ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซื้อบ้านเกินตัว ผ่อนบ้านไม่ไหว แต่ขายไปอยู่หลังเล็ก ก็ขายไม่ได้
    แล้วคุณจะทำยังไง?

    ผมอยากให้ลองนึกภาพนี้ครับ

    มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง
    ซื้อบ้านไว้ตอนรายได้ดี
    ผ่อนเดือนละสามหมื่น รู้สึกว่าไหว

    แต่สองปีให้หลัง
    ค่าใช้จ่ายในบ้านเพิ่มขึ้น
    รายได้ไม่ได้โตตาม
    และทุกเดือนที่จ่ายค่างวดไป
    รู้สึกเหมือนกำลังจมลงทีละนิด

    เขาคิดว่าทางออกง่าย ๆ คือ "ขายบ้านออกไป"
    แล้วย้ายไปอยู่หลังเล็กกว่า
    ภาระก็จะน้อยลง

    แต่พอลองประกาศขายจริง ๆ
    ปรากฏว่า ไม่มีคนซื้อ

    ราคาที่ตั้งไว้ต่ำกว่าหนี้ที่ค้างอยู่เสียด้วยซ้ำ

    แล้วทางออกอยู่ตรงไหน?

    ---

    ผมได้ไปฟัง พี่น้อย จากเพจ แก้หนี้มาหาพี่น้อย ในงานของ BAM

    เเนะนำ วิธีนี้ครับ..

    มันชื่อว่า "การตีโอนชำระหนี้"

    พูดให้ตรงที่สุดคือ

    การนำบ้านที่คุณถืออยู่
    โอนคืนให้ธนาคาร
    โดยธนาคารนำมูลค่าของบ้านมาหักออกจากยอดหนี้ที่ค้างอยู่

    กล่าวคือ ผ่อนไม่ไหว ก็โอนบ้านคืนให้ธนาคาร ง่ายๆเเบบนั้นเลยครับ

    หักหนี้ ปิดให้จบ เเล้วไปอยู่หลังอื่นที่ภาระเบากว่าเดิม

    มันคือการเจรจาเชิงกลยุทธ์ครับ

    เพราะในโลกการเงิน
    การปิดจบปัญหาได้สะอาด
    ดีกว่าการแบกภาระต่อจนชีวิตทั้งหมดพัง

    ---

    อ้าว แล้วทำไมธนาคารถึงยอม?

    นี่คือสิ่งที่คนไม่เข้าใจมากที่สุดครับ

    เพราะธนาคารก็ไม่ได้อยากยึดบ้านคุณ

    การยึดทรัพย์สำหรับธนาคาร หมายถึง
    ต้องฟ้องคดีที่ใช้เวลาเป็นปี
    ต้องแบกต้นทุนดูแลทรัพย์ระหว่างรอ
    ต้องนำออกประมูลโดยไม่รู้ว่าจะขายได้ราคาไหน
    และบางครั้ง ขายแล้วก็ยังขาดทุน

    ธนาคารทำธุรกิจจากดอกเบี้ย ไม่ใช่จากการถือทรัพย์

    ดังนั้นถ้าลูกหนี้เดินเข้ามาเจรจาเอง
    พร้อมทรัพย์ที่โอนได้ และขอปิดจบให้สะอาด
    ในหลายกรณี ธนาคารเลือกทางนี้ครับ

    ---

    แต่ต้องรู้ความจริงข้อนี้ไว้ก่อน

    ตีโอนบ้านคืน ไม่ได้แปลว่าหนี้หายเสมอไป

    สมมติคุณกู้ไว้ 5 ล้าน
    แต่ตอนนี้บ้านราคาตลาดเหลือ 3.5 ล้าน

    ธนาคารนำ 3.5 ล้านมาหักหนี้
    แต่ยังเหลือส่วนต่างอีก 1.5 ล้าน

    บางเคสธนาคารยอมตัดจบให้เลย
    บางเคสยังตามเก็บส่วนต่างต่อ

    ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจา
    ขึ้นอยู่กับประวัติการชำระ
    และขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารในช่วงนั้น

    นั่นแปลว่า การตีโอนคือจุดเริ่มต้นของการเจรจา
    ไม่ใช่การเดินไปคืนกุญแจแล้วจบ

    ---

    สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเดินเข้าธนาคาร

    ถ้าคุณกำลังคิดจะใช้เส้นทางนี้
    อย่าเดินเข้าไปมือเปล่าครับ

    รู้มูลค่าทรัพย์จริงก่อน
    หาผู้ประเมินอิสระหรือนายหน้าที่ไว้ใจได้มาช่วยดู
    ตัวเลขนี้คือฐานการเจรจาของคุณทั้งหมด

    รู้ยอดหนี้คงเหลือที่แท้จริง
    ขอ Statement จากธนาคาร ดูให้ชัดว่าเงินต้นคงเหลือเท่าไหร่
    ดอกเบี้ยค้างอีกเท่าไหร่ แล้วเอาสองตัวเลขนี้มาเทียบกัน

    ตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าต้องการอะไร
    อยากปิดจบหนี้ทั้งก้อน
    หรืออยากแค่ลดภาระให้พอแบกต่อได้
    เป้าหมายต่างกัน วิธีเจรจาก็ต่างกัน

    ---

    และสิ่งที่อันตรายที่สุดในสถานการณ์นี้

    ไม่ใช่การตีโอนครับ

    แต่คือการหนี

    ไม่รับสาย ไม่เจรจา ปล่อยดอกเบี้ยวิ่ง ปล่อยคดีเดิน

    จากปัญหาที่ยังแก้ได้
    จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินตัวโดยไม่รู้ตัว

    ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางเลือกมากกว่าครับ

    ---

    แล้วถ้าผ่านจุดนั้นมาแล้ว ยังอยากมีบ้านอีกครั้ง ทำได้ไหม?
    ทำได้ครับ
    และตรงนี้ผมอยากพูดถึงหน่วยงานหนึ่ง
    ที่ผมมองว่าทำหน้าที่สำคัญมากในระบบอสังหาฯ ไทย

    ชื่อว่า BAM
    หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

    แต่สิ่งที่ทำให้ BAM ต่างจากการประมูลทรัพย์ทั่วไปคือ
    เขาไม่ได้แค่เอาทรัพย์ออกขายแล้วจบ
    BAM เปิดโอกาสให้คนที่เคยสะดุดในชีวิต
    ได้กลับมาตั้งหลักใหม่ได้จริง ๆ

    ล่าสุดมีโครงการ ‘ทรัพย์มหาชน’ บ้านของคนสู้ชีวิต ผ่อนเริ่มต้น 500 บาท/เดือน

    ผ่อนตรงกับ BAM ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติธนาคาร
    ราคาต่ำกว่าตลาด บางทรัพย์น้อยกว่าค่าเช่าในทำเลเดียวกันด้วยซ้ำ
    และที่สำคัญมาก แม้มีประวัติเครดิตบูโร ในบางเงื่อนไขก็ยังซื้อได้
    ผมมองว่า BAM ไม่ใช่แค่ตลาดทรัพย์ราคาถูกครับ

    แต่คือ "ประตูบานที่สอง"
    สำหรับคนที่ระบบปิดประตูบานแรกไปแล้ว
    คนที่เคยโดนยึดทรัพย์
    คนที่มีชื่อในเครดิตบูโร

    คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์มีบ้านอีกแล้ว
    ยังมีโอกาสกลับมามีบ้านเป็นของตัวเองได้อีกครั้งครับ

    ---

    สรุปให้ครบก่อนไปครับ

    ผ่อนไม่ไหว ขายไม่ออก ไม่ใช่จุดจบ

    มันแค่หมายความว่า
    คุณต้องรู้จักเครื่องมือที่มีอยู่ในระบบ
    และใช้มันให้เป็นประโยชน์

    การตีโอนชำระหนี้ไม่ใช่การยอมแพ้
    มันคือการจัดการความเสียหายอย่างชาญฉลาด

    คนที่รอดในทุกวิกฤตการเงิน
    ไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด

    แต่คือคนที่รู้จักประเมินสถานการณ์
    เลือกเส้นทาง และลงมือก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1BRxXdTFds/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    S&P 500 ทำ All-Time High แต่เศรษฐกิจจริงเริ่มแย่ สัญญาณอันตราย

    ตลาดหุ้นกำลังบอกว่า “ทุกอย่างดี”
    แต่ชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่กำลังบอกอีกเรื่องหนึ่ง

    S&P 500 เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 7,400
    และที่น่าสนใจคือ มันปิดบวกต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ติด

    โมเมนตัมแบบนี้ ไม่ได้เห็นกันบ่อย

    แถมเปิดสัปดาห์ใหม่ก็ยังเขียวต่อ
    สะท้อนว่าความเชื่อมั่นในตลาดยังแรงมาก

    โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มใหญ่
    ที่ขับเคลื่อนด้วยธีม AI และกำไรที่ยังแข็งแกร่ง

    เงินยังไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง
    บริษัทซื้อหุ้นคืน
    และสภาพคล่องยังคงหล่อเลี้ยงระบบ

    ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดดูเหมือน “ไปต่อได้”

    แต่ถ้ามองออกจากหน้าจอ

    อีกภาพหนึ่งกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน

    ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อ
    ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน

    ซึ่งหมายถึง supply risk ยังอยู่

    และทุกครั้งที่น้ำมันขึ้น

    คนที่เจ็บก่อนคือ “ผู้บริโภค”

    ค่าขนส่งแพงขึ้น
    ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น

    ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม

    ข้อมูลล่าสุดเริ่มสะท้อนชัด

    หนี้บัตรเครดิตเริ่มมีปัญหา
    อัตราการผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น

    นี่คือสัญญาณว่า
    กำลังซื้อของคนอเมริกันกำลังอ่อนลง

    ภาพนี้เรียกว่า “divergence”

    ตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจจริง
    กำลังเดินไปคนละทาง

    ซึ่งในประวัติศาสตร์

    สถานการณ์แบบนี้ไม่ค่อยอยู่นาน

    คำถามคือ
    ใครจะต้อง “ปรับตัวเข้าหาใคร”

    ถ้าฝั่ง Bull

    ตลาดอาจกำลังสะท้อนอนาคต

    นักลงทุนเชื่อว่า AI จะเพิ่ม productivity
    และกำไรของบริษัทจะโตต่อ

    แม้เศรษฐกิจบางส่วนจะชะลอ

    ตลาดจึง “มองข้าม” ปัญหาระยะสั้น

    แต่ถ้ามองอีกมุม

    สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณของความร้อนแรงเกินไป

    เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้ขึ้นทั้งระบบ

    หุ้นบางตัว โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่
    กำลังพยุงดัชนีเอาไว้

    ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นตาม

    นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “breadth แคบ”

    ซึ่งในหลายครั้งก่อนหน้า

    มักเกิดก่อนการปรับฐาน

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตา

    คือราคาน้ำมัน

    ถ้าขึ้นไปใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์

    มันจะกลายเป็นแรงกดดันโดยตรง

    ต่อทั้งเงินเฟ้อ
    กำไรบริษัท
    และกำลังซื้อ

    สุดท้ายแล้ว

    ตลาดหุ้นไม่สามารถแยกจากเศรษฐกิจจริงได้ตลอดไป

    ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
    มันจะต้องกลับมาเชื่อมกัน

    สิ่งที่ยังไม่ชัดตอนนี้คือ

    จะเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้น
    หรือเป็นตลาดที่ต้องปรับลง

    สิ่งที่ต้องจับตาคือ
    ตัวเลขเงินเฟ้อรอบถัดไป
    ทิศทางดอกเบี้ย
    และพฤติกรรมผู้บริโภคในครึ่งปีหลัง

    เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่ช่วงที่ตลาดขึ้นแรง

    แต่มันอาจเป็นช่วงที่ “ความเสี่ยง” ถูกซ่อนอยู่ดีที่สุด

    https://www.facebook.com/share/p/1EGphp8hHa/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Top 1% ครองความมั่งคั่ง แซงชนชั้นกลางสหรัฐครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    สิ่งที่เคยเป็น “สมดุล” ของเศรษฐกิจอเมริกา กำลังหายไปแบบเงียบๆ

    ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐเผยภาพที่ชัดมาก
    เมื่อ 30 ปีก่อน คนรวยที่สุด 1% ถือความมั่งคั่งราว 17% ของประเทศ
    ในขณะที่ชนชั้นกลาง (20%-80%) ถืออยู่ถึงประมาณ 37%

    แต่วันนี้ เส้นทั้งสองตัดกันแล้ว

    Top 1% ขยับขึ้นมาเกิน 26%
    ขณะที่ชนชั้นกลางลดลงมาใกล้ระดับเดียวกัน

    และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงปี 2020
    ช่วงเดียวกับที่โลกเจอกับ COVID และธนาคารกลางทั่วโลกอัดเงินเข้าสู่ระบบมหาศาล

    ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    แต่มันคือผลลัพธ์ของ “ระบบ” ที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

    ในช่วงเวลาเดียวกัน
    ตลาดหุ้นสหรัฐอย่าง S&P 500 ปรับตัวขึ้นหลายเท่าตัว
    ราคาบ้านในเมืองใหญ่พุ่งต่อเนื่อง
    สินทรัพย์การเงินแทบทุกประเภท “แพงขึ้น”

    คำถามคือ ใครได้ประโยชน์จากสิ่งนี้

    คำตอบคือ คนที่ถือสินทรัพย์อยู่แล้ว

    Top 1% ไม่ได้รวยเพราะเงินเดือน
    แต่รวยจากหุ้น ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุน

    เมื่อราคาสินทรัพย์ขึ้น
    ความมั่งคั่งของพวกเขาจะ “โตแบบทบต้น”

    ในขณะที่ชนชั้นกลาง
    ยังพึ่งพารายได้จากเงินเดือนเป็นหลัก

    แต่ค่าแรงไม่ได้โตในจังหวะเดียวกับสินทรัพย์
    และยังต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อ

    นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า K-shaped economy

    เศรษฐกิจที่บางกลุ่มฟื้นตัวเร็วและพุ่งขึ้น
    ขณะที่อีกกลุ่มแทบไม่ขยับ หรือถอยหลัง

    เบื้องหลังของเรื่องนี้มีหลายปัจจัย

    หนึ่งคือ นโยบายดอกเบี้ยต่ำยาวนาน
    หลังวิกฤตปี 2008 และช่วง COVID
    ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยลงจนใกล้ศูนย์

    เงินจำนวนมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ตลาดทุน
    แทนที่จะกระจายไปสู่เศรษฐกิจฐานล่าง

    สองคือ โลกาภิวัตน์และเทคโนโลยี
    งานระดับกลางถูกแทนที่ด้วย automation
    หรือย้ายไปประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า

    ทำให้รายได้ของแรงงานเติบโตช้าลง
    ในขณะที่กำไรของบริษัทและผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น

    สามคือ “skill gap”
    คนที่มีทักษะสูงอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเงิน
    สามารถสร้างรายได้และสะสมสินทรัพย์ได้เร็วมาก

    ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นแรงผลัก
    ให้ความมั่งคั่งค่อยๆ ไหลขึ้นด้านบน

    ประเด็นสำคัญคือ
    แม้ชนชั้นกลางอาจ “ไม่ได้จนลง” ในเชิงตัวเลข

    แต่สิ่งที่ลดลงคือ “ส่วนแบ่ง”

    และในโลกของเศรษฐกิจ
    ส่วนแบ่งสำคัญกว่าตัวเลข

    เพราะมันสะท้อนอำนาจซื้อ อำนาจต่อรอง
    และบทบาทในระบบ

    ถ้าชนชั้นกลางอ่อนแอ
    การบริโภคจะชะลอ

    ซึ่งกระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

    ในมุมของนักลงทุน
    นี่คือสัญญาณที่ต้องอ่านให้ออก

    ระบบการเงินโลกกำลังเอื้อกับ “ทุน” มากกว่า “แรงงาน”

    สินทรัพย์ยังคงเป็นตัวสร้างความมั่งคั่งหลัก
    ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน

    นี่คือเหตุผลที่ตลาดหุ้นและอสังหาฯ
    ยังคงเป็นศูนย์กลางของการสะสมความมั่งคั่ง

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง
    ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น

    มักนำไปสู่แรงกดดันทางการเมือง

    เราเริ่มเห็นนโยบายแนวประชานิยมมากขึ้น
    การพูดถึงภาษีคนรวย
    หรือการแทรกแซงตลาด

    สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็น “ความเสี่ยงใหม่”
    ของนักลงทุนในอนาคต

    เพราะเมื่อสมดุลของสังคมเริ่มเปลี่ยน
    กติกาทางเศรษฐกิจก็อาจเปลี่ยนตาม

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ
    แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะยาว
    ทิศทางราคาสินทรัพย์
    และนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐ

    เพราะทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า
    ช่องว่างระหว่าง Top 1% กับคนส่วนใหญ่

    จะหยุดขยาย
    หรือจะยิ่งห่างออกไปอีกในทศวรรษหน้า

    https://www.facebook.com/share/p/18jpbbcTcd/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ออกพันธบัตรหยวนครั้งแรก 250 ล้านดอลล์ ปากีสถานบุกตลาดทุนจีน

    โลกการเงินกำลังขยับอีกครั้ง… และครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก

    ปากีสถานกำลังจะ “เปลี่ยนสนามเล่น” จากตลาดทุนตะวันตก ไปสู่ตลาดทุนจีนแบบเต็มตัว ด้วยการออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกว่า “แพนด้าบอนด์” วงเงิน 250 ล้านดอลลาร์ ภายในสัปดาห์หน้า

    ดีลนี้ไม่ได้มาแบบลองเล่นๆ เพราะมันเป็นแค่ก้าวแรกของแผนใหญ่ 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่มีทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคาร AIIB หนุนหลัง

    สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การกู้เงิน
    แต่มันคือ “การเลือกข้าง” ทางการเงินของประเทศหนึ่ง



    ภาพใหญ่คือ ปากีสถานกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินต่อเนื่อง
    ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะ ค่าเงินอ่อน และการเข้าถึงเงินทุนที่ยากขึ้น

    ที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาแบบปากีสถาน มักพึ่งพาเงินดอลลาร์ ผ่าน IMF หรือพันธบัตรในตลาดโลก
    แต่วันนี้ ทางเลือกนั้นเริ่ม “แพงขึ้น” และ “เข้มงวดขึ้น”

    การออกพันธบัตรหยวน จึงเป็นทางเลือกใหม่
    ที่เปิดประตูไปหานักลงทุนจีนโดยตรง

    และที่สำคัญ มันช่วยลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์



    แพนด้าบอนด์ คือพันธบัตรที่ออกในจีน ใช้สกุลเงินหยวน
    ใครอยากลงทุน ก็ต้องถือเงินหยวน

    นั่นแปลว่า ถ้าดีลนี้สำเร็จ
    ปากีสถานจะสามารถเข้าถึง “สภาพคล่องของจีน” ได้โดยตรง

    ซึ่งจีนมีหนึ่งในตลาดพันธบัตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    มูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์

    คำถามสำคัญคือ
    นักลงทุนจีน “เชื่อ” ปากีสถานแค่ไหน

    เพราะนี่คือการทดสอบความเชื่อมั่นแบบตรงไปตรงมา



    เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

    แต่มันคือการขยายอิทธิพลของจีนในระบบการเงินโลก

    จีนพยายามผลักดัน “เงินหยวน” ให้มีบทบาทมากขึ้น
    ในฐานะสกุลเงินทางเลือกของโลก

    การที่ประเทศอย่างปากีสถานเริ่มออกหนี้เป็นหยวน
    คืออีกหนึ่งหมากสำคัญ

    มันคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในหลายประเทศ
    ที่เริ่มค้าขายด้วยหยวน แทนดอลลาร์



    ในมุมของนักลงทุน
    นี่คือสัญญาณที่ต้องมองให้ลึก

    หนึ่ง… ตลาดทุนจีนกำลังเปิดรับต่างชาติมากขึ้น
    สอง… เงินหยวนกำลังถูกใช้งานจริงในระดับประเทศ
    สาม… ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง กำลังหันไปพึ่งจีนมากขึ้น

    มันสะท้อนว่า “โครงสร้างการเงินโลก” กำลังเปลี่ยน

    จากโลกที่ดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
    ไปสู่โลกที่มีหลายศูนย์กลางมากขึ้น



    ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ปากีสถาน

    ถ้าดีลนี้สำเร็จ
    ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อาจเดินตาม

    เพราะการเข้าถึงเงินทุนจากตะวันตกเริ่มยากขึ้น
    ทั้งจากดอกเบี้ยที่สูง และเงื่อนไขที่เข้มงวด

    ในขณะที่จีนเสนอ “เงินทุน + ความยืดหยุ่น”

    แม้จะมีคำถามเรื่องความเสี่ยงระยะยาว
    แต่ในระยะสั้น มันคือทางรอด



    สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ
    ต้นทุนของเงินก้อนนี้จะเป็นเท่าไร

    ถ้าปากีสถานสามารถออกพันธบัตรได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
    มันจะเป็นสัญญาณว่า “ตลาดเชื่อ”

    แต่ถ้าต้องจ่ายแพง
    แปลว่านักลงทุนยังลังเล

    และนั่นจะกำหนดอนาคตของแผน 1,000 ล้านดอลลาร์ทั้งหมด



    สำหรับตลาดการลงทุน

    ทองคำอาจได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของระบบการเงิน
    ค่าเงินดอลลาร์อาจถูกกดดันเล็กน้อยในระยะยาว
    ส่วนอสังหาและสินทรัพย์จริงในเอเชีย อาจเริ่มถูกมองใหม่

    เพราะเงินทุนกำลัง “ไหลเปลี่ยนทิศ”
    จากตะวันตก → เอเชีย



    ดีลนี้อาจดูเล็ก แค่ 250 ล้านดอลลาร์
    แต่ความหมายของมัน ใหญ่กว่านั้นมาก

    มันคือจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ

    โลกการเงินในอีก 10 ปี
    จะยังเป็นโลกของดอลลาร์อยู่เหมือนเดิมไหม

    หรือเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ “หลายสกุลเงิน” แข่งกันเป็นศูนย์กลาง

    และคำตอบของเรื่องนี้
    อาจเริ่มชัดขึ้น… จากพันธบัตรก้อนนี้ในสัปดาห์หน้า

    https://www.facebook.com/share/p/1CXk54c2XY/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถืออสังหาฯ ให้ครบ 5 ปี คุณจะเห็นเงินล้าน

    "ซื้อคอนโดแล้วควรถือไว้นานแค่ไหน?"

