ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    May 5, 2026 ไม่แน่นอน ! สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง กดดันราคาน้ำมันดิบผันผวน ดีเซลไทยยังทรงตัวที่ 40.80 บาท/ลิตร ฐานะกองทุนน้ำมันฯยังติดลบ 63,458.15 ล้าน

    กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569
    1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
    - สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดคือความพยายามล่าสุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการเตรียมเข้าคุ้มกันและนำทางเรือสินค้าที่ติดค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การที่เส้นทางขนส่งพลังงานซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานโลกยังคงถูกปิดกั้น ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดและยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่สูงมาก โดยข้อมูลล่าสุด ณ 4 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 114.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 106.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความพยายามในการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

    2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
    - ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 104 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน
    - การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 3 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.13 ล้านลิตร และจำหน่าย 55.60 ล้านลิตร

    3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
    - ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีก ดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท
    - เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.22 - 88.54 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 40.80 – 119.76 บาทต่อลิตร
    - ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,458.15 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 78.09 ล้านบาท

    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #น้ำมันในประเทศ #สงครามตะวันออกกลาง #น้ำมันดิบ #น้ำมันสำรองในประเทศ #กองทุนน้ำมัน #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1BDHu6R9Q9/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ประชาธิปัตย์" มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ขัดกฎหมาย ทำลายวินัยการคลัง แนะลดภาษีน้ำมัน โอนงบค้างท่อ แทนการสร้างหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน เตรียมประสาน สส. "ประชาชน - กล้าธรรม" เข้าชื่อให้ครบ 100 คน เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล

    #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/1BBsBH1yis/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกี่ยวกับเหตุการณ์ปิดล้อมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 24 ชั่วโมงในวันที่ 4 พฤษภาคม

    เมื่อวานนี้บริษัทเดินเรือ Maersk ของเดนมาร์กรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้า Alliance Fairfax ซึ่งติดธงสหรัฐฯและอยู่ในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่อ่าวโอมานได้อย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ

    บริษัทอธิบายปฏิบัติการนี้ว่า "เป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ลูกเรือทุกคนปลอดภัยและไม่ได้รับอันตราย"

    05/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1BNxenTrT8/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาโต้ไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว
    ชี้เบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์ความร่วมมือ
    ลั่น “ไม่มีทางเลือก” เดินหน้ากลไก UNCLOS ทันที
    .
    The Phnom Penh Post ใช้พาดหัว “Sea you in court” เล่นคำกับ “See you in court” หรือ “เจอกันในศาล” หลังไทยถอนตัวจาก MOU 44
    .
    รายงานข่าวอ้างอิงถ้อยแถลงของนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะเริ่มกระบวนการ 'การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' กับประเทศไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS)
    .
    นายปรัก สุคน กล่าวว่า “กัมพูชาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องใช้กลไกระงับข้อพิพาทดังกล่าว หลังการยุติบันทึกความเข้าใจปี 2001 (หรือที่ไทยเรียกว่า MOU 44) ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อน ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยฝ่ายเดียวของไทย"
    .
    ทั้งนี้ ‘การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ’ เป็นกลไกระงับข้อพิพาทเมื่อการเจรจาล้มเหลว โดยมีคณะกรรมการอิสระ 5 คนเสนอแนวทางแก้ไข แต่ข้อเสนอไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
    .
    กัมพูชาย้ำว่า MOU 44 เป็นกรอบทวิภาคีเพียงฉบับเดียวที่ใช้จัดการข้อเรียกร้องทางทะเลที่ทับซ้อน และผลักดันการกำหนดเขตแดนอย่างสันติ พร้อมระบุว่าการถอนตัวของไทยเป็นการ “เบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือ”
    .
    พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายังแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจดังกล่าว และเตือนว่าอาจกระทบต่อกลไกหารือพื้นที่พิพาทในอ่าวไทยที่ใช้มาอย่างยาวนาน
    .
    อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการยุติ MOU 2001 ไม่กระทบต่อสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของประเทศ และจะเดินหน้าภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    The Phnom Penh Post ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนการเปลี่ยนจาก 'การเจรจาทวิภาคี' ไปสู่ 'กลไกระงับข้อพิพาทระดับสากล' ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา และการจัดการพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยในระยะต่อไป
    .
    สำนักข่าว TODAY
    สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
    .
    #สำนักข่าวทูเดย์
    #MakeTomorrowTODAY

    https://www.facebook.com/share/18Tyv8eFpd/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘ประชาธิปัตย์’ มีมติ ยื่น ‘ศาล รธน.’ สอบ ‘พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ชี้ ขัดกฎหมาย-ทำลายวินัยการคลัง แนะลดภาษีน้ำมัน 7 บาท-โอนงบฯ ค้างท่อ แทนการสร้างหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน เตรียมขอเสียงเพิ่มจาก ‘ปชน.-กล้าธรรม’ เหตุต้องใช้ 100 คน แต่ ปชป.มีเพียง 21 เสียง

    วันที่ 5 พ.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส. พรรคว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติวันนี้ว่า รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท ด้วยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐบาลอ้างว่า รัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 ได้มอบให้กับรัฐบาลดำเนินการ สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกันในเรื่องนี้ และเรามีมติเห็นตรงกันว่า การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติว่า เราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาล ในการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้

    “เท้าความคือ รัฐบาลสามารถที่จะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ได้อยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ พูดง่ายๆ ก็คือในแต่ละปี สามารถที่จะกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณได้ ซึ่งกู้ได้มหาศาล แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยเราจนถึงวันนี้ มีสถานะทางการคลังที่ถือว่าค่อนข้างมั่นคง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ หลายประเทศ เป็นเพราะว่าทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ถูกบังคับให้อยู่ในวินัยทางการคลังที่กำหนดโดย พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ

    อย่างเช่นในปี 2570 งบประมาณปีหน้า ที่จะมีการพิจารณา รัฐบาลก็ได้เสนอว่าจะมีการใช้รายจ่ายมากกว่ารายได้ถึงประมาณเกือบ ๆ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ก็ได้กำหนดไว้ว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะกู้ได้มากกว่าประมาณ 8 แสนล้านบาท ทุกๆ รัฐบาลมีข้อจำกัดนี้มาโดยตลอด เป็นเหตุที่ทำให้ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถที่จะใช้เงินเกินตัวได้ ไปหยิบเงินในอนาคตของพี่น้องประชาชนมาใช้ได้เกินความเหมาะสม และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้จนถึงทุกวันนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยเราต้องถือว่าค่อนข้างมั่นคง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ตามกฎหมาย เปิดช่อง มีความยืดหยุ่นไว้ให้กับฝ่ายบริหาร ว่า ในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณ คือมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญที่มีการอ้างกัน และนั่นก็คือเหตุการณ์การออก พ.ร.ก. ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูในอดีต จะมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมในลักษณะนี้โดยอาศัยมาตรา 172 นั้น ล้วนเป็นวิกฤตในระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความมั่นคงต่อประเทศชาติทั้งสิ้น

    ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ตอนที่มีการออก พ.ร.ก. สืบเนื่องมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือในปี 2552 ที่มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตโควิด จะเห็นว่าในแต่ละครั้ง มีสภาวะวิกฤตที่มีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ติดลบทุกครั้ง ในแต่ละครั้งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้ได้ นอกจากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน

    นายกรณ์ กล่าวว่า มาถึงสถานะปัจจุบัน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนก็จริง ประเด็นปัญหาเรื่องของน้ำมันแพง มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครปฏิเสธ แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น และวิกฤตที่เกิดขึ้นในแง่ของประเด็นปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนนั้น ถามว่ามีผลในระดับมหภาคต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจน เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% เศรษฐกิจปีนี้แม้มีสงครามตะวันออกกลาง ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ

    ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์อยากที่จะเสนอกลับไปกับทางรัฐบาลว่า แทนที่จะออก พ.ร.ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลควรที่จะเร่งในการที่จะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ อย่างที่รัฐบาลได้พูดไว้หลายอาทิตย์หลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการ

    เดิมทีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ระบุว่า น่าที่จะสามารถที่จะโอนงบประมาณที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ตามงบประมาณฉบับเดิม น่าที่จะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการโอนงบประมาณได้เพียงแค่ 5 หมื่นล้านบาท คำถามโดยประชาธิปัตย์ที่อยากที่จะถามก็คือ ทำไมถึงทำได้แค่นั้น แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังมี 5 หมื่นล้านบาท นั้นอยู่ในมือที่สามารถที่จะใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจะเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบัน

    นอกจากนั้น ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบัน เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบกลางปี ซึ่งช่องว่างนั้นถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถที่จะเอามาบวกกับตัว 5 หมื่นล้าน ที่โอนมาจากรายการอื่นๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ ในช่วงระหว่างนี้ จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ได้

    พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่สามารถที่จะใช้ได้ รัฐบาลสามารถที่จะใช้แหล่งเงินตามที่ได้ชี้แจงไว้เมื่อสักครู่ ในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาดูแลประชาชน จนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คือ งบปี 70 ที่จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินอีกกว่า 3 ล้านล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป

    นอกจากนั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์ อยากที่จะบอกว่าตลอดช่วงที่ผ่านมาที่มีประเด็นปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอแนววิธีการในการที่จะเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนอย่างครบถ้วนทุกคน โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท ถ้ารัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ อันดับแรกก็คือประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้น้ำมันโดยตรง หรือประชาชนที่ตอนนี้ต้องแบกรับภาระปัญหาราคาสินค้าสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ รวมไปถึงค่าขนส่งของผู้ประกอบการที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งถ้าทางรัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ จะใช้เงินน้อยกว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำไป ซึ่งก็จะทำให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อน เทียบเท่ากับที่เดือดร้อนอยู่ ณ ปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของช่องทางอื่น ที่จริงๆ แล้วรัฐบาลมี รวมไปถึงมาตรการอื่นที่น่าที่จะส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในแง่ของการลดภาระค่าครองชีพ มากกว่าโครงการที่รัฐบาลกำลังนำเสนอที่จะผลักดันผ่านตัว พ.ร.ก. กู้เงินใหม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้

    เราจะเดินหน้าในการที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้พิจารณาว่า การปฏิบัติของรัฐบาลตามมติ ครม. ที่มีในวันนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของพี่น้องประชาชน

    นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานสส. กล่าวเสริมว่า พรรคไม่ได้มีเจตนาที่จะไปขัดขวางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาล เพราะเรายังเห็นว่าในรายละเอียดของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนก็ตามที เช่นเรื่องการจัดหาปัจจัยการผลิตเรื่องปุ๋ย หรือแม้กระทั่งแต่โครงการอื่นก็ตาม ก็สามารถที่จะใช้แหล่งเงินอื่นอย่างที่นายกรณ์ได้พูดถึงได้อยู่แล้ว

    แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดเรื่องของความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างชัดเจน ก็คือเรื่องของการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแน่นอน แต่ใช้เงินนับแสนล้านบาทและต้องไปออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน เพราะฉะนั้นการขัดเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดโดยฝ่ายของพรรคประชาธิปัตย์

    การยกร่างหนังสือที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีการดำเนินการแล้ว แต่เนื่องจากการลงลายมือชื่อเพื่อที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้ถึง 1 ใน 5 ก็คือ 100 คน พรรคเองมี 21 เสียง เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะได้มีการประสานงานกันต่อไป

    “อยากจะชี้แจงไว้ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า เรื่องพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งจะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราในอนาคต รัฐบาลต้องทำด้วยความรับผิดชอบ และต้องมีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ แต่เรื่องนี้สามารถดำเนินการทางอื่นได้แต่ไม่เลือกทำ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด”
    https://www.facebook.com/share/1KG3YESkxt/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    และแล้ว ครม. ของรัฐบาลลุงหนูก็อนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก. (พระราชกำหนด) นะครับ

    โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เพื่อสู้ภาวะ Stagflation ที่กำลังจะมาในไม่ช้า

    Stagflation = Stagnation (เศรษฐกิจฝืด) + Inflation (เงินเฟ้อ)

    ปกติเศรษฐกิจตกต่ำ → เงินเฟ้อก็ลด (เพราะคนไม่จ่ายของ ราคาก็ลด)
    แต่ Stagflation = เศรษฐกิจตกต่ำ + เงินเฟ้อพุ่ง พร้อมกัน

    ครั้งสุดท้ายที่โลกเจอ Stagflation จริงๆ คือยุค 1970s ใช้เวลาฟื้นนานเป็นทศวรรษ และต้องอาศัยประธานเฟดในตอนนั้น Paul Volcker ขึ้นดอกเบี้ยถึง 20% ในสหรัฐฯ จึงสยบเงินเฟ้อได้

    นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลกลัว และยอมกู้ 4 แสนล้านเพื่อ "หยุดความเสี่ยง" ก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ Stagflation จริงๆ

    คำถามคือ 4 แสนล้านนี้จะช่วยสู้ Stagflation ได้จริงไหม?

    ผมเพิ่มความน่าสนใจของเรื่องนี้ให้อีก ด้วยข้อมูลที่หลายคนไม่ได้สังเกต คุณวิทัย ผู้ว่า ธปท. ออกมาแสดงความเห็น "ไม่ตรง" กับฝ่ายรัฐบาลนะครับ

    ผู้ว่าแบงก์ชาติ บอกว่าเงินก้อนนี้ควรเอาไปลงทุนสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่เยียวยาระยะสั้น

    ไปดูรายละเอียดกันครับ

    -----------------------------

    พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้คืออะไร? ใหญ่ขนาดไหน?
    มาเจาะตัวเลขดูนะ

    กู้รวม 400,000 ล้านบาท
    ผ่าน พ.ร.ก. (ไม่ใช่ พ.ร.บ.) เพราะอ้างเป็น "กรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน"
    แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน

    ส่วนที่ 1 - 200,000 ล้านบาท → เยียวยาประชาชน (โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ปรับสัดส่วน 60:40 + 4,000 บาท/คน ครอบคลุม 30 ล้านคน)

    และส่วนที่ 2 - 200,000 ล้านบาท → ปรับโครงสร้างพลังงาน (เปลี่ยนจาก Fossil → Clean Energy ให้สำเร็จภายใน 1 ปี จากปกติใช้ 10 ปี)

    Timeline จะเป็นแบบนี้นะทุกคน
    5 พ.ค. 2569 - ครม. อนุมัติ
    14 พ.ค. 2569 - เสนอสภาผู้แทนราษฎร
    1 มิ.ย. 2569 - เริ่มกู้จริง

    คำถามสำคัญคือ หนี้สาธารณะจะขยับยังไง?

    มี.ค. 2569 (ปัจจุบัน) 66.38% ต่อ GDP
    สิ้นปี 2569 จะขยับเป็น 68% ต่อ GDP
    ปี 2570-2571 จะขึ้นไปอีกเป็น 69% ต่อ GDP (ใกล้ชนเพดาน 70%)

    → แปลว่า จะเหลือพื้นที่กู้เพิ่มอีกแค่ 1% ก่อนชนเพดาน

    -----------------------------

    ทำไมรัฐบาลรีบกู้ผ่าน พ.ร.ก. แบบนี้?

    คำตอบคือ รัฐบาลห่วงเรื่อง Stagflation จริงๆครับ

    รัฐบาลเชื่อว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลให้

    ราคาพลังงานพุ่ง → ต้นทุนการผลิตขึ้น → เงินเฟ้อ
    เศรษฐกิจชะลอ → คนใช้จ่ายน้อยลง → GDP ฝืด
    = Stagflation Textbook เป๊ะๆ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว. คลัง บอกว่า

    งบประมาณปี 69 เหลือลงทุนได้ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท
    งบกลางเหลือแค่ 20,000 ล้านบาท
    งบปี 70 ต้องรออีก 5 เดือน กว่าจะใช้ได้

    ถ้ารอผ่านกระบวนการปกติ → ไม่ทันแน่ จึงต้องใช้ พ.ร.ก. ที่อนุมัติเร็วกว่า

    ส่วนเหตุผลแบบนี้ ฟังขึ้นใหม่ ผมว่า ก็วิจารณ์กันได้นะ

    -----------------------------

    แต่ผมเห็นบางมุมที่น่าสนใจครับ นั่นคือ ในรัฐบาลเอง 3 คน ยังตอบไม่ตรงกันเลย

    ใครบอกอะไรบ้าง?

