รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759855039056.jpg

    " หลวงปู่ครูบาแก้ว สุทโธ
    พระโพธิสัตว์แห่งวัดดอยโมคคัลลาน์ "
    ท่านเป็นหนึ่งในเถระผู้ปรารถนาโพธิญาณแห่งแดนล้านนา ที่มีฤทธิ์บารมีแก่กล้า
    ประวัติ
    หลวงปู่แก้ว สุทโธ หลวงปู่แก้ว สุทโธ วัดดอยโมคคัลลาน์ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
    เป็นชาวภูไทโดยกำเนิด เกิดที่บ้านหนองบ่อ ต.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อเดือน 11 ปีเถาะ พ.ศ.2434 บรรพชาที่บ้านเกิดเมื่ออายุ 12 ปี
    เมื่ออายุได้ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองป่า อ.นาแก จ.นครพนม ได้รับฉายาว่า สุทโธ ซึ่งแปลว่า ผู้มีความบริสุทธิ์
    เมื่อพ้นนิสัยแล้ว ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก มีความเด็ดเดี่ยวในการออกรุกขมูล อาศัยป่าดงพงไพรเป็นที่อยู่อาศัย มุ่งหน้าไปสู่ขุนเขาหุบเหวเป็นที่ปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนาและเดินจงกรม
    ธุดงค์ไปในหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จนมีโอกาสได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากัมมัฏฐานในเขตจังหวัดเชียงใหม่
    จากนั้นได้รับการอบรมบ่มนิสัยขัดเกลากิเลส ขณะที่ได้ฟังธรรมเทศนาจากหลวงปู่มั่นแล้ว ล่วงรู้ถึงธรรมะนั้นว่ามีความอัศจรรย์ ทำให้จิตเข้าสู่ภูมิปัญญา ควรแก่การพิจารณา ตามคำสอนนั้น เป็นความเห็นชัดระหว่างปัญญากับกิเลสปลดเปลื้องกัน โดยอาศัยธรรมเป็นเครื่องบุกเบิก
    เมื่อได้รับอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านได้กราบลาเพื่อธุดงค์ต่อไปยังภาคอีสาน และได้พบกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ จึงเดินธุดงค์ร่วมกัน โดยมุ่งไปที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงพากันไปยังภาคเหนืออีกครั้ง ซึ่งในชีวิตการครองสมณเพศของหลวงปู่แก้ว ได้บำเพ็ญธรรมตามป่าเขาลำเนาไพรเป็นส่วนใหญ่
    จนกระทั่งปี พ.ศ.2460 ท่านและหลวงปู่แหวนจึงได้แยกทางกันไปบำเพ็ญสมณธรรมคนละแห่ง หลวงปู่แก้วธุดงค์มาที่ดอยโมคคัลลาน์ ท่านจึงร่วมกันสร้างวัดขึ้น พร้อมกับสร้างพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
    เมื่อสร้างเสร็จท่านได้ออกธุดงค์ไปในที่ต่างๆ อีก จนได้พบถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านไม่ประสงค์จะเปิดเผย เพราะภายในถ้ำท่านพบสิ่งของมากมาย จำพวกเพชรนิลจินดา ทั้งพลอยและทับทิม ตลอดจนแก้วสีต่างๆ โดยท่านไม่ได้ให้ความสนใจในสิ่งล้ำค่าเหล่านั้น เท่ากับการแสวงหาความสงบทางธรรม
    ***************************
    ความผูกพันกับเหล่าพญานาค
    วัดดอยโมคคัลลาน์อยู่ใกล้แม่น้ำปิง ทำให้มีเหล่าพญานาคอาศัยอยู่มาก ครั้นต่อมาเมื่อหลวงปู่แก้ว สุทโธ มาพำนักที่นี่ก็มักออกมาหาหลวงปู่แก้วบ่อยๆ โดยเลื้อยจากแม่น้ำปิงขึ้นไปสู่ยอดดอย
    ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีชาวบ้านในอดีตเห็นกันมานักต่อนัก โดยพญานาคนั้นชอบนั่งตักหลวงปู่แก้ว สุทโธ เพื่อให้หลวงปู่แก้ว สุทโธ ป้อนกล้วยให้กิน
    นอกจากพญานาคแม่น้ำปิงแล้ว พญานาคแห่งบ่อน้ำดอยเต่า ก็ชอบมาหาหลวงปู่แก้ว สุทโธ เช่นกัน
    โดยบ่อดอยเต่าในอดีตนั้นเป็นบ่อลึกลับ เหล่านาคชอบออกมาเล่นน้ำ ทำให้ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวกันยิ่งนัก
    หลวงปู่แก้ว สุทโธ มีความผูกพันธ์กับพญานาคมาก โดยครั้งหนึ่งมีรถขับผ่านเส้นทางจอมทอง – ฮอด เกิดไปทับพญานาคตนหนึ่งเข้า ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ทุกข์เวทนายิ่งนัก
    ครั้นเมื่อได้สติก็เลื้อยขึ้นไปหาหลวงปู่แก้ว สุทโธซึ่งท่านก็ได้เมตตาเป่ามนต์รักษาให้นาคตนนั้นหายเป็นปกติ เป็นต้น
    **********************************
    หลวงปู่จามกล่าวถึง
    หลวงปู่แก้ว สุทโธ วัดดอยโมคคัลลา
    และหลวงปู่พา พระโพธิสัตว์ แห่งวัดถ้ำตับเต่า จ.เชียงใหม่ เป็นคนภูไท บ้านม่วงไข่ พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เช่นกัน
    ซึ่งในกัปป์นั้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในกัปป์เดียวกัน หลวงปู่พา จะได้ตรัสรู้ ก่อนหลวงปู่แก้ว สุทฺโธ
    (อ้างอิงมาจากธรรมประวัติองค์หลวงป่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ)
    *********************************
    พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
    แม่น้ำปิงในสมัยก่อนนั้นมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่ ๓ องค์ หลวงปู่ครูบาแก้ว สุทโธ ได้อัญเชิญขึ้นมาจากน้ำเพื่อช่วยโปรดชาวโลก
    ซึ่งพระพุทธรูป ๓ องค์นี้ศักดิสิทธิ์มาก สามารถบันดาลฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาลได้ ปัจจุบันมีการเก็บรักษาไว้อย่างดี ณ วัดดอยโมคคัลลาน์
    หลวงปู่แก้ว สุทโธ ถือเอาคำพูดที่ชาวบ้านประสบพบเห็นพญานาคราชเลื้อยขึ้นสู่ยอดดอย ท่านจึงได้สร้างบันไดทางขึ้นสู่ดอยโมคคัลลาน์เป็นรูปพญานาคเลื้อยเอาส่วนหัวขึ้น ส่วนหางทอดลงไปยังเชิงดอยต่างจากที่แห่งอื่น
    ซึ่งเมื่อจัดสร้างบันไดนาค จะทำราวบันไดเป็นรูปพญานาคเอาส่วนหัวดึงลงข้างล่าง ส่วนหางอยู่ด้านบน เป็นสัญลักษณ์พิเศษของบันไดขึ้นดอยโมคคัลลาน์
    พระธาตุดอยโมคคัลลานะ วัดพระธาตุดอยโมคคัลลานะ สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๕ โดยหลวงปู่แก้ว สุทโธ (สหธรรมิก ผู้เคยธุดงค์กับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ศิษย์ของพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ได้ธุดงค์ผ่านมา และได้ตั้งสัจจะอธิฐานขอสร้างพระธาตุขึ้นบนดอยแห่งนี้ โดยได้แรงศรัทธาจากชาวบ้านร่วมกันสร้างจนสำเร็จ และตั้งชื่อว่าพระธาตุดอยโมคคัลลาน์

    **********************************
    ตำนาน “ดอยโมคคัลลาน์”
    “สมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเสด็จออกโปรดเหล่าเวไนยสัตว์อยู่ในชมพูทวีป พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกทั้งหลายที่ร่วมกันเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจาย
    คราวหนึ่ง พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจตราหมู่สัตว์ผู้เข้ามาข้องเกี่ยวอยู่ในพุทธญาณตามพุทธประเพณี พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดทัศนาเห็น “พญาอังครัฏฐะ” เจ้าผู้ครองนครอังครัฏฐะ (อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยปัจจุบัน) เป็นผู้ประกอบไปด้วยศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา บัดนี้พญาอังครัฏฐะมีความประสงค์จะถวายมหาทานแด่พระบรมศาสดา
    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสั่งให้องค์อัครสาวกเบื้องซ้าย “พระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า” กับพระอรหันต์ผู้เป็นบริษัทของท่านอีก ๔ รูป มาโดยอากาศ สู่นครอังครัฏฐะ เพื่ออนุเคราะห์แก่พญาอังครัฏฐะผู้มีศรัทธาแรงกล้า
    เมื่อพระเอกอัครสาวกเบื้องซ้าย “พระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า” พร้อมด้วยพระอรหันต์อีก ๔ รูป มาถึง ดอยแห่งนี้ อยู่ในอาณาเขตของนครอังครัฏฐะ จึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ โดยก้าวลงมาจากอากาศเบื้องบน สู่พระบรมมหาราชวังของพญาผู้เป็นใหญ่ ณ นครแห่งนี้
    พญาอังครัฏฐะ แลเห็นพุทธสาวกเหาะลงมาจากท้องฟ้า นึกอัศจรรย์ใจในฤทธานุภาพเป็นกำลัง เข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาด้วยพระองค์เอง รีบออกจากพระราชวังไปกราบอภิวาทวันทา
    “เป็นบุญวาสนาเหลือเกิน ที่ข้าพระพุทธเจ้ามีโอกาสได้ถวายสักการะแด่สมเด็จพระบรมศาสดา”
    พระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า ผู้เป็นเลิศทางอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าพระอรหันต์ทั้งปวง กล่าวว่า...
    “อาตมามิใช่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อาตมาเป็นเพียงสาวกของพระองค์ บัดนี้องค์พระศาสดาของอาตมาตรัสสั่งให้มาเพื่อยังความอนุเคราะห์แก่มหาบพิตร”
    ทราบดังนั้น พญาอังครัฏฐะก็ยังทรงโสมนัสยินดี เพราะพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ทรงฤทธานุภาพเหนือโลก จึงอัญเชิญพระเถรเจ้าทั้ง ๕ รูป ไปยังที่นั่งอันสมควร ทรงสมาทานศีล ๘ แล้วถวายภัตตาหารบิณฑบาตแด่พระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์
    หลังจากฉันภัตตาหารอันมีรสเลิศแล้ว พระมหาเถรเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพญาอังครัฏฐะ ให้พญาผู้เป็นใหญ่แห่งนครนี้ ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการประพฤติธรรมในการปกครองอาณาประชาราษฎร์ แล้วลาพญาอังครัฏฐะไปยัง “ดอยอังคะ สักการะ” (ดอยอินทนนท์) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนคร
    พระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า พยากรณ์เหตุการณ์ที่จะอุบัติขึ้นในกาลเบื้องหน้าดังนี้
    “เมืองพญาอังครัฏฐะ ต่อไปจากเพลานี้ถึงอนาคตอันยาวไกล จักอุดมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล จักจำเริญรุ่งเรืองด้วยพระบวรพุทธศาสนาไปตลอดครบ ๕,๐๐๐ ปี ”
    ***********************************
    ตำนาน “พระธาตุจอมทอง”
    มีเทพยดาจำนวน ๒ องค์ กับ พญานาคราชผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ๒ ตน ทราบว่ากาลในอนาคตจักมีพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์พระศาสดา มาสถิตเป็นมหามงคลอยู่ที่ดอยจอมทอง”
    เทพยดาผู้มีอำนาจมากทั้ง ๒ องค์ กับ พญานาคราช ๒ ตน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่ประทับ ขออาสาเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องดูแลพระธาตุเจดีย์ มิให้เป็นอันตรายไปด้วยเหตุร้ายประการใด...”
    ช่วงปัจฉิมวัย หลวงปู่แก้ว สุทโธ
    ช่วงปัจฉิมวัย หลวงปู่แก้ว สุทโธ ท่านได้ออกธุดงค์อีกเนิ่นนานหลังจากสร้างพระธาตุเจดีย์สำเร็จ ท้ายที่สุดท่านจึงย้ายกลับมาจำพรรษาที่ “วัดดอยโมคคัลลาน์” อบรมพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนศรัทธาญาติโยมทั้งปวง ให้รู้จักการรักษาศีล เจริญภาวนา ตามแนวทางของพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จวบจนวาระสุดท้ายในชีวิต
    ****พระเครื่องของหลวงปู่นั้น มีนายทหารอากาศได้ห้อยเหรียญหลวงปู่แก้ว สุทโธ มีครั้งหนึ่งเฮลิคอปเตอร์ระเบิดไปทั้งลำ ทหารคนนั้นที่อยู่ในนั้นไม่เป็นอะไรเพราะห้อยเหรียญหลวงปู่แก้ว สุทโธ
    เพจพระโพธิสัตว์
    พระอริยสงฆ์ทรงอภิญญานาม หลวงปู่แก้ว สุทโธ วัดดอยโมคคัลลาน์ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ สหายทางธรรมของ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เมื่อครั้งอดีต อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่แก้ว เป็นที่เลื่องลือนัก มีเรื่องเล่าว่าหลวงปู่เคยเมตตาช่วยเหลือพยานาค ที่ป่วยและเลี้อยขึ้นจากแม่น้ำปิง มาขอรับเมตตาจากหลวงปู่แก้ว นอกจากนี้ หลวงปู่ยังเป็นผู้อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาจากน้ำปิง เพื่อโปรดชาวโลก ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แคล้วคลาดจากภัยธรรมชาติทั้งปวง ปัจจุบันเก็บรักษาไว้อย่างดีที่วัดดอยโมคคัลลาน
    ในยุคที่หลวงปู่แหวน ยังมีชีวิตอยู่ คนส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าไปกราบสักการะท่าน น้อยคนที่จะรู้จักหลวงปู่แก้ว วัดดอยโมคคัลลาน์ ครั้นในเวลาต่อมามีชาวบ้านแถวอำเภอจอมทอง มากราบหลวงปู่แหวน เมื่อท่านทราบได้บอกชาวบ้านเล่านั้นไปหลวงปู่แก้วมีดีไม่แพ้ฉัน ไม่ต้องมาหาฉันไปหาหลวงปู่แก้วเถอะ ไม่ต้องเดินทางให้ลำบากหรอก“บ้านเธอก็มีดีไม่แพ้ฉัน ให้ไปกราบท่านเถิด ไม่ต้องลำบากเดินทางมาถึงที่นี่ดอก..” ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของหลวงปู่แก้ว ก็เริ่มปรากฏเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2518 มีคนเขียนประวัติลงในหนังสือพระและมีการสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่านขึ้น หลวงปู่แก้ว สุทโธ วัดดอยโมคคัลลาน์ มีอายุอ่อนกว่าหลวงปู่แหวนประมาณ 2 ปี ท่านเป็นพระปฏิบัติเคยเรียนวิชาอยู่กับท่านครูบาศรีวิชัย และพระเกจิสายล้านนา เชื่อว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์รูปหนึ่งเพราะเมื่อมรณภาพไปแล้วสังขารไม่เน่าเปื่อย พระเครื่องทุกรุ่นที่ท่านปลุกเสกมีประสบการณ์ดีทุกด้าน ตามแต่อธิษฐาน พูดถึงวัตถุมงคลที่ออกในนามหลวงปู่แก้ว มีไม่กี่รุ่นเป็นของดีที่น่าสะสม
    วัตถุมงคลของท่าน..มีไม่มากนัก ลูกศิษย์ลูกหา ต่างหวงแหน
    ...หลวงปู่แก้ว สุทโธ แห่งวัดดอยโมคัลลาน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่...
    ดอยโมคคัลลาน ดอยซึ่งครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระมหาโมคคัลลานะเถรเจ้า เหาะมาถึงก่อนเข้าสู่นครอังครัฏฐะ ปรากฏว่าครั้งหนึ่งพระเถระ3รูปคือ หลวงปู่แก้ว สุทโธ กล่าวกับเพื่อนสหธรรมิกทั้ง ๒ รูป เป็นที่ล่ำลา “ผมคงได้จำพรรษาที่ดอยแห่งนี้ เพราะถูกกับจริตนิสัยดีกว่าที่แห่งใดซึ่งเคยผ่านๆ มา” หลวงปู่แหวน สุจิณโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม จึงแยกจากหลวงปู่แก้ว จาริกธุดงค์ไปสู่ป่าเขาเถื่อนถ้ำแห่งอื่น ส่วนหลวงปู่แก้ว ซึ่งพักจำพรรษาอยู่ที่นั่น เป็นผู้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นบนดอยโมคคัลลาน ใช้เวลาก่อสร้างนานร่วม ๑๐ ปี
    ช่วงที่หลวงปู่แก้ว สุทโธ เพิ่งปักกลดอยู่บนดอยโมคคัลลาน วันเดียวกันนั้น...เพื่อนของ นายหาญ โพธิฉิม คนบ้านหนองอาบช้าง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ขับรถบรรทุกออกจากอำเภอ “จอมทอง” ไปทางอำเภอ “ฮอด” (เส้นทางไปยังวัดดอยโมคคัลลาน) ถนนหนทางยุคนั้นพัฒนามาจากทางเกวียนบ้าง ถนนตัดใหม่ยังไม่มีการลาดยางบ้าง รถราบนท้องถนนมีแค่หยิบมือเดียว ความเป็นอยู่ของผู้คนเรียบง่ายไม่เร่งไม่ร้อน
    เพื่อนของนายหาญขับรถบรรทุกออกจากอำเภอจอมทองได้ประมาณ ๓ กิโลเมตร (ละแวกดอยโมคคัลลาน์) บรรยากาศบนท้องถนนเงียบสงัดวังเวง ช่วงเวลามืดค่ำไม่มีรถวิ่งไปมานอกจากรถบรรทุกคันนี้ เพื่อนของนายหาญขับรถตามสบายไม่เร่งรีบ ผิวถนนขรุขระให้ความเร็วมาก็ไม่เหมาะ เผลอๆ เครื่องเคราพลอยจะรวนเอาง่ายๆ
    ทันใดนั้นเอง...
    จากแสงไฟหน้ารถที่สาดแจ่มจ้า มองเห็นเส้นทางข้างหน้าถนัดชัดเจน เพื่อนนายหาญต้องเหยียบเบรคโดยกะทันหัน มองสิ่งที่อยู่กลางถนนอย่างตกตะลึงพรึงเพริด
    พญางูยักษ์มีลำตัวใหญ่ขนาดซุงทั้งต้น กำลังเคลื่อนที่เหมือนขบวนรถไฟคดเคี้ยวไปมาอยู่กลางถนนสายนั้น เกล็ดบนลำตัวเป็นสีน้ำเงินปนดำเหมือนสีปีกแมลงภู่ บนศีรษะมีหงอนแดงก่ำเหมือนลูกทับทิม ส่วนหัวของพญางูยักษ์ไม่ผิดอะไรกับเศียรพญานาคที่คุ้นหูคุ้นตา ตามราวบันไดนาคทางขึ้นโบสถ์
    รถด่วนขบวนนี้เคลื่อนที่อย่างแช่มช้า บ่ายโฉมหน้าจากฝั่งแม่น้ำปิง มุ่งตรงข้ามถนนทั้งสายเพื่อเลื้อยขึ้นสู่ดอยโมคคัลลาน์ ท่ามกลางความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลำตัวมหายักษ์ครูดไปกับกรวดดินทรายดังครึดคราดได้ยินถนัดหู ส่วนหัวหายลับเข้าไปในราวป่าฝั่งเชิงดอย ส่วนหางยังทอดยาวอยู่ในแม่น้ำปิง
    เพื่อนนายหาญนั่งประจำตำแหน่งคนขับรถบรรทุก นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจจนบอกไม่ถูก ขนลุกชันไปทั่วร่าง พญางูยักษ์ซึ่งไม่ใช่อื่นไกลนอกจากพญานาคเป็นสิ่งที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือชาดก เคยเห็นเป็นรูปปูนปั้นราวบันไดอยู่ตามวัดวาอาราม ไม่นึกไม่ฝันว่าจะพบเห็นพญานาคราชตัวจริงด้วยสายตาตนเองในคืนนี้ จนกระทั่งร่างมหึมาผ่านพ้นแสงไฟหน้ารถไปแล้ว เพื่อนนายหาญจึงสติสตังกลับคืนมา รีบขับรถไปสู่จุดหมายของเขา
    รุ่งขึ้น เพื่อนนายหาญนำเรื่องมหัศจรรย์เกี่ยวกับ พญานาคราชเลื้อยขึ้นจากแม่น้ำปิง มุ่งหน้าขึ้นไปสู่ยอดดอยโมคคัลลาน์ เล่าให้ชาวบ้านแถบอำเภอจอมทองฟัง ชาวบ้านอยากรู้อยากเห็นหลายคน ชักชวนกันตามไปดูบริเวณที่เพื่อนนายหาญเจอพญานาคเลื้อยข้ามถนน เวลานั้นพญานาคเหลือแต่ร่องรอยการเคลื่อนตัวขึ้นไปสู่ยอดดอย ชาวบ้านเหล่านั้นจึงแกะรอยพญางูไปเรื่อยๆ
    สุดร่องรอยการเลื้อยคลานของพญางูยักษ์ พวกชาวบ้านพบพระภิกษุสงฆ์ลักษณะสำรวมระวังนั่งเจริญสมาธิอยู่ในกลด รอยพญานาคอันตรธานไม่เหลือหรออย่างน่าฉงน พวกชาวบ้านอำเภอจอมทองจึงพากันเข้าไปกราบนมัสการพระภิกษุรูปนั้น เล่าเรื่องมหัศจรรย์เกี่ยวกับพญานาคเลื้อยขึ้นดอยให้ท่านฟัง ทราบว่าท่านคือ “หลวงปู่แก้ว สุทโธ” เพิ่งจาริกธุดงค์มาถึงบริเวณนี้เมื่อคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านยิ่งคลางแคลงสงสัยหนักเข้าไปอีก ปรารภกับหลวงปู่แก้ว ว่า
    “หรือจะเป็นพญานาคผู้ทำหน้าที่เฝ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนดอยแห่งนี้”
    ชาวบ้านปรารภเช่นนั้น เนื่องจากในตำนาน “พระธาตุจอมทอง” ที่เล่าลือกันมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณกล่าวอยู่ว่า
    “มีเทพยดาจำนวน ๒ องค์ กับ พญานาคราชผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ๒ ตน ทราบว่ากาลในอนาคตจักมีพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์พระศาสดา มาสถิตเป็นมหามงคลอยู่ที่ดอยจอมทอง” เทพยดาผู้มีอำนาจมากทั้ง ๒ องค์ กับ พญานาคราช ๒ ตน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่ประทับ ขออาสาเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องดูแลพระธาตุเจดีย์ มิให้เป็นอันตรายไปด้วยเหตุร้ายประการใด...”
    ช่วงปัจฉิมวัย หลวงปู่แก้ว สุทโธ ออกธุดงค์อีกเนิ่นนานหลังจากสร้างพระธาตุเจดีย์สำเร็จ ท้ายที่สุดท่านจึงย้ายกลับมาจำพรรษาที่ “วัดดอยโมคคัลลาน” อบรมพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนศรัทธาญาติโยมทั้งปวง ให้รู้จักการรักษาศีล เจริญภาวนา ตามแนวทางของพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต........
    รวบรวมเรื่องเล่าจากอดีต
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จเนื้อผงน้ำมันหลวงปู่แก้ววัดดอยโมคคัลลา