    — ถ้าทำได้ให้ถือให้ครบ 5 ปีก่อน แล้วคุณจะเห็นเองว่าทำไมครับ

    เหตุผลแรก เรื่องภาษีที่คนมักมองข้าม

    ในไทยครับ ถ้าคุณขายอสังหาฯ ก่อน 5 ปี คุณจะโดนภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เว้นเเต่ เอาชื่อเข้าทะเบียนบ้าน)

    คอนโด 3 ล้าน แปลว่าเสียภาษีไปเกือบ 100,000 บาท ทันทีครับ

    แต่ถ้าถือครบ 5 ปี — ภาษีตัวนี้หายไปเลย ประหยัดได้เป็นแสนโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แค่รอให้ครบครับ

    ---

    เหตุผลที่สอง เงินต้นที่ถูกโปะไปทุกเดือนโดยที่คุณไม่รู้ตัว

    เรื่องนี้ผมว่าน้อยคนมากที่จะนึกถึงครับ

    ทุกเดือนที่คุณผ่อน เงินส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ย แต่อีกส่วนหนึ่งไปโปะเงินต้นโดยตรง

    5 ปีผ่านไป เงินต้นของคุณลดลงไปแล้วประมาณ 20-25% ของยอดกู้ครับ

    ลองคิดดูนะครับ ถ้าดาวน์มา 10% และผ่อนมา 5 ปีจนเงินต้นหายไปอีก 25% แปลว่าหนี้ที่เหลืออยู่จริงๆ ตอนนี้คือแค่ประมาณ 65% ของราคาทรัพย์เท่านั้นครับ

    หนึ่งในสามของหนี้หมดไปแล้ว และคุณแทบไม่รู้สึกเลย เพราะมันค่อยๆ เกิดขึ้นทุกเดือน

    ---

    เหตุผลที่สาม ยิ่งผ่อนนาน ต้นยิ่งลด ดอกเบี้ยยิ่งน้อย วนเป็นวงจรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

    หลายคนไม่รู้ว่าดอกเบี้ยบ้านคิดจากเงินต้นที่เหลืออยู่ครับ ไม่ใช่ราคาซื้อตอนแรก

    แปลว่าเมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยแต่ละงวดก็น้อยลงตามด้วย และเงินในงวดเดิมที่จ่ายเท่าเดิม จะไปโปะต้นได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติครับ

    วงจรนี้ยิ่งนานยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ครับ เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงเขา ยิ่งกลิ้งยิ่งใหญ่

    ---

    เหตุผลที่สี่ ขายวันไหนก็ได้เงินคืนมาไม่น้อย

    ผมลองคำนวณให้ดูแบบง่ายๆ นะครับ

    สมมติซื้อคอนโด 3 ล้านบาท ดาวน์ 10% คือ 300,000 บาท กู้ 2.7 ล้าน

    ถือมา 5 ปี ราคาขึ้นอย่างน้อย 15-20% คอนโดตอนนี้ราคาประมาณ 3.5 ล้านครับ

    ขายได้ 3.5 ล้าน เอาไปปิดหนี้ที่เหลืออยู่ประมาณ 2 ล้านต้นๆ

    เงินที่เหลือกลับมาอยู่ในมือคุณ 1 ถึง 1.5 ล้านบาทครับ

    ทั้งๆ ที่วันแรกคุณลงเงินไปแค่ 300,000 บาท และผู้เช่าช่วยผ่อนให้คุณมาตลอด 5 ปี

    ---

    แต่สิ่งที่ผมอยากให้เข้าใจมากที่สุดคือข้อนี้ครับ

    อสังหาฯ ยิ่งถือนาน ไม่ได้ดีขึ้นเพราะตัวทรัพย์มันดีขึ้น

    แต่ดีขึ้นเพราะ "สถานะการเป็นหนี้" ของคุณมันดีขึ้นต่างหากครับ

    หนี้น้อยลง ดอกเบี้ยน้อยลง Equity มากขึ้น อำนาจต่อรองกับธนาคารมากขึ้น และโอกาสในการขยายพอร์ตหลังถัดไปก็เปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ

    คนที่เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้มองอสังหาฯ ว่าเป็นภาระครับ เขามองว่ามันคือเครื่องจักรที่ทำงานให้ดีขึ้นทุกปีโดยอัตโนมัติ

    ---

    ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าต้องเริ่มยังไง เลือกทรัพย์แบบไหน และจัดโครงสร้างการเงินยังไงให้ถือได้นานโดยไม่เครียด

    ผมจะเปิดสูตรทั้งหมดในสัมมนา "มั่งคั่งด้วยอสังหา โดยใช้ระบบการเงิน ฉบับคนไม่ชอบเสี่ยง" รุ่นที่ 32 ครับ

    2 วันเต็ม เรียนจบแล้วลงทุนได้ทันที ไม่ต้องเดาเองครับ

    ลูกศิษย์กว่า 1,000 คนผ่านคอร์สนี้มาแล้ว และหลายคนเริ่มจากคอนโดหลังแรกตามที่ผมสอน แล้วค่อยๆ ขยายพอร์ตออกไปเรื่อยๆ ครับ

    วันเสาร์ที่ 23 และอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569
    แกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 BTS อโศก

    ราคาปกติ 15,700 บาท
    Early Bird 13,900 บาท ก่อน 17 พฤษภาคม
    10 ท่านแรก 12,500 บาท

    ที่นั่งราคาพิเศษเหลือไม่กี่ที่แล้วนะครับ

    ทักเลย LINE @kimpropertylive
    หรือคลิก http://line.me/ti/p/@spc2852x

    ---

    อสังหาฯ ไม่ได้ดีขึ้นเพราะเวลา แต่ดีขึ้นเพราะสถานะหนี้ของคุณมันดีขึ้นทุกวันครับ แค่รู้จักเริ่มให้ถูกต้อง

    https://www.facebook.com/share/p/1J4DyD7QW2/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การรู้จุดอ่อนของตัวเองและปรับปรุงแก้ไขเป็นเรื่องที่ดีครับ

    พูดแบบภาพรวม กัมพูชามีความจําเป็นในการใช้เกลือภายในประเทศ เครื่องเดิมหากไม่เพียงพอก็จะนําเข้าจากทางฝั่งไทยไม่เคยมีปัญหาขาดแคลน แต่หลังจากมีการปิดด่านและกรณีพิพาทกับไทยกัมพูชา ต้องพึ่งพาเกลือที่ผลิตได้ โดยในปีที่แล้วมีความเสี่ยงตามที่เราเคยรายงานครับ

    ปีที่แล้ว กัมพูชาผลิตเกลือ ภายในเน็ตประเทศได้ หกหมื่นตัน ซึ่งก็น้อยกว่าเป้าหมาย ไม่มากครับ โดยในตอนนั้น มีการปะทะครั้งแรกแล้ว แต่ก็หมดช่วง ทำนาเกลือแล้ว

    มีการประเมินกันว่าหากเกิดสงครามจริงๆ เกลือจำนวน 60,000 ตันที่มีหนี้จะ เกือบๆไม่พอ ใช้ทั้งประเทศตลอดทั้งปี ซึ่ง ในภายหลังมีการนำเข้าจากเวียดนามและลาวเข้ามาเสริม จนผ่านพ้นมาได้ครับ

    ซึ่งทางกัมพูชารู้ดีครับว่า ในครั้งต่อไปต้องเก็บให้ได้มากกว่านี้เนื่องจากกัมพูชามีพื้นที่ติดทะเลที่ค่อนข้างน้อย พื้นที่ทํานาเกลือ มีจํากัด และฤดูกาลที่เหมาะสมในการทํามี ช่วงเดียว

    สําหรับปีนี้ นาเกลือเก็บเกี่ยวเรียบร้อยครับ เก็บเกี่ยวได้ทะลุเป้ามากกว่าเก้าหมื่นตัน ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายที่ทางการต้องการ โดยเกลือไม่ได้มีประโยชน์แต่กับมนุษย์ แต่ยังใช้ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอาหาร และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายครับ

    https://www.facebook.com/share/p/17RqGmbFo3/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้ซื้อผู้ขาย ต้องทราบนะครับ ว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ตอนนี้เริ่มปรับกฎกติกากันแล้ว

    อ้างอิงจากลาซาด้าประกาศล่าสุดถึงผู้ขายว่า ตั้งแต่วันที่ยี่สิบหก พฤษภาคม เป็นต้นไป ทางแพลตฟอร์มลาซาด้าจะไม่รับผิดชอบในกรณีที่ผู้ซื้อทําการซื้อสินค้าผ่านทางบุคคลที่สาม หรือเรียกกันว่าผู้แนะนํา ซึ่งก็คือผู้ที่ทําคลิปอัตตะก้าโพสต์ปักตะกร้ารวมไปถึงคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีการปักตะกร้าเพื่อให้ได้รับส่วนแบ่งรายได้หรือค่าแนะนําจากแพลตฟอร์ม

    ปัญหาก็คือช่วงสองปีที่ผ่านมาหลังจากระบบปักตะกร้ารับส่วนแบ่ง เป็นที่นิยม มีผู้นําสินค้าประกอบกับคลิปและโพสต์ จํานวนมาก แต่ปัญหาที่ทางแพลตฟอร์มและทางผู้ขายต้องเจอ ก็คือ สินค้าไม่ตรงกับที่ผู้แนะนํา นําเสนอ

    ปัญหานี้เชื่อว่าหลายคนคงเจอกับตัวมาแล้วครับ ทางแอดมินก็เช่นกัน อย่างเคสล่าสุดที่ยกมา ตอนนั้นกำลังมองหาเลื่อยตัดไม้ขนาดเล็กครับ เพื่อเอามาตัดกิ่งไม้ที่ ทำงาน แอปเป็นคนเลือกเองจึง เข้าไปดูในแพลตฟอร์มและในส่วนของวิดีโอมียี่ห้อจากยุโรป และในคลิปก็เป็นสินค้าจากยุโรป มีการตัดและรีวิวโชว์โดยมีการพากย์เสียงเป็นภาษาไทย ทางแอดโอเคกับรุ่นและคุณภาพที่เห็นในคลิป จึงทำการกดใส่ตะกร้า ตอนนั้นก็ไม่ได้ตรวจสอบครับ เพราะยังไม่ได้ซื้อจะรอซื้อทีเดียวกับของอย่างอื่นด้วย พอวันที่จะตัดสินใจซื้อ หาสินค้าที่เราดูในคลิปไม่เจอ แต่ในตะกร้ากลับเป็นเลื่อยไม่มียี่ห้อจากประเทศจีนครับ ซึ่งตรงนี้แอดเห็นจึง นําออกไม่ได้สั่งซื้อครับ

    เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเจอกับตัวเองหรือได้ยินมาบ้าง ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหาจริงๆครับ เพราะว่าทางผู้ขายก็ไม่ได้เป็นคนโฆษณาหรือบอกว่าสินค้าตัวนี้มีคุณภาพที่เกินกว่าคำอธิบายของทางร้านค้า แต่เมื่อลูกค้าซื้อไปแล้ว จำได้ว่าไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับมา ขั้นตอนจึงแบ่งเป็น 2 อย่างครับ คือขั้นแรก ร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งเท่าที่ทราบมามีการร้องเรียนเข้าไปเป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา
    ซึ่งทางแพลตฟอร์มก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อนครับ จึงทําให้ทั้งแพลตฟอร์มและผู้ขายค่อนข้างวุ่นวายกับการเคลมของลูกค้า ซึ่งทางแพลตฟอร์มก็มีกฎกติกาที่ค่อนข้างเอื้อกับลูกค้าครับ จึงเป็นปัญหาให้ให้กับแพลตฟอร์มหลายเคสแล้ว

    เมื่อมีการนำปัญหา มาประชุมเพื่อหาทางออก ความเห็นจากที่ประชุม มองเหมือนกันหมดครับ นั่นก็คือ ผู้แนะนำ ใช้ข้อมูลหรือคำอธิบายที่เกินจริง
    เมื่อผู้ซื้อ ซื้อสินค้าได้รับแล้ว พบว่าไม่ได้ตามคุณภาพ ไม่ตรงตามคำโฆษณาของผู้แนะนำ แพลตฟอร์มและผู้ขายคือผู้ที่รับเคราะห์ครับ ส่วนผู้แนะนํากลับได้รับส่วนแบ่งจากการขายโดยไม่ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเลย

    ตอนนี้หลายแพลตฟอร์มกำลัง วางนโยบายนี้และบังคับใช้ ครับ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และแพลตฟอร์มเอง แม้ระบบนี้จะทำมาเพื่อ ช่วยในการขายโดย มีการแบ่ง ส่วนแบ่งการขายให้กับผู้แนะนำ ซึ่งผู้แนะนำที่ดีตั้งใจทำคลิปสวยๆ ตั้งใจลงเสียงหรือตั้งใจรีวิว เข้าใจได้ค่ะ ทุกคนก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งส่วนแบ่ง แต่ก็มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากที่เน้นปริมาณไม่เน้นคุณภาพและ ในหลายครั้ง เลือกใช้ ข้อมูลที่ผิดไม่มีอยู่จริง เพื่อเพิ่มโอกาสการขายให้ได้มาซึ่งส่วนแบ่ง
    ดังนั้นต่อไปในส่วนของผู้แนะนำ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากครับ ในตอนนี้ยังไม่มีระเบียบในส่วนของค่าปรับหรืออะไรเกิดขึ้น แต่เชื่อเชื่อว่าในอนาคต มีกฎระเบียบตามมาแน่นอนครับ และอ้างอิงจากประกาศล่าสุดจากลาซาด้าที่ส่งให้ผู้ขาย มีการระบุความรับผิดชอบในกรณีนี้ไว้ครับ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม โดยลาซาด้าระบุว่าหลังจากวันที่ยี่สิบหกเดือนนี้หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากผู้แนะนํา ผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด คือผู้แนะนําครับ

    เขียนโดยทำไมถึงเจ๊ง

    https://www.facebook.com/share/p/18wsnr9a4w/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ลาซาด้า จะไม่รับผิดชอบต่อสินค้าและบริการที่นำเสนอโดยบุคคลที่สาม การใช้งานสินค้าและบริการดังกล่าวของผู้ขายจะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและนโยบายของบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้อง"

    กฎใหม่ล่าสุดนี้ จะส่งผลโดยตรงกับ "ผู้แนะนำ" เช่นการทำคลิปปักตระกร้า ถ้าคำบรรยายเกินจริง สินค้าไม่ตรงที่นำเสนอ ลาซาด้า จะไม่รับผิดชอบทุกกรณีแล้วครับ

    คนแนะนำ ต้องรับผิดชอบ

    https://www.facebook.com/share/p/18F5N4wGP7/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาประกาศว่า
    FB_IMG_1778638990959.jpg FB_IMG_1778638994025.jpg FB_IMG_1778638995960.jpg FB_IMG_1778638997883.jpg FB_IMG_1778638999794.jpg
    ในตอนนี้ บริษัทของกัมพูชาสามารถผลิตซุปก้อนรสหมูและรสไก่ รวมไปถึงผงปรุงรส รสหมูและรสไก่ ที่มีรสชาติและคุณภาพ เทียบเท่ากับคนอส์ และรสดีของไทย วางจําหน่ายแล้วในกัมพูชา เมื่อวานอาทิตย์ที่ผ่านมา

    ในส่วนของเนื้อหาที่ทางบริษัทส่งให้กับสื่อ ไม่มีระบุครับ แต่เมื่อถึงมือสื่อของกัมพูชา กลับนําไปพาดหัวว่า "ไม่ต้องใช้สินค้าจากบ้านเลขที่สองแล้ว" ซึ่งคําว่าบ้านเลขที่สองหมายถึงประเทศไทยครับ

    สามสิ่งในการปรุงอาหารที่คนกัมพูชาใช้กันมาอย่างยาวนาน ก็คือ ซุปก้อนคนอส์ จากประเทศไทย ผงปรุงรสรสดี จากประเทศไทย และผงชูรส อายิโนะโมโตะ ทางอาคีโนะโมโตะมีฐานการผลิตอยู่ที่กัมพูชาอยู่แล้ว และเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่น ในส่วนของรสดีมีชื่อเป็นภาษาไทย ได้ทําการถูกเปลี่ยนเป็น ภาษากัมพูชาแล้ว เพื่อลดผลกระทบ

    https://www.facebook.com/share/p/1NgRMdg4kT/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พ่อค้า และนักธุรกิจไทย ที่คิดจะเข้าไปลงทุน หรือประกอบกิจการในกัมพูชา ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะจากข้าวที่ออกมา คนในประเทศนี้ พยายาม ฮุบธุรกิจ ต่างไป ที่สร้างรายได้ มาเป็นของ คนในประเทศนี้เอง การที่เข้าไปลงทุน ก็เหมือนกับการที่เรายอมลงเงินของเราเริ่มเริ่มต้นสร้างธุรกิจนั้นขึ้นมา แต่พอเริ่มไปได้แล้ว คนกัมพูชา ก็มาหาทางยึดธุรกิจที่คนไทยสร้างขึ้นมาไป และยังเอาความรู้ในการทำธุรกิจนั้น จากการที่คนไทยต้องจ้างคนกัมพูชามาทำงาน ในประเทศกัมพูชา ไปใช้กับธุรกิจที่ยึดจากน้ำพักน้ำแรงคนไทย ถ้านักธุรกิจ และพ่อค้าไทย จะลงทุนทำอะไรในประเทศกัมพูชา คิดให้ดีก่อนครับ

    PSX_20260513_092436.jpg
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อันนี้เป็นเรื่องที่ทางเราเรียบเรียงเพื่อเล่าสู่กันฟังนะครับ

    การมาของเทคโนโลยีเอไอเป็นสิ่งที่ดีและพัฒนาหลายภาคส่วน แต่ก็มีผลเสียเช่นกัน ส่วนในกัมพูชามีกรณีที่ค่อนข้างแปลกมาเล่าให้ฟังครับ

    ตรงนี้แอดถือว่าพวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า นโยบายการปกครองของกัมพูชาเป็นอย่างไร หลักๆก็คืออะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศก็จะถูกตีความว่าไม่จริง ไม่พบ ไม่เจอ รวมไปถึง โต้แย้งสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ว่าไม่เป็นความจริง เราได้เห็นกันมาบ่อยแล้วครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

    หลายคนอาจคิดว่าการมาถึงของเอไอจะทําให้ปัญหานี้หมดไป แต่ไม่ใช่เลยครับ ปัญหากลับถูกทําให้แตกแขนงออกไปอีก

    โดยทางการของกัมพูชาก็มีความกังวลเกี่ยวกับเอไอ ที่จะเข้ามาให้ประชาชนสามารถใช้ ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน ก็สามารถเชื่อมต่อได้ โดยในช่วงแรก ๆ ตอนที่ยังไม่มีปัญหากับทางฝั่งไทย ก็มีความกังวลค่อนข้างเยอะครับ เพราะหลาย ๆ อย่างที่ท่านผู้นำบอกเล่า กลับ ไม่มีใน เอไอ รวมไปถึงหลายครั้ง เอไอ กลับตอบคําตอบของคําถาม สวนทางกับสิ่งที่ระบุอยู่ในหนังสือ

    จริงๆแล้วทางการกัมพูชาก็มีวิธีแก้ไขปัญหานี้ครับ โดยติดต่อกับบริษัทเอกชนชั้นนําของกัมพูชาที่ เป็นเจ้าของสื่อ รายหนึ่งของกัมพูชาด้วย ให้รีบผลิตเอไอสําหรับคนกัมพูชา เพื่อคนกัมพูชาออกมาและตั้งใจจะให้เป็นเอไอแห่งชาติ

    ตรงนี้ไม่ได้ทําเพื่อการพัฒนาหรือปากท้องของประชาชนเลยครับ

    แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการให้ประชาชน รู้และเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้นลงไปในเอไอ ทีนี้ก็จะสามารถปกปิดความผิดเรื่องที่ไม่จริงประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ถูกบิดเบือนได้สะดวกขึ้น รวมไปถึงการใส่นโยบายกุศโลบายต่าง ๆ ลงไปในฐานข้อมูลเอไอ เพื่อให้ เอไอ พิจารณาจากฐานข้อมูลในการตอบคําถาม

    ทุกอย่างก็ดําเนินไปอย่างเงียบๆทางการไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตูมหรือรับทราบทางบริษัทเจ้าของสื่อก็ค่อย ๆ โปรโมทและรีบพัฒนา ฐานข้อมูลต่างๆ ลงไป

    บังเอิญว่าในช่วงเวลานั้น เริ่มมีข่าว ทหารของกัมพูชามารวมกลุ่มใกล้ประเทศไทย และกลายเป็นการปะทะและกลายเป็นกรณีพิพาทในเวลาต่อมา ช่วงเวลานั้นเริ่มมีการโปรโมทให้ใช้ เอไอ ที่ชักใยโดนรัฐบาลแล้วครับ แต่กระแสข่าวต่าง ๆ เยอะมากจนถูก ลดความสนใจลงไป

    ในเวลานั้นทางการยังทําอะไรไม่ได้มากนอกจากให้รองนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเชิงโปรโมตว่า ข่าวสารต่าง ๆ สามารถติดตามได้จากสื่อของกัมพูชาและเอไอดังกล่าว แต่คนก็ยังเสพข่าวเป็นหลักอยู่

    และเรื่องที่ทําให้ เอไอดังกล่าว ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเร่งให้ออกมาใช้งานได้เร็วที่สุด นั่นก็คือกรณีสํานักข่าวจากกัมพูชารายงานว่าไทยใช้เครื่องบินบรรจุแก๊สพิษทําลายปราสาท และบินลงมาโปรยใส่ชาวบ้านและทหารกัมพูชาเสียชีวิต

    ถ้าเป็นเรื่องจริงนี่คือเรื่องใหญ่มากครับ ใหญ่ระดับโลก ในช่วงเวลานั้นจึงเป็นข่าวดังที่ทางฝั่งไทย มีทั้งตกใจ มีทั้งหัวเราะ เพราะบางคนก็ทราบอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ และเมื่อสามารถตรวจสอบด้วยได้ด้วยเอไอ จากต่างประเทศ
    เช่น แชทจีพีที เจมิไน ทุกอย่างก็เท่ากับเป็นข่าวปลอมจากฝั่งกัมพูชา

    ตอนนั้นถ้าใครจําได้จะมีชาวกัมพูชาที่เป็นอินฟลูท่านหนึ่งออกมาโวยวายว่าเช็คกับเอไอแล้วเป็นเรื่องจริง ถ้าใครยังจําได้นั่นคือความน่ากลัวของ เอไอ ที่ชักใยโดยรัฐบาลครับ

    และจากเหตุการณ์นั้นจนถึงปัจจุบันนี้ก็กินเวลามาหลายเดือนครับ เท่าที่ทางเราติดตามข่าวสารและนำมาเล่าในวันนี้ ตอนนี้เอไอดังกล่าวที่ชักใยโดยรัฐบาลกัมพูชาเปิดให้ประชาชนใช้บริการมาสักพักแล้วครับโดยมีการอัพเดทและปรับปรุงระบบเรื่อย ๆ

    ซึ่งตอนนี้เริ่มมี ข่าวและบทความเกี่ยวกับความไม่น่าเชื่อถือของ เอไอ ในต่างประเทศ รวมไปถึงการพยายามให้ประชาชนลดการใช้เอไอลง ตรงนี้มีความสำคัญนะครับ เพราะถ้าฐานข้อมูลมันผิด ถ้าคุณถามแค่ไม่กี่เรื่อง คุณอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่ถ้าคุณมีเวลานั่ง ถามตอบ มากกว่าหนึ่งร้อยข้อคุณจะเริ่มรู้สึกครับว่าข้อมูลคําตอบอาจจะไม่ถูกต้อง

    สิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามอยู่ในตอนนี้คือการรณรงค์ให้ประชาชนที่ยังอยากใช้เอไอให้ใช้ของกัมพูชาเอง เพราะผลิตมาเพื่อคนกัมพูชา และมีการโจมตี เอไอ จากต่างประเทศว่าบิดเบือนและมีการใส่ความคิดของโลกตะวันตกลงไป

    ตรงนี้ก็น่าสนใจนะครับว่าถ้ากัมพูชาวันหนึ่งกลายเป็นซิงเกิ้ลเกตเวย์ คือสามารถเข้าถึงอะไรได้แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและเอไอที่จะใช้ เหลือเพียงเอไอของกัมพูชา ซึ่งคําตอบที่ออกมาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทางรัฐบาลกัมพูชาจะสามารถควบคุม ด้านโซเชียลและด้านข่าวสารได้อีกมากมายครับ

