บทความให้กำลังใจ(ศีลธรรมและสันติภาพจะกลับมาได้อย่างไร)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    ความพร่องที่เติมเต็มได้ยาก
    พระไพศาล วิสาโล

    ผู้คนทุกวันนี้แม้มีเงินทองมากมาย พรั่งพร้อมด้วยวัตถุสิ่งเสพ แต่สิ่งหนึ่งที่คอยรบกวนจิตใจอยู่เนือง ๆ คือ ความรู้สึกพร่อง ดูเผิน ๆ เหมือนความรู้สึกว่ายังมีเงินไม่พอ หรือมีสุขไม่พอ แต่ลึกไปกว่านั้นก็คือการพร่องความสงบ ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้สึกพร่องอีกประการหนึ่ง

    ในด้านหนึ่งมันคือความกลัวตาย แต่ที่จริงมันคือความกลัวว่าตัวตนจะไม่ยั่งยืน จะว่าไปแล้วคนเราไม่ได้กลัวตายมากเท่ากับกลัวตัวตนจะดับสูญ แต่ว่าในระดับพื้นผิว เพียงแค่ความตายอย่างเดียวก็ทำให้ผู้คนเกิดความกลัว รู้สึกกระสับกระส่าย นี่คือสิ่งที่รบกวนจิตใจผู้คน ทางออกของผู้คนจำนวนมากก็คือเสพสุขให้เยอะ ๆ จะได้ลืมตาย เมื่อสนุกสนานเพลิดเพลินมาก ๆ ก็จะไม่มีเวลาคิดถึงความตายของตน หรือลืมไปเลยว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องตาย หลายคนจึงอยู่เหมือนคนลืมตาย นี่เป็นวิธีที่หลายคนใช้รับมือกับความกลัวตาย คือทำตัวให้วุ่น ทำใจไม่ให้ว่าง บางคนก็วุ่นกับการทำงาน แต่หลายคนก็วุ่นกับการเสพ ความสนุกสนาน ช่วยทำให้ลืมตายไปได้ อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง

    แต่นอกจากความกลัวตายแล้ว ยังมีความรู้สึกลึกๆ ที่รบกวนจิตใจผู้คนในระดับจิตไร้สำนึก นั่นคือความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีจริงไหม เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันเท่าไหร่ แต่ว่าอาตมาเชื่อว่ามันรบกวนจิตใจผู้คนจำนวนไม่น้อย จริงอยู่คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ตัวกูนี้มีอยู่จริง แต่ในส่วนลึกๆ ก็เกิดความระแวงสงสัยว่าตัวกูมีจริงไหม

    การค้นพบของพุทธศาสนาที่สำคัญคือการค้นพบว่าตัวกูไม่มีอยู่จริง ตัวกูหรือตัวตนเป็นแค่ภาพปรุงแต่ง ที่จิตปรุงขึ้นมา เป็นมายาอะไรที่เป็นมายา อะไรที่ไม่เป็นความจริง ในส่วนลึกของจิตใจเราทุกคนก็ย่อมรู้ แม้มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน แต่ก็จะมีบางช่วงบางขณะที่เราเกิดความสงสัยว่า ตัวกูมีจริงหรือ เพราะว่าตัวตนหรือตัวกูในความรู้สึกของเรามันแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ตัวอย่างเช่น เวลาเราเจอลูก ตัวตนที่เป็นพ่อแม่ หรือความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นพ่อแม่ก็ปรากฏ แต่เวลาเราเจอพ่อแม่ ตัวตนใหม่ก็เกิดขึ้น คือ ตัวตนที่เป็นลูก เวลาเราเจอลูกศิษย์ ตัวตนที่เป็นครูก็ปรากฏ แต่เวลาเราเจอครูเก่า ๆ ตัวตนที่เป็นศิษย์ก็ปรากฏ เวลาเราเจอฝรั่ง ตัวตนที่เป็นไทย หรือความสำคัญมั่นหมายว่าฉันคือคนไทยก็ผุดขึ้นมา พอเจอคนใต้ ตัวตนที่เป็นคนอีสานก็ผุดขึ้นมาแทนที่ เวลาเจอคนชัยภูมิ ตัวตนที่เป็นคนขอนแก่นก็ปรากฏ

    เราจะสังเกตเห็นได้ว่า “ตัวกู” แปรเปลี่ยนไปเรื่อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบริบท ถ้า “ตัวกู” จริงแท้แน่นอน แล้วทำไมมันแปรเปลี่ยนไปเรื่อย? ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้หลายคนหรือแทบจะทุกคนก็ว่าได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็สงสัยหรือเกิดกังขาขึ้นมาว่า “เอ๊ะ ตัวกู มีจริงไหม?” แต่ธรรมชาติของจิตส่วนลึกยอมรับไม่ได้ว่า “ตัวกู” ไม่มีจริง เพราะถ้าตัวกูไม่มีจริงก็เคว้งสิ สิ่งที่เรามักทำก็คือพยายามกดความลังเลสงสัยนี้เอาไว้ กดมันเอาไว้ในส่วนลึกของใจ แต่สิ่งที่กดเอาไว้นั้นไม่เคยหายไปไหน มันแค่หลบไปอยู่ในจิตไร้สำนึก คอยโผล่ออกมารบกวนจิตใจตอนเราเผลอ

    อะไรที่เรากดเอาไว้มันไม่เคยหาย แต่หลบซ่อนอยู่แล้วโผล่อออกมาในยามที่เราเผลอ หรือไม่ก็แสดงตัวในลักษณะอื่น คนที่โกรธเกลียดพ่อถึงขั้นอยากทำร้ายพ่อ แม้จะกดข่มความรู้สึกโกรธเกลียดพ่อเอาไว้ แต่บางครั้งมันโผล่ออกมาเป็นความโกรธเกลียดอย่างอื่นแทน มีบางคนเกลียดศาลพระภูมิ อยากเตะศาลพระภูมิทุกครั้งที่เห็น แต่เมื่อสาวไปลึกๆ ก็พบว่าเขาโกรธเกลียดพ่อ แต่เจ้าตัวยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองมีความรู้สึกนี้กับพ่อ เพราะคนดีเขาไม่โกรธเกลียดพ่อ จึงกดความรู้สึกนี้เอาไว้ในส่วนลึกของใจ แต่ความรู้สึกนี้ไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแต่โผล่ในรูปอื่น นั่นคือโกรธเกลียดศาลพระภูมิ

    ความลังเลสงสัยว่า “ตัวกูไม่มีจริง” ก็เช่นกัน ใจเรายอมรับไม่ได้ว่า ตัวกูไม่มีจริง จึงพยายามกดความสงสัยนี้เอาไว้จนอยู่ในจิตไร้สำนึก วันดีคืนดีมันก็โผล่ออกมาสู่จิตสำนึก เป็นความรู้สึกพร่อง อันนี้เป็นแนวคิดของ เดวิด ลอย(David Loy) นักคิดชาวพุทธที่น่าสนใจมาก ความรู้สึกพร่องดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ง่อนแง่น คับข้อง กระวนกระวาย ทำให้ไม่เป็นสุข

    วิธีหนึ่งที่คนทั่วไปใช้ในการบรรเทาความรู้สึกพร่องก็คือ การเสพและครอบครองวัตถุ หรือมีเงินมาก ๆ ทั้งนี้เพื่อเติมเต็มจิตใจ ทรัพย์สินเงินทองเป็นวัตถุรูปธรรม ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยทำให้ใจหายพร่อง ได้รับการเติมจนเต็มได้ นี้คือเหตุผลว่าทำไมผู้คนพากันแสวงหา บริโภค และสะสมวัตถุอย่างเอาจริงเอาจังไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกสบายทางกาย ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อยทางอายตนะ หรือเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ที่สำคัญคือเพื่อเติมเต็มจิตใจ เพื่อลดความรู้สึกพร่อง โดยพยายามยึดหาอะไรมาเป็นตัวตน หรือรองรับค้ำจุนภาพตัวตนให้ดูเป็นจริงขึ้นมา
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    แต่ไม่ว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากเท่าใด ความรู้สึกพร่องดังกล่าวก็ไม่ได้หายไปไหน อาจถูกกลบเกลื่อนไปชั่วคราว แต่แล้วก็กลับมารบกวนใหม่ ความสำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนาอยู่ตรงที่ช่วยช่วยให้เราลดความรู้สึกพร่องได้อย่างแท้จริง โดยการชี้ให้เห็นความจริงว่า ไม่มี “ตัวกู” อยู่เลย “ตัวกู”เป็นแค่สิ่งที่จิตปรุงแต่งหรือทึกทักว่ามีจริง มันเป็นมายา
    อย่างไรก็ตามความจริงดังกล่าว เพียงแค่คิดเอาหรือไตร่ตรองด้วยเหตุผลอย่างเดียว ไม่พอ ใจต้องเห็นความจริงนี้อย่างแจ่มแจ้งด้วย จึงจะหายสงสัยกังขา พูดอีกอย่างคือต้องเป็นการประจักษ์แจ้งอย่างถ่องแท้ว่า “ตัวกูไม่มีจริง” การประจักษ์แจ้งดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากการทำสมาธิภาวนาที่เรียกว่าวิปัสสนา โดยอาศัยการเจริญสติปัฏฐานเป็นสำคัญ

    การเจริญสติปัฏฐานแม้เพียงเบื้องต้น คือการรู้กาย เห็นกายตามที่เป็นจริงก็ช่วยได้มาก เมื่อเรามีสติขณะเดิน ก็จะเห็นว่า ที่เดินนั้นไม่ใช่เราหรือ “กู”เดิน แต่เป็น “รูป” ที่เดิน เวลามีความคิดเกิดขึ้น มันไม่ใช่เราคิดหรือ “กู”คิด แต่เป็น “นาม” หรือ “จิต” ที่คิด หรือมีความคิดเกิดขึ้นกับจิตหรือนามนั้น เวลาโกรธมันไม่ใช่เราโกรธ แต่เป็นความโกรธที่เกิดขึ้นในใจ ถ้าเราเจริญสติอย่างถูกต้อง จะช่วยไถ่ถอนความยึดมั่นถือมั่น หรือลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูได้ เพราะจะเห็นว่า ไม่ว่าทำอะไรลงไป มันไม่มีตัวกูเป็นผู้ทำ มีแต่ “รูป” หรือ “นาม” หรือมีแต่ “กาย” กับ “ใจ” ที่เป็นตัวกระทำ เอาเข้าจริง ไม่มีคำว่า “ใคร” มีแต่คำว่า “อะไร” มากกว่าที่กระทำหรือเป็นไป

    ฉะนั้น ถ้าหากภาวนาไปจนถึงระดับวิปัสสนาก็จะเห็นชัดเจนว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีตัวกูตั้งแต่แรก ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นไม่ต้องวาง “ตัวกู” เพียงแค่วางหรือสละความยึดถือว่ามีตัวกูเท่านั้นก็พอแล้ว เมื่อเห็นชัดแจ่มแจ้งว่าไม่มีตัวกู ความลังเลสงสัยว่าตัวกูมีอยู่จริงไหมก็จะหมดไป จิตจะยอมรับอย่างสิ้นเชิงว่าไม่มีตัวกูเลยแม้แต่น้อย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกดข่มความลังเลสงสัยในตัวกูอีกต่อไป ความรู้สึกพร่องที่รบกวนจิตใจก็จะหายไป เกิดความรู้สึกเต็มอิ่ม หรือความรู้สึกโปร่งเบาขึ้นมา เป็นอิสระอย่างแท้จริง

    ในขณะที่การประจักษ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยเราก็ควรลดความยึดติดถือมั่นในตัวกู ด้วยการให้ทาน เพื่อลดความยึดมั่นในของกู รวมทั้งลดความยึดมั่นในความคิดของกู ไม่เอาตัวกูเป็นศูนย์กลาง นึกถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง อีกทั้งหมั่นมองตนจนรู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ เหล่านี้ล้วนช่วยให้ “ตัวกู”ไม่รบกวนจิตใจ และได้พบความสงบในใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat25630111.html
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    รู้ทันเจ้าตัวร้าย
    พระไพศาล วิสาโล


    คนไทยเราคุ้นกับกิเลส ๓ ตัว คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เพราะได้ยินบ่อย ที่จริงยังมีกิเลสอีกชุดหนึ่ง ๓ ตัวเหมือนกัน คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ แต่กิเลสชุดนี้คนไทยรู้จักน้อยกว่า โดยเฉพาะคำว่ามานะ คนไทยเรามักเข้าใจว่าเป็นของดีจนถึงกับตั้งชื่อลูกว่ามานะ บางคนก็เปลี่ยนชื่อตัวเองจากที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมานะ เพราะเราเข้าใจว่ามานะคือ “พยายาม” ที่จริงแล้วมานะไม่ได้แปลว่าพยายาม แต่มานะอาจทำให้เกิดพยายามได้ เพราะว่าคนเราโดยเฉพาะคนไทยนั้นจะพากเพียรพยายามได้ก็เพราะกลัวเสียหน้าหรือไม่อยากแพ้คนอื่น เห็นคนอื่นเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ มีคำว่าขัตติยะมานะ ซึ่งหมายถึง มานะของกษัตริย์ จะแพ้ใครไม่ได้ เสียเกียรติยศไม่ได้ หรือจะให้ใครมาหยามน้ำหน้าไม่ได้ แต่ไม่ใช่กษัตริย์เท่านั้นที่มีมานะ ปุถุชนทั่วไปก็มีกันทั้งนั้น แม้แต่พระอริยะเจ้าระดับต้น ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าเบาบางมาก

    มานะแปลว่าความถือตัว ความสำคัญตัวว่าสูง หรือความอยากใหญ่ อยากเด่น อยากดัง เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ส่วนตัณหาคือความอยากมีอยากได้ เช่น อยากรวย แต่ถ้าอยากใหญ่ อยากดัง อยากเด่น หรือสำคัญว่าฉันเหนือกว่า ฉันดีกว่า อันนี้เราเรียกว่ามานะ ส่วนทิฐิหมายถึงความยึดติดถือมั่นในความคิด เราคงเคยได้ยินคำว่า “ตัวกูของกู” ความยึดติดว่า “ของกู” หรืออยากได้มาเป็น “ของกู” นี้คือตัณหา ส่วนความยึดติดว่ามี “ตัวกู” หรือหลงยึดมั่นว่า กายและใจนี้คือ “ตัวกู” อันนี้คือทิฏฐิ ถ้าพูดให้เต็มก็คือ สักกายทิฏฐิ แต่มีอีกตัวหนึ่งซึ่งท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์บัญญัติขึ้นมาให้ล้อกับคำว่า ตัวกูของกูก็คือ “นี่กูนะ” อันหลังนี้แหละคือมานะ

    นี่กูนะ แสดงอาการหลายอย่างเช่น พูดใส่หน้าคนอื่นว่า รู้ไหมว่ากูเป็นใคร รู้ไหมว่ากูเป็นลูกใคร อันนี้มาจากกิเลสตัวที่ชื่อว่ามานะ เพราะฉะนั้นถ้าพูดตามหลักแล้ว มีกิเลส ๓ ตัว คือ ตัวกู ของกู และนี่กูนะ หรือ ทิฏฐิ ตัณหา และมานะ บางทีก็เรียกว่า อหังการ มมังการ มานานุสัย

    การแสดงออกของมานะ
    มานะนั้นแสดงอาการได้หลายอย่าง อย่างหยาบๆ ก็คือ เย่อหยิ่ง จองหอง ถือตัว ดูถูกคนอื่น รวมทั้ง อวดเก่ง อวดเบ่ง อวดดี อวดฉลาด ขี้โม้ อวดรวย อวดสวย อวดหล่อ อาการอวดเหล่านี้ใช่มานะทั้งนั้น ลักษณะที่เราอวดรวยเช่น ใช้นาฬิกาโรเล็กซ์ หรือขับรถเบนซ์ หรือรถสปอร์ตราคาแพง ใช้กระเป๋าหลุยส์วิตตอง เป็นต้น คำว่าอวดแทบทุกตัวมันมาจากกิเลสคือมานะ มีทั้งการแสดงออกแบบดิบๆ โฉ่งฉ่าง หรือเนียนๆ ถ้าแบบเนียนๆ ก็เช่น นักปฏิบัติธรรมบางคนชอบสร้างภาพว่าฉันสงบ สมถะ เรียบร้อย อันนี้เน้นเรื่องการสร้างภาพ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าฉันเหนือกว่าเธอ ฉันดีกว่าเธอ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าฉันไม่อวดเบ่งแล้วฉันปลอดภัยจากกรงเล็บของมานะ นั่นไม่ใช่

