รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778217657982.jpg

    สายเหนียวเมืองเพชร

    สักลิงตัวที่ ๕ มุขคะเมวะจะ สักแล้ว อุเบกขา(จะวางตัวเป็นกลาง)ทั้งเหนียวและคงกระพัน

    หลวงพ่อคิดว่า "อภินิหาร" เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ?

    อภินิหารจะเกิดขึ้น ได้กับคนใดคนหนึ่งนั้น ต้องขึ้นอยู่ที่การ กระทำคุณงามความดี จึงจะมีอภินิหารได้ คนชั่วอย่าหวังเลยว่า จะได้พบอภินิหาร ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า คนที่เป็นเจ้าพ่อ นักเลงโต เมื่อวางปืนเมื่อไร ต่อให้มีพระเครื่องอยู่เต็มคอ พระก็ไม่คุ้มครอง

    พระเครื่องของหลวงพ่อ กับการสักยันต์หนุมาน สามารถใช้แทน กันได้หรือเปล่าครับ ?

    หลวงพ่อจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเรื่องอภินิหารอีกแบบหนึ่ง ส่วนความ ศักดิ์สิทธิ์ ของหนุมานอยู่ในจำพวกสัตว์ก็ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ความศักดิ์สิทธิ์ ก็มีความ คล้ายคลึงกัน คือ ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพราะตามหลัก การหรือหัวใจ ได้ใส่คาถา ลงไปเหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ การเขียนยันต์ หนุมานตัวที่ ๘ ลงไปจะ ไม่เหมือนกับตัวอื่น เพราะหนุมาน เชิญธง มีอักขระรายละเอียด เป็นจำนวนมาก สักแต่ละครั้งต้อ งใช้เวลาประมาณกว่า ๑ ชั่วโมง แต่ถ้าทำทุกวันนี้ จะเป็นสักน้ำมัน เพราะใช้เวลาสักเพียง ๓๐ นาที และหนุมานตัวนี้มีไว้เชิญเงิน เชิญทองใครต้องการยันต์ตัวที่ ๘ ครบถ้วน ก็ต้องสักลงตัวเท่านั้น

    ประวัติ หลวงพ่อแล ทิตัพโพ วัดพระทรง จังหวัดเพชรบุรี
    "หลวงพ่อแล ทิตัพโพ" วัดพระทรง จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ ผู้ทรงวิทยาคมศิษย์สายหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง

    ประวัติหลวงพ่อแล วัดพระทรง มีสายเลือดชาวเพชรบุรี เกิดในสกุล วาดวงศ์ เมื่อวันพุธที่ 19 ก.ค. 2459 ที่บ้านไร่สัตว์ ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายอยู่ และนางทอง วาดวงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คน

    อายุ 14 ปี เข้าพิธีบรรพชาที่วัดบ้านเกิด

    กระทั่งอายุครบ 20 ปี หลวงพ่อแล ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดหนองไม้เหลือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2497 มีหลวงพ่อใหม่ วัดเขาทะโมน เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อยอด วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ทิตัพโพ"

    จากนั้นได้จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองไม้เหลือง ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่วัดพระทรงเมื่อ พ.ศ.2498 จนถึงปัจจุบัน

    ท่านได้เพียรปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และมีความสนใจร่ำเรียนสรรพวิชาความรู้ ด้วยตระหนักอยู่เสมอว่าวิชาความรู้ยิ่งเรียนมาก ยิ่งมีคุณประโยชน์ และไม่มีวันสูญสลาย โดยได้ศึกษากับครูบาอาจารย์เฉพาะในเพชรบุรีเพียงจังหวัดเดียวถึง 7 ท่าน

    เริ่มจากหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง อ.เมือง เรียนวิชาถอนพิษแมลงต่างๆ หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง อ.ท่ายาง ร่ำเรียนวิชาสักยันต์ครู ซึ่งเป็นยันต์สูงสุดของการสัก เป็นยันต์แรกที่เรียกว่า "หัวใจพระราม" มีหน้าที่ควบคุมยันต์ต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นลิงลม, หนุมาน, พญาหงส์เงิน-หงส์ทอง เป็นต้น

    ต่อมา ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อชิต วัดมหาธาตุวรวิหาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์

    นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิชาพระขรรค์ จากหลวงพ่อโสก วัดปากคลอง อ.บ้านแหลม พร้อมทั้งวิชาตะกรุดโทน ตะกรุดแฝด จากหลวงพ่อผัน วัดมหาธาตุวรวิหาร ได้เรียนสักตัวมหาเมฆ จากคุณพ่อต่อและคุณพ่อจันทร์ ศิษย์พระครูสันต์ แห่งวัดเขาวัง จ.เพชรบุรี พระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ 5

    ในปีพ.ศ.2489 เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ผลักดันชีวิตของท่านให้ต้องแปรเปลี่ยน เมื่อครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ เกิดเหตุร้ายแรงกับครอบครัวและญาติโยมของท่าน เมื่อมีโจรเข้าปล้นเงินทอง ทำร้ายโยมมารดาและพี่น้องทุกคนเสียชีวิต (โยมบิดาเป็นอัมพาตและได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว) ท่านต้องนำเงินจากการขายทองคำหนัก 6 บาท ที่พวกโจรรีบร้อนทำตกไว้ เพื่อนำไปจัดงานศพครอบครัว

    จากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้ท่านตัดสินใจออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า เพื่อปฏิบัติธรรมและแสวงหาความรู้ โดยออกเดินทางจาก จ.เพชรบุรี มุ่งสู่ จ.นครปฐม เรียนวิชากะลาตาเดียว ราหูอมจันทร์ และเสริมดวงกับ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง อ.เมือง เรียนวิชาลงนะหน้าทองกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อ.ดอนตูม และวิชาผงยาจินดามณี ที่ทำมาจากเบี้ยแก้ กับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อ.เมือง

    จากนั้น หลวงพ่อแล วัดพระทรง ได้เดินทางสู่ จ.สมุทรสาคร เรียนวิชาชูชกกับหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน อ.เมือง และเรียนวิชาตะกรุดไม้ไผ่ จากหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ อ.กระทุ่มแบน ก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี เรียนวิชาเบี้ยแก้ กับหลวงปู่รอด วัดนายโรง ตลิ่งชัน แล้วมุ่งไปเมืองอยุธยา เรียนวิชาตะกรุดพวง และยันต์หัวใจปลาตะเพียนมหาลาภจากหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร

    ก่อนเดินทางขึ้นเหนือถึง จ.นครสวรรค์ เรียนวิชาศาสตรามีดหมอจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อ.ตาคลี และสุดท้ายย้อนมาภาคตะวันออก เป็นลูกศิษย์หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

    นอกจากเป็นพระเกจิอาจารย์สุดยอดด้านสักยันต์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแล้ว ด้าน พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ที่เลื่องลือของหลวงพ่อแล คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อแลรุ่นแรก ที่โด่งดัง ต่อมา ได้สร้างรุ่น 2 และรุ่น 3 อีกทั้ง มีตะกรุด เหรียญพระพิฆเนศวร หนุมาน พญาหงส์ เป็นต้น

    ต้นปีพ.ศ.2551 ได้จัดสร้างพระพิฆเนศ เนื้อผง รุ่น "แก้วมหามงคล" ด้านหน้ารูปพระพิฆเนศ 4 กรถือลูกแก้ว ด้านหลังรูปหนุมานเชิญธงขี่สิงห์ โดยอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว มอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ศิษยานุศิษย์

    วัตถุมงคลดังกล่าวถือเป็นรุ่นสุดท้าย ที่หลวงพ่อแลจัดสร้าง เพราะหลังจากนั้น หลวงพ่อแล ได้อาพาธติดเชื้อทางกระแสโลหิต เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เพชรรัชต์ แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น มีการทรงตัวตลอด

    กระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 10 มี.ค. 2551 หลวงพ่อแล ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 92 ปี พรรษา 54

    สร้างความอาลัยให้ชาวเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงพ่อแลหลังยันต์ลิงตัวที่ ๕ หลวงพ่อแลวัดพระทรง เพรชบุรี

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260507_191409.jpg IMG_20260507_191437.jpg IMG_20260507_191523.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 พฤษภาคม 2026 at 14:13
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1778176630604.jpg FB_IMG_1778176635498.jpg FB_IMG_1778176633335.jpg

    ผู้ใดปรารถนา ค้าขาย ให้มีกำไร พึงให้บูชา "ลื่อตงปิง โจวซือ" แห่งวิหารเซียน

    ประวัติเซียน ลื้อท๊งปิง วิหารเซียน จ.ชลบุรี

    อันนี้ออกตัวก่อนว่าเอามาจากพี่ช้าง ในเว็บๆนึงนะครับ ไม่ใช่ความรู้ของผมแต่อย่างใด ลองอ่านดูครับ (คำว่า "ผม" ในที่นี้คือ คุณช้าง คนที่ข้อมูลมานะครับ ไม่ใช่ตัวข้าน้อย)

    กระผมเคยคุยกับท่านอ.สง่า ที่เป็นผู้ก่อตั้งวิหารเซียนที่ชลบุรี ท่านบอกว่า องค์ลื่อตงปินสามารถสื่อกับท่านได้โดยทางจิตแต่ท่านไม่เคยเห็นตัวองค์ท่าน ทางนิมิตเลย ท่านบอกว่าตำแหน่งของท่านลื่อตงปินมีหน้าที่เหมือนรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมี หน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยและปรามปรามผู้ร้าย

    มูลเหตุที่ท่านได้รู้จักกับองค์ท่านนั้นเนื่องมาจากคุณแม่ของอ.สง่าท่านป่วย เป็นโรคทานอะไรไม่ได้ ทำให้ไม่มีกำลังแม้แต่จะลุกยืน ตอนนั้นพวกญาติท่านก็พาไปหาซินแสหรือหมอแผนปัจจุบันมาหลายท่านก็ไม่ดีขึ้น ประจวบกับท่านอ.สง่าในสมัยนั้นไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการเผาฮู้ต้มกินแล้วจะ หาย ยิ่งพวกเข้าทรงเจ้าต่างๆท่านไม่เชื่อเลย แต่เมื่อเป็นความต้องกรของญาติๆก็เลยได้แตลองทำดูเพราะไม่มีวิธีอื่นแล้ว จนวันหนึ่งได้เชิญคนทรงมาซึ่งคนทรงนี้ตามปกติจะไม่ใช่ร่างทรงของท่านองค์ เซียนลื่อตงปิน แต่เป็นร่างทรงเทพองค์อื่น แต่วันนั้นพอทำพิธีอัญเชิญปั๊บ ท่านลื่อตงปินก็มาประทับทรงทันทีและก็อกว่าจะช่วยให้คุณแม่ของอ.สง่าลุกเดิน ได้หายภายใน3เดือน แต่มีข้อแม้ว่าอ.สง่าจะต้องทำงานรับใช้ท่าน ซึ่งท่านอ.สง่าก็ได้ถามว่าจะให้ทำอะไรถ้าให้เป็นร่างทรงแบบนี้ท่านไม่เอาและ ท่านก็ไม่เคยศึกษาศาสตร์แนวนี้มาก่อน ม่านลื่อตงปินก็บอกว่าไม่เป็นไรท่านจะคอยช่วยบอกให้เองว่าจะต้องทำอะไร แล้วท่านก็ขียนฮู้ให้ อ.สง่าเก็บไว้เผาให้คุณแม่ของท่านละลายน้ำดื่ม ซึ่งก็ปรากฏว่าพอครบ3เดือนคุณแม่ท่านก็แข็งแรงเป็นปรกติเดินได้ดังเดิม ท่านลื่อตงปินก็มาทวงสัญญาอ.สง่าจึงต้องยอมทำงานรับใช้ท่านสงเคราะห์มนุษย์ โดยที่ท่านกับอ.จะสื่อสัมผัสทางใจกัน เหมือนเป็นอ.กับลูกศิษย์ อภินิหารขององค์เซียนลื่อตงปินที่วิหารเซียนมีเยอะครับ เอาไว้มีเวลาจะมาเล่าเป็นเรื่องๆไปครับ เช่นเรื่องตอนช่วยสร้างวัดญาณสังวร ชลบุรี ตอนปราบมังกรเขียว ตอนไฟไหม้โรงแรมที่พัทยา ตอนที่ช่วยกิจการของเจ้าของผลิตภัณฑ์จากไก่รายใหญ่ ตอนช่วยเจ้าของตึกใบหยกทาวเวอร์ ตอนช่วยแบงค์กสิกรที่จะล่มช่วงIMF

    อีก อย่างหนึ่งคือเพื่อนผมคนหนึ่งเขาบูชาพระผงท่านลื่อตงปินจากที่วิหารเซียนที่ ชลบุรีไป วันหนึ่งก็เจอนักจับพลังพระ ขณะที่นักจับพลังพระกำลังตรวจพระของคนอื่นอยู่ว่าดียังไง จู่ๆเขาก็หันมาที่เพื่อนของกระผมแล้วถามว่เขาห้อยพระอะไรอยู่(พระอยู่ใน เสื้อ ไม่ได้ห้อยออกมาข้างนอก)เพราะเขาเห็นรัศมีสีชมพูพุ่งออกมาดีทางเมตตาร่มเย็น และพลังนี้หมุนวนกลับไปกลับมาเหมือนหยินและหยาง ซึ่งตั้งแต่เขาตรวจพระมาไม่เคยเจอบบนี้เขาก็เลยขอดูพระของเพื่อนผม พอเขาเห็นพระเเล้วเขาก็เลยหายสงสัยว่าทำไมจึงมีพลังแบบนี้ พระนี้คิดว่าที่ทางวิหารเซียนยังมีอยู่นะครับ ผมเองยังเคยไปงานวันที่เขาอัญเชิญท่านองค์ลื่อตงปินมาประทับทรงที่วิหาร เซียนเลย

    สมัยที่สร้างวัดญาณสังวรวราราม ชลบุรีใหม่ๆนั้น ได้ประสบปัญหาและอุปสรรคนานาชนืดทั้งที่เกิดจากคนงานก่อสร้าง และจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน จึงได้เชิญผู้ที่มีสมาธิจิตดีมาตรวจดูว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็พบว่าบริเวณที่สร้างวัดนั้นมีความสัมพันธ์กับพระนเรศวรมากและมีดวงวิญญาณ ของผู้ที่ตายจากสงครามอยู่มากเป็นเหตุให้กานทำงานมีอุปสรรค ความทราบถึงองค์สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชท่านก็เลยได้เดินทางาทำ พิธีแผ่เมตตาให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้นด้วยพระองค์เองแต่ปรากฏว่า ยิ่งแผ่เมตตาก็ยิ่งมีดวงวิญญาณพากันมามากขึ้นจนท่านต้องมีบัญชาให้ไปตามตัว ซินแสสง่า(ผู้ก่อตั้งวิหารเซียน)มาช่วยตรวจดูให้ ซึ่งเมื่อท่านมาตรวจดูแล้วก็รู้ว่าจุดที่สร้างวัดเคยเป็นที่เดินทัพและเกิด สงครามมาก่อน ท่านจึงได้เผาฮู้ตรงใจกลางของที่นั้นซึ่งก็ได้มีคนที่ตาดีได้เห็นองค์ท่าน ลื่อตงปินสด็จมาบนหลังมังกร ซึ่งเมื่อท่านมาถึงพวกวิญญาณทั้งหลายก็กระเจิงหมด ซึ่งสถานที่ท่านได้เผาฮุ้นั้นได้กลายเป็นใจกลางพระอุโบสถในปัจจุบันนี้ครับ

    สำหรับพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากชื่อ"พระ พุทธหทัยนเรศวร์"สร้างขึ้นจากฝาบาตรพระที่ลงอักขระถึง84000ฝาด้วยกัน อีกทั้งยังได้อัญเชิญเทพระดับพรหมมารักษาพระพุทธรูป และภายในองค์ท่านยังได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถึง84000องค์ ซึ่งเท่าที่ผมทราบมาน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมากที่สุด เพราะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุเกือบเต็มบาตรพระเลยครับ ใครผ่านไปก็ลองแวะไปขอพรท่านดูนะครับและอย่าลืมแวะชมวิหารเซียนกับพระพุทธ รูปเขาชีจรรย์ที่แกะสักด้วยเลเซอร์ด้วยครับ

    ช่วงที่สร้างวัดญาณสังวรใหม่ๆ นอกจากจะประสบปัญหาจากดวงวิญญาณเก่าแก่แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องเวลาฝนตกแล้วน้ำจะท่วมถนนทางเข้าขาดทำให้การก่อสร้างต้อง หยุดชะงักและไม่คืบหน้า ทางอ.สง่าได้พิจารณาดูแล้วพบว่าเขาที่อยู่เบื้องหลังของวิหารเซียนในตอนนี้ (ตอนนั้นวิหารเซียนยังไม่ได้ก่อตั้ง)เป็นที่อยู่ของมังกรเขียวที่ดุร้ายตัว หนึ่งเวลาฝนตกจะชอบออกมาเล่นน้ำฝนเป็นประจำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทางขาดเป็นประจำ มังกรเขียวตัวนี้มีหน้าที่เฝ้าบ่อเงินกับบ่อทอง(ตอนนี้ได้กลายเป็นที่ตั้ง ของวิหารเซียนไปแล้ว)ท่านจึงมีความคิดที่จะปิดปากถ้ำพญามังกรตัวนี้ไว้ ซึ่งท่านลื่อตงปินก็ได้มาแนะนำว่าให้เอาดินทับฟ้าไว้จึงจะปิดปากถ้ำไม่ให้ พญามังกรตัวนี้ออกมาอาละวาดได้ ดังนั้นถ้าใครพอมีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยจะต้องเคยเห็นรูปปลาดำปลาขาว (สัญลักษณ์หยิน-หยางที่หน้าอกนักพรตไท้ก๊ก)ซึ่งแทนความหมายฟ้า-ดิน โดยสีขาวหมายถึงฟ้า สีดำหมายถึงดิน ตามปกติเครื่องหมายนี้สีขาวจะต้องอยู่ข้างบนและสีดำจะต้องอยู่ข้างล่าง แต่ที่วิหารเซียนจะกลับกันจากที่อื่นคือสีดำจะอยู่บนสีขาวจะอยู่ข้างล่าง เคยมีนักดูฮวงจุ้ยชื่อดังที่รับดูฮวงจุ้ยเป็นอาชีพได้ไปที่วิหารเซียนและ เคยปรามาสท่าน อ.สง่าว่า ไม่รู้จริงสร้างผิดหลัก ท่านก็ได้แต่หัวเราะไม่ว่าอะไร ท่านมาเฉลยให้ผมฟังว่าที่ท่านทำอย่างนี้พื่อจะได้เอาดินทับฟ้าสะกดปิดปากถ้ำ มังกรเขียวไว้นั่นเอง และตอนนี้มังกรเขียวตัวนั้นก็ได้กลายเป็นพาหนะของท่านลื่อตงปินไปแล้ว อ.สง่าท่านจึงเขียนฮู้มังกรเขียวแจกฟรี ใครสนใจไปขอได้ที่วิหารเซียนครับ และมีอย่างผ้ายันต์มังกรเขียวด้วย ท่านบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้เผาฮู้กลางแจ้งจุดธู)บอกองค์เซียน ลื่อตงปินท่านแล้วอธิษฐานครับ

