เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 26 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อคืนนี้ ในพิธีเปิดโครงการ "๑ อำเภอ ๑ ลานสร้างสรรค์" ปรากฏว่าชุ่มฉ่ำดีมาก เพราะว่าพระพิรุณเทลงมาแบบไม่เกรงใจใคร แม้แต่กระผม/อาตมภาพก็ต้องยอมเปียกไปด้วย..!

    น่าเสียดายที่ว่าฝนมาตกหลังจากที่เขาเผาป่าไป จนไม่เหลืออะไรให้เผาแล้ว..! ถ้าหากว่าตกก่อนหน้านี้ ก็คงไม่ต้องร้อนกันถึงขนาดช่วงที่ผ่านมา แต่ว่าฝนตกก็ดีกว่าไม่ตก ถ้าหากว่าได้ฝนขนาดนี้ อีก ๓ - ๔ วันป่าทั้งป่าก็จะเขียวกลับมาเหมือนเดิม และโดยเฉพาะอากาศที่ร้อนก็จะลดความร้อนลงไปมาก

    ในช่วงเช้าโครงการ "หิ้วตะกร้า นุ่งผ้าไทย นั่งแคร่ไม้ ใส่บาตรพระทุกวันอาทิตย์" รวมไปกับโครงการ "๑ อำเภอ ๑ ลานสร้างสรรค์" นายฑรัท เหลืองสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยคุณนาย และนายอนุสรณ์ สง่าแสง นายอำเภอทองผาภูมิ มาร่วมใส่บาตรพร้อมกับคณะของท่าน

    จะเห็นว่าในวันนี้ การใส่บาตรเช้าค่อนข้างจะคึกคักมาก แต่คาดว่าก็คงจะได้เฉพาะอาทิตย์นี้เท่านั้น เนื่องเพราะว่าโครงการ "๑ อำเภอ ๑ ลานสร้างสรรค์" ก็จบลงแค่ภายในวันนี้ โดยที่ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรีแจ้งว่ามอบงบประมาณให้ ๔๕,๐๐๐ บาท จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับงบประมาณไป ? แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเอง ควักจ่ายมาถึงตอนนี้ก็หมดไปแสนกว่าบาทแล้ว..!

    เรื่องของงานพวกนี้ต้องบอกว่าเป็นความเสียสละอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเรามัวแต่คิดว่าต้องมีงบประมาณถึงจะทำงานได้ ก็จะเป็นอย่างที่ท่านนายอำเภออนุสรณ์ได้กล่าวมา ก็คือท่านเป็นนายอำเภอมาหลายแห่งแล้ว ยังไม่เห็นสภาวัฒนธรรมอำเภอที่ไหนทำงานเหมือนกับสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ เนื่องเพราะว่าทุกแห่งล้วนแล้วแต่รองบประมาณเท่านั้น ซึ่งงบประมาณที่ให้มาก็ "ไม่พอยาขี้ฟัน" เพราะส่วนใหญ่ก็ให้แค่ปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท..!

    แล้วทุกท่านก็จะเห็นว่าแต่ละปีกระผม/อาตมภาพใช้เงินเฉพาะตรงนี้ไปหลายล้านบาท..! ดังนั้น..ถ้าหากว่าวัดวาอารามของเราเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยที่ส่วนราชการต่าง ๆ ต้องวิ่งมาหา ก็แปลว่าอย่างน้อยเราต้องเป็นผู้เสียสละอยู่เสมอ ถ้าคิดจะไปเอากำไรอย่างเดียวนั้นไม่ต้องคิดเลย เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องพิจารณากันเองว่า ถ้าถึงคิวของตนเองแล้วจะทำงานแบบไหน ?

    เราจะเห็นว่าหลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ล้วนแล้วแต่ทำงานในลักษณะนี้ทั้งนั้น ก็คือ
    ทำให้ปัจจัยทุกบาททุกสตางค์ที่ญาติโยมถวายมา เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและส่วนรวมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วยิ่งกระผม/อาตมภาพเองทำงานแบบมีวันนี้วันเดียว ก็แปลว่ามีเท่าไรจ่ายแค่หมด ไม่ต้องไปคิดว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใช้เงินหรือไม่ ?