    นอกจากความเย่อหยิ่ง จองหอง ดูถูก อวดเก่ง สร้างภาพแล้ว มานะยังแสดงอาการอย่างอื่นได้อีกเช่น ความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจในตัวเอง จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า ฉันแน่ ฉันเก่ง ฉันวิเศษ จนถึงขั้นหลงตัวลืมตน ที่จริงความภาคภูมิใจก็มีประโยชน์เหมือนกัน ไม่ใช่มีโทษอย่างเดียว เช่น ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง ไม่ใช่ว่าไร้ค่า แต่มันก็ยังเป็นกิเสลอยู่นั่นเอง

    นอกจากนี้มานะยังทำให้เราไม่อยากฟังคำแนะนำจากใคร ไม่ชอบเวลามีใครตักเตือนหรือวิจารณ์ อาการแบบนี้ใกล้เคียงกับกิเลสที่ชื่อทิฏฐิ ทิฏฐิคือความใจแคบ ความยึดมั่นว่าความคิดของฉันนั้นถูก ความคิดของฉันนั้นดี ดังนั้นคนไทยจึงมักเรียก ทิฏฐิมานะ คู่กัน ก็เพราะว่าทั้งทิฏฐิและมานะ ทำให้เราดื้อดึง ไม่ฟังใคร อย่างไรก็ตาม ทิฏฐิกับมานะต่างกัน ตรงที่ทิฏฐิเป็นความยึดมั่นในความเชื่อของตน ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ส่วนมานะนั้นเป็นความยึดมั่นในอัตตาตัวตน คือยึดมั่นว่าฉันเก่ง ฉันแน่ ฉันถูก ก็เลยไม่ยอมฟังคำวิจารณ์

    ความรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นเขาดีกว่า เก่งกว่า สวยกว่า เคร่งกว่า ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้ากว่าเรา อันนี้ก็มาจากตัวมานะ เพราะมาจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ฉันต่ำกว่าเขาไม่ได้ แม้เสมอเขายังไม่ได้เลย ฉันต้องสูงกว่าเขา คำว่าสูงนั้น แต่ละคนให้ความหมายไม่เหมือนกัน บางคนหมายความถึงการมีอำนาจ ความรู้ ความสวย ความเด่นดังมากกว่า หรือมีสถานภาพสูงกว่า ความรู้สึกยึดมั่นสำคัญหมายว่าฉันต้องสูงกว่า ฉันด้อยกว่าไม่ได้ อันนี้เกิดจากกิเลสที่ชื่อมานะ

    มานะยังหมายถึงการกลัวเสียหน้า เวลาโต้แย้งกับใคร หรือว่าทำอะไรผิด ทั้ง ๆ ที่ก็รู้นะว่าเราผิดพลาดไป แต่เราก็ไม่กล้ายอมรับผิด หรือไม่กล้าขอโทษ โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายนั้นมีสถานะต่ำกว่าเรา เช่น เราคิดว่าลูกโกหก ก็เลยต่อว่าลูก ภายหลังมารู้ว่าลูกไม่ได้โกหก เราเข้าใจผิดไปเอง แต่เราดุลูกไปแล้ว เราเคยมีความรู้สึกอยากจะขอโทษไหม แล้วขอโทษหรือเปล่า หรือบางครั้งเราต่อว่าลูกน้องอย่างรุนแรง ภายหลังรู้ว่าเราด่าผิดคน เรารู้สึกผิด อยากจะขอโทษ แล้วเรากล้าขอโทษเขาหรือเปล่า บางครั้งเรารู้ว่าผิดแต่ไม่กล้าขอโทษ ความไม่กล้านั้นก็มาจากความกลัวเสียหน้า จริงอยู่เราอาจมีเหตุผลว่า ถ้าเราขอโทษแล้วลูกน้องจะเหลิง ได้ใจ ทำให้เราปกครองลูกน้องได้ยาก ก็เลยคิดว่าอย่าขอโทษเลย แต่นั่นเป็นเหตุผลลวง เหตุผลที่แท้จริงคือเรากลัวเสียหน้า
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)

    เราเห็นกิเลสตัวนี้ไหม หลายคนไม่เห็นเพราะถูกบดบังด้วยเหตุผลที่ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อทำให้เรารู้สึกว่า การขอโทษนั้นไม่ดี ทำให้เราเป็นผู้นำที่อ่อนแอ เป็นการเปิดช่องให้คนอื่นเล่นงานเรา แต่ที่จริงแล้วมันมาจากกิเลสส่วนลึก นั่นคือมานะ คือความกลัวเสียหน้า อย่าว่าแต่คนรับใช้หรือลูกน้องเลย แม้กระทั่งกับพ่อแม่ บางทีเราก็กลัวเสียหน้า ไม่กล้าขอโทษเมื่อทำผิดกับท่าน อาตมาเคยทะเลาะกับพ่อตอนที่เป็นฆราวาส ต่อมารู้สึกว่าตัวเองผิด แต่ไม่กล้าขอโทษ อันนี้เกิดจากมานะ ต้องรวบรวมความกล้าอยู่นาน จึงจะกล้าไปขอโทษพ่อได้ จะเห็นว่ามานะนั้นแทรกซึมอยู่ในพฤติกรรมทั่วๆ ไป แสดงอาการออกมาหลายรูปแบบ ทั้งแบบดิบ แบบเนียน ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

    ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการปูพื้นเพื่อให้เข้าใจว่า มานะหรือ “นี่กูนะ” มันเป็นกิเลสที่แสดงอาการออกมาอย่างไรบ้าง ทีนี้จะพูดถึงโทษของมัน ถ้าเราไม่รู้ว่ามันมีโทษอย่างไร เราก็จะไม่รู้ว่าจะไปลดมันเพื่ออะไร หรือไปจัดการกับมันอย่างไร เหมือนกับที่ฝรั่งคนหนึ่งบอกว่า Greed is good แปลว่า ความโลภนี้ดี ถ้ามันดีแล้วจะไปลดหรือจัดการมันทำไม ควรแต่จะเพิ่มพูนให้มากขึ้น ฝรั่งเขาเชื่อว่าความโลภนี้ดี เพราะทำให้เกิดการผลักดัน เกิดความขยัน เกิดความอุตสาหะ

    มานะก็เช่นเดียวกัน บางคนเห็นว่าดีเพราะทำให้เราเกิดความพยายาม จึงมีสำนวนว่า “มานะพยายาม” บางคนมองว่ามันทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ เคยได้ยินไหมที่บอกว่า ศิลปินต้องมีอีโก้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นจะผลักดันผลงานไม่ได้ เขาต้องสร้างผลงานที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องพยายามสร้างหรือบ่มเพาะตัวนี้ตั้งแต่แรก หรือบางครั้งพ่อแม่ก็จะสอนว่า อย่าไปยอมแพ้เขานะลูก ถ้าลูกแพ้ ก็จะถูกพ่อแม่ต่อว่าแกแพ้เขาได้อย่างไร แกก็มีมือมีเท้าเหมือนเขา นั่นเป็นการสร้างมานะให้แก่ลูก

    มีเรื่องขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว พ่อคนหนึ่งเฝ้าสอนลูกว่าแพ้ไม่ได้ แล้ววันหนึ่งแม่ป่วย พ่อให้ลูกไปเอายาจากหมอ ลูกไปตั้งแต่เช้า บ่ายลูกก็ยังไม่มาทั้งๆ ที่แม่มีอาการหนักแล้ว พ่อแปลกใจว่าลูกหายไปไหน รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา จึงไปตามหาลูก ปรากฏว่าไปเจอลูกอยู่บนสะพานแคบๆ ยืนประจันหน้ากับผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเลย พ่อจึงถามลูกว่า ทำไมไม่รีบไปเอายา ลูกตอบว่าไปเอาไม่ได้เพราะผู้ชายคนนี้ขวางเอาไว้ เขาจะให้ผมหลีกทางก่อนแต่ผมไม่ยอม ส่วนเขาก็ไม่ยอมหลีกทางให้ผม ก็เลยยืนประจันหน้ากันอยู่บนสะพาน ๓ ชั่วโมงแล้ว พอพ่อได้ยินเช่นนี้ ก็บอกว่า ดีแล้ว ลูกรีบไปเอายาเร็ว ส่วนพ่อจะยืนตรงนี้แทนลูกเอง

    พ่อแทนที่จะต่อว่าลูกว่าไปยืนตรงนั้นทำไมตั้ง ๓ ชั่วโมง กลับดีใจที่ลูกไม่ยอมแพ้ใคร ทั้ง ๆ ที่แม่กำลังจะแย่อยู่แล้ว แถมยังยอมเสียเวลายืนแทนลูกให้ เพื่อจะได้ไม่เป็นฝ่ายยอมเขาก่อน นี้คือฤทธิ์ของมานะที่ทำให้คนเรากลายเป็นคนโง่ขึ้นมาได้โดยไม่รู้ตัว

    มานะมีข้อดีตรงที่ทำให้ใจเราฟูขึ้น ถ้าไปไหนเราสะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตอง ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ ขับรถเบนซ์เราก็ยืดอกได้ เราจะไม่กลัวตำรวจ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เมื่อฟูแล้วก็เหมือนกับลูกโป่งที่ยิ่งพองโตเท่าไหร่ ก็ยิ่งแตกง่ายเท่านั้น ลูกโป่งนี้กลัวแม้กระทั่งฟางเส้นเล็กๆ แค่ถูกฟางทิ่มเอาก็แตกแล้ว คนที่มีมานะ อัตตาใหญ่แค่ถูกกระทบนิดหน่อยก็ระเบิดแล้ว เช่น เป็นนายพลไปรับประทานอาหารที่ร้านแล้วเขาเสิร์ฟช้าก็ทุกข์แล้ว เป็นดาราเวลาไปที่ไหนไม่มีใครทักก็เป็นทุกข์แล้ว หรือคนสวยเวลาเดินไปไหนแต่ไม่มีใครมอง ก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจ คนที่เป็นดาราจะหวั่นไหวกับเรตติ้งมาก ถ้าเรตติ้งลดลงก็จะทุกข์มากเลย

    โทษของการมีมานะนั่นคือโกรธง่าย ทุกข์ง่าย ไม่ยอมแพ้ และความไม่ยอมแพ้บางทีก็สร้างปัญหาให้กับเรา เช่นเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะยอมไม่ได้ที่ถูกขับรถปาดหน้า เมื่อมีรถปาดหน้าแล้วต้องปาดหน้ากลับ บางรายถึงกับเสียชีวิตเพราะถูกอีกฝ่ายลงจากรถลงมายิงด้วยความแค้น

    เมื่อสองสามปีก่อน ที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งชานกรุงเทพฯ ตอนเย็นจะมีรถของผู้ปกครองมารับนักเรียน ปัญหาคือโรงเรียนมีที่จอดรถน้อยมาก รถจึงติดยาวเป็นแพ จึงมีการออกกฎให้ขับรถทางเดียว มีผู้ชายคนหนึ่งรีบไปรับลูกจึงแหกกฎเข้าทางประตูออก และได้ที่จอดรถซึ่งเหลือเพียงที่เดียว คนที่ขับรถตามกฎแต่ถูกตัดหน้าไปจึงไม่พอใจ ลงจากรถมาต่อว่าชายผู้นั้นโดยไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นนายพล นายพลคนนั้นไม่พอใจ ลงจากรถแล้วถามว่า “รู้ไหมว่าผมเป็นใคร” เขาตอบว่า “ผมไม่สนหรอกว่าคุณเป็นใคร แต่คุณทำผิดกฎ ทำอย่างนี้ไม่ถูก” พูดแล้วก็เดินกลับไปที่รถ นายพลคนนั้นโกรธมากเดินกลับไปที่รถ คว้าปืนแล้วเดินตามชายคนนั้น หมายจะยิงให้หายแค้น ลองนึกภาพต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะมีคนถูกยิงตาย ส่วนคนที่ยิงติดคุก ถ้าไม่ติดคุกเพราะใช้เส้นสายจนหลุดได้แต่ก็คงเดือดร้อน ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่ง นี่คือโทษของมานะทำให้คนเราโกรธเพราะเสียหน้าจนลืมตัว มันทำให้เราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับคำวิจารณ์ แตะต้องไม่ได้และบางทีทำให้เรากลายเป็นคนสร้างภาพโดยไม่รู้ตัว

    ที่ประเทศจีน เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีสำนักแห่งหนึ่ง ขณะที่อาจารย์กำลังนั่งกินอาหารอยู่ก็เกิดแผ่นดินไหว ลูกศิษย์ตื่นตกใจ วิ่งโกลาหล แต่ว่าอาจารย์นั่งนิ่งดูสงบ หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปเรียบร้อยโดยไม่มีอะไรรุนแรงเกิดขึ้น ตอนค่ำก็มีการแสดงธรรม อาจารย์พูดเรื่องสติ ลูกศิษย์ถามว่า “สติคืออะไรครับ” อาจารย์บอกว่า “สติคือการที่จิตสามารถอยู่นิ่งเป็นปกติได้ แม้แต่เวลาเกิดเหตุร้าย ก็ไม่ตื่นตระหนก อย่างอาจารย์เมื่อตอนกลางวันนี้ พวกเธอเห็นไหม ขณะที่พวกเธอวิ่งแตกตื่นกันหมด แต่อาจารย์กลับนั่งนิ่ง จิบน้ำชา” พูดจบก็มีเสียงแทรกขึ้นมาว่า “ไม่ใช่ครับ.... ที่อาจารย์ดื่มนั้นไม่ใช่น้ำชาครับ แต่เป็นซีอิ๊วครับ”

    อาจารย์ก็ไม่รู้ตัวว่าดื่มน้ำซีอิ๊ว ยังคิดว่าดื่มชา แสดงว่าจริงๆ แล้วอาจารย์ก็กลัวเหมือนกันแต่กำลังสร้างภาพว่า เราเป็นอาจารย์ ต้องสงบ อยู่นิ่ง ๆ จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเรากลัวหรือตื่นตกใจไม่ได้ นี่คืออาการของมานะเช่นกัน เป็นการสร้างภาพให้ดูดี ซึ่งถ้าเราไม่รู้เท่าทันมัน ก็จะถูกมันหลอกได้โดยไม่รู้ตัว

    คนดีหรือนักปฏิบัติธรรมถ้าไม่รู้ตัว ก็โดนมานะเล่นงานได้ เช่นเห็นคนอื่นทำความดีมากกว่าเรา ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้ากว่าเรา รักษาศีลได้มากกว่าเรา ก็ไม่พอใจ รู้สึกเขม่นเขาขึ้นมา คนดีถ้ายึดติดกับภาพลักษณ์ตัวเอง อยากให้ตัวเองดูดี คนอื่นชื่นชมสรรเสริญ ก็จะมีปัญหาแบบนี้ คือเขม่นคนที่ดีกว่า นักปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนี้ไม่น้อย เช่น สำคัญตนว่าฉันดีกว่าเธอเพราะฉันถือศีลแปดเธอ เธอถือศีลห้า ฉะนั้นเธออย่ามาเถียงฉัน นี่เป็นมานะแบบหนึ่ง แทนที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยเหตุผล ก็เอาความดีมาข่ม พอเหตุผลของเราสู้เขาไม่ได้ก็เอาเรื่องศีลมาข่มด้วยความรู้สึกว่าฉันดีกว่า ฉันสูงกว่า เธออย่ามาเถียงฉัน กิเลสตัวนี้ถ้าเราไม่รู้ทัน เราก็จะกลายเป็นคนน่าระอา บางทีคนดีที่เคร่งศีลหรือติดดีก็น่าระอาเพราะความถือตัวนี่แหละ
    :- https://www.visalo.org/article/suksala13.htm
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    PersonNantanaS.jpg
    แม่ชีอูฐจากวันนั้นถึงวันนี้

    จากหนังสือที่ระลึกครบรอบ ๖๐ ปี
    แม่ชีนันทนา พรหมมลมาศ

    พระไพศาล วิสาโล
    เรารู้จักแม่ชีอูฐมานานพอ ๆ กับจำนวนปีที่บวช จำได้ว่าราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๖ หลังจากที่บวชมาได้ ๑ พรรษา ได้จัดทำโครงการ “พุทธศาสนาสำหรับคนหนุ่มสาว” ขึ้น โดยเชิญผู้รู้มาบรรยายแง่มุมต่าง ๆ ของพุทธศาสนาให้แก่นักศึกษาที่เป็นสมาชิกโครงการนี้ ก่อนที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต ๑ สัปดาห์ คราวหนึ่งได้นิมนต์หลวงพ่อคำเขียนมาแสดงธรรมที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราชอบจัดงานกันก่อนที่จะถูกรื้อทิ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) แม่ชีอูฐได้มาร่วมฟังด้วย แต่ตอนนั้นยังเป็นฆราวาส และเพิ่งทำงานเป็นผู้ประสานงานให้กับมูลนิธิโกมลคีมทองหลังจากเข้าป่ามา ๕ ปีเต็ม (และคว้างอีก ๑ ปีถัดมา) นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้จัก “พี่อูฐ” และเรียกอย่างนั้นจนติดปากมากระทั่งทุกวันนี้