    ส่วนในช่วงนี้เป็นช่วงของการโปรโมต เพื่อให้ประชาชนลดการใช้เอไอลงครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1NfXpd8zcx/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1778639469758.jpg
    รายการข่าวทางทีวีที่ #ญี่ปุ่น รายงานว่า บรรจุภัณฑ์ในญี่ปุ่นกำลัง “กลายเป็นขาว-ดำ”
    • เพราะสารโทลูอีน (toluene) ซึ่งใช้ในทินเนอร์สีและตัวทำละลาย กำลังขาดแคลน เพราะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤตตะวันออกกลาง
    • ไม่ใช่แค่ซองมันฝรั่งทอดที่ได้รับผลกระทบ — บริษัทจำนวนมากต้องพึ่งพาการนำเข้าสารนี้เพื่อผลิตหมึกพิมพ์และสี

    บรรจุภัณฑ์สินค้าหลายชนิดในญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลังจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสารเคมีสำคัญอย่าง “โทลูอีน” (toluene) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในทินเนอร์สี ตัวทำละลาย รวมถึงการผลิตหมึกพิมพ์และสีอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องลดการใช้หมึกสี และหันไปใช้การพิมพ์แบบขาว-ดำแทนชั่วคราว

    รายงานระบุว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบรรจุภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว เช่น ซองมันฝรั่งทอดเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากพึ่งพาการนำเข้าสารโทลูอีนเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตหมึกพิมพ์ ฟิล์มพลาสติก และสีสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ

    โทลูอีนเป็นสารที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และมีบทบาทสำคัญในการละลายเม็ดสีให้สามารถพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์ได้อย่างคมชัด เมื่อปริมาณวัตถุดิบลดลง โรงพิมพ์และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จึงเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านการผลิต ส่งผลให้หลายบริษัทเลือกใช้ดีไซน์ที่เรียบง่ายขึ้นเพื่อลดการใช้หมึกสี

    ภาวะขาดแคลนดังกล่าวเชื่อมโยงกับความตึงตัวของห่วงโซ่อุปทานเคมีภัณฑ์โลก การลดกำลังการผลิตในบางประเทศผู้ผลิต และความผันผวนของตลาดพลังงาน อันสืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อการส่งออกวัตถุดิบปิโตรเคมีมายังญี่ปุ่นโดยตรง

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ขาว-ดำอาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยสำหรับผู้บริโภค แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าอย่างสูง และอาจส่งผลต่อราคาสินค้า ความเร็วในการผลิต และการออกแบบผลิตภัณฑ์ในระยะต่อไป หากปัญหาซัพพลายยังไม่คลี่คลาย.

    https://www.facebook.com/share/p/1AwWsNuhF2/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    New York Times รายงาน หน่วยข่าวกรองสหรัฐเปิดเผยผลประเมินลับฉบับใหม่ระบุว่า อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธในระดับสูง แม้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายจนแทบไม่เหลือศักยภาพทางทหารแล้วก็ตาม

    รายงานข่าวกรองซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พบว่าอิหร่านสามารถกลับมาใช้งานฐานยิงขีปนาวุธได้ถึง 30 จากทั้งหมด 33 แห่งตามแนวช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญของโลก โดยฐานยิงเหล่านี้ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเรือรบสหรัฐและเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว มีเพียง 3 ฐานเท่านั้นที่ยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

    แหล่งข่าวที่รับทราบผลประเมินระบุว่า แม้ฐานยิงแต่ละแห่งจะได้รับความเสียหายแตกต่างกัน แต่อิหร่านยังสามารถใช้แท่นยิงเคลื่อนที่ภายในฐานเพื่อเคลื่อนย้ายขีปนาวุธไปยังจุดอื่น หรือแม้แต่ยิงจากแท่นยิงเดิมได้โดยตรง ปัจจุบันอิหร่านยังคงมีแท่นยิงเคลื่อนที่ทั่วประเทศประมาณ 70% ของจำนวนก่อนสงคราม และยังคงรักษาคลังขีปนาวุธไว้ได้ราว 70% ซึ่งประกอบด้วยทั้งขีปนาวุธพิสัยไกลแบบบอลลิสติกและขีปนาวุธร่อนสำหรับเป้าหมายระยะใกล้ทั้งบนบกและทางทะเล

    นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองทหารสหรัฐซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบเฝ้าระวังหลายรูปแบบ ยังประเมินว่าอิหร่านสามารถกลับมาเข้าถึงคลังเก็บและฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินทั่วประเทศได้ประมาณ 90% โดยสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในสถานะ “ใช้งานได้บางส่วนหรือเต็มรูปแบบ”

    ผลประเมินดังกล่าวขัดแย้งอย่างชัดเจนกับคำยืนยันของประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ ที่กล่าวต่อสาธารณชนหลายครั้งว่ากองทัพอิหร่านถูก “ทำลายย่อยยับ” และไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ 10 ของสงคราม ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่าอิหร่านแทบไม่เหลือขีดความสามารถทางทหาร ขณะที่เฮกเซธประกาศเมื่อ 8 เมษายนว่า ปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอล ได้ทำให้กองทัพอิหร่านไร้ความสามารถในการรบไปอีกหลายปี

    อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังคงยืนยันจุดยืนเดิม โดยโฆษกโอลิเวีย เวลส์กล่าวว่า กองทัพอิหร่านถูก “บดขยี้” แล้ว และผู้ที่เชื่อว่าอิหร่านฟื้นกำลังทหารได้กำลังเข้าใจผิดหรือเป็นกระบอกเสียงให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ด้านเพนตากอนวิจารณ์สื่อที่รายงานข่าวดังกล่าวว่าเป็นการลดทอนความสำเร็จทางทหารของปฏิบัติการสหรัฐ

    รายงานข่าวกรองใหม่ยังชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์อาจประเมินความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างขีปนาวุธอิหร่านสูงเกินจริง และประเมินความสามารถในการฟื้นตัวของอิหร่านต่ำเกินไป ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สหรัฐเคยเชื่อว่าอิหร่านอาจฟื้นคลังขีปนาวุธได้ถึง 70% ของระดับก่อนสงคราม ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวกรองล่าสุด

    สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อสหรัฐ หากข้อตกลงหยุดยิงที่มีอายุเพียงหนึ่งเดือนล่มสลายและการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้ง เนื่องจากกองทัพสหรัฐใช้กระสุนและอาวุธสำคัญจำนวนมากไปแล้ว ทั้งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ระบบสกัดกั้นแพทริออต รวมถึงขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินแบบ ATACMS และ Precision Strike ขณะที่อิหร่านยังคงมีศักยภาพทางทหาร โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลก และปัจจุบันกองทัพเรือสหรัฐส่งเรือรบมากกว่า 20 ลำลาดตระเวนและบังคับใช้มาตรการปิดล้อมในพื้นที่

    หากทรัมป์สั่งโจมตีเพิ่มเติม สหรัฐอาจต้องใช้คลังอาวุธสำรองที่เหลืออยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งจะยิ่งกดดันสต็อกอาวุธในช่วงที่อุตสาหกรรมผลิตอาวุธยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทดแทนได้ทันเวลา แม้รัฐบาลจะยืนยันต่อสาธารณะและพันธมิตรยุโรปว่าสหรัฐยังมีอาวุธเพียงพอ แต่หลายประเทศกังวลว่าอาวุธที่สั่งซื้อเพื่อช่วยยูเครนอาจล่าช้า หากสหรัฐต้องนำไปเติมคลังของตนเอง

    ระหว่างการให้การต่อคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่าสหรัฐยังมีอาวุธเพียงพอสำหรับภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

    แม้การโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอลจะสร้างความเสียหายหนักต่อระบบป้องกันประเทศอิหร่าน ทำลายฐานยุทธศาสตร์จำนวนมาก สังหารผู้นำระดับสูงหลายคน และทำให้เศรษฐกิจอิหร่านสั่นคลอน แต่ความสามารถของอิหร่านในการรักษากำลังทางทหารไว้ได้ในระดับสูง ยิ่งเพิ่มความกังวลในหมู่พันธมิตรสหรัฐ และกระตุ้นเสียงวิจารณ์จากฝ่ายการเมืองในประเทศที่คัดค้านการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามตั้งแต่ต้น

    เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยด้วยว่า หนึ่งในเหตุผลที่อิหร่านยังรักษาขีดความสามารถไว้ได้ เกิดจากข้อจำกัดด้านอาวุธเจาะบังเกอร์ของสหรัฐ ซึ่งมีจำนวนจำกัด ทำให้กองทัพเลือกโจมตีเพื่อปิดทางเข้าออกของฐานใต้ดินหลายแห่งแทนการทำลายทั้งระบบ ส่งผลให้บางฐานยังสามารถกลับมาใช้งานได้ในเวลาต่อมา

    ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐใช้ขีปนาวุธล่องหนพิสัยไกลประมาณ 1,100 ลูก ซึ่งเกือบเท่าปริมาณที่เหลือในคลังทั้งหมด ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กมากกว่า 1,000 ลูก หรือราวสิบเท่าของจำนวนที่จัดซื้อในหนึ่งปี และใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตมากกว่า 1,300 ลูก คิดเป็นกำลังการผลิตมากกว่าสองปีในอัตราการผลิตปี 2025

    การฟื้นคลังอาวุธเหล่านี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปี ไม่ใช่เพียงไม่กี่เดือน แม้บริษัทผู้ผลิตจะมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าข้อจำกัดด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตเครื่องยนต์จรวด ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    โฆษกเพนตากอนยืนยันในตอนท้ายว่า กองทัพสหรัฐยังมีศักยภาพและคลังอาวุธเพียงพอในการปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศ แม้รายงานข่าวกรองจะสะท้อนว่าอิหร่านยังคงเป็นคู่แข่งทางทหารที่มีความสามารถสูงกว่าที่รัฐบาลสหรัฐประกาศต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ก็ตาม.

    https://www.facebook.com/share/p/17RsDAg1Ee/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Wall Street Journal รายงานเรื่อง “สองพันล้านเท้า” ของจีนกำลังวิ่งหนีจาก Nike อย่างกะทันหัน

    แบรนด์กีฬาภายในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้สามารถแข่งขันด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ได้ทัดเทียมกับแบรนด์อเมริกันแล้ว ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างยิ่งและมีแนวโน้มชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น

    China's "Two Billion Feet' Are Suddenly Running From Nike
    Quick-moving domestic athletic brands are now able to match American quality and cachet in the hypercompetitive and increasingly nationalistic market.