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251007_233045.jpg IMG_20251007_233109.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759855845246.jpg คาถาเพิ่มพลังจิตฯ111.jpg
    ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้เล่าให้ฟังว่า นอกจากมีคนลับแลมาหาท่านแล้ว ก็ยังมีพระหนุ่มมาหา คือ ขณะที่หลวงปู่นั่งอยู่ในถ้ำ ได้มีพระภิกษุหนุ่มรูปงามองค์หนึ่งมาหาท่าน แล้งนั่งสนทนาธรรมด้วยอยู่นาน จนเวลาพอสมควรจึงลาท่านกลับ แต่ขากลับนี้ได้เดินออกจากถ้ำหายไปเฉย ๆ โจรปล้นไม่ได้อะไร แต่กลับเป็นบ้า หลวงปู่ได้เล่าให้บรรดาลูกศิษย์ที่ขึ้นไปหาฟังกันหลายคน รวมทั้งผู้สื่อข่าว น.ส.พ.ไทยรัฐ ด้วย มีพยานบุคคลอยู่ในปัจจุบันนี้อีกมากมาย คือตอนที่ท่านอยู่บนเขา ระยะหลังมีคนมาพบเห็นท่าน แล้วนำไปบอกเล่าต่อๆ กัน จึงมีคนไปกราบท่านมากขึ้น พวกมิจฉาชีพนึกว่า ท่านมีปัจจัย(เงินทอง)มาก เลยขึ้นมาปล้นท่าน มาขโมยของท่าน ปล้นกันต่อหน้า โดยจับท่านมัดกับต้นไม้ แล้วใช้อาวุธจี้ขู่ แต่พวกโจรก็ไม่ได้อะไรไป เพราะท่านไม่มีสมบัติอะไรให้ จะมีก็แต่สบงจีวรบาตรกลดเท่านั้นที่ท่านมี เพราะหลวงปู่ไม่สนใจจะใช้เงินทอง อีกอย่างท่านไม่จับต้องเงินทองด้วยก็เลยทำให้พวกโจรผิดหวังไป
    ทั้งหมดที่หลวงปู่เล่า โดนปล้น 4 ครั้ง โดนขโมยรื้อค้นอีหลายครั้ง แต่บาปกรรมย่อมไม่ปรานีใคร เพราะพวกที่ไปปล้นท่าน พอลงมาก็ทะเลาะกันเองฆ่ากันตายก็มี วิกลจริตเป็นบ้าเป็นกันทุกคน จนพวกญาติๆ ต้องพากันขึ้นไปขอขมาท่าน ท่านก็ไม่เคยถือสาอะไร อโหสิกรรมให้เสมอ ขึ้นเขาได้เร็ว สงสัยมีวิชาตัวเบา มีหลายๆคนที่โรงพยาบาลอานันทมหิดลและใกล้เคียงเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยใส่บาตรให้หลวงปู่บ่อยๆ พอใส่บาตรแล้ว ได้เดินตามหลวงปู่ขึ้นเขา แต่ก็ตามไม่ทัน คนแก่อายุขนาด 70-80 ปี เดินขึ้นเขาได้อย่างไร คนเป็นหนุ่มเป็นสาวยังต้องพักแล้วพักอีกตั้งหลายหน พอขึ้นไปถึงเขาหลวงปู่ก็ฉันอิ่มนานแล้ว พวกเขาถามหลวงปู่ว่า ขึ้นมาทางไหน ทำไมเร็วนัก หลวงปู่ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆหลายคนสงสัยว่าหลวงปู่มีวิชาตัวเบา หรืออาจจะมีความสามารถร่นระยะทางได้เป็นแน่ ผู้เขียนไม่กล้าวิจารณ์ ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเอง ระเบิด ใส่ไม่เป็นอะไร มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทหารกำลังซ้อมยิงปืนคอ อยู่ที่ตีนเขา ตอนสายๆนายทหารยกธงแดงขึ้น เตรียมพร้อมยิง ขณะนั้นพอดีหลวงปู่กำลังเดินลัดมาทางริมป่าพอดีแต่ทหารไม่เห็นหลวงปู่ จึงยกธงลง สั่งยิง พอยิงเสร็จทหารมองดูตรงบริเวณกระสุนตกและเห็นมีพระเดินอยู่ต่างตกใจตะโกนให้พระหลบแต่ช้าไปเสียแล้วกระสุนตกตรงพระพอดี เสียงระเบิด บึม ดังสนั่นหวั่นไหว ทหารตกใจวิ่งไปดู ฝุ่นตลบไปหมด พอเข้าไปใกล้ๆเห็นพระเดินต่อเฉยเลยไม่เป็นอะไร จึงเข้าไปกราบ แล้วถามว่าท่านมาจากไหนครับหลวงปู่ตอนนั้นยังหนุ่มมาก บอกว่า อยู่บนเขานี้เอง พร้อมกลับชี้มือไปบนเขาสามยอด แล้วก็เดินขึ้นเขาไป ทหารเก็บอาวุธเสร็จก็รีบวิ่งตามขึ้นเขา แต่ตามมาทัน เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง ทุกวันนี้นายทหารท่านนี้ยังอยู่ที่ ร.พัน 31
    ดูดวงได้แม่นยำมาก
    มีอยู่วันหนึ่ง หลวงปู่กำลังเดินจงกรมอยู่หน้าถ้ำได้มีคณะศรัทธาจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาหา เห็นท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ แต่ไม่รู้ว่าท่านกำลังทำอะไร จึงถามท่านว่า หลวงปู่กำลังหาอะไรอยู่หรือครับ? หลวงปู่ตอบว่า กำลังหาพุทธอยู่ หลวงปู่เป็นผู้มีเมตตามาก แต่ไม่ค่อยชอบวุ่นวายชอบอยู่เงียบๆ พูดน้อย ถามคำก็ตอบคำ ท่านดูดวงให้ทุกคนที่ไปหา หากต้องการ โดยดูให้ฟรี ไม่ต้องเสียอะไรทั้งสิ้น
    จดหมายจากทหารไทย
    ในสมรภูมิเวียดนาม เมื่อปี 2512 ถึง...พระอาจารย์เรือง เขาสามยอด จากค่ายแบล์แคทร์ เวียดนามใต้ 18 ส.ค. 12 นมัสการ มายังหลวงพ่อ จากกระผม ส.อ.ตาบ ทองสีขาว นับตั้งแต่กระผมได้มาพักและได้มาเยี่ยมหลวงพ่อแล้วกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อในเวียดนามอีก หลวงพ่อครับ บุญของผมแท้ๆบุญบารมี และอำนาจรัศมีของหลวงพ่อได้คุ้มครองตัวของกระผม คลาดแคล้วอย่างปาฏิหาริย์เลยครับ ผมปฏิบัติทุกอย่างที่หลวงพ่อให้กระผมไป กระผมจะขอเล่าให้หลวงพ่อฟัง ในวันนั้น กระผมกับลูกน้องของกระผมอีก 4 คน รวมกับผมด้วยเป็น 5 คน ทางกองพันออกคำสั่งให้ไปทำการกวาดล้าง ข้างคืนวันแรกก็ยังหลอกครับ พอวันรุ่งขึ้นตอนบ่ายๆ ซิครับ หมวดของกระผมขึ้นปีกซ้ายและหมู่ของกระผมซิครับ ขึ้นด้านซ้ายสุดและกระผมเป็นคนนำลูกน้องเป็นคนเดินหน้าเลยครับ จ๊ะกันตรงหน้าเลยครับ ห่างกันเพียง 4-5 วาเท่านั้น มันอยู่ในที่กำบังเป็นป่ามืดและทึบมาก และมีบังเกอร์อย่างแข็งแรก มันยิงผมด้วยปืนอาก้า 30 นัดก่อนเลย แต่คลาดแคล้วไม่ถูก ผิดหมด ถากไปหมด มีถูกอยู่นัดหนึ่ง แต่ไม่เข้า พอจุ่มๆหนังพอแตกเท่านั้น นอกนั้นก็ถากหมวกเหล็กไปเฉียดลำตัว และขาไปหมดเลยพร้อมทั้งหมู่บ้านด้วยในวันนั้น ในหมวดเดียวกับกระผมนี้ ในวันนั้นบาดเจ็บ 1 คน คือ ส.อ.ทองรัด คำศรีนิล อยู่ที่ผส.31 นี้และครับ อยู่ห่างมากอยู่ข้างหลังหมู่ของกระผมอีกตั้งไกล
    สุดท้ายนี้กระผมไม่มีอะไรเล่าให้ฟังมีแต่คิดถึงหลวงพ่อเท่านั้น ด้วยความเคารพและบูชา ส.ต.ตาบ ทองสีขาว
    จากค่ายแบร์แคทร์เวียดนามใต้
    22 ก.ค. 12
    ขอนมัสการมายังหลวงพ่อ
    นับตั้งแต่กระผมได้มาพักแล้วกลับไปรู้สึกว่าหนักมากครับหลวงพ่อ ปะทะกันอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวันที่ 18 ก.ค. 12 เดือนนี้ กองร้อยได้ออกลาดตระเวนกวาดล้าง ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 12 เวลา 8 โมงเช้า จนถึง วันที่ 18 ก.ค. 12 เวลา 11 โมงเศษๆ ก็ได้เกิดปะทะกันขึ้น กระผมเป็นหมู่นำ ผมเห็นผิดสังเกตขึ้น ผงจึงสั่งลูกน้องให้รู้ตัว แล้วผมจึงตัดสินใจขึ้นหน้าลูกน้อง เดินต่อไปได้ประมาณ 50 เมตร ก็เกิดยิงกันในระยะนี้เอง ผมตกอยู่ในลงล้อมของข้าศึก มันยิงเอาผมเงยหัวไม่ขึ้นเลยครับ ผมยิงสู้อย่างไม่ลดละเลย มันรุมยิงผมตั้ง 7-8 คนแต่ผมก็ยิงมันบาดเจ็บไปเหมือนกันว่าเห็นเลือดหยดไปเป็นทางเลยครับ แต่ผมก็ถูกนิดหน่อย ถูกขาตรงน่องพอปริ่มๆกางเกงขาดเป็นรูเลยครับ และถากหมวกเหล็กผ้าพรางขาดเป็นรูไปเลยครับ ผมคิดว่ารัศมีของหลวงพ่อคุ้มครองผมไว้ แท้ๆ เลยครับ คลาดแคล้วอย่างปาฏิหาริย์เลยครับ
    ทุกวันคืนผมท่องมนต์คำที่หลวงพ่อให้ไปและจะออกทำงานทุกครั้ง ผลระลึกถึงหลวงพ่ออยู่ทุกครั้งเลยครับ ผมปฏิบัติตามที่หลวงพ่อบอกทุกอย่างและเอาติดตัวอยู่ตลอดเวลาเลยครับ
    สุดท้ายนี้ผมไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟังนอกจากคิดถึงเท่านั้น และเดี๋ยวนี้หวังว่าหลวงพ่อคงสุขสบายเหมือนเดิม ด้วยความเคารพและบูชามา ณ ที่นี้ด้วยครับ
    ส.อ. ตาบ ทองสีขาว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนรุ่นแรกหลวงปู่เรือง

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251007_234903.jpg IMG_20251007_234927.jpg IMG_20251007_234840.jpg
     
  3. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1759824918532.jpg 1759824524231.jpg


    พระปิดตาปางปาฏิหาริย์ หลวงปู่ทองดำ
    วัดถ้ำตะเพียนทอง จัดสร้าง พ.ศ.2522
    พิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดเวฬุราชิน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2522 โดย สุดยอดเกจิแห่งยุค กว่า 30 องค์ อาทิ

    1.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    2.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยา
    3.หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวก
    4.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์
    5.หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม
    6.หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู
    7.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    8.หวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
    9.หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง
    9.หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง ฯลฯ
    ........หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง พระเถราจารย์แห่งทุ่งทานตะวัน พระ ปิดตารุ่นแรก ปางปาฏิหาริย์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปลุกเสก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2522
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ..............
    หลวงพ่อทองดำ ท่านมีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งภาคกลางและเมืองไทย
    หลวงพ่อทองดำ บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น ปัจจุบัน สิริอายุ 87 พรรษา 65
    ท่านมีนามเดิมว่า ทองดำ ปุยอบ เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2477 ที่บ้านปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายศิลาและนางนวล ปุยอบ มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
    ช่วงวัยเยาว์ ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดบ้านปราสาท เรียนจบชั้นประถมที่ 4 หลังจากนั้นออกมาช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หาปลาในช่วงฤดูฝน ช่วงหน้าแล้งบางคราวก็ไปรับจ้างทำงานยังต่างถิ่น
    ครั้นมีอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระครูวิรุฬหธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เง้า เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    หลังอุปสมบท ได้ศึกษาในพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโท ก่อนหันไปศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์เหนือ
    ในช่วงแรก หลวงพ่อมุมไม่ค่อยสอนวิชาอาคมให้นัก เพราะต้องการดูอุปนิสัยศิษย์ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนหลังหลวงพ่อมุมก็เมตตาสอนให้ และอยู่ศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่านเป็นเวลาแรมปี
    ต่อมา ท่านได้ไปเรียนวิชากับพระอาจารย์ทองสุข วัดบ้านเพชร ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าวิทยาคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นพระอาจารย์สักยันต์ที่เลื่องลือยิ่งรูปหนึ่ง นอกจากนี้ พระอาจารย์ทองสุขได้มอบตำราไว้ให้ และยังสอนด้านการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกด้วย
    ท่านได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปราสาทจันโง ปกครองอยู่เกือบ 12 ปี หลังจากพัฒนาสร้างวัดจนสำเร็จมั่นคงดีแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ไป จ.อุบลราชธานี และได้ไปพบกับพระอาจารย์โฮม พระอาจารย์ปฏิบัติรูปหนึ่งที่เก่งมาก ท่านฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับพระอาจารย์โฮมที่บนเขา ท่านสอนให้เดินจงกรม นั่งปฏิบัติภาวนาและสวดมนต์ต่างๆ
    ท่านได้อยู่เป็นเวลา 1 พรรษา ก่อนลากลับ พระอาจารย์โฮม ได้มอบตำราพระธรรมเก้าโกฏิ ตำรานี้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ท่านได้นำมาอ่านท่องจนจำขึ้นใจได้ทุกหน้า
    หลวงพ่อทองดำได้เดินธุดงค์จาก จ.อุบลราชธานี มาแถบอีสานผ่านหลายจังหวัด ตัดผ่านมาถึงนครราชสีมา ครั้งหนึ่ง ต้องเดินทางผ่านดงพญาเย็น แต่เดิมมีชื่อว่าดงพญาไฟ สถานที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ทั้งมีเสือโจรผู้ร้ายชุกชุมคอยดักจี้ปล้นเอาทรัพย์ ผีสางนางไม้ก็ดุร้าย ทั้งไข้ป่าก็ชุกชุมด้วยเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่ราบลุ่มและภูเขาใหญ่น้อย แต่ท่านสามารถผ่านไปได้โดยสวัสดิภาพ กระทั่งมาถึง จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง แต่แรกก็ไม่มีชาวบ้านให้ความสนใจ ท่านก็ปฏิบัติภาวนาของท่านตามปกติ
    อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวาย รวมทั้งมีชาวบ้านคนหนึ่ง ฐานะยากจน มาคอยอุปัฏฐากดูแลความเป็นอยู่ของท่านต่างๆ นานา หลวงพ่อทองดำ ได้เป่าลงกระหม่อมและมอบตะกรุดโทนไปดอกหนึ่ง ปรากฏว่าชาวบ้านคนดังกล่าวประสบเหตุถูกคนทำร้าย แต่ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่านกันหลายคน เพื่อขอตะกรุด
    พ.ศ.2512 เครือญาติของนางพิสมัย แซ่บาง เห็นวัตรปฏิบัติของท่านเมื่อครั้งที่ยังอยู่บริเวณหน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง จ.ลพบุรี เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์หลวงพ่อทองดำให้มาอยู่ ด้วยสถานที่ดังกล่าวมีความเงียบสงบเหมาะสำหรับการเจริญภาวนากัมมัฏฐานอย่างยิ่ง
    เมื่อท่านเดินทางไปอยู่บริเวณดังกล่าว คณะชาวบ้านและเครือญาติของนางพิสมัย ก็ปลูกที่พักให้หลังหนึ่งเล็กๆ ที่หน้าถ้ำตะเพียนทอง ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่ามีถ้ำ รู้แต่ว่ามีทรัพย์สมบัติและผีดุ เมื่อท่านมาอยู่แล้ว ท่านกับชาวบ้านก็ช่วยกันถากถางต้นไม้และมีพระติดตามท่านมาอีกรูปหนึ่ง คืนหนึ่ง หลวงพ่อทองดำ เกิดนิมิตฝันไปว่าในบริเวณแห่งนี้มีทรัพย์สมบัติและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำ ขณะกำลังเจริญภาวนาเดินจงกรมนั้นก็มีวิญญาณร้ายมารบกวนไม่เคยขาด ท่านจึงปรารภต่อวิญญาณนั้นว่า "อาตมามาที่นี่เพื่อสร้างวัดไม่ได้มาเอาทรัพย์สมบัติแต่ประการใดๆ" วิญญาณร้ายจึงยอมหนีไป
    ครั้นเมื่อก่อสร้างเสนาสนะในวัดได้ระยะหนึ่ง มีชาวบ้านมาขอวัตถุมงคลกับท่าน หลวงพ่อก็มีแต่ตะกรุดโทนให้ไป ต่อมา ท่านได้ลงหมึกสักยันต์ให้ชาวบ้าน และผู้คนที่ดั้นด้นกันมาจากที่ไกล
    ในจำนวนคนเหล่านั้น หลายคนเป็นโจรเสือร้ายที่มีหมายจับของทางราชการหลายคน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีในสมัยนั้น ต้องมากราบขอร้องให้หลวงพ่องดการลงหมึกสักยันต์ ด้วยมีหลายคนเป็นโจรปล้นฆ่า ยากแก่การปราบปราม ซึ่งท่านไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นคนร้ายมีหมายจับของทางราชการ
    นับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านงดสักยันต์โดยเด็ดขาด
    ต่อมา ท่านได้จัดทำเสื้อยันต์และผ้ายันต์มอบให้ทหารที่ไปรบตามชายแดน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกทหารเหล่านั้นได้พากันมากราบหลวงพ่อทองดำ บอกว่ารอดพ้นปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามด้วยเสื้อยันต์ของหลวงพ่อ
    ช่วงปี พ.ศ.2520-2524 หลวงพ่อทองดำรับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องในกรุงเทพฯ หลายครั้งด้วยกัน หลังจากนั้น ได้หยุดไปนานจนถึงปี พ.ศ.2545 ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหารายได้ก่อสร้างอุโบสถ กุฏิ และเสนาสนะต่างๆ
    พระเครื่องรุ่นปี พ.ศ.2545 ที่ท่านสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ คือ รุ่นมหาอำนาจ มหาเมตตา มหานิยม รุ่น 2 เรียกว่า รุ่นยอดขุนพลไตรมาส 45 รุ่น 3 คือ ขุนแผนจ้าวทรัพย์-จ้าวเสน่ห์ และอื่นๆ อีกหลายรุ่น และ พระ 9 หน้ามหาเศรษฐี รุ่นโคตรเศรษฐีนวโกฏิ
    กล่าวได้ว่าชื่อเสียงเกียรติคุณความเป็นสุดยอดพระเกจิอาคมขลังของหลวงพ่อทองดำ แห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง เป็นที่เลื่องลือมานาน ร่ำลือถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของท่าน ที่มีพุทธคุณรอบด้าน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับหนังสือพิมพ์คำภีร์นิวส์
    ..
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20251008_140541.jpg IMG_20251008_140613.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ตุลาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1733577510566.jpg

    หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ ยกย่อง พระเครื่องหลวงปู่หลอด
    หลวงปู่คำพันธ์ท่านจับพลังพระหลวงปู่หลอดและกล่าวว่า เราไม่รู้หรอกว่าดีอย่างไง สว่างครอบไปหมด คุณธรรมเรายังไม่เท่าท่าน มีพระดีพระเก่งอยู่แถวลาดพร้าว ลูกศิษย์ก็มาเจอหลวงปู่หลอด พระเก่งพระดีที่หลวงปู่คำพันธ์บอกให้มา
    เมื่อพระดีเมืองสิงห์ยกย่องคุณธรรมหลวงปู่หลอด ปโมทิโต
    หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ทั้งสายธรรมยุติและมหานิกายต่างยกย่องท่าน มีปรจิตวิชาไว ท่านเจ้าคุณนรหรืออุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม ได้รับการสอนกรรมฐานจากท่านทั้งสิ้น ท่านเป้นพระผู้รัตนกัตญญูท่านจะเทศน์ธรรมะเป็นเรื่องวิมุตติทั้งสิ้นเช่น ธรรมะคือหนังแผ่นเดี่ยว กายเดี่ยวจิตเดี่ยวเป็นต้น มีลูกศิษยืหลวงปู่บุดดาท่านหนึ่งไปถามองค์ท่านว่า หลวงปู่ พระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกหรือไม่ หลวงปู่บุดดาตอบกลับมาว่า ท่านพระอาจารย์หลอด ที่กรุงเทพก็ใช่ ทำให้บรรดาลูกศิษย์หลวงปู่บุดดาจะมากราบหลวงปู่เสมอ เวลาหลวงปู่บุดดาเจอหลวงปู่ท่านจะกราบหรือไหว้หลวงปู่เสมอ ท่านไม่สนใจเลยว่า พรรษาท่านมากกว่า หลวงปู่ท่านก็จะกราบหลวงปู่บุดดากลับเสมอหรือกราบก่อน หลวงปู่หลอดท่านจะยกย่องหลวงปู่บุดดาตลอดทั้งในเรื่องธรรมะก็ดีเรื่องภูมิ จิตภูมิธรรม หลวงปู่หลอดจะกล่าวเสมอว่า หลวงปู่บุดดาท่านเป็นพระอรหันต์
    สื่อด้วยใจ ไม่ได้สื่อด้วยเสียง เคารพด้วยใจ เคารพในธรรม
    หลวง พ่อใหญ่กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต แม้ฐานขันธ์หลวงพ่อใหญ่จะไม่เอื้ออำนวนแต่ท่านก็พยายามที่จะกราบ แต่กราบไม่ได้ เพราะเป็นอัมพาต จึงนำมือทั้งสองข้างมากลุ้มมือไว้ เพื่อแสดงความเคารพ ผมน้ำตาจะไหล ครับ ตอนแรกหลวงพ่อใหญ่ไปหางาช้าง แต่อยู่ดีๆๆหลวงพ่อใหญ่กล่าวว่า จะมากราบหลวงปู่หลอด นับเป็นดำริความตั้งใจของท่าน ตอนนั้น ท่านไม่ได้กล่าวอะไรกับหลวงปู่หลอดเลย หลวงปู่หลอด ก็ไม่ได้กล่าวอะไร หลังจากที่หลวงพ่อใหญ่กลับ ศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่หลอดถามว่า คุยอะไรกันบ้าง หลวงปู่หลอดท่านบอกว่า คุยกันเยอะอยู่ ผมก็งงว่าเอท่านคุยกันยังไงหว่า ผมเลยไปถามหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่เมตตาให้คำตอบที่ผมต้องการที่สุดคือ เราคุยกับอะไรกันไม่มีใครรู้หรอก นี่แสดงถึงภูมิจิตภุมิธรรมของท่าน ไม่ต้องสื่อด้วยเสียง สื่อด้วยใจ สมแล้วที่หลวงพ่อใหญ่ประกาศต่อหน้าหมู่สงฆ์ว่า ท่านพระอาจารย์หลอดเป็นพระอรหันต์ นับเป็นความประทับใจของพร อย่างไม่รู้ลืม แม้ท่านทั้งสองจะจากไป เข้าสู่พระนิพพาน แต่ผมเชื่อว่าท่านก็ยังอยู่ เพราะธรรมท่านทั้งสองอยู่ในใจผมตลอดไป
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    รูปหล่อหลวงปู่หลอด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20251008_152603.jpg IMG_20251008_152623.jpg IMG_20251008_152645.jpg IMG_20251008_152519.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2025
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1759999004183.jpg

    เบอร์ 1 จิ้งจกเมืองพิจิตร
    ศิษย์เอกหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    หลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน จ.พิจิตรประวัติหลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ หลวงพ่อพิมพ์
    เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2478 ตรงกับเดือนยี่ ปีวอก
    ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านมีพี่น้อง 3 คน หลวงพ่อพิมพ์เป็นบุตรคนกลาง เมื่อท่านได้อายุครบที่จะอุปสมบทได้ หลวงพ่อพิมพ์ได้อุปสมบทที่
    วัดตลาดชุม วังทอง ในขณะที่อุปสมบทอยู่นั้นท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสอง ตำนาน จนมีความชำนาญ หลังจากนั้นท่านได้ศึกษา
    วิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล
    ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
    เมื่อปี 2515 นอกจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ท่านยังได้
    ศึกษาวิชาอาคมต่างๆกับหลวงปู่หน่าย
    เช่นวิชาสักยันต์ เลขพระคาถา และอีกหลายวิชาที่หลวงพ่อพิมพ์ได้เรียนกับหลวงปู่หน่าย
    ในเรื่องของการสักยันต์จิ้งจก ได้มีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์ คือ ในครั้งนั้น หลวงปู่หน่ายได้ให้หลวงพ่อพิมพ์ไปเอาตำราโบราณ ที่วัดศรีภวังค์
    ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์กำลังค้นหาตำราอยู่นั้น
    ท่านได้พบงูแสงอาทิตย์ นอนขดตัวอยู่บนตำรา
    หลวงพ่อพิมพ์จึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน ว่าจะนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง งูก็เลื้อยลงจากตำรานั้น และหายวับไปกับตา ท่านจึงได้นำตำราโบราณเล่มนั้นกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องให้หลวงปู่หน่ายฟัง เมื่อหลวงพ่อหน่ายได้เปิดตำราเล่มนั้นอ่านท่านก็ได้บอกกับหลวงพ่อพิมพ์ว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว หลวงปู่หน่ายจึงดีใจมากที่ได้ตำราเล่มนี้มา เพราะเป็นการสักยันต์จึงมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก
    ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงได้ขออนุญาตจากหลวงปู่หน่าย สักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรก ที่วัดบ้านแจ้งซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์หลวงปู่หน่ายอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการที่จะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากกลุ่มผู้หน่ายนั้น ต้องมีความซื่อสัตย์เพราะสัตว์ท่านไม่สอนเลย หลวงพ่อพิมพ์หลายปีในการศึกษาวิชาหลวงปู่
    เมื่อหลวงปู่หน่ายท่านได้มรณภาพในปี 2531
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฐิของท่านส่วนหนึ่งมายัง
    วัดพฤกษะวัน และได้นำมาบรรจุในรูปหล่อจำลอง
    ของหลวงปู่หน่ายที่สร้างขึ้น และส่วนที่เหลือ
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    เพื่อให้ศิษย์ได้นำไปบูชา และป้องกันอันตรายและเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์พุทธคุณเด่นทางด้าน
    เมตตาค้าขาย แคล้วคลาด โชคลาภ คงกระพัน
    ผู้สืบทอดวิชาจิ้งจกต่อจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    นอกจากเครื่องรางของขลังที่ได้กล่าวมาแล้ว
    ยังมีอีกสิ่งของอีกหลายสิ่งที่หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้จัดสร้างขึ้น
    เกียรติประวัติของ พระครูวิมลปุญญาภรณ์
    ปี 2517 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
    วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
    ปี 2534 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น
    พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ได้นามว่า
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดราช
    ปี 2543 ได้รับการโปรดเกล้า เข้ารับพระราชทาน
    เสาเสมาธรรมจักร ในสาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น
    จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
    หากท่านได้เข้าไปในวัดพฤกษะวัน จะได้พบกับต้นไม้มากมาย ให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่ได้เข้าไปพึ่งพิง
    ในแต่ละวันจะมีศิษย์ยานุศิษย์เข้าไปไหว้หลวงพ่อพิมพ์ และรูปเหมือนหลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง
    และรูปเหมือนหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า
    ที่หลวงปู่หน่ายได้จัดสร้างไว้ อยู่ตลอดเวลา
    "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" วัดพฤกษะวัน
    เกจิเมืองชาละวัน/สืบตำนาน"ยันต์จิ้งจก"
    ศิษย์เอกก้นกุฏิหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    "พระดีเกจิดัง"ขอนำเสนอประวัติ" พระครูวิมลปุญญาภรณ์ "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" อายุ 80 ปี วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ศิษย์เอกพุทธาคมของ"หลวงปู่หน่าย อินทสีโล" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแจ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
    ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2487 ตรงกับ เดือนยี่ ปีวอก ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านเป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทที่วัดตลาดชุม (วัดทอง) ท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานจนมีความชำนาญ หลังจากนั้นได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี2515
    นอกจากนั้น ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมต่าง ๆ กับหลวงปู่หน่วย เช่น วิชาการสักยันต์ วิชาคงกระพัน วิชาเมตตามหานิยม และการสักยันต์จิ้งจก ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์คือ ในครั้งนั้นหลวงปู่หน่ายให้ท่านไปเอาตำราโบราณที่วัดศรีภวัง ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์ค้นหาตำราก็พบงูแสงอาทิตย์นอนขดตัวอยู่บนตำรา ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง ปรากฏว่า งูก็เลื้อยลงจากตำราเล่มนั้น และหายวับไปกลับตา ท่านจึงนำตำราโบราณกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องราวให้ฟัง
    เมื่อหลวงปู่หน่ายเปิดตำราเล่มนั้นอ่าน ท่านก็บอกว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว โดยท่านดีใจมากที่ได้ตำราเล่นนี้มา เพราะการสักยันต์จะมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงขออนุญาตหลวงปู่หน่ายสักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรกที่วัดบ้านแจ้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาอาคมอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการจะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงปู่หน่ายได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ เพราะถ้าไม่ซื่อสัตย์ท่านจะไม่สอนวิชานั้นให้เลย หลวงพ่อพิมพ์ใช้เวลานาน
    หลายปีในการศึกษาวิชาและสุดยอดวิชาของหลวงปู่หน่ายคือ "ยันต์ทำผงกำบัง"
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ มีอยู่มากมายหลายชนิด ในปี2512 หลวงพ่อพิมพ์
    ได้ก่อสร้างอุโบสถที่วัดพฤกษะวันโดยหลวงปู่หน่ายได้มาจำพรรษาที่วัดเพื่อควบคุมดูแลการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และได้จัดพิธี
    ผูกพัทธสีมาในปี2515 ในการนี้ หลวงปู่หน่าย
    เมตตาให้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่าน เรียกว่า "เหรียญปากแบะ " เมื่อหลวงปู่หน่ายมรณภาพในปี 2531 หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฏฐิของท่านส่วนหนึ่งมายังวัดพฤกษะวัน และบรรจุไว้ในรูปจำลองของหลวงปู่ที่สร้างขึ้น ส่วนที่เหลือท่านนำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ ส่วนมากจะเน้นพุทธคุณไปในทางเมตตา และการค้าขาย ซึ่งท่านจะปลุกเสกเดี่ยวและใช้เวลานานก่อนนำออกมาให้บูชา ที่นิยมกันมากคือ พญาจิ้งจก และนางพญาเต่าทอง รุ่นไตรมาส ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือนปี2546 ดีทางเมตตามหานิยม เข้าหาเจ้านายให้จับนางพญาเต่าทองแล้วนึกถึง หลวงปู่ศุข-หลวงปู่หน่าย แล้ว
    ภาวนาหัวใจนางพญา นาสังสิโม 3 จบ
    ก็จะสมปรารถนาทุกประการ และที่พิเศษกว่าทุกปีคือ ในปี2548 หลวงพ่อพิมพ์ได้จัดทำ กำไรพญาจิ้งจกคู่ มีทั้งเนื้อเงินแท้และทองเหลือง ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือน

    ในการปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น ท่านมักจะเล่าถึงหลวงพ่อหน่ายที่คอยย้ำและพูดอยู่เสมอว่า ในการทำแต่ละครั้งต้องทำให้ดีและทำให้จริง ยิ่งถ้าได้รับนิมนต์เข้าพิธีพุทธาภิเษกก็ยิ่งต้องตระหนักเสมอในการอธิษฐานจิต ซึ่งการอธิษฐานจิตของหลวงปู่หน่ายท่านจะกล่าวนำบทต่างๆซึ่งหลวงพ่อท่านพิมพ์ท่านใช้คำว่าเป็นตับๆ ซึ่งน่าจะหมายถึง บทอาราธนา บทสวดที่เยอะมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ หลวงปู่หน่ายท่านบอกหลวงพ่อพิมพ์ว่า ต้องทำให้ดี เพราะเขามองเราอยู่ (เขาในที่นี้น่าจะหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) และสิ่งนี้ก็เป็นแบบอย่างในการอธิษฐานจิตของหลวงพ่อพิมพ์เช่นกัน
    หลวงพ่อพิมพ์ท่านสืบทอดวิชาโดยตรงจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จึงมั่นใจได้ว่า วิชาท่านสืบต่อมาจากสายหลวงปู่ศุขชัดเจน ท่านบวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนปัจจุบันอายุ 80 ปี รวม 60 พรรษา ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์ปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ตลอด อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในจังหวัดพิจิตรและต่างจังหวัด ปฏิบัติกรรมฐานอยู่สม่ำเสมอเป็นนิจ โปรดลูกศิษย์และญาติโยมอยู่ตลอดเวลา
    ท่านมีเมตตาสูง อารมณ์ดี เข้าหาง่าย และค่อนข้างเป็นกันเองกับลูกศิษย์ลูกหา มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ สายทางอยุธยารู้จักท่านดี ท่านเป็นมากกว่าพระผู้ทรงอภิญญา เป็นพระแท้ๆ พระบ้านที่กราบไหว้ได้สนิทใจ !
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงนางพญานั่งจิ้งจกพิมพ์ใหญ่ งานไหว้ครู ปี ๒๕๕๐

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251009_153835.jpg IMG_20251009_153901.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1760002680504.jpg FB_IMG_1760002683602.jpg

    สิ้นเกจิดังเจ้าแห่งตะกรุดปิดตำนานภาพพระอุ้มโยมแม่
    22 ตุลาคม 2562
    นครพนม-พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร เกจิสายป่ามรณภาพ สิริอายุ 65 ปี 36พรรษา เปิดประวัติเจ้าแห่งตะกรุดแคล้วคลาดปลอดภัยเมตตามหานิยมเคยบอกจะละสังขารไว้แล้วล่วงหน้า
    นครพนม-พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร เกจิสายป่ามรณภาพ สิริอายุ 65 ปี 36พรรษา เปิดประวัติเจ้าแห่งตะกรุดแคล้วคลาดปลอดภัยเมตตามหานิยมเคยบอกจะละสังขารไว้แล้วล่วงหน้า
    เมื่อวันที่ 22ต.ค.62 ที่ จ.นครพนม พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร หรือ พระครูไพศาลธรรมมงคล พระเกจิชื่อดัง อดีตเจ้าคณะอำเภอบ้านแพง-นาทม อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง หมู่ 5 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ได้มรณภาพอย่างสงบที่กุฏิในวัดเมื่อเวลา 05.09 น.ศิริอายุ 65 ปี 36 พรรษา หลังเข้ารับการรักษาอาการอาพาธโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมานานหลายปี
    เมื่อเวลา 16.00น.นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำศิษยานุศิษย์ ตลอดจนผู้ที่เคารพศรัทธา ประกอบพิธีสรงน้ำศพ
    นายมหานิยม พิณราชลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวว่า ก่อนนี้ พระอาจารย์บุญอุ้มเคยบอกว่าจะละสังขาร ตามกาลเวลา สัจธรรมของชีวิต ช่วงอายุ 65 ปีแต่ลูกศิษย์ยังไม่ปักใจเชื่อคิดว่าคงพูดเปรียบเปรยและให้เข้าใจถึงสัจธรรมชีวิตไม่คิดว่าจะมาละสังขารลงอย่างสงบถือเป็นเรื่องเศร้าสำหรับศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมากเพราะหลวงพ่อเป็นที่พึ่งทางใจเป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์และประชาชนทั่วประเทศ ในสายความเชื่อ เกี่ยวกับเมตตามหานิยม
    สิ้นเกจิดังเจ้าแห่งตะกรุดปิดตำนานภาพพระอุ้มโยมแม่
    สำหรับพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร มีนามเดิมว่า บุญอุ้ม อภัยโส เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2498 เป็นชาว ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง บิดามารดาชื่อพระอ่อนสี และแม่ชีทิพย์ อภัยโส เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน อดีตท่านเคยเป็นศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่มหาเหรียญ ปภาคโร วัดหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ขณะอายุ 13 ปี บวชเณรที่วัดชัยมงคล ติดตามหลวงปู่มหาเหรียญ บำเพ็ญเพียร ปักกรดตามป่าช้าหลายจังหวัดภาคอีสานภาคกลางและภาคเหนือนาน 5 ปีก่อนลาสิกขาบทมาช่วยครอบครัว เพราะสงสารแม่กระทั่ง อายุ 29 ปี ได้อุปสมบท อีกครั้ง ณ วัดศรีวิชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม มีหลวงปู่คำพันธ์ จันทูปโม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง ฐิตวิรโย เป็นพระอนุสาววานาจารย์ หลังอุปสมบท จำพรรษาในถ้ำมืดถ้ำโขง เทือกเขาภูลังกา อ.บ้านแพง กับลวงปู่อ่อนสี ขันติโก อายุ 70 ปี ผู้เป็นบิดาที่เป็นพระป่าสายบำเพ็ญภาวนาเช่นกันตลอดการอุปสมบทได้เดินทางสายวิปัสสนาภาวนานั่งสมาธิกัมมัฏฐานฝึกจิตนาน 18 ปี
    ต่อมา หลวงปู่อ่อนสี บุพการี ละสังขาร ได้ยกที่ดินหัวนา 20 ไร่ ตั้งวัดให้เป็นที่พักสงฆ์ ก่อนขออนุญาตตั้งวัดชื่อว่า วัดป่าโนนแพงตั้งแต่พ.ศ.2543ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม นาน 2-3 ปีและลาออกต้องมาดูแลมารดาที่บวชเป็นแม่ชีที่วัดจนวาระสุดท้าย
    พระอาจารย์บุญอุ้ม ได้ศึกษาตำราหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท เป็นภาษาขอม มี 4 หมวดแต่ท่านเลือกหมวดวิทยาคม ศึกษานาน 1 ปีจนช่ำชอง เป็นที่มาของ การปลุกเสกสร้างวัตถุมงคลตะกรุดแผ่นทองครั้งแรกในปี 2545 รวมถึงเครื่องรางของขลังที่มีชื่อเสียงคือตะกรุดหนังเสือ ตะกรุดลูกปืน เพื่อนำไปมอบให้ เป็นที่คุ้มครอง ยึดเหนี่ยวจิตใจของ ตำรวจทหาร ชายแดน ใต้ ไปจนถึงเป็นเจ้าแห่งเครื่องราง เมตตามหานิยม ค้าขาย ร่ำรวย จนมีบรรดาศิษยานุศิษย์ เคารพศรัทธา ทั่วประเทศ และต่างแสวงหา เครื่องราง หลวงพ่ออุ้ม ไว้ไปบูชา เป็นสิริมงคล ตามความเชื่อ ความศรัทธา เชื่อกันว่า ใครมีไว้ครอบครอง จะได้รับความเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย ซึ่งลูกศิษย์ใกล้ชิดเคยระบุว่า พระอาจารย์บุญอุ้มได้เคยปรารภกลับลูกศิษย์ว่า ตะกรุด 1 ดอก เท่ากับ 1 ชีวิต อาตมาได้ถ่ายทอดพลังชีวิตลงไปหยุดไม่ได้ตราบใดที่ทหารตำรวจพ่อค้าแม่ขายังรอความช่วยเหลือ
    ที่สำคัญพระอาจารย์บุญอุ้ม เป็นพระป่าสายที่มีความเมตตา ต่อลูกศิษย์ และประชาชน ทุกคนที่เคารพศรัทธามากราบไหว้ เป็นพระสายป่า ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมีความกตัญญูกตเวทิตาซึ่งพระอาจารย์บุญอุ้มได้แสดงออกถึงความรักต่อแม่ขณะอุปสมบทอยู่ในสมณศักดิ์ แต่ได้ไปกอดอุ้มดูแลแม่ที่เป็นเพศหญิงที่ป่วยเดินไม่ได้มีการเผยแพร่ภาพออกไปสื่อให้ความสำคัญของบุพการีกลายเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเป็นที่มาของภาพ"พระสงฆ์อุ้มโยมแม่"
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    Post today
    ขอเผยแผ่ ประวัติและคุณงามความดี บารมีของหลวงพ่อบุญอุ้ม อาภัสสโร
    ท่านพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร เป็นพระป่าที่สืบสายธรรมจากหลวงปู่พระมหาเหรียญ ปภากโร แห่งวัดบ้านหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา
    พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร หรือ พระครูไพศาลธรรมมงคล เจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวบ้านแพง และประชาชนทั่วประเทศให้ความเลื่อมใสศัทธา
    ปัจจุบันพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร สิริอายุ ๖๓ปี พรรษา๓๔
    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า บุญอุ้ม อภัยโส เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๘ ที่ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม
    โยมบิดาชื่อนายอ่อนศรี อภัยโส(หลวงปู่อ่อนศรี ขันติโก)-โยมมารดานางทิพย์ อภัยโส(คุณแม่ชีทิพย์ อภัยโส
    เป็นบุตรคนที่๓ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๖ คน
    ในช่วงวัยเยาว์ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่๔ ครั้นเมื่ออายุได้๑๓ ปี ได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ที่วัดชัยมงคล ก่อนจะติดตามหลวงปู่พระมหาเหรียญ ธุดงค์ไปปักกลดตามป่าช้าใน จ.นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี สระบุรี และทางภาคเหนือ เป็นเวลานานถึง ๕ ปี ก่อนจะลาสิกขาออกมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ
    เมื่ออายุได้ ๒๙ ปี ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดศรีวิชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม โดยมีพระครูอดุลธรรมภาณ ชึ่งต่อมาได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ที่พระจันโทปมาจารย์(หลวงปู่คำพันธุ์ จันทูปโม) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์แดง ฐิตวิริโย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อาภสฺสโร
    เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗
    ภายหลังจากการอุปสมบทแล้วพระอาจารย์บุญอุ้ม ท่านได้ไปจำพรรษาที่บนเทือกเขาภูลังกา ภายในถ้ำมืดถ้ำโขง กับหลวงปู่อ่อนศรี ขันติโก บิดาของพระอาจารย์บุญอุ้ม ในวัย ๗๐ ปี เพื่อปฎิบัติภาวนานั่งสมาธิฝึกพระกรรมฐานฝึกจิตอยู่นานถึง ๑๘ ปี ก่อนจะออกธุดงค์ไปกับสามเณร ๒ รูป ไปทางภาคเหนือและกลับมาปฎิบัติดูแลหลวงปู่อ่อนศรี บิดาของท่าน ที่ภายในถ้ำมืดถ้ำโขง อยู่เป็นระยะเวลา๒-๓ปี
    ก่อนที่หลวงปู่อ่อนศรี ขันติโก จะมรณภาพละสังขาร ท่านได้ยกที่ดินจำนวน ๒๐ ไร่ (ปัจจุบันคือที่ตั้งวัดป่าโนนแพง) ให้เป็นที่พักสงฆ์หลายปี ก่อนจะขออนุญาตตั้งวัด ชื่อว่าวัดป่าโนนแพง
    ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลอยู่๒-๓ ปี พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร จึงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม จากนั้นพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร ได้ธุดงค์ข้ามโขงไปยังสปป.ลาว เพื่อฝึกปฎิบัติสมาธิจิตตภาวนาตามรอยหลวงปู่พระมหาเหรียญและหลวงปู่อ่อนศรี ผู้เป็นบิดา ต่อมาจึงได้ศึกษาตำราของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ที่นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตส.ส.นนทบุรี นำมาถวาย เป็นตำราภาษาขอม มี ๔ หมวด คือกฎหมาย โคลงกลอน ยาสมุนไพร และวิทยาคม ท่านพระอาจารย์บุญอุ้ม ได้เลือกศึกษาในหมวดสุดท้ายคือ หมวดวิทยาคม เริ่มทำตะกรุดแผ่นยันต์และวัตถุมงคลเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕
    วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร ซึ่งท่านได้เป็นเจ้าตำรับ คือตะกรุดหนังงูเหลือม ตะกรุดหนังเสือ ตะกรุดไม้ไผ่สีสุก เป็นต้น
    ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๕๑ ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร จัดสร้างตะกรุดไม้ไผ่สีสุก ทำจากไม้ไผ่สีสุก ลงอักขระปิดแผ่นทองก่อนนิมนต์ท่านพระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร นั่งเฮลิคอปเตอร์ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฎิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ ในการปกป้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระขุนแผนหลวงพ่อบุญอุ้ม ผงมงคล ๑๐๘

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251009_163535.jpg IMG_20251009_163559.jpg IMG_20251009_163611.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1760004275122.jpg

    ผงท้าวเวสสุวรรณสมโภชศาลพระหลักเมือง จังหวัดอุดรธานี ปี ๒๕๔๒
    ประกอบพิธีบวงสรวงและเทวาภิเษก เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนอ้าย ณ มณฑลพิธีศาลหลักเมือง จังหวัดอุดรธานี รัชกาลที่ 10 ทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เปิดศาลหลักเมืองประจำจังหวัดอุดรธานี
    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงมาเปิดศาลหลักเมืองประจำจังหวัดอุดรธานี อานิสงส์ของการกราบไหว้ศาลหลักเมือง จะทำให้ "ชีวิตมีความมั่นคง" รวมถึงครอบครัวและหน้าที่การงาน ในการสมโภชนั้นได้สร้างท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) อันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดด้วย
    องค์ท้าวเวสสุวรรณตั้งอยู่หน้าศาลหลักเมือง องค์ปัจจุบันเดิมเป็นที่ตั้งศาลหลักเมืององค์เก่า แต่ได้อัญเชิญไปอยู่คู่อาสน์เดียวกับหลักเมืององค์ใหม่ ท้าวเวสสุวรรณเป็นยักษ์ที่คอยปราบภูติผีปีศาจต่างๆ ที่จะมารบกวน และทำหน้าที่ปกปักรักษาประจำทิศเหนือ หรือทิศอุดร อานิสงส์ของการการไหว้ จะทำให้ "ปราศจากศัตรู"หรือใครจะคิดร้าย ให้กลับกลายเป็นดีได้ จึงได้มีการจัดสร้างเหรียญและพระผงท้าวเวสสุวรรณ โดยมีเกจิชื่อดังร่วมอธิษฐานจิต อาทิ
    ๑) หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม
    ๒) หลวงปู่ทิม วัดพระขาว
    ๓) พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี
    ๔) หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร ฯลฯ
    นับว่าเป็นวัตถุมงคลที่ดีทั้งนอกและใน บูชาติดตัว ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายอัปมงคล และเสนียดจัญไรต่างๆ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251009_165807.jpg IMG_20251009_165835.jpg IMG_20251009_165722.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    get_auc1_img (36).jpeg

