำพรรษาอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากวัดชลประธานราชดำริเพิ่งเริ่มก่อตั้งมาไม่นาน ยังขาดถาวรวัตถุในวัดอยู่เป็นอันมาก ซึ่งในขณะนี้หลวงปู่ได้กำลังก่อสร้างศาลาการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่อบรมพระสงฆ์และสามเณร รวมทั้งกุฏิสงฆ์ 2 ชั้น ก็กำลังก่อสร้างอยู่เช่นกัน ซึ่งปัจจัยในการก่อสร้างนั้นได้จากการให้บูชาวัตถุมงคล รวมถึงการที่บรรดา ลูกศิษย์ร่วมทำบุญในการทอดกฐินและการทอดผ้าป่า สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการทำบุญและรับวัตถุมงคลที่ช่วยเหลือ ท่านได้จริงๆ ในยุคไอเอ็มเอฟ โปรดอย่าลืมนึกถึง หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต พระเกจิชื่อดังชาวเขมรแห่งวัดชลประทานราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์

    ประสบการณ์ของวัตถุมงคลรุ่นก่อนๆ ของหลวงปู่ฤทธื์ที่มีประสบการณ์เป็นที่กล่าวขานทั้งในหมู่ลูกศิษย์และบุคคลที่ได้ บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ไปแล้ว

    ผ้ายันต์กิ่งแก้ว เป็นผ้ายันต์ที่มีผลในหลายๆด้าน ตามลักษณะการพับผ้ายันต์ ซึ่งรวมทั้ง เมตตา/มหานิยม คุ้มครองใน ด้านการเดินทาง โชคลาภ มหาอำนาจและอื่นๆอีกมากมาย จะเน้นมากทางด้านโชคลาภ และ เมตตา/มหานิยมคนที่ใช้แล้ว พบว่ามีคนมาติดพันมากมายเป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251129_185852.jpg IMG_20251129_185920.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,113
    ค่าพลัง:
    +21,459
    IMG_20251129_194137.jpg 4-wm (2).jpg
    สมเด็จนางพญาเทพประทานหลัง สธ.
    พิธีปลุกเสกใหญ่วัดสุทัศน์วันเพ็ญเดือน ๑๒ ปี๒๕๓๕

    กระดาษฝอยตัวอย่าง
    .........

    ๒ องค์คู่

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251129_195318.jpg IMG_20251129_195344.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...