    รมว.คลัง (ดร.เอกนิติ) ต้องการ "เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อให้เกิดดอกผลมากกว่าดอกเบี้ย 2%"

    ปลัดคลัง (คุณลวรณ แสงสนิท) บอก "ไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่ม GDP" — มุ่งเยียวยา + แก้โครงสร้างพลังงาน

    ส่วนผู้ว่าแบงก์ชาติ (คุณวิทัย รัตนากร) บอก ต้องชั่งน้ำหนัก "เยียวยา vs ลงทุน" - เยียวยาประคองได้ทันที แต่ปีหน้า GDP จะโตน้อยลง

    = 3 คน 3 มุม! ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังตอบไม่ตรงกันด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร

    ผมว่านี่คือ Red Flag ครับ เพราะถ้าทีมเศรษฐกิจไม่ Align กันตั้งแต่ต้น เงิน 4 แสนล้านอาจถูกใช้แบบกระจัดกระจาย ไม่มีประสิทธิภาพ

    -----------------------------

    อีกมุมที่ต้องพูดถึงก็คือ เพดานหนี้สาธารณะ 70% ครับ

    แปลว่า เรากำลังเดินใกล้หน้าผาทางการคลังทุกที

    ตามกฎหมายไทย ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของ GDP
    หลังกู้ 4 แสนล้าน → ขึ้นไป 69% = เหลือพื้นที่อีกแค่ 1%

    ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีก (เช่น สงครามขยายตัว, น้ำมัน $150, COVID 2.0) → รัฐบาลจะทำอะไรต่อ?

    ทางเลือกที่อาจตามมาในอีก 2-3 ปี

    1. ต้องปลดล็อกเพดานเป็น 75-80% (ทำได้ แต่เครดิตประเทศเสีย Moody's/Fitch อาจปรับลด Rating เราตามมาแน่นอน)

    2. อาจต้องขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% (ที่ประชาชนเริ่มกังวลมากขึ้น) รวมถึงอาจมีการตัดสวัสดิการที่มีอยู่ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ + เบี้ยผู้สูงอายุ) เพื่อลดรายจ่ายลง

    ทุกทางเลือก =ประชาชนเจ็บตัวครับ

    -----------------------------

    คำถามสุดท้าย เราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 1 ปี มันเป็นไปได้จริงไหม?

    ปลัดคลังบอกว่าเงินก้อนนี้จะช่วยให้ "เปลี่ยนพลังงานทั้งประเทศได้ภายใน 1 ปี จากปกติใช้ 10 ปี"

    เป็นไปได้หรอ? เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เราต้องการ
    โครงสร้างพื้นฐาน (โรงไฟฟ้า + Smart Grid)
    เทคโนโลยี (Solar + Wind + Battery)
    เวลาก่อสร้าง 3-5 ปี/โครงการ
    การฝึกบุคลากร (ขาดวิศวกรเฉพาะทาง)
    กฎหมาย/กฎระเบียบ (ใช้เวลาแก้กฎ 1-2 ปี)

    ในอดีตที่ผ่านมา ระยะเวลา 1 ปี ผมเห็นรัฐบาล (ในอดีต) ทำได้แค่ "วางแผน + เริ่มก่อสร้างบางโครงการ" ไม่ใช่ "เปลี่ยนพลังงานทั้งประเทศ"

    สรุปคือ คำว่า "ใน 1 ปี" อาจเป็น Political Spin มากกว่าเป็นไปได้จริงครับ ขอไม่เชื่อไว้ก่อนนะ กราบขออภัย

    -----------------------------

    ผลต่อไทยในระยะสั้น

    ที่โดนแน่ๆ คือ ค่าเงินบาทอาจอ่อนระยะกลางครับ

    เพราะ หนี้สาธารณะเพิ่ม + เพดานใกล้ชน + รัฐบาลต้องกู้เพิ่มในอนาคต
    ต่างชาติเห็นแบบนี้อาจขายพันธบัตรไทย → THB อ่อน → ซึ่งอาจจะดีต่อ Exporter (อิเล็กทรอนิกส์ + อาหาร) แต่ มันไม่ดีต่อผู้นำเข้าและธุรกิจที่มี USD-denominated Debt ไง

    ผมว่าเรื่อง พ.ร.ก. 4 แสนล้านนี้คือ "บททดสอบสำคัญ" ของรัฐบาลอนุทินครับ

    ถ้าใช้เงินดี สามารถประคองเศรษฐกิจได้ และปูทาง Clean Energy แปลว่าคนไทยได้ประโยชน์ระยะยาว

    แต่ถ้าใช้เงินไม่ดี หนี้ก็จะเพิ่ม แถมถ้าไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานจริง คนรุ่นลูกหลานต้องจ่ายผ่าน VAT 10% และยังไม่หลุดพ้นจากความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

    ส่วนตัวผมว่า เงินเยียวยา 4,000 บาท/คน คือ "ยาแก้ปวดชั่วคราว" ที่จำเป็นครับ อันนี้เห็นด้วยกับประชาชนบางกลุ่ม

    แต่ถ้าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านไม่สำเร็จ — เราจะเสียโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี

    วิธีที่รัฐบาลใช้เงิน 4 แสนล้านในปีหน้า จะกำหนดทิศทางของหุ้นไทยอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้าเลย

    ฝากทุกคนเป็นหูเป็นตา และติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดครับ การตรวจสอบโครงการที่ใช้เงินกู้ก้อนนี้ทุกๆ โครงการที่ออกมา เพราะมันคือเงินภาษีของพวกเราทั้งในอดีต และในอนาคต

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1HsBJBMyzH/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขม โสกา #ข่าวสั้นกัมพูชา

    “ บทเรียนคนกล้าท้าชนอำนาจฮุน สู่การจองจำ 27 ปี ฐานกบฏสมคบคิดสหรัฐ ”

    …………..…………..…………..……………………..

    1.- ท่ามกลางกระแสการจับตามองจากประชาคมโลกที่กำลังร้อนแรงไม่แพ้ประเด็น #Scambodia ในต่างประเทศ เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองกัมพูชาต้องถูกบันทึกไว้อีกครั้งด้วยความมืดมนภายใต้ระบอบการปกครอง “ ฮุน เซน ”

    2.- หลังศาลอุทธรณ์กัมพูชามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) อดีตผู้นำฝ่ายค้านและผู้ร่วมก่อตั้ง “ พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา ” เป็นเวลา 27 ปี ในข้อหากบฏและสมคบคิดกับต่างชาติ หลังคดีความที่ยืดเยื้อยาวนาน

    3.- คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจองจำชายวัย 72 ปีไว้จนแทบจะสิ้นอายุขัยทางการเมือง แต่ยังเป็นเสมือนสาส์นเตือนครั้งสำคัญถึงใครก็ตามที่ริอาจท้าทายอำนาจรัฐภายใต้ระบอบการปกครอง “ ฮุน เซน ” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า

    “ กฎหมายคือเครื่องมือของผู้ถืออำนาจ ”

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ ประนาม
    ▪️ จุดเริ่มต้น
    ▪️ เขม โสกา
    ▪️ อิสรภาพจอมปลอม 1
    ▪️ อิสรภาพจอมปลอม 2
    ▪️ ขุดรากถอนโคน
    ▪️ โรยด้วยขวากหนาม
    ▪️ เลี้ยงไข้
    ▪️ ภาวะจำยอม
    ▪️ นรกบนดิน
    ▪️ รอยร้าว
    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ ประนาม

    4.- ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญว่า ศาลอุทธรณ์กัมพูชาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปี แก่ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) อดีตผู้นำฝ่ายค้านผู้ทรงอิทธิพลวัย 72 ปี และอดีตผู้ร่วมก่อตั้ง “ พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party หรือ CNRP) ”

    5.- โดยศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา มาตรา 439 ในข้อหากบฏ และมาตรา 443 ฐานสมคบคิดกับต่างชาติร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อดำเนินการ “ ปฏิวัติสี ” อันมีวัตถุประสงค์ในการล้มล้างอำนาจการปกครองของรัฐบาล “ ฮุน เซน ”

    6.- โดยชนวนเหตุสำคัญมาจากคลิปวิดีโอการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2013 ซึ่งมีการอ้างถึงความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชา

    7.- หลักฐานดังกล่าวถูกนำมาใช้เอาผิดเขาในปี 2017 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฝ่ายค้าน ผู้เห็นต่าง รวมถึงสื่อมวลชนอย่างหนักทั่วประเทศ นอกเหนือจากโทษจำคุก 27 ปี ศาลอุทธรณ์กัมพูชายังมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาเมื่อปี 2023 ให้เพิกถอนสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ทั้งหมด แม้ว่าอดีตผู้นำฝ่ายค้านรายนี้จะยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2017

    พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party: CNRP) อ้างอิงตามบทความการเลือกตั้งในกัมพูชาปี 2018 โดย วินิสสา อุชชิน นักวิจัยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนสื่อไทยมักคุ้นหูในชื่อ “ พรรคกู้ชาติกัมพูชา”

    8.- “ Pheng Heng ” (เพ็ง เฮง) ทนายความผู้ดูแลคดีของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศาลอุทธรณ์กัมพูชาได้มีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินเดิมเมื่อปี 2023 และอัยการที่ขอให้เพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษ โดยสั่งห้ามอดีตผู้นำฝ่ายค้านเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 5 ปีภายหลังจากพ้นโทษ คำตัดสินในชั้นนี้ส่งผลให้ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) เหลือช่องทางต่อสู้คดีเพียงขั้นตอนสุดท้าย คือการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเท่านั้น

    “ เรารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อคำตัดสินในวันนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและเปราะบาง เราคาดหวังจะเห็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาชนกัมพูชา ให้ความสำคัญกับการสร้างความปรองดองภายในชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งผลการตัดสินที่ออกมานั้นสวนทางกับสิ่งที่เราตั้งความหวังไว้โดยสิ้นเชิง ” “ Pheng Heng ” (เพ็ง เฮง) กล่าว

    9.- ทันทีที่ผลคำพิพากษาปรากฏ สถานเอกอัครราชทูตมหาอำนาจและองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากลต่างประสานเสียงแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อกรณีที่ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้โดยหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงสภาวะถดถอยทางประชาธิปไตยในกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด เช่น

    10.- สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกัมพูชา (Ambassade de France au Cambodge) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ทั้งภาษากัมพูชาและภาษาฝรั่งเศส โดยระบุว่า

    “ คณะผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) และประเทศสมาชิกที่มีถิ่นพำนักในกัมพูชา รับทราบผลการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ด้วยความกังวลยิ่ง เราขอย้ำว่าพหุนิยมทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานในการรับรองพื้นที่ทางการเมืองและภาคประชาสังคมที่เปิดกว้าง เพื่อให้กัมพูชาสามารถดำเนินตามพันธกิจด้านประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังคงยึดมั่นในการสนับสนุนหลักนิติธรรมในกัมพูชามาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นพัฒนาการในเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการเชิงบวกต่อบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ โดยแถลงการณ์ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและลงนามโดยเอกอัครราชทูตประจำกัมพูชาจากหลายประเทศ ประกอบด้วย S.E. Igor Driesmans (สหภาพยุโรป), S.E. Stefan Messerer (เยอรมนี), S.E. Olivier Richard (ฝรั่งเศส) และ S.E. Markéta Kolc Hájková (สาธารณรัฐเช็ก) “

    11.- ขณะที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับผลการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 โดยระบุว่า

    “ สหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างยิ่งต่อคำพิพากษายืนเพื่อลงโทษนาย “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ) ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องในแผนประทุษร้ายต่อรัฐบาลกัมพูชานั้น ถือเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิงและเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบอย่างที่สุด เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาประกันสิทธิพลเมืองในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ จะยังคงยืนหยัดเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวบุคคลที่ถูกคุมขังอย่างไม่ยุติธรรมต่อไป “

    12.- “ Volker Türk ” ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลต่อการยืนกรานคำตัดสินในครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาคืนอิสรภาพแก่ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) อดีตผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึงเหล่านักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน และ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียรายอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 33 ราย ที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

    13..- โดยกลุ่มคนเหล่านี้ต้องเผชิญโทษจำคุกตั้งแต่ 18 เดือน (รอลงอาญา) ไปจนถึง 2 ปี ในข้อหา ยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายในสังคม เพียงเพราะการแสดงทัศนะในพื้นที่สาธารณะ เกี่ยวกับโครงการเขตพื้นที่สามเหลี่ยมพัฒนา กัมพูชา-ลาว-เวียดนาม (CLV-DTA) ปี 2024 ซึ่งสร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในภาคประชาชน

    14.- ” Human Rights Watch (HRW) “ องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์พนมเปญ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาต่อ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) นั้นปราศจากมูลความจริง และชี้ชัดว่าเป็นการดำเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อกำจัดผู้นำฝ่ายค้าน

    15.- พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการคุมขังโดยพลการและการประวิงเวลาพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อ ซึ่งละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและสากลอย่างร้ายแรง

    16.- ข้อวิจารณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อค้นพบของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ระบุว่าคดีนี้มีการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ HRW ยังเน้นย้ำว่านับตั้งแต่การจับกุม “ Kem Sokha ” (เขม โสกา)

    17.- ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความถดถอยของประชาธิปไตยที่ทวีความรุนแรงขึ้น “ Pen Bona ” (เพ็ญ โบฮา) โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าว

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ จุดเริ่มต้น

    18.- สัญญาณอันตรายเริ่มต้นขึ้นจากการเลือกตั้งปี 2013 เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองกัมพูชาเกือบถูกเขียนขึ้นใหม่ หลังคะแนนผลการเลือกตั้งกลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ของ “ พรรคประชาชนกัมพูชา ” (Cambodia People’s Party: CPP) ภายใต้การนำของ " ฮุน เซน "

    19.- แม้จะกำชัยชนะด้วยที่นั่งในรัฐสภา 68 ที่นั่ง แต่กลับเป็นการถดถอยอย่างน่าตกใจถึง 22 ที่นั่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2008 แต่ในทางตรงกันข้าม “ พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา ” ภายใต้การนำของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) และ “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) กลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด กวาดไปได้ถึง 55 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 26 ที่นั่ง

    20.- กลายเป็นเครื่องยืนยันอำนาจบารมีของ " ฮุน เซน " กำลังหมดความนิยม แต่ด้วยกำหนดการเลือกตั้งใหม่ที่ขยับใกล้เข้ามาในวันที่ 29 กรกฎาคม 2018 " ฮุน เซน " จึงเริ่มวางหมากกลยุทธ์เพื่อกอบกู้สถานการณ์และสกัดกั้นคลื่นความนิยมของฝ่ายค้าน ยุทธวิธี " เชือดไก่ให้ลิงดู " จึงถูกนำมาใช้ทันทีหลัง

    21.- ปี 2014 ท้องถนนในกัมพูชาต้องนองเลือด เมื่อรัฐบาลกัมพูชาสั่งการให้กองกำลังตำรวจเข้าสลายการชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้เรียกร้องให้ " ฮุน เซน " ลาออกและจัดการเลือกตั้งใหม่ ปฏิบัติการครั้งนั้นจบลงด้วยความสูญเสียอย่างโหดเหี้ยมมีผู้ประท้วงถูกยิงเสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 26 คน และอีก 11 คนถูกจองจำ

    22.- เส้นทางการกวาดล้างถูกขยายผลต่อในกระบวนการยุติธรรม ปี 2015 ศาลกรุงพนมเปญได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญ เมื่อมีการออกหมายจับและพิพากษาจำคุก “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) เป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาหมิ่นประมาทจากการพาดพิง “ Hor Namhong ”(ฮอร์นัมฮง) รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ อดีตสมาชิกเขมรแดง คำตัดสินนี้ส่งผลโดยตรงให้เขาต้องระเห็จลี้ภัยไปพึ่งพิงต่างแดน

