เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Hampton by Hilton เขตผิงเฉิง เมืองต้าถง อยู่ที่ ๔ องศาเซลเซียส และก็เหมือนเดิม คือไม่ได้รู้สึกว่าหนาวอะไรเลย ซ้ำยังรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษอีกต่างหาก..!

    โดยเฉพาะเมื่อคืน กระผม/อาตมภาพเข้าสมาบัติยาว ๆ เนื่องเพราะรู้สึกว่าอารมณ์ใจทรงตัวดีมาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเนื่องด้วยวันนี้เราจะไปสักการะพระพุทธรูป ๕๐,๐๐๐ กว่าองค์ที่ถ้ำหยุนกังสือคูหรือเปล่า ? จึงทำให้อารมณ์ใจเริ่มทรงตัวล่วงหน้าตั้งแต่บัดนี้..!

    ห้องอาหารของทางโรงแรมยืนยันว่าเปิด ๗ โมงเช้า แต่พอกระผม/อาตมภาพลงไปถ่ายรูปบริเวณหน้าโรงแรมสักพักหนึ่ง "น้องการ์ตูน" (นางสาวศรัณย์พร บุรินทรโกษฐ์) ก็ส่งไลน์มาแจ้งว่าห้องอาหารเปิดแล้ว จึงขึ้นไปตักอาหารในส่วนของตนมานั่งฉัน เมื่ออิ่มแล้วก็กลับขึ้นไปห้องพักนำกระเป๋าลงมา แล้วก็คืนคีย์การ์ดให้กับทางโรงแรม

    พวกเราทั้งหมดที่มาด้วยกันคณะนี้มีความพร้อมสูงมาก แม้ว่าจะมีผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันถึง ๕ คน ก็คือนอกจากกระผม/อาตมภาพแล้ว ยังมีอีก ๔ ท่าน แต่ก็ยังสามารถที่จะทำอะไรทันรุ่นหนุ่มรุ่นสาวเขาได้ ถือว่าเป็นคนแก่ที่มีคุณภาพ ขอชมตัวเองแบบไม่เขินเลย..!

    เมื่อพวกเราพร้อม ทางด้านโชเฟอร์ก็พาวิ่งไปยัง "เมืองโบราณต้าถง" ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒๐ นาทีเท่านั้น เมืองโบราณต้าถงนี้ก็เป็นเมืองโบราณที่มีชีวิต ก็คือมีผู้คน มีกิจการร้านค้า มีรถราวิ่งขวักไขว่เหมือนกับเมืองปกติ เพียงแต่ว่าสิ่งก่อสร้างนั้น ส่วนที่เก่าก็บูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้ ส่วนอะไรที่สร้างขึ้นมาใหม่ ก็ต้องกลมกลืนกับของเก่า ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้สร้าง

    พวกเราวิ่งผ่านหอสูงซึ่งน่าจะเป็นประตูเมืองของแต่ละทิศ หรือไม่ก็เป็นหอสังเกตการณ์ในยามศึกยามสงคราม จนกระทั่งมาจอดที่บริเวณหนึ่ง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าตรงนี้เป็นจุดที่เขาสร้างใหม่ เพื่อที่จะให้เป็นจุดไฮไลท์ของพื้นที่ เพราะว่ามีร้านจำหน่ายของที่ระลึกเยอะมาก โดยเฉพาะมีวัดสำคัญของเมืองต้าถงอยู่ที่นี่ แต่ว่าทาง "คุณอรุณ" ให้เวลาพวกเราแค่ ๔๐ นาทีเท่านั้น เพราะว่าเป้าหมายสำคัญในวันนี้ของเราก็คือ "ถ้ำหมื่นพระพุทธ" หรือว่า "ถ้ำหยุนกังสือคู" นั่นเอง

    เมื่อลงรถมาถ่ายรูปหมู่กันเรียบร้อยแล้ว ก็ปล่อยให้เดินกันตามอัธยาศัย แต่เป็นที่น่าเสียดายมากว่า พวกเรามาถึงแค่ ๐๘.๒๐ น. ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ แทบจะไม่มีร้านไหนเปิดเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเลย..!