    ธุรกิจของไนกี้ในจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทอเมริกันในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงและกระแสชาตินิยมที่ทำให้ผู้บริโภคจีนหันไปสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น

    เกือบครึ่งศตวรรษก่อน ฟิล ไนต์ ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้เคยเดินทางผ่านจีนและวางวิสัยทัศน์ “หนึ่งพันล้านคน สองพันล้านเท้า” เพื่อบุกตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศนี้ จนถึงปี 2010 จีนกลายเป็นหนึ่งในตลาดทำกำไรสูงสุดของไนกี้ และเป็นต้นแบบให้บริษัทสหรัฐจำนวนมากเข้ามาแสวงหาโอกาสในเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจไนกี้ในจีนกลับตกต่ำ รายได้ในช่วงสามไตรมาสล่าสุดลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อห้าปีก่อน ทั้งที่ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาของจีนยังเติบโต บริษัทปลดผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง ยอมรับว่ากำลังเผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และจีนกลายเป็นภูมิภาคที่ผลงานแย่ที่สุดของไนกี้ทั่วโลก

    ผู้บริหารแจ้งนักลงทุนว่ารายได้ในจีนและไต้หวันอาจลดลงราว 20% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ราคาหุ้นไนกี้ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี ก่อนที่บริษัทจะประกาศลดพนักงานราว 1,400 คน หรือประมาณ 2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

    ไนกี้ไม่ใช่แบรนด์อเมริกันรายเดียวที่เผชิญปัญหาในจีน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้การใช้จ่ายอ่อนแรง ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลดความสนใจสินค้าอเมริกัน สตาร์บัคส์ขายหุ้นส่วนใหญ่ของธุรกิจจีนหลังแข่งขันหนักกับร้านกาแฟท้องถิ่น ลัคอิน คอฟฟี่ แบรนด์รถยนต์สหรัฐถูกบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนแย่งตลาด ส่วนแบรนด์เสื้อผ้า Guess ปิดร้านทั้งหมดในจีนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

    อดีตพนักงานไนกี้ระบุว่า ปัญหาหลักคือบริษัทปรับตัวช้าเกินไปต่อภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่ แบรนด์จีนอย่าง Anta และ Li-Ning พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถผลิตรองเท้าและอุปกรณ์ระดับพรีเมียมในราคาถูกกว่า พร้อมวงจรพัฒนาสินค้าที่รวดเร็วขึ้น Anta ยังร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนาโฟมรองเท้ารูปแบบใหม่ที่ให้แรงเด้งสูงจนลดความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของไนกี้

    การทดสอบประสิทธิภาพพบว่ารองเท้าวิ่งระดับท็อปของ Li-Ning มีคุณภาพใกล้เคียงรองเท้าระดับสูงของไนกี้ นักกีฬาชื่อดังใน NBA และนักวิ่งระดับโลกจำนวนหนึ่งหันมาใช้แบรนด์จีน ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่มองว่าสินค้าอเมริกันไม่ “เท่” เหมือนเดิม

    ไนกี้พยายามแก้เกมด้วยยุทธศาสตร์ “China-for-China” มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะตลาดจีน ปรับปรุงร้านค้า และตัดสต๊อกสินค้าที่ขายไม่ออก บริษัทระบุว่ายอดผู้เข้าร้านและยอดขายสินค้าเกี่ยวกับการวิ่งเริ่มฟื้นตัว แม้ผู้บริหารยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงยังช้ากว่าที่ต้องการ

    อดีตพนักงานบางรายเห็นว่าไนกี้ขาดสินค้าที่โดดเด่นสำหรับผู้บริโภคจีน ตัวอย่างเช่น รองเท้าบาสเกตบอล S.T. Flare ที่ออกแบบสำหรับสนามกลางแจ้งได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ แต่ถูกวิจารณ์ว่าราคาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสินค้าจีนที่มีคุณภาพใกล้เคียง นอกจากนี้ไนกี้ยังผลักดันแบรนด์ Jordan ต่อเนื่อง แม้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเกิดหลังยุคของไมเคิล จอร์แดน และไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ดังกล่าว

    ผู้บริโภคจีนจำนวนมากหันไปนิยมรองเท้า Li-Ning รุ่น Way of Wade ที่ร่วมมือกับดเวย์น เวด แทน ขณะที่ไนกี้เริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับนักออกแบบจีน เช่น รองเท้าทรงบัลเลต์ Shox Z Calistra

    นอกเหนือจากการแข่งขันด้านสินค้า ไนกี้ยังปรับตัวช้าด้านช่องทางขาย บริษัทเปิดร้านแฟลกชิปบน Douyin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคล้าย TikTok ของจีนช้ากว่าคู่แข่งหลายปี อีกทั้งต้นทุนสินค้าสูงกว่าเพราะรองเท้าหลายรุ่นผลิตนอกจีนแล้วนำเข้า ทำให้แข่งขันด้านราคาได้ยาก

    ในอดีต ไนกี้เคยประสบความสำเร็จสูง โดยปี 2019 บริษัททำยอดเติบโตสองหลักในจีนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 20 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อกระแสชาตินิยมออนไลน์โจมตีไนกี้หลังประกาศไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผู้บริโภคเผารองเท้าไนกี้ลงโซเชียล และคนดังรวมถึงศิลปินชื่อดังยกเลิกสัญญากับแบรนด์ ส่งผลให้ยอดขายตกหนัก

    ช่วงโควิด-19 ที่จีนปิดประเทศทำให้สำนักงานใหญ่ไนกี้ในสหรัฐต้องพึ่งรายงานจากฝ่ายบริหารจีนมากขึ้น ซึ่งถูกมองว่านำเสนอภาพสถานการณ์ในแง่ดีเกินจริง ขณะเดียวกันบริษัทปรับโครงสร้างทีมขายโดยลดความเชี่ยวชาญเฉพาะกีฬา ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านสินค้าเฉพาะทางลดลง

    แนวโน้มกีฬาในจีนก็เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันจากบาสเกตบอลและ NBA ไปสู่กิจกรรมอย่างโยคะ เดินป่า และกีฬากลางแจ้ง ซึ่งแบรนด์จีนตอบสนองได้รวดเร็ว Anta ขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุนกับแบรนด์ต่างประเทศและเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Amer Sports เจ้าของแบรนด์ Arc’teryx และ Wilson เพื่อครอบคลุมความต้องการผู้บริโภคหลายกลุ่ม

    แม้ไนกี้เคยเชื่อว่ายอดขายเริ่มฟื้นในต้นปี 2024 แต่บริษัทกลับเผชิญกระแสวิจารณ์อีกครั้งเมื่อโฆษณาช่วงโอลิมปิกปารีสถูกมองว่าดูหมิ่นนักกีฬาจีน เหตุการณ์นี้เกิดในช่วงที่กระแสชาตินิยมเพิ่มสูง ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหาย

    ต่อมาในเดือนตุลาคม 2024 ซีอีโอคนเดิมถูกปลด และเอลเลียต ฮิลล์ เข้ารับตำแหน่ง พร้อมประกาศกลับไปเน้นกีฬาและนวัตกรรม บริษัทเตรียมตั้งสตูดิโอผลิตโฆษณา “Icon” แห่งแรกนอกสหรัฐที่เซี่ยงไฮ้ และตั้งศูนย์วิจัยกีฬาในจีนเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับตลาดท้องถิ่น แม้อดีตพนักงานบางส่วนเห็นว่าการพัฒนาสินค้ายังไม่เร็วพอและยังถูกกำหนดจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ

    อีกความท้าทายสำคัญคือกระแส “กั๋วเฉา” (Guochao - 国潮) "กระแสแห่งชาติ" หรือความภูมิใจในวัฒนธรรมจีน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น แม้คู่แข่งตะวันตกบางรายอย่าง Adidas จะประสบความสำเร็จด้วยสินค้าที่ผสมผสานดีไซน์จีนดั้งเดิม ส่วนแบรนด์ตะวันตกอย่าง Lululemon และ On เติบโตจากการจับกลุ่มกีฬาเฉพาะทาง

    ไนกี้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เปลี่ยนผู้บริหารจีน และให้หัวหน้าภูมิภาครายงานตรงต่อซีอีโอ นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทยังมีโอกาสกลับมาได้ หากสามารถพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่มให้แข่งขันได้จริง ตัวอย่างเช่น แคมเปญตรุษจีนล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับดี

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่า การแข่งขันจากแบรนด์เฉพาะทางและความนิยมสินค้าท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นทำให้การฟื้นตัวไม่ง่ายอีกต่อไป จีนซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของไนกี้ อาจไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้เหมือนในอดีต แม้ผู้บริหารยืนยันว่าบริษัทจะไม่ยอมถอนตัว เพราะตลาดผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคนยังคงเป็นโอกาสสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาโลก.

    https://www.facebook.com/share/p/17LmwcvUuw/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【นักศึกษาปริญญาโทเซี่ยงไฮ้ถูกบริษัทฝึกงานขโมยข้อมูลส่วนตัว จดทะเบียนเป็น “ผู้รับผิดชอบ” บริษัทโดยไม่รู้ตัว เสี่ยงจบการศึกษาในฐานะผู้แบกรับภาระทางกฎหมาย】
    นักศึกษาหญิงระดับปริญญาโทในเซี่ยงไฮ้เปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอ ว่าตนเองถูกบริษัทที่เข้าฝึกงานเพียง 1 เดือนนำข้อมูลส่วนตัวไปจดทะเบียนเป็น “ผู้รับผิดชอบฝ่ายการเงิน” และ “ผู้รับผิดชอบฝ่ายภาษี” ของบริษัท โดยที่เธอไม่เคยลงนามในข้อตกลงสามฝ่าย (三方协议) ระหว่างนักศึกษา มหาวิทยาลัย และบริษัท ทำให้ขณะนี้เธอเสี่ยงจะสำเร็จการศึกษาออกมาในสถานะ “ผู้แทนตามกฎหมาย” ของบริษัทที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ
    ฝึกงานเพียงหนึ่งเดือน กลายเป็น “ผู้บริหาร” โดยไม่รู้ตัว
    คุณนักศึกษาผู้เสียหายระบุว่า เธอเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในฐานะนักศึกษาฝึกงานเพียงประมาณ 1 เดือน ก่อนจะลาออก แต่หลังจากลาออกไปแล้ว เมื่อเธอเข้าตรวจสอบข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ของบริษัท (工商信息) จึงพบว่าตนเองถูกจดทะเบียนเป็น “ผู้รับผิดชอบฝ่ายการเงิน” และ “ผู้รับผิดชอบฝ่ายภาษี” ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับบริหารที่ต้องแบกรับภาระทางกฎหมายของบริษัทโดยตรง
    เธอกล่าวว่า “ดิฉันเป็นนักศึกษาที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ถูกบริษัทฝึกงานขโมยข้อมูลส่วนตัวไปกรอกเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เป็นแบบที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย และระยะเวลาทำงานก็สั้นมาก แค่หนึ่งเดือนก็ลาออกแล้ว”
    ขอให้ถอนชื่อ บริษัทกลับเรียกค่าที่พักรายวัน
    หลังจากค้นพบเรื่องดังกล่าว คุณนักศึกษาผู้เสียหายได้ติดต่อบริษัทเพื่อขอให้ถอดถอนชื่อของเธอออกจากการจดทะเบียนหลายครั้ง แต่บริษัทกลับยื้อเวลาและเสนอเงื่อนไขว่า เธอต้องไปจ่ายเงินด้วยตนเองที่บริษัทก่อนจึงจะดำเนินการถอดถอนให้
    เมื่อเธอเสนอให้เปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ (法人) ของบริษัท บริษัทกลับแจ้งกะทันหันว่าเธอต้องจ่าย “ค่าที่พัก” ในอพาร์ตเมนต์ของบริษัทวันละ 30 หยวน บวกค่าน้ำค่าไฟ ขณะที่ผู้บริหารอีกคนหนึ่งของบริษัทกลับบอกตัวเลขที่ไม่ตรงกัน คือ 60 หยวนต่อวัน
    คุกคามครอบครัว แอบดูบทสนทนาเพื่อน เพื่อสกัดการร้องเรียน
    คุณนักศึกษาผู้เสียหายเปิดเผยอีกว่า บริษัทมีเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่เธอ จึงโทรกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อแจ้งพ่อแม่ของเธอว่า “เธอเป็นหนี้บริษัท” รวมถึงกดดันไปยังมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังศึกษาอยู่
    ที่ร้ายแรงไปกว่านั้น บริษัทยังใช้โทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเธอ เพื่อแอบดูบันทึกการสนทนา (聊天记录) ระหว่างเพื่อนร่วมงานคนนั้นกับเธอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล่วงรู้แผนการร้องเรียนของเธอ และข่มขู่เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวด้วย
    ขณะนี้เธอกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ว่า “ดิฉันกำลังจะสำเร็จการศึกษาในสถานะผู้แทนตามกฎหมาย (法人) ของบริษัทแห่งนี้” ซึ่งหมายความว่าหากบริษัทมีภาระหนี้สิน คดีฟ้องร้อง หรือปัญหาทางภาษีใดๆ เธอในฐานะนักศึกษาที่ยังไม่จบการศึกษาจะต้องเป็นผู้แบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมด
    ที่มา: @YesterdayBigcat (昨天/Yesterday) บน X พร้อมคลิปวิดีโอคำให้การจากผู้เสียหายโดยตรง