    รายละเอียด ความเป็นมาในการจัดสร้าง เนื่องด้วยคณะกองทุนหลวงปู่ปาน โสนันโทได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำกิจกรรมในทางพุทธศาสนาและงานสาธารณะประโยชน์อันเป็นการรักษาปฏิปทางานพุทธภูมิ ซึ่งเล็งเห็นถึงพระบารมีแห่งองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งพระบารมีมากล้น ทรงมีเมตตาอนุเคราะห์แก่บุคคลพุทธศาสนิกชน ผู้เคารพนับถือจนเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป ซึ่งพระองค์ทรงสร้างบารมีช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นการสะสมบารมีแห่งพระโพธิสัตว์โดยในแห่งการปารถพุทธภูมิอย่างเด่นชัดดังนั้นทางคณธกองทุนฯ จึงได้จัดสร้างวัตถุงคลที่ระลึกแก่พุทธศาสนิกชนทั่ไปที่มีความเคารพต่อองค์จตุคามรามเทพเทาวราชโพธิสัตว์ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า มงคลบารมี ครอบฟ้า คลุมดิน เพื่อหาปัจจัยสมทบทุน ในการพัฒนาธุดงค์สถาน สุธาวงค์ มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ ซึ่งทางคณะกองทุนฯ ได้รับการอุปถัมภ์ให้จัดตั้งขึ้น ณ ต.บ้านแหลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เพื่อใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของบุคคลทั่วไปและใช้เป็นที่พักแก่พระภิกษุสงฆ์อนาจาริกทั่วไป เป็นการสร้างวิหารทานสาธารณประโยชน์ และสือต่อพระพุทธศาสนาเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหมายรวมการถวายอานิสงฆ์นี้แก่องค์จตุคามรามเทพอีกครั้งหนึ่งด้วย
    วัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง 1. สมทบทุนในการซื้อที่ดินและพัฒนาธุดงค์สถานสุธาวงศ์ มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ 2. สมทบทุนในการก่อสร้างองค์จตุคามรามเทพ รูปยืนบานประตูสูง 2.50 เมตร จำนวน 2 องค์ (ประดิษฐาน ณ ธุดงค์สถานฯ ณ วัดพุทธพรหมปัญโญจ.เชียงใหม่) 3. สมทบทุนเริ่มต้นในการจัดสร้างวิหารถวายทั้ง 2 สถานนี้ 4. สมทบทุนเข้ากองทุนหลวงปู่ปาน โสนันโทเพื่อจัดตั้งเป็นมูลนิธิต่อไป 5. เพื่อการเฉลิมพระเกียรติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี วัตถุมงคลองค์จตุคามรามเทพ จัดสร้างโดยกองทุนหลวงปูปาน โสนันโท เพื่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและงานสาธารณะประโยชน์ ธรรมทานฯ วิหารทาน ประธานอุปถัมภ์โครงการ - บริษัท ลีโม่ เซิร์ฟ สตองวิลล์ จำกัด โดยคุณจารุพิศ พ่วงฉานทอง, คุณศิลปะชัย - คุณจุลณีหัตถี ผู้ดำเดินกิจการรถยนต์เช่าอันดับต้นๆ ของไทย ประธานที่ปรึกษา - พันตำรวจเอกชัยวัฒน์ และคุณภินยา ดิษยบุตร รองประธานที่ปรึกษา - พันตำรวจโทพรชัย และคุณปรารถนา ขจรกลิ่น
    รูปแบบความหมายของพระบูชา ยืน และนั่ง ในส่วนของพระบูชา ได้จำลองรูปองค์พ่อ รูปแบบบานประตูวิหาร อันเป็นต้นแบบเสาหลักเมืองปี 30 ซึ่งมี 2 เศียร อันเป็นคติทางพุทธฝ่ายมหายาน โดยนัยยะความเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้เมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีพระกร 4 พระกร และ 6 พระกร ทรงศาสตราวุธอันเป็นมงคล อันหมายถึงการดูแลปกปักษ์รักษษและปราบความชั่วร้าย ปัญหาอุปสรรคผู้ครอบครองสักการะบูชา ทั้งประทับยืนและนั่งบนฐานบัว อันเป็นสัญลักษณ์แก่ผู้มีบุญใหญ่ จักคู่ควรเป็นรัตนบัลลังก์ก็เฉพาะแต่พระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าเท่านั้น ใต้ฐานบัวรองรับด้วย 12 นักษัตร มีความหมายแห่งบารมีองค์พ่อผู้ยิ่งใหญ่ ผู้คุ้มครองอุดหนุนค้ำจุนดวงชะตาบุคคลผู้บูชาทั้ง 12 ราศี ให้มั่งมีศรีสุข สัญลักษณ์แห่งราชันดำ จ้าวทะเลใต้ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร คืองูใหญ่หรือพญานาคราช ตัวแทนแห่งน้ำความชุ่มเย็น และเดชอันเป็นตบะขององค์พ่อผู้สั่งสมบารมียิ่งใหญ่ ครอบฟ้า คลุมดิน การแผ่พังพานปรกองค์ศรีมหาราชฝังพระกาฬ อันแสดงถึงผู้มีอำนาจวาสนา บรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา ชนะมาสร ชนะคน ชนะตน เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จตลอดกาล รองรับด้วยฐานราหู 8 ทิศ เป็นการสยบสิ่งเลวร้าย ให้กลายเป็นมงคล และราหูผู้ประทานทรัพย์สินเงินทองแก่ผู้บูชา และจักนำความเป็นมงคลมาจากทิศทั้ง 8 สู่ผู้ครอบครองบูชาตลอดไป
    แรกเริ่มของการสร้างหลักเมืองนครศรีธรมราชในช่วงราวปี 2528 - 2530 ทางคณะจัดสร้างหลักเมืองในครั้งนั้นต้องการที่จะแกะสลักใบหน้าจำลองขององค์พ่อจตุคามรามเทพไว้ส่วนบนของเสาหลักเมือง จึงได้ปรึกษษกับองค์จตุคามรามเทพ เพื่อหารูปใบหน้าขององค์ท่านที่แท้จริง และในครั้งนั้นจึงได้ทำการถอดพิมพ์จาก บานประตูไม้แกะสลัก ศิลปะสมัยปาละของอินเดียอันงดงาม ที่วิหารทรงม้า วัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช เฉพาะด้านบนตั้งแต่พระอุระขึ้นไป หล่อด้วยปูนปลาสเตอร์นำไปให้องค์พ่อจตุคามรามเทพดู พร้อมกับถามว่า แบบนี้ใช่ไหม? ท่านไม่ตอบ แต่รับรูปเหมือนนั้นไปกอดและได้บอกว่า แต่ก่อนมีเพชรนิลจินดาประทับอยู่เต็มไปหมด แต่พวกมันมาเอาของกูไปจนไม่เหลือ สำหรับรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ดังกล่าวนั้น ได้หล่อขึ้นตามคำเรียกร้องของผู้เคารพศรัทธาในองค์พ่อจตุคามรามเทพ จำนวนไม่เกิน 100 องค์ ปัจจุบันเรียกว่า เศียรพ่อรุ่นแรก นอกจากนี้แล้ว ในพระผงค์สุริยันจันทราหรือน้ำตาลแว่นอันโด่งดังที่จัดสร้างเป็นครั้งแรกนั้น หากสังเกตให้ดูจะพบว่า ได้นำรูปบานพระตูไม้แกะสลัก ดังกล่าว ทำเป็นรูปองค์พ่อนั่งชันเข่าเป็นประธานอยู่ท่ามกลางวัฏจักรนักษัตร 12 ราศี และรายล้อมด้วยพระราหู 8 ตน ดังนั้น หากจะกล่าวว่าปฐมบทแห่งการจัดสร้างพระสายจตุคามรามเทพโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน ก็มีกำเนิดจาก รูปบานประตูไม้แกะสลัก ที่วิหารทรงม้า ในวัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช นั่นเอง แต่ในปัจจุบันในรูปแบบดังกล่าวได้ค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทางคณะกองทุนหลวงปู่ปานโสนันโท เล็งเห็นถึงความลึกซึ้งของที่มาแห่งเรื่องราว จึงต้องการจัดสร้างในรูปแบบนี้ขึ้น และให้แตกต่างไปจากรูปแบบที่นิยมสร้างกันในปัจจุบัน เพื่อเป็นการบอกกล่าวและคงไว้ซึ่งที่มาแห่งจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดของ องค์จตุคามรามเทพ และพระสายหลักเมืองนครศรีธรรมราช ให้สืบสานยาวนานต่อไป
    คติและความหมายของเหรียญ และดวงตราพระเทวราชโพธิสัตว์ เป็นเหรียญกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 ซม. ซึ่งหากนำตัวเลขมารวมกันแล้วก็จะได้ 8 คือ เลขราหูนั่นเอง และดวงตราพระเทวราชโพธิสัตว์ ขนาด 4.7 ซม. เมื่อนำมารวมกันจะได้เลข 11 เป็นเลขราชาโชคด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปวัฏจักรนักษัตร 12 ราศี รูป 12 นักษัตร คือกลุ่มดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายต้องโคจรผ่าน ก่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในทางดีและร้าย เป็นวัฏจักรตามพระสูตรด้วยการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายตายเกิด แต่ผู้ที่มุ่งบำเพ็ญบารมีธรรมจนบรรลุโพธิญาณเท่านั้น จึงจักรู้แจ้งโลกธาตุโลกธรรม รู้กำหนดความเป็นไปตนเองและผู้อื่นได้ เรียกว่า จักรวาลพรหม ชาวทะเลใต้เชื่อว่า ดวงตราบุคคลใดหากมีดวงตราศักดิ์สิทธิ์ย่อมบังเกิดตบะบารมีสูงสุด องค์ราชันจตุคามรามเทพ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยจักปกป้องคุ้มครองให้มีความผาสุกยั่งยืน สยบความร้ายของดาวเคราะห์ทั้งหลายให้กลับกลายเป็นดีดังปาฏิหาริย์มีเกียรติคุณยิ่งใหญ่แผ่ไปทั่วจักรวาลภายในวัฏจักรนักษัตร 12 ราศีนั้น มีรูปองค์จตุคามรามเทพทรงสถิตย์อยู่เป็นประธานศูนย์กลางแห่งวัฏจักรความเป็นไป โดยออกแบบจากรูปบานประตูไม้แกะสลัก ซึ่งเป็นศิลปะสมัยปาละ ที่อยู่ในวิหารทรงม้าภายในวัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้นเค้าเดิมประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสองเศียร สี่กร ถือเทพศาตร์วุธครบมือ นั่งประทับอยู่บนดอกบัวและพระราหู อันมีความหมายถึงความปรารถนาแห่งพระโพธิญาณบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ขององค์จตุคามรามเทพ ผู้ทรงเป็นพระเทวราชโพธิสัตว์แห่งอาณาจักรทะเลใต้ ซึ่งมีความเมตตามหากรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อสรรพสัตว์ดุจดังสุริยันและจันทรา แห่งองค์รูปองค์พ่อจตุคาม ด้านข้างองค์ท่านมีอักขระว่า พุทธะสังวิหะระตัง ปุญญังวะทามิ ความหมายว่า ด้วยบุญแห่งการนอบน้อมต่อพระรัตนตรัยอันประเสริญขอจงเป็นวิหารที่สถิตอยู่แห่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ ส่วนด้านหลังได้นำรูปของพระผงสุรยัน - จันทรา หรือน้ำตาลแว่น มาเป็นคติหลัก ตรงกลางเป็นอักขระยันต์หัวใจธรณี และยันต์หัวใจมนุษย์ อันหมายถึง สุริยัน - จันทรา นั่นเอง เหนือสูรย์ - จันทร์ เป็นอุณาโลมเหมือนกับด้านหลังพระผงสุริยัน - จันทรา ด้านข้างมีตัวเลข 21 คือ คุณบิดา และตัวเลข 12 คือคุณมารดา นอกจากนี้ยังมีหัวใจพระคาถากำกับธาตุ จากคติธรรมของชาวชวากะในทางภาควิชาโหราศาสตร์ รูปพญาราหูทั้ง 8 หมายถึง ดาวเคราะห์สำคัญทั้ง 8 ในห้วงจักรวาล ซึ่งนำมาใช้เป็น นามวัน กำหนดเวลา ฤดูกาลอายุขัย ที่กล่าวว่าอาทิตย์เป็นวัน จันทร์เป็นเดือน ราหูเป็นปี นอกจากนี้แล้ว รูปดวงตราพญาราหู 8 ตน ซึ่งเรียงรายล้อมรอบกันเป็นวงกลมประจำในอัฏฐทิศ คือทิศทั้ง 8 กลืนกินสิ่งไม่ดีต่างๆ ไม่ให้สามารถเข้าทำอันตรายได้
    ดังนั้น วัตถุมงคลที่จัดสร้างในครั้งนี้ เปรียบดังแผนผังแสดงความสัมพันธ์และเป็นไปแห่งการเคลื่อนไหวของจักรวาลก็คงจะไม่ผิดนัก ด้วยว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เหนี่ยวนำโน้มกันเป็นวัฏจักรซึมซับคลื่นกระเสอนุภาคแห่งดวงดาวประสานรวมกับระบบธาตุในโลก ก่อกำเนิดสรรพสิ่งอย่างสมดุล อันจะช่วยส่งเสริมเกื้อหนุนดวงชะตาให้มั่นคง เจริญรุ่งเรือง แม้หากเกิดโทษจากดาวบาปเคราะห์ใดๆ ย่อมไม่เป็นโทษแก่ผู้นั้น อั้นเกิดจากหลักการนำเอาพลังที่เกี่ยวข้องกันชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตามคติธรรมศษสตร์แห่งศรีวิชัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการลิขิตชะตาชีวิตของผู้คน การนำพลังดังกล่าวมาจัดสร้างเป็นวัตถุมงคล ย่อมสามารถรับพลังจากระบบจักรวาลและดวงดาวทั้งหมด ช่วยเกื้อหนุนคุ้มครองดวงชะตาของผู้เคารพบูชา หากเป็นช่วงเวลาที่ดาวศุกร์เคราะห์ให้คุณก็จะยิ่งส่งให้ผู้บูชาแรงขึ้น ดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่หากเป็นพลังที่เป็นโทษ ก็จะผ่อนให้เบาบางลงหรือหายไป ช่วยผลักดันดาวบาปเคราะห์ร้ายให้เสื่อมฤทธิ์ลง สรุปว่า วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นนี้ได้มีการจัดวางตำแหน่งต่างๆ ตามศาสตร์โบราณของชาวชวากะให้มีผลตรงกับพลังแห่งดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรานั่นเองและด้วยบารมีแห่งพระเทวราชโพธิสัตว์องค์จตุคามรามเทพ ผู้เจนจบในโลกย่อมเป็นผู้ทราบว่าใครเคราะห์หามยามร้าย ชะตาถึงฆาตหรือไม่ มีหนทางช่วยเหลือให้พ้นทุกข์หรือบรรเทาเบาบางลงได้อย่างไร เป็นผู้พังทลายล่วงพ้นอำนาจแห่งพระกาฬ มีวาจาศักดิ์สิทธิ์เป็นประกาศิตเหนือมวลชีวิต ตัดกระแสแสงเดือนแสงดาวได้ดังจารึกในคัมภีร์ ทรงมีศักดาตุภาพดุจดังพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ย่อมมีอำนาจเหนือมวลหมู่ดวงดาว เข้าใจความเป็นไปแห่งสรรพสิ่ง และด้วยมหากรุณาอันไม่มีประมาณ ย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้พ้นจากความทุกข์และอุปสรรคความขัดข้องทั้งปวงโดยเร็ว จึงทำให้วัตถุมงคลที่จัดสร้างในครั้งนี้ จึงเป็นวัตถุมงคลที่ช่วยเกื้อหนุนส่งเสริมดวงชะตาของบุคคลผู้เคารพบูชาให้เจริญด้วยอาวุ วรรณะ สุขะ พละ เจริญในลาภ ทรัพย์ อำนาจ วาสนา ได้อย่างแท้จริง หากเคารพบูชาประพฤติปฏิบัติในทางที่ชอบ มีศีล สัตย์ดีแล้ว ก็จะยิ่งส่งผลให้ประจักษ์ในอิทธิคุณเร็วยิ่งขึ้น
    ชนวน มวลสาร ในส่วนของเนื้อโลหะต่างๆ ทางกองทุนฯ ได้ดำเนินการหลอมโลหะชนวนมวลสารต่างๆ เพื่อผสมในส่วนของการสร้างพระบูชา และพระเครื่องเนื้อต่างๆ มีมวลสารดังนี้ 1. มวลสารโลหะของกองทุนหลวงปู่ปาน โสนันโท ชนวดพระกริ่งรุ่นต่างๆ - ชนวนพระกริ่งปวเรศ ที่ระลึกหล่อเกศสมเด็จองค์ปฐมทองคำปี 46 - ชนวนพระกริ่งโคตรเศรษฐีบรมจักรพรรดิชินบัญชร ที่ระลึกหล่อสมเด็จองค์ปฐมเนื้อเงินปี 47 ผสมชนวนพระกริ่งบัญชร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ - ชนวนพระกริ่งโปร่งฟ้าจักรพรรดิชินบัญชร พระอาจารย์วรงคต วัดพุทธพรหมปัญโญ (ศิษย์หลวงปู่ดู่ วัดสระแก พิธีวัดอ้อมใหญ่ปี 48) - ชนวนเนื้อเงิจากพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมเนื้อเงิน (หล่อที่วัดพุทโธ จ.อยุธยา ปี 47 เกจิ 13 รูป หลวงพ่อหวล เป็นประธานเททอง) 2. ชนวนเหรียญพระเทวราชโพธิสัตว์มหาปารฏิหารย์ปี 48 ซึ่งประกอบด้วยชนวนหล่อองค์พ่อองค์ใหญ่ วัดพุทไธ, ชนวนรุ่นเจ้าสัว วัดคอหงส์, ชนวนเบ้าเอก หล่อองค์พ่อ วัดนางพระยา, ชนวน 5 เศียร เกาะทะลุปี 47, ชนวนหล่อองค์ปฐมเปิดจักรวาล, ชนวนแหวนพรหมหลวงปู่ดู่ วัดสระแก เป็นต้น 3. ชนวนเหรียญแสตมป์ปี 30 จากหลวงพ่อเกษม วัดชะเมา 4. ชนวนเหรียญองค์พ่อรุ่นสมโภชขุมทรัพย์ วัดสุทธาราม 5. ชนวนเศียรพ่อรุ่นปกเกล้า 6. ชนวนเหรียญเปิดโลกหลวงปู่ดู่ วัดสะแก 7. ชนวนขวานฟ้าโลหะ ครูบาเจ้าชัยยะวงศา 8. ชนวนแร่โคตรเศรษฐี แม่ชีประทุมโชติอนันต์ 9. ชนวนแผ่นยันต์จากพระคณาจารย์ทั่วประเทศ ทั้งยุคเก่าและใหม่กว่า 1000 แผ่น 10. ชนวนทองล้นเบ้า พิธีหลวงจากวัดหลวง 9 วัด 11. ชนวนพระมหาจักรพรรดิ จากพิธีต่างๆ กว่า 30 พิธี 12. ชนวนจากเหรียญคณาจารย์ทั่วประเทศทั้งเก่า ใหม่ กว่า 3 กิโลกรัม
    ชนวน มวลสาร ในส่วนของการจัดสร้างดวงตราพระเทวราชโพธิสัตว์ ได้รวบรวมน้ำศักดิ์สิทธิ์และชนวนผงศักดิ์สิทธิ์กว่าพันชนิด พอจะบันทึกได้ดังนี้ 1. ในส่วนของน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1.1 น้ำพระพุทธมนต์จากวัดต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 100 วัด 1.2 น้ำศักดิ์สิทธิ์จากนครศรีธรรมราช ในสายจตุคามรามเทพ เช่น ห้วยนาคราช อ.ลานสะกา 1.3 น้ำจากรอยเท้าหลวงปู่ทวดกลางทะเล อ.ขนาม จ.นครศรีธรรมราช 1.4 น้ำศักดิ์สิทธิ์จากรอยพระพุทธบาท, พระธาตุกว่า 200 แห่ง ทั่วประเทศ 2. ผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ 2.1 ผงในสายจตุคามรามเทพ เช่น ผงไม้ตะเคียนปี 30 ผงหัวเชื้อสุริยัน - จันทรา ผงพระองค์จตุคามรามเทพ รุ่นต่างๆ ที่ชำรุด, ผงไม้เทพทาโร เป็นต้น 2.2 ผงกรรมฐานของครูบาอาจารย์ต่างๆ เช่น ผงจักรพรรดิหลวงปู่ดู่ วัดสะแก, ผงหลวงพ่อเกษม เมโก, ผงหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน, ผงเสกครูบาชัยยะ วงศา, ครูบาดวงดี, ครูบาธรรมชัย, หลวงปู่โต๊ะ, หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม, ผงมหาเศรษฐีหลวงพ่อคุณ, ผงหลวงพ่อมนัส วัดทุ่งจันดำ, ผงพระคำข้าว, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นต้น 3. ผงบังคับตามโบราณ ประกอบด้วย ผงมหาราช, ตรีนิสิงเห, พุทธคุณทั้ง 5 ผงนะปัดตลอด, ผงอิธิเจ เป็นต้น 4. ผงจากพระชำรุดกว่า 10 กิโลกรัม เช่น ผงมงคลมหาลาภวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งประกอบพิธีโดยท่านพ่อลี และพระกรรมฐานยุคเก่ากว่า 200 รูป ปี 2496 ผงพระกรุต่างๆ ผงหลวงพ่อโตวัดไร่ขิง ปี 14, ผงพระ 25 พุทธศตวรรษ 5. ผงจากอังคารธาตุ, อัฐธาตุ, เกศา กว่า 138 รูป ในสายหลวงปู่มั่น ครูบาศรีวิชัย สายใต้, ภาคกลาง และทั่วประเทศ 6. ผงว่านต่างๆ กว่า 1000 ชนิด ไม้จันทร์หอม เป็นต้น 7. ผงพระสายหลวงปู่ทวดทุกวัด ดินกากยายักษ์ ชานหมากทั่วประเทศ ในส่วนของแร่ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ นั้น ประกอบด้วย เหล็กน้ำพี้, ข้าวดอกพระร่วง, ขวานฟ้า (แร่ที่มากับกระแสไฟฟ้าผ่า หลวงปู่หลุยและหลวงปู่ชอบ เคยเก็บสะสมมาสร้างพระ) และแร่โคตรเศรษฐีนั้น มีความเป็นมาจากปฏิบัติธรรมของคุณแม่ชีประทุมโชติอนันต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเนื้อชินตะกั่วแต่เมื่อได้รับมาได้ให้กรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบพบว่า องค์ประกอบค่าโครงสร้างไม่เหมือนตะกั่วที่มีในโลก ท่านจึงนำมาจัดสร้างพระเครื่อง นำไปถวายหลวงพ่อฤกษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง อธิษฐาน ซึ่งหลวงพ่อรับพระมาพิจารณา และได้ปรารถแก่คุณแม่ชีว่า พระของโยมนะมีค่ามาก เป็ฯของที่ไม่มีในโลก เป็นของผู้สำเร็จ ท่านอธิษฐานไว้สือต่อพระพุทธศาสนา ใครได้ไปจะเป็นโคตรเศรษฐี จนไม่เป็นให้ใครทำยิ่งกว่าทำ จะไม่มีวันเสื่อมเป็นของมีค่าพันปี รักษาให้ดีนะโยม ซึ่งทางกองทุนได้รับหัวเชื้อแร่โคตรเศรษฐีมาจำนวนหนึ่ง ได้ทำพิธีสถาปนาแร่ขึ้นมาใหม่ เพื่อสืบทอดแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่คู่พุทธศาสนาต่อไป เมื่อตุลาปี 48 ซึ่งขณะทำพิธีหุงแร่ เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งมีพยานในพิธีกว่า 30 ท่าน จึงดำริถือเอานิมิตรนี้ นำแร่โคตรเศรษฐีนี้มาจัดสร้างเป็นองค์จตุคามรามเทพบรมมหาโพธิสัตว์ ผู้เมตตา ขจัดอุปสรรคสมญานาม บนได้ ไหว้รับ และพระองค์จะประทานพรตามชื่อแร่แก่ผู้บูชานั่นเอง ซึ่งแร่นี้ก็คู่ควรแก่การสร้างเป็นจตุคามรามเทพ ผู้สั่งสมบารมีแห่งพุทธวงศ์
    พิธีกรรมในการจัดสร้าง ในส่วนของพิธีกรรม ได้ประกอบพิธีบวงสรวงกดพิมพ์พระผงน้ำตาลแว่น ในวันจันทร์ที่ 10 กรกฏาคม 2549 ตรงกับวันอาสาฬหบูชา เวลา 09.59 น. (พิธีเบิกดิน) เป็นการกดพิมพ์พระนำฤกษ์ภายในมณฑลพิธีกลางแจ้งอาบแสงสุริยัน ณ ธุดงสถาน สุธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งปรากฏเหตุพระอาทิตย์ทรงกลดเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง โดยเกิดขึ้น 2 วาระด้วยกัน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ประจำพิธี เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดครึ่งซีก ถือเป็นสัญลักษณ์ของจันทราหลังจากจุดประทัดถวายเกิดฝนตกหนัก แบบไม่ทันตั้งตัว จนน้ำท่วม ซึ่งถือได้ว่าการประกอบพิธีครั้งนี้ ได้ครบทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ ครบตามสูตร จตุคามศาสตร์ เสมือนองค์จตุคามรามเทพเสด็จเป็นองค์ประธาน
    พิธีพุทธาภิเษกและเทวาภิเษก ครั้งที่ 1 พิธีสู่คราบสมุทร วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 (พลีจ้าวสมุทร) ณ บริเวณกลางทะเลหน้าน้ำเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 2 พิธีเปิดฟ้า วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2549 (ในวันลอยกระทง) ณ เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร โดยพระพิธี 9 รูป สวดเทวานพเคราะห์ พระเกจิสายใต้ อธิษฐานจิตประจำ 8 ทิศ เวลา 23.09 น. พิธีกวนสีผึ้งจันทร์เพ็ญ ราชันย์ดำ - พิธีเทวาภิเษก เชิญองค์จตุคามรามเทพและจ้าวสมุทร - พิธีพลีวัตถุมงคลลงทะเลบูชาคุณแม่ธาตุ ครั้งที่ 3 พิธีพุทธาภิเษกสมโภชน์หลวงปู่ปาน หน้าตัก 60 นิ้ว และฉลององค์พ่อขนาด 19 นิ้ว วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2549 (เสาร์ 5) ณ ธุดงสถานสุธาวงษ์มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี โดยพระสงฆ์ 9 รูป เจริญพุทธมนต์ 13.39 น. พระพิธีธรรม 4 รูป สวดพุทธาภิเษกพระคณาจารย์สายอยุทธยา 8 รูป อธิษฐานจิต ครั้งที่ 4 วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2549 (นันทเศรษฐี) ณ ธุดงสถานสุธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เวลา 16.39 น. โดยพระพิธีธรรมสวดอิติปิโสรัตนมาลา, พุทธาภิเษก, เทวาภิเษก สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุร สังฆคุณ 108 จบ พระคณาจารย์ 8 รูปอธิษฐานจิต ครั้งที่ 5 พิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์และเททองหล่อพระประจำปี 2549 ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2549 ณ ธุดงสถานสุธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญอนุสรณ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พิธีเทวิภิเษกนพเคราะห์ทั้ง 9 และพิธีเททองหล่อรูปเหมือนองค์จตุคามรามเทพยืนปางมหาปาฏิหาริย์บารมีขนาด 2.50 เมตร 2 องค์ โดยพระคณาจารย์ 8 รูป แจกผ้ายันต์ในพิธี ครั้งที่ 6 พิธีสมโภชวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2549 (แรม 14 ค่ำ เดือน 1) วัดพระธาตุ ครั้งที่ 7 วันพุธที่ 20 ธันวาคม 2549 (แรม 15 ค่ำ เดือน 1) ณ ศาลหลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช
    รายนามพระคณาจารย์ทั้ง 3 วัน วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2549 (ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 1) เวลา 13.19 น. 1.พระครูสังวรสมณกิจ (หลวงปู่ทิม) วัดพระขาว จ.อยุธยา 2.พระครูสุนทรธรรมนิวัญ (หลวงพ่อรวย) วัดตะโก จ.อยุธยา 3.พระครูประโชติธรรมวิจิตร (หวงพ่อเพิ่ม) วัดป้อมแก้ว จ.อยุธยา 4.พระครูภัทรกิจโสภณ (หลวงพ่อหวล) วัดพุทธไธศวรรย์ จ.อยุธยา 5.พระครูสุวรรณศิลธิคุณ (หลวงพ่อพูน) วัดบ้านแพน จ.อยุธยา 6.พระสุนทรธรรมมานุวัตร (หลวงพ่อเอียด) วัดไผ่ล้อม จ.อยุธยา 7.พระวิมลภาวนานุสิฐ วัดกลาง จ.สุพรรณบุรี 8.พระครูสุวัฒน์จริยาภรณ์ (หลวงพ่อประยงค์) วัดบางนมโค จ.อยุธยา 9.พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ จ.เชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2549 (ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 1) เวลา 16.39 น. 1.พระครูสุนทรขันติคุณ (หลวงปู่สาย) วัดดอนกระต่ายทอง จ.อ่างทอง 2.พระครูสุภัทรธรรมโสภณ (หลวงพ่อทรง) วัดศาลาดิน จ.อ่างทอง 3.พระครูสิริบุญเขต (หลวงพ่อมี) วัดม่วงดิน จ.อ่างทอง 4.พระครูศิริธรรมรัต (หลวงพ่อหล่ำ) วัดสามัคคีธรรม จ.กรุงเทพฯ 5.หลวงพ่อพล วัดวังยายหุ่น จ.สุพรรณบุรี 6.พระครูสมบูรณ์จริยธรรม (หลวงพ่อแม้น) วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา 7.พระอาจารย์มนัส วัดทุ่งจันดำ จ.จันทบุรี 8.พระครูปิยะนนทคุณ (หลวงปู่แย้ม) วัดตะเคียน จ.นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2549 (ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 1) เวลา 15.39 น. 1.พระครูสิริชยาภรณ์ (หลวงพ่อทวี) วัดอ้อมใหญ่ จ.นครปฐม 2.พระครูสุวัฒน์จริยาภรณ์ (หลวงพ่อประยงค์) วัดบางนมโค จ.อยุธยา 3.พระครูพิชิตธีรคุณ (หลวงปู่ธีร์) วัดจันทราวาส จ.บุรีรัมย์ 4.พระอาจารย์วิชา รติยุทโต วัดขอนทุเรียน จ.นครสวรรค์ 5.พระอาจารย์ชาญ สุมังคโล วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ จ.พิษณุโลก 6.พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมภิญโญ จ.เชียงใหม่ 7.พระสังฆรักษ์อวยพร วัดดอนยาหอม จ.นครปฐม 8.พระอาจารย์ชำนาญ วัดบางกุฏีทอง จ.นครปฐม 9.หลวงปู่ทิม วัดพระขาวประธานเททอง เวลา 15.39 น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251013_002750.jpg IMG_20251013_002832.jpg IMG_20251013_002716.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1760440188808.jpg 1760440064725.jpg 1760439926943.jpg 1760439923397.jpg 1760439933234.jpg


    หลวงปู่โต๊ะ ได้กล่าวชมกับหลวงพ่อย้อยอีกว่า “ท่านเก่งน้อ
    เสกพานแตก
    งานปลุกเสกเหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์โตวัดไก่จ้นปี ๒๕๒๓
    ได้ยินเสียงเหมือนระเบิดตึ้งดังสนั่นโบสถ์เหมือนเสียงปืน ทุกสายตามองที่พานแก้วที่วางหน้าหลวงพ่อย้อย สำหรับวางหญ้าคาเพื่อพรมน้ำมนต์ ระเบิดออกแล้วไปรวมกองที่เดียวกันแบบน่าอัศจรรย์ที่ระเบิดแล้วไม่กระจายออกไปที่ไหนเลยรวมตัวกันเป็นกองกระจุกที่เดียว ภาพและเสียงนั้นทำให้ทุกคนในโบสถ์อยู่ในอาการที่นิ่งด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจทุกคนทราบว่าต้องมีปาฏิหาริย์เกิดจากการปลุกเสกของหลวงพ่อย้อยแน่นอน
    ประวัติหลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน อ.เสาไห้ จ.สระบุรี
    พระอธิการย้อย
    ฉายา ปุญญมี
    ชื่อเดิม ย้อย นามสกุลชาติภูมิ
    เกิดวันที่ 1 กรกฎาคม 2435 ปีมะโรง ที่บ้านโรงเหล้า (บ้านอัมพวัน) หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เชื้อชาติไทย
    สัญชาติไทย บิดาชื่อ นายนิ่ม เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาพุทธ มารดาชื่อ นางแป๋ เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาพุทธ
    ก่อนบรรพชาอุปสมบท อยู่บ้านโรงเหล้า(บ้านอัมพวัน) หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
    การศึกษา
    การศึกษา ประถมปีที่ 4 พ.ศ.2452 ที่วัดวังแดงเหนือ
    บรรพชาที่วัดอัมพวัน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เมื่อ พ.ศ. 2452 อายุ 16 ปี เศษ มีพระครูสา วัดวังแดงเหนือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์
    อุปสมบท
    อุปสมบทที่วัดอัมพวัน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2456 อายุ 21 ปีมีพระครูสา วัดวังแดงเหนือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์
    มีพระใบฎีกาโป๋ วัดวังแดงเหนือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์มีพระใบฎีกานาค วัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ตำแหน่งตามพรบ.คณะสงฆ์
    ตำแหน่ง พระอธิการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อ พ.ศ.2461 อายุ 26 ปี
    มรณภาพ
    วันที่ 19 ธันวาคม 2525 รวมอายุ 90 ปี รวม 72 พรรษา