    คนอื่นก็จะยิ่งเห็นว่าเราเป็นคนรวย ทั้ง ๆ ที่บางทีก็แทบจะไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ก็เพราะว่าจะมากจะน้อยก็เต็มใจควักจ่ายให้เขาทั้งหมด เพราะว่าเงินทองที่ให้มาก็เป็นเงินของญาติโยม ครูบาอาจารย์ท่านสอนเอาไว้แล้วว่า
    ให้ใช้เฉพาะในส่วนที่สมควรแก่สมณสารูป เช่น ค่าภัตตาหาร ค่ายารักษาโรค ค่าเดินทาง เหล่านี้เป็นต้น ส่วนที่เหลือให้ผลักเข้ากองบุญการกุศล เพื่อเพิ่มอานิสงส์ให้แก่ผู้ถวายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    ยังโชคดีที่ว่ากระผม/อาตมภาพสามารถทำตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนได้โดยตลอดมา แต่ว่าพรรคพวกเพื่อนฝูงส่วนหนึ่ง แรก ๆ ก็ตั้งใจเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่พอนานไป ๆ ก็ทำเพื่อประโยชน์สุขส่วนตัว ต้องสร้างกุฏิติดเครื่องปรับอากาศ ต้องใช้รถตู้หรูรุ่นใหม่ล่าสุด ต้องใช้โทรศัพท์ยี่ห้อที่หรูที่สุด สเป็กเทพที่สุด..! เหล่านี้เป็นต้น

    เห็นบางท่านสร้างกุฏิสร้างศาลาแล้ว กระผม/อาตมภาพเสียดายเงินแทน เนื่องเพราะว่าแค่ที่ท่านติดม่านไปก็หมดสตางค์ไปหลายล้านแล้ว และสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ยังกินเงินอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าผ้าม่านสไตล์หลุยส์แบบนั้น เราไม่สามารถที่จะซักทำความสะอาดได้เอง ก็ต้องหาเงินมาเพื่อเรื่องทั้งหลายเหล่านี้โดยเฉพาะ

    ถ้าทุกท่านดูอย่างศาลา ๑๐๐ ปี หลวงปู่สาย วัดท่าขนุนแห่งนี้ กระผม/อาตมภาพพยายามใช้ผ้าม่านที่เรียบง่ายที่สุด ตั้งแต่สร้างเสร็จปี ๒๕๕๘ เป็นต้นมา เพิ่งให้บริษัทเอาไปซักครั้งเดียว หมดไป ๘๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากท่านทั้งหลายไปเจอผ้าม่านสไตล์หลุยส์ซึ่งสวยอย่างเดียว แต่ว่าสิ้นเปลืองมาก ๆ นอกจากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มหลายล้านบาทแล้ว การไปซักรีดก็น่าจะแพงกว่านั้นอีกมาก..!

    พวกเราต้องตระหนักตัวเองอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าจัดฐานะของพวกเราไว้เท่ากับขอทาน ก็คือต้องไปขอเขากิน อะไรก็ตามถ้าหากว่าได้มาก ก็ไม่ใช่เก็บไว้เพื่อความร่ำรวยของตนเอง หากแต่ว่าต้องสละออกเพื่อคณะสงฆ์และส่วนรวม ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าหากว่าเราทำตัวร่ำรวย แล้วจะมีใครอยากใส่บาตรอีก..!

    โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ พวกสื่อต่าง ๆ พอลงข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระภิกษุสามเณร ก็จะมีพวกเกรียนคีย์บอร์ดออกมา ประมาณว่า "กูเลิกทำบุญนานแล้ว" ทั้ง ๆ ที่โคตรแม่..ก็ไม่เคยทำมาหลายชาติแล้ว หรือไม่ก็ประเภท "ให้ไปช่วยเด็กกำพร้า ให้ไปช่วยโรงเรียน โรงพยาบาลดีกว่า" กระผม/อาตมภาพก็อยากให้มันเอาเด็กกำพร้า หรือเด็กนักเรียน หรือหมอพยาบาลไปสวดศพให้เหมือนกัน..!


    เรื่องพวกนี้ไม่ได้มีคุณต่อนักบวชของเราเลยแม้แต่น้อย เนื่องเพราะว่าบุคคลสมัยใหม่จำนวนหนึ่ง ถือว่าตนเองไม่มีศาสนาเสียด้วยซ้ำไป..! เราสามารถประคับประคองให้พระพุทธศาสนาอยู่นิ่งกับที่โดยไม่ถดถอย ก็ถือว่ากำไรแล้ว เพราะว่าในสถานการณ์แบบนี้ คนเราก็ต้องคิดถึงตนเองเอาไว้ก่อน ถ้าเราท่านทั้งหลายไม่เคร่งครัดต่อพระวินัย ญาติโยมที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสต่อไป ญาติโยมที่เลื่อมใสอยู่ ก็อาจจะถอดใจเลิกเคารพเลื่อมใสไปได้เหมือนกัน..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,382
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,123
    ค่าพลัง:
    +26,922
    เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีด็อกเตอร์ชื่อดังท่านหนึ่ง เสนอว่าจะต้องปฏิรูปพระพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ละข้อที่เสนอมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ทำมาแล้วทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ ว่าเอ็งไม่ต้องเสนอหรอก คณะสงฆ์ทำมาแล้ว เพียงแต่ว่าบุคคลที่บวชเข้ามานั้นร้อยพ่อพันแม่ ต่อให้กฎเกณฑ์ดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากว่าเขาไม่ทำตามก็ไร้ความหมาย

    พอ ๆ กับว่าถ้ากระผม/อาตมภาพเสนอว่า ให้ออกกฎหมายว่าห้ามคอรัปชั่นทั่วประเทศ ใครคอรัปชั่นแม้แต่เล็กน้อยต้องจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ก็เป็นได้แค่การพูดเอาเท่ เอาความดีใส่ตัวเท่านั้น เพราะว่า
    กฎระเบียบดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าบุคคลไม่ละอายชั่วกลัวบาป ก็ทำอะไรคนหน้าด้านแบบนั้นไม่ได้ ทุกท่านก็จะเห็นอยู่ แม้แต่รัฐบาลปัจจุบันของเราก็หลายมาตรฐาน อะไรที่เป็นเรื่องฝ่ายตรงข้ามก็รีบจัดการ อะไรที่เป็นเรื่องของฝ่ายตัวเองก็ดึงเรื่องให้คดีหมดอายุความ ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องบอกว่าใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น..!

    แล้วพวกเรา โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรต้องถือว่าล้มเหลวมาก เพราะว่าไม่สามารถอบรมให้คนทั้งหลายเหล่านี้ละอายชั่วกลัวบาปได้ เนื่องเพราะว่าทุกคนทำตัวเป็น "น้ำล้นแก้ว" เทอะไรลงไปก็ไม่ยอมรับทั้งนั้น สมัยโบราณเขาใช้คำว่า "ตักน้ำรดหัวตอ" ไม่มีประโยชน์ แต่กระผม/อาตมภาพว่าอย่างน้อยหัวตอก็เปียกบ้าง หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเปรียบว่า "บุคคลยุคนี้เหมือนกับตักน้ำรดหลังหมา เทราดลงไป หมาก็สลัดพรืดเดียวหายหมด" พูดง่าย ๆ ก็คือไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าตักน้ำรดหัวตออีก..!

    แต่ก็เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายจะต้อง "จ้ำชี้จำไช" "ปากเปียกปากแฉะ" กันต่อไป โดยเฉพาะเรื่องแรกก็คือจ้ำชี้จำไชตนเอง ทำอย่างไรที่จะบังคับตนเองให้สู้กับกิเลสได้ พยายามละ รัก โลภ โกรธ หลง ให้เหลือน้อยที่สุด อย่างน้อย ๆ ก็จะได้สละออกเพื่อส่วนรวมให้มากที่สุด แล้วถ้าเราทำได้ก็จะเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเอง จากนั้นท่านทั้งหลายพูดอะไรคนเขาถึงจะรับฟัง ก็แปลว่าการกระทำนั้นสำคัญกว่าคำพูด ถ้าคำพูดและการกระทำไปด้วยกันไม่ได้ ต่อให้ท่านยิ่งใหญ่ล้นฟ้า พูดไปก็ไร้ประโยชน์อยู่นั่นเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...