    23.- ไม่เพียงแต่ตัวบุคคลที่ถูกจัดการ แต่โครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยอย่างภาคประชาสังคมก็ถูกกวาดล้างเช่นกัน ในปีเดียวกัน รัฐสภากัมพูชาได้ผ่านกฎหมาย “ LANGO (Law on Association and Non-Government Organization) ” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ากฎหมายฉบับนี้บีบให้องค์กรอิสระต้องจดทะเบียนและเปิดเผยที่มาทางการเงินต่อรัฐบาล องค์กรใด " ไม่ผ่านเกณฑ์ " และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปิดตัวลง

    24.- ปี 2017 ในเดือนกุมภาพันธ์ สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองที่เปรียบเสมือน “ เครื่องประหารทางการเมือง' ” ให้อำนาจรัฐบาลเข้าแทรกแซงและร้องขอต่อศาลสามารถมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใดก็ตามที่ถูกตีความว่า “ ปลุกปั่น ” หรือ “ บ่อนทำลายความมั่นคง ”

    25.- ก่อนจะลามไปสู่การเด็ดปีกนักการเมืองรายบุคคล ด้วยการตัดสิทธิ์ทางเมืองและพันธนาการด้วยโทษทัณฑ์ทางอาญา “ ยุทธศาสตร์ล้างบาง ” อันแยบยลของ “ ฮุน เซน ” เพื่อรุกฆาตและกวาดล้างคู่แข่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดออกจากกระดานอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 จะเปิดฉากขึ้น

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️เขม โสกา

    26.- และเป้าหมายสำคัญ คือ “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” (Cambodia National Rescue Party: CNRP) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ภายใต้การนำของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) จากการผนึกกำลังของขั้วอำนาจฝ่ายค้าน “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) ผู้นำฝ่ายค้าน “ พรรคชาติเขมร (Khmer National United Party: KNUP) ” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ พรรคสม รังสี (Sam Rainsy Party: SRP) ” และ “ พรรคสิทธิมนุษยชน (Human Rights Party) ”

    27.- ซึ่งในปี 2013 “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” (Cambodia National Rescue Party: CNRP) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการกวาดที่นั่งในสภาไปถึง 55 ที่นั่งจาก 123 ที่นั่งจากคะแนนเสียงประมาณ 3 ล้านเสียงหรือราว 44% ของทั้งหมด ชัยชนะในครั้งนั้นเกือบจะยุติการครองอำนาจอันยาวนานของ “ พรรคประชาชนกัมพูชา ” (Cambodia People’s Party: CPP) ภายใต้การนำของ " ฮุน เซน "

    28.- และกระแสความนิยมที่ยังคงพุ่งทะยานต่อเนื่องจนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2017 กลายเป็นสัญญาณเตือนที่ตอกย้ำว่า ในศึกเลือกตั้งใหญ่ปี 2018 ที่กำลังกลับกลายเป็น " ฝันร้าย " ของรัฐบาลภายใต้การนำของ " ฮุน เซน

    29.- ความตึงเครียดทางการเมืองพุ่งสูงถึงขีดสุดในเดือนกันยายน 2017 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย บุกล้อมบ้านพักของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ในยามวิกาล ปฏิบัติการสายฟ้าแลบจบลงหลังเที่ยงคืน ด้วยการควบคุมตัวผู้นำฝ่ายค้านรายนี้ โดยไร้ซึ่งหมายจับ และเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์คุ้มกันในฐานะสมาชิกรัฐสภาอย่างสิ้นเชิง

    30.- ศาลชั้นต้นกรุงกัมพูชาได้ประทับตราความชอบธรรมให้กับการจับกุมครั้งนี้ พร้อมทั้งปฏิเสธสิทธิ์การประกันตัวถึง 5 ครั้ง โดย “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ถูกตั้งข้อหาหนักตามมาตรา 439 และ 443 ฐานกบฏและสมคบคิดกับสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการปฏิวัติสีล้มล้างรัฐบาล “ ฮุน เซน ” โทษทัณฑ์ที่รออยู่คืออาจถูกจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี

    31.- “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ถูกส่งตัวไปคุมขังยัง เรือนจำ Trapaing Thlong ในจังหวัดตะโบงคมุม อันห่างไกล ท่ามกลางมาตรการจองจำที่เข้มงวด ขณะที่กระบวนการพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน เมื่อเขาถูกสั่งห้ามเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนของตนเอง จนนำไปสู่การคว่ำบาตรจากทีมทนายความเพื่อประท้วงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

    32.- และก่อนคำสั่งยุบพรรคจะอุบัติขึ้น “ ฮุน เซน ” ได้เริ่มเปิดเกมรุกอย่างเปิดเผย เขาประกาศกร้าวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” สละเรือลำที่กำลังจะจมย้ายมา “ พรรคประชาชนกัมพูชา ” ของตน

    " ผมกล้าเดิมพันด้วยชีวิตว่าพรรคนี้จะถูกยุบอย่างแน่นอน " “ ฮุน เซน ” กล่าว

    33.- หลังจากการบุกจับกุม “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ไม่นาน ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยุบสั่ง “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” ภายใต้ข้อกล่าวหาวางแผนก่อกบฏเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ปิดฉากพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดลงในชั่วข้ามคืน พร้อมส่งผลให้สมาชิกพรรคและนักการเมืองอีกกว่า 100 ชีวิต ถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ อิสรภาพจอมปลอม 1

    34.- ปี 2018 กลายเป็นรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่บนเส้นทางประชาธิปไตยของกัมพูชา เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง " ละครฉากใหญ่ “ พรรคประชาชนกัมพูชา ” ภายใต้การนำของ “ ฮุน เซน ” ที่คว้าชัยชนะแบบไร้คู่แข่งจนกวาดที่นั่งในสภาไปทั้งหมด 125 ที่นั่งแบบเบ็ดเสร็จ

    35.- ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล และชาติมหาอำนาจตะวันตก ต่างพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการปราศจากคู่แข่งจากพรรคฝ่ายค้านที่เป็นธรรมตามครรลองประชาธิปไตย ซ้ำร้ายยังมีรายงานการใช้กลวิธีข่มขู่บีบบังคับเพื่อให้ประชาชนเทคะแนนให้แก่พรรครัฐบาลของ “ ฮุน เซน ” จนเกิดปรากฏการณ์ “ บัตรเสีย ” กว่า 600,000 ใบ ขึ้นเป็นประจักษ์พยานแห่งอารยะขัดขืน

    36.- ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 รัฐบาลได้ประกาศใช้ " กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ " ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ในการกวาดล้างศัตรูทางการเมือง “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) อดีตผู้นำฝ่ายค้านผู้ลี้ภัย ในข้อหานี้ปิดตายโอกาสในการหวนคืนสู่สนามการเมือง

    37.- และในปีเดียวกัน ประตูเรือนจำก็ได้เปิดออก “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาได้กลับคืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง แต่ทว่าไม่ใช่การให้อิสรภาพที่แท้จริง เพียงการเปลี่ยนสถานที่กักขังจากห้องขังแคบๆ สู่รั้วบ้านที่ถูกตีเส้นตายโดยอำนาจศาล

    38.- ตลอดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา สุขภาพของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) วัย 65 ปีรายนี้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว จากรายงานของ ” Human Rights Watch (HRW) “ องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก ระบุภาพว่า “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) “ เขาแทบจะยืนนานๆ ด้วยตัวเองไม่ได้ ”

    39.- ขณะที่บุตรสาวของเขาเปิดเผยความจริงที่น่ากังวลว่า โรคเบาหวานที่เป็นโรคประจำตัวกำลังคุกคามเขาอย่างหนัก เพียงไม่กี่วันก่อนจะครบกำหนด 1 ปีของการจองจำก่อนพิจารณาคดี ในที่สุด '“ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกจากเรือนจำ

    40.- โดยศาลชั้นต้นกัมพูชากำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวที่เข้มงวด จนมีสภาพไม่ต่างจากการกักบริเวณในบ้านพัก เขาถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด และถูกจำกัดวงจรชีวิตให้อยู่ภายในรัศมีเพียง 4 บล็อกรอบบ้านพัก สั่งห้ามไม่ให้พบปะหรือปฏิสัมพันธ์กับอดีตเจ้าหน้าที่ “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” รวมถึงบุคคลต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกบฏของเขา

    41.- “ คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (Working Group on Arbitrary Detention :WGAD) การประกาศว่า การกักขัง “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) คือการกระทำ “ โดยพลการ ” และ “ มีแรงจูงใจทางการเมือง ” โดยชี้ชัดว่า นี่คือปฏิบัติการปิดปากผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ตามมาตรา 19 และ 25 อย่างร้ายแรง เพียงเพราะเขากล้าที่จะใช้สิทธิในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกในฐานะตัวแทนประชาชน

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ อิสรภาพจอมปลอม 2

    42.- ปี 2019 พันธนาการที่รัดตรึงของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ถูกคลายออกเล็กน้อย เมื่อศาลชั้นต้นกัมพูชามีคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2019 ให้ยุติมาตรการกักบริเวณในบ้านพัก ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี ภายใต้เงื่อนไขใหม่คือ เขาสามารถเดินทางได้ภายในกัมพูชาได้ แต่ทว่ายังคงคำสั่ง “ ห้ามออกนอกประเทศ ” และที่สำคัญที่สุดคือการถูกสั่ง “ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ” โดยสิ้นเชิง

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ ขุดรากถอนโคน

    43.- ปี 2020 การกวาดล้างผู้เห็นต่าง ยังทำงานอย่างหนักนำไปสู่การ “ ขุดรากถอนโคน ” ฝ่ายค้านทั้งหมด นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา กัมพูชาได้เปิดฉากการพิจารณาคดีอาญาแบบกลุ่มอดีตสมาชิกฝ่ายค้าน “ พรรคสงเคราะห์ชาติ ” จำนวน 158 ชีวิต ถูกลากเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องทางอาญาอย่างต่อเนื่อง

    44.- ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคอีก 79 คน รวมถึงเหล่าแกนนำระดับสูง ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดทั้งในข้อหาอุกฉกรรจ์และลหุโทษ สิ่งที่เป็นรอยด่างพร้อยที่สุดของกระบวนการนี้คือการ “ พิจารณาคดีและตัดสินโทษลับหลัง ” โดยที่จำเลยจำนวนมากไม่มีโอกาสแม้แต่จะปกป้องตนเองในชั้นศาล

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ โรยด้วยขวากหนาม

    45.- ปี 2022 การพิจารณาคดีของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) กลายเป็นมหากาพย์ทางกฎหมายที่ดำเนินไปท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและยุติธรรม ซ้ำกินเวลานานเกือบ 3 ปี ตั้งแต่มกราคม 2020 จนถึงปลายปี 2022 ผ่านการสืบพยานอย่างมาราธอนถึง 66 นัด

    46.- ทว่าความเที่ยงตรงของกระบวนการกลับถูกสั่นคลอนด้วยความล่าช้าที่น่าสงสัย คดีถูกสั่งระงับนานถึง 21 เดือนโดยรัฐบาลอ้างวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเกราะบังหน้า นอกจากนี้ ทีมทนายความของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) โดยเฉพาะทนายความหญิง ยังต้องเผชิญกับการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

    47.- สิทธิในการได้รับพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ถูกละเมิดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เขาต้องรอคอยนานถึง 2 ปีครึ่งหลังถูกรวบตัว กว่าที่การพิจารณาคดีครั้งแรกจะเริ่มต้น และกว่าที่คำพิพากษาจะปรากฏ เวลาได้ล่วงเลยไปมากกว่า 5 ปีนับจากวันที่เขาถูกพรากอิสรภาพ

    48.- " การพิจารณาคดีจะรวดเร็วขึ้นได้ หากจำเลยยอมรับสารภาพในอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหา " วาทกรรมอันน่ารังเกียจจากรองอัยการ ที่ตอบโต้คำร้องขอเร่งกระบวนการของฝ่ายจำเลย ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงแฝงเร้นในห้องพิจารณาคดีได้เป็นอย่างดี

    49.- ในการต่อสู้บนพื้นที่กติกา ฝ่ายอัยการและทนายความของรัฐบาลในฐานะโจทก์ร่วม มักใช้วิธีผลักภาระการพิสูจน์กลับไปยังตัวจำเลยอย่าง “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และพยานฝ่ายของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) หลายคนต้องเผชิญกับการซักไซ้ที่ก้าวร้าวและถูกข่มขู่ด้วยข้อหาเบิกความเท็จเพียงเพื่อบีบให้สยบยอม

    50.- ท่ามกลางมรสุม ทีมทนายของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) มิได้ยอมลดละแพ้ต่อความอยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีการจับกุมในยามวิกาลเมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นการบุกตรวจค้นบ้านพักอย่างไร้หมายจับ การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแก้ต่างข้อหากบฏ แต่มันคือการสู้กับอำนาจรัฐในคราบของกระบวนการยุติธรรม

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ เลี้ยงไข้

    51.- ปี 2023 ก่อนสมรภูมิเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะอุบัติขึ้น “ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists: ICJ) ” กล่าวต่อ คำพิพากษาตัดสินของศาลชั้นต้นกัมพูชาของ “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) ในข้อหากบฏ และ " สมคบคิดกับต่างชาติ " ตามมาตรา 439 และ 443 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา

    52.- ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้ต้นตอและไม่มีมูลความจริง โดยถือเป็น " ความอยุติธรรม " อย่างร้ายแรงที่ควรได้รับการกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์โดยเร็วที่สุดประเด็นที่น่าเคลือบแคลงคือการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยมีรายงานระบุว่า พยานหลักฐานวิดีโอที่ฝ่ายอัยการนำมาใช้นั้น มีข้อบ่งชี้ว่าถูกตัดต่อและบิดเบือนข้อเท็จจริง ส่งผลให้การเอาผิดเขา เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลและขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

    53.- “ ระบบยุติธรรมทางอาญาถูกมาใช้ให้เป็นอาวุธอีกครั้งด้วยแรงจูงใจทางการเมือง โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำลายเสรีภาพในการแสดงออกและปิดปากผู้เห็นต่าง ” Ian Seiderman “ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและนโยบายของ ICJ

    54.- ขณะที่ “ Adilur Rahman Khan” เลขาธิการ ”สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล “ (International Federation for Human Rights - FIDH) ได้ตอกย้ำถึงความไม่ชอบธรรมนี้ว่า

    “ ระยะเวลาการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้ออย่างผิดปกติ ผนวกกับกระบวนการที่เต็มไปด้วยความบกพร่องและบทสรุปที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า การฟ้องร้อง “ Kem Sokha ” (เขม โสกา) มิใช่อะไรเลยนอกจากละครตบตาทางการเมืองเพื่อรุกฆาตเขาออกจากกระดานอำนาจ รัฐบาลกัมพูชาต้องยุติยุทธการประทุษร้ายคู่แข่งทางการเมืองผ่านการใช้ศาลที่ยอมสยบและกฎหมายที่เป็นเครื่องมือกดขี่ในทันที “

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ ภาวะจำยอม

    55.- ปี 2023 เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในวันที่ 23 กรกฎาคม ซ้ำรอยในปี 2018 อีกครั้งอย่างแยบยลและดุดันกว่าเดิม เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกประกาศตัดสิทธิ์ “ พรรคแสงเทียน “(Candlelight Party) คู่แข่งขันสำคัญที่เป็นพรรคฝ่ายค้านหนึ่งเดียวที่เหลือหลงเหลืออยู่ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง " ยื่นเอกสารที่จำเป็นไม่ครบถ้วน “ การตัดสิทธิ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ปิดประตูฝ่ายค้าน แต่ยังเป็นการบีบให้ประชาชนชาวกัมพูชาต้องเดินเข้าสู่คูหาแบบไร้ทางเลือก

