บทความให้กำลังใจ(ชายชราทั้งสาม)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    คนเรามักจะมองว่าทุกข์เกิดจากภายนอก เกิดจากการกระทำหรือคำพูดของคนอื่น หรือเกิดจากเหตุการณ์ผันผวนแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับเรา แต่จริงๆ แล้วเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ภายใน อยู่ที่ใจของเรา เริ่มตั้งแต่อวิชชา

    ตรงนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก ดังนั้นเวลามีความทุกข์ใจก็มักจะโทษสิ่งภายนอก โทษอากาศร้อน โทษการกระทำหรือคำพูดของผู้คน หรือว่าโทษเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยภายนอก แม้จะมีการรับรู้ เกิดการกระทบขึ้นมา คือเกิดผัสสะ ก็ยังไม่เกิดทุกข์ทันที แต่จะต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ จึงจะเกิดทุกข์ขึ้นมา ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ

    ประการต่อมา ปฏิจจสมุปบาทชี้ว่า เมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดการกระทบหรือการรับรู้ ทุกข์ยังไม่ได้เกิดทันที มีกระบวนการหลายขั้นตอนเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดทุกข์ ขั้นตอนที่ว่านี้เรียกง่ายๆ ว่ากระบวนการปรุงแต่ง เริ่มตั้งแต่ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จริงอยู่ผัสสะทำให้เกิดเวทนา แต่มีเวทนาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะเกิดทุกข์ทันที

    พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า เมื่อเกิดผัสสะก็มีเวทนา แต่ว่าทุกข์ยังไม่เกิด เพราะอะไร เพราะว่าแม้มีเวทนาแต่ไม่มีการเสวยเวทนา หรือพูดอีกอย่างก็คือมีเวทนาแต่ไม่มีผู้เสวยเวทนา มีความปวด แต่ไม่มีผู้ปวด ดังนั้นแม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์

    การเสวยเวทนาหรือการมีผู้เสวยเวทนา เกิดจากการปรุงแต่ง ตัณหาก็เหมือนกัน ตัณหาคือความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็อันหนึ่ง กับความอยากผลักไส อันนี้เรียกว่าเป็นการปรุงแต่ง เมื่อเกิดเวทนาแล้ว ถ้าสักแต่ว่ารับรู้ สักแต่ว่ารู้สึก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอมีการปรุงแต่งขึ้นมาว่า เสียงแบบนี้ดี เสียงแบบนี้ไม่ดี อย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ ก็เกิดตัณหาขึ้นมา คือความอยาก เช่น อยากได้ อยากผลักไส นี่ก็ปรุงแต่ง

    อุปาทานก็เหมือนกัน ความยึดติด ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือยึดมั่นสำคัญหมาย แทนที่จะรู้เฉยๆ กลับยึดติดถือมั่น นี่ก็เป็นการปรุงแต่งในจิต จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ ก็คือปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา พอมีตัวกู หรือ มีกูเกิด มันก็มีกูดับ มันก็มีกูที่เสื่อมสลายไป นี่เรียกว่าชรา มรณะ

    ฉะนั้นถ้าเราพิจารณาดูดีๆ ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเกิดผัสสะหรือเมื่อมีผัสสะ แต่เพราะว่ามีการปรุงแต่ง เวลาเรารับรู้อะไร ถ้าเรารับรู้เฉยๆ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่พอเราปรุงแต่ง เช่น ให้ค่าว่าดี-ไม่ดี หอม-เหม็น หรือมาก-น้อย ก็เกิดตัณหาขึ้นมาทันที อะไรที่หอมก็อยากได้ อะไรที่เหม็นก็อยากผลักไส มากก็อยากได้เยอะๆ น้อยก็ไม่เอา ผลักไสออกไป

    ใจของเรามีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้ทัน การปรุงแต่งนี่แหละที่ทำให้เกิดทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อปรุงตัวกูขึ้นมา ตัวกูไม่ได้มีอยู่จริง แต่พอปรุงขึ้นมาด้วยอำนาจของอุปาทาน เกิดชาติขึ้นมา ก็เกิดทุกข์ตามมาเลย คือมีกูผู้ทุกข์

    เช่น เวลาอากาศร้อน ถ้ากายร้อน มันก็เป็นสักว่าเวทนา แต่พอมีความรู้สึกว่ากูร้อนๆ ขึ้นมา มันไม่ใช่แค่กายร้อนแล้ว หรือไม่ใช่กายทุกข์แล้ว แต่จิตก็เป็นทุกข์ด้วย กระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจเรา ถ้าเราไม่รู้ทัน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะมีตัวกูขึ้นมา

    ทีแรกก็ปรุงด้วยการให้ค่าว่าดี-ไม่ดี เช่น เมื่อมีคำต่อว่าด่าทอกระทบหูก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เกิดความรู้สึกว่าแย่ เพราะมีการให้ค่าว่าคำด่าทอเป็นสิ่งไม่ดี จึงเกิดความไม่พอใจ ถ้ามีคนด่าเรา เสียดสีเรา แต่เราไม่เข้าใจคำพูดของเขา เราก็ไม่ทุกข์นะ

    อย่างมีพระรูปหนึ่งท่านมีรูปร่างอ้วน แต่ท่านไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกว่าอ้วน วันหนึ่งขณะที่ท่านกวาดลานวัดอยู่ มีโยมคนหนึ่งมาเรียกท่านว่า “”โพตุง” ท่านได้ยินทีแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไร รู้สึกเฉย ๆ แต่พอนึกไปนึกมา เอ๊ะ “โพตุง” ก็คือ “พุงโต” พอรู้ว่าหมายถึงพุงโต ความโมโหก็เกิดขึ้นทันที เดินไปหาโยมคนนั้นถึงบ้านเลย แล้วก็ต่อว่าใหญ่เลย

    ตอนที่ได้ยินคำว่าโพตุง เนื่องจากไม่รู้ความหมาย ท่านก็ไม่ทุกข์นะ แต่พอรู้ความหมายว่าหมายถึงพุงโต แล้วให้ค่าว่าเป็นคำที่ไม่ดี ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา นึกในใจว่ามาพูดอย่างนี้กับฉันได้อย่างไรว่าพุงโต โกรธเลย

    ทำนองเดียวกันถ้ามีคนด่าว่าเราเป็นภาษาจีน ถ้าเราไม่เข้าใจความหมาย เราก็ไม่ทุกข์ แต่พอเรารู้ความหมาย แล้วเราให้ค่าว่ามันเป็นคำด่า เป็นคำไม่ดี เราทุกข์เลย เช่นเดียวกันเวลาใครชมเรา ถ้าเขาชมเราเป็นภาษาฝรั่ง ภาษาเยอรมัน เราไม่รู้ภาษานั้น เราก็เฉย แม้ว่าเขาตั้งใจชมเราว่าสวย ชมว่าหล่อ แต่พอเรารู้ความหมายเข้า ใจฟูเลย เพราะเราให้ค่ากับความหมายเหล่านั้นว่าดี ก็เกิดความพอใจ ใจฟูขึ้นมาทันที

    สมัยก่อนเวลาใครมีรอยสักตามตัว โดยเฉพาะผู้ชาย ใครเห็นก็รู้สึกว่าน่าเกรงขาม เป็นชายชาตรี แต่ตอนหลังใครมีรอยสักจะถูกรังเกียจว่าเป็นนักเลงอันธพาล แต่มาถึงสมัยปัจจุบันดาราก็ดี นักร้องก็ดี นักกีฬาดังๆ ก็ดี เขาพากันสัก สักตามแขนบ้าง สักตามหัวบ้าง กลายเป็นของดีไป ดีหรือไม่ดี สวย-ไม่สวย เท่-ไม่เท่ มันอยู่ที่การให้ค่า พอให้ค่าว่าดี ก็เกิดความยินดีขึ้นมา เกิดความชื่นชม แต่ถ้าให้ค่าว่าไม่ดี หรือว่าเป็นสัญลักษณ์ของนักเลงอันธพาล ก็เกิดความรู้สึกรังเกียจ เกิดความรู้สึกลบขึ้นมา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องของการให้ค่าทั้งนั้น ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของเรา ก็เช่นกัน

    คราวนี้ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อมีการให้ค่าหรือการตัดสินว่าไม่ดี รวมทั้งมีการยึดว่าเป็นกู เป็นของกู ดังนั้นเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น เกิดเวทนาขึ้นมา แล้วเราทำให้กระบวนการปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น คือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์นะ เวลาใครพูดชมเรา ก็ไม่ได้ให้ค่ากับมันว่าเป็นของดี เวลาใครตำหนิเรา ก็ไม่ได้ให้ค่าว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ใจก็เป็นปกติ

    ตรงนี้แหละคือช่องทางที่เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ คนเราไม่สามารถจะเลือกเจอแต่ผัสสะดีๆ บางครั้งเราก็เจอผัสสะที่ไม่ดี เรียกว่าเจออนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือแม้แต่ธรรมารมณ์ที่ไม่ดี หรือที่ใครๆ ว่าไม่ดี แต่พอมากระทบตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดผัสสะขึ้นมา เราแค่รู้เฉยๆ อย่างที่ครูบาอาจารย์ว่า รู้ซื่อๆ หรือ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์ นี้คือโอกาสที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้

    ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเจอสิ่งดีๆ เราจึงจะไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราต้องเจอสิ่งแย่ๆ เราถึงจะเป็นทุกข์ แม้เจอสิ่งแย่ๆ ที่เรียกว่าอนิฏฐารมณ์ แต่ใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าหากว่าใจเราไม่ปรุงแต่ง ไม่ให้ค่าในทางลบ แค่รู้ซื่อๆ แค่รู้เฉยๆ

    ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในใจ แม้เป็นอารมณ์ลบ เช่น ความโศก ความเศร้า ความโกรธ ถ้าหากว่าเรามีสติรู้ทันอารมณ์นั้น ๆ เกิดอาการรู้ซื่อๆ คือ รู้ว่าโกรธ แต่ไม่ให้ค่าในทางลบกับมัน ไม่มีการปรุงแต่งเกิดขึ้น คือ ไม่ผลักไสมัน ไม่ยึดมันเอาไว้ รวมทั้งไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้โกรธ ใจก็ไม่ทุกข์นะ การฝึกจิตให้มีสติที่ทำให้เกิดการรู้ซื่อๆ เป็นการช่วยลดการปรุงแต่งในใจในทางที่จะก่อทุกข์ขึ้นมา

    อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดเวทนา ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ก็ไม่เกิดทุกข์ แต่เป็นเพราะเราปรุงแต่ง เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามมาด้วยชรา มรณะ จึงเกิดทุกข์ขึ้นมา ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกระบวนการปรุงแต่งในใจของเรา ไม่ใช่เกิดจากการกระทบ ไม่ใช่เกิดจากผัสสะ

    ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ เราก็มาฝึกใจของเรา เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการปรุงแต่งในทางลบ ที่จะนำไปสู่ความทุกข์ หรือถ้าจะปรุงแต่งก็ปรุงแต่งในทางบวก อย่างเช่นคำต่อว่าด่าทอ เราก็ให้ค่าในทางบวกว่ามันเป็นของดี มาฝึกเราให้มีขันติ มันเป็นอุปกรณ์ช่วยขัดเกลากิเลสของเรา ถ้าเราให้ค่าในทางบวกแบบนี้ ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ว่าเราก็ควรรู้จักฝึกใจ ไม่ให้มีการให้ค่าในทางบวกหรือทางลบด้วย ก็คือไม่ให้มีกระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ

    ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ไม่ว่าเราเจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ ทุกวันนี้เวลาเราปรารถนาความสุข เราก็วิงวอนร้องขอ หรือตั้งความหวังว่าอย่าได้มีสิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้ว่าเราจะเจออะไรที่ดีๆ แต่บ่อยครั้งเราก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา รวมทั้งต้องเจอความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก คำต่อว่าด่าทอ หรืออนิฏฐารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหนีพ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเจอแล้วเราจะทุกข์ เราทุกข์ก็ต่อเมื่อมีการปรุงแต่งในทางลบ เช่น ให้ค่าในทางลบ รวมทั้งเข้าไปยึด ไปปรุงตัวกูขึ้นมา เป็นผู้โกรธ เป็นผู้เศร้า หรือเป็นผู้เสวยเวทนา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย ความร้อน

    โดยเฉพาะการปรุงแต่งตัวกูนี่สำคัญมากเลย ที่เรียกว่าภพ ชาตินี่แหละ เพราะถ้ามีการปรุงแต่งตัวกูเมื่อไหร่ แม้เจออารมณ์ที่ดี เจอสิ่งที่น่าพอใจ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายบวก ก็อดยึดไม่ได้ว่าเป็นของเรา เป็นของกูๆ เมื่อได้ลาภก็ไปยึดว่าเป็นลาภของกู เมื่อได้ยศก็ยึดว่าเป็นยศของกู พอยึดว่าลาภยศเป็นของกู ก็เตรียมทุกข์ได้เลย เพราะเมื่อใดที่ไปยึดหรือสำคัญมั่นหมายว่าลาภยศเป็นของกู เราก็กลายเป็นของมันทันที พอมันเสื่อม สลาย หรือแปรสภาพไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความทุกข์ในใจ

    เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องฝึกใจ ฝึกให้รู้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งในใจ เมื่อเกิดผัสสะ หรือเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมา นี่แหละคือโอกาสที่เราจะไม่ทุกข์ โอกาสที่เราจะพ้นทุกข์ได้ แม้เรายังต้องเจอกับความร้อน ความหนาว เจอความผันผวนปรวนแปร เจออนิฏฐารมณ์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ก็ได้

    นี้แหละคือคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เราพบว่าหนทางออกจากทุกข์นั้นมีอยู่ และเราสามารถออกจากทุกข์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาดลบันดาลให้เราประสบแต่โชค ประสบแต่พร ถึงแม้ไม่ได้รับพร ถึงแม้ต้องแก่ ถึงแม้ต้องเจ็บ ถึงแม้ต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่เมื่อไม่ยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา หรือเมื่อเจอการกระทบ คำต่อว่าด่าทอ ก็ไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าเขาด่ากูๆ ไม่เอาตัวกูออกรับ เพราะไม่ปรุงตัวกูตั้งแต่แรก ใจก็ไม่ทุกข์ เมื่อทำเช่นนี้ได้เราก็สามารถอยู่ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน ได้ด้วยใจที่เป็นปกติ

    นี้แหละคือธรรมข้อสำคัญที่เราควรศึกษา และควรน้อมนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการเจริญสติช่วยเราได้มาก เพราะสติช่วยให้เราเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งรู้ทันการปรุงแต่ง ไม่ว่าชอบหรือชัง ไม่ว่ายินดีหรือยินร้าย ไม่ว่าดีใจหรือเสียใจ ไม่ว่าฟูหรือแฟบ สติทำให้เห็นอาการของใจเหล่านั้น แล้วก็ไม่ไปยึดอาการเหล่านั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา คือไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นเจ้าของอาการเหล่านี้

    เมื่อฝึกต่อไปก็จะเห็นละเอียดจนกระทั่งเห็นว่า เพราะไปให้ค่าบวกกับมัน จึงยินดีเมื่อรับรู้มัน หรือเพราะไปตีค่าว่าเป็นลบ จึงยินร้ายเมื่อเจอสิ่งเหล่านี้

    ฉะนั้นถ้าเรารู้จักฝึกสติให้เห็น ไม่เข้าไปเป็น ให้รู้ซื่อๆ ไม่ยึดอารมณ์ใด ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา กระบวนการปรุงแต่งที่จะนำไปสู่ความทุกข์ ก็จะเกิดขึ้นน้อยลง ยิ่งเราเห็นความสำคัญของการรักษาศีล ทำดี ละชั่ว ก็จะช่วยให้จิตใจเราเป็นปกติ สงบเย็นได้ง่ายขึ้น

    อย่างคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ ถ้าเราเอามาปฏิบัติก็ช่วยให้เรามีทั้งกำแพงแห่งความดีปกป้องเราไม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แล้วยังมีกำแพงแห่งสติมาช่วยรักษาใจของเราไม่ให้ทุกข์ ลำพังการทำความดี การละเว้นความชั่ว ช่วยเราได้เยอะ ช่วยปกป้องสกัดกั้นความทุกข์จำนวนมากไม่ให้มาถึงตัวเรา

    แต่ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ความทุกข์บางอย่างก็ยังสามารถมาถึงตัวเราได้ เช่นความแก่ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย รวมทั้งความตาย ไม่ต้องพูดถึงคำต่อว่าด่าทอ หรือความล้มเหลว ความไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้แม้เราจะเจอ แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ หรือดียิ่งกว่านั้นคือรู้ทันการปรุงแต่ง จนกระทั่งว่า เมื่อเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน หรือแม้มีอารมณ์เกิดขึ้นก็แค่รู้ซื่อๆ ใจก็ไม่ทุกข์

    นี่เป็นโอกาสแห่งการพ้นทุกข์ที่เราทุกคนสามารถทำให้เกิดขึ้นแก่ตนได้ แต่เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาว่าพระองค์ทรงค้นพบอะไร และอะไรทำให้พระองค์ทรงออกจากทุกข์ได้ ทางออกจากทุกข์ที่พระองค์ทรงบอกเรา ก็คือเรื่องนี้แหละ

    ฉะนั้นถ้าเรารู้จักใคร่ครวญและนำไปปฏิบัติ ก็เท่ากับว่าเราได้ประโยชน์จากการเป็นชาวพุทธ เราได้ประโยชน์จากการมีพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของเรา รวมทั้งได้ประโยชน์สูงสุดจากศาสนาที่เรานับถือ และได้ประโยชน์สูงสุดจากการเกิดเป็นมนุษย์ หาไม่เราก็ได้ประโยชน์อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจากพุทธศาสนา จากพระพุทธเจ้า และจากการเป็นมนุษย์

    ฉะนั้นในช่วงวันวิสาขบูชาก็ขอให้เราใคร่ครวญความหมายของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งใคร่ครวญถึงความหมายของการเป็นชาวพุทธของเรา ว่าเราควรเป็นชาวพุทธแบบไหน และเป็นชาวพุทธอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นชาวพุทธ หรือการนับถือพุทธศาสนา

    วันนี้เราพร้อมใจกันมาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า มาร่วมกันเคารพสักการะพระองค์ ก็ขอให้พวกเราได้พบกับความสุขสวัสดี ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
    :- https://www.visalo.org/article/bud_bodhiyalai74.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    LPKumKien18.jpg
    คำสั่งเสียของหลวงพ่อ
    พระไพศาล วิสาโล
    การเคลื่อนย้ายสรีระของหลวงพ่อ จากหน้ากุฏิไปศาลาใหญ่บ่ายโมงวันนี้ เป็นไปตามที่ท่านได้สั่งไว้ในพินัยกรรมของท่าน ว่าให้ตั้งสรีระของท่านไว้ที่กุฏิ ๕-๗ วัน หลังจากนั้นค่อยเคลื่อนไปศาลาใหญ่ แล้วจึงเคลื่อนย้ายสรีระท่านไปที่เมรุ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ วัน

    หลวงพ่อได้กำหนดและออกแบบพิธีกรรมสำหรับการปลงสรีระของท่านไว้อย่างชัดเจน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์ลูกหาทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรดี   ซึ่งลูกศิษย์แต่ละคนก็คงจะมีความเห็นแตกต่างกันไป กว่าจะตกลงกันได้ก็คงต้องใช้เวลา หรืออาจจะตกลงกันไม่ได้ด้วยซ้ำ หลวงพ่อช่วยลูกศิษย์ลูกหาไว้มากทีเดียว โดยระบุไว้ชัดเจนว่าจะให้ทำอย่างไรกับสรีระของท่านเมื่อสิ้นลมแล้ว

