ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แรงที่สุดเท่าที่เคยฟัง สื่ออาวุโสไต้หวันวิเคาะห์ศึกไทย-กัมพูชา

    ไทยสนธิกำลังทั้งทางเรือ และทางอากาศทำลายศูนย์สแกมเมอร์ 80% ของสิ่งปลูกสร้างถูกทำลาย พวกเขาแค่ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อกวาดล้างสแกมเมอร์ หรือเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวด้วยค่ะ คิดอย่างไรค่ะ พูดกันตามตรงสำหรับไทย ตั้งแต่ข่าวนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตที่ขายแดน ไทยก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และมันกระทบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างมาก ดังนั้นผมจึงคิดว่า นายกรัฐมนตรีของไทย ท่านอนุทิน จุดยืนของท่าน มันค่อนข้างชัดเจน "ไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นคนกลาง" ผมเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกเนี่ยแหละ ไม่รู้ท่านกล้าพูดได้ยังไง ไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นคนกลาง นั้่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะทำ ว่ากันตามตรง อย่างที่คุณ จางจุนเยว่ พูด ไทยต้องการสั่งสอนกัมพูขา ง่ายๆ แค่นั้น เพราะอะไร ก็เพราะว่ากัมพูชา เริ่มจากเขมรแดงใช่ไหม แต่พวกเขาไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ในแง่ของการทหาร และการเมือง ไม่มีอะไรดีขึ้นทมีแต่พวกสแกมเมอร์เท่านั้นที่โตเอา โตเอา ทั่งหมดนี้ต้องโทษ ฮุนเซน และลูกชาย ตลอดหลายปีภายใต้สองพ่อลูก คนกัมพูชาไม่ได้รวยขึ้นเลย มีแต่ครอบครัวพวกเขาที่ร่ำรวยมหาศาล นั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด แต่ในขณะที่ผมพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนเป็นอย่างไร มันค่อนข้างซับซ้อน เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เราเพิ่งพูดถึง ทั่งกาสิโนเอย ทั้งรังสแกมเมอร์เอย คนพวกนี้เป็นใคร มันคือ เฉิน จื้อ กรุ๊ป ที่โด่งดังที่สุดของเรา เฉิน จื้อ กรุ๊ป มีชื่อเสียงในไต้หวันของเรา จากนั้นก็ไปดังในอเมริกา เพราะอะไร เพราะพวกเขาถูกยึดทรัพย์ในอเมริกา บิตคอยน์ และด๊อกคอยน์มูลค่า 1.5 หมื่นล้าน เงินดิจิตอลเหล่านี้ถูกยึดโดยรัฐบาลทรัมป์ จากนั้นก็มีคำสั่งในไต้หวัน ไทเป เข้ายึด และพบว่า เจย์โชว์ นักร้องของเราอยู่ตึกเดียวกับเขา มีการยึด อพาร์เม้นท์ 11 แห่ง อพาร์เม้นท์เหล่านี้ถูกซื้อด้วยเงินเทา จากนี้ไม่ใข่เรื่องตลก มันเกี่ยวกับเรา คนไต้หวันจะถามว่าใครคือ เฉิน จื้อ คุณปล่อยให้คนแบบนี้มาอยู่ได้ยังไง ทั่วทั้งโลก อังกฤษ ไต้หวัน สิงคโปร์ ต่างมีร่องรอยของเขา แล้วรู้ไหม เขาได้อะไรในกัมพูชา ตำแหน่ง "ออกญา" ดังนั้น ฮุนเซน และลูกชาย ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ คนๆ นี้ (เฉิน จื้อ) ได้รับการคุ้มครอง จากพวกคุณ และตอนนี้ เขาก็ยังอยู่ในกัมพูชา กัมพูชาไม่มีทางส่งเขาให้สหรัฐ อเมริกา แน่นอน สหรัฐ อเมริกา ต้องการให้ส่งตัว ไต้หวันก็อยากที่จะส่งตัว แล้วเราอยู่ตรงไหน พูดถึง โพธิสัตว์การ์เด้น เขตเศรษฐกิจโพธิสัตว์ เขต เศรษฐกิจอุดรมีชัย พวกนี้ใหญ่กว่า เคเคปาร์ก (k k park) ที่เรารู้จัก เราเคยพูดถึงเมียวดีใช่ไหม นั่นเทียบไม่ได้กับที่เหล่านี้ สถานที่ที่เหยื่อถูกปฏิบัติเยี่ยงทาส สถานที่ที่ดำมืดที่สุด แล้วใครอยู่เบื้องหลัง ก็คนไต้หวันกับคนจีนชั่ว ชั่ว เนี่ยแหละ นั่นคือเหตุผลที่กองทัพไทย ถึงตัดสินใจว่า เราต้องโจมตี เพราะว่าถ้าเราพูดถึงการท่องเที่ยวในไทย คุณรู้อะไรไหม ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ภูมิพล จนถึงปัจจุบัน ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมโดยตลอด ถ้าเราพูดถึงการหลอกลวงทุกวันนี้ มันจะกระทบการท่องเที่ยวไทย ไม่ต้องพูดถึงชาวตะวันตก แม้แต่คนจีนก็ไม่กล้ามา สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย มันถึงจุดวิกฤต กัมพูชาก็เช่นกัน กัมพูชาเพิ่งฟื้นตัว จากช่วงโควิดก็ปีนี้ ปีนี้มีคนไปเที่ยว 6.7 ล้านคน เราเข้าไปชมนครวัด ผมพูดตามตรง มันน้อยกว่าช่วงพีค ที่เป็นหลักสิบล้านในปีก่อน ปีก่อน มาก ไม่นานมานี้ มีคนเห็น F16 อยู่แถวนครวัด ผมทิ้งระเบิดในจังหวัดเสียมเรียบ ถึงแม้ว่ามันจะห่างจากนครวัด 2 ชั่วโมง แต่ผมทิ้งระเบิดแถวนั้น คุณก็รู้ว่าครั้งต่อไปอาจเป็นตรงนั้น ความตั้งใจของไทยครั้งนี้หนักแน่นมาก มันคือการเตรียมพร้อมที่จะกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมให้หมดสิ้น
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 127.mp4
      ขนาดไฟล์:
      7.3 MB
      เปิดดู:
      177
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาษาอังกฤษ ผมแปลโดยใช้ Google และมาเกลาสำนวน เพืีอให้เนื้อหาใกล้ภาษาไทยที่สุด

    The Cambodian folk tale "Phra Ko-Phra Kaeo," as told on the "Hone Krasae" program, immediately explains why Cambodia likes to "claim" [something].
    July 29, 2025 (1:32 PM)

    Cambodian Folk Legend: Phra Kho-Phra Kaeo and the Siamese Invasion

    The tale of "Phra Kho-Phra Kaeo" is a folk legend passed down through generations in Cambodia, with roots in events during the early Ayutthaya period (around the 16th–17th centuries), when Siam invaded the city of Lawaek, plundering treasures and valuables back to Ayutthaya.

    Summary of the Tale:

    In the city of Lawaek, there was a farmer's couple. The wife had an accident falling from a mango tree while pregnant and gave birth to twins. The elder twin was a cow named "Phra Ko," and the younger twin was named "Phra Kaeo."

    Phra Ko possessed great powers; he could conjure grass into food and create magical objects. The tale states that his belly contained a storehouse of wisdom, including Vedic scriptures, treatises on knowledge, and arts and culture.

    As they grew up, the fame of Phra Ko and Phra Kaeo spread to Ayutthaya. The King of Siam sent envoys to challenge the sacred bull to a contest three times. The first two times, the pra ko bull won. But on the third occasion, Siam sent a "powerful bull" (a mechanical bull) to fight. Knowing it couldn't withstand the challenge, phra ko allowed Phra Kaeo and Nang Phao (woman) to escape by holding onto the bull's tail.

    However, they were eventually captured and taken back to Ayutthaya. Nang Phao fell to her death along the way. All the treasures and wisdom then fell into the hands of Siam.

    The phra ko and Phra Kaeo: Historical Distortion

    Some scholars believe this tale was spread during the colonial era by powerful nations like France, who encouraged Cambodia to use the story to stir nationalism and portray Thailand as the aggressor.

    The tale is also incorporated into the Cambodian education curriculum, referencing the "theft of the Phra ko and Phra Kaeo," symbols of wisdom, leading to Cambodian decline and Siamese prosperity.

    Although the story doesn't explicitly state that "Phra Ko" refers to the Emerald Buddha, a widespread belief among Cambodians that Thailand stole the Emerald Buddha as well.

    A Symbol of the Robbery of Prosperity

    In the Phra ko 's Belly, according to the tale... It was a repository of knowledge, such as academic texts and sacred scriptures, signifying Cambodia's "treasury of wisdom."

    The event of the Phra ko being taken away thus became a symbol that Thailand's prosperity was based on the plundering of Khmer wisdom, while at the same time, Cambodia declined after the fall of Lawaek.

    The Belief in the "Stone Oxen" in front of Wat Preah Keo

    There is still a widespread belief in Cambodia that the "oxen statue" in front of Wat Preah Keo (in Thailand) are the stolen Phra ko.

    However, historical and artistic evidence indicates that the stone oxen are Western works of art, imported during the reign of King Rama V. Photographs from that era confirm that they have no connection to the legend or the Lawaek tale.

    Interpretation and Psychological Impact

    The Legend of phra ko and phra kaeo is therefore a "creative literature" for Cambodians, used to evoke shared historical emotions and becoming a tool in the Cambodian nation-building process.

    Especially during periods of tension, such as the Preah Vihear Temple dispute, this legend is often revived to evoke the feeling that Thailand's prosperity was derived from Cambodia.

    The Narrative vs. Historical Reality

    Although the content of the tale possesses powerful emotional and psychological communicative properties, a consideration of historical, artistic, and archaeological evidence contradicts the accusations made in the tale.

    The Tale of Phra ko and Phra kaeo, therefore, reflects the “wound of losing one’s city” for the Cambodian people, which continues to influence Thai-Cambodian relations today.


    นิทานเขมร "พระโค-พระแก้ว" ที่เล่าในโหนกระแส อ่านแล้วเข้าใจทันที ทำไมเขมรชอบ "เคลม"

    29 ก.ค. 68 (13:32 น.)

    นิทานเขมร "พระโค-พระแก้ว" ที่เล่าในโหนกระแส อ่านแล้วเข้าใจทันที ทำไมเขมรชอบ "เคลม"

    ตำนานพื้นบ้านกัมพูชา: พระโค-พระแก้ว กับการรุกรานของสยาม

    นิทานเรื่อง "พระโค-พระแก้ว" เป็นตำนานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันในกัมพูชา โดยมีรากฐานมาจากเหตุการณ์ในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 16–17) เมื่อสยามยกทัพตีเมืองละแวก กวาดต้อนสมบัติและทรัพย์สินมีค่ากลับกรุงศรีอยุธยา



    เรื่องย่อของนิทาน

    ในเมืองละแวก มีชาวนาคู่หนึ่ง ภรรยาเกิดอุบัติเหตุตกต้นมะม่วงขณะตั้งครรภ์ และให้กำเนิดฝาแฝดผู้พี่เป็นวัวชื่อ “พระโค” ส่วนผู้เป็นคนน้องชื่อ “พระแก้ว”

    พระโคมีฤทธิ์มาก เสกหญ้าให้เป็นอาหาร เสกของวิเศษได้ ในนิทานระบุว่าท้องของพระโคเป็นที่เก็บคลังปัญญา เช่น คัมภีร์พระเวท ตำราวิชา และศิลปะวัฒนธรรม

    เมื่อเติบโตขึ้น ชื่อเสียงของพระโคและพระแก้วเลื่องลือถึงอยุธยา กษัตริย์สยามจึงส่งทูตมาท้าประลอง 3 ครั้ง สองครั้งแรกพระโคชนะ แต่ครั้งที่สามฝ่ายสยามส่ง “วัวพยนต์” (วัวจักรกล) มาสู้ พระโครู้ว่าต้านไม่ไหวจึงให้พระแก้วกับนางเภา เหาะหนีโดยจับหางวัว

    แต่สุดท้ายก็ถูกจับตัวกลับไปอยุธยา ส่วนนางเภาตกลงมาตายกลางทาง สมบัติและภูมิปัญญาทั้งหมดจึงตกเป็นของฝ่ายสยาม

    พระโค-พระแก้ว กับการบิดเบือนประวัติศาสตร์

    นักวิชาการบางส่วนมองว่านิทานนี้ถูกเผยแพร่ในยุคล่าอาณานิคม โดยมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส ที่สนับสนุนให้กัมพูชาใช้เรื่องเล่านี้ปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างภาพลักษณ์ไทยในฐานะผู้รุกราน

    นิทานนี้ยังถูกสอดแทรกในหลักสูตรการศึกษาของกัมพูชา มีการอ้างถึง “การขโมยพระโค-พระแก้ว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา ส่งผลให้เขมรเสื่อมถอย และสยามรุ่งเรือง

    แม้ในเนื้อเรื่องจะไม่มีการระบุว่า "พระแก้ว" คือพระแก้วมรกต แต่ก็มีความเชื่อแพร่หลายในหมู่ชาวเขมรว่าไทยขโมยพระแก้วมรกตไปด้วย

    สัญลักษณ์ของการถูกช่วงชิงความรุ่งเรือง

    ในท้องพระโคตามนิทาน คือแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ เช่น ตำราวิชา คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึง “คลังปัญญา” ของกัมพูชา

    เหตุการณ์ที่พระโคถูกกวาดต้อนไปจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ว่าความเจริญของไทยมีรากฐานมาจากการปล้นภูมิปัญญาเขมร ขณะเดียวกัน เขมรก็ตกต่ำหลังเสียกรุงละแวก

    ความเชื่อเรื่อง "วัวหิน" หน้าวัดพระแก้ว

    ยังมีความเชื่อแพร่หลายในกัมพูชาว่า “รูปปั้นวัว” หน้าวัดพระแก้ว (ในไทย) คือพระโคที่ถูกขโมยมา

    แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมระบุว่า วัวหินดังกล่าวเป็นงานศิลปะแบบตะวันตก ซึ่งมีการนำเข้ามาตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีภาพถ่ายในยุคนั้นเป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนิทานหรือนิทานละแวกแต่อย่างใด

    การตีความและผลกระทบทางจิตวิทยา

    นิทานพระโค-พระแก้ว จึงเป็น “วรรณกรรมสร้างตัวตน” ของชาวกัมพูชา ถูกใช้กระตุ้นอารมณ์ร่วมทางประวัติศาสตร์ และกลายเป็นเครื่องมือในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชาติ (nation building) ของกัมพูชา

    โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียด เช่น กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร นิทานเรื่องนี้มักถูกรื้อฟื้นเพื่อกระตุ้นความรู้สึกว่าความรุ่งเรืองของไทยคือสิ่งที่ได้มาจากเขมร

    เรื่องเล่ากับความจริงทางประวัติศาสตร์

    แม้เนื้อหานิทานจะมีพลังในการสื่อสารเชิงอารมณ์และจิตวิทยาประชาชน แต่เมื่อพิจารณาตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี กลับไม่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาในนิทาน

    นิทานพระโค-พระแก้ว จึงเป็นภาพสะท้อนของ “บาดแผลแห่งการเสียเมือง” ของชาวกัมพูชา ที่ยังคงส่งอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ไทย-เขมรในปัจจุบัน


    https://www.sanook.com/news/9822142/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาไม่เชื่อ Trip.com ระงับความร่วมมือ ชี้เป็นเฟกนิวส์หวังบ่อนทำลายการท่องเที่ยวเขมร
    .
    .
    MGR ออนไลน์ - ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาปฏิเสธรายงานของสื่อไทยที่ระบุว่า Trip.com ได้ระงับความร่วมมือกับองค์การการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชา (CTA) หลังจากผู้ใช้งานแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ผิดหรือข้อมูลรั่วไหล
    .
    สำนักข่าวขแมร์ไทมส์รายงานว่า รายงานที่เผยแพร่โดยสื่อไทยหลายสำนักอ้างว่า Trip.com บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีนได้ระงับข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชานั้น ถูกปฏิเสธอย่างหนักแน่นจากคนวงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ระบุว่าเป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริงและทำให้เข้าใจผิด
    .
    รายงานดังกล่าวที่เริ่มปรากฎในเว็บไซต์ของสื่อไทยตั้งแต่วันพุธ อ้างว่า Trip.com ได้ระงับความร่วมมือกับองค์การการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชา หลังจากผู้ใช้งานชาวจีนและชาวไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ผิดหรือข้อมูลรั่วไหล
    .
    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกัมพูชา กล่าวว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ และชี้ว่ารายงานดังกล่าวอาจมีเจตนาแฝงที่จะบ่อนทำลายภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตของกัมพูชา
    .
    องค์การการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชาได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีนหลายราย รวมถึง Trip.com ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวกับจีนให้กว้างขวางขึ้น
    .
    ความร่วมมือเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการหลั่งไหลเข้ามาของอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย บล็อกเกอร์ด้านการท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางเยือนกัมพูชาเพื่อสำรวจและส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของกัมพูชา
    .
    ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมระบุว่าจังหวะเวลาและลักษณะของรายงานดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงเจตนา เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อขัดขวางนักท่องเที่ยวชาวจีนจากการเลือกกัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
    .
    ฉาย สิวลิน ประธานสมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวกัมพูชา (CATA) กล่าวกับขแมร์ไทมส์ โดยประณามอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เธอระบุว่าเป็นการสร้างและเผยแพร่ข่าวลือที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับความร่วมือของกัมพูชากับบริษัท Trip.com Group
    .
    “ขอชี้อย่างชัดเจนว่าไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการหรือข่าวที่น่าเชื่อถือใดๆ จากสำนักงานใหญ่ของ Trip.com Group หรือจากแหล่งข่าวระดับโลกที่น่าเชื่อถือ ที่ยืนยันการยกเลิกบันทึกความเข้าใจของเรา” ฉาย สิวลิน กล่าว
    .
    “เราทราบว่าสิ่งนี้คืออะไร นี่คือกลยุทธ์สกปรกและการโฆษณาชวนเชื่ออย่างจงใจที่ถูกปลุกปั่นโดยผู้แสดงในระดับภูมิภาคท่ามกลางความวุ่นวายชายแดนในปัจจุบัน”
    .
    สิวลินเตือนว่าข้อมูลเท็จมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดสูง เพื่อทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน
    .
    “เรื่องเหล่านี้เป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกคำนวณไว้แล้ว โดยมีเจตนาที่จะทำให้กัมพูชาโดดเดี่ยว และบังคับให้ประชาชนของเราสูญเสียความไว้วางใจในพันธมิตรระหว่างประเทศของเรา” ฉาย สิวลิน เสริม
    .
    เธอย้ำว่าความร่วมมือกับ Trip.com นั้นมีขึ้นด้วยความสุจริตที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาไปทั่วโลก และไม่ควรถูกบ่อนทำลายด้วยสิ่งที่เธอระบุว่าเป็นความสิ้นหวังในการแข่งขัน
    .
    “ข่าวลือเหล่านี้ถูกเผยแพร่เพื่อสร้างความแตกแยกและความหวาดกลัวในที่ที่มีแต่ความร่วมมือและการเติบโต กัมพูชายังคงเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว พันธมิตรของเรายังคงอยู่ และเรายังคงเดินหน้าต่อไปกับพันธมิตรของเราเพื่อต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกสู่ประเทศของเรา” สิวลิน กล่าว
    .
    วิเวียน โกห์ ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวได้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของรายงานดังกล่าว โดยระบุว่ามาตรฐานสากลที่กำกับควบคุมบันทึกความเข้าใจกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการระงับหรือการยกเลิกใดๆ
    .
    “รายงานเหล่านั้นขาดความน่าเชื่อถือ สื่อไทยบางแห่งใช้ภาพจากหน้าเพจเฟซบุ๊ก Trip.com ของไทย แต่ไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการจาก Trip.com ที่เป็นบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก จากมุมของความเป็นมืออาชีพแล้ว ดูเหมือนจะเป็นข่าวปลอม” วิเวียน โกห์ กล่าว
    .
    ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชารายงานว่า ระหว่างเดือนม.ค. ถึงเดือนต.ค 2568 กัมพูชาได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้วประมาณ 1 ล้านคน
    .
    รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวกล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่า ก่อนการระบาดของโควิด-19 กัมพูชาเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนมากถึง 2.3 ล้านคนในปี 2562 ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
    .
    “กัมพูชามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวจีน การเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นโอกาสที่ดี ไม่เพียงแค่ในการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ ด้วย” รัฐมนตรี กล่าว.

    https://www.facebook.com/share/17dYFZdP3q/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1766192037872.jpg

    ค่ายผู้ลี้ภัยในกัมพูชาขยายตัวเป็นวงกว้าง

    กัมพูชารายงานว่า ในขณะนี้มีผู้ลี้ภัยจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มมากขึ้นถึง 14 จังหวัด จากทั้งหมดในกัมพูชาที่มี 25 จังหวัด (รวมเมืองหลวงกรุงพนมเปญ) คิดเป็นปัญหาครึ่งหนึ่งของประเทศ และมีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 5 แสนคนที่ต้องอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย โดยพวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถกลับบ้านได้ ต้องอยู่ด้วยอาหารบริจาคและเงินเก็บที่มีทั้งชีวิต

    แปล : นับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 การรุกรานอย่างไม่เลือกเป้าหมายของรัฐบาลกรุงเทพฯ และกองทัพไทยในดินแดนกัมพูชา โดยเฉพาะการยิงปืนใหญ่และการโจมตีพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 79 ราย มีผู้ลี้ภัยถาวรกว่า 500,000 คน บ้านเรือน, ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย และผู้ลี้ภัยต้องหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในจังหวัดที่ถูกรุกราน และจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่

    ตามข่าวประชาสัมพันธ์จากกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า ข้อมูลรวบรวมในวันที่ 19 ธันวาคม 2025 กัมพูชาได้รับผลกระทบดังต่อไปนี้

    1. กรณีเสียชีวิตและบาดเจ็บ : ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บรายใหม่

    2. ในกรณีของผู้ที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว ในจังหวัดพระวิหาร, อุดรมีชัย, บันเตียเมียนเจย (บันทายมีชัย), พระตะบอง, โพธิสัตว์, เกาะกง, เสียมราฐ, กำปอต, แกบ, กำปงธม, กระแจะ, กำปงสะปือ, กันดาล และกำปงจาม มีจำนวนผู้พลัดถิ่นรวม 498,228 คน ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 260,229 คน และเด็ก 158,294 คน ตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก แต่จากข้อมูลเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

    3. ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของพลเรือน : บ้านเรือนเสียหายเพิ่มอีก 2 หลังในจังหวัดพระวิหาร ดังนั้น ตั้งแต่วันที่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 ความเสียหายรวมในประเทศกัมพูชาประกอบด้วย บ้านเรือน 73 หลัง, โรงเรียน 1 แห่ง, ศูนย์สุขภาพตำบล 1 แห่ง, วัดโบราณ 1 แห่ง, อาราม 4 แห่ง, โรงเรียนสอนศาสนา 1 แห่ง, กุฏิพระสงฆ์ 1 หลัง, อาคารกรมศุลกากร 1 แห่ง, อาคารส่วนตัว 8 หลัง, โรงแรม 3 แห่ง, ศูนย์เกษตรชุมชน 1 แห่ง, สะพานปูนซีเมนต์ 1 แห่ง, สะพานเหล็ก 1 แห่ง, สะพานโบราณ 1 แห่ง, ฐานสะพาน 1 แห่ง, ปั๊มน้ำมัน 1 แห่ง, ยานพาหนะ 25 คัน, โกดังเก็บรถยนต์ 1 แห่ง, และโกดังเก็บมันฝรั่ง 1 แห่ง

    นอกจากนี้ พื้นที่ให้บริการพื้นฐาน เช่น การบริหารราชการ, สุขภาพ และการศึกษาในเมือง, อำเภอ, ตำบล และหมู่บ้านต่าง ๆ เกือบทั้งหมดถูกระงับ หรือถูกปิดตัวลงชั่วคราว เนื่องจากการโจมตีพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทยเพิ่มขึ้นทั้งทางบก, ทางทะเล และทางอากาศ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจกัมพูชาระบุว่า หลังปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงกลางปี 2025 และการอพยพกลับของแรงงานกัมพูชาราว 1 ล้านคน เดิมคาดการณ์ว่าตัวเลขความยากจนในครัวเรือนกัมพูชาอาจเพิ่มสูงขึ้นจาก 30% เป็น 50% ภายในปลายปี 2025 นี่คือตัวเลขเดิมก่อนการปะทะรอบ 2 และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

    "CDRI ระบุว่า มีชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศมากถึง 9.1 แสนคน แต่มีงานทำในประเทศเพียง 21% (งานทำใหม่) ตกงาน 79% หรือคิดเป็นตัวเลขผู้ตกงานราว 7 แสนคน ซึ่งดูน่ากังวล ตัวเลขเหล่านี้พวกเขาเคยมีงานทำในประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2025 รวมถึงผู้ที่เคยมีรายได้จากการค้าชายแดน (ก่อนปิดชายแดน) เคยส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว แต่ตอนนี้รายได้พวกเขากลับกลายเป็นศูนย์"

    ซึ่งข้อมูลของ CDRI คือการประเมินเก่าหลังเกิดการปะทะในปลายเดือนกรกฎาคม 2025 แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่รายงานผลล่าสุดในปลายปีธันวาคม 2025 ทุกอย่างอาจรุนแรงเพิ่มอีก 2-3 เท่า เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาในส่วนชายแดนเท่านั้น แต่นี่รวมถึงการอพยพครั้งใหญ่ของชาวกัมพูชาที่เดินทางอพยพลงภาคใต้ด้วย หรือครึ่งประเทศทางใต้ของกัมพูชาตอนนี้เต็มไปด้วยศูนย์อพยพจำนวนมาก หรือค่ายลี้ภัยสงครามชั่วคราว

    ตัวเลขความยากจนในครัวเรือนกัมพูชา จะต้องดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน และจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "เงินเก็บทั้งชีวิตของพวกเค้า" ถูกใช้ออกไปทุกวัน และการกู้หนี้ยืมสินที่พวกเขาต้องกลับไปหาทางชดใช้อีก นี่ไม่ใช่ปัญหาการเงินของรายบุคคล แต่นี่คือปัญหาระดับครัวเรือน "ครอบครัวที่รวมตัวกันหลายคน" ประกอบไปด้วยสมาชิกครอบครัวหลายเพศ หลายวัย มีตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าพวกเขาไม่มีเงินเก็บ ก็เท่ากับว่าครอบครัวได้สูญสิ้นทุกอย่างแล้ว และสิ่งที่ตามมาในอนาคตมันจะเลวร้ายลงไปมากกว่านั้น เช่น ปัญหาอาชญากรรม, ปัญหาด้านอาหาร การขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เป็นต้น นี่ยังไม่รวมปัญหาด้านเศรษฐกิจ (Economics) ของกัมพูชาที่เริ่มส่อเค้าพังทลายอย่างรุนแรงมานานหลายปีแล้ว รวมถึงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ, โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาในกัมพูชาที่ถูกชะงักลงอย่างถาวร เช่น เมืองสีหนุวิลล์, โปรเจ็คการสร้างคลองฟูนันเตโช และโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ CLV และโครงการระดับกลาง-เล็ก อื่น ๆ อีกมากมาย และยังต้องบวกรวมกับตัวเลขความยากจนในครัวเรือนที่ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนอีกด้วย เพราะการเสียเวลาไปกับ "1 วันในกัมพูชา" มันคือความหายนะที่ดิ่งลงเหวทุกวัน

    นอกจากกัมพูชาจะต้องแก้ไขปัญหาชายแดนแล้ว กัมพูชายังต้องแก้ไขปัญหาอีกหลายด้าน เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่แทบจะล่มสลาย, การฟื้นฟูเยียวยาจิตใจผู้ลี้ภัยสงครามกว่าครึ่งล้านคน, การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ, การจัดหางานให้กับผู้ที่ตกงาน ซึ่งเป็นปัญหาเก่าในปลายเดือนกรกฎาคม 2025 ที่น่าเป็นห่วงอันดับ 1, และการกลับมาซ่อมแซมประเทศให้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม ฯลฯ ทุกอย่างอาจต้องใช้เวลานานหลายปี เพื่อจะกลับมาเฟื่องฟูแบบเดิม แบบต้นปี 2025 ที่กัมพูชาและไทยยังไม่มีปัญหาต่อกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลกัมพูชาจะต้องกลับมาหารายได้เพื่อใช้หนี้นานาชาติ (เงินกู้) ได้อย่างไร

    #ชายแดนไทยกัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/p/1AYo5n3s3z/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายราธ สันดัป ผู้เชี่ยวชาญด้านอารยธรรมเขมรโบราณ กล่าวว่า "กรุงเทพฯ ไม่สามารถแปลงร่างจากแมลงวันเป็นช้าง เพื่อหลอกลวงคนทั้งโลกได้"

    แปล : ข่าวนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 โดยอ้างว่า การปฏิบัติการของกองกำลังทหารกรุงเทพฯ ในดินแดนกัมพูชานั้น เพื่อทำลายพวกมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปกป้องเสถียรภาพระดับภูมิภาคและระดับโลก

    นี่เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสงครามที่โหดร้ายและก้าวร้าวของกรุงเทพฯ ต่อกัมพูชา "กรุงเทพฯ ไม่สามารถเปลี่ยนจากแมลงวันเป็นช้างเพื่อหลอกลวงโลกได้" เพราะในสงครามรุกรานของกรุงเทพฯ ต่อกัมพูชา ซึ่งกินเวลานานกว่า 10 วันนั้น ความเห็นของสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ต่างรับรู้ และเห็นอย่างชัดเจนว่า กรุงเทพฯ ได้ใช้อาวุธหนักทุกชนิดและเครื่องบินรบจำนวนมากโจมตีกัมพุชาอย่างดุเดือดเข้าไปในดินแดนกัมพูชา เป็นระยะทางไกลหลายสิบกิโลเมตร มีการพ่นควันพิษ ทิ้งคลัสเตอร์ สห. เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า และยังทำลายปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกของกัมพูชา วัดโบราณ สะพานโบราณ อาราม โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ และสะพานต่าง ๆ อย่างโหดเหี้ยมและป่าเถื่อนที่สุด

    ดังนั้น ในการกระทำที่รุกรานและทำสงคราม ซึ่งกรุงเทพฯ ได้ใช้กฎคนป่าต่อกัมพูชา เราจึงอาจถามได้ว่า มีรัฐใดในโลกนี้ที่ทำสงครามรุกรานโดยใช้กฎแห่งป่าต่อรัฐอื่น เพื่อรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคและโลกบ้างหรือไม่ ?

    ในทางกลับกัน หากเราพูดถึงการกระทำของกรุงเทพฯ ที่อ้างการรุกรานกัมพูชา เราจะเห็นว่าในตอนแรก กรุงเทพฯ ใช้ข้ออ้างว่ากัมพูชาวางกับดักระเบิด ต่อมาก็ใช้ข้ออ้างว่าทำลายกองทัพกัมพูชาให้ราบคาบเพื่อไม่ให้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป จากนั้นกรุงเทพฯ ก็ใช้ข้ออ้างว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายรุกราน และขอให้กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิด และทันใดนั้น กรุงเทพฯ ชุดที่ 2 ก็ใช้ข้ออ้างว่าใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามฐาน Scammer ในกัมพูชา แล้วจีนอยู่ไหน ? บางครั้งก็วิ่งไปทางตะวันตก บางครั้งก็วิ่งไปทางเหนือ บางครั้งก็วิ่งไปทางใต้ บางครั้งก็วิ่งไปทางตะวันออก ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกระทำของกรุงเทพฯ ภายใต้ข้ออ้างการรุกรานกัมพูชานั้นเป็นการกระทำของคนป่าเถื่อน ใช้กฎหมายป่าเถื่อน และไม่เจริญแล้ว ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าของพวกเสียมโบราณที่อพยพลงมาจากจีนตอนใต้

    ในขณะเดียวกัน เกี่ยวกับการรุกรานกัมพูชาของกรุงเทพฯ ภายใต้ข้ออ้างการฉ้อฉลและการใช้กำลังทหาร เราก็อาจถามได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นตำรวจของโลกหรือของภูมิภาคในวันนี้หรือไม่ ? กรุงเทพฯ "เป็นศูนย์กลางการทุจริตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค"

    สุดท้ายนี้ นายราธ ได้กล่าวว่า สาเหตุที่กรุงเทพฯ กำลังทำสงครามรุกรานกัมพูชาในปัจจุบันนั้น เป็นเพราะกรุงเทพฯ พยายามใช้กลอุบายที่ว่า ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว ตนเองก็เหมือนแมลงวันตัวเล็ก ๆ ที่ชอบกลิ่นเหม็น คุกคาม ไม่มีคุณธรรม และมีจิตใจสกปรก ก่อให้เกิดไวรัสที่คอยรบกวนและทำลายชีวิตผู้คนอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ พยายามใช้การโกหก การกล่าวเกินจริง และการบิดเบือน เพื่อปลอมตัวเป็นแมลงวันด้วยการตะโกนเสียงดังและใช้กำลังว่าตนเองทรงพลัง แข็งแกร่ง และยิ่งใหญ่เหมือนช้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตนเองรู้ดีว่าเป็นเพียงแมลงวัน เพื่อหลอกลวงโลก เพราะในบริบทของสงครามในยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเจริญแล้ว แมลงวันไม่สามารถปลอมตัวเป็นช้างเพื่อหลอกลวงโลกได้

    #ชายแดนไทยกัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/p/1Bhb7CXtoy/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ไทย” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ความเป็นชาตินิยมในแบบเรียน?


    ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2546
    ผู้เขียน รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ
    เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ไทย ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ความเป็นชาตินิยมในแบบเรียน?
    ประเด็นหนึ่งที่น่าหยิบยกมานําเสนอในที่นี้คือประเด็นอันเกี่ยวพันกับสํานึกร่วมทางประวัติศาสตร์ ซึ่ง “ไทย” และ “กัมพูชา” อาจมีโลกทัศน์ในเรื่องนี้แตกต่างกัน และเรามักไม่ทราบกันมากนักว่ากัมพูชามีทัศนคติต่อประเทศไทยเช่นไรและเป็นไปในทิศทาง

    บทความเรื่องนี้จึงเป็นความพยายามที่จะประมวลภาพรวมของทัศนคติที่ชาวกัมพูชามีต่อประเทศไทยโดยอาศัยข้อมูลจากตําราเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาเป็นหลัก เพราะตําราเรียนประวัติศาสตร์จัดได้ว่าเป็นแหล่งที่มาและมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความคิด ของประชาชนกัมพูชามากที่สุด

    อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงให้เรารู้จักและทําความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดและมุมมองส่วนหนึ่งของชาวเขมรที่มีต่อประเทศไทยเท่านั้น หาได้มีจุดประสงค์ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไม่ เพราะการที่สังคมไทยจะทําความเข้าใจและรู้ว่ากัมพูชารู้สึกอย่างไรต่อประเทศไทย ย่อมน่าจะทําให้เราได้หันกลับมามองตัวเอง และจะได้ปฏิบัติตนในจุดที่เหมาะสมต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาต่อไป

    ความเป็นชาตินิยมในแบบเรียนประวัติศาสตร์ “กัมพูชา”

    ความเป็นชาตินิยมที่แสดงออกในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชา มีให้เห็นอย่างเด่นชัดทั้งในส่วนที่เป็นคํานําของหนังสือ หรือในจุดประสงค์ของการเขียนแบบเรียน อันแสดงให้เห็นว่าความสําคัญของการเรียนประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาใช้กัน ยังคงเน้นที่ความเป็นชาตินิยมมากกว่าที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางในการศึกษาประวัติศาสตร์

    ดังจะเห็นได้ว่าคํานําส่วนใหญ่ของแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาเน้นเรื่องความเป็นชาตินิยมอย่างมากจนสามารถเห็นได้ชัด เช่น ในคํานําหนังสือ “ประวัติศาสตร์ของประเทศกัมพูชา” ของชา อวม ไผ เผง และโสม อิม ซึ่ง เป็นหนังสือแบบเรียนสําหรับชั้นประถมศึกษา มีความตอน หนึ่งว่า

    “…การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติไม่ใช่มีประโยชน์แต่สําหรับการสอบเท่านั้น การศึกษาจะทําให้นางรู้ถึงเหตุการณ์ ใหญ่ ๆ ในอดีตกาล รู้จักมหาบุรุษของชาติ ทราบชัดถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติ… หรือนําให้นางพบกับความทุกข์ระทมใจ ที่เกิดขึ้นจากการขบถและต่างชาติ… นําให้นางตั้งความคิดให้มั่น คงเต็มที่ เพื่อยกย่องและนําให้นางคิดดีงามประเภทหนึ่งซึ่ง เรียกว่า ‘ความรักชาติ’…”

    หรือแม้แต่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาสําหรับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ก็ยังให้ความสําคัญกับความรักชาติ เช่น ข้อความ “บุพกถา” ของตรึง เงีย (ตฺรึง งา) ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 1” ความว่า

    “…อีกอย่างหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็เป็นนโยบายสําหรับอบรมให้ประชาชนพลรัฐมีใจรักแผ่นดิน ภูมิเมืองซึ่งตนกําลังอาศัยอยู่และอีกหลาย ๆ อย่างมีวัฒนธรรมเป็นต้น ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้เป็นมรดกสืบมาถึงเราในชั้นนี้ ถ้าเมื่อใดเข้าใจคุณค่าและรักอะไรซึ่งเป็นของชาติแล้ว เขาก็จะพยายามป้องกันของนั้นโดยฝ่าฟันอุปสรรคทุกแบบอย่าง เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ละเมิดก้าวก่ายและเพื่อพยายามก่อสร้างชาติให้ได้เจริญรุ่งเรืองกลับคืนขึ้น เพื่อทําให้สําเร็จซึ่งความประสงค์ข้างบนนี้แล้ว เราจึงได้พิมพ์หนังสือ ‘ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 1’ นี้ โดยเชื่อว่ากิจการนี้จะได้เป็นการร่วมส่วนแบ่งอย่างหนึ่งในการรับใช้ชาติด้วย…”

    ดังนั้นเมื่อมีการนําแบบเรียนที่เขียนขึ้นในแนวคิดทางชาตินิยมมาใช้ในการเรียนการสอน ประชาชนชาวกัมพูชาจึงถูกปลูกฝังแนวความคิดทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมและนําไปสู่การมองและเข้าใจประวัติศาสตร์ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

    “ไทย” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ “กัมพูชา”
    ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ กัมพูชา มองประเทศไทยและคนไทยอย่างไร แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาโดยมากเป็นแบบเรียนที่เขียนกันมากว่า 30 ปี ซ้ำยังมีจําหน่ายแพร่หลายอยู่ในท้องตลาด และโดยมากก็เป็นการคัดหรือเรียบเรียงขึ้นจากเล่มที่เคยเขียนมาแล้ว แต่ไม่มีการแก้ไขเนื้อหามากนัก

    แบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ใช้สอนในชั้นประถมศึกษาฉบับหนึ่ง กล่าวถึงกําเนิดของชาติไทยในแนวทฤษฎีที่เชื่อว่า ชาวไทยเป็นผู้ที่อพยพลงมาจากน่านเจ้า จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในดินแดนประเทศเขมรภาคเหนือแล้วจึงตั้งราชธานีอยู่ที่สุโขทัย ดังความที่ปรากฏในแบบเรียนประวัติศาสตร์ชื่อ “ประวัติศาสตร์ของประเทศกัมพูชา” เรียบเรียงโดย เจีย อวม (ชา อวม) ไผ เผง และโสม อิม มีความตอนหนึ่งว่า

    “…เสียม (สยาม) หรือไทย เดิมอยู่ที่ยูนนาน (ในประเทศจีน) คริสต์ศตวรรษที่ 8 คนพวกนี้ได้ก่อตั้งพระราชอาณาจักรแห่งหนึ่งชื่อว่าน่านเจ้า ต่อมาสยามได้มาอยู่บนดินแดนเขมรภาคเหนือแล้วตั้งราชธานีอยู่ที่สุโขทัย…”


    ภาพสลักพระเพลิงหรือพระอัคนีทรงแรดหรือระมาด (องค์กลาง) ที่ปราสาทนครวัด
    หนังสือแบบเรียน “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 1” ของตรึง เงีย (ตฺรึง งา) สําหรับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ซึ่งพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1973 กล่าวถึงไทยว่า ไทยรุกรานบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุที่ผู้นําไทยสองคนวิวาทกับเจ้าเมืองเขตเขมร หลังจากเมืองสวรรคโลกถูกตีได้ เจ้าเมืองเขตเขมรต้องหลบหนีออกจากสุโขทัย ประมาณ ค.ศ. 1220 ผู้นําไทยคนหนึ่งได้ขึ้นเสวยราชย์โดยมีนามว่า อินทรบดิน ทราทิตย์

    หนังสือ “ประวัติศาสตร์สังเขป เกี่ยวกับการติดต่อสัมพันธ์เขมร-เสียม (สยาม)” ของแบน นุต ซึ่งเป็นพฤทธิสมาชิกกรม อุดมปรึกษาในพระราชา ซึ่งพิมพ์ขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 2001 กล่าวถึงการเข้ามาของชนชาติไทยในทํานองเดียวกัน แต่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เมื่อไทยอพยพลงมาจากยูนนานแล้วได้เข้ารุกรานและขับไล่เขมรจากดินแดนสุโขทัย ซึ่งเป็นดินแดนของเขมร ดังความที่แปลมา

    “…ชนชาตินี้ (ไทย) ได้ประมวลรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ในอํานาจเสด็จตราญ่ (เจ้าผู้ครองแคว้นของกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร) แต่ละพระองค์ แล้วตั้งลําเนาในตําบลทิศอุดร ไกลจากประเทศเขมร ในบริเวณใกล้ยูน นานกับพม่า และในยูนนานนี้เองด้วย

    ในศตวรรษที่ 12 จึงรวมกันเข้าเป็นครั้งแรกด้วยรูปภาพของชนชาติไทยบนรูปจําหลักหินในปราสาทนครวัด พร้อมทั้งมีข้อความบางตอนให้ชื่อว่า “สยาม” และชี้ชัดว่าเป็นพวกคนป่า ส่วนความจริงนั้น คือตั้งแต่ ต้นศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา พวกไทยนี้ได้เคลื่อนย้ายจากยูนนานเขยิบเข้ามาทางทิศใต้ แต่ว่าในชั้นนั้นพวกนี้ลอบลักเข้ามาทีละน้อย ๆ ในกําหนดเวลานานโดยลงมาตามลําน้ำและแม่น้ำ การที่ลอบลักเข้ามาแบบนี้แล้วซึ่งเป็นต้นกําเนิดของการรุกรานบุกย่ำอย่างหนักซึ่งจะมีต่อมาอีก

    การรุกรานแบบนี้เกิดขึ้นอย่างหนักในต้นศตวรรษที่ 13 โดยมีการรุกรานของพวกมองโกลถึงประเทศจีน และนโยบายรวบรวมประมวลแผ่นดินของพระเจ้ากุบไลข่าน ในระหว่างคริสต์ศักราช 1220 จึงมีการรวมเอาแผ่นดินจริง ๆ…

    …ในเวลาเดียวกันนั้นพวกไทยซึ่งปลีกออกจากประเทศเดิม และมาตั้งลําเนาที่สุโขทัยนั้นก็เกิดขึ้น มีกษัตริย์ไทยสองพระองค์ได้ตีหลอกแย่งเอาเขตสวรรคโลก โดยได้ขับไล่เจ้าเมืองเขตเขมรออก แล้วตั้งเป็นราชาณาจักรขึ้น…”

    ในปัจจุบันทฤษฎีที่ว่าไทยอพยพลงมาจาก “น่านเจ้า” เป็นทฤษฎีที่ไม่เป็นที่ยอมรับกันแล้วในบรรดานักวิชาการไทย แต่เขมรยังคงปลูกฝังความคิดที่เป็นชาตินิยมเช่นนี้อยู่

    เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกต่อ “กัมพูชา”

    นอกจากแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาจะกล่าวถึงที่มาของ “คนไทย” ตามแนวความคิดดังกล่าวแล้ว หนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชายังเน้นเนื้อหาไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาโดยเฉพาะในด้านการสงครามระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นหลัก

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ แบบเรียน “ประวัติศาสตร์ของประเทศกัมพูชา” ที่มักกล่าวถึงสงครามกับไทย และมักลงท้ายด้วยข้อความที่ว่าไทยแย่งชิงดินแดนเขมร เช่น

    “…ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 15 เขตตราด ปัจฉิม ประจิม (ปราจีนบุรี-ผู้แปล) และจันทบูร ซึ่งตั้งอยู่เป็นภูมิภาคพระราชาณาจักรเขมรด้วย เพียงแต่กองทัพไทยมักจะเข้ารุกรานประเทศเขมรเป็นประจํา แล้วได้หลอกตีเอาเมืองพระนครไปได้ถึงสองครั้ง เวลานั้นพระบาทพญายาตทรงละทิ้งพระราชธานีพระนครซึ่งศัตรูได้รุกรานได้โดยง่ายนั้นแล้ว ก็ทรงได้มาตั้งพระราชธานียังกรุงพนมเปญ…”

    และเมื่อไทยตีเขมรได้ก็จะกวาดต้อนผู้คนชาวเขมรกลับไปยังประเทศไทย เช่น “สยามเอาเมืองพระนครได้ สยามประมวลเอาวัตถุมีค่า และจับชาวเขมรไปเป็นเชลยจํานวนมาก” บางครั้งก็จะกล่าวถึงในลักษณะว่าไทยได้เข้าไปปล้นประเทศกัมพูชา เช่น “สยามจึงปล้นเมืองพระนครได้อีก”


    แบบเรียนประวัติวิทยา สำหรับเตรียมสอบระดับมัธยมศึกษา พิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1999-2000
    หรือกล่าวถึงว่าไทยจับตัวกษัตริย์กัมพูชาไปคุมขังไว้ที่ไทย เช่น “ทัพสยามได้รุกเข้ามาจนจับพระบาทศรีราชาได้ในปี ค.ศ. 1474 พระองค์จึงสวรรคตในประเทศสยาม ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งพระนาม เจ้าพญาอุง (พระองค์โอง) ซึ่งสยามขังไว้ที่ประเทศสยาม”

    แน่นอนว่าข้อความที่เป็นภาพลบของประเทศไทยที่เขียนไว้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของเขมร ย่อมนํามาสู่ความรู้สึกต่อประเทศไทยในแง่มุมทางลบด้วยอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

    นอกจากในแบบเรียนประวัติศาสตร์โดยตรงแล้ว แม้แต่แบบเรียนวรรณคดีเขมรก็มีการกล่าวถึงผลกระทบและความเสียหายของกัมพูชาที่เกิดจากการรุกรานของไทย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ แบบเรียนประวัติวรรณคดีเขมรสมัยนครพนมจนถึงสมัยอุดงค์ ของเลียง หับอาน (ลาง หาบ่อาน) ที่กล่าวถึงเหตุการณ์สําคัญของประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับไทย ไว้ว่า

    “…ประวัติศาสตร์ในช่วง 257 ปีนี้ ประเทศกัมพูชาได้รับเคราะห์ร้ายอย่างมากจากไทยซึ่งยกทัพมารุกรานหลายครั้งหลายคราวมาก ตัวอย่างเช่น

    1. ในรัชกาลพระบาทศรีลําพงราชา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 กษัตริย์ไทยได้ยกทัพมาตีเมืองพระนคร ปรารถนาจะเอาเมืองเขมรให้ได้ สงครามครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก

    2. ในรัชกาลพระอุปราชศรีสุริโยทัย ไทยยกทัพมาตีเมืองพระนครได้ในปี ค.ศ. 1353 ไทยทําลายประตูเมืองพระนครจากทิศตะวันออกแล้วบุกเข้าปล้นราชสมบัติ จับเขมรเป็นเชลยจํานวนกว่าหนึ่งหมื่นคน นําไปประเทศไทย…

    …12. ในเวลาที่พระบาทสัตถาที่ 1 ครองราชย์ได้ประมาณ 4-5 เดือน พม่าในหงสาวดียกทัพมาตีประเทศไทย ไทยขอกําลังเขมรไปช่วย โดยทรงเห็นถึงพระราชไมตรีใหม่ ๆ นั้น พระบาทสัตถาทรงเห็นพร้อมด้วย แล้วก็โปรดให้พระอนุชาพระศรีสุริโยพรรณเป็นแม่ทัพไปช่วยไทย เมื่อช่วยชนะแล้วกษัตริย์ไทยไม่มีความกตัญญเลย เปลี่ยนท่าที่เป็นดูถูกพระมหาอุปราชเขมรเหมือนเป็นกษัตริย์ที่อ่อนน้อม…”

    แม้แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาจะมีการกล่าวอ้างถึงเอกสารไทยบ้างในบางครั้งแต่ก็มักเป็นการกล่าวอ้างที่ผิดข้อเท็จจริง เช่น เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งพระนเรศวรตีเมืองละแวก ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 2” ของ ตรึง เงีย (ตฺรึง งา) มีข้อความตอนหนึ่งว่า

    “ทุกวันนี้ที่วัดใหญ่ชัยมงคลที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีรูปภาพ 2 แผ่นใหญ่ควรให้สะเทือนใจ รูปที่ 1 เป็นรูปกษัตริย์เขมรประทับอยู่บนเก้าอี้หนึ่งตัว มีเชือกผูกพระบาทและพระหัตถ์เอาไว้ รูปที่ 2 แสดงถึงบุรุษคนหนึ่งนุ่งห่มขาวกําลังคุกเข่าเอาโลหิตกษัตริย์เขมรไปล้างพระบาทให้กษัตริย์สยาม

    แต่เรื่องนี้ผิดหรือเป็นเรื่องที่บัณฑิตแต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเกียรติพระเจ้ากรุงสยามสมัยนั้น เนื่องจาก พระราชพงศาวดารเขมรทุกฉบับไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้เลย!…”

    จะเห็นได้ว่าภาพที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใช่ภาพที่วัดใหญ่ชัยมงคลแต่ประการใด นอกจากนี้ ภาพพระนเรศวรปฐมกรรมพระยาละแวกยังมีเพียงภาพเดียว ไม่ใช่ 2 ภาพตามข้อมูลในหนังสือเล่มนี้

    สงครามพระนเรศวรตีเมืองละแวก

    สงครามครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเมืองละแวกในปี พ.ศ. 2136 มีผลกระทบต่อความรู้สึกของชาวกัมพูชามาก เพราะแม้ชาวกัมพูชาจะรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไทยยกทัพไปทําสงครามกับกัมพูชาหลายครั้ง และสงครามครั้งร้ายแรงที่สุดคือครั้งที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ยกทัพไปตีกรุงศรียโสธรปุระในปี พ.ศ. 1976 ผลของสงครามครั้งนั้นทําให้กัมพูชาตัดสินใจย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้

    แต่สงครามที่รุนแรงและมีผลต่อความรู้สึกของชาวกัมพูชามากที่สุดคือสงครามคราวเสียเมืองละแวก (ลงแวก) เพราะในหลักฐานกัมพูชาปรากฏทั้งศิลาจารึก พงศาวดาร รวมทั้งแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ได้เสนอภาพความเสียหายของกัมพูชาในครั้งนั้นว่า

    “…ผลวิบากของการเสียกรุงลงแวก

    การตีกรุงลงแวกแตกโดยชนชาติเสียม (สยาม) มีผลวิบากเลวร้ายอย่างรุนแรงสําหรับประชาชาติเขมร ต่อจากนี้ไปประเทศเขมรต้องพบกับความวิบัติอันมีมากขึ้นในสมัยลงแวก โดยเฉพาะในรัชกาลของพระบาทจันทราชา และ บรมราชาที่ 4 เขมรสร้างความเข้มแข็งของตนคืนได้ แล้วได้ยกทัพไปตีรุกราชธานีศรีอยุธยาและตีปลดปล่อยเอาอาณาเขตข้างตะวันตกคืนมาได้เป็นจํานวนมาก เพียงแต่หลังจากบันทาย ลงแวกต้องแตกหักไป แผ่นดินส่วนใหญ่ของพนมดงรักและที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกต้องสูญเสียไปอย่างถาวร

    การแตกหักบันทายลงแวกเป็นเหตุยังประเทศเขมรให้สิ้นฤทธานุภาพ ตกเป็นรัฐเล็กอยู่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วซึ่งเขมรต้องสูญเสียตํารับตําราไปหมด นักปราชญ์บัณฑิตกวีซึ่งถูกศัตรูกวาดต้อนเอาไปประเทศมัน…”

    (ซ้าย) แบบเรียน “ประวัติศาสตร์ประเทศกัมพูชา” โดย ชา อวม ไผ เผง และโสม อิม สำหรับชั้นประถมศึกษา, (กลาง) แบบเรียน “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 1” โดย ตฺรึง งา สำหรับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา พิมพ์ ค.ศ. 1973, (ขวา) แบบเรียน “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 2” โดย ตฺรึง งา สำหรับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา พิมพ์ ค.ศ. 1973

    นอกจากความเสียหายที่ได้รับในสงครามคราวเสียเมืองละแวกแล้ว กัมพูชายังไม่พอใจที่เอกสารไทยบันทึกว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทําพิธีปฐมกรรมนักพระสัตถา เพราะตามหลักฐานของกัมพูชาระบุว่านักพระสัตถาหนีไปได้ และสวรรคตในประเทศลาว ดังความที่ว่า

    “เฉพาะการสงครามระหว่างสยาม-เขมรในปี ค.ศ. 1593 นี้ เอกสารสยามได้กล่าวว่า ทั้งนี้เนื่องมาจากเขมรไม่รักษาคําสัตย์ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงยกทัพมาทําสงคราม สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นกัมพูชาอ่อนกําลัง จึงมีพระดํารัสให้พระสัตถามาเฝ้า แต่พระสัตถากลับจับทูตไทยซึ่งอัญเชิญพระบรมราชโองการคุมไว้แล้วก็เตรียมการจัดทัพต่อสู้อย่างหนัก

    อีกประการหนึ่ง ราชพงศาวดารสยามได้อ้างว่าทัพสยามได้จับได้พระมหากษัตริย์เขมรแล้วพระเจ้ากรุงสยามทรงบัญชาให้ประหารชีวิตพระองค์เพื่อเอาพระโลหิตไปล้างพระบาทอีกด้วย”

    ความรู้สึกต่อสงครามคราวเสียเมืองละแวกของประชาชนชาวกัมพูชายังแสดงออกในรูปของตํานาน ซึ่งก็คือตํานานพระโค-พระแก้วอีกด้วย

    ตํานานพระโค-พระแก้ว คืออะไร?

    ตํานานพระโค-พระแก้วเป็นตํานานที่เกี่ยวข้องกับการเสียเมืองละแวก ซึ่งมีเรื่องย่อดังนี้ ในสมัยเมืองละแวกมีชาวนาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ต่อมาภรรยาได้ตั้งครรภ์และปีนต้นมะม่วงตกลงมาเสียชีวิต ลูกที่คลอดออกมาคือพระโคผู้พี่ซึ่งเป็นวัวและพระแก้วผู้น้องเป็นคน

    พระโคเลี้ยงดูพระแก้วด้วยการเคี้ยวหญ้าแล้วเสกออกมาเป็นอาหารและสิ่งของต่าง ๆ ให้พระแก้ว เมื่อชาวบ้านทราบก็โลภต้องการจับพระโคฆ่าเสียเพื่อจะได้เอาทรัพย์สินที่อยู่ในท้องพระโค พระโคและพระแก้วจึงหนีไป ต่อมาพระแก้วได้เป็นพระราชบุตรเขยของพระบาทรามาเชิงไพรกษัตริย์ ผู้ครองเมืองละแวก กิตติศัพท์เรื่องพระโค-พระแก้วล่วงรู้ไปถึงกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงปรารถนาได้พระโค-พระแก้วมาไว้ในพระนคร พระองค์จึงส่งทูตมาเพื่อท้าประลองชิงบ้านเมือง (เพื่อให้ได้พระโค-พระแก้ว)

    การประลองมีสามครั้งโดยพระโคเป็นตัวแทนของเมืองละแวกไปร่วมประลอง การประลองครั้งแรกเป็นการแข่งชนไก่ ครั้งที่ 2 เป็นการชนช้าง ซึ่งพระโคสามารถเอาชนะได้ทั้งสิ้น การประลองครั้งที่ 3 เป็นการชนวัว พระโครู้ว่าตนไม่สามารถเอาชนะโคยนต์ของกรุงศรีอยุธยาได้ จึงวางอุบายว่าหากตน หมอบสามครั้งให้พระแก้วกับนางเภา (ภรรยาพระแก้ว) จับหางของตนไว้เพื่อจะได้เหาะหนีให้ทันท่วงที

    ในที่สุดพระโคก็เหาะหนี แต่ทหารไทยยกทัพติดตามและนางเภาได้ตกลงมาเสียชีวิต ส่วนพระโคและพระแก้วถูกจับได้ ทําให้เสียเมืองละแวกแก่ไทย พระโคและพระแก้วถูกจับตัวไปยังกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเหตุให้สรรพวิทยาทั้งปวงที่อยู่ในท้องพระโคถูกนํามาไว้ยังเมืองไทย และเขมรก็เสื่อมลงจนถึงปัจจุบัน

    ตํานานเรื่องพระโค-พระแก้ว แม้จะเป็นตํานานที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชนชาวเขมร แต่ก็มิได้ปรากฏว่ามีการนํามาแต่งเป็นวรรณกรรมร้อยกรอง หากอยู่ในรูปของมุขปาฐะจนถึงปี ค.ศ. 1952 สํานักพิมพ์คีม คี จึงนํามาพิมพ์เผยแพร่

    ในปี ค.ศ. 2001 สํานักพิมพ์ “ไรยํ” ได้นําตํานานเรื่องนี้มาเขียนภาพประกอบแล้วพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือภาพประกอบตํานานเรื่อง “พระโค-พระแก้ว” ซึ่งในตอนท้ายเรื่องได้กล่าวถึงความสําคัญของ “พระโค” ไว้ว่า

    “…พวกสยามเห็นว่าเมื่อใดได้พระโคอยู่ ณ ที่ใด ที่นั้นจะได้สุขเกษมศานต์ ดังนี้แล้วพวกสยามจึงได้พยายามดูแลรักษาพระโค-พระแก้วไว้อย่างแข็งแรง แล้วนับแต่เวลานั้นมา พระโค-พระแก้วจึงมิได้กลับคืนมายังเมืองเขมรจนถึงทุกวันนี้…”

    นอกจากนี้ในแบบเรียน “ประวัติศาสตร์เขมร ภาค 2” ของ ตรึง เงีย (ตฺรึง งา) ยังได้แสดงออกถึงความรู้สึกเสียดายพระโค-พระแก้วไว้ด้วย ดังความว่า

    “…ในปี ค.ศ. 1553 สยามจับได้พระอุปโยราชศรีสุริโยพรรณกับพระราชบุตรทั้งสองคือ พระชัยเจษฎา (พระชนม์ได้ 15 พรรษา) และพระอุทัย (พระชนม์ได้ 5 พรรษา) พร้อมทั้งกระบวนขนาดนักปราชญ์ราชบัณฑิตกวี รูปประติมากรรมพระโค-พระแก้ว และเชลยเขมรเป็นจํานวนมากไปประเทศสยาม

    หลังจากสมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่ในประเทศเขมรได้ 3 เดือน ก็เสด็จกลับคืนไปกรุงศรีอยุธยา โดยตั้งให้ขุนนางผู้ใหญ่สยามตั้งกํากับอยู่ที่กรุงอุดงค์ ควรอธิบายให้ทราบว่าที่ด้านหน้าพระวิหารพระแก้วใน กรุงเทพมหานครประเทศไทย ปัจจุบันนี้มีรูปประติมากรรมพระโคซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับวัวใหญ่ในท้องเป็นช่องว่าง ถ้าเช่นนั้นนี่คือรูปพระโคพระแก้วซึ่งสยามนําเอาไปได้ในคราวที่ตีเมืองละแวกแตกหรือไรกัน?…”


    บทบาทไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีต่อกัมพูชา

    นอกจากแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาจะแสดงภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในแง่มุมประวัติศาสตร์สงครามสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็แสดงออกด้วยสํานวนภาษาและทัศนคติที่คล้ายคลึงกันก็คือภาพ “ไทย” พยายามเข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชา และพยายามยึดครองดินแดนของกัมพูชาอีกด้วย ในแบบเรียนประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงมักปรากฏคําว่า “อิทธิพลอย่างแข็งกล้าของเสียม (สยาม)” “ใต้อํานาจสยาม” “สยามเอาดินแดนเขมร” “สยามตีเขมร” หรือ “สยามยึดครองดินแดนเขมร” เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์กัมพูชาในช่วงนี้ก็แสดงภาพความไม่พอใจของชาวกัมพูชาที่มีต่อประเทศเวียดนามที่รุกรานและแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชาเช่นเดียวกัน

    เหตุการณ์ที่พระองค์เอง (สมเด็จพระนารายณ์รามา) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปรากฏในแบบเรียนประวัติศาสตร์สําหรับชั้นประถมศึกษาของกัมพูชาว่า

    “…สยามเอาดินแดนพระตะบองและเสียมราบ (เสียมเรียบ) สยามขังพระองค์เองจนถึงปี ค.ศ. 1794 จึง พระราชทานให้พระองค์เสด็จมาปกครองกัมพูชา ส่วนยมราชแบนสยามตั้งเป็นผู้ว่าการเขตของเขตพระตะบองและเสียมราบ (เสียมเรียบ) ซึ่งสยามเอาเป็นของมัน…”

    แบบเรียนประวัติศาสตร์เขมรสําหรับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ของตรึง เงีย (ตฺรึง งา) กล่าวถึงการที่ไทยได้เมืองพระตะบอง เสียมราบ (เสียมเรียบ) ว่า

    “…ส่วนเจ้าเมืองเขตพระนคร (เสียมราบ) ต้องตั้งอยู่ใต้อํานาจของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ดังนี้ เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1795 มา เขตพระตะบองและเขตพระนครถูกสยามได้ไปโดยสันติวิธี เฉพาะการสูญเสียดินแดนนี้นักประวัติศาสตร์บางคนได้โจทย์ถามว่ามีความยินยอมพร้อมเพรียงสงบอะไรอย่างหนึ่งระหว่างพระมหากษัตริย์ทั้งสองด้วยหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นนี่เป็นรางวัลเฉพาะกษัตริย์สยามซึ่งได้รับรู้กษัตริย์เขมร แล้วยกให้ขึ้นเสวยราชย์หรืออย่างไร เขตนี้จึงตกอยู่ใต้อํานาจไทยมาจนถึง รัชกาลที่ 5… ราชพงศาวดารเขมรฉบับหนึ่งได้สนับสนุนเอกสารมีนัยคล้ายคลึงกับเอกสารสยามด้วย… แต่ยอมถวายสําหรับแต่แผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าพระองค์เดียว”

    แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาบางฉบับก็กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะขุนนางเขมรเป็นขบถมาเข้ากับฝ่ายไทย เช่น

    “ในรัชกาลของพระองค์เอง (1794-1796) แบน (ออกญายมราช แบน-ผู้แปล) ได้กํากับเขตพระตะบอง และมหานคร (คือเขตเสียมราบ) มนตรีแบนกบฏได้กราบทูลเสด็จสยามนามจุฬาโลก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช-ผู้แปล) ว่า ข้าพระกรุณาปรารถนาอยากให้เขตพระตะบอง และเสียมราบติดไปกับแผ่นดินสยาม ถ้าพระองค์ไม่ขัดพระราชหฤทัยขอทรงส่งพระราชสาสน์พร้อมทั้งลายพระหัตถ์ด้วยถวายเสด็จองค์เอง เพราะโดยอานุภาพของพระองค์ เสด็จกรุงกัมพูชาจะเกรงกลัว และพร้อมทั้งถวายเขตทั้งสองนี้มาแก่สยามอย่างแน่นอน เขตทั้งสองนี้ตกอยู่ในกํามือสยามในปี 1795

    ในปีเดียวกันนั้นเองพระองค์เองได้เสด็จไปเมืองสยาม พระองค์เองก็มีบันทูลว่า ขอให้พระเจ้าสยามเอาเขตทั้งสองนี้ แต่ในเวลาที่พระองค์ เสด็จสยามยังมีพระชนม์อยู่ เมื่อสวรรคตไปต้องคืนให้เขมร เพียงแต่ล่วงมาหนึ่งปีเสด็จสยามไม่ทันสวรรคต พระองค์เองก็สุคตไปก่อนในปี 1796 ดังนั้นแล้ว พระตะบอง และมหานครก็ถูกไทยหลอกลวงเอาตลอดไป…”


    เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม) เจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย
    บทบาทของไทยในรัชกาลสมเด็จพระอุทัยราชา (พระองค์จันท์) ปรากฏการกล่าวถึงในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาสําหรับชั้นประถมศึกษาว่า

    “…สยามทําสิ่งต่าง ๆ ตามอําเภอใจ ในปี ค.ศ. 1810 พระเจ้ากรุงสยามสวรรคต พระองค์จันท์ทรงจัดให้พระอนุชาสองพระองค์คือ พระองค์สงวนและพระองค์อิ่มไปถวายบังคมพระบรมศพ และพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเสวยราชย์ใหม่ เวลานั้นพระเจ้าสยามได้ตั้งพระองค์สงวนเป็นพระชัยเชษฐามหาอุปโยราช และพระองค์อิ่มเป็นพระศรีชัยเชษฐามหาอุปราช โดยไม่ได้ปรึกษากับพระเจ้าแผ่นดินเขมรเลย แล้วพระเจ้า สยามบัญชาให้เกณฑ์ราษฎรเขมรเอาไปรักษากรุงบางกอก…”

    หรือแม้แต่ในรัชกาลสมเด็จพระหริรักษรามา (พระองค์ด้วง) แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาก็กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า

    “…สยามได้ขอพระองค์ด้วงให้ลงนามสนธิสัญญาตัดเขตมลูไพร และทนเลเพา ซึ่งสยามยึดครองได้แต่ครั้งก่อน พระบาทองค์ด้วงทรงมีพระดํารัสว่า ‘ข้าไม่ให้อะไรสยามไปทั้งหมด เพียงแต่สยามแข็งแกร่งเชี่ยวชาญ สยามเก็บไว้ก่อนเถอะเขตใดซึ่งสยามยึดครองได้ตั้งแต่ก่อน ๆ นั้น’ ในเมืองใดที่สยามยึดครองได้ สยามได้ใช้อุบายเย็น คือบั่นทอนภาษีอากรจากประชาราษฎร์ แล้วนํากําไรเล็กน้อยไปประเทศของตน…”

    ดังนั้น จะเห็นได้ว่าภาพของไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในความรู้สึกของแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาค่อนข้างเสนอภาพในด้านลบ และมักเสนอแต่ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการรุกรานและการเข้าไปยึดครองดินแดนกัมพูชาบางส่วนของไทย รวมทั้งการเกณฑ์เอาชาวเขมรของไทยเพื่อนําไปเป็นกําลังในการสร้างบ้านเมืองไทยเท่านั้น อย่างไรก็ดีในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาเมื่อกล่าวถึงประเทศ เวียดนามก็ปรากฏภาพเวียดนามผู้รุกรานกัมพูชาที่คล้ายคลึงกัน

    ความรู้สึกที่กัมพูชามีต่อไทยในศตวรรษที่ 19-20
    แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาเสนอภาพมุมมองและทัศนคติที่มีต่อไทยในศตวรรษที่ 19-20 ไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาพในศตวรรษที่ 18 อาจเนื่องมาจากในช่วงนั้นเป็นเวลาที่ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามายึดครองอินโดจีน

    ภาพไทยที่ปรากฏในศตวรรษนี้จึงมีภาพในแง่บวกบ้าง เช่น กล่าวถึงความช่วยเหลือจากสยามในการ ปราบขบถพระองค์วัตถา ในปี ค.ศ. 1861 ตรงข้ามกับภาพฝรั่งเศสที่ถูกมองในแง่มุมที่เป็นผู้ปกครอง เช่น กล่าวว่าสนธิสัญญา ค.ศ. 1884 เหมือนเป็นแอกทับลงบนกัมพูชา เป็นต้น อย่างไรก็ดีแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาก็แสดงออกถึงความยินดีเมื่อฝรั่งเศสช่วยให้กัมพูชาได้ดินแดนที่เสียไปคืนมา เช่น

    “…แผ่นดินเขมรได้กลับคืนมาสู่เขมร ด้วยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1904 สยามคืนเขตสตึงเตรง มลูไพร และทนเลเพา และในปี ค.ศ. 1906 สยามคืนเขตพระตะบอง และเสียมราบ เสียม เรียบ) อีก สยามได้เมืองสุรินทร์ บุรีรัมย์ และขุขันธ์…”

    เช่นเดียวกับแบบเรียนประวัติศาสตร์เขมรสําหรับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ของตรึง เงีย (ตฺรึง งา) ที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “…ส่วนแผ่นดินซึ่งต้องสูญเสียไปในมือสยามนั้น เขาทราบว่าในปี 1904 ประมาณเดือนหลังซึ่งพระบาทศรีสวัสดิ์ได้ขึ้นเสวยราชย์ ประเทศสยามได้คืนไปให้ฝรั่งเศสและฝรั่งเศสได้ส่งมอบคืนให้พระองค์ด้วย เขตตราด เกาะกง มลูไพร และทนเลเพา ในเวลาเดียวกันนั้น เขตสตึงเตรง และเมืองเสียมบาง ก็ถูกถอดถอนจากประเทศลาวและมอบคืนมาให้พระราชาเขมรด้วย

    ตามสนธิสัญญาวันที่ 23 เดือนมีนาคม 1907 รัฐบาลสยามได้มอบให้ฝรั่งเศสซึ่งเขตพระตะบอง เสียมราบ และศรีโสภณ เพียงแต่ฝรั่งเศสต้องให้คืนไปซึ่งแผ่นดินด่านซ้ายและตราด เขตทั้งสามข้างบน ฝรั่งเศสได้มอบคืนมาให้เขมร ควรทราบว่า การกลับคืนเข้ามาในมาตุภูมิซึ่งแผ่นดินภาคอย่างสําคัญซึ่งต้องสูญเสียไปตั้งแต่สมัยพระยาอภัยภูเบศร์ แบน (1795) เป็นโชคชัยประการหนึ่งในนโยบายฝรั่งเศสในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีจารึกไว้เป็นอนุสาวรีย์ตรงทิศใต้ของวัดพนมโฎนเพ็ญทุกวันนี้…”


    บรรดาครู นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนในจังหวัดพระนครและธนบุรี ร่วมหลายหมื่นคนเดินขบวนแห่เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส กำลังชุมนุมหน้ากระทรวงกลาโหม วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2483 (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)
    หนังสือ “ประวัติศาสตร์สังเขปเกี่ยวกับความสัมพันธ์เขมร-สยาม” ของแบน นุต กล่าวถึงความรู้สึกเกี่ยวกับความต้องการดินแดนพระตะบองและเสียมราบคืนจากไทยว่า

    “…ในรัชกาลพระองค์ทั้งมวล พระบาทสมเด็จพระนโรดมที่ 1 พระองค์ไม่หยุดยืนแสวงทวงเอาเขตทั้งสองนั้นคืนมาเลย เพราะเขตทั้งสองนี้ล้วนแต่มีชนชาติเขมรอยู่ ส่วนอีกเขตหนึ่งนั้นเล่า มีปราสาทพระนคร (นครวัด) ซึ่งสยามไม่มีสิทธิ์อะไรเหนือถึงแม้แต่เล็กน้อยเลย จนเมื่อมาถึงปี 1904 จึงได้พระตะบองและพระนครคืนกลับมาเป็นดินแดนของเขมร…”

    อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานเมื่อไทยมีนโยบายความคิดแบบชาตินิยม และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ศ. 1939 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประเทศไทยได้เข้ายึดครองดินแดนเมืองพระตะบองและบางส่วนของเมืองเสียมราบทําให้กัมพูชาไม่พอใจมาก แบบเรียนประวัติศาสตร์เขมรของตรึง เงีย (ตฺรึง งา) ได้อธิบายว่าการรุกรานครั้งนี้ของไทยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ พระบาทศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ทิวงคตด้วยความเจ็บพระทัย

    “…ในปี 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ปะทุขึ้น ประเทศสยามซึ่งมีวิวาทกับประเทศฝรั่งเศส และได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น และในที่สุดได้บีบสะกดเหนือประเทศฝรั่งเศสเดิมไปซึ่งเขตพระตะบองและแผ่นดินที่ตั้งอยู่ตรงเทือกเขาพนมดงรักและแนวเส้นรุ้งที่ 15 โดยเจ็บพระทัยกับความโลภจากสํานักสยามนี้ พระสุขภาพต้องทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว แล้วพระบาทศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ทรงเสวยทิวงคตในราตรีที่ 22 เดือนเมษายน 1941 ที่ โบกโก (บูกโค) ในพระชนมายุ 65 พรรษา…”

    แม้แต่ในคําอุทิศของวรรณกรรมเขมรที่แต่งขึ้นในสมัยนั้นคือ นวนิยายเรื่อง “ผกาสรโปน” นิพนธ์โดย นู หาจ ก็มีข้อความกล่าวถึงความรู้สึกเจ็บปวดของชาวกัมพูชาที่มีต่อการรุกรานของกองทัพไทย ดังความตอนหนึ่งว่า

    “…นวนิยายนี้ได้กรองเกิดขึ้นในสมัยซึ่งประเทศกัมพูชาต้องถูกแบ่งอาณาเขตข้างตะวันตกไปอยู่ภายใต้อํานาจประเทศใกล้เคียง คือระหว่าง 7 ปีมาแล้ว ดังนี้แล้วความรู้สึกถึงบ้านเกิดถึงญาติมิตรซึ่งพลัดไป แต่ละทิศทางพรมแดนอกุศลก็มีแต่ร้อนเข้าไปในตับในดีของเขมรทุกๆ คน ดังนี้แล้วที่ใดตําบลใดซึ่งเป็นที่รักของผู้แต่งจึงถูกกําลังของความระลึกผลักดันมาเป็นฉากในเรื่องนี้…”

    นอกจากกัมพูชาจะกล่าวถึงความพยายามของไทยที่เข้าไปยึดครองดินแดนบางส่วนของกัมพูชาในยุคนี้แล้ว ในหนังสือ “สังคมวิชชาเขมร” สําหรับชั้นบรรจบกับชั้นอุดมศึกษา ซึ่ง เขียนโดย สร สารุน ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอักษรศาสตร์พนมเปญ ยังได้กล่าวถึง “นโยบายรวบรวมชาติของสยาม” ไว้ด้วย โดยกล่าวว่า

    “…รัฐบาลสยามได้ประกาศอย่างเป็นทางการในปี 1939 โดยกําหนดชื่อว่า ‘นโยบายชาตินิยมแผ่ขยายแผ่นดินของไทย’ คู่กันกับการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย นโยบายชาตินิยมแผ่ขยายดินแดนของไทยได้จัดขึ้นอย่างหมดจดที่สุด โดยหลวงวิจิตรวาทการ ในเวลาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสยาม (ที่ถูกคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม-ผู้แปล)

    นโยบายชาตินิยมแผ่ขยายดินแดนนี้มีกําลังสามารถ ให้ประเทศสยามกลืนเอาแผ่นดินเขมรได้โดยง่าย โดยมุ่ง หวังเอาแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนร่วมกับญวน (มีเขียนไว้อย่างชัดเจนในหนังสือนโยบายชาตินิยมแผ่ขยายดินแดนของไทย นิพนธ์โดยหลวงวิจิตรวาทการ) และนโยบายนี้จะประพฤติไปตามวิธีประมวลชนชาติของไทยโดยจัดไว้ว่า เขมรมีประเพณี ขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ศาสนา เหมือนประเทศไทยซึ่งก็คือเป็นชนชาติไทยดุจกัน เหตุนี้แผ่นดินเขมรทั้งหมดต้องรวมเป็นดินแดนของชาติไทย…”

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวปราศรัยเรียกร้องดินแดนคืน หน้ากระทรวงกลาโหม 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483

    อย่างไรก็ดีเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ไทยจึงต้องคืนดินแดนเหล่านี้ให้กับกัมพูชาในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้ถูกเขียนลงในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาเพียงว่า

    “สยามคืนแผ่นดินให้เขมรตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 ด้วยอํานาจทัพญี่ปุ่นเป็นคนชั่วร้าย สยามได้รับดินแดนจากเขมร ได้แก่ เขตพระตะบอง ส่วนหนึ่งของเสียมราบ ส่วนหนึ่งของเขตกําปงธม ส่วนหนึ่งของเขตสตึงเตรง ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1946 คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสยามคืนอาณาเขตทั้งหมดมาให้กัมพูชา…”

    หลังจากเหตุการณ์นี้แล้วหนังสือประวัติศาสตร์กัมพูชาไม่ได้กล่าวถึงไทยอีกจนถึงปี ค.ศ. 1962 ซึ่งเกิดเหตุการณ์กรณีเรียกร้องเขาพระวิหารคืนจากไทย แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เพียงสั้น ๆ กล่าวคือ

    “…ปราสาทพระวิหารได้กลับคืนมาเป็นของเขมร ปราสาทพระวิหารเป็นปราสาทเขมรหลังหนึ่ง ซึ่งได้สร้างขึ้นบนเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตพระวิหาร ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 สยามได้นําทัพมากํากับเอาปราสาทของเรานี้ด้วยการข่มขู่ เขมรเราได้ร้องเรียนถึงศาลโลกที่กรุงเฮก ในวันที่ 15 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1962 ตุลาการนั้นได้ตัดสินความให้เขมรชนะ แล้วต้องให้สยามมอบปราสาทพระวิหารคืนมาให้เขมร…”

    เหตุการณ์นี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งปรากฏเป็นเรื่องสุดท้ายในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา


    บทสรุป

    หลังจากกรณีเขาพระวิหารไม่นาน ประเทศกัมพูชาได้เข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองที่ดําเนินต่อมาอีกหลายสิบปี และแม้เมื่อมีการฟื้นฟูประเทศแล้ว แต่แบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาก็ยังคงใช้ตําราที่เขียนขึ้นในช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมืองเป็นแนวทางในการเรียนการสอน

    รวมทั้งการที่รัฐบาลกัมพูชามีแนวทางการเมืองที่เน้นเรื่องชาตินิยม จึงทําให้แนวทางในการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศกัมพูชายังคงเป็นไปในทิศทางนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาย่อมส่งผลต่อผู้เรียนคือชาวกัมพูชา อันก่อให้เกิดแนวคิดและทัศนคติในลักษณะที่เป็นชาตินิยมตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    จากข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับมุมมองของกัมพูชาที่มีต่อไทย ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา อาจช่วยให้เราเข้าใจความคิดและทัศนคติของชาวกัมพูชาที่มีต่อไทยบ้างไม่มากก็น้อย

    อย่างไรก็ตามนอกจากจะทราบความคิดที่ชาวกัมพูชามี ต่อประเทศไทยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรศึกษาต่อไปคือมิติทางวัฒนธรรมของกัมพูชาเพื่อช่วยให้เราเข้าใจกัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านของเราได้อย่างถูกต้องชัดเจน รวมทั้งน่าจะมีการนําแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชาฉบับต่าง ๆ มาศึกษาวิเคราะห์กับ แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยเพื่อขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศกัมพูชาในโอกาสต่อไปอีกด้วย

    อ่านเพิ่มเติม :

    เบื้องหลังพระนเรศวรตีละแวก เอี่ยวการเมืองกัมพูชา-สเปน สู่คำถาม “เลือดศัตรูล้างพระบาท”?
    พระนเรศวร ตีละแวกแล้วทำ “พิธีปฐมกรรม”…นำ “เลือดศัตรูล้างพระบาท” จริงหรือ?
    สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

    หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “เขมร ‘เขม่น’ ไทย ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา” เขียนโดย รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2546

    เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2562

    อ่านต่อ “ไทย” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ความเป็นชาตินิยมในแบบเรียน?

    https://www.silpa-mag.com/history/article_39654
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชาวกัมพูชาเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาปล่อยสกายเน็ตจัดการกองทัพอากาศไทย
    อะไรคือ SkyNet?
    "SkyNet" (หรือที่ชาวกัมพูชาและสื่อเรียกว่า **ตาข่ายฟ้า** หรือ Sky Net) คือชื่อเรียก **ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการจากพื้นดินสู่พื้นดิน** ของกองทัพกัมพูชา โดยอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน (ปัจจุบันเป็นประธานวุฒิสภา) เป็นคนตั้งชื่อและประชาสัมพันธ์เอง

    ### รายละเอียดหลักของ SkyNet
    - เป็นกลยุทธ์ป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ เช่น เครื่องบินรบที่บินต่ำ โดรน ขีปนาวุธร่อน หรือโดรนพลีชีพ
    - ประกอบด้วยระบบจรวดต่อสู้อากาศยานแบบพกพา (MANPADS) และอาวุธป้องกันภัยทางอากาศอื่น ๆ ที่ยิงจากพื้นดิน
    - ฮุน เซนเคยกล่าวว่า กัมพูชาไม่เน้นเครื่องบินรบ แต่พัฒนา SkyNet เพื่อตอบโต้ภัยทางอากาศได้ดี สามารถยิงเป้าหมายได้ไกลถึง 40 กิโลเมตร และได้ทดสอบแล้ว

    ทำไมพูดถึงบ่อยในการปะทะกับไทย
    ในปี 2025 มีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรงหลายระลอก (ตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นมา) รวมถึงการยิงปะทะ การใช้โดรนพลีชีพ ปืนใหญ่ และไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โจมตีทางอากาศ

    ฝั่งกัมพูชาจึงยก **SkyNet** ขึ้นมาพูดบ่อย ๆ เพื่อ:
    - ข่มขวัญหรือเตือนไทยว่า หากไทยใช้เครื่องบินรบหรือโดรนโจมตี กัมพูชามีระบบป้องกันทางอากาศพร้อมสกัดกั้น (เช่น "F-16 ไทยโดนแน่")
    - โฆษณาชวนเชื่อภายในประเทศและบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและทหารกัมพูชา
    - ตอบโต้ข่าวลือหรือการขู่จากฝั่งไทยเรื่องการใช้กำลังทางอากาศ

    ชื่อ "SkyNet" และ "ตาข่ายฟ้า" จึงกลายเป็นคำฮิตในสื่อและคอมเมนต์ออนไลน์ของทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะช่วงความตึงเครียดสูง (เช่น พฤษภาคม-ธันวาคม 2025) ที่มีการปะทะจริงและเสียชีวิตทั้งสองด้าน

    เอาเข้าจริงๆนะ ฮุนเซนพูดเรื่องนี้มาหลายทีแต่ไม่มีใครเคยเห็นของจริง.......

    หมายเหตุ: ไม่เกี่ยวข้องกับ Skynet จากภาพยนตร์ Terminator หรือระบบอื่น ๆ ในไทย (เช่น ระบบของอย.) นี่เป็นชื่อเฉพาะที่กัมพูชาตั้งให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของตัวเองเท่านั้น

    https://www.facebook.com/share/1aqJBaBuxK/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุฯ เดือดจัด! เนรเทศขอทานปากีสถาน 24,000 คนในปีเดียว—เตือนอิสลามาบัดมานานแต่ไม่ฟัง สุดท้ายจัดหนักจนโลกมุสลิมฮือฮา

    – ซาอุดีอาระเบียเดินหน้าปราบปรามขอทานต่างชาติอย่างเด็ดขาด เมื่อทางการประกาศเนรเทศขอทานสัญชาติปากีสถานกว่า 24,000 คนในปี 2568 โดยส่วนใหญ่เข้าประเทศด้วยวีซ่าอุมเราะห์หรือฮัจญ์ (แสวงบุญ) แต่หลังจากนั้นไม่กลับตามกำหนด แปลงร่างเป็นขอทานอาชีพตามมัสยิด ถนนหนทาง และแหล่งท่องเที่ยวในเมกกะห์ มะดีนะห์ และเจดดาห์ การกวาดล้างครั้งใหญ่นี้เกิดหลังซาอุฯ เตือนรัฐบาลปากีสถานมานานหลายปีให้ควบคุมประชาชนและปราบปรามแก๊งขอทาน แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจริงจัง สุดท้ายริยาดต้องลงมือเอง—ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกมุสลิม โดยเฉพาะในปากีสถานที่ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอับอายและโกรธแค้นรัฐบาลตัวเอง

    ขอทานปากีสถาน: เข้าด้วยวีซ่าแสวงบุญ—แต่ไม่กลับ กลายเป็นขอทานอาชีพ

    ขอทานเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้าซาอุฯ ด้วยวีซ่าฮัจญ์หรืออุมเราะห์ที่ฟรีหรือราคาถูก แต่หลังพิธีเสร็จไม่กลับบ้าน ซ่อนตัวในเมืองศักดิ์สิทธิ์และขอทานตามมัสยิดหรือสถานที่ท่องเที่ยว บางรายถูกแก๊งค้ามนุษย์หลอกลวงมาขอทานจริงๆ ทางการซาอุฯ ระบุว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ประเทศและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แสวงบุญ—จึงเพิ่มการตรวจสอบวีซ่า กวาดจับ และเนรเทศทันที

    ซาอุฯ เตือนปากีสถานมานาน: “ปรับปรุงด่วน”—แต่ไม่ฟัง สุดท้ายจัดหนัก

    ริยาดเคยเตือนอิสลามาบัดหลายครั้งให้ปราบแก๊งขอทานและควบคุมประชาชน แต่ปากีสถานอ้างปัญหาเศรษฐกิจยากจนและว่างงานสูง ทำให้ประชาชนเสี่ยงถูกหลอกไปขอทานต่างแดน เมื่อไม่มีความคืบหน้า ซาอุฯ จึงลงมือเด็ดขาด—เนรเทศกว่า 24,000 คนในปีเดียว พร้อมเพิ่มมาตรการเข้ม เช่น ห้ามวีซ่าบางประเภทและตรวจสอบประวัติผู้เดินทาง นักวิเคราะห์ระบุว่า

    > “ซาอุฯ ทนมานาน—ขอทานปากีสถานไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่กระทบภาพลักษณ์ประเทศมุสลิมศักดิ์สิทธิ์ การจัดหนักครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดว่า ริยาดไม่ยอมให้ใครทำลายความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในยุควิสัยทัศน์ 2030 ที่เน้นท่องเที่ยวและภาพลักษณ์โลก”

    ไม่ใช่แค่ซาอุฯ: ชาติร่ำรวยตะวันออกกลางเจอปัญหาเดียวกัน—ปากีสถานคือแหล่งหลัก

    ปัญหาขอทานปากีสถานระบาดหนักใน UAE, กาตาร์, บาห์เรน, คูเวต และโอมาน—ส่วนใหญ่มาจากแก๊งค้ามนุษย์ที่หลอกคนยากจนไปขอทาน ชาติเหล่านี้ต่างเพิ่มมาตรการเนรเทศและห้ามเข้าประเทศ ทำให้ปากีสถานถูกมองว่าเป็น “แหล่งส่งออกขอทาน” อันดับต้นๆ ของโลกมุสลิม

    โลกมุสลิมฮือฮา: ปากีสถานอับอาย—ประชาชนโทษรัฐบาล

    ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในปากีสถานและโลกอาหรับ ชาวปากีสถานจำนวนมากรู้สึกอับอายและโกรธรัฐบาลที่แก้ปัญหาไม่ตก สื่อปากีสถานรายงานว่ามีขอทานถูกเนรเทศกลับมานับหมื่น แต่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการปราบปรามแก๊งจริงจัง

    อนาคตการแสวงบุญ—ซาอุฯ เข้มงวดขึ้น เพื่อภาพลักษณ์และความศักดิ์สิทธิ์

    ซาอุดีอาระเบียย้ำว่าจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบวีซ่าและปราบปรามขอทานต่อเนื่อง เพื่อปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของฮัจญ์และอุมเราะห์—ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่กระทบเกียรติยศของโลกมุสลิม หากปากีสถานยังไม่แก้ไขจริงจัง ชาติร่ำรวยอาหรับอาจเพิ่มมาตรการห้ามเข้าประเทศถาวร—ขอทานปากีสถานจึงกลายเป็น “ปัญหาโลกมุสลิม” ที่ทุกฝ่ายจับตา

    21 ธันวาคม 2568 : คัดข่าว/หาดใหญ่

    ที่มา: Arab News, Dawn Pakistan, Reuters, Al Jazeera, Gulf News, The News International, Saudi Gazette

    https://www.facebook.com/share/p/17mrGjmj7A/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถ้ามีสำนักข่าวไทยเห็นสื่อหลัก กัมพูชาลงข่าว โจมตีไทย ตอนลงข่าวส่งลิงก์ในเนื้อข่าวด้วย ผมจะไปเยี่ยมโพสต์ข่าวเขา

    สำหรับผม
    [Opinion View Article]
    Let me begin by acknowledging that the United States has called for restraint and a ceasefire. The Thai people appreciate these diplomatic efforts, including past U.S. involvement under President Donald Trump, which demonstrated Washington's ability to play a constructive role. However, mere appreciation cannot protect the lives of the Thai people. Cambodia disregarded the ceasefire agreement, or the Kuala Lumpur ceasefire agreement at Malaysia—a diplomatic efforting by President Trump is witnessed—Cambodia violated it by provoking Thailand through landmines and multiple gunfire attacks. Cambodian troops continuously reinforced their presence along the border after signing the agreement, and posted videos on social media challenging Thai soldiers and citizens. The second clash occurred after Cambodian troops had completed their border reinforcements and began firing at Thailand. Thailand responded militarily to defend against Cambodian aggression against thai civilian and military targets, retaliating only against soilders, bases, tanks, BM-21 grenade launchers, weapons depots, and routes used to send Cambodian troops into Thailand. Cambodia's repeated disregard for U.S. calls and warnings, despite being issued without effect, is unacceptable. Diplomacy is meaningless. The United States needs to do more than just talk.

    จากสื่อกัมพูชา

    [Op-Ed] Let me begin by acknowledging that the US has called for restraint and ceasefire. Cambodians appreciate these diplomatic efforts, including past US engagement under President Donald Trump, which showed that Washington can play a constructive role. But appreciation alone does not protect lives when Thailand repeatedly ignores US calls. When warnings are issued without consequence, diplomacy loses its meaning. The United States must do more than speak.

    Full Story: https://www.phnompenhpost.com/opini...allow-your-f-16s-to-kill-cambodian-civilians-

    #PhnomPenhPost #USMilitary #CambodiaConflict #SoutheastAsiaCrisis #DiplomacyFails #CivilianCasualties

    PSX_20251221_102343.jpg
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อธิบายดีมากครับ อย่าหลงกลกัมพูชา โดยอาศัยอารมณ์ ไม่พอใจที่กัมพูชามาเคลม ภูมิปัญญาไทย

    PSX_20251221_102911.jpg
    PSX_20251221_102911.jpg

    https://www.facebook.com/share/v/1DUVKqxLgS/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 12.mp4
      ขนาดไฟล์:
      5.6 MB
      เปิดดู:
      115
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    2 เรื่องที่ต้องกั๊กจริงๆ ไม่ต้องมานั่งเป็นผู้ดี—วัฒนธรรมและดินแดนต้องกันไม่ให้เขมรเข้าถึง จะว่าอะไรก็ช่าง แต่เราไม่ควรเล่นบทสุภาพบุรุษกับคนที่ไม่เคยให้เกียรติเรา

    – หลังสงบศึกกับกัมพูชาที่เดือดพล่านปลายปี 2568 ไทยไม่ควรเสียเวลามานั่งเล่นบทผู้ดีอังกฤษอีกต่อไป—สองเรื่องสำคัญที่ต้อง “กั๊ก” ให้แน่นหนา กันไม่ให้เขมรเข้าถึง คือ วัฒนธรรมและดินแดนยุทธศาสตร์

    ไม่ต้องสนใจใครจะว่าอะไร เพราะประวัติศาสตร์สอนแล้วว่า การสุภาพกับคนที่ชอบ claim ทุกอย่างเป็นของตัวเอง ไม่เคยนำมาซึ่งสันติภาพ แต่กลับเปิดช่องให้อีกฝ่ายได้เปรียบ

    การ “ปิดประตู” ครั้งนี้ไม่ใช่ความใจแคบ

    แต่คือการปกป้องชาติจากคนที่ไม่เคยหยุดรุกล้ำ—จะว่าอะไรก็ช่าง แต่เราไม่ควรต้องเป็นผู้ดีกับบางเรื่องอีกต่อไป

    เรื่องแรก: วัฒนธรรม—กันไม่ให้เข้าถึง อย่าให้เรียนรู้แล้ว claim ไปเป็นของตัวเอง

    กัมพูชาเล่นเกม claim วัฒนธรรมไทยมานาน ไม่ว่าจะนาฏศิลป์ มวยไทย โขน หรือผ้าไหม—ถึงเวลาไทยต้องกั๊กให้หนัก ห้ามคนกัมพูชาเข้าศึกษาศิลปกรรมไทยลึกๆ ห้ามทำงานในร้านอาหารไทย ห้ามเข้าชุมชนทอผ้าไหมหรือปั้นลายไทย ไม่ ต้องมานั่งสุภาพว่า “เราเป็นเพื่อนบ้าน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดีกว่า” เพราะเขมรไม่เคยแลก แต่ชอบเอาไป claim เป็นของตัวเอง—ถ้าปล่อยเข้าถึงต่อ วัฒนธรรมไทยจะถูก “ขโมย” ไปอีกเท่าไหร่? ไม่ต้องเป็นผู้ดีอีกต่อไป กันไม่ให้เข้าถึง แล้วโลกจะเข้าใจเองว่าทำไมไทยต้องทำแบบนี้

    เรื่องที่สอง: ดินแดนยุทธศาสตร์—ห้ามเข้าทุกพื้นที่อ่อนไหว อย่าสนใจใครจะหาว่าเหยียด ไม่ต้องไปเสียดายว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาจ่ายตังค์

    เกาะกูด เกาะช้าง เขาพระวิหาร หรือพื้นที่พิพาทอื่นๆ—ต้องห้ามคนกัมพูชาเข้าทุกกรณี ไม่ใช่แค่ท่องเที่ยว แต่รวมถึงการค้า การลงทุน หรือแม้แต่ผ่านแดน ไม่ต้องมานั่งอธิบายว่า
    “เราเป็นมิตร เราเป็นเพื่อนกัน..แต่เพื่อนก็มีหลายประเภท” เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า การเปิดประตูให้เข้าถึงนำมาซึ่งปัญหาใหญ่—จะหาว่าเหยียดก็ช่าง แต่เราไม่ควรเป็นผู้ดีกับคนที่เคยใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นข้ออ้างรุกล้ำอีกต่อไป กั๊กให้แน่น แล้วชาติเราจะปลอดภัย

    ชาติมหาอำนาจจะเข้ามากดดันอาเซียนอาจจะบีบ—แต่นี้เป็นเรื่องที่ไทยต้องตัดสินใจเอง

    สื่อต่างชาติอย่าง Reuters ชี้ว่ากัมพูชาใช้ claim เป็นเครื่องมือชาตินิยม—ไทยจึงต้องตอบโต้ด้วยการกั๊กให้หนัก เพื่อไม่ให้เสียเปรียบอีก

    อนาคตสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา—กั๊กให้แน่น แล้วค่อยคุย

    การ “กั๊ก” สองเรื่องนี้ไม่ใช่สงคราม แต่คือการป้องกัน—ถ้าไทยยังเล่นบทสุภาพบุรุษในทุกๆเรื่องต่อไป เราจะเสียทั้งวัฒนธรรมและดินแดนไปอีกมาก

    จะว่าอะไรก็ช่าง แต่เราไม่ควรเป็นผู้ดีกับคนที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนแต่ไม่เคยสนิทอย่างจริงจังไม่เอา จะนับญาติรับเชื้อก็คงไม่ได้

    นี่บ้านเราคนมาเยี่ยมคนมาหาบางห้องเราก็ไม่ให้เข้าชัดเจน

    21 ธันวาคม 2568 : คัดข่าว/หาดใหญ่

    ที่มา: Reuters, The Diplomat , Bangkok Post, Nation Thailand, Khmer Times, Regional Analysis Reports, Social Media Trends

    https://www.facebook.com/share/17zT28uoom/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประวัติศาสตร์นอกตำรา ว่าด้วยเรื่อง"เมืองละแวก"
    ปราชญ์ สามสี

    เมืองละแวก ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคแห่งความยิ่งใหญ่ หากเกิดจากซากของอำนาจเดิม หลังนครอังกอร์เริ่มเสื่อมสลายลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14–15 (หลัง พ.ศ. 1900 เป็นต้นมา) กัมพูชาไม่เคยฟื้นกลับมาเป็นมหาอำนาจแบบเดิมได้อีก เมืองหลวงถูกย้ายหนีภัยครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งจากแรงกดดันภายนอกและความไม่มั่นคงภายใน จนในที่สุดมาปักหลักที่เมืองละแวก เมืองซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่า หนอง และแนวไม้ไผ่หนาทึบ อาศัยภูมิประเทศเป็นเกราะกำบังมากกว่าระบบทหารที่มีวินัย

    นี่คือรัฐที่ยืนอยู่บน “ความจำเป็น” มากกว่า “ความมั่นคง” และยังแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า เจ้านายแย่งอำนาจกันเองไม่สิ้นสุด ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับภาพที่ปรากฏในพงศาวดารเขมรช่วงหลังอังกอร์ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐกัมพูชาในระยะนี้ขาดศูนย์อำนาจที่มั่นคง และต้องพึ่งการเมืองเชิงประคองตัวเป็นหลัก

    ในช่วงเดียวกันนั้น กัมพูชายังดำเนินนโยบายที่คุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอังกอร์ คือการถ่วงดุลมหาอำนาจ คบค้าชาติภายนอกหลายฝ่าย ทั้งจีน พ่อค้าตะวันตก และรัฐรอบข้าง เพื่อรักษาพื้นที่ต่อรอง วิธีนี้เคยใช้ได้ผลในโลกยุคเก่า แต่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพื่อนบ้านที่สำคัญที่สุดกลับกลายเป็นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกำลังสะสมพลังหลังเผชิญศึกหนักกับพม่าในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16

    กัมพูชาเลือกจะเดินเกมเดิม รับอยุธยาเป็นพี่ในยามจำเป็น แล้วหันไปคบศัตรูของอยุธยาเมื่อเห็นช่อง จากนั้นกลับมาเล่นบทเหยื่อเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ พฤติกรรมลักษณะนี้ปรากฏซ้ำในบันทึกหลายฉบับ และไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์กัมพูชา แต่ครั้งนี้ บริบทเปลี่ยน และเกมที่เคยใช้ได้ เริ่มกลายเป็นความเสี่ยง

    เมื่อถึงยุคของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133–2148) กรุงศรีอยุธยายังไม่ได้สงบสุข อยุธยากำลังทำศึกหนักกับพม่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ เพราะพระนเรศวรกำลังทุ่มทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดและตั้งหลักในสงครามกับมหาอำนาจที่ใหญ่กว่า ขณะเดียวกัน เมืองละแวกก็ไม่ได้อยู่ในสถานะสบายใจนัก เพราะรู้ดีว่าหากอยุธยาพัง พม่าก็อาจหันมาทางตนเองเป็นรายต่อไป

    ในทางทฤษฎี ละแวกกับอยุธยาควรเป็น “เพื่อนร่วมชะตา” อย่างน้อยก็ไม่ควรซ้ำเติมกันในช่วงที่ฝ่ายหนึ่งกำลังรบเอาเป็นเอาตายกับศัตรูใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ ละแวกกลับเลือกเดินอีกทางหนึ่ง เมืองนี้เริ่มเอนเอียงไปทางพม่า รับรองอำนาจ รับพยาน และเปิดพื้นที่ให้พม่าใช้ประโยชน์ทางการเมืองและการทหาร ลักษณะนี้สอดคล้องกับรูปแบบรัฐขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคก่อนสมัยใหม่ ที่มักเลือกซบฝ่ายที่เห็นว่าแข็งแรงกว่า

    แต่ปัญหาคือ ละแวกไม่ได้หยุดแค่ “วางตัวเป็นกลางแบบเอียง” เท่านั้น ในช่วงที่อยุธยากำลังรบพม่าอย่างหนัก ละแวกกลับขยับตัวในลักษณะที่เข้าข่าย “แทงหลัง” ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามชายแดน การแสดงท่าทีเป็นศัตรู หรือการเปิดเกมที่ทำให้อยุธยาต้องระแวงว่าหลังบ้านจะไม่ปลอดภัย สำหรับอยุธยา นี่คือสัญญาณอันตรายทางยุทธศาสตร์ เพราะการทำศึกกับพม่าโดยมีเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้วางใจอยู่ด้านหลัง เท่ากับเสี่ยงตายสองด้านพร้อมกัน

    จุดนี้เองที่มุมมองของอยุธยาต่อละแวกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเมืองเพื่อนบ้านที่พอประคองกันได้ กลายเป็นตัวแปรที่สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เมื่ออยุธยาตั้งหลักได้ และพม่าถูกผลักถอยออกไป ความอดทนที่เคยมีต่อพฤติกรรมแบบ “คบซ้อน แทงหลัง แล้วอ้างความจำเป็น” ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว

    จากนั้นเรื่องราวก็เดินหน้าเร็วขึ้น สงครามกับละแวกไม่ใช่การระบายอารมณ์ หากเป็นการตัดปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ เมืองที่เคยหวังพึ่งป่า ไม้ไผ่ และเล่ห์กลทางการเมือง เริ่มถูกกดดันอย่างเป็นระบบ
    พงศาวดารเขมรเล่าว่า เมืองละแวกไม่ได้แตกในทันที ศึกกับอยุธยายืดเยื้ออยู่ระยะหนึ่ง เมืองยังยืนอยู่ได้เพราะภูมิประเทศรอบตัว ทั้งป่า หนอง และแนวไม้ไผ่หนาทึบที่ปลูกซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปราการธรรมชาติที่ศัตรูฝ่าเข้ามาได้ยาก

    ในช่วงการล้อมเมืองอันยืดเยื้อ พงศาวดารได้บันทึกเรื่องเล่าที่กลายเป็น"ตำนาน" ว่ากองทัพอยุธยาเลือกจะรอ รอให้ความเหนื่อย ความหิว และความไม่ไว้ใจกันภายในเมืองค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น แล้วจึงเกิดเหตุการณ์ที่ถูกเล่าขานต่อกันมา ว่ามีการโปรยเหรียญเงินเหรียญทองของมีค่าเข้าไปในแนวป่าและดงไม้ไผ่รอบเมือง ของเหล่านั้นตกอยู่ตามพื้น ตามกอไม้ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีคำสั่ง ไม่มีข้อห้าม

    แรกเริ่มอาจไม่มีใครกล้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน “ถ้าไม่เก็บ เดี๋ยวคนอื่นก็เก็บ” จากนั้นจึงเริ่มมีการตัดไม้ไผ่ แหวกพงหญ้า เพื่อเข้าไปเอาเหรียญ เงินที่โปรยไว้ไม่ได้ทำลายกำแพงในทันที แต่ทำให้แนวป้องกันค่อย ๆ บางลง ทีละกอ ทีละช่อง โดยไม่มีเสียงศึกใหญ่โต
    ตำนานนี้เป็นพงศาวดารเชิงอุปมา ว่าด้วยความโลภ ความแตกแยก และความประมาทภายในเมือง สะท้อนความรู้สึกของคนร่วมสมัยว่า ละแวกไม่ได้แพ้เพราะศัตรูเก่งกว่าอย่างเดียว หากแพ้เพราะการตัดสินใจของตัวเองที่พาไปสู่จุดนั้น

    ท้ายที่สุด ในปี พ.ศ. 2137 (ค.ศ. 1594) เมืองละแวกก็แตก ศูนย์อำนาจพังลง ผู้คนถูกกวาดต้อน เมืองหลวงต้องย้ายอีกครั้งไปตั้งที่ สเรยสันธอ (Srei Santhor) บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เมืองนี้ถูกเลือกเพราะอยู่ใกล้เส้นทางน้ำสำคัญและสามารถติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกได้ง่ายกว่า แต่ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางที่เปราะบาง ถูกดึงเข้าไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของทั้งอยุธยาและเวียดนามในเวลาต่อมา

    ต่อมา เมื่อแรงกดดันจากเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น ราชสำนักกัมพูชาจึงย้ายศูนย์อำนาจอีกครั้งไปยัง อุดง (Oudong) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17–18 เมืองอุดงกลายเป็นเมืองหลวงยาวนานที่สุดหลังยุคอังกอร์ แต่ก็ยังไม่ใช่ศูนย์กลางที่มั่นคงอย่างแท้จริง กัมพูชาในยุคนี้อยู่ในสภาพรัฐกันชน ถูกดึงไปมาระหว่างอำนาจของสยามและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

    จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้แรงกดดันของโลกอาณานิคม ศูนย์อำนาจจึงถูกย้ายลงมาที่ พนมเปญ เมืองซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำโขง โตนเลสาบ และบาสัก

    พนมเปญไม่ได้กลายเป็นเมืองหลวงเพราะชัยชนะทางทหาร หากเพราะเหมาะสมต่อการควบคุม การค้า และการแทรกแซงของอำนาจภายนอก โดยเฉพาะฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

    ส่วนชื่อของละแวกก็กลายเป็นบทเรียนมากกว่าสถานที่ เรื่องนี้หากมองอย่างเป็นธรรม อาจเป็นเรื่องของรัฐหนึ่งที่พยายามเอาตัวรอดด้วยวิธีเดิม ๆ ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว และเมื่อเลือกแทงหลังในวันที่อีกฝ่ายกำลังรบตายเป็นตาย ผลลัพธ์ที่ตามมา ก็ยากจะหลีกเลี่ยง

    .....

    History Beyond the Textbooks: On “Longvek”
    Prat Samsee

    Longvek did not come into being in an age of greatness. It emerged from the remnants of a former power. After Angkor began its prolonged decline around the 14th–15th centuries (after c. 1300 CE), Cambodia never fully recovered its status as a great power. The capital was relocated again and again, driven by both external pressures and internal instability, until it finally settled at Longvek—a city situated amid forests, marshes, and dense bamboo thickets, relying more on geography as a defensive shield than on a disciplined military system.

    This was a state built on “necessity” rather than “security.” It was fragmented into rival factions, with princes and elites endlessly competing for power. Such conditions correspond with the depictions found in post-Angkor Khmer chronicles, which reflect a Cambodia lacking a stable center of authority and forced to rely primarily on a politics of survival.

    During the same period, Cambodia continued a familiar policy inherited from the Angkor era: balancing great powers by cultivating relations with multiple external actors—China, Western traders, and neighboring states—in order to preserve room for maneuver. This strategy had worked in the old world. But in a changing world, the most consequential neighbor became the Kingdom of Ayutthaya, which was consolidating its strength after enduring heavy warfare with Burma in the late 16th century.

    Cambodia chose to play the same old game—acknowledging Ayutthaya as a senior partner when necessary, turning toward Ayutthaya’s enemies when opportunities appeared, and then reverting to the role of victim when circumstances turned unfavorable. This pattern appears repeatedly in historical records and is not new in Cambodian history. What had changed was the context, and a strategy that once offered flexibility was now becoming a risk.

    By the reign of King Naresuan the Great (r. 1590–1605), Ayutthaya was far from peaceful. The kingdom was engaged in intense warfare with Burma at a critical historical juncture, as Naresuan committed all available resources to survival and consolidation against a far larger power. At the same time, Longvek itself was uneasy, fully aware that if Ayutthaya were to fall, Burma would likely turn next toward Cambodia.

    In theory, Longvek and Ayutthaya should have been partners in fate—at the very least refraining from undermining one another while one side was fighting for its very survival against a major enemy. In practice, however, Longvek chose a different path. The city began leaning toward Burma, recognizing Burmese authority, offering political legitimacy, and opening its territory for Burmese political and military use. This behavior was consistent with patterns seen among smaller premodern Southeast Asian states, which often aligned with whichever power appeared stronger at the time.

    The problem was that Longvek did not stop at merely “tilted neutrality.” While Ayutthaya was deeply engaged in war with Burma, Longvek moved in ways that bordered on outright betrayal—through border provocations, hostile posturing, and political maneuvers that forced Ayutthaya to fear that its rear would not remain secure. For Ayutthaya, this was a serious strategic warning: fighting Burma while having an unreliable neighbor behind one’s lines meant risking death on two fronts simultaneously.

    It was at this point that Ayutthaya’s perception of Longvek changed decisively. What had once been a neighboring state that could be managed became a variable that created more problems than benefits. Once Ayutthaya regained its footing and Burmese pressure eased, patience toward behavior characterized by “double-dealing, betrayal, and justification through necessity” rapidly disappeared.

    Events then accelerated. The war against Longvek was not an act of emotional retaliation, but a strategic decision to remove a persistent problem. A city that had long relied on forests, bamboo defenses, and political maneuvering now faced systematic pressure.

    Khmer chronicles recount that Longvek did not fall immediately. The conflict with Ayutthaya dragged on for some time, as the city was able to hold out thanks to its surrounding terrain—forests, wetlands, and thick layers of bamboo planted in overlapping rows, regarded as natural fortifications difficult for enemies to penetrate.

    During this prolonged siege, the chronicles record a story that later became a “legend.” It is said that the Ayutthayan army chose to wait—allowing fatigue, hunger, and internal mistrust within the city to accumulate—before an incident occurred that would be retold for generations. According to the tale, silver and gold coins and other valuables were scattered into the forests and bamboo groves surrounding the city. These objects lay on the ground among the undergrowth, with no clear owner, no orders, and no prohibitions.

    At first, few dared to collect them. But over time, attitudes shifted: “If I do not take them, someone else will.” Gradually, people began cutting bamboo and clearing brush to retrieve the valuables. The scattered money did not destroy the defenses at once, but it slowly thinned them—clump by clump, gap by gap—without the sound of battle or a decisive clash.

    This legend functions as a parable within the chronicles, addressing greed, internal division, and collective negligence. It reflects the sentiment of contemporaries that Longvek did not fall solely because its enemy was stronger, but because of its own decisions that led it toward ruin.

    Ultimately, in 1594 CE (2137 BE), Longvek fell. The center of power collapsed, populations were forcibly relocated, and the capital was moved once again—this time to Srei Santhor, in the lower Mekong basin. The city was chosen for its proximity to major waterways and its ease of contact with the outside world, yet it remained a fragile center, increasingly drawn under the influence of both Ayutthaya and Vietnam.

    Later, as pressure from Vietnam intensified, the Cambodian royal court relocated the center of power once more to Oudong during the 17th–18th centuries. Oudong became the longest-serving capital after the Angkor era, but it was never truly stable.

    Cambodia during this period existed as a buffer state, continually pulled between the competing powers of Siam and Vietnam.
    By the 19th century, under the pressures of the colonial world, the center of power was moved again—this time to Phnom Penh, a city located at the confluence of the Mekong, Tonle Sap, and Bassac rivers.

    Phnom Penh did not become the capital because of military victory, but because it was suited to administration, trade, and external intervention—particularly by France in the colonial era.
    The name “Longvek” thus became more a lesson than a place. Viewed fairly, this story is not simply one of defeat, but of a state that attempted to survive by clinging to old methods in a transformed world. When it chose betrayal at the moment another was fighting for survival, the outcome that followed was difficult to avoid.

    https://www.facebook.com/share/1BzR8u8E16/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รมต.ประจำสำนักนายกฯ กัมพูชา โวหากไทยไร้เครื่องบินขับไล่ ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกองทัพกัมพูชา อ้างต่อเนื่องไทยใช้ระเบิดลูกปราย-อาวุธเคมีลักษณะแก๊สพิษ
    .
    Kampuchea Thmey Daily สื่อกัมพูชา รายงานว่า เขียว เรมี (Keo Remy) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา แสดงความเห็นอย่างแข็งกร้าวต่อสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า หากกองทัพไทยไม่มีกำลังทางอากาศ โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ กองทัพไทยจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกองทัพกัมพูชา พร้อมคาดการณ์ว่าทหารไทยจะพ่ายแพ้และอาจเผชิญความแตกแยกภายใน
    .
    เขียว เรมี แสดงความเห็นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สงครามที่เกิดขึ้นทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่ฝ่ายไทยสามารถปฏิบัติการได้ เป็นเพราะมีเครื่องบินคอยทิ้งระเบิดสนับสนุนเท่านั้น พร้อมแสดงความเคารพและยกย่องความกล้าหาญของกองทัพกัมพูชา และเรียกร้องให้ทหารกัมพูชาเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
    .
    เชียว เรมี อ้างว่า กองทัพไทยจะไม่สามารถทนต่อแรงกดดันจากสงครามได้ในระยะยาว เนื่องจากขาดประสบการณ์การรบเทียบเท่ากับฝ่ายกัมพูชา และจะนำไปสู่ความแตกแยกภายในในที่สุด
    .
    ทั้งนี้ รายงานจากฝั่งกัมพูชาอ้างว่า กองทัพไทยมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์หลายประเภท อาทิ ปืนใหญ่ โดรนพลีชีพ ระเบิดลูกปราย รถถังจำนวนมาก อาวุธเคมีในลักษณะควันพิษ และเครื่องบินขับไล่ F-16 โดยอ้างว่ามีเป้าหมายภายในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา
    .
    ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า จำนวนและขอบเขตการใช้เครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชาลึกขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีในจังหวัดเสียมเรียบเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม
    .
    ที่มา: Kampuchea Thmey Daily
    .
    #เขียวเรมี #กัมพูชา #เครื่องบินรบ #กองทัพไทย #กองทัพกัมพูชา #F16 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    https://www.facebook.com/share/1AgtbbD7aj/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทร. เจอหลักฐานเพียบ! แผนผังแสดงตำแหน่งฝังทุ่นระเบิด - คลังแสงอาวุธจำนวนมาก หลังตรวจค้นพื้นที่บ้านหนองรี - กาสิโนทมอดา ประณามกัมพูชาฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง
    .
    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ออกแถลงประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน
    .
    ภายหลังจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและตรวจสอบพื้นที่ บ้านหนองรี และ บ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ายึดครองและใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร
    .
    ได้ตรวจพบวัตถุพยานจำนวนมากที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อันแสดงถึงการวางแผนและการกระทำโดยเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้แก่
    .
    การตรวจพบ แผนผังแสดงตำแหน่งการฝังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและทุ่นระเบิดดัดแปลง ในพื้นที่บ้านหนองรี ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อประสงค์ต่อชีวิตทหารไทย
    .
    การตรวจพบ คลังอาวุธและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงจำนวนมาก ในพื้นที่บ้านท่าเส้น (กาสิโนทมอดา) ซึ่งยืนยันถึงการที่ฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ โดยมีครอบครองและการใช้อาวุธต้องห้ามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
    .
    การกระทำดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นรายที่ 8 ซึ่งถือเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยไม่เลือกเป้าหมาย ทั้งต่อทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์
    .
    สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอยืนยันว่า การใช้ การวาง และการคงไว้ซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในลักษณะดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นพฤติการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ในประชาคมระหว่างประเทศ
    .
    กองทัพเรือจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในระดับรัฐต่อไป รวมถึงการแจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบถึงการละเมิดอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา
    .
    ทั้งนี้ กองทัพเรือขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย ความปลอดภัยของกำลังพล และความมั่นคงของประชาชนไทยอย่างถึงที่สุด และจะไม่ยอมให้การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ถูกเพิกเฉยหรือบิดเบือนจากข้อเท็จจริงโดยเด็ดขาด

    FB_IMG_1766322354449.jpg FB_IMG_1766322356874.jpg FB_IMG_1766322359734.jpg FB_IMG_1766322362411.jpg FB_IMG_1766322364916.jpg
    ขอบคุณภาพจาก: สำนักโฆษกกองทัพเรือ
    .
    #กองทัพเรือ #ทร #แผนผังวางทุ่นระเบิด #ตำแหน่งวางทุ่นระเบิด #บ้านหนองรี #บ้านท่าเส้น #กาสิโนทมอดา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/17oRuShKDa/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกาหลีเดือด! ชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชา❌

    “ประเทศอาชญากรรม ไม่รู้จักบุญคุณ ออกไปจากเกาหลีใต้!”

    กลุ่มภาคประชาชนเกาหลีใต้กว่า 37 องค์กร รวมตัวประท้วงหน้าสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาในกรุงโซล
    เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ตอบโต้กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

    เหตุผลสำคัญ
    ▪️ ชาวเกาหลีถูกหลอก ลักพาตัว กักขัง ทรมาน และเสียชีวิตในกัมพูชา
    ▪️ แหล่งซ่องสุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ระดับนานาชาติ
    ▪️ รัฐบาลกัมพูชาถูกกล่าวหาว่า “เพิกเฉย” และเอื้ออาชญากรรม
    ▪️ นักการเมืองเกาหลีบางส่วนถูกวิจารณ์ว่า “ไปเที่ยว แต่ไม่ช่วยประชาชน”

    เสียงจากผู้ชุมนุมระบุว่า

    “นี่ไม่ใช่ประเทศที่พัฒนา แต่คือรัฐอาชญากรรม
    กัมพูชาไม่ใช่ประเทศที่รู้จักบุญคุณ”

    ⚠️ ข้อเรียกร้องแรงถึงรัฐบาลเกาหลีใต้
    • ตัดเงินช่วยเหลือ ODA
    • ห้ามเดินทาง–ค้าขายกับกัมพูชา
    • ตรวจสอบเงินช่วยเหลือกว่า 4,400 พันล้านวอน
    • ดำเนินการทางการทูตขั้นเด็ดขาด

    เหตุการณ์นี้กำลังเป็นกระแสร้อนในเกาหลี
    และสะท้อนความไม่พอใจของสังคมเกาหลีต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ยังไม่ถูกจัดการ

    #ข่าวเกาหลี #เกาหลีใต้ #กัมพูชา #ประท้วง #อาชญากรรมข้ามชาติ #คอลเซ็นเตอร์ #ค้ามนุษย์ #ชาวเกาหลี #ข่าวต่างประเทศ #ดราม่าระหว่างประเทศ
    #สะใภ้โซลอินโทรเวิร์ต #แม่บ้านเกาหลี #คนไทยในเกาหลี

    https://www.facebook.com/share/1NnsMoBGPr/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "อุม สม อาน" อดีต สส. กัมพูชา แนะรัฐจัดหา "F-16" - "F-35" เสริมกองทัพอากาศทัดเทียมชาติอาเซียน ชี้มีแค่ "กัมพูชา" - "ติมอร์-เลสเต" ไม่มีเครื่องบินขับไล่ประจำการ
    .
    อุม สม อาน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาควรเปิดการเจรจาเพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ทางทหาร ไม่ว่าจะเป็น F-16 หรือ F-35 จากสหรัฐอเมริกา ภายหลังรัฐบาลวอชิงตันได้ยกเลิกข้อจำกัดในการจำหน่ายอาวุธให้แก่กัมพูชา
    .
    อดีต สส. ระบุว่า นอกจากสหรัฐฯ แล้ว กัมพูชายังมีทางเลือกในการจัดซื้อเครื่องบินรบจากประเทศมหาอำนาจด้านการทหารอื่น ๆ เช่น จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส และสวีเดน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน
    .
    อุม สม อาน ชี้ว่า ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ปัจจุบันมีเพียงกัมพูชาและติมอร์-เลสเตเท่านั้นที่ยังไม่มีเครื่องบินขับไล่ประจำการ ขณะที่แม้แต่เมียนมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศยากจนกว่ากัมพูชา ยังมีเครื่องบินรบใช้งานอยู่แล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงช่องว่างด้านศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในระดับภูมิภาค
    .
    อุม สม อาน ระบุเพิ่มเติมว่า กัมพูชาสามารถจัดหาเครื่องบินรบได้ทั้งจากงบประมาณแผ่นดิน หรือผ่านการระดมทุนจากนักธุรกิจระดับออกญา รวมถึงประชาชนชาวกัมพูชา พร้อมประกาศเจตนารมณ์ว่าจะร่วมสมทบทุนด้วยตนเอง หากมีการดำเนินโครงการดังกล่าว
    .
    นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อุม สม อาน ยังเสนอให้กัมพูชาจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ หรือระบบป้องกันขีปนาวุธ เช่น ระบบ KS-1C จากจีน หรือระบบจากสหรัฐอเมริกา อิสราเอล หรือประเทศอื่น ๆ
    .
    เนื่องจากมองว่ากัมพูชาแทบไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ หรือมีอยู่เพียงจำนวนน้อย และจำกัดการใช้งานเฉพาะการคุ้มครองผู้นำระดับสูง
    .
    อุม สม อาน ยังกล่าวอ้างว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยมีการปฏิบัติการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัมพูชายังขาดระบบป้องกันทางอากาศที่สามารถตอบโต้หรือสกัดกั้นอากาศยานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    .
    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้กัมพูชาจัดซื้ออาวุธต่อต้านโดรน ปืนยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงโดรนทางทหารเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในสนามรบ และยกระดับศักยภาพของกองทัพกัมพูชาในการเผชิญหน้ากับกองทัพไทยในสถานการณ์สู้รบ
    .
    ที่มา: FB/ Um Sam An
    .
    #อุมสมอาน #อดีตสสกัมพูชา #F16 #F35 #กัมพูชา #กองทัพกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/1A27zj3kva/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คอมเม้นท์!: ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำลายทิ้ง ป้องกันปัญหาในอนาคต เขมรอาจสร้างต่อเติม เพราะ #มีเจตนาที่จะเพิ่มเขตแดนทางบก หวังผลให้มีผลต่อเส้นเขตแดนทางทะเล ตั้งแต่ต้น ที่สำคัญชายหาดฝั่งไทย เว้าหายไปทุกวันๆ #เซาะกร่อนดินแดนไทย ปล่อยให้ยืดเยื้อ มากว่า20ปี ประท้วงไป2 ครััง เพื่อให้เป็นหลักฐานไว้ แค่นี้ แต่เขมรก็ไม่ยอมรื้อ ชายหาดเราเว้าหายทุกวันๆ เราก็ปล่อยมาจนวันนีั เขมรควรต้องทำให้ชายหาดกลับมาเหมือนเดิม แค่เจาะช่องน้ำไหลผ่าน ไม่เพียงพอ

    ——
    ทัพเรือ ชี้ เขื่อนกันคลื่น เขมร กระทบชายหาด บ้านหาดเล็ก เอกชนเขมร อ้างไม่ได้ล้ำเขตไทย
    แต่ ทร.เผย ส่งผลในอนาคต แบ่งทะเลอาณาเขต-ไหล่ทวีป
    รอดู เขมรยอมเปิดช่องระบายน้ำ
    ลดการกัดกร่อน ชายฝั่งไทยได้หรือไม่

    พล.ร.ต.กรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า เขื่อนกันคลื่น ที่หลักเขต73 บ้านหาดเล็ก จ.ตราด ว่า
    ตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องปัจจุบันที่เราใช้อ้างอิงในเรื่องของการแบ่งเขตแดนทางทะเล เราใช้อนุสัญญาเจนีวา กฎหมายทะเลปี ค.ศ. 1982 ในมาตรา 11 ระบุไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างถาวรที่อยู่ด้านนอกสุด เชื่อมต่อและแยกไม่ได้ไปจากระบบท่าเรือ ให้ถือได้ว่า เป็นชายฝั่งทะเลได้ และสามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงใช้แบ่งทะเลอาณาเขตทางทะเล คือ เขตอธิปไตยทางทะเลของรัฐชายฝั่ง

    กัมพูชาสร้าง เขื่อนกันคลื่น ปี 2540 เมื่อเริ่มสร้าง เราก็เข้าใจว่า เป็นเขื่อนกันคลื่น ต่อมาสร้างโครงสร้างบางส่วนเป็นท่าเรือ

    กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปจ.ชต.) จึงมีการทักท้วงไปยังผู้สร้าง ซึ่งเป็นเอกชน และมีรีสอร์ทอยู่ด้วย

    และสร้างเสร็จ เมื่อ มิ.ย.2541 เราขอให้ยุติการสร้าง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นท่าเรือ ซึ่งทางกัมพูชาโดยเอกชน ก็ยุติ แต่ยังดําเนินการ ในส่วนที่เป็นเขื่อนกันคลื่น

    โดยสถานะของ เขื่อนกันคลื่น ไม่สามารถเรียกได้ว่า เขตของฝั่งทะเล ที่จะนํามาใช้อ้างอิง ในการแบ่ง ทะเลอาณาเขตระหว่างประเทศได้

    ในปีเดียวกัน ทร.ได้แจ้งให้กับ กระทรวงการต่างประเทศทําหนังสือทักท้วงไปยัง กัมพูชา และ กัมพูชา มีหนังสือตอบโต้กลับมาว่า การสร้างเขื่อนกันน้ํา ไม่ได้ล้ำเขตไทย และไม่มีส่วนใด จะแบ่งทะเลอาณาเขต หรือไหล่ทวีป หรือเขตเศรษฐกิจจําเพาะได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ทําหนังสือประท้วง อีกรอบปี 2541

    จากนั้น ปี 2564 ก็ทําหนังสือทักท้วงไปอีกครั้ง การที่เราดําเนินการเช่นนี้ ป้องกัน ถ้ากัมพูชานำเรื่องขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เราถือว่าได้คัดค้าน โต้แย้งในสิ่งที่กัมพูชาดําเนินการเป็นหลักฐานสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย

    พล.ร.ต.กรจักร์ กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันสถานะ เขื่อนกันคลื่น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชายฝั่งที่ใช้ในการแบ่งเขตทะเลอาณาเขตได้

    แต่ผลกระทบที่ปรากฏในปัจจุบันทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลง และเป็นไปได้ว่า ทับถมตะกอนฝ่ายกัมพูชา กัดเซาะชายฝั่ง เกิดความเปลี่ยนแปลงบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด

    เรื่องนี้ กองทัพเรือ แจ้งข้อห่วงใยมาโดยตลอด แต่สถานะปัจจุบัน ยังไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง ความมั่นคงทางทหาร เราจะใช้กำลังทหารเข้าไป ดําเนินการในเรื่องนี้โดยตรง ยังไม่เหมาะสม จึงใช้กระบวนการการประท้วงมาโดยตลอด

    เพราะฉะนั้น หากเรามองในฐานะปัจจุบัน การที่กัมพูชาเปิดช่องบริเวณนั้น ต้องไปตรวจสอบอีกครั้งว่า ในเชิงของอุทกศาสตร์ จะทําให้กระบวนการกระแสน้ํา การทับถมตะกอน การกัดเซาะชายฝั่ง ลดลงไปหรือไม่ เราควรจะดําเนินการอย่างใดต่อไป

    เพราะปัจจุบัน เขามีฝ่ายเริ่มกระทําก่อน
    กองทัพเรือ ไม่ได้ยื่นข้อเสนอหรือข่มขู่ให้กัมพูชารื้อถอนเขื่อนกันคลื่น กองทัพเรือ จะติดตามอย่างใกล้ชิด หากผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามความต้องการ จะดําเนินการในขั้นต่อไป

    หากตรวจสอบว่า ยังไม่พอเพียง และไม่สอดคล้อง เราก็จะดําเนินการต่อไปตามกระบวนการที่เหมาะสม ซึ่งต้อง ดําเนินการจากเบาไปหาหนัก

    ในปัจจุบัน แม้จะเป็น เขื่อนกันคลื่น ก็จริง ในสถานะไม่กระทบโดยตรงการแบ่งทะเลอาณาเขตหรือไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจําเพาะในอนาคตต่อไป

    ส่วนจะมีผลกระทบทางยุทธศาสตร์อย่างใดนั้น น่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งเขตทะเลอาณาเขต หรือไหล่ทวีปในอนาคต ต้องไปตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้งว่า เขื่อนกันคลื่น ไม่ได้ล้ําเข้ามาในเขตอธิปไตยไทย หากล้ํา ก็ต้องให้ กัมพูชา ทําลายทิ้ง ส่วนที่ล้ำให้หมดไป จากเขตอธิปไตยของไทย

    #เขื่อนกันคลื่นกินแดนไทยชายหาดหาย
    #ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา
    #กัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

    https://www.facebook.com/share/p/17hiTyPWTt/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อสักครู่ โฆษกประจำตัวของ ฮุน เซน ได้ออกมาตัดพ้อ

    แปล : นายเชีย ทิริท โฆษกประจำตัวของสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน กล่าวว่า “เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน สมเด็จเดโช ฮุน เซน ผู้นำของกัมพูชา ไม่มีคำพูดใด ๆ จะกล่าวอีกแล้ว ท่านผ่านการสู้รบมาแล้ว 105 ครั้ง และสูญเสียอย่างหนัก 5 ครั้งแล้ว”

    นายเชีย ทิริท ได้บอกสั้น ๆ เพียงว่า...

    “เพื่อชาติและประชาชน ไม่มีคำใดจะกล่าวได้ นอกจากความเหนื่อยล้า ! ท่านผ่านการสู้รบมาแล้ว 105 ครั้ง และสูญเสียครั้งใหญ่ไป 5 ครั้ง"

    - 20 มิถุนายน 1977 ท่านสมเด็จฮุน เซน ได้เสียสละเพื่อต่อสู้ ปลดปล่อยชาติจากระบอบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง

    - 22 ตุลาคม 1996 ท่านสมเด็จฮุน เซน เดินทางไปยังเขตเขมรแดง เสียสละเพื่อสันติภาพของกัมพูชา จนกระทั่งสงครามกลางเมืองยุติลงอย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 29 ธันวาคม 1998

    - ท่านสมเด็จฮุน เซน นำพากัมพูชาออกจากซากปรักหักพัง สู่การพัฒนาด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7 % ต่อปี นานกว่า 2 ทศวรรษ ก่อนเกิด COVID-19

    - ปัจจุบัน ท่านฯ กำลังทำงานร่วมกับพระมหากษัตริย์กัมพูชา พระบาทสมเด็จพระนโนดม สีหมุนี เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ให้แก่ผู้บัญชาการทหารในการต่อต้านศัตรู

    - เมื่อใดก็ตามที่ชาติและประชาชนเผชิญกับความยากลำบาก สมเด็จฮุน เซน ก็อยู่เคียงข้างเสมอ ! ชีวิตของท่านเป็นของชาติเขมร !

    ทุกครั้งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ ท่านมักจะบอกกับเพื่อนร่วมงานเสมอว่า... ”เกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา (ฮุน เซน) ในเปลวไฟแห่งสงคราม และการนำพาประเทศกัมพูชา เขามักจะย้ำเตือนพวกเขาเสมอว่า ชีวิตของฉัน (ฮุน เซ็น) นั้นไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เพราะชีวิตนั้นยากลำบากเกินไป"

    พวกเราเห็นใจเหลือเกิน เห็นใจท่านสมเด็จฮุน เซน ที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ท่านฯ ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อคนเขมรทั้งชาติ

    22 ธันวาคม 2025

    #ชายแดนไทยกัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/17vKFDRmVw/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหมนเริ่มแฉกันเองแล้วจ้า

    กลุ่มฝ่ายค้านกัมพูชาได้รับรายงานจากองค์กรอาชญากรรมและคอร์รัปชัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2025 พบว่ามีผู้บงการอีกคนหนึ่งชื่อว่านาย หู เสี่ยวเหว่ย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของนาย เฉิน จื้อ พลเมืองชาวจีนที่ถือสัญชาติกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จอัครมหาพญาจักรี เฮง สัมริน ตั้งแต่ปี 2020 โดยหาเลี้ยงชีพจากการค้าละมุดย์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ยึดเงินเจ้าพ่อการฉ้อโกงออนไลน์รายนี้ในข้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทปรินซ์ ซึ่งนี่เป็นอีกคนที่อยู่เบื้องหลังการจัดหาเงินให้รัฐบาลกัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า “ท่อน้ำเลี้ยงฮุนเซน” ทั้งเฉินจื้อ และหูเสี่ยวเว่ย ต่างก็ได้รับตำแหน่งออกญา

    https://www.facebook.com/share/p/16TDkZa4VE/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,225
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน!! ฮุนเซนประกาศทุ่มงบกองทัพ หวังเป็น "มหาอำนาจใหม่" พร้อมเปิดเผย "ยุทธศาสตร์สงครามระยะยาว" ชี้ กัมพูชาตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมสามชั้นจากน้ำมือไทย พร้อมปลุกกระแสชาตินิยม ลั่น "จะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร" โดยระบุข้อความในคลิปว่า ดังนั้น ชาติ รัฐ สถาบัน จึงต้องต่อสู้ด้วยกัน เพื่อความเข้มแข็งของกัมพูชา
    .
    เกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ กำลังถูกทำร้ายโดยกองทัพไทยและรัฐบาลไทย เขมร ถูกรุกราน แต่พวกเขาอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเองจากการคุกคามของเรา เขมรถูกรุกราน แต่กลับมีการสร้างเรื่องราวใหม่ขึ้นมาว่า นี่คือการรณรงค์ปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ เขมรถูกรุกราน แต่เรากลับถูกกดดันให้ประกาศหยุดยิงเพียงฝ่ายเดียว นี่แหละคือความอยุติธรรมสามชั้นซ้อนกัน! แต่แน่นอนว่า ยังมีการกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนี้:
    .
    ประเทศเล็ก ๆ อย่างกัมพูชา ถูกบีบให้ยอมรับการหลอกลวงเพื่อเอาใจมหาอำนาจที่ใหญ่กว่า นี่คือความจริงที่โหดร้ายของการเมืองระหว่างประเทศความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติสำหรับคนอ่อนแอ การพูดความจริงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หลักฐานอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความทุกข์ทรมานเพียงลำพังนั้น ไม่มีใครมองเห็น
    .
    อำนาจตัดสินว่าใครถูก อำนาจเป็นตัวตัดสินว่าเรื่องราวของใครจะได้รับการยกย่องว่าเป็นความจริง อำนาจเป็นตัวตัดสินว่าความเจ็บปวดและการสิ้นชีพของใครสมควรแก่การยกย่อง เมื่อกัมพูชาปกป้องตนเอง ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง
    .
    เมื่อกัมพูชาแสดงความยับยั้งชั่งใจ ก็มักจะถูกมองว่าอ่อนแอ เมื่อกัมพูชาร้องขอความยุติธรรม กลับได้รับคำตอบให้มีความอดทน นี่ไม่ใช่การกดดันให้กัมพูชายอมรับความอยุติธรรมเงียบ ๆ หรอกหรือ? นั่นคือเหตุผลที่สงครามครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับกัมพูชา
    .
    แต่เรา ต้องไม่ยอมแพ้! ความเจ็บปวดที่ไร้ทิศทาง นำไปสู่ความสิ้นหวัง แต่ความเจ็บปวดที่มีเป้าหมายและความมุ่งมั่น สามารถเปลี่ยนเป็นพลังของชาติได้ แนวทางข้างหน้าของกัมพูชา คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศในทุกมิติ เราต้องลงทุนในศักยภาพของเราเองให้มากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเสริมสร้างเครื่องมือทางการทูตให้เฉียบคมขึ้น เพื่อเปิดโปงเรื่องเล่าเท็จ
    .
    กัมพูชาต้องสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคม ต่อต้านการทุจริต เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลัง ด้วยการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งของแรงงานฝีมือ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและการทหาร และการสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างความสามัคคีของชาติ เพราะสังคมที่แตกแยกนั้น ง่ายต่อการถูกรังแก
    .
    ประเทศที่ขาดความไว้วางใจในตนเอง ย่อมถูกครอบงำได้ง่าย รัฐ ประชาชน สถาบัน และสื่อ อาจมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ต้องไม่หันมาต่อต้านซึ่งกันและกัน กัมพูชาต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เพราะความยุติธรรมไม่มีความเมตตาต่อผู้ที่อ่อนแออย่างแท้จริง

    ttps://www.facebook.com/photo?fbid=122176703240761044&set=a.122139041594761044
     

แชร์หน้านี้

Loading...