    ฮู้นี้มีผู้เคยประสบเหตุบ่อย ๆ คือมีอยู่ท่านหนึ่งได้รับฮู้แบบผ้ายันต์ไปซึ่งตามปกติท่านจะแจกแบบกระดาษซะ เป็นส่วนใหญ่ ก็พับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ระหว่างทางขับรถกลับบ้านก็ประสบอุบัติเหตรถพังยับแต่ตนเองไม่เป็นอะไร ก็ไม่ได้เอะใจอะไรแต่เมื่อกลับไปถึงบ้านเอาอู้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อปรากฏว่า ฮู้ขาดเป็นสองท่อน ก็เลยรีบมาเล่าให้ท่านอ.สง่าฟัง ท่านก็บอกว่ามังกรเขียวเขาออกไปรับแทนไม่งั้นจะเจ็บหนักแน่ ที่น่าแปลกคืออู้นั้นเป็นผ้ายันต์แต่ขาดเหมือนโดนฉีกออกจากกันอย่างแรง ผมเองเคยได้มาเป็นปึกๆสมัยท่านยังอยู่แต่ก็แจกไปซะเกือบหมดแล้ว อย่างกระดาษคิดว่าที่วิหารเซียนยังคงมีอยู่แต่แบบผ้ายันต์ไม่แน่ใจครับ

    วิหารเซียนอยู่เลยพัทยาไปหน่อยครับ(ถ้าไปจากกทม.)ไปทางบางเสร่ ทางเข้าทางเดียวกับทางไปวัดญาณสังวรวรารามและพระพุทธรูปเขาชีจรรย์ ทั้ง3แห่งอยู่ละแวกเดียวกันหมดครับ แต่จะถึงวิหารเซียนก่อนถึงวัดครับ ถามคนที่นั่นรู้จักหมดครับเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจะมีทัวร์ต่างชาติโดย เฉพาะพวกไต้หวัน จีนมาลงแทบทุกวันครับ ถ้าไปแล้วก็แวะกราบให้หมดทั้ง3แห่งนะครับ โดยเฉพาะที่วัดญาณสังวรนอกจากมีพระพุทธญาณนเรศวร์ที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะสร้าง จากฝาบาตรที่ลงอักขระ84000ฝาแล้ว ยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกถึง84000องค์ เสร็จแล้วก็ไปกราบชมพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุและพระธาตุอรหันตสาวกในสมัย พุทธกาล(เขาโชว์พระธาตุให้เห็นในตู้กระจกด้วยครับ เรียกว่าได้มองเห็นกันแบบใกล้ๆเลย) แล้วก็ขึ้นเขาไปกราบพระมณฑปรอยพระพุทธบาทบนเขาด้วยครับ เรียกว่าไปครั้งเดียวคุ้มครับ อีกอย่างไปจากกทม.ก็นั่งรถประมาณชั่วโมงครึ่งเองครับ

    เทพเจ้าลือท่งปิง
    อาจารย์เซียนสง่า กุลกอบเกียรติ วิหารเซียน จ.ชลบุรี
    ประวัติ เซียน ลื้อตงปิงวิหารเซียน จ.ชลบุรี
    ท่าน อ.สง่า กุลกอบเกียรติ ผู้ก่อตั้ง วิหารเซียนที่ชลบุรี ท่านบอกว่า องค์ลื่อตงปิง สามารถสื่อ กับท่านได้โดย ทางจิต แต่ ท่าน ไม่เคยเห็น ตัว องค์ท่าน ทางนิมิต เลย ท่านบอกว่า ตำแหน่ง ของ ท่านลื่อตงปิน มีหน้าที่เหมือน รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย มี หน้าที่คอยดูแล ความสงบเรียบร้อย และ ปรามปรามผู้ร้าย
    มูลเหตุ ที่ท่านได้รู้จัก กับองค์ท่าน ลื้อตงปิน นั้นเนื่องมา จากคุณแม่
    ของ อ.เซียน สง่า ท่านป่วย เป็นโรคทานอะไรไม่ได้ ทำให้ไม่มีกำลังแม้แต่จะ ลุกยืน ตอนนั้นพวกญาติท่านก็พาไปหา ซินแส หรือ หมอแผน ปัจจุบันมา หลายท่าน ก็ไม่ดีขึ้น ประจวบกับ ท่านอ.เซียน สง่าในสมัยนั้น ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการเผาฮู้ ต้มกินแล้วจะ หาย ยิ่งพวกเข้า ทรงเจ้า ต่างๆท่านไม่เชื่อ เลย แต่เมื่อเป็น ความต้องการ ของ ญาติๆก็เลยได้แต่ ลองทำดูเพราะ ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
    จนวันหนึ่งได้เชิญ คนทรงมา ซึ่งคนทรง นี้ตามปกติจะไม่ใช่ ร่างทรงของ ท่านองค์ เซียนลื่อตงปิน แต่เป็นร่างทรงเทพ องค์อื่น แต่วันนั้นพอ ทำพิธีอัญเชิญปั๊บ ท่านลื่อตงปิน ก็มาประทับทรง ทันที และ ก็บอกว่าจะ ช่วยให้คุณแม่ ของ อ.เซียน สง่า ลุกเดิน ได้หายภายใน 3 เดือน แต่มีข้อ แม้ว่า อ.เซียน สง่า จะต้องทำงาน รับใช้ท่าน ซึ่งท่าน อ.เซียน สง่า ก็ได้ถามว่าจะให้ทำอะไรถ้า ให้เป็นร่างทรง แบบนี้ ท่านไม่เอา และ ท่านก็ไม่เคย ศึกษาศาสตร์ แนวนี้ มาก่อน ท่านลื่อตงปิน ก็บอกว่าไม่เป็นไร ท่านจะ คอยช่วยบอก ให้เองว่าจะ ต้องทำอะไร แล้วท่าน ก็เขียนฮู้ ให้ อ.เซียน สง่า เก็บไว้เผา ให้ คุณแม่ ของ ท่าน ละลายน้ำดื่ม ซึ่งก็ปรากฏว่าพอ ครบ 3 เดือน คุณแม่ท่านก็แข็งแรง เป็นปรกติเดิน ได้ดังเดิม ท่านลื่อตงปิน ก็มา
    ทวงสัญญา อ.เซียน สง่า จึงต้อง ยอมทำงานรับใช้ ท่านสงเคราะห์มนุษย์ โดยที่ท่าน กับ อ.เซียน สง่า จะสื่อ สัมผัสทางใจ กัน เหมือนเป็น อาจาร.กับลูกศิษย์ อภินิหาร ขององค์ เซียนลื่อตงปิน ที่วิหารเซียนมี เยอะ เอาไว้มีเวลา จะมาเล่า เป็นเรื่องๆไป
    เช่นเรื่อง ตอน ช่วยสร้างวัดญาณสังวร ชลบุรี ตอนปราบมังกรเขียว ตอน ไฟไหม้โรงแรม ที่พัทยา ตอนที่ช่วยกิจการ ของเจ้าของ ผลิตภัณฑ์ ไก่
    รายใหญ่ CP ตอนช่วย เจ้าของ ตึกใบหยกทาวเวอร์ ตอนช่วย แบงค์กสิกร ที่จะ ล่มช่วง IMF
    อีก อย่างหนึ่งคือ มีคนหนึ่งเขาบูชา พระผงท่าน ลื่อตงปิน จากที่ วิหารเซียน เมื่อ ครั้ง อ.สง่า ยังมีชีวิต ไป
    วันหนึ่ง ก็ไป เจอ นักจับ พลังพระ ขณะที่นักจับ พลังพระกำลัง ตรวจพระ ของคนอื่น อยู่ว่า ดียังไง จู่ๆเขาก็หันมา ที่ ชายคนนี้ แล้วถาม ว่า เขา ห้อยพระอะไรอยู่
    (พระ อยู่ใน เสื้อ ไม่ได้ห้อย ออกมาข้างนอก)
    เพราะเขาเห็น แสง รัศมี สีชมพู พุ่งออกมาดีทางเมตตา ร่มเย็น และพลังนี้ หมุนวน กลับไปกลับมา เหมือน หยิน และ หยาง ซึ่งตั้งแต่เขาตรวจพระมาไม่เคยเจอ แบบนี้ เขาก็เลยขอดู พระ พอเขาเห็นพระ แกเลย หายสงสัย ว่าทำไมจึงเกิด มีพลังแบบนี้ได้ เจอ พลังสายญาณเทพเจ้าจีน ครั้งแรก ต้องทึ้ง เพราะ แรง จริง
    และ มีพระเกจิชื่อ ดังทาง ภาคตะวันออก ไม่ขอ เอ่ยนาม มีโยมไปขอ ของดี ท่านบอกกลับไปที่ บ้านโยม นะ มีของดีอยู่ ไปค้นดูดีดี ละ
    คนจีน มีหนวด ยาว ถือแส้ คุ้มครองบ้านโยม พอ
    กลับบ้านไป ค้นดู เจอพระผง ตามรูป ถึงรู้ ตรงตาม ที่พระ ท่านบอกไว้ จริง อัศจรรย์
    วันที่ไคกวง พระผง ชุดนี้ ท่าน อ.สง่า ได้ อัญเชิญ ญาณ ท่าน องค์ลื่อตงปิน มา ประทับทรง ปลุกเสก ที่ วิหารเซียน ครั้งนั้น พิธี ยิ่งใหญ่ ที่สุด คนที่ได้รับไปนั้น เกิดประสบการณ์ ปาฏิหาริย์ เพียบ โดนผีเข้า เจ้าที่แรง ห้อย พระผงไป ร้อง หนี บอกว่า กลัวแล้ว อย่าเข้ามา ร้อน ร้อน แคล้วคลาด จากเที่ยวบิน มรณะ องค์ลื้อตงปิ่น ดลจิตดลใจ ให้ยกเลิก ในการเดินทาง อธิษฐานขอเงินได้เท่าไร ได้เท่าใด ไม่ขาดไม่เกิน เศษเกินไม่มี เหลือเชื่อ มากมาย

    พระผงพระวิสุทธิเทพ “ ลื่อตงปิน ”โจวซือ รุ่นแรก ปี 2536อเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน) ชลบุรี พิมพ์ใหญ่
    เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่พระบาทสมเด็จพระดเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงโจวซือลื่อตงปิงพิมพ์ใหญ่

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260508_011002.jpg IMG_20260508_011037.jpg IMG_20260508_011109.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 พฤษภาคม 2026 at 21:02
  3. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,620
    ค่าพลัง:
    +7,869
    ขอจองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1778178345154.jpg


    หลวงพ่อดับดาว

    หลวงพ่อท่านก็เริ่มบริกรรมภาวนาโดยเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านนำติดตัวมาด้วยพันกัน และขมวดให้แน่นๆ สักพักหนึ่งดาวดวงนั้นก็ค่อยๆ หรี่แสงลงไปจนกับดับหายไปจากท้องฟ้าเลยทีเดียว
    ..........

    หลวงพ่อทองอยู่ (พระครูสุตาธิการี) วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร (ตอนจบ)
    ท่านเป็นสหธรรมิก กับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ โดย เรียนวิชายันต์ตรีนิสิงเห มาจาก หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร มาด้วยกัน งานไหนมีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือ วัตถุมงคล ที่นั่นจะมี หลวงปู่โต๊ะกับ หลวงพ่อทองอยู่ ด้วยเสมอ
    วิชาที่สุดยอดของท่านอีกอย่างคือ ลงกระหม่อมด้วยน้ำมันจันทร์หอม ใครได้ลงครบสามครั้ง รับรองได้ว่า ไม่มีตายโหง และไม่อดไม่อยาก เป็นที่รักใคร่ของคนโดยทั่วไป ท่านเจริญเมตตา จนมีฝูงปลาสวายมาอยู่หน้าวัดเต็มไปหมดเลย
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ๑ ใน ๔ องค์ ที่หลวงปู่โต๊ะนิมนต์มาในงานครบรอบวันเกิดของท่านทุกปี อีกสามองค์ที่เหลือ องค์แรก คือ หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง กรุงทพฯ องค์ที่สอง หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี สุพรรณบุรี องค์ที่สามเป็น พระจีน (ไม่ทราบชื่อ) สำหรับงานวันเกิดหลวงปู่โต๊ะนั้น จะนิมนต์หลวงปู่หลวงพ่อทั้ง ๔ องค์นี้เป็นประจำ มานั่งสี่มุม ส่วนหลวงปู่โต๊ะท่านจะนั่งที่หน้าพระประธานเป็นองค์ที่ห้า ซึ่งหลวงปู่โต๊ะท่านยังสั่งลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่าหลวงพ่อทองอยู่นั้น สามารถเป็นที่พึ่งพิงของลูกศิษย์ได้อีกรูปหนึ่งให้ไปกราบนัสการ หลวงพ่อทองอยู่ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์แก่บรรดาลูกศิษย์ที่มาหาท่านเสมอกันทุก คนไม่เลือกว่ายากดีมีจน ธรรมะที่ท่านจะบอกกับลูกศิษย์เป็นประจำก็คือ
    “ จะทำอะไรก็แล้วแต่มันสำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ถ้ามีจิตใจแน่วแน่แล้วล่ะก็ผลสำเร็จนั้นย่อมเป็นที่หวังพึ่งพิงได้เสมอ ทำใจให้ดีตั้งใจให้ดีแล้วผลสำเร็จจะมีมาเอง”
    หลวงพ่อท่านยังห่วงใยในวัดวาอาราม ท่านจะบอกอยู่เสมอว่าในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นการเงินทองนั้นหาง่าย ให้ขยันทำงานต่างๆ นั้นให้มาก ถ้าท่านมรณภาพไปแล้วการเงินจะฝืดเคืองกว่าตอนสมัยของท่านให้เร่งพัฒนาวัด ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรต่อไป ด้วยการประพฤติปฏิบัติของพระเณรที่บวชเข้ามาแล้ว ถ้าประพฤติดีตามพระธรามวินัย ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ตลอดไป

    คำสั่งเสียของหลวงปู่โต๊ะ ก่อนมรณภาพ
    ในการสร้างพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ ของวัดประดู่ฉิมพลี ในขณะที่หลวงปู่โต๊ะชราภาพมากแล้ว ท่านปรารภกับลูกศิษย์ว่า
    "หากหมดบุญฉันแล้วให้ไปหาหลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ ท่านแทนฉันได้"

    และท่านยังสั่งลูกศิษย์ใกล้ชิดไว้ว่า หากท่านอยู่ปลุกเสกรุ่นนี้ไม่ทัน ให้นำไปให้หลวงพ่อทองอยู่ปลุกเสกแทน พระ กริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ รุ่นนี้ จึงเป็นสุดท้ายของหลวงปู่โต๊ะ ซึ่งทางวัดประดู่ฉิมพลี ได้ประกอบพิธีเททองหล่อภายในวัด เมื่อวันที่ ๑๕ ก.พ. ๒๕๒๔ โดยหลวงปู่เป็นประธานในพิธี และมีเกจิอาจารย์อีก ๙ ท่าน ร่วมนั่งปรกในขณะเททอง
    ขณะที่พระกริ่งพระชัยวัฒน์ พุทโธ กำลังอยู่ในระหว่างตกแต่ง หลวงปู่โต๊ะก็ได้มรณภาพเสียก่อน ในวันที่ ๕ มี.ค ๒๕๒๔ (แสดงให้เห็นถึงอนาคตังสญาณของหลวงปู่โต๊ะ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะมรณภาพในปีนั้น) เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อทองอยู่ ได้ปลุกเสกเดี่ยวให้ก่อน ๑ ครั้ง และ ต่อมา เมื่อทางวัดได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ พร้อมกับ รูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงหลวงปู่โต๊ะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเททองหล่อขึ้น ทางวัดได้นำ พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ "พุทโธ" เข้าร่วมในพิธี โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธาน และ หลวงพ่อทองอยู่นั่งปรกปลุกเสกด้วย จำนวนสร้างพระกริ่ง ๑,๕๐๐ องค์ พระชัยวัฒน์ ๓,๐๐๐ องค์ ทั้ง ๒ พิมพ์ ตอกโค้ด "ต" สำหรับพระชัยวัฒน์นั้นใต้ฐานอุดด้วยเทียนชัย และเส้นเกศาของหลวงปู่โต๊ะไว้ด้วย