    " มันเป็นการเลือกตั้งที่เขียนบทไว้เสร็จสรรพ เพราะไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งพอจะท้าทายอำนาจได้จริง " ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายหนึ่งในกรุงพนมเปญให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

    56.- และก่อนการเลือกตั้งปี 2023 จะเริ่มขึ้นแกนนำ “ พรรคแสงเทียน ” ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องหลังคว้าคะแนนเสียงได้ถึง 22% ในระดับท้องถิ่น เช่น “ Kong Korm ” ที่ปรึกษาอาวุโสของพรรค ถูกบีบให้ยุติบทบาทหลังพรรครัฐบาล “ ฮุน เซน ” ฟ้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล 5 แสนดอลลาร์ ในประเด็นเรื่องการครอบครองที่ดินที่อ้างว่าเป็นของกระทรวงการต่างประเทศ และ “ Son Chhay ” ถูกศาลฎีกาสั่งปรับเงินเกือบ 1 ล้านดอลลาร์ในคดีหมิ่นประมาทฐานวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2022

    57.- ทำให้ชัยชนะตกเป็นของ “ พรรคประชาชนกัมพูชา ” (Cambodia People’s Party: CPP) ที่กวาดที่นั่งในสภาไปถึง 120 จาก 125 ที่นั่ง แบบไร้คู่แข่งอีกครั้ง

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ นรกบนดิน

    58.- รัฐบาลกัมพูชาเดินหน้ากวาดล้างผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ ทั้งการสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์สื่ออิสระที่ไม่เลือกข้างรัฐบาลและการปิดสื่อต่างๆ เช่น The Cambodia Daily หลังถูกบีบด้วยข้อกล่าวหาค้างชำระภาษีมูลค่ากว่า 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (180 ล้านบาท) , สำนักข่าว Radio Free Asia (RFA) และ Voice of Democracy (VOD) , Voice of America (VOA) หลังถูกกระทรวงข้อมูลข่าวสารสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโดยพลการ โดยอ้างเหตุผลด้านภาษีและการจดทะเบียน

    59.- เมื่อ " พรมแดนไม่อาจกั้นจากความตาย " กรณีการลอบสังหารอย่างอุกอาจหลังมาประเทศไทย ราฐ “ Lim Kimya ” (ลิม กิมยา) อดีต สส.“ พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา ” วัย 74 ปี ผู้ถือสองสัญชาติกัมพูชา-ฝรั่งเศส หนึ่งใน " ฝ่ายค้านคนสุดท้าย " ที่ลี้ภัยทางการเมืองหลังพรรคถูกสั่งยุบในปี 2017

    60.- โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 รายงานจากเว็บไซต์ theaseanpost.com ในหัวข้อ “ ฝ่ายค้านคนสุดท้ายของกัมพูชา ” ได้ตีแผ่ความจริงของอดีต สส. หลายสิบชีวิตต้องลี้ภัยไปต่างแดน หลังเผชิญกับคำเตือนจาก “ ฮุน เซน ” ที่กล่าวว่า

    “ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับนรก “

    …………..…………..…………..……………………...

    ▪️ รอยร้าว

    61.- กว่า 3 ทศวรรษที่เข็มนาฬิกาการปกครองของกัมพูชาหยุดนิ่งภายใต้การปกครอง " ฮุน เซน " เส้นทางสู่อำนาจของเขาเริ่มต้นหลังไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในปี 1982 เพียง 3 ปีให้หลัง เขาก็ผงาดขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1985 ด้วยวัยเพียง 33 ปี และกลายเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในโลก

    62.- ตลอด 38 ปีแห่งรัชสมัย " ฮุน เซน " ไม่เพียงแต่กุมบังเหียนกัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ยังวางหมากสืบทอดอำนาจให้แก่บุตรชาย " ฮุน มาเนต " ในปี 2023 ทว่าการเปลี่ยนผ่านตัวบุคคลกลับมิได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนผ่านทางอุดมการณ์ เมื่อระบอบการเมืองกัมพูชายังคงแช่แข็งเสรีภาพและปิดตายประตูสู่เสรีนิยมอย่างแน่นหนา

    63.- ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่คุกรุ่น " ฮุน เซน " ขึ้นชื่อเรื่องชั้นเชิงการ " สร้างความแตกแยก " ในหมู่ปรปักษ์ กรณีของ “ Kem Sokha ”(เขม โสกา) คือตัวอย่างของเหยื่อที่ถูกบีบให้ติดอยู่กลางวงล้อม ขณะที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) ต้องระเห็จลี้ภัยไปต่างแดนเพื่อหนีเงื้อมมือกฎหมาย “ Kem Sokha ”(เขม โสกา) กลับกลายเป็นแกนนำเพียงไม่กี่คนที่ยังคงพำนักอยู่ในกัมพูชาภายใต้แรงกดดันมหาศาล

    64.- ความลำบากที่เกิดขึ้นของ “ Kem Sokha ”(เขม โสกา) สร้างความร้าวรานในความสัมพันธ์กับ “ Sam Rainsy ” (สม รังสี) และลุกลามไปถึงผู้สนับสนุน เมื่อฝ่ายหนึ่งมองว่าผู้นำของตนต้องแบกรับอิสรภาพในกรงขังขณะที่อีกคนใช้ชีวิตอย่างเสรีในการลี้ภัย จึงถูกมองว่าเป็นความจงใจที่จะกระตุ้นให้เกิด " รอยปริแตก " ใน “พรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party หรือ CNRP) ” จนถึงจุดแตกหัก

    65.- กัมพูชาถูกนานาชาติกล่าวหามาอย่างยาวนานว่าใช้ระบบยุติธรรมเป็นเครื่องมือ " ประทุษร้าย " ผู้เห็นต่าง แม้รัฐบาลจะยืนกรานถึงการส่งเสริมหลักนิติธรรม ทว่าความจริงที่ปรากฏกลับย้อนแย้ง เมื่อพรรคคู่แข่งที่มีศักยภาพถูกกำจัดด้วยคำสั่งศาล หรือไม่ก็มีผู้นำที่ถูกจองจำ คุกคามจนสิ้นสภาพ และเสียชีวิต

    66.- การตัดสินลงโทษ “ Kem Sokha ”(เขม โสกา) สะท้อนให้เห็นถึงกฏหมายแบบฉบับกัมพูชา ที่ลดทอนอิสระและแปรรูปเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อกระบวนการยุติธรรมโอนอ่อนตามความต้องการของฝ่ายบริหาร กลไกทางกฎหมายจึงถูกนำมากำจัดผู้เห็นต่าง ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงวงจรการพิจารณาคดีที่บิดเบี้ยว ซึ่งปราศจากมาตรฐานความเที่ยงธรรมขั้นพื้นฐานตามหลักสากล

    …………..…………..…………..……………………..

    https://www.facebook.com/share/p/18JxC6U6Kv/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ลั่น! หากสงครามกับอิหร่านเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง จะปิดฉากได้ภายในแค่ 2-3 สัปดาห์
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า หากสหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน เขาจะใช้เวลาเพียง 2 ถึง 3 สัปดาห์เท่านั้นในการบรรลุเป้าหมายทางทหาร

    ในการให้สัมภาษณ์กับ ฮิว ฮิววิตต์ (Hugh Hewitt) พิธีกรวิทยุฝ่ายอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ ทรัมป์ได้ระบุถึงแนวทางของเขาต่ออิหร่าน ว่าเราได้กำจัดสิ่งที่ต้องทำไปมากแล้ว น่าจะใช้เวลาอีกสัก 2 สัปดาห์ หรืออาจจะ 3 สัปดาห์

    "เราจะจบด้วยข้อตกลงที่เหมาะสม หรือไม่เราก็ชนะได้อย่างง่ายดายในแง่ของทางทหาร"

    ทรัมป์ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า "พวกคนบ้าเหล่านี้จะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์" และย้ำว่าการจัดการคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงด้วย แม้เขาจะยอมรับว่าคลังขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านเป็นเรื่องที่เลวร้ายและต้องมีการจำกัดวง (Cap) แต่เป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดคือการขัดขวางไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์


    https://www.facebook.com/share/p/1DkA8eb3YY/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าว : Block Club Chicago

    กลุ่มคนดำในชิคาโก รัฐอิลลินอย สหรัฐฯ ได้พากันออกมาประท้วงร้านค้าในชิคาโกที่พากันทยอยปิดตัวย้ายไปเป็นจำนวนมากสาเหตุเพราะร้านค้าเหล่านี้มักโดนกลุ่มคนดำจำนวนมากที่พากันบุกพากันมาปล้นร้านค้าบ่อยครั้งทำให้ร้านสูญเสียเป็นจำนวนมากทำให้ร้านค้าเหล่านั้นไม่มีทางเลือกจนต้องปิดตัวลงและย้ายไปที่อื่นแทนเลยทำให้คนในชุมชนโกรธแค้นและเรียกร้านค้าเหล่านั้นว่า"ไอ้พวกเหยียดคนดำ"และพากันออกมาเรียกร้องให้สมาชิกสภาเทศบาลชิคาโก วีลเลี่ยม ฮอล ดำเนินคดีกับร้านค้าที่ย้ายหนีเหล่านั้น

    สรุป ในชิคาโกมักมีคดีที่กลุ่มคนดำที่รวมตัวกันหลายคนแล้วพากันไปปล้นร้านค้าต่างๆในรัฐแบบบุกกันเข้ามาหลายๆคนแล้วกวาดไปจนเกือบหมดร้านหน้าตาเฉยจนเจ้าของร้านค้าหลายๆร้านในชิคาโกทนไม่ไหวจึงพากับปิดร้านย้ายหนีแต่กลับโดนคนในชุมชนฟ้องร้องเรียกค้าเสียหายว่าเหยียดพวกเขา

    https://www.facebook.com/share/p/1EzEaedeB5/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยรับจบ #ข่าวสั้นกัมพูชา

    “ กัมพูชาคุมเข้มจริยธรรมสื่อ นักวิชาการย้ำสื่อถึงความรักชาติ ด้านรัฐเอกชนกัมพูชา จี้หยุดปั่นข่าวเชิงลบหวั่นกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจ ”

    …………..…………..…………..……………………..

    1.- นักวิชาการอาวุโสเรียกร้องสื่อมวลชนในประเทศยึดถือทางจริยธรรมและ “ ความรักชาติ ” ในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนเรื่องชายแดน #ไทยกัมพูชา

    2.- ด้านเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำภาคธุรกิจกัมพูชา เตือนว่าการมุ่งเน้นสร้างกระแสข่าวเชิงลบเพื่อเรียกยอดความสนใจ กำลังกลายเป็นดาบสองคมที่บ่อนทำลายเสถียรภาพของชาติและทำลายบรรยากาศการลงทุน

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ รักชาติแบบมืออาชีพ
    ▪️ ดาบสองคม
    ▪️ มีวันนี้เพราะไทย

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ รักชาติแบบมืออาชีพ

    3.- นักวิชาการอาวุโสกัมพูชาจี้สื่อยกระดับจริยธรรม ชูแนวคิด “ รักชาติอย่างมืออาชีพ ” ปกป้องอธิปไตยข้อมูลข่าวสารประเด็นชายแดน

    4.- สำนักข่าว “ The Phnom Penh Post ” สื่อกระแสหลักกัมพูชารายงานประเด็นสำคัญ นักวิเคราะห์เรียกร้องสื่อให้ใช้ภาษาที่ “ รักชาติและถูกต้อง ” ในการรายงานประเด็นชายแดน #ไทยกัมพูชา จากการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านสื่อสารมวลชน

    5.- โดยระบุว่า นักวิเคราะห์สังคมกัมพูชาได้ส่งสัญญาณถึงผู้สื่อข่าวทั่วประเทศ ให้เร่งปรับเปลี่ยนทัศนคติและแนวทางการนำเสนอข่าวในประเด็นที่ละเอียดอ่อนระหว่าง #ไทยกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ภาษาที่แสดงออกถึง " ความรักชาติมากขึ้น " และความแม่นยำถูกต้องทางประวัติศาสตร์

    6.- เนื่องจากกลไกการเลือกใช้ภาษาและแหล่งข้อมูลนั้น มีอำนาจในการหล่อหลอมทัศนคติของสาธารณชน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์สูงสุดของชาติ ในการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านสื่อสารมวลชนหัวข้อ " AI, จริยธรรม และความเป็นมืออาชีพ: เราควรจะก้าวต่อไปอย่างไร " ซึ่งจัดโดยสโมสรนักข่าวกัมพูชา (Club of Cambodian Journalists) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    7.- “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา (Royal Academy of Cambodia) นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ ได้กล่าวเตือนถึงความเสี่ยงของการที่สื่อมวลชนพึ่งพา " เรื่องเล่า" หรือวาทกรรมจากแหล่งข่าวต่างชาติมากจนเกินไป โดยเฉพาะข้อมูลจากฝั่งไทย

    “ เราต้องระมัดระวังต่อวิธีการวางกรอบนำเสนอในประเด็นเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เราไม่ควรปล่อยให้ความจริงถูกบิดเบือน หากมีการล่วงละเมิดเกิดขึ้นจริง เราต้องมีความกล้าหาญทางวิชาชีพที่จะระบุชัดเจนว่านั่นคือการรุกล้ำ" “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวเน้นย้ำ

    8.- “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์แนวโน้มที่น่ากังวลของสื่อยุคใหม่บางกลุ่มที่มักอ้างอิงการตีความทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์จากต่างประเทศโดยขาดการคัดกรองตรวจสอบอย่างละเอียดอย่างถี่ถ้วน

    9.- การปฏิบัติเช่นนี้อาจการส่งเสริมวาทกรรมที่บ่อนทำลายจุดยืนของกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในยุคที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งข้อมูลสามารถถูกขยายต่ออย่างรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มาหรือความถูกต้องข้อมูล

    10.- “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุเพิ่มเติมว่า กัมพูชากำลังเผชิญกับภาวะเสียเปรียบเชิงโครงสร้างในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาฐานความรู้มาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

    11.- ส่งผลให้เนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นจากภายนอกอาจเข้ามาครอบงำระบบข้อมูลดิจิทัลและอัลกอริทึมของ AI ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้และทำความเข้าใจในประเด็นระดับภูมิภาค

    “ ในขณะที่ประเทศอื่นได้สร้างสะสมคลังข้อมูลและชุดคำอธิบาย ของตนมาอย่างยาวนาน หากเราไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ มุมมองจากภายนอกจะกลายเป็นฝ่ายที่ชี้นำความคิดของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนหันไปพึ่งพาเครื่องมือ AI ที่ประมวลผลจากฐานข้อมูลดาต้าข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ” เขากล่าวเตือน

    12.- “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนกัมพูชายกระดับมาตรฐานวิชาชีพควบคู่ไปกับการตระหนักในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชาติ โดยชี้ว่า " ความรักชาติ " และ " ความเป็นมืออาชีพ " ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน

    " หัวใจสำคัญของสื่อมวลชนคือความรับผิดชอบ มิใช่เพียงแค่ความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงของสังคมและชาติด้วย เราต้องมั่นใจว่าทุกงานของเราส่งผลเชิงบวกต่อแผ่นดิน " เขากล่าว

    13.- แม้ภูมิทัศน์สื่อในกัมพูชาจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบุคคลและองค์กรเข้าสู่ภาคส่วนนี้มากขึ้นแต่ “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ เตือนว่าการเติบโตเชิงปริมาณยังไม่ได้มาพร้อมกับคุณภาพและมาตราฐานทางจริยธรรม

    14.- พร้อมสำทับถึงย้ำเตือนถึงความเสี่ยงของการนำเสนอเนื้อหาที่ " ยั่วยุหรือปลุกปั่น " ในประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดหรือการวางกรอบเนื้อหาที่รุนแรงอาจนำไปสู่สถานการณ์ความตึงเครียดที่บานปลายหรือบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณชนคลาดเคลื่อนได้

    15.- ในขณะเดียวกัน “ Soklim ” ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลชื่อดัง ได้ร่วมแสดงทัศนะถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคข่าวสารในยุคปัจจุบัน โดยระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่มักสืบค้นข้อมูลผ่าน Google หรือ AI โดยละเลยการตรวจสอบที่มาของแหล่งข้อมูล หรือกระบวนการ " ฝึกฝนข้อมูล " ของเทคโนโลยีเหล่านั้น