    กระผม/อาตมภาพกับ "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เดินดูสิ่งก่อสร้างและสิ่งต่าง ๆ ในบริเวณนี้พร้อมกับถ่ายรูปไปด้วย ตรงกลางลานกว้างมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นน้ำพุ ทรงประมาณว่าน้ำเต้าของเซียนวิเศษ มีมังกรล้อมรอบ แต่ว่าช่วงที่เรามาถึงเขาไม่ได้เปิดน้ำพุ จึงดูเฉา ๆ ไปหน่อย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เดินดูการตกแต่งของแต่ละร้าน ซึ่งเอาไว้ดึงดูดลูกค้า จนกระทั่งไปถึงด้านท้ายสุด มีสิ่งก่อสร้างแปลก ๆ อยู่ในทรงลักษณะคล้ายซุ้มประตูสวรรค์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะก่อสร้างอยู่ในเขตของพระราชฐานมากกว่า จึงได้เดินขึ้นทางลาดซึ่งค่อนข้างชันเข้าไปดูข้างใน ตอนแรกเห็นหอกลมแห่งหนึ่ง ซึ่งกระผม/อาตมภาพได้รับคำบอกเล่าจากเจ้าที่เจ้าทางท่านว่าเป็นหอกลอง แต่พอเดินไปถึงด้านหน้า ประตูกลับปิดอยู่ ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้

    ครั้นมองออกไปทางด้านหน้าของสถานที่ ก็เห็นสัญลักษณ์ดาวโอบเดือนบนหออะซานทั้งซ้ายและขวา แปลว่าที่นี่น่าจะเป็นมิสยิดแห่งหนึ่งของพี่น้องมุสลิมแน่นอน ครั้นถ่ายรูปแล้วจึงได้เดินออกมาทางด้านหน้า แล้วก็ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นมัสยิดจริง ๆ แต่ว่าสงบร่มเย็นน่าอยู่มาก โดยเฉพาะมีดอกไม้สวย ๆ พวกดอกบ๊วยดอกท้ออยู่เต็มไปหมด

    พวกเราจึงได้ถ่ายรูปกันในบริเวณนี้ โดยมีญาติโยม ๔ - ๕ คน ที่ค่อนข้างจะรู้แกว ตอนนี้เห็นกระผม/อาตมภาพไปไหน ก็จ้ำตามอย่างเดียว เพราะมั่นใจว่าจะต้องไปเจออะไรดี ๆ แน่นอน ครั้นถ่ายรูปโดยที่ทางบุคคลในมัสยิดไม่มีใครมาสอบถามหรือว่าทักท้วงอะไร ก็แปลว่าสถานที่นี้เป็นหนึ่งในที่ท่องเที่ยว ซึ่งถ้าเราไม่ได้เข้าไปในหอละหมาดของเขา เขาก็ไม่ห้ามอะไร

    เมื่อถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจแล้วก็เดินย้อนออกมา มีญาติโยมตามมาขอถ่ายรูปด้วย น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือไม่ก็เจ้าของร้านบริเวณนั้น กระผม/อาตมภาพบอกอย่างเดียวว่า "ทิงปู้ต่ง..ฟังไม่ออก" แล้วเดินหนีไปเลย ปล่อยให้ "ท่านปิง" รับหน้าเขาไปคนเดียว เป็นที่น่าเสียดายว่าเขาเห็นพระเป็นของแปลก ต้องการที่จะถ่ายรูปคู่ด้วยเท่านั้น เรื่องของธรรมะอะไรไม่มีใครสนใจเอาเสียเลย..!!

    เมื่อเดินย้อนกลับมาเลยน้ำพุน้ำเต้าวิเศษไปแล้วก็เลี้ยวซ้าย ร้านค้าทั้งหลายทั้งปวงแทบจะไม่มีใครเปิดเลยสักร้าน เดินไปจนเกือบสุดทางจึงชวน "ท่านปิง" ย้อนกลับมา เจอญาติโยมของเราอีกหลายคน ถามว่า "เดินหาห้องน้ำหรือเจ้าคะ ?" กระผม/อาตมภาพได้แต่บอกว่า "เดินดูว่ามีร้านค้าไหนเปิดบ้าง" พอดีเจอกับ "คุณหนึ่ง" (นายบัญชา เซ็นภักดี) กับ "คุณแบงค์" (นางศรินธร เซ็นภักดี) สองตายาย ชี้ว่าถ้าเดินไปสุดกำแพงวัดด้านโน้น จะมีห้องน้ำอยู่ทางซ้าย กระผม/อาตมภาพหันไปมองหน้า "ท่านปิง" แล้วก็ตกลงกันว่า "เข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า" เพราะไม่รู้จะเดินทางอีกไกลอีกเท่าไร ?

