เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Hampton by Hilton เมืองผิงเหยา มณฑลส่านซี อยู่ที่ ๙ องศาเซลเซียส แต่แปลกที่ว่าไม่รู้สึกหนาวเลย..! ตอนแรกคิดว่าอยู่ในห้องที่เปิดหน้าต่างแง้มไว้เล็กน้อย แต่พอลงไปทางด้านล่าง เพื่อถ่ายรูปด้านนอกโรงแรมก็ไม่รู้สึกอะไร ขนาดลมพัดมายังแค่เย็น ๆ เท่านั้น ต้องกราบขอบพระคุณและเจริญพรขอบคุณบรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ที่ช่วยดูแลให้จนขนาดนี้

    วันนี้มีคณะคนจีนพักอยู่ที่โรงแรมนี้เยอะมาก เมื่อลงไปข้างล่างก็เห็นคนจำนวนมากนั่งกดดันห้องอาหารอยู่ แต่ทางห้องอาหารยืนยันว่าเปิด ๗ โมงเช้า ไม่มีก่อนหน้านั้นอย่างเด็ดขาด บรรดาอาเฮียก็เลยนั่งพ่นควันบุหรี่กันจนกระผม/อาตมภาพแทบไม่มีที่ไป..!

    ครั้นถึงเวลาเปิดห้องอาหาร บรรดามวลมหาประชาชนจีนก็แห่กันเข้าไปแน่นขนัดไปหมด จนกระทั่งที่นั่งไม่พอ กระผม/อาตมภาพซึ่งไปนั่งกับท่านปิง (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ปรากฏว่าเป็นโต๊ะ ๔ ที่นั่ง ของท่านปิงนั้นมีอาเฮียคนหนึ่งมานั่งด้วย ฝั่งของกระผม/อาตมภาพดันมีอาหมวยมานั่งด้วย แถมยังมารยาทดี มีการโค้งขอโทษแล้วขอโทษอีก..!

    กระผม/อาตมภาพก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ฉันภัตตาหารไป ได้แต่หวังว่าคงไม่มีใครถ่ายรูปเอาไว้ เนื่องเพราะว่าตั้งแต่เป็นฆราวาสมา ก็ไม่เคยนั่งเคียงคู่กินอาหารกับสาวมาก่อนเลย อยู่มาจนอายุย่าง ๖๘ ปี อยู่ ๆ ต้องมากินอาหารคู่กับสาวก็รู้สึกว่าแปลกดีเหมือนกัน..!

    เมื่ออิ่มแล้ว กระผม/อาตมภาพไปนำกระเป๋าของตนเองมา และคืนคีย์การ์ดให้กับโรงแรม แล้วขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถเป็นคนแรก อากาศข้างนอกก็ยังไม่หนาวอีกเหมือนเดิม เมื่อถามคนอื่นดู ทุกคนก็ยืนยันว่ารู้สึกว่าแค่เย็นเล็กน้อยเท่านั้น จึงต้องส่งใจขอบพระคุณท่านทั้งหลายอีกรอบหนึ่ง

    ครั้นเวลาประมาณ ๐๘.๐๕ น. โชเฟอร์ก็นำพวกเรามุ่งตรงไปยังเมืองโบราณผิงเหยา ซึ่งเป็นเมืองโบราณมีอายุพันกว่าปีมาแล้ว แต่รักษาสภาพได้สมบูรณ์มาก ๆ พวกเรามาถึงบริเวณลานจอดรถเวลาประมาณ ๐๘.๑๐ น. ของทางประเทศจีน ซึ่งเป็นเวลา ๐๗.๑๐ น.ของบ้านเรา

    "คุณอรุณ" ได้นำขึ้นไปที่กำแพงเมืองก่อน ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะบูรณะกำแพงเมืองได้ดูมั่นคงแข็งแรงขนาดนี้ กำแพงเมืองล้อมรอบเมืองโบราณผิงเหยานี้ มีความยาวทั้งสิ้น ๖.๕ กิโลเมตร มีป้อมต่าง ๆ เรียงรายเป็นระยะโดยรอบ บริเวณที่พวกเราขึ้นไปนั้นเป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก พวกเราไปถ่ายรูปหมู่ร่วมกันแล้ว "คุณอรุณ" ก็บรรยายให้ฟังว่า เมืองโบราณนี้ยังมีผู้คนอยู่กันเป็นปกติ เพียงแต่ว่ารุ่นหนุ่มรุ่นสาวนั้นก็ไปอยู่กันในเมืองใหญ่ ๆ ส่วนที่อยู่ทางด้านนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นปู่ย่าตาทวด พ่อแม่ หรือว่าบรรดาลุงป้าน้าอา ซึ่งเปิดร้านขายของหาเงินจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2026
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เมื่อฟังบรรยายและเดินถ่ายรูปจนพอแล้ว พวกเราก็เดินกลับลงมาทางเดิม ซึ่งตอนขึ้นไปนั้น ต้องซื้อตั๋วขึ้น แต่กระผม/อาตมภาพอาศัยสิทธิของคนแก่ ไม่ต้องจ่ายเงินตามเคย..!