    16.- เขากล่าวเตือนว่า หากผู้ใช้ขาดความรู้เท่าทัน อาจตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่เอนเอียงโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยกำลังรุกหนักในการพัฒนาและฝึกฝนระบบฐานข้อมูลของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อสร้างอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ ดาบสองคม

    “ เมื่อการปั่นกระแสกลายเป็นดาบสองคม จี้คุมเข้มจริยธรรมสื่อ หวั่นกระทบเศรษฐกิจและความมั่นคง ”

    17.- ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางไวไม่แพ้แสง " การสร้างข่าวด้านลบปั่นกระแส " กำลังกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพของประเทศ ล่าสุด เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และผู้นำภาคธุรกิจในกัมพูชา ได้ประสานเสียงเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวเชิงลบที่มีลักษณะบิดเบือนอันตรายหรือยุยงปลุกปั่น เพื่อร่วมกันปกป้องบรรยากาศการลงทุน เศรษฐกิจ และรักษาความสามัคคีภายในสังคม

    18.- สำนักข่าว “ Khmer Times ” รายงานว่า สื่อมวลชนกัมพูชากำลังถูกตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและจริยธรรมวิชาชีพ โดยเรียกร้องให้ยกระดับความเข้มข้นในการรายงานข่าวเชิงเศรษฐกิจและความสามัคคีของสังคมกัมพูชามากกว่ารายงานเนื้อหาข่าวเชิงลบที่มีลักษณะบิดเบือนอันตรายหรือยุยงปลุกปั่น ท่ามกลางความท้าทายจากการเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    19.- ในการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านสื่อสารมวลชนหัวข้อ " AI, จริยธรรม และความเป็นมืออาชีพ: เราควรจะก้าวต่อไปอย่างไร " ซึ่งจัดโดยสโมสรนักข่าวกัมพูชา (Club of Cambodian Journalists) โดยมีตัวแทนจากองค์กรสื่อกว่า 67 แห่งเข้าร่วม

    20.- “ Lim Heng ” รองประธานหอการค้ากัมพูชา ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อสารมวลชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในยุคที่ความก้าวหน้าของ AI กำลังก้าวกระโดด ผู้สื่อข่าวควรหันมาให้ความสำคัญกับการรายงานข้อมูลเชิงเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ เพื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตและเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม

    21.- “ Lim Heng ” รองประธานหอการค้ากัมพูชากล่าวว่า ” ความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือปัจจัยเกื้อหนุนโดยตรงต่อความอยู่รอดของสื่อมวลชน ผ่านเม็ดเงินโฆษณาที่จะสะพัดตัวตามการเติบโตของประเทศ “

    22.- พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้สื่อธำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และจริยธรรม เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนสังคมไปสู่ประโยชน์สุขส่วนรวมอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ยังเตือนว่า การมุ่งเน้นไปที่ " ข่าวเชิงลบ หรือที่เป็นอันตรายมากเกินไป การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน และอาจกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความร้าวฉานทำลายความสามัคคีในสังคมในสังคมได้

    “ การมุ่งนำเสนอเพียงข่าวเชิงลบและเนื้อหาที่มีลักษณะยั่วยุเกินขอบเขต ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนสภาวะจิตใจของสังคมและเยาวชนเท่านั้น แต่การรายงานข้อมูลที่เน้นความรุนแรงเกินความจำเป็นเช่นนี้ ยังเสี่ยงต่อการเป็นชนวนเหตุของการยุยงปลุกปั่นที่นำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด ” “ Lim Heng ” รองประธานหอการค้ากัมพูชา

    23.- ด้าน “ Yang Peou ” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา (Royal Academy of Cambodia) นักวิชาการอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อในยุคดิจิทัลว่า การทำงานที่ขาดความระมัดระวังอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกปรุงแต่งขึ้น

    “ ข้อมูลที่บิดเบือนหรือเนื้อหาที่ยั่วยุอาจลุกลามไปไกลเกินกว่ากรณีเฉพาะบุคคล ” เขากล่าวพร้อมเตือนว่า “ ข้อความเพียงข้อความเดียวสามารถขยายความตึงเครียดให้ทวีความรุนแรงหรือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ”

    24.- ขณะเดียวกัน“ Phos Sovann ” อธิบดีกรมสารสนเทศและการแพร่ภาพกระจายเสียง กระทรวงข้อมูลข่าวสาร ได้กล่าวปิดท้ายถึงความจำเป็นในการปฏิรูปสื่อกัมพูชาว่า แม้ภาคส่วนสื่อจะเผชิญความท้าทายด้านรายได้และการดำรงชีพ แต่หัวใจสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือการสร้างสมดุลระหว่าง " เสรีภาพในการแสดงออก " กับ " จริยธรรมวิชาชีพ " ภายใต้กรอบของกฎหมาย

    …………..…………..…………..……………………..

    ▪️ มีวันนี้เพราะไทย

    25.- ท่ามกลางบทบาทอันสำคัญยิ่งของสื่อกระแสหลักในการชี้นำทิศทางสังคมกัมพูชา ปัจจุบันอำนาจในการส่งสารข้อมูลกลับถูกถ่ายโอนไปยังกลุ่ม “ อินฟลูเอนเซอร์ ” และนักสร้างคอนเทนต์อิสระจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังกลายเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้งในระดับภูมิภาค ผ่านการนำเสนอเนื้อหาเชิงลบ สร้างความเกลียดชัง และ ข้อมูลบิดเบือนที่เข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นอย่างรุนแรง

    26.- ภาพสะท้อนที่ประจักษ์ชัดที่สุดของภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ คือกรณีข้อพิพาทบริเวณชายแดน #ไทยกัมพูชา ที่ถูกกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ฉวยโอกาสกุข่าวปลอม (Fake News) ในเชิงสงครามจิตวิทยา อาทิ การสร้างข่าวลือว่า “ กองทัพไทยเตรียมเปิดฉากบุกโจมตีกัมพูชาในยามวิกาล” การแพร่กระจายข้อมูลเท็จท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก

    27.- ส่งผลให้ประชาชนชาวกัมพูชาตามแนวชายแดนจำนวนมากเกิดความตื่นตระหนกจนพากันอพยพละทิ้งถิ่นฐานกลางดึก ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า " อาวุธทางความคิด " บนโลกออนไลน์นั้น มีอำนาจทำลายล้างความสงบสุขของมวลชนได้ไม่ต่างจากอาวุธสงครามจริง

    28.- สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ " แรงจูงใจเบื้องหลัง " พฤติกรรมอันตรายเหล่านี้ อินฟลูเอนเซอร์หลายรายเลือกใช้กลยุทธ์สร้างตัวตนและกระแสความนิยมด้วยการใช้ประเทศไทยเป็น " เป้าหมายในการโจมตี " เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ หรือ การ " โฆษณาสินค้าขายสินค้า "

    29.- มีการขุดคุ้ยข่าวสารจากไทยทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่เรื่องสภาพอากาศไปจนถึงประเด็นละเอียดอ่อนด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ดารานักแสดง หรือวงการบันเทิงของไทย นำมาปรุงแต่งด้วยวาทกรรมที่ดุเดือด สร้างความเกลียดชัง และบิดเบือนข้อเท็จจริง ปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่ว่า

    “ ยิ่งเนื้อหารุนแรงเกลียดชังมากเท่าไร ยอดผู้เข้าชมยิ่งพุ่งสูง ”

    30.- เมื่อยอดไลก์และยอดแชร์ ถูกเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินโฆษณา คะแนนนิยมชื่อเสียง และ กำไรจากการขายสินค้า จริยธรรมในฐานะผู้ส่งสารจึงถูกละเลยไปจนหมดสิ้น โดยที่พวกเขาไม่แยแสเลยว่าคอนเทนต์เพียงไม่กี่นาทีนั้นจะสร้างรอยร้าวให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปอีกนานแค่ไหน

    31.- ตัวอย่าง เช่น บัญชี “ Long Kunthea ” ที่มีการเปิดบัญชีในชื่อเดียวกันถึง 2 บัญชี อินฟลูเอนเซอร์ชาวกัมพูชาที่มีผู้ติดตามกว่า 300,000 คน ซึ่งสร้างชื่อจากการรายงานข่าวเชิงโจมตีประเทศควบคู่ไปกับการขายสินค้า

    32.- โดยล่าสุดได้มีการโพสต์ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับการส่งเครื่องบินรบ F-16 เข้าโจมตีกัมพูชา สร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

    " โจรได้เวลาออกมาป่วนอีกแล้ว ✈️✈️ F16‼️" (01.05.2026)

    เพจ “ Long Kunthea ”ทั้ง 2 เพจ
    >> https://www.facebook.com/share/18TNDyhhgt/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1DmgwbbTm6/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/p/1F4RtUEkLg/?mibextid=wwXIfr

    33.- หรือ “ em riem “ ดีไซน์เนอร์ผู้มีชื่อเสียงของกัมพูชา ได้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ผู้จากแรงสั่นสะเทือนผ่านวาทกรรมชาตินิยมจนมียอดผู้ติดตามสะสมกว่าหลักแสนคน ปรากฏการณ์ความนิยมดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการผลิตคอนเทนต์และโพสต์ข้อความเชิงบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อโจมตีประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งนี้ ส่งผลให้เขาต้องสร้างบัญชีสำรองไว้มากถึง 6 บัญชี เพื่อแพร่กระจายแนวคิดดังกล่าวต่อไป

    >> https://www.facebook.com/share/187SeqoMGc/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/175EJeSN86/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1ZfxSSUDTV/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1DzGkfF8hZ/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1E516tF562/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1aCHQMyJvs/?mibextid=wwXIfr

    34.- ท้ายที่สุด ผลกระทบจากพฤติกรรม " ปั่นกระแส " เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความตึงเครียดระดับรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่กำลังผลักดันให้ “ แรงงานชาวกัมพูชาในไทย ” และ“ แรงงานกัมพูชาที่ต้องการทำงานในไทย ” ต้องกลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้งทางอารมณ์

    35.- ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ในพนมเปญนั่งรับรายได้จากการยอดแชร์ยอดผู้เข้าชม แต่แรงงานกัมพูชาที่ประกอบอาชีพสุจริตในต่างแดนกลับต้องเผชิญกับสภาวะความระแวงและการถูกตั้งแง่จากสังคม เพียงเพราะการกระทำของคนในประเทศตนเองที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์บนโลกโซเชียลโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมชาติ

    …………..…………..…………..……………………..

    ที่มา
    >> https://www.facebook.com/share/p/18ZtKPKYiV/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/1GVDk5KHeM/?mibextid=wwXIfr
    >> https://cambodianess.com/article/original-vishnu-statue-returned-to-siem-reap-roundabout
    >> https://thmeythmey.com/detail/158608
    >> https://www.khmertimeskh.com/501891764/journos-urged-to-avoid-negative-newssensational-content/
    >> https://www.facebook.com/share/1Ecypopfq7/?mibextid=wwXIfr
    >> https://www.facebook.com/share/p/18Hrv2Je8M/?mibextid=wwXIfr
    >> https://phnompenhpost.com/national/...-language-in-media-coverage-of-border-issues/
    >> https://www.facebook.com/share/p/1DixsD9ydo/?mibextid=wwXIfr

    …………..…………..…………..……………………..
    https://www.facebook.com/share/p/1CtZ6uYMTU/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1777983670592.jpg

    "ไอ้พวกนักศึกษาเนรคุณผู้สูญสิ้นมโนธรรม! ตอนที่พวกเราสู้รบอยู่แนวหน้าต้องทนกินเพียงธัญพืชหยาบ ๆ แล้วพวกแกได้กินอะไรกัน? ข้าวสารขาว แป้งสาลี และเนื้อติดมัน แต่นับจากวันที่กองทัพคอมมิวนิสต์เคลื่อนพลเข้าเมือง พวกแกกลับต้องเปลี่ยนไปกินข้าวฟ่างเก่า ๆ แทนทันที เนื้อสักชิ้นก็ไม่มีให้เห็น แต่พวกแกกลับไม่ออกมาประท้วงต่อต้านความอดอยาก! วันนี้ยังมาทำตัวอกตัญญูเช่นนี้อีก สวรรค์จะต้องลงทัณฑ์แน่ อย่าคิดนะว่าจะรอดพ้นไปได้!"

    บันทึกความทรงจำของโบหยาง

    นี่คือวาทะเดือดของนายทหารก๊กมินตั๋ง ที่กล่าวขึ้นด้วยความคั่งแค้นหลังจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในปักกิ่งต่างพากันขึ้นรถบรรทุกและเดินขบวนโห่ร้องต้อนรับอย่างยินดี ขณะที่กองทัพคอมมิวนิสต์จีนกำลังบุกเข้ายึดเมืองปักกิ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มนักศึกษาภายใต้ขบวนการ "ต่อต้านความอดอยาก" เหล่านี้ มักจะออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลก๊กมินตั๋งอยู่เป็นประจำ

    อย่างไรก็ตามดูเหมือนกฎแห่งกรรมจะทำงาน เพราะหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตงขึ้นมาเรืองอำนาจ แม้แต่ข้าวฟ่างเก่าๆ ก็ยังไม่มีให้กิน หนำซ้ำอดีตนักศึกษาเหล่านี้ยังถูกส่งตัวไปใช้แรงงานกันอย่างถ้วนหน้า


    https://www.facebook.com/share/p/1B7b5kGKUB/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหมือนไทยต้องเจอกับ การประนีประนอมภาคบังคับ มาตรา 298 (Article 298) ภาคผนวก 5 (Annex V) ส่วนที่ 2 หากยกเลิก MOU44 กัมพูชาจะยื่นเรื่องทันที ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
    มีการตั้งคณะกรรมาธิการประนีประนอมขึ้นมา 5 ท่าน (ฝ่ายละ 2 ท่าน และคนกลางที่ตกลงกันอีก 1 ท่าน)
    คณะกรรมาธิการจะรับฟังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของทั้งสองฝ่าย
    จัดทำรายงานภายใน 12 เดือน เพื่อเสนอแนวทางการยุติข้อพิพาทที่ "เที่ยงธรรม"

    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ เส้นของกัมพูชาหายไปแน่นอนเพราะผิดกฎหมาย UNCLOS1982 แต่เส้นของไทยก็อาจจะต้องโดนปรับเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ซึ่งหวังว่าคนไทยจะรับกันได้ นี้คือเหตุผลที่เส้นของไทยจะโดนปรับเปลี่ยนครับ

    เส้นเขตแดนทางทะเลที่ประเทศไทยประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2516 ถูกกำหนดขึ้นภายใต้บริบทของ Geneva Conventions on the Law of the Sea 1958 ซึ่งเปิดช่องให้รัฐชายฝั่งสามารถอ้างสิทธิ์ทางทะเลได้อย่างกว้าง รวมถึงการใช้เกาะขนาดเล็กเป็นจุดอ้างอิงในการกำหนดแนวเขต เช่น เส้นมัธยฐาน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถใช้ “เกาะโลซิน” และ “เกาะกระ” เพื่อขยายแนวเขตอ้างสิทธิ์ออกไปในทะเลได้ในระดับหนึ่ง
    ในส่วนของไหล่ทวีป กฎหมายยุคดังกล่าวอิงหลัก “การขยายตัวตามธรรมชาติของแผ่นดิน” (natural prolongation) ควบคู่กับแนวคิดความสามารถในการใช้ประโยชน์ (exploitability) ซึ่งเอื้อต่อการตีความสิทธิอย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในอ่าวไทยที่มีลักษณะเป็นทะเลตื้น ทำให้การอ้างสิทธิ์ของรัฐชายฝั่งมีแนวโน้มขยายเข้าหากันจนเกิดพื้นที่ทับซ้อน
    ภายใต้ UNCLOS 1982 หลักเกณฑ์ได้เปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นความสมดุลและความเป็นธรรมในการกำหนดเส้นเขตแดน และจำกัดสิทธิของโขดหินตาม UNCLOS Article 121(3) ส่งผลให้เกาะขนาดเล็กอาจถูกลดน้ำหนักในการกำหนดเส้นเขตแดน
    แนวทางดังกล่าวปรากฏในคดี Romania v Ukraine Maritime Delimitation Case ซึ่งแม้ยูเครนจะพยายามยกระดับสถานะของ “เกาะงู” ด้วยการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและตั้งกำลังคนเข้าไปอยู่อาศัย แต่ศาลมิได้ให้เกาะดังกล่าวมีผลในการกำหนดเส้นเขตแดนในขั้นสุดท้าย (zero effect) โดยให้ความสำคัญกับลักษณะทางธรรมชาติเป็นหลัก ลักษณะนี้มีนัยใกล้เคียงกับ “เกาะโลซิน” ซึ่งเป็นโขดหินที่มีเพียงสิ่งปลูกสร้างอย่างประภาคาร
    ในทำนองเดียวกัน แม้เกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่จริงและสามารถดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง ซึ่งเข้าเกณฑ์เป็น “เกาะ” ตาม UNCLOS Article 121(2) เช่น “เกาะกูด” จะมีสิทธิทางทะเลโดยหลัก แต่ศาลยังอาจจำกัดผลกระทบของเกาะดังกล่าวภายใต้หลักความเที่ยงธรรมตาม UNCLOS Articles 74 and 83 ดังที่ปรากฏในคดี Bangladesh v Myanmar Maritime Delimitation Case และ Anglo-French Continental Shelf Arbitration ซึ่งเกาะถูกลดบทบาทเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของแผ่นดินใหญ่ของรัฐคู่กรณี
    ด้วยเหตุนี้ การคงอยู่ของ MOU 2544 อาจช่วยรักษาสถานะเดิมของแนวเขตที่ประเทศไทยเคยได้เปรียบ ขณะที่การยกเลิกอาจนำไปสู่การเข้าสู่กระบวนการภายใต้กฎหมายสากลยุคใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับแผ่นดินใหญ่มากกว่าเกาะขนาดเล็ก และอาจส่งผลให้แนวเขตทางทะเลของไทยถูกปรับลดลงในระยะยาว


    https://www.facebook.com/share/p/1ENmE9gTH4/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สถิติใหม่! วิศวกรจีนติดตั้งกังหันลมลอยน้ำ ไซส์ยักษ์ขนาด 16 เมกะวัตต์ แบกน้ำหนักกว่า 24,100 ตัน ตัวเดียวจ่ายไฟให้บ้านได้ถึง 24,000 หลัง!... เวลาที่เรานั่งเรือออกทะเลไกลๆ เจอคลื่นลมแรงๆ แค่ทรงตัวยืนบนเรือดาดฟ้าเฉยๆ ก็ว่ายากแล้ว แต่เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา จีนเพิ่งสร้างสถิติใหม่ด้วยการติดตั้งกังหันลมลอยน้ำ (Floating offshore wind turbine) รุ่นทดสอบที่มีชื่อว่า ทรี กอร์จส์ ไพล็อต (Three Gorges Pilot) ขนาดมโหฬาร 16 เมกะวัตต์ กลางทะเลลึกห่างจากชายฝั่งเมืองหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง ถึง 70 กิโลเมตรได้สำเร็จ
    .
    กังหันลมตัวนี้ใหญ่ทะลุฟ้าเพราะมีความสูงถึงปลายใบพัดกว่า 270 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางโรเตอร์กว้าง 252 เมตร ซึ่งกวาดพื้นที่รับลมได้กว้างเท่ากับสนามฟุตบอล 7 สนามรวมกัน!
    .
    แน่นอนว่าการเอาโครงสร้างขนาดยักษ์ที่หนักถึง 24,100 ตัน ไปลอยอยู่กลางทะเลที่มีคลื่นลมกระหน่ำไม่ใช่เรื่องง่าย วิศวกรอย่าง พาน หงกวน (Pan Hongguan) และทีมงานก็ไม่ได้ใช้วิธีฝังเสากังหันลงไปที่พื้นดินใต้ทะเลแบบรุ่นเก่า
    .
    แต่ใช้แพลตฟอร์มแบบกึ่งจมกึ่งลอย (Semi-submersible platform) ขนาดความกว้าง 91 เมตรและยาว 80.82 เมตร ให้เป็นฐานลอยน้ำ พร้อมกับยึดไว้ด้วยระบบสมอแบบดูด (Suction anchors) 9 ตัว ร่วมกับเทคโนโลยีระบบผูกยึดแบบผสมผสาน (Hybrid mooring system) ที่นำเอาสายเคเบิลเส้นใยโพลีเอสเตอร์มาทำงานร่วมกับโซ่สมอเรือแบบดั้งเดิม
    .
    การออกแบบนี้จะสร้างความยืดหยุ่นเหมือนมีสปริงคอยซับแรงกระแทกจากคลื่นและลม ซึ่งกลไกนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านพลศาสตร์ทางทะเลใหม่ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่า การใช้ระบบสายยึดที่มีการปรับความหนาของเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวอย่างเหมาะสม รวมถึงการใช้สายใยสังเคราะห์ จะช่วยลดการแกว่งตัวแบบกระชาก (Surge motion) และการหน้าทิ่ม (Pitch response) ของฐานลอยน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โครงสร้างทั้งหมดตั้งตรงและทรงตัวได้นิ่งแม้อยู่ในสภาพอากาศแปรปรวน
    .
    การทดสอบใช้งานจริงนี้คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ถึง 44.65 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมากพอที่จะจ่ายไฟให้บ้านเรือนได้ถึง 24,000 หลังคาเรือน นับเป็นการขยายขอบเขตการผลิตพลังงานสะอาดออกจากพื้นที่ชายฝั่งแบบเดิมๆ เพื่อไปดึงเอาพลังงานลมที่รุนแรงและสม่ำเสมอกว่าในทะเลลึกมาใช้งานได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    [แหล่งอ้างอิง]
    [1] MDPI. (2022). Effect of Mooring Parameters on Dynamic Responses of a Semi-Submersible Floating Offshore Wind Turbine. Sustainability.
    [2] MDPI. (2025). Experimental Study on the Motion Response Characteristics of a Floating Wind Turbine with a Semi-Submersible Foundation. Water.
    [3] Lee, C., et al. (2026). Performance Evaluation of a 15 MW Semi-Submersible Floating Offshore Wind Turbine with a Synthetic Fiber Mooring System. Ocean Engineering.
    #พลังงานลม #กังหันลมลอยน้ำ #นวัตกรรมรักษ์โลก #พลังงานสะอาด #วิศวกรรมทางทะเล #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #พลังงานหมุนเวียน #เทคโนโลยีอนาคต #อัปเดตเทคโนโลยี #ลดโลกร้อน

    https://www.facebook.com/share/17fut8cVQd/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเกทับเส้นทางใหม่ของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซตื้นและเสี่ยงอันตราย
    .

    ศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center) ที่นำโดยสหรัฐฯ แนะนำให้เรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซข้ามช่องแคบในน่านน้ำของโอมาน โดยระบุว่าได้จัดตั้ง “เขตความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น” แล้ว
    .

    อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Fars ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่กึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า เรือพาณิชย์ 2 ลำที่พยายามแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวติดค้างอยู่
    .

    Fars อ้างคำพูดของแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า “น่านน้ำใกล้ชายฝั่งโอมานเป็นหิน และเรือไม่สามารถออกจากหรือกลับเข้ามาในบริเวณนี้ได้”
    .

    รายงานข่าวระบุว่า “ชายฝั่งทางใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณใกล้กับเกาะมูซันดัมและเกาะอัล-ไคล์ มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้อต่อการเป็นเส้นทางเดินเรือ และการสัญจรของเรือในพื้นที่ทางใต้ที่เป็นโขดหินและตื้นเขินนั้นมีความเสี่ยงสูง”
    .

    #สหรัฐ #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #สงคราม #สงครามอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #Iran #OperationEpicFury #WORLD #SPACEBAR


    https://www.facebook.com/share/1CL75TcLFg/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หากยกเลิก MOU 44 มาใช้กลไก UNCLOS หาทางยุติข้อพิพาทกับกัมพูชา ไทยจะได้หรือเสียประโยชน์อะไรบ้าง ?
    [​IMG]
    ที่มาของภาพ,Getty Images

    คำบรรยายภาพ,MOU 44 ได้วางกรอบการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนรวม 26,000 ตารางกิโลเมตรบริเวณอ่าวไทย ที่มาจากการประกาศเส้นเขตแดนไม่ตรงกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ช่วงปี 2515-2516
    Article Information
      • Author,นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role,ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • 24 เมษายน 2026
    • เวลาอ่าน: 9 นาที
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ออกมาเปิดเผยเมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) ว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ที่มีการลงนามในปี พ.ศ.2544 หรือ "MOU 44" โดยจะปรับไปใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ "UNCLOS" ทดแทน โดยกระทรวงการต่างประเทศเตรียมนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา

    สาเหตุการตัดสินใจเช่นนี้มีคำชี้แจงจาก น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเหตุผลสามประการ ได้แก่

    • การเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาตามกรอบ MOU 44 ผ่านมา 20 กว่าปียังไม่ได้ข้อสรุปและกลับนำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล
    • ไทยยังเปิดให้สามารถจัดกรอบการเจรจาใหม่ในอนาคตเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันได้โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทในเรื่องเขตแดน
    • ตัว MOU 44 เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่คืบหน้า ซึ่งตามหลักการควรตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยหาแนวทางพัฒนาและบริหารร่วมกัน จึงเห็นควรที่จะยกเลิกและวางกรอบการเจรจาใหม่
    MOU 44 หรือ MOU 2544 คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ลงนามใน MOU ดังกล่าวกับนายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544

    ขณะที่ UNCLOS คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ สิทธิหน้าที่ของรัฐในเขตทางทะเลต่าง ๆ สิทธิการเดินเรือ การแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมไปถึงกลไกการระงับข้อพิพาท โดยไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฯ ในเดือน ธ.ค. 2525 และให้สัตยาบันในเดือน พ.ค. 2554 ขณะที่กัมพูชาเองก็ลงนามในอนุสัญญาฯ นี้ตั้งแต่ปี 2526 แต่เพิ่งจะให้สัตยาบันไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา

    บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นจากนักวิชาการและผู้ที่ติดตามกรณีนี้ ว่าการยกเลิก MOU 44 แล้วหันมาใช้กลไก UNCLOS หาทางยุติข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นทำได้หรือไม่ และไทยจะได้หรือเสียประโยชน์อะไรบ้างจากความเคลื่อนไหวนี้

    ไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ทำได้หรือไม่ ?
    [​IMG]
    ที่มาของภาพ,Samharn Dairairam/UNITED NATIONS

    คำบรรยายภาพ,แผนที่แนบท้าย MOU 2544 ซึ่งแสดงถึงเส้นประกาศเขตทางทะเลของไทยและกัมพูชา ในอ่าวไทย ซึ่งทำให้เกิด "พื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน" (Overlapping Claims Area - OCA) บีบีซีไทยได้เน้นเส้นสีเพื่อความชัดเจน
    ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าการยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวสามารถทำได้ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 โดยเมื่อมีมติ ครม. ออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือไทยจะต้องแจ้งฝั่งกัมพูชาว่าจะขอยกเลิก MOU 44 จากนั้นทางการกัมพูชาจะมีเวลา 12 เดือนในการโต้แย้งหรือคัดค้านคำขอของไทย ก่อนที่การยกเลิกจะมีผลตามอนุสัญญานี้

    อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศรายนี้ ประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ คือในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา "เห็นด้วย" กับ "ไม่เห็นด้วย" ต่อการยกเลิก MOU 44 ดังนี้

    • กรณีกัมพูชาเห็นด้วย: กัมพูชาไม่ตอบรับคำขอของฝั่งไทยภายในกรอบเวลา 12 เดือน ซึ่งจะถือเป็นการยอมรับการยกเลิก MOU 44 ไปโดยปริยาย และจะต้องเข้าสู่กระบวนการของ UNCLOS ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี
    • กรณีกัมพูชาไม่เห็นด้วย: กัมพูชาอาจโต้แย้งกลับมาว่าไทยไม่สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ซึ่งจะเกิดข้อพิพาทที่ต้องถกเถียงกันต่อ
    ดร.ภัทรพงษ์ บอกว่าหากเป็นไปตามฉากทัศน์ที่สอง ซึ่งเขามองว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า สิ่งที่ไทยทำได้คือการขอเสนอแก้ MOU ในบางประเด็นที่ฝ่ายไทยกังวล เช่น เรื่องการผูกมัดส่วนที่แบ่งเส้นเขตแดนกับแบ่งสรรผลประโยชน์พัฒนาทรัพยากรร่วมกัน ที่ฝ่ายไทยมองว่าไม่ควรทำเป็น "แพ็คเกจเดียว" (single package) แต่ควรแบ่งเขตแดนให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปเจรจาตกลงเรื่องการแบ่งผลประโยชน์กันอีกครั้ง ไปจนถึงเรื่องเส้นเขตแดนที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์มาชนกับเกาะกูด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    "มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า มันขอแก้ไขได้โดยไม่ให้ต้องยกเลิก" ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว "อันหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ไทยเราก็ขอแก้โดยให้เงื่อนไขว่าจะถอนการแสดงเจตนายกเลิก อันนี้ถ้ากัมพูชายอมคือไปเจรจากันได้ว่าจะแก้ กระบวนการการเจรจามันก็เดินหน้าต่อ"

    "ทีนี้ถ้าเกิดกัมพูชาเขายังไม่ยอมอีก ผมคิดว่ากัมพูชาก็คงมองว่าการเจรจาระดับทวิภาคีของ 2 ประเทศ มันคงไม่เดินหน้าแล้ว เขาก็คงหากลไกอื่น ๆ ภายใต้ UNCLOS เข้ามาใช้" นักวิชาการรายนี้กล่าวสรุป

    อย่างไรก็ดี การจะยกเลิก MOU ฝ่ายเดียวตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญานั้น มีเงื่อนไขคือสามารถทำได้ต่อเมื่อมีการละเมิดหนังสือสัญญานั้นอย่างร้ายแรง หรือเมื่อสภาพแวดล้อมนั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานจนไม่สามารถบังคับใช้หนังสือสัญญานั้นได้ ตามคำอธิบายของนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนและนักวิจัยอิสระ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์ The101.world

    กลไกภายใต้ UNCLOS มีอะไรบ้าง และไทยมีแนวโน้มต้องใช้กลไกไหนยุติข้อพิพาทกับกัมพูชา
    ดร.ภัทรพงษ์ บอกบีบีซีไทยว่า "ความน่าสนใจ" ของ UNCLOS คือการเปิดโอกาสให้คู่พิพาทสามารถนำเรื่องขึ้นสู่ศาลได้ในกรณีที่ตกลงกันเองไม่สำเร็จ โดยสามารถใช้ทั้งกลไกของศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการ

    ความเห็นนี้สอดคล้องกับนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ให้สัมภาษณ์กับ The101.world ว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทที่การเจรจาแบบทวิภาคีไม่สามารถหาข้อสรุปได้ UNCLOS ได้เปิดช่องให้มีการนำเรื่องเข้าสู่ศาลต่าง ๆ ข้างต้น รวมถึง "อนุญาโตตุลาการทั่วไป" และ "อนุญาโตตุลาการพิเศษ" ซึ่งจะทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาท

    อย่างไรก็ดี ดร.ภัทรพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า UNCLOS ก็ให้สิทธิ์รัฐในการทำข้อยกเว้นบางเรื่องที่จะไม่ไปศาล เช่น เรื่องการแบ่งเขตแดน ซึ่งประเทศไทยได้ทำข้อยกเว้นส่วนนี้ไว้ด้วย ดังนั้นเรื่องการแบ่งเขตแดนจะไม่ถูกนำขึ้นสู่ศาลหรืออนุญาโตตุลาการ โดยมีการระบุเอาไว้ว่าให้ใช้ "กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ" (compulsory conciliation) แทน

    "การไกล่เกลี่ยก็คือตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน เพื่อจะให้มารับฟังท่าที หลักฐาน ข้อกฎหมายต่าง ๆ ข้ออ้างต่าง ๆ ของทั้ง 2 ฝ่าย แล้วคณะกรรมการ 5 คนนี้ก็ทำรายงานออกมาเพื่อเสนอให้คู่พิพาทเอาไปเจรจากันต่อ" เขาอธิบาย ก่อนจะขยายความต่อว่าที่มาของคณะกรรมการทั้ง 5 คนนี้ UNCLOS กำหนดให้สองฝ่ายคู่พิพาทตั้งคนของฝ่ายตัวเองมาได้ฝ่ายละ 2 คน แล้วร่วมกันเลือกประธานขึ้นมา 1 คน ซึ่งเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ซึ่งหากเลือกประธานร่วมกันไม่ได้ เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้กำหนดคนที่จะมาทำหน้าที่นี้ให้

    "ตัวอย่างที่มันเกิดขึ้นจริงมีแค่ตัวอย่างเดียวที่ผ่านมา ก็คือกรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย สถานการณ์เหมือนไทยเลยครับ คือมีข้อพิพาทระหว่างกัน ออสเตรเลียเห็นว่าติมอร์-เลสเตกำลังจะประกาศเอกราชแล้วจะเข้าเป็นภาคี UNCLOS เขาก็เลยใช้สิทธิ์ทำข้อยกเว้นไม่ไปศาล เมื่อมันเป็นอย่างนั้น ติมอร์-เลสเตก็เลยต้องไปเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย"

    "ความน่าสนใจของมันคือกรอบเวลาครับ คือตัว UNCLOS มันกำหนดกรอบเวลาไว้ค่อนข้างสั้น คือหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อไกล่เกลี่ย กรรมการต้องทำรายงานออกมาภายใน 12 เดือนให้มันแล้วเสร็จ นั่นก็หมายความว่า มันก็จะช่วย expedite (เร่งรัด) กระบวนการไปด้วยพอสมควร" เขาวิเคราะห์

    [​IMG]
    ที่มาของภาพ,Faculty of LaThammasat University

    คำบรรยายภาพ,ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าทางออกที่ดีที่สุดในการยุติข้อพิพาทยังเป็นการเจรจาทวิภาคี เพราะการมีบุคคลที่สามเข้ามาร่วมจะทำให้ไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ที่แน่นอนได้
    ใช้ UNCLOS แทน MOU 44 ไทยได้หรือเสีย ?
    ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการยกเลิก MOU 44 สามข้อ คือ

    • ส่งผลโดยตรงต่อสถานะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในเรื่องการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศคู่สัญญาอื่น ๆ
    • หากฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอมจะเกิดข้อพิพาทเป็นคดีใหม่ในเรื่อง "การยกเลิกหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ" ซึ่งจะลุกลามบานปลายได้
    • หากยึดตาม UNCLOS ไทยมีแนวโน้มจะเสียสิทธิอธิปไตย (sovereign rights) ในพื้นที่พัฒนาร่วมตาม MOU 44 ซึ่งคือพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ โดยจากที่เคยมีโอกาสแสวงหาประโยชน์ ไทยจะถูกดึงไปสู่การบังคับให้ยอมรับการกำหนดเขตทางทะเลจาก "คนอื่น"
    เมื่อบีบีซีไทยนำประเด็นนี้ไปถาม ดร.ภัทรพงษ์ เขายอมรับว่าแม้ข้อกฎหมายใต้ UNCLOS จะ "เป็นคุณกับไทย" แต่การมีบุคคลที่สามเข้ามามีส่วนในการระงับข้อพิพาท ตามที่ระบุในอนุสัญญาฉบับนี้ ทำให้ไทยไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ที่แน่นอนได้ว่าจะออกมาในทางไหน ไม่เหมือนกับการที่สองฝ่ายเจรจากันเอง

    เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า แม้ไทยจะทำข้อยกเว้นการนำเรื่องการแบ่งเขตแดนเข้าสู่ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไว้แล้ว แต่ในทาง "เทคนิค" ก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่อาจถูกนำเข้าไปให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาได้อยู่ดี

    "อยากจะให้ลองดูกรณีฟิลิปปินส์กับจีน จีนก็ทำสิทธิ์ข้อยกเว้นไม่ไปอนุญาโตตุลาการเหมือนกัน" ดร.ภัทรพงษ์ ยกตัวอย่างก่อนจะกล่าวต่อว่า "แต่มันใช้ได้แค่เฉพาะเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลกับกิจกรรมทางทหาร เพราะฉะนั้นเรื่องอื่น ๆ มันยังเข้าอนุญาโตตุลาการได้ อันนี้ข้อหนึ่ง เรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเล เรื่องการเดินเรือทั้งหลายเหล่านี้ ยังเข้าอนุญาโตตุลาการได้"

    "ปัญหาคลาสสิกของการเอาบุคคลที่สามเข้ามามีส่วนในการระงับข้อพิพาทก็คือมัน unpredictable (ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้)" เขาระบุ "ยิ่งเป็นเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล มันยิ่ง unpredictable เพราะว่าหลักกฎหมายมันเขียนไว้แค่ว่า ต้องหา solution (ทางออก) ที่มัน equitable (เป็นธรรม)... แค่นั้นเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้มัน unpredictable ว่าไทยจะเสียจะอะไรล่ะ คือมันขึ้นอยู่กับว่าคนแต่ละคน แต่ละท่าน คิดว่าไทยควรจะได้เท่าไหร่ใช่ไหม"

    อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศรายนี้ มองว่าทางออกที่ดีที่สุดของการระงับข้อพิพาทนี้ คือการเจรจาแบบทวิภาคี โดยแทนที่จะขอยกเลิก MOU 44 ไปเลย ก็เปลี่ยนเป็นขอแก้ไขบันทึกความเข้าใจนี้ซึ่งน่าจะเป็นทางที่ "ละมุนละม่อม" และสร้างสรรค์มากกว่า

    อย่างไรก็ดี หากเจรจากันเองแล้วไม่ได้ผลจริง ๆ ดร.ภัทรพงษ์ ก็ยังมองว่าการหันไปใช้กลไกไกล่เกลี่ยตามอนุสัญญา UNCLOS ก็ถือเป็น "second best" หรือ "ทางออกที่ดีที่สุดเป็นลำดับที่สอง"

    [​IMG]
    ที่มาของภาพ,Getty Images

    คำบรรยายภาพ,นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ถึงความเสี่ยงของการยกเลิก MOU 44 ว่าอาจทำให้การขุดพลังงานหยุดชะงัก และประเทศอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้รับสัมปทานได้
    ขณะที่นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตเจ้าหน้าที่การทูต กระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กเช่นกัน โดยเขามองว่าไทยยังควรใช้ทั้ง UNCLOS และ MOU 44 ประกอบกัน ด้วยเหตุผล 5 ข้อ ได้แก่

    • ระบอบเกาะ (Regime of Islands)
    นายสรศักดิ์ระบุว่า UNCLOS มาตรา 121 เรื่องระบอบเกาะ (Regime of Islands) ระบุชัดเจนว่า เกาะที่มีมนุษย์อยู่อาศัยและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเอง ย่อมมีสิทธิมีทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์

    เขามองว่าเกาะกูดของไทยเป็นเกาะที่สมบูรณ์ทั้งทางกายภาพและเศรษฐกิจ ดังนั้นตามกฎหมายสากล เกาะกูดต้องได้สิทธิทางทะเลอย่างเต็มที่ และการที่กัมพูชาลากเส้นเขตไหล่ทวีปเมื่อปี 2515 ตัดผ่านเกาะกูดไป จึงเป็นการกระทำที่ "ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ" ซึ่งไทยต้องใช้กรอบของ MOU 44 บีบให้กัมพูชาปฏิบัติตามกฎหมายนี้ก่อนจะเจรจาขั้นต่อไป

    • UNCLOS ไม่ครอบคลุมกลไกแบ่งทรัพยากร
    นายสรศักดิ์ อธิบายว่าข้อตกลงทั้งสองฉบับมีประเด็นในการพูดคุยที่แตกต่างกัน โดย UNCLOS คือการคุยเรื่อง "เส้นเขตทางทะเล" เป็นกติกาสากลที่บอกว่าการลากเส้นเขตทางทะเลที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ในขณะที่ MOU 44 คือการคุยเรื่อง "เส้นเขตทางทะเลและทรัพยากร"

    เขาเน้นย้ำว่าประเด็นข้างต้นคือสาเหตุที่ต้องมี MOU 44 เพราะมันออกแบบมาเพื่อ "การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล" ไปพร้อมกันด้วย ในรูปแบบพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area - JDA) ซึ่งหากละทิ้งไปก็จะเหลือเพียงแค่ความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตทางทะเลที่หาข้อยุติได้ยาก แต่ไม่มีกลไกในการนำพลังงานมหาศาลใต้ทะเลมาแบ่งปันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    • MOU 44 ไม่ใช่การยอมรับเส้นของกัมพูชา
    นายสรศักดิ์อ้างถึงในข้อ 5 ของ MOU 44 ที่ระบุว่าเป็น "ข้อสัญญาที่ไม่เสื่อมเสียสิทธิ" (without prejudice clause) คือการทำข้อตกลงเพื่อให้ทุกอย่างหยุดนิ่งไว้ก่อน เพื่อให้ไทยมีสิทธิใช้อาวุธทางกฎหมายตรวจสอบเส้นอ้างสิทธิ์ที่ผิดหลักการของกัมพูชาได้ โดยที่ไม่ได้ยอมรับเส้นแบ่งที่กัมพูชาขีดในปี พ.ศ. 2515

    • ความเสี่ยงจากการขุดทรัพยากรฝ่ายเดียว
    สส.พรรคประชาชนรายนี้ประเมินว่า หากรัฐบาลเลือกยกเลิก MOU 44 แล้วเดินหน้าขุดพลังงานฝ่ายเดียวจะเผชิญความเสี่ยงทันที ตามบรรทัดฐานคดีสากลที่เคยมีคำสั่งศาลระงับกิจกรรมทั้งหมดทันทีที่มีการร้องขอมาแล้ว ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรถูกแช่แข็ง นักลงทุนต่างชาติหนีหาย และประเทศไทยอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายมหาศาลจากบริษัทผู้รับสัมปทานได้

    • ใช้ MOU 44 บีบกัมพูชาปรับเส้นเขตทางทะเลได้
    นายสรศักดิ์ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS โดยสมบูรณ์ เพราะนั่นทำให้กัมพูชาต้องปฏิบัติตามพันธกรณีบางข้อของอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งการรักษา MOU 44 ไว้ จะเป็นการบีบให้กัมพูชาต้องปรับเส้นเขตทางทะเลให้ถูกต้องตามหลักสากลเสียก่อน จึงจะมีการพูดคุยเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ได้ ซึ่งเขามองว่าเป็น "กลยุทธ์ที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน" ในการยืนยันอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด ให้กัมพูชาปรับเส้นเขตทางทะเลให้เป็นไปตามกฎหมาย และเปิดประตูสู่การบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม

    https://www.bbc.com/thai/articles/c...C91rFyhpjSPmxt2gBe_aem_ncgoR8705Jvzw9-SmI-MwQ
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ พิษสงครามทำหุ้นสหรัฐฯ แพงจนน่ากลัว! เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่ซื้อพันธบัตรได้กำไรมากกว่าซื้อหุ้น
    FB_IMG_1777986308399.jpg
    สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้เองค่า วันนี้นิคกี้เจอกราฟจาก Bloomberg Opinion ที่น่าสนใจมากๆ และคิดว่าต้องเอามาเล่าให้ฟังกัน เพราะมันสะท้อนภาพ “ความเสี่ยง” ที่นักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ กำลังแบกอยู่ในตอนนี้ได้ชัดเจนสุดๆ ค่ะ

    กราฟนี้ชื่อหัวข้อว่า “Equity Risk Discount” ซึ่งฟังชื่อแล้วอาจจะงงๆ นิดนึง เพราะปกติเราจะคุ้นกับคำว่า Equity Risk Premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้น) มากกว่า แต่คราวนี้ Bloomberg ใช้คำว่า “Discount” ซึ่งมันแปลตรงๆ คือ “ส่วนลด”

    หมายความว่าตอนนี้หุ้นสหรัฐฯ กำลังให้ผลตอบแทนน้อยกว่าพันธบัตรซะอีก ทั้งที่หุ้นเป็นสินทรัพย์เสี่ยงกว่ามากๆ ค่ะ พูดง่ายๆ คือ เรารับความเสี่ยงเพิ่ม แต่กลับได้ผลตอบแทนคาดหวังน้อยลง ฟังดูแปลกมั้ยคะ? นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่ตลาดกำลังบอกเราอยู่

    ทำไม ERP ถึงกลับมาเป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้?

    ก่อนจะลงไปดูตัวเลขในกราฟ นิคกี้อยากเล่าให้ฟังก่อนว่าทำไมเรื่อง Equity Risk Premium ถึงกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกพูดถึงกันหนักมากในช่วงนี้ คำตอบสั้นๆ คือ “สงครามและพลังงาน” ค่ะ

    ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น โดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้ ราคาพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมัน ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคาพลังงานเป็นเหมือน “ต้นน้ำ” ของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดค่ะ เพราะมันส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ไปจนถึงราคาสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ต พอราคาพลังงานขึ้น เงินเฟ้อก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

    แล้วเงินเฟ้อเกี่ยวกับ Bond Yield ยังไง?

    นิคกี้ขอเล่าให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เวลาเงินเฟ้อสูง นักลงทุนในตลาดพันธบัตรจะ “เรียกร้อง” ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพราะถ้าเขาให้รัฐบาลกู้เงิน 100 บาทไป 10 ปี แล้วได้คืน 100 บาทพร้อมดอกเบี้ยนิดเดียว แต่ในขณะเดียวกัน 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้ามันซื้อของได้น้อยลงเพราะเงินเฟ้อ เขาก็ขาดทุนสิคะ

    ดังนั้นเมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น Bond Yield ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อชดเชยอำนาจซื้อที่หายไปในอนาคต

    นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมในช่วงที่สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเลยมีผลตอบแทนสูงขึ้นเรื่อยๆ และในเมื่อ Bond Yield สูงขึ้น แต่ราคาหุ้น S&P 500 ยังยืนระดับสูงอยู่ (ทำให้ Earnings Yield ของหุ้นยังต่ำ)

    ส่วนต่างระหว่างสองตัวนี้ก็เลยกลับด้านกลายเป็นลบ ซึ่งคือสิ่งที่กราฟนี้กำลังบอกเราอยู่นั่นเองค่ะ

    พูดง่ายๆ คือ “สงคราม → พลังงานแพง → เงินเฟ้อขึ้น → ดอกเบี้ยพันธบัตรขึ้น → หุ้นเสียเปรียบบอนด์” เป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกันหมด

    ทำความเข้าใจตัวเลขในกราฟกันก่อนค่ะ

    กราฟเส้นสีฟ้านี้คือ ส่วนต่างระหว่าง Earnings Yield ของ S&P 500 กับ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ค่ะ

    ขออธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า Earnings Yield คือกำไรต่อหุ้นหารด้วยราคาหุ้น (E/P) ซึ่งมันคือส่วนกลับของ P/E Ratio ที่เราคุ้นกัน ถ้า P/E สูง Earnings Yield ก็จะต่ำ ถ้า P/E ต่ำ Earnings Yield ก็จะสูง มันคือการมองว่า “ถ้าซื้อหุ้นทั้งตลาดแล้วบริษัทเอากำไรมาคืนเราเป็นเงินสด เราจะได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี”

    ส่วน 10-Year Treasury Yield คือผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง (Risk-Free Asset) ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นจุดอ้างอิงในการคิดว่า “ถ้าฉันลงทุนในของที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ฉันจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่”

    ดังนั้น เมื่อเอา Earnings Yield ของ S&P 500 ลบด้วย 10-Year Treasury Yield ก็จะได้สิ่งที่เราเรียกว่า Equity Risk Premium หรือ “ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้น” ซึ่งโดยปกติแล้วต้องเป็นค่าบวกค่ะ เพราะถ้าหุ้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าพันธบัตรปลอดความเสี่ยง แล้วใครจะอยากซื้อหุ้นล่ะคะ ในเมื่อหุ้นมันผันผวนกว่ามาก มีโอกาสเจ็บตัวได้เยอะกว่า

    ย้อนดูประวัติศาสตร์ของตัวเลขนี้

    ถ้าเรามองกราฟไล่จากซ้ายมาขวาตั้งแต่ช่วงต้นยุค 2000 จะเห็นว่าส่วนต่างนี้มีจุดพีคที่น่าสนใจหลายครั้งค่ะ จุดพีคที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของกราฟนี้คือช่วงปี 2009 หลังวิกฤต Subprime ที่ตัวเลขพุ่งทะลุ 6% ขึ้นไป ซึ่งมันสะท้อนช่วงเวลาที่หุ้นถูกเทขายอย่างหนัก ราคาหุ้นต่ำมากจนกระทั่ง Earnings Yield พุ่งสูงปรี๊ด

    ในขณะที่ดอกเบี้ยพันธบัตรถูกกดต่ำจากนโยบาย QE ของเฟด พูดง่ายๆ คือยุคนั้นซื้อหุ้นแทบจะเป็น “ของฟรี” เพราะส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นกับบอนด์มันกว้างเหลือเกิน

    จุดพีคถัดมาคือช่วงปี 2011-2012 ที่เกิดวิกฤตหนี้ยุโรป (Eurozone Debt Crisis) ตัวเลขก็พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงอีกครั้ง สะท้อนความกลัวในตลาด และอีกครั้งหนึ่งคือช่วงต้นปี 2020 ที่เกิดวิกฤต COVID-19 ตัวเลขดีดขึ้นไปเกือบ 6% เพราะหุ้นถูกเทขาย แต่พันธบัตรถูกซื้อจนดอกเบี้ยติดดิน

    ทุกครั้งที่ตัวเลขนี้พุ่งสูง มันคือช่วงเวลาทองสำหรับนักลงทุนระยะยาวค่ะ เพราะมันบอกเราว่า “หุ้นถูกมากๆ เมื่อเทียบกับบอนด์” ซึ่งใครที่มีเงินเข้าซื้อในช่วงนั้นก็จะได้ผลตอบแทนงดงามในระยะถัดมา

    แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น?

    ทีนี้มาดูจุดน่าตกใจของกราฟนี้กันบ้างค่ะ ตั้งแต่ช่วงปี 2022 เป็นต้นมา เส้นกราฟนี้เริ่มดิ่งลงเรื่อยๆ และสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีก็เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ ตัวเลขนี้ติดลบ ค่ะ

    ถ้าดูล่าสุดในกราฟ จะเห็นว่ามันลงไปแตะแถวๆ -1% และยังคงเคลื่อนไหวอยู่บริเวณเส้นประขีด ๆ ที่ระดับใกล้ๆ -1% ซึ่งนั่นแปลว่าตอนนี้ Earnings Yield ของหุ้น S&P 500 ต่ำกว่า ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ประมาณ 1%

    นิคกี้อยากให้ทุกคนหยุดคิดสักครู่ว่าเรื่องนี้มันแปลกแค่ไหน

    คือ ถ้าวันนี้เราไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เราได้ผลตอบแทนสูงกว่าการที่เราเอาเงินไปลงทุนในตะกร้าหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง S&P 500 ซะอีก ทั้งที่หุ้นมันเสี่ยงกว่า มีโอกาสขาดทุน มีความผันผวน มีโอกาสที่บริษัทจะเจ๊ง มีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ฯลฯ แต่ตลาดยังยอมจ่ายราคาหุ้นในระดับนี้อยู่

    ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

    หัวข้อย่อยของกราฟนี้บอกชัดเจนเลยค่ะว่า “The bond market is no longer giving US stocks any support” หรือแปลเป็นไทยคือ “ตลาดบอนด์ไม่ได้ให้แรงหนุนกับหุ้นสหรัฐฯ อีกต่อไปแล้ว”

    ก่อนหน้านี้เวลาที่หุ้นแพงๆ คนมักจะแก้ตัวให้ตลาดว่า “ก็ดอกเบี้ยมันต่ำนี่ หุ้นถึงต้องแพง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า” หรือที่เรียกกันว่า TINA (There Is No Alternative)

    แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อกลับมาเป็นความกังวลอีกครั้งจากผลกระทบของสงครามและราคาพลังงาน ในขณะที่หุ้นก็ยังแพงอยู่ ส่วนต่างเลยกลับด้านกลายเป็นลบ ข้ออ้างเดิมๆ ที่บอกว่าหุ้นต้องแพงเพราะดอกเบี้ยต่ำเลยใช้ไม่ได้อีกต่อไป

    ในเชิง valuation มันแปลว่าหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในจุดที่ “แพงผิดปกติ” เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทางเลือกอย่างพันธบัตร และนักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้กำลังแบกความเสี่ยงโดยที่ไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

    ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ตลาดเข้าสู่จุดแบบนี้ มักจะตามมาด้วยผลตอบแทนที่น่าผิดหวังในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ไม่ก็เกิดการปรับฐานครั้งใหญ่เพื่อให้ส่วนต่างกลับมาอยู่ในระดับปกติ

    ส่วนอีกกรณีที่อยากให้เป็นคือ กำไรของ S&P 500 เต็บโตดีมากๆ จน earnings yield ปรับตัวขึ้นค่ะ และสงครามจบไหว ราคาพลังงานปรับตัวลง และทำให้ bond yield ปรับตัวลงมาค่ะ

    มุมมองของนิคกี้

    นิคกี้ไม่ได้กำลังบอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพังทลายในวันพรุ่งนี้นะคะ เพราะการที่ valuation แพงไม่ได้แปลว่าตลาดจะลงทันที ตลาดสามารถแพงต่อไปได้อีกนานๆ ถ้ายังมีสภาพคล่องและความเชื่อมั่น

    แต่สิ่งที่กราฟนี้กำลังบอกเราคือ “ขอบของความปลอดภัย” หรือ Margin of Safety มันบางลงมากๆ แล้ว

    การลงทุนตอนนี้เลยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในภาวะที่สงครามยังไม่จบ ราคาพลังงานยังผันผวน และเงินเฟ้อยังเป็นตัวแปรที่กดดันตลาดอยู่นั่นเองค่ะ

    https://www.facebook.com/share/1JTJYgKLN9/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "อีลอน มัสก์" ยอมจ่ายเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยุติคดีความ

    เมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) อีลอน มัสก์ ยอมจ่ายเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยุติคดีความที่รัฐบาลฟ้องร้องเขา ตามข้อกล่าวหาว่าเขาละเมิดกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์จากการแอบซื้อหุ้นทวิตเตอร์ ก่อนการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดังกล่าวด้วยมูลค่า 44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022

    กองทุนของมัสก์จะจ่ายค่าปรับ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อตกลงที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในวอชิงตัน และยังต้องรอการอนุมัติจากผู้พิพากษา

    คดีนี้เกี่ยวกับการที่มัสก์ไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามกฎหมายในการแจ้งหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากเขาซื้อหุ้นทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนการเข้าซื้อกิจการ

    อเล็กซ์ สไปโร ทนายความของมัสก์ กล่าวว่าผลลัพธ์นี้เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความของเขา โดยระบุว่า "ลูกความของเขาได้รับการยกเว้นจากทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบฟอร์มล่าช้าในการเข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์แล้ว ดังที่เราได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรก"

    "กองทุนได้ตกลงจ่ายค่าปรับเล็กน้อยสำหรับการยื่นเอกสารล่าช้าเพียงครั้งเดียว" สไปโรกล่าว

    ในอีเมลถึงสำนักข่าวเอเอฟพี สไปโรกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่การประนีประนอม "เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิด"

    "คดีของเขาถูกยกฟ้องแล้ว" สไปโรกล่าว

    คดีนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่กฎง่ายๆ ข้อหนึ่ง คือ เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาจะต้องเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นนั้นภายใน 10 วันตามกฎหมาย

    คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่กำกับดูแลตลาดการเงิน ระบุในเดือนมกราคม 2025 ว่า มัสก์ได้ละเลยกำหนดเวลานั้นไป 11 วัน ในช่วงที่เขากำลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในทวิตเตอร์เมื่อต้นปี 2022

    SEC ระบุว่า การที่มัสก์ล่าช้าทำให้เขาสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ ประหยัดเงินได้ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ขายหุ้นโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

    ถึงแม้จะมีข้อกล่าวหาเหล่านั้น ข้อตกลงกับ SEC ก็ไม่ได้กำหนดให้มัสก์ต้องคืนเงินส่วนที่ประหยัดไปเหล่านั้นแต่อย่างใด

    กองทุนของเขาตกลงจ่ายค่าปรับเพียง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสัญญาว่าจะไม่ละเมิดกฎดังกล่าวอีก โดยไม่ยอมรับว่าตนเองทำผิดอะไร

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ระบุว่าได้แก้ไขคำฟ้องเพื่อเพิ่มกองทุนของมัสก์เป็นจำเลย และยื่นข้อเสนอการประนีประนอมในเวลาเดียวกัน

    หากผู้พิพากษาลงนามอนุมัติ หน่วยงานดังกล่าวจะถอนชื่อมัสก์ออกจากคดีเป็นการส่วนตัว ทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง

    คดีนี้ถูกฟ้องร้องเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะพ้นจากตำแหน่ง

    มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะนั้น พยายามที่จะให้ศาลยกฟ้อง แต่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางปฏิเสธความพยายามนั้นในเดือนกุมภาพันธ์

    ค่าปรับนี้เกิดขึ้นหลังจากคดีความอีกคดีหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคณะลูกขุนในเดือนมีนาคมพบว่ามัสก์ได้หลอกลวงนักลงทุนของทวิตเตอร์ด้วยโพสต์ที่ทำให้เข้าใจผิดระหว่างการเข้าซื้อกิจการที่วุ่นวายในปี 2022

    ค่าเสียหายในคดีนั้นอาจสูงถึงประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าทนายความของมัสก์จะกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะยื่นอุทธรณ์

    นี่เป็นครั้งที่สองที่มัสก์มีคดีความกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ โดยในปี 2018 เขาเคยต้องยอมจ่ายเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสละตำแหน่งประธานกรรมการของเทสลา หลังจากอ้างในโซเชียลมีเดียว่าเขามีเงินทุนเพียงพอที่จะนำบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แบบส่วนตัว ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

    ที่มา เอเอฟพี

    https://www.facebook.com/share/p/18jK7DFBQQ/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ระทึก! ตำรวจลับสหรัฐฯยิง “มือปืนนิรนาม” อุกอาจใกล้ทำเนียบขาวก่อนล็อกดาวน์ ไม่นานหลังขบวนรถรองปธน.สหรัฐฯ “เจดี. แวนซ์” เพิ่งผ่าน
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์ - มือปืนต้องสงสัยไม่ทราบชื่อในวันจันทร์(4 พ.ค)ถูกเอเจนต์ตำรวจลับสหรัฐฯใกล้เนชันแนลมอล ส่งผลทำให้ทำเนียบขาวล็อกดาวน์เกิดไม่นานหลังขบวนรองปธน.สหรัฐฯ “เจดี. แวนซ์” เพิ่งผ่านออกไป
    .
    ฟรานซ์24ของฝรั่งเศสรายงานวันจันทร์(4 พ.ค)ว่า ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจลับสหรัฐฯ USSS แมทธิว ควินน์( Matthew Quinn) เปิดเผยว่า เหตุเกิดขึ้นในวันจันทร์(4)เกิดไม่นานหลังจากขบวนรถรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์. ผ่านไป
    .
    แต่เขายืนยันว่า ไม่เชื่อว่าแวนซ์จะตกเป็นเป้าโจมตี และในการให้สัมภาษณ์เขายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์วันจันทร์(4)นี้เกี่ยวข้องกับความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์เมื่อไม่นานมานี้
    .
    และชี้ต่อว่า “ผมจะไม่คาดการณ์ในสิ่งนั้น” เขากล่าวและเสริมว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามที่มันมีเป้าหมายตรงไปที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือไม่ ผมไม่รู้...แต่พวกเราจะค้นพบ”
    .
    NBC News ของสหรัฐฯรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ช่วยผู้อำนวยการตำรวจลับสหรัฐฯให้ข้อมูลว่า ชายผู้ต้องสงสัยนั้นเชื่อว่ามีอาวุธปืนถูกพบเมื่อราวเวลา 15.30 น.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯในวันจันทร์(4)โดยตำรวจนอกเครื่องแบบที่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบให้ไปจับกุม
    .
    แต่ทว่าคนร้ายวิ่งหลบหนีพร้อมใช้ปืนยิงตรงมาที่เอเจนต์ตำรวจลับสหรัฐฯที่มีไม่ต่ำกว่า 1 นายและยิงสวนกลับไปส่งผลทำให้เขาถูกจับก่อนนำส่งโรงพยาบาลแต่ยังไม่ทราบอาการ ฟรานซ์24รายงาน
    .
    นอกจากนี่ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็นผู้เยาว์ถูกลูกหลงโดนยิงได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงขั้นแก่ชีวิต
    .
    ในขณะที่เกิดเหตุพบว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในทำเนียบขาวกำลังประชุมซัมมิตธุรกิจขนาดเล็กในห้องตะวันออก(East Room) เหตุการณ์ที่เกิดไม่กระทบต่อการประชุม
    .
    และในช่วงเวลาเดียวกันพบว่าสนามหญ้าทิศเหนือของทำเนียบขาวถูกสั่งอพยพ เอเจนต์ตำรวจลับสหรัฐฯวิ่งไปพร้อมปืนยาวและเรียกร้องให้บรรดานักข่าวออกไปจากพื้นที่และกลับเข้าไปที่ห้องแถลงข่าวทำเนียบขาว
    .
    ทั้งนี้สื่อมวลชนได้รับอนุญาตให้กลับไปยังพื้นที่สนามหญ้าทำเนียบขาวหลังผ่านไปราว 10 นาที

    https://www.facebook.com/share/p/1B2axrRXtP/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เผย ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน "ยังไม่สิ้นสุด" แม้จะเกิดเหตุโจมตีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน

    ย้ำชัด สหรัฐฯ "ไม่ได้มองหาการสู้รบ" แต่ "พร้อมรบเต็มพิกัด" เพื่อปกป้องกองกำลังของตนเอง และรักษาความมั่นคงในการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    พร้อมโต้กลับ (อีกครั้ง) ต่อข้อครหาที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกชักจูงหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของ เบนจามิน เนทันยาฮู

    https://www.facebook.com/share/1P6K5WUpGp/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,177
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Pete Hegseth กล่าวถึง Project Freedom ว่า

    "ปฏิบัติการนี้แยกส่วนและแตกต่างจาก Operation Epic Fury อย่างชัดเจน โดย Project Freedom มีลักษณะที่เป็นการตั้งรับ มีขอบเขตที่เฉพาะเจาะจง และมีระยะเวลาเพียงชั่วคราว โดยมีภารกิจเดียวคือ การปกป้องการเดินเรือพาณิชย์ของผู้บริสุทธิ์จากการก้าวร้าวของอิหร่าน"

    "ถึงกองกำลังที่เหลืออยู่ของอิหร่าน: หากพวกคุณโจมตีกองทัพอเมริกัน หรือการเดินเรือพาณิชย์ของผู้บริสุทธิ์ พวกคุณจะต้องเผชิญกับอานุภาพการทำลายล้างที่หนักหน่วงและรุนแรงจากสหรัฐฯ... เราปรารถนาให้ปฏิบัติการนี้เป็นไปอย่างสันติ แต่เราก็พร้อมรบอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องคนของเรา"

    https://www.facebook.com/share/p/18hQNzcA5p/
     

แชร์หน้านี้

Loading...