พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญเม็ดกระดุมพระกริ่ง วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ เข้าพิธีเสกพร้อมพระกริ่งปี2544 จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาศอายุมงคล 70ปี พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสโดยสมเด็จพระญาณสังวรฯสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นประธานจุดเทียนชัย ในพิธีพุทธาภิเษกในวันที่ 19มกราคม 2544 ประกอบพิธีราชาแห่งฤกษ์ ณ อุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม 9 วัน 9 คืน โดยพระคณาจารย์ทั่วประเทศทั้งไทย จีน ญวน ร่วมพิธี มูลเหตุการจัดสร้าง พระกริ่งจอมไทย (เนื้อเงิน) พุทธาภิเษกใหญ่ 9 วัน 9 คืน ณ.วัดสุทัศน์ฯ จัดสร้าง ปี 2544 พระกริ่งสมญานาม “จอมไทย” แห่งสำนักวัดสุทัศน์ฯ ดำริการจัดสร้างโดยพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาส เนื่องในการเฉลิมฉลอง อายุมงคล 70 ปี โดยเป็นประธานเททองหล่อ ในมหัทธโนฤกษ์ พร้อมพระกริ่ง 70 ปี ในวันที่ 27 พ.ย. 2543
    สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จเป็นประธานจุดเทียนชัย ในพิธีพุทธาภิเษก ในวันที่ 19 ม.ค 2544 ประกอบด้วยราชาแห่งฤกษ์ ณ อุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม รวม 9 วัน 9 คืน
    โดยพระเถระภาวนาจารย์ทั่วประเทศ และที่สำคัญคือ 3 สังฆราชเจ้า คือ ไทย-จีน-ญวน ร่วมพิธีด้วยหากจะพูดถึงทำเนียบแห่งพระกริ่งที่โด่งดังสุดๆ เห็นจะไม่มีพระกริ่งรุ่นใดที่โด่งดังประเภทที่เรียกว่าสะท้านฟ้า จนผู้คนแห่แหนมาเช่าบูชาจนล้นวัดสุทัศนเทพวราราม
    สร้างประวัติการณ์หน้าใหม่แห่งวงการพระกริ่ง ที่เปิดบูชาทันที ด้วยพลังศรัทธาของผู้คน พระหมดทันใด ใช้ระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง นักสะสมสนมราคาบูชาสูงขึ้นหลายเท่าตัวในทันทีด้วยบารมีธรรมในพระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม ผนวกกับเกียรติประวัติความเชื่อถือในสูตรนวะโลหะของสำนักวัดสุทัศนเทพวราราม ที่มีอาจารย์นิรันด์ (หนู) แดงวิจิตรเป็นผู้กำกับการผสมสูตร จึงทำให้เป็นที่จุดประกายความศรัทธาของทุกกลุ่มชนที่เคยได้ยินเกียรติประวัติการสร้างพระกริ่งของสำนักวัดสุทัศน์ ทั้งในอดีต และปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของพลังศรัทธาแห่งคลื่นมหาชนล้นวัดสุทัศน์ เป็นประวัติการณ์จารึกไว้ในรอบ 100 ปี พระกริ่งจอมไทย เป็นพระกริ่งที่ถอดแบบ และย่อส่วนมาจากพระกริ่งใหญ่ 69 ของพระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี ด้วยประสงค์ให้เป็นพิมพ์ทรงนิยมที่จัดสร้างร่วมสมัยในยุคนั้น คือสุดยอดแห่งพระกริ่งไทย มีความหมายตามที่พระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ท่านได้เฉลิมพระนามถวายพระเกียรติคุณแด่ องค์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งพระองค์เป็นพระปรมาจารย์เจ้าตำรับของการสร้างพระกริ่งสูตรนวโลหะของประเทศไทยเพื่อความเป็นสุดยอดสมกับพระนามกริ่งจอมไทย พระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี จึงให้จัดพิธีที่ยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติเพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการจัดพิธี ท่านฯ (พระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี) จึงให้จัดพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ 9 วัน 9 คืน เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยอารถนาพระเถระภาวนาจารย์ที่ทรงวิทยาคมแก่กล้าจากทุกจังหวัด ทั่วพระราชอาณาจักรไทยมาร่วมในพิธี ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ในการนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย ในวันศุกร์ ที่ 19 ม.ค. 2544 พิธี 9 วัน 9 คืนในครั้งนั้น นอกจากรายนามพระคณาจารย์จากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่ได้มาเข้าร่วมงานแล้ว ยังมีคณาจารย์อีกมากที่พระเดชพระคุณท่านฯได้เชิญมาเป็นการพิเศษเพื่อประกอบพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีมหาอุจจ์ และ พิธี 3 สังฆราช คือ มีสังฆราชไทย,จีน,ญวน มาร่วมพิธีด้วยความยิ่งใหญ่แห่งการจัดสร้างพระกริ่งของสำนักวัดสุทัศนเทพวรารามในการฉลองชนมายุครบ 70 ปี ที่มีความเป็นเอกปรากฏตามความเชื่อของพระเดชพระคุณท่านฯ ที่ว่า องค์พระจะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ขึ้นอยู่กับการจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่ และเข้มขลัง แม้จะหล่อพระกริ่งที่ใดถ้าได้มาจัดพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ ก็จะคงความ ศักดิ์สิทธิ์ ดังการปิดพระอุโบสถ ทำมหาอุจจ์หลังพิธีแล้ว หลวงปู่พวงแห่งจังหวัดอุดรธานี ท่านได้บอกว่า ปรากฎพระมหาเถระผู้ใหญ่ร่างท้วมดำ ออกมาร่วมพิธีในคืนนั้น ซึ่งอาวุโสกว่า สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ไม่ทราบว่าเป็นท่านใด จึงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเม็ดกระดุมพระกริ่ง ๙ วัน ๙ คืน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ( ปิดรายการ)

    IMG_20251130_180029.jpg IMG_20251130_180056.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 ธันวาคม 2025
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    15.jpg




    เหรียญย้อนยุครุ่น 1 ปี 2549 หลวงปู่รอด วัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก รุ่น 60 ปี ครองราช

    โดย หลวงปู่รอด ได้ใช้เหรียญรุ่นแรกจำนวน 9 เหรียญ หลวงปู่รอดได้จาร นะ ที่เหรียญ เพื่อเป็นชะนวนจัดสร้าง(หลวงปู่รอดเมตตาอธิษฐานจิต 5 เดือนเต็ม ครั้งสุดท้ายในพระอุโบสถ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2549) เป็นเหรียญน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง เป็นเนื้อทอง แดงอย่างเดียว มีทั้งตอกโค๊ด และไม่ต้องโค๊ด ครับ ‪#โค๊ดชำรุดก่อน‬ จำนวนการจัดสร้าง 15,999 เหรียญ

    ประวัติ หลวงปู่รอด ฐิตฺวิริโย วัดสันติกาวาส

    พระครูสถิตวีรธรรม หรือหลวงปู่รอด ผู้สืบทอดพุทธาคม จากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ในบรรดาพระเกจิอาจารย์ผู้เป็นศิษย์สืบสายพุทธาคมจาก หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น เทพเจ้าแห่งปากน้ำโพ ที่ยังดำรงชีพอยู่และมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วนั่นก็คือ พระครูสถิตวีรธรรม หรือ หลวงปู่รอด และที่เรียกขานกันด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเสือ ปัจจุบันอายุ 83 ปี พรรษา 63 ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม และเจ้าอาวาสวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

    หลวงปู่รอด ชื่อเดิมว่า บุญรอด แจ่มจุ้ย เป็นบุตรของ นาย เพชร และ นางบุญมา นามสกุล แจ่มจุ้ย ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พงศ. 2464 ณ. บ้านโคน ต.พญาปั่นแดน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ หลวงปู่รอดได้ใช้ชีวิตเติบโตและร่ำเรียนวิชาความรู้ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ครั้นอายุได้ 14 ปี ได้ย้ายบ้านปอยู่ที่ บ้านป่ามะม่วง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย รวม ระยะเวลา 3 ปี จากนั้นจึงย้อนกลับไปอยู่ที่บ้านโคนซึ่งเป็นถิ่นกำเนิด

    กระทั่งอายุ 21 ปี จึงได้หันเหชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยการอุปสมบท เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2485 ที่วัดเชิงหวาย ต.ตลุกเทียม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก โดยมี พระครูญาณปรีชา วัดดอกไม้ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิกาหาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ เจ้าอธิการพวง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้ฉายาว่า ฐิตฺวิริโย พักจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงหวายเป็นเวลา 2 พรรษา จำนั้นจึงย้ายมาอยู่ที่วัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก
    ความรู้ทางธรรม ปี พ.ศ. 2489 สามารถสอบไล่ได้นักธรรมโท สำนักวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณูโลก ซึ่งท่านมีความชำนาญทางด้านเทศนาธรรม การบรรยายธรรม การปาฐกถาธรรม วิปัสสากรรมฐาน และ การก่อสร้าง(นวกรรม) มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการเขียนและอ่านอักขระขอม

    เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสท่านได้ชื่อว่าเป็น ลูกผู้ชายตัวจริง คนหนึ่งทีเดียว ท่านไม่ใช่นักเลง เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ แต่ก็อยู่ท่ามกลางหมู่นักเลงหลายก๊กหลายเหล่า เลยทำให้ชีวิตกล้าแกร่ง ค่อนข้างใจร้อน ใครพูดแสลงหูก็มีอารมณ์เหมือนกัน ถึงขนาดเคยมีเรื่องฟันแทงเกือบติดคุกทีเดียว แม้กระทั่งตอนจะบวชก็ยังมีมารมาผจญ แต่ด้วยจิตใจที่หนักแน่น และไม่ยอมใครถ้าหากไม่มีเหตุผล ท่านจึงผ่านพ้นวิกฤติชีวิตที่น่าหวาดเสียวมาได้เสมอ

    อำเภอพรหมพิรามสมัยก่อน เป็นศูนย์รวมของบรรดาโจรผู้ร้าย มีทั้งเสือที่เป็นสัตว์และไอ้เสือที่เป็นคนเยอะแยะไปหมด เสือหลวย เป็นเสือที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด นอกจากนี้ก็มี เสือเสงี่ยม,เสือดำ,เสือม้วน ซึ่งส่วนใหญ๋จะเป็น เสือต่างถิ่น เสียมากกว่า หลงปู่รอดเล่าให้ฟังว่า มีเสืออยู่คนหนึ่งเมื่อมันชอบลูกสาวบ้านใด มันก็จะถือเหล้าขวดเดียวเข้าไปสู่ขอเอาดื้อ ๆ เวลาขึ้นบ้านไหนมันก็จะพูดว่า พ่อแม่มารับไหว้เดี๋ยวนี้ กินเหล้าแล้วผมขอลูกสาวไปเลยนะ โยมพ่อของหลวงปู่รอดเป็นคนที่มีวิชา แต่ท่านไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร จนกระทั่งบวช เมื่อได้พบเจอเหตุการณ์ไอ้เสือปล้นต่าง ๆ ก็เลนขอรับการถ่ายทอดวิชาจากโยมพ่อเพื่อไว้ป้องกันตัว และช่วยเหลือคนอื่น ลูกสาวชาวบ้านที่ถูกฉุดไป หลวงปู่รอดได้เมตตาตามไปช่วยกลับคืนมาได้เกือบหมด โดยไม่กลัวพวกเสือแต่อย่างใด เพราะสมัยนั้นพวกเสือต่าง ๆ ต้องมาพึ่งบารมีพ่อ ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณประจำตำบล ตกคืนนั้นพวกเสือมันมาตามคืน ท่านกำลังท่องหนังสืออยู่ได้ยินเสียงลั่นไกปืน 2-3 ครั้ง พอรู้ว่าถูกลอบยิงก็รีบวิ่งเข้ากุฏิไปคว้าขวานออกมา พร้อมตะโกนท้าพวกมันให้ออกมาฟันกันซึ่ง ๆ หน้า แต่มันก็ไม่กล้าและล่าถอยไป ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านยังมานั่งคิดว่า เป็นเรื่องแปลกดีที่ยิงไม่ออก

    ช่วงหนึ่งหลวงปู่รอดเคยคิดจะย้ายไปจำพรรษาที่อื่น เพราะพวกนักเลงเยอะ มีทั้งลักขโมย ปล้นสะดม และฆ่ากัน พระหลายรูปทนไม่ได้ต้องสึกออกไปเพราะความกลัว ตัวท่านเองตั้งใจจะเข้าไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ ฯ แต่ญาติโยมไม่ยอมให้ไป ถึงขนาดนิมนต์เจ้าคณะตำบลละเจ้าคณะอำเภอมาช่วยอ้อนวอนไว้ จึงตัดสินใจอยู่ต่อมาจนถึงทุกวันนี้

    เดิมทีหลวงปู่รอดท่านตั้งใจจะบวชเพียง 3 พรรษา แต่ด้วยจิตยึดมั่นในทางธรรมก็ล่วงเลยไปถึงพรรษาที่ 9 และคิดจะลาสิขา แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะจิตใจอุทิศให้พระศาสนา อย่างเต็มเปี่ยม จนปัจจุบันย่างข้า 63 พรรษาแล้ว ตลอด 62 พรรษาที่ผ่านมา แทบจะกล่าวได้ว่าท่านไม่เคยหยุดนิ่ง เริ่มการสร้างวัดสันติกาวาสจากสภาพวัดร้างให้พลิกฟื้นคืนความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการเรียกความศรัทธาชาวบ้านอย่างสูง แต่ด้วยความเป็นคนจริงบวกกับการประพฤติปฏิบัติตนที่ทำให้ผู้คนเกิดความเคารพเลื่อมใส เพียงไม่นานก็ทำให้วัดสันติกาวาส สมบูรณ์ทั้งด้านเสนาสนะ และศาสนวัตถุต่าง ๆ นอกจากนี้ หลวงปู่รอดยังได้ใช้วิชาความรู้มาช่วยสงเคราะห์ผู้ที่ประสบทุกข์ร้อนทั้งร่างกาย และ จิตใจ อาทิ การเป่าหัว-เสกยารักษาโรค การดูดวง ซึ่งวิชาเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วท่านจะเรียนรู้ด้วยตนเองจากตำรับตำราเก่า ๆ ในช่วงที่ท่านได้อยู่รับใช้หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพนั้น ก็ได้รัยการถ่ายทอด คาถารอบโลก ซึ่งเป็นคาถาที่หลวงพ่อเดิมท่านใช้ประจำตัว ไม่ว่าจะการพรมน้ำมนต์ หรือการปลุกเสกวัตถุมงคล โดยหลวงปู่รอดได้นำมาใช้เป็นคาถาประจำตัวเช่นกัน ซึ่งพระคาถานี้มีด้วยกัน 7 บท อาทิ คาถาหายตัว,คาถามหานิยม,คาถาคงกระพันชาตรี ฯลฯ



    ทุกวันนี้หลวงปู่รอดได้เป็นที่พึ่งของชาวพรหมพิรามและใกล้เคียง มาให้เจิมรถบ้าง พรมน้ำมนต์ดูดวงต่อชะตาราศีบ้าง นอกจากเป็นเพราะท่านมีวิชาอาคมขลังแล้ว ยังมาจากชื่ออันเป็นมงคลนามว่า รอด ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้รอดพ้นจากเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ จากร้ายกลายเป็นดี แต่ท่านก็มักเตือนสติลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอว่า ใครที่มีวัตถุมงคลของท่านแล้วจะให้รอดเหมือนชื่อนั้นจะให้รอดทุกคนเป็นไปไม่ได้ เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งคู่กับมนุษย์ทุกคนไม่มีทางหนีความตายไปได้ จะตายช้าตายเร็ว ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่างรวมกัน มาในโอกาสนี้ หลวงปู่รอด ท่านเมตตาจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น ไตรมาศ 47 เพื่อมอบให้ศิษยานุศิษย์ ที่รอคอยกันมานานได้ร่วมสร้างสาธารณกุศลภายในวัดที่ชำรุดทรุดโทรม พร้อมทั้งโรงครัวและร่วม ฉลองอายุครบ 83 ปี 63 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251130_183434.jpg IMG_20251130_183507.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764511576432.jpg
    พระรอดโสฬส วัดศรีหมวดเกล้า จ.ลำปาง ปี ๒๕๑๖ ที่ปลุกเสกโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก จัดสร้างโดยการนำเอามวลสารที่เหลือจากการสร้างพระผงห้ารอบปี ๒๕๑๕ มาเป็นมวลสารหลักในพิธีครับ ดังนั้นพระผงรุ่นนี้จึงพูดได้ว่า เป็นพระที่มี มวลสารใกล้เคียงกับพระผงห้ารอบมากที่สุดก้อว่าได้....พระรอดโสฬส ที่พบเจอมา มีทั้งหมด หลายพิมพ์ มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์ใบมะขาม มีทั้งเนื้อดิน แบบมีเข็มและไม่มีเข็ม เนื้อกังใสเนื้อครั่งก้อเคยเจอ
    (พิมพ์ใบมะขาม)....เรื่องพุทธคุณไม่ต้องพูดถึงครับ ถ้าเป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านมนต์ให้ตั้งแต่ยังเป็นมวลสาร จนเป็นที่มาของวลีเอกของหลวงพ่อที่ว่า ......ใช้ไม่ดีให้เอามาคืนเรา......