    ลงมาข้างล่าง "คุณอรุณ" ได้เรียกรถแบตเตอรี่ไว้ ๓ คัน นำคณะของพวกเราวิ่งลัดเลาะเข้าไปภายในเมืองโบราณ เพื่อจะเข้าไปตรงบริเวณศูนย์กลางความเจริญ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง - ราชวงศ์ชิง จนถึงปัจจุบันนี้ รถวิ่งไปเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน และคดเคี้ยวเลี้ยวลดจนเวียนหัวเลยทีเดียว แล้วมาจอดให้ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง ตรงหน้านั้นเป็นห้องน้ำให้ได้อาศัยพอดี กระผม/อาตมภาพเข้าห้องน้ำเรียบร้อยออกมาแล้ว รถคันที่ ๓ เพิ่งจะตามมาถึง

    เมื่อ "คุณอรุณ" บอกว่าจะต้องเดินเข้าซอยตรงข้างห้องน้ำนั้นไป กระผม/อาตมภาพก็เกร่เข้าไปที่ร้านแรกซึ่งเปิดขายข้าวของอยู่ มีพวกขนม น้ำผลไม้ แล้วก็มีไหเป็นจำนวนมาก มีกลิ่นค่อนข้างฉุนออกมา จึงได้ถามอาเจ้ว่า "เหล่าจิ่ว ? (เหล้าเก่า)" อาเจ้บอกว่าไม่ใช่ แล้วก็พยายามอธิบายให้ฟัง จนกระทั่ง "คุณอรุณ" มาช่วยบอกว่า "ไม่ใช่เหล้าครับ เป็นน้ำส้มสายชู" ซึ่งทางเมืองผิงเหยานี้ผลิตน้ำส้มสายชูจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว อาหารทุกอย่างถ้าไม่มีน้ำส้มสายชูเป็นเครื่องจิ้ม รู้สึกว่ากินไปแล้วไม่มีรสชาติเอาเลย..!

    อาเจ้พยายามคะยั้นคะยอให้พวกเราซื้อ แต่กระผม/อาตมภาพไม่รู้เหมือนกันว่าจะพกขึ้นเครื่องได้หรือเปล่า ? จึงไม่ได้ซื้อหาและเดินต่อไป จนกระทั่งโผล่มายังซอยที่เป็นความเจริญรุ่งเรืองของสถานที่นี้ ซึ่งก็คือถนนสายหลักที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นร้านค้า ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นร้านค้า แต่ปัจจุบันนี้เป็นร้านค้าขายของที่ระลึกเสียเป็นส่วนมาก

    พวกเราเดินดูไปถ่ายรูปไป จนกระทั่งมาถึง "ร้านแลกเงินรื่อเซิงซาง" ซึ่งเป็นร้านแลกเงินแห่งแรกในประเทศจีน พวกเราต้องซื้อตั๋วเข้าไป โดยที่กระผม/อาตมภาพเข้าฟรีตามเคย เข้าไปชมกิจการร้านค้าของเขา ตั้งแต่การติดต่อช่วงนอก ๆ กับบรรดาเสมียน ว่าคุณจะแลกเงินก้อนเป็นตั๋วแลกเงิน หรือว่าคุณจะเอาตั๋วแลกเงินมาเบิกเงินก้อน แล้วค่อย ๆ ถัดเข้าไปทางด้านใน ซึ่งจะมีผู้ที่มีอำนาจในการเซ็นจ่ายได้มากขึ้นไปตามลำดับ

    โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าผู้มีชื่อเสียงนั้น ถึงขนาดมีห้องให้พักที่นี่เลยทีเดียว แล้วก็เข้าไปจนถึงโรงครัวภายใน ซึ่งเป็นการอยู่กินในลักษณะ "กงสี" แปลว่าจะมีลูกน้องกี่ร้อยคน อาหารก็จะผลิตจากโรงครัวนี้เท่านั้น

