เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 22 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Wutai Yi'an Hotel อยู่ที่ ๔ องศาเซลเซียส แต่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ว่ากระผม/อาตมภาพกลับไม่รู้สึกว่าหนาว คงเย็น ๆ เป็นปกติเท่านั้น เมื่อปรารภกับทุกคน ปรากฏว่ามีเสียงบอกว่า "น่าจะเป็นวัยทองกระมัง ?" ขณะเดียวกัน เสียงคัดค้านก็ดังระงมว่า "เลยวัยทองไปตั้งหลายชาติแล้ว..!" ทำเอาพวกเราหัวเราะกันเสียไม่มี..!

    วันนี้ห้องอาหารเปิดตั้งแต่ ๖ โมงกว่า พวกเราเข้าไปฉันภัตตาหารซึ่งเป็นอาหารเจล้วน ๆ โดยที่ "น้องการ์ตูน" (นางสาวศรัณย์พร บุรินทรโกษฐ์) แหกกฎของเมืองอู่ไถ ด้วยการเอาไก่รวนเค็มมาด้วย เนื่องเพราะว่าอู่ไถซานนั้นเป็นเมืองพระพุทธศาสนา เฉพาะบนยอดเขาก็มีวัดถึง ๒๖๔ วัดเข้าไปแล้ว ดังนั้น..แทบทั้งบ้านทั้งเมืองจึงกินเจกันหมด..!

    เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็มาเดินดูสถานที่และถ่ายรูปต่าง ๆ ภายในโรงแรมของเขา เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า "นี่เป็นโรงแรมหรือว่าวัดกันแน่ ?" เพราะว่าทุกมุมล้วนแล้วแต่ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา มีกระทั่งห้องสวดมนต์ของตนเองด้วย และมีบรรดาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดวาอาราม อย่างเช่นพระพุทธรูป ลูกประคำ ตลอดจนกระทั่งแผ่นยันต์ หรือว่าหยกนำโชค เหล่านี้เป็นต้น วางจำหน่าย

    กระผม/อาตมภาพถูกตาลูกประคำซึ่งมีสีขาว ขนาดประมาณ ๒๐ มิลลิเมตร จับขึ้นมาแล้วกลับไม่ใช่งาช้าง "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ บอกว่า "เป็นเปลือกหอยมุกครับหลวงพ่อ" เมื่อดูราคาแล้วอยู่ที่ ๑,๕๐๐ หยวน กระผม/อาตมภาพตัดสินใจว่า เงินที่มีอยู่เพียงพอที่จะซื้อ แล้วงานนี้ซื้อของที่ระลึกชิ้นเดียว ก็น่าจะจบตั้งแต่ต้นยันปลายเลย..!

    แต่เมื่อถามราคาแล้ว "ท่านปิง" ซึ่งบอกว่า "เวลาซื้อของหรือต่อราคา ภาษาจีนผมจะดีมากเลยครับ..!" ทำให้สามารถต่อลดลงมาได้ที่ราคา ๑,๓๐๐ หยวน โดยที่ให้กระผม/อาตมภาพจ่าย ๑,๐๐๐ หยวนถ้วนเท่านั้น อีก ๓๐๐ หยวนท่านปิงขอร่วมบุญด้วย

    พวกเรามาขึ้นรถที่มารอรับอยู่ตั้งแต่ก่อน ๘ โมงเล็กน้อย แต่ปรากฏว่ามี "อาม่า" สองราย ซึ่งเป็นเจ้าของแผงลอยรถเข็นติดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า นำเอารถเข็นขายของที่ระลึกมาจอดขวางหน้ารถของเรา เพื่อขายของเสียอย่างนั้น..! ของที่เขาแนะนำนั้นเป็นไม้ ๖ เหลี่ยม ซึ่งอยู่ในลักษณะเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะท้องถิ่น จำไม่ได้แล้วเรียกว่าอะไร แต่ว่าพอถึงเวลากลึงออกมาเป็นลูกประคำแล้ว จะมีเส้นสีดำอยู่ ๖ เส้นรอบข้างแบบพอดิบพอดี
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    พวกเราใครต้องการก็ซื้อหากันตามระเบียบ แล้ววิ่งรถต่อไปประมาณ ๒๐ นาที ก็มาถึงเชิงเขาอู่ไถซาน ซึ่งมีรถแบตเตอรี่จอดรออยู่หลายคัน แต่ว่า"คุณอรุณ" ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเราบอกว่า "ขึ้นรถเก๋งดีกว่าครับ รถแบตเตอรี่เปิดโล่ง อาจจะหนาวกันได้" พวกเราจึงเรียกรถเก๋ง ๓ คันวิ่งตามขึ้นไปจนถึงยอดเขา ซึ่งด้านบนมีที่จอดรถกว้างขวางมาก และมีอาคารอีกหลายหลังที่กำลังก่อสร้างอยู่ รอจนพวกเรามาถึงและเข้าห้องน้ำกันครบครันแล้ว ก็เดินเข้าไปภายใน "วัดผูซ่าติ่ง" แห่งนี้