    "ท่านเขมโกภิกษุ หลวงปู่เกษม หรือหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่เราท่านเคารพบูชา และรำลึกภาวนาขอ บารมีจากท่านช่วยคุ้มครอง ปกป้องจากอันตรายยามเมื่อเกิดความทุกข์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เพราะบารมี หลวงพ่อที่เพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานด้วยความมานะบากบั่นยากที่จะมีผู้ปฏิบัติได้เสมือนนั้น สร้าง ศรัทธาและความเชื่อมั่นสูงยิ่งนัก" หลวงพ่อเกษมท่านเจริญวิปัสสนาด้วยถือสันโดษเป็นที่ตั้ง ใช้อำนาจจิต ควบคุมร่างกายเข้าสู่สมาธิภาวนา เบื้องหน้าเชิงตะกอน ท่านไม่ติดรสอาหารเมื่อมีผู้นำมาถวาย แม้อาหาร จะเสียจนราขึ้น ถ้าหลวงพ่อท่านยังมิได้แผ่เมตตาท่านก็จะรับประเคนบาตรแล้วแผ่เมตตาให้ หลวงพ่อ เป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ และเมตตาธรรมสูงส่ง ท่านหมดสิ้นแล้วกิเลสและเปี่ยมล้นด้วยบารมี ทุกวันนี้ หลวงพ่อยังเป็นดุจร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความร่มเย็น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251130_205404.jpg IMG_20251130_205448.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    2 (1).png

    ท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกล

    เหรียญเมตตา ๙๒ ปี ๒๕๓๖
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าผู้ทรงอภิญญาญาณ คือ ผู้ทรงความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา มีคุณสมบัติพิเศษ ๖ อย่าง ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
    ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยว อดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส ถึงกับท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย"
    ท่านสามารถแสดงธรรมและสนทนาธรรมเป็นภาษาต่างๆ ได้หมด เพียงกำหนดจิตดูว่าภาษานั้นเขาใช้พูดกันว่าอย่างไร ท่านสามารถแสดงธรรมโปรดเทวดา พญานาค ตลอดจนภพภูมิต่างๆ ได้

    การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืนหรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอบ่างอนาคาริกมุนีผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่สองตัวกระโดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ แผ่เมตตา กำหนดจิตเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปจนถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์เถระเจ้าผู้ได้ฉายาว่า พระผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งปวง ในสมัยที่หลวงปู่ชอบยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาให้หลวงปู่ชอบรับแขกพิเศษในตอนกลางคืนแทนองค์ท่าน ซึ่งจะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ ปฏิปทาของท่าน ในสายพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ยกย่องกันว่า หลวงปู่เป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญทางความเพียร มีนิสัยมักน้อย ถือสันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขามาตลอด ข้อปฏิบัติและธรรมภายในของท่านเป็นที่สรรเสริญ และหลวงปู่ชอบท่านยังเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ โดยท่านเดินธุดงค์ไปที่แห่งใด ท่านไม่เคยอดอยาก ต้องมีผู้คนมาใส่บาตรอยู่เสมอแม้จะทุรกันดารขนาดไหนก็ตาม และผู้ใดที่บูชาท่านมักจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายได้สะดวก ประสบความสำเร็จเสมอ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251130_194715.jpg IMG_20251130_194738.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764511907176.jpg FB_IMG_1764511911646.jpg FB_IMG_1764511940356.jpg

    สมเด็จ ๙ อรหันต์ เนื้อผสมอัฐิธาตุ อังคารธาตุ เกศา และชานหมากของพระอรหันต์ 9 รูป พิธีสร้างวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม พ.ศ.2538 พิมพ์กรรมการปิดทองเดิม

    พระสมเด็จ ๙ อรหันต์หรือ พระผงอังคาร ๙ อรหันต์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2538 เป็นที่สุดของมวลสารในการจัดสร้างพระรุ่นนี้คือ
    1. พระผงรูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งด้านหลังบรรจุเกศาแท้ ๆ ของหลวงปู่มั่น สร้างโดยหลวงปู่เจี๊ยะ วัดป่าภูริทัตตะฯ จ.ปทุมธานี สมเด็จชานหมากของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ด้านหลังฝังเหล็กเปียกสร้างโดยพระอาจารย์โชติ อาภัคโค วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี
    2. พระผงรุ่นอายุยืน เส้นเกศา จีวร ชานหมาก ผิวสรีระบางส่วนที่ขูดออก ครั้งเปลี่ยนจีวร สีผึ้งที่ทำจากอุจจาระ ซึ่งก่อนมรณภาพหลวงปู่สี ฉันทสิริ ได้ขับถ่ายออกมาเป็นสีผึ้ง
    3. เส้นเกศา-อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    4. อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    5. อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ หลวงปู่ขาว อนาลโย
    6. พระผงอังคารธาตุ หลวงปู่ชา สุภัทโท
    7. อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ ชานหมากหลวงปู่สาม อกิญจโน
    8. อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
    9. อัฐิธาตุ-อังคารธาตุ หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
    และผงธาตุกายสิทธิ์เช่น
    1. ผงอิทธิเจ ปถมัง มหาราช
    2. ผงว่าน ๑o๘
    3. ดินสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน
    4. ใบโพธิ์ ของต้นโพธิ์ตรัสรู้แท้ ๆ จากประเทศอินเดีย
    5. ผงแร่เกาะล้าน แร่เกาะคาม แร่เกาะภูเก็ต แร่เมฆพัด
    6. ผงแร่เหล็กไหลเพลิง
    7. ผงเหล็กไหลตาแรด หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดถ้ำแฝด
    8. ผงธูป ผงพระเก่า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    9. ดินกากยายักษ์ที่ใช้ผสมทำพระผงหลวงปู่ทวด
    10. ผงเกสรดอกไม้บูชาพระอาจารย์หลายรูป
    11. ผงพระเก่าหลวงพ่อมงคลบพิตร
    12. ผงพระธาตุพระสิวลี ชนิดสีขาวและสีดำ
    13. ผงสะเก็ดแก้ว พิสดาร
    โดยมีพิธีอธิษฐานจิต-พุทธาภิเษก ถึง 3 ครั้ง
    ครั้งที่ ๑ ภายในโบสถ์มหาอุด วัดอินทราราม ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๘ ซึ่งตรงกับวันเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา โดยหลวงพ่อแดง นันทิโย และพระภิกษุผู้ทรงอิทธิจิตสูงส่งภายในวัดอินทรารามทั้งยังเป็นผู้สร้างพระสมเด็จ ๙ อรหันต์ ตามสูตรการสร้างพระสมเด็จที่สืบทอดมาจากหลวงปู่ใจวัดเสด็จ และ หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ
    ครั้งที่ ๒ พิธีมหาพุทธาภิเษก ภายในพระวิหารพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๙ รูป นั่งปรกแผ่เมตตาดังนี้
    1. หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี
    2. หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม
    3. หลวงพ่อลำไย วัดทุ่งลาดหญ้า
    4. หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม
    5. หลวงพ่อยะ วัดท่าข้าม จ.นครปฐม
    6. หลวงพ่อแย้ม วัดสามง่าม จ.นครปฐม
    7. หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม จ.นครปฐม
    8. หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม
    9. หลวงพ่อสง่า วัดหนองม่วง จ.ราชบุรี

    ครั้งที่ ๓ อธิษฐานจิตแผ่พลังโดยพระป่ากรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกจำนวนทั้งหมด ๒๒ รูป ดังนี้
    1. หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร
    2. หลวงปู่หลอด ปโมทิโต วัดสิริกมลาวาส กรุงเทพฯ
    3. หลวงพ่อคำพอง ติสโส วัดถ้ำกกดู่ จ.อุดรธานี
    4. พระอาจารย์กิ ธัมมุตตโม วัดสนามชัย จ.อุบลราชธานี
    5. พระอาจารย์ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน จ.เลย
    6. พระอาจารย์บุญเพ็ง กัปปโก วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม จ.ขอนแก่น
    7. หลวงปู่หลวง กตปุญโญ วัดป่าสำราญนิวาส จ.ลำปาง
    8. หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย จ.พิจิตร
    9. พระอาจารย์โชติ อาภัคโค วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี
    10. พระโพธินันทมุนี วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
    11. พระอาจารย์แปลง สุนทโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
    12. พระครูอุดมสังวรคุณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
    13. หลวงพ่อเพิ่ม กิตติวัฒฑโน วัดถ้ำไตรรัตน์ จ.นครราชสีมา
    14. หลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ วัดถ้ำเสือวิปัสสนา จ.กระบี่
    15. พระอาจารย์สมาน ชิตมาโร วัดป่าศรัทธาราม จ.นครราชสีมา
    16. หลวงพ่อเที่ยง ผาสุโก วัดหลวงปรีชากูล จ.ปราจีนบุรี
    17. พระครูพิทักษ์มัชฌิมเขต วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จ.นครราชสีมา
    18. พระอาจารย์เคล็ม ปิยธโร วัดกระสัง จ.บุรีรัมย์
    19. หลวงพ่อแดง นันทิโย วัดอินทราราม จ.สมุทรสงคราม
    20. พระอาจารย์เฉลียว วรกิจโจ วัดป่าโคกมน จ.เลย
    21. หลวงพ่อสิทธา เชตะวัน
    22. พระอาจารย์เกษมสุข เขมสุโข วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ กรุงเทพฯ

    พระสมเด็จ ๙ อรหันต์ พิมพ์กรรมการปิดทองเดิม ไม่มีกล่อง

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251130_211540.jpg IMG_20251130_211605.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764513397012.jpg

    เก่งจนหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลียอมรับ

    พระขลังอีกรุ่นของหลวงปู่รับรองห้อยแล้วไม่หนักคอแน่ๆเพราะหลวงปู่ธูปท่านดังมานานแล้วตั้งแต่ก่อนปี 2500 เป็นพระเก่งองค์หนึ่ง เวลาท่านทำพิธีปลุกเสกพระแต่ละครั้ง ท่านจะเน้นมากๆ ในการประจุพุทธคุณหลวงปู่ธูป นิยมปลุกเสกเดี่ยวๆ ท่านถือคติแบบพระรุ่นโบราณคือชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน พุทธคุณพระของท่านจะหนักไปทางแคล้วคลาด เมตตา ค้าขาย นำหน้าเป็นหลัก ส่วนคงกระพัน ก็มีเจอบ้างเหมือนกันครับหลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งในยุคหลังปี 2500 ของกรุงเทพ มักได้รับนิมนต์เข้าร่วมปลุกเสกพิธีสำคัญๆร่วมกับพระเกจิรุ่นราวคราวเดียวกันเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี เป็นต้น หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ อยุธยา เพราะหลวงปู่ธูป พื้นเพเดิมเป็นชาวอำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยาครับหลวงปู่ธูป ได้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางเพื่อให้ลูกศิษย์ไว้ป้องกันตัว คือ เชือกคาดเอว สร้างตามตำรับ หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ มีเรื่องบอกต่อๆกันมาว่าเชือกคาดเอวของท่านที่ผ่านการปลุกเสกจนใช้การได้ต้องไม่ไหม้ไฟเมื่อโยนเข้ากองไฟ เชือกคาดเอวของหลวงปู่ธูป มีอภินิหารประจักษ์แก่ผู้บูชามากโดยเฉพาะด้านคงกระพัน แคล้วคลาด ทำให้หลวงปู่ธูป เริ่มมีชื่อเสียงมากตั้งแต่ครั้งนั้น มีลูกศิษย์นับถือท่านมาก แม้แต่พระเอกยอดนิยมในอดีต เช่น มิตร ชัยบัญชา นอกจากนี้ หลวงปู่ธูป ยังได้รับนิมนต์ไปปลุกเสกพระพิธีสำคัญบ่อยๆในสมัยมีชีวิต เช่น พิธีวัดประสาท ปี 06 พิธี 25 ศตวรรษ เป็นต้น หลวงปู่ธูป มีความสนิทสนมกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม มีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะพระเครื่องที่สร้างขึ้นของวัดแคนางเลิ้งหลายๆรุ่น เมื่อมีการจัดพุทธาภิเษกขึ้นที่วัด ต้องมีชื่อของหลวงปู่โต๊ะ อยู่ในรายชื่ออยู่เสมอ

    ......พระของท่านนั้นดังมากในช่วงสงครามอินโดจีน จากประสพการณ์เล่าขานของทหารผ่านศึกที่รอดตายกลับมาเป็นที่น่าเชื่อถือ ว่ากันว่าพระของท่านจะมีมวลสารจากสมเด็จบางขุนพรหมที่แตกหักอยู่ด้วย

    หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง เกจิดังเมืองกรุง

    พระเครื่องเข้มขลังดีทาง "อยู่ยงคงกะพัน" "เมตตามหานิยม" อย่างโดดเด่น
    “หลวงปู่ธูป” หรือ “พระราชธรรมวิจารณ์” เป็นพระยุคเก่าที่สมถะ มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายให้การอนุเคราะห์สาธุชนโดยเลือกชั้นวรรณะ เปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหาร ให้การต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนอย่างมีไมตรีจิต เป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิต และคฤหัสถ์โดยทั่วไป

    นับตั้งแต่สงครามอินโดจีนเรื่อยมา วัดสุนทรธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้ง หรือ วัดสนามกระบือ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถือเป็นสถานที่ต้อนรับพระเกจิอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดมากมาย หลวงปู่ธูปจึงมีความสนิทคุ้นเคยและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางพุทธาคมคาถา กับพระผู้ทรงวิทยาคมในสมัยนั้นหลายรูปหลายนามยิ่งกว่านั้น ยังได้รับตำรับตำราจากพระคณาจารย์บางองค์เป็นการเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชา “อยู่ยง” นั้นเป็นที่เล่าลือมาก

    ต่อมาในระยะหลังๆ พระเกจิอาจารย์มาเยือนวัดแคนางเลิ้งเพียงไม่กี่รูป เพราะชราภาพไม่สะดวกในการเดินทาง คงมีแต่หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อนอ วัดกลางและหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเรื่องราวของท่าน ที่ถูกนำมาถ่ายทอดเล่าขานสืบต่อกันมา

    หลวงปู่ธูป เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ของวัดแคนางเลิ้งที่มีความเข้มขลังทางพุทธาอาคม เป็นเกจิร่วมยุคกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม โดยเฉพาะหลวงปู่โต๊ะจะสนิทสนมกันมาก เมื่อวัดแคมีการปลุกเสกพระจะต้องนิมนต์หลวงปู่โต๊ะไปร่วมนั่งปรกทุกครั้ง สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ยอมเปิดเผยวิทยาคุณด้านนี้ให้เป็นที่แพร่หลายมากนัก ผู้คนทั่วไปจึงไม่ค่อยมีโอกาสรับรู้ นอกจากผู้อยู่ใกล้ชิดและติดตาม

    ท่านเกิดในสกุล “วิชาเดช” เกิดวันจันทร์ที่ 11 เม.ย. 2441 ณ บ้าน ต.บางหลวงเอียง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ “เดช” มารดาชื่อ “ผ่อง” มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง อายุได้ 8 ปี ญาติผู้ใหญ่นำไปฝากให้เรียนอักษรสมัยที่วัดตะกู โดยมีพระอาจารย์เอม เจ้าอาวาสขณะนั้น เป็นครูสอนเรียนหนังสือไทยเบื้องต้น มีประถม ก.กา มูลบทบรรพกิจ หนังสือพระมาลัยและขอม เป็นพื้นฐานเบื้องต้น จากนั้นได้ย้ายมาศึกษาวิชามูลกัจจายน์ และเรียนหนังสือบาลีที่วัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา

    หลังจากเล่าเรียนจนแตกฉานแล้ว พี่ชายของท่านซึ่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่กรุงเทพฯ คือ พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตร และท่านผู้หญิงแปลก ได้มารับท่านไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย และได้ให้ความเมตตาและอุปการะเป็นอย่างดี โดยให้เข้าเรียนหนังสือต่อที่ ร.ร.วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) จนจบชั้นประถม 4 ในขณะที่เล่าเรียนได้มีโอกาสติดตาม พล.ต.อ.เจ้าพระยาราชศุภนิมิตรเข้าเฝ้า และติดตามเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีต่างๆ และการเสด็จแปรพระราชฐานในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง

    เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารได้สมัครเข้ารับราชการเป็นทหารรักษาวังอยู่ 2 ปี หลังปลดประจำการท่านเจ้าพระยาและท่านผู้หญิง ได้อุปถัมภ์ให้เข้ารับการอุปสมบท ณ วัดสุนทรธรรมทาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2463 สมเด็จพระวันรัต (จ่าย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอริยมุนี (หว่าง) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูพุทธบาล (เนตร) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “เขมสิริ”

    ได้อยู่จำพรรษาที่วัดแคนางเลิ้ง ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระครูพุทธบาลมาโดยลำดับ และยังได้ศึกษานักธรรมชั้นตรีในสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร เมื่อถึงกำหนดสอบธรรมสนามหลวง เกิดอาพาธกะทันหันจึงล้มเลิกการศึกษาทางด้านคันถธุระตั้งแต่นับนั้นและหันมาเอาดีทางสมถกรรมฐานและพุทธาคมคาถา

    ประมาณพรรษาที่ 3 ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากรรมฐานชั้นสูงกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จนบรรลุฌานชั้นสูง สามารถแสดงอิทธิคุณต่างๆ ได้ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ศึกษาเวทมนต์คาถา ซึ่งเป็นวิชาการแขนงหนึ่งที่พระเถระยุคเก่าต้องใฝ่หาเรียนรู้ไว้เพื่อประโยชน์ในงานพระศาสนาต่างๆ อาทิ การปลุกเสกวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยพระผู้ทรงวิทยาคุณเป็นผู้ภาวนาปลุกเสก โดยได้รับการประสิทธิ์ประสาทจากหลวงพ่อปานมาเต็มเปี่ยม จากนั้นจึงไปเรียนวิชากับหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ ได้วิชาทำเชือกคาดเอวที่มีประสบการณ์ดัง "ไม่ไหม้ไฟ"
    หลวงปู่ธูปใช้เวลาศึกษาอยู่กับหลวงพ่อปานประมาณหนึ่งพรรษา จึงกลับคืนวัดสุนทรธรรมทาน และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนพระครูพุทธบาล ที่ขอลาสิกขาบทในปี พ.ศ. 2470 และผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งจนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2471 ขณะมีอายุได้ 30 ปี พรรษา 8 นับเป็นพระหนุ่มที่มีพรรษาน้อยสุดที่ได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดในเขต จ.พระนครสมัยนั้น

    หลังจากรับตำแหน่งท่านก็ริเริ่มปฏิสังขรณ์และพัฒนาก่อสร้างอาคาร เสนาสนะต่างๆ เรื่อยมา โดยเริ่มลงมือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472-2500 ซึ่งเป็นปีที่ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 2533 เวลา 02.26 น. ท่านก็มรณภาพลงที่โรงพยาบาลพญาไท รวมสิริอายุ 92 ปี 3 เดือน 28 วัน พรรษา 70

    ด้านวัตถุมงคล ตลอดเวลาที่ท่านครองเพศพรหมจรรย์ ได้สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆมากมายหลายรุ่น จากการบันทึกของหนังสือวัดทราบว่าสร้างครั้งแรกในปีพ.ศ.2482 และจัดสร้างติดต่อกันมาจนถึงพ.ศ.2529 วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเมื่อปีพ.ศ.2482 ได้สร้างร่วมกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นพระสมเด็จฐานสามชั้น พระรอด พระนางพญา และพิมพ์นางกวัก พระที่สร้างครั้งนี้เป็นพระเนื้อผง ผสมกับดินปูชนียสถาน และผงใบลาน ลงรักฉาบเนื้อ เนื้อในสีดอกเทา ด้านหลังจะเป็นรอยจารลึกลงไปในเนื้อทุกองค์

    เมื่อสร้างเสร็จท่านก็แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์และผู้มาแสดงมุทิตาจิต ที่เหลือนอกนั้นนำไปบรรจุที่ใต้ฐานพระประธาน พระชุดนี้ปัจจุบันหาดูได้ยากสักหน่อย นอกจากนี้ท่านได้สร้างตะกรุด เชือกคาดเอว พระเนื้อผงรุ่นปี พ.ศ. 2504 เหรียญปี พ.ศ. 2513 และอื่นๆ อีกพอสมควร
    วัตถุมงคลวงปู่ธูปทุกชนิดมีพุทธคุณในด้าน “เมตตามหานิยมและความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน” เป็นหลัก เรื่องคุ้มครองแคล้วคลาดก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนซุ้มหลวงปู่ธูปวัดแคนางเลิ้งผสมเกศา
    (องค์นี้มีเกศาอยู่ด้านข้างโผล่มาให้เห็นชัดเจน) ใต้ฐานมีมวลสาร

