ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ☢️ แฟ้มลับประเทศ S — เจาะลึกมหากาพย์โครงการนิวเคลียร์ทหารของ Sweden ที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่าใคร!

    ต่อจากตอนที่แล้ว (https://www.facebook.com/share/p/14fmT6Lh32H/) ที่เราได้ทิ้งท้ายไว้เกี่ยวกับประเทศในยุโรปที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร "S" ที่กำลังซุ่มสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของตัวเองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน... วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของ Sweden กัน ซึ่งบอกได้เลยว่าหน้าประวัติศาสตร์นิวเคลียร์ที่ล้มเหลวของ Sweden นั้น มีความทะเยอทะยานและก้าวล้ำนำหน้าแผนการของ Switzerland ไปไกลมาก ยิ่งไปกว่านั้นจุดเริ่มต้นของมันยังย้อนกลับไปไกลถึงปี 1945 เลยทีเดียว!

    รากเหง้าแห่งการวิจัย: จากสงครามโลกสู่การตื่นตัวระดับฉับพลัน
    Sweden เริ่มต้นจัดระเบียบการวิจัยทางกายภาพอย่างเป็นระบบในด้านการป้องกันประเทศมาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในเวลานั้นได้มีการจัดตั้ง Military Institute of Physics ขึ้น ซึ่งในช่วงแรกเน้นไปที่การพัฒนาอาวุธตามแบบ (Conventional Weapons) เป็นหลัก

    แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1945 เมื่อสถาบันดังกล่าวได้ควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นๆอีกสองแห่ง จนกระทั่งก่อตัวขึ้นเป็น Swedish National Defence Research Institute และตามมาด้วยการจัดตั้ง National Defence Research Administration ในเวลาต่อมา

    ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 1945 ทันทีหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ Hiroshima และ Nagasaki โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของ Swedish Armed Forces ได้ออกคำสั่งด่วนไปยังหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ เพื่อให้จัดเตรียมรายงานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอาวุธชนิดใหม่นี้ทันที และที่น่าทึ่งคือ รายงานฉบับแรกถูกส่งตรงถึงมือผู้บัญชาการทหารสูงสุดภายในสิ้นปี 1945 นั้นเลย!

    อ่านเกมขาด: ถอดรหัสลับ Manhattan Project
    ความรวดเร็วในการดำเนินงานของสวีเดนในตอนนั้น ไม่ได้เป็นเพราะความเชี่ยวชาญอันกว้างขวางของบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ใน Sweden เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยสำคัญมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า รายงานอย่างเป็นทางการฉบับแรกเกี่ยวกับ Manhattan Project รวมถึงหลักฟิสิกส์ที่เป็นรากฐานของโครงการ ได้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 1945

    และแน่นอนว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ของสวีเดนไม่เพียงแค่อ่านรายงานฉบับนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถ "มองทะลุ" และทำความเข้าใจในหลายๆประเด็นที่ไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ในเอกสารอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย!

    เมื่อเห็นทิศทางที่ชัดเจน ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน (1945) หน่วยงานดังกล่าวได้ยื่นเรื่องขออนุมัติเพิ่มงบประมาณสนับสนุนโดยตรงสำหรับการวิจัยในสาขาพลังงานนิวเคลียร์ และในเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง คณะกรรมการ Atomkommittén ก็ถูกจัดตั้งขึ้นใน Sweden อย่างเป็นทางการ

    คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญชุดนี้ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการพัฒนาแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการขยายโครงการนิวเคลียร์ของ Sweden ทั้งในภาคพลเรือนและภาคการทหาร

    ดังนั้นเมื่อนับนิ้วดูแล้วจะพบว่าภายในสิ้นปี 1945 Sweden ได้ซุ่มเงียบควบรวมทั้งความพยายามและทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อปูทางไปสู่สิ่งที่จะกลายเป็นภารกิจครั้งใหญ่ในอนาคต นั่นคือ... การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของสวีเดน

    Insight: สิ่งที่น่าคิดจากบทความนี้คือ ความเป็นกลางของ Sweden ในยุคนั้นไม่ได้หมายถึงการอยู่เฉยๆ แต่คือการติดอาวุธให้ตัวเองรวดเร็วที่สุด ทันทีที่ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกทำงานที่ญี่ปุ่น เครือข่ายความมั่นคงของสวีเดนก็ขยับตัวทันทีภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การอ่านรหัสลับที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของ Manhattan Project แสดงให้เห็นถึงระดับมันสมองของกองทัพสวีเดนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี แผนการสร้างอาวุธมหาประลัยของประเทศนี้จะเดินหน้าไปไกลขนาดไหน และอะไรคือกำแพงที่หยุดยั้งพวกเขา?

    โปรดติดตามตอนต่อไป!

    ❗ สรุป: บทความเปิดเผยประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นโครงการนิวเคลียร์ทหารอันทะเยอทะยานของ Sweden ในปี 1945 ซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวทันทีหลังเหตุการณ์ที่ Hiroshima และ Nagasaki โดยอาศัยการถอดรหัสลับข้อมูลวิทยาศาสตร์จากรายงาน Manhattan ของสหรัฐฯและจัดตั้งคณะกรรมการ Atomkommittén เพื่อระดมทุนและทรัพยากรปูทางสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างลับๆ

    บทความก่อนหน้า (https://www.facebook.com/share/p/14fmT6Lh32H/)

    26/05/2026

    #ZFrontier #NuclearHistory #SwedenNuclear #ColdWar #Atomkommittén #ManhattanProject #MilitaryResearch #Geopolitics #ZFrontierElite
    https://www.facebook.com/share/p/15wGVmTWZZ4/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Politico: ยูเครนค้นพบวิธีแก้ปัญหาขีปนาวุธรัสเซียที่มีประสิทธิภาพแล้ว

    เนื่องจากขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพง เคียฟจึงหันมาใช้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Lima ที่ผลิตในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ตามรายงานของ Politico บทความเน้นย้ำว่าระบบนี้ไม่ได้ยิงเป้าหมายโดยตรง แต่จะรบกวนและปลอมแปลงสัญญาณนำทางดาวเทียม บังคับให้โดรนและขีปนาวุธของรัสเซียเบี่ยงเบนเส้นทาง

    ตามที่ผู้พัฒนากล่าว ระบบ Lima ได้ช่วยรบกวนโดรน Geranium ไปแล้ว 20,500 ลำ และเบี่ยงเบนขีปนาวุธและขีปนาวุธร่อนหลายสิบลูกในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา
    -Politico กล่าว

    ผู้เขียนเสริมว่าระบบนี้สามารถปกป้องพื้นที่ขนาดใหญ่และมีราคาถูกกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมอย่างมาก การปกป้องเมืองขนาดใหญ่ตามที่ผู้ผลิตกล่าว มีค่าใช้จ่ายประมาณห้าล้านยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับขีปนาวุธ Patriot PAC-3 หนึ่งลูก

    อย่างไรก็ตาม ดังที่สื่อยอมรับ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์นี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน

    ความเสี่ยงหลักคือขีปนาวุธและโดรนที่ถูกเบี่ยงเบนอาจยังคงตกและก่อให้เกิดความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนเชื่อว่าด้วยระบบ Lima ที่ใช้งานได้แล้ว โอกาสที่ขีปนาวุธของรัสเซียจะโจมตีเป้าหมายที่ตั้งใจไว้จะลดลงอย่างมาก
    - แหล่งข่าวระบุ

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการโจมตีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนไร้ประสิทธิภาพในการต่อต้านขีปนาวุธของรัสเซีย ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ก็ไม่สามารถตอบโต้ได้

    ควรสังเกตว่า ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 จากระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ของสหรัฐฯ ตกบนถนนในเมืองต่างๆ ของยูเครนเป็นประจำในช่วงนี้ เป็นไปได้ว่านี่เป็นผลมาจากระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Lima
    .