    สองเกจิร่วมสมัย ร่วมกันโปรดวิญญาณในคลองภาษีเจริญ
    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ กว่า ๆ เป็นเหตุการณ์ที่พระอริยะเจ้าสองรูป ได้โปรดวิญญาณ ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่ในคลองภาษีเจริญ บริเวณประตูน้ำหน้าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระอริยะเจ้าสองรูปนั้น องค์แรกท่าน คือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี องค์ที่สอง คือ หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง เหตุการณ์ นี้สืบเนื่องจาก บริเวณหน้าวัดปากน้ำภาษีเจริญในขณะนั้น มีคนตกน้ำตายเป็นประจำ ชาวบ้านต้องตกอยู่ในความกลัวตลอด มีลูกศิษย์ไปเล่าเรื่องให้หลวงปู่ทั้งสองท่านฟัง ท่านจึงได้เดินทางมาโปรดวิญญาณทั้งหลาย ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำนั้น โดยมี หลวงพ่อทองอยู่ เดินโปรยข้าวตรอกดอกไม้ และ หลวงปู่โต๊ะนั่งสมาธิอยู่ที่ริมคลองบริเวณประตูน้ำ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ผู้สูงอายุในขณะนี้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างทราบเหตุการณ์นี้ดี
    จะยกตัวอย่างพลังจิตของหลวงพ่อทองอยู่เรื่องหนึ่ง ในมูลเหตุที่ท่านได้รับฉายาจากศิษยานุศิษย์ทั้งหลายว่า หลวงพ่อทองอยู่ ดับดาวเดือน
    มีเรื่องบอกเล่าโดยพระที่เคยบวชอยู่ที่วัดหนองพะองว่า เมื่อ ว่างเว้นจากภารกิจหน้าที่การงานก่อสร้างและการทำวัตรเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปชุมนุมกันอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อในเวลากลางคืน หลวงพ่อท่านจึงถามว่า จะไปไหนกัน มากันพร้อมเพรียงเชียว พระที่มาทั้งหมดก็ไม่พูดว่าอะไร เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร หลวงพ่อท่านจึงเรียกพระทั้งหมดให้ออกมาข้างนอกชานกุฏิของท่าน เมื่อออกมาแล้วหลวงพ่อก็บอกให้ดูดาวประจำเมืองที่มีแสงสุกใสอยู่บนท้องห้า นั้นไว้ให้ดี พระทั้งหลายในที่นั้นก็จ้องมองไปที่ดาวดวงนั้น หลวง พ่อท่านก็เริ่มบริกรรมภาวนาโดยเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านนำติดตัวมาด้วยพันกัน และขมวดให้แน่นๆ สักพักหนึ่งดาวดวงนั้นก็ค่อยๆ หรี่แสงลงไปจนกับดับหายไปจากท้องฟ้าเลยทีเดียว แล้วหลวงพ่อก็ค่อยๆ คลายผ้าอาบน้ำฝนนั้น ดาวประจำเมืองก็ค่อยๆ เพิ่มแสงมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีแสงนวลใสตามปกติของดวงดาว การดับดาวนี้หลวงพ่อท่านทำให้ดูหลายครั้งด้วยกันในเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร หรือตามวาระโอกาสที่พอจะอำนวยให้ ซึ่งบางครั้งที่ท่านเคยแสดงให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดดู โดยถามว่า เธอต้องการให้ดับดาวดวงไหน ให้ลองชี้มาแล้ว ท่านจะดับให้ดู ครั้นพอลูกศิษย์บอกว่าต้องการดูดวงไหนดับแล้ว ท่านจะบริกรรมคาถาสักครู่ แล้วชี้ไปที่ดาวดวงนั้น ซึ่งแสงดาวก็จะหายวับดับไปในทันที ราวกับปาฏิหารย์ แสดงว่า พลังจิตของท่านสูงส่งมากทีเดียว สามารถเพ่งกระแสจิต แล้วชี้ไปที่ดวงดาว จนแสงดาวที่กระพริบอยู่นั้น ดับวูบลงไปทันที

    เมื่อครั้งที่เริ่มทำถนนสายวัดใหม่หนองพะองไปต่อเชื่อมกับถนนสายเลียบคลองภาษีเจริญ ฝั่งทิศเหนือ เริ่ม ทำตั้งแต่เป็นถนนดินแล้วมาเป็นถนนลูกรัง โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และหลวงพ่อได้ติดต่อขอลูกรังมาทำถนนโดยว่าจ้างรถบรรทุกสิบล้อมาถมทำถนน เมื่อทำการบรรทุกมาได้ประมาณครึ่งหนึ่งของระยะทาง รถบรรทุกลูกรังวิ่งมาบนสะพานไม้ ได้เกิดการทรุดตัวของไม้สะพาน ทำให้ล้อรถตกลงไปในช่องสะพานไม้ ไม่สามารถจะนำรถขึ้นไปพ้นจากหลุมไม้สะพานนั้นได้ แม้ว่าจะเอารถมาฉุดลากดึงขึ้นมา ก็ไม่ได้ เถ้าแก่รถจึงมาแจ้งให้หลวงพ่อทราบว่ารถติดอยู่บนสะพานข้ามไปไม่ได้เอารถมา ลากก็ไม่ขึ้น หลวงพ่อจึงบอกให้ช่วยกันเข็นขึ้นสิ เถ้าแก่บอกว่าไม่ขึ้นหรอกเสียแรงเปล่าๆ หลวงพ่อบอกให้ไปช่วยกันเข็นแล้วจะขึ้นมาเองแหละ เถ้าแก่ก็บอกว่า ถ้าเข็นขึ้นมาได้จะเอาลูกรังมาถมถนนให้เสร็จเลยทีเดียว หลวงพ่อจึงครองผ้าแล้วเดินไปที่รถบอกคนขับให้เตรียมติดเครื่องแล้วก็เอามือ แตะที่ตัวถังรถ สักประเดี๋ยวก็บอกให้คนขับเดินหน้าแล้วเร่งเครื่องไปเลยนะ พอเร่งเครื่องสักประเดี๋ยวเดียวก็สามารถเดินหน้ารถขึ้นจากสะพานนั้นได้ เถ้าและคนขับก็สงสัยว่ามันขึ้นมาได้อย่างไรทั้งที่ก่อนหน้านั้นเอารถมาดึง ยังไม่ขึ้นมาเลย แล้วคนเข็นเพียงไม่กี่คนก็สามารถขึ้นมาได้ เถ้าแก่คนนั้นจึงมาทำถนลูกรังจนเสร็จเรียบร้อย และมากราบนมัสการหลวงพ่อเสมอมา
    วัตถุมงคลที่สร้างในสมัยที่หลวงพ่อทองอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเทียบกับพระเกจิอาจารย์อื่น ๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกัน อย่างเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี , หลวงปู่สุด วัดกาหลง, หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง, หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ฯลฯ แล้ว ถือว่า น้อยมาก และมีเพียงไม่กี่แบบ เท่า ที่ทราบมี เหรียญรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จากนั้นก็มีเหรียญรุ่นต่าง ๆ อีกเพียงไม่กี่รุ่น, พระกริ่งสุตาธิการี, พระกริ่งตั๊กแตน ฯลฯ เนื่องจากท่านเป็นศิษย์สายวัดสุทัศน์ เคยอยู่วัดสุทัศน์มาก่อน พระกริ่งของท่านจึงได้รับความนิยมอย่างมาก ใช้แทนพระกริ่งวัดสุทัศน์ได้เลย นอกนั้นก็เป็นพวก พระปิดตา, ล็อกเก็ต, ภาพถ่าย, ท้าวเวสสุวัณ (ขนาดบูชา) เป็นต้น
    พระเครื่องที่ ได้รับความนิยมสูงสุด ท่านสร้างมาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คือ พระสมเด็จ มีพระสมเด็จเนื้อผงขาว และ พระสมเด็จเนื้อผงใบลาน (สีดำ) มีหลาย พิมพ์ แต่ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และถือเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็เห็นจะเป็น “สมเด็จหลังยันต์” และ“สมเด็จหลังเสือเผ่น” ซึ่งสร้างมา ๒ – ๓ รุ่น หลายรูปแบบ (เสือเล็ก & เสือใหญ่) หลายพิมพ์ ปัจจุบันเป็นที่เสาะแสวงหาของนักนิยมสะสมพระเครื่องอย่างกว้างขวาง
    พระสมเด็จเนื้อผงของท่าน ท่านสร้างจากผงวิเศษที่ท่านเก็บสะสมไว้ และทำไว้ด้วยตัวของท่านเอง ท่าน มีความสามารถลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ตามตำรับเดียวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้อย่างเข้มขลัง โดยผสมน้ำมันจันทร์หอม ลงไปในเนื้อพระดังกล่าวด้วย ทำให้พระสมเด็จของท่านนั้น มีพุทธคุณโดดเด่นไปด้วยเมตตามหานิยม อุดมลาภผล แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี เรียกว่าสมเด็จทุกรุ่นของท่านนั้น มีมวลสารสุดยอดจริง ๆ มีทั้งผงสมเด็จเก่า ๆ ที่หลวงพ่อได้รวบรวมไว้ เช่น ผงแตกหักของพระวัดระฆัง ผงแตกหักของพระกรุวัดบางขุนพรหม ซึ่ง แต่ก่อนนั้นหาได้ไม่ยากนัก และที่สำคัญ คือ ผงของวัดพระยาบึงสุเรนทร์ (หลวงปู่ทองเป็นประธานการปลุกเสก) ดังนั้น ในแต่ละรุ่นจึงสร้างได้น้อย และมีไม่มากนัก เพราะท่านพิถีพิถันในการสร้างพระสมเด็จเป็นอย่างมาก ไม่ให้เสียชื่อสำนัก และครูบาอาจารย์ก็ว่าได้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลังเสือหลังมีทาเคลือบทองบลอนซ์กล่องเดิม สภาพ มีรานตามที่เห็น
    แต่แท้ดูง่ายสบายตา แขวนสบายใจ ไม่ต้องหวาดผวา ข้องใจเวลาแขวน

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260508_011721.jpg IMG_20260508_011740.jpg IMG_20260508_011807.jpg IMG_20260508_011826.jpg IMG_20260508_011846.jpg IMG_20260508_011906.jpg IMG_20260508_011925.jpg IMG_20260508_011947.jpg IMG_20260508_012037.jpg IMG_20260508_012103.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778150749785.jpg

    หลวงปู่ทวดศรีอริยะ วัดนาสีทอง จ.สงขลา
    เนื้อผงผสมว่าน แร่กายสิทธิ์ แร่เหล็กไหล หลังฝังพระธาตุ ปฐวีธาตุ ปี พ.ศ.๒๕๓๙

    หลวงปู่คลิ้ง ผุสสฺธมฺโม วัดนาสีทอง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปลุกเสก

    ประวัติย่อ
    พ่อท่านคลิ้งเดิมชื่อ คลิ้ง เขตมรคา บิดาชื่อนายพลับ เขตมรคา มารดาชื่อ นางบัวแก้ว เขตมรคา เกิดเมื่อปีมะแม 2450 ณ หมู่บ้านบ้านคู ต. ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เมื่ออายุได้ 37 ปี ได้บรรพชา ณ วัด ชนาชิปเฉลิม ต.พิมาน จ. สตูล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2487 กับพระอุปัชฌายะพระอรรถเมธี เมื่อบวชแล้วก็กลับมาจำพรรษา ณ วัดนาสีทอง อ.รัตภูมิ จ. สงขลานับตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งมรณภาพโดยมิเคยย้ายวัดไปไหนเลย
    เนื่องจากท่านเคยมีลูกมีเมียมาก่อน เพราะเบียดก่อนบวชไม่เชื่อในประเพณีจึงเกิดทุกข์ เกิดความวุ่นวายในครอบครัวจึงตัดสินใจบวชเพื่อที่จะให้เกิดบุญบารมีขึ้นกับพ่อแม่และครอบครัวของตนเอง เมื่อได้บวชเข้ามาในร่มผ้ากาสาวพัตร์แล้วในช่วงพรรษาแรกๆ ก็ยังมิได้สนใจในการปฏิบัติเลย แต่ก็รู้สึกว่าความวุ่นวายต่างๆ ก็หมดไปจากใจ เกิดความสบายจึงบวชไปเรื่อยๆ เมื่อญาติพี่น้องเห็นว่าบวชมานานแล้วยังไม่ยอมสึกออกไปทำมาหากินเสียที จึงสบประมาทท่านว่า “บวชไปก็คงจะได้ไม่กี่น้ำหรอก” เดี๋ยวก็ต้องสึกออกมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียแน่นอน จึงทำให้หลวงพ่อคลิ้งเกิดทิฐิมานะขึ้นไม่ยอมสึกออกไป เมื่อบวชและได้มาอยู่กับหลวงพ่อแดงได้ประมาณ 5 ปี จึงแอบฝึกจิตตั้งใจมั่นอยู่ในการปฏิบัตินับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา โดยการละวางจากสภาวะทั้งมวล ไม่ยอมสนใจกับอะไรเลย พยายามฝึกจิตของตนเองให้เกิดความเข้มแข็งเหมือนกับพระแม่ธรณี เพราะเมื่อท่านมองออกไปสู่โลกภายนอกก็เห็นแต่เรื่องของความทุกข์ มีแต่เรื่องที่ไม่ดีไม่งามในช่วงสมัยนั้น โจรก็ชุกชุม โรคภัยไข้เจ็บก็เยอะ จึงพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้วิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อแดงบ้าง และฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตควบคู่ไปด้วย เมื่อศึกษาวิชาอาคมจากหลวงพ่อแดงได้ระยะเวลาหนึ่ง หลวงพ่อคลิ้งก็รับไม่ได้ไม่ค่อยชอบในเรื่องเวทย์มนต์คาถาต่างๆ จึงออกมาท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ตามบ้านเรือนของญาติโยม ออกไปพูดคุยตอบถามในสารทุกข์สุขดิบต่างๆ พอดีในช่วงนั้นหลวงพ่อแดงได้มรณภาพไป หลวงพ่อท่านคลิ้งท่านไม่อยากจะเป็นเจ้าอาวาสแต่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เพราะไม่มีใครที่เหมาะสมและมีอาวุโสเท่ากับท่านอีกต่อไป จึงจำใจยอมรับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้สืบไป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลายท่านอาจจะ ไม่รู้จัก และ เห็น พ่อท่าน หลวงปู่ทวดรุ่นนี้ เนื้อหามวลสาร แร่กายสิทธิ์ที่ฝัง

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260507_172734.jpg IMG_20260507_172802.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1778240737908.jpg

    อรรถาธิบาย

    ตระกุด อังคะสัมปันโน จารอักขระดวงยันต์ อันสืบทอดมาแต่ ท่านเจ้าคุณ พระสังวรานวงศ์ (ชุ่ม) อดีตเจ้าฮาวาส วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) กรุงเทพฯ บูรพาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมด้านวิปัสสนาธุระ (พัดศด้ามงา) ผู้สืบกรรมฐาน มาแต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อนหลังจากจารอักขระดวงยันด์ ลงอักขระหัวยน้ำมันเสกหลวงปู่ดู่ และ
    น้ำมันชาตรี หลวงพ่อฤาษีลิงคำ แล้ว นำแผ่นตระกูลแช่น้ำแช่น้ำมนต์จากบ่อน้ำมนต์ สมเด็จพุทธาจารย์ (โต) พรหมรังษี วัดอินทร์ บางขุนพรมและน้ำมนต์งานบุญข้าวเปลือก วัดป่าบ้านตาดอุดรธานีน้ำมนต์วัดตูมน้ำน้ำสวดปาฏิโมกข์วัดป่ามัชฌิมาวาส กาพสินธุ์ จากนั้นนำมามาถักพันด้วยเชือก ลงรัก พอกผงพุทธคุณ
    * **ตระกุด อังคะสัมปันโน (ดอกเล็ก) พิมพ์แม่ครัว นี้สรัางขึ้นเป็นพิเศษเนื่อง ในการฉลอง มุทิตา สักการะ ฉลองสิริมงคลอายุ 92 ปี หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป วัดป่าคำแคนเหนือ มัญจาฯเพื่อ แจกทาน เป็นที่ระลึก สำหรับ อุบาสก อุบาสิกา แม่ครัว และญาติโยมที่ได้อุปถัมภ์ช่วยเหลืองาน วัดป่าคำแคนเหนือและเป็นเครื่องระลึก
    (สัปปายะวัตถุสงเคราะห์กำลังใจในการบำเพ็ญศีลสมาธิภาวนา แก่สาธุชน
    *ผงพุทธคุณ ที่นำมาสร้างตระกุดโทนนี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้เมตตามอบให้ คือ ผงจิตรดา ผงกะเทาะองค์หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง ผงธูปหลวงพ่อโสธร ผงรูปวัดไร่ขิง ผงธูปศาลาสมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดพลับ ผงธูปหลวงพ่อโด วัดอินทราวาส บางขุนพรม ผงธูปพุทธสถานสำคัญอื่นจำนวนมากผงดินดินวัดพะโต๊ะผงท่านเจ้าคุณนรวัดเทพศิรินทร์ ผงหลวงปู่โต๊ะ วัดประคู่ฉิมพลี ผงแป้งหลวงปู่บุดดา ถาวโร ผงเก่าวัดสุทัศน์ผงท่านเจ้าคุณศรีประหยัดวัดสุทัศน์ ผงพุทธคุณ หลวงปู่กอง วัดสระมณฑล อยุธยา ผงอิทธิเจ หลวงปู่มุ่ย วัดตอนไร่
    สุพรรณบุรี ผงกรวัดถ้ำเสือ ผงหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ผงอังคารหลวงปู่ดื้อ อาจารธัมโม ชนวนผงสมเด็จเก่าวัด
    ถ้ำผาปู้ ผงชนวนสมเด็จลีละโนรุ่นแรก วัดถ้ำผาปู เลย ผงอังคารหลวงปู่คำดี ปภาโส ผงหลวงปูหลอด ปโมทิ
    โต วัดใหม่เสนา ผงพระญาณรังษี (จวบ สุภัทโท) วัดพลับ เกลาพระญาณรังษี(จวบ สุภัทโท) หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป วัดป่าคำแคนเหนือ ผงสมเด็จเก่าแตกหัก เกสรดอกไม้ ข้าวสารหิน ข้าวกันบาตรของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ข้าวสารหิน และมวลสารอื่นๆอีกจำนวนมาก
    "ผงพุทธคุณ ผงสมเด็จบางขุนพรหม ผงหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสรรค์ ผงหลวงปู่แก้ว วัดเครือ
    วัลย์ ผงอิทธิเจ ผงอุณพกมณี ผงหลวงปู่สาม วัดบำไตรวิเวก สุรินทร์ ผงหลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพารามสุรินทร์ ผมหลาย] ครูมาพหมภักร สำหนางพลาญหน้า พาทิพย์ เรียใหม่หลงหรงผู้คา วัคยามามีคาลกังผงหลวงพ่อจิตร วัดป่าเทพาวัน โคราช ผงหลวงปู่แอ๋ว วัดหัวเมือง อุทัยธานี ผงหลวงพ่อ
    ใหญ่ ลพบุรี ผงหลวงพ่อประเสริฐ วัดโคกกระต่ายทอง อยุธยา ผงอาจารย์งาม วัดถ้ำเพชนวนหล่อพระกริ่ง กัสสโป ชนวนหล่อพระประธาน กบตายคารู (กบจำศีล) กะลา 3 ตา และ
    กาฝากคูณ กาฝากขนุน กาฝากมะยม กาฝากมะรุม กาฝากรัก เชือกเลกสำหรับพันตระกุด

    ......