    สิ่งแรกที่เจอก็คืออักษรคำว่า "ฝอ" ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า ตัวใหญ่มหึมา แต่ว่าด้านล่างของอักษรสีทองนั้น โดนลูบจนสึกเป็นเนื้อหินไปหมดแล้ว..! พวกเราทั้งหมดก็เลยไปลูบเพื่อรับความดีใส่ตัวบ้าง แล้วก็มีโยมบริจาคเหรียญมาหลายเหรียญ ซึ่งเห็นชาวจีนเขาเอาเหรียญไปสอดไว้ตามซอกของตัวอักษร กระผม/อาตมภาพที่ค่อนข้างจะสูง ก็เลยเขย่งขึ้นไปวางเสียสูงลิบเลย..!

    แล้วเดินต่อเข้าไปทางด้านใน ซึ่งซ้ายมือนั้นเคยเป็นหอฉันของพระลามะทั้งหลาย ที่อาศัยอยู่ในวัดผูซ่าติ่งแห่งนี้ แต่ว่าปัจจุบันนี้เป็นวิหารของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ให้พวกเราได้เข้าไปกราบสักการะ แล้วก็มีเจดีย์ซึ่งเป็นที่เป็นเครื่องเผาเครื่องหอม สำหรับถวายเป็นพุทธบูชาอยู่ตรงกลาง

    กระผม/อาตมภาพเอาเหรียญที่เหลือโยน กะจะให้เข้าสู่ยอดเจดีย์ แต่ด้วยความสูงที่เกิน ๓ เมตร ก็เลยทำให้โยนไม่เข้า พอเปลี่ยนใจมาโยนเข้าชั้นแรกทีเดียวก็ลงเลย ทำเอาญาติโยมหัวเราะกันใหญ่ แล้วก็เดินเลยขึ้นไปทางด้านบน เพื่อที่จะเข้าไปไหว้พระภายในศาลา ด้วยความที่ว่าเราขึ้นรถมาบนยอดเขา แทนที่จะเดินขึ้นจากเชิงเขา พวกเราจึงต้องไหว้พระย้อนลงไป ไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองที่เดินไหว้ขึ้นมากัน

    วิหารแห่งแรกนั้น แสดงความยิ่งใหญ่ของวัดหลวงออกมาอย่างชัดเจน ก็คือมีป้ายสีเหลืองอร่าม เครื่องหมายของฮ่องเต้ เนื่องเพราะว่าอู่ไถซานนี้ คังซีฮ่องเต้เสด็จมาถึง ๕ ครั้ง ส่วนเฉียนหลงฮ่องเต้เสด็จมามากกว่าพ่ออีก ก็คือมาถึง ๖ ครั้งด้วยกัน ทำให้วัดวาอารามแห่งนี้ เป็นวัดหลวงไปโดยปริยาย

    พวกเราถวายสักการะพระประธานในวิหารบนสุดแล้วก็ลงมาด้านล่าง ซึ่งมีหลักหินสลักประวัติของวัดอยู่ ๒ - ๓ หลัก ตรงนี้เป็นวิหารของพระสังกัจจายน์ ด้านหลังนั้นเป็นรูปของพระองคุลิมาลเถระ หรือว่าทางด้านสันสกฤตเชื่อว่าเป็นพระพระสกัณฑกุมาร โดยที่คนจีนเรียกว่า "อุ่ยท้อ" ส่วนทางด้านข้างนั้นเป็นท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔

    พวกเราถวายสักการะกันเป็นลำดับ แล้วก็หลีกออกทางด้านข้าง เพื่อที่จะให้คนที่เขาเดินกันเกะกะไปหมดนั้น จะได้มีทางไปทางมาได้สะดวก โดยหลบไปถ่ายรูปหมู่กันหน้าป้ายประวัติวัด เมื่อเสร็จสรรพเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็เก็บรายละเอียดของสถานที่บางมุมซึ่งคนอื่นไม่สนใจ แล้วพวกเราก็ต้องเดินลงบันไดไปยังวิหารด้านล่าง ซึ่งเป็นบันไดสูงชันถึง ๑๐๘ ขั้น ทำเอารู้สึกว่าอายุย่าง ๖๘ ปีกับบันไดชัน ๆ ขนาดนี้ จะไปกันไม่ค่อยได้..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    พวกเราลงมาจนถึงตีนบันไดซึ่งมีอักษรคำว่า "ฝอ" อยู่อีกแห่ง แต่ว่าคนจีนเข้าแถวกันยาวเหยียด เพื่อที่จะไปลูบขอพรและถ่ายรูปกัน แต่ละคนก็ช้าเหลือใจ "คุณอรุณ" จึงบอกพวกเราว่าไม่ต้องไปเข้าแถวแล้ว ให้เดินเลยลงไปทางด้านล่างเลย เมื่อเลี้ยวซ้ายมือ กระผม/อาตมภาพก็เจอเรื่องประหลาด ก็คือมีสิงโตตัวผู้เดียวดายอยู่ตัวเดียว ปกติแล้วสิงห์ของทางประเทศจีนจะแกะสลักเป็นคู่เท่านั้น หรือว่าเจ้าตัวนี้อยู่ในวัด เลยโดนบังคับให้ไร้คู่ไปโดยปริยาย..!

    เมื่อเลยสิงโตและรูปแกะสลักมังกรไปแล้ว ตรงด้านหน้าก็จะมีรูปพระมหากัจจายนะ หรือว่าพระสังกัจจายน์ แกะด้วยหินขาว ทางด้านซ้ายเป็นอักขระว่า "ฝุก" แปลว่าความสุข หรือวาสนา ทางด้านขวามือก็เป็นคำว่า "ฝอ" ซึ่งแต่ละคนก็ไปทำการลูบ ๆ คลำ ๆ ขอพรกันอีกตามเคย..!

    จากนั้นก็เดินลงบันไดมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งมาถึงบริเวณทางออกซึ่งเป็นทางยาวมาก ตรงจุดนี้มีห้องน้ำอยู่ พวกเราจึงถือว่าเป็นจุดนัดพบ โดยอาศัยเสียงจากหูฟังบอกว่าให้มารอพบกันที่ตรงนี้ แต่ด้วยความที่ว่าผู้คนมากมายที่แห่กันมาขอพร ทำให้คิวห้องน้ำยาวเหยียด กว่าที่พวกเราจะได้เข้าห้องน้ำกันครบคนก็เกือบจะ ๑ ชั่วโมงเลยทีเดียว..!

    จากนั้นพวกเราก็เดินลัดลงมาทางด้านล่าง เมื่อพ้นเขตของทางวัดผูซ่าติ่งนี้แล้ว ก็จะเป็น "วัดเสียนทง" หรือว่า "วัดต้าเสียนทงชื่อ" เมื่อเดินเข้าไปทางด้านใน "คุณอรุณ" ก็บอกว่าให้เวลาจนถึง ๑๐.๑๐ น. ให้มารอกันที่บริเวณจุดนัดพบ บริเวณหน้าสิงโตคู่ซึ่งแกะสลักจากหินขาว พวกเราเข้าไปภายในท่ามกลางผู้คนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน..! เนื่องเพราะว่าในที่นี้สามารถอธิษฐานขอได้ทุกเรื่อง จะขอโชคลาภ ขอเรื่องหน้าที่การงาน ขอเรื่องของปัญญา ขอเรื่องของการศึกษา ขอในเรื่องของความร่ำรวย ขอในเรื่องคู่ครอง ขอในเรื่องครอบครัว สารพัดสารเพ สามารถขอกันได้อย่างชนิดที่ผู้ฟังก็คงรับฟังกันจนเบื่อ..!