    เมื่อเข้าไปจนถึงหลังในสุด ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นตั๋วแลกเงินเก่า ตราประทับร้านค้า ตลอดจนกระทั่งมีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินเหรียญ หรือว่าเงินก้อน "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ถามว่า "ใช่ของแท้หรือเปล่า ?" กระผม/อาตมภาพถึงกับหัวเราะ บอกว่า "ของที่ระลึกแบบนี้ ใครจะเอาของแท้มาขาย ของแท้เขาขายเป็นวัตถุโบราณ" "หม่าม้า" ก็เลยเกร่ไปทางด้านที่เป็นพวกกำไล พวกแหวน แล้วได้แหวนหยกถูกใจไป ๑ วง เนื่องเพราะว่ามีตราประทับของร้านรื่อเซิงซางนี้ด้วย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    แล้วพวกเราเดินวนมาด้านทางออก ซึ่งตรงด้านนี้มีที่ฝึกสอนบรรดาพนักงานร้านแลกเงินสาขาต่าง ๆ มีรถที่เถ้าแก่ใช้สำหรับเดินทาง ออกมาถึงทางประตูด้านนอกแล้ว "คุณอรุณ" ก็ปล่อยให้พวกเราเดินกันตามอัธยาศัย แต่ว่าอย่าไปไกลเกินกว่าเสียงจากหูฟังจะเรียกถึง

    กระผม/อาตมภาพแวะดูร้านจำหน่ายสินค้าหลายแห่ง แต่ดูแล้วก็ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร ? เนื่องเพราะว่าไม่มีกระเป๋าเอาไว้สำหรับขนของเสียด้วย บรรดาร้านขายขนมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซาปิ่งก็ดี ขนมหวานประมาณข้าวเหนียวตัด งาตัดต่าง ๆ ก็มี ตลอดจนกระทั่งไอศกรีมก็ยังอุตส่าห์มาขายด้วย

    จนกระทั่งมาถึงถนนสายหนึ่งซึ่งเป็นทางออก มีหอใหญ่สูง ๓ ชั้นอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในเมืองโบราณแห่งนี้ พวกเราเดินดูสินค้าไปจนกระทั่งถึง "พิพิธภัณฑ์สำนักคุ้มกันภัย" ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งคนไปคุ้มกันสินค้า ตลอดจนกระทั่งคุ้มกันบุคคลสำคัญ ก็แปลว่าตรงนี้เป็นสถานที่ผลิต "นักบู๊" ในยุทธจักรสมัยนั้นนั่นเอง

    เมื่อเดินดูเดินหาซื้อของกันตามอัธยาศัย จนออกมาถึงทางด้านนอก รอจนกระทั่งรถของเรามารับ วนออกมาไม่ถึง ๒ นาทีก็มาถึงที่จอดรถ เล่นเอากระผม/อาตมภาพถามว่า "ทำไมไวแท้วะ ?" ท่านปิงบอกว่า "น่าจะเป็นคนละประตูกันครับ" แต่ว่า "คุณอรุณ" บอกว่าประตูเดียวกัน เนื่องเพราะว่าขาเข้าเราเข้าทางหนึ่ง ขาออกเราเดินชมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาใกล้ทางออกเดิมเอง

    เมื่อพวกเรามากันพร้อมแล้ว ก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังร้านอาหารมื้อกลางวันนี้ ซึ่งเดินทางไปค่อนข้างไกลทีเดียว ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าที่จะไปถึง เมื่อไปถึงหน้าร้านมีคนแต่งชุดแดงใหญ่ (หงเผ่า) ตีฆ้องรับเสียด้วย พวกเราต้องขึ้นบันไดไปชั้นบน ซึ่งคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปหลายซอกหลายซอยมาก กว่าจะมาถึงห้องอาหารที่จัดโต๊ะไว้ใหญ่โต ๓ ตัวด้วยกัน พวกเราเฉลี่ยกันโต๊ะหนึ่งประมาณ ๗ หรือ ๘ คน อาหารที่มาวันนี้หน้าตาดูอร่อยมาก แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่านอกจากไม่หนาวแล้ว ทำไมวันนี้ถึงไม่หิวอีกด้วย ? อาจจะเป็นเพราะไม่มีใครหลงให้เสียเวลาไปเดินตามกระมัง ?!