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่มหาโส กัสสโป ๏
    วันนี้วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพ ครบรอบ ๙ ปี ของหลวงปู่มหาโส กัสสโป “พระมหาเถระผู้บำเพ็ญสมณะธรรมกรรมฐานอยู่กลางป่าเป็นนิจ” หลวงปู่มหาโส กัสสโป แห่งวัดป่าคีรีวันอรัญเขต (วัดป่าคำแคนเหนือ) ตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยความเคร่งครัด และยังเป็นผู้มีนิสัยเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยวยิ่ง การที่ท่านได้สละพันธะทางโลกซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่มีอยู่ ท่านจึงได้ดำรงชีวิตในเพศพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย มีความสันโดษเป็นที่ตั้ง ยึดมั่นในพระธรรมคำสอนแล้วนำมาประพฤติปฏิบัติด้วยชีวิตและจิตใจยากที่บุคคลทั่วไปจะเสมอเหมือน หลวงปู่มหาโส กัสสโปท่านเป็นศิษย์ในสายธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และเป็นศิษย์ผู้พี่ของหลวงปู่ผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต (ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดว่าท่านเป็นศิษย์หรือสหธรรมิกของหลวงปู่ผาง จิตฺตคุตโต แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะถ้านับพรรษาหลวงปู่มหาโส พรรษามากกว่าหลวงปู่ผางถึง ๑๐ ปี ในขณะที่ผู้คนรู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่ผาง หลวงปู่มหาโสยังคงธุดงธ์แสวงวิเวกอยู่ในป่า

    ท่านนับเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่งชึ่งผู้คนยังไม่ค่อยรู้จักท่านเท่าใด เพราะปฏิปทาท่านชอบบำเพ็ญหาความสงบทางจิตในป่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับตั้งแต่อายุ ๗๐ ปี หลวงปู่พระมหาโสก็ไม่เคยออกจากวัดป่าคำแคนเหนือสู่งสังคมทางโลกอีกเลยจนถึงปัจจุบัน สมัยก่อนท่านธุดงค์บำเพ็ญเพียรที่หุบเขาต่างๆ เช่น ภูพาน ภูผาแดง ภูเม็งฯลฯ และตั้งสำนักสงฆ์ที่หุบเขาภูเม็ง แต่ด้วยอุบาสกอุบาสิกาที่ไปถือศีลเป็นไข้ป่า ต่อมาเมื่อท่านจึงตัดสินใจย้ายลงมาอยู่ที่เชิงเขาภูเม็งจนถึงปัจจุบันท่านก็ได้มาปักหลักสร้างวัดป่าคีรีวันอรัญเขต (วัดป่าคำแคนเหนือ) ต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

    ประวัติและปฏิปทาหลวงปู่พระมหาโส กัสสโป

    หลวงปู่มหาโส นามสกุลเดิมท่านคือ “ดีเลิศ” ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๘ เวลาตี ๒

    สถานที่เกิด คือ บ้านก่อ ต.หนองไข่นก อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ เคน โยมมารดาชื่อ ค้ำ มีอาชีพทำนา ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน

    ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ เมื่อมีอายุ ๑๙ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรกับหลวงปู่อุปัฌชาย์อ่อน ที่วัดบ้านก่อ(บ้านเกิดท่าน) เป็นการบวชหน้าไฟให้โยมมารดาซึ่งถึงแก่กรรมลง ตั้งใจจะบวชเพียง ๓ พรรษา แต่เมื่อได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ครบกำหนดแล้ว ก็ธรรมทำความรู้ในพระธรรมวินัยด้านปริยัติแตกฉาก จนสอบได้ นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ติดต่อกันมาทุกปี จนทำให้มีศรัทธาบวชต่อ

    ถึงปี พ.ศ.๒๔๗๘ อายุครบ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยมีพระอุปัชฌาย์อ่อน เป็นพระอุปัฌชาย์ที่วัดบ้านเกิดนั่นเอง และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น

    หลวงปู่มหาโส กัสสโป ท่านไม่เคยพบกับหลวงปู่มั่นโดยตรง แต่ก็มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูมพันธุโล) วัดป่าโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน และเป็นพระอุปัฌชาย์ผู้ญัตติเป็นธรรมยุติให้หลวงปู่ด้วย และท่านก็ยังมีท่านพระอาจารย์มหาสีทน กาญจโน พระวิปัสสนากรรมฐานผู้เป็นเสาหลักใหญ่ของจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น คอยสอนกรรมฐานให้หลวงปู่มหาโส เมื่อครั้งพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม พาหมู่คณะพระกรรมฐานมาจำพรรษาเพื่อเผยแผ่ธรรมะในจังหวัดขอนแก่น ระยะประมาณ พ.ศ.๒๔๗๒ - ๒๔๗๕ พระอาจารย์มหาสีทน ก็ได้ฝากหลวงปู่มหาโส และ หลวงปู่สิงห์ สุขปัญโญ (พระวิจิตรธรรมภาณี) อดีตเจ้าคณะ จ.อุบลราชธานี เป็นศิษย์พระอาจารย์สิงห์ด้วย

    ล่วงเข้าปี พ.ศ.๒๔๘๐ ท่านได้กราบลาพระอุปัฌชาย์อ่อนออกเดินทางติดตามพระอาจารย์มหาสีทน กาญจโน (ซึ่งเป็นญาติกันด้วย) โดยมีจุดหมายปลายทางที่ จ.อุดรธานี เมื่อเดินทางถึง จ.อุดรธานี หลวงปู่พระมหาสีทนได้นำท่านไปเปลี่ยนยัตติเป็นพระธรรมยุต ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ณ วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี ท่านเจ้าคุณพระเทพกวี (จูม พันฺธุโล) ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัฌชาย์ มีพระครูสาสนูปกรณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อญัตติแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์

    หลวงปู่พระมหาโส เป็นพระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยปฏิบัติตามคำสอนขององค์ศาสดามาโดยตลอด ท่านแสวงธรรมทั้งในด้าน ปฏิยัติ(แสวงหาความรู้) ปฏิบัติ(แสวงธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า) ปฏิเวธ(แสวงหาธรรมด้วยปัญญาของตนเองเพื่อแสวงหาวิโมกติสุข) ถึงเวลาต่อมาในพรรษาที่ ๑๒ ท่านก็ได้แตกฉากบาลี จนสอบเปรียญธรรมสนามหลวงเป็น "พระมหา" ได้สำเร็จ และในปีเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดศรีหมากหญ้า อ.เมือง จ.อุดรธานีด้วย แต่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้เพียง ๔ ปี หลวงปู่มหาโส ก็สละตำแหน่งเจ้าอาวาส และออกธุดงค์ต่อเพื่อแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า"พ้นจากวัฏสงสาร"อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาต่อไป

    หลวงปู่มหาโส กัสสโป แห่งวัดป่าคำแคนเหนือ ตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ท่านละสังขารลงเมื่อวันอังคารที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙ เมื่อเวลา ๑๒.๒๐ น. สิริอายุ ๑๐๐ ปี ๓ เดือน ๘ วัน พรรษา ๗๙ (นับจากญัตติธรรมยุต)

    บรรณานุกรมอ้างอิง : คัดลอกจากหนังสือ
    • โยนิโสมนสิการะธรรม หลวงปู่มหาโส กสฺสโป อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพฯ ; พิมพ์เมื่อ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
    • นิตยสารโลกทิพย์ ; ฉบับที่ ๑๙๐ ; ปีที่ ๙ ธันวาคม(ฉบับแรก) ๒๕๓๓

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ตะกรุดอังคะสัมปันโนหลวงปู่มหาโสวัดป่าคำแคนเหนือสร้างน้อยครับแต่หาไม่ยาก
    เจตนาดี มวลสารดี พิธี ดี
    ขนาดยาวประมาณ ๒.๕ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๒ นิ้ว

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260508_184051.jpg IMG_20260508_184220.jpg IMG_20260508_184156.jpg IMG_20260508_184128.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2026 at 17:11
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    ครูบาอินทจักรรักษา.jpg

    อิทธิฤทธิ์หรือความบังเอิญ (ตอนที่ 5 ครูบาอินทรจักรรักษา)

    ตอนที่ ๕

    ครูบาอินทรจักรรักษา

    (หรือพระเดชพระคุณ “พระสุธรรมยานเถระ”

    แห่งวัด “น้ำบ่อหลวง” อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่)

    พวกเราเสร็จจากนมัสการกราบเยี่ยมท่านพระบาทตากผ้า ก็เดินทางต่อไปยัง วัดดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความตั้งใจที่จะไปนมัสการกราบเยี่ยมพระอริยะที่จนเกือบจะที่สุด แต่ไม่เจอะเจอ “ท่านทุกขิตะ” หรือ "หลวงปู่คำแสนน้อย" พวกเราก็เลยเบนเข็มไปนอนก่อนสักวัน รุ่งขึ้นวันพรุ่งนี้จึงจะช่วยกันคิดว่าจะไปเที่ยวหรือไปนมัสการกราบเยี่ยมพระดีๆ ที่ไหนกันต่อไป

    ดังนั้น ครั้นพอเช้ามืดวันต่อมา เราก็ปลุกพลพรรคออกไปช้อปปิ้งกันก่อนไป ระหว่างที่คณะศิษย์ส่วนใหญ่กำลังช้อปปิ้งกันนั่นเอง ได้มีศิษย์บางท่านแนะนำและชักชวนหลวงพ่อว่า น่าจะลองไปเที่ยวกันที่ วัดน้ำบ่อหลวง เพราะที่วัดนี้มีพระดีอยู่อีกองค์หนึ่งคือท่าน “ครูบาอินทจักโก” ซึ่งเป็นองค์พี่ชายของท่านครูบาพรหมจักโก แต่ไม่ทราบว่าท่านจะอยู่วัดหรือไม่ เพราะไม่ได้นัดหมายกันล่วงหน้าเอาไว้ก่อน พอมีคนชวน หลวงพ่อฯก็ตกลงอนุมัติทันทีให้เดินทางไปโดยเร็ว พวกเรารีบรวบรวมพลพรรคที่ออกไปช้อปปิ้ง โดยพากันเร่งรัดเวลาแล้วรีบออกเดินทางไปวัดน้ำบ่อหลวง

    ส่วนท่านวัดน้ำบ่อหลวง พอตื่นจากจำวัดก็สั่งให้มรรคทายกจัดเตรียมศาลาและอาหาร บอกกับเหล่าทายกทายิกาว่า จะมีศรัทธาจากกรุงเทพฯ มากันมาก ไวยาวัจกรว่าไม่มีใครมาบอกอะไรไว้นะ หลวงพ่อฯท่านก็ว่า “เหอะ..เดี๋ยวจะมีมาละก็จะไม่ทัน”

    ปรากฎว่าพอเลี้ยวรถเข้าวัดถามไถ่ได้ความว่า ท่านวัดน้ำบ่อหลวงไปรอรับพวกเราอยู่ที่ศาลาแล้ว จึงได้พากันเข้าไปกราบนมัสการ แหม..! แทบไม่น่าเชื่อ สำรับอาหารคาวหวานตั้งเอาไว้พร้อมแล้วยังกับรู้ล่วงหน้า พอลงจากรถก็ได้กินได้ฉันทันเพลพอดี เมื่ออิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว หลวงพ่อฯก็พาพวกเราเข้าไปกราบนมัสการอีกทันที สอบถามเลยว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกกระผมจะพากันมาหาขอรับ” ท่านก็บอกว่า “มีคนบอก” หลวงพ่อฯ ของเราซักอีกว่า “ใครบอก” ท่านก็ไม่ยอมพูดถึงว่าใครบอก ตอบสั้นๆว่า “รู้” แล้วมองหน้าหลวงพ่อของเราพูดกันด้วยภาษาสายตา

    ที่ผมขอเดาเอาเองว่า แหม..ท่านก็รู้แล้วยังแกล้งมาทำเป็นมาถาม แกล้งทำเป็นไม่รู้ อะไรต่ออะไร มันก็เหมือนไก่เห็นไข่พญานาคา เอ๊ย..ไม่ใช่..ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่นั้นแหละ หลวงพ่อของเราจึงขออภัยนมัสการกราบเรียนว่า

    “กระผมนั้นทราบดี แต่ทว่าลูกศิษย์ที่ติดตามมา แม้ล้วนเป็นนักบุญก็จริงแต่ยังมีความสงสัย จึงเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่จะต้องทำให้ข้อสงสัยข้องใจนั้นปรากฎความจริงออกมา หาได้มีจิตคิดจะลบหลู่ท่านครูบาแต่ประการใด”

    ท่านก็หัวเราะและอมยิ้ม กิริยามารยาทที่พระสุปฏิปันโนสององค์ ท่านน้อมคารวะปฏิสันถารกันอย่างน่าจดจำไว้เป็นตัวอย่าง สร้างความประทับใจให้กับเหล่าศิษยานุศิษย์ยิ่งนัก เมื่อหลวงพ่อปฏิสันถารโต้ตอบกับท่านวัดน้ำบ่อหลวง จนกระทั่งท่านยอมรับแล้วว่า สำหรับท่านนั้น สังขารมันป่วยแต่ใจไม่ป่วยแล้ว พวกเราต่างก็ชื่นอกชื่นใจ ยิ่งได้ฟังสองท่านปุจฉาวิสัชนากันจนสิ้นสงสัยก็ยิ่งชื่นอกชื่นใจ แหม..องค์ปุจฉาก็ฉลาดลึก ส่วนองค์วิสัชนาก็ฉลาดล้ำ บัวก็ไม่ช้ำ..น้ำก็ไม่ขุ่น ผู้เห็นผู้ได้ยินได้ฟังต่างบังเกิดปีติยิ่งนัก

    สำหรับผมเองนั้น นอกจากจะเฝ้ามองอย่างเป็นสุขแล้ว ก็ยังได้บังเกิดข้อคิดขึ้นมาในใจอีกว่า ผู้ใหญ่ที่มีบารมีจริงๆแล้ว ท่านกลับโอภาปราศรัยมีสัมมาคารวะดียิ่ง นอบน้อมถ่อมตนเหลือเกิน พูดง่ายๆ ว่าไม่เห็นท่านเบ่งหรืออวดเก่งทับถมกันเลย ผิดกับพวกลิ่วล้อซึ่งชอบวางโต..แต่ใจเล็กและแคบ ท่านที่เดินล่วงหน้าไปข้างหน้า ไม่ใช่ว่าท่านจะถึงก่อนเสมอไปนะครับ

    ท่านพระสารีบุตร ท่านบรรลุพระโสดาบันก่อนท่านพระโมคคัลลาน์ แต่ท่านพระโมคคัลลาน์สำเร็จพระอรหันต์ก่อนท่านพระสารีบุตรนะครับ (หรือท่านคิดว่าจะเอาอย่างความเป็นเลิศทางปัญญา เหมือนท่านพระสารีบุตรก็ตามใจเถิดนะขอรับ ปัญญาไม่ใช่สัญญานะ)

    เมื่อสนทนากันเสร็จสิ้นกระบวนความแล้ว ก็ถึงพิธีการแจกเครื่องรางของขลัง สำหรับผมเองนั้นบอกแล้วไงครับว่า สมัยนั้นน่ะอยู่หางแถวและนั่งอยู่ไกลกว่าใครเขา ไม่ว่าใครจะมาจากไหน ท่านก็แจกพระรอดให้คนละองค์ ใครตื้อดีก็ได้เพิ่มไปฝากลูกฝากหลานอีกคนละองค์สององค์ ผมนั้นตั้งจิตอธิษฐานว่าเครื่องรางของขลังนั้น กระผมอยากที่จะได้นำไปฝากพวกที่กำลังรบหนักอยู่ที่ชายแดน

    ผมจากเขามาเพราะเจ็บป่วยเนื่องจากถูกยิงเสียก่อน ทิ้งพวกทิ้งเพื่อนที่กำลังรบราติดพันอยู่ ไม่ได้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา จึงอยากจะได้เพื่อนำไปให้เพื่อช่วยเป็นกำลังใจเขา เออ..แน่ะ! ได้ผลแฮะ..พอถึงคิวที่ผมได้เข้าไปรับปุ๊บ (ก็โหล่สุดนั่นแหละครับ) พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราว่าให้เองปั๊บ..เลย

    “ไอ้นี่มันเป็นนักรบ อยากได้เครื่องรางของขลังไปให้กำลังใจพวกของมัน ขอให้มันเยอะๆ เถิดขอรับ พวกมันมีมาก”

    ปรากฎว่ามีพระเหลืออยู่สิบกว่าองค์ในก้นถุง ท่านก็ยกให้หมดและยังบอกว่าวันหลังมาเอาใหม่ พวกเราว่าหลวงพ่อของเราท่านรู้วาระจิตไหมขอรับ หรือเห็นว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีก (ช่างบังเอิญได้ตรงเป๊ะ..เชียวนะครับ และก็ช่างบังเอิญได้บ่อยๆ เสียด้วย แบบนี้ต้องเรียกว่า “ประจำ” มากกว่า)

    ท่านวัดน้ำบ่อหลวงนั้น ก่อนหน้าที่พวกเราจะพากันไปกราบนมัสการ ท่านป่วยเป็นมะเร็งและเป็นมากแล้ว หมอเขาว่าตายแหงแบเบอร์ให้โยมนำกลับมาที่วัดเสีย เพราะอย่างไรก็รักษาไม่หายแล้ว เอามาไว้เสียที่วัดใกล้ญาติใกล้โยมจะได้ทำศพกันได้โดยสะดวก แล้วท่านก็ตายไปจริงๆ ตายไปกี่วันผมจำไม่ได้ ยังดีนะที่เขาไม่จับท่านฉีดยากันเน่า ไม่อย่างนั้นท่านก็คงจะต้องเน่าเพราะยา ดูเหมือนจะเป็นสามวันมั๊งที่ท่านตายไป