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20251130_212337.jpg IMG_20251130_212408.jpg IMG_20251130_212536.jpg IMG_20251130_212511.jpg IMG_20251130_212437.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2025
  7. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,500
    ค่าพลัง:
    +7,655
    ขอจองครับ
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1764518059211.jpg

    พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง หลวงปู่หมุนได้เล่าถึงหลวงปู่ทองให้ศิษย์ฟัง

    หลวงปู่ทอง โสณุตฺตโร แห่งวัดสามปลื้ม ท่านเป็นพระคณาจารย์สายปฏิบัติที่จำพรรษาอยู่กลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร ด้วยวัยวุฒิถึง100 ปี และพรรษาที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ยาวนานถึง 70กว่าพรรษา ในอดีตท่านพำนักอยู่ภายในกุฏิคณะ 5 บริเวณกุฏิของท่านจะมีสาธุชนเดินทางขึ้นลงคับคั่งทั้งวัน และเหตุที่ใครๆมักจะไปหาท่านจนล้นกุฏิแทบทุกวันนั้นก็สืบเนื่องด้วยเหตุหลายประการ โดยเฉพาะน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สุดยอดวิชาเสกน้ำมนต์ดอกบัวบานหลวงปู่ทองท่าน

    น้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์
    สุดยอดวิชาเสกน้ำมนต์ดอกบัวบานตำรับโบราณ
    หลวงปู่ทอง ท่านเมตตาทำน้ำพุทธมนต์ดอกบัวบาน พิธีสะเดาะเคราะห์ให้แก่ศิยานุศิษย์ ที่มาขอความเมตตาพึ่งบารมีของท่าน ให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ สารพัดเหตุเภทภัย หลวงปู่ท่านพิจารณา แล้วจึงเมตตาทำให้
    วิชาทำน้ำพุทธมนต์ดอกบัวบาน ซึ่งเป็นเอกวิชาหนึ่งของหลวงปู่ทอง หนึ่งในสรรพวิชาที่ท่านมี ที่ท่านร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ท่านคือท่านพระมหาปั้น วัดสามปลื้ม เพื่อ นำมาใช้สงเคราะห์สาธุชน ช่วยสร้างเสริมกำลังใจให้ดีขึ้นได้ เป็นวิชาพลิกฟื้น กลับร้ายกลายดี เสริมชะตาราศรี ขจัดมลทิลอัปมงคลต่างๆชงัด
    น้ำพุทธมนต์ดอกบัวบัวบาน ที่หลวงปู่แผ่เมตตาเสกทำให้ จะใช้ในพิธีสืบต่ออายุ โดยให้ผู้ที่มาขอให้ท่านช่วยนั้น ให้เตรียมเทียนมากกว่าอายุ ในแต่ละครั้ง ในขณะที่องค์หลวงปู่สวดเสก ก็จะมีผู้มาขอร่วมให้ท่านเมตตาทำพิธีเป็นจำนวนมาก
    ในแต่ละปีจะมีแท่งเทียนต่ออายุขนาดใหญ่สูงกว่าเทียนพรรษา มากกว่าสองต้น และในวันอาสาฬหบูชา ของทุกปี หลวงปู่จะให้นำเทียนต่ออายุนี้ ไปหล่อเป็นเทียนจำพรรษา เพื่อใช้จุดตลอดพรรษา ให้เกิดเเสงสว่าง
    วิชาอิติปิโสบัวบาน เป็นวิชาโบราณเก่าแก่ มีการเล่าสืบทอด กล่าวถึงสายวิชานี้ไว้ว่า พระบูรพาจารย์ที่สำเร็จในวิชานี้ ท่านจะทำน้ำพุทธมนต์ ภาวนาด้วยพระคาถาอิติปิโส ฯ จนดอกบัวที่ตูมอยู่สามารถแย้มบานเองได้ หากมิเหนือแห่งวิสัยกรรมที่จะช่วยได้ แม้ดวงยังไม่ถึงฆาต หากใช้วิชานี้ช่วยสงเคราะห์เมื่อดอกบัวบานเมื่อใด จากหนักก็กลายเป็นเบา เหมือนดังดอกบัวที่เบ่งบาน มีชีวิตชีวา

    พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง

    เรื่องนี้ มีผู้บันทึกลงเผยแผ่ไว้ในนิตยาสารนะโมนานมาแล้ว ผู้โพส ได้สืบถึงเรื่องราวนี้ ตามเนื้อเรื่องที่จะเล่านี้ จากหลายๆท่าน ที่อยู่ในพิธี ไหว้ครูวัดสุทัศน์ คณะ๗ เมื่อปี๒๕๔๔ ซึ่งเป็นงานไหว้ครูของหลวงปู่หมุน สืบจนแน่ชัด ก่อนจะเผยเเผ่ ให้ได้ซึ่งข้อมูลแท้จริง มิใช่การเเต่งเติม โยงใย หรือ เอาชื่อเสียงครูบาอาจารย์ มาส่งเสริมกัน เพื่อเรียกศรัทธาแต่อย่างใด หลวงปู่ทองท่านเองเป็นดั่งทองแท้ที่งดงามอยู่แล้ว ผู้โพสเห็นว่าเป็นเรื่องราวดีๆที่สมควรแก่การบันทึกไว้ เพื่อการเผยแผ่กิตติคุณครูบาอาจารย์ ความสัมพันธ์ของท่านทั้งสอง ที่เป็นสหธรรมมิกกันทางธรรมในอดีต จะต่างกันก็เพียงอายุและพรรษา

    หลวงปู่มหาทอง วัดสามปลื้ม เดิมทีนั้น ท่านมีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงพระคณาจารย์มาช้านาน นับแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๐เป็นต้นมา นามหลวงปู่ทอง วัดสามปลื้ม มีปรากฏอยู่ในงานพิธีสำคัญต่างๆ มานานแล้ว เป็นที่รู้จักในแวดวงพระคณาจารย์ ยุคสมัยนั้น ก่อนที่หลวงปู่หมุนจะมีชื่อเสียง จะเป็นที่รู้จักโดยกว้างขวางในภายหลัง
    ในพิธีไหว้ครูวัดสุทัศน์ หลวงปู่มหาทองท่านได้รับการอราธนา ให้เป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์แผ่เมตตาบารมีสู่มณฑณพิธี งานไหว้ครู และพุทธาภิเษก วัตถุมงคล ในครั้งนี้อีกท่านหนึ่ง เมื่อพิธีดำเนินการเสร็จสิ้น หลวงปู่หมุนได้เอ่ยชมพระเก่งรูปหนึ่ง ที่นิมนต์ท่านมาร่วมงาน ให้ศิษย์ฟัง ผู้รับฟังมา จึงนำเรื่องราวนั้นเรียบเรียงลงนิตยาสารนะโม

    พระที่หลวงปู่หมุนชมว่าเก่งนั้น คือหลวงปู่ทอง เเนะนำให้ศิษย์เข้ามากราบหลวงปู่ทอง ทั้งกล่าวชมว่า พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง หลวงปู่หมุนได้เล่าถึงหลวงปู่ทองให้ศิษย์ฟังว่า

    หลวงปู่หมุนได้เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี ก็ได้พบกับพระมหาทอง มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พระมหาทองมีบารมีสัมพันธ์กับพระฤาษีมาก หลวงปู่หมุนร่ำเรียนพระปริยัติธรรมบาลีกับสมเด็จพระสังฆราชแพ อยู่ในพระนครจนมีอายุได้๓๕ปี หลวงปู่จึงจาริกลาพระนครไปสู่วิถีทางอันสงบของท่านต่อไป หลังจากนั้นก็มิได้พบกับพระมหาทองอีกเลย จวบจนกระทั่งงานไหว้ครูนี้ คณะ๗ วัดสุทัศน์ครั้งนี้ จึงได้พบกันอีก

    (ปี๒๕๔๔ขณะนั้นหลวงปู่ทองอายุ๙๖ปี )
    ทั้งหลวงปู่มหาทอง และ หลวงปู่หมุน เป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชแพพระสมเด็จ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงเกศา หลวงปู่ทอง
    พระผงว่านน้ำตาล มีเส้นเกศา ฉลองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาฯ และอายุครบ ๑๐๓ ปี
    ด้านหลังยันต์ดอกบัวบาน

    พระคาถาบูชาด้านเมตตา
    " คันธัง วา ปุพพัง วา มนุสสานัง ปิโยโหติ อมนุสสานัง ปิโยโหติ เทวตา รักขันติ ".

    และเหรียญแซยิดหลวงปู่ทอง วัดสามปลื้มชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20251130_225016.jpg IMG_20251130_225035.jpg IMG_20251130_224929.jpg IMG_20251130_224951.jpg IMG_20251130_224835.jpg IMG_20251130_224859.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764519270431.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อชื่น ปาสาทิโก วัดถ้ำเสือ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

    หลวงพ่อชื่น ท่านถือกำเนินเมื่อวัน พุธ ที่ 21 เมษายน 2458 ขึ้น 8 ค่ำ ปี เถาะ

    เมื่อครบวัยที่จะบวชเรียนท่านได้อุปสมบท และได้เล่าเรียน วิปัสนากรรมฐานกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

    โดยได้เดินทางไปเรียนคู่กับ หลวงพ่อแบน วัดนางโน
    และได้เล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆจาก หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ คู่กับหลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม

    และท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย

    ท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนากรรมฐานในถ้ำเสือ

    และถ้ำแห่งนี้จะมีเสือคู่แม่ลูกที่ดุมาก

    แต่หลวงพ่อชื่นเป็นพระที่มีบารมีสูง จึงมิได้เกรงกลัวเสือแต่อย่างใด

    และท่านได้อยู่ร่วมกับเสือสองตัวเป็นเวลานานหลายปีจนเป็นพระที่น่าเลื่อมใส ของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง

    จนชาวบ้านได้ร่วมแรงช่วยกันสร้างวัดและพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี

    และมีความใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยและมีความสวยงามมากจนมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นวัดประจำจังหวัดกาญจนบุรี ที่เป็นสถานที่ท่างเที่ยวเชิงทำบุญสร้างกุศล

    หลวงพ่อชื่นท่านสร้างวัดได้ใหญ่โตและงดงาม

    ด้วยท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่ง จึงทำให้โดยส่วนใหญ่ท่านจะอยู่แต่ในถ้ำ

    คนที่มาทำบุญที่วัดก็จะเข้าไปหาท่านในถ้ำ ท่านก็จะผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือ และพรหมน้ำมนต์ให้ทั่วทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ใหญ่


    ใครเดือดเนื้อร้านใจเรื่องอะไรที่จะให้ท่านช่วย ท่านไม่เคยจะปฏิเสธ ท่านช่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

    หรือจะเป็นเรื่องเมตตาค้าขายก็ดีไม่น้อย พวกพ่อค้าแม่ขาย จะชอบมาให้ท่านอาบน้ำมนต์และเป่าหัวให้ เมื่อท่านเป่าหัวและให้พรว่า ให้รวยๆขายของดีๆนะ ก็จะมีโชคลาภกันทั่วทุกคน

    หลวงพ่อชื่นท่านนั่งปฏิบัติในถ้ำเสือแห่งนี้จนสิ้นอายุขัย เมื่อวัน อาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม 2542 ขึ้น 5 ค่ำ
    เมื่อท่านมรณภาพ

    ตำนานเสือวัดถ้ำเสือ

    หลวงพ่อชื่นท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนากรรมฐานในถ้ำ

    และถ้ำแห่งนี้จะมีเสือคู่แม่ลูกที่ดุมาก

    แต่หลวงพ่อชื่นเป็นพระที่มีบารมีสูง จึงมิได้เกรงกลัวเสือแต่อย่างใด
    และท่านได้อยู่ร่วมกับเสือสองตัวเป็นเวาลานานหลายปี
    จนชาวบ้านทราบข่าว หลวงพ่อชื่นจึงเป็นพระที่น่าเลื่อมใส ของชาวบ้านในถิ่นนั้นเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญยืนหลวงพ่อชื่น วัดถ้ำเสือ ๒ พิมพ์ ๒ องค์ รุ่นอายุ ๘๑ ปี ปี๒๕๓๘

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251130_233836.jpg IMG_20251130_233902.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1764522198396.jpg

    "พระครูวิจิตรถาวรคุณ"
    { หลวงปู่ประสิทธิ์ วริสฺสโร }
    วัดทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
    เทพเจ้าแห่งชายแดนเบื้องบูรพาจันทบุรี อีกรูป

    ท่านเอย ไม่ต้องให้ใครมาสร้างวัตถุมงคล ของหลวงปู่หรอก วัตถุมงคลของวัดเรา เราสร้างกันเอง ของๆหลวงปู่ หลวงปู่อยากสร้างและเสกเอง ให้ลูกศิษย์ทุกชิ้น เอาไปไว้ใช้คุ้มภัย และส่งเสริมศิริมงคล ให้ศิษย์ทุกคน หากให้ใครมาสร้าง แล้วเกิดมีของเกินจำนวน หลวงปู่ไม่ได้สร้างและเสกเอง หากใครเอาไปใช้เกิดอันตราย เขาจะว่าหลวงปู่เอาได้ ของๆวัดเรา เรามีกำลังแค่ใหนสร้างแค่นั้น ไม่ต้องไปลงทุนแพง ให้สวยหรูตามใคร ขอให้ของเราดีจริงบริสุทธิ์จริงก็พอ

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ ชานหมาก ตะกรุด เหรียญ รูปหล่อ ล้วนแต่มีประสบการณ์มากมาย ด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี สายเหนียวเลย ผมเชื่อสนิทใจไม่มีอะไรสงสัยใดๆทั้งสิ้น

    Cr อ.เบริด โคราช

    "พระครูวิจิตรถาวรคุณ"
    ( หลวงปู่ประสิทธิ์ วริสสโร )
    เจ้าอาวาสวัดทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
    เจ้าตำรับเหรียญดาบไขว้ เหรียญปืนm16(รุ่นปืนแตก)
    ตระกุดเครือเถาหลง ตำราน้ำมันมนต์
    สุดยอดประสบการณ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน
    กันศาสตราวุธ สายเหนียวแห่งสอยดาว

    หลวงปู่ประสิทธิ์ วัดทุ่งขนาน รูปนี้ไม่ธรรมดาเป็นผู้แตกฉานกรรมฐาน.ไม่ว่าจะเป็นสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน..เดินธุดงค์ พบอาจารย์สายกรรมฐานหลายรูป ทางภาคอิสาน และยังได้ศึกษากรรมฐานกับท่านหลวงพ่อลี ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สมัยก่อนเดินธุดงค์ จำวัดที่ เมรุวัดทองคง สมุทรปราการ ท่านยังเชี่ยวชาญด้านอักขระคาถาเวทย์วิทยาคม..เป็นพระสุปฏิปันโณประพฤติดีปฏิบัติชอบและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสอยดาวและจังหวัดจันทบุรี