    สำหรับประวัติหลวงพ่อย้อย ปุญญมี นั้น เป็นที่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้เขียนที่สามารถจะเขียนได้อย่าง ละเอียดได้ เพราะว่าลูกศิษย์หลายท่านที่จะนำไปทำประวัติ
    รวมทั้งคุณไพบูลย์ ชมภูทัพ ผู้เขียนเรื่องของดีวัดอัมพวัน ในหนังสือพระธาตุเจติยานุสรณ์ ของวัดอัมพวัน ได้ไปสอบถามกับหลวงพ่อย้อยด้วยตัวเอง 2-3 ครั้ง
    ท่านเพียงแต่บอกว่าไม่ต้องเอาไปลงหรอก ทุกครั้งไป จึงเป็นเรื่องจนปัญญาที่จะหาประวัติอย่างละเอียดของท่านได้ เท่าที่ค้นหาได้จากทะเบียนพระภิกษุวัดอัมพวันตามรายละเอียดที่
    ปรากฎข้างต้นนี้ อาจารย์ผู้สั่งสอนเวทย์มนต์คาถา ตำราต่างๆ ให้แก่ท่านคือ หลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ ที่เป็นพระพระกรรมวาจาจารย์ ตอนที่ท่านอุปสมบทนั่นเอง
    หลวงพ่อย้อยเป็นพระภิกษุผู้ทรงศีล บริสุทธิ์ ที่เจริญด้วยเมตตาอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้พบท่านมาแล้วคงจะได้เคยเห็นว่าเวลาท่านฉันอาหารไม่ว่าเช้าหรือเพล
    แทบจะกล่าวได้ว่าทุกเวลาที่ท่านฉันจะมี สุนัขและแมวล้อมรอบตัวท่านและสำรับกับข้าวของท่านจำนวนมาก ท่านไม่เคยไล่ให้หนีออกไปเลย ท่านฉันอาหารไป ท่านก็ให้อาหารสุนัข
    แมวไปด้วยทุกครั้ง ยุงที่กัดท่านก็ไม่เคยที่กัดท่านไม่เคยถูกไล่หรือตี มีลูกศิษย์จะตีให้ก็ไม่ยอมให้ตีบอกแต่เพียงว่าเขาอิ่มแล้วเขาก็ไป คุณลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของท่านก็คือ
    ท่านไม่เคยขัดศรัทธาของผู้ที่ไปหาท่าน ต้องการให้ท่านทำ หรือช่วยอย่างไร ท่านทำให้ทุกอย่าง ท่านมีวิชาอาคมเวทย์มนต์คาถาแต่ใช้ในทางที่ถูกเท่านั้น ช่วยเหลือ,ป้องกันภัย
    ไม่ว่าจะลงกระหม่อม ทำน้ำมนต์อาบให้ หรือปลุกเสกเครื่องลางของขลังไว้ป้องกันตัวจากภัย อันตรายต่างๆ ที่ถูกผู้อื่นทำใส่ หรือที่เรียกว่า”คุณไสย” ท่านเป็นทำให้ทั้งนั้น
    ไม่เคยขัดคำขอร้องของผู้ไปหาเลย อีกประการหนึ่งท่านมีประสาทหูเสีย (หูหนวก) จึงมีสมาธิดีกว่าปกติ เพราะไม่สามารถฟังเสียงรบกวนจากบริเวณใกล้เคียง
    ของขลังของท่านจึงศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธานุภาพมาก แม้กระทั่งว่าท่านเจ้าคุณพระมหานายก วัดบวรนิเวศ ลูกศิษย์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
    สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน เล่าให้ฟังว่าท่านสมเด็จพระญาณสังวร ทรงมีและคาดตระกรุดหลวงพ่อย้อยที่เอวท่านประจำ ปรากฏการณ์ ผลศักดิ์ สิทธิ์และ
    อภินิหารเป็นที่เลื่องลือในบรรดาลูกศิษย์และคนทั่วไปที่ได้เคยมีประสบการณ์มาแล้ว
    เช่น 1.คุณศุกลรัตน์ ธนรัตน์ติกานนท์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ได้เล่าให้ฟังว่า ได้กำลังเดินข้ามถนน
    บังเอิญไปคนคนแก่กำลังข้ามจึงได้ อาสาช่วยจูงข้าม ระหว่างข้ามถนนนั้นมีรถตู้วิ่งมาอย่างเร็วเบรคอย่างแรงด้วยความตกใจ จนรถเกือบชนอีกไม่กี่นิ้วก็ถึงตัว
    ซึ่งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นั้นคิดว่ายังไงๆ 2 คนต้องถูกรถชนตายอย่างแน่นอน หลังจากเกิดเหตุคุณศุกลรัตน์ ธนรัตน์ติกานนท์
    ได้คุยกับคนขับได้ความว่าที่เบรคนั้น เห็นภาพพระแก่ๆ ข้ามถนนจึงเบรค ไม่ได้เห็นตนเองกับคนแก่ที่ได้จูงข้ามเลย ทั้งๆที่นั้นไม่ปรากฎพระรูปใดๆอยู่เลย
    แสดงความแปลกใจให้กับคุณศุกลรัตน์ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นึกขึ้นได้ว่าได้แขวนพระเหรียญหลวงพ่อย้อยรุ่น 2 ด้านหลังมีหลวงพ่อขาวไว้ในคอ เพียงองค์เดียว
    เจ้าตัวจึงศรัทธาในบารมีของหลวงพ่อว่า ท่านได้มาช่วยเราปลอดภัย ตั้งแต่นั้นมาพระองค์นี้ไม่เคยห่างกายเลย และยังเป็นที่เคารพศรัทธาตลอดมา
    2.ครั้งหนึ่งมีคุณป้าคนหนึ่งเดินทางไป ทัศนาจร นครเวียงจันทน์ และตอนกลับได้ซื้อของจากเวียงจันทน์ข้ามฝั่งมาไทยหลายสิ่งหลายอย่าง ปรากฎว่าในคณะที่ไปด้วยกันนั้นถูกด่านตรวจและยึดสิ่งของไปหมด ครั้นตรวจมาถึงคุณป้าคนนี้คนตรวจกลับถามว่าป้ามาจากไหน คุณป้าตอบว่ามาจากสระบุรี คนตรวจถามเพียงเท่านั้นแล้วก็เดินผ่านไป โดยไม่ได้ตรวจค้นสิ่งของและยึดของเหมือนคนก่อนๆ ปรากฎว่าเพราะคุณป้าคนนี้มีตระกรุดมหาจักรพรรตราธิราชติดตัวไปด้วย และมีเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เขากำลังตรวจคนอื่นอยู่นั้นคุณป้าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยยกมือจับที่ตระกรุดและนึกถึงหลวงพ่อย้อย พร้อมกับรำพึงขอให้หลวงพ่อย้อยช่วยให้แคล้วคลาดไปสักครั้งเถิด (มาจากเรื่องของดีวัดอัมพวัน ในหนังสือพระธาตุเจติยานุสรณ์ ของวัดอัมพวัน คุณไพบูลย์ ชมภูทัพ ผู้เขียน)
    3.อีกรายหนึ่งรถคว่ำ ทุกคนบนรถบาดเจ็บล้มตามกัน แต่ตัวเขาเองไม่ได้รับอันตรายใดๆเลย และมีมหาจักรพรรตราธิราชเพียงดอกเดียว หลังจากนั้นไม่กี่วันปรากฎว่าเขาผู้นี้ได้ไปหาหลวงพ่อย้อยที่วัด และขอสั่งจองมหาจักรพรรตราธิราชอีกถึง 10 ดอก(มาจากเรื่องของดีวัดอัมพวัน ในหนังสือพระธาตุเจติยานุสรณ์ ของวัดอัมพวัน คุณไพบูลย์ ชมภูทัพ ผู้เขียน)
    เคยมีผู้กล่าวว่า ใครมีของขลังของหลวงพ่อย้อยไว้กับตัวไม่ต้องกลัวภัย โดยเฉพาะตระกรุดมหาจักรพรรตราธิราชด้วยแล้ว มีคุณานุภาพมากมายแล้วแต่จะอธิฐานใช้เอา ย่อมเกิดผลให้ทันตาเห็น สมกับที่หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบเท่ากับแก้วสารพัดนึกนั่นเทียว แต่ทั้งนี้ต้องใช้ในทางที่ถูกที่ควร และสิ่งที่เป็นไปได้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงจันทร์ลอยเนื้อดินเผาหลวงพ่อย้อยวัดอัมพวันบรรจุกรุใต้ฐานพระประธาน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251014_175906.jpg IMG_20251014_175928.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1531238287_53552_.jpg 1760432305802.jpg
    หลวงปู่ชาญ อิณมุตฺโต (พระมงคลวรากร) แห่งวัดบางบ่อ เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังที่สืบทอดวิชาจากหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน, หลวงพ่อเหลือวัดสาวชะโงก, และหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2457 ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 สิริอายุ 104 ปี
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อชาญนั้น นานๆถึงจะมีการจัดสร้างสักครั้งหนึ่ง เช่น พระเหรียญและพระผง 80 ปี เหรียญนั่งเสือ เสือหล่อ เสือไม้แกะจากไม้งิ้วดำ ไม้พะยูง และไม้อื่นๆ เป็นต้น
    ประวัติหลวงพ่อ พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดบางบ่อ ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการเดิมชื่อ ชาญ รอดทอง เกิดวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2457 ที่ตำบลเกาะไร่ อำเภอบางโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบชั้น ป.5 จากโรงเรียนอภัยพิทยาคาร ( วัดแก้วพิจิตร) จังหวัดปราจีนบุรี กลับมาช่วยบิดามารดาทำนากระทั่งอายุครบบวชได้อุปสมบทที่วัดคลองสวน ตำบลเกาะไร่ อำเภอบ้านโพธิ์ที่เป็นบ้านเกิด และไปจำพรรษาที่วัดนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางบ่อ เมื่อ พ.ศ. 2510 และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. 2511 และได้เป็นเจ้าคณะอำเภอบางบ่อเมื่อ พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2541 ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางบ่อ ผลงานที่ได้ปฏิบัติตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดบางบ่อ กระทั่งถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2548 ส่วนใหญ่ คือ เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชพระเณรเป็นจำนวนมาก นับได้มากกว่า 5,000 รูป เนื่องจากท่านเป็นผู้มีคุณธรรมและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย มีอัธยาศัยดีต่อทุกคนเสมอเหมือนกัน จึงเป็นที่นับถือ และเลื่อมใสศรัทธาแก่ประชาชนทั่วไปจะเห็นได้จากการบวชพระตามวัดต่างๆ ถึงแม้ว่าวัดนั้นจะมีพระอุปัชฌาย์อยู่แล้วผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาต่อท่านยัง ได้นิมนต์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ นอกจากนั้นยังได้ปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เช่นการพัฒนาวัด อุดหนุนให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนรับกิจนิมนต์โดยไม่ปฏิเสธหากมี เวลา ปี พ.ศ. 2548 พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ มีอายุครบ 91 ปี 72 พรรษา เป็นพระครูชั้นพิเศษ ปัจจุบันท่านมีอายุ (3 เม.ย. 2553) 96 ปี 77 พรรษาไ ดัรับพระราชทาน ดำรงตำแหน่งท่านเจ้าคุณพระมงคลวรากร ใน วันที่ 5ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมามีอาวุโสสูงสุด ยังมีสุขภาพแข็งแรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นปกติ เป็นที่นับถือของศิษยานุศิษย์ ทั้งในอำเภอบางบ่อ และใกล้เคียง
    ที่มาของข้อมูล สวัสดี สวัสดีบางบ่อ
    พระปฏิบัติดี วิชาดีรูปต่อไปนี้คือ หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ อ.บางบ่อ สมุทรปราการ อายุ 92 ปี (ปัจจุบันอายุ 95 ปี) เป็นศิษย์ หลวงพ่อไผ่ วัดบางบ่อซึ่งเป็นศิษย์ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน อีกที ท่านจึงรับวิชามาจากอาจารย์รุ่นต่อรุ่นเต็มที่ นอกจากนั้น หลวงพ่อชาญ ยังเรียน กัมมัฏฐาน 40 กอง จาก หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา กัมมัฏฐาน เป็นวีธีฝึกจิตให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็เกิดปัญญา และมองได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง มี เกิด แก่เจ็บ ตาย สรุปคือ ไม่มีอะไรเลย เพื่อให้ ปลง และหลุดพ้น การเรียนกัมมัฏฐาน แบ่งเป็นหลายวิธี เช่น อสุภกัมมัฏฐาน(นั่งพิจารณาซากศพให้ได้คิดว่าก่อนนี้คือร่างกายที่เคยสวยงาม แต่ตายแล้วก็เหม็นเน่า) นอกนั้นยังมี กสิณ10, อนุสติ 10 ซึ่งล้วนเป็น อุบายพื้นฐาน ทำให้ จิตสงบ นำไปสู่นิพพาน กัมมัฏฐาน 40 กอง เป็นพระปรีชาของพระพุทธเจ้าที่ทรงทราบกิเลสของพระสาวกว่าไม่เหมือนกัน บางรูปอยากแสดงฤิทธิ์ บางรูปอยากอยู่เงียบๆจึงมีวีธีให้เลือกตามอัธยาศัย แต่สุดท่ายก็ มุ่งพระนิพพานเหมือนกัน หลวงพ่อชาญ ยังเรียน วิชาธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ จาก หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ซึ่งสามารถแสดงฤทธิ์ เรียกน้ำ-ห้ามไฟได้ นายนๆครั้งหลวงพ่อชาญจะสร้างวัตถุมงคลที่ดังคือ เสือแกะจากไม้พญางิ้วดำ เพราะมีประสบการณ์ที่ปืนยิงไม่เข้า แต่ท่านสร้างวัตถุมงคลไว้น้อยและไม่เป็นวาระทุกวันนี้จึงหายาก ใครไปก็กราบขอพรท่านถือว่าสูงสุดแล้ว อย่าไปรบกวนท่านให้เหนื่อยสร้างโน่นสร้างนี่อีกเลย อายุตั้ง 92 แล้ว(ปัจจุบันอายุ 95 ปี)
    ที่มาของข้อมูล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2549 :สนามพระวิภาวดี ,กราบ 9 พระดีเป็นศิริมงคล สีกาอ่าง .
    จากใจผู้เขียน
    หลวงพ่อชาญ อิณมุตฺโต พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ พระมงคลวรากร หรือ หลวงพ่อใหม่ คืออริยะบุคลคนเดียวกันที่เรารู้จักกันในนาม หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อท่านเป็นลูกศิษย์สายหลวงพ่อปาน วัดคลองด่านโดยแท้ เริ่มจากหลวงพ่อไผ่ท่านได้เรียนวิชากับหลวงพ่อปาน จากนั้น หลวงพ่อชาญก็เรียนวิชาจากหลวงพ่อไผ่ และยังเป็นศิษย์ หลวงพ่อเหลือวัดสาวชะโงก เป็นศิษย์ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา เป็นศิษย์ หลวงพ่อดิ่งวัดบางวัว การสร้างวัตถุมงคลของท่านนานๆท่านจะสร้างเป็นวาระสักครั้งหนึ่ง เช่นพระเหรียญและพระผง 80 ปี เหรียญนั่งเสือ เสือหล่อ เสือไม้แกะและ อื่นๆเป็นต้น แต่โดยส่วนมากญาติโยมจะมาขอสร้างท่านก็เมตตาอนุญาตให้จัดสร้าง หลวงพ่อชาญท่านเกิดในสมัย ร.6 ซึ่งในปัจจุบัน(3เม.ย. 2553) หลวงพ่อมีอายุครบ 96 ปี 77 พรรษาสุขภาพท่านยังแข็งแรง ยังรับกิจนิมนต์อยู่และยังเดินทางไปพุทธาภิเศกในวาระต่างๆอยู่เป็นนิจ หลวงพ่อจะนั่งรับญาติโยมตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวันกว่าๆแล้วท่านจะจำวัดและ จะรับญาติโยมอีกครั้งประมาณบ่ายสามโมงครึ่งเป้นต้นไปจนถึงเย็น
    หลายท่านที่เคยเคยเข้ากราบนมัสการหลวงพ่อจะสังเกตุว่าหลวงพ่อชาญท่านสักยันต์ที่ต่างๆของร่างกาย
    หลวงพ่อเมตตาเล่าให้ฟังว่าเหตุที่สักยันต์เพราะสัก”กันงู “เนื่อง จากพื้นที่บางบ่อและพื้นที่ใกล้เคียงในสมัยก่อนนั้นเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ประกอบกับมีเจดีย์เก่าเป็นจำนวนมากทำให้มีงูอาศัยอยู่อย่างชุกชุม หลวงพ่อได้สักยันต์กันงูกับหมอเที่ยง ซึ่งเป็นฆารวาสเป็นบุคคลที่มีวิชาอาคมหรือมี่เรียกกันว่า หมองูเที่ยง
    หมองูเที่ยงเป็นคนบางบ่อมีอาชีพจับงูขายแขนทั้งสองข้างของหมองูเที่ยงจะสัก ยันต์กันงู แกจะนอนตามวัดหรือนอนในเรือ(ปัจจุบันหมอเที่ยงได้เสียชีวิตไปแล้ว และมีลูกคนหนึ่งที่บางบ่อ) แกจะร่องเรือมานอนที่วัดบางบ่อมีพระเณรรวมทั้งคนทั่วไปมาขอสักยันต์กันงูกับ หมอเที่ยง หนึ่งในนั้น มีหลวงพ่อชาญ(ตอนนั้นหลวงพ่อท่านย้ายมาวัดบางบ่อแล้ว)มาสักต์กันงูด้วย หมอเที่ยงแกเคยโดนงูกัดที่มือจนมือหงิกงอแต่แกก็ไม่ได้รับอันตารยถึงชีวิต ในสมัยก่อนหมอเที่ยงแกใช้เรือแบบที่เปิดท้องเรือได้(ไม่แน่ใจว่าเรียกชือ เรือว่าอะไร) พอแกจับงูเห่าได้แกจะขังรวมกันไว้ใต้ท้องเรือวันดีคืนดีหมอเที่ยงจะเอางูที่ขังไว้เป็นจำนวนมากออกมาโยนลงน้ำ เพื่อให้งู(อาบ)เล่นน้ำ แล้วจับใส่เรือเหมือนเดิม
    ต่อจากนั้นหมอเที่ยงจะเอางูไปขายที่ “เสาวภา” ทราบมาว่าในสมัยนั้นจะนำงูไปรีดพิษ เพื่อทำเซรุ่ม หลวงพ่อเล่าต่อให้ฟังว่า หมอเที่ยงเดิมคือ “เสือเที่ยง”เป็นสหายเดียวกับ เสือไท เสือหา เคยออกปล้นแต่ไม่เตยฆ่าใคร ไม่ทราบปั้นปลายชีวิตของหมอเที่ยงที่แน่นนอน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญเสมา๘๐ ปีหลวงปู่ชาญวัดบางบ่อ
    .ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251014_161134.jpg IMG_20251014_161157.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1760449695653.jpg 1759824524231.jpg 1759824562235.jpg 1759824559725.jpg


    พระปิดตาพิมพ์ดอกพิกุลบัวแปดกลีบ หลวงปู่ทองดำ
    วัดถ้ำตะเพียนทอง จัดสร้าง พ.ศ.2522
    พิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดเวฬุราชิน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2522 โดย สุดยอดเกจิแห่งยุค กว่า 30 องค์ อาทิ

    1.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    2.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยา
    3.หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวก
    4.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์
    5.หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม
    6.หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู
    7.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    8.หวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
    9.หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง
    9.หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง ฯลฯ
    ........หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง พระเถราจารย์แห่งทุ่งทานตะวัน พระ ปิดตารุ่นแรก ปางปาฏิหาริย์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปลุกเสก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2522
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ..............
    หลวงพ่อทองดำ ท่านมีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งภาคกลางและเมืองไทย
    หลวงพ่อทองดำ บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น ปัจจุบัน สิริอายุ 87 พรรษา 65
    ท่านมีนามเดิมว่า ทองดำ ปุยอบ เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2477 ที่บ้านปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายศิลาและนางนวล ปุยอบ มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
    ช่วงวัยเยาว์ ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดบ้านปราสาท เรียนจบชั้นประถมที่ 4 หลังจากนั้นออกมาช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หาปลาในช่วงฤดูฝน ช่วงหน้าแล้งบางคราวก็ไปรับจ้างทำงานยังต่างถิ่น
    ครั้นมีอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระครูวิรุฬหธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เง้า เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    หลังอุปสมบท ได้ศึกษาในพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโท ก่อนหันไปศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์เหนือ
    ในช่วงแรก หลวงพ่อมุมไม่ค่อยสอนวิชาอาคมให้นัก เพราะต้องการดูอุปนิสัยศิษย์ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนหลังหลวงพ่อมุมก็เมตตาสอนให้ และอยู่ศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่านเป็นเวลาแรมปี
    ต่อมา ท่านได้ไปเรียนวิชากับพระอาจารย์ทองสุข วัดบ้านเพชร ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าวิทยาคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นพระอาจารย์สักยันต์ที่เลื่องลือยิ่งรูปหนึ่ง นอกจากนี้ พระอาจารย์ทองสุขได้มอบตำราไว้ให้ และยังสอนด้านการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกด้วย
    ท่านได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปราสาทจันโง ปกครองอยู่เกือบ 12 ปี หลังจากพัฒนาสร้างวัดจนสำเร็จมั่นคงดีแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ไป จ.อุบลราชธานี และได้ไปพบกับพระอาจารย์โฮม พระอาจารย์ปฏิบัติรูปหนึ่งที่เก่งมาก ท่านฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับพระอาจารย์โฮมที่บนเขา ท่านสอนให้เดินจงกรม นั่งปฏิบัติภาวนาและสวดมนต์ต่างๆ
    ท่านได้อยู่เป็นเวลา 1 พรรษา ก่อนลากลับ พระอาจารย์โฮม ได้มอบตำราพระธรรมเก้าโกฏิ ตำรานี้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ท่านได้นำมาอ่านท่องจนจำขึ้นใจได้ทุกหน้า
    หลวงพ่อทองดำได้เดินธุดงค์จาก จ.อุบลราชธานี มาแถบอีสานผ่านหลายจังหวัด ตัดผ่านมาถึงนครราชสีมา ครั้งหนึ่ง ต้องเดินทางผ่านดงพญาเย็น แต่เดิมมีชื่อว่าดงพญาไฟ สถานที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ทั้งมีเสือโจรผู้ร้ายชุกชุมคอยดักจี้ปล้นเอาทรัพย์ ผีสางนางไม้ก็ดุร้าย ทั้งไข้ป่าก็ชุกชุมด้วยเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่ราบลุ่มและภูเขาใหญ่น้อย แต่ท่านสามารถผ่านไปได้โดยสวัสดิภาพ กระทั่งมาถึง จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง แต่แรกก็ไม่มีชาวบ้านให้ความสนใจ ท่านก็ปฏิบัติภาวนาของท่านตามปกติ
    อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวาย รวมทั้งมีชาวบ้านคนหนึ่ง ฐานะยากจน มาคอยอุปัฏฐากดูแลความเป็นอยู่ของท่านต่างๆ นานา หลวงพ่อทองดำ ได้เป่าลงกระหม่อมและมอบตะกรุดโทนไปดอกหนึ่ง ปรากฏว่าชาวบ้านคนดังกล่าวประสบเหตุถูกคนทำร้าย แต่ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่านกันหลายคน เพื่อขอตะกรุด
    พ.ศ.2512 เครือญาติของนางพิสมัย แซ่บาง เห็นวัตรปฏิบัติของท่านเมื่อครั้งที่ยังอยู่บริเวณหน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง จ.ลพบุรี เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์หลวงพ่อทองดำให้มาอยู่ ด้วยสถานที่ดังกล่าวมีความเงียบสงบเหมาะสำหรับการเจริญภาวนากัมมัฏฐานอย่างยิ่ง
    เมื่อท่านเดินทางไปอยู่บริเวณดังกล่าว คณะชาวบ้านและเครือญาติของนางพิสมัย ก็ปลูกที่พักให้หลังหนึ่งเล็กๆ ที่หน้าถ้ำตะเพียนทอง ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่ามีถ้ำ รู้แต่ว่ามีทรัพย์สมบัติและผีดุ เมื่อท่านมาอยู่แล้ว ท่านกับชาวบ้านก็ช่วยกันถากถางต้นไม้และมีพระติดตามท่านมาอีกรูปหนึ่ง คืนหนึ่ง หลวงพ่อทองดำ เกิดนิมิตฝันไปว่าในบริเวณแห่งนี้มีทรัพย์สมบัติและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำ ขณะกำลังเจริญภาวนาเดินจงกรมนั้นก็มีวิญญาณร้ายมารบกวนไม่เคยขาด ท่านจึงปรารภต่อวิญญาณนั้นว่า "อาตมามาที่นี่เพื่อสร้างวัดไม่ได้มาเอาทรัพย์สมบัติแต่ประการใดๆ" วิญญาณร้ายจึงยอมหนีไป
    ครั้นเมื่อก่อสร้างเสนาสนะในวัดได้ระยะหนึ่ง มีชาวบ้านมาขอวัตถุมงคลกับท่าน หลวงพ่อก็มีแต่ตะกรุดโทนให้ไป ต่อมา ท่านได้ลงหมึกสักยันต์ให้ชาวบ้าน และผู้คนที่ดั้นด้นกันมาจากที่ไกล
    ในจำนวนคนเหล่านั้น หลายคนเป็นโจรเสือร้ายที่มีหมายจับของทางราชการหลายคน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีในสมัยนั้น ต้องมากราบขอร้องให้หลวงพ่องดการลงหมึกสักยันต์ ด้วยมีหลายคนเป็นโจรปล้นฆ่า ยากแก่การปราบปราม ซึ่งท่านไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นคนร้ายมีหมายจับของทางราชการ
    นับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านงดสักยันต์โดยเด็ดขาด
    ต่อมา ท่านได้จัดทำเสื้อยันต์และผ้ายันต์มอบให้ทหารที่ไปรบตามชายแดน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกทหารเหล่านั้นได้พากันมากราบหลวงพ่อทองดำ บอกว่ารอดพ้นปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามด้วยเสื้อยันต์ของหลวงพ่อ
    ช่วงปี พ.ศ.2520-2524 หลวงพ่อทองดำรับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องในกรุงเทพฯ หลายครั้งด้วยกัน หลังจากนั้น ได้หยุดไปนานจนถึงปี พ.ศ.2545 ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหารายได้ก่อสร้างอุโบสถ กุฏิ และเสนาสนะต่างๆ
    พระเครื่องรุ่นปี พ.ศ.2545 ที่ท่านสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ คือ รุ่นมหาอำนาจ มหาเมตตา มหานิยม รุ่น 2 เรียกว่า รุ่นยอดขุนพลไตรมาส 45 รุ่น 3 คือ ขุนแผนจ้าวทรัพย์-จ้าวเสน่ห์ และอื่นๆ อีกหลายรุ่น และ พระ 9 หน้ามหาเศรษฐี รุ่นโคตรเศรษฐีนวโกฏิ
    กล่าวได้ว่าชื่อเสียงเกียรติคุณความเป็นสุดยอดพระเกจิอาคมขลังของหลวงพ่อทองดำ แห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง เป็นที่เลื่องลือมานาน ร่ำลือถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของท่าน ที่มีพุทธคุณรอบด้าน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับหนังสือพิมพ์คำภีร์นิวส์
    เหรียญพระปิดตาดอกพิกุลบัวแปดเหลี่ยม
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251014_190603.jpg IMG_20251014_190647.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    Untitled77.jpg get_auc3_img (33).jpeg