    พอพ้นวันที่สามท่านก็ฟื้น โชคดีอีกที่เขาไม่เอาท่านใส่โลงปิดฝา ไม่งั้นไม่ฟื้นดีกว่าครับ เพราะถึงฟื้นก็จะต้องมาตายซ้ำเพราะขาดอากาศจะหายใจ และกว่าจะขาดใจตายก็คงจะอึดอัดทุรนทุรายน่าดูเลย

    (กรุณาไปหาหนังสืออ่านเอาเองนะครับว่าตอนที่ท่านตาย ท่านไปเที่ยวที่ไหนมา ทราบว่ามี พระภิกษุท่านหมอประสาน เหตระกูล ลูกศิษย์ของท่านเขียนเล่าไว้ละเอียดแล้ว ท่านที่เคยหรือไม่เคยอ่าน ลองไปเที่ยวที่วัดน้ำบ่อหลวง แล้วแวะไปดูเจดีย์ครอบพระพุทธบาทจำลอง จะเห็นว่ามีการจำลองพระจุฬามณี นรก สวรรค์ เพียบ...ตามที่ท่านไปเห็นและจำไว้ ครั้นเมื่อกลับมาแล้วจึงได้สร้างเลียนแบบตามที่ได้ไปเห็น)

    เมื่อมีการรับรองอย่างนี้แล้ว ท่านว่านรก สวรรค์ พระจุฬามณี มีไหมครับ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจนะครับ สอนยากจริงๆ แถมดื้ออีกต่างหาก หรือพวกเราจะไปดูของจริงก็ได้นะครับ "มโนมยิทธิ" ยังไงล่ะ..พ่อคุณแม่คุณ..! อยากเห็นปุ๊บ..ได้ดูปั๊บ..หรือบางท่านอยากจะทดลองไปอยู่จริงๆ ก็ตามใจเถิดครับ แต่สำหรับเรื่องนี้ เป๋..ขอตัวก่อนครับ ธุระเยอะจริ๊ง.. (ไปไหนไปด้วย ไปนรกเห็นทีจะต้องขอป่วย แต่ถ้ากินไหนก็จะกินด้วย เที่ยวไหนก็ยินดีเที่ยวด้วย ถึงป่วยก็จะกัดฟันไปช่วยกินช่วยเที่ยว)

    พอมาวันหลังผมก็ไปหาท่านอีก ท่านก็ให้พระรอดมาถุงใหญ่ เรียกให้ไปเอาที่กุฏิได้พบได้คุยเป็นส่วนตัวอยู่นาน แหม...ไม่เห็นคุยเรื่องอื่นชมแต่หลวงพ่อของเราตลอดเวลาและตักเตือนผม ให้หมั่นปฏิบัติธรรมและดูแลหลวงพ่อฯให้ดี ท่านว่าหลวงพ่อฯของเรานั้นลาพุทธภูมิแล้ว

    และมีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งหลวงพ่อฯสั่งให้ผมไปขอสังฆาฏิจากท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องให้เดินตามไปรับที่กุฏี ก่อนท่านจะมอบให้ท่านก็ยกสังฆาฏิผืนที่ดูเหมือนจะเตรียมเอาไว้ให้ขึ้นบรรจบหลับตาอธิษฐาน ผมก็ไม่ถามไม่ไถ่ ยกกล้องขึ้นถ่ายหมับ ปรากฎว่าแฟล็ชช็อตหมุบ ร้อนวาบจนต้องโยนทิ้งทั้งกล้องทั้งแฟล็ช ท่านก็ลืมตาขึ้นมาแล้วร้องดุว่า

    “เดี๋ยว...จบก่อน” พอท่านบรรจบอธิษฐานเสร็จ ท่านก็ว่า

    “เอ้า..ถ่ายได้แล้ว” ลูกน้องผมก็รายงานทันทีว่า

    “ถ่ายไม่ได้แล้วครับ” ท่านถามว่า

    “ทำไม” เรียนท่านว่า

    “พังครับ พังหมดทั้งกล้องทั้งแฟล็ช” ถามอีกว่า

    “แพงไหม?” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง ผมตอบไปว่า

    “ไม่ทราบครับ” (กล้องผมขอยืมเขาไปครับ แพงหรือไม่ผมจะไปรู้เหรอขอรับหลวงปู่ฯ แต่ในใจน่ะร้องครางว่า อิ๊บอ๋าย..หลายตังค์แล้วตู สมน้ำหน้าเหลือเกินนะหมื่นไวย..ไวตะเลน) ท่านว่าอีกว่า

    “ดูใหม่ซี้” ท่านทำเสียงยานคางแถมหัวเราะหึๆ เบาๆ ผมก็เอามาลูบๆ คลำๆ ใจนั้นคิดว่าจะคลำพอเป็นพิธี เพราะก่อนที่จะรายงานว่าพังนั้นเห็นว่ามันพังแล้วจริงๆ กลไกมันติดขัดไปหมดแล้วมันจะไม่พังได้อย่างไร เอ๊ะ..พอลูบๆ คลำๆ อ้าว..ไหงไอ้บรรดากลไกต่างๆ กลับทำงานได้ตามปกติ (ตอนนั้นใช้แฟล็ชจานใส่หลอดแบบเก่าจานไหม้ไปนิดหนึ่ง ราคาไม่กี่สตางค์) เก่งจริงๆ หลวงปู่ฯนี่ ถามอีกว่า

    “ห้อยพระอะไร” ตอบท่านไปว่า

    “ห้อยลูกแก้วราหูของหลวงปู่ชุ่มฯครับ” ท่านก็ว่า

    “ศักดิ์สิทธิ์น๊ะ..แล้วเจ็บบ้างหรือเปล่า” เรียนท่านว่า

    “ไม่เจ็บครับ แต่มือชาไปหมด” ท่านขอดูมือเอาไปลูบคลำ ไม่เสกไม่เป่า แพล๊บเดียวก็หายเป็นปกติ

    ความจริงก่อนจะถ่ายรูปนั้นผมอวดดีไปเอง (เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ) แม้จะระแวงอยู่แล้วว่าจะต้องเจอดีหากไม่ขออนุญาตเสียก่อน เพราะเคยฟังท่านผู้รู้เขาเล่าเขาเตือนถึงประสบการณ์แบบนี้กับพระที่ทรงอภิญญา แต่ผมขอท่านไม่ทันและใจมัน (ใจผมน่ะครับ) ก็เลยคิดง่ายๆ (มักง่ายแหละครับว่ากันตรงๆ) แบบว่าเลยตามเลยแถมอวดดีอีกต่างหาก โดยคิดว่ามีของดีอยู่กับตัวกลัวอะไร ลองซะเลย จึงแอบอธิษฐานกับลูกแก้วขอให้ช่วยคุ้มครองขณะลองดี แล้วก็เจอดีสมใจปรารถนา

    แต่ว่าก็ว่าเถิดนะครับ ถ้าตอนนั้นผมไม่ยอมเสี่ยงก็คงจะไม่มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้..จริงไหมขอรับ (น่าน..โม้อีก) สังฆาฏิผืนที่ว่านี้ยังมีเหลืออยู่ จะเอาไปสร้างพระ เก็บหอบหิ้วมาตั้ง ๑๗ ปี แล้วนะ...จะ บอกให้..!!!

    ที่มาเว็บวัดท่าซุง

    ประวัติ พระสุธรรมยานเถร (ครูบาอินทจักรรักษา) วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่

    ชาติภูมิ
    พระสุธรรมยานเถร(ครูบาอินทจักรรักษา) มีนามเดิมว่า อินถา นามสกุล พิมสาร เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ณ บ้านป่าแพ่ง ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่อง (คืออำเภอป่าซางในปัจจุบัน) จังหวัดลำพูน

    บิดาชื่อ นายเป็ง นามสกุล พิมสาร มารดาชื่อ นางบัวถา นามสกุล พิมสาร มีอาชีพทำนาทำไร่ เป็นครอบครัวที่เป็นสัมมาปฏิบัติที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เพื่อนบ้านและลูกหลานรุ่น
    ต่อ ๆ มา ท่านมีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ทั้งหมด ๑๓ คน

    โยมบิดาพ่อเป็ง พิมสาร เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจใฝ่ในทางพุทธศาสนา มุ่งศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ดังนั้นครอบครัวพิมสารจึงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตนตามหลักการและอุดมการณ์ของชาวพุทธที่ดีเสมอมา ดังเช่นการไปทำบุญตักบาตรทุกวันพระ รักษาศีล ๕ และรักษาอุโบสถศีลในช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น

    ส่วนโยมมารดาคือ แม่บัวถา พิมสาร เมื่อครั้งอยู่ครองเรือนก็ได้ปฏิบัติเฉกเช่นสามี คือ บ้านถูกจัดระเบียบให้มีกิจกรรมภายในไม่ต่างไปจากวัด หลังจากท่านได้สละบ้านเรือนออกบวชเป็นชี ระเบียบนี้ก็คงปฏิบัติกันต่อ ๆ มา มิได้ขาด แม่บัวถา พิมสาร ท่านถึงแก่กรรมในท่านั่งสมาธิ ซึ่งถือได้ว่า เป็นชาวพุทธตัวอย่างที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก จนเป็นที่รู้จักของประชาชนในหมู่บ้าน ป่าแพ่งตราบถึงปัจจุบัน

    ชีวิตก่อนออกบวช

    ท่านครูบาอินทจักรรักษา เมื่อครั้งยังเยาว์วัยเป็นเด็กที่มีอุปนิสัย ขยัน รักสงบ มีความกตัญญูกตเวที ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของบิดามารดา เช่น ช่วยทำงานในไร่นาที่พอจะช่วยได้ทุกอย่าง เลิกงานจากทำนาก็จะเข้าสวน พรวนดิน เลี้ยงวัวควาย งานบ้านที่ทำส่วนมากได้แก่การตักน้ำตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง ซึ่งเป็นการดำรงชีวิตของชาวชนบทในอดีต หลังจากนั้นก็จะกวาดบ้านถูบ้านดูแลน้อง ๆ เพราะพี่ที่โตกว่าต้องทำงานช่วยพ่อแม่

    ครั้นเมื่อเติบโตถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนก็ได้รับศึกษาเล่าเรียน โดยในระยะแรกได้ศึกษาเล่าเรียนจากพี่ชายของตนเอง ซึ่งเคยบวชเรียนมาก่อนเวลานั้น พี่ชายได้ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสจึงได้เอาความรู้ในขณะที่บวชเรียนมาอบรมสั่งสอนน้องต่อ

    หลังจากที่มีการเปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้น สามเณรอินถาจึงเกิดความคิดที่จะเรียนต่อ ได้เข้าไปเรียนพระอุปัชฌาย์ให้ทราบ พระอุปัชฌาย์เห็นความเจริญก้าวหน้าจึงอนุญาต จึงได้เข้าเรียนเพิ่มเติมจนจบชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๓ ซึ่งเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในปัจจุบัน โดยได้เดินทางมาเรียนที่วัดดอนแคร (วัดจีน) ปัจจุบันเป็นโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิง จังหวัดเชียงใหม่ และได้เรียนวิชาสามัญพื้นฐานเพิ่มเติมด้วย เช่น ภาษาอังกฤษ บัญชี ลูกคิด เป็นต้น ในปี พ.ศ.๒๔๕๗ การศึกษาในโรงเรียนขณะนั้น เป็นการศึกษาเล่าเรียนที่ค่อนข้างลำบากยากเข็ญ เพราะขณะนั้นมีครูสอนในโรงเรียนน้อย การสอนจึงไม่ทั่วถึงแก่ทุกคน ประกอบกับอุปกรณ์ในการเรียนการสอนก็มีไม่เพียงพอ ถ้านักเรียนไม่มีความอุตสาหะ เพียกเพียรพยายาม ย่อมไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้

    การอุปสมบท

    เมื่อท่านครูบาอายุครบ ๒๐ ปี เกิดความคิดขึ้นว่า “ในบัดนี้อายุกาลของเราครบบวชแล้ว ควรจะเดินทางกลับไปอุปสมบทที่ภูมิลำเนาเดิม ณ วัดป่าเหียง ต.แม่แรง เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๙ ปีมะโรง (พ.ศ.๒๔๕๗ – ๒๔๖๑ เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑) โดยมี พระอธิการแก้ว ขตฺติโย (พระขัตติยะคณะวงษา) เจ้าอาวาสวัดป่าเหียงเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระฮอม โพธาโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ มีพระสม สุรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ทั้งสองรูปนี้อยู่วัดป่าเหียงเช่นกัน ได้ฉายาว่า อินฺทจกฺโก

    หลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว ท่านครูบาได้ช่วยทำงานและเป็นธุระในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับพระอุปัชฌาย์หลายประการ ทั้งนี้เพราะท่านครูบามีความรู้ทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมทั้งปริยัติและปฏิบัติ

    เมื่อท่านครูบาอินทจักรรักษา ปฏิบัติธรรมจนเกิดดำริในการออกเดินธุดงค์แล้วก็บังเกิดความปลื้มปิติขึ้นมา ท่านครูบาจึงน้อมจิตไปในการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อตนเอง เป็นขณะเดียวที่พระน้องชาย คือ ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก ก็ได้ออกธุดงค์อยู่ในเขตอำเภอป่าซาง และอำเภอจอมทอง ในปี พ.ศ.๒๔๖๒ ซึ่งขณะนั้นท่านมีพรรษาได้ ๓ พรรษา ท่านครูบาได้ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ออกเดินธุดงค์กับพระน้องชาย ซึ่งพระอุปัชฌาย์ได้อนุโมทนาพร้อมทั้งอนุญาตให้ออกเดินธุดงค์

    ชีวิตในบั้นปลาย

    ครูบาอินทจักรรักษา ได้เห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตโดยพิจารณาว่า “เออ เราเป็นคนหลงรักตัวตนมาตั้งหลายสิบปี หลงอยู่สารพัดแท้ จริงมันก็เป็นสิ่งน่ากลัวทั้งสิ้น” ท่านครูบาได้ดำเนินงานในฐานะเจ้าอาวาสวัดน้ำบ่อหลวง ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๗ – ๒๕๒๐ รวมทั้งสิ้น ๔๔ ปี

    ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๓ ท่าครูบาเกิดอาพาธอย่างกะทันหันคืนนั้นท่านรู้สึกชาที่แขนและขาเบื้องซ้าย แพทย์ตรวจดูอาการและวินิจฉัยว่า เป็นโรคกระดูกสันหลังตรงบั้นเอวอักเสบ ต้องทำการผ่าตัด ขณะที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลท่านมีโรคแทรกซ้อนคือ ท้องร่วงอย่างรุนแรง แพทย์ให้ยาอย่างไรก็ไม่หาย ในที่สุดท้องร่วงก็ทุเลาลงเพราะฉันข้าวเหนียวปิ้ง ท่านป่วยอยู่เช่นนี้จนอาการทรุดหนักในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๔ นายแพทย์ผู้ตรวจรักษาลงความเห็นว่า ท่านจะสิ้นใจในเวลาตีสองของคืนนี้ จึงได้ถอดสายช่วยหายใจออก โดยได้วินิจฉัยว่าท่านครูบาอาพาธด้วยโรค

    ๑) โรคกระดูกสันหลังอักเสบ
    ๒) โรคอัมพาต
    ๓) โรคมะเร็งในสมอง
    ๔) โรคเส้นประสาทสันหลังอักเสบ
    ๕) โรคสันนิบาต

    หลังจากแพทย์ได้กลับไป บรรดาศรัทธาประชาชนที่อุปฐากท่านจะเริ่มทยอยกันกลับ เพราะแน่ใจว่าท่านครูบาคงสิ้นใจในคืนนี้ ครั้นถึงรุ่งเช้าของวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๑๔ อาการป่วยของท่านก็ทรงตัวแต่ท่านไม่ได้มรณภาพตามที่แพทย์วินิจฉัย แต่กลับหายป่วยในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์แก่เถรานุเถระที่มาเฝ้าดูอาการ ตลอดเวลาที่ท่านครูบานอนป่วย ไม่มีลูกศิษย์คนใดเคยเห็นท่านร้องครวญคราง สังเกตเห็นเพียงอาการที่ท่านครูบานอนนิ่งกัดกรามพร้อมกับขมวดคิ้ว และหลับตาลงเท่านั้น

    หลังจากท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ในตำแหน่ง พระสุธรรมยานเถร พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ท่านก็เกิดอาพาธอีกครั้งด้วยโรคประจำตัวที่ท่านเคยอาพาธเมื่อครั้งแรก ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน เพราะโรคร้ายกำเริบหนักประกอบกับในเวลานั้นท่านได้ชราภาพมากแล้ว ในคืนวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ เวลา ๒๒.๒๐ น. ท่านครูบาได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ ณ ตึกสงฆ์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ รวมสิริอายุได้ ๘๒ ปี ๖๒ พรรษา

    อีก ๓ ปีต่อมา ศิษยานุศิษย์ได้ขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๔ โดยมี พลอากาศเอกหะริน หงสกุล ประธานรัฐสภาเป็นผู้อัญเชิญไฟพระราชทานและเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ทอดถวายผ้าไตรพระราชทาน โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดสุทัศเทพวราราม เป็นองค์พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล และจุดไฟพระราชทานโดยมีพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไปนับหมื่นมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    แหนบครูบาอินทจักรวัดบ่อน้ำหลวงพิธีมหาพุทธาภิเษกปี ๒๕๑๖ สวยเดิมสมบูรณ์ หาไม่ยาก

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งถึง 30 บาทครับ

    IMG_20260508_191518.jpg IMG_20260508_191540.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778415190311.jpg FB_IMG_1778415144459.jpg