    ครั้นเดินไปเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล ก้าวเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็สะดุ้งว่า "ทำไมถึงได้ร้อนขนาดนี้..!" ปรากฏว่าเขาเปิดฮีตเตอร์อยู่ เมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วออกมา ถึงได้บอกกับ "ท่านปิง" ว่า อากาศน่าจะหนาวจริง ๆ เพราะว่าขนาดในห้องน้ำสาธารณะเขายังเปิดฮีตเตอร์ทิ้งไว้ แต่ที่พวกเราไม่หนาวเพราะว่าเจ้าที่ท่านสงเคราะห์นั่นเอง..! แล้วก็เป็นที่น่าเสียดายว่าท่านไม่ให้เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามเสียด้วย เพราะเกรงว่าพวกเรานี่แหละที่จะไปรบกวนท่านอีก..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เมื่อเดินย้อนกลับมาที่บริเวณซุ้มประตูที่ถ่ายรูปครั้งแรก รอจนกระทั่งคณะของเรามาครบ ก็เดินข้ามถนนไปเพื่อขึ้นรถที่ไม่สามารถจอดฝั่งนี้ได้ ครั้นขึ้นครบครันแล้วก็วิ่งยาวต่อไปจนกระทั่งถึงบริเวณที่จอดรถของนักท่องเที่ยว ซึ่งมาชมถ้ำหยุนกังสือคูที่นี่ พวกเราส่วนหนึ่งไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็มารับพาสปอร์ตของใครของมัน เพราะว่าต้องอาศัยในการสแกนผ่านเข้าไปภายใน โดยที่กระผม/อาตมภาพไม่ต้องเสียสตางค์ เพราะใช้สิทธิ์คนแก่ตามเคย..!

    เป็นที่น่าเสียดายว่า ก่อนนี้หลายเดือน มีผู้ซื้อหนังสือถ้ำหยุนกังสือคูแห่งนี้โดยญาติโยมท่านหนึ่ง นำไปถวายกระผม/อาตมภาพ แล้วมีบัตรเข้าชมอยู่ ๘ ใบ แต่บัตรทั้งหลายเหล่านั้นไม่สามารถจะใช้งานตอนนี้ได้ จึงต้องมาจ่ายเงินกันอีกวาระหนึ่ง

    เมื่อเข้ามาถึงทางด้านใน มีช้าง ๖ งา ของ "ท่านพระโพธิสัตว์ผู่เสียน" หรือที่พวกเรารู้จักในนามของ "พระสมันตภัทรโพธิสัตว์" แบกเสาสลักเอาไว้ทั้งหมด ๒๖ ต้น อยู่ข้างทางเดินด้านละ ๑๓ ต้น พวกเราจึงถ่ายรูปหมู่กันตรงนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน บริเวณที่ทำเป็นวงกลมกว้างใหญ่นั้น มีต้นที่เขาเรียกว่าผู่ที้มู่ ซึ่งจริง ๆ ก็คือต้นโพธิ์นั่นเอง มาจากคำว่า "โพธิ" ของภาษาบาลี ซึ่งมีคนไปผูกผ้าแดงขอโชคขอลาภกันจำนวนมาก

    พวกเราเลี้ยวซ้ายไปบริเวณที่ขายตั๋ว เพื่อที่จะซื้อตั๋วแล้วนั่งรถไฟฟ้าเข้าไปทางด้านใน ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะว่านักท่องเที่ยวคับคั่งเลยทีเดียว เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว พวกเราก็พยายามที่จะนั่งรถคันเดียวกัน แต่ด้วยคนเกินจำนวนรถ จึงต้องนั่งกันสองคันโดยปริยาย วิ่งเข้าไปทางด้านในไม่ไกลนัก ก็มาหยุดที่ซุ้มประตูสวรรค์อีกแล้ว ซึ่งทางด้านซุ้มประตูสวรรค์ของมัสยิดนั้น ทำให้พวกเราเข้าใจว่า เขาน่าจะสร้างไว้ประมาณว่า ถ้าใครเดินเข้าไปด้านใน ก็คือการเข้าสู่สรวงสวรรค์นั่นเอง