    นอกจากระบุชัดเจนแล้ว ท่านยังกำชับให้การจัดการสรีระของท่านเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองมาก อย่างเช่น มีแค่เฉพาะพิธีกรรมตอนเย็น คือการสวดมนต์แปล ไม่ใช่สวดโดยที่คนฟังและคนสวดไม่รู้ความหมาย มีการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแปล และสวดอภิธรรมแปล พวกเราที่เคยไปงานศพ อาจจะเคยฟังพระสวดอภิธรรมมาร้อยครั้งพันจบ แต่ไม่รู้ความหมายเลย แต่ใครมางานหลวงพ่อก็ได้รู้ความหมาย แม้อาจยังไม่เข้าใจชัด ว่าอภิธรรมซึ่งเป็นเรื่องระดับปรมัตถ์ มีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าคำบาลีที่พระสวดนั้นแปลว่าอะไร อันนี้คือศาสนพิธีระหว่างที่รอการปลงสรีระของท่าน

    ครั้นถึงวันปลงสรีระคือวันที่ ๖ กันยายน พิธีกรรมก็ไม่มีอะไรยาก ง่าย ๆ เหมือนกันคือ แสดงธรรมและสวดมนต์ ก่อนสวดก็แสดงธรรมครึ่งชั่วโมง สวดมนต์ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ถวายเพลิงสรีระท่านเลย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีพิธีทอดผ้าบังสุกุล ท่านกำชับไว้เลยว่าห้ามมี คงเพราะท่านตระหนักดีว่าพิธีทอดผ้าบังสุกุลเดี๋ยวนี้เฟ้อมาก แต่ก่อนทอดผ้าแค่ไตรเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีการทอดผ้ากันเป็นสิบเป็นร้อยไตร แต่เดิมทอดผ้าบังสุกุลไม่กี่ไตร แต่ว่าพอเชิญแขกผู้มีเกียรติมาทอดผ้าแล้ว ก็เกรงว่าคนที่ไม่ได้รับเชิญจะน้อยใจ จะรู้สึกไม่ดีกับเจ้าภาพ จึงเพิ่มเป็นสิบแล้วก็ยี่สิบ ตอนหลังก็เป็นร้อย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ตายเป็นข้าราชการหรือคนมีชื่อเสียง เดี๋ยวนี้ทอดผ้ากันเป็นร้อยแล้ว และไม่ใช่จำเพาะกรณีที่เป็นข้าราชการเท่านั้นนะ งานศพของชาวบ้านธรรมดา เจ้าภาพก็อยากจะทำแบบนั้นบ้าง ทำตามแบบข้าราชการ

    ที่ภูหลงเดือนก่อนมีงานศพ ก็มีการทอดผ้าบังสุกุลเป็นร้อยเหมือนกัน อันนี้เข้าใจว่าเป็นการให้เกียรติแขกที่มาร่วมงาน เพราะบางทีก็มีนายกเทศมนตรี มีผู้อำนวยการ มีครู แต่ทำไปทำมากลายเป็นการทำเพื่อหน้าตาหรือเกียรติยศของเจ้าภาพมากกว่าที่จะทำเพื่อเกียรติของผู้ตาย เพราะผู้ตายก็คงไม่ปรารถนาอย่างนั้น เดี๋ยวนี้แม้แต่ภูหลงซึ่งอยู่ห่างไกล ก็มีพิธีกรรมซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไปลอกเลียนมาจากในเมือง ลอกเลียนมาจากข้าราชการ ซึ่งมักทำงานศพเพื่อหน้าตาของเจ้าภาพมากกว่า

    แต่พิธีกรรมของหลวงพ่อที่จะให้ทำวันที่ ๖ กันยายน รวมทั้งวันอื่น ๆ ก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรมาก มีแค่ ๓ ขั้นตอนเท่านั้น คงมีญาติโยมหลายคนคิดว่าต้องมีพิธีกรรมมากกว่านี้จึงจะสมเกียรติหลวงพ่อ แต่ที่จริงแล้วถ้าจะให้สมเกียรติหลวงพ่อ ก็ไม่ควรไปเน้นที่พิธีกรรมหรือศาสนพิธี แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับศาสนธรรม อันนี้หลวงพ่อเขียนไว้ในพินัยกรรมเหมือนกันว่า ศาสนพิธีให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ให้ความสำคัญกับศาสนธรรมเต็มที่

    ถ้าจะให้เกียรติหลวงพ่อ อยากแสดงความเคารพหลวงพ่ออย่างแท้จริง อย่าไปเน้นเรื่องศาสนพิธี ให้มาเน้นศาสนธรรม ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตนเองจะได้ประโยชน์จากงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ศิษยานุศิษย์ก็คงอยากทำอะไรเพื่อหลวงพ่อ หลายท่านอยากจะพิมพ์หนังสือ หลายท่านก็ขอพิมพ์ภาพของหลวงพ่อ ทั้งนี้เพราะอยากมีส่วนในการทำบุญครั้งนี้ แต่ที่จริงแล้วหลวงพ่อท่านไม่ได้ต้องการบุญแล้ว งานศพส่วนใหญ่จะมีพิธีการทำบุญ บำเพ็ญทักษิณานุปาทาน มีการถวายสังฆทาน ทั้งนี้เพื่ออุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ แต่หลวงพ่อท่านไม่ปรารถนาแล้ว ท่านไปพ้นเรื่องบุญแล้ว คนที่ต้องการบุญคือพวกเราต่างหาก และที่ต้องการมากกว่านั้นคือกุศล
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    มาพิจารณาดูแล้ว หลวงพ่อท่านช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหามาก เมื่อจากไปแล้วก็ไม่อยากให้ท่านเป็นภาระของพวกเรา ท่านจึงระบุเอาไว้หลายอย่างทั้งในพินัยกรรมและบันทึก ที่จริงไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานศพ ท่านยังระบุอีกว่า ก่อนที่ท่านมรณภาพ ช่วงที่ท่านอาพาธอยู่ ขออย่าให้ทำอะไรกับท่านบ้างในยามที่ท่านไม่สามารถตัดสินใจได้ เช่นห้ามปั๊มหัวใจ ห้ามผ่าตัดใหญ่ ห้ามใช้เครื่องช่วยหายใจหากว่าท่านหายใจด้วยตัวเองไม่ได้ ท่านระบุเอาไว้ชัดเจนมาก ซึ่งช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของศิษยานุศิษย์ ว่าจะทำอย่างไรดี มันเคยเป็นอย่างนี้มาแล้วในกรณีของครูบาอาจารย์หลายท่าน พออาพาธหนักจนไม่รู้ตัว ลูกศิษย์ลูกหาก็พากันทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตของท่านเอาไว้ ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานและสิ้นเปลืองเป็นอย่างยิ่ง เป็นการส่งเสริมค่านิยมยื้อชีวิตหนีความตาย ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น

    หลวงพ่อทำเป็นแบบอย่างให้แก่พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือญาติโยม สำหรับคนทั่วไปถ้าไม่ระบุเรื่องนี้เอาไว้ก็อาจจะมีปัญหาได้ เช่นเวลาเจ็บป่วยไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรได้ ลูกหลานก็จะเถียงกันว่าจะทำอย่างไรดี จะยื้อหรือไม่ยื้อ และส่วนใหญ่คะแนนก็จะเทไปทางยื้อเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ทำเพื่อผู้ป่วยโดยตรง แต่ทำเพื่อลดความรู้สึกผิดของลูกหลานที่ไม่ค่อยดูแลท่านตอนที่ท่านยังปกติอยู่ พอท่านป่วยหนักก็อยากจะแสดงความกตัญญูต่อท่าน บอกหมอว่าทำเต็มที่เลยนะ จ่ายเท่าไหร่ไม่ว่า หลายคนทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่านี่เป็นการแสดงความกตัญญู แต่อันที่จริงที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการลบความรู้สึกผิดของตัวเองที่ไม่ค่อยมาดูแลท่านเลย กลายเป็นว่าการกระทำกับคนป่วย ไม่ใช่เพราะประโยชน์ของผู้ป่วย แต่ทำเพื่อตัวเองมากกว่า เพื่อความสบายใจของตนเอง และเพื่อไม่ให้ใครต่อว่าว่าเป็นลูกหลานอกตัญญู ทำไมไม่ช่วยพ่อแม่ให้เต็มที่ ทำไมไม่ยื้อชีวิตท่านเอาไว้

    แต่ถ้าระบุไว้ชัดเจนแบบนี้ก็หมดปัญหาที่จะถกเถียงกัน ยิ่งถ้าระบุไว้ด้วยว่าตายแล้วจะให้จัดงานศพอย่างไร จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ยังอยู่ ไม่ต้องทะเลาะกันว่าจะทำอย่างไรให้สมเกียรติผู้ตาย เพราะพอพูดถึงคำว่าสมเกียรติ ก็มักจะหมายถึงการทำให้ยิ่งใหญ่ มีพิธีการมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น และเสียเงินมากขึ้น กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อและห่างไกลศาสนธรรมไป

    ขอให้พวกเราถือเอาหลวงพ่อเป็นแบบอย่าง และเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน ในยามที่ต้องดูแลเรายามป่วยหนักหรือจัดงานศพให้เราเมื่อสิ้นลม
    :- https://www.visalo.org/article/person15lpKumkien10.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    pharmalai_01.jpg
    เยี่ยมนรก
    โดย หลวงตาแพรเยื่อไม้
    จัดพิมพ์ โดย ธรรมสภา

    วัตถุนิยมอันเป็นรากฐานของวิทยาการแผนใหม่ ได้ทำให้เรื่องสวรรค์ – นรกพังทลายลงไปเกือบไม่เหลือไว้ในความคิดคำนึงของคนปัจจุบัน เพราะถือว่าพิสูจน์ไม่ได้ บางลัทธิถึงกับเห็นว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ในทางธรรมเล่า ก็เกิดมีนักธรรมบางประเภท จัดเอานรกสวรรค์ เป็นอุปาทานอันร้ายกาจ ทำให้ไปนิพพานช้า

    เมื่อมีการพูดถึงนรกสวรรค์กันขึ้นมา ก็มักจะพูดถึงกันอีกทัศนะหนึ่ง เช่นในแง่เปรียบเทียบที่ไม่มีสาระอยู่ในตัวเอง นรกสวรรค์ตามทัศนะใหม่เอี่ยมนี้ จะต้องลูบคลำสัมผัสได้ ขึ้นนรกตกสวรรค์กันอย่างทันตาเห็น หากใครไปพูดถึงนรกสวรรค์ตามความหมายเดิมซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์พระศาสนา ก็ถูกจัดเป็นบุคคลประเภท “หัวเก่า” ล้าสมัย นี่คือการพังทลายของนรกสวรรค์

    ก็เมื่อนรกสวรรค์พังทลาย หรือได้ถูกแปลงรูปไปเสียแล้วเช่นนี้ รากฐานแห่งจรรยาของมนุษย์คือ หิริโอตตัปปะและศรัทธาอันบริสุทธิ์ ก็พลอยแปรปรวนไปด้วย เป็นเหตุให้คนเราอายชั่วกลัวบาปกัน อีกแบบหนึ่ง คือจะอายและเกรงกลัวกันก็ต่อเมื่ออยู่ในที่แจ้งเท่านั้น ส่วนศรัทธาในความดีเล่า ก็ไม่นิยม “ปิดทองหลังพระ” ไม่ยอมทำความดีในที่ลับ เหตุนี้จึงทำให้มีป้ายและคำโฆษณาของนักบุญมากมาย นี่แหละจรรยาของนักบุญยุคใหม่ ยุคที่นรกสวรรค์ถูกลืมและเยาะเย้ย

    แม้นรกสวรรค์จะถูกลืม และคัมภีร์พระศาสนา เช่น เนมิราชชาดก หรือมาลัยสูตร จะไม่ได้รับการคารวะนับถือจากนักศึกษารุ่นใหม่ แต่ก็ยังมีประสบการณ์จากบางคน ซึ่งเกิดมาพ้องตรงกันกับเหตุการณ์ หรือเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ หลวงตาขอเชิญท่านพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

    เด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร อายุย่าง ๑๔ ปี อยู่กับคุณปู่คุณย่าของเธอ ที่บ้านเลขที่ ๓๔ ตรอกพระยาไม้ ติดกับวัดหลวงตา มาตั้งแต่อายุ ๖-๗ ขวบ ตามปกติคุณย่าของเธอ (นางวงษ์ จูงใจ) เป็นคนใจบุญ ทำบุญใส่บาตรเป็นประจำในตอนเช้า ตอนเพลก็จัดปรุงอาหารถวายพระตามกุฏิต่างๆ โดยให้เด็กหญิงลัดดาผู้นี้บ้าง คนในบ้านบ้าง ตนเองบ้าง นำไปถวาย

    และมิเพียงแต่พระเจ้าพระสงฆ์เท่านั้น ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์นานาชนิด เช่น แมว สุนัข ไก่ นก (กระจอก) กา ทั้งในบ้านและที่วัด โดยเฉพาะรอบกุฏิของหลวงตา แมว สุนัข และนกกระจอกอุดมสมบูรณ์ ผู้มีหน้าที่นำมาเลี้ยงก็คือเด็กหญิงลัดดาผู้นี้ พระเณรมักจะสัพยอกเธอ โดยตั้งสมญาว่า “เทพีข้าวแมว” บ้าง “กี๋” บ้าง ซึ่งเธอก็ไม่เคยโกรธ

    นอกจากนี้ยังปรากฏว่าคุณย่ามีความเข้มงวดกวดขันในเรื่องจรรยามารยาทของเธอมาก อบรมให้นอบน้อมพระเจ้าพระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ขยันขันแข็งในกิจบ้านการครัวอย่างเกือบจะผิดวิสัยเด็ก ต้องตื่นแต่เช้ามืดเข้าครัวหุงต้มและรีบไปจ่ายตลาด เพื่อกลับมาจัดปรุงอาหารให้ทันใส่บาตรพระ

    เสร็จจากงานครัวและใส่บาตรแล้วก็นำหนังสือพิมพ์ ไปถวายให้พระเณรในวัดได้อ่าน หลายกุฏิ ขุนสุนัข เลี้ยงแมว เอาข้าวสารไปหว่านโปรยเลี้ยงนก ตามที่ต่างๆ จากนั้นก็ประกอบงานอาชีพโดย คุณย่าได้จัดปรับปรุงในด้านติดถนนเป็นบริการเสริมสวย และฝึกปรือเธอให้รู้จักศิลปะเสริมความงาม เมื่อคิดถึงอายุของเธอแล้ว ก็นับว่ามีฝีมือน่าชมทีเดียว ลูกค้าของเธอมากเหมือนกัน

    มาเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ เช้ามืดเธอนอนไม่ตื่น ถึงคุณย่าจะปลุกด้วยวิธีรุนแรงเธอก็นอนเงียบ คุณย่าแปลกใจเพราะปกติเด็กหญิงลัดดาไม่เคยดื้อและเกรงกลัวอยู่ เมื่อสัมผัสถูกต้องเนื้อตัวดู เย็นชืด เมื่ออุ้ม ก็อ่อนปวกเปียก คุณย่าตกใจ จึงปลุกสามี (ส.ต.อ. ผาด จูงใจ) ให้ลุกขึ้น แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ปฐมพยาบาล คลำชีพจรไม่เต้น เอาสำลีรอจมูก ไม่มีลมผ่าน, ตกลงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช เมื่อแพทย์รับไว้และทำการแก้ไขพยาบาล ส.ต.อ.ผาด กับเพื่อนคนหนึ่งก็อยู่เฝ้าไข้หลานจนเวลาผ่านไปประมาณ ๙.๓๐ น. จึงพื้น

    อาการแรกที่เธอฟื้น เธอได้ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” สองสามครั้ง มีอาการตัวสั่นหวาดกลัว ส.ต.อ.ผาด เห็นดังนั้นจึงพูดปลอบ “ปู่อยู่กับหนูที่นี่ หนูไม่ต้องกลัวอะไร.....” เธอหยุดร้อง ลืมตาแล้วก็หลับไป หายใจเหนื่อยหอบตัวสั่นเทา คุณปู่จึงถามหลานว่า “หนูกลัวอะไรหรือ ? ที่นี่ไม่มีใครมาทำอะไรหนูได้หรอก” เธอพูดทั้งๆ ยังหอบว่า “หนูเห็นคนรูปร่างใหญ่โต ถือไม้กระบอง หัวมีเขาสองเขาและอีก ๔-๕ คน หัวโพกผ้าแดงเข้ามาทางหน้าต่าง เข้ามาบีบคอหนู แล้วอุ้มหนูไป หนูเรียกให้ปู่ช่วย ปู่ก็ไม่ช่วย”

    เนื่องจากหลานยังเหนื่อยและตื่นเต้น คุณปู่จึงยังไม่รบกวนซักถามอีก ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา จนเวลาล่วงไปถึงประมาณ ๑๕.๐๐ น. จึงตรวจอาการอีกครั้ง เห็นว่าปลอดภัยจึงอนุญาตให้นำกลับบ้านได้ เมื่อถึงบ้าน มีอาการหิว รับประทานอาหารแล้วก็หลับไปพักใหญ่ ครั้นตื่นขึ้น คุณปู่คุณย่าจึงช่วยกันสอบถามความทรงจำอันประหลาดของเธอ

    ต่อไปนี้ จะได้เรียบเรียงเรื่องราวในความจำของเธอโดยอาศัยบันทึกของ ส.ต.อ.ผาด จูงใจ คุณปู่ของเธอและหลวงตา ได้สอบถามเธอด้วยตนเองบ้าง ขอเรียบเรียงแต่ย่อๆ เท่าที่หน้ากระดาษจำกัด

    เมื่อเธอถูกอุ้มออกทางหน้าต่างไปแล้วถูกบังคับให้เดินไปในที่ที่ไม่เคยผ่าน เธอเห็นต้นไม้ประหลาดขึ้นอยู่มากมายเป็นป่าพืดไปทีเดียว ต้นไม้นั้นมันมีหนามแหลมคมเต็มไปหมด มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ล้วนแต่เปลือยกายพากันปีนป่ายขึ้นไป ถูกหนามแทงเลือดโซมกาย คนไหนกลัวเจ็บไม่ยอมขึ้น ก็มีคนข้างล่างคอยเอาหอกแทงกัน ต้องปีนขึ้นไปให้หนามเกี่ยวแทงเจ็บปวดร้องลั่น พอขึ้นไปสูงๆ ก็มีนกตัวใหญ่ ปากเป็นเหล็กบินมาจิกฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ

    เธอทนดูไม่ต้องต้องหลับตาเพราะเสียวสยอง เดินต่อไป ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบผู้ชายผู้หญิงหลายคนถูกมัดยืนอยู่ บนหัวมีกงจักรพัด คมจักรบาดหัวกระจุยกระจาย เลือดเนื้อสาดกระเซ็นเป็นวง เธอแข็งใจถามเขาว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เขาบอกเธอว่า เมื่อเป็นมนุษย์อยู่ เขาเนรคุณทารุณพ่อแม่อย่างสาหัส

    จากนั้นก็ถึงศาลาหลังหนึ่งมีผู้หญิงแก้ผ้าอยู่บนนั้น กำลังใช้มือที่กำผ้าทุบอกตัวเอง แล้วก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เธอถามว่าทุบอกทำไม ? นางบอกว่าเมื่อเป็นคน นางทารุณเฆี่ยนตีลูกตนเองและลูกเลี้ยงด้วยความเกลียดชัง

    ต่อไปก็พบ ปู่ของเธอเอง (มิใช่ ส.ต.อ.ผาด) ถูกมัดไว้ไม่มีผ้านุ่ง มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเฟะเยิ้มทั้งตัว ปู่บอกเธอว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เบียดเบียนรังแกทั้งคนและสัตว์ไว้มาก “หนูช่วยปู่ด้วย” แต่เธอช่วยปู่ไม่ได้ ถูกบังคับให้ผ่านปู่ไป ได้พบ เจ็กขายปลาที่ตลาดนกกระจอก (ตลาดสดข้างบ้าน) เธอจำได้เห็นกำลังถูกมัดให้นอนอยู่ มีหัวถูกผ่าออกเป็นสองซีก ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก

    ได้พบกระทะใบใหญ่มีน้ำเดือดพล่าน และมีหัวกะโหลกต้มเคี่ยวแต่ไม่มีไฟ มีคนถูกเฆี่ยนตีอยู่หลายคนเสียงร้องน่าหวาดเสียวขนลุกขนพอง พอพ้นจากภาพอันน่าหวาดเสียวไปแล้ว ก็ถึงที่แห่งหนึ่งมีสำรับจัดอย่างสวยงาม ทั้งถาดและถ้วยชามซึ่งมีฝาปิด ล้วนเป็นทองคำทั้งสิ้น ตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฟากทางมองสุดสายตา ผู้นำพาเธอเดินไป ถามว่าหนูอยากกินไหม ? เธอบอกว่าอยากกิน เขาบอกว่าของเหล่านี้เป็นของหนูทั้งนั้น หนูจำไม่ได้หรือ ว่าได้ทำร่วมกับผู้ใจบุญคนหนึ่ง เธอนึกถึงคุณย่า..... เขาบอกว่านั่นแหละเป็นของหนูด้วย กินได้ทุกอย่าง

    เธอจึงเข้าไปเปิดฝาถ้วยชามอาหารแต่ละอย่าง กำลังร้อนๆ มีควันฉุยหอมน่ากิน เธอก็เลยกินเสียอิ่ม มีที่ไม่ร้อนอยู่อย่างเดียวคือ น้ำส้มคั้น ดื่มแล้วหวานชื่นใจ จากนั้นก็เจอข้าวสารใส่ตุ่มแก้ว เมล็ดโตๆ งามๆ ตั้งเรียงไว้หลายสิบตุ่ม เจอขนมฝรั่ง เจอหัวเป็นหัวไก่ จำได้ว่าเคยเอามาต้มเป็นอาหารเลี้ยงสุนัข แต่ที่นี่อยู่ในอ่างทองคำ พบข้าวสุกคลุกเนื้อปลา ใส่อ่างทองคำไว้หลายสิบอ่าง ทำให้นึกถึงข้าวแมว พบหนังสือพิมพ์มัดวางไว้เป็นตั้งๆ จากสิ่งเหล่านี้

    เขาก็พาเธอเดินไปจนกระทั่งเกือบจะถึงกำแพงใหญ่ แลเห็นมีภูเขาอยู่ลึกเลยเข้าไป ได้พบพระองค์หนึ่งรูปร่างเหมือนพระพุทธรูป ที่เธอเคยบูชากราบไหว้ที่บ้าน พระท่านถามคนนำพามาว่า “โยมจะพาเด็กคนนี้ไปไหน..... นำเขากลับไปส่งบ้านเสีย..... เอามาผิด เป็นคนละคนน่ะชื่อเดียวกัน”

    คนนำนิ่ง พระพูดต่อไปอีกว่า “ไหนๆ ก็พามาแล้ว ให้ดูข้างในเสียหน่อยซี” คนนำยังนิ่ง พระองค์นั้นก็เลยพูด, เปลี่ยนความคิดว่า “อย่าเลยไม่ต้องให้ดูหรอก เท่านี้ก็พอ อยู่นานนักไม่ได้ เขายังมีงานรออยู่ทางบ้าน พาเขาไปส่งเถอะ” แล้วหันมาพูดกับเธอว่า “จำไว้นะหนู ต่อไปนี้ความชั่วความบาปอย่าทำ.....” คนนำพูดสอดขึ้นด้วยเสียงขู่ตะคอกว่า “เอ้าโดดน้ำไปซิ”

    ขณะนั้นเธอเห็นแม่น้ำกว้างเกิดขึ้นขวางหน้า จนปัญญา เห็นว่าหมดทางกลับเสีย แล้วก็บังเอิญได้ยินพระพูดว่า “ไม่ได้ทำอย่างนั้นไม่ได้ เอาเขามาอย่างไร ก็ไปอย่างนั้นซิ” อย่าฉับพลันทันที มีนกใหญ่ตัวหนึ่งขนสีทอง มีขาสองขา (นกไม่น่าจะมีขามากกว่าสองขา เขียนตามที่เธอเล่า) มาหมอบลงให้เธอนั่งบนหลัง แล้วก็บินพากลับผ่านผู้หญิงรูปร่างสวยๆ ลอยอยู่กลางอากาศ (นางฟ้ากระมัง ?) ร้องทักเซ็งแซ่ไปหมด

    มีคนหนึ่งร้องว่า “หนูแล้วมาเที่ยวใหม่นะจ๊ะ” เมื่อจะพ้นจากกลุ่มผู้หญิงสวยๆ เธอเสียดายอยากเหลียวไปดูอีก ก็ถูกคนนำพา ที่ลอยมาเร็วพอกับนกบินขู่ว่า “อย่าเหลียวกลับไปดูนะ ขืนเหลียวจะแทงให้ตาย” จากนั้นก็ถึงบ้าน เขาบอกว่า “เอ้าถึงแล้ว” เธอลงจากหลังนก ด้วยความกลัว รีบวิ่งเข้าบ้าน ปากก็ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” ต่อแต่นั้นเธอก็ฟื้น เหตุการณ์ก็เป็นดังกล่าวมาแต่ต้น.....

    ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เด็กหญิงผู้นี้มิได้ป่วยไข้แต่อย่างใด ไม่เคยอ่านหนังสือมาลัยสูตร หรือเนมิราชชาดกหรือฟังเทศน์ฟังธรรม จึงไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานจนสามารถจะผูกนิยายแบบคัมภีร์ศาสนาราวกับนักเทศน์ผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นประสบการณ์จากสัญญาประหลาดนี้ จะเกิดจากอุปาทานได้อย่างไร ? ทั้งวัยของเธอก็เรียกได้ว่า เริ่มจะเดียงสาเท่านั้น

    คัมภีร์พระศาสนาได้ช่วยอบรมให้มนุษย์ เกลียดนรกรักสวรรค์ จนกลายเป็นนิสัยกระแสหนึ่งของคนไทย ใครจะคิดทำชั่วขึ้นมา แม้ตำรวจจะไม่จับ หรือไม่ถูกนินทา แต่ก็ยังมีความอายและความกลัวนรกคอยหักห้ามเอาไว้ เมื่อจะทำความดี ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนจะไม่เห็น ไม่ยกย่องสรรเสริญเพราะมีความมั่นใจว่า “แม้คนจะไม่เห็นแต่ผีสางเทวดารู้”

    นี่แหละที่มาของความอายชั่วกลัวบาป ทั้งที่ลับและที่แจ้ง และรากฐานของจรรยามนุษย์แต่ดั้งเดิม ซึ่งรักษาชาติคุ้มครองสังคม ให้ปลอดจากอันตรายและก่อให้เกิดจารีตประเพณี อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้เกิดสง่าราศี เราจะมารื้อนรกสวรรค์ทิ้งเสีย ด้วยความรู้อันทันสมัยที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ละหรือ ?

    บางทีเรื่องของเด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร ที่หลวงตาเรียบเรียงขึ้น จะช่วยทำให้พวกเราพากันเสียดายเรื่องนรกสวรรค์ขึ้นมาบ้างกระมัง ? ความโง่ ที่คอยกีดกันคนไม่ให้กระทำชั่ว จะไม่มีประโยชน์บ้างเชึยวหรือ ?

    ................. เอวัง .................

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=919
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    normal_�Ҿ�ط���Ż�.jpg
    คลั่งนิพพาน

    เรื่องจาก : นิทานธรรมะบันเทิง
    โดย : พระพิจิตรธรรมพาที

    มีคนแก่คนหนึ่งเป็นผู้หญิงบ้านอยู่ใกล้วัด ได้ฟังพระท่านเทศน์ว่ายอดของความดีอะไรจะมาประเสริฐสูงสุดเท่านิพพานเป็นอันไม่มี เงินพึ่งได้แค่เตียงโรงพยาบาล ลูกหลานที่รักนักหนาจะตามไปส่งอย่างไกลก็แค่เมรุแค่ป่าช้า ไปถึงนั่นแล้วมันหันหลังกลับมันให้เราไปคนเดียว ฉะนั้น อย่าไปไว้ใจ สู้บุญไม่ได้ บุญตามส่งเสียเราได้ไกลกว่าลูกหลานเงินทอง ยอดของบุญอะไรจะมาเท่านิพพานไม่มี แกคลั่งนิพพาน ใคร่นิพพาน เคลิ้มนิพพานทำบุญทำทานทีไร นิพพาน ปัจจโย โหตุ ทุกที หลงนิพพาน ทุกเวลาเย็นจะไปกวาดวัดดายหญ้าในวัด ไปช่วยพระสงฆ์ ตามกำลังของคนแก่ที่เรียวแรงน้อยก็มาบำเพ็ญบารมีไปตามกำลัง เวลาจะกลับบ้านก็แวะเข้าโบสถ์เสียก่อน โบสถ์ของวัดบ้านอกแต่ก่อนไม่ต้องปิด ไม่ต้องใส่กุญแจเหมือนอย่างสมัย นี้เปิด ๔ ด้าน ตลอดปีตลอดชาติใครจะเข้าจะออกได้ตลอด เพราะขโมยตัดคอพระยังไม่มี

    วันหนึ่ง แกก็ทำอย่างนั้นจะกลับบ้านก็เข้าไปสวดมนต์ พอสวดมนต์แล้วก็ อธิฐาน นิพพาน ปัจจโย โหตุ ขอบุญบารมีที่ดิฉันทำจงเป็นปัจจัยให้ดิฉันไปนิพพานด้วยเถิด หลวงพ่อเจ้าขา อย่างนี้ทุกวันแล้วก็กลับบ้านนอนหลับสบาย

    วันนั้นก็เข้าไปสวดมนต์แล้วอธิฐานนิพพานปัจจโย โหตุ ขอให้ดิฉันไปนิพพานด้วยเถิด หลวงพ่อเจ้าขา หลวงพ่อพระประธานเกิดพูดได้ขึ้นมา

    "สาธุ ! ได้ไปแน่ยายฉิ่ง…วันนี้ยายสะดุ้งเอ๊ะรู้จักชื่อเราด้วย หรือ ? มาเรียกยายฉิ่ง"

    "เตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้นะยาย?"

    "ไปได้แน่หรือหลวงพ่อเจ้าขา?"

    "ไปได้ชี เป็นหลวงพ่อซะอย่างไปนิพพานง่ายจะตาย เรื่องกล้วยๆ ไปนะเตรียมตัวนะ"

    ยายฉิ่งตัวสั่นพับๆ บอกว่า

    "ช้าก่อนๆ หลวงพ่อเข้าขา รอให้ดิฉันไปปรึกษาลูกหลานที่บ้านมันก่อน"

    หลวงพ่อก็เลยหัวเราะ บอกว่า

    "ตามใจแกซี"

    คืออะไร จะให้ผลอย่างไร ฟังเขาสั่งสอนอบรมมาถือว่า เป็นยอดดี ตั้งแต่นั้นมายายฉิ่งก็เลยไม่ย้อนกลับวัด กลายเป็นคนกลัวนิพพานที่สุดในโลก นี่นิพพานหลอกตัวเอง การหลอกตัวเองคือการที่มองไม่เห็นว่านิพพาน ก็ยึดมั่นพอจะไปเข้าจริงๆ ก็กลัวจะห่างลูกหลาน

    ที่ว่าหลวงพ่อพูดนะ ไม่ใช่หรอก เจ้าเด็กวัด, มันแอบไปหลอกยายฉิ่ง มันเห็นยายฉิ่งอยากไปนิพพานนักก็เลยเข้าไปทำเสียงแทนหลวงพ่อ เป็นเหตุให้จับได้ว่า
    ยายฉิ่งแกหลอกตัวเองมาตลอดเวลา

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17328
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มกราคม 2026
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
    พระไพศาล วิสาโล
    อาทิตย์ที่ผ่านมาอาตมาได้เร่งทำหนังสือ เพื่อแจกในวันที่ ๖ กันยายน งานวันปลงศพหลวงพ่อ ที่จริงก็เตรียมมาตั้งแต่ ๓-๔ เดือนที่แล้ว พอได้ยินหลวงพ่อบอกว่าป่วยคราวนี้คงไม่หาย ตายแน่ พวกเราก็เริ่มตระเตรียมทำหนังสือเพื่อใช้ในงานปลงศพ ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเมื่อไร

    ระหว่างที่เตรียมต้นฉบับต้องค้นหาภาพที่จะใช้ประกอบหนังสือ ก็ได้เห็นภาพเก่า ๆ ซึ่งสมัยนี้หาดูได้ยากแล้ว เช่น ภาพหลวงพ่อสอนเด็กเล็กที่บ้านท่ามะไฟหวานเมื่อปี ๒๕๒๔ ภาพหลวงพ่อนั่งฉันในบาตรกับพระรูปอื่นที่ชั้นบนของศาลาหน้าเมื่อ ๓๐ ปีก่อน สมัยนั้นกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่า ทำวัตร หรือฉันอาหาร ทำที่ชั้นบน เพราะข้างล่างเป็นพื้นดิน ยังไม่ได้เทปูนอย่างทุกวันนี้

    บางภาพไม่มีคนมีแต่สะพาน เป็นสะพานเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว หรือ ๒๐ ปีที่แล้วก็มี สมัยโน้นภาพเหล่านี้เป็นภาพที่แสนจะธรรมดาสามัญไม่ใช่ภาพที่พิเศษ เพราะเห็นจนคุ้นตา แต่ตอนนี้กลายเป็นภาพที่มีค่ามาก ความมีค่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้หาภาพแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว  อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันทำให้เราเห็นอดีตของหลวงพ่อและของวัดป่าสุคะโต แม้แต่สะพานข้ามสระที่ทำกันอย่างง่าย ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว มันทำให้เห็นว่าสมัยก่อนเราอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมาก ไม่ใช่แค่ใกล้ชิดต้นไม้อย่างเดียว ยังใกล้ชิดกับน้ำด้วย  อยู่บนสะพาน แค่เอาเท้าแหย่ลงไปสักหน่อยก็แตะน้ำแล้ว เดี๋ยวนี้สะพานสูงกว่าแต่ก่อนมาก ยิ่งตอนนี้สะพานดูเหมือนจะสูงมากขึ้นเพราะน้ำลดลงมาก ผิดกับแต่ก่อนโดยเฉพาะหน้าน้ำ อยู่บนสะพานก็เอาเท้าแตะน้ำได้เลย บางปีน้ำท่วมสะพาน ต้องลุยน้ำกันมา ทั้งสนุกสนานและน่าตื่นเต้น เพราะอาจพลัดตกสะพานจมลงไปในสระเลยก็ได้

    มานึกดูแล้วก็น่าเสียดาย มีหลายภาพที่ควรถ่ายไว้ แต่ก็ไม่มีใครถ่าย เช่นภาพคนเดินขึ้นเขา สมัยก่อนไม่มีถนนขึ้นมาจากแก้งคร้อ จะขึ้นมาบนนี้ก็ต้องปีนเขา ตอนที่อาตมาชวนคนมาทอดผ้าป่าข้าว เมื่อปี ๒๕๒๓ ก็ปีนเขาขึ้นมา มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ภาพชาวบ้านขนข้าวขึ้นเขาตอนนี้มีค่ามาก แต่ตอนนั้นไม่มีใครถ่ายภาพเก็บเอาไว้เลย หรือแม้แต่สภาพหมู่บ้านท่ามะไฟหวานตอนที่ถนนยังไม่ได้ลาดยางหรือเทปูน มีแต่ลูกรัง มันเป็นสภาพของชนบทจริง ๆ เพียงแค่เห็นถนนลูกรัง ก็เห็นถึงความเป็นชนบทของที่นี่ แต่มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ครั้นจะตามหาภาพเหล่านั้นก็หาไม่ได้ สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าไม่ได้ถ่ายเอาไว้ ที่ไม่ได้ถ่ายเอาไว้ เพราะตอนนั้นเห็นว่ามันเป็นธรรมดาไง

    ความธรรมดาของวันนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในวันนี้ และสิ่งที่เราเห็นในวันนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่าธรรมดาเหลือเกิน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม ผ่านไป ๒๐-๓๐ ปีมันจะมีค่ามาก

    อันนี้ก็ทำให้ได้ข้อคิดว่า อะไรที่ธรรมดา ๆ สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความสำคัญขึ้นมา แต่มีหลายอย่างที่เราไม่ต้องรอให้เวลาผ่านไป ไม่ต้องรอให้มันกลายเป็นอดีตอันไกลโพ้นเสียก่อน ถึงจะกลายเป็นสิ่งมีคุณค่า มันสามารถจะมีคุณค่าให้เราประจักษ์ได้ตั้งแต่วันนี้ อย่างเช่นการยืนเดินนั่งนอนด้วยความรู้สึกตัว มันดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนกับคนที่นั่งทางในเห็นแสงเห็นสี แล้วส่งจิตไปสวรรค์ลงนรก หรือว่าเหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้ใคร ๆ ก็ว่าแปลก ตรงข้ามกับการยืนเดินนั่งนอนด้วยความรู้สึกตัว มีสติ มันดูธรรมดามากเลย แต่เป็นความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานะ ท่านติช นัท ฮันห์เคยกล่าวว่า “การเดินบนพื้นโลกเป็นปาฏิหาริย์” ไม่ใช่การบิน การเหาะ หรือการดำดิน

    เดินบนพื้นโลกถ้าเดินอย่างมีสติ  รู้สึกตัว จิตอยู่กับปัจจุบันขณะ จะสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นความอัศจรรย์นั้นเพราะใจไม่รับรู้ ใจมันปิด

    เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว อาตมามีโอกาสได้ไปเยี่ยมท่านติช นัท ฮันห์ ที่ปากช่อง ท่านได้มอบภาพลายมือที่เขียนด้วยพู่กันมาให้ ท่านเขียนภาษาอังกฤษแปลว่า “ช่วงขณะนี้เต็มไปด้วยความอัศจรรย์” เป็นความอัศจรรย์ที่จิตซึ่งอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้นจะรับรู้ได้ ถ้าจิตอยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นความงดงามของธรรมชาติรอบตัวเราได้ไม่ยาก ยิ่งกว่านั้นมันยังทำให้เราได้เห็นความจริงเกี่ยวกับกายใจ สามารถเข้าถึงสัจธรรมอันลึกซึ้งของกายและใจได้ เพียงแค่เราอยู่กับปัจจุบัน
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้” ธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไม่ได้หมายถึงสิ่งที่รับรู้ด้วยตา ได้ยินด้วยหูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจเช่นธรรมารมณ์ อันนี้คือธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ถ้าเห็นอย่างแจ่มแจ้งและเห็นอย่างต่อเนื่อง ประตูสู่ความพ้นทุกข์ก็จะเปิดออก

    เคยมีพราหมณ์คนหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่า แต่ละวันท่านทำอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าตอบว่า เรายืนเดินนั่งนอน พราหมณ์ก็แปลกใจว่าแค่นี้เองหรือ ไม่มีอะไรพิสดารเลย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เรายืนเดินนั่งนอนก็จริง แต่ว่าเมื่อยืนก็รู้สึกตัว เมื่อเดินก็รู้สึกตัว เมื่อนั่งก็รู้สึกตัว เมื่อนอนก็รู้สึกตัว พระองค์ทำเท่านี้แหละ ทำสิ่งที่แสนจะธรรมดาแต่ว่าทำได้ยาก เพราะคนเราส่วนใหญ่อยู่กับความหลง

    อันนี้ก็รวมไปถึงการทำอย่างอื่นด้วยที่เราเห็นว่าธรรมดา เช่นการทำความดี การใส่ใจผู้คน การทำงานด้วยความใส่ใจ สิ่งที่ดูธรรมดาก็สามารถมีความหมายต่อคนอื่นได้ เช่น สิ่งที่หลวงพ่อคำเขียนทำ หลายอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านรดน้ำต้นไม้ ท่านขุดดิน ท่านกวาดใบไม้ แต่ถ้าดูดี ๆ ก็จะเห็นว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะแฝงไว้ด้วยความสงบ รู้ตัว มั่นคง และเมตตา บางครั้งความไม่ธรรมดาก็แสดงออกจากอิริยาบถที่ธรรมดาของผู้คน ถ้าตาเราถึงก็จะเห็นว่าไม่ธรรมดา แต่ถ้าตาเราไม่ถึงเพราะใจเราไม่ว่าง ก็เห็นว่านั่นเป็นความธรรมดาไม่น่าใส่ใจ

    แต่ไม่ว่าสิ่งที่หลวงพ่อทำ จะธรรมดาแค่ไหน มาถึงวันนี้มันก็ไม่ธรรมดาแล้ว เพราะว่าไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้ว สำหรับคนที่ได้เห็นก็ถือว่าเป็นบุญตา และน่าเอามาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ให้ความธรรมดานั้น เกิดขึ้นกับ กาย วาจา และจิตใจของเรา หรือเกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งมวล
    :- https://www.visalo.org/article/person15lpKumkien12.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ขาว กับ ดำ
    เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

    เศรษฐีบอกชาวนาว่า "ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้"

    ชาวนาไม่ตกลง

    เศรษฐีบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"

    ชาวนาตกลง

    เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ

    เธอจะทำอย่างไร?

    หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

    เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ และการยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง

    บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่

    ในยุคสงครามเย็นที่กินเวลานานหลายสิบปี สูญเสียชีวิตและทรัพยากรโลกมหาศาล ไม่มีใครกล้าเชื่อว่า สงครามเย็นสามารถยุติลงได้ หรือเร็วเช่นนี้ ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ

    กอร์บาชอฟ กล่าวว่า "เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษยชาติในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่เคยใช้ได้ผลในอดีต"

    หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศและสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี

    โลกไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ

    ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด

    เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า "ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร"

    ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ "...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว" ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    "หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา เราจะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"

    [​IMG]...............................

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=4611
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างเบาสบาย
    พระไพศาล วิสาโล
    วันนี้พวกเราได้มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรำลึกถึงอาจารย์สำลี ใจดี ผู้เป็นที่เคารพรักของพวกเรา อาตมาคิดว่าหลายท่าน นอกจากมาด้วยความระลึกนึกถึงอาจารย์สำลีแล้ว ยังมาเพราะความศรัทธา ความนับถือในคุณงามความดีของท่านด้วย คุณงามความดีที่ว่านั้น หมายถึงการเสียสละอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ท่านมิได้ประพฤติตนเช่นนั้นในฐานะอาจารย์กับนิสิตนักศึกษาของท่านเท่านั้น แต่ยังทุ่มเท เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่ประสบปัญหานานัปการ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพอนามัย ว่าโดยลำพังการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ท่านก็ได้ทำประโยชน์มากมายแล้ว แต่ท่านยังได้บำเพ็ญประโยชน์มากกว่านั้นทั้งในขณะที่รับราชการ และหลังจากเกษียณแล้ว ท่านพยายามขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้ที่มีเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโอกาสในทางสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะประเด็นเรื่องยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ผู้คนมีสุขภาพและมีความสุขเสมอหน้ากัน

    ท่านทำงานเพื่อให้ความรู้ทางด้านเภสัช ทำให้ผู้คนเข้าถึงยาที่สำคัญอย่างทั่วหน้าและเสมอภาคกัน เป็นงานที่ไม่เล็กน้อยเลย เพราะว่าต้องต่อสู้กับกลุ่มทุนทั้งระดับชาติและระดับโลกที่มีผลประโยชน์มหาศาลจากการผูกขาดเรื่องยาและสิทธิบัตรยา ท่านทั้งหลายในที่นี้คงจะได้ประจักษ์ถึงความทุ่มเทของท่านอาจารย์สำลีที่ทำงานเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อยมาโดยตลอด

    อาตมาได้รู้จักอาจารย์สำลีมาตั้งแต่สี่สิบปีที่แล้วก่อนที่จะอุปสมบท ก็ได้เห็นท่านทำงานอย่างจริงจังมาโดยตลอด เชื่อว่าท่านทำงานอุทิศตัว ทุ่มเทเพื่อประโยชน์ความสุขของผู้คน ไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี จนกระทั่งถึงบั้นปลายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การที่คนๆ หนึ่งจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของผู้คน ทั้งๆ ที่เจออุปสรรค เจอกับปัญหานานัปการ เพราะไปขัดผลประโยชน์ กลุ่มบริษัทยาบางกลุ่ม หรือบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมักจะมีรัฐบาลของตนหนุนหลัง การทำงานอย่างนี้ เป็นเรื่องยาก ประสบความสำเร็จได้ลำบาก แต่อาจารย์สำลีก็ไม่เคยท้อแท้ ยังคงทำงานอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก จนกระทั่งบั้นปลายชีวิต หรือจะเรียกว่าวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้

    อะไรทำให้บุคคลอย่างอาจารย์สำลี มีกำลัง มีความพากเพียรในการทำงาน เพื่อประโยชน์สุขของผู้คน ทั้งๆ ที่มีอุปสรรคมากมาย การทำงานแบบนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย หลายคนอาจรู้สึกท้อแท้ เพราะขับเคลื่อนไปก็มองไม่ค่อยเห็นความสำเร็จ แต่อาจารย์สำลีมองเห็นอยู่เสมอว่า การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องยานั้นไม่มีวันสูญเปล่า ท่านเคยพูดกับคนใกล้ชิด และคงพูดกับหลายๆ คน เวลามีความท้อแท้ว่า “"เราแพ้ตรงไหน เราไม่เคยแพ้ มันคือชัยชนะสะสม มันขยับดีขึ้นๆตลอด" คนที่จะพูดอย่างนี้ได้ นอกจากจะมีความฉลาดในการมองแล้ว ต้องมีทัศนะที่ยาวไกลด้วย

    ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี บางครั้งเกิดขึ้นช้าๆ ทีละนิดละหน่อย มองเฉพาะหน้าอาจเห็นไม่ชัด แต่ถ้ามองย้อนหลังไปไกลๆ เราจะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เหมือนกับการเติบโตของเด็ก หากมองวันนี้พรุ่งนี้ ก็เหมือนกับว่า เขายังตัวเท่าเดิม แต่ถ้านึกย้อนหลังไปเมื่อปีที่แล้ว ก็จะเห็นว่าเขาเติบโตขึ้น ไม่ได้หยุดนิ่ง ทำนองเดียวกับเข็มนาฬิกา เข็มสั้นหรือเข็มชั่วโมง ถ้าเรามองดูตอนนี้ก็เหมือนว่ามันไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย แต่ที่จริงมันขยับตลอดเวลา เราจะเห็นว่ามันขยับอย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อมองเทียบกับสิบห้านาที หรือครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

    การทำงานเพื่อสังคม การทำสิ่งที่ยากๆ ให้ประสบผลสำเร็จ หรืออย่างน้อยสามารถผลักดันไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกิดความท้อแท้ท้อถอย สิ่งหนึ่งที่ควรมีคือการมีทัศนะที่ยาวไกล ถ้าเรามองสังคมไทยวันนี้เทียบกับยี่สิบปีหรือสามสิบปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลายอย่าง แม้ว่าปรากฏการณ์เฉพาะหน้าจะดูมีปัญหา เหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ แต่ที่จริงมันมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

    อาจารย์สำลีมีทัศนะที่ยาวไกล ท่านมองความเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่มองไปถึงสิบปียี่สิบปี ไม่ใช่แค่มองย้อนหลังเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ยังมองไปข้างหน้าด้วย ท่านจึงมีความหวังอยู่เสมอ ไม่ท้อแท้ นอกจากทัศนะที่ยาวไกลแล้ว อาตมาคิดว่าท่านยังมีทัศนะที่กว้างด้วย คือมองครอบคลุมถึงสังคมอื่น ประเทศอื่น ด้วย เวลาเรามองสังคมหรือประเทศต่างๆ ในโลก ไม่ใช่มองแค่ประเทศไทย เราก็จะพบว่า แต่ละแห่งกว่าจะพัฒนามาจนกระทั่งประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ล้วนต้องผ่านความยากลำบาก หลายประเทศที่ทุกวันนี้เรามองว่าเป็นแบบอย่างทางด้านสุขภาพ สวัสดิการ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ประชาธิปไตย ก่อนจะมาถึงวันนี้ ประเทศเหล่านั้นล้วนผ่านความยากลำบาก ผ่านความขัดแย้ง ผ่านความรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศของเรา แต่ว่าพอมาถึงวันนี้ผู้คนในประเทศเหล่านั้นก็ได้รับอานิสงส์หรือผลผลพวงจากการต่อสู้ จนกลายเป็นแบบอย่างให้นานาประเทศ

    ถ้าเรามองด้วยทัศนะที่กว้างแบบนี้ เราก็จะไม่มีความรู้สึกท้อถอย เพราะจะตระหนักว่าอุปสรรค ความยากลำบาก ที่เกิดขึ้นในประเทศของเราล้วนเป็นเรื่องธรรมดา อาจจะมีกำลังใจด้วยซ้ำที่เห็นว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับประเทศของเราตอนนี้ยังเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ปัญหาต่าง ๆ ที่เราเจอตอนนี้ยังเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้คนในประเทศอื่น และหากเรายืนหยัด ไม่ยอมแพ้เสียแต่ตอนนี้ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้ในภายภาคหน้า

    คนที่ทำงานเพื่อสังคม จำเป็นที่ต้องมีทัศนะที่ทั้งยาวไกลและกว้าง เพื่อเกิดกำลังใจและเก็บเกี่ยวบทเรียนว่า ความยากลำบากในวันนี้ อุปสรรคที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ไม่จิรังยังยืน มาแล้วก็ไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมหรือบ้านเมืองจะดีขึ้นเอง มันดีขึ้นเพราะว่ามีผู้ที่ไม่ท้อถอย ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เฉพาะหน้ามาบดบังทำให้จิตใจห่อเหี่ยว แต่สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ทีละน้อยๆ อย่างที่อาจารย์สำลีใช้คำว่า “ชัยชนะสะสม” ยิ่งถ้าเราได้ศึกษาบทเรียนจากนานาประเทศ เราก็จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ท้อถอย ทำโดยไม่หยุดยั้ง ทำไปเรื่อยๆ ไม่ทิ้งกลางคัน ในที่สุดเมฆหมอกก็จะเลือนหาย ฟ้าสางหรืออรุณรุ่งก็จะปรากฏ

    อาตมาเชื่อว่าอาจารย์สำลีนอกจากมีทัศนะที่ยาวไกลและกว้าง ไม่ท้อถอยในสิ่งที่ทำ ท่านยังมีทัศนะที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับชีวิต รวมทั้งมีความลุ่มลึกภายในด้วย อาตมาคิดว่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก การที่คนเราจะทำงานทุ่มเท พากเพียรพยายามโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุ ทางอำนาจ หรือเกียรติยศชื่อเสียง แต่ยังทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างหนึ่งที่ต้องมีคือ ความสุขจากภายใน

     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    คนส่วนใหญ่คิดว่าความสุขจะได้มาก็จากทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียง แต่ความสุขที่สำคัญที่สุดคือ ความสุขจากภายใน อาจารย์สำลีไม่ได้เป็นคนร่ำรวย ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่มากระตุ้นให้ท่านทำงาน นอกจากอุดมคติที่ต้องการช่วยเหลือผู้คนให้มีความสุขเสมอหน้ากัน อาตมาเชื่อว่าสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของท่านก็คือ ความสุขที่เกิดจากการทำสิ่งที่มีค่า ความสุขที่เกิดจากการทำตามอุดมคติ ความสุขแบบนี้สามารถหล่อเลี้ยงใจให้มีพลัง และทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะถูกต่อว่าด่าทอ แม้จะเจอกับแรงเสียดทานก็ตาม

    ความสุขภายในจะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็อาศัยความลุ่มลึกทางใจ ในการทำงาน ถ้าเรามองว่า เราไม่ได้ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตด้านในด้วย ถ้าเรามีความเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่รู้จักคำว่าล้มเหลวเลย เพราะว่าแม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ หรือแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนทุกขณะ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงภายใน หากวางใจเป็นและปฏิบัติถูก จะไม่มีคำว่าไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ได้อย่างหนึ่งคือ ได้คุณภาพจิตที่พัฒนาขึ้น เกิดความสำเร็จที่ใจ เช่น ความเห็นแก่ตัวน้อยลง อัตตาเบาบางลง ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า เราทำงานไม่ได้เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัว เช่น ลดละกิเลส ทำให้จิตใจมีความสงบเย็นมากขึ้น การทำงานของเราจะไม่มีคำว่าล้มเหลว จะไม่มีคำว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะอย่างน้อยก็ได้หนึ่งอย่าง คือเกิดความเจริญงอกงามภายใน

    อาจารย์สำลีประทับใจในคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” การทำงานเพื่อสังคมก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ ไม่เพียงเป็นการฝึกตนให้รู้จักการอยู่ง่าย อดทน เสียสละ แต่ยังสามารถเป็นเวทีหรือโอกาสในการฝึกลดละความเห็นแก่ตัว ไม่ยึดติดในทรัพย์สมบัติ ไม่ยึดติดในอำนาจชื่อเสียง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมฝ่ายลบ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทาว่าร้าย ซึ่งเป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น เราสามารถใช้การทำงานเพื่อสังคมเป็นการปฏิบัติธรรม ฝึกจิตฝึกใจ ให้มีสติ มีขันติ มีความเมตตากรุณา ลดความเห็นแก่ตัว ยึดติดมั่นถือมั่นน้อยลง ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ความสงบเย็น
    ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า “ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ถ้าเราทำงานเพื่อสังคมควรวางใจให้เป็น นอกจากทำชีวิตเราให้เป็นประโยชน์แล้ว จิตใจเราควรพบกับความสงบเย็นด้วย หรือมีความสุขประณีตที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มีลาภ ไม่มียศมาปรนเปรอ หรือแม้กระทั่งบางครั้งก็ไม่มีความสำเร็จมาเชยชม การปฏิบัติธรรม นอกจากช่วยให้เรามีสติ มีความสุขจากภายในแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ การรู้จักปล่อยวาง
    การปฏิบัติธรรมหากทำถูกย่อมนำไปสู่การปล่อยวาง ทำให้เรารู้จักวางงาน หรือปัญหาออกจากใจบ้าง เวลาพัก เราไม่ใช่แค่พักกาย แต่เราพักใจด้วย ถ้าเรารู้จักวางงานออกจากใจ ก่อนเราจะเข้านอน เราก็จะนอนหลับได้ดี แต่ถ้าเราไม่รู้จักพักใจ พักแต่กาย ปล่อยใจให้แบกปัญหาหรือแบกงานหนักๆ ไม่ยอมวางเลย ผลก็คือ ไม่ใช่แค่ใจเท่านั้นที่เหนื่อย กายก็เหนื่อยไปด้วย การรู้จักปล่อยวางเมื่อถึงเวลาพัก ช่วยทำให้เราได้พักทั้งกายและใจ เมื่อถึงเวลางาน ก็ทำงานได้เต็มที่และด้วยความรู้สึกแจ่มใสกระชุ่มกระชวย

    การปล่อยวางยังรวมถึงการไม่หมกมุ่นกับความล้มเหลวที่ผ่านมา การทำงานบางครั้งย่อมเกิดความล้มเหลว มีความผิดพลาด แต่ผู้คนจำนวนมากมักไม่ยอมให้มันผ่านเลยไป ยังเก็บมาเอามาคิด เอามาคร่ำครวญ ถ้านำมาคิดแบบใคร่ครวญ อย่างนี้ดีและเป็นประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่เราจะหวนนึกถึงอดีตในลักษณะคร่ำครวญ ทำให้เกิดความทุกข์และบั่นทอนจิตใจมากกว่า ใช่แต่เท่านั้นบ่อยครั้งผู้คนก็ยังพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด สร้างภาพอนาคตในทางเลวร้าย ทำให้เกิดความวิตกกังวล เกิดความเครียด หรือบางทีก็ท้อแท้ คร่ำครวญว่าไม่ไหวแล้วๆ ทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้นเลย อันนี้ก็เป็นการบั่นทอนตนเองอีกแบบหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นการซ้ำเติมตนเองก็ได้ แต่ถ้าเรารู้จักวางอดีต วางอนาคต จิตใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้เต็มที่ ไม่บ่นไม่โวยวาย ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ก็จะมีพลัง ทำงานไปได้อย่างต่อเนื่อง

    นี้เป็นมิติด้านใน ที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานเพื่อสังคม เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีพลัง ไม่ท้อแท้ ไม่หดหู่ หรือสิ้นหวังง่ายๆ ถ้าเรามีมุมมองด้านในที่ลุ่มลึก เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของตนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้คนในสังคมมีความสุขเสมอหน้ากัน การทำงานเพื่อสังคมก็จะเอื้อให้เกิดชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ได้

    อาจารย์สำลีแม้เป็นคนที่ทุ่มเทเสียสละ ทำงานชนิดกัดไม่ปล่อย แต่อาตมาเชื่อว่าท่านมีมิติภายในที่ลุ่มลึก รู้จักปล่อยวาง ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ในวาระสุดท้ายของท่าน ท่านไม่มีอาการกระสับกระส่าย หรือห่วงพะวงเกี่ยวกับงานการเลย แม้ว่าก่อนหน้านั้นท่านยังติดตามข่าวสาร ใส่ใจกับปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง แต่เมื่อท่านรู้ว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว ท่านก็ปล่อยวางได้ โดยไม่มีอาการทุรนทุราย ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าท่านเป็นคนที่ทุ่มเทมากในเวลาทำกิจ แต่ท่านก็รู้จักทำจิตด้วย คือพร้อมจะปล่อยวางเมื่อถึงเวลาพัก และเมื่อถึงเวลาที่ต้องพักอย่างนิรันดรตลอดกาล ท่านก็สามารถปล่อยวางได้อย่างสิ้นเชิง

    มองในแง่นี้ อาจารย์สำลีเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราไม่ใช่แต่เฉพาะในยามที่ท่านมีชีวิตอยู่ การตายของท่านก็เป็นแบบอย่างให้กับเราด้วยว่า เมื่อใกล้จะหมดลมก็สามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่มีเรื่องค้างคาใจ ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ทั้งสิ้น จะว่าไปแล้วความตายของท่านสอนอะไรให้กับเราได้มากมาย มันสอนให้เราตระหนักว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน มันแสดงให้เราเห็นและตระหนักว่าชีวิตนี้เป็นของไม่จีรัง สักวันหนึ่งเราก็ต้องเดินตามท่านไป แต่เราจะตามไปอย่างไร ไปอย่างคนที่มีความทุรนทุราย เพราะยังทำใจไม่ได้ หรือไปอย่างสงบ เพราะพร้อมปล่อยวางทุกสิ่ง

    คนเรานั้นขณะที่ยังมีชีวิตไม่ว่าจะมีงานการมากมายเพียงใด เมื่อวาระสุดท้ายมาถึงก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ใช่แต่งานการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินเงินทองและคนรักด้วย ไม่เช่นนั้นการตายของเราก็จะเป็นการตายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