    พระสมเด็จหลังหลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร วัดท่าซุง
    พระยอดบายศรีวัดเขาวง
    (ถ้ำนารายณ์) จ.สระบุรี
    บางคนเรียกสมเด็จองค์ปฐม ยอดบายศรีเป็นพระรุ่นแรกๆของวัด โดยมวลสารที่ใช้ทำพระนั้นได้มาจากดอกมะลิในงานศพหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และยอดบายศรีในงานหล่อสมเด็จองค์ปฐม วัดท่าซุง เข้าพิธีพุทธาภิเษก วัดท่าซุง และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว วัดสระเกศ

    มวลสารยอดบายศรี ทุกพิธีบวงสรวงตลอดชีวิต หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง รายการพิธีบวงสรวงวัตถุมงคล ที่ท่านแม่สุตัดยอดบายศรีมาเก็บ ไว้ หมวดพระบูชา 1.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม ขนาดบูชา หน้าตัก 10 นิ้ว 2.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม ขนาดบูชา 5 นิ้ว 3.พระวิสุทธิเทพ ขนาดบูชา 4.พระสุโขทัยแก้วใส 5.พระเชียงแสนแก้วใส 6.พระแก้วใสทรงเครื่อง 7.พระมงคลบพิตร หน้าตัก 9 นิ้ว 8.พระปัจเจกพุทธเจ้า พระเกศ 2 มาลา 9.พระเชียงแสน และพระสุโขทัย 10.รูปเหมือนหลวงพ่อปาน หน้าตัก 9 นิ้ว 5 นิ้ว ทุกรุ่น 11.รูปเหมือนหลวงปู่ปาน หลวงพ่อ เนื้อซิลิกา ปี 2524 12.รูปเหมือนหลวงพ่อ ยืน สูง 14 1/2 นิ้ว 13.พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงช้างประกายแก้ว 14. รูปเหมือนท่านแม่ทั้ง สาม สร้างปี 2528 ผงยอดบายศรี ผ่านพิธีบวงสรวง ที่เป็นหมวดพระเครื่อง 1.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม รุ่น 1 2.หลวงพ่อสมเด็จองค์ปฐม รุ่น 2
    3.เหรียญ 100 ปีหลวงปู่ปาน (เหรียญเศรษฐี)
    4.เข็มกลัดมงกุฏเพชร 5.พระทุ่งเศรษฐี เนื้อดิน 100 ปีหลวงปู่ปาน
    6.พระรอดแดง พระรอดดำ 7.พระปิดตา เนื้อว่าน 6 เหลี่ยม
    8.พระปิดตา สี่เหลี่ยม แจก ตชด.
    9.พระปิดทวาร
    10. เหรียญกูผู้ชนะ
    11.พระยอดธง ปี2525 12.พระคำข้าว รุ่น 1
    13.พระคำข้าว รุ่น 2
    14.พระคำข้าวรูปหลวงพ่อ 15. พระคำข้าว รุ่น พิเศษ ติดพระธาตุ 5 พระองค์ 16.พระคำข้าว รุ่นพิเศษ รูปหลวงพ่อ ติดพระธาตุ 1 องค์ 17.พระฤาษีท่องสวรรค์ 18.พระกริ่งหลวงปู่ปาน ปี 2518
    19.พระรูปเหมือนหลวง (นั่งบัว) ปี 2525 20.พระรูปเหมือนหลวงพ่อ (นั่ง) ปี 2528
    21.พระรูปเหมือนหลวงพ่อ(นั่ง) ปี2532
    22.พระรูปเหมือน หลวงพ่อ (นั่ง) ปี 2533
    23.พระกลีบบัวรูปเหมือน หลวงพ่อ ปี 2528 24.เหรียญ ครบรอบ 100 ปี ( เหรียญเศรษฐี ) มีโบว์
    25. เหรียญ ครบรอบ 100 ปี หลวงปู่ ปาน ทุกขนาด ใหญ่ เล็ก
    26.เหรียญเอกราช รุ่นที่ 1 27. เหรียญเอกราช รุ่น 2 28.เหรียญเอกราช รุ่น 3 29.เหรียญหลวงพ่อปาน-พระครูภาวนา 30.เหรียญมหาลาภ-เอกราช 31.เหรียญที่ระลึกผูกพัทธสีมา ทุกแบบ 32.เหรียญรูปในหลวง ร.9 ปี 20
    33.เหรียญสุปฏิปันโน ทั้ง 2 แบบ สร้างปี 2520
    34.แหนบเงิน- ทอง รูปหลวงพ่อ ทุกรุ่น
    35.เหรียญสามัคคีสุข-กูผู้ชนะ(รมดำ) รุ่น 1 ปี 2521 36.เหรียญสามัคคีสุข -กูผู้ชนะ รุ่น 2 (ชุบทอง และแบบอัดกรอบรวมกับผ้ายันต์พิชัยสงคราม ร้อยเชือกแดง ) 37.เหรียญสามัคคีมีสุข กูผู้ชนะ รูปพระเจ้าตากสินมหาราชอัดพลาสติกพร้อมผ้ายันต์และเหรียญไพรี พินาศ
    38.เหรียญสามมัคคีมีสุข ไพรีพินาศ รุ่น 2 ปี 2528 39.เหรียญท้าวเวสสุวรรณ 40.เหรียญหลวงพ่อปาน ปี 2526
    41.เหรียญของขวัญวันเกิด ทั้ง 4 รุ่น ด้านหลังเป็น รูปพระเจ้าพรหมทรงช้างพลายประการแก้ว
    42.เหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ระลึกงานเป่ายันต์เกราะเพชร ปี 2527 43.เหรียญฉลองสมณศักดิ์ ปี 2528
    44.เหรียญคอมพิวเตอร์ ปี 2529
    45. เหรียญ มหาลาภ ปี2530 คู่ 2 เหรียญ 46.เหรียญรูปหลวงพ่อยืน ปี 2530
    47.เหรียญทำน้ำมนต์ ปี 2532
    48.เหรียญพระยืนสามสิบศอก ปี 2533
    49.เหรียญใบโพธิ์ ปี 2535 50.เหรียญดาวยันต์เกราะเพชรลง ยา
    51.เหรียญยุทธภูมิ
    52.เข็มกลัดดาว 6 แฉก รูปยันต์เกราะเพชร
    53.เข็มกลัดดาว 6 แฉก รูปหลวงพ่อ
    54. เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ หลังยันต์เกราะเพชร 55.เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ หลังยันต์ท้าวมหาพรหม
    56. เหรียญรูปถ่ายหลวงพ่อ- รัชกาลที่ 5
    57.เหรียญรูปหลวงพ่อล้อมเพชร
    58.เข็มกลัดมงกุฏเพชร รูปหลวงพ่อ ทั้ง 2 แบบ 59.เหรียญของขวัญวันเกิด รุ่นสุดท้าย
    60.เหรียญกรมหลวงชุมพร พระยอดบายศรี พระร้อยพิธี หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    แค่อ่านมวลสารในพิธีสายวัดท่าซุงก็ตาลายแล้วครับ
    วัดเขาวงถ้ำนารายณ์สระบุรีหลวงตาวัชรชัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260510_191433.jpg IMG_20260510_191504.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1778418387131.jpg

    หลวงพ่อมีความมั่นใจในวัตถุมงคลของท่านมาก ท่านถึงกับสั่งแผงพระเครื่องต่างๆ ใน อ.บางคณฑี ว่า "ใครนำเหรียญกูมาขายให้ซื้อไว้ แล้วนำมาขายกู กูรับซื้อคืน"

    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่พระครูวัตตโกศล (วิไล ปุญญสิริ) วัดโพธิ์งาม เกือบทุกรุ่นหลวงปู่ปลุกเสกเดี่ยวด้วยความมั่นใจยิ่งครับ ไม่มีการจัดพุทธาภิเษกหมู่ ท่านถือคติว่า "ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน" และ"ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" มีเพียงรุ่นที่ออกปี พ.ศ. 2536 ซึ่งทางวัดได้จัดให้มีการพุทธาภิเษกขึ้นโดยนิมนต์สุดยอดพระเกจิมาร่วมปลุกเสก อาทิเช่น หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ เหตุที่จัดให้มีการพุทธาภิเษกเนื่องจากในปี 2536 ทางวัดได้ออกวัตถุมงคลหลายประเภท คือเหรียญม้า เหรียญพรหม พระสมเด็จ เป็นต้น หลังจากพุทธาภิเษกแล้วหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวต่อไปอีก ทำให้รุ่นนี้ดียกกำลังสอง ไม่น้อยหน้ารุ่นอื่นๆ เหรียญพรมที่เพิ่งก่อประสบการณ์เมื่อล่าสุดนี้ก็ออกในปี 2536 เช่นกัน
    และในวาระการสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่ไม่มีการสร้างพร่ำเพรื่อ จะต้องมีการคำนวณฤกษ์ยามทุกครั้ง ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านเกือบทุกรุ่นจะสร้างตรงกับปีที่ มีวาระ "เสาร์ห้า" เท่านั้น และวัตถุมงคลที่วัดนนี้ไม่มมีการตั้งตู้ขายครับของทั้งหมดเก็บไว้ที่หลวงปู่ ใครต้องการไม่ใช่ว่านำเงินมาทิ้งไว้แล้วเอาวัตถุมงคลกลับไปเหมือนเช่นวัดอื่น การจะได้วัตถุมงคลแต่ละอย่างต้องขอกับหลวงปู่โดยตรงครับท่านจะพิจารณาให้เป็นแต่ละบุคคลไป "ผู้ที่ศรัทธาจริงๆเท่านั้นจึงจะสมหวังครับ"

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูวัตตโกศล (วิไล ปุญญสิริ) เป็นพระมหาเถราจารย์แห่งลุ่มแม่นำแม่กลอง พระเดชพระคุณท่านเป็นศิษย์ของพระมหาเถราจารย์รุ่นเก่าหลายรูปด้วยกัน
    1. พระอุปัชฌาย์แช่ม วัดดอนเซ๋ง
    2. หลวงพ่อโต๊ะ วัดทำนบ
    3. หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน จังหวัดปราจีนบุรี
    4. หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุขาราม
    5. หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จังหวัดจันทบุรี
    วัตถุมงคลของท่านประเภทเหรียญรูปเหมือนที่วัดจัดสร้างเอง
    1. เหรียญรุ่นแรก เสาร์ห้าปี พศ.2516
    2. เหรียญรุ่น 2 ปี พ.ศ. 2523
    3.เหรียญรุ่น 3 เสาร์ห้า ปี พ.ศ.2536 (เหรียญม้า)
    4. เหรียญอายุวัฒนมงคล 90 ปี พ.ศ. 2551 เหรียญรุ่นนี้แกะพิมพ์ได้สวยงามมากเหมือนหลวงพ่อที่สุด
    นอกจากนั้นยังมีเหรียญรุ่นพิเศษ คือเหรียญรุ่นลูกเสือ
    นอกจากนั้นหลวงพ่อยังมีวิชาเฉพาะตนที่หาไม่ได้ในสำนักอื่นคือ ตะกรุดลูกกลับ
    หลวงพ่อมีความมั่นใจในวัตถุมงคลของ่นมาก ท่านถึงกับสั่งแผงพระเครื่องต่างๆ ใน อ.บางคณฑี ว่า "ใครนำเหรียญกูมาขายให้ซื้อไว้ แล้วนำมาขายกู กูรับซื้อคืน" ถ้าอยากรู้ว่าหลวงปู่ท่านเก่งแค่ไหนให้ไปถามตำรวจที่สถานีตำรวจบางคณฑีหรือทหารช่างค่ายภาณุรังสี ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เวป Navraht.com

    ประวัติหลวงพ่อวิไล ปุญญสิริ (ท่านพระครูวัตตโกศล) ท่านเกิดที่บ้านดอนเซ่ง อำเภอบางแพ จ.ราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.2462 ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงตาน้อย และหลวงพ่อแช่ม วันดอนเซ่ง ซึ่งหลวงพ่อทั้ง2ท่านเป็นญาติกับหลวงพ่อวิไล หลวงตาน้อยและหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่งเป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของลูกศิษย์ทั้งหลายและประชาชนทั่วไป
    หลวงตาน้อยเก่งกล้าทางด้าน น้ำมันเบิกฟ้า หรือที่บางคนเรียกว่า "น้ำมันโป" น้ำมันนี้ถ้าทาบริเวณหนังตาแล้วจะสามารถมองเห็นเลย แต่มีข้อแม้ว่า แทงวันนี้กี่ครั้งเอาแค่นี้พอได้ ส่วนทางด้านคงกระพันชาตรีหรือป้องกันภยันอันตราย หรือเมตตามหานิยมนั้น ท่านก็เชี่ยวชาญและเก่งมาก ส่วนหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่ง เจ้าอาวาส ท่านโด่งดังทางด้าน ตะกรุดใต้น้ำ สมัยนั้นบริเวณด้านวัดดอนเซ่งมีลำคลองมีแม่น้ำไหลผ่าน มีเรื่องเล่าว่า ท่านมักจะเดินไปบริเวณริมคลองด้านหน้าวัด แล้วระเบิดน้ำลงไปใต้น้ำ และทำพิธีม้านตะกรุดเสมอ นอกจากนี้ท่านยังเคยบอกอีกว่าถึงแม้จะไม่มีแม่น้ำก็สามารถใช้ม้านตะกรุดธรรมดาได้เหมือนกัน แต่ขอให้มีสมาธิจิตมั่นอย่างเดียวก็สำเร็จ แล้วได้หลวงพ่อวิไลยังได้เรียนวิชา ประสานกระดูกหักโดยเอามะพร้าวมาเคี่ยวให้ได้น้ำมัน แล้วเสกคาถากับพลังจิตแล้วใช้ทาผู้คนที่แขนขาหัก หรือมีอาการช้ำใน ท่านได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่ง จนเชี่ยวชาญและยังช่วยหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่ง รักษาผู้คน

    ครั้นเมื่ออายุครบบวช ท่านก็อุปสมบถที่วัดดอนเซ่ง ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2483 โดยมีหลวงพ่อแช่ม วัดดอนเซ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อโต๊ะ วัดทำนบ เป็นพระกรรมวาจารย์ หลวงพ่ออินทร์ วัดท่าราบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่ท่านอุปสมบถแล้วท่านก็ตั้งใจศึกษาพระธรรมสอบได้นักธรรมตรี โท และเอกตามลำดับ หลวงพ่อวิไล ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก งานด้านพระพุทธศาสนาท่านก็ได้ช่วยเหลืออบรมสั่งสอนพระนวกะตลอดมา นอกจากนี้ยังได้ไปเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่อโต๊ะ วัดทำนบ เกี่ยวกับด้านคงกระพันชาตรี ซึ่งสมัยนั้นท่านดังมาก เรียนวิชากับ หลวงพ่ออินทร์ วัดท่าราบ ซึ่งเก่งทางด้านเมตตา มหานิยม หลังจากเล่าเรียนวิชาต่างๆจนจบแล้ว ท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดดอนเซ่งระยะหนึ่ง จากนั้นก็เดินทางไปยังวัดเจริญสุขาราม ซึ่งมี หลวงพ่อเจียง วณฺสโร เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ขอเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อเจียงด้วย เนื่องจากหลวงพ่อท่านเก่งกล้าทางด้านคาถาอาคม ทำน้ำมนต์เดือด และสามารถปลุกเสกให้วัตถุมงคลเคลื่อนไหวได้
    มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านถูกสอบสวนจากมหาเถระสมาคมเกี่ยวกับด้านอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ และทางด้านหวย แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถเอาความผิดกับท่านได้
    หลวงพ่อวิไลเมื่อท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเจริญสุขาราม ท่านก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเจียงจนหมดสิ้น และท่านก็ยังช่วยสอนธรรมะที่วัดเจริญสุขาราม ช่วยด้านการก่อสร้างซ่อมแซมศาสนสถนะต่างๆ จนเจริญรุ่งเรือง ต่อมาคณะกรรมการวัดโพธิ์งามได้เดินทางไปติดต่อกับหลวงพ่อเจียง เพื่อขอให้หลวงพ่อวิไล มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์งาม เนื่องจากขณะนั้นไม่มีใครที่จะเหมาะสม และอีกอย่างหนึ่ง วัดโพธิ์งามในขณะนั้นกำลังทรุดโทรมศาสนะต่างๆต้องซ่อมแซม ท่านมีความรู้ทางช่างพอสมควร ในที่สุดหลวงพ่อเจียง จึงได้ให้หลวงพ่อวิไลไปปกครองดูแลวัดโพธิ์งามตามที่คณะกรรมการวัดขอมา เมื่อหลวงพ่อวิไลได้ปกครองวัดโพธิ์งามแล้ว ท่านก็ได้ทำการพัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาด้วยความมุ่งมั่นสละแรงกาย แรงใจ มุ่งพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้ปัจจุบันวัดโพธิ์งามเป็นวัดที่สวยงามเหมาะแก่การพักผ่อน บริเวณด้านหน้าวัดริมแม่น้ำแม่กลองก็ยังมีฝูงปลาจำนวนมากมายอาศัยอยู่มีผู้คนเดินทางไปให้อาหารปลาแทบทุกวัน
    สำหรับหลวงพ่อวิไลนั้นก็จะมีบรรดาศิษยานุศิษย์และผู้คนที่เคารพนับถือท่านเดินทางไปกราบไหว้ท่านเพื่อขอให้ท่านรดน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล บางรายก็เอารถไปให้ท่านเจิม ฯลฯ บางรายที่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุมงคลของท่าน ส่วนใหญ่ก็จะเดินทางไปหาของดีเกี่ยวกับ เหรียญรูปเหมือน ผ้ายันต์ ตะกรุดโทน พระเครื่องหรือวัตถุมงคลของหลวงพ่อวิไลนั้น ท่านไม่ค่อยสร้างบ่อยนัก นานๆครั้งถึงจะสร้าง ท่านสร้างพระเครื่องขึ้นมาแต่ละคราวในโอกาสสำคัญ เมื่อเหลือจากการแจกให้ลูกศิษย์ก็จะให้บูชา เหรียญรูปเหมือนของท่านนั้นมีประสบการณ์กล่าวขานกันมาก โดยเฉพาะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งบางท่านอาจจะได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้ว มีชาวบ้านและทหารจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาแถวย่านบางคนที และทราบชื่อเสียงและเกียรติประวัติของท่านสมัยครั้งสงครามเวียดนามใต้และลาว เขาเหล่านั้นจึงได้มาเช่าบูชาไปหลายองค์ และได้เอาเหรียญของท่านไปเลี่ยมทองห้อยคอ วันหนึ่งเขาไปธุระ ขณะกำลังกลับบ้านมีวัยรุ่นไม่ถูกกันได้เกิดตะลุมบอนกันขึ้น และได้ใช้ปืนยิง ลูกปืนได้ยิงมาถูกเขาถึงสี่นัดซ้อนแต่ไม่เข้า สร้างความอภินิหารให้แก่เขายิ่งนัก หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ผู้คนที่ทราบข่าวต่างก็เดินทางมายังวัดโพธิ์งาม เพื่อขอบูชาจากท่านไปอีกมากมาย ทำให้ชื่อเสียงของอหลวงพ่อวิไลดังมากที่ประจวบคีรีขันธ์
    อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่ประจวบเหมือนกัน แต่เหตุเกิดในตลาด ชาวบ้านได้เกิดมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นใช้อาวุธทำร้ายกัน โดยอีกฝ่ายมีปืน อีกฝ่ายหนึ่งมีมีดพก ผลปรากฏว่าคนที่มีเหรียญหลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม ห้อยคออยู่ถูกยิงจนล้มกลิ้ง แต่ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย ท่ามกลางผู้คนที่เห็นเหตุการณ์มากมาย