    https://www.facebook.com/share/p/1DaJ5wyAGr/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เปิดเบื้องหลัง “อำเภอชิงหม่าย มณฑลไท่กั๋ว” — เชียงใหม่กำลังถูกยึด ทั้งทะเบียนราษฎร์ บ้านหรู เศรษฐกิจ และป่าไม้ โดยทุนจีนเทา】
    สนธิ ลิ้มทองกุล เปิดข้อมูลทีมงานลงพื้นที่ ชี้เชียงใหม่กลายเป็นฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์–ฟอกเงิน–สวมบัตรประชาชน ภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่รัฐ
    ในรายการ “สนธิเล่าเรื่อง” วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่บ้านพระอาทิตย์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าของช่อง Sondhi Talk (ผู้ติดตาม 2.45 ล้านคน) ได้นำเสนอรายงานเชิงสืบสวนที่ทีมงานลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าเมืองหลวงภาคเหนือของไทยกำลังถูก “ทุนจีนสีเทา” ยึดครองอย่างเงียบ ๆ จนถึงขั้นมีการตั้งฉายาประชดประชันว่าเชียงใหม่อาจกลายเป็น “อำเภอชิงหม่าย มณฑลไท่กั๋ว (清迈县 泰国省)” โดยปริยาย
    สามบทบาทของเชียงใหม่ในเครือข่ายจีนเทา
    คุณสนธิระบุว่าจีนเทาใช้เชียงใหม่เป็นฐานปฏิบัติการพร้อมกันถึงสามอย่าง คือ หนึ่ง เป็นประตูชายแดน สอง เป็นฐานอาชญากรรม และสาม เป็นพื้นที่ฟอกเงินและฟอกตัว
    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้มาจากความเก่งกาจของขบวนการอาชญากรรมฝ่ายเดียว แต่มาจาก “การยินยอม” ของคนในระบบราชการไทย ทั้งกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ และตำรวจท้องถิ่นที่เปิดทางให้
    **ชายแดนกลายเป็นโรงงานผลิต “คนไทยปลอม”**
    ในพื้นที่ชายแดนอย่างเวียงแหง–เชียงดาว คุณสนธิระบุว่ามีขบวนการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้คนจีน โดยใช้ข้อมูลคนตายและชื่อผู้ป่วยติดเตียงในการเปลี่ยนสถานะให้คนต่างชาติกลายเป็นคนไทยบนเอกสาร ราคาต่อหัวไม่ใช่หลักหมื่น แต่อยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้านบาท
    ขบวนการนี้ผ่านมือเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นทั้งชุด ทั้งนายอำเภอ ปลัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ว่าราชการ ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย
    เมื่อคนจีนได้บัตรประชาชนไทย จะสามารถถือครองทรัพย์สิน จดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชี ซื้อที่ดิน และที่สำคัญที่สุดคือ “ฟอกตัว” ทำให้อาชญากรไม่ต้องหลบหนีอีกต่อไป
    บ้านหรูคือศูนย์บัญชาการคอลเซ็นเตอร์
    คุณสนธิเปิดข้อมูลว่า ทุนจีนเทาเช่าและซื้อบ้านหรือพูลวิลล่าในพื้นที่อำเภอแม่ริม หางดง สารภี สันกำแพง และดอยสะเก็ด เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ แชร์ลูกโซ่ และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ดูเผินๆ เหมือนเป็นที่พักของนักท่องเที่ยวจีน แต่แท้จริงคือศูนย์บัญชาการอาชญากรรมไซเบอร์กลางเมือง
    ทีมงาน Sondhi Talk ได้ลงพื้นที่ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด พบ “อาณาจักรจีนเทา” ที่ใช้นอมินีซื้อที่ดินในช่วงปี 2562–2564 ปลูกบ้านจัดสรรประมาณ 20 หลังคาเรือน อยู่ใจกลางหมู่บ้านของชาวบ้านในพื้นที่ มีกำแพงมิดชิด มีรปภ.เข้าเวร 24 ชั่วโมง
    โมเดล “ศูนย์เหรียญ” ครบวงจร เงินไม่เข้าไทยแม้แต่บาทเดียว
    ในตัวเมืองเชียงใหม่ ย่านนิมมานเหมินทร์ ช้างคลาน ท่าแพ และไนท์บาซาร์ ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางเปลี่ยนมือเป็นจำนวนมาก อาคารพาณิชย์ ร้านอาหาร ร้านขายยาที่เคยเป็นของคนไทย ถูกเซ้งผ่านนอมินีและเปิดใหม่เป็นธุรกิจของคนจีน
    ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางอยู่ในมือคนไทยไม่ถึง 50% เพราะถูกเงินจีนเทาครอบงำ ปัญหาที่ตามมาคือ
    หนึ่ง สินค้านำเข้าจากจีน
    สอง แรงงานเป็นคนจีนที่มาจากจีน
    สาม ระบบชำระเงินผ่านแอปจีน เช่น WeChat Pay
    ผลคือเงินไม่เข้าประเทศไทย ไม่เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ซื้อวัตถุดิบไทย ไม่จ้างคนไทย แต่เมืองเหมือนคึกคัก
    สถิติยืนยัน นักท่องเที่ยวจีนแซงคนไทย
    จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวเกือบ 12 ล้านคน แบ่งเป็นคนไทย 8.55 ล้านคน และต่างชาติ 3.44 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 111,000 ล้านบาท
    ในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวจีนมียอดมาเที่ยวเชียงใหม่เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่อง และในช่วงต้นปี 2569 (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) ก็ยังคงเป็นอันดับ 1 เช่นเดิม โดยช่วงตรุษจีนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนหลายพันคนหลั่งไหลเข้าเชียงใหม่
    คนเชียงใหม่กลายเป็น “ประชากรแฝง” ในบ้านเกิดตนเอง
    คุณสนธิระบุว่า แม้แต่สถานบริการอย่างคาราโอเกะที่เป็นของคนเชียงใหม่ ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บีบกดดันให้ขายกิจการให้กับจีนเทา เพราะจีนเทาใช้เงินสกปรกซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ
    เมื่อใช้นอมินีซื้อกิจการได้แล้ว ก็ให้ตำรวจมาถือ “หุ้นลม” เป็นเกราะกำบัง ใช้เป็นที่ขายเหล้า ขายผู้หญิง เปิดบ่อนโป๊กเกอร์ให้พวกจีนเทาเสพสุข
    คุณสนธิยกตัวอย่างสถานบริการที่ระบุว่ามีนายทุนจีนเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ บ่อตกกุ้ง Night Market, ร้านไม้เอก ETV, Lion King Bar and Rest, และร้านมาเก๊า ทั้งนี้คุณสนธิยังเปิดเผยว่า “นายตำรวจระดับผู้กำกับการ ผู้การจังหวัด นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47 ยังนั่งเป็นหุ้นลมอยู่ร้านคาราโอเกะให้พวกจีนเทาด้วยซ้ำ” และจะเปิดชื่อในวันที่อารมณ์ดี
    ทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่รอด
    นอกจากเมืองและอสังหาริมทรัพย์แล้ว ป่าไม้ก็ตกเป็นเหยื่อ คุณสนธิระบุว่ามีเครือข่ายลักลอบตัดไม้ในป่าอนุรักษ์ที่เชื่อมโยงนายทุนจีนกับนอมินี ขนไม้ไปโกดังต่างจังหวัด แปรรูปและส่งออก
    ชี้นิ้วตรงไปที่อนุทิน ชาญวีรกูล
    ตลอดรายการ คุณสนธิเรียกร้องและตำหนินายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ในฐานะอดีตและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลกระทรวงนี้มาหลายปี) ซ้ำหลายครั้ง ระบุว่า
    “หยุดทำคอนเทนต์ที่แล้ว ลงมาทำงานจริงจังไหม นี่ผมกำลังเอาเรื่องจีนเทาให้คุณรู้ อยู่ที่ปลายจมูกคุณนี่แหละ อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยของคุณ อยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของคุณ”
    คุณสนธิกล่าวว่าปัญหาการสวมสัญชาติและแปลงสัญชาติมาจากกระทรวงมหาดไทย “ถ้าเมืองไทยเรือหายตายโหง คนแรกที่จะต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ 100% คืออนุทิน ชาญวีรกูล” และระบุว่า “ยุคอนุทินชาญวีรกูลคือยุคที่ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียชาติบ้านเมือง”
    ปรากฏการณ์ “State Capture” — รัฐซ้อนรัฐ
    คุณสนธิสรุปว่าสถานการณ์ในเชียงใหม่คือสิ่งที่ในวิชาความมั่นคงเรียกว่า “State Capture” หรือการที่ทุนเข้าครอบงำรัฐ “ทุนเทาจึงไม่กลัวประชาชน มันกลัวแค่รัฐที่เด็ดขาดและกล้าจัดการกับมัน”
    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองงาย เชียงดาว มีโรงเรียนสอนภาษาจีนที่มี “สัญลักษณ์ทางการเมือง” และลักษณะการปลูกฝังแนวคิด ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจกระทบต่อความมั่นคง คุณสนธิย้ำว่านี่ไม่ใช่การต่อต้านจีน แต่ชี้ให้เห็นว่าทุนเทาไม่ได้มาเพื่อธุรกิจอย่างเดียว แต่มาเพื่อ “สร้างชุมชนคู่ขนานและสร้างอิทธิพลระยะยาว”
    คำเตือนสุดท้าย
    คุณสนธิเตือนว่า “ถ้ายังปล่อยกันให้เชียงใหม่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ช้าไม่นาน คนเชียงใหม่จะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าของบ้านที่ไม่มีบ้านอยู่ เพราะถูกอำนาจจีนเทาครอบงำ มันจะกลืนร่างคนเชียงใหม่หายไปทั้งจังหวัด”
    และทิ้งท้ายว่า เชียงใหม่อาจเป็น “โมเดล” ที่ลุกลามไปทั่วประเทศ “วันหนึ่งเราจะตื่นขึ้นมาในประเทศนี้ที่คนไทยจะเป็นผู้เช่าอยู่บนแผ่นดินตัวเอง”
    ทีมงาน Sondhi Talk ระบุว่ายังคงลงพื้นที่ต่อเนื่องที่ภูเก็ตและเกาะพะงัน เพื่อขยายผลรายงานในตอนต่อไป
    ที่มา: รายการ “สนธิเล่าเรื่อง” (Sondhi Talk) ทางช่อง YouTube @sondhitalk ออกอากาศวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569

    https://www.facebook.com/share/p/1BCCarBLmQ/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐบาลเดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาพลังงานโลก โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง ล่าสุดกรมทางหลวงชนบทปรับลดการใช้ไฟส่องสว่างบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำและปริมาณรถไม่หนาแน่น ภายใต้เงื่อนไขไม่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ส่งผลสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้แล้วถึง 40% พร้อมเดินหน้าแผนทยอยเปลี่ยนหลอดไฟถนนเป็นระบบ LED ให้ครบ 800,000 ดวงภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว

    อ่านเพิ่มเติม >> https://spacebar.th/s/130615

    #ทางหลวงชนบท #พลังงาน #ไฟถนน #BUSINESS #SPACEBAR

    https://www.facebook.com/share/p/17fWRda1Yv/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อกัมพูชารายงานไทยขึ้นทะเบียน เพิ่มเติมปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เข้าไปในรายชื่อโบราณสถานของชาติอย่างเป็นทางการ แม้สถานที่ทั้ง 2 ตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชาและเป็นของกัมพูชาโดยชอบธรรม (ตามคำกล่าวอ้างของฝ่ายเขมร) พร้อมระบุกัมพูชาปฏิเสธความเคลื่อนไหวนี้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเชื่อว่าความพยายามใดๆของไทยในการขอยูเนสโกเป็นมรดกโลก จะประสบความล้มเหลวอย่างแน่นอน