    คนเราเมื่อยังมีชีวิตก็ควรใช้ชีวิตให้ดีมีคุณค่า แต่ถ้าเราจะคิดถึงการมีชีวิตที่ดีอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ เราต้องนึกถึงการตายที่ดีด้วย มีคนเปรียบว่าชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตต้องมีจุดหมายเหมือนการเดินทาง จุดหมายชีวิตมักเป็นสิ่งสูงส่งที่ผู้คนอยากจะไปให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งร่ำรวย การมีชื่อเสียง การมีอำนาจวาสนา หรือการทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า ผู้คนมีความเสมอภาคถ้วนหน้า ฯลฯ แต่ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่จุดหมาย หากยังมีปลายทางด้วย ในการเดินทางนั้น จุดหมายกับปลายทางเป็นอันเดียวกัน แต่สำหรับชีวิตจุดหมายกับปลายทางนั้นต่างกันมาก จุดหมายเป็นสิ่งผู้คนอยากไปถึง แต่ปลายทางผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้มาถึง แต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนแค่ไหน ปลายทางก็ต้องมาถึงเราจนได้ไม่ช้าก็เร็ว มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปไม่ถึงจุดหมายของชีวิต เพราะว่าชีวิตมาถึงปลายทางเสียก่อน คนส่วนใหญ่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดหมายของชีวิต แต่กลับไม่สนใจตระเตรียมตนเองเพื่อรับมือกับปลายทางชีวิต ซึ่งจะมาถึงเมื่อไรไม่รู้

    ไม่ว่าเราจะทำงานด้วยความพากเพียรพยายาม ด้วยความมุ่งมั่นเพียงใด ก็อย่าลืมว่าสักวันหนึ่งชีวิตของเราก็จะต้องมาถึงปลายทาง ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างดีเพียงใด สุดท้ายเราก็ต้องตายกันทุกคน มันจะดีกว่าไหมถ้าหากว่าเราให้เวลา ให้ความสำคัญกับการตระเตรียมจิตใจตระเตรียมตนเอง เพื่อรับมือกับปลายทางซึ่งจะมาถึงเมื่อใดก็ได้ การทำความดี การสร้างบุญสร้างกุศล การห่างไกลจากความชั่ว เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเตรียมใจให้เราสามารถเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิตได้ ด้วยใจที่ไม่ทุรนทุราย แต่เท่านั้นไม่เพียงพอ แม้เราจะอุทิศชีวิตเพื่อสิ่งที่ดีงาม ทำความดีมามาก ก็ต้องรู้จักปล่อยวางด้วย เพราะเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากไม่ปล่อยวางจิตใจก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

    มีผู้คนมากมายที่ไม่ยอมตาย ต่อสู้กับความตาย เพราะยังมีความห่วงหาอาลัย หรือจิตใจยังมีความเจ็บแค้น ผูกพยาบาท บางคนยังปล่อยวางความรู้สึกผิดติดค้างใจไม่ได้ คนเหล่านี้ตอนที่สุขสบายดีไม่เคยคิดเลยว่า ความยึดติดถือมั่นเหล่านี้ ไม่ว่ายึดติดถือมั่นในทรัพย์ ในลูก สามีภรรยา คนรัก หรือกระทั่งงานการ รวมทั้งความยึดติดถือมั่นในความผูกพยาบาท ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกผิดที่ติดค้างใจ สิ่งเหล่านี้สามารถมารบกวนจิตใจในระยะท้ายของชีวิต และทำให้การตายเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานมาก เรียกได้ว่าเป็นการตายที่ไม่ดี

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพียงใดก็ตาม ขอให้เราอย่าลืมฝึกฝนจิตใจของเรา เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิต ที่จริงการทำงานเพื่อสังคม ถ้าเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นการปฏิบัติธรรม อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดหรือย้ำอยู่เสมอ ก็จะช่วยเตรียมจิตใจของเราให้พร้อมที่จะเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้จักปล่อยวางบ้าง แม้จะทำเต็มที่อย่างไร ใจก็ไม่เครียด เพราะรู้จักทำกิจและฝึกจิตไปพร้อมๆ กัน ท่าทีดังกล่าวช่วยให้เมื่อถึงเวลาที่เราต้องละจากโลกนี้ไป ก็ละด้วยความรู้สึกพร้อมตาย เต็มใจตาย

    เราทั้งหลายพึงตระหนักว่าเราไม่ได้มีหน้าที่ดูแลรักษาชีวิตให้อยู่รอดยืนยาวและมีคุณค่าเท่านั้น แต่เรายังมีหน้าที่ตายด้วย เราทุกคนมีหน้าที่ตายเพื่อเปิดทางให้แก่ผู้อื่นและชีวิตอื่น เพราะฉะนั้นเราจึงควรฝึกฝนหรือเตรียมตัวทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องตาย เราก็จะพร้อมตาย เต็มใจตาย ไม่หลีกเลี่ยงบ่ายเบี่ยง ไม่คดโกงความตาย ถ้าทำเช่นนี้ได้ การตายของเราก็จะเป็นการตายที่เบาสบาย

    ในขณะที่ยังมีลมหายใจ เราควรใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและเปี่ยมด้วยความหมาย เมื่อจะตายก็ตายอย่างเบาสบาย เพราะรู้จักปล่อยวาง เพราะได้เตรียมตัวฝึกปล่อยวางมาตลอดจากการทำงาน แม้ทำงานชนิดกัดไม่ปล่อย ก็รู้จักปล่อยวางอดีตและอนาคต และเมื่อทำงานเสร็จ ก็รู้จักวางมันออกจากใจ ไม่ยึดติดถือมั่นกระทั่งในความสำเร็จ อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดว่า “จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น” คือไม่ยึดงานเป็นของกู หรือยึดว่าความสำเร็จเป็นของกู เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องละจากโลกนี้ไป เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญความจริง ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของกูเลย ถึงตอนนั้น การตายของเราก็จะเป็นการตายที่เบาสบาย

    อาตมาก็ใช้เวลาพอสมควรในการแสดงธรรม ที่สุดนี้ก็ขอให้เราระลึกนึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์สำลี และอาศัยแบบอย่างของท่าน ทั้งแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า และแบบอย่างในการตายอย่างสงบ เพื่อเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ดีงาม และเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เราก็สามารถจะตายดีด้วยเช่นกัน

    ในที่สุดอาตมาขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัย จงอำนวยอวยผลให้ทุกท่าน เจริญด้วยอายุวรรณ สุขะ พละ เพื่อเป็นพลวปัจจัยในการทำความดีงามให้ถึงพร้อม ด้วยทาน ศีล ภาวนา ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ปลอดภัยไกลทุกข์ มีสติรักษาใจ มีปัญญานำพาชีวิต ให้ก้าวพ้นอุปสรรคทั้งปวง และขอให้เข้าถึงความสุขเกษมศานต์ มีพระนิพพานเป็นที่หมายด้วยกันทุกคนเทอญ
    :- https://www.visalo.org/article/personSamlee.html
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    เศรษฐีเจ้าอารมณ์
    ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

    เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้

    หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้

    อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า "โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว

    นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"

    เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

    วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด

    นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่

    ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤาษี

    อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

    สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง

    แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า

    "หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"

    ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด

    ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า

    "ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า

    เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย

    เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"

    หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวด ล้อมรอบตัว

    เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง

    เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน

    แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

    เรื่องจากการพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
    โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

    ........................................................................
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3925

     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    อยู่ด้วยสติ ป่วยด้วยสติ ตายด้วยสติ
    พระไพศาล วิสาโล
    ธรรมเทศนาวันปลงสรีระสังขารหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
    วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๗ ณ วัดภูเขาทอง

    อาตมาเชื่อแน่ว่าพวกเราทั้งหลาย ที่มาคารวะสรีระหลวงพ่อคำเขียนในวันนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าท่านเป็นพระขลัง พระศักดิ์สิทธิ์ หรือเห็นว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่พวกเรามากราบคารวะท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน นับถือในภูมิจิตภูมิปัญญาของท่าน หลายคนที่ได้พบหรือรู้จักหลวงพ่อคำเขียนด้วยตัวเอง ย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความประทับใจในความเมตตากรุณาของท่าน เมื่อได้พูดคุยสนทนากับท่านก็จะรู้สึกถึงความสงบเย็นที่ปรากฏออกมา ทั้งทางน้ำเสียงและอากัปกริยาของท่าน

    ใครที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านคงได้ประจักษ์ด้วยตัวเองว่า หลวงพ่อเป็นผู้ที่มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อลาภสักการะ หรือต่อโลกธรรมทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ไม่ว่าอะไรมากระทบท่านก็ไม่มีอาการขึ้นลงหรือฟูแฟบ ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนราวกับว่าไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย ราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้จิตใจของท่านกระเพื่อมได้เลย และก็เชื่อแน่ว่าหลายคนได้เห็นถึงความสม่ำเสมอเป็นปกติของท่าน ราวกับไม่มีความทุกข์เลย  จะพูดว่าท่านเป็นพระที่ไม่ตัวตนหรือไม่มีความทุกข์เอาเลยก็ว่าได้ หลายคนแม้ไม่มีโอกาสสนทนากับท่าน หรือได้อยู่ใกล้ชิดท่าน แต่ก็มีศรัทธาในตัวท่านก็เพราะประทับใจในคำสอน

    หลวงพ่อได้ให้ธรรมะที่สามารถเปลี่ยนจิตเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากมาย  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้พบท่านด้วยตัวเองเลยก็ตาม  แม้ว่าหลวงพ่อจะไม่เคยแสดงฤทธิ์หรือบันดาลโชคลาภให้แก่ใคร แต่สิ่งที่ท่านให้แก่พวกเรานั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าโชคและลาภมากนัก เพราะว่าธรรมะที่ได้รับจากท่านนั้น สามารถช่วยให้เราเข้าถึงความไม่มีทุกข์หรือไกลจากความทุกข์ สิ่งนี้ต่างหากที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง ความมั่งมี หรือโลกธรรมฝ่ายบวกทั้งปวง

    คำสอนของหลวงพ่อมุ่งให้เราหันมาพึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่พึ่งพาหลวงพ่อ หรือพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทั้ง ๆ ที่ในสมัยที่หลวงพ่อยังเป็นหนุ่ม ท่านก็มีความสันทัดจัดเจนในเรื่องเหล่านี้มาก ท่านเคยเป็นหมอธรรม รักษาโรคและไล่ผีด้วยเวทมนต์คาถา นั่งทางใน ทำเครื่องรางของขลัง บำบัดทุกข์ด้วยไสยศาสตร์ แต่เมื่อท่านได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน จนเข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านก็ตระหนักว่า อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือไสยศาสตร์นั้น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของใครได้อย่างแท้จริง ท่านเล่าว่าเมื่อท่านได้มาพบธรรมหลังจากปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน เรื่องไสยศาสตร์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็จืดชืดไปจากจิตใจของท่าน ในที่สุดท่านได้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง หันมานำพาผู้คนให้รู้จักธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยอาศัยแนวทางการปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางธรรมคนเดียวของท่านก็ว่าได้

    คนเราทุกคน ล้วนแล้วแต่หนีความทุกข์ไม่พ้น เราต้องพบกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพรากสูญเสีย แต่ถึงแม้จะหนีภาวะดังกล่าวไม่พ้น เราก็สามารถรักษาจิตใจไม่ให้ความทุกข์ทั้งปวงบีบคั้นได้ หลวงพ่อคำเขียนได้สอนพวกเราว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์ แต่เพื่อเป็นอิสระจากความทุกข์ จนความทุกข์บีบคั้นไม่ได้

    คำสอนของหลวงพ่อไม่เคยพาเราออกนอกตัว ไปหลงใหลในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือแสงสีนิมิตต่าง ๆ แต่ท่านสอนให้เราหันกลับมาที่ตัวเอง มารู้กายรู้ใจ เห็นความจริงของกายและใจ ทั้งนี้ด้วยการสร้างสติและความรู้สึกตัว เพราะว่าความรู้แจ้งในความจริงของกายและใจโดยอาศัยสติและความรู้สึกตัว จะสามารถนำพาเราให้พ้นจากความทุกข์ได้

    คนเราถ้าหากขาดความรู้สึกตัวแล้วก็หนีความทุกข์ไม่พ้น แม้แต่การทำความดี ถ้าปราศจากความรู้สึกตัว ความดีก็อาจจะกลายเป็นความชั่วหรือก่อทุกข์ให้แก่เราได้ เช่นถ้าเราให้ทานโดยไม่มีความรู้สึกตัว การให้ทานนั้นอาจจะเป็นการต่อเติมเสริมแต่งกิเลสของเราให้มากขึ้น ทำให้เป็นทุกข์เพราะการให้ทานนั้น เช่นทุกข์เพราะว่าทำบุญน้อยเกินไป ทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นบริจาคเงินมากกว่าเรา หรือว่าทุกข์เพราะมีคนมาทำบุญตัดหน้าเรา อยากจะทำบุญแต่แถวยาวเหลือเกินก็รู้สึกหงุดหงิด อย่างนี้เรียกว่าไม่มีความรู้สึกตัว จึงทำให้การทำบุญกลายเป็นการสั่งสมอกุศลจิตในจิตใจ

    การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน ถ้าปราศจากความรู้สึกตัวแล้วก็อาจจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น หลงตัวว่าเป็นผู้เคร่งในศีลและดูถูกคนอื่นที่มีศีลน้อยกว่า ความรู้สึกตัวยังเป็นสิ่งสำคัญในการเจริญภาวนา หรือการบำเพ็ญทางจิต เพราะเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่กับตัว ก็จะเห็นกายและใจในแต่ละขณะตามความเป็นจริง และจะพบว่าแท้จริงแล้วความทุกข์ใจของคนเราเกิดจากการหลงเข้าไปในความคิด ในอารมณ์ ในความรู้สึก

    หลวงพ่อคำเขียนสอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของสติ ใช้สติประหนึ่งตาในที่ทำให้เรารู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาในจิตใจ คนเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะความคิด หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ทุกข์เพราะไม่เห็นความคิด ทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด ปล่อยให้ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาด้วยความหลง ด้วยความไม่รู้ตัว นำพาความทุกข์มาย่ำยีบีฑาจิตใจของเรา เราทุกข์ทุกครั้งที่เผลอนึกไปถึงเหตุร้ายในอดีต หรือกังวลกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่ปรุงแต่งไปในทางเลวร้าย หรือทุกข์เพราะคิดฟุ้งปรุงแต่งด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธและความหลง

    หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เคยมีพระหนุ่มมาปฏิบัติกับท่าน พี่ชายเป็นคนพามา พระหนุ่มท่านนั้นสีหน้าท่าทางไม่มีความสุขเลย เพราะไม่ได้มีเจตนาจะบวชแต่พี่ชายขอให้บวช เมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อ ท่านก็ให้ฝึกปฏิบัติด้วยการเดินจงกรมและสร้างจังหวะ พระหนุ่มรูปนั้นอยู่ได้เพียงแค่วันสองวัน ก็มาขอสึกกับหลวงพ่อ ให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้มาบวชเพื่อปฏิบัติ แต่มาบวชเพราะพี่ชายขอร้อง ตอนนี้บวชแล้วก็อยากสึก แต่หลวงพ่อไม่สึกให้ บอกให้เขาไปเดินจงกรมต่อ เขาหายไปสักพัก แล้วก็กลับมาขอสึกอีก หลวงพ่อก็ปฏิเสธ เขาไม่พอใจ หายไปสักพักแล้วกลับมาอีก รบเร้าดึงดันว่าจะสึกให้ได้ หลวงพ่อจึงถามว่า “อะไรพาให้คุณมาหาผม” เขาคิดสักพักแล้วก็ตอบว่า “ความคิดครับ” หลวงพ่อก็เลยถามเขาว่า“ มันคิดแล้วต้องทำตามความคิดทุกอย่างหรือ ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ” ว่าแล้วหลวงพ่อก็ให้เขากลับไปปฏิบัติต่อ

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พอเขาเห็นหลวงพ่อ ก็รีบตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ แต่แทนที่จะขอสึก กลับกราบหลวงพ่อด้วยความเคารพ แล้วบอกว่าขอบคุณหลวงพ่อที่ทักท้วงไม่ให้เขาสึก เพราะถ้าเขาสึกไปตั้งแต่เมื่อวาน ก็จะต้องฆ่าคนแน่ เพราะว่า ๒ วันที่ผ่านมาเขาคิดถึงการวางแผนฆ่าคน ๒ คน เข้าใจว่าคงจะหมายถึงภรรยาและชู้ เขาคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาปืนจากไหน และจะฆ่าอย่างไร ฆ่าเสร็จแล้วจะหลบหนีอย่างไรไม่ให้ตำรวจจับได้ แต่เมื่อหลวงพ่อทักท้วงเขาว่าอย่าไปเชื่อความคิด ทำให้เขาได้สติขึ้นมา ไม่ทำตามความคิดนั้น สุดท้ายก็เลยไม่สึกและบวชต่ออีกหลายปีจนกระทั่งมรณภาพในผ้าเหลือง
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    หลวงพ่อได้ชี้แล้วชี้เล่าว่าให้เราหมั่นมีสติ รู้ทันความคิด เห็นความคิด เห็นอารมณ์ อย่าเข้าไป “เป็น” ถ้าเราเข้าไปเป็นเมื่อไร ความทุกข์ก็จะครอบงำจิตใจเราได้ง่าย หลวงพ่อสอนให้รู้เท่าทันความคิดด้วยใจที่เป็นกลาง ดังท่านได้พูดอยู่เสมอว่าให้ “รู้ซื่อ ๆ” คือ รู้เฉย ๆ โดยไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา หรือยึดติดหลงเพลิน การรู้ซื่อ ๆ ทำให้เห็นกายและใจตามความเป็นจริง จนเห็นทะลุทะลวงมายาที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา โดยเฉพาะมายาภาพเกี่ยวกับตัวตน ที่ทำให้เราหลงคิดว่ามีตัวตน แต่แท้จริงแล้ว มันไม่มีตัวเรา มีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ แต่เป็นเพราะความไม่รู้ตัว เป็นเพราะความหลง จึงปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาบดบังความจริงเกี่ยวกับกายและใจ

    หากว่าเรามีสติและมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง หรือรู้ซื่อ ๆ ก็จะเห็นความจริงเป็นลำดับ ไม่ใช่เพียงแค่กายใจ รูปนามเท่านั้น แต่ยังเห็นความเกิดดับของนามรูป เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มองทะลุสมมติจนเห็นถึงปรมัตถ์ คือความจริงขั้นสูงสุด ซึ่งจะทำให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นในตัวตนได้ ตรงนี้เองเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้จิตเป็นอิสระ จนกระทั่งอยู่ในภาวะที่หลวงพ่อชอบใช้คำว่า “ไม่เป็นอะไร กับอะไร” ก็คือไม่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะความสำคัญมั่นหมายดังกล่าวเกิดจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน เป็นความยึดติดเพราะหลงว่ามีตัวกูของกู

    เราจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนั้น ๆ หรือหลงคิดว่านั่นคือตัวกู  จะไม่มีทุกข์เกิดขึ้นเลย  แต่เมื่อไรก็ตามที่เราสำคัญมั่นหมายว่า เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนไทย เป็นพระ เป็นนักปฏิบัติ เป็นคนเก่ง เป็นคนไม่เก่ง ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นได้ เพราะความสำคัญมั่นหมายที่ว่านั้นเจือด้วยกิเลส และถูกครอบงำด้วยอุปาทาน

    สมัยหนึ่งเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อโทณพราหมณ์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าเดินอย่างสงบสำรวม มีสง่าราศี ก็มีความประทับใจ จึงถามพระองค์ว่า ท่านเป็นเทวดาใช่ไหม พระพุทธเจ้าปฏิเสธ เขาจึงถามว่าท่านเป็นคนธรรพ์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน เขาถามต่อไปว่าท่านเป็นยักษ์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธอีก สุดท้ายโทณพราหมณ์ถามพระองค์ว่า ท่านเป็นมนุษย์ใช่ไหม พระองค์ก็ปฏิเสธอีก โทณพราหมณ์งุนงงว่าตกลงพระองค์เป็นใคร พระองค์จึงอธิบายว่า “อาสวะใด ๆ ที่จะทำให้เราเป็นเทพเจ้า เป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้วจนหมดสิ้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกต่อไป”  แล้วพระองค์อธิบายต่อไปว่า “ดอกบัวเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่ตั้งอยู่พ้นน้ำไม่ถูกน้ำฉาบติด ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เกิดในโลก เติบโตในโลก แต่เป็นอยู่เหนือโลก และไม่ติดในโลก” จากนั้นพระองค์ได้ตรัสกับโทณพราหมณ์ว่า “นี่แน่ะ พราหมณ์ จงถือว่าเราเป็น ‘พุทธะ’ เถิด” คือถ้าจะเรียกพระองค์ ก็เรียกว่า พุทธะเถิด แต่พระองค์ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าเป็นพุทธะตามคำเรียกของเขากล่าวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธองค์ก็ไม่เป็นอะไรกับอะไรเช่นเดียวกัน ไม่เป็นทั้งเทวดา ไม่เป็นทั้งยักษ์ ไม่เป็นทั้งคนธรรพ์ ไม่เป็นทั้งมนุษย์ เพราะนั่นเป็นแค่สมมติ ถ้าไปยึดถือมั่นว่าเราเป็นสิ่งเหล่านั้น เราก็จะเป็นทุกข์ เพราะเป็นอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้นหากเป็นด้วยความยึดติดถือมั่น หรือเพราะยึดถือด้วยอุปาทาน

    หลวงพ่ออยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร ท่านจึงอยู่อย่างสงบ เย็น นิ่ง มั่นคง หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนแปรปรวนใด ๆ หลวงพ่อเป็นแบบอย่างให้แก่ศิษยานุศิษย์ ท่านไม่เพียงสอนธรรมด้วยภาษาที่สามัญ เข้าใจง่ายแต่มีความลึกซึ้งเท่านั้น หากท่านยังทำให้ดู อยู่ให้เห็น และเย็นให้เราสัมผัสได้ กล่าวได้ว่าหลวงพ่อคำเขียนอยู่ด้วยสติ อยู่ด้วยความรู้สึกตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำกิจการงานหรือเวลาอยู่ในอิริยาบถปกติ ท่านแสดงให้เห็นถึงความมีสติ ความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในยามปกติหรือเมื่อเจอการกระทบกระแทก การใส่ร้ายป้ายสี มีอุปสรรคขัดขวาง ท่านก็ยังสงบนิ่ง มั่นคง ทำให้อาตมาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงข้อความตอนหนึ่งในมงคลสูตรที่ว่า  “จิตของผู้ใด อันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ไร้ธุลีกิเลส เป็นจิตเกษมศานต์ ข้อนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด”  ในยามปกติท่านสงบนิ่ง?ในยามได้รับคำสรรเสริญท่านไม่มีอาการฟู ในยามถูกติฉินนินทาท่านไม่มีอาการแฟบ นี่คือสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดยามที่อยู่ใกล้ชิดกับท่าน

    ใช่แต่เท่านั้น เวลาท่านล้มป่วย อาพาธ ท่านก็แสดงให้เราเห็นว่าความป่วยนั้นเกิดขึ้นแต่กับกายเท่านั้น ส่วนใจไม่ได้ป่วยด้วย ตอนที่ท่านป่วยหนักครั้งแรกอยู่ในห้องไอซียู มีลูกศิษย์หลายคนมายืนดูท่านผ่านหน้าต่างกระจก แต่ละคนมีสีหน้าเศร้าโศกเสียใจที่เห็นหลวงพ่อนอนอยู่บนเตียง ท่านชี้ไปที่คนเหล่านั้นแล้วบอกลูกศิษย์ที่ดูแลท่านว่า นั่นคนป่วยทั้งนั้นเลย แต่หลวงพ่อไม่ได้ป่วยด้วย และเมื่อท่านอาพาธครั้งสุดท้าย ท่านก็สามารถอยู่กับความเจ็บป่วยได้ โดยไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิด ขุ่นเคืองหรือหวั่นไหว อยู่กับทุกขเวทนาได้โดยใจไม่ทุกข์ และพร้อมที่จะเผชิญกับความตายได้ตลอดเวลา จนกระทั่งลูกศิษย์ที่ดูแลท่านบอกว่า การดูแลหลวงพ่อนั้นสบายอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องดูแลจิตใจท่านเลย ปกติแล้วในการดูแลผู้ป่วย การดูแลกายอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องดูแลใจด้วย แต่กับหลวงพ่อ ดูแลแค่กายก็เพียงพอแล้ว ส่วนจิตใจไม่ต้องดูแลเลย ตรงกันข้ามท่านต่างหากที่คอยเป็นห่วงผู้ที่อุปัฏฐากท่าน ดังท่านเขียนบันทึกว่า “ไม่กลัวตาย แต่คนอื่นลำบากกับเรา เวลานอนก็ไม่ได้นอน”

    หลวงพ่อรู้ดีว่าสังขารของท่านอยู่ในสภาพใด ดังเขียนบอกพวกเราว่า “ธาตุขันธ์เหมือนล้อเกวียนชำรุดมาก ซ่อมไม่ขึ้น ก็อยู่ได้ด้วยความไม่เป็นอะไรกับอะไร” บางครั้งท่านก็พูดว่าตอนนี้ท่าน “มีธรรมนำพา” เพราะว่าธาตุขันธ์พึ่งอะไรแทบไม่ได้แล้ว ได้แต่อาศัยธรรมนำพา ท่านยังบอกลูกศิษย์อีกว่า “เวลานี้เหลือแต่ธรรมที่หลวงพ่อเทียนได้สั่งสอน อาการดับไม่เหลือของรูปนาม สี่สิบกว่าปี มันก็คือวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วง”

    เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องละสังขาร สิ้นลม ท่านก็แสดงให้ศิษยานุศิษย์ได้เห็นว่าท่านพร้อมที่จะจากไปโดยไม่มีความห่วงหาอาลัยหรือมีความวิตกกังวล ตรงกันข้ามท่านกลับมีความรู้สึกตัวตลอด ในชั่วโมงสุดท้ายของการอาพาธ ก่อนที่จะละสังขาร ท่านมีปัญหาเรื่องการหายใจมาก เพราะว่าก้อนเนื้อที่คอของท่านขยายจนเกือบจะอุดหลอดลม และอุดท่อช่วยหายใจ ช่วงที่การหายใจกำลังติดขัดและลูกศิษย์กำลังหาทางเยียวยาเพื่อลดอาการบวมของก้อนเนื้อนั้น

    ท่านรู้แล้วว่าท่านเห็นจะไม่รอดแน่ แต่ท่านไม่ตื่นตระหนก ท่านขอไปเข้าห้องน้ำ ไปถ่ายอุจจาระ เสร็จแล้วก็ล้างหน้าล้างมือให้สะอาด แล้วมานอนบนเตียงโดยไม่มีใครพยุงท่านเลย ระหว่างที่หายใจติดขัด ลูกศิษย์ ๓-๔ คนก็พยายามช่วยกันคนละไม้คนละมือรอบตัวท่าน ท่านก็ขอกระดาษเพื่อเขียนข้อความสั้น ๆ ว่า “พวกเรา ขอให้หลวงพ่อตาย” ที่ท่านเขียนเช่นนี้คงเพราะท่านไม่อยากให้ลูกศิษย์เหนื่อยเพราะท่านอีกต่อไปแล้ว จึงเขียนบอกลูกศิษย์ผู้ดูแลว่า หลวงพ่อพร้อมจะไปแล้ว อย่าเหนื่อยอีกเลย อย่าขวนขวายอีกเลย ท่านรู้ตัวว่านี่คือวาระสุดท้ายของท่าน เมื่อยื่นกระดาษให้ลูกศิษย์ท่านก็ประนมมือเหมือนกับขอบคุณลูกศิษย์ที่ดูแลท่าน และเป็นการอำลาไปด้วยในตัว สักพักท่านก็หลับตา ไม่นานหลังจากนั้นลมหายใจก็ขาดหายไป แล้วสัญญาณชีพทั้งหมดของท่านก็หายไปในราวตี ๕ ของวันที่ ๒๓ สิงหาคม

    หลวงพ่อแสดงให้เราเห็นอย่างแจ่มชัดว่าท่านอยู่ด้วยสติ ป่วยด้วยสติ และเมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ตายด้วยสติ ด้วยความรู้ตัว นี่คือคำสอนสำคัญที่ท่านมอบให้กับเราเป็นครั้งสุดท้ายว่า แม้ไม่มีใครหนีพ้นความตาย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพราะเราสามารถตายได้ด้วยใจสงบ ด้วยสติและความรู้สึกตัวได้ เราไม่จำเป็นต้องทุกข์เพราะความตาย สามารถจะยกจิตเหนือความตาย จนกระทั่งพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ ดังที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้สอนและได้ทำเป็นแบบอย่าง แต่สำหรับพวกเรา นั่นเป็นคำพูดที่จารึกไว้ในพระไตรปิฎกและเรื่องเล่า แต่เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดได้เห็นด้วยตาว่า การจากไปอย่างสงบ มีสติและความรู้สึกตัวนั้นเป็นไปได้ อันนี้เป็นทั้งคำสอนและการบ้าน ที่ลูกศิษย์ควรน้อมเข้ามาพิจารณาเพื่อทำให้ได้อย่างท่านเมื่อวันนั้นมาถึง

    เราทุกคนต้องตาย แต่เราปรารถนาที่จะตายอย่างไร เราอยากจะตายด้วยความทุรนทุราย กระสับกระส่าย หรือตายด้วยความสงบ เราอยากจะตายแบบหลงตาย คือลืมสติ หรือตายอย่างมีสติจนวินาทีสุดท้าย ถ้าหากว่าเราต้องการตายอย่างมีสติ ไม่ทุรนทุราย เราก็ควรใส่ใจกับการเตรียมตัว ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ทำกิจการงานด้วยความรู้สึกตัว และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตายเราก็พร้อมตายโดยไม่มีความวิตกใด ๆ เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะพร้อมกระทั่งว่าไม่ต้องเตรียมใจแล้ว ดูแลแค่กายก็พอ อย่างเช่นหลวงพ่อคำเขียน ในวาระสุดท้ายของท่าน ท่านไม่ต้องเตรียมใจอะไรเลย ท่านเพียงแต่รักษากายให้สะอาดเป็นกิจสุดท้ายของท่าน เพราะเรื่องการรักษาใจหรือการฝึกใจ ท่านทำนานแล้ว แล้วก็จบไปนานแล้ว พวกเราต่างหากที่อาจจะยังไม่ได้ทำเลยหรือทำเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงควรเพียรพยายามนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติ รวมทั้งนำเอาปฏิปทาของท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และเป็นแบบอย่างในการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความตายด้วยใจไม่ทุกข์

    หลายคนอาจจะบอกว่า ฉันไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม แค่ทำมาหากินก็เหนื่อยแล้ว เคยมีคนพูดกับหลวงพ่อทำนองนี้ หลวงพ่อจึงถามกลับไปว่า “แล้วทำไมมีเวลาทุกข์ ทำไมมีเวลาโกรธ” เราเคยถามตัวเองไหมว่าในเมื่อเราอ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ ไม่มีเวลาเจริญสติ แต่ทำไมเรามีเวลาทุกข์ มีเวลาโกรธ วันหนึ่ง ๆ เราเสียเวลาโกรธไปกี่ชั่วโมง แต่ละวันเราเสียเวลาทุกข์ไปกี่ชั่วโมง ในเมื่อเรามีเวลาโกรธ มีเวลาทุกข์ แต่ทำไมจึงบอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม

    หลายคนมาบอกกับอาตมาหลังจากที่หลวงพ่อละสังขารไปแล้วว่าเสียดายมาไม่ทัน คือมากราบหลวงพ่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ไม่ทัน อันที่จริงถึงจะมากราบหลวงพ่อไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เราควรจะตระหนักก็คือ ยังมีหลายอย่างที่เราสามารถทำทันได้ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เรายังมีเวลาทำทันคือ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ด้วยการฝึกตนให้เป็นผู้มีสติ ตื่นรู้ ไม่เพียงแค่ทำความดีเท่านั้น แต่พากเพียรปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมความจริงของโลก เพื่อปล่อยวางและให้จิตใจเป็นอิสระจากความทุกข์ แม้จะอยู่ในโลกแต่ใจอยู่เหนือโลกได้

    แทนที่เราจะเสียเวลาไปกับความทุกข์ ความโกรธ และการคร่ำครวญโดยเฉพาะการคร่ำครวญเสียใจที่หลวงพ่อคำเขียนจากไป เราควรจะตระหนักว่าแท้จริงแล้วหลวงพ่อจากไปแต่ตัว แต่ท่านไม่ได้เอาสติไปกับท่านด้วย ท่านไม่ได้เอาความรู้สึกตัวไปด้วย คำสอนของท่านยังอยู่กับเรา อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก

    สมัยที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน วันหนึ่งสามเณรจุนทะ ซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเข้ามาแจ้งข่าวกับคณะสงฆ์ว่าพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว พระอานนท์มีความเศร้าเสียใจเมื่อรับทราบข่าวนี้ พระพุทธเจ้าจึงถามพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรพาเอาศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ไปด้วยหรือ” พระอานนท์ก็ตอบว่า “ไม่ได้เอาไปเลย พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้สติกับพระอานนท์ว่า “ สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ย่อมมีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย มิใช่ฐานะที่จะมีได้” หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า “เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

    เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เศร้าโศกเสียใจเพราะหลวงพ่อล่วงลับไป พึงตระหนักว่าท่านจากไปแต่ตัว แต่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา รวมทั้งคำสอนของท่านยังคงอยู่ สติ ความรู้สึกตัว หนทางสู่ความไม่ทุกข์ และความหลุดพ้นจากความทุกข์ก็ยังอยู่ ยังรอการเข้าถึงจากเรา ไม่ได้หายไปไหน นี่คือสิ่งที่เราพึงตระหนัก ดังนั้นจึงพึงทำความเพียรเพื่อให้ภาวะดังกล่าวปรากฏแก่เรา จนสามารถมีตนเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง ถ้าหากว่าเราทำเช่นนั้นได้เราก็จะสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อคำเขียน เป็นบุตรของพระพุทธองค์อย่างสมภาคภูมิ

    ฉะนั้นเมื่อเราได้มาคารวะสรีระของหลวงพ่อคำเขียนในวันนี้ ขอให้เราพิจารณาว่าในความสูญเสียที่บังเกิดกับเราอันเป็นศิษย์ของท่าน ให้เราพึงน้อมรับสัจธรรมที่เกิดกับท่านมาเป็นเครื่องเตือนใจในการเจริญอัปปมาทธรรมคือความไม่ประมาทในชีวิต เพื่อเร่งทำความเพียรในขณะที่ยังมีเวลา เริ่มต้นด้วยการมีสติ ความรู้สึกตัว ไม่ใช่เพียงเพื่อทำใจให้สงบเท่านั้น แต่เพื่อทำใจให้สว่าง มีปัญญาเห็นความทุกข์ของชีวิต ของกายและใจ ของรูปและนาม เห็นความจริงของพระไตรลักษณ์เพื่อที่เราจะได้ไม่หลงติดอยู่ในสิ่งทั้งปวงอันเป็นทุกข์ และทำให้เกิดทุกข์
    :- https://www.visalo.org/article/person15lpKumkien7.html
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ลาแก่และบ่อดิน
    ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว

    วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก
    ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง
    มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
    ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

    ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า
    เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
    ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
    ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ

    ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที
    มันร้องโหยหวนทันที
    สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

    หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ

    ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า
    ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง
    แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น

    ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร
    มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
    ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่เจ้าลา
    ในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

    ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาหาเรา
    ก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา

    จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน
    เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
    เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น


    ---------------------------------------------------

    แปลและเรียบเรียงจากนิทานจีนภาคภาษาอังกฤษ
    โดยใช้ความพยายามอย่างสูงในการพิมพ์ภาษาไทย
    โดยเฉพาะการหาอักษร โดย
    ดร. วิชัย นำวงษ์สำราญ

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3087
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    มรณสติกถา
    พระไพศาล วิสาโล

    มรณธมโมมหิ มรณ อนตีโต

    ณ บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นคติเตือนใจในเรื่องมรณธรรม อันจักเป็นเครื่องประดับสติปัญญาบารมีของท่านสาธุชนผู้ใฝ่ธรรม

    วันนี้พวกเราทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ด้วยความผูกพันและระลึกถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าสรีระของท่านก็จะสลายกลายเป็นอังคารหรือเถ้าธุลีก่อนที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ อันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง

    ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้เคยมีชีวิตและเดินเหินอยู่บนโลกนี้เช่นเดียวกับเรา ได้เคยโอภาปราศรัยและพูดคุยกับเรา ได้เคยพบสุขและประสบทุกข์เช่นเดียวกับเราทุกคน แต่ในที่สุดท่านก็ต้องละจากโลกนี้ไป แม้จะทิ้งร่างเอาไว้ แต่ร่างอันเป็นรูปขันธ์ของท่านนั้น ก็ต้องเสื่อมสลายเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ก็คือคุณงามความดีของท่าน ซึ่งไม่เพียงประทับแน่นในใจของพวกเราเท่านั้น แต่ยังถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ ในฐานะภริยาผู้ที่ทั้งอยู่เบื้องหลังและเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้มีคุณูปการอย่างสูงต่อประเทศและประชาชนไทย

    คุณงามความดีของท่านนั้นมิได้บำเพ็ญเมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แม้เมื่อสิ้นลมแล้ว สรีระที่ท่านอุทิศให้ยังสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไปด้วยการเป็น “อาจารย์ใหญ่”ให้แก่นิสิตแพทย์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในวันข้างหน้า

    บัดนี้ภารกิจในการเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่านผู้หญิงพูนศุขได้ลุล่วงแล้ว ถึงเวลาที่เราทั้งหลายจะร่วมกันทำหน้าที่ของผู้ที่ยังอยู่ ได้แก่การปลงสรีระของท่าน พร้อมกับร่วมกันบำเพ็ญบุญกุศลอุทิศให้ท่านตามประเพณี เพราะสำหรับผู้ที่วายชนม์นั้น ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งพาได้ในสัมปรายภพนอกจากบุญกุศลเท่านั้น

    อย่างไรก็ดีตามประเพณีของชาวพุทธ การบำเพ็ญกุศลในงานศพนั้นนอกจากมุ่งประโยชน์แก่ผู้วายชนม์แล้ว ยังมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ยังอยู่ด้วย นั่นคือการเตือนใจให้ทุกคนระลึกถึงสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีผู้ใดหนีพ้น ได้แก่ความจริงที่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย สัจธรรมดังกล่าวได้ปรากฏแก่เราทุกคนในที่นี้โดยมีสรีระของท่านผู้หญิงเป็นเครื่องแสดง มองในแง่นี้ความเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่านผู้หญิงพูนศุขจึงยังไม่สิ้นสุด เป็นแต่ว่าผู้ที่พึงศึกษาน้อมรับบทเรียนจากท่านในบัดนี้มิใช่นักศึกษาแพทย์ แต่เป็นพวกเราทุกคน ณ ที่นี้

    ความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ดังมีพุทธภาษิตย้ำเตือนว่า มรณธมโมมหิ มรณ อนตีโตแปลว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา หาล่วงพ้นความตายไปได้ไม่” ความจริงข้อนี้แม้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่น้อยคนที่ให้เวลากับการครุ่นคำนึงถึงความตายของตนอย่างจริงจัง การพูดถึงความตายของตนมักถือกันว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมีชีวิตอยู่ราวกับลืมตาย หรือหลงคิดว่าตนเองจะไม่ตาย ไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับมือกับความตาย ดังนั้นเมื่อความตายเข้ามาประชิดตัว จึงทุกข์ทรมาน หวาดวิตก คิดแต่จะหาทางหนี แต่เมื่อหนีไม่พ้น จึงสิ้นลมด้วยความทุรนทุราย ซึ่งในทางพุทธศาสนาถือว่าส่งผลถึงถึงทุคติได้