    พระสมเด็จอุณาโลม ทรงจิตรลดา ปี ๒๕๑๙
    พระสมเด็จอุณาโลม ได้ถอดแบบมาจากพระสมเด็จจิตรลดา ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิอยู่บนอาสนะบัวสองชั้นในทรงกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่วคล้ายพระสมเด็จจิตรลดาแต่เพิ่มรายละเอียดในองค์พระปฏิมากรให้ชัดเจนขึ้นและเพิ่มยันต์อุณาโลมที่ด้านหลังองค์พระ พร้อมกับมีอักขระจารึกว่าเอตังสะติง พะมะนะอะกะสะนะทะอะ สะ อะเป็น 3 บรรทัด อักษรจมลงไปในเนื้อพระ ด้านหลัง
    ขนาดพระมีสองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ สูง 3 ซม. กว้าง 2 ซม. หนา 0.5 ซม. ส่วนพิมพ์เล็กสูง 2.5 ซม. กว้าง 1.7 ซม. หนา 0.4 ซม. พระเครื่องพิมพ์นี้เป็นพระเครื่องเนื้อผงพุทธคุณ สีแบบอิฐเผา จำนวนสร้าง 100,000 องค์.
    พิธีพุทธภิเษก
    เมื่อสร้างเสร็จเป็นองค์พระแล้ว ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกขึ้นอีก 7 วัน ณ พระอุโบสถคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหารฯ เมื่อวันที่ 5-11 ก.ค. 2519
    รายนามพระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสกและเจริญพุทธมนต์พระสมเด็จพระอุณาโลมทรงจิตลดา - นางพญา สก. 2519
    1. วันจันทร์ 5 ก.ค. 2519 เวลา 17.00 น.
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรฯ
    2. พระสังวรวิมลเถระ(หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    3. หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
    4. หลวงพ่อเมตตาหลวง วัดเทพพิทักษ์ฯ นครราชสีมา
    5. พระเทพวราลังการ(หลวงปู่ศรีจันทร์) วัดศรีสุทธาวาส จ.เลย
    6. พระสุทธิสารโสภณ วัดศรีโพแท่น จ.เลย
    7. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี
    พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ เจริญพุทธมนต์ ๑๐รูป
    1. สมเด็จพระวันรัต วัดสังเวชวิศยาราม
    2. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา
    3. สมเด็จพระพุทธิวงศมุนี วัดเบญจมบพิธ
    4. พระพรหมคุณากรณ์ วัดสระเกศ
    5. พระธรรมวราลังการ วัดบุปผาราม
    6. พระธรรมวิสุทธาจารย์ วัดพิชัยญาติการาม
    7. พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดปากน้ำ
    8. พระราชสารมุนี วัดเขมาภิรตาราม
    9. พระปริยัติเมธี วัดมกุฎกษัตริย์
    10. พระอุดมศีลคุณ วัดบุรณศิริมาตยาราม
    2. วันอังคาร 6 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    2. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี
    3. พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดอภัยดำรงธรรม สกลนคร
    4. หลวงพ่ออ่อนสี วัดพระงาม หนองคาย
    5. หลวงพ่อมา วัดวิเวกอาศรม ร้อยเอ็ด
    6. พระโพธิสังวรเถร (หลวงพ่อฑูรย์) วัดโพธินิมิต ธนบุรี
    7. พ่อหลวงเปลื้อง ปญญานโต วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง
    3. วันพุธ 7 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    2. พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดอภัยดำรงธรรม สกลนคร
    3. พ่อหลวงเปลื้อง ปญญานโต วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง
    4. หลวงพ่ออ่อนสี วัดพระงาม หนองคาย
    5. หลวงพ่ออ่อน วัดประชานิยม กาฬสินธุ์
    6. หลวงปู่สี มหาวีโร วัดประชาคมฯ ร้อยเอ็ด
    7. หลวงพ่อชา วัดศรีแก่งคร้อ ชัยภูมิ
    8. หลวงพ่อชม วัดป่าบ้านบัวค่อม อุดรธานี
    9. หลวงพ่อบุญมา วัดอุดมคงคาคีรีเขต
    10. หลวงพ่อมา วัดวิเวกฯ ร้อยเอ็ด
    4. วันพฤหัสบดี 8 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    2. พ่อหลวงเปลื้อง ปญญานโต วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง
    3. หลวงปู่สี มหาวีโร วัดประชาคมฯ ร้อยเอ็ด
    4. หลวงพ่อบุญมา วัดอุดมคงคาคีรีเขต
    5. พระอาจารย์สาม วัดป่าไตรวิเวก สุรินทร์
    6. หลวงพ่อจ้อย วัดสุวรรณประดิษฐ์ สุราษฎร์ธานี
    7. หลวงพ่อบุญรักษ์ วัดคงคาวดี สิชล นครศรีธรรมราช
    8. หลวงพ่อเหรียญ วัดป่าอรัญญบรรพต หนองคาย
    9. พระอาจารย์บัวพา วัดป่าพระสถิต หนองคาย
    5. วันศุกร์ 9 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    2. พ่อหลวงเปลื้อง ปญญานโต วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง
    3. หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน นครราชสีมา
    4. หลวงพ่อโชติ วัดภูเขาแก้ว อุบลฯ
    5. หลวงพ่อพั่ว วัดบ้านนาเจริญ อุบลฯ
    6. พระอาจารย์สมชาย วัดเขาสุกิม จันทบุรี
    7. หลวงพ่อจันทร์(อายุ ๑๐๒ปี) วัดนามะตูม ชลบุรี
    6. วันเสาร์ 10 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    1. สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรฯ
    2. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    3. หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม
    4. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
    5. หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี
    6. หลวงพ่อสนิท วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    7. หลวงพ่อซ้วน วัดลาดใต้ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
    7. วันอาทิตย์ 11 ก.ค. 2519
    พระเกจิคณาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก
    ตอนกลางวัน (เวลา 13.00 - 1600 น.) หลวงปู่ธูป วัดสุทรธรรมทาน(วัดแค) กทม. นั่งปรกบริกรรมภาวนาเดี่ยว 4 ชั่วโมงเต็ม
    ตอนค่ำ 1. สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรฯ
    2. พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
    3. หลวงพ่อซ้วน วัดลาดใต้ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
    4. พระอาจารย์ผ่อง วัดสามปลื้ม กทม.
    5. หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาฯ ธนบุรี
    6. หลวงพ่อสา วัดราชนัดดา กทม.
    7. พระครูสงัด วัดพระเชตุพนฯ กท
    ในวันที่ 12 ก.ค. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเจิมและสุหร่าย สมเด็จนางพญา ส.ก.และพระสมเด็จอุณาโลม ในเวลา 16.00 น. ณ พระอุโบสถคณะรังษี วัดบวรฯ
    รายนามพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา ๑๐ รูป
    1. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผติการาม
    2. พระสาสนโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส
    3. พระพุทธพจน์วราภรณ์ วัดราชบพิธ
    4. พระญาณวโรดม วัดบวรราชนิเวศ
    5. พระธรรมปาโมกข์ วัดราชประดิษฐ์
    6. พระธรรมเสนานี วัดพระเชตุพนฯ
    7. พระธรรมวราภรณ์ วัดนรนาทสุนทริการาม
    8. พระเทพวราภรณ์ วัดบุรณศิริมาตยาราม
    9. พระเทพปัญญากวี วัดราชาธิวาส
    10 พระเทพกวี วัดบวรฯ
    พระสมเด็จทรงจิตรลดา และ พระนางพญา ส.ก. นั้น เป็นพระที่มีเนื้อหามวลสารดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่คณะบุคคลจะพึงทำได้ โดยมีมวลสารหลักคือกระเบื้องพระอุโบสถของทั้งสองหลังและยังแสวงหาผงพุทธคุณต่าง ๆ จากพระเถราจารย์ทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งพระสายกรรมฐานและพระสายวิชา ว่าน-ยา ที่รวมแล้วมีกว่าพันชนิดมิใช่ 108 ดังที่นิยมทั่วไป แร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศจากสถานที่ต่าง ๆ ทุกมุมเมืองเกือบสองร้อยรายการ เส้นเกศาของพระสุปฏิปันโนซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของพุทธศาสนิกชน องค์หลักก็คือ เส้นพระเกศาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ย้อนยุคขึ้นไปหลายพระองค์ เส้นเกศาของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ เป็นต้น
    แม้ผงอิทธิเจอันลือลั่นว่าขลังนักของพระเดชพระคุณพระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินทวัณโณ) วัดประดู่ฉิมพลี บางกอกใหญ่ ธนบุรี ท่านก็เมตตามอบให้มาผสมเนื้อตั้งชามใหญ่ และยังมีผงวิเศษต่าง ๆ ที่ไม่สามารถกล่าวได้หมด แต่เป็นมวลสารที่ไม่อาจหาได้ในพิธีกรรมไหน ๆ อีกแล้วโดยง่าย เช่น ผงฉัตรจากพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ ผงหินน้ำมันจากใต้ทะเลลึก 10,000 ฟุต ผงแร่ไมก้าและข้าวตอกฤาษีที่อ่างกา ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ผงธนบัตรมูลค่า 2,000 ล้านบาท ผงดินใจกลางเมืองหงสาวดี ผงหินจากบรมเจดีย์บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย ผงพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แท้ ๆ ผงจากสัตตัปปดลมหามงคลเศวตฉัตร ซึ่งลอยอยู่เหนือองค์พระพุทธชินสีห์ ที่สำคัญคือ ผงพระราชทานหลากชนิดจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผงจิตรลดาอันลือลั่น
    ผงที่กล่าวมาก็เป็นแค่ 1 ใน 100 ของผงทั้งหมด ไม่สามารถหยิบยกมาเล่าให้ฟังได้หมด เพราะเนื้อที่จำกัดจริง ๆ จำได้ว่าคุณเนาว์ นรญาณ เคยนำประวัติพระทั้งสองพิมพ์นี้เขียนลงในศักดิ์สิทธิ์เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งผู้เขียนอยากได้พระเครื่องของหลวงปู่โต๊ะ แต่ปัจจัยน้อย ต้องรุ่นนี้เลย เสกพิธีแรก 7 วัน 7 คืน หลวงปู่โต๊ะมาทุกวันเสกเต็มที่ทุกวัน เห็นว่าท่านเมตตานั่งปรกให้วันละประมาณ 4 ชั่วโมง 4 ชม. ดังว่านั้นท่านนั่งรวดเดียว
    ใครเคารพครูบาอาจารย์รูปใดองค์ใด โดยเฉพาะสายกัมมัฏฐาน รุ่นนี้เก็บพลังจากท่านไว้มากโขทีเดียว ทั้งพระป่าพระเมือง พระวิปัสสนาและพระวิชา ร่วมกันอธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องสองพิมพ์นี้ไว้อย่างเต็มเหนี่ยว
    พระ 25 ศตวรรษ ก็ดีเลิศ แต่ถ้าดูประวัติให้ดีจะมีพระที่อัฐิเป็นพระธาตุมาร่วมพิธีน้อยมาก เป็นพระวิชาเสียเยอะ ใครชื่นชอบพระสงฆ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ เดินตามรอยบาทพระพุทธเจ้าโดยแท้จริง ควรหาพระเครื่องรุ่นนี้มาบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล
    ด้วยรายละเอียดดังกล่าวมานี้ จึงเชื่อได้แน่ว่า "พระสมเด็จพระอุณาโลมทรงจิตรลดา" และ "พระสมเด็จนางพญา สก."อันเป็นที่พระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ, พระราชปรารภ, พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง, ทรงพระสุหร่าย, ทรงจุณเจิมด้วยพระองค์เองโดยตรง ตั้งแต่เบื้องต้นจนจบตลอดสายดุจนี้ จะเป็น "พระเครื่องแห่งกษัตริย์" ที่ทรงไว้ซึ่ง "พระราชบารมี" และ "พระบรมเดชานุภาพ" แห่งพระบรมมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสุดอย่างล้นพ้น แท้จริง และ "ของจริง" อย่างหาที่สุดมิได้
    และยิ่งการสร้างพระสมเด็จพระอุณาโลมฯและพระสมเด็จนางพญาสก.ในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร สมัยที่ยังเป็นที่สมเด็จพระญาณ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 850 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251014_170957.jpg IMG_20251014_171028.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1760551775292.jpg

    หนึ่งในเกจิ ๑๖ รูปในพิธีจตุรพิธพรชัยที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง
    หลวงปู่ดู่_วัดสะแก ยกย่องท่านว่าเป็นพระอรหันต์ ในวันที่หลวงพ่อไวทย์ ท่านมรณะภาพไปแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านยังกล่าวให้ศิษย์ไปเอาน้ำที่รดน้ำศพสังขารองค์ท่าน มาอาบกิน เพื่อความเป็นสิริมงคล
    หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย บอกหลวงพ่อไวย์เสกของได้ขลังที่สุด
    ________________
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส "สมภาร 3 วัด "
    -วัดบางซ้ายใน,
    - วัดสุทธาโภชน์ ,
    - วัดบรมวงศ์อิศรวราราม จ.อยุธยา
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านเป็นพระที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่เคยดุ ไม่เคยด่า ใจดี เป็นพระที่สมถะเป็นอย่างมาก ขนาดท่านเป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด แต่กุฏิของท่านก็ยังคงเป็นเพียงกุฎิเล็ก ๆ เล็กขนาดที่ว่า คนที่สูง ๆ ยืนนี่หัวชนเพดาน หลวงพ่อไวทย์ เป็นพระเกจิมากครู มากอาจาย์
    วิชาดูดวง วิชาผูกดวงชะตา เป็นหนึ่งในวิชาที่ท่านชำนาญ สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ ฯลฯ ท่านได้ สอนวิชาเหล่านี้ให้กับ หลวงพ่อไวทย์
    นอกจากวัตถุมงคลของท่านแล้ว ของดีอีกอย่างก็คือ "ยาไวทย์ประสิทธิ์" แต่ชาวบ้านจะเรียกว่า "ยาลมหลวงพ่อไวทย์"คล้ายยา วาสนาจินดามณี ของสายวัดกลางบางแก้ว นครปฐม ยาไวทย์ประสิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนดั่ง ยาจินดามณี ฉบับจังหวัดอยุธยา (วัตถุมงคลเนื้อผงของท่าน ก็มียานี้ผสมอยู่)
    หลวงพ่อไวทย์ได้ตำรายาดีมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดสระเกศ เป็นพระอาจารย์เรืองวิทยาคมสูงล้ำ และมีความเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนโบราณอย่างลึกซึ้ง พำนักอยู่คณะ 11 เช่นกัน ท่านไม่ค่อยชอบแสดงตัว จึงไม่มีใครค่อยรู้จักชื่อเสียงของท่านแต่อย่างใด หลวงพ่อชื่น มีความเมตตาต่อหลวงพ่อไวทย์มากถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้โดยไม่ปิดบัง
    ตำรายาจินดามณี ยาวาสนา น่าจะมาจากแหล่งวิชาเดียวกัน หลวงพ่อทองอยู่ วัดท่าเสา กระทุ่มแบน สมุทรสาคร เรียนวิชาจากพระอาจารย์ของท่าน ที่เป็นน้องชายหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เลยได้วิชายาวาสนา
    หลวงพ่อไวทย์ อินทวังโส ท่านเป็นสหายกับ หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย, หลวงพ่อวาสน์ วัดบ้านแพน หลวงพ่อปี วัดกระโดงทอง และหลวงพ่อกุหลาบ วัดรางจระเข้
    หลวงพ่อไวทย์ ท่านอยู่มาหลายวัด ท่านนอกจากเป็นพระเกจิ ก็ยังเป็นพระนักพัฒนา ไปอยู่วัดไหนก็จะไปสร้างพระพุทธรูป ไปพัฒนาวัดนั้น จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านแถบละแวกวัดนั้นๆ ที่ไปอยู่ อาทิ อยู่วัดสุธาโภชน์ (เสนา) ก็ไปสร้างวัด สร้างโรงเรียน ครั้งหนึ่งก็ไปอยู่ วัดบางซ้ายใน สร้างวัดจนเจริญ ชาวบ้านในแถบนั้นรักและนับถือท่านมาก
    สุดท้ายบั้นปลายของท่านก็ได้มาอยู่ วัดบรมวงศ์ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะ จังหวัดอยุธยา แต่ท่านก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ ไม่ถือตัว ใจดียิ้มแย้มกับทุกคน
    ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม หลวงพ่อไวยท์ ว่า พระหรือวัตถุมงคลใดดีทีสุด หลวงปู่ท่านนิ่ง แต่แม่ชีอุปฐาก(ใครทันกราบท่าน น่าจะรู้จักแม่ชี รูปนี้ดี) บอกว่าให้หา เหรียญรุ่นแรกที่แตกๆ ไว้ เพราะหลวงปู่ท่าน เสก แรงไปหน่อย โบสถ์ลั่น กล่องใส่แตก และเหรียญบางเหรียญ ร้าวเลย ให้หาเหรียญนั้นไว้นะ
    หลวงปู่ ท่านก็ยิ้มๆ แล้วพูดเชิงเย้าแหย่ จริงไม่จริงไม่รู้ บอกว่า อืม เสกแรงไปหน่อย เป็นรุ่นแรก กลัวไม่ขลัง แล้วท่านก็ยิ้ม ๆ ตามประสาของท่าน (ใครไปกราบท่าน ไม่เคยมีใครเห็นท่านทำหน้าบึ้งใส่เลย ท่านจะยิ้ม ตลอดเวลา)
    เคยมีผู้ถาม หลวงพ่อไวทย์ว่า พระอยุธยาสมัยก่อนใครเก่ง ท่านบอกเก่งหลายองค์หลวงพ่อปาน หลวงปู่กลั่น หลวงพ่อขัน ฯลฯ แต่ที่เรียนสมาธิ กรรมฐาน อยู่กับท่านนานสุด ก็หลวงพ่อจง หลวงพ่อจง ท่านเสกตะกรุดเล็กๆ ลอยน้ำ วิ่งวนรอบขัน ท่านยังให้ไว้ดอกหนึ่งเลย หลวงปุ่ไวทย์ท่านเหน็บตะกรุดหลวงพ่อจง ไว้จนมรณภาพ
    ในตอนที่หลวงพ่อไวทย์ ไปขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อจง ท่านเคยถูก หลวงพ่อจง ตำหนิ ตอนไปขอเรียนวิชาจากท่าน ท่านว่าคุณอยู่กับพระทองคำมาตั้งนาน แต่ไม่ขอเรียนอะไรมาจากท่านเลย หลวงพ่อห่วง น่ะ!!! ท่านเป็นพระอรหันต์ (หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท เป็นศิษย์พี่ ของหลวงพ่อจง เรียนวิชามาจากอาจารย์เดียวกัน คือ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ พระอภิญญาบารมี แห่งทุ่งบางบาล สหายของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ)
    ประสบการณ์พระเครื่องหลวงพ่อไวทย์
    ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องด้วยครับ
    "โจรปล้นบ้าน"
    คุณลุงโอด สุผล อยู่บ้านเลขที่ 9 ม.6 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า "เมื่อก่อนมีฐานะยากจนมาก อาศัยชอบที่มีใจชอบทำบุญที่วัดบรมวงศ์ฯเป็นประจำ ฐานะก็ดีขึ้นตามลำดับจนสามารถส่งเสียลูกๆเรียนถึง นายแพทย์ พยาบาล และเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรหลายคน" "พอหลวงพ่อไวทย์ มาเป็นเจ้าอาวาส ก็เลื่อมใสในปฏิปทาของท่าน จึงฝากตัวเป็นศิษย์มาจนบัดนี้" ผู้เขียนถามถึงของดี คุณลุงโอดตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ของหลวงพ่อไวทย์ใช้ได้ดีทุกด้าน โดยเฉพาะทางเมตตาดีจริงๆ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทางด้านคงกระพันแคล้วคลาดสูงอีกด้วย" และกรุณาเล่าประสบการณ์ที่พบกับตนเองต่อไปว่า "เมื่อปี พ.ศ.2522 หลังจากที่ได้รับแจกเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อไวทย์ไปแล้ว ตกดึกของคืนวันนั้นมีโจรปล้นบ้าน โดยยิงปืนขู่ก่อน 2 นัด จึงตกใจกระโดดขึ้นคว้าปืนสู้ พวกโจรเลยกราดยิงเอ็ม 16 ยิงพรุนหมดทั้งฝาบ้าน เดชะบุญที่ลูกปืนไม่ถูกผู้ใดในบ้านเลยแม้แต่น้อย! นับเป็นบารมีของหลวงพ่อไวทย์ที่ช่วยให้ทุกๆคนแคล้วคลาดโดยแท้...!"
    (ขอขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุผล")
    ...........
    ........ "รถทับเด็กไม่ตาย" .........
    ..... คุณส่งเสริม สุภาเพียร อยู่บ้านเลขที่ 80 ม.4 ตลาดสวนมะเดื่อ ต.ห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งพาครอบครัวมากราบนมัสการหลวงพ่อไวทย์เล่าว่า เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2525 วันหนึ่งที่ตนขับรถปิคอัพออกไปส่งผลไม้ตามปกติ หลานชายชื่อ ด.ช.อภิเชษฐ์ (อายุ 4 ปี) วิ่งตามมาล้มลงเข้าไปใต้ท้องรถ ตนเองออกรถแล้วรู้สึกว่า รถวิ่งข้ามอะไรสักอย่างหนึ่ง พอดีได้ยินเสียงภรรยาร้องเสียงหลงอยู่ท้ายรถจึงรู้ว่า ทับหลานชายเข้าให้แล้วรีบดับเครื่องลงจากรถแล้วพาเด็กไปส่งโรงพยาบาลเพราะเห็นว่า "รอยยางล้อทับท้องเด็ก อย่างเห็นได้ชัด" นายแพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจดูอาการแล้วยังไม่เชื่อว่าเด็กถูกรถทับ เพราะเด็กไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้นเลยแม้เเต่น้อย ภรรยาคุณส่งเสริมกล่าวยืนยันว่า "ตนเองวิ่งตามหลานออกมาเห็นล้มลงใต้ท้องรถแล้วล้อก็ทับข้ามไป" "ยังคงคิดว่าหลานชายคงตายแน่แล้ว" "แต่เด็กก็ไม่ได้ร้องสักแอะเดียว พอรถข้ามไปแล้วก็ลุกขึ้นเฉย" เมื่อคุณส่งเสริมเห็นรอยล้อบนหน้าท้อง จึงรีบพาส่งโรงพยาบาล ดังนั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เกิดจากอนินิหาร "เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อไวทย์" ที่คุณส่งเสริมให้หลานชายไว้ห้อยคออยู่เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้ ด.ช.อภิเชษฐ์รอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ ขณะนั้นหลวงพ่อไวทย์ได้เล่าขึ้นว่า "มันก็ขำๆ อยู่เหมือนกัน เจ้าเสริมเขาพาหลานมาให้ฉันรับขวัญ ฉันยังกระเซ้าเด็กมันว่าทำไมรถทับไม่เป็นอะไร เด็กมันตอบว่า ...รถมันเบา..." ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบใจอย่างผู้มีอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ....
    (ข้อขอบคุณข้อมูลจาก ส.สมบูรณ์ หนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ และครอบครัว"สุภาเพียร")
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ล๊อคเก็ตหลวงพ่อไวย์วัดบรมวงศ์ อยุธยา เป็นล๊อคเก็ตยุคเก่า ที่จะมีลักษณะการสร้างแบบนี้ในยุคนั้นครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_010623.jpg IMG_20251016_010659.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1760552460512.jpg

    พญาครุฑ พญาสุบรรณเทวราช เป็นเทพเจ้าแห่งความกตัญญู และเป็นตราแผ่นดิน คนนับถือกันเยอะ แม้กระทั่งคนอินเดีย ทิเบต เนปาล อินโดนีเซีย จีนยังมีเลย วัดโพธิ์ทองเลยมีชื่อสำหรับคนจีน เพราะคนจีนมาเช่าครุฑไปเยอะ
    พญาครุฑมาเข้าฝันอาตมา ท่านบอกว่า ถ้าใส่ฉัน (พญาครุฑ) ต้องทำดีต่อผู้มีพระคุณ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้ที่มีพระคุณต่อเรา จะได้แก้วสารพัดนึก แต่ถ้าใส่ฉันแล้วไม่ทำความดี ก็เหมือนใส่ก้อนอิฐก้อนกรวด ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่ว่าใส่แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นคนที่จะใส่ท่านต้องมีบุญพอไหม มีทานบารมีไหม กตัญญูต่อพ่อแม่แล้วหรือยัง
    เพราะพญาครุฑเป็นกระดูกของพระสุริยะเทพมาเกิด ใครฆ่าไม่ตาย เกิดมามีฤทธิ์มีเดช อยู่ในท้องพันปี แต่พญาครุฑก็ใส่ภาวนาในสมถกรรมฐาน เจริญอิทธิบาท 4 อยู่ในท้องพันปีเช่นกัน
    จริงหรือไม่ที่เขาลือกันว่าพระอาจารย์มองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้?
    พูดไปมันก็เป็นการอุตริ อาตมาอวยตัวเองไม่ดี ถ้าเราฝึกวิปัสสนากรรมฐานดี จิตใจดี ศีลดี น้ำใจเราดี เราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าทุกวัน กราบท่านทุกวัน นั่งวิปัสสนากรรมฐานทุกวัน บุญมันเกิดขึ้นเอง บางคนได้ มโนมยิทธิ บางคนหยั่งรู้ได้ด้วยใจ บางคนได้ทิพจักขุ บางคนได้ตาทิพย์ บางคนได้หูทิพย์ บางคนได้กายทิพย์ แล้วแต่ แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เวป นสพ.ไทยรัฐ
    หลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2504 ท่านเกิดมาในครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวไทยมุสลิม ส่วนมารดาเป็นชาวไทยพุทธ ชีวิตของหลวงพ่อวราห์ได้เริ่มเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อครั้งอายุ 27 ปี โดยสาเหตุมาจากหลวงพ่อท่านได้บนบานไว้กับองค์พญามุจลินทร์นาคราชขอให้ครอบครัวรอดพ้นจากภัยพิบัติ และเมื่อคำบนบานนั้นเป็นจริงหลวงพ่อวราห์จึงได้อุปสมบทนับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 จวบจนปัจจุบัน โดยได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิทอง แขวงบางมด จังหวัดกรุงเทพมหานคร
    เมื่อครั้งที่หลวงพ่อวราห์ได้อุปสมบทนั้นท่านได้ออกเดินทางธุดงค์ไปทั่วทุกสารทิศเพื่อศึกษาวิชาธรรมะต่างๆ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับวิชาอาคม โหราศาสตร์จากพระเกจิหลากหลายสำนัก และเมื่อท่านได้ศึกษาวิชาจนเป็นที่พอใจแล้วก็ได้เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิทอง ด้วยบารมีและความน่าเลื่อมใสทำให้มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหามากมายคอยมากราบไหว้บูชา โดยหลวงพ่อวราห์ท่านมักจะสอนเรื่องชีวิตให้หมั่นทำความดี และยังเป็นที่พึ่งให้กับญาติโยมอยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจที่จะมีคนมาเข้าพบหลวงพ่อวราห์อยู่เสมอ หรือเพียงแค่เดินทางมาวัดโพธิทอง ขอพรเรื่องหน้าที่การงาน เรื่องชีวิตเปลี่ยนจากร้ายให้เป็นดีก็ช่วยให้สบายใจขึ้น
    มากไปกว่านี้แล้วหลวงพ่อวราห์ ดังเรื่อง “ตำนานพญาครุฑ” และด้านโหราศาสตร์ว่ากันว่าหลวงพ่อวราห์“ดูดวง” แม่นมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ ENNXOO BLOG
    พระผงรูปเหมือนสมเด็จโตหลังพญาครุฑตราจักรตรีปี ๒๕๓๗
    อาจารย์วราห์ วัดโพธิ์ทอง

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1760552457158.jpg IMG_20251016_012917.jpg IMG_20251016_012948.jpg IMG_20251016_013138.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1753810562569.jpg