    มีคนมาบอกต่อว่าพี่อูฐเปรยกับคนคุ้นเคยว่า ฟังการบรรยายของหลวงพ่อครั้งนั้นไม่ค่อยรู้เรื่อง นั่นคงเป็นเพราะพี่อูฐไม่ได้สนใจพุทธศาสนามาก่อน ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนที่เคยเป็นactivistฝ่ายซ้ายที่เชื่อมั่นในการปฏิวัติสังคม แต่การบรรยายของหลวงพ่อครั้งนั้นคงมีส่วนกระตุ้นความสนใจของพี่อูฐ เพราะพอถึงกลางปี ๒๕๒๗ พี่อูฐก็ขึ้นมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต

    สุคะโตเวลานั้นยังกันดารอัตคัดมาก การคมนาคมไม่สะดวกเลยโดยเฉพาะหน้าฝน กุฏิที่พักก็มีไม่พอ อาหารก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเวลานี้ จึงมีน้อยคนที่จะขึ้นไปปฏิบัติธรรม พี่อูฐไปปฏิบัติธรรมที่นั่นนานนับอาทิตย์โดยขอ “เก็บอารมณ์” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของพี่อูฐก็ว่าได้บนเส้นทางการปฏิบัติธรรมที่ทอดยาวมาถึงปัจจุบัน

    ที่จริงเราคุ้นเคยกับพี่อูฐมาก่อนที่พี่อูฐจะขึ้นมาปฏิบัติธรรมที่วัด เพราะช่วงนั้นเราได้ไปช่วยงานมูลนิธิโกมลคีมทองอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะงานหนังสือ จึงมีเหตุให้พบปะพี่อูฐอยู่บ่อย ๆ และนั่นคงเป็นช่วงเดียวกับที่เพื่อนในกลุ่ม “กัลยาณมิตร” (เช่น รสนา สันติสุข สง่า )ได้รู้จักพี่อูฐด้วย น้ำใจไมตรีของพี่อูฐเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

    ช่วงที่พี่อูฐย้ายไปทำงานที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กประมาณปีครึ่ง พวกเรามีธุระปะปังกับพี่อูฐน้อยลง แต่ก็เป็นโชคของเด็ก ๆ ที่นั่น เพราะพี่อูฐดูแลเอาใจใส่เด็ก ๆ ที่นั่นจนเขาเรียกว่า “แม่”ได้สนิทใจ ครูหลายคนที่นั่นก็ประทับใจพี่อูฐเช่นกัน เรามีโอกาสได้พบพี่อูฐก็ตอนไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านเด็ก เช่น เมื่อมีการจัดงานในโอกาสที่พระเทพเวที (สมณศักดิ์เวลานั้น)มีอายุครบ ๕ ทศวรรษเมื่อปี ๒๕๓๒ เป็นต้น หรือเมื่อมีการจัดสัมมนาที่นั่น

    พวกเรามีโอกาสคุ้นเคยกับพี่อูฐมากขึ้นเมื่อพี่อูฐย้ายไปอยู่สวนฝากฟ้าที่ฉะเชิงเทรา พี่อูฐมีกิจธุระมาที่สำนักงานโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นที่ที่เรามาค้างแรมทุกครั้งที่เข้ากรุงเทพ ฯ มีกิจกรรมหลายอย่างที่พี่อูฐมาร่วมด้วยชนิดที่เป็นกำลังหลัก รวมทั้งตอนที่พวกเราไปทำกิจกรรมที่หน้ารัฐสภาเพื่อลดความรุนแรง ต่อด้วยการทำศูนย์ข่าวประชาธิปไตยจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาเลือด จำได้ว่าต้องไปตั้งหลักกันที่สำนักงานโครงการสมุนไพร ฯ อยู่หลายวันจนเหตุการณ์สงบลง

    ช่วงที่พี่อูฐอยู่สวนฝากฟ้า ถึงแม้เราจะไปเยี่ยมเยียนที่นั่นไม่บ่อยนัก แต่ไปทีไรก็ประทับใจในความเมตตาของพี่อูฐที่เผื่อแผ่ไปกระทั่งหมาและแมว พี่อูฐดูแลเอาใจใส่เพื่อนร่วมสวนเหล่านี้ได้ดีมาก อีกทั้งมีความอดทนในการสอนให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ภายหลังยังมีควายอีก ๒ ตัวที่พี่อูฐช่วยดูแลด้วย คือ “เพิ่มทรัพย์” กับ “รับขวัญ” ซึ่งพี่ ๆ ของเราไถ่มาจากโรงฆ่าสัตว์ เพื่อแผ่บุญกุศลให้แก่โยมแม่ซึ่งประสบอุบัติเหตุ แม้โยมแม่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมาแต่ก็เป็นเหตุให้ควาย ๒ ตัวมีชีวิตรอดและอยู่จนแก่เฒ่าในความดูแลของพี่อูฐ ความเมตตาที่พี่อูฐมีต่อสัตว์ทั้งหลาย เชื่อว่าหลายคนก็ประทับใจเช่นเดียวกับเรา เมื่อสมควร ใฝ่งามดี เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตสัตว์เรื่อง “ร่วมโลกเดียวกัน” จึงอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับพี่อูฐ (ร่วมกับติ่ง ซึ่งอยู่สวนใกล้เคียงกัน)

    ช่วงนี้พี่อูฐมีอิสระมากขึ้น จึงสามารถไปที่วัดป่าสุคะโตได้บ่อยขึ้น บางปีก็ไปจำพรรษาที่นั่น และเมื่อเราย้ายไปที่วัดป่ามหาวัน พี่อูฐก็ตามไปปฏิบัติธรรมที่นั่นด้วย แต่พี่อูฐไม่เคยทำแค่นั้น หากยังรับเป็นธุระในกิจส่วนรวมอยู่เสมออยู่เสมอ เช่น ทำอาหาร ปัดกวาดศาลา ซักผ้าห่ม ปะชุนหมอน เมื่อใดที่พี่อูฐมาอยู่ที่วัด ก็สบายใจได้เลยว่าวัดจะมีคนช่วยดูแลอย่างดี บางปีเราไปจำพรรษาที่สุคะโต (สลับกับภูหลงปีเว้นปี) พี่อูฐก็ไปช่วยงานที่สุคะโตด้วย นับว่าเป็นกำลังสำคัญของที่นั่น

    เราเป็นคนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากการมาอยู่วัดของพี่อูฐ เพราะพี่อูฐจะคอยดูแลเรื่องอาหารการขบฉันเป็นประจำ ติดขัดเรื่องใดพี่อูฐก็จะขวนขวายจัดหามาให้ บางครั้งยังไม่ทันเอ่ยปาก พี่อูฐก็รู้หรือสังเกตได้ กล่าวได้ว่าพี่อูฐเป็นคนที่ทำงานมากกว่าใครในวัด ข้อนี้รวมไปถึงเจ้าอาวาสด้วย

    เมื่อตัดสินใจวางงานที่สวนฝากฟ้าในปี ๒๕๔๒ พี่อูฐเลือกมาใช้ชีวิตที่วัดป่ามหาวัน สามปีหลังจากนั้นก็ถึงกับปลงผมบวชชี นี้เป็นข่าวดีสำหรับภูหลงรวมทั้งเราด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าจะดีสำหรับพี่อูฐหรือไม่ เพราะเราเองมีเวลาอยู่วัดน้อย ในยามที่อยู่วัดก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลวัดหรือชาววัดเท่าไร ภาระจึงตกหนักอยู่กับพี่อูฐ หลายปีที่ผ่านมานอกจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การจัดเตรียมอาหารแล้ว พี่อูฐยังต้องดูแลเรื่องการก่อสร้างต่าง ๆ ในวัด รวมไปถึงจัดการเรื่องน้ำไฟและเสนาสนะ นอกจากนั้นยังต้องติดตามงานอนุรักษ์ป่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ซ้ำในระยะหลังก็ต้องดูแลเรื่องการเงินของวัดด้วย ยังไม่นับการต้อนรับแขก ซึ่งพี่อูฐเป็นหลักเลยทีเดียว ที่จริงแม้แต่พระหรือเณรที่เพิ่งบวช พี่อูฐก็ยังรับเป็นพี่เลี้ยงให้ รวมทั้งให้คำแนะนำในการอยู่วัดด้วย เพราะภูหลงไม่ค่อยมีพระที่จะทำหน้าที่นี้ได้ ยิ่งบางช่วงไม่มีใครอยู่วัดเลยนอกจากพี่อูฐ พี่อูฐจึงต้องทำเองทุกอย่าง ทุกวันนี้คนที่รู้เรื่องภูหลงดีที่สุดจึงไม่ใช่ใคร แต่เป็นพี่อูฐ จะพูดว่าพี่อูฐเป็นเจ้าอาวาสตัวจริงก็ไม่ผิด

    ทั้งหมดที่พูดมานับว่าเป็นงานหนักที่กินเวลาเกือบทั้งวัน แต่พี่อูฐยังเจียดเวลามาเอื้อเฟื้อเราอยู่เนือง ๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารเท่านั้นแต่รวมถึงปัจจัยสี่ทั้งหมด กุฏิหลังปัจจุบันของเรา (ที่ใคร ๆ ชมว่าน่าอยู่) หากไม่ได้พี่อูฐก็คงเป็นแค่วิมานในอากาศ เพราะเราเองไม่มีหัวและความเพียรในเรื่องนี้อยู่แล้ว แม้สร้างเสร็จแล้ว พี่อูฐก็คอยดูแลอยู่เสมอรวมไปถึงเรื่องน้ำไฟ ช่วงที่เราไม่อยู่วัดพี่อูฐก็มาช่วยปัดกวาดเช็ดถูให้จนสะอาด รวมทั้งแก้ปัญหาเวลามีหนูและปลวกมารบกวน ยังไม่นับถึงเรื่องอื่น ๆ อีกจิปาถะที่เราไปขอความช่วยเหลือจากพี่อูฐ ไม่มีสักครั้งที่ได้รับการปฏิเสธจากพี่อูฐ พูดได้ว่า หากไม่ได้ความเมตตาจากพี่อูฐ เราคงไม่มีเวลาและความสะดวกสบายมากพอที่จะทำงานได้ต่อเนื่องอย่างทุกวันนี้ ทั้งหมดที่เห็นและเป็นอยู่ ก็เพราะมีพี่อูฐเป็นผู้เกื้อหนุนอยู่ข้างหลังทั้งสิ้น

    เช่นเดียวกับผู้ที่ปิดทองหลังพระทั้งหลาย พี่อูฐมีความสุขกับการช่วยเหลือผู้อื่นและอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนลืมดูแลตัวเอง ใครที่ไม่รู้จักพี่อูฐดีย่อมไม่รู้ว่าทั้ง ๆ ที่ขยันขันแข็งตัวเป็นเกลียว แต่พี่อูฐมีโรคภัยรุมเร้าตลอดเวลา บางครั้งหากถูกคาดคั้นพี่อูฐก็จะเปิดเผยว่าไม่มีเวลาไหนเลยที่ไม่รู้สึกเจ็บโน่นเจ็บนี่ เรียกว่าอยู่กับความเจ็บตลอดเวลา แต่พี่อูฐก็ทนเพื่อผู้อื่น และผู้อื่นนั้นก็มักเหตุให้พี่อูฐต้องไปช่วยเหลืออยู่เสมอ จนพี่อูฐแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ต่อเมื่อสังขารประท้วงอย่างรุนแรง พี่อูฐจึงยอมพัก แต่ก็มักพักได้ไม่นาน

    พี่อูฐเป็นคนที่ผ่อนคลายใจดีกับคนอื่น แต่เข้มงวดดุดันกับตัวเอง จึงมิเพียงร่างกายเท่านั้นที่ย่ำแย่ จิตใจก็เหนื่อยล้าและบางครั้งก็เครียดเอามาก ๆ ด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้เครียดเพราะทำงาน หากเครียดเวลาปฏิบัติธรรมมากกว่า พี่อูฐมีความตั้งใจสูงทุกครั้งที่ทำกรรมฐาน คงเป็นเพราะไม่ชอบอยู่เฉย ๆ เวลามีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นในใจ จึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปจัดการหรือมีปฏิกิริยากับมัน วางใจเป็นอุเบกขาหรือดูมันเฉย ๆ ไม่ค่อยได้ เมื่อเข้าไปบังคับจัดการกับจิตใจบ่อย ๆ จิตก็ต่อต้านขัดขวาง ผลก็คือเกิดความเครียดขึ้นมา เวลาเก็บอารมณ์พี่อูฐจึงมักจะมีอาการปวดหัวเนือง ๆ หาไม่ก็มีความเจ็บป่วยมาแทรกแซง อาการแบบนี้ถ้าเป็นเพราะสาเหตุทางกายก็ไม่เท่าไร แต่ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความตั้งใจที่มากไป พอเกิดขึ้นแล้วแก้ยาก เพราะจิตมันจ้องเพ่งจนเป็นนิสัย บางครั้งต้องแก้ด้วยการเลิกปฏิบัติไปสักพัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่มีความตั้งใจสูงหรือมุ่งมั่นกับการทำงานอย่างพี่อูฐ เพราะไม่คุ้นกับการ “อยู่ว่าง ๆ” หรือ “ไม่ทำอะไร”เลย กลับจะรู้สึกผิดด้วยซ้ำหากอยู่เฉย ๆ

    เมื่อมองย้อนระลึกถึงอดีต เห็นได้ชัดว่าพี่อูฐที่เราเพิ่งรู้จักใหม่ ๆ กับพี่อูฐในวันนี้แตกต่างกันมาก จะเรียกว่าพี่อูฐเปลี่ยนไปมากก็ได้ จากคนที่ไม่สนใจพุทธศาสนา ได้กลายมาเป็นผู้ที่ศรัทธาในพุทธศาสนา จากคนที่อุทิศตนเพื่อการปฏิวัติสังคม มาเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการประจักษ์แจ้งในธรรม แต่ในส่วนลึกพี่อูฐก็ยังเป็นคนเดิม คือคนที่เสียสละ มีน้ำใจ และเมตตาต่อทุกชีวิต ไม่เฉพาะคนหากรวมถึงสรรพสัตว์ ไม่ว่าใครที่เดือดร้อน หากมาถึงพี่อูฐย่อมได้รับความช่วยเหลือเสมอ พี่อูฐยังคงคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง และอยู่นิ่งเฉยไม่ได้หากเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือเมื่อเห็นคนถูกรังแก พี่อูฐจึงเป็นที่พึ่งของผู้อื่นเสมอมา

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้ไปก็คือ พี่อูฐมีเวลาให้แก่ตัวเองมากขึ้น และไม่รู้สึกผิดหากจะคิดถึงตัวเองบ้าง กล้าปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่น รวมทั้งทำใจเป็นอุเบกขาบ้างเวลาเห็นคนอื่นมีปัญหา เพราะบางครั้งการปล่อยให้เขาแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก็จะช่วยให้เขาเติบโตขึ้น อุเบกขายังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการภาวนาของพี่อูฐด้วย คือช่วยให้ยอมรับหรือวางใจเป็นกลางต่อสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ดีขึ้น ไม่บีบคั้นหรือเคี่ยวเข็ญตนเองมากเกินไป เพราะนั่นจะกลายเป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่ตนเอง ทั้งยังกีดขวางการภาวนา ดังนั้นจึงควรหันมา “ทำเล่น ๆ” ให้มากขึ้น ลดความตั้งใจให้น้อยลง พูดอีกอย่างคืออยากเห็นพี่อูฐผ่อนคลายตัวเองบ้าง รวมทั้งรู้จัก “ขี้เกียจ” ให้มากกว่านี้

    เราเองนับว่าโชคดีที่พี่อูฐเลือกมาอยู่ภูหลง เพราะไหนจะช่วยแบ่งเบาภาระในวัด (ที่จริงต้องเรียกว่ารับโอนภาระไปเลย) และไหนจะได้รับความเอื้อเฟื้อในทางส่วนตัว จนมีชีวิตในวัดได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถทำการงานต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น (ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่เกี่ยวกับวัดเลย) แต่ก็ตระหนักดีว่าเราเองมีส่วนในการสร้างภาระแก่พี่อูฐมาก จึงตั้งใจว่าจะทำตัวให้เป็นภาระน้อยลง รวมทั้งพยายามโยนภาระให้แก่พี่อูฐน้อยลงด้วย แต่เท่านั้นเห็นจะไม่พอ จำต้องเคี่ยวเข็ญพี่อูฐให้ขี้เกียจมากกว่านี้ ขยันให้น้อยลง

    เชื่อว่าความตั้งใจดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากมิตรสหายทั้งหลายโดยเฉพาะน้อง ๆ ของพี่อูฐทุกคน หากเห็นด้วยก็ขอให้อนุโมทนาสาธุการโดยพร้อมเพรียงกัน
    :- https://www.visalo.org/article/person27Nantana.htm
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    LPKumKien19.jpg
    บางมุมของหลวงพ่อคำเขียน

    พระไพศาล วิสาโล
    หลวงพ่อคำเขียนเคยพูดว่า ซีกหนึ่งของท่านก็คือ การรักษาธรรมชาติ เพราะท่านรักธรรมชาติ รักป่าเขา ลำห้วยลำธาร ซีกนี้ของท่านพาท่านไปสู่การอนุรักษ์ป่า ปลูกป่า รวมทั้งริเริ่มจัดทำธรรมยาตราซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ถึงปีนี้ก็จะเป็นปีที่ ๑๕ แล้ว ปีนี้เราจะจัดโดยใช้ชื่อว่า “ตอบแทนครู บูชาคุณ” ซึ่งหมายถึง หลวงพ่อนั่นเอง ตอนนั้นพวกเราคิดว่าหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่จนถึงธรรมยาตรา ก็เลยตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมาเป็นอาจาริยบูชา

    อีกซีกหนึ่งคือการสอนธรรมะ สอนกรรมฐาน ซีกนี้ท่านก็ได้ทำมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านสอนเราแม้กระทั่งในยามป่วย และยามละสังขาร แต่ยังมีอีกมุมหนึ่ง จะเรียกว่าซีกหนึ่งก็ไม่รู้จะถูกหรือเปล่า เรียกว่ามีอีกมุมหนึ่งของท่านก็คือการสงเคราะห์ชาวบ้าน พัฒนาชุมชน นอกเหนือเรื่องธรรมชาติและธรรมะแล้ว นี้เป็นอีกเรื่องที่หลวงพ่อใส่ใจไม่น้อยเลย งานด้านนี้ของท่านมีพื้นที่หลักคือที่ท่ามะไฟหวาน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าท่านไปจำพรรษาที่ท่ามะไฟหวานตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ช่วงที่อยู่ที่นั่นก็ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านมาโดยตลอด

    นอกจากเป็นนักอนุรักษ์และอาจารย์กรรมฐานแล้ว ท่านยังเป็นที่รู้จักในฐานะของพระนักพัฒนา งานด้านนี้เป็นเหตุให้ท่านได้มีโอกาสรู้จักพระที่ทำงานพัฒนาชุมชนอยู่หลายรูป ประมาณปี ๒๕๓๓ มีการประชุมสัมมนาพระนักพัฒนาทั่วประเทศ ทั้งอีสาน เหนือ กลาง และใต้ แต่ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน การประชุมครั้งนั้นทำให้เกิดกลุ่มเสขิยธรรมขึ้น กลุ่มเสขิยธรรมเป็นกลุ่มของพระนักพัฒนา ที่มีบทบาทเด่น หลวงพ่อประจักษ์ซึ่งมีชื่อเสียงเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยกลุ่มเสขิยธรรมนี้มีหลวงพ่อนานเป็นประธาน หลวงพ่อคำเขียนเป็นรองประธาน หลวงพ่อนานเป็นพระมีชื่อมาก ในด้านการพัฒนาชุมชนที่จังหวัดสุรินทร์

    จุดเด่นของหลวงพ่อในกลุ่มเสขิยธรรม ก็คือการชี้ชวนให้พระนักพัฒนาสนใจเรื่องกรรมฐาน ความสงบเย็นของท่านทำให้พระหลายรูปตระหนักว่า กรรมฐานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพระที่ทำงานด้านชุมชนควรจะมี ตอนหลัง ๆ ก็มีพระหลายรูปนัดกันมาเข้ากรรมฐานที่วัดป่าสุคะโตติดต่อกันหลายปี เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างมิติด้านจิตใจ

    ประมาณปี ๒๕๓๙ มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ พระนักพัฒนาได้รับนิมนต์ไปดูงานที่ประเทศฟิลิปปินส์ หลวงพ่อก็ไปด้วย ตอนนั้นท่านอายุ ๖๐ ปี พอดี เป็นครั้งแรกที่ท่านได้เดินทางไปกับหมู่พระที่ท่านคุ้นเคย มีทั้งที่เป็นภันเตคือพรรษามากกว่า และพระที่มีอาวุโสน้อยกว่า เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่ท่านไปต่างประเทศในลักษณะนี้ คือไปกับหมู่พระ และมีญาติโยมอุปัฏฐากไปด้วย ทั้งคณะประมาณ ๒๕ คน มีพระประมาณ ๒๐ รูป วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อไปดูงานของนักบวชที่นั่น ว่าเขาทำงานประสานศาสนาเข้ากับชุมชนอย่างไรบ้าง เพราะที่นั่นบาทหลวงหลายคนทำงานแข็งขันมาก

    พวกเราไปดูงานกันอย่างจริงจัง มีช่วงหนึ่งถึงกับไปนอนในสลัมเลย อาตมากับหลวงพ่อ และพระครูจากจังหวัดอุบลราชธานีอีก ๒ รูป ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ทั้งนั้น ได้เข้าไปสัมผัสกับชาวบ้านที่ยากจน ไปนอนในบ้านของเขา ซึ่งเป็นบ้านเล็ก ๆ แต่คงดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ประสบการณ์แบบนี้หลวงพ่อชอบเพราะไม่ค่อยได้เจอและไม่มีอีกเลยหลังจากนั้น ถึงแม้ต่อมาท่านมีโอกาสไปทัศนศึกษาที่อินเดียบ้าง ภูฐานบ้าง แต่ไปกับโยมเป็นส่วนใหญ่ มีพระเป็นส่วนน้อย

    การไปฟิลิปปินส์ครั้งนั้นท่านไปกับพระที่คุ้นเคย ไปรับฟังประสบการณ์และแลกเปลี่ยนกับบาทหลวงที่ทำงานด้านพัฒนา สิ่งหนึ่งที่ท่านสนใจก็คือ การที่นักบวชเป็นแกนนำในการรวมกลุ่มชาวบ้านเป็นกลุ่ม ๆ โดยมีงานหลักงานหนึ่งคือศึกษาพระคัมภีร์ และสนทนาธรรมกับบาทหลวง และขณะเดียวกันชาวบ้านกลุ่มนี้ก็เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาหมู่บ้าน เรียกว่าประสานธรรมกับโลกเข้าด้วยกัน ศึกษาธรรมแต่ไม่ทิ้งโลก โดยที่พระก็ไม่ได้เป็นผู้นำโดด ๆ แต่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการนำหรือเป็นแกนในการพัฒนาด้วย หลวงพ่อคำเขียนเห็นแล้วก็ชอบ ท่านว่าน่าสนใจ อยากริเริ่มแบบนี้ที่ท่ามะไฟหวานบ้าง เพราะว่าการพัฒนาในเวลานั้นพระเป็นตัวหลัก ชาวบ้านเป็นตัวรอง อะไร ๆ ก็ให้พระชี้นำ ชาวบ้านแค่ทำตาม หลวงพ่ออยากให้ชาวบ้านมาเป็นตัวหลักในเรื่องนี้บ้าง และไม่ได้ทำแต่เรื่องการพัฒนา แต่มีการศึกษาธรรมะ มีการปฏิบัติธรรมด้วย

    อย่างไรก็ตามเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ท่านก็ไม่สามารถทำอย่างที่คิดได้ เพราะปี ๒๕๔๐ ท่านก็ได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายที่อเมริกา ไปกัน ๒ รูปกับอาตมา แล้วหลังจากนั้นก็มีงานบรรยาย งานสอนกรรมฐานติดตามมาอีกมากมาย ขณะที่วัดภูเขาทองก็หาพระมาช่วยงานท่านไม่ได้ งานพัฒนาชุมชนจึงไม่ได้ทำจริงจัง แต่ว่าประสบการณ์ครั้งนั้นท่านก็ชอบ เพราะว่าได้ไปพบเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ค่อยได้พบในเมืองไทย รวมทั้งการได้เสวนาวิสาสะกับหมู่มิตรที่เป็นพระด้วยกัน

     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    อาตมาได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศกับหลวงพ่อหลายครั้ง ปี ๒๕๓๔ ไปอินเดีย ปี ๒๕๓๖ ไปบาหลี เป็นคณะเล็ก ๆ คราวที่ไปอินเดียก็มีพระ ๒ โยม ๒ คือรสนา โตสิตระกูล กับ โอภาส เชฏฐากุล หรือตู่ ซึ่งมาเป็นผู้ประสานงานการจัดงานปลงสรีระหลวงพ่อในช่วงนี้ ครั้งนั้นหลวงพ่อชอบมากเพราะไปกันอย่างสบาย ๆ เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่มีพิธีรีตองมาก และมีการผจญภัยพอสมควร ใช้พาหนะทุกอย่าง รวมทั้งรถไฟด้วย รถไฟอินเดียนั้นมีชื่อมากอยู่แล้วในเรื่องความวุ่นวาย ได้เจออะไรหลายอย่างระหว่างนั่งรถไฟในอินเดีย สนุกกันมาก แต่ตอนนั้นก็ไม่สนุกหรอกนะ เพราะว่าต้องบู๊กับแขกเป็นระยะ ๆ

    หลวงพ่อเป็นพระที่น่ารัก ท่านเป็นหัวหน้าคณะก็จริงแต่ว่าท่านปล่อยให้พวกเราจัดการเองหมด จะทำอะไรก็ขอให้บอกท่านแล้วกัน ท่านยินดีทำตาม ไม่มีการเรียกร้อง ไม่จู้จี้หรือบ่นอะไร ทั้งที่เราพาท่านไปลำบาก ท่านก็ให้สิทธิพิเศษแก่พวกเราในการจัดการ ใครที่เคยไปต่างประเทศกับหลวงพ่อจะรู้เลยว่าไปกับท่านสบาย คือว่าท่านไว้วางใจพวกเรา เราจะพาท่านไปไหนท่านก็ยินดี ท่านปล่อยให้เราจัดการอย่างเต็มที่ ไม่แทรกแซงการตัดสินใจของเราเลย เพียงแต่บางครั้งท่านก็เห็นใจแขก อยากให้เราเพลา ๆ กับแขกบ้าง

    มีคราวหนึ่งพวกเรานั่งรถสามล้อ ไปมหาวิทยาลัยพาราณสี ตกลงกับสารถีว่าค่ารถคันละ ๑๐ รูปี เราก็นั่งคันละ ๒ คน พอไปถึงที่หมายแขกก็บอกว่าคนละ๑๐ รูปี ไม่ใช่คันละ ๑๐ รูปี พวกเราก็ไม่ยอม จะมาเล่นตลกกับเราประหนึ่งว่าเราเป็นหมูสยามได้ไง รสนากับตู่ให้เขา ๒๐ รูปี สำหรับรถสามล้อ ๒ คัน เขาไม่ยอม เราก็เลยเดินไป ไม่สนใจเขา เขาก็ขับรถตาม รบเร้าจะเอาเงินให้ได้ หลวงพ่อเห็นแล้วก็สงสารเขา บอกว่าให้เงินเขาไปเถอะ แต่รสนา ตู่ และอาตมาด้วย เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรยอมเขา จะมาโกงเราไม่ได้ แต่หลวงพ่อก็แนะว่าให้เรายอมเขาเถิด

    กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ ปกติแล้วท่านจะปล่อยให้เราจัดการกันเอง จะพาท่านไปไหน จะให้ท่านรอนานแค่ไหน ท่านก็ไม่ว่า แม้แต่การเปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหัน เช่น ตอนที่เดินทางไปเชตวัน พอเรารู้ว่าแขกหลอกเราเกี่ยวกับตั๋วเครื่องบิน เราตัดสินใจให้โชเฟอร์ขับรถกลับไปพาราณสีเพื่อไปต่อว่าเขา รวมทั้งเอาเงินคืน เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องสั่งสอนเขา ไม่เช่นนั้นเขาจะได้ใจ ท่านก็ไม่ว่าอะไร

    พูดถึงการไปเมืองนอกกับหลวงพ่อ มีเรื่องน่าเล่าอีกมากมาย แต่ขอพูดเพียงเท่านี้ก่อน เพราะได้เวลาฉันแล้ว
    :- https://www.visalo.org/article/person15lpKumkien11.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    เวลาเหลือน้อย
    พระไพศาล วิสาโล
    “ไม่มีเวลา” เป็นคำบ่นที่เรามักได้ยินเป็นประจำ บ่อยครั้งก็ออกจากปากของเราเองด้วยซ้ำ น่าสังเกตว่าสังคมยิ่งเจริญ เศรษฐกิจยิ่งพัฒนา ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีเวลา ทั้ง ๆ ที่มีอุปกรณ์ทุ่นแรงและทุ่นเวลามากมาย ที่น่าจะช่วยให้มีเวลามากขึ้น ตรงกันข้ามกับคนชนบทซึ่งไม่ค่อยเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ทำอะไรแต่ละอย่างก็ใช้เวลามากกว่าคนในเมืองทั้งสิ้นเนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

    หากเจาะลึกก็จะพบอีกว่า คนยิ่งรวย รายได้ยิ่งสูง ก็ยิ่งไม่มีเวลา อาจเป็นเพราะมีเงินเท่าไรก็ยังไม่พอ จึงหาเงินไม่หยุดหย่อน ที่สำคัญก็คือสำหรับคนกลุ่มนี้ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำงาน ก็เหมือนกับปล่อยให้เงินก้อนใหญ่หลุดมือไป มีการสำรวจในหลายประเทศพบว่า คนยิ่งมีรายได้สูงมากเท่าไร ยิ่งทำงานหนักมากเท่านั้น แม้เกษียณแล้วก็ยังไม่หยุดทำงาน

    จริงอยู่มีคนรวยจำนวนไม่น้อยที่อยู่สบายโดยไม่ต้องทำมาหากิน อยู่บ้านก็มีบริวารทำงานให้ทุกอย่าง แต่เขาก็ยังบ่นว่าไม่มีเวลาอยู่นั่นเอง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยิ่งรวยก็ยิ่งมีทางเลือกมากมายที่อยากทำ เช่น ช็อปปิ้ง ดูคอนเสิร์ต สังสรรค์กับเพื่อนฝูง เที่ยวเมืองนอก หาซื้อที่สร้างบ้านหลังที่ ๔ หรือ ๕ ฯลฯ แต่เนื่องจากวันหนึ่งมีแค่ ๒๔ ชั่วโมง ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ตามใจหวัง จึงรู้สึกเป็นทุกข์ที่ไม่มีเวลาพอ

    ในบรรดาผู้คนที่พากันบ่นว่าไม่มีเวลานั้น น่าสงสัยว่ากี่คนที่ตระหนักว่า เวลาของตนกำลังเหลือน้อยลงทุกที เช่นเดียวกับเวลาที่คนรักทั้งหลายจะอยู่กับตน ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะหากผู้คนเฉลียวใจในความจริงดังกล่าว การใช้ชีวิตและเวลาของเขาจะเปลี่ยนไป ไม่มัวแต่ทำมาหาเงิน หรือทำอะไรต่ออะไรมากมาย รวมทั้งวางแผนจะทำอีกสารพัดอย่าง ราวกับว่าจะไม่มีวันตาย

    ใครก็ตามที่ตระหนักว่า พ่อแม่มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที เขาจะไม่มัวทำมาหาเงินหรือเที่ยวเตร่สนุกสนานจนลืมพ่อแม่

    ใครก็ตามที่ตระหนักว่า เวลาที่ลูกจะอยู่กับเขานั้นเหลือน้อยลงทุกที อีกไม่นานเขาก็จะแยกไปมีชีวิตของตน เขาก็จะไม่มัววุ่นวายกับเรื่องนอกบ้าน จนทิ้งลูกไว้กับโทรทัศน์หรือเกมออนไลน์

    ถ้าเขาตระหนักว่า เวลาที่ตา หู แขน ขา มือ และ เท้า ของเขาจะทำงานได้เป็นปกติ เหลือน้อยลงทุกที เขาก็จะไม่เอาแต่ใช้มันอย่างสมบุกสมบัน หรือใช้ในเรื่องไร้สาระ แต่จะทะนุถนอมดูแล และใช้มันให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

    ถ้าเขาตระหนักว่า เวลาของเขาในโลกนี้เหลือน้อยลงทุกที เขาจะไม่ปล่อยเวลาให้หมดไปกับการทำงานหาเงินหรือแม้แต่การเสพสุขสนุกสนาน จนละเลยสิ่งสำคัญในชีวิต ที่ควรทำให้แล้วเสร็จก่อนจะไม่มีโอกาส

    เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที แต่ละนาทีจึงมีค่ามาก จึงควรใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ กล่าวคือแทนที่จะเอาแต่ทำงานหาเงินอย่างเดียว ควรใช้เวลาในการสร้างอริยทรัพย์ คือ ทำความดี สร้างบุญกุศล ปลูกธรรมให้เจริญงอกงามในใจ ขณะเดียวกันก็เร่งทำหน้าที่ที่สำคัญให้แล้วเสร็จ ไม่ให้คั่งค้าง ไม่ว่าหน้าที่ต่อคนรัก พ่อแม่ ลูกหลาน สามีภรรยา และหน้าที่ต่อส่วนรวม เช่น ต่อพระศาสนา

    การเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ควรถือเป็นโชคอันประเสริฐ ดังนั้นเมื่อได้ครองความเป็นมนุษย์ จึงควรได้รับประโยชน์สูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ นั้นคือ อิสรภาพและความสงบเย็น อันเป็นสุขอย่างยิ่ง ทั้งนี้ด้วยการภาวนาให้จิตและปัญญาเจริญงอกงาม เพื่อให้ศักยภาพภายใน อันได้แก่ “อริยโลกุตตรธรรม” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวของทุกคน เบ่งบานฉายฉานเต็มที่ หากไม่รู้จักหรือไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากทรัพย์ดังกล่าว ก็นับว่า “เสียของ”อย่างยิ่ง

    เมื่อตระหนักว่าเวลาเหลือน้อย เราจะเห็นความจำเป็นของการลำดับความสำคัญของกิจต่าง ๆ อะไรที่สำคัญต่อชีวิต ก็รีบทำก่อน ส่วนอะไรไม่สำคัญก็ทำทีหลัง หรืองดไปเลย หลายคนพบเมื่อทำเช่นนี้แล้ว ชีวิตวุ่นน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่มีเหตุให้ต้องรู้สึกผิดหรือเสียใจภายหลัง อย่างที่หลายคนต้องประสบเพราะมัวผัดผ่อน รีรอ หรือละเลยสิ่งที่ควรทำกับคนรักในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่

    อย่างไรก็ตามเมื่อรู้ว่าเวลาเหลือน้อยและต้องรีบทำสิ่งสำคัญ ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำแต่สิ่งสำคัญ และละเลยสิ่งไม่สำคัญ หรือทำทุกอย่างด้วยความร้อนรน ไม่ว่าเวลาจะเหลือน้อยเพียงใด เมื่อทำอะไร ใจก็พึงอยู่กับสิ่งนั้น ไม่พึงกังวลหรือคิดถึงงานอื่นที่อยู่ข้างหน้า แม้จะเป็นงานสำคัญ เช่น การภาวนา เพราะไม่ว่าทำอะไรก็ตาม จะเป็นการล้างจาน ซักผ้า กวาดบ้าน หากทำอย่างมีสติ ใจอยู่กับปัจจุบัน หรือตามดูรู้ทันใจของตน นั่นก็เป็นการภาวนาแล้ว

    คนที่ตระหนักว่าเวลาเหลือน้อยลง และหันมาปรับเปลี่ยนชีวิต เริ่มต้นด้วยจัดลำดับความสำคัญของกิจต่าง ๆ เสียใหม่ รวมทั้งน้อมใจอยู่กับปัจจุบันสม่ำเสมอ ในที่สุดจะพบว่า “ไม่มีเวลา” มิใช่ปัญหาอีกต่อไป
    :- https://www.visalo.org/article/secret255709.htm
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    อยู่กับน้ำท่วมอย่างไรให้มีความสุข
    พระไพศาล วิสาโล
    ผู้คนมักจะคิดว่าจะอยู่อย่างมีความสุขได้ก็ต้องไม่มีน้ำท่วม ต้องไม่มีภัยพิบัติ ต้องไม่มีความพลัดพรากสูญเสีย ต้องไม่เจ็บป่วย จะต้องมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกมันเป็นอย่างนี้เอง คือมีขึ้นมีลง มันผันผวนแปรปรวนเป็นนิจ ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตของเราจะมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละไปตลอด มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปลอดพ้นจากภัยพิบัติและความพลัดพรากสูญเสีย ใครที่หวังว่าชีวิตฉันจะต้องมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น จึงมีความคิดที่ขัดแย้งกับความจริง ถ้าเราคิดแบบนี้เมื่อไหร่ นั่นแปลว่าเราวางใจไว้ผิดแล้ว

    มนุษย์เราเมื่อตระหนักอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ก็ต้องเรียนรู้หาทางป้องกันไม่ให้เหตุร้ายนั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าน้ำท่วม ความแก่ ความเจ็บ ความปวดก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น แต่เราก็ต้องตระหนักดีว่า เราไม่สามารถป้องกันมันได้ตลอด สักวันหนึ่งก็ต้องเกิดน้ำท่วม ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย เพราะว่าโลกนี้ชีวิตนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา มนุษย์เรามีขีดจำกัดในการควบคุมโลกภายนอกให้อยู่ในอำนาจของเรา หรือให้เป็นไปดั่งใจเรา อันนั้นคือข่าวร้าย แต่ข่าวดีคือเราสามารถรักษาใจและจัดการใจของเราได้ แม้ว่าจิตจะเป็นอนัตตาก็ตาม แต่มันอยู่ในวิสัยที่จัดการได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นถึงแม้เหตุร้ายจะเกิดขึ้นแก่เรา เช่น วันนี้น้ำท่วมมาถึงตัวแล้ว บางคนก็กำลังอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมจึงมาที่นี่ไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถรักษาใจให้เป็นสุขได้ เราสามารถอยู่กับน้ำท่วมได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์ แต่เป็นสุข สามารถอยู่กับความเจ็บป่วยได้โดยที่ใจไม่ทุกข์ และมีความสุขได้
    สติและปัญญา ทำให้เราสามารถอยู่กับความจริงได้ แม้เป็นความจริงที่ไม่พึงปรารถนา เราก็อยู่กับมันได้ มันแค่มารบกวนไม่ให้เราดำเนินชีวิตตามปกติ แค่มารบกวนหรือคุกคามทรัพย์สมบัติของเรา อาจจะมาทำให้ชีวิตเราไม่สะดวกมากขึ้น แต่ว่าใจเรายังเป็นสุข ใจเรายังเป็นปกติอยู่ได้ สภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราหันมาให้ความสำคัญกับจิตใจของเรา เวลานี้คนส่วนใหญ่คิดแต่ว่าจะอพยพข้าวของให้ปลอดภัยได้อย่างไร จะยกของให้สูงพ้นน้ำได้อย่างไร แต่ลืมพาใจให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมด้วย อย่ามัวแต่ขนของขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ จนลืมที่จะยกใจของเราให้สูงเหนือน้ำด้วย หลายคนน้ำยังไม่ท่วมบ้านท่วมตัวแต่ว่าใจนั้นถูกน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้ว เพราะลืมหาชัยภูมิให้แก่จิตใจของตน ชัยภูมิของใจ ที่ช่วยให้ใจพ้นจากน้ำท่วมก็คือสติ สติเป็นฐานที่มั่นคง ถ้าเราตั้งจิตอยู่บนสติหรือตัวรู้ ก็จะกอบกู้ใจจากอารมณ์ได้

    เมื่อต้นปีเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วตามมาด้วยแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่าและภาคเหนือ ผู้คนจึงพากันวิตกถึงพิบัติ และนึกว่าภัยพิบัตินั้นจะมาอย่างเฉียบพลันรุนแรง แต่เรานึกไม่ถึงว่าน้ำท่วมจะเป็นภัยพิบัติหนักหนาเท่านี้ เพราะเราเจอน้ำท่วมมาปีแล้วปีเล่า แต่ปีนี้มันมาในลักษณะที่เร็ว แรง และมาก เพื่อนอาตมาคนหนึ่ง พอรู้ว่านครสวรรค์น้ำท่วม เธอก็ไปบ้านแม่ที่อยุธยาและเริ่มขนย้ายข้าวของ น้องสาวมาเห็นก็บอกว่าเธอตื่นตูม เธอตอบว่าตื่นตูมกับไม่ประมาท มันต่างกันนะ เธอขนย้ายข้าวของได้ไม่นานน้ำก็ท่วมอยุธยาและท่วมสูงมาก เธอย้ายไปปักหลักอยู่ที่ปทุมธานี พอรู้ว่าอยุธยาท่วม เธอก็เริ่มเก็บข้าวเก็บของที่ปทุมธานี น้องก็บอกว่า เก็บทำไม น้ำท่วมไม่สูงหรอก เธอก็บอกว่า อย่าประมาท เธอทำไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าต่อมาปทุมธานีก็ท่วม แต่เธอไม่เสียใจเพราะเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ แล้ว ข้าวของจึงไม่เสียหายมาก นั่นข้อแรก ข้อที่สอง คือ เธอทำใจไว้แล้วว่ามันอาจเกิดขึ้น

    ต่างจากเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่นครสวรรค์ ดังที่ทราบกันดีว่านครสวรรค์นั้นน้ำท่วมเป็นประจำ แต่ก็ท่วมไม่สูง ผิดกับปีนี้น้ำท่วมเร็วมาก และท่วมมิดหัวเลย ปรากฏว่าเธอขนของไม่ทัน ทั้งๆ ที่ได้ข่าวว่าพิษณุโลกน้ำท่วม แต่ก็ชะล่าใจไม่คิดว่าครั้งนี้มันจะมาแรงขนาดนี้ ความคุ้นชินมีข้อเสียคือทำให้เราชะล่าใจ เกิดความประมาท เพราะเราไม่เคยเจออุทกภัยที่หนักขนาดนี้มาก่อน ประสบการณ์ในอดีตทำให้เราชะล่าใจ ทำให้ไม่คิดเตรียมการ พอมันเกิดขึ้นเลยตั้งตัวไม่ทัน เพื่อนของอาตมาคนนี้เสียใจมากเพราะว่าทรัพย์สมบัติจมหายอยู่ในน้ำเกือบหมด เอามาได้แต่โน้ตบุ๊คกับอัลบั้มภาพแต่งงาน พร้อมกับเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัว เธอนึกถึงข้อเขียนของอาตมาที่ว่า “ รู้ใจก็ไร้ทุกข์” เธอสงสัยว่า ทำไมทั้งที่ ๆ รู้ว่าเสียใจมากแต่ทำไมถึงยังเสียใจอยู่ นั่นเป็นเพราะเธอยังรู้ใจไม่ตลอดหรือไม่ชัดเจน คือ ยังไม่เห็นว่าที่เสียใจนั้นเป็นเพราะยังยึดติดผูกพันกับสิ่งของ ยังติดยึดอยู่กับอดีต ทั้งๆ ที่ตอนนี้สิ่งของเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ว่าใจก็ยังยึดข้าวของเหล่านั้นอยู่ ใจจึงไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    สาเหตุที่คนเรามีความทุกข์มากทุกวันนี้เพราะว่า ยังยอมรับปัจจุบันไม่ได้ ยังไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พูดอีกอย่างคือยังไม่สามารถวางใจให้สอดคล้องกับความจริง เมื่อใดก็ตามที่เรายังไม่สามารถวางใจให้สอดคล้องกับความจริง ยังวางใจสวนทางหรือขัดแย้งกับความจริงเราก็จะทุกข์ นี่คือที่มาของความทุกข์ในจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่

    เมื่อใดก็ตามที่เราวางใจสวนทางหรือขวางความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้า ก็ไม่ต่างจากเราสร้างบ้านแปลงเมืองขวางทางน้ำ ภัยพิบัติย่อมเกิดขึ้นในที่สุด สมัยก่อนเมื่อถึงฤดูฝนมวลน้ำก้อนใหญ่มาเยือนโดยไม่ทิ้งความสูญเสียไว้เพราะผู้คนสร้างบ้านยกพื้นสูง แต่พอเราสร้างบ้าน สร้างถนนขวางทางน้ำ น้ำก็พัดพาทำลายสิ่งต่างๆ ทันที ในทำนองเดียวกัน จิตที่สวนทางหรือขวางความเป็นจริงก็จะถูกความจริงโบยตีให้เป็นทุกข์ ส่วนจิตที่สอดคล้อง กลมกลืนกับความจริงก็จะไม่ทุกข์

    ไม่ทุกข์ไม่ได้แปลว่าไม่สูญเสีย เช่นเวลาเจ็บป่วย ถ้าหากยอมรับความจริงได้ว่าฉันเจ็บฉันป่วย ก็ทุกข์แค่กายไม่ทุกข์ใจ แต่คนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ทุกข์กายอย่างเดียวแต่ว่าทุกข์ใจด้วย เพราะใจไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความแก่ ไม่ยอมรับความป่วย ทั้งๆ ที่ความจริงนั้นเป็นกระแสที่ไหลเลื่อนแปรเปลี่ยนเป็นนิจเช่นเดียวกับสายน้ำ เป็นหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นแก่ จากสุขภาพดีก็กลายเป็นสุขภาพไม่ดี สมบัติที่เคยมีก็สูญเสียไป ถ้าเรายอมรับความจริงเหล่านี้ เมื่อแก่เราก็ยอมรับว่าแก่ เมื่อป่วยเราก็ยอมรับว่าป่วย เมื่อสูญเสียเราก็ยอมรับว่าสูญเสีย นั่นแสดงว่าเราวางใจสอดคล้องกับกระแสแห่งความจริง ความทุกข์ก็จะลดลง แต่เมื่อเราวางจิตขวางความจริง ก็ไม่ต่างกับการสร้างบ้านหรือเอาตัวขวางกระแสน้ำเชี่ยว ก็ย่อมถูกน้ำพัดจนพังทลายหรือซวดเซจมหายไป ผลก็คือทุกข์ระทม

    คนที่วางจิตสวนทางกับความจริงอย่างนั้น บางทีท่านเปรียบเหมือนคนที่หลับใหล ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าเกิดอะไรขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “กระแสน้ำหลากย่อมพัดพาเอาชีวิตของผู้นอนหลับใหลไปฉันใด มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ฉันนั้น” อันนี้คือถ้อยคำที่พระองค์ตรัสกับนางกีสาโคตมีที่สูญเสียลูกไปและไม่ยอมรับว่าลูกตายแล้ว พยายามขอให้ใครต่อใครช่วยลูกเธอให้ฟื้นขึ้นมา แต่ไม่มีใครช่วยได้อีกทั้งไม่สามารถทำให้เธอยอมรับว่าลูกเธอตายแล้ว จึงมีคนแนะนำเธอให้ไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์แทนที่จะเทศนาสั่งสอนนาง กลับบอกว่าพระองค์ช่วยเธอได้ แต่เธอต้องไปหาเม็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตาย เธอก็ดีใจรีบไปหาแต่ก็พบว่าทุกบ้านแม้มีเม็ดผักกาด แต่ก็มีคนตายแล้วทั้งนั้น ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงว่าความตายเป็นธรรมดา ฉันไม่ได้สูญเสียคนเดียว คนอื่นก็สูญเสียกันทั้งนั้น เหมือนหลายคนที่ฟังจ.ส.๑๐๐ แล้วรู้สึกสบายใจเมื่อรู้ว่าฉันไม่ได้รถติดคนเดียว แต่รถติดกันหมดทั้งกรุงเทพฯ ก็เลยยอมรับความจริงได้

    เมื่อนางกีสาโคตมียอมรับความจริงได้ ไม่เพียงแต่วางลูกลงพื้นแล้วเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่านเท่านั้น หากยังวางความทุกข์ลงทั้งหมด เมื่อไปทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสสองประโยคนี้ นางก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันเลย จากคนที่หลง จากคนที่กำลังจะบ้า ก็กลายเป็นพระโสดาบันในเวลาห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น นางกีสาโคตมีทุกข์ก็เพราะใจไม่ยอมรับความจริงว่าลูกตาย ใจยังยึดติดถือมั่นในลูก จึงเป็นทุกข์ พูดอีกอย่างก็คือ เธอเป็นทุกข์ก็เพราะใจนั้นสวนทางกับกระแสแห่งความจริงที่เชี่ยวกราก แต่เมื่อใดก็ตามที่วางใจสอดคล้องโอนอ่อนไปตามกระแสแห่งความจริง โอกาสที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ก็มี
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay25541211.htm


     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    ความเป็นธรรมคือวิถีสู่สันติ
    พระไพศาล วิสาโล
    ทุกครั้งที่มีการพูดถึงสาเหตุของความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีตลอดจนรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง มักชี้นิ้วไปที่โจรก่อการร้าย ผู้มีอิทธิพล ตลอดจนวัยรุ่นที่ติดยา โดยมักชำเลืองตาไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ติดชายแดนใต้ และบางครั้งก็อ้างถึงปัญหาความยากจนและการไม่รู้ภาษาไทย (ซึ่งมักมีนัยยะว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “ไม่ใช่คนไทย”) แต่น้อยมากที่จะมีการพูดถึงปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ

    เมื่อคนเราล้มป่วย สาเหตุไม่ได้อยู่ที่เชื้อโรคจากข้างนอกเท่านั้น หากยังอยู่ที่ร่างกายซึ่งอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ วัณโรคเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่มีเชื้อดังกล่าวอยู่ในตัว แต่ก็หาได้ล้มป่วยไม่ ทั้งนี้เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถคุมเชื้อดังกล่าวเอาไว้ได้ มันจึงไม่อาละวาด แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันตกต่ำ (เช่น ติดเชื้อ HIV) วัณโรคก็จะเล่นงานร่างกายจนล้มป่วย ยิ่งโรคหัวใจด้วยแล้ว พฤติกรรมของเจ้าตัวคือสาเหตุสำคัญอันดับต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือปัจจัยภายในเป็นสาเหตุแรกสุด ส่วนปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุรองลงมา

    ถ้าปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปรียบดังโรคร้าย สาเหตุของโรคดังกล่าวก็อยู่ที่ปัจจัยภายในเป็นประการแรก นั่นคือเจ้าหน้าที่รัฐ (ซึ่งเปรียบดังระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ)ทำงานบกพร่อง ขาดความยุติธรรม กลไกต่าง ๆ ของรัฐไม่ทำงาน นอกจากไม่บำบัดทุกข์แก่ประชาชนแล้ว ยังกลับซ้ำเติมความทุกข์ให้กับเขา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเสื่อมทราม จึงเปิดช่องให้โจรก่อการร้าย (ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรค) สามารถลุกลามไปทั่วพื้นที่ได้ หลังจากที่ได้กบดานอย่างสงบนิ่งมาเป็นเวลากว่าสิบปี

    ความอยุติธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ไม่ได้หมายถึงการอุ้มฆ่าหรือการใช้กระบวนการนอกกฎหมาย ตลอดจนการใช้ความรุนแรงอย่างเกินขอบเขต จนผู้คนล้มตาย ดังกรณีกรือเซะและตากใบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเบียดบังรังแกประชาชนทั้ง ๆ ที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการแย่งชิงและรุกรานทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน

    น้อยคนจะตระหนักว่าความไม่สงบในภาคใต้นั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับความขัดแย้งทางด้านทรัพยากรในท้องถิ่น จากการวิจัยพบว่า เกือบร้อยละ ๕๐ ของหมู่บ้านที่เป็น “พื้นที่สีแดง”ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.เป็นหมู่บ้านที่มีความขัดแย้งทางทรัพยากร เช่น มีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน หรือมีการใช้อวนรุนอวนลากในการประมงอย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย และถ้าพิจารณาจังหวัดปัตตานีเฉพาะอำเภอที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล พบว่ามีหมู่บ้าน “สีแดง”เกือบร้อยละ ๖๐ ของจำนวนหมู่บ้านที่ติดฝั่งทะเล

    ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านได้ดำเนินการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับถูกเมินเฉย กรณีเรืออวนรุนอวนลากเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เรืออวนลากนั้นเริ่มเข้ามาทำประมงในเขตชายฝั่งจังหวัดปัตตานีตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๑ แม้จะทำให้อุตสาหกรรมประมงพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ส่งผลเสียอย่างมากต่อชาวประมงพื้นบ้าน

    ผลกระทบประการแรกก็คือความอุดมสมบูรณ์ของทะเลถูกทำลายอย่างรุนแรง เนื่องจากสัตว์น้ำตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ติดร่างแหไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการจำแนกแยกแยะ นอกจากนั้นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติยังถูกทำลายทุกที่ที่เรืออวนรุนผ่าน ไม่ต่างจากถูกไถโดย “รถแทรกเตอร”

    ผลกระทบประการต่อมาก็คือเครื่องมือประมงของชาวบ้านที่ลงไว้ เช่น ลอบ เบ็ด อวน ก็ถูกทำลายไปด้วย เพราะติดไปกับเรืออวนรุนอวนลากซึ่งแล่นผ่านโดยไม่สนใจว่าชาวบ้านลงอะไรไว้ในทะเล เครื่องมือประมงเหล่านี้มีราคาแพง และยากที่จะสร้างขึ้นใหม่ เมื่อถูกทำลายไปก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ และก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน

    ผลที่ตามมาคือชาวบ้านต้องออกทะเลมากขึ้น จนเหินห่างจากชุมชนและครอบครัว ขณะที่บางส่วนก็เข้าไปขายแรงงานในมาเลเซีย ทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลัง ทำให้ปัญหาวัยรุ่นติดยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเวลาดูลูกและชุมชนอ่อนแอลง

    เมื่อเผชิญปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านไม่ได้นิ่งเฉย ได้ทำการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐแต่ก็ไม่เป็นผล จนต้องพึ่งตนเองด้วยการลาดตระเวนและจับปืนไล่ยิงเรืออวนรุนอวนลาก แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นได้ จนในที่สุดได้มีการรวมตัวและจัดตั้งเป็นชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี และเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจนในปี ๒๕๓๙ มีการเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนกระทรวง ออกประกาศห้ามใช้เรืออวนรุนทำประมงในจังหวัดปัตตานีในปี ๒๕๔๑
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    ผ่านไป ๒ ปีปรากฏว่าไม่มีอะไรดีขึ้น เรืออวนรุนยังออกมาหาปลาได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐนิ่งเฉย จนชาวบ้านนับหมื่นต้องออกมาชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางปัตตานีเมื่อปี ๒๕๔๓ แม้ทางจังหวัดจะยินยอมตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน คือให้มีเรือตรวจการมาลาดตระเวนชายฝั่งปัตตานีอย่างพอเพียง แต่สุดท้ายทุกอย่างยังเหมือนเดิม คำตอบของทางผู้ว่าราชการจังหวัดคือไม่มีงบประมาณ ไม่มีเจ้าหน้าที่ และไม่มีอำนาจสั่งการเรือตรวจการของกรมประมง ทั้งหมดนี้มองเป็นอื่นไม่ได้นอกจากการให้สัญญาณ “ไฟเขียว” แก่เรืออวนรุนให้สามารถทำประมงอย่างผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

    สภาพการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างไรต่อความรู้สึกของชาวบ้านโดยเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ชวนหดหู่สิ้นหวัง ก็ยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง เพราะเมื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปในพื้นที่ไม่นานมานี้ ปัญหาของชาวบ้านก็ได้รับการเหลียวแล มีการร่วมมือระหว่างตชด.กับชาวบ้านออกลาดตระเวนจับเรืออวนรุนอวนลาก และต่อมาหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานีก็ได้เข้ามาร่วมด้วย

    เมื่อมีการตรวจจับอย่างจริงจังในชั่วเวลาเพียงเดือนเดียว ปรากฏว่าเรืออวนรุนลดน้อยลงไปมาก ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่งคืนมาอย่างรวเร็ว ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น จากเดิมที่มีรายได้ไม่ถึง ๒๐๐ บาทต่อวัน (ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน) เพิ่มเป็น ๑,๕๐๐ บาทต่อครัวเรือน และบางรายสามารถทำรายได้สูงถึงวันละ ๔,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นยังสามารถทำประมงในระยะที่ไม่ไกลจากฝั่งมากนัก ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันลดลง

    ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ทัศนคติของชาวบ้านเป็นไปในทางบวกมากขึ้น นอกจากจะมีความหวังในการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น

    อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีการประสานงานกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จนเรื่องผ่านขึ้นไปถึงคณะรัฐมนตรี ทำให้เกิดมีมติคณะรัฐมนตรีขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา น่าสงสัยว่าหากเรื่องนี้ไม่ขึ้นไปถึงส่วนกลาง สถานการณ์จะกระเตื้องขึ้นหรือไม่

    ควรกล่าวแทรกในที่นี้ว่าหลังจากลาดตระเวนไม่นาน ก็สามารถจับเรืออวนรุนขนาดใหญ่ได้หนึ่งลำ นับเป็นลำแรกในรอบ ๔๐ ปีที่สามารถจับกุมและนำเข้ามาจอดเก็บรักษาไว้ที่ชุมชนประมงพื้นบ้าน ในอดีตแม้จะจับกุมเรืออวนรุนขนาดใหญ่ได้บ้าง แต่วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่รัฐก็ปล่อยให้ออกไปทำประมงผิดกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อนำเรื่องนี้ขึ้นศาล ปรากฏว่าของกลางที่พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีระบุไว้ในคำฟ้อง กลับไม่มีการกล่าวถึงเรือดังกล่าวเลย ทั้ง ๆ ที่บันทึกการจับกุมของหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานีระบุว่าเรือดังกล่าวเป็นของกลางด้วย

    กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับอย่างยืดเยื้อยาวนาน และเป็นต้นตอของปัญหาความยากจน ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการทุ่มเงินนับหมื่นล้าน หรือการผลักดันอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ อย่างเดียวที่ชาวบ้านขอจากรัฐก็คือความยุติธรรม ที่เหลือนั้นเขาสามารถดูแลกันเองได้

    การแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเสมอไป เพียงแต่สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น เพื่อเขาสามารถทำมาหากินได้โดยไม่ถูกรังแกจากผู้มีอำนาจ เท่านี้ก็สามารถป้องกันความรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ บทบาทของตำรวจตระเวนชายแดนในกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะสามารถฟื้นความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นมาใหม่ และควรเป็นแบบอย่างของเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น ๆ ด้วย ที่น่าเป็นห่วงก็คือยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยที่วัดความสำเร็จจากตัวเลขของผู้ถูกจับกุม จึงคิดแต่การใช้อาวุธปราบปราม แทนที่จะมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับประชาชน อย่าลืมว่าพระคุณนั้นให้ผลยั่งยืนกว่าพระเดช

    “คำหมาน คนไค” เป็นครูอีสานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานในยุคสงครามเย็น เขาได้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า “ความเป็นธรรมในสังคมเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่ใช้ปราบคนร้ายได้ สิ่งนี้ราคาถูกกว่าปืนผาหน้าไม้มาก และไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ มันมีอยู่ในหัวใจของทุกคน แต่จะมีใครนำออกมาใช้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง”
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay254812_3.htm
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    Buddhabeauty.jpg
    ศิลปะกับพุทธศาสนา

    พระไพศาล วิสาโล
    ศิลปะเป็นเรื่องของความงาม ซึ่งสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจจนเกิดอาการตะลึงงัน หรือสะกดใจให้เกิดความลุ่มหลง อยากชิดใกล้ใคร่ครอบครอง (พุทธศาสนาเรียกว่าราคะ) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะสามารถเป็นสื่อให้เราเข้าถึงความดีและความจริงได้ กล่าวคือบันดาลใจให้เกิดศรัทธาในสิ่งดีงาม หรือน้อมใจให้เกิดความสงบ เกิดกำลังใจใฝ่ฝันอย่างมั่นคงในอุดมคติ อีกทั้งสามารถเปิดเผยความจริงของชีวิตให้เราได้ประจักษ์ รู้เท่าทันมายาจนละวางได้ ศิลปะชั้นครูยังสามารถยกจิตสู่สภาวะเหนือโลกเหนือสามัญ (transcendence) คือสภาวะที่จิตได้สัมผัสกับความจริงขั้นสูงสุดหรือปรมัตถ์ เช่น ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและจักรวาล สภาวะที่อัตตาตัวตนได้เลือนหาย ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฉันกับโลกอีกต่อไป อยู่เหนือสมมติบัญญัติหรือความจริงแบบทวินิยม (dualism) เป็นสภาวะที่จิตเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ

    มองในแง่นี้ศิลปะมิใช่สิ่งตรงข้ามกับศาสนา แต่สามารถเป็นสื่อนำผู้คนเข้าถึงมิติที่ลึกซึ้งสูงสุดในทางศาสนธรรมได้ แม้จะเป็นแค่ประพิมพ์ประพายก็ตาม ตรงนี้เองคือจุดบรรจบระหว่างศิลปะกับพุทธศาสนา และเป็นที่มาของพุทธศิลป์ทั้งปวง เมื่อคน ๆ หนึ่งซึ่งมีความทุกข์ใจ ท้อแท้ในชีวิต ได้มานั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูปในวิหาร เพียงแค่ได้เห็นพระพักตร์อันสงบนิ่ง เปล่งประกายแห่งความเมตตา ท่ามกลางความเงียบ ความรุ่มร้อนใจก็พลันหาย ราวกับมีน้ำเย็นมาชโลมใจ เกิดความสงบรำงับ นี้คืออานุภาพแห่งพุทธศิลป์ที่สามารถเสริมสร้างพลังด้านบวกในใจเราได้

    ศิลปะที่แท้ย่อมเป็นสากล สามารถสื่อตรงถึงใจของคนทุกยุคทุกสมัยและทุกวัฒนธรรมได้ บาทหลวงโทมัส เมอร์ตัน เมื่อได้มาถึง “คัลวิหาร”หรือวิหารหินที่เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา ท่านถึงกับตะลึงราวถูกตรึงใจให้แน่นิ่ง เพราะเบื้องหน้าของท่านคือพระพุทธรูปที่สลักจากหินผาสี่องค์ในปางต่าง ๆ โดยเฉพาะปางรำพึงซึ่งสูงเจ็ดเมตร พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นประสานที่พระอุระ และมีรอยยิ้มน้อย ๆ บนพระพักตร์ที่อิ่มเอิบสงบนิ่ง

    บาทหลวงเมอร์ตันพูดถึงพระพักตร์เหล่านั้นว่า “เต็มเปี่ยมไปด้วยทุกอย่างที่จะเป็นไปได้
    ไม่สงสัยสิ่งใด หยั่งรู้ทุกสิ่งสรรพ์ ไม่ปฏิเสธผลักไสอะไรเลย” ทันทีที่ได้เห็นท่านก็รู้สึกถึงความกระจ่างแจ้งภายในใจ ไม่มีความฉงนสงสัยหลงเหลือ “ปัญหาทั้งหลายได้รับการเฉลย ทุกอย่างแจ่มชัด ...ทุกอย่างคือความว่าง และทุกอย่างคือการุณยธรรม ผมไม่รู้ว่าในชีวิตนี้เคยประสบสัมผัสความงดงามและความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณที่ผสานกันอย่างลงตัวแนบแน่นในนฤตมิตกรรมอันบรรเจิดเพียงชิ้นเดียวหรือไม่”

    ศิลปะที่สุดยอดนั้นคือความงดงามที่กล่อมเกลาจิตให้สงบ นิ่ง และเย็น เข้าถึงภาวะที่โปร่งเบา และสัมผัสกับมิติอันลึกซึ้งภายใน รองลงมาก็คือศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมความดี เช่น ชาดกหรือนิทานตามจิตรกรรมฝาผนัง แต่คุณค่าของศิลปะมิได้มีเพียงเท่านั้น หากยังสามารถนำพาให้ผู้คนซาบซึ้งถึงสัจธรรมของชีวิตด้วย

    สัจธรรมหรือความจริงนั้นมีสองระดับ คือ ความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) กับความจริงแบบปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ) นาย ก. เป็นรัฐมนตรี นาย ข. เป็นชาวนา นี่เป็นความจริงแบบสมมติ แต่เมื่อพูดถึงความจริงระดับปรมัตถ์แล้ว ทั้งสองคนไม่ได้ต่างกันเลย เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเป็นการก่อรูปจากขันธ์ห้าเช่นเดียวกัน หน้าที่อย่างหนึ่งของศิลปะคือการเปิดใจให้คนเห็นความจริงขั้นปรมัตถ์ ไม่หลงติดอยู่กับสมมติ

    ศิลปะชงชาของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ใครที่ร่วมพิธีชงชาจะถูกย้ำเตือนให้ตระหนักความจริงข้อนี้ เพราะไม่ว่าจะมีอำนาจสูงส่งเพียงใด เมื่อเข้าสู่พิธีชงชาก็มีสถานภาพเสมอกันหมด แม้บางคนจะขัดขืนปฏิเสธ แต่ ก็ต้องถูกพิธีนี้บังคับให้จำต้องยอมรับจนได้ เพราะทางเข้าเรือนชงชานั้นต่ำมาก จนแม้แต่จักรพรรดิหรือโชกุนก็ต้องก้มหัวเข้าไปเช่นเดียวกับสามัญชน

    ความจริงยังสามารถแบ่งออกเป็น ความจริงแบบเฉพาะ และความจริงที่เป็นสากล งานศิลปะหลายชิ้นมีชื่อเสียง เป็นที่ยกย่องเพราะเปิดเผยสภาวะทางจิตของคนร่วมสมัย เช่น ความทุกข์ ความเหงา ความโดดเดี่ยว อย่างมีพลัง ชนิดที่สัมผัสได้ด้วยใจ ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนไหว
    หรือรู้สึกเหงาและหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ

    แต่มีงานศิลปะอีกหลายชิ้นที่ถ่ายทอดความจริงที่เป็นสากล เป็นอกาลิโก เช่น ความไม่เที่ยง ความพลัดพราก ที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ หรือพลังแห่งความกรุณาปราณีที่โอบอุ้มมนุษยชาติเอาไว้ บ้างก็เปิดใจให้เราเห็นอานุภาพแห่งธรรมะหรือสิ่งสูงสุด ที่ทำให้เรามีความหวังแม้ในยามมืดมิดที่สุดของชีวิต

    งานศิลปะชั้นครู เมื่อเปิดเผยความจริงให้เราสัมผัส ไม่ว่าความจริงเฉพาะหรือความจริงอันสากล มักก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในอันที่จะทำสิ่งดีงาม งานบางชิ้นถ่ายทอดโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ได้อย่างสะเทือนใจ จนเราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะรู้สึกถึงแรงผลักจากมโนธรรมภายในให้อยากทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา

    ดังนั้นนอกจากความงามและความจริงแล้ว ศิลปะยังสามารถเป็นสื่อกระตุ้นให้เกิดความดีขึ้นได้ ความงาม ความจริง และความดีจึงมิใช่สิ่งที่แยกจากกัน กล่าวได้ว่าหน้าที่สูงสุดของศิลปะก็คือ ประสานความงาม ความดี และความจริงให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง

    ความดีสูงสุดนั้นเรียกอีกอย่างว่าอุดมคติ พุทธศิลป์ชั้นเลิศนั้นสามารถถ่ายทอดอุดมคติลงไปในใจของผู้คนเพื่อยึดถือเป็นจุดหมายสูงส่งของชีวิต สำหรับพุทธศาสนาชีวิตที่สูงส่งคือชีวิตที่กอปรด้วยปัญญาและกรุณา ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจความจริงของชีวิตจะเป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกได้ ส่วนกรุณาคือความรักความปรารถนาดีต่อสรรพชีวิต โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน อุดมคติดังกล่าวมักถ่ายทอดผ่านพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของบุคคลที่พัฒนาตนจนถึงอุตมภาวะอย่างเต็มศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์
    001.jpg

    วิหารอานันทะในเมืองพุกาม ประเทศพม่า เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีอายุนานนับพันปี หนึ่งในสององค์นั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกว่า “พระยิ้ม-บึ้ง” เนื่องจากหากมองไกลจะเห็นพระพักตร์แย้มยิ้ม แต่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่ารอยยิ้มแปรเปลี่ยนไป ตามสายตาของคนส่วนใหญ่ ภาพที่เห็นคือพระพักตร์ที่ “บึ้ง”

    แท้จริงหากมองอย่างพินิจ พระพักตร์ที่มองจากมุมใกล้นั้น หามีอาการบึ้งไม่ หากเป็นพระพักตร์ที่สงบต่างหาก จะถูกต้องกว่าหากเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระยิ้ม-สงบ” เหตุใดพระพุทธรูปองค์เดียวจึงมีสองลักษณะเมื่อมองจากต่างมุม คำตอบน่าจะเป็นเพราะช่างโบราณนั้นประสงค์ที่จะแสดงพุทธคุณสองประการอันเป็นอุดมคติของมนุษย์ ได้แก่ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2025
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    พระกรุณาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม เปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพชีวิต ใครที่รอนแรมจากที่ไกลเมื่อได้เห็นย่อมรู้สึกอบอุ่นใจ ใครที่มีความทุกข์ใจ ย่อมมีความหวังว่าจะได้รับการปกปักรักษาจากพระองค์

    ส่วนพระปัญญาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่งเมื่อมองจากมุมใกล้ เป็นอาการของผู้รู้แจ้งความเป็นไปของโลก จึงไม่หวั่นไหวในสุขหรือทุกข์ โลกธรรมไม่ว่าบวกหรือลบจึงไม่สามารถทำอะไรพระองค์ได้

    ผู้ใดที่พินิจพระพุทธรูปพระองค์นี้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ ย่อมตระหนักชัดว่า สิ่งที่พึงยึดถือเป็นอุดมคติของชีวิตนี้ก็คือการบ่มเพาะปัญญาและกรุณาให้เจริญมั่นคงในใจ เพราะเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งความจริงของชีวิตว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ยึดติดในโลกหรือสังขารทั้งปวง และเมื่อพ้นทุกข์ ละวางตัวตน ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวทั้งปวง จึงมีจิตกรุณาต่อสรรพสัตว์ไม่มีที่สุดประมาณ ปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

    อย่างไรก็ตาม ศิลปะมิได้น้อมนำจิตใจให้เข้าถึงความดีและความจริงโดยผ่านการเสพเท่านั้น การสร้างสรรค์ศิลปะก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่นำพาผู้คนบรรลุถึงความดีและความจริงได้ มองในมุมของพุทธศาสนา การสร้างสรรค์ศิลปะมิควรเป็นไปเพื่อประกาศตัวตน หรือเพื่อแสวงหาลาภสักการะ หรือชื่อเสียงเกียรติยศ หากควรมุ่งประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อความเจริญมั่นคงแห่งพระศาสนา ดังนั้นช่างที่สรรค์สร้างพุทธศิลป์ในอดีตจึงอุทิศตนให้กับงานของตนอย่างเต็มที่ โดยไม่คิดจะจารึกชื่อไว้ในนฤมิตกรรมเหล่านั้นเพื่อให้โลกหรือคนรุ่นหลังรู้จักเลย

    นอกจากการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมแล้ว การสร้างสรรค์ศิลปะยังเป็นวิถีแห่งการฝึกฝนพัฒนาตนด้วย ช่างสมัยก่อนไม่เพียงถือศีล บำเพ็ญพรต และเจริญสมาธิก่อนสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นพุทธศิลป์เท่านั้น หากยังอาศัยงานศิลปะนั้นเป็นเครื่องฝึกจิตไปด้วย เช่น น้อมใจให้มีสมาธิ หรือฝึกจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ในพุทธศาสนาแบบเซน นักปฏิบัติบางคนวาดต้นไผ่นานนับสิบปี เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไผ่ และในที่สุดก็ไม่มีแม้กระทั่งความสำนึกว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไผ่ ถึงตรงนี้ผลงานจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับสภาวะหรือภูมิจิตของผู้วาด
    มองในแง่นี้การทำงานศิลปะจึงมิใช่อะไรอื่น หากคือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง

    บทสรุป

    ชีวิตนั้นมีหลายมิติ เราแต่ละคนมีสัมพันธภาพที่หลากหลาย ในฐานะปัจเจกบุคคล เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว อาทิ ผู้คน สังคม และธรรมชาติ ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ละเลยชีวิตด้านในจนแปลกแยกกับตัวเอง จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งสูงสุดด้วย สำหรับชาวพุทธ สิ่งสูงสุดดังกล่าวได้แก่เป็นปรมัตถสัจจะ และนิพพาน

    หากสัมพันธภาพกับผู้คน สังคม และธรรมชาติ เป็นสัมพันธภาพแนวนอน สัมพันธภาพแนวตั้ง เบื้องล่างคือสัมพันธภาพกับชีวิตด้านใน เบื้องบนคือสัมพันธภาพกับสิ่งสูงสุด

    ในฐานะที่เป็นสะพานพาเราให้เข้าถึงความงาม ความจริง และความดี ศิลปะคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสัมพันธภาพกับสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน ทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติ เห็นมนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน หยั่งลึกถึงจิตวิญญาณของตน และเข้าถึงสิ่งสูงสุดได้

    ศาสนามีความหมายกับชีวิตอย่างไร ศิลปะก็มีความหมายอย่างนั้นกับเรา ชีวิตที่ดีงามกับศิลปะจึงไม่อาจแยกจากกันได้ ศิลปะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์และงดงามได้
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay255308.html


    --->https://palanla.com/th/abroadLocation/detail/319
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    เพราะสูญเสียจึงได้รับชัยชนะ
    พระไพศาล วิสาโล
    เมื่อฝ่ายหนึ่งมีปืน แต่อีกฝ่ายมีแค่มือเปล่า ฝ่ายแรกย่อมเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ความเหนือกว่านั้นอาจเป็นแค่ความเหนือกว่าในทางพลกำลัง(หรือการยุทธ)เท่านั้น ความเหนือกว่าในทางพลกำลังอาจเป็นตัวชี้ขาดชัยชนะในการต่อสู้กลางป่าลึกหรือในสมรภูมิที่ชุลมุน แต่บนเวทีกลางแจ้งหรือบนท้องถนนที่มีผู้คนจับจ้องอยู่เป็นจำนวนมาก การใช้ปืนหรือมีดทำร้ายคนที่มีแค่มือเปล่า กลับเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายที่ใช้กำลังไปในเวลาเดียวกัน ฝ่ายที่ใช้กำลังอาจมีชัยในทางการยุทธ แต่ย่อมพ่ายแพ้ในทางการเมือง เพราะจะมีสักกี่คนที่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายที่ไร้อาวุธสามารถตอบโต้ด้วยกำลังได้ แต่ไม่ยอมทำเช่นนั้น

    ความเหนือกว่าในทางพลกำลังไม่ใช่สิ่งเดียวที่ชี้ขาดชัยชนะ แม้จะสังหารผู้คนจนล้มตายเป็นจำนวนมากก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะประสบชัยชนะ ในทางตรงข้ามแม้จะเสียผู้คนไปหลายคนก็ไม่ได้หมายความว่านั่นคือความพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าบ่อยครั้งฝ่ายที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมากกลับประสบชัยชนะในที่สุด ในขณะที่ฝ่ายที่สามารถฆ่าคนได้มากมายกลับเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้

    ในปี ๒๕๐๖ ชาวพุทธในกรุงเว้ประเทศเวียดนามได้ประท้วงประธานาธิบดีโงดินเดียม อย่างสันติ แต่กลับถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ผลคือรัฐบาลถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากนานาประเทศรวมทั้งจากวาติกัน แม้แต่สหรัฐก็ถอนความสนับสนุนจนรัฐบาลถูกโค่นไปในที่สุด นักสังเกตการณ์ผู้หนึ่งได้กล่าว่า “ความอ่อนแอในทางกายภาพของชาวพุทธเป็นจุดแข็งทางจริยธรรมของพวกเขา หากพวกเขามีปืน พวกตระกูลโงดินเดียมย่อมสามารถบดขยี้พวกเขาได้ โดยที่จะไม่มีใครในเวียดนามหรือที่ไหน ๆ ในโลกสนใจพวกเขา พวกเขาได้พิสูจน์ว่าการไม่ป้องกันตนเองเลยทำให้ไม่มีใครเอาชนะได้”

    ในอินเดียจุดพลิกผันที่ทำให้ขบวนการเรียกร้องเอกราชของคานธีได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเกิดขึ้นเมื่อทหารอังกฤษกราดปืนกลสังหารชาวอินเดียที่มีแค่มือเปล่ากลางวิหารเมืองอมฤตสระในปี ๒๔๖๒ จนมีผู้คนล้มตายหลายร้อยคน บาดเจ็บนับพัน นับแต่นั้นความชอบธรรมของอังกฤษในอินเดียก็ถูกบั่นทอนจนหมดสิ้นไปในที่สุด

    ในปี ๒๕๐๔ ชาวอเมริกัน ๑๓ คนเดินทางด้วยรถประจำทางไปตามเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ของสหรัฐเพื่อคัดค้านการเหยียดผิว แต่ถูกคนขาวต่อต้านอย่างรุนแรง รถถูกเผา สมาชิกถูกรุมทุบตีอย่างโหดร้าย แต่ผลที่ตามมาคือประชาชนตื่นตัวทั่วประเทศ นอกจากจะให้กำลังใจสนับสนุนแล้ว หลายคนยังเสนอตัวร่วมขบวนการดังกล่าวด้วย

    ในการเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย เป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าหากต่อสู้ด้วยสันติวิธีแล้วจะไม่มีการสูญเสีย (แม้อยู่เฉย ๆ หรือยอมจำนนก็ยังสูญเสียเลยมิใช่หรือ) แต่ความสูญเสียจากการต่อสู้ด้วยสันติวิธีนั้นไม่เคยเป็นความสูญเปล่า หากสามารถก่อให้เกิดชัยชนะทางการเมืองได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายนั้นใช้วิธีการที่รุนแรงอย่างปราศจากความชอบธรรม กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นตัวอย่างที่เราไม่ควรลืม กรณีสังหารโหดนาวิกโยธินสองคนที่บ้านตันหยงลิมอก็เช่นกัน ความสูญเสียบุคคลทั้งสองได้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับความเห็นใจอย่างท่วมท้นจากประชาชน เป็นชัยชนะทางการเมืองที่รัฐบาลไม่เคยประสบมาก่อนนับแต่เกิดเหตุปล้นปืนที่นราธิวาสเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะประชาชนได้รับรู้ว่านาวิกโยธินทั้งสองแม้สามารถจับอาวุธขึ้นต่อสู้การล้อมจับได้แต่ก็ไม่ทำ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่ทำการเจรจากับชาวบ้านก็พยายามใช้สันติวิธี โดยปฏิเสธการใช้กำลังกับชาวบ้าน ผลก็คือทันทีที่สังหารนาวิกโยธินทั้งสองฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็พ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 ธันวาคม 2025
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    มองเผิน ๆ การมีแค่มือเปล่าถือว่าเป็นจุดอ่อนของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายมีอาวุธร้ายแรง แต่มองให้ลึกลงไป การมีแค่มือเปล่านั่นแหละเป็นจุดแข็งของสันติวิธี เพราะทำให้อีกฝ่ายอยู่ในภาวะที่ลำบาก เนื่องจาก ๑.ไม่สามารถใช้ความรุนแรงกระทำได้อย่างเต็มที่ (ดังนั้นจึงต้องพยายามยั่วยุให้ผู้ใช้สันติวิธีเปลี่ยนมาใช้อาวุธ แม้จะเป็นก้อนหินก็ยังดี) ๒.หากใช้ความรุนแรงเมื่อใด ก็จะสูญเสียความชอบธรรม แนวร่วมตีจาก ส่วนผู้ที่วางตัวเป็นกลางก็หันไปให้ความสนับสนุนแก่ผู้ถูกทำร้ายที่ใช้สันติวิธี

    การทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังของสันติวิธีเป็นสิ่งที่คนไทยและรัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและนำมาใช้ให้เกิดผลอย่างเต็มที่ โดยพยายามใช้สันติวิธีเป็นยุทธศาสตร์นำเพื่อสะสมชัยชนะทางการเมืองและเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน ขณะเดียวกันก็พยายามละเว้นการใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะในกรณีที่ปราศจากความชอบธรรม (แม้จะถูกกฎหมายก็ตาม)

    ที่แล้วมารัฐบาลตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเพราะไม่เห็นคุณค่าของสันติวิธี แต่เชื่อมั่นในความรุนแรง กรณีกรือเซะ ตากใบ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่าความรุนแรงนั้นสามารถส่งผลย้อนกลับมาบั่นทอนตนเองได้ อย่าลืมว่าหากฟาดแขนกับอากาศอย่างรุนแรง อะไรจะเกิดขึ้นหากมิใช่กระดูกเคลื่อนและปวดร้าว

    นี้คือจุดอ่อนและจุดแพ้ของความรุนแรงที่เราควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay254809.htm
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    PrayansangvornAndKid.jpg
    เด็กมิใช่แก้วเปล่า
    พระไพศาล วิสาโล

    การศึกษามีความหมายมากกว่าการสอน หรือการ “ใส่”อะไรเข้าไปในตัวเด็ก แต่หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตจากภายใน จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเชื่อมั่นเสียก่อนว่าเด็กนั้นมี “อะไร” อยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว ภารกิจของพ่อแม่หรือครูก็คือการทำให้สิ่งนั้นเจริญงอกงาม ขณะเดียวกันก็นำเอาสิ่งนั้นออกมาให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ สิ่งที่ว่านั้นได้แก่ ปัญญาและคุณธรรม

    มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธ์แห่งปัญญาและคุณธรรมอยู่แล้วในใจ ด้วยเหตุนี้เด็กทุกคนจึงมีความใฝ่รู้และใฝ่ดี หน้าที่ของการศึกษาคือกระตุ้นและส่งเสริมความใฝ่รู้และใฝ่ดีให้เจริญงอกงาม เหมือนเมล็ดพันธุ์น้อย ๆ ที่ถูกกระตุ้นและส่งเสริมจนเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา และหยั่งรากลึก ให้ดอกไม้ที่งดงามและผลไม้ที่หอมหวานแก่สรรพชีวิต น่าเสียดายที่การศึกษาทุกวันนี้ได้ทำลายความใฝ่รู้และใฝ่ดีในตัวเด็ก ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่พยายามยัดเยียดอะไรต่ออะไรให้เขา ซึ่งบางครั้งกลายเป็นการควบคุมปิดกั้นมิให้เขาเติบโตจากภายใน

    นอกจากความใฝ่รู้และความใฝ่ดีแล้ว เด็กยังมีศักยภาพหรือความสามารถที่แฝงเร้นต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ความสามารถในทางศิลปะ ความสามารถในทางกีฬา โดยที่เด็กเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมี หน้าที่ของครูหรือพ่อแม่คือช่วยดึงเอาความสามารถนั้นออกมา ตรงนี้เป็นเรื่องของศิลปะที่ครูและพ่อแม่ต้องเรียนรู้และต้องอาศัยความอดทนไปพร้อมกัน บางครั้งเพียงแค่คำชมและการให้กำลังใจก็สามารถกระตุ้นให้ศักยภาพดังกล่าวออกมาได้

    เมื่อปีที่แล้วข้าพเจ้าได้ไปดูงานของมูลนิธิฉือจี้ ในประเทศไต้หวัน มัคคุเทศก์ได้เล่าถึงเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งซึ่งไม่เอาใจใส่ในการเรียนเลย มีกิจกรรมใด ๆ ในชั้นเรียนก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ การบ้านก็ทำอย่างขอไปที ครูกระตุ้นเท่าไรก็ไม่ได้ผล มีคราวหนึ่งครูให้นักเรียนวาดภาพ นักเรียนคนนี้ก็ทำตัวเหมือนเดิม คือไม่สนใจ ครูพยายามกระตุ้น แต่นักเรียนก็นิ่งเฉย จนครูขอร้องว่าให้ลองวาดภาพอะไรก็ได้ แค่ตวัดพู่กันเป็นวงกลมก็ยังดี นักเรียนทนครูรบเร้าไม่ไหว จึงตวัดพู่กันเป็นวงกลม ครูเห็นก็ชมด้วยความตื่นเต้นว่า นักเรียนวาดได้ดีมาก และขอให้วาดอีก นักเรียนเกิดมีกำลังใจขึ้นมาจึงตวัดพู่กันอีกภาพหนึ่ง แล้วก็อีกภาพหนึ่ง ๆ ๆ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ

    นับแต่วันนั้นนักเรียนได้ฝึกตวัดพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพมีคุณภาพดีขึ้นมากจนได้รับการคัดเลือกให้ออกแสดงในงานนิทรรศการของโรงเรียน ในวันแสดงนิทรรศการ นักเรียนผู้นี้สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งยืนจ้องภาพวาดของตัว เจ้าของภาพจึงเดินไปคุยกับเด็กน้อย เด็กน้อยแสดงความชื่นชมภาพนั้น แต่ก็ออกตัวว่าตนเองคงไม่มีปัญญาวาดได้เช่นนั้น ผู้เป็นเจ้าของภาพได้ยินเช่นนั้นจึงให้กำลังใจเด็กน้อยว่า เธอทำได้แน่นอน เธอมีความสามารถอยู่แล้ว ขอให้มีความเพียรก็แล้วกัน

    นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าเราทุกคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าศักยภาพดังกล่าวจะถูกดึงออกมาได้มากน้อยเพียงใด ความดีและความใฝ่ดีเป็นศักยภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์ หัวใจของการศึกษาคือการดึงเอาความดีและความใฝ่ดีให้ออกมาเพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นให้ได้มากที่สุด

    อยากย้ำว่าคนเรานั้นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะการเรียนรู้เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เห็นได้ชัดจากเด็ก ๆ ซึ่งไม่เพียงตั้งคำถามจากสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น หากยังเรียนรู้จากทุกอย่างที่แลเห็น ได้ยิน และสัมผัส ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 ธันวาคม 2025
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    พฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นล้วนเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจะมีพฤติกรรมและจิตนิสัยไปในทางไหน ขึ้นอยู่ว่าเราเรียนรู้อย่างไร การเรียนรู้ที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ในทางตรงข้ามการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความทุกข์ได้ ทุกวันนี้คนเป็นอันมากเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากโทรทัศน์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการบริโภคและนิยมความรุนแรง ในขณะที่เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนรู้การเอาแต่ใจตนเองจากพ่อแม่หรือจากประสบการณ์ในบ้าน การเรียนรู้ในลักษณะนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเลย

    ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขเกิดจากการเรียนรู้ที่ถูกต้อง และการเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ห้องเรียน โลกรอบตัวของเด็กต่างหากคือแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์การค้า สำนักงาน และท้องถนน เด็กนั้นพร้อมจะเรียนรู้อยู่แล้ว สิ่งที่เด็กต้องการก็คือผู้ชี้แนะหรือกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ตรงนี้เองที่พ่อแม่และครูสามารถจะมีบทบาทอย่างสำคัญ

    การสอนด้วยการพูดให้เด็กคล้อยตามหรือท่องจำนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิดอย่างถูกทาง บทบาทของพ่อแม่และครูมิใช่ผู้ให้คำตอบ แต่เป็นผู้หมั่นตั้งคำถามกับลูกและศิษย์ การถามเขาว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรหากมีรอยเท้าเปื้อนโคลนเข้ามาในบ้าน ย่อมให้ผลดีต่อเด็กมากกว่าการบอกเขาอย่างเบ็ดเสร็จว่าการกระทำดังกล่าวไม่ดีอย่างไร

    การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วม เช่น ได้ฝึกคิด ฝึกทำ นั้นย่อมให้ผลที่ยั่งยืนกว่าการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว คือรับฟังโดยไม่ต้องคิดหรือปริปากถาม ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะถูกฝึกให้เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมาตั้งแต่เล็ก เราจึงรับเอาสิ่งไม่ดีหลายอย่างจากโทรทัศน์และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้จักย่อย แยกแยะ วิเคราะห์ หรือตั้งคำถามเลย ในทำนองเดียวกันเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา เช่น คำวิจารณ์ หรือความพลัดพรากสูญเสีย เราก็ปล่อยใจให้เป็นทุกข์ไปได้ง่าย ๆ แทนที่จะมองให้เห็นถึงแง่ดีหรือประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น

    การเรียนรู้แบบเป็นฝ่ายรับในที่สุดแล้วทำให้ชีวิตของเราถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างเดียว จะสุขหรือทุกข์ก็เพราะสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๆ ที่เราสามารถรักษาจิตให้เป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกรอบตัวได้หากมีปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้อย่างถูกต้อง
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay255301.htm
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    สำนึกพื้นฐานของศีลธรรมสมัยใหม่
    พระไพศาล วิสาโล

    ปัจจุบันมีการพูดกันมากถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูศีลธรรม คำถามประการหนึ่งที่ต้องคิดกันก็คือ จิตสำนึก ค่านิยม หรือพฤติกรรมอย่างไร ที่ควรปลูกฝังหรือเสริมสร้างให้เกิดมีขึ้น แน่นอนว่าศีล ๕ หรือเบญจศีล เบญจธรรม หรือเมตตากรุณา ความซื่อสัตย์ กามสังวร สัมมาอาชีวะ และสติ เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้น แต่สำหรับสังคมสมัยใหม่ การอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม ต้องอาศัยจิตสำนึก ค่านิยม และพฤติกรรมอีกหลายประการ อาทิ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การยอมรับความหลากหลายและเคารพความเห็นที่แตกต่าง การเชื่อมั่นในความเพียรของตนเอง ใฝ่รู้ใฝ่ทำ รู้จักพึ่งตนและรับผิดชอบการกระทำของตน การรู้จักคิดหรือคิดเป็นคิดชอบ คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้คนในยุคบัจจุบัน ซึ่งมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้นทุกที

    ปัจเจกชนเหล่านี้เป็นอิสระจากข้อผูกมัดและการกำกับควบคุมของครอบครัว ชุมชน และกฏเกณฑ์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้คนสมัยที่ยังอยู่หมู่บ้านกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่จะมีอิทธิพลในการกำกับพฤติกรรมของเขาได้มากที่สุด คือจิตสำนึกจากภายใน การพยายามปลูกฝังศีลธรรมแบบหมู่บ้าน หรือการสอนให้เชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ หรือผู้ใหญ่ จึงไม่ได้ผลสำหรับคนสมัยใหม่ แม้จะได้ผลกับชุมชนสมัยก่อนก็ตาม

    การเสริมสร้างปัจเจกชนที่มีศีลธรรมนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในยุคที่เน้นปัจเจกนิยมอย่างสุดโต่ง จนมีการใช้เสรีภาพอย่างเกินเลย จนก่อผลเสียทั้งต่อตนเองและสังคม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปด้วย หรือในลำดับถัดไปก็คือ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับส่วนรวม ทั้งนี้เพราะแต่ละคนนั้นมีคุณสมบัติหรือธรรมชาติ ๒ ประการคือ ความเป็นบุคคล และการเป็นสมาชิกของส่วนรวม ซึ่งมีหลายระดับ เริ่มจากครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงประเทศชาติ และโลก การทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความเป็นสมาชิกของส่วนรวม หรือการนำเขากลับเข้าไปมีความสัมพันธ์กับส่วนรวม โดยยังคงปัจเจกภาพไว้ได้นั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิดสภาพปัจเจกชนแบบสุดโต่งได้ ดังนั้นหลักธรรมที่ควรปลูกฝัง คือ การมีสำนึกทางสังคม ความเอาใจใส่ในสมบัติและทรัพยากรสาธารณะ ไม่นิ่งดูดายกับการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการยักยอกสมบัติของหลวง การปกป้องกฏเกณฑ์หรือหลักการที่สังคมยึดถือร่วมกัน

    การมีสำนึกต่อส่วนรวม ย่อมป้องกันมิให้บุคคลกลายเป็นปัจเจกชนอย่างสุดโต่ง หรือถูกครอบงำด้วยอัตตาธิปไตย คือการถือเอาความเห็นและความต้องการของตนเป็นใหญ่ ขณะเดียวกัน การเป็นปัจเจกชนที่มีคุณธรรม ก็ป้องกันมิให้ถูกพัดพาไปตามกระแสสังคมในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือถูกครอบงำด้วยโลกาธิปไตย คือการถือเอาความเห็นของผู้คนทั้งหลายเป็นใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งการมีสำนึกต่อส่วนรวมควบคู่กับการเป็นปัจเจกชนที่มีคุณธรรม ย่อมช่วยให้ดำรงตนอยู่ในหลักธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะหรือความถูกต้องเป็นใหญ่

    จิตสำนึกและพฤติกรรมดังกล่าว ไม่อาจแยกออกจากกระบวนทัศน์ ได้แก่ทัศนะหรือความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตและโลก กระบวนทัศน์ที่เอื้อเฟื้อต่อศีลธรรม คือ การตระหนักถึงความเป็นจริงว่าเราทุกคนอยู่ในเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงชีวิต สังคม และธรรมชาติเข้าด้วยกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกันและมีผลกระทบต่อกันและกัน สุขภาวะของเราไม่อาจแยกจากสุขภาวะของผู้อื่น หรือสุขภาวะในสังคมและธรรมชาติได้ การเอารัดเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ส่วนตนย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวมและย้อนกลับมายังตนเองในที่สุด ดังนั้นการร่วมมือกันจึงดีกว่าการแข่งขันกัน การใช้ความรุนแรงต่อกันย่อมส่งผลเสียต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ อีกทั้งยังย้อนกลับมาที่ตัวเราด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะใช้สันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,072
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,670
    (ต่อ)
    กระบวนทัศน์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สวนทางกับแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังระบบทุนนิยมและระบบอำนาจนิยมเท่านั้น หากยังสวนทางกับวิชาหรือศาสตร์ต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในสถาบันการศึกราต่าง ๆ นั่นหมายความว่าในการเสริมสร้างกระบวนทัศน์ที่เกื้อกูลต่อศีลธรรม จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาวิชาการหรือศาสตร์ต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกันด้วย อาทิ เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียง นิเวศวิทยาแนวลึก แพทยศาสตร์ที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ รวมทั้งสันติศึกษา และที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือ พุทธศาสตร์ที่มีโลกุตตรธรรมเป็นแกนกลาง เพราะทุกวันนี้พุทธศาสตร์ที่สอนกันล้วนจำกัดอยู่ในเรื่องโลกิยธรรม โดยความสำเร็จทางโลกเป็นหลัก (หรือที่พุทธศาสนาเรียกว่าประโยชน์ปัจจุบัน) เช่น การมีทรัพย์ มีสุขภาพ มีครอบครัวและความเป็นอยู่ที่ดี แม้สิ่งเหล่านี้จะสำคัญ แต่ก็ยังไม่ทำให้คนมีชีวิตที่ผาสุกอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่ใช่หลักประกันทางศีลธรรมที่แน่นแฟ้น หากจำเป็นต้องมีโลกุตตรธรรมเป็นพื้นฐาน นั่นคือการมีจิตอิสระและสงบเย็น เพราะมีปัญญาเท่าทันความผันผวนปรวนแปรของชีวิตและโลก และไม่ติดยึดสิ่งใดว่าเป็นตัวกูของกู พุทธศาสตร์ที่มีโลกุตตรธรรมเป็นแกนกลาง นั้น ถูกละเลยไปนานแล้ว (ส่วนหนึ่งก็เพราะความพยายามที่จะทำให้พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันฟื้นกลับมาให้มีความหมายกับสังคมสมัยใหม่ ดังท่านพุทธทาสภิกขุได้เป็นสดมภ์หลักในเรื่องนี้มากว่า ๗ ทศวรรษแล้ว

    ควรกล่าวย้ำในที่นี้ว่า โลกุตตรธรรมนั้นมิใช่เป็นเรื่องไกลตัว จำเพาะนักบวชเท่านั้นที่พึงใส่ใจ แท้ที่จริงโลกุตตรธรรมมีความสำคัญกับคนทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ต้องการมีชีวิตอย่างปุถุชน เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จทางโลกเพียงใด ก็หนีไม่พ้นความพลัดพรากสูญเสีย ตลอดจนความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ไปได้ หากไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงเหล่านี้ ปล่อยใจให้ตกอยู่ภายใต้ความผันผวนปรวนแปรดังกล่าว ชีวิตย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ ขณะเดียวกันเมื่อประสบความสำเร็จทางโลก ได้ทรัพย์และชื่อเสียงเกียรติยศมาแล้ว กลับปล่อยใจให้สยบมัวเมา ยึดมั่นสำคัญหมายอย่างไม่รู้เท่าทันโทษของมัน ในที่สุดก็จะกลายเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น แทนที่มันจะเป็น “ของเรา” เราต่างหากที่กลายเป็น “ของมัน” จนอาจยอมตายเพื่อมันได้ ชีวิตเช่นนี้ย่อมหาความสุขได้ยาก แม้จะเป็นแค่ความสุขแบบ “โลก ๆ ” ก็ตาม เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจเสื่อมโทรมเพราะความเครียดแล้ว ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานแม้กับคนในครอบครัว หรือยิ่งกว่านั้นก็คือเกิดการเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ และทำร้ายกัน เพื่อแย่งชิงสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในครอบครองให้ได้มากที่สุด

    โลกุตตรธรรมช่วยให้เรารู้เท่าทันโลกธรรมหรือความสำเร็จทางโลก ตระหนักถึงความไม่เที่ยงหรือความผันผวนเสื่อมสลาย(อนิจจัง ทุกขัง)อันเป็นธรรมชาติของมัน รู้ว่ามันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราได้ และไม่มีทางที่จะยึดมันไว้ให้เป็นของเราอย่างแท้จริง(อนัตตา) ปัญญาดังกล่าวช่วยให้จิตเป็นอิสระจากความยึดมั่นสำคัญหมายในสิ่งเหล่านี้ และดังนั้นจึงเป็นนายของมันอย่างแท้จริง คือใช้มันให้เกิดประโยชน์ โดยไม่เผลอเข้าไปเป็นทุกข์หรือถูกมัน “กัด” สภาวะดังกล่าวอยู่ในวิสัยปุถุชนจะเข้าถึงได้ แม้จะไม่สมบูรณ์พร้อมก็ตาม และอันที่จริงเป็นสิ่งจำเป็นด้วยซ้ำสำหรับปุถุชนคนทั่วไปที่มีชีวิตท่ามกลางความไม่สมหวังและการกระทบกระทั่งจากทุกสารทิศ การมีโลกุตตรธรรมเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตถึงที่สุดแล้วย่อมช่วยลดความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู” ดังนั้นจึงทำให้ไม่ตกอยู่ในอำนาจของบริโภคนิยมหรือความทะยานอยาก ขณะเดียวกันก็ไม่เกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่ลุกแก่โทสะหรือหมายมุ่งบังคับใครให้อยู่ในอำนาจของตน โลกุตตรธรรมจึงเป็นพื้นฐานที่หนักแน่นมั่นคงของศีลธรรมในสังคม ด้วยเหตุนี้โลกุตตรธรรมจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์ทางศีลธรรมที่ควรปลูกฝังหรือเสริมสร้างให้มีขึ้นแก่คนทั่วไปในสังคม
    :- https://www.visalo.org/article/PosttoDay254908.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...