    แท้จริงแล้วความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือความกลัวตายต่างหาก ความกลัวตายทำให้เรานอกจากเป็นทุกข์แล้ว ยังทำให้เราปฏิเสธที่จะเตรียมรับมือกับความตาย การปฏิเสธดังกล่าวในที่สุดย่อมนำความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาให้เมื่อวันนั้นมาถึง แต่หากเรายอมรับว่าเราเองต้องตายไม่ช้าก็เร็ว เราย่อมตระหนักว่าแทนที่จะวิ่งหนีความตายไปจนตลอดชีวิต จะเป็นการดีกว่าหากเราหันมาเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับความตาย เพราะนี้คือวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะพบกับความสงบเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง

    มีผู้รู้กล่าวว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ” ความจริงข้อนี้ครอบคลุมถึงความตายด้วยเช่นกัน สาเหตุที่เรากลัวความตายก็เพราะเราไม่รู้จักความตายดีพอ ความตายนั้นแม้จะเป็นวิกฤตที่นำความแตกดับมาสู่ชีวิต แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณได้ ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนเป็นอันมากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลขณะที่กำลังจะสิ้นลมในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นได้เห็นความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ของสังขารอย่างชัดเจน จนจิตปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นอย่างสิ้นเชิง

    ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงกล่าวว่า ช่วงขณะที่กำลังจะตายนั้นเป็น “นาทีทอง”ของชีวิต เราทุกคนสามารถใช้ความตายให้เกิดประโยชน์ในทางจิตวิญญาณได้ แม้จะไม่ถึงขั้นบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล แต่ก็อาจอาศัยความตายเป็นเครื่องกระตุ้นใจให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่มิใช่สาระของชีวิตหรือที่เคยเป็นภาระแก่จิตใจ ทำให้จิตใจเข้าถึงความสงบโปร่งเบา ขณะเดียวกันก็หันเข้าหาธรรมจนพบแสงสว่างของชีวิตอันเป็นเครื่องนำทางให้ผ่านพ้นความตายไปได้โดยสวัสดี

    มีผู้คนเป็นอันมากที่สามารถเผชิญความตายได้ด้วยใจสงบ แม้มีทุกขเวทนาทางกายบีบคั้นก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะยอมรับได้ว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่ปฏิเสธ ผลักไส หรือขัดขืน ต่อสู้กับความตายอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีสิ่งใดค้างคาใจ ที่ทำให้วิตกกังวลหรือห่วงใย มีก็แต่ความภาคภูมิใจในความดีที่ได้กระทำมา ทำให้มั่นใจในคติภพข้างหน้า ไม่หวาดกลัวในสิ่งที่จะต้องประสบหลังตาย

    ผู้ที่จะทำใจเช่นนี้ได้จำเป็นต้องมีการฝึกฝนจิตใจอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการหมั่นเจริญมรณสติอยู่เนือง ๆ ได้แก่การพิจารณาว่าความตายจะต้องบังเกิดขึ้นกับตนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะร่ำรวย ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจเพียงใด ในที่สุดก็ต้องตาย แต่ในความแน่นอนเที่ยงแท้ของความตายนั้น ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่า ความตายจะมาถึงตนเมื่อใด อาจจะเป็นสิบปีข้างหน้า ปีหน้า เดือนหน้า พรุ่งนี้ หรือแม้แต่คืนนี้ก็ได้ ไม่มีผู้ใดเลยที่ล่วงรู้ได้ ดังมีภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ได้ว่าอะไรจะมาก่อน”

    เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว ก็ต้องถามต่อไปว่า หากเราต้องตายในวันนี้หรือคืนนี้ เราพร้อมจะตายหรือยัง เราได้สร้างสมคุณงามความดีมากพอหรือยัง เราได้ใช้เวลาในโลกนี้อย่างมีคุณค่ามากพอแล้วหรือ มีภารกิจสำคัญอันใดที่ยังคั่งค้างอยู่บ้าง และมีสิ่งใดบ้างที่เรายังเป็นห่วงกังวลหรือค้างคาใจที่ทำให้ไม่พร้อมที่จะตาย

    การเจริญมรณสติดังกล่าวจะช่วยให้เราตระหนักว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด ดังนั้นในขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดีอยู่ จึงต้องเร่งทำภารกิจที่สำคัญและมีความหมายต่อชีวิตให้แล้วเสร็จ ไม่ว่าการบำเพ็ญคุณงามความดี การฝึกฝนพัฒนาจิตใจ ตลอดจนการทำหน้าที่ต่อบุคคลที่มีความสำคัญในชีวิตของเรา กิจเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักผัดผ่อนทอดธุระ เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและไม่มีเส้นตายที่จะต้องทำให้เสร็จ แต่การเตือนตนอยู่เสมอว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ จะกระตุ้นให้เราขวนขวายทำกิจเหล่านี้ ไม่ผัดผ่อนทอดธุระอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)

    มีหลายคนที่เมื่อจินตนาการว่าความตายกำลังจะเกิดขึ้นกับตนในวันนี้หรือคืนนี้ เขาพบว่ามีหลายคนและหลายสิ่งที่ตนยังยึดติดผูกพันหรือห่วงใยอยู่ ตราบใดที่ยังมีความยึดติดผูกพันดังกล่าวอยู่ ก็ยากที่เราจะจากโลกนี้ด้วยใจสงบได้ เพราะจะมีแต่ความอาลัยอาวรณ์และเศร้าโศกท่วมท้นใจ การเจริญมรณสติจึงเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรู้จักปล่อยวางบุคคลและสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ รวมทั้งความหวงแหนอาลัยในชีวิต แม้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจะปล่อยวางได้ยาก แต่ก็ควรฝึกใจให้พร้อมปล่อยวางอย่างทันท่วงทีเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง

    สิ่งที่เรายึดติดนั้นมิได้มีเพียงสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ เช่น บิดามารดา บุตรธิดา ทรัพย์สมบัติ หรือชีวิตเท่านั้น แม้สิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจเราก็มักยึดติดโดยไม่รู้ตัว เช่น ความโกรธเกลียดหรือ พยาบาทต่อคนบางคน รวมถึงความรู้สึกผิดที่ทำไม่ดีกับผู้อื่น อารมณ์เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราควรรู้จักปล่อยวางเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะรบกวนจิตใจให้เป็นทุกข์ หม่นหมอง หรือเร่าร้อนในเวลาใกล้ตายได้

    การปล่อยวางดังกล่าวเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็จากการขวนขวายทำภารกิจต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นจนไม่มีอะไรค้างคาใจ เช่น การตอบแทนบุญคุณบิดามารดา การเลี้ยงดูบุตรธิดา การจัดการทรัพย์สินหรือมรดก ส่วนอารมณ์ฝ่ายอกุศลก็สามารถปล่อยวางได้ ด้วยการขอขมาหรือปรับความเข้าใจผิดกับผู้ที่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน รวมทั้งการให้อภัยตนเอง และยอมรับความผิดพลาดของตนโดยไม่เก็บกดไว้ในใจ

    การระลึกว่าความตายอาจมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ ยังทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือไม่ ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่คนรักยังอยู่กับเรา เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่ ทำให้เราชื่นชมกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวและรอบตัว เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะมีโอกาสชื่นชมสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ทำให้เราติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความใส่ใจ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่

    กล่าวโดยสรุปการเจริญมรณสติอยู่เสมอช่วยกระตุ้นให้เราขวนขวายในสิ่งที่ชอบผัดผ่อน ปล่อยวางในสิ่งที่ชอบยึดติด และเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่หรือกระทำอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเอื้ออำนวยให้เราสามารถตายอย่างสงบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อยู่อย่างมีความสุขด้วย

    ชีวิตกับความตายเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกจากกัน ความข้อนี้นอกจากจะหมายความว่าชีวิตกับความตายเป็นของคู่กันแล้ว ยังหมายความอีกว่าเราอยู่อย่างไร เราก็ตายอย่างนั้น ถ้าหากเราต้องการ “ตายดี” ก็ต้องมีชีวิตที่ดีงาม กล่าวคือสร้างสมคุณงามความดีหรือบุญกุศล ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน นอกจากการหมั่นบำเพ็ญทาน และรักษาศีลตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเจริญภาวนาเป็นนิจ หมายถึงการฝึกฝนใจให้บังเกิดความสงบและความสว่าง รู้เท่าทันความเป็นจริงของชีวิต จนไม่เผลอเป็นทุกข์เพราะความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

    ในชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องประสบกับสิ่งที่พอใจและสิ่งที่ไม่พอใจอยู่เสมอ ผู้คนทั่วไปมักพยายามยึดสิ่งที่พอใจเอาไว้ และปฏิเสธผลักไสสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ในความเป็นจริงย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปดังใจได้เสมอไป สิ่งที่พอใจนั้นไม่ว่าเราอยากยึดเพียงใด ในที่สุดก็ต้องแปรเปลี่ยนหรือพรากจากเราไป ส่วนสิ่งที่ไม่พอใจก็ยากที่จะหนีพ้น ไม่ว่าจะมาจากภายนอกหรือเกิดกับกายและใจของเราเอง ยิ่งความแก่ ความเจ็บ และความตายด้วยแล้ว ไม่มีทางที่จะหนีพ้นเลย

    ผู้ที่พยายามยึดติดสิ่งที่พอใจ และปฏิเสธผลักไสสิ่งที่ไม่พอใจ จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ ความไม่สมหวังอยู่เนือง ๆ แต่เมื่อใดที่เราตระหนักถึงความเป็นจริงว่าสิ่งทั้งปวงย่อมแปรเปลี่ยนเป็นนิจ ไม่จิรังยั่งยืน และไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปดังใจได้ เราก็จะยึดติดถือมั่นหรือปฏิเสธผลักไสสิ่งต่าง ๆ น้อยลง สามารถวางใจเป็นกลางได้มากขึ้น ในยามที่ได้ทรัพย์ ได้เกียรติยศ ได้รับคำสรรเสริญ หรือประสบสุข ก็ไม่หลงใหลปลาบปลื้ม เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง ดังนั้นเมื่อต้องสูญเสียทรัพย์ สูญเสียเกียรติยศ ถูกตำหนิติฉิน หรือประสบทุกข์ ก็ไม่คร่ำครวญหรือคับข้องใจ เพราะรู้ดีว่านี่เป็นธรรมดาโลก ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่าโลกธรรม

    การเจริญภาวนาคือการฝึกฝนจิตใจให้เห็นถึงความผันแปรของโลกธรรม รวมไปถึงสิ่งทั้งปวงที่เรียกว่าสังขาร เริ่มจากการฝึกจิตให้เห็นถึงอาการขึ้นลงแปรเปลี่ยนของความรู้สึกนึกคิด โดยวางใจเป็นกลางต่อสิ่งเหล่านั้นได้ ไม่ฟู-แฟบ ยินดี-ยินร้าย หรือมีท่าทีชอบ-ชัง เมื่อมีสติเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ ต่อไปก็สามารถวางใจเป็นกลางต่อความผันผวนปรวนแปรของโลกธรรมได้

     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)

    เราทุกคนไม่สามารถหลีกหนีโลกธรรมได้ แต่เมื่อใดที่โลกธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะโลกธรรมฝ่ายบวก นอกจากวางใจเป็นกลางแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้พิจารณาถึงความไม่เที่ยงของลาภ ยศ สุข สรรเสริญ จนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ยึดถือไม่ได้ และไม่น่ายึดถือ เพราะนอกจากจะไม่จิรังแล้ว มันยังไม่ช่วยให้พ้นทุกข์หรือเป็นสุขได้อย่างยั่งยืน เมื่อใดก็ตามที่เผลอยึดมั่นถือมั่นว่าลาภ ยศ สุข สรรเสริญเป็นของเรา เราก็จะตกเป็นทาสของมันและเป็นทุกข์เพราะมัน เพราะได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ และไม่ว่าได้เท่าไรก็ต้องเป็นทุกข์เพราะต้องหวนแหนรักษามันไว้ แต่ไม่ว่าจะหวนแหนและพยายามรักษาเพียงใด ก็ต้องสูญเสีย พลัดพรากหรือถูกแย่งชิงไปในที่สุด ปัญญาที่เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นดังกล่าว ย่อมเปลื้องจิตให้เป็นอิสระจากโลกธรรม แทนที่จะเป็นทาสมัน ก็กลับเป็นนายมัน คือรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ และเมื่อถึงคราวที่มันต้องแปรเปลี่ยนไป ก็หาได้เป็นทุกข์กับมันไม่


    ปัญญาที่รู้เท่าทันในโลกธรรม ย่อมช่วยให้เราวางใจเป็นกลางได้มากขึ้นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าบวกหรือลบ ดีหรือร้าย และเมื่อมีความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้นกับตนเอง เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ก็สามารถยอมรับได้ด้วยใจสงบ เพราะรู้ดีว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต สำหรับผู้ที่มีปัญญา แม้ขณะที่ยังเป็นหนุ่มสาว มีสุขภาพดี ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าความเป็นหนุ่มสาวและความไม่มีโรคนั้นเป็นของชั่วคราว ไม่จิรังยั่งยืน ดังนั้นเมื่อเกิดความแปรเปลี่ยนกับตนเอง จึงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

    ควรกล่าวย้ำในที่นี้ว่าการเจริญภาวนานั้นไม่ได้หมายถึงการปลีกตัวหลีกเร้นหรือนั่งหลับตาตามลมหายใจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการไตร่ตรองเพ่งพินิจชีวิตไม่ว่าในยามขึ้นหรือลง ได้หรือเสีย เจริญหรือเสื่อม แทนที่จะปล่อยใจเคลิบเคลิ้มหรือคร่ำครวญ เราควรใคร่ครวญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสติและปัญญา สำหรับผู้ที่เคยมั่งคั่งแต่ภายหลังกลับยากไร้ ที่เคยสูงส่งด้วยยศศักดิ์ แต่ภายหลังกลับตกต่ำ ที่เคยได้รับการยกย่องแต่ภายหลังกลับถูกหยามเหยียด ความผันผวนเหล่านี้สามารถเป็นบทเรียนสอนใจให้เห็นแจ้งในสัจธรรมว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงโดยแท้

    ในทำนองเดียวกันความเจ็บป่วยและทุพพลภาพก็สามารถสอนธรรมแก่เราได้เป็นอย่างดีว่า ร่างกายนอกจากจะไม่เที่ยงแล้ว ยังไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราได้ จะว่าไปแล้วไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเราสักอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตนี้ เพราะเมื่อตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ผู้ที่มีปัญญาเห็นแจ้งในความจริงข้อนี้ ย่อมยอมรับความตายได้ด้วยใจสงบ เพราะปล่อยวางแล้วจากทุกสิ่ง ยิ่งผู้ที่บำเพ็ญภาวนาจนประจักษ์แจ้งในมายาภาพของตัวตน และละวางจากความยึดถือในตัวตน จนตัวตนไม่มีที่ตั้ง ดังท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า “ตายก่อนตาย” สำหรับบุคคลเช่นนี้ ความตายย่อมไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะมีแต่ความตายแต่ไม่มีผู้ตาย

    การที่เรามาบำเพ็ญกุศลในวันนี้ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้มาเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตอันมีความตายเป็นที่สุดโดยมีผู้วายชนม์คือท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นครูสอน แต่ในความเป็นจริง ท่านผู้หญิงพูนศุขไม่ได้เป็นเพียงอาจารย์ใหญ่ที่สอนสัจธรรมแก่เราในยามที่ท่านสิ้นลมไปแล้วเท่านั้น หากท่านยังเป็นแบบอย่างในทางจริยธรรมแก่เราเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้แสดงให้เราประจักษ์ถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ ความกตัญญู และจิตใจอันเปี่ยมด้วยเมตตาที่สามารถให้อภัยแก่ผู้มุ่งร้ายได้

    ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้มีสติมั่นคง ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีน้อยคนที่จะประสบความผันผวนปรวนแปรอย่างรุนแรงมากเท่ากับท่าน จากหญิงสูงศักดิ์สตรีหมายเลขหนึ่งกลายเป็นผู้ต้องคดีในข้อหากบฏ จากเสรีชนกลายเป็นนักโทษ จากธิดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่กลายเป็นผู้พลัดถิ่น จากชีวิตที่สุขสบายกลายมาอยู่อย่างยากลำบาก ท่านต้องประสบกับความสูญเสียและพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักมากมาย ไม่ว่า สามี บุตรธิดา บ้านเกิดเมืองนอน สถานภาพ อิสรภาพ และความสุขสบาย ทั้ง ๆ ที่ความผันผวนดังกล่าวเกิดจากเหตุปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองที่เข้ามากระทบกระแทกชีวิตของท่านอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องยาวนาน สร้างความทุกข์นับครั้งไม่ถ้วน ท่านไม่เพียงยืนหยัดมั่นคงในธรรม ด้วยเชื่อมั่นว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ในที่สุดท่านยังสามารถรักษาจิตให้เป็นปกติ ไม่พลอยกระเทือนไปกับสิ่งที่มากระแทก ทั้งนี้เพราะท่านเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตว่าไม่มีอะไรจิรังยั่งยืน จึงสามารถปล่อยวางและปลดปลงได้ ทั้งไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด และไม่ถือเอาเหตุร้ายในอดีตมาเป็นอารมณ์รบกวนใจ ท่านจึงมีชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข และเมื่อละจากโลกนี้ไป ก็ไม่อาลัยในสิ่งใด รวมทั้งไม่ปรารถนาเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น แม้สถานะของท่านจะคู่ควรกับเกียรติยศอันสูงส่งก็ตาม

    เมื่อครั้งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้แสดงธรรมในพิธีฌาปนกิจศพท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านได้ยกพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า รูป ชีรติ มจจาน นมโคตต น ชีรติ แปลความว่า “รูปกายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ต้องแตกดับไป แต่คุณงามความดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะสูญสลายได้” พุทธภาษิตนี้ไม่ได้เหมาะกับท่านปรีดี พนมยงค์เท่านั้น แต่ยังคู่ควรกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ในวาระเช่นนี้ด้วยเช่นกัน แม้สรีระของท่านผู้หญิงพูนศุขกำลังจะกลายเป็นเถ้าธุลี แต่คุณงามความดีของท่านจะยังอยู่ในใจของเราทุกคน เป็นที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทย อีกทั้งบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญยังจะตามติดท่านไปในสัมปรายภพ อำนวยให้ประสบสุขและวิบากสมบัติอย่างแน่นอน

    ในท้ายที่สุดนี้ด้วยอำนาจบุญทักษิณานุประทานที่ทุกท่านได้ร่วมบำเพ็ญ ขอจงสำเร็จเป็นวิบากราศี อำนวยสุขสมบัติแก่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ตามสมควรแก่คติวิสัยในสัมปรายภพ สมดังมโนปณิธานของท่านทุกประการ
    :- https://www.visalo.org/article/D_MoranaSatiKatha.htm
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ศิษย์คิดล้างครู
    นิทานธรรม ฉบับพิเศษ
    จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา


    ในเมืองพาราณสี มีตระกูลหนึ่งรับหน้าที่สอนศิลปะเกี่ยวกับการฝึกช้างและการใช้ช้างให้ทำงานต่างๆ ตามที่ปรารถนา ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นลูกของตระกูลนั้น ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับเรื่องการฝึกช้างจนจบและเชี่ยวชาญ จึงได้รับมอบหมายจากตระกูลให้ทำหน้าที่สอนศิลปะนั้นแก่ศิษย์รุ่นต่อๆ มา