    หลวงปู่ประสิทธิ์ ท่านยังเป็นสหธรรมมิกกับพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน และพ่อท่านเขียน วัดกระทิง อ.เขาคิฏชกูฏ และหลวงพ่อดำ วัดเขาพูลทอง เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ประสิทธิ์ ปี๒๕๓๗ รุ่นประสบการณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251201_001141.jpg IMG_20251201_001200.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG]
    ประวัติโดยสังเขปของพระครูปทุมกิจโกศล หลวงพ่อแสวง อริโย
    (พระเถราจารย์ที่ถูกแกล้งลืม)
    เขียนโดยน้าเทพ วสภ
    ที่กระผมนายเข็มทองกำลังจะเล่าให้ผู้อ่านฟังนี้เป็นความจริงทั้งหมดที่ถูกแกล้งลืมมานานมาก ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ครับ คิดว่าผมเล่านิยายให้ท่านผู้อ่านฟังก็ได้ครับ อย่าเชื่อผมจนกว่าท่านทั้งหลายจะได้เข้าไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อครับ โดยผมจะเริ่มเล่าให้ฟัง ณ บัดนี้ครับ
    หลวงพ่อแสวง อริโยเกิดในตระกูลเจ้าพระยา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด พ.ศ. 2567 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2467 ร.ศ.143 จ.ศ. 1286
    บ้านเกิด ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี บิดาชื่อ นายเล็ก มารดาชื่อ นางทรัพย์
    มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันรวม 7 คน คือ
    1. นางสาวสาย(ถึงแก่กรรม)
    2. นาวสาวโปรย(ถึงแก่กรรม)
    3. นายสิน
    4. ผู้ใหญ่มล(ถึงแก่กรรม)
    5. นายแจ้ง
    6. พระครูปทุมกิจโกศล เดิมชื่อ ?แจ่ม? แต่ชาวบ้านเรียกท่านว่า ?แสวง? เมื่อท่านอุปสมบทแล้วจึงเรียกติดปากตั้งแต่นั้นมา
    7. นายจำรัส เจนกระบวน
    โยมปู่ชื่อหลวงเจนกระบวนทิศ(ต้นนามสกุลเจนกระบวน) เป็นเชื้อสายชาวมอญที่เป็นแม่ทัพนายกอง ซึ่งมีวิทยาคมสูงส่ง เจ้าของตำราผงสิบสองนักกษัตริย์ พูดถึงผงสิบสองนักกษัตริย์หลายท่านอาจจะงง แต่ถ้าพูดถึงหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี และหลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกระฌอ จ.ชลบุรี ท่านคงจะหายสงสัย เพราะสมเด็จรุ่นแรกของหลวงปู่เทียน ที่ผสมผงสิบสองนักกษัตริย์ และสมเด็จรุ่นแรกของหลวงพ่อเริ่ม ก็มีราคาแพงเป็นที่ใฝ่หาของผู้ที่ดวงตก กำลังหาวัตถุมงคลเสริมดวง(รายละเอียดผงสิบสองนักกษัตริย์ หาอ่านได้ในประวัติหลวงปู่เทียนและหลวงพ่อเริ่ม) ผงสิบสองนักกษัตริย์นี้ การสร้างจะคล้ายๆกับผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ถ้าอยากทราบครั้งหน้าผมจะอธิบายรายละเอียดการทำผงสิบสองนักกษัตริย์ให้ฟัง
    มาฟังประวัติของหลวงพ่อกันต่อครับ
    ในวัยเด็กของหลวงพ่อชอบตามโยมแม่ของท่าน ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับแม่ชีพันธ์ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์เอกของท่านพ่อบันฑูรย์สิงห์ จังหวัดสมุครสาคร ถ้าเทียบเดี๋ยวนี้อำนาจฌาณสมาบัติของแม่ชีพันธ์ก็เทียบได้กับคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม วัดอาวุธ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่าคนถูกผีเข้า พาเข้าไปหาแม่ชีพันธ์นั้นท่านแค่อธิษฐานจิตปลายนิ้วชี้ของท่าน ชี้ไปที่ร่างของผู้ถูกผีเข้า ผีถึงกับร้องโหยหวน แล้วรีบออกจากร่างไปอย่างรนราน หลวงพ่อท่านได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากแม่ชีพันธ์ตั้งแต่วัยเด็ก หลังจากนั้นโยมแม่ของหลวงพ่อจึงพาหลวงพ่อไปฝากเรียนหนังสือไทยและขอมกับหลวงพ่ออู๊ด วัดหัตถสาร จ.ปทุมธานี มาถึงตรงนี้ท่านคงงงๆกันอีกแล้วว่าหลวงพ่ออู๊ดท่านเป็นใครมาจากไหน หลวงพ่ออู๊ดเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.อยุธยา ซึ่งมีศักดิ์เป็นศิษย์รุ่นพี่ของหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติการาม ประวัติของหลวงพ่ออู๊ดไม่ค่อยจะได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนัก เพราะท่านเป็นพระที่ไม่ชอบอวดตัว คนส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงศิษย์หลวงพ่อกลั่น มักจะนึกถึงหลวงปู่สี วัดสะแก หลวงปู่ใหญ่ วัดสะแก หลวงพ่อคอน วัดชัยพฤกมาลา แต่ลองมาฟังสิ่งที่ผมจะเล่าถึงในวันสุดท้าย ณ สำนักหลวงพ่อกลั่น ของหลวงพ่ออู๊ด วันนั้นในตอนบ่ายหลวงพ่อกลั่น เรียกหลวงพ่ออู๊ดเข้าไปหาแล้วบอกว่า ?ท่านอู๊ดวิชาที่ผมมีอยู่ผมได้สอนท่านไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว ถ้าคุณอยากจะก้าวหน้าต่อไปในเพศบรรพชิต คุณคงต้องหาที่ศึกษาเพิ่มเติมแล้วล่ะ? หลวงพ่ออู๊ดจึงถามหลวงพ่อกลั่นว่า ?หลวงพ่อครับ แล้วจะให้กระผมไปศึกษาต่อที่ไหนดีล่ะครับ ช่วยแนะนำผมด้วยครับ? หลวงพ่อกลั่นจึงตอบว่า ?ถ้าต้องการศึกษาต่อคงต้องไปหาหลวงพ่อหนู วัดชีปะขาวแล้วล่ะ(จ.อยุธยา) เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายฝากตัวคุณไปให้หลวงพ่อหนูด้วย? หลังจากนั้นหลวงพ่ออู๊ดก็ได้ออกจากสำนักของหลวงพ่อกลั่นพร้อมกับจดหมายฝากตัวที่หลวงพ่อกลั่นเขียนไว้ให้ เดินทางมุ่งหน้าสู่วัดชีปะขาวโดยลำพัง เมื่อถึงวัดชีปะขาวแล้วจึงนำจดหมายฝากตัวนี้ถวายให้หลวงพ่อหนูอ่าน เมื่อหลวงพ่อหนูอ่านแล้วก็ถามหลวงพ่ออู๊ดว่า ?คุณอยู่อารามไหนกัน? หลวงพ่ออู๊ดตอบว่า ?เกล้ากระผมอยู่วัดหัตถสารจังหวัดประทุมธานีครับ? หลวงพ่อหนูก็ถามต่อไปอีกว่า ?อ้าว! แล้วจะอยู่เรียนวิชากันอย่างไร? หลวงพ่ออู๊ดตอบว่า ?ผมจะเดินทางไปๆมาๆ เพื่อมาขอศึกษาต่อครับ? หลวงพ่อหนูตอบว่า ?เอ้อ อย่างนั้นไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวข้าจะไปหาเอ็งเอง ที่วัดของเอ็งมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่หนึ่งต้นใช่มั้ย? หลวงพ่ออู๊ดตอบว่า ?ใช่ครับหลวงปู่? หลวงพ่อหนูจึงตอบว่า ?เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเอ็งไม่เข้าใจหรือติดขัดในวิชาใดๆ เอ็งไปรอข้าที่ต้นโพธิ์ใหญ่ พร้มกับจุดธูป 9 ดอก รำลึกถึงข้า ช้าจะไปหาเอ็งเอง? ท่านผู้อ่านครับเหมือนนิยายมั้ย แต่ฟังก่อนครับหลวงพ่ออู๊ดได้ต่อวิชาต่างๆจากหลวงปู่หนู วัดชีปะขาวจนจบคัมภีร์พระเวท ณ ที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่วัดหัตถสารนั้นเอง หลวงพ่อเล่าให้ผมฟังแบบนี้ ผมก็ไม่กล้าถามท่านต่อแล้วครับเพราะผมรู้ดีว่าพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าท่านมักจะสำเร็จวิชาย่นระยะทางโดยอาศัยพลังแห่งธาตุเป็นหลัก ซึ่งเราก็อาจจะหาอ่านได้ในนิตยสารพระเกจิต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อจง หลวงพ่อเดิม ฯลฯ ย้อนเข้ามาถึงเรื่องราวของหลวงพ่อต่อถึงตอนที่โยมแม่พาหลวงพ่อมาฝากเรียนหนังสือขอมและไทย โดยฝากไว้กับหลวงพ่ออู๊ด หลวงพ่อได้เรียนชั้นประถมที่วัดหัตถสารจากหลวงพ่ออู๊ดพร้อมเกร็ดวิชาต่างๆ จนเรียนจบแล้ว หลวงพ่อจึงได้บวชเณรอยู่กับหลวงพ่ออู๊ดที่วัดหัตถสารจนอายุใกล้ครบบวชพระ โยมแม่จึงขอร้องให้ไปบวชที่วัดใกล้บ้านคือวัดสว่างภพนั่นเอง หลวงพ่อได้อุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2487 ณ พัทธสีมาวัดสว่างภพ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีพระอธิการเฮ็ง สุมโนเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยธรหลุย เป็นพระกรรมวาจารย์และพระอธิการสวัสดิ์ โสตฺถิทตุโตเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้รับฉายาว่า ?อริโย? และหลังจากได้อุปสมบทแล้วได้กลับไปขอศึกษาวิชาในสายหลวงพ่อกลั่นจากหลวงพ่ออู๊ดต่อ พร้อมกับไปฝากตัวกับพระเถราจารย์รุ่นเก่าอีกมากมายนับไม่ถ้วน พระเถราจารย์ที่หลวงพ่อแสวงได้ศึกษามีดังนี้
    1. หลวงพ่อเลื่อน วัดไผ่ จ.อยุธยา
    2. หลวงพ่อสมบุญ วัดสว่างภพ หลวงพ่อแสวงได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์แผนโบราณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ? 2500 จนมีความรู้ความสามารถทางการแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี
    3. หลวงพ่อโป๋ วัดวังแดง จ.อยุธยา
    4. หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ จ.อยุธยา หลวงพ่อแสวงได้รับการถ่ายทอดมาหลายวิชา
    5. หลวงพ่ออุ่ม วัดเจ้ากอ จ.อยุธยา
    6. หลวงพ่ออู๊ด วัดหัตถสาร จ.ปทุมธานี
    7. หลวงพ่ออ่ำ วัดวงฆ้อง จ.อยุธยา
    8. หลวงพ่อโอภาส วัดพระศรีไกรน้อย บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เก่งมากทางสักยันต์ คงกระพันชาตรี
    9. หลวงพ่อจง พุทธสโร แห่งวัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ที่เราคงจะได้ต้องบรรยายอะไรมาก เพราะว่าทุกๆคนน่าจะรู้จักท่านดี มีเรื่องเล่าขันๆให้ท่านผู้อ่านฟัง วันหนึ่งผมอยากจะรู้ว่าในตะกรุดสิบหกดอกของหลวงพ่อจงลงอักขระเลขยันต์อะไรไว้ ผมจึงขับรถไปหาหลวงพ่อแม้น ที่วัดหน้าต่างนอก เมื่อไปถึงวัดทางสะดวกเลยครับ พระหลวงพ่อแม้นกำลังไม่มีแขกพอดี ผมจึงเรียนถามท่านว่า ?หลวงพ่อครับ ตะกรุดสิบหกดอกของหลวงพ่อจง ลงยันต์อะไรไว้ครับผมอยากจะทราบ? หลวงพ่อแม้นท่านตอบผมว่า ?เอ้อ! คุณโยมมาจากวัดไหน? ผมตอบท่านว่า ?ผมมาจากวัดสว่างภพ จ.ปทุมธานีครับ? หลวงพ่อแม้นท่านยิ้มแล้วตอบผมว่า ?โยมมาซะไกลเลยนะ ไปถามหลวงพ่อแหวงสิ เขาทันเรียนกับหลวงพ่อจงและใกล้ชิดกว่าฉันอีก? มาถึงตอนนี้ไม่อยากจะบรรยายความรู้สึกเลยครับหน้าแตก(หมอไม่รับเย็บเลยงานนี้) ผมรีบขับรถกลับไปวัดสว่างภพทันทีเพื่อไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อแสวง ท่านจึงเล่าความจริงให้ผมฟังว่าท่านไปๆมาๆ ระหว่างวัดหน้าต่างนอกและวัดสว่างภพอยู่เป็นปี เพื่อต่อวิชากับหลวงพ่อจง จนหลวงพ่อจงเมตตามาอยู่ช่วยปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดสว่างภพเป็นเวลาถึง 7 วัน 7 คืน พร้อมกับมอบเหล็กจารไว้ให้หลวงพ่อ 1 อัน พร้อมกับผงพุทธคุณ 1 บาตรใหญ่ๆ เพื่อให้หลวงพ่อแสวงสร้างวัตถุมงคลเป็นรูปหลวงพ่อจงและพิมพ์สมเด็จเนื้อผง 1 รุ่น(ครั้งหน้าผมจะโม้ให้ฟังถึงวัตถุมงคลรุ่นนี้ พร้อมกับข่าวดีว่า ยังมีอยู่ที่วัดสว่างภพครับ)
    10. อาจารย์คง เป็นฆราวาสและเป็นศิษย์หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.อยุธยา หลวงพ่อแสวงได้เรียนวิชาอาคมทางด้านคงกระพันแคล้วคลาดและเมตตามหานิยม เรียกได้ว่าครบเครื่อง
    11. อาจารย์หลำ เป็นฆราวาสมีอาคมแก่กล้าทางด้านคงกระพันชาตรี
    12. อาจารย์และพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่สามารถนำบอกกล่าวกันให้ฟังได้ครับ
    สรุป
    1. หลวงพ่อแสวงเป็นพระที่เก็บตัวไม่ชอบโอ้อวด
    2. เป็นพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกตามพิธีพุทธาภิเษกมากกว่า 100 งาน แต่ไม่เคยขึ้นชื่อ เพราะว่า พอช่างภาพจะถ่ายรูปหลวงพ่อเดินหนีแล้วครับ(หนีอย่างเดียว)
    3. ตำรวจเก่าๆแถวประตูน้ำพระอินทร์ต้องขอร้องหลวงพ่อให้วางเข็มสัก และห้ามแจกตะกรุดกับเชือกคาด เพราะลูกศิษย์นอกคอกของหลวงพ่อทำให้ตำรวจต้องทำงานหนัก
    4. เป็นพระเกจิอาจารย์รูปเดียวที่นั่งปรกในพิธีของวัดประสาทบุญญาวาส ปี พ.ศ. 2505 และ พ.ศ. 2506 รูปเดียวที่ยังทรงสังขารอยู่(ตำนานที่ยังมีลมหายใจ)
    5. เป็นพระเกจิอาจารย์รูปเดียวที่นึ่งปรกในพิธีการสร้างพระสมเด็จบางขุนพรหม ปี พ.ศ. 2509 และหลวงพ่อยังได้รับแจกสมเด็จพิมพ์คะแนนจากเจ้าอาวาสวัดบางขุนพรหมมาประมาณ 200 องค์(อยากได้ก็ไปตื้อกับหลวงพ่อกันเอาเองนะครับ งานนี้ผมไม่เกี่ยว)
    6. ตอนนี้ญาติโยมที่เป็นชาวมาเลเซียมาตื้อหลวงพ่อให้ขึ้นเครื่องไปโปรดญาติโยมที่มาเลเซีย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปโดนอะไรกันเข้า เห็นบอกว่าถ้าหลวงพ่อไม่ไปมาเลเซีย จะจัดแพ็คเก็จทัวร์รอบพิเศษมากินนอนกันที่วัดสว่างภพกันเลยครับ(เอากันเข้าไป)
    7. มีพระชรารูปหนึ่งปัจจุบันมรณภาพไปแล้ว ซึ่งบวชรุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อ เล่าให้ผมฟังว่าเคยแอบดูหลวงพ่อว่าท่านไปทำอะไรในโบสถ์ และเห็นหลวงพ่อเสกผ้าอาบน้ำฝนโยนลงกับพื้น ผ้าอาบน้ำฝนนั้นกลับกลายเป็นกระต่ายสีขาววิ่งรอบตัวหลวงพ่อ(เชื่อไม่เชื่อแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคลแล้วกันนะครับ งานนี้ผมก็ไม่เกี่ยวอีกนั่นแหละ) แต่รู้ว่าตอนที่พระชรารูปนี้ท่านคุยกับผมท่านบอกว่าจะเอาอาตมาไปสาบาญที่ไหนก็ได้
    บทส่งท้าย
    ถ้าจะเล่าเรื่องประสบการณ์และอภินิหารของวัตถุมงคล ต้องขอยกยอดไว้เที่ยวหน้าแล้วกันนะครับ และถ้าอยากจะได้วัตถุมงคลของหลวงพ่อรุ่นเก่าๆ หรือเหรียญรุ่นแรกไม่ต้องติดต่อมาทางผมเลยนะครับ เพราะว่าตลอดสิบกว่าปีที่ผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อผมมีเหล็กจารที่หลวงพ่อได้ให้ไว้อันเดียวครับ และผมเองไม่เคยมีของหลวงพ่อไว้ขายเหมือนอย่างที่ลูกศิษย์ในสายอื่นเค้าทำกัน เพราะผมก็ไม่ได้ตั้งศูนย์พระเครื่อง อ้อ! เกือบลืมไป ล่าสุดนี้กรมศิลปากรได้จัดสร้างพระพิฆเนศ รุ่นที่สอง ทำพิธีปลุกเสกที่กรมศิลปากร บริเวณวังหน้า ทางกรรมการผู้จัดสร้างฝ่ายกรมศิลปากร โหวตรายนามพระเกจิอาจารย์ที่จะเข้านั่งปรกทั่วประเทศให้เหลือ 16 รูป หลวงพ่อแสวงคือหนึ่งในนั้นด้วยครับ
    เอาเป็นว่าเที่ยวหน้าถ้าผมมีเวลาจะมาโม้ให้ท่านฟังกันต่อนะครับ
    ขอความโชคดีมีชัยและจตุรพิธพรชัย จงมีแด่ทุกๆท่านครับ
    โชคดี งดเหล้าวันเข้าพรรษาโดยถ้วนหน้าครับ
    ตะกรุดโทนมหาอุตม์ ที่สุดหน้าทอง หมายปองมีดหมอเทพศาสตรา พญาสิงห์สุดคงทน แก้จนตะเพียนทอง พรั่งพร้อมกริ่งโบราณ อภินิหารหลวงพ่ออู่ทอง
    ประกาศ! วัตถุมงคลของวัดสว่างภพทุกชิ้นในขณะนี้เป็นของเก่าที่หลวงพ่อแสวงอธิษฐานจิตปลุกเสกไว้ให้อย่างเต็มที่ตลอดหลายไตรมาสก่อนมรณภาพ โดยมิได้มีการสร้างเสริมหรือสร้างใหม่แต่อย่างใด จึงขอแจ้งให้บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือในองค์หลวงพ่อแสวงทุกท่านทราบโดยทั่วกัน
    วัดสว่างภพ
    ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
    หลวงพ่ออู่ทองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์วัดสว่างภพในอดีตผู้คนศรัทธาล้นหลามไปกราบไหว้ขอพร โชคลาภ
    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่ออู่ทองเนื่อทองแดงผิวไฟวัดสว่างภพหลวงพ่อแสวงปลุกเสกปี๒๕๑๖
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251203_194529.jpg IMG_20251203_194614.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2025
  12. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +5,891
    จองครับ
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระรอดนิรันตราย วัดพันอ้น ปี ๒๕๑๓
    จัดสร้างปี ๒๕๑๓ ท่านพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์( ครูบาไฝ ) เจ้าอาวาสวัดพันอ้นในขณะนั้น และท่านอาจารย์ไสว สุมมโน เป็นเจ้าพิธีในการจัดสร้าง
    สุดยอดพิธีมหาพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ระดับประเทศ ๑๙ รูป อันกอปรด้วย
    ๑.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยา ก.ท.ม.
    ๒.สมเด็จพุฒาจารย์( เสงี่ยม )วัดสุทัศน์ ก.ท.ม.
    ๓.พระอาจารย์ไสว สุมโน วัดราชนัดดา
    ๔.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม
    ๕.หลวงพ่อบุญส่ง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
    ๖.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ สุพรรณบุรี
    ๗.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    ๘.หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นครราชศรีมา
    ๙.พระธรรมโมลี วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    ๑๐.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๑๑.ครูบาชัยวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
    ๑๒.ครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่
    ๑๓.ครูบาวัง วัดบ้านเด่น ตาก
    ๑๔.ครูบาคำแสน วัดสวนดอก เชียงใหม่
    ๑๕.ครูบาคำแสนน้อย วัดดอนมูล เชียงใหม่
    ๑๖.ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี เชียงใหม่
    ๑๗.ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
    ๑๘.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ก.ท.ม และ
    ๑๙.ครูบาไฝ วัดพันอ้น เชียงใหม่
    จากนั้นมีการสวดมนต์สมโภช โดยคณาจารย์อีกรวม ๑๐๘ รูป
    ระยะเวลาการปลุกเสก ๒ วันเต็ม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251213_225908.jpg IMG_20251213_225933.jpg IMG_20251213_225843.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1765642810149.jpg 1765642802516.jpg