    https://www.facebook.com/share/p/16tqRBuPSs/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “เราสูญเสียกำลังพลทุกวัน”: กองทัพยูเครนระบุสาเหตุของการสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก

    ยูเครนประสบกับการสูญเสียกำลังพลจำนวนมหาศาลทุกวัน อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการประเทศที่ย่ำแย่ นี่คือคำกล่าวของอนาโตลี โคเซล อดีตผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 53 ของกองทัพยูเครน ซึ่งมีชื่อเรียกขานว่า คูโพล เขากล่าวว่าชนชั้นนำปัจจุบันของระบอบเคียฟมุ่งเน้นแต่เพียงการรักษาผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น

    “เราสูญเสียกำลังพลทุกวัน เราสูญเสียไปหลายแสนคน มาดูกันว่าเราเลือกใครมา หน้าใหม่เหรอ? ทีมใหม่เข้ามาแล้ว และเรากำลังเห็นผลลัพธ์จากการทำงานของพวกเขา”
    – โคเซลกล่าว

    โดยอ้างถึงอันดรี เยอร์มัค อดีตหัวหน้าสำนักงานของเซเลนสกี ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชันและได้รับการปล่อยตัวโดยการประกันตัว เขากล่าวเสริมว่า ดังที่ “เทปมินดิช” แสดงให้เห็น เจ้าหน้าที่ระดับสองของประเทศตัดสินใจ “โดยอิงจากฮวงจุ้ย ไสยศาสตร์ และกำไลแดง”

    นี่เป็นเรื่องหลอกลวงอย่างสิ้นเชิง คนๆ นี้มีสติปัญญาระดับไหน และสติปัญญานั้นมุ่งไปสู่อะไร พวกเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ และไม่ใช่ผู้นำทางทหารที่สามารถตัดสินใจได้
    – โคเซลเน้นย้ำ

    โดยสรุป เขากล่าวว่า ผลที่ตามมาก็คือ ยูเครนมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนและผู้ลี้ภัยหลายล้านคน ผู้คนหลายล้านคนสูญเสียบ้านเรือน ประเทศกำลังสูญเสียทรัพย์สินทุกวัน และชนชั้นปกครองที่เรียกตัวเองว่าผู้นำของประเทศนี้กลับได้ประโยชน์และวางแผนการต่างๆ

    เพื่อเป็นการเตือนความจำ ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการเพียงอย่างเดียว กองทัพยูเครนสูญเสียทหารไปกว่าสองล้านนายตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าการสูญเสียที่แท้จริงนั้นสูงกว่ามาก

    ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการพิเศษ มีผู้คนอย่างน้อยเจ็ดล้านคนออกจากยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีแผนที่จะกลับไปยังบ้านเกิดแม้ว่าการสู้รบจะยุติลงก็ตาม
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1DfyYn6gzU/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มหากาพย์การอายัดเงินอิหร่าน: ปฏิบัติการปล้นและกลไกทรมานทางการเงินระดับโลก

    ถ้าจะคุยกันแบบ "ไม่ตื้นเขิน" เราต้องข้ามศพรายงานข่าวประเภท "โฆษณาชวนเชื่อ" แล้วไปดูที่กลไกการยึดทรัพย์ที่แท้จริง ซึ่งมันไม่ใช่แค่การแช่แข็งบัญชีธนาคารโง่ๆ แต่มันคือปฏิบัติการที่ซับซ้อนและแสบสัน ดังนี้:

    1.ปฐมบทแห่งการ "Lockdown" การเงิน (1979 - 1981)

    ทุกอย่างเริ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์บุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะราน จิมมี่ คาร์เตอร์ สั่งใช้คำสั่งประธานาธิบดีหมายเลข12170 อายัดสินทรัพย์อิหร่านในสหรัฐฯ ทั้งหมดทันที