    อาจารย์เป็นคนมีเมตตาต่อบรรดาศิษย์มาก ตั้งใจสอนศิลปะวิทยาเป็นอย่างดีโดยไม่ปิดบัง และไม่เลือกว่าศิษย์นั้นมีฐานะเป็นเช่นไร ดังนั้น จึงมีศิษย์มาสมัครเรียนศิลปะวิทยาจากทั่วสารทิศ ต่อมาได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอศึกษาอยู่ด้วย

    “เธอมาจากที่ไหน” อาจารย์ถาม

    “ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองพาราณสีนี้เอง” ชายหนุ่มตอบ

    “เธอจะเรียนไปทำไม”

    “ข้าพเจ้ามาเรียนก็เพื่อเอาไว้ไปใช้ทำมาหากิน”

    เมื่อทราบความประสงค์ของศิษย์อย่างนั้นแล้ว อาจารย์ก็ได้รับไว้ด้วยความเมตตาและสอนศิลปวิทยาให้จนหมดสิ้น

    วันหนึ่ง หลังจากจบการศึกษาแล้ว ชายหนุ่มได้เข้าไปหาอาจารย์ อาจารย์ได้กล่าวความยินดีและชวนสนทนาถึงเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวในราชสำนักด้วย

    “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอยากรับราชการ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นในตอนหนึ่ง

    “งานราชการคืองานรับใช้พระราชสำนักเป็นงานหนักนะ” อาจารย์บอก

    “ข้าพเจ้าไม่กลัวงานหนัก กลัวแต่ว่าจะไม่ได้งานทำเท่านั้น”

    “ถ้าเธอต้องการจริงๆ ฉันจะช่วยฝากให้”

    อาจารย์ทำตามที่พูดไว้ หลังจากเฝ้าพระเจ้าพรหมทัต พระราชาแห่งแคว้นกาสีแล้ว วันหนึ่งจึงได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์มีลูกศิษย์ฝีมือดีอยู่คนหนึ่ง ขอฝากเขาไว้รับใช้ในราชสำนักด้วย”

    “ได้ซีท่านอาจารย์” พระเจ้าพรหมทัตตรัสรับรอง “ใครก็ตามถ้ามาจากอาจารย์ ฉันรับหมดเพราะเชื่อฝีมือ”

    “เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าข้า” อาจารย์ก้มลงกราบ พลางขอให้พระเจ้าพรหมทัตตั้งเงินเดือนให้เขาด้วย

    “ท่านอาจารย์ ฉันมีธรรมเนียมอยู่ว่าศิษย์กับอาจารย์จะได้เงินเดือนไม่เท่ากัน ศิษย์จะต้องได้น้อยกว่า อาจารย์จะต้องได้มากกว่า” พระเจ้าพรหมทัตตรัสชี้แจง

    “ข้าพระองค์คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีปัญหา”

    “ถ้าอย่างนั้น ทุกวันนี้ฉันให้อาจารย์เดือนละ ๑๐๐ กหาปณะ ศิษย์ของอาจารย์ก็จะได้ครึ่งหนึ่งคือ ๕๐ กหาปณะ”

    “เป็นพระมหากรุณาพระเจ้าข้า”
    อาจารย์ดีใจมากที่สามารถฝากศิษย์เข้ารับราชการได้สำเร็จตามความต้องการของศิษย์ ดังนั้นครั้นกลับถึงบ้านแล้วจึงรีบแจ้งให้ชายหนุ่มทราบทันที “อาจารย์ดีใจด้วย พระราชารับเธอเข้ารับราชการแล้ว”

    “แล้วเรื่องเงินเดือน พระราชาทรงให้เท่าไร ท่านอาจารย์” ชายหนุ่มถามอย่างกระตือรือร้น

    “เห็นรับสั่งว่าจะพระราชทานให้ครึ่งหนึ่งของฉัน” อาจารย์ตอบตามความเป็นจริง

    “ทุกวันนี้อาจารย์ได้เท่าไร”

    “ฉันได้ ๑๐๐ กหาปณะ”

    “ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ได้เพียง ๕๐ กหาปณะใช่ไหมอาจารย์”

    “ใช่.....” อาจารย์พยักหน้ารับ

    “ท่านอาจารย์.....” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ

    “ข้าพเจ้ากับท่านมีความรู้เท่ากัน ก็ควรจะได้เงินเดือนเท่ากัน”

    “ถ้าเธอต้องการอย่างนั้น ฉันจะไปกราบทูลพระราชาดูก่อนว่าจะทรงเห็นด้วยหรือไม่” อาจารย์ยินดีรับข้อเสนอ

    ต่อมาอาจารย์ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัต และกราบทูลข้อเสนอของชายหนุ่มให้พระราชาทราบ

    “ได้.....ท่านอาจารย์” พระเจ้าพรหมทัตรับข้อเสนอของชายหนุ่ม และทรงมีเงื่อนไขว่า “ลูกศิษย์ของท่านจักได้เงินเดือนเท่ากับท่าน ถ้าเขามีความสามารถเท่ากับท่าน”

    “พระองค์จะให้เขาแสดงศิลปะแข่งกับข้าพระองค์หรือพระเจ้าข้า” อาจารย์ทูลถาม

    “ใช่แล้ว” พระจ้าพรหมทัตพยักหน้าพระพักตร์รับ

    อาจารย์ได้นำความนั้นมาแจ้งให้แก่ชายหนุ่มได้ทราบ และได้รับคำตอบอย่างหนักแน่นว่า

    “ได้.....ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ายินดีจะแสดงความสามารถแข่งกับท่าน”

    “ตกลง” อาจารย์รับคำ

    วันรุ่งขึ้น อาจารย์ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งกราบทูลเรื่องที่ชายหนุ่มตกลงแสดงศิลปะแข่งกับตนให้ทรงทราบ

    “เอาละ อาจารย์ พรุ่งนี้เชิญท่านกับศิษย์มาแสดงแข่งกันได้เลย ที่ลานดินหน้าพระราชวัง” พระเจ้าพรหมทัตทรงนัดหมาย

    “เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าข้า” อาจารย์ก้มลงกราบแทบพระบาท “และเป็นพระมหากรุณาธิคุณมากยิ่งขึ้นหากพระองค์จะป่าวประกาศเชิญชวนชาวเมืองมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย”

    “ได้.....ท่านอาจารย์ ถ้าท่านต้องการอย่างนั้น” พระเจ้าพรหมทัตตรัสรับคำอย่างหนักแน่น


     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    (ต่อ)
    ความจริงแล้วอาจารย์รู้สึกสะเทือนใจที่ต้องมาแสดงฝีมือแข่งกับศิษย์ เพราะคิดไม่ถึงว่าศิษย์จะกล้าท้าทายตนเช่นนี้ “เราควรจะสอนให้เขาได้สำนึกบ้าง” อาจารย์บอกกับตนเองขณะเดินทางกลับบ้าน

    คืนวันนั้น ขณะที่ทุกคนหลับกันหมดแล้ว อาจารย์ก็แอบไปที่โรงช้างและฝึกช้างให้เรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะชายหนุ่มศิษย์อกตัญญูของตน เขาฝึกให้ช้างเรียนรู้คำสั่งและปฏิบัติการที่ตรงกันข้าม นั่นคือ

    เมื่อออกคำสั่งว่า “ไป” ให้ช้างเรียนรู้ว่า “ต้องถอยหลัง”
    เมื่อออกคำสั่งว่า “หยุดยืน” ให้ช้างเรียนรู้ว่า “ต้องนอน”
    และเมื่อออกคำสั่งว่า “ถือ” ให้ช้างเรียนรู้ว่า “ต้องปล่อย”

    รุ่งเช้าที่บริเวณหน้าพระราชวัง ชาวเมืองพาราณสีมาเฝ้าชมการแข่งขันประลองความสามารถระหว่างศิษย์กับอาจารย์อยู่เนืองแน่น พระเจ้าพรหมทัตประทับนั่งบนพระที่นั่งอย่างสง่างาม แล้วทันใดนั้นเอง อาจารย์กับศิษย์ก็ปรากฏตัวพร้อมด้วยช้างที่จะใช้ประลองความสามารถ

    ครั้นได้เวลา อาจารย์กับศิษย์ก็ผลัดกันแสดงความสามารถในการบังคับช้าง ผลปรากฏว่าอาจารย์มีความสามารถบังคับได้อย่างไร ศิษย์ก็มีความสามารถอย่างนั้น ผู้คนที่มาเฝ้าชมต่างพากันเงียบกริบเพราะคิดว่าอาจารย์คงสู้ศิษย์ไม่ได้ อาจารย์เองก็ชื่นชมศิษย์ของตนเองอยู่ในที ช่วงสุดท้ายมาถึงแล้ว อาจารย์ยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเสนอวิธีการประลองความสามารถครั้งสุดท้าย คือ ให้ศิษย์สั่งบังคับช้างของตนเอง

    “ได้.....ท่านอาจารย์ ช้างของท่านก็เหมือนช้างของข้าพเจ้า” ชายหนุ่มรับข้อเสนอของอาจารย์ทันที แล้วตรงรี่เข้าหาช้างของอาจารย์ พร้อมทั้งออกคำสั่งให้ช้างทำ

    แต่ผลปรากฏว่าช้างกลับทำกิริยาอาการตรงกันข้ามหมดสิ้น

    ถึงตอนนี้ ชายหนุ่มเริ่มหน้าถอดสีเพราะรู้สึกอับอายที่ไม่สามารถสั่งช้างของอาจารย์ให้ทำตามตนสั่งได้ ผู้คนที่เฝ้าชมซึ่งเอาใจช่วยอาจารย์อยู่ตลอดเวลา ต่างได้โอกาสลุกฮือขึ้นสาปแช่งชายหนุ่มกันเสียงอึงมี่

    “ไป.....ไปให้พ้น ไอ้ลูกศิษย์เนรคุณ ช่างไม่รู้จักประมาณตัวเองบ้างเลย” ว่าแล้ว ต่างคนต่างปาก้อนดินใส่ชายหนุ่มจนได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส และขาดใจตายในเวลาต่อมา

    นิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ศิษย์ที่คิดล้างครูนั้นย่อมมีแต่ความวิบัติ เหมือนชายหนุ่มกับอาจารย์ผู้มากด้วยเมตตา ผลสุดท้ายชายหนุ่มก็ได้รับผลร้ายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง

    ............... เอวัง ...............
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1195
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มกราคม 2026
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    PersonBuddhadasa.jpg
    มองอนาคตผ่านฐานคิดและชีวิตท่านพุทธทาสภิกขุ
    พระไพศาล วิสาโล

    ก่อนที่เราจะมองอนาคตผ่านฐานคิดและชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุ ควรได้ย้อนกลับไปดูว่าท่านพุทธทาสภิกขุมองอนาคตอย่างไรตอนที่ท่านเริ่มตั้งสวนโมกขพลาราม เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๔๗๕ เวลานั้นพุทธศาสนาดำเนินมาใกล้ถึงยุคกึ่งพุทธกาลแล้ว ห่างกันเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น ในชาวพุทธจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเมื่อพุทธศาสนายุกาลผ่านไปได้ ๕๐๐๐ ปีก็จะสิ้นอายุขัย ยุคกึ่งพุทธกาลจึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสื่อมถอยของพุทธศาสนาและกลียุคที่จะรุนแรงมากขึ้น ความเชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุในเวลานั้นไม่มากก็น้อย คือมองเห็นว่าความเสื่อมทางศีลธรรมจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และความทุกข์จะแผ่ซ่านไปทั่ว ทัศนะดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นจากปาฐกถาธรรมของท่านแม้ในระยะหลัง อาทิ ปาฐกถาธรรมเรื่อง “โลกวิปริต” ซึ่งแสดงในปี ๒๕๑๙ มีบางตอนกล่าวว่า “เราเกิดมาในโลกที่วิปริต กำลังวิปริตอย่างยิ่ง และแสนจะวิปริต คือเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์และความทุกข์”

    แต่ท่านพุทธทาสภิกขุไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายอย่างเดียว ท่านมองว่าความทุกข์นั้นมีประโยชน์ในแง่ที่กระตุ้นให้ผู้คนขวนขวายหาหนทางดับทุกข์และเกิดปัญญาขึ้นมา ในทำนองเดียวกันความตกต่ำเสื่อมโทรมหรือวิกฤตการณ์ในทางศีลธรรมก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยกระตุ้นเร่งเร้าให้ผู้คนช่วยกันฟื้นฟูศีลธรรมเพื่อมาทัดทานกับสภาพที่ตกต่ำ แม้เวลานั้นพระหนุ่มวัย ๒๖ อย่างท่านอาจมิได้รู้สึกว่าตน “โชคดี”ที่ได้มาเกิดในยุคที่พุทธศาสนากำลังเสื่อมลง แต่ท่านก็หาได้รู้สึกท้อแท้หมดหวังไม่ ตรงกันข้ามกลับมีความมุ่งมั่นที่จะ “ช่วยกันส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในยุคซึ่งเราสมมติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาล ” นี้คือจุดเริ่มต้นของสวนโมกขพลาราม


    ท่านพุทธทาสภิกขุมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย การที่พุทธศาสนาจะเสื่อมลงไปนั้นก็เพราะมีเหตุปัจจัย ขณะเดียวกันท่านก็เชื่อว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้น บางส่วนก็อยู่ในวิสัยที่มนุษย์หรือคนเล็กๆ คนหนึ่งสามารถที่จะทัดทาน แปรเปลี่ยนหรือบรรเทาลงได้ อย่างไรก็ตามท่านตระหนักดีว่าท่านเองเป็นพระชั้นผู้น้อยที่มีกำลังไม่มาก จึงเริ่มต้นที่จุดเล็ก ๆ ด้วยการสร้างสวนโมกข์ให้เป็นสถานที่ส่งเสริมฟื้นฟูการปฏิบัติธรรมอย่างที่เคยทำในสมัยพุทธกาล โดยเน้นชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และไม่แยกระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ โดยหวังว่าการกระทำเช่นนั้น “อาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย” ในตอนนั้นท่านคิดเพียงว่า “เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว

    จะเห็นได้ว่าท่านพุทธทาสภิกขุมิได้คิดว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญหรือมหาบุรุษที่เกิดมาเพื่อทำภารกิจทางประวัติศาสตร์ เช่น เปลี่ยนแปลงโลก หรือพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ท่านมีสำนึกอย่างชาวพุทธธรรมดาคนหนึ่งซึ่งตระหนักว่าตนมีหน้าที่ต่อพระศาสนา อย่างไรก็ตามในฐานะปัจเจกบุคคล ท่านเชื่อว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวแล้ว ก็สามารถทำสิ่งที่ยากได้ โดยเฉพาะการบรรลุถึงอุดมคติของชาวพุทธ ในจดหมายที่ท่านเขียนถึงนายธรรมทาส พานิช ผู้น้อง ก่อนจะทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายในกรุงเทพ ฯ และกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อสร้างสวนโมกข์ ท่านได้ประกาศความมุ่งมั่นว่า “เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมา จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกตอนนี้ ต่อนี้ไปเราจะไม่เดินตามโลก และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ ตามรอยพระอริยะที่ค้นแล้วจนพบ...ถึงแม้ว่าเราะได้เกิดอีกตั้งแสนชาติก็ดี บัดนี้เราจะไม่เดินตามหลังโลกอีกต่อไป จะอาศัยโลกสักแต่กาย ส่วนใจเราจะทำให้เป็นอิสระจากโลกอย่างถึงที่สุด เพื่อเราจะได้พบความบริสุทธิ์ในขณะนั้น”

    แล้วท่านก็เริ่มต้นก่อร่างสร้างสวนโมกข์โดยเริ่มต้นจากศูนย์ คือไปเช่าที่วัดร้าง โดยมีท่านพำนักแต่ผู้เดียว แต่ด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวด และการใช้สติปัญญาอย่างถึงที่สุด โดยมุ่งที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวาสนาบารมีอะไรเลย แต่แล้วผลงานของท่านก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการพระศาสนา และก่อให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อย มองในแง่นี้จะเห็นได้ว่าท่านพุทธทาสภิกขุมองอนาคตโดยไม่ตกอยู่ในภาวะจำยอม หากท่านมองอนาคตที่ยากลำบากว่าเป็นเรื่องท้าทาย และปลุกเร้าให้ต้องระดมความเพียรมากขึ้น จนในที่สุดก็มองเห็นว่าเป็นความโชคดีด้วยซ้ำที่เกิดมาเกิดในยุคสมัยเช่นนี้

    ท่านพุทธทาสภิกขุมองว่าโลกนี้จะดำเนินไปได้ก็ด้วยธรรม ท่านมองโดยอาศัยแว่นของศาสนาหรือธรรมะอย่างชัดเจน จึงเห็นว่าธรรมะเท่านั้นที่จะค้ำจุนโลกได้ ไม่ใช่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ หรือประชาธิปไตย แม้ว่าตอนที่เริ่มสร้างสวนโมกข์ใหม่ๆ ท่านดูจะมีศรัทธาในประชาธิปไตยอยู่ไม่น้อย ถึงกับบันทึกไว้ว่า การที่สวนโมกข์สร้างปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น “เป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้” ในเมื่อธรรมคือสิ่งที่จะยังโลกให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ถ้าโลกจะเสื่อมก็เพราะธรรมะนั้นเสื่อมถอยลงไป เพราะฉะนั้นท่านถือว่าภารกิจของท่านคือการฟื้นฟูธรรมะขึ้นมาโดยพยายามทำสวนโมกข์ให้เป็นแบบอย่าง

    ท่านพุทธทาสภิกขุมีหลักการอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ท่านเชื่อว่าการที่เราจะพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างมีพลัง จำต้องถอยกลับมาก่อน ดังนั้นเมื่อท่านตั้งใจที่จะขับเคลื่อนธรรมะหรือพระศาสนาไปข้างหน้า ท่านจึงถอยกลับไปที่การประพฤติปฏิบัติสมัยพุทธกาล ท่านสนใจค้นคว้าว่าพระภิกษุสงฆ์สมัยพุทธกาล มีชีวิตความเป็นอยู่ มีการศึกษาและปฏิบัติกันอย่างไร จนเกิดแบบแผนความเป็นอยู่ในสวนโมกข์ที่เรียกว่า “ฉันข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง”

    ขณะเดียวกันในด้านการศึกษาและปฏิบัติธรรม ท่านก็ถอยกลับไปที่พระไตรปิฎกในฐานะแหล่งที่มาสำหรับการเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา โดยถือว่าคัมภีร์อรรถกถามีความสำคัญรองลงมา นับว่าสวนทางกับแนวทางปริยัติศึกษาในเวลานั้นซึ่งสืบทอดกันมามาหลายศตวรรษตามแบบแผนที่มาจากลังกาทวีป ท่านพุทธทาสภิกขุศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน จนถือได้ว่าพระไตรปิฎกคือครูที่สำคัญที่สุดของท่านทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติ ซึ่งต่างจากครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ทั้งก่อนหน้านั้นและร่วมสมัยเดียวกับท่านที่มีครูเป็นตัวบุคคล ดูเหมือนว่าครูที่มีความสำคัญที่สุดรองลงมาจากพระไตรปิฎก ในทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ก็คือ “อาจารย์คลำ” หมายถึงการปฏิบัติด้วยตนเองอย่างลองผิดลองถูก จนรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ท่านได้ศึกษาปฏิบัติด้วยการทดลองทำหลายวิธี อาทิ การฉันผักอย่างเดียว หรือฉันแต่ของหวาน ไม่ฉันของคาว การอดนอน รวมทั้งการนั่งให้ยุงกัดนานเป็นชั่วโมง ประสบการณ์เหล่านี้ส่วนหนึ่งท่านได้บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์ในชื่อ อนุทินปฏิบัติธรรม หรือ บันทึกรายวันขณะฝึกฝนตนอย่างเข้มข้นในวัยหนุ่ม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 มกราคม 2026

แชร์หน้านี้

Loading...