    (หลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม ท่านได้มรณะภาพรวมสิริอายุ 93 ปี 11 เดือน 25 วัน)

    ประวัติของหลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม และบทความต่างๆ ทางเราขออนุญาตคัดลอกจากนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ เพื่อเป็นเกียรติคุณแก่หลวงพ่อวิไล ทางเราต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงกับนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ ณ ที่นี้ด้วย

    ประวัติหลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ เวปพระ.คอม

    พระสมเด็จรุ่นแรกหลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260510_200225.jpg IMG_20260510_200251.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778416379991.jpg

    ตำนานพระผงกระดูกผีเจ็ดป่าช้า (พ่อท่านยกห้อง จนฺทปญฺโญ) พระครูอรัญญาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสลักป่าใหม่ ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา

    ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์พ่อท่านคง วัดธรรมโฆษณ์ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองสงขลา เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสงขลา และชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน

    ท่านเป็นพระนักพัฒนา ท่านพัฒนาวัดสลักป่าใหม่จากวัดเล็กๆ รกร้าง ให้มีเสนาสนะสวยงาม ครบถ้วน ทั้งอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ ศาลาเอนกประสงค์ อีกทั้งยังส่งเสริมการศึกษาให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการอาราธนานิมนต์ไปนั่งปรกงานพุทธาภิเษก อยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังได้รับนิมนต์จากบรรดาเถ้าแก่ ในอำเภอหาดใหญ่ ให้ไปทำพิธีที่ร้านบ้าง ที่บ้านบ้างเพื่อให้ทำมาค้าขายดี ก็ได้ผลดีจริง ทำมาค้าขายดีขึ้น จนพวกเถ้าแก่เหล่านั้นต่างก็ให้ความอุปถัมภ์วัดสลักป่าใหม่เรื่อยมา

    ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักพัฒนา นักสังคมสงเคราะห์ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะมาโดยตลอด ท่านได้สร้างบ่อน้ำ ทั้งในวัดและในหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีน้ำประปาจึฝจำเป็นต้องใช้น้ำบ่อแทน

    ท่านได้อุปถัมภ์การศึกษา ของเด็กในละแวกวัด ให้ใช้ศาลาวัดเป็นอาคารเรียนชั่วคราว อุปถัมภ์ สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดบ่อทอง และให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี ท่านได้สร้างศาลาพักร้อน ริมทางหลวง เพื่อให้คนผ่านไปผ่านมาได้แวะพักหลบแดดลมฝน ทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั้งใกล้และไกล มีญาติโยมมาหาท่านที่วัดเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ท่านก็จะนั่งรับญาติโยมอยู่ที่ศาลาเล็กๆที่หน้ากุฏิของท่าน ด้วยความที่ท่านมีกิจนิมนต์มาก บางครั้งญาติโยมมาไม่เจอ ท่านจึงงดรับกิจนิมนต์ในวันพระ เพื่อให้ญาติโยมที่อยากจะมากราบท่านหรือมาขอพรได้เจอท่านจะได้ไม่เสียเที่ยวที่มาหาท่าน

    ในช่วงวันพระจึงมีลูกศิษย์มาหาท่านมากมาย ทั้งชาวไทยชาวมาเลเซีย ท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูงมาก จนได้รับฉายาเทพเจ้าแห่งความเมตตา ญาติโยมที่ได้ไปพบท่านก็มักจะกลับมาหาท่านอีก บ้างคนมาขอของดี ไปใช้ ก็ได้ประสบเหตุแคล้วคลาดปลอดภัย บ้างก็นิมนต์พ่อท่านยกห้องไปเปิดร้านทำบุญร้านในเมืองหาดใหญ่ ต่างก็ขายดิบขายดีกว่าที่เคยเป็นมา

    สมัยท่านยังอยู่ท่านเคร่งครัดปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่เคยขาด ทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นทุกวัน ตี 4 ท่านจะตื่นมาทำวัตรเช้า สรงน้ำเสร็จก็จะออกบิณฑบาต แต่ช่วงหลังด้วยความชราท่านก็ไม่ได้ออกไปไกล ไปแค่บริเวณใกล้วัด กิจนิมนต์ไม่ว่าใกล้ไกล ท่านจะไปหมด ท่านกล่าวว่าเมื่อเค้ามานิมนต์เราต้องไปฉลองศรัทธา เพื่อไม่ให้เขาเสียน้ำใจ

    วัตถุมงคลของท่าน ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านได้สร้างพระผงว่านรูปพ่อท่านจอม ลิ้นดำ ท่านเล่าว่าสร้างจำนวนไม่มาก ท่านกดพิมพ์เอง และได้นำไปให้ พระครูธรรมโฆษิต (พ่อท่านคง) วัดธรรมโฆษณ์ อธิษฐานจิตปลุกเสก และท่านได้นำกลับมาปลุกเสกอีกครั้งที่วัด เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ

    ปี พ.ศ.๒๕๒๐ พระอาจารย์ปิ่น เจ้าสำนักสงฆ์เขาชุมสัก ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์พ่อท่านยกห้อง บวชที่วัดสลักป่าใหม่แล้วได้ลาไปสร้างสำนักสงฆ์บนยอดเขาคอหงษ์ ได้มาขออนุญาตท่านเพื่อสร้าง พระผงว่านหลวงพ่อปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์ ของวัดสลักป่าใหม่ เพื่อไปแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่มาร่วมทำบุญสร้างสำนักสงฆ์เขาชุมสักและวัดสลักป่าใหม่ นับว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการจัดสร้างโดยแท้ ท่านก็เมตตาและได้ร่วมหามวลสารว่านต่างๆ โดยมีว่านสบู่เลือดเป็นหลัก มวลสารศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่ต่างๆ และอื่นๆ จากที่ผู้ใหญ่เซียนพระในหาดใหญ่เล่ามา พระผงในรุ่นปี ๒๕๒๐ ก็มีการใส่ผงเถ้าอังคารด้วยแต่เน้นว่านเป็นหลัก

    พ่อท่านยกห้องท่านเป็นสหธรรมมิก กับ พระอาจารย์นอง แห่งวัดทรายขาว อาจารย์นองได้มอบมวลสารที่จัดสร้างพระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ ปี ๒๔๙๗ และมวลสารของวัดทรายขาว อีกทั้งยังได้ผงยันต์จากบรรดาเกจิอาจารย์ในยุคนั้นหลายท่าน มาผสมนับว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีมวลสารดีมากๆ พระผงว่านนี้ทั้งหมดได้กดพิมพ์ที่เขาชุมสัก และที่วัดสลักป่าใหม่ เมื่อครบตามจำนวนท่านก็ได้นำมาให้พ่อท่านยกห้อง ได้อาราธนานิมนต์พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่งพระเกจิทั้งหมดล้วนเป็นลูกศิษย์พ่อท่านคง วัดธรรมโฆษณ์ ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีพิธีดีและเข้มขลังสุดๆ

    ซึ่งพ่อท่านยกห้องได้อธิษฐานจิตปลุกเสก มาตลอดเป็นเวลากว่า ๓๓ ปี และในปี ๒๕๒๔ พระอาจารย์ปิ่น ท่านได้ขออนุญาตสร้างพระผงว่านพิมพ์พระพุทธชินราช พระประธานในโบสถ์วัดสลักป่าใหม่ โดยได้ใช้ผงมวลสารของพระผงปาฏิหาริย์ ผงพุทธคุณ และผงเถ้ากระดูก ๗ เปลว (ผงกระดูกคนตาย ๗ ป่าช้า) จำนวนสร้างไม่มากเท่าไร เป็นวัตถุมงคลที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

    พระผงพระปาฏิหาริย์ พิมพ์พระพุทธชินราช ผสมเถ้ากระดูกผี 7 ป่าช้า พ่อท่านยกห้อง วัดป่าสลักใหม่ จ.สงขลา ปี 2524

    ....สวยมาก ไล่ดู ในเน็ต ได้เลยครับ..

    พระครูอรัญญาภิวัฒน์ (พ่อท่านยกห้อง จนฺทปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดสลักป่าใหม่ ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา

    ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์พ่อท่านคง ที่มีพรรษากาลสูงสุดในตอนนี้ ปี 2557 นี้ ท่านจะมีอายุครบ 87 ปี
    ในปี 2553 ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองสงขลา

    เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสงขลา และชาวมาเลเซีย

    ท่านเป็นพระนักพัฒนา ท่านพัฒนาวัดสลักป่าใหม่จากวัดเล็กๆ รกร้าง ให้มีเสนาสนะสวยงาม ครบถ้วน ทั้งอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ ศาลาเอนกประสงค์ อีกทั้งยังส่งเสริมการศึกษาให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการอาราธนานิมนต์ไปนั่งปรกงานพุทธาภิเษก อยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังได้รับนิมนต์จากบรรดาเถ้าแก่ ในอำเภอหาดใหญ่ ให้ไปทำพิธีที่ร้านบ้าง ที่บ้านบ้างเพื่อให้ทำมาค้าขายดี ก็ได้ผลดีจริง ทำมาค้าขายดีขึ้น จนพวกเถ้าแก่เหล่านั้นต่างก็ให้ความอุปถัมภ์วัดสลักป่าใหม่เรื่อยมา

    ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักพัฒนา นักสังคมสงเคราะห์ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะมาโดยตลอด ท่านได้สร้างบ่อน้ำ ทั้งในวัดและในหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีน้ำประปา จะต้องใช้น้ำบ่อ ท่านได้อุปถัมภ์การศึกษา ของเด็กในละแวกวัด ให้ใช้ศาลาวัดเป็นอาคารเรียนชั่วคราว อุปถัมภ์ สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดบ่อทอง และให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี ท่านได้สร้างศาลาพักร้อน ริมทางหลวง เพื่อให้คนผ่านไปผ่านมาได้แวะพัก ทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั้งใกล้และไกล มีญาติโยมมาหาท่านที่วัดเป็นจำนวนมาก

    ท่านก็จะนั่งรับญาติโยม อยู่ที่ศาลาเล็ก ๆ ที่หน้ากุฏิของท่าน ด้วยความที่ท่านมีกิจนิมนต์มาก บางครั้งญาติโยมมาไม่เจอ ท่านจึงงดรับกิจนิมนต์ในวันพระ เพื่อให้ญาติโยมที่อยากจะมากราบท่านหรือมาขอพรได้เจอท่าน ไม่เสียเที่ยวที่มา

    ในช่วงวันพระจึงมีลูกศิษย์มาหาท่านมาก ทั้งชาวไทยชาวมาเลเซีย ท่านเป็นพระที่มีเมตตา ญาติโยมที่ได้ไปพบท่านก็มักจะกลับมา หาท่านอีก บ้างคนมาขอของดี ไปใช้ ก็ได้ประสบเหตุแคล้วคลาดปลอดภัย บ้างก็นิมนต์ ไปเปิดร้านทำบุญร้านในเมืองหาดใหญ่ ต่างก็ขายดิบขายดี กว่าที่เคยเป็นมา ปี นี้ท่านมีอายุ ๘๗ ปี สุขภาพก็ตามสังขารของคนชรา แต่ท่านก็ยังเคร่งครัดปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่เคยขาด ทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นทุกวัน ตี 4 ท่านจะตื่นมาทำวัตรเช้า สรงน้ำเสร็จก็จะออกบิณฑบาต แต่ช่วงหลังด้วยความชราท่านก็ไม่ได้ออก ไปไกล ไปแค่บริเวณใกล้วัด กิจนิมนต์ไม่ว่าใกล้ไกล ท่านจะไปหมด ท่านกล่าว ว่าเมื่อเค้ามานิมนต์เราต้องไป ฉลองศรัทธา เพื่อไม่ให้เขาเสียน้ำใจ

    ลำดับสมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็น พระใบฎีกายกห้อง ฐานานุกรม ใน พระสุนทรราชมานิตเถร
    พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็น พระปลัดยกห้อง ฐานานุกรม ใน เจ้าคณะอำเภอนาทวี
    พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ราชทินนามที่ “พระครูอรัญญาภิวัฒน์”
    พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้น เอก ในราชทินนามเดิม

    วัตถุมงคลของท่าน ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านได้สร้างพระผงว่านรูปพ่อท่านจอม ลิ้นดำ ท่านเล่าว่าสร้างจำนวนไม่มาก ท่านกดพิมพ์เอง และได้นำไปให้ พระครูธรรมโฆษิต (พ่อท่านคง) วัดธรรมโฆษณ์ อธิษฐานจิตปลุกเสก และท่านได้นำกลับมาปลุกเสกอีกครั้งที่วัด เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ

    ปี พ.ศ.๒๕๒๐ พระอาจารย์ปิ่น เจ้าสำนักสงฆ์เขาชุมสัก ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์พ่อท่านยกห้อง บวชที่วัดสลักป่าใหม่แล้วได้ลาไปสร้างสำนักสงฆ์บนยอดเขาคอหงษ์ ได้มาขออนุญาตท่านเพื่อสร้าง พระผงว่านหลวงพ่อปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์ ของวัดสลักป่าใหม่ เพื่อไปแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่มาร่วมทำบุญสร้างสำนักสงฆ์เขาชุมสัก และวัดสลักป่าใหม่ นับว่าเป็นวัตถุมงคลที่มี เจตนาบริสุทธิ์ ท่านก็เมตตาและได้ร่วมหามวลสารว่านต่าง ๆ โดยมีว่านสบู่เลือดเป็นหลัก มวลสารศักดิ์สิทธิ์ จากสถานที่ต่าง ๆ

    พ่อท่านยกห้องท่านเป็นสหธรรมมิก กับ พระอาจารย์นอง แห่งวัดทรายขาว อาจารย์นองได้มอบมวลสารปี ๒๔๙๗ และมวลสารของวัดทรายขาว อีกทั้งยังได้ผงยันต์จากบรรดาเกจิอาจารย์ในยุคนั้นหลายท่าน มาผสมนับว่าเป็นวัตถุมงคลที่มี มวลสารดี พระผงว่านนี้ทั้งหมดได้กดพิมพ์ที่เขาชุมสัก และที่วัดสลักป่าใหม่ เมื่อครบตามจำนวนท่านก็ได้กำหนดไว้ พ่อท่านยกห้อง ได้อาราธนานิมนต์พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่งพระเกจิทั้งหมดล้วนเป็นลูกศิษย์พ่อท่านคง วัดธรรมโฆษณ์ ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุมงคลที่ มี พิธีขลัง ซึ่งรวมแล้ววัตถุมงคลพระผงว่านหลวงพ่อปาฏิหาริย์ นี้นับว่า เป็นวัตถุมงคลที่มี มวลสารดี พิธีขลัง เจตนาบริสุทธิ์ ซึ่งยังพอมีตกค้างอยู่
    ซึ่งพ่อท่านยกห้องได้ อธิษฐานจิตปลุกเสก มาตลอดเป็นเวลากว่า ๓๓ ปีแล้ว ปี ๒๕๒๔ พระอาจารย์ปิ่น ได้ขออนุญาตสร้างพระผงว่านพิมพ์พระพุทธชินราช พระประธานในโบสถ์วัดสลักป่าใหม่ โดยได้ใช้ผงมวลสารของพระผงปาฏิหาริย์ ผงพุทธคุณ และผงเถ้ากระดูก ๗ เปลว (๗ ป่าช้า) จำนวนสร้างไม่มากเท่าไร เป็นวัตถุมงคลที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง ในปี ๒๕๕๔ พ่อท่านยกห้อง ได้เลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญ และพระผงว่าน ด้านหน้าเป็นพ่อท่านคง ด้านหลังเป็นรูปท่าน และเหรียญหลวงปู่ทวด ด้านหลังเป็นรูปท่าน นับว่าเป็นรุ่นแรก ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่กตัญญูรู้คุณ ครูบาอาจารย์ ท่านได้บอกกะลูกศิษย์ว่า เหรียญรุ่นแรกของท่านจะต้องเอารูปอาจารย์อุปัชฌาย์ มาไว้ด้วย เพื่อเป็นการเชิดชูคุณครูบาอาจารย์ เพราะถ้าไม่ครูอาจารย์ ท่านก็คงไม่มีวันนี้ นับว่าท่านเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างมาก

    วันที่ท่านไปรับพัดชั้นเอก ที่จังหวัดกระบี่ กลับจากกระบี่ถึง สงขลา ก็เกือบ 4 ทุ่ม ท่านก็ยังไปแวะกราบรูปเหมือนพ่อท่านคง ที่วัดธรรมโฆษณ์ ก่อนกลับเข้าวัดสลักป่าใหม่ ขณะท่านมีอาการเหนื่อยหอบ ด้วยความชราท่านก็ยังบอกว่าต้องเอาพัดไปถวายอาจารย์ก่อน พ่อท่านยกห้อง มักจะกล่าวถึงอุปัชฌาย์อาจารย์ ให้ลูกศิษย์ฟังเสมอ มีลูกศิษย์ขอให้ท่านสร้างเหรียญรุ่นแรก มาหลายครั้ง ท่านก็จะบอกให้เอาเหรียญพ่อท่านคง วัดธรรมโฆษณ์ หรือพ่อท่านทอง วัดเลียบ หรือพ่อท่านคง วัดป่าขาด มาใช้ ศักดิ์สิทธิ์ มีไว้ติดตัวแคล้วคลาดปลอดภัย หรือไม่ท่านก็จะแจก พระผงปาฏิหาริย์ ให้เพราะท่านเชื่อในบารมีของพระพุทธองค์จะปกป้องรักษาผู้ที่ทำดี ให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากอันตรายทั้งปวง