    หลังจากที่กินกันจนอิ่มแล้ว ออกมาเข้าห้องน้ำ กระผม/อาตมภาพก็ชะงัก เพราะว่ามีตู้ใส่ปลาสดเป็น ๆ เอาไว้ แถมยังมีป้ายติดน้ำหนักเอาไว้อีกต่างหาก ประมาณว่าต้องการตัวไหนเชิญชี้ได้เลยลูกพี่..! ทำเอากลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ไหว

    เข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องลงมาที่บันไดอีกด้านหนึ่ง นั่งรออยู่บนรถของเรา จนกระทั่งทุกคนมาถึง ก็วิ่งยาวขึ้นไปทางด้านทิศเหนือ เพื่อที่จะไปยังเมืองอู่ไถซาน แต่ว่าวิ่งไปประมาณ ๒ ชั่วโมง เราก็มาแวะเข้าห้องน้ำก่อน รู้สึกว่ารัฐบาลจีนจะมีนโยบายที่สุดยอดมาก บรรดาท่านทั้งหลายที่มีภาพจำห้องน้ำห้องส้วมอันน่ากลัวของชาวจีน ตอนนี้ขอให้ลืมไปได้เลย เนื่องเพราะว่าประมาณ ๒ ชั่วโมงก็จะมีห้องน้ำหรู ๆ ให้เข้าทุกครั้งไป
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    แล้วพวกเราวิ่งต่อไปอีกประมาณ ๔๐ กว่านาที จนกระทั่งมาถึง "วัดโฝกวงซื่อ" ซึ่งก็คือ "วัดพุทธรังษี" นั่นเอง มาถึงที่นี่ประมาณบ่ายสามโมงกว่า พวกเราต้องขึ้นบันไดที่ชันดิ่งเกือบจะ ๙๐ องศา..! ไม่ทราบเหมือนกันว่าสมัยนั้นสร้างเอาไว้ป้องกันข้าศึกบุกหรืออย่างไร ? หรือว่าบรรดาพระของวัดนี้เก่งวิทยายุทธก็ไม่รู้ ? ทำให้ขึ้นลงโดยไม่รู้สึกลำบาก แต่พวกเราตะกายกันจนลิ้นห้อย..!

    เข้าไปที่วิหารใหญ่ด้านบน กราบสักการะพระพุทธเจ้า ๓ กาล คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล พร้อมพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และ ๗๒ อรหันต์ หลังจากนั้นค่อยเดินชมรอบบริเวณวัด เก็บรายละเอียดต่าง ๆ

    กระผม/อาตมภาพเดินออกไปทางด้านหลัง ซึ่งมีดอกท้อสีขาวบานสะพรั่งอยู่หลายต้น แต่ทางออกปิดอยู่ ถ่ายรูปดอกท้อแล้วจึงต้องเดินกลับมา ครั้นออกมาถึงข้างนอกแล้ว ถึงได้รู้ว่าเขามีการพาคณะเดินไปทางลัด เพื่อที่จะกลับออกมาโดยไม่ต้องเจอบันไดตะกายฟ้านั้นอีก

    ครั้นขึ้นรถกันจนครบครันแล้ว พวกเราก็วิ่งยาวขึ้นเขาไป จนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๖.๔๕ น. ของเมืองจีน ก็มาถึงประตูทางเข้าอู่ไถซาน พวกเราเข้าห้องน้ำแล้ว รีบมาถ่ายรูปกับป้ายหิน จากนั้นรอให้ "คุณอรุณ" ซื้อตั๋ว แล้วให้เขาสแกนผ่านไป โดยที่กระผม/อาตมภาพกับท่านปิงนั้นเข้าฟรี เพราะว่าเป็นพระ แต่เขาขอดูหนังสือสุทธิด้วย..!

    พวกเราวิ่งขึ้นมายังด้านบนของอู่ไถซาน จนกระทั่งประมาณ ๑๗.๓๐ น. ก็มาถึงโรงแรมที่พักของวันนี้ คือ Wutai Yi'an Hotel เข้าไปในห้องพักของตนแล้วยังตกใจว่า ทำไมถึงได้ห้องใหญ่ขนาดนี้ เพราะว่าเป็นห้องพักสองช่วง มีทั้งช่วงนั่งเล่น ช่วงรับแขก แล้วก็ช่วงห้องนอนอีกด้วย ครั้นวางสัมภาระและเข้าห้องน้ำแล้ว จึงได้รีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เพื่อให้ทุกท่านได้ฟังกันต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...