    เหรียญพรหมน้ำมนต์รุ่น๓ หลวงปู่นวยศิษย์ในดงหลวงปู่โลกอุดร

    หลวงปู่นวยอดีตนายทหารระดับพอ.พิเศษ(ผู้บังการกรม)ทิ้งความวุ่ยวายในโลกอุปสมบทบวชเป็นศิษย์หลวงปู่โลกอุดรร่ำเรียนพุทธาคมจนแกร่งกล้าปลุกเสกวัตถุมงคลเข้มขลังศักดิสิทธิที่หาเกจิอาจารย์ในปัจจุปันเทียบได้ทำให้เห็นจริงต่อหน้าคนนับร้อยเช่น
    1.ปลุกเสกปลัดขิกบินแข่งกับเครื่องบินจนนักบินขับเฮลิคอปเตอร์บินตามปลัดขิกหลวงปู่นวยมาถึงวัดและขอสมัครตัวเป็นศิษย์
    2.ย่นระยะไปรับบาตรในเมืองชัยภูมิแทนหลวงปู่โลกอุดรเพราะคนทำบุญตั้งจิตปรารถนาใส่บาตรกับหลวงปู่โลกอุดร(ตัวท่านอยู่ที่วัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดงระยะทางจากวัดถึงตัวเมืองชัยภูมิประมาณร้อยกว่ากม.)
    3.เรียกเหล็กไหล(ท่านเรียกฝนดาวตก)มาลงในบาตรน้ำมนต์ต่อหน้าศิษย์หลายสิบคนแล้วแจกทุกคนจนครบ
    4.เหรียญของท่านเกจิอาจารย์อื่นเสกไม่เข้ายกเว้นที่เป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน(หลวงปู่ใหญ่พระมหากัสปะเถระเจ้าและหลวงปู่โลกอุดร)
    5.เหรียญรุ่น4.ของท่านศิษย์นักการเมืองท้องถิ่นถูกรุมยิงด้วยเอ็ม16นับร้อยนัดแต่ไม่เข้าเศษลูกปืนฝังแค่ผิวต้องมาให้ท่านรดน้ำมนต์เอาหัวลูกปืนออก
    6.พระของท่านคนมีองค์เทพเจ้าองค์อื่นมาเข้าทรงแค่จับพระล้มลงสิ้นสติไปเลย
    7.ท่านสนิทกัยหลวงปู่กองวัดสระมณฑลอยุธยาเคยไปตัดเหล็กไหลที่เขาอึมครึมไปทูลเกล้าถวายในหลวงรัชกาลที่๙และให้ศิษย์ไปทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเทพ
    8.ท่านเล่าว่าอดีตชาติเป็นพี่ชายของพระเหนือโลกลึกลับหลวงพ่อกอไผ่วัดสระมณฑล ทั้งมีเรื่องราวเหนือโลกอีกมากมายให้ค้นหา เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่นวยสร้างแจกในปี2543สวย

    หลวงปู่นวยวัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดงพระเหนือโลกแห่งถ้ำวัวแดง
    พระผู้สมถะยอมตายถวายชีวิตเพื่อการปฏิบัติฉันท์แต่ใบไม้กับน้ำเท่านั้นตลอด๖ปีเต็ม
    ท่านกับหลวงปู่กองวัดสระมณฑลร่วมกันนำของสำคัญขึ้นทูลเกล้าถวายในอดีตในหลวงรัชกาลที่๙
    ให้ทดสอบยิงเหรียญท่านด้วยปืนเอ็ม๑๖สามนัดไม่ออกสักนัดก่อนนำเหรียญขึ้นทูลเกล้าถวาย สมเด็จพระเทพ เพื่อแจกจ่ายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดน
    ลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่เป็นทหารตำรวจที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่
    วัตถุมงคลของท่านทำเพื่อแจกอย่างเดียวไม่ต้องการชื่อเสียงจึงไม่ลงชื่อท่านแต่อย่างใด
    บอกลูกศิษย์ไว้ว่าต่อไปเมื่อถึงเวลาพระของท่านจะหายากมีราคาเพราะประสพการณ์ล้วนๆเล่าทั้งคืนไม่จบ
    พระของท่านเสกแล้วลูกศิษย์นำไปให้เกจิอาจารย์อื่นเสกเพิ่มไม่เข้า
    ศิษย์ถามพระหลวงปู่กันผีได้มั้ยท่านบอกกันได้ทุกอย่างปืนยังกันได้ผีนะขี้ตีน (คำพูดจากปากท่านเอง)
    ท่านมรณะภาพเมื่อ๑๖ปีที่แล้วเมื่ออายุได้๙๒ปีร่างกลายเป็นหินผมเล็บยังงอกยาวถึงทุกวันนี้
    หลวงปู่นวยวัดเทพประธานพรถ้ำวัวแดงชัยภูมิ (คนละวัดกับวัดถ้ำวัวแดง วัดท่านจะอยู่ก่อนถึงวัดถ้ำวัวแดงเล็กน้อย)
    Cr ภักดีภูริ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่นวย รุ่น ๓ พรมน้ำมนต์ เล่าว่าเป็นเหรียญรุ่นที่นำขึ้นถวายพระเทพเพื่อแจกให้กับทหารชายแดน ทดลองยิงด้วยเอ็ม16 สามนัดไม่ออก เห็นบอกว่าเป็นอีกรุ่นที่มีประสบการณ์เยอะ และดูตามข้อมูลว่าสร้างประมาณ5000เหรียญถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น

    เล่าสู่กันฟัง
    เหรียญหลวงปู่นวยทำน้ำมนต์
    มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวง
    ปู่นวยได้ตรวจสอบ
    วันเดือนปีเกิด กับลูก
    ศิษย์ที่อยู่ในวัดแล้ว
    พบว่าปีนั้นจะเกิด
    เคราะห์กรรมหนัก
    ก็ได้บอกกับลูกศิษย์
    คนนั้นว่าให้อาบ
    น้ำมนต์สักหน่อยเพื่อ
    เคราะห์กรรมจะได้เบาบาง
    เมื่อหลวงปู่ได้ทักมาอย่างนี้แล้ว ลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดก็ได้เตรียมน้ำใส่ถังมาเพื่อเตรียมทำน้ำมนต์แล้วตั้งต่อหน้าหลวงปู่นวย เพื่อทำพิธี
    แต่พอมาตั้งไว้แล้วหลวงปู่กลับไม่ได้ทำอะไรได้แต่บอกว่า "มึง!! มีเหรียญของกูอยู่แล้วมึงก็ทำน้ำมนต์เอง" ซึ่งก็ทำให้ลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดงงตามๆกันว่ามันจะเข้มขลังได้อย่างไรถ้าหลวงปู่ไม่ทำให้ แต่สุดท้ายก็ต้องนำเหรียญหลวงปู่มา วนๆ น้ำในถังที่เตรียมไว้แล้วก็นำไปอาบ ตามทิศที่หลวงปู่ได้บอก ซึ่งปีนั้นลูกศิษย์คนนี้ก็ไม่ได้มีเคราะห์กรรมอะไรด้วยบารมีของหลวงปู่ มาจนถึงทุกวันนี้..
    #ความเห็นส่วนตัว
    ถ้าทุกคนที่เชื่อใน
    คุณพระพุทธ คุณ
    พระธรรม คุณพระ
    สงฆ์ ถ้าคุยกันง่ายๆ
    ให้มองเห็นภาพจาก
    เรื่องราวที่เหรียญหลวงปู่ได้กัน คุณผี
    คุณคน เรื่องการทำ
    น้ำมนต์ให้อาบเอง
    ถ้ามองกันง่ายๆ สิ่งที่
    หลวงปู่ทำนั้น มองไม่
    เห็นด้วยตาเปล่าของ
    คนธรรมดาแล้ว
    ผมก็ขอนำมาเปรียบ
    เทียบกับเรื่องไวรัส
    โควิด-19 ซึ่งตัวไวรัส
    ตัวนี้กล้องจุลทรรศน์
    ก็ยังสามารถตรวจ
    จับและมองเห็นได้
    ผมจึงอยากแนะนำ
    เรื่องเหรียญหลวงปู่
    สามารถ"ทำน้ำมนต์"
    ได้ ผมว่าน่าจะมีอีก
    ทางเลือกหนึ่งที่จะ
    อาราธนาเหรียญ
    หลวงปู่ทำน้ำมนต์
    เพื่อป้องกันได้นะ
    ครับ แต่สิ่งที่ทำนั้นก็
    ไม่ได้อยู่เหนือของ
    "กฎแห่งกรรม" ตาม
    แต่ละบุคคลที่
    ทำกรรมกันมา แต่
    เราก็ต้องตั้งอยู่ใน
    ความ "มีสติ ไม่ประมาท"
    เช่นกัน ขอให้ทุกคน
    โชคดี "บารมีหลวงปู่
    นวย" คุ้มครอง
    กันทุกคนครับ..

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เล่าสู่กันฟัง
    อานุภาพเหรียญรุ่น 3
    มีนายตำรวจท่านหนึ่งรับ
    ราชการอยู่ทางภาคใต้และอา
    ของเขาได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
    และอยู่มาดีๆก็ไม่รู้มีอะไรมา
    เข้าสิงอา อยากให้รับมโนราห์
    มาเล่นให้ดูบ้าง(ทางภาคใต้
    นิยมเล่นมโนราห์โรงครูแล้ว
    เชิญวิญญาณบรรพบุรุษมา
    ได้รำพบปะลูกหลานโดยผ่าน
    ร่างทรง)
    ซึ่งก่อนจะเกิดเหตุนายตำรวจ
    ท่านนี้เพิ่งจะออกเวรมาตอน
    เช้า แล้วเตรียมตัวจะนอนพัก
    ผ่อน แต่ก็ยังไม่ทันจะเอนกาย
    นอนลงก็ได้ยินเสียงญาติมา
    ตามที่บ้านแล้วบอกว่า ไปดูอา
    ให้หน่อยไม่รู้ว่าอะไรมาเข้าสิง
    อาอยู่ แล้วนายตำรวจท่านนี้
    ก็ได้รีบไปพบอา ซึ่งภาพที่
    เห็นตรงหน้านั้น อาได้นอนอยู่
    แล้วมีพระเต็มคอผูกสาย
    สิญจน์ เอาน้ำมนต์พรม และ
    ญาติพี่น้องก็ได้ช่วยกันซักถาม อ้อนวอน ว่าต้องการอะไรจะได้จัดการให้
    แต่สิ่งที่มาเข้าก็นิ่งเฉยและไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร นาย
    ตำรวจท่านนี้จึงได้ซักถามว่า
    ต้องการอะไร ทำไมถึงมาเข้าสิงร่างอาของเขาและได้
    ขอร้องว่า อย่าได้เข้ามาแฝง
    ร่างกายของอาเลยเพราะอาก็
    ทุกข์ทรมานอยู่แล้วอย่าได้มา
    ซ้ำเติมกันอีก ซึ่งนายตำรวจ ท่านนี้ก็ได้ขอร้องกันอยู่พัก
    ใหญ่ ก็ไม่ได้มีทีท่าสิ่งที่มาเข้า
    ร่างกายของอานั้นจะยอม
    ออก จึงได้หมดความอดทน
    และบอกว่า "ถ้าไม่ออกผมจะ
    เชิญออกแล้วนะ" แล้วร่างอา
    ที่นอนอยู่ทำเฉยเมยก็หันหน้า
    มามองหน้านายตำรวจ แล้ว
    นายตำรวจก็พูดอีกว่า "ถ้าไม่ออกผมไม่เกรงใจแล้วนะ" !!
    พร้อมกับจับเชือกร่มที่ห้อย
    เหรียญหลวงปู่นวยแล้วทำท่า
    จะถอด ทันใดนั้นอาของเขา
    ที่นอนป่วยก็ได้ลุกขึ้นมาทันที
    แล้วนั่งพนมมือขึ้นเนื้อหัว และ
    มีอาการสั่นไปทั้งตัวและเริ่ม
    สั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็ได้
    ล้มตัวลงนอนลงไปทันที
    แล้วอาการที่มีสิ่งที่เข้ามาสิง
    ในร่างกายของอานั้นก็ได้หาย
    ไป แล้วนายตำรวจท่านนี้ก็ได้
    นำเชือกร่มเส้นนี้แขวนไว้กับอาตลอดไม่ได้ถอด และก็
    ไม่มี สิ่งใดที่จะมาเข้าสิง
    ร่างกายของอาได้อีกเลย จน
    อาท่านนี้ก็ได้สิ้นอายุขัย และ
    เหรียญที่อยู่กับอานั้น ก็ได้มี
    รุ่นน้องตำรวจที่เป็นอิสลามได้
    มาขอบูชาไปต่อ และก็ได้มี
    ประสบการณ์จนเป็นที่ร่ำลือ
    ของ สภ.ละงู จ.สตูล
    ขอบคุณข้อมูลพี่ตำรวจทางภาคใต้ครับ
    ขออนุญาตเจ้าของภาพทุกท่านด้วยนะครับ

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๓ หลวงปู่นวย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251213_230951.jpg IMG_20251213_231021.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765645556906.jpg FB_IMG_1765645559849.jpg

    พระนางตรา
    รุ่น ๑๐๐ ปี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช จัดสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑
    พระนางตรา พิมพ์นาคปรก รุ่น ๑๐๐ ปี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช พ.ศ.๒๕๔๑ พร้อมกล่องเดิม ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธี ร่วมปลุกเสกกับเกจิอาจารย์ดังหลายท่าน เป็นพระนางตรารุ่นสุดท้ายที่ท่านสร้างฝากไว้กับแผ่นดิน ซึ่งท่านถือว่าเป็นพระที่คุ้มครองท่านมาตั้งแต่เป็นมือปราบตำรวจ แคล้วคลาดปลอดภัยมาหลายครั้ง เป็นพระเนื้อผงว่านผสมดินกากยายักย์ และผสมผงพระนางตรากรุเก่าด้วย ถือเป็นพระอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสะสมโดยเฉพาะสายพระกรุและสายท่านขุนพันธ์แท้ๆ

    ได้จัดพิธีบวงสรวง สวดมวลสาร และเททองหล่อพระพุทธรูปบูชาเป็นปฐมฤกษ์ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม 2541 ณ.วัดนางตรา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช โดย พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ ราชเดชเป็นเจ้าพิธี และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานจุดเทียนชัย และ พล.ท.ปรีชา สุวรรณศรี แม่ทัพภาค4 เป็นประธานเททอง พิธีพุทธาภิเษก พิธีพุทธาภิเษก วันที่ 24 มีนาคม 2542 ณ.อุโบสถวัดนางตรา
    เกจิที่ร่วมพิธีได้แก่
    พ่อท่านสังข์ วัดดอนตรอ
    พ่อท่านนวล วัดไส้หร้า
    พ่อท่านเอื้อม วัดบางเนียน
    พ่อท่านคล้อย วัดภูเขาทอง
    พ่อท่านกลั่น วัดเขาอ้อ

    พระครูกาชาด วัดดอนศาลา เป็นพระคุมพิธีพุทธาภิเษก
    พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นบัณฑิตและเจ้าพิธีฝ่ายคฤหัสถ์

    พระนางตรา ๑๐๐ ปีท่าศาลา สร้างโดยท่านขุนพันธ์ พีธีกรรมบริบูรณ์ พุทธคุณบริบาล มวลสารบริสุทธิ์ สร้างเพื่อการกุศลจริงๆครับ การจัดหามวลสาร มวลสารที่จัดหามาเป็นส่วนผสมในการจัดทำพระนางตรา รุ่น ๑๐๐ ปีท่าศาลา ได้แก่ - พระเกศา สมเด็จพระสังฆราช - ว่าน ๑๐๘ หิน ดิน แร่ สมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณทั้งทางกันและทางแก้ - น้ำศักดิ์สิทธ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญจากสาระต่างๆ ทั่วประเทศ - มวลสารจากสถานที่อันเป็นมงคลนามและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ดินกากยายักษ์ ยะลา, หินพระธาตุ ประจวบคีรีขันธ์, ข้าวสารหิน ลพบุรี, ข้าวตอกพระร่วง สุโขทัย, ตะไคร่น้ำ พระบรมธาตุ - เศษผงพระนางตราเดิม -ตะไครพระธาตุ 7พระธาตุ -ดิน7ป่า ดิน 7ทุ่ง ดินท่าน้ำ7ท่า -ดินหน้าอุโบสถ -ดินเจดีย์พุทธคยา ผงแก่นจันทร์ ดินท้องถ้ำที่มีชื่อป็นมงคล ดินใจกลางเมืองต่างๆ -ผงนางพญา วัดนางพระญา พิษณุโลก -ผงพระอาจารย์ 111พระอาจารย์ -ผงพระเจ้าคุณนอ ผงพระเลี่ยง ผงพระปากน้ำ ผงสมเด็จวัดบางงั่ว -ผงแร่เกาะล้าน ผงยาพระฤาษี -ข้าวสารหิน ข้าวเม่าหิน -ผงเหล็กน้ำพี้ และแร่เหล็กน้ำพี้จากบ่อพระแสง บ่อพระขรรค์ -ผงพระสมเด็จไพรีพินาศ -ผงพระสมเด็จบางขุนพรหม -แร่เขาเขียว ถ้ำปู่เจ้าเขาเขียว -ไม้กลายเป็นหิน และมวลสารอีกมากมาย(พิมพ์ไม่ไหวเมื่อยมือ) พิธีบวงสรวง ได้จัดพิธีบวงสรวง สวดมวลสาร และเททองหล่อพระพุทธรูปบูชาเป็นปฐมฤกษ์ในวัน ศุกร์ที่ 24 กรฏาคม 2541 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือนกรฏาคม ณ วัด นางตรา อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช โดยมี พล.ต.ต. ขุนพันธ์ธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรี ธรรมราช (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์) เป็นประธานจุดเทียนชัยและแม่ทัพภาคที่ 4 ( พล.ต.ต. ปรีชา สุวรรณศรี) เป็นประธานเททอง พิธีพุทธาภิเษก วันที่ 24 มีนาคม 2542 ตรงกับ วันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล ณ อุโบสถวัดนางตรา เกจิประกอบพิธีพิธีพุทธาภิเษก ประกอบด้วย พระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ พัทลุง อาจารย์สังข์ วัดดอนตรอ อาจารย์นวล วัดไสหร้าและเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือ จำนวน 31 รูป ทั้งนี้ มีพระครูกาชาดวัดดอนศาลาจังหวัดพัทลุงเป็นพระคุมพิธีพุทธาภิเษก และ พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นบัณฑิตและเจ้าพิธีฝ่ายคฤหัสถ์ วัถุประสงค์ -เพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนท่าศาลาประสิทธศึกษา ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช -เพื่อสนับสนุนและพัฒนาโรงพยาบาลท่าศาลา -เพื่อสมทบทุนก่อสร้างเมรุวัดนางตรา -เพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสเฉลิมฉลอง๑๐๐ปี ท่าศาลา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    องค์นี้เห็นเกศาผสมในเนื้อพระชัดเจนครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251214_000633.jpg IMG_20251214_000707.jpg IMG_20251214_000728.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1765799624420.jpg
    เผยแผ่บารมีประวัติหลวงปู่ครับ

    หลวงปู่ก๋วน วัดตะเคียนทองธาราม จ.ระยอง ขอเหล็กไหลจากเทวดา ยิงไม่ออก

    หลวงปู่ก๋วน หรือ พระครูสุกิจจานุรักษ์
    นามเดิม ก๋วน สกุล ริมราง บิดา นายเปรม ริมราง (มารดาผู้เขียนไม่ทราบ) เกิดปีมะเมีย วันที่ 16 มิถุนายน 2461 ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง
    อุปสมบท 24 พฤษภาคม 2491 ณ.วัดตะเคียนทอง ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง
    พระครูประทุมธรรมมาภิบาล พระอุปัชฌาย์
    พระอธิการสนธิ์(พระครูโกศลสังฆกิจ) พระกรรมมาจารย์
    พระอธิการรวย(พระครูสุนทรธรรมมานุศาสตร์)พระอนุสาวนาจารย์
    สำเร็จญัตติจตุตถกรรมวาจาเวลา 14.29 น.ฉายาว่า อคฺควโย
    มรณภาพเมื่อ 20 กันยายน 2548

    หลวงปู่ก๋วน เป็นพระวิปัสสนา กัมมัธฐาน สายยุบหนอ พองหนอ การปฏิบัติธรรมวัดตะเคียนทองลำดับสมาธิและญาณ 16 ของโยคีผู้ดำเนินทางสมถะวิปัสสนา
    ลูกศิษย์ของหลวงปู่ก๋วน และที่ขยายสำนักของวัดตะเคียนทองมีดังนี้