    เรารอกันจนกระทั่งคณะในรถอีกคันหนึ่งมาครบ ก็เดินเข้าไปเจอป้ายใหญ่มหึมา ซึ่ง "คุณอรุณ" บอกว่าเป็นตัวหนังสือที่เขาได้มาจากถ้ำต่าง ๆ ที่นี่ แล้วนำมาจารึกเอาไว้ที่เดียว พร้อมกับบรรยายว่า ถ้ำหยุนกังสือคูนี้เป็นถ้ำทางพระพุทธศาสนา มีถ้ำหลัก ๆ อยู่ทั้งหมด ๔๕ ถ้ำด้วยกัน แกะสลักพระพุทธรูปใหญ่ ๆ เล็ก ๆ จำนวน ๕๔,๐๐๐ กว่าองค์ พวกเรามาครั้งนี้จะมีถ้ำสำคัญอยู่ประมาณ ๔ - ๕ ถ้ำ ก็คือถ้ำที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ประมาณนี้ กระผม/อาตมภาพฟังไม่ค่อยถนัด เพราะว่าเดินตามคณะของเด็กนักเรียนไปค่อนข้างจะไกล เสียงบรรยายก็เลยขาดบ้างมาบ้าง

    แล้วเมื่อไปถึงถ้ำแรก เดินตามนักเรียนเข้าไปครึ่งทางแล้ว "คุณอรุณ" ถึงได้บอกว่า ถ้ำไหนที่นักเรียนเข้า พวกเราอย่าได้ไปเข้า ให้เดินเลยไปเลย จะได้ไปเข้าถ้ำที่คนน้อยหน่อย แต่ว่าอยู่ในลักษณะ "ผีถึงป่าช้า" เสียแล้ว จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เข้าไปข้างในถ่ายรูปตามที่ตนเองต้องการแล้ว ก็ไหลตามมวลมหาประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนออกมา
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เมื่อเดินมาถ่ายรูปมาจนถึงถ้ำที่ ๕ เห็น "ท่านปิง" อยู่ไกล ๆ ประมาณหัวแถว กระผม/อาตมภาพจึงไปต่อท้าย ซึ่งจะต้องวนทบไปทบมาอีก ๕ ชั้น เสียง "คุณอรุณ" บอกว่าอย่าได้เข้าไป ให้เราเลยไปก่อนถ้ำที่มีคนน้อย พวกเราก็ไม่ทราบที่จะแก้ไขอย่างไร เดินตามเข้าไปจนถึงทบที่ ๓ จึงเห็นช่องทางว่างพอที่จะมุดลอดรั้วออกมาได้ โดยมีโยมสองคน ก็คือ "น้องจุ๋ม" (นางสาวนุจรีย์ คูรัตน์ชัชวาล) และ "น้องโอ๋" (นางสาวนิภาพร คูรัตน์ชัชวาล) ซึ่งเป็นคณะของท่านอาจารย์วิชชุ อารมณ์ดี ที่ไปช่วยงานที่วัดท่าขนุนอยู่ทุกบ่อย มุดตามออกมาแล้วก็หัวเราะเป็นการใหญ่ เพราะว่าคนอื่นเขาสงสัยว่ามาถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่เข้าไป ?

    หลังจากนั้นพวกเราก็อาศัยจังหวะว่าถ้ำไหนคนน้อย ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ ก็มุดเข้าไปถ่ายรูปทุกที่ เนื่องเพราะว่าทุกแห่งนั้นเยือกเย็นน่าชื่นใจมาก ด้วยพุทธบารมีที่แผ่ซ่านอยู่บริเวณนั้น

    พวกเราจึงเดินรับพลังไปถ่ายรูปไป โดยเฉพาะที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ่ายติดฉัพพรรณรังสีบริเวณเศียรพระพุทธรูปในถ้ำมาอย่างชัดเจน และบริเวณทั้งหลายเหล่านี้นั้น พระพุทธรูปส่วนใหญ่ความจริงลงสีอยู่ แต่ว่าสีสันลบเลือนไปตามกาลเวลา แล้วขณะเดียวกัน ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ก็มีการทำลายพระพุทธรูปไปเสียมาก เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง พวกเรา ๔ - ๕ คนที่เดินตามมาทัน จึงมุดเข้ามุดออก ถ่ายรูปไปรับพลังบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปด้วย รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าคึกคักดีมาก..!

    จนกระทั่งมาถึงถ้ำแห่งที่ ๒๐ ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ทางด้านนอก มีคนไปยืนชูมือข้างเดียว "น้องโอ๋" ถามว่า "เขาทำอะไรกันคะหลวงพ่อ หรือว่ารับพลังจากพระ ?" กระผม/อาตมภาพมองภาพพระพุทธรูปปางประทานพรแล้ว ก็บอกว่า "ไอ้เจ้าพวกนี้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง มันกำลังถ่ายรูปตัวเอง "ไฮไฟว์" กับพระพุทธเจ้า..!" "น้องโอ๋" พอมองเสร็จก็เข้าใจทันที จะหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก เพราะว่าคนจีนเขายังไม่รู้ว่าการปรามาสพระรัตนตรัยนั้นเป็นอย่างไร ?!!!

    ความจริงเราจะเดินต่อเข้าไปข้างในอีก แต่ "คุณอรุณ" ส่งเสียงดังเข้าหูฟังมา บอกว่าให้รออยู่ที่บริเวณนี้ เพราะว่าเป็นทางออกไปขึ้นรถด้านนอก รอจนพวกเราก็มาถึงแล้วถ่ายรูปร่วมกัน โดยมี "ท่านปิง" ตามมาเป็นคนสุดท้าย เพราะว่ามุดเข้าไปถ้ำที่ ๕ ที่ ๖ แล้วถ่ายวิดีโอมาอย่างงดงามเลยทีเดียว

    พวกเราถ่ายรูปหมู่กันแล้ว ก็สละการดูในส่วนที่เหลือ เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๑๑.๑๐ น. แล้ว จึงออกมาต่อแถวนั่งรถแบตเตอรี่ ที่เขาพาพวกเราออกมาส่งบริเวณหน้าร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีห้องน้ำอยู่ด้วย พวกเราเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกออกมา รอรถอยู่บริเวณปากซุ้มประตูใหญ่ เป็นเวลา ๑๐ กว่านาที กว่าที่รถของเราจะฝ่าความติดขัดมาได้
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    ขอชื่นชมว่าคนจีนยังให้ความสำคัญกับมรดกโลกเหล่านี้มากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้เยาวชนและเด็กนักเรียนที่แห่เข้ามาชมกัน โดยงานนี้ทางเอ็นซีทัวร์ได้จัดมรดกโลกระดับ ๕ ดาวของจีนมาให้เรา ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณผิงเหยา ยอดเขาอู่ไถซาน และถ้ำพระหยุนกังสือคูแห่งนี้ ส่วนเจดีย์ไม้อิ้งเซี่ยน ตลอดจนกระทั่งวัดโฝกวงซื่อนั้น จัดอยู่ในระดับ ๔ ดาวบ้าง ๓ ดาวบ้าง ซึ่งก็เป็นมรดโลกสำคัญเช่นกัน

    พวกเราวิ่งมาประมาณเกือบชั่วโมงก็มาถึง "โรงแรมฮอลิเดย์อิน" ซึ่งดูจากด้านนอกแล้วก็แทบจะไม่มีร้านอาหารเลย ครั้นเข้าไปภายใน ขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ ๕ ถึงได้รู้ว่าเป็นห้องอาหารของทางโรงแรมนี่เอง

    พวกเราได้รับ ๓ โต๊ะใหญ่ตามเคย โดยเฉพาะวันนี้พ้นเขตพุทธสถานมาแล้ว อาหารจึงมีปลา มีเนื้อ กินกันแบบมันเขี้ยวมาก โดยเฉพาะปลา งที่น่าจะเป็นปลาดาบ ตัวยาวเป็นเมตร ขดมาอยู่ในจานที่ทำเป็นรูปทรงโค้งยาวเกือบครึ่งโต๊ะ ทำเอาญาติโยมร้อง "โอ้โฮ..!" กันออกมาลั่น ทำเอาอาเจ้ที่ทำหน้าที่เสิร์ฟยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจกัน โดยเฉพาะห้องอาหาร VIP แบบนี้ มีห้องน้ำสะอาดเอี่ยมอยู่ในตัวด้วย พวกเราทำหน้าที่ถมท้องตนเองแล้ว ก็เข้าห้องน้ำห้องท่ากันแล้วออกมาทางด้านนอก

    กระผม/อาตมภาพควักกระเป๋า ๓๐๐ หยวน ส่งให้ "เสี่ยวจู" มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งจะต้องแยกจากกันในวันนี้ บอกว่าเป็นเงินรางวัล ทำอีกฝ่ายหนึ่งกระโดดโลดเต้นหัวเราะชอบอกชอบใจ หันไปอวดกับโชเฟอร์ซึ่งทำตาปริบ ๆ อยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กระผม/อาตมภาพก็จะทิปให้กับโชเฟอร์เช่นกัน..!

    เมื่อพวกเราขึ้นมาพร้อมเพรียงกันแล้ว ทางโชเฟอร์ก็พาวิ่งไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองต้าถง พวกเราต้องสแกนพาสปอร์ต สแกนตัว สแกนกระเป๋า เข้าไปนั่งรออยู่ภายใน จนกระทั่งบ่าย ๒ โมง พวกเราก็ยืนรอเตรียมเข้าแถว เพราะว่ารถจะมาถึง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้เข้า เนื่องจากมีขบวนรถที่มาในเวลาใกล้เคียงกันหลายคัน จนกระทั่งไฟแดงขึ้นที่ป้าย บอกว่ารถขบวนที่แล้วออกแล้ว พวกเราจึงได้เข้าไปข้างใน

    รถไฟความเร็วสูงครั้งนี้ พวกเราแทบจะเหมาตู้ที่ ๓ เป็นของเอ็นซีทัวร์เลยทีเดียว นั่งรอกันอยู่ค่อนข้างนาน เพราะว่ารถไฟจอดนานมาก และวิ่งด้วยความเร็วเพียง ๒๕๐ กิโลเมตรชั่วโมงเท่านั้น มีการจอดเป็นระยะ ๆ ไป แต่ละสถานีก็จอดหลายนาทีทีเดียว ถือว่าเอื้อเฟื้อมาก
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    กระผม/อาตมภาพเข้าสมาธิยาว ๆ คุยกับบรรดาท่านทั้งหลายที่มองไม่เห็นตัวไปชั่วโมงกว่า แล้วคลายสมาธิออกมา บอกกับ "ท่านปิง" ว่า ถ้าเป็นผม จะจัดรถไฟความเร็วสูงเกิน ๓๕๐ กิโลเมตร/ชั่วโมงวิ่งสถานีหัว - ท้ายชุดหนึ่ง แล้วก็จัดรถไฟความเร็วสูงประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง วิ่งจอดสถานีหัว - กลาง - ท้าย จากนั้นก็เป็นรถไฟความเร็วสูง ๒๕๐ กิโลเมตร/ชั่วโมงแบบนี้ที่จอดทุกสถานีสำคัญ เพียงแต่ว่าทางด้านประเทศของเราน่าจะคิดกันเองว่า ความเร็วสูงสุดจากสถานีรถไฟกลางบางซื่อไปจรดนครหลวงเวียงจันทน์นั้น ควรที่จะใช้ความเร็วเท่าไร และจัดขบวนแบบไหนบ้าง

    พวกเรามาถึงที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองยุ่นเฉิง ตอนเวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกากว่าของเมืองจีน ต้องสแกนพาสปอร์ตออกมา แล้วก็พาเดินไปขึ้นรถของเราอีกคันหนึ่งซึ่งสั่งมาโดยเฉพาะ เนื่องเพราะว่ากระเป๋าของทุกคนนั้น ไปกับรถบัสที่วิ่งมายังเมืองยุ่นเฉิงแห่งนี้ น่าจะมาถึงประมาณ ๓ ทุ่มกว่า ๔ ทุ่มเลยทีเดียว..!

    ปรากฏว่า "คุณอรุณ" พาเดินมาผิดทาง เพราะว่าเขาปิดทางไม่ให้ออก กลายเป็นโดนโห่เป็นครั้งแรกของการทำหน้าที่ แล้วต้องพาเดินอ้อมข้ามถนนไปเดินออกอีกประตูหนึ่ง ซึ่งรถบัสที่มารับในวันนี้ใหม่เอี่ยมสุด ๆ ถึงขนาดิ"เหม็นใหม่" จนคนบ่นไปตาม ๆ กัน..!

    รถวิ่งมาส่งกระผม/อาตมภาพที่โรงแรมก่อน แล้วถึงได้พาทุกคนออกไปรับประทานอาหารค่ำ กระผม/อาตมภาพสรงน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก็มาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ซึ่งพรุ่งนี้ถือว่าเป็นวันพักผ่อนของพวกเรา เนื่องจากว่านัดเลข ๘ - ๙ - ๑๐ แต่ใครจะตื่นก่อนเวลาก็ไม่ว่า เพียงแต่ว่า ๑๐ โมงล้อหมุนตรงไปยังสนามบิน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...