    รายงานของขแมร์เดลี ระบุว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะของกัมพูชา เคยเผยแพร่ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ประกาศว่าการขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียวใดๆของไทย "ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของกฎหมายและขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ" พร้อมเน้นย้ำว่าปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย อยู่ในดินแดนของกัมพูชาและเป็นของกัมพูชาโดยชอบธรรม

    กระทรวงแห่งนี้อ้างสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1904 และ 1907 รวมถึงแผนที่ภาคผนวกของสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ในฐานะเป็นกรอบทางกฎหมายที่มีผลผูกพัน และเป็นหลักการพื้นฐานเดียวกันกับที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยึดถือ ครั้งที่ศาลพิพากษาเกี่ยวกับเขาพระวิหารปี 1962

    ขแมร์เดลีอ้างว่ายูเนสโกมีข้อห้ามอย่างชัดเจน ไม่ให้พิจารณาสถานที่ต่างๆที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลก หากยังสถานที่นั้นๆยังมีประเด็นพิพาทด้านอธิปไตยที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย สื่อแห่งนี้อ้างพวกผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่าเพื่อให้รัฐหนึ่งๆ สามารถเสนอชื่อสถานที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มันจำเป็นต้องมีทั้งการอ้างสิทธิ์ในอธิปไตยและการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพเหนือดินแดนนั้น อย่างไรก็ตามชายแดนของไทยไม่เคยมีการปักปันเขตโดยสมบูรณ์และคำกล่าวอ้างช่วงชิงกันเหนือปราสาทต่างๆ ได้นำไปสู่การปะทะติดอาวุธในปี 2025-2026

    สื่อมวลชนแห่งนี้อ้างว่ากัมพูชาถอน 4 พื้นที่พิพาท ในนั้นรวมถึงปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ออกจากการเจรจาชายแดนทวิภาคีและเสนอนำประเด็นพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ไอซีเจ) แต่ไทยปฏิเสธการแทรกแซงของไอซีเจ ยืนกรานมาตั้งแต่ปี 1960 ว่าพวกเขาไม่ยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลในข้อพิพาทด้านชายแดนกับกัมพูชา ในเดือนเมษายน 2026 นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศว่ากัมพูชาจะเดินหน้ายื่นฟ้องไอซีเจ ในเรื่องเกี่ยวกับจุดยืนของไทย

    รายงานของขแมร์เดลีอ้างว่าเคยมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วกับปราสาทพระวิหารปี 2008 ครั้งที่การขึ้นทะเบียนยูเนสโกแต่เพียงฝ่ายเดียว(โดยกัมพูชา) จุดชนวนความขัดแย้งติดอาวุธที่คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบรายและทำชาวบ้านพลัดถิ่นฐานหลายพันคน

    ขแมร์เดลี ระบุนอกเหนือจากกรณีตัวอย่างดังกล่าวแล้ว ความพยายามใดๆของไทยยังเจอกับประเด็นปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น กัมพูชายังเคยกล่าวหาไทยใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานทัพทหาร(ความจริงคือเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาและมีภาพถ่ายว่าใช้ปราสาทแห่งนี้เป็ฯฐานปฏิบัติการทางทหารและบังเกอร์) ทำให้ที่ตั้งดังกล่าวได้รับความเสียหายทางโครงสร้างอย่างรุนแรงระหว่างการปะทะในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเฮกปี 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในความขัดแย้งติดอาวุธ

    สื่อมวลชนกัมพูชารายงานปิดท้ายว่า การขึ้นทะเบียนของไทย มีผลเฉพาะกับภายใต้กฎหมายภายในประเทศเท่านั้น มันไม่มีสถานะในระดับนานาชาติ ทางกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะของกัมพูชา ยังไม่มีการเสนอชื่อของรับรองจากยูเนสโกใดๆ แต่ถ้าไทยยังคงเดินหน้า พวกเขาจะเจอกับการปฏิเสธตามขั้นตอนและคัดค้านทางการทูตจากพนมเปญ

    (ที่มา:ขแมร์เดลี)

    https://www.facebook.com/share/p/1ELgBkHDDU/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ระบบโล่ป้องกันขีปนาวุธ "โกลเดนโดม" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 38 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 20 ปี จากการประเมินของสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรสในวันอังคาร(12พ.ค.)

    "ในจำนวน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ต้นทุนการได้มา รวมแล้วอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จำนวนเงินดังกล่าวรวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนประกอบหลักๆของระบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวสกัดกั้นหลายชั้น ระบบเตือนภัยและติดตามขีปนาวุธในอวกาศ" สำนักงานงบประมาณสภาคองเกรสระบุในรายงาน

    "ส่วนประกอบที่แพงที่สุดคือชั้นสกัดกั้นจากอวกาศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของต้นทุนการได้มาซึ่งโล่ป้องกันขีปนาวุธ และคิดเป็นสัดส่วน 60% ของต้นทุนโดยรวมทั้งหมด" รายงานระบุ

    ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีสำหรับการปฏิบัติการและการสนับสนุนจะอยู่ที่ 8,300 ล้านดอลลาร์

    ทรัมป์ ออกคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ(เพนตากอน) พัฒนาแผนสำหรับโล่ป้องกันขีปนาวุธไฮเทคในช่วงปลายเดือนมกราคม 2025 เบื้องต้นให้สมญานามว่า "โกลเดนโดมเพื่อเมริกา"

    ในเดือนพฤษภาคม 2025 ทรัมป์ประกาศว่าได้จัดสรรงบประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการนี้ และคาดหมายว่าต้นทุนโดยรวมอยู่ที่แค่ 175,000 ล้านดอลลาร์(5.6 ล้านล้านบาท)

    อย่างไรก็ตามสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส ประเมินในเดือนเดียวกันว่า ต้นทุนตัวสกัดกั้นจากอวกาศสำหรับจัดการกับขีปนาวุธข้ามทวีปจำนวนจำกัด อาจอยู่ระหว่าง 161,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 542,000 ล้านดอลลาร์ ในระยะเวลา 20 ปี

    ข้อเท็จจริงคือเป้าหมายของโกลเดนโดมนั้นกว้างขวางกว่านั้นมาก โดยยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติปี 2026 ของสหรัฐฯ ระบุว่าเพนตากอนจะมุ่งเน้น ไปที่ทางเลือกต่างๆ เพื่อรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธขนาดใหญ่และการโจมตีทางอากาศขั้นสูงอื่นๆ อย่างคุ้มค่า

    (ที่มา:เอเอฟพี)

    https://www.facebook.com/share/p/18nCJz9RDt/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,948
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮือฮา! เพนตากอนฉีกกฎเปิดพิกัด “เรือดำนิวเคลียร์สหรัฐฯ” หลังทรัมป์ปฎิเสธข้อเสนออิหร่าน
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - เพนตากอนวันจันทร์(11 พ.ค) เปิดเผยพิกัดที่อยู่เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น้อยครั้งจะเกิดหลังผู้นำสหรัฐฯปัดข้อเสนอสันติภาพจากเตหะราน
    .
    หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ของสหรัฐฯรายงานวันจันทร์(11 พ.ค) เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯชั้นโอไฮโอที่มาพร้อมมิสไซล์ Trident II ที่มีพิสัยทำการไกล 4,500 ไมล์หรือเป็นระยะทางจากกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯไปยังกรุงมอสโก รัสเซีย ล่าสุดวันอาทิตย์(10) เดินทางมาถึงยิบรอลตาร์ ดินแดนอาณานิคมอังกฤษทางใต้ของสเปน กองเรือสหรัฐฯที่ 6 กล่าวผ่านแถลงการณ์วันจันทร์(11)
    .
    “การเข้าจอดเทียบท่าเพื่อแสดงศักยภาพของสหรัฐฯ ความยืดหยุ่น และพันธะผูกพันต่อเนื่องกับบรรดาชาติพันธมิตรนาโต” รายงานจากแถลงการณ์ของกองเรือสหรัฐฯ
    .
    และเสริมว่า “เรือดำน้ำสหรัฐชั้นโอไฮโอติดขีปนาวุธนั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่สามารถตรวจจับการยิงได้สำหรับการยิงขีปนาวุธเรือดำน้ำที่ถือเป็นหนึ่งใน 3 ขาของนิวเคลียร์สหรัฐฯ (US nuclear triad) ที่มีโอกาสรอดมากที่สุด”
    .
    สื่อสหรัฐฯรายงานว่า แต่อย่างไรก็ตามเพนตากอนไม่ได้เปิดเผยชื่อของเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯที่เข้ามาจอดเทียบท่ายิบรอลตาร์ แต่เป็นน้อยครั้งที่จะมีแถลงการณ์เปิดเผยพิกัดต่อสาธารณะจากการที่พิกัดเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯนั้นจะถือเป็นความลับชั้นสุดยอด
    .
    แต่ทว่าสื่อ Army Recognition ด้านการทหารเปิดเผยว่า เรือดำน้ำที่เข้าจอดเทียบท่ายิบรอลตาคือ USS Alaska ที่มาพร้อมมิสไซล์ Trident II จำนวน 20 ลูก และมิสไซล์ D5 ถูกออกแบบให้ล่องหนมากกว่าแสดงตัวต่อสาธารณะในจุดผ่านทางทะเลที่สำคัญ
    .
    สื่อการทหารสหรัฐฯชี้ว่า การแวะจอดที่ยิบรอลตาร์ถือเป็นครั้งที่ 3 ของเรือดำน้ำสหรัฐฯชั้นโอไฮโอที่แวะจอดที่ยิบรอลตาร์ในรอบ 25 ปี
    .
    ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์และติดหัวรบนิวเคลียร์ชั้นโอไฮโอประจำการอยู่ราว 14 ลำ
    .
    เรือดำน้ำ USS Alaska หนัก 18,750 ตันและมีความยาว 170.7 เมตร ถูกจับภาพไว้ได้ขณะเข้าสู่ช่องแคบยิบรอลตาร์ก่อนเข้ามาขอดเทียบท่าในฐานทัพเรือ South Mole ภายในเขตพิเศษ 200 เมตรที่เริ่มสั่งการใช้งานทันทีหลังการมาถึง
    .
    เกิดในช่วงเวลาในวันเดียวกัน(11)ที่ผู้นำอเมริกันเปิดเผยกับนักข่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านนั้นเวลานี้อยู่ในขั้นต้องช่วยชีวิตต่อท่อออกซิเจนพร้อมกับกล่าวถึงสภาพของข้อตกลงหยุดยิงว่า อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ
    .
    โชซุนเดลีของเกาหลีใต้รายงานว่า เพนตากอนส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ไปยิบรอลตาเพื่อกดดันอิหร่าน ยิบรอลตาร์เป็นดินแดนของอังกฤษตั้งอยู่ทางใต้ของสเปน
    .
    สเปนที่มักแสดงท่าทีเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้นำสหรัฐฯเกี่ยวกับความขัดแย้งอิหร่าน และก่อนหน้ารัฐมนตรีต่างประเทศสเปนได้ออกมาเรียกร้องให้ยุโรปจัดตั้งกองทัพของตัวเองเพื่อเป็นอิสระทางการป้องกันประเทศจากอเมริกา
    .
    โชซุนเดลีรายงานว่า วอลสตรีทเจอร์นัลชี้ว่า สัปดาห์นี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดเดินทางไปเยือนจีนเพื่อประชุมซัมมิตร่วมกับผู้นำจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
    .
    วอลสตรีทเจอร์นัลชี้ว่า จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน และช่วงเวลาของการประกาศ(พิกัดเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ)นั้นสมควรน่าจะต้องจดบันทึกไว้

    https://www.facebook.com/share/p/1DaP4cnN6Q/
     

แชร์หน้านี้

Loading...