    1.พระอาจารย์น้ำเพชร มหาลาโภ เจ้าอาวาสวัดตะเคียนทอง มีอาจารย์ต้อย อาจารย์เมิน

    2.อาจารย์สันต์ เจ้าอาวาสวัดเขาตะแบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

    3.อาจารย์สันติ ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย

    4.หลวงปู่บุญมี วัดป่าสันติวันพันชาติ จ.มหาสารคาม หรือบางทีท่านจะไปจำพรรษาที่ วัดพุทธธรรมวนาราม (วัดป่าบ้านโนนงิ้ว) ต.หนองสนิท อ.จอมพระ จ.สุรินทร์

    5.พระอาจารย์นพ วัดถ้ำเขาชะอางค์ กิ่งอำเภอเขาชะเมา ระยอง

    6.อาจารย์สมคิด วัดศรีพุ่มโพธิ์ ชลบุรี

    7.อาจารย์ไพรสณฑ์ วัดโคกหลวง ราชบุรี

    หลวงปู่เป็นพระที่มีศีลจารวัตรดีเลิศ เอาใจใส่ลูกศิษย์ทุกคน หลวงปู่เป็นพระปฏิบัติดีและสอนลูกศิษย์ให้ปฏิบัติตามท่าน พระเครื่องที่หลวงปู่ได้ดำริสร้างทุกรุ่นหลวงปู่จะคัดเลือกมวลสารเอง

    มวลสารแต่ละอย่าง หาได้มาด้วยความลำบาก ต้องปีน ต้องมุดเขาไปเอามาจากในถ้ำ และหน้าฝาสูง เรื่องพุทธคุณไม่ต้องพูดถึง

    พระสมเด็จเขี้ยวแก้ว เนื้อแร่เหล็กไหล พิมพ์เล็ก (ขนาดเท่าพระวัดปากน้ำ) ปี 2540

    หลวงปู่ก๋วนท่านสร้างเอาไว้จำหน่ายเพื่อเอาไว้ปรับปรุงเสนาสนะของวัด
    และเพื่อเอาไว้สร้างโบสถ์ใน

    อนาคต โดยเก็บเอาไว้ใต้หลังคาโบสถ์
    สร้างพร้อมกันด้วยมวลสารเดียวกันกับพิมพ์สมเด็จเกศทะลุซุ้มที่ราคาเป็นหมื่น

    พระรุ่นนี้เป็นพระเนื้อผงที่อุดมไปด้วยผงแร่ง่วนดิน กะปิดิน เครือดิน มากเป็นพิเศษ
    ทว่าเนื้อพระยังไม่แกร่ง

    เหมือนพระพิมพ์ปรกโพธิ์ที่ท่านสร้างราวๆ ปี 2545-46

    พระรุ่นนี้หลวงปู่ก๋วนท่านได้บอกกับตาปื๊ดว่า

    “ เอาปืนลองเลย ยิงไม่ออก ”

    ก็เลยมีลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรนำไปทดลองยิงปรากฏว่าปืนยิงไม่ออกจริงๆ

    ทำให้เป็นที่เสาะหากันมากในหมู่ตำรวจปากน้ำประแสร์

    ง่วนดิน กะปิดิน เครือดิน ธาตุสามชนิดนี้เมื่อนำมาคลุกเคล้ารวมกันแล้วอธิษฐานจิตหลอมธาตุเป็นหนึ่งเดียวจะกลายเป็น เหล็กไหล

    หลวงปู่ก๋วนท่านเป็นผู้ค้นพบ และท่านได้สร้างพระสมเด็จปรกโพธิ์เนื้อเหล็กไหลที่มีอานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์

    จากการหลอมธาตุทั้งสามเป็นหนึ่งเดียวด้วยวิปัสสนาญาณของท่าน

    หลวงพ่อมหาบุญมีท่านได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า…
    ในระหว่างที่หลวงปู่ก๋วนท่านได้ทรงญาณอยู่ในถ้ำเขตเขาชะเมา-ชะอางค์โอน

    ได้บังเกิดนิมิตรเห็นเทวดาในถ้ำ
    (เทพที่รักษาเหล็กไหล)

    ได้นำเหล็กไหลมาใส่ลงในมือท่าน
    รูปพรรณสัณฐานขนาดเท่าเม็ดข้าวสารสีดำ

    ท่านเห็นแล้วท่านก็ตอบกลับไปว่า

    “ ลูกศิษย์ของอาตมามีมาก หากได้ไปก็แบ่งให้กันไม่ครบ
    เอาอย่างนี้อาตมาขอหินขอแร่ที่อยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ไปแล้วกัน ”

    เมื่อเทวดาหรือเทพที่รักษาเหล็กไหลได้ยินอย่างนั้นก็บอกกับหลวงปู่ก๋วนท่านว่า ”

    ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ”
    หลวงปู่ท่านก็จึงเก็บเอาหินและแร่ที่เคยเป็นที่อยู่ที่อาศัยของเหล็กไหลไป
    ก่อนหยิบท่านได้ถาม

    เทพยดาที่รักษาเหล็กไหลว่า ” หินก้อนนี้หยิบได้ไหม ”

    เทพยดาที่รักษาเหล็กไหลก็ตอบว่า ” ได้ ”
    พอท่านหยิบอีกก้อนหนึ่งก็ถามเทพยดาที่รักษาเหล็กไหลว่า ” หยิบได้ไหม ”

    เทพยดาที่รักษาเหล็กไหลก็ตอบว่า ” ไม่ได้ ”

    ทุกครั้งที่หลวงปู่ท่านหยิบท่านจะถามอย่างนี้ทุกครั้ง และท่านก็ได้นำหินก้อนแร่ต่างๆ ที่เทพยดาที่

    รักษาเหล็กไหลให้มา
    นำมาสร้างเป็นพระสมเด็จอันลือเลื่องทรงพุทธานุภาพสูงยิ่งนัก

    พระผงเหล็กไหลของท่านแปลกมาก ที่เป็นเนื้อผงก็จริง แต่สามารถเอาแปรงทองเหลืองขัดได้

    ยิ่งขัดก็ยิ่งขึ้นเงาและเปลี่ยนเป็นสีดำมันเงามากขึ้นเท่านั้น

    หลวงปู่ก๋วน วัดตะเคียนทอง พระอริยเจ้าที่ทรงภูมิธรรมชั้นสูง

    รู้วาระจิต ตรวจกรรม เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับพระอุปคุต
    สรีระไม่เน่าเปื่อย

    เหรียญรุ่น 80 ปีของท่านเทวดามาขอ พระแม่คงคาก็มาขอ

    ท่านเป็นพระที่มีศีลจารวัตรดีเลิศ เอาใจใส่ลูกศิษย์ทุกคน
    หลวงปู่เป็นพระปฏิบัติดี และสอนลูกศิษย์ให้ปฏิบัติตามท่าน

    ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานสายยุบหนอ-พองหนอ
    โดยท่านได้

    ธรรมกายมาก่อน

    แล้วท่านก็ได้บรรลุธรรมสูงสุดด้วยบริกรรม ยุบหนอ-พองหนอ
    ตามแนวทางที่ เจ้าคุณโชดก พระธรรมธีรราชมหามุนี (ปธ.9) วัดมหาธาตุๆ ได้ให้แนวทางไว้

    พระเทพวงศาจารย์ วัดหนองแวงพระอารามหลวง ขอนแก่น (ผู้สร้างองค์พระธาตุขามแก่น)

    ได้เคยถามหลวงปู่ก๋วนว่าภูมิธรรมของหลวงปู่อยู่ถึงไหน แต่ท่านไม่บอก

    ท่านเจ้าพระคุณฯ จึงได้ถามหลวงปู่ก๋วนโดยสมมุติภูมิธรรมให้หลวงปู่
    แล้วท่านก็ลองถามว่าหลวงปู่สำเร็จชั้นนี้แล้วใช่ไหมครับ…

    แต่หลวงปู่ท่านก็ตอบกลับมาว่าอยู่สูงกว่านั้น
    ท่านก็ถามอีก

    แต่หลวงปู่ก็ตอบกลับเหมือนเดิม

    “ อยู่สูงกว่านั้น ”

    จนสุดท้ายท่านก็ไม่มีไรจะถามหลวงปู่ต่อไปได้อีก

    เหล่าญาติโยมที่มีเรื่องทุกข์ใจจะเดินทางมาหาหลวงปู่ขอให้หลวงปู่ดูให้หน่อย

    (ดูด้วยตาในคุยกับสิ่งที่มองไม่เห็น)

    ว่าทำไมชีวิตถึงได้ประสบเคราะห์กรรมแบบนี้
    และหลวงปู่ท่านก็จะดูให้โดยท่านจะพูดโต้ตอบกับสิ่งที่มองไม่เห็นในอีกมิติหนึ่ง

    แล้วก็บอกให้ญาติโยมนำไปแก้ไข
    แม้แต่ฝรั่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวสวนสน ระยอง ยังเอ่ยปากเรียก หลวงปู่ก๋วนว่า “ The Magic of Monk

    ” (หลวงปู่ตาทิพย์หูทิพย์)

    เวลามีใครไปหาท่านที่วัดตะเคียนทองเพื่อช่วยให้ท่านดูให้ว่าทำไมถึงมีเรื่องทุกข์เข็ญใจเช่นนี้

    ท่านก็จะให้เขียนชื่อและชื่อสกุลลงในแผ่นกระดาษจากนั้นท่านก็จะตรวจกรรมให้

    บางรายแค่ส่งให้ท่านดูท่านก็ตอบให้ทันที บางรายท่านจะใช้เวลาอยู่ 5-10 วินาที ท่านก็จะตอบไขข้อข้องใจให้ทราบ

    โดยท่านจะบอกไปแก้ในสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรตามติดตัวและเขาต้องการอะไร หลวงปู่ก็จะคุยกับเจ้ากรรมนายเวรให้
    ที่ต้องใช้คำว่า
    “ คุย ” เพราะระหว่างที่หลวงปู่กำลังช่วยเหลือคนผู้นั้นอยู่ท่านจะเอียงศีรษะนิดๆ และคุยกับสิ่งที่มองไม่เห็น

    บางครั้งจะเห็นท่านเจราจาต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรเพื่อให้เขาอโหสิกรรมหรือผ่อนหนักเป็นเบา จากนั้นก็ไปแก้ตามที่เขาขอมา

    หลวงปู่ก๋วนเคยเล่าว่า

    …ตัวท่านเคยเกิดเป็นฤาษีมาหลายชาติ และท่านเคยได้สาบานเป็นพี่น้อง

    "กับพระอุปคุตเอาไว้"

    หลังจากท่านไม่อยู่ พระอุปคุตจะเป็นผู้รักษาสังขารของท่านไว้ 100 ปี

    ซึ่งหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้ว สรีระสังขารของท่านก้ไม่เน่าเปื่อยดังที่ท่านกล่าวไว้จริงๆ

    พระเครื่องของหลวงปู่เรื่องยิงไม่ออกเป็นเรื่องธรรมดาของพระสายนี้
    พระหลวงปู่โด่งดัง หลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แอพเกจิ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลวงปู่ก๋วน .

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251214_004443.jpg IMG_20251214_004506.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1765735888139.jpg

    "หลวงปู่คำแสน" ท่านเป็นศิษย์รุ่นแรกของ "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" (รุ่นเดียวกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ) เพียงองค์เดียวที่อยู่ในมหานิกาย ไม่ต้องแปรญัตติใหม่เป็นธรรมยุติ...ปกติแล้ว หลวงปู่แหวน, หลวงปู่ตื้อ,หลวงปู่ขาว, หลวงปู่สิงห์ ซึ่งเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น รุ่นเดียวกันหมด ต้องแปรญัตติใหม่เป็นธรรมยุติทุกองค์

    วัตถุมงคลของหลวงปู่คำแสน เด่นทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยมเป็นเลิศ..

    หลวงปู่คำแสน...ได้มรณภาพในวันอาทิตย์ ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ สิริอายุได้ ๘๖ ปี ๖๘ พรรษา

    ปฏิปทาบางส่วนของหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย

    สมัยที่ท่านได้ทราบข่าวจากชาวบ้าน ว่าทางราชการได้จับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย
    ยอดนักบุญแห่งลานนาไทย มากักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย
    ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย มีความเคารพและเลื่อมใสในท่านครูบาฯ เป็นอย่างยิ่ง
    ก็ให้รู้สึกเสียใจ และอยากจะไปกราบนมัสการให้กำลังใจท่าน
    ได้ชักชวนพระสงฆ์และชาวบ้านให้พากันไปเยี่ยม แต่คนทั้งหลายกลัวจะถูกตำหนิ
    หรือถูกกลั่นแกล้งจากทางราชการ ในที่สุดก็เดินทางไปกับเณรและลูกศิษย์เพียง ๒-๓ คนเท่านั้น
    ได้เดินทางประมาณ ๑๕-๑๖ กิโลเมตรกว่าจะถึงวัดศรีดอนไชย
    เมื่อเข้าไปภายในวิหารนั้น เขาใช้เชือกมนิลาเส้นโตผูกเสาวิหารไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนคอกหมู
    ภายในคอกสี่เหลี่ยมนั้น มีพระสงฆ์รูปหนึ่งสูงอายุนั่งอยู่ด้วยอาการสงบ
    ในลักษณะขัดสมาธิ ห่มผ้าสีกลัก มีลูกประคำเส้นโตๆ คล้องคอ
    กำลังนับลูกประคำนั้นอยู่ จึงคลานเข้าไปกราบตรงหน้า

    ในขณะที่กราบลงไปนั้นก็เกิดอารมณ์อ่อนไหว จิตใจอ่อนแอจนร้องไห้ออกมาโฮใหญ่
    ด้วยอารมณ์สงสารใน]ครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ต้องมาถูกจองจำ และจะถูกจับสึกที่กรุงเทพฯ
    เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของพระคำแสนในขณะนั้น คงจะทำให้ท่านครูบาฯ ออกจากการปฏิบัติ
    เพราะได้เอื้อมมือมาตบที่ไหล่ พร้อมกับดุว่า ท่านเป็นพระจะร้องไห้ไม่ได้
    พระเป็นผู้ตัดแล้วซึ่งกิเลส เมื่อเป็นเช่นนั้นต้องระงับอารมณ์ ไม่ให้มีการร้องไห้เด็ดขาด
    ขณะเดียวกันก็เริ่มสอนให้นั่งขัดสมาธิ เอามือประสานกันวางไว้บนตัก
    หลับตาพร้อมกับท่องคำ นโม ในใจ หลายสิบหลายร้อยจบให้ท่องไปเรื่อยๆ
    พระคำแสนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง ท่องไปท่องมาไม่นานอาการสะอื้น
    และน้ำตาก็หายไป ท่านครูบาฯ จึงสั่งให้ลืมตาขึ้น แล้วก็สอบถามว่าเป็นใครมาจากไหน

    พระคำแสนก้มลงกราบแทบเท้า และนมัสการว่ามาจาก อำเภอสันกำแพง
    ท่านครูบาฯ ได้เทศน์อบรมเกี่ยวกับขันติให้พระคำแสนฟัง
    พร้อมกับแนะนำสั่งสอนให้ศึกษาวิปัสสนาธุระ
    โดยเริ่มต้นปฏิบัติดังที่ได้ทำมาแล้วเมื่อสักครู่ แล้วก็ให้นมัสการลา
    จึงนับว่าเป็นบทเรียนบทแรกในชีวิตเกี่ยวกับการศึกษาวิปัสสนา
    และท่านก็ดิ้นรนหาลู่ทางจะศึกษาในเรื่องนี้ จากทุกแห่งที่มีข่าวว่ามีอาจารย์สอน
    ต่อมาเมื่อท่านได้เรียนกัมมัฏฐานจาก ท่านครูบาแก้ว ชยเสโน
    แล้วท่านก็ขอลาพระอาจารย์ออกเดินธุดงค์จาริกไปในที่ต่างๆ
    เมื่อถึงคราวเข้าพรรษา ท่านจึงจะกลับมาอยู่ที่วัดดอนมูล

    พออายุได้ ๓๔ ปี ๑๓ พรรษา ท่านเจ้าอาวาสก็มรณภาพลง
    ทางคณะศรัทธาจึงได้นิมนต์หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย เป็นเจ้าอาวาสแทนสืบต่อมา
    จนท่านมีอายุได้ ๓๙ ปี ๑๘ พรรษา มีพระธุดงค์ชื่อ ท่านพระอาจารย์แหวน สุจิณโณ
    เดินธุดงค์มาพักอยู่ที่อู่ทรายคำ ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อหลวงปู่ทราบดังนั้น
    ท่านได้ให้โยมไปนิมนต์พระอาจารย์แหวน ให้มาเผยแผ่อบรมศรัทธาที่วัดดอนมูล
    ต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาพำนักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง
    ท่านพระอาจารย์แหวน และหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย
    ก็ได้ไปนมัสการและได้มอบกาย มอบจิตถวายเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นแต่บัดนั้นมา

    ต่อมาท่านพระอาจารย์แหวน ท่านได้จาริกไปๆ มาๆ ในเมืองเชียงใหม่
    และไปจำพรรษาที่วัดป่าห้วยน้ำริน อำเภอแม่แตง
    ส่วนหลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย หลังจากได้เรียนพระกัมมัฏฐานจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว
    ท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ย่างกุ้ง หงสาวดี แล้วเดินย้อนกลับ
    เดินธุดงค์ไปสู่ภาคอีสาน ไปอยู่กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ที่โคราช
    แล้วกลับขึ้นไปทางเหนืออีก ที่ใดเป็นที่วิเวกเป็นป่าเปลี่ยวท่านก็ได้พักภาวนาตามอัธยาศัยของท่าน
    ระยะหลังๆ ท่านได้ไปอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์แหวน
    ตามวัดป่าต่างๆ ๑ พรรษาบ้าง ๒ พรรษาบ้าง
    แม้เมื่อท่านพระอาจารย์แหวนย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
    หลวงปู่ฯ ก็ไปมาคารวะท่านพระอาจารย์อยู่เสมอๆ

    และสมัยหนึ่งที่หลวงปู่ฯ ท่านกำลังหนีคนไปสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเดิม
    ซึ่งเริ่มไม่สงบ ท่านเรียกว่า “วัดป่าดอนมูล” ลูกศิษย์ท่านเคยท้วงติง
    โดยถามท่านว่า ด้านหลังวัดอยู่ติดลำห้วย มีป่าโปร่งๆ อยู่นิดหน่อยกระหรอมกระแหรม
    ไหงหลวงปู่ตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่า วัดป่า

    ท่านว่าป่าที่เอาเป็นชื่อวัดนั้น ไม่ได้หมายความตามอย่างที่ลูกศิษย์ท่านเข้าใจ
    ท่านหมายถึงป่าช้าต่างหาก เพราะเดิมที่ตรงนั้นเป็นป่าช้า
    เป็นอันว่าที่ท่านตั้งชื่อว่า “ป่า” ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความขลังให้กับสถานที่
    แต่เพราะเดิมมันเป็นป่าช้า ได้ตัดคำว่า “ช้า” ออกไปเพราะเกรงว่ามันจะน่ากลัวเกินไปต่างหาก

    หลวงปู่ครูบาคำแสนน้อย มรณภาพ
    เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เวลา ๑๐.๑๒ น.
    สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี พรรษา ๖๔

    เกร็ดประวัติหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร
    .........................
    องค์นี้ภายหลังหลวงพ่อฯ ของเราเปิดเผยว่า เคยเป็นพี่ชายของท่านมาหลายชาติแล้ว ท่านเป็นคนใจบุญ ได้ทรัพย์ได้สมบัติมาเท่าใดก็ไม่สะสม เทออกทำบุญจนหมดสิ้น ทำบุญจนหมดตัวเหมือนกับท่านมหาทุกขตะยังไงยังงั้น แต่จริงๆแล้วสมัยเดิมโน้น...โน้น...โน้น ท่านเคยมีชื่อว่า “ท่านทุกขิตะ หรือ ท่านทุพภิกขะ”

    เพราะฉะนั้นเมื่อประสบพบกัน ทั้งสององค์ก็คุยกันกระหนุงกระหนิง แต่โน่นแน่ะเป็นเรื่องราวสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช มีโต้มีเถียงกันกระจุ๋มกระจิ๋มบ้างเรื่องยุทธการสมัยนั้น (แล้วพวกผมจะไปรู้เรื่องเรอะ..!)