    วิชาเป่าทองในระดับสุดยอด เป่าคราวเดียวหายวับไปกับตา แต่ถ้าเข้าเครื่อง X-Ray ละก็เห็นหมดทุกแผ่น ทั้งหมดที่กล่าวขึ้นมา คือ องค์หลวงปู่ พิชัย ฐิติลาโภ ปรมาจารย์ผู้เฒ่าแห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์
    ประวัติพระอาจารย์เขาหงษ์
    (หลวงปู่ พิชัย ฐิติลาโภ อายุ ๑๐๙ ปี)
    พระเถระ ๕ แผ่นดิน ผู้สืบทอดสุดยอดวิชาแห่งสำนักวัดมะขามเฒ่า ปรมาจารย์ผู้มีอาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวัดสุทัศน์ ศิษย์ในองค์พระสังฆราชแพ พระอาจารย์ในดง พระในตำนาน ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในหมู่พระธุดงค์ ผู้สำเร็จวิชาเป่าทองในระดับสุดยอด เป่าคราวเดียวหายวับไปกับตา แต่ถ้าเข้าเครื่อง X-Ray ละก็เห็นหมดทุกแผ่น ทั้งหมดที่กล่าวขึ้นมา คือ องค์หลวงปู่ พิชัย ฐิติลาโภ ปรมาจารย์ผู้เฒ่าแห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี พระผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกศิษย์มากมายในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญในสุดยอดวิชาการเป่าทอง ซึ่งทำเอานายแพทย์หลายท่านต้องประหลาดใจ เพราะเห็นแผ่นทองหลายแผ่นติดอยู่ที่ศีรษะลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่มารับการตรวจโดยการ X-Ray
    หลวงปู่พิชัยท่านเป็นปรมาจารย์ผู้สำเร็จสุดยอดวิชาทั้งสำนักวัดมะขามเฒ่าและสายวัดสุทัศน์ หลวงปู่พิชัยจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๓-๒๕๑๑ ซึ่งในขณะนั้นท่านมีชื่อเสียงทางด้านการเทศนาธรรม เป็นปราชญ์แห่งธรรม และมีศักดิ์เป็นถึง ท่านเจ้าคุณพระสุนทรธรรมรส รองเจ้าคณะ๑ แห่งวัดสุทัศน์ ท่านได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งสำคัญๆ มากมายหลายพิธีในสมัยนั้น ก่อนออกธุดงค์ไปหลายปีจนมาถึงสำนักสงฆ์เขาหงษ์ในปัจจุบัน ซึ่งฉายาของหลวงปู่นั้นมีมากมายเนื่องจากหลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปงานพิธีพุทธาภิเษกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งท่านจะบอกลูกศิษย์ว่าไม่ต้องมาดูแล ท่านไปเอง กลับเอง ไม่เป็นภาระใคร ดังนั้นเองเมื่อไปถึงงานจึงไม่มีใครรู้จักท่านซึ่งท่านก็หลบพักผ่อนอยู่ตามลำพังจนถึงเวลาปลุกเสกจึงจะเข้าไปนั่งปรกจนเสร็จแล้วลุกออกจากงานทันทีไม่อยู่รอจนจบพิธี ดังนั้นเองผู้จัดงานทั้งหลาย โฆษกเองก็ดี จึงไม่รู้จักท่าน ไม่รู้ว่ามายังไง เมื่อไร และชื่ออะไร จึงต่างเรียกท่านตามรูปพรรณสันฐานว่า อาจารย์ดำ หลวงปู่ดำ และบางครั้งเรียก หลวงพ่อใหญ่ ก็มี จนถึงฉายา “พระอาจารย์ในดง” ชื่อนี้ลูกศิษย์หลายท่านเมื่อครั้งไปเรียนกับหลวงปู่ในป่าในเขาเมื่อหลายสิบปีก่อนใช้เรียกกันและเคยมีการเขียนถึงในหนังสือหลายเล่มในขณะนั้น จนเป็นที่กล่าวกันว่าผู้ใดพบพระอาจารย์ในดงผู้นั้นได้พบขุมวิชาแห่งสำนักวัดมะขามเฒ่า และเมื่อถามหลวงปู่ว่าชื่อฉายาที่มากมายนี้หลวงปู่ชอบให้เรียกชื่อไหน ซึ่งท่านก็บอกว่าเรียก “พระอาจารย์เขาหงษ์” สิดี และนั้นจึงเป็นที่มาของฉายานี้ ซึ่งเรื่องราวประวัติตลอดจนอิทธิปาฏิหารย์แห่งองค์หลวงปู่ในขณะนั้นมีมากมาย
    "หลวงตาฮาร์วาร์ด" พระดร.พิชัย ฐิติลาโภ ในวัย ๑๐๘ ปี
    "ฮาร์วาร์ด" เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างยาวนานกว่า ๓๐๐ ปี คนไทยคนแรกที่เข้าเรียนฮาร์วาร์ด คือ พระยาศัลวิธานนิเทศ หรือ นายแอบ รักตประจิต (Aab Raktaprachit) ยังมีเกียรติประวัติเป็นคนที่มีชื่อแรกอยู่ในหนังสือรายชื่อศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดทุกปี เป็นเวลา ๘๐ ปีติดต่อกัน
    แต่ใครเลยจะคิดว่าหลวงตาแก่ๆ แห่ง สำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี อย่าง พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ อายุ ๑๐๘ปี (เกิด ๒๒ เมษายน ๒๔๔๕) จะจบปริญญาเอกครุศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เช่นกัน
    เมื่อนับดูวันเวลาที่ล่วงเลยมา หมายความว่า ชีวิตได้ผ่านมาถึง ๕ แผ่นดินด้วยกัน นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ มาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
    ดร.พิชัย รัตนพันธ์ เป็นชื่อและสกุลเดิมของหลวงตาพิชัย ส่วนความเกี่ยวข้องกับนามสกุล ณ ป้อมเพชร เป็นนามสกุลของมารดาท่าน
    ทั้งนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าท่าจบจากฮาร์วาร์ดจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากหลวงตาทั่วๆ ไปคือ ท่านพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รวมทั้งภาษาของชาวตะวันตกอื่นๆ ได้อีกหลายภาษา
    ขณะเดียวกันภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร จีน พม่า มอญ ท่านพูดได้หมด หากใครได้พบหรือสนทนาธรรมกับท่าน ลองสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันก็ได้
    เหตุผลเดียวที่หลวงตาพิชัยเดินทางไปเรียนต่างประเทศ คือ ด้วยความอยากรู้ และอยากจะช่วยเหลือญาติให้หายจากโรคมะเร็ง จึงไปปรึกษาขอความรู้จากเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก
    ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนหมอที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะไปเรียนด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เวลาเรียน ๕ ปี
    จากนั้นกลับมารับราชการที่กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนี้ ตำแหน่งในกระทรวงธรรมการสุดท้ายเป็นศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์
    และเมื่อถูกคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งมีเหตุมาจากความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการในวัย ๕๘ ปี และบวชเป็นพระมาถึงทุกวันนี้
    หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓ จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างในวงการสงฆ์ ขัดความรู้สึก และความคิดของตนเอง จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมา" แห่งวัดสุทัศนฯ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง
    ท่านจึงลาออกจากสมณศักดิ์ดังกล่าว ไปใช้ชีวิตอย่างพระบ้านนอก ซึ่งขณะที่ลาออกนั้นพระที่เป็นระดับสมเด็จในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังเป็นสามเณรอยู่เลย ทั้งนี้ หากท่านไม่ลาออกเวลานี้คงได้รับสมณศักดิ์ในชั้นสมเด็จไปแล้ว หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์ไปทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ท่านไปมาหมด และสุดท้ายมาอยู่ที่สำนักสงฆ์เขาหงษ์
    แม้วัยของหลวงปู่จะล่วงเลยมากถึง ๑๐๘ ปี แต่ความทรงจำอันหลากหลายเรื่องราว ที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่คนเคยพบเจอกับหลวงปู่ รู้สึกทึ่งเป็นอันมาก ก็คืออายุ ๑๐๘ ปี แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด
    ตรงกันข้ามกลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้นลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย
    ขณะเดียวกันก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
    “อาตมาไม่ใช่คนไทย เพราะตอนที่อาตมาเกิดนั้น ประเทศไทยยังไม่เกิด เพลงชาติที่ร้องกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มี วันที่ วันขึ้นปีใหม่ยังเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน อยู่เลย อาตมาเกิดในแผ่นดินสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ โน้น เกิดได้ ๙ ปี ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ ใช้เงินมาตั้งแต่เงินพดด้วง เงินฬส เงินไพ เงินเฟื่อง เงินอัฐ เงินสตางค์ เงินสลึง เงินบาท เงินกระดาษ และปัจจุบันก็ใช้เงินพลาสติก เงินบำนาญที่อาตมาได้รับอยู่เดือนละกว่า ๒ หมื่นบาทนั้น เป็นเงินบำนาญของกระทรวงธรรมการ ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการ และตำบลบ้านเกิดที่บางเขนนั้น เปลี่ยนชื่อมา ๓ ครั้งแล้ว เมืองไทยในยุคที่มีประชากรทั่วประเทศ ๑๘ ล้านคนนั้น แต่ปัจจุบันมีกว่า ๖๐ ล้านคน สภาพแตกต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง” นี่คือคำยืนยันจากปากของหลวงตาพิชัย
    อย่างไรก็ตาม ในอดีตหลวงตาพิชัยขึ้นชื่อว่าเป็นพระดูหมอ และใบ้หวยแม่นมาก ไม่ต่างจากที่วัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก ในทุกวันนี้
    แต่ปัจจุบันนี้ท่านประกาศไว้ชัดเจน หน้าสำนักสงฆ์ว่า ศาสนพิธีทุกอย่างไม่ทำที่นี่ เครื่องรางของขลัง ดูหมอ ใบ้หวย ฯลฯ ไม่รับทำ
    แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงทำต่อเพื่อเป็นทานแก่ชาวโลกคือ ทำยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น เอดส์ เบาหวาน ความดัน ริดสีดวงทวาร รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ โดยบอกกันแบบปากต่อปากเท่านั้น
    หลายคนเชื่อในสรรพคุณยาของท่าน ในขณะที่หลายคนไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในความสามารถจัดยาสมุนไพร คือ อนุสิทธิบัตร ที่ออกโดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา และใบประกอบวิชาชีพด้านสมุนไพรแผนไทย ที่หลวงพ่อได้รับจากกระทรวงสาธารณสุข
    ทั้งนี้ หลวงตาพิชัยพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นสิทธิของคน เราจ่ายเงินแพงๆ จ่ายเงินหลักแสนหลักล้าน เพื่อซื้อยานอกมากินรักษาโรค หายบ้างไม่หายบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ แพงและมีผลข้างเคียง แต่สมุนไพรไทยราคาอยู่ในหลักร้อย อย่างเก่งไม่เกินหลักพัน กินไปไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นสมุนไพร อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง”
    แต่มี ยาอายุวัฒนะ อยู่สูตรหนึ่งที่ไม่เคยปิดบังเลย สามารถไปซื้อสมุนไพรมาผสมกินเองได้ และไม่เป็นอันตรายใดๆ โดยใช้ชื่อว่า “สูตรยาน้ำผึ้ง”
    ประกอบด้วย ๑.เหงือกปลาหมอน้ำจืด น้ำหนัก ๕ กรัม ๒.ถั่งเช่า น้ำหนัก ๕ กรัม ๓.ไข่มุก น้ำหนัก ๕ กรัม ๔.โป๊ยกั๊ก น้ำหนัก ๕ กรัม และ ๕.น้ำผึ้งป่า ๑ ขวดแม่โขง
    นำมาผสมลงไปในขวดและกวนให้เข้ากัน กินเช้า ๑ ช้อนยาว เย็นอีก ๑ ช้อนยาว นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้มีอายุยืนเหมือนท่านด้วย
    Cr. เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"
    Cr. ที่มาคมชัดลึก
    หลวงปู่ได้มรณะภาพแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ ครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ล๊อคเก็ตหลวงปู่พิชัยวัดเขาหงษ์ ลพบุรี ฝั่งตะกรุด ๒ ดอก

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_161015.jpg IMG_20251016_161045.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1710668461593.jpg

    เมื่อก่อนหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จะไปมาหาสู่กับหลวงพ่อชม อยู่เสมอๆและจะขอผงปถมังของหลวงพ่อชมติดตัวท่านกลับไปด้วยอยู่บ่อยๆ เอาเป็นว่าท่านเก่ง
    หรือไม่นั้น?
    หลวงพ่อชม อดีตเจ้าอาวาสวัดนางในฯ(ต่อจาก หลวงพ่อนุ่ม สุดยอดปรมาจารย์สายอ่างทอง โดยเฉพาะเบี้ยแก้) ท่านอุปสมบทที่วัดโบสถ์ อ่างทอง โดยมีหลวงพ่อพัก วัดโบถส์(สุดยอดเกจิเมืองอ่างทองอีกท่าน)เป็นพระอุปัชฌาย์และมีหลวงพ่อนุ่ม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังอุปสมบทหลวงพ่อนุ่มก็ชวนให้ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนางในฯ ศึกษาวิชาและไสบเวทย์กับหลวงพ่อนุ่มและหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ เนื่องจากหลวงพ่อเดิมกับหลวงพ่อนุ่มนั้นเป็นสหธรรมิกกันไปมาหาสู่กันอยู่เสมอๆ หลวงพ่อชมท่านสร้างวัตถุมงคลไว้ไม่มาก ส่วนใหญ่ลูกศิษย์จะสร้างถวายท่าน(ที่ท่านไม่ทำเนื่องจากไม่ต้องการทำวัตถุมงคลมาแข่งกับครูบาอาจารย์) วัตถุมงคลของท่านมีไม่มาก มีรูปหล่อ 2 รุ่น(80ปี,90 ปี ขึ้นพระธาตุทั้งสองรุ่น) เหรียญรุ่นแรก,80ปี,90ปี สมเด็จหลังหลวงพ่อชม 90 ปี วัตถุมงคลของท่านตอนนี้ถือเป็นของดีราคาย่อมเยาว์ อาจเป็นเพราะยังไม่มีการเผยแพร่สู่ส่วนกลางหรือมีก็ไม่มากนัก(ไม่มีคนโปรโมทและไม่มีการปั่นราคาครับ)....จะว่าเป็นของดีที่ถูกมองข้ามก็น่าจะได้ครับ เมื่อก่อนหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จะไปมาหาสู่กับหลวงพ่อชม อยู่เสมอๆและจะขอผงปถมังของหลวงพ่อชมติดตัวท่านกลับไปด้วยอยู่บ่อยๆ เอาเป็นว่าท่านเก่งหรือไม่นั้น? ขนาดว่า หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงพ่อกร่าย วัดโพธิ์ศรี, หลวงพ่อทองใบ วัดอบทมและหลวงพ่อผาด วัดไร่ ท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ชื่นชมและศรัทธาในหลวงพ่อชม วัดนางในฯเป็นอย่างมาก...ผมเก็บไว้หลายองค์ ทันท่านทุกองค์...เล่าจากประสบการณ์ตรงนะครับ ครั้งหนึ่งที่วัดมีงานประจำปี (วัดนางในอยู่กลางเมืองวิเศษชัยชาญ) สุนัขที่วัดกัดลูกคนมีสีท่านหนึ่ง เขียวคล้ำ เลือดออกทีเดียว พ่อโมโหมาก หยิบปืนจากรถยิงสุนัข 3 นัด ลูกปืนไม่ออกสักนัดเดียว หลวงพ่อชมท่านอยู่แถวนั้น ท่านบอกกับพ่อเด็กว่า "พอแล้วโยม มันไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอก 3 วันแผลก็หาย"พ่อเด็กก็ขับรถออกจากวัด พอพ้นเขตวัดชาวบ้านก็ได้ยินเสียงปืน 1 นัด ใช่แล้วครับ ปืนยิงออกแต่นอกวัด หลังจากวันนั้นผมตามเก็บหมดพระหลวงพ่อชม แห่งวัดนางใน วิเศษชัยชาญ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จ ๙๐ ปีหลวงปู่ชม วัดนางใน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_165939.jpg IMG_20251016_170011.jpg IMG_20251016_165910.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    showimage (10).jpeg