    กระผม/อาตมภาพมองไปยังท่านผู้หนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเทพหนวดงามทีเดียว เพราะว่าหนวดยาวเป็นศอก ถามท่านว่า "ฟังเขาขอมาก ๆ แล้วเบื่อบ้างหรือเปล่า ?" ท่านบอกว่า "เบื่อก็จะทำอย่างไรได้ เขากำหนดมาให้อย่างนี้" เมื่อสอบถามว่า "แล้วท่านให้เขาสำเร็จอย่างไร ?" ท่านก็บอกว่า "ต้องดูบุญเก่าเขาด้วย ถ้าหากว่าบุญเก่าเขาสนองก็ช่วยให้สำเร็จได้ ถ้าบุญเก่าของเขายังไม่เพียงพอ ก็ต้องรอเขาทำบุญสะสมไปเรื่อยก่อน"

    กระผม/อาตมภาพขอบคุณท่านแล้วก็เดินเข้าไปตามวิหารต่าง ๆ ซึ่งแต่ละหลังนั้น "จัดเต็ม" จัดเอาไว้อย่างสวยงามเป็นอย่างยิ่ง บางวิหารถึงขนาดมี ๗๒ อรหันต์อยู่ทีเดียว เพียงแต่ว่าสถานที่ทั้งหลายเหล่านี้ยังอยู่บนพื้นราบ กระนั้นพวกเราหลายคนเดินกว่าจะทั่วก็หมดแรงกายแรงใจแล้ว..!

    เหลือเพียงไม่กี่คนที่ตามกระผม/อาตมภาพขึ้นเขาไปยังวิหารทองด้านบน ซึ่งเป็นวิหารของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ บนนี้มีเจดีย์ลักษณะที่หล่อขึ้นมาจากโลหะ แล้วปิดทองเหลืองอร่ามอยู่ ๔ - ๕ หลัง บางหลังก็สามารถหมุนเคลื่อนรอบด้านได้ ให้ญาติโยมไปหมุนขอพรกันตามอัธยาศัย

    กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปได้ครบถ้วนแล้ว ก็เดินลงมาด้านล่าง มีญาติโยมตามมา ๗ - ๘ คน ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันแล้วเดินออกมาถึงจุดนัดพบ ๑๐.๐๘ น. มาถึงก่อนเวลา ๒ นาที แต่ว่าต้องรอคนอื่นอยู่ค่อนข้างนานทีเดียว..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เมื่อมาครบกันแล้ว พวกเราก็เดินต่อลงไปทางด้านล่าง ซึ่งวัดนื้ชื่อ "วัดต้าถ่าเยี่ยนซื่อ" เป็นวัดที่มีเจดีย์สีขาวใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ๒ องค์ ใคร ๆ ก็มาเดินวนทักษิณาวัตร ๓ รอบ เพื่อขอพรที่นี่ ทำให้ผู้คนแน่นขนัดไปหมด น่าเสียดายที่ว่าเขากำลังปิดซ่อมอยู่ เมื่อถวายสักการะพระประธานแล้ว กระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนเดินภาวนาพระคาถาเงินล้าน ๓ รอบ แต่ขอโทษเถอะ..ตนเองเดินรอบที่ ๒ แล้วคนอื่นรอบที่ ๑ ยังไม่ครบเลย..!

    เมื่อจบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปหมู่ร่วมกันทางด้านนอก จากนั้นก็เดินต่อออกไปบริเวณที่เขาถึงขนาดต้องเอารั้วกั้น แล้วเอารถตำรวจมาขวางเอาไว้..! เนื่องเพราะว่าเป็นจุดของ "มังกรตัวที่ ๕" ซึ่งมีหน้าที่ประทานความร่ำรวย ทำให้ก่อนนี้ผู้คนแห่กันมาจนกระทั่งแถวยาวหลายกิโลเมตรเลยทีเดียว เมื่อทำให้รถติดแล้วก็ผู้คนแน่นขนัดไปหมด อาจจะมีการทุจริตคิดมิชอบอะไรขึ้นมาได้ จึงต้องจัดตำรวจทหารมากั้นรั้วกั้นรถ ไม่ให้เข้าไปบริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด ขนาดกระผม/อาตมภาพยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ยังโดนตำรวจตะโกนห้ามเลย..!