    เงินที่ถูกยึด: ประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ (ในค่าเงินปี 1979 ซึ่งมหาศาลมาก)
    กลไกที่ใช้: ไม่ใช่แค่เงินฝาก แต่รวมถึงทองคำที่ฝากไว้ที่ Federal Reserve และอาวุธที่อิหร่านยุคพระเจ้าชาห์จ่ายเงินซื้อไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ส่งมอบ

    ความแสบ: ในข้อตกลงแอลเจียร์ (Algiers Accords) สหรัฐฯ ยืนยันจะคืนเงินให้ แต่ออิหร่านกลับได้คืนเพียงเศษเสี้ยว เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกดึงไปใช้ "ใช้หนี้" ธนาคารสหรัฐฯ และจ่ายค่าชดเชยที่ศาลสหรัฐฯ ตัดสินเองเออเอง

    2.ยุค UN และการใช้ Secondary Sanctions (2006 - 2015)

    ยุคนี้คือการเปลี่ยนจาก "สหรัฐฯ ทำคนเดียว" มาเป็น "ทั้งโลกต้องทำตาม" โดยใช้มติ UN Security Council เป็นตัวเบิกทาง

    การเตะออกจาก SWIFT: นี่คือหัวใจหลัก เมื่ออิหร่านถูกตัดออกจากระบบสื่อสารทางการเงินโลก เงินค่าน้ำมันที่ขายให้ประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ จึงถูก "ดอง" อยู่ในธนาคารเหล่านั้นทันทีเพราะโอนกลับบ้านไม่ได้

    เงินค้างท่อ: ช่วงนี้มีเงินถูกดองทั่วโลกประเมินว่าสูงถึง100,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ($7,000 ล้าน) และอินเดีย ($6,000 ล้าน)

    ความจริงที่ซ่อนอยู่: ประเทศเหล่านี้ต้องอายัดเงินเพราะกลัว Secondary Sanctions ของสหรัฐฯ คือถ้าใครโอนเงินให้อิหร่าน ธนาคารนั้นจะถูกตัดออกจากระบบดอลลาร์ทันที ซึ่งไม่มีใครกล้าเสี่ยง

    3.โหมด "เทา" และเงินค้างที่จีน (The Gray Reality)

    กลไก "หยวนแลกสินค้า": จีนไม่เคยออกคำสั่งอายัดเงินอิหร่าน แต่ใช้ระบบ "Escrow Account" คือค่าน้ำมันโอนเข้าบัญชีธนาคารจีน เงินนี้อิหร่านเป็นเจ้าของแต่โอนออกไม่ได้ ต้องใช้ซื้อสินค้าจากจีนเท่านั้น

    การฟอกเงินระดับรัฐ: อิหร่านใช้ระบบ "Money Laundering Machine" ในตุรกีและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ผ่านธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราที่เจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยว เพื่อเปลี่ยนเงินค้างท่อให้กลายเป็นทองคำหรือเงินสดแล้วขนข้ามพรมแดน

    4.การถอนตัวจาก JCPOA และปฏิบัติการสลัดอากาศทางกฎหมาย (2018 - ปัจจุบัน)

    เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ฉีกสัญญาดั้งเดิม สหรัฐฯ กลับมาอายัดเงินเข้มข้นกว่าเดิมและเริ่มปฏิบัติการ "Piracy":

    การยึดน้ำมันกลางทะเล: สั่งอายัดน้ำมันขณะอยู่บนเรือในน่านน้ำสากล แล้วเอาไปประมูลขายเพื่อนำเงินเข้ากองทุนเหยื่อการก่อการร้ายของสหรัฐฯ

    การดองเงิน 6,000 ล้านที่กาตาร์ (2023-2026): สหรัฐฯ ยอมให้โอนเงินจากเกาหลีใต้ไปกาตาร์เพื่อแลกตัวนักโทษ แต่ออกคำสั่งคุมเงินนั้นว่าต้องใช้ซื้อแค่ยาและอาหาร พอเกิดเรื่องในตะวันออกกลางปี 2026 สหรัฐฯ ก็สั่งค้างเงินก้อนนี้ไว้อีกครั้งทันที