    หลวงปู่ตี๋ฉันทธัมโม วัดท่ามะกรูด จังหวัดสุพรรณบุรี
    พระเถระผู้เป็นดั่งเพชรซ่อนแสงแห่งเมืองสุพรรณ
    ปรากฏเกียรติคุณความเข้มขลังมานานปี
    ผู้เป็นบุตรบุญธรรมหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา
    ผู้เป็นศิษย์รูปสำคัญแห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    ผู้เจนจบวิชาดวงแก้วพระสิวลี ด้วยเป็นศิษย์หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    สมณะสารูปเรียบง่าย สมถะ สันโดษ ไม่สนใจลาภยศตำแหน่งใดๆ
    สำเร็จกสิณไฟ นั่งบนผิวน้ำ รู้ใจคน พูดกับลิงรู้เรื่อง
    ขับมอเตอร์ไซค์บิณฑบาตร ฝนตกไม่เปียก ลองฤทธิ์กับเจ้าพ่อเขาเขียว
    ถูกโจรปล้นโดนทำร้าย3ครั้งจนเกือบมรณะภาพ
    แต่ไม่ยอมหนีรอใช้หนี้กรรม
    โดนมีดอีเหน็บฟันจนกรามขวาหัก
    มีด3เล่มแทงซี่โครงขวาหักไม่มีแผล หมอศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดแต่ว่ามีดผ่าไม่เข้า
    เจ้าของฉายานามว่า จี้กง จอมขมังเวทย์แห่งเขาเขียว หลวงปู่ตี๋ เมืองสุพรรณ
    หลวงปู่ตี๋ ฉันทธัมโม ป็นบุตรชายคนโตของ นาย ห้อย น้ำดอกไม้ และ นางกิมบี้ แซ่แต้ บิดาเป็นคนราชบุรีมารดา เป็นคนอำเภอ สองพี่น้อง เมื่อทั้งสองแต่งงานกันแล้วจึงอพยพโยกย้ายมาทำมาหากินอยู่ที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยยึดอาชีพค้าขาย มีบุตรด้วยกัน 5 คนเป็นชาย 4 คน เป็นหญิง 1 คน
    หลวงปู่ตี๋ เกิดที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ 2467 ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด โยมห้อยผู้เป็นบิดานั้นเป็นช่างก่อสร้างและช่างฝีมือประจำวัดหัวเขารุ่นเก่า ในยุคสมัยที่ยังมีหลวงพ่ออิ่ม สิริปุญโญ อดีตปรมาจารย์นามกระเดื่องเป็นเจ้าสำนัก ขณะนั้นวัดหัวเขาได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมณฑปบนยอดเขาซึ่งนับว่าเป็นงานอันสำคัญ หลวงพ่ออิ่มจึงมอบหมายให้ช่างห้อยบิดาของท่านเป็นผู้ควบคุมดำเนินงาน หลวงปู่ตี๋ซึ่งอยู่ในวัยเด็กก็ได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามบิดามาอยู่กินนอนที่วัดหัวเขาเป็นประจำ จากวันเป็นเดือนจากเดือนเลื่อนไปเป็นปี จนกระทั่งหลวงปู่ตี๋เติบโตวิ่งเล่นเป็นเด็กวัดหัวเขาไปโดยปริยาย ซึ่งนั่นอาจหมายถึงคำว่าบุญวาสนาที่เป็นกุศลผลกรรมอันน่ายินดี ที่ในกาลต่อมาหลวงปู่ตี๋ได้กลายมาเป็นบุตรบุญธรรมของหลวงพ่ออิ่มที่ท่านรักและเฝ้าฝากฝังไว้กับบรรดาพระภิกษุต่างๆที่มาเรียนวิชากับท่านในยุคนั้นโดยเฉพาะกับหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่นั้น หลวงพ่ออิ่มท่านเชื่อมั่นในศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเด็กน้อยผู้นี้นั้น ท่านเห็นแววแห่งอนาคตอันจะบังเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า กับคำทำนายของท่านที่ว่า ต่อไปไอ้ตี๋คนนี้จะบวชไม่สึก ฝากให้ท่านมุ่ยช่วยเป็นธุระสั่งสอนถ่ายทอดวิชาให้มันด้วย
    แม้แต่ในหมู่ศิษย์ยุคหลังอย่างหลวงพ่อกวยวัดโฆสิตาราม ที่มาเรียนวิชาที่วัดหัวเขา หลวงพ่ออิ่มท่านก็ไม่ลืมที่จะออกปากฝากเด็กน้อยก้นกุฏิอย่างหลวงปู่ตี๋ด้วย ดังปรากฏจากมรดกของหลวงพ่ออิ่มที่ท่านได้เมตตาทิ้งไว้ให้โดยมอบตำราให้ใว้เล่มหนึ่งโดยฝากไว้กับนายห้อยผู้เป็นบิดา บอกว่าเก็บไว้ให้ไอ้ตี๋มันด้วย สำหรับนายห้อยนั้นหลังจากที่เจ้าสำนักวัดหัวเขาได้ละสังขารไปเมื่อปีพ.ศ.2481แล้วก็คงมีชีวิตอยู่ยืนยาวมาอีกนานหลายปีแม้จะมีอุปัทวเหตุต่างหลายครั้งหลายหนก็ไม่เคยได้รับอันตรายอะไรทั้งสิ้นหลายคนเชื่อว่ามาจากวาจาสิทธิ์ที่ปรมาจารย์แห่งวัดหัวเขาได้ประสิทธิ์ประสาทพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้ไว้ในกาลก่อนว่า “ คนอย่างมึงมันไม่ตายง่ายๆหรอกมึงต้องอยู่รอเอาตำราให้ใอ้ตี๋มันก่อน” และนายห้อยก็ตายยากอย่างที่หลวงพ่ออิ่มว่าไว้จริงๆ ตั้งแต่ครั้งที่ตกนั่งร้านศาลาวัดท่าช้างแล้วไม่เป็นอะไร ต่อมาได้ตกนั่งร้านแถวๆท่าข้าม และที่ฮือฮาอย่างมากก็คือคราวขึ้นใปปั้นลายประดับบนยอดปล่องเมรุวัดหัวเขา แกก็พลัดตกลงมาจากยอดเมรุที่สูงลิ่วหล่นลงพื้นท่ามกลางสายตาผู้คนที่เห็นเหตุการณ์มากมายมีผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยเอายาหม่อง วนจมูก บีบๆนวดๆเท่านั้นแกก็ฟื้นมาเฉยๆไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งมาเสียชีวิตเอาเมื่อปี 2520ในวัยใกล้ร้อยปีทีเดียว
    สำหรับหลวงปู่ตี๋นั้น นับตั้งแต่วันที่หลวงพ่ออิ่มรับเป็นป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ท่านเองก็ไม่อยากจะกลับบ้านอีกต่อไปคงอยู่วัดปรนนิบัติรับใช้อยู่ภายในวัดหัวเขาจนกระทั่งหลวงพ่ออิ่มมรณภาพลงในปี พ.ศ.2481 ซึ่งเจ้าอาวาสรูปต่อมาก็คือ พระครูอเนกคุณากร(หลวงพ่อแขก ) เป็นเจ้าอาวาสวัดหัวเขา ก็ยังคงอุปถัมภ์ค้ำชูหลวงปู่ตี๋ต่อมาโดยตลอด ทั้งสอนวิชาต่างๆให้โดยไม่มีปิดบัง ขณะนั้นหลวงปู่ท่านอยู่วัดหัวเขาก็เรียนหนังสีอขอมพร้อมบาลีจนกระทั่งอายุได้ 15 ปี (พ.ศ. 2482 ) ท่านก็ได้บรรชาเป็นสามเณรอยู่รับใช้หลวงพ่อแขกราว 5 พรรษา จนถึงอายุครบ 20 ปีจึงเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดเขาพระ ต. เขาพระ อ. เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ. ศ. 2487 เวลา 09 .39 น. โดยมีพระครูเอนกคุณากร (หลวงพ่อแขก) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ฉันทธัมโม ภิกขุ อยู่วัดหัวเขาเรียนวิชากับหลวงพ่อแขกได้ 10 พรรษา จนล่วงถึง ปี พ.ศ. 2497 หลวงพ่อแขกผู้เป็นอุปัชฌาจารย์เห็นว่าอันวิชาความรู้ต่างๆก็มีอยู่พอจะรู้รักษาตนสามารถประคองเพศพรหมจรรย์ให้ยั่งยืนเป็นที่พึ่งแก่หมู่ชนทั้งหลายในภายภาคหน้า จึงเห็นสมควรแก่เวลาที่จะแนะนำพระเถระสำคัญยิ่งอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์รุ่นน้องของท่านเองที่กำลังเลื่องลือเกียรติคุณเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนั้น ซึ่งนั่นก็คือหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อดีตพระเกจิอาจารย์นามอุโฆษแห่งเมืองสุพรรณนั่นเอง
    หลวงปู่ท่านเล่าว่าทันทีที่มาถึงวัดดอนไร่ ทันทีที่เข้าไปกราบนมัสการแล้ว พระเดชพระคุณท่าน หลวงพ่อมุ่ยนั้นยังคงจำหลวงปู่ได้ดี ถึงเด็กวัดก้นกุฏิอาจารย์ใหญ่วัดหัวเขา ที่ท่านเคยเฝ้าฝากฝังเอาไว้ตั้งแต่ครั้งเก่าก่อ้น ทันทีที่กราบเรียนแจ้งความประสงค์กล่าวถึงองค์อาจารย์ผู้แนะนำให้มาหา “เพียงเพื่อแวะมากราบนมัสการโดยที่ยังไม่ได้ตระเตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาให้ทันกับวันเวลา ครั้นถึงเวลาหน้าเกล้ากระผมจะกลับมาใหม่” แต่ด้วย เมตตาธรรมแห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยผู้มากล้นเปี่ยมไปด้วยพรหมวิหารธรรม ก็ไม่รอช้าจูงมือภิกษุหนุ่มที่นั่งพนมมืออยู่ตรงหน้าเข้ากุฏิเริ่มสอนวิชาให้ในทันที โดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาแม้แต่กำเดียว ว่ากันว่าอันสรรพวิชาต่างๆที่บังเกิดมีและปรากฏให้เห็นเป็นองค์วิชาอันเข้มขลังและอัศจรรย์ใจในภาพของหลวงปู่ตี๋ที่เราทั้งหลายทั้งปวงรู้จักกันนั้น เริ่มปรากฏแสงอันเรืองรองมาจากพื้นฐานที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยเป็นผู้ปูพื้นฐานวางไว้ให้ทั้งสิ้น ตั้งแต่การสำเร็จกสิณไฟเป็นเบื้องต้น จนถึงการปลุกเสกอักขระเลขยันต์แคล้วคลาดคงกะพันมหาอุดสารพัดสุดจะพรรณาก็ล้วนแต่สำเร็จมาจากสรรพวิชา การอบรมวางพื้นฐานจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยทั้งสิ้น
    ท่านคร่ำเคร่งฝึกฝนกับหลวงพ่อมุ่ยอยู่นานราว 8 ปี ล่วงเข้าปี พ.ศ.2505 หลวงปู่ตี๋ในขณะนั้นก็เจริญก้าวหน้าในสรรพวิชาต่างๆแก่กล้าเจนจบในวิชาอาคม สูงส่งจนเป็นที่พอใจของอาจารย์ ซึ่งเริ่มปรากฏความขลังทางด้านนี้มาตั้งแต่ยังเป็นพระลูกวัดอยู่ที่หัวเขาในยุคหลวงพ่อแขกยังอยู่ด้วยซ้ำไป ที่เล่าลือกันก็คือเรื่องที่หลวงปู่ตี๋ได้ใช้วิชาอาคมอำนาจแห่งจิตอันแกกล้าอันเป็นผลจากการฝึกฝนมาจนชำนาญจากรากฐานวิชาแห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยนั้น ปราบเปรตที่วัดหัวเขาจนสิ้นฤทธิ์ ซึ่งชาวบ้านมักเรียกกันว่า เปรตต้นสำโรง อันเป็นสถานที่สิงสู่ที่อยู่ท้ายวัดติดกับป่าช้าที่น่าสพรึงกลัว โดยมักปรากฏว่ามีเปรตเที่ยวหลอกหลอนผู้คนจนเข็ดขยาดไปตามๆกัน ค่ำคืนหนึ่ง หลวงปู่ตี๋ออกมาเดินจงกรมรออยู่ที่ต้นสำโรง ดังที่ท่านคาดไว้ไม่ผิด เพียงเวลาผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏร่างเปรตตนหนึ่งสำแดงตนขึ้นมาต่อหน้า ร่างกายสูงใหญ่จนพ้นยอดสำโรง ส่งเสียงร้องโหยหวนชวนให้น่าหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจิตที่สงบนิ่งอันมาจากการฝึกฝนมาอย่างดียิ่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้น ไม่ได้ทำให้หลวงปู่ท่านหวั่นไหวแม้แต่น้อย ท่านเอาไฟฉายส่องขึ้นไปดูเห็นพอหน้าเปรตที่ยืนค้ำทะมึนอยู่ก็จำได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านแถวๆนั้นนั่นเอง ซึ่งท่านเคยรู้ว่าสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่มักมีเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดที่ชอบยักยอกขโมยหยิบฉวยเอาไปไว้ที่บ้านอยู่เป็นอาจิญ พอหมดดับจิตสิ้นชีวิตจากความเป็นมนุษย์ที่สูงส่ง ผลแห่งกรรมอันหนักหนาก็ยังผลให้ไปเป็นเปรตอยู่ไปนานนับกัปกัลป์ ทันทีที่ท่านเห็นหน้าคนที่เคยรู้จักในร่างเปรตก็ปลงสังเวชในเวรกรรมที่มันต้องมาชดใช้ หลวงปู่ท่านแผ่เมตตาให้จนกระทั่งเสียงร้องโหยหวนนั้นค่อยๆพลันจางหายไป คืนนั้นหลวงปู่ท่านเลือกเอากุฏิหลังหนึ่งเป็นที่จำวัด เนื่องจากเหตุที่ว่าอยู่ใกล้ต้นสำโรงที่ว่า กุฏิหลังนี้จึงไม่ค่อยมีใครกล้ามาเหยียบ ภาพที่จะบรรยายได้ก็คือกุฏิไม้ทรงไทยโบราณที่เก่าแก่แทบทุกหลังนั้น น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือทุกๆห้อง จะต้องมีไม้กระดานพาดอยู่บนขื่อเป็นทางเดินระหว่างจั่วอยู่แทบทุกหลัง พอหลวงปู่กลับขึ้นกุฏิเพื่อเข้าจำวัดจัดแจงปัดกวาดสถานที่เรียบร้อยสวดมนต์แผ่เมตตาเสร็จ ก็เตรียมตัวจำวัด ขณะเอนกายลงนอนหันหน้าขึ้นมองหลังคา พลันสายตาก็เห็นผีสองตัวนั่งชันเข่าอยู่บนขื่อ ไอ้ตัวแรกไต่ตามไม้กระดานที่พาดนั้น ค่อยๆกระเถิบมาเรื่อยดูผมเผ้าของมันยาวรุงรังคลุมเลยหน้ายาวลงมาคลุมกระดานเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัว พอมันคลานมาถึงตำแหน่งที่หลวงปู่นอนไอ้ผีตัวแรกก็กระโดดลงใส่ทันที ฉับพลันก่อนที่มันจะถึงตัว หลวงปู่ท่านก็พลิกหนี เสียงมันกระแทกพื้นดังโครมสนั่น ทันทีที่หลบทันท่านก็คว้าผ้าไตรที่วางอยู่หันกลับมาฟาดมันอย่างแรงไอ้ผีสองตัวทั้งที่อยู่บนพื้นและที่อยู่บนขื่อก็พลันหายจ้อย หลวงปู่เล่าว่าขนาดแผ่เมตตาให้แล้วมันยังไม่เลิกรา ไหนๆกูก็ศิษย์มีครูเล่นกับกูอย่างนี้ท่านก็เลยทำวิชา ผูกผี เสียในคืนนั้น หลวงปู่ว่าวิชาที่ท่านใช้มัด และอำนาจมนต์ที่ท่านลงกำกับเอาไว้นั้นจะคงอยู่ไปอีกนานแสนนานจนกว่าผีเปรตทั้งสองนั้นจะสิ้นกรรมที่เคยทำมา จบเรื่องเปรตต้นสำโรงในคืนนั้นก็ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดได้พบเห็นเหตุการณ์ใดๆอีกเลย
    แต่สำหรับหลวงปู่ตี๋ผู้เป็นศิษย์นั้น ในวัยสามสิบต้นๆ พึ่งจะเริ่มหัดเดินตามรอยอาจารย์ได้เพียงไม่กี่ปี ยังมีเวลาฝึกฝนอีกนาน แต่ด้วยท่านป็นผู้มีนิสัยใจร้อน ไม่เกรงคน พูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาเรียบง่ายตามสไตล์ลูกทุ่งเมืองสุพรรณ โดยเฉพาะศิษย์ใกล้ชิดนั้นเคยชินกันดี แต่ที่สำคัญจนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งก็คือท่านมั่นใจและถือขลังเป็นอย่างยิ่งชอบลองของ
    ถึงแม้ท่านมั่นใจและถือขลัง แต่ท่านก็ไม่ลืมครูบาอาจารย์ ดังนั้นในการสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่าน เมื่อปี 2513 นั้น ท่านจึงได้นำไปถวายหลวงพ่อมุ่ย ผู้เป็นอาจารย์ปลุกเสกนานถึง 1 พรรษาเต็มๆ จากนั้นท่านก็นำกลับมาปลุกเสกของท่านเองที่วัดกระเสียว ด้วยความมั่นอกมั่นใจอยู่ทุกคืนวัน เหรียญรุ่นแรกนี่ท่านหวงพอดู จะมอบให้ใครก็ใช่ว่าจะได้กันง่าย ๆ แทบทุกรายจะต้องถูกมีดอีเหน็บฟันหลังแอ่นกันทุกราย บางรายที่หนักหน่อยก็โดนอีเหน็บขว้างตามหลังหลบทันก็รอดหลบไม่ทันก็หลังงอไปตามๆกัน อีกอย่างหนึ่งก็คือหลวงปู่เป็นพระที่ชอบเดินธุดงค์เป็นสรณะไม่ค่อยจะอยู่วัด เมื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกระเสียว ต.กระเสียว อ.สามชุก จ. สุพรรณบุรี หลวงปู่ก็ยังออกธุดงค์เป็นประจำ ธุดงค์บ่อยหรือนานแค่ใหนก็ไม่อาจคำนวณได้ รู้แต่ว่าหลวงปู่ท่านเดินธุดงค์เพลินจนกระทั่งโดนยึดตำแหน่งเจ้าอาวาสนั่นเลยทีเดียว แทนที่จะทำให้หลวงปู่เรียกร้องดิ้นรนเอาตำแหน่งกลับมา ประดับความเป็นตัวกูดังที่ควรทำ แต่หลวงปู่ท่านกลับหันหลังให้กับยศตำแหน่งอย่างไม่ใยดี เรื่องยศช้างขุนนางพระ ท่านว่าเป็นสิ่งที่สั่งสมกิเลศตัณหาพุทธบุตรผู้มีปัญญาไม่ควรจมอยู่กับหล่มปลักโคลนเหล่านี้ และนั่นก็เป็นเหตุให้ท่านมุ่งมั่นใฝ่หาแสวงแต่วิชาความรู้ทางพระเวทย์วิทยาคมเพียงอย่างเดียว หลวงปู่จึงเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวในย่านนั้นที่ไม่มีอะไรกับเขาเลยทั้งยศตำแหน่งหน้าที่การงาน อะไรก็ตามที่พระสงฆ์สมัยนี้วิ่งกันให้วุ่นวายนั้น หลวงปู่ตี๋ผู้นี้ไม่เคยมีและไม่เคยเอาอะไรกับใครเขาทั้งสิ้น ถ้าจะมีก็คงจะมีแต่อย่างเดียว ซึ่งนั่นก็คือ วิชาอาคม เท่านั้นที่ทำให้ท่านเฟื่องฟูรุ่งเรืองกว่าใครผู้ใดในย่านนั้นจนปัจจุบัน
    ขณะที่หลวงปู่ยังอยู่ที่วัดกระเสียวนั้นท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงกันดีด้านสักยันต์อาบน้ำมนต์ปลุกเสกพระเครื่องทั้งอภินิหาร อิทธิฤทธิ์ บุญญฤทธิ์ ทุกอย่างทั้งวิชาอาคมครบเครื่องครั้งหนึ่งที่วัดกระเสียวหลวงปู่ได้สำเร็จวิชามาจากวัดดอนไร่หมาด ๆ ได้ลองวิชาให้ศิษย์ดูเป็นขวัญตา โดยท่านนั่งสมาธิบนน้ำแล้วให้ลูกศิษย์สองคนที่บวชเป็นพระอยู่ที่วัดกระเสียว ลงไปลอยคออยู่ในน้ำพยายามกดร่างหลวงปู่ให้จมน้ำ โดยช่วยกันดึง ช่วยกันกดร่างหลวงปู่ที่นั่งสมาธิอยู่เหนือน้ำนั้นให้จมลง เป็นที่น่าประหลาดและอัศจรรย์นักก็คือ ไม่ว่าจะช่วยกันดึงหรือช่วยกันกดอย่างไรก็ตาม พยายามอยู่นานจนกระทั่งหมดเรี่ยวหมดแรง ก็ไม่สามารถจะดึงร่างหลวงปู่ให้จมลงได้แม้แต่น้อย ถึงวันดีคืนดีก็มักจะมีผู้พบเห็นหลวงปู่ลงไปนั่งอยู่กลางสระน้ำโดยท่านนั่งอยู่บนกอผักตบชวา ใครๆที่ผ่านไปผ่านมาก็ว่าท่านเป็นพระบ้า แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำเอาความอัศจรรย์ที่พบเห็นนั้นไปร่ำลือกันอยู่เสมอ แต่ที่น่าแปลกก็คือขึ้นชื่อว่าอาจารย์ตี๋แล้วแต่ไหนแต่ไรมา ผู้คนทั่วไปมักมองข้ามท่านกันหมด คงเห็นว่าหลวงปู่ท่านไม่มีอะไร แค่หลวงตาธรรมดาๆยิ่งท่านไม่ค่อยง้อใครแล้ว ก็เลยไม่มีใครค่อยเข้าหาเป็นประเภทใกล้เกลือกินด่างกันหมด นี่อาจเป็นบทสรุปในมาตรฐานสังคมสมัยนี้ที่น่าจะเด่นชัดอยู่ว่า ถ้าไม่คุยโม้ไม่โอ้อวดโฆษณายกหางตนเองแล้ว ก็ยากที่จะดัง และยิ่งไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ วัดไม่สวย โบสถ์ไม่ไหญ่โต นั่งรถไม่โก้ จีวรเก่าคร่ำคร่า และที่สำคัญเวลาพูดจา พูดจ๊ะ พูดจ๋า ยกยอ ญาติโยมไม่เป็นแล้วก็คงลำบากอย่างหลวงปู่ตี๋ผู้นี้เป็นตัวอย่าง และก็ย่อมเป็นธรรมดาเราทั้งหลายกว่าจะมาทราบประวัติของพระอย่างหลวงปู่นี้ก็มักจะสายอยู่เสมอๆ
    แต่อย่างไรเสีย ก่อนที่จะโด่งดังนามอย่างหลวงปู่ตี๋นี้นั้น จึงต้องอาศัยร่มใบบุญแห่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยผู้เป็นอาจารย์มาช่วยหนุน เพราะใครหลายคนมักจะถามกันอยู่เสมอๆว่าท่านเป็นศิษย์ของใคร
    สำหรับอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่สำคัญยิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือ ยอดพระเถระแห่งเมืองสรรค์บุรี ผู้มีฉายาว่าผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์ คำนวนวันเวลาประมาณราว พ.ศ.2515 หลวงปู่ได้ไปขอฝากตัวเรียนวิชากับหลวงพ่อกวย ชุตินธโร เจ้าอาวาสวัดโฆสิตาราม รู้กันภายในหมู่ศิษย์ว่าท่านตั้งใจจะตามเก็บวิชาที่แตกแขนงไปจากหลวงพ่ออิ่มกลับคืนมาให้ได้ครบ ฉะนั้นเมื่อไปถึงหลวงปู่ตี๋จึงแจ้งความประสงค์ว่าเป็นลูกบุญธรรมของหลวงพ่ออิ่มมีเจตนาอันแน่วแน่ที่ต้องการรวบรวมตำราวัดหัวเขาไว้ให้ครบถ้วนจึงมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อกวยจำได้ว่าท่านเคยรับปากกับอาจารย์ใหญ่เอาไว้เมื่อตอนที่เคยไปเรียนวิชากับหลวงพ่ออิ่ม ตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่ยังเป็นเด็กวัดในครั้งเก่าก่อน จึงเมตตาถ่ายทอดวิชาให้โดยมิได้ปิดบัง เท่าที่ทราบมา อันวิชาต่างๆที่ได้เรียนมาจากหลวงพ่อมุ่ยนั้นก็นับว่าเพียงพออยู่ ขาดแต่เพียงเกร็ดเล็กๆน้อยบางอย่างที่ผู้ใฝ่รู้อย่างหลวงปู่นั้น ท่านพยายามใฝ่หาเพิ่มเติม ซึ่งเท่าที่เห็นนั้นล้วนแต่เป็นวิชาที่หลวงพ่อมุ่ย มิได้ถือและใช้เป็นหลักสำคัญ เช่น วิชาปลุกปลัดขิก และการสักยันต์ ประมาณว่าหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่ค่อยชอบทางนี้ ถึงท่านจะร่ำเรียนมาแม้จะเก่งกล้าแตกฉาน แต่ในเมื่อท่านไม่ใส่ใจท่านเลยไม่ได้สอนเป็นพิเศษ เกร็ดต่างๆเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของหลวงปู่ผู้ใฝ่รู้ต้องเป็นผู้เสาะหาเอาเอง จึงเป็นเหตุที่ทำให้ท่านต้องมาเรียนกับหลวงพ่อกวยโดยเฉพาะ ส่วนวิชาเสกสิงห์ราช ทางมหาอำนาจที่หลวงปู่ท่านใช้อยู่ การปลุกเสก การลงอักขระเลขยันต์และตระกรุดโทน อันโด่งดังทางแคล้วคลาดคงกระพันมหาอุดนั้น หลวงปู่ท่านได้ใช้วิชาทางหลวงพ่อมุ่ยเป็นหลักมาตั้งแต่ต้น จนไม่ต้องดิ้นรนไปเรียนที่ใดอีก โดยเฉพาะเรื่องการลงตระกรุดนั้นหลวงปู่เคยเปรยว่า หลวงพ่อมุ่ย อาจารย์ท่านนั้นนับว่าเป็นสุดยอด ทั้งยังบอกศิษย์ใกล้ชิดอยู่เสมอว่าในบรรดาวัตถุมงคลที่โด่งดังของหลวงพ่อมุ่ยนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปหล่อ พระสมเด็จ หรือเหรียญทุกรุ่นที่โด่งดังนั้น หลวงปู่ท่านเลือกเอาตระกรุดเพียงอย่างเดียว ส่วนของหลวงพ่อกวยนั้นหลวงปู่ท่านว่าท่านเลือกเอาพญาครุฑ ซึ่งท่านก็มีพกติดตัวอยู่เสมอ หลวงปู่ท่านว่าเป็นสุดยอดของหลวงพ่อกวย ไม่มีอะไรเกิน วิชาอีกอย่างที่หลวงปู่ได้มาทั้งสองหลวงพ่อนั้นคือวิชาจินดามณี หรือมนต์พระสังข์เรียกเนื้อเรียกปลา หลวงปู่ท่านว่าของทั้งสองอาจารย์นั้นไม่แตกต่างกัน เพราะว่าเรียนมาจากหลวงพ่ออิ่มทั้งคู่ สำหรับหลวงพ่อกวยนั้นหลวงปู่ท่านใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่กล่าวกันในหมู่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวยว่า สาม ต. คืออาจารย์ ตั้ว อาจารย์เตี้ย และอาจารย์ตี๋ ศิษย์ทั้งสามท่านนี้ นับกันว่าเป็นที่เชื่อถือได้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่น ๒ หลวงปู่ตี๋ ออกวัดเขาเขียว สุพรรณบุรี รุ่นนี้ตามประวัติหลวงปู่เสกนาน
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_182958.jpg IMG_20251016_183038.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1760618991852.jpg 2.png 8.png

    เหรียญพระญาณสิทธาจารย์(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ (รศ.๑๙๖) ปี ๒๕๒๑
    พระเดชพระคุณหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอริยเจ้าผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจในเพศพรหมจรรย์ บากบั่นดำเนินตามรอยพระบูรพาจารย์ อุปนิสัยละมุนละไม มีเมตตาเป็นสาธารณะ ใจเด็ด มุ่งหวังเพียงความพ้นทุกข์ ได้รับคำชมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า "เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกวาหมู่"
    ท่านเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าเขาและยอดดอยทั่วทุกภาค ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ท่านจะเที่ยวเข้ามาวนเวียนฟังธรรมภาคปฏิบัติอยู่เสมอ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นท่องเที่ยวธุดงค์ไปทางภาคเหนือ ท่านก็จะติดตามไปอาศัยอยู่ในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นเสมอมา
    ท่านชอบอยู่ตามท้องถ้ำและภูเขาสูงตราบจนวัยชรา เก่งมนการพิจารณาอสุภะกรรมฐาน ท่านสามารถอรรถาธิบายในกายคตาสติกรรมฐานพิจารณากระดูก ๓๐๐ ท่อนได้อย่างพิสดาร ท่านถือเคร่งใน "โสสานิกังคธุดงค์" คือ ธุดงค์ข้อ ๑๑ ว่าด้วย การเข้าไปเยี่ยมและอยู่ในป่าช้า พิจารณาซากศพเป็นวัตร ท่านเป็นผู้มีใจหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหว ในโลกธรรมทั้งหลาย
    ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ที่บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรของนายสาน และนางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา
    ในคืนที่ท่านมาปฏิสนธิ มารดานิมิตเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งเหาะมาจากท้องฟ้ามีรัศมีในกายเปล่งประกายแลดูเย็นตาเย็นใจ เหาะลงสู่กระต๊อบกลางทุ่งนา ด้วยนิมิตดังกล่าวนายสานผู้เป็นบิดาจึงได้ตั้งชื่อลูกชายว่า "สิม" (หมายถึงโบสถ์)
    เมื่อท่านอายุ ๑๗ ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณรฝ่ายมหานิกาย ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระปัพพาจารย์
    ต่อมาท่านได้มีโอกาสฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ณ วัดศรีสงคราม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้ปีติในธรรม บังเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    ได้บรรพชาใหม่เป็นสามเณรฝ่ายธรรมยุต ที่โบสถ์น้ำวัดศรีสงคราม โดยท่านพระอาจารย์มั่น เป็นประธาน และเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระปัพพาจารย์
    ท่านอุปสมบทเมื่อวันอังคารที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง ณ วัดศรีจันทราวาส ตำลบพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยมี พระครูพิศาล อรัญเขต (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวจารย์
    หลังจากท่านอุปสมบท ได้เดินธุดงห์ติดตามพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ไปจำพรรษาที่วัดป่าเหล่างา (วัดป่าวิเวกธรรม) จังหวัดขอนแก่น และท่านพระอาจารย์สิงห์ได้สอนอุบายในการพิจารณาอสุภกรรมฐานจากซากศพ โดยพาไปขุดซากศพที่ป่าช้าขึ้นมาพิจารณา ท่านได้อสุภะกรรมฐานจากซากศพว่า "นี่แหละร่างกาย สักแต่ว่ารูป ไม่ว่ารูปหญิงรูปชาย คืออันเดียวกัน ไม่มีใครสวยใครงามกว่ากัน อสุภํมรณํ ทั้งนั้น ไม่นานล่ะ เดี๋ยวมันก็ทยอยตาย ไปทีละคนสองคน หมดไปสิ้นไป ไม่มีเหลือ ตายจนกระทั่งหมดโลก"
    ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ท่านได้เดินทางธุดงค์มาพบถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ถ้ำนี้ทะลุถึงกันได้ มีลักษณะเป็นปล่อง อากาศถ่ายเทสะดวก เหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาท่านก็อยู่จำพรรษา และพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่อบรมภาวนาปฏิบัติธรรม สำหรับพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้หวังความหลุดพ้น มาจนถึงจวบจนสิ้นอายุสังขารของท่าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_195656.jpg IMG_20251016_195719.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1760622258554.jpg

    ธุดงค์ร่วมกัน
    หลวงพ่อเกรียง กิตติธัมโม แห่งวัดหินปักใหญ่ จังหวัดลพบุรี ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ..........ครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่ท่านท่องจาริกธุดงค์ไปทางภาคเหนือ
    ลุถึงเมืองลับแล พระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้พบกับภิกษุ 2 รูป คือ หลวงพ่อสด จันทสโร แห่งวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) กรุงเทพ ฯ และหลวงปู่บุดดา ถาวโร
    ซึ่งต่างองค์ก็ออกจาริกธุดงค์กรรมฐาน เพื่อฝึกฝนอบรมจิต และปลีกวิเวกเพื่อฝึกวิชชาเยี่ยงครูบาอาจารย์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
    ขณะนั้นหลวงพ่อสดมีอายุประมาณ 60 กว่าปี ส่วนหลวงปู่บุดดามีอายุประมาณ 50 กว่าปี เมื่อต่างองค์ต่างมาพบกันโดยบังเอิญ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ต่างก็ทำความเคารพซึ่งกันและกัน ตามหลักธรรมวินัย ตามลำดับอาวุโสภันเต ฯ
    ถามสารทุกข์สุขดิบ และการเดินทางว่าเป็นอย่างไร ได้รับความทุกข์ยากลำบากในการเดินทาง การบริโภคขบฉันอย่างไร
    ทุกองค์ก็ ตอบว่าได้รับความสะดวกสบายดีตามอัตภาพ ไม่ลำบากอะไร สนทนากันต่อไป อีกสักครู่ต่อมาต่างก็แยกกันไปทำกิจส่วนตัว
    ตกตอนเย็นก็พากันมาทำวัตรสวดมนต์พร้อมกัน 3 องค์ เกือบทุกวัน หลังจากที่ได้พักอยู่ที่พระแท่นศิลาอาสน์ ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ชวนกันพาท่องจาริกขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ
    จุดหมายปลายทางคือ "พระธาตุดอยสุเทพ"
    หลวงพ่อเกรียงได้เล่าต่อไปว่า หลวงพ่อสด หลวงปู่บุดดา และตัวท่านค่อยๆ เดินทางจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น ไม่รีบร้อน พักตามที่ต่างๆ ใกล้หมู่บ้าน ตามชายป่า ชายเขา และในถ้ำ ห่างไกลบ้านเรือนพอสมควร
    พอตอนเช้า ก็ออกบิณฑบาตโปรดญาติโยม ตามแบบอย่างพระธุดงค์ผู้มุ่งมั่นฝึกฝนจิตใจ เพื่อความสะอาดหมดจด สว่าง สงบ จนเกิดวิมุติหลุดพ้นเต็มบารมีของแต่ละองค์
    ขณะท่องจาริกไปนั้นได้มีโอกาสแวะพักบำเพ็ญตามศาสนสถานที่สำคัญต่าง ๆ มี
    พระธาตุช่อแฮ
    พระธาตุลำปางหลวง
    พระธาตุหริภุญไชย
    กว่าจะลุเข้าเมืองเชียงใหม่ก็ใช้เวลาเป็นแรมเดือน แล้วพากันขึ้นไปบำเพ็ญสมณธรรมที่พระธาตุดอยสุเทพตามอัธยาศัย
    อาศัยบิณฑบาตตามหมู่บ้าน ชาวเขาเลี้ยงชีพพอเป็นไปไม่มากน้อยตามกำลังบุญวาสนาของแต่ละองค์
    ส่วนหลวงปู่บุดดาได้อธิษฐานอดอาหารอยู่ 15 วัน ด้วยอิริยาบถ 2 คือ ยืน และ นั่ง พอครบ 15 วัน ท่านเป็นลมเลย เพราะไม่มีอาหารมาเลี้ยงร่างกายก็เลยอ่อนเพลีย
    หลวงพ่อสดกับหลวงพ่อเกรียงและคณะศรัทธาญาติโยม ก็เลยพาหลวงปู่บุดดาลงจากดอยสุเทพมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
    หลังจากที่หลวงปู่บุดดาพักรักษาสุขภาพจนดีขึ้นแล้ว ก็อำลาแยกทางกันเพราะ หลวงพ่อสดและหลวงพ่อเกรียงตั้งใจจะเดินธุดงค์ไปยังพม่า - อินเดีย และว่าจะเลยไปจนถึงธิเบต เพื่อนมัสการชมปูชนียสถาน ตามภูมิประเทศต่าง ๆ
    เพราะสมัยนั้นไปได้สะดวก ไม่ต้องทำหนังสือเดินทาง ขออนุญาตอย่างใดเหมือนสมัยนี้
    ส่วนหลวงปู่บุดดาก็พักพำนักสมณธรรมตามอัธยาศัยของท่านไปเรื่อยๆ ในเขตเมืองเชียงใหม่ เพราะอัธยาศัยของท่านมักชอบไปแต่ผู้เดียว
    ทั้งหลวงพ่อสดและหลวงปู่บุดดา มีความรักและเคารพกันมาก ส่วนหลวงพ่อเกรียงในสมัยนั้นยังคงเป็นพระอ่อนพรรษากว่า ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือท่านทั้งสองตามสมควร
    (FROM : 1 ศตวรรษ ของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงพ่อเกรียงวัดหินปักใหญ่ บ้านหมี่ ลพบุรี
    ครูบาอาจารย์ยุคเก่า ที่เคยธุดงค์ร่วมลพ.สดวัดปากน้ำลป.บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข

    เหรียญปี๒๕๒๑ ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20251016_205959.jpg IMG_20251016_210023.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...