    พระผงว่านปาฏิหาริย์ พ่อท่านยกห้อง วัดสลักป่าใหม่ จ.สงขลา ปี พ.ศ.2520 เนื้อว่านสบู่เลือด

    จัดสร้างโดยพระอาจารย์ปิ่น สำนักสงฆ์เขาชุมสัก(ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วเนื่องจากถูกเทศบาลเวียนคืน) โดยพระอาจารย์ปิ่น ได้ขออนุญาตพ่อท่านยกห้อง วัดสลักป่าใหม่ เพื่อสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดสลักป่าใหม่ เพื่อนำไปแจกแด่ญาติโยมผู้ร่วมทำบุญสร้างวัด โดยมีพิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถวัดสลักป่าใหม่ มีพระเกจิอาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก
    1.พ่อท่านเห้ง วัดธรรมโฆษณ์
    2.พ่อท่านคง วัดป่าขาด
    3.พระครูหิ้น วัดบ้านพร้าว
    4.พ่อท่านแคล้ว วัดบ่อสระ
    5.พ่อท่านแคล้ว วัดดีหลวงใน
    6.พ่อท่านถิน วัดบ่อป่า
    7.พ่อท่านพุ่ม วัดบ่อปาบ
    8.พ่อท่านเรือง วัดประตูชัย
    9.พระมหาเหียง วัดป่าขาด
    10.พ่อท่านปาน วัดตาหลวงคง
    11.พ่อท่านยกห้อง วัดสลักป่าใหม่
    12.พระอาจารย์ปิ่น สำนักสงฆ์เขาชุมสัก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงพ่อพระปาฎิหารย์
    ผงพรายสายใต้...อีกสำนัก
    แต่รุ่นนี้ ประวัติ ผสมว่านเยอะ ตามสูตรตำราสร้างพระสายใต้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260510_192830.jpg IMG_20260510_192907.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1664084204527.jpg

    เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก

    ประวัติหลวงปู่เส็ง วัดบางนา สุดยอดพญาครุฑอันดับต้นของเมืองไทย
    หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาดมีปฏิปทาใน ทางสมถะหมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ
    เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา หลวงปู่เป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูดว่ากล่าวผู้ใด
    หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 65 ปีท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล
    การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้น ท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ในปีนั้นเองหลวงปู่ก็ทำเหรียญรูปอาร์ม หรือใบเสมาคว่ำเป็นรุ่นแรกออกมาอีก และนับแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาหลวงปู่เส็งก็สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆออกมามากมายแทบจะนับ
    รุ่นกันไม่ได้เลยทีเดียว
    หลวงปู่สร้างวัตถุมงคลทุกปีๆหนึ่งสร้าง 2-3 แบบจนกระทั่งท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2530 รวมระยะเวลาการทำวัตถุของหลวงปู่เส็ง 20 ปี และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกรุ่นทุกแบบก็มีผู้เลื่อมใสหามาพกติดตัวและบูชากันมากมาย
    วัตถุุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้น ออกไปในทางแคล้วคลาดเมตตามหานิยม และการค้าขายดีเยี่ยม วัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งรุ่นนิยมเท่าที่พอลำดับความได้มีดังนี้
    พระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกจัดสร้างปี 2510 ผงที่นำมาสร้างเป็นผงอิทธิเจซึ่งจะโน้มไปในทางเมตตามหานิยม และค้าขาย พระผงสมเด็จ 3 ชั้นรุ่นแรกด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธรูปพระประธานนั่งสมาธิ มีซุ้มครอบแก้วด้านหลังเป็นลายมือเขียนว่า พระครูเส็ง บางองค์เขียนว่า เส็ง และบางองค์ก็เขียนว่า พระครูเส็ง จันทฺรังสี แล้วแต่ว่าหลวงปู่จะเขียนอะไรคำไหน แต่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบพิมพ์เป็นบล็อคใช้กดลงไปบนหลังพระเวลากดพิมพ์
    เนื้อพระมีทั้งเนื้อน้ำมัน ลักษณะพระจะออกแกร่งมันกับสูตรผสมเนื้อกล้วยพิมพ์ออกมามีทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ เหลือง เขียวแดง และ ขาวพอทำเสร็จหลวงปู่ก็ปลุกเสกเดี่ยวแล้วออกแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ไปหาท่าน บางรายนำพระพกติดตัวไปประสบอุบัติเหตุเกิดแคล้วคลาดอย่างเหลือเชื่อกิตติศัพท์พกพระหลวงปู่เส็งแล้วแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุมีบ่อยครั้งมากจนกระทั่งเลื่องลือไปทั่ว
    พุทธคุณพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของหลวงปู่เส็งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเป็นเลิศหลังทำพระผงรุ่นแรกทิ้งช่วงปลายปีท่านก็ทำเหรียญรุ่นแรกออกมาเป็นเหรียญใบเสมาคว่ำมีทั้งเนื้อกะไหล่ทองเงิน
    และทองแดง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์มีอักษรเขียนว่า อาจารย์เส็ง ด้านหลังเป็นยันต์ใต้ยันต์มีอักษรระบุชื่อวัดบางนา พ.ศ.2510 ปีที่จัดสร้างและพระผงที่ทำออกมานั้นส่วนใหญ่จะบรรจุตะกรุดสาริกาดอกเล็กๆ ไว้ที่ฐานด้วยเพื่อเสริมพุทธคุณ
    การทำพระเครื่องของหลวงปู่เส็งจนถึงปี 2512 หลวงปู่จะเอาพระเครื่องที่ทำออกมาไปปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ ถ้าเป็นเหรียญท่านจะทำพิธีพุทธาภิเษกนิมนต์พระระดับเจ้าอาวาส ละแวกวัดบางนามา
    เจริญพุทธมนต์ด้วย หลังจากปี 2512 การทำวัตถุมงคลหลวงปู่จะจัดพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถตลอด
    พระผงรุ่นที่โด่งดังมากก็คือ รุ่นขี่หมูซึ่งรุ่นนี้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นคนจัดสร้างขึ้นมานำไปให้หลวงปู่ทำพิธีพุทธภิเษกแล้วก็มอบพระให้หลวงปู่ไว้จำนวนหนึ่ง บรรดานักเล่นพระนิยมกันมาก
    สำหรับวัตถุมงคลรูปแบบต่างๆ นั้นครั้งแรกหลวงปู่จัดสร้างหมูทองแดงในปี 2522 สาเหตุการจัดทำหมูทองแดงของหลวงปู่เส็งนั้นสืบเนื่องมาจากในตำนานกล่าวกันว่าหมูทองแดงตามป่าเขาที่เป็นหมูเขี้ยวตันนั้นปืnยิjไม่เข้าหลวงปู่ก็เลยคิดทำวัตถุมงคลเป็น
    หมูทองแดงเขี้ยวตันขึ้นมา เล่ากันว่าระหว่างที่หลวงปู่ปลุกเสกหมูทองแดงร่วมกับพระที่ี่นิมนต์มาเจริญพุทธมนต์อยู่ในโบสถ์นั้นมีชาวบ้านเห็นหมูวิ่งเข้าไปในโบสถ์ขณะที่พระสงฆ์กำลังปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ทั้งๆที่รอบโบสถ์ด้านนอกปิดกั้นอย่างดีไม่ให้
    ใครเข้าไปรบกวนสมาธิขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ และบริกรรมปลุกเสก
    วัตถุมงคลหลังเสร็จพิธีคนที่พบเห็นเข้าไปบอกหลวงปู่ ท่านก็เฉยๆ แถมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีท่านไม่ได้พูดอะไรแต่รับฟังเอาไว้ ครั้นเมื่อทำหมูทองแดงออกมาแจกกันเป็นที่ฮือฮาพอสมควรหมูทองแดงที่สร้างนั้นเป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ มีหมูทองแดงตัวใหญ่และเล็กข้างลำตัวซ้ายมีอักษรเขียนว่า วัดบางนา ปทุมธานี ข้างลำตัวด้านขวาเป็นอักขระขอมมียันต์ที่โคนขาทั้ง 4 ลักษณะเป็นหมูป่าเขี้ยวตัน และในปี 2524 หลวงปู่เส็งได้จัดสร้าง ทำหมู 7 หัวขึ้นมาเป็นลักษณะหมูป่าเขี้ยวตัน คู้ขาหมอบที่เรียกว่า 7หัวนั้นหมายถึงหัวของปลัดขิกที่ทำไว้ตามลำตัวมี 7 แห่ง คือที่หัว หาง ที่เพศและที่ปลายเท้าทั้งสี่ข้าง เป็นเนื้อทองแดงผสมโลหะ ข้างลำตัวด้านซ้ายระบุปีพ.ศ.ที่จัดสร้างคือปี 2524 นอกจากนี้หลวงปู่เส็งได้ทำหมูจัมโบ้ ขนาดใหญ่ออกมาอีก 1 รุ่นหมูทองแดงรุ่นแรกทำออกมาแค่ 2,500 ตัวเท่านั้นพุทธคุณไปในทางแคล้วคลาดและค้าขาย
    หลังจากทำหมูทองแดงออกมาหลวงปู่ก็จัดทำครุฑทองแดงซึ่งครุฑเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ จัดทำพิธี
    พุทธาภิเษกในโบสถ์มีพระอาจารย์มาร่วมบริกรรมพุทธคุณอีก 10 รูป ครุฑทองแดงด้านหลังเขียนว่า หลวงปู่เส็ง วัดบางนาปทุมธานี 2522 สลับกับอักขระขอมประสบการณ์มีผู้นำติดตัวไปแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุทางรถ และทางเรืออีกทั้งยังป้องกันภัย จากงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนัก
    ต่อมาหลวงปู่จัดสร้างรูปเหมือนหนุมานเหตุผลที่จัดทำนั้นท่านถือว่าหนุมานเป็นลิงประจำปีวอกและด้วยหนุมานเองก็เป็นศิษย์ของพระนารายณ์
    ์มีอานุภาพฤทธิ์เดชมากมาย ที่จัดทำไว้มีเนื้อกะไหล่เงินและทองแดง ไม่ระบุปีจัดสร้างจาก หมู ครุฑ หนุมาน ต่อมาท่านก็สร้างพญาเต่าเลือนเนื้อทองแดงผสมโลหะแล้วจัดสร้างหงส์ทอง หงส์เงิน อีก 1 ชุด เนื้อกะไหล่ทองและกะไหล่เงินทำเพื่อเป็นที่ระลึกว่าวัดบางนานั้นเป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมา
    นอกจากวัตถุมงคลรูปแปลกๆ แล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสมสร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา
    ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายสิบแบบมีทั้งนางกวักพระผงพิมพ์สมเด็จ พระผงปิดตา เรียกว่าการจัดทำวัตถุมงคลของหลวงปู่เส็งนั้นมากมายจริงๆ ถ้าหากวัตถุ มงคลใดไม่ระบุพ.ศ. เอาไว้แทบจะไม่ทราบกันเลยว่าหลวงปู่จัดสร้างในพ.ศ.อะไรเพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ และก็ทำออกมามากแบบ สำหรับเงินรายได้ที่ มีผู้นำมาบริจาคหรือเช่าวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
    ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งท่านก็ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะ
    วัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้นก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมากถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้นหลวงปู่เกรงว่า
    ชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมดจึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้างเพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น
    พอท่านสร้างวัดวังหินเสร็จวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2531 หลวงปู่เส็งผู้ที่เป็นประดุจเทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนาก็ถึงแก่มรณภาพลงรวมอายุได้ 87 ปี
    ท่านสิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลคุ้มเกล้า ตึกคุ้มเกล้าครั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลงท่านพระครูอนุกูลศาสนกิจหรือหลวงพ่อแสวง ก็ขึ้นเป็นสมภารแทนท่านก็ทำนุบำรุงวัดเอาวัตถุมงคลหลวงปู่เส็งมาจำหน่ายจ่ายแจกรายได้สร้างวัดยุคของหลวงพ่อแสวง เป็นยุคของการพัฒนาวัดอย่างจริงจังไม่มีการออกวัตถุมงคลจะมีออกเหรียญรูปไข่ในงานฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อแสวงที่ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นโทเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เสร็จสิ้นงานฉลองไม่นานหลวงพ่อแสวงก็มรณภาพเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปลายปีนั้นเอง รวมอายุ 70 ปี
    เมื่อสิ้นหลวงพ่อแสวงพระอธิการยงยุทธ ยโสธโร ก็ขึ้นเป็นสมภารปกครองวัดสืบมาจนทุกวันนี้วัดบางนาตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพธิ์เหนือ หมู่1 อำเภอสามโคก หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไปวัดบางนาและไปกราบศพหลวงปู่เส็งที่ไม่เน่าไม่เปื่อยในโลงแก้วทางวัดสร้างวิหารติดริมแม่น้ำไว้เก็บสรีระของหลวงปู่เป็นสัดส่วนให้ไปขอพรขอโชคลาภจาก
    หลวงปู่
    เว็บนิตยสารมงคลโสฬส ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระคาถาปิโย
    (พระคาถาเมตตา ผูกมิตรกับมนุษย์ เทวดา และสัตว์ทั้งปวง)
    ปิโยเทวะ มะนุสสานัง
    ปิโยนาคะสุปัณณานัง
    ปิโยพรัหมานะมุตตะโม
    ปิยินทรียังนะมามิหัง
    ตำราโบราณระบุว่า "ภาวนานึก สติตรองตรึก อย่าทำร้อนใจ สารพัดเมตตา อย่าได้อาวรณ์ ครูแต่เก่าก่อน เคยได้ใช้มา เสกหมากรับประทาน เป็นที่เสน่หา แก่ชนทั้งหลาย "
    .......
    คำแปล
    ปิโย เทวะมะนุสสานัง
    เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
    ปิโยพรหมานะมุตตะโม
    เป็นที่รักสูงสุดของพรหมทั้งหลาย
    ปิโย นาคะสุปัณณานัง
    ตลอดไปจนถึงดิรัจฉานมีนาคและครุฑเป็นอาทิ
    ปิณินทริยัง นะมามิหัง
    ข้าฯ ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อิ่มพระองค์นั้น

    ที่มา ต้นโพธิ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญหลวงปู่เส็งวัดบางนาหลังยันต์ปิโย
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260510_211328.jpg IMG_20260510_211418.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,383
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778424431293.jpg

    ท่านยังกำชับอีกว่า "เหรียญของท่านห้ามนำไปทดลองเป็นอันขาด" เพราะท่านได้ลงคาถาป้องกันตัวเอาไว้ หากนำไปทดลองแล้วอันตรายจะสะท้อนกลับมาหาตัวเอง

    เหรียญพระสยามเทวาธิราชหลวงปู่ทองสุก วัดหัวบึงทุ่ง อ. ธาตุพนม จ.นครพนม รุ่นปี ๒๕๒๐
    หลวงปู่ท่านมีอายุถึง 100 กว่าปี เหรียญที่ท่านเห็นอยู่นี่เป็น เหรียญรุ่น ปี 2520 ศิษย์สร้างถวาย หลวงพ่อทองสุกท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น แต่เดิมก่อนมาฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นท่านได้ร่ำเรียนวิชาอาคมมามากพอตัว ก่อนจะมาร่ำเรียนด้านวิปัสนากรรมฐาน ท่านเป็นพระเกจิที่ไม่ค่อยจะได้ปรากฏกิติศัพท์ ท่านเก่งอยู่เงียบๆ เสมือนช้างเผือกในป่าลึกที่หาพบได้ยาก แต่ถึงกระนั้นท่านก็เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในระแวกนั้นทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวมากพอควร อดีตพระเกจิอาจารย์สายวิปัสนากรรมฐานผู้สูงด้วยบารมีธรรมอีกรูปหนึ่งและพระเกจิที่น่าเลื่อมใสนับถือแห่งดินแดนภาคอีสาน เป็นพระเกจิย์อาจารย์ที่ไม่ค่อยจะปรากฏกิตติศัพท์ แต่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านระแวกนั้นทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวมากพอสมควร ท่านเก่งเงียบๆในท้องที่แบบ”ช้างเผือกต้องอยู่ในป่า”มานานทีเดียว
    ครั้งมีอายุครบ ๑๐๘ ปี เมื่อตอนปลุกเสกเหรียญเสร็จแล้ว ท่านได้เอาสายสิญจน์ที่ใช้ในการปลุกเสกเหรียญนั่นแหละ มาจ่อกับเปลวเทียนไขที่ใช้ในพิธี จ่ออยู่พักใหญ่สายสิญจน์ก็ไม่ไหม้ไฟ จนเกิดความฮือฮาในหมู่ลูกศิษย์ที่นั่งชมการปลุกเสกกันมาก นอกจากนี้แล้วท่านยังกำชับอีกว่า "เหรียญของท่านห้ามนำไปทดลองเป็นอันขาด" เพราะท่านได้ลงคาถาป้องกันตัวเอาไว้ หากนำไปทดลองแล้วอันตรายจะสะท้อนกลับมาหาตัวเอง แต่ก็มีคนลองดีเอาเหรียญท่านไปทดลองยิj เท่านั้นแหละครับได้เรื่องเลย “ปืnระเปิdใส่หน้าตาแตกเลือdโกรกเลย” แล้วนับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเอาเหรียญท่านไปทดลองยิjอีกเลย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสยามเทวาธิราช หลวงพ่อทองสุก หรือ ปู่ทองสุก สุธัมโม วัดหัวบึงทุ่ง ปี ๒๕๒๐
    เหรียญประสบการณ์ของพื้นที่ครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260510_214755.jpg
    IMG_20260510_214830.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...