    เมื่อเดินลงมาทางด้านล่าง ปรากฏว่ามีพระอาทิตย์ทรงกลดสวยงามมาก ญาติโยมจึงแย่งกันถ่ายรูปเป็นการใหญ่ หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็นั่งรถวิ่งต่อไปเป็นเวลาเกือบชั่วโมง มาถึงภัตตาคารซึ่งก็เป็นอาหารเจอีกตามเคย หลายท่านที่ชอบผักก็กินกันกระจาย ท่านไหนที่ไม่ชอบก็ทำท่าเหมือนจะบรรลุธรรมอยู่ตรงนั้นเอง..!

    เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็วิ่งลงมาจากเขาอู่ไถซานแห่งนี้ ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็มาถึงสถานที่ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของเขา มาอาศัยเข้าห้องน้ำ บริเวณนี้ชื่อว่า "อำเภอซาเหอ" ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ "อำเภอแม่น้ำทราย" นั่นเอง เห็นราคาน้ำมันของเขาแล้วก็รู้สึกว่าแพงเอาเรื่องทีเดียว เพราะว่าตกลิตรละ ๖๕ บาท ทางรัฐบาลจีนนั้น มีนโยบายจะให้ใช้รถไฟฟ้ากันทั้งหมด แต่บรรดารถบรรทุกหนักนั้นยังต้องเป็นรถน้ำมันอยู่ จึงต้องเติมน้ำมันราคาแพงอย่างนี้

    เมื่อเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราวิ่งออกมาประมาณ ๑๐ นาที แล้วเจอรถติดยาวเหยียด กระผม/อาตมภาพร้องว่า "โอ้โฮโว้ย..ยาวกี่กิโลกันแน่ ?" คนอื่นก็ยังสงสัย เพราะว่าเห็นอยู่ข้างหน้า ๓ - ๔ คัน ที่เหลือนั้นพ้นโค้งไปแล้ว ก็ช่วยไม่ได้ที่คนแก่ตายาว พวกเราก็เลยอาศัยเวลาที่รถติดนี้ในการนอนหลับกันบ้าง กระผม/อาตมภาพก็ส่งงานทางไลน์จนกระทั่งเสร็จ ปรากฏว่าติดอยู่ถึง ๔๐ กว่านาที เนื่องจากว่ามีอุบัติเหตุรถชนกันทางด้านหน้า
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    จนกระทั่งตำรวจมาเคลียร์รถคู่กรณีออกไปได้ พวกเราถึงได้เดินทางต่อไป โดยที่มุ่งไปสู่ทางด้านเมืองอิ้งเซี่ยน ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก เพราะว่าที่นี่มีเจดีย์ไม้ ซึ่งก่อสร้างสูง ๖๐ กว่าเมตร โดยที่ไม่ได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว และสวยงามแข็งแรงมาก แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามาถึง ๙๗๐ ปี ผ่านการไหวของแผ่นดินใหญ่ ๆ เล็ก ๆ มาแล้ว ๒๐๐ กว่าครั้ง ยังไม่สามารถทำให้เจดีย์นี้สะเทือนได้เลย โดยเฉพาะผู้สร้างก็คือ "เซียวไท่โฮ่ว" ซึ่งเป็นกษัตริย์หญิงของแคว้นเหลียว ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือบรรพบุรุษของกระผม/อาตมภาพนั่นเอง..! เป็นผู้ที่มาก่อสร้างเอาไว้

    พวกเราเดินเข้าไปทางด้านในโดยที่ต้องผ่านด่าน กระผม/อาตมภาพอาศัยสิทธิคนแก่ผ่านฟรีตามเคย เข้าไปด้านในแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำกันก่อน เจ้าประคุณเถอะ..ห้องน้ำเขาหรูสุด ๆ ทางด้านนอกสร้างเหมือนพระราชวังของจีน ส่วนทางด้านในนั้น กระทั่งกำแพงดูท่าว่าจะเป็นหินอ่อน หรือไม่ก็หยกขาวเสียด้วย..!

    เมื่อเข้าห้องน้ำกันออกมาแล้ว ก็มาฟัง "คุณอรุณ" บรรยาย โดยที่พวกเราความจริงแล้วมี "โลคัลไกด์" อีกท่านหนึ่งชื่อ "เสี่ยวจู" มาด้วย แต่ด้วยความที่ว่า "คุณอรุณ" มีหน้าที่บรรยาย แกก็เลยเงียบอยู่จนไม่ได้ยินเสียง แต่พอนำกระผม/อาตมภาพเดินเข้าไป แกสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีเสียด้วย..!

    พวกเราวนถ่ายรูปทั้งด้านนอกด้านใน ซึ่งขึ้นไปได้แค่ชั้น ๑ เท่านั้น เพราะว่าชั้น ๒ ชั้น ๓ ได้ยินมาว่าด้านในมีบางส่วนที่เริ่มชำรุดเพราะแผ่นดินไหว เพื่อป้องกันไม่ให้พังทลาย ด้วยคนที่มาจำนวนมากในแต่ละปี เขาจึงปิดไม่ให้ขึ้นไป พระประธานภายในนั้นสูงถึง ๑๑ เมตร แต่ว่ามีความชำรุดเล็กน้อย เนื่องเพราะว่าช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น บรรดา "เรดการ์ด" พยายามที่จะทำลายสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ แต่ด้วยความที่ว่าองค์ใหญ่เกินไป ไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปทำลายถึงด้านบนได้ องค์พระท่านถึงได้รอดมาจนทุกวันนี้

    เมื่อพวกเราฟังบรรยายจบแล้ว "คุณอรุณ" ก็ปล่อยให้ถ่ายรูปตามอัธยาศัยได้ ๒๐ นาที แล้วนัดเจอกันบริเวณทางออก ซึ่งเป็นวิหารกลาง ก่อนหน้านี้น่าจะเป็นทางเข้า แต่ว่าในสมัยนี้เปลี่ยนเป็นทางออก มีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ให้ขอพร ด้านหลังก็คือท่านสกัณฑกุมารอีกตามเคย สองข้างก็คือท้าวจตุมหาราช

    กระผม/อาตมภาพก้มหน้าก้มตาส่งรูปเข้ากลุ่มไลน์อยู่ ก็อาเฮียคนหนึ่งมาสะกิด ส่งกล้องให้ดู กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วถึงกับเหวอ..! เนื่องเพราะว่าเป็นรูปของกระผม/อาตมภาพด้านหลัง กับพระเจดีย์อิ้งเซี่ยนนั่นเอง แต่ขอโทษเถอะ..มีประกายสีทองสว่างอร่ามไปทั้งท้องฟ้า ทำให้อาเฮียแกเกิดความปลื้มปีติ ถึงขนาดสองคนผัวเมียเอามาอวด ท่านปิงก็เลยรีบขอก็อปปี้เอาไว้ ไม่ได้ต้นฉบับ ขอถ่ายรูปผ่านกล้องก็ยังดี..!

    แล้วเมื่อพวกเรามาครบก็เดินออกมารอรถอยู่ทางด้านนอก จากเมืองนี้เรายังต้องวิ่งไปยังเมืองโบราณต้าถง กระผม/อาตมภาพส่งงานเสร็จแล้ว ก็หลับตาภาวนา อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย แม้ว่ามีอุปสรรคเล็กน้อย ก็ขอให้เกิดขึ้นกับคนอื่นอย่างวันนี้ อย่าได้มาเกิดขึ้นกับคณะของเราเลย..!

    พวกเราวิ่งมาจนเกือบจะ ๖ โมงเย็น ก็ผ่านแม่น้ำซ่างตัน เข้ามาสู่เมืองต้าถง มองไปทางไหนก็เห็นแต่คอนโดมิเนียมระฟ้าเต็มไปหมด มาถึงบริเวณหน้า "โรงแรม Hampton by Hilton" เมืองต้าถง เวลา ๖ โมงเย็นพอดี เมื่อรับกุญแจเข้าสู่ห้องพักแล้ว กระผม/อาตมภาพจัดการสรงน้ำสรงท่า แล้วมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เสร็จแล้วว่าจะรีบฉันยาแล้วเข้านอน เพราะว่าพรุ่งนี้นัดกันที่ตัวเลข ๖ - ๗ - ๘ อีกตามเคย

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...