    ตอนที่กำลังคุยรู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ต่างองค์ก็แสดงทัศนะในเรื่องรายละเอียดของมหายุทธวิธีในยุคที่ว่านั้น หลวงปู่ว่าถ้าหลวงพ่อเชื่อท่าน ทำตามที่ท่านคิด เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อฯก็ว่าท่านมีเหตุผลที่ดีกว่านั้น ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างโน้น เฮ้อ ดีครับดี รู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ตาเถรเณรยายชีไม่มีใครรู้เรื่อง บางตอนหลวงพ่อฯ ท่านก็หันมาถามท่าน พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ ที่พวกเรามักจะเรียกท่านว่า "ท่านเจ้ากรมเสริม" หรือ "ลุงเสริม" นั่นแหละ

    (ท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน จะไม่มีวันทราบเลยว่าท่านเป็นนายทหารใหญ่ครองยศถึงพลอากาศโท และเป็นเชื้อพระวงศ์ถึงหม่อมราชวงศ์ เพราะท่านวางตัวเป็นกันเอง มีเมตตาต่อพวกเราทุกคนเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ถือเนื้อถือตัว ให้เกียรติและยกย่องผู้อื่น ยิ่งท่านทำตัวเป็นกันเองกับพวกเราเท่าใด พวกเราก็ยิ่งให้ความเคารพท่านมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งท่านทำตัวเล็กลงเท่าใด ก็ดูเหมือนตัวท่านจะยิ่งโตใหญ่ขึ้นๆ เป็นทวีคูณ ท่านผู้นี้หลวงพ่อฯ ว่าเป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านมาทุกยุคทุกสมัย)

    สมัยนั้นหลวงปู่ฯ ท่านกำลังหนีคนไปสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเดิมซึ่งเริ่มไม่สงบ ท่านเรียกว่า “วัดป่าดอนมูล” ผมเคยท้วงติงโดยถามท่านว่าด้านหลังวัดอยู่ติดลำห้วย มีป่าโปร่งๆ อยู่นิดหน่อยกระหรอมกระแหรม ไหงหลวงปู่ตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่า "วัดป่า"

    ท่านว่าป่าที่เอาเป็นชื่อวัดนั้นไม่ได้หมายความตามอย่างที่ผมเข้าใจ ท่านหมายถึงป่าช้าต่างหาก เพราะเดิมที่ตรงนั้นเป็นป่าช้า ไอ๊หยา! เป็นอันว่าที่ท่านตั้งชื่อว่า “ป่า” ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความขลังให้กับสถานที่ แต่เพราะเดิมมันเป็นป่าช้า ได้ตัดคำว่า “ช้า” ออกไปเพราะเกรงว่ามันจะน่ากลัวเกินไปต่างหาก พอรู้แล้วผมก็หมดกังขาว่าเวลาวิกาล หลวงปู่ฯจะต้องได้ความสงบวิเวกอย่างเต็มที่เพราะท่านเข้าไปจำวัดอยู่ในป่าช้า คงไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนหรอกครับ บรื๊อ...!

    และแล้ววันหนึ่งกรรมของผมก็มาถึง จำไม่ได้ว่าหลวงพ่อใช้ให้ไปหาเรื่องอะไร ก็ไปกันหลายคนกับรุ่นน้องๆ นี่ละครับ สมัยนั้นกำลังหนุ่มแน่น (ผมนะหนุ่มใหญ่ แต่น้องๆ เพิ่งจะสอนขัน แต่เพราะเพิ่งจะสอนขันก็เลยอยากจะขันบ่อยๆ)

    ดังนั้นแทนที่พวกเราจะรีบไปทำธุระให้หลวงพ่อ เจ้าลิงพวกนี้ก็เลยแวะโน่นแวะนี่ (ไม่เห็นเจ้าเห็นหลังคาบ้านเจ้าก็ชื่นใจแท้) เที่ยวกันจนดึกดื่น พอเลี้ยวควับเข้าเข้าไปที่วัดนอก (วัดดอนมูล) กะนอนที่วัดนอก ตายแล้วหลวงพี่ที่เราคุ้นเคยก็ไม่อยู่ หลวงปู่ก็ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า (ก็ที่ป่าช้านั่นแหละคุณ..!)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่แสนปลุกเสกไตรมาส ตอก ๒ โค๊ต
    ออกวัดอินประชาราษฎร์ปราจีนบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251215_003106.jpg IMG_20251215_003152.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    14347715-3.jpg

    พระสมเด็จปรกโพธิ์ หลวงปู่ชอบ วัดป่าโคกมน จ.เลย

    รุ่นสมปรารถนาเฮง ปี35

    พิธีใหญ่ พุทธาภิเษกนานถึง 2 คืนเต็มๆจนถึงสว่าง คือคืนวันที่10และ11 กพ 2535
    ปลุกเสกโดยศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทั้งหมด 9 รูป ดังนี้
    1)ลป.ชอบ จ.เลย
    2)ลป.แว่น จ.ลำปาง
    3)ลป.หลวง จ.ลำปาง
    4)ลป.เหรียญ จ.หนองคาย
    5)ลป.อ่อนสา จ.อุดรธานี
    6)ลป.ลือ จ.มุกดาหาร
    7)ลป.รักษ์ จ.หนองคาย
    8)ลป.ศรีจันทร์ จ.เลย
    9)ลป.เนียม จ.ภูเก็ต

    ท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกล

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าผู้ทรงอภิญญาญาณ คือ ผู้ทรงความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา มีคุณสมบัติพิเศษ ๖ อย่าง ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
    ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยว อดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส ถึงกับท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย"
    ท่านสามารถแสดงธรรมและสนทนาธรรมเป็นภาษาต่างๆ ได้หมด เพียงกำหนดจิตดูว่าภาษานั้นเขาใช้พูดกันว่าอย่างไร ท่านสามารถแสดงธรรมโปรดเทวดา พญานาค ตลอดจนภพภูมิต่างๆ ได้

    การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืนหรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอบ่างอนาคาริกมุนีผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่สองตัวกระโดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ แผ่เมตตา กำหนดจิตเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปจนถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์เถระเจ้าผู้ได้ฉายาว่า พระผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งปวง ในสมัยที่หลวงปู่ชอบยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาให้หลวงปู่ชอบรับแขกพิเศษในตอนกลางคืนแทนองค์ท่าน ซึ่งจะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ ปฏิปทาของท่าน ในสายพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ยกย่องกันว่า หลวงปู่เป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญทางความเพียร มีนิสัยมักน้อย ถือสันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขามาตลอด ข้อปฏิบัติและธรรมภายในของท่านเป็นที่สรรเสริญ และหลวงปู่ชอบท่านยังเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ โดยท่านเดินธุดงค์ไปที่แห่งใด ท่านไม่เคยอดอยาก ต้องมีผู้คนมาใส่บาตรอยู่เสมอแม้จะทุรกันดารขนาดไหนก็ตาม และผู้ใดที่บูชาท่านมักจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายได้สะดวก ประสบความสำเร็จเสมอ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20251215_003220.jpg IMG_20251215_003245.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1765795866601.jpg

    ๑ ในสุดยอดพระอริยสงฆ์ แห่งเมืองลพบุรี
    ศิษย์สายสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์
    และเป็นศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโร พระปรมาจารย์ใหญ่สายกรรมฐานเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต ต้นตำรับ ยันต์ธาตุ ๔ นะ มะ พะ ทะ
    ขอกล่าวถึงพระเครื่องของหลวงปู่คำมี พุทธสาโร วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.ลพบรี
    พระอริยสงฆ์ที่มีอายุ 108 ปี สังขารท่านยังอยู่ในวิหารให้ลูกศิษย์ได้กราบไหว้สักการะ
    ด้านวัตถุมงคลของท่านฯ ณ ปัจจุบันราคาค่านิยมยังไม่แพง เมื่อเทียบกับพระเกจิในยุคเดียวในช่วงหลังปี พ.ศ2500 อาทิ เช่น
    หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุนนาค จ.นครสวรรค์
    หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ
    เมืองลพบุรี ในสมัยนั้น มีสุดยอดพระเกจิฯที่ได้ความนิยม และเชิญเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก อยู่ 3 รูป ซึ่งเป็นสหธรรมมิก คือ
    หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์
    หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู
    หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน
    วัตถุมงคลของทั้ง 3 ท่านได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ในพื้นที่ ลูกศิษย์ ลูกหา นำไปใช้ติดตัวต่างพบกับประสบการณ์มากมาย
    วัตถุมงคลของหลวงปู่คำมีฯจะเด่นด้านเมตตา แคล้วคลาดนิรันตราย
    และทำมาค้าขาย เจริญ รุ่งเรือง ป้องกันคุณไสยต่างๆได้ดีนักแล

    ประวัติหลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์
    หลวงปู่คำมี เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๖ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง เวลาเที่ยงตรง ในสหราชอาณาจักรลาว เดิมชื่อคำมี พระวิเศษ มารดาชื่อนางน้อย พระวิเศษ มีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๙ คน หลวงปู่คำมีเป็นบุตรชายคนที่ ๕
    ลักษณะพิเศษของหลวงปู่คำมีที่แปลกไปจากบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปก็คือ ฝ่ามือทั้งสองข้างลวดลายของเส้นมือมีลักษณะปรากฏเป็นยอดปราสาททั้งสองข้าง ฝ่าเท้าทั้งสองข้างกลางฝ่าเท้ามีลักษณะปรากฏเป็นยอดปราสาททั้งสองข้าง ฝ่าเท้าทั้งสองข้างกลางฝ่าเท้ามีลักษณะลวดลายคล้ายดอกพิกุลที่กลางฝ่าเท้าทั้งสองข้าง
    เมื่อสมัยที่ท่านยังเยาว์วัยมีอุปนิสัยฝักใฝ่ในทางธรรม เพื่อให้ได้ศึกษาและเจริญก้าวหน้าในทางธรรมยิ่งๆขึ้น หลวงปู่จึงได้ขออนุญาตบรรพชาเป็นสามเณรจากโยมบิดาและโยมมารดาของท่าน ยังความปิติยินดีแก่โยมทั้งสองท่านเป็นอันมาก โยมบิดาท่านจึงพาหลวงปู่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์บรรพชาเป็นสามเณรกับพระครูพล ที่วัดชุมพรพิสัย แขวงสุวรรณเขต เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยมีพระครูพลเป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๑๔ ปี
    ในระหว่างที่หลวงปู่คำมีศึกษาปฏิบัติธรรมและวิชาต่างๆกับพระครูพลอยู่ที่วัดชุมพรพิสัยนั้น สิ่งที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษคืออักขระ คาถา ยันต์ต่างๆ และมีความเจริญก้าวหน้าในการร่ำเรียนอย่างรวดเร็ว เมื่อท่านศึกษาปฏิบัติจนแก่กล้าแล้ว ท่านจึงขออนุญาตพระครูพลออกธุดงค์เพื่อแสวงหาสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญธรรม เป็นเวลา ๒ ปีที่ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆอยู่กับพระครูพล และในเวลาเดียวกันนั้นเองท่านก็ได้ยินกิติศัพท์คำร่ำลือเกี่ยวกับถึงคุณวิเศษและบารมีอันมหัศจรรย์ของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ทำให้หลวงปู่มีความปรารถนาอยากไปร่ำเรียนวิชาต่างๆจากสมเด็จลุนเป็นกำลัง
    เมื่อท่านได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระครูพลจนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านจึงขออนุญาตกับโยมทั้งสองของท่านและพระครูพล ท่านทั้งหลายเห็นความปรารถนาตั้งใจดีของหลวงปู่แล้วถึงแม้จะประหลาดใจกับสามเณรน้อยแต่ก็ไม่ได้ขัดศรัทธา หลวงปู่คำมีจึงกราบลาโยมทั้งสองและพระครูพลเพื่อธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะศึกษาต่อไป จุดมุ่งหมายคือ นครจำปาศักดิ์ ที่พำนักของสมเด็จลุน

    พบสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์
    เมื่อท่านจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาแล้ว การธุดงค์ในป่าประเทศลาวเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเพียงลำพังคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งกระแสข่าวการพำนักของสมเด็จลุนนั้นก็ไม่ได้มีความแน่นอน วันนั้นได้ทราบว่าท่านจะไปโปรดญาติโยมที่เมืองอื่นในประเทศลาว วันนี้ได้รับทราบว่าท่านจะไปฝั่งไทย ยังความสับสนต่อท่านเป็นอันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านอดทนบุกป่าฝ่าดงต่อไปก็คือ ท่านต้องไปเรียนวิชากับสมเด็จลุนให้ได้
    หลวงปู่เล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟังว่าการติดตามหาสมเด็จลุนในสมัยนั้นยากมาก ข่าวคราวของสมเด็จฯนั้นมากมายไปด้วยบารมีอิทธิปาฏิหาริย์ บางข่าวลือว่ากันว่าท่านเดินข้ามลำน้ำโขงมาได้อย่างสบาย บางข่าวว่าท่านถูกทหารฝรั่งเศสจับกุมโทษฐานระดมผู้คนเพื่อทำการต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เนื่องจากศรัทธาของญาติโยมที่หลั่งไหล มากราบไหว้ชื่นชมบารมีของสมเด็จนั้นมากมายเหลือเกิน อันเกิดจากบารมีธรรมของท่านล้วนๆ หาได้มีการปลุกระดม โฆษณาแต่อย่างใดไม่ สุดท้ายแม้แต่เหล่าบรรดาทหารฝรั่งเศสเองก็ให้ความเคารพนับถือสยบต่อท่าน
    สุดท้ายหลวงปู่ทราบข่าวว่าสมเด็จลุนท่านเสด็จมาโปรดญาติโยมที่นครจำปาศักดิ์ คราวนี้ท่านตั้งใจว่าจะเป็นตายอย่างไรท่านต้องไปกราบสมเด็จลุนให้จงได้
    หลวงปู่คำมีท่านเล่าว่าท่านยังแปลกใจตัวเองว่าท่านดั้นด้นมาถึงสมเด็จลุนได้อย่างไร ส่วนสมเด็จลุนนั้นมองสามเณรน้อยที่บุกป่าฝ่าดงมาหมอบกราบอยู่ต่อหน้าท่านด้วยความชื่นชม
    คำถามแรกที่ท่านถามสามเณรน้อย “สามเณรน้อย มาหาข้าด้วยเรื่องอันใดและมาจากไหน”
    หลวงปู่ก็เล่าให้ฟังว่า “ท่านมาจากแขวงสุวรรณเขต ทราบว่าท่านเก่ง อยากจะมาเรียนวิชาจากท่าน”
    สมเด็จลุนท่านยิ่งหัวเราะชอบใจ ในความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวของหลวงปู่ที่สามารถมาหาท่านจากแขวงสุวรรณเขตโดยลำพัง “รู้ได้อย่างไร ว่าข้าเก่งและข้าดีอย่างไร”
    สามเณรน้อยตอบไปว่า “ข้าน้อยไม่ทราบว่าสมเด็จเก่งอย่างไร แต่ข้าน้อยมีความตั้งใจอยากมากราบสมเด็จให้ได้และขอเป็นศิษย์ของสมเด็จ”
    คำตอบของสามเณรน้อยเป็นที่ชอบใจของสมเด็จลุนเป็นอย่างยิ่งจึงรับตัวไว้เป็นศิษย์ สามเณรคำมีอยู่รับใช้และศึกษาวิชาต่างๆจากสมเด็จลุนอย่างเคร่งครัด เมื่อท่านเห็นว่าสามเณรคำมีได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆจากท่านจนหมดสิ้นแล้ว ท่านจึงให้สามเณรคำมีกลับไปเผยแพร่ธรรมและโปรดโยมบิดามารดาของท่านที่สุวรรณเขต โดยท่านฝากสามเณรคำมีไปกับกองคาราวานชาวไทยใหญ่ หลวงปู่จึงได้กราบลาสมเด็จลุนมาด้วยความอาลัย

    ศึกษาวิชากับหลวงปู่ศรีทัต
    เมื่อหลวงปู่กลับมากราบพระครูพล อาจารย์องค์แรกของท่านและโปรดญาติโยมที่วัดชุมพรพิสัยได้ระยะหนึ่ง ท่านได้เกิดความตั้งใจที่จะเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมที่ฝั่งไทย จึงลาพระครูพลเพื่อเดินทางมาทางฝั่งไทย พอข้ามฝั่งโขงเหยียบถึงแผ่นดินไทย เกิดได้ทราบข่าวบารมีความเก่งกล้าของพระครูศรีทัต แห่งอำเภอท่าอุเทน เมื่อนมัสการพระธาตุพนมเสร็จท่านจึงยังไม่กลับไปสุวรรณเขต แต่มุ่งหน้าสู่อำเภอท่าอุเทนเพื่อไปกราบนมัสการพระครูศรีทัตและขอฝากตัวเป็นศิษย์ เมื่อพระครูศรีทัตทราบความเป็นมาของหลวงปู่คำมีจึงรับสามเณรคำมีไว้เป็นศิษย์ หลวงปู่คำมีเล่าว่าได้อยู่รับใช้และศึกษาธรรมจากหลวงปู่ศรีทัต ที่เมืองไทยถึงสามพรรษา หลวงปู่ศรีทัตนั้นมีความเข้มงวดมากตั้งแต่เรื่องพระธรรมวินัย จนไปถึงการศึกษาวิชาต่างๆท่านมีความเคร่งครัดมาก จนเมื่อหลวงปู่คำมีอายุครบบวชท่านจึงลาหลวงพ่อศรีทัตกลับไปยังฝั่งลาวเพื่อทำการอุปสมบท

    พบพระอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรม

    ท่านได้กลับมายังแขวงสุวรรณเขตและได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูพลเป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดชุมพรพิสัย ท่านได้จำพรรษาโปรดโยมบิดามารดาที่วัดชุมพรพิสัยอยู่ ๒ พรรษา ด้วยความต้องการแสวงหาวิมุตติธรรมของท่านเป็นที่ตั้ง ท่านจึงลาโยมบิดามารดาของท่านอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ท่านไม่มีโอกาสได้กลับมาพบโยมของท่านอีกเลย ท่านกราบลาพระครูพลและโยมบิดามารดาของท่านแล้วออกธุดงค์มายังฝั่งไทยอีกครั้ง ธุดงค์ไปหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานของไทยหลายพรรษา จนกระทั่งเข้าสู่เมืองโคราช ท่านก็ได้ยินชื่อเสียงความเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดของ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโร วัดป่าสาลวัน พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายกองทัพธรรม ท่านจึงเดินทางไปกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ รับแนวทางปฏิบัติจากท่านหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่คำมีเล่าว่าหลวงปู่เสาร์มีความเชี่ยวชาญแก่กล้าทางด้านกสิณเป็นอันมาก โดยเน้นให้ความสำคัญทางด้านกสิณ ๔ อันเป็นปฐมของธาตุทั้งมวลในโลก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งหลวงปู่คำมีได้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติในการตั้งธาตุปลุกเสกวัตถุมงคลในกาลต่อมา
    เมื่อท่านได้ศึกษาปฏิธรรมกับหลวงปู่เสาร์จนเป็นที่พอใจแล้วจึงได้กราบลาหลวงปู่เสาร์เพื่อธุดงค์ต่อไป ท่านได้เดินธุดงค์มาถึงอำเภอพระพุทธบาท สระบุรีไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท และได้เดินธุดงค์มายังบ้านโปร่งสว่าง ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่บ้านโปร่งสว่างและได้สร้างวัดและพระอุโบสถจนสำเร็จ จากนั้นท่านได้มาจำพรรษาที่บ้านประดู่ ได้มาสร้างวัดและพระอุโบสถ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ ๑๖ พรรษา ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ ท่านยังได้ทำการสร้างวัดและพัฒนาวัดต่างๆจนเจริญเป็นอย่างมาก เป็นที่ศรัทธาของญาติโยมในละแวกนั้น อันได้แก่ วัดหนองแก, วัดหนองจิกและวัดตาลเสี้ยน
    หลวงปู่คำมีท่านได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องทั้งหลายมันชักจะวุ่นวายไม่มีเวลาแสวงหาความสงบและปฏิบัติธรรม ท่านจึงจากญาติโยมทั้งหลายออกธุดงค์ต่อไปโดยมิได้ร่ำลา มุ่งมาทางจังหวัดลพบุรี ท่านได้เดินธุดงค์มาพบถ้ำเอาราวัณ ท่านเห็นว่าเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การหลบหลีกจากความวุ่นวายทั้งหลาย ท่านจึงอาศัยเป็นที่พำนักในการเจริญธรรม
    แต่เพียงไม่นาน ญาติโยมก็ทราบข่าวจึงออกติดตามมาให้ท่านไปกลับไปที่วัดเพื่อเจริญศรัทธาให้แก่พวกเขาต่อไป พร้อมทั้งจะไปขอตำแหน่งพระครูให้ท่าน ท่านจึงแสดงให้ญาติโยมทั้งหลายทราบว่า การที่ท่านหนีออกมาก็เพราะลาภ ยศ และสักการะทั้งหลาย ท่านว่าเป็นความมัวเมา ความวุ่นวาย ท่านขอจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำเอราวัณต่อไป ญาติโยมทั้งหลายจึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

    ต่อมาชาวบ้านดงจำปาได้มานิมนต์หลวงปู่ให้ไปโปรดญาติโยมและช่วยสร้างวัดที่นั่น หลวงปู่ได้ไปช่วยสร้างวัดและพระอุโบสถจนเป็นที่สำเร็จ หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดดงจำปาระยะหนึ่ง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหม่จำปาทอง) ท่านจึงกลับไปพำนักที่ถ้ำเอราวัณอีกครั้ง ท่านอยู่จำพรรษาที่ถ้ำเอราวัณ ๓ พรรษา ในช่วงนั้นได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นบุกขึ้นประเทศไทย ท่านย้ายจากถ้ำเอราวัณมาจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ ต่อมาไม่นานสงครามก่อตัวขึ้นเป็นสงครามอินโดจีน ท่านได้ทำเครื่องรางแจกทหารหาญที่ไปรบ ทหารทุกคนที่ได้รับเครื่องรางของขลังจากท่านไปและนำติดตัวไปสงครามคราวนั้น ปรากฏว่าปลอดภัยกันทั่วหน้า ไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆเลย
    อีกทั้งในสงครามในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ก็ปรากฏเฉกเช่นเดียวกัน ทหารทุกคนที่ไปสงครามคราวนั้นและมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ติดตัวไปด้วยสามารถกลับมาโดยปลอดภัยทุกคน จ่าบัติผู้บันทึกเรื่องราวยืนยันโดยหนักแน่น ปัจจุบันจ่าบัติอายุ ๖๐ กว่าปี แขวนวัตถุมงคลของหลวงปู่ติดตัวตลอดและให้ความเชื่อมั่นมากกล่าวถึงหลวงปู่คำมีด้วยเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
    ขอบคุณที่มา
    http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=2&qid=881

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251215_174219.jpg IMG_20251215_174250.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,118
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _temp_hash=8913d171c2df6c8bf28435991f63037f.jpg

    พระสมเด็จรุ่นแรก(รุ่นเมตตามหาลาภ) หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ วัดใหม่ จ.นครสวรรค์

    ผู้มีตาดีได้ขอเมตตาหลวงปู่แทงจิตเพื่อจับพลังพุทธคุณในพระสมเด็จรุ่นนี้และขอให้หลวงปู่ท่านเมตตาเปิดไม่ให้ปิด ปรากฎว่าหลวงปู่ท่านเมตตาเปิดเต็มที่เลยทีเดียว

    ผู้สัมผัสท่านนี้บอกว่าในพระสมเด็จรุ่นนี้ พลังแรงดีมาก กระแสพลังแผ่กระจายเหมือนพลังระเบิดนิวเคลียร์ ม่านพลังหนามาก มีพุทธคุณทางมหาโภคทรัพย์มหาลาภ มหาโชคมหาลาภ
    ดึงดูดโชคลาภ เสี่ยงโชคเสี่ยงลาภ ค้าขาย เมตตามหานิยม ป้องกันภัยอันตราย แคล้วคลาดจากภัยอันตราย หนุนดวงชะตา เสริมบารมี เป็นสง่าราศี เข้าหาผู้ใหญ่เมตตา

    อธิษฐานขอพรทำน้ำมนต์ ป้องกันคุณไสย แก้อาถรรย์ ล้างคุณไสย เตือนภัย นะจังงัง ป้องกันโรคภัย ส่งเสริมการปฏิบัติธรม ป้องกันภัยทางธรรมชาติกันลมกันฟ้า รัศมี 35 เมตร

    กำกับด้วยญานบารมีพระเบื้องบนพระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ เทพเทวดา วัตถุมงคลหลวงปู่บุญศรี มีเทวดารักษาในองค์พระ

    วัตถุมงคลหลวงปู่บุญศรี เปรียบเสมือนพลังงานมีชีวิต สามารถหลบได้ เปิดปิดได้เหมือนสวิทช์ไฟ หากใครที่นึกอยากจะจับโดยไม่มีความเคารพนอบน้อม
    ก็จะไม่สามารถสัมผัสหรือจับพลังในวัตถุมงคลนั้นได้ ของจริงต้องแบบนี้ พระที่จะเสกวัตถุมงคลให้ได้แบบนี้นั้นหายากมากๆๆๆๆ

    พระสมเด็จเมตตามหาลาภ รุ่นแรก หลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ วัดใหม่ศรีสุทธาวาส ต.น้ำทรง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

    มวลสารประกอบด้วยดังนี้

    1.ผงกรุวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว อาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช - อาจารย์ชุม ไชยคีรี สายเขาอ้อเคยเอามาสร้างประคำและพระยอดขุนพล
    2.ผงเก่าวัดประดู่ทรงธรรม หลวงพ่อชม วัดเขาดิน
    3.ผงอิทธิเจ ปัถมัง มหาราช หลวงปู่นาค วัดระฆัง
    4.ผงยาวาสนาหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
    5.ผงกรุพระวัดสามปลื้ม
    6.ผงสำเร็จพันปี
    7.แร่จักรเพชร จากเมืองกาญจนบุรี
    8.ผงสมเด็จเก่าหัก หลวงปู่ยิ้ม วัดสิงห์

    (ยันต์ด้านหลังพระสมเด็จ รุ่นเมตตามหาลาภ หลวงปู่ท่านได้เขียนให้พร้อมคำอวยพร)

    พระสมเด็จรุ่นนี้ผู้สร้างหวงเป็นพิเศษ บอกว่ามีแต่ของวิเศษหายากทั้งนั้นที่นำมาทำมวลสาร.ส่วนใหญ่คนจะมองข้ามกัน.หารู้ไม่ว่านี่คือพระสมเด็จเบอร์ ๑ ของหลวงตา.

    (ไม่ได้จัดสร้างกันง่ายๆเหมือนสมัยนี้)

    พระสมเด็จเมตตามหาลาภ หลวงตาเล็ก แห่งวัดใหม่ศรีสุทธาวาส จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมัยหลวงตาท่านยังอยู่ที่กุฏิไม้หลังเก่า

    พระสมเด็จรุ่นนี้ขอให้หลวงตาเล็กเมตตาเสกหนักไปทางด้านโชคลาภ สง่าราศีเมตตามหานิยม (เหมือนดังชื่อรุ่น)

    ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในศีลและศรัทธาบางคนบูชาแล้วจะมีเม็ดพระธาตุขึ้นมาอยู่ที่องค์พระสมเด็จรุ่นนี้

    ผู้ที่ได้รับแจกพระสมเด็จรุ่นนี้จากหลวงตาไป มักมีโชคลาภแปลกๆ อยู่เสมอ
    เคยมีพนักงานโทรศัพท์ได้รับแจกรุ่นนี้ไป อาราธนาบอกว่าถ้าได้รับโชคจะนำไปเลี่ยมทองให้อย่างดี พอตกดึกนอนฝันว่าหลวงตามายืนยิ้มบนหัวเตียงแล้วบอกเลข ปรากฏว่าถูกเต็มๆ

    พระสมเด็จเมตตามหาลาภรุ่นนี้มวลสารนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก ตามที่ได้บอกไว้ สามารถรถอาราธนาใช้ทำน้ำมนต์อาบกินป้องกันโรคระบาดได้

    เคยมีคนที่ได้รับพระสมเด็จรุ่นนี้ไปชื่อนายสมพงษ์ที่บ้านทำธุรกิจตอกเสาเข็ม พ่อติดเมียน้อยอย่างหนัก น่าจะโดนของ

    เลยอาราธนาเอาพระสมเด็จรุ่นนี้ทำน้ำมนต์หยอดใส่อาหารและน้ำให้พ่อกินปรากฏว่า "อ้วกแตก อ้วกแตน" หายเป็นปลิดทิ้ง

    ประวัติหลวงปู่บุญศรี อินทวัณโณ (หลวงตาเล็ก) วัดใหม่ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ..เท่าที่ได้เรียงเรียงไว้..

    เดิมที หลวงปู่ท่านอยู่ป่า จ.อุทัยธานี ท่านอยู่ป่าได้สักพักใหญ่ท่านก็ออกมา สาเหตุที่ท่านออกจากป่าก็คือ ท่านบอกว่าอาหารที่ได้มันเป็นพยาธิๆ หลวงปู่ท่านบอกแบบนี้

    แล้วท่านก็เข้ามาอยู่วัดในอำเภอเมือง สักพักท่านก็ย้ายมาอยู่ที่วัดหาดทนง และท่านก็ขึ้นมาอยู่ที่วัดสำโรง แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ แล้วท่านยังบอกอีกว่าท่านย้ายขึ้นๆ ไม่ย้ายลง

    วัดที่ท่านอยู่จวบจนวาระสุดท้ายของท่านก็วัดใหม่ศรีสุทธาวาส แห่งนี้นี่แหละ และท่านก็ได้ทิ้งสรีระของท่านไว้เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้ขอขมา.

    สมัยที่ท่านยังอยู่.ส่วนมากกุฎิเก็บของด้านหลังหลวงปู่ท่านจะไม่ค่อยให้ผู้ใดเข้าไปยุ่ง แม้แต่ลูกศิษย์ใกล้ชิดจะเข้าไปก็ต่อเมื่อโอกาสที่ท่านใช้หรืออนุญาตให้เข้าไปเอาของเท่านั้น

    อันนี้เป็นลีลาพระอรหันต์ที่เป็นพระอภิญญา คนที่ไม่รู้ลีลาอยู่ใกล้จะอันตราย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบซอกแซกอย่างรู้อยากเห็นแบบว่าขี้สงสัยทุกเรื่อง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่ค่อยให้ใครอยู่ด้วย (หมายถึงอยู่กุฎิเดียวกับท่าน)

    สิ่งของทุกอย่างที่ญาติโยมถวายมาหลวงปู่ท่านก็จะเก็บรักษาเป็นอย่างดีเพื่อเป็นการเจริญศรัทธาของญาติโยม

    เรื่องจำวัดหลวงปู่ท่านจะนอนที่นอนยัดด้วยกาบมะพร้าว นอนกลางกุฎิในที่โล่งไม่มีฝา ใช้มุ้งครอบกันยุง แล้วจะมีผ้าจีวรเก่าพาดหัวนอน มีเชือกขึงไว้บังแสงแดดและลม

    หลวงปู่ท่านจะมีพัดลม ๑ ตัว ตู้เย็นหลังเล็กๆ ๑ หลัง และวิทยุทรานซิสเตอร์แบบเก่าเล็ก ๑ เครื่อง ท่านจะเอาไว้เปิดฟังข่าวสารก่อนจำวัด

    หลวงปู่จะมีกระเป๋าสตางค์และมีดหมอท่านจะเอาไว้ใต้หมอน การปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงปู่ท่านจะปลุเสกสัปดาห์ละครั้งกลางดึก เพราะดึกๆ สงบเงียบไม่มีใครมารบกวน นี่แหละถึงเรียกว่าสุดยอดหาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว

    หลวงปู่จะมียามหน้ากุฎิอยู่ ๑ ตัว คอยเฝ้าเป็นยามให้หลวงปู่ยามดึก ชื่อว่านังหมี นังหมีมีลูก ๔ ตัว นังหมีนี่มันจะเฝ้าหลวงปู่อยู่บนกุฎิตรงบันไดชั้นบนทุกค่ำคืน

    ใครเข้ามากลางดึกนังหมีจะเห่าแล้ววิ่งกวดไล่ไปทุกคน ส่วนหมาตัวอื่นหลวงปู่จะไม่ให้ขึ้นมาอยู่บนกุฎิ

    การจำวัดของหลวงปู่ท่าน (เข้านอน) ท่านจะจำวัดประมาณ ๒ ทุ่ม ตื่นก่อน ๖ โมงเช้านิดหน่อย เพราะท่านป่วยสุภาพไม่ค่อยดีและที่สำคัญท่านชราภาพมากแล้ว

    ตื่นขึ้นมาท่านจะเทกระโถนปัสสาวะ และก็ล้างฟันปลอม ล้างหน้า แล้วท่านก็จะรอคนที่นำภัตราหารมาถวาย ชาวบ้านแถววัดใหม่จะจัดเวรทำอาหารมาถวายท่าน คือ ขึ้น ๑ ค่ำ แรม ๑ ค่ำ นี่บ้านหนึ่งทำเวียนไปจนครบ ซึ่งทำมานานมากแล้ว

    เรื่องนี้ท่านจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อรักษาศรัทธาและกำลังใจของผู้ที่ทำถวายหลายสิบปี หม้อข้าว ปิ่นโต ภาชนะที่ญาติโยมใส่มาถวายท่าน ท่านฉันเสร็จ ท่านจะล้างให้เป็นอย่างดี แล้วนำไปตากแดดไว้บนหลังคาหอระฆังเก่าให้โดนแดด

    ประมาณ ๓ โมงเย็น ท่านจะนำลงมาเช็ดด้วยผ้าสะอาดแล้วจัดแจงไว้ให้คนมารับเอาไปให้บ้านที่เป็นเวรทำอาหารต่อไป ทำอย่างนี้ทุกวัน (ภัตราหาร คาว ที่หลวงปู่ชอบฉัน ส่วนใหญ่ก็ ปลาคลุกเกลือ/กระเทียม/พริกไทย ทอด และ น้ำพริกตาแดง ผักต้ม ของหวานก็ ไอติมตัด)

    เรื่องโปรดญาติโยมทั่วๆ ไป ท่านจะสงเคราะห์ลูกหลานที่มาจากที่ต่างๆ ไม่มีเว้นเลย มีญาติโยมมากราบหลวงปู่ทุกวัน พอญาติโยมมาถึงวัดท่านก็จะปู่เสื่อไว้ให้ เปิดพัดลมรอ เอาจีวรมาครอง นั่งรอญาติโยมที่จะมากราบ ท่านทำแบบนี้ตลอด

    ส่วนเรื่องท่านจะลุกก่อนขณะที่ญาติโยมยังนั่งอยู่ ท่านจะไม่ลุกหรอก เพราะท่านกลัวว่าญาติโยมจะหาว่าท่านไล่ให้กลับ มันเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่ทุกคนลูกหลานควรจะทราบไม่ต้องรอให้บอก

    กราบเสร็จทำบุญกับท่านเสร็จถ้าไม่มีกิจสำคัญอันใดก็ควรจะรีบกราบลาท่านกลับ เพื่อให้ท่านได้พักผ่อน (ข้อนี้ควรจำไว้ให้ดี)

    เรื่องภัตราหาร หลวงปู่ท่านฉันภัตราหาร ท่านฉัน ๒ เมื่อปกติ บางครั้งมีลูกศิษย์อยู่ด้วยท่านก็จะฉันมื้อเดียว อีกส่วนหนึ่งจะแบ่งไว้ให้ลูกศิษย์ ท่านกลัวลูกศิษย์จะอด ถ้าท่านหิวช่วงก่อนเพลบางทีท่านก็หาขนมแห้งๆ ฉัน (ขนมที่ท่านชอบแห้งๆ) และน้ำหวานนี่ท่านชอบเป๊ปซี่แช่เย็น และ นมถั่วเหลืองแช่เย็น ท่านบอกว่าฉันแล้วชื่นใจ

    ส่วนญาติโยมที่มาหาหลวงปู่ก็สารพัดหลายอย่าง ท่านก็สงเคราะห์ให้ทั้งหมดไม่เลือกชั้นวรรณะ หลวงปู่ท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีแต่ให้จริงๆ เป็นพระที่มีเมตตามากๆ สมควรแก่การกราบไหว้ทำบุญยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 800 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251215_214705.jpg IMG_20251215_214740.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...