    5.ความ "แสบ" ของฝั่ง EU: สุภาพบุรุษนักกฎหมาย

    ยุโรปมาในสไตล์ที่บีบจนอิหร่านหายใจไม่ออกแต่ยังได้ภาพลักษณ์คนดี โดยมีกลไกสำคัญคือ:

    ยุทธศาสตร์สองหน้า (INSTEX): สร้างระบบขึ้นมาบังหน้าว่าช่วยให้ค้าขายเลี่ยงดอลลาร์ได้ แต่จำกัดให้ใช้แค่สินค้ามนุษยธรรมและตรวจสอบยุ่งยากจนไร้ค่า จนต้องปิดตัวลงในปี 2023

    ลักเซมเบิร์ก - ตู้เซฟที่เปิดไม่ได้: อายัดไว้ 1,600 ล้านดอลลาร์ โดยใช้ศาลเล่นเกม "เตะถ่วง" อ้างระเบียบคว่ำบาตรจนเงินดองเค็มหลายปี

    อังกฤษ - ตำนานรถถัง Chieftain: อมเงินค่ารถถังที่จ่ายล่วงหน้าไว้ 400 ล้านปอนด์นานกว่า 40 ปี พอจะคืนในปี 2022 ก็ยังบังคับให้ใช้ซื้อแค่ของกินของยาและใช้ต่อรองตัวประกัน

    การยึดทรัพย์ 2024-2026: ลามไปถึงการอายัดทรัพย์สินบริษัทขนส่งทางเรือ (IRISL) และสายการบิน (Iran Air) โดยอ้างข้อหาสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ทำให้โครงสร้างการค้าอิหร่านในยุโรปเป็นอัมพาต

    มาดู "ฟันเฟืองลับ" อีก 2-3 ตัว ที่ทำให้เงินเหล่านี้ไม่เคยหายไปไหน แต่อิหร่านกลับเหมือนคนหิวน้ำที่มองเห็นโอเอซิสแต่ดื่มไม่ได้ เราจะเรียกมันว่า
    "บันทึกลับก้นบึ้งคาสิโนโลก"

    6.ตัวแสบที่มองไม่เห็น: อุตสาหกรรม "ประกันภัยทางทะเล" (The Insurance Trap)
    นี่คือกลไกที่ EU และสหราชอาณาจักรใช้ควบคุมอิหร่านได้อยู่หมัดยิ่งกว่าการอายัดเงินในธนาคารเสียอีก:

    กลไก: เรือขนส่งสินค้าและน้ำมันทั่วโลกกว่า 90% ต้องพึ่งพากลุ่มประกันภัย International Group of P&I Clubs ซึ่งตั้งอยู่ในลอนดอนและยุโรป

    ความแสบ: แม้อิหร่านจะมีเงินสดไปจ่ายค่าน้ำมัน หรือมีเรือของตัวเอง แต่ถ้า EU สั่ง "ห้ามรับประกันภัย" เรือลำนั้นจะเข้าท่าเรือหลักของโลกไม่ได้เลย

    เงินที่ถูกดอง: ส่งผลให้เงินค่าน้ำมันหลายพันล้านดอลลาร์ต้องถูกอายัดไว้ในฐานะ "เงินประกันความเสี่ยง" หรือถูกปรับเป็นค่าธรรมเนียมเบี้ยประกันที่สูงลิ่ว ซึ่งเงินก้อนนี้ถูก "แช่" ไว้ในระบบการเงินยุโรปยาวๆ โดยไม่มีใครพูดถึงในข่าว

    7.ทองคำของพระเจ้าชาห์: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืมในแอฟริกาและเอเชียกลาง

    นอกเหนือจากเงินดอลลาร์และหยวน ยังมี "ทองคำสำรอง" ของอิหร่านที่ถูกอายัดหรือกักไว้ในประเทศที่เป็นอดีตมิตร:

    มีรายงานว่าทองคำบางส่วนถูก "ฝาก" ไว้ในประเทศแถบแอฟริกาและประเทศในอดีตสหภาพโซเวียตภายใต้ชื่อบริษัทนอมินี

    ความแสบ: ประเทศเหล่านี้ใช้จังหวะที่อิหร่านโดนแซงชั่น "อม" ทองคำไว้เฉยๆ โดยอ้างว่ากลัวสหรัฐฯ เล่นงาน แต่จริงๆ คือการยึดทรัพย์อิหร่านมาใช้หมุนเวียนในประเทศตัวเองแบบเนียนๆ โดยที่อิหร่านทำได้แค่ส่งหนังสือประท้วง

    8."ดอกเบี้ย" ของเงินแสนล้าน: ใครคือผู้รับผลประโยชน์?

    นี่คือจุดที่ตลกร้ายที่สุดในรายงานฉบับนี้:

    เงินกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลก (เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ลักเซมเบิร์ก, สหรัฐฯ) ไม่ได้นอนอยู่นิ่งๆ ในห้องเก็บเงิน

    ความเป็นจริง: ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ของประเทศที่อายัดเงินเหล่านั้น นำเงินอิหร่านไป "ปล่อยกู้ต่อ" หรือลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพื่อสร้างดอกเบี้ยมหาศาลตลอด 40 ปี

    ผลลัพธ์: เมื่อถึงเวลาคืน (ถ้ามีการคืน) พวกเขาคืนแค่ "เงินต้น" (และอาจบวกดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย) ส่วนกำไรมหาศาลจาก "ส่วนต่างดอกเบี้ย" ตลอดหลายทศวรรษถูกกลืนหายไปในงบประมาณของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว

    ทำไมเงินถึงยังค้างอยู่ได้ตั้งครึ่งศตวรรษ?

    Legalized Theft (การปล้นที่ถูกกฎหมาย): สหรัฐฯ ใช้ศาลในประเทศตัวเองสั่งปรับและยึดทรัพย์อิหร่านมาจ่ายหนี้ที่ศาลตัวเองสั่ง เงินอิหร่านจึงร่อยหรอไปเรื่อยๆ โดยเจ้าของไม่ได้ใช้

    The Middleman Profit (กำไรของคนกลาง): ประเทศคนกลาง (รวมถึงจีนและสิงคโปร์ในบางแง่มุม) ได้ประโยชน์จาก "ค่าธรรมเนียมการโอนนอกระบบ" ซึ่งบางครั้งสูงถึง 20-30%

    Hiding the Flow: ในโลกสีเทา เงินถูกเปลี่ยนสภาพเป็น "สินค้าที่ไม่ปรากฏในบัญชี" เช่น เทคโนโลยีขีปนาวุธหรือชิปคอมพิวเตอร์เพื่อหักลบค่าน้ำมันที่ค้างอยู่

    เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า การอายัดเงินอิหร่านไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่มันคือ "อุตสาหกรรมการสกัดความมั่งคั่ง":

    สหรัฐฯ คือเจ้าของคาสิโนที่ริบชิป (เงินต้น)

    EU คือทนายและบริษัทประกันที่กักเงินผ่านระเบียบจุกจิก (ค่าธรรมเนียม)

    จีน คือพ่อค้าที่บังคับเอาชิปที่เหลือมาแลกของในร้านตัวเอง (Barter)

    ธนาคารทั่วโลก คือผู้ที่นำเงินที่ถูกอายัดไปปั่นกำไรดอกเบี้ยเข้ากระเป๋าตัวเองฟรีๆ

    สรุปสุดท้าย: มหากาพย์นี้สอนให้รู้ว่า ในโลกของการเงินระดับสากล "ความถูกต้อง" เป็นเพียงฉากหน้า แต่ "สภาพคล่องของศัตรู" คือขุมทรัพย์ของมหาอำนาจ!
    https://www.facebook.com/share/p/18W9zw5yNQ/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สายส่งกำลังบำรุงวิกฤต! บล็อกเกอร์ทหารชื่อดังรัสเซียยอมรับ ยูเครนระดมโดรนทุบเส้นทางลำเลียงภาคใต้ หวั่นแนวรบซาปอริซเซีย-ไครเมียพังทลาย


    บล็อกเกอร์ช่อง Telegram สายทหารชื่อดังของรัสเซียอย่าง “Rybar” เปิดเผยรายงานประเมินสถานการณ์ล่าสุด ยอมรับว่ากองทัพรัสเซียกำลังเผชิญปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุงขั้นรุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญจากการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของกองกำลังยูเครน


    โดรนยูเครนถล่มเส้นทางส่งเสบียงภาคใต้ กระทบทั้งพลเรือนและกองทัพ


    รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพยูเครนได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเป้าไปที่ยานพาหนะขนส่งเสบียงและสินค้าที่เดินทางไปยังภูมิภาคเคอร์ซอน ซาปอริซเซีย และคาบสมุทรไครเมีย


    การโจมตีที่รุนแรงและต่อเนื่องนี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอย่างสูงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคบนคาบสมุทรไครเมีย จนทำให้ต้องมีการจำกัดการขายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือการใช้ชีวิตของพลเรือนเท่านั้น แต่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการรบของกองทัพรัสเซียในแนวรบด้านใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ล่อแหลมและสั่นคลอนอย่างมาก


    ยูเครนรุกคืบ กดดันรัสเซียถอยร่นในซาปอริซเซีย


    ในส่วนของสถานการณ์บนแนวรบภาคพื้นดิน รายงานของ Rybar ยอมรับว่ากองกำลังยูเครนได้ทำการโจมตีในพื้นที่คาเมนสโกเย (Kamenskoye) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และสามารถรุกคืบกดดันให้กองทัพรัสเซียต้องถอยร่นออกไป ส่งผลให้พื้นที่สเตปโนฮีร์สค์ (Stepnohirsk / Stepnogorsk) และปลัฟนี (Plavni) เกือบจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครนโดยสมบูรณ์


    หมายเหตุสำคัญ: การรุกคืบครั้งนี้ของยูเครน ส่งผลให้รัสเซียต้องสูญเสียพื้นที่ที่เคยยึดครองมาได้ทั้งหมดจากการเปิดฉากบุกโจมตีในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา (พูดง่าย ๆ คือใช้เวลากว่า 1 ปีในการยึด สุดท้ายโดนยูเครนยึดคืนหมด) และมีความเสี่ยงสูงที่ยูเครนจะเปิดฉากบุกทะลวงครั้งใหญ่ตามแนวรบ Kamenskoye-Shcherbaki เพิ่มเติม


    สัญญาณอันตราย: โดรนถล่มรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย


    อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือ การเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติของการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนในพื้นที่คาเมนกา-ดนิโปรฟสกา (Kamenka-Dniprovska) โวเดียเน (Vodyane) และเอเนอร์โฮดาร์ (Enerhodar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย (ZNPP) โดยมีรายงานการโจมตีเกิดขึ้นทุก ๆ 20-30 นาที จนทำให้พนักงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตกเป็นเป้าหมายและมีผู้บาดเจ็บในกลุ่มพลเรือน


    ฝ่ายวิเคราะห์ของรัสเซียประเมินว่า การระดมโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ายูเครนกำลังเตรียมการส่งกำลังทหารข้ามเข้ามาโจมตีตลบหลัง หรือส่งหน่วยก่อวินาศกรรมทะลวงผ่านแนวพงหญ้าบริเวณก้นอ่างเก็บน้ำคาคอฟกา (Kakhovka Reservoir) ที่แห้งขอดลงไป ซึ่งหากยูเครนสามารถยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คืนไปได้ จะเป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับรัสเซียในการยึดกลับคืน เนื่องจากรัสเซียจะไม่สามารถใช้การโจมตีทางอากาศหรืออาวุธหนักทำลายล้างสูงในเขตวัตถุอันตรายทางนิวเคลียร์ได้


    เส้นทางหลักถูกตัด รัสเซียต้องอ้อมไกล “Small Sky” ตามไม่ทันโดรนรุ่นใหม่


    รายงานสรุปในตอนท้ายว่า ปัจจุบันเส้นทางเสริมกำลังและขนส่งเสบียงหลักของรัสเซียผ่านทางวาซิลีฟกา (Vasilyevka) ถูกโจมตีอย่างหนัก จนทำให้รัสเซียอาจจำเป็นต้องหันไปใช้เส้นทางที่อ้อมและไกลกว่าผ่านทางต็อกมัค (Tokmak) เบอร์เดียนสค์ (Berdyansk) และมาริอูโปล (Mariupol) ซึ่งแม้แต่เส้นทางเหล่านี้ในปัจจุบัน การขนส่งสินค้าภาคพลเรือนก็ถูกขัดขวางอย่างรุนแรงแล้วเช่นกัน


    แม้ว่ารัฐบาลและกองทัพรัสเซียในระดับสูงจะมีการหารือเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ หรือโครงการ “Small Sky” เพื่อรับมือกับฝูงโดรน แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานได้ทันท่วงที โดยเฉพาะหลังจากช่วงวันหยุดเดือนพฤษภาคม (และหลังจากการเจรจาหยุดยิงสิ้นสุดลง) ที่กองทัพยูเครนได้นำโดรนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “Hornets” ออกมาทดสอบและเปิดฉากใช้งานจริงในปริมาณมหาศาล แบบไม่เปิดโอกาสให้กองทัพรัสเซียได้ตั้งตัวหรือพัฒนามาตรการตอบโต้ได้ทัน





    เครดิตข้อมูล: James Lucia / The Wild Chronicles Group สมาคมผู้สนใจประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ
    แหล่งข่าวต้นทาง: ช่อง Telegram “Rybar” (https://t.me/rybar/80586)

    https://www.facebook.com/share/p/1CcbteZXjC/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปากีสถานตอบโต้ประเด็น Abraham Accords:

    “จุดยืนของเราชัดเจนอย่างยิ่ง ปากีสถานสนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่สามารถดำรงอยู่ได้จริงและมีดินแดนต่อเนื่อง โดยมีอัลกุดส์ อัลชะรีฟ (เยรูซาเล็ม) เป็นเมืองหลวง”

    ปากีสถานระบุว่า หลักการสำคัญของตนยังคงเป็นการสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์เอกราช

    https://www.facebook.com/share/p/1DD3GJs3eX/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุดีอาระเบียเพิ่ง “ปัดตก” ความฝันตะวันออกกลางครั้งใหญ่ของทรัมป์! และยืนยันต้องมีรัฐปาเลสไตน์อิสระ

    ทรัมป์:
    “ทุกประเทศในตะวันออกกลางต้องเข้าร่วม Abraham Accords ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน! มันจะเป็นประวัติศาสตร์!”

    ซาอุดีอาระเบียได้ “ปฏิเสธ” ข้อเรียกร้องของทรัมป์อย่างเป็นทางการแล้ว…

    ซาอุดีอาระเบีย:
    “เราปฏิเสธเรื่องนี้ จะไม่มีการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล เว้นแต่จะมีเส้นทางที่ไม่อาจย้อนกลับได้ไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระ”

    ซาอุดีอาระเบียเพิ่งย้ำให้ทุกฝ่ายเห็นอีกครั้งว่า:
    “ปาเลสไตน์” ยังคงเป็น “เส้นแดงสูงสุด” ของโลกอาหรับและริยาดห์

    https://www.facebook.com/share/p/1BByHVcx2Q/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์เพิ่งเผยแพร่ “รายชื่อประเทศทั้งหมด” ที่จำเป็นต้องเข้าร่วม Abraham Accords เพื่อแลกกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

    ไม่ใช่ “ข้อเสนอ”
    ไม่ใช่ “คำร้องขอ”
    แต่เป็น “ข้อบังคับ”
    ต้องลงนาม “พร้อมกัน”
    และมีการระบุชื่อประเทศอย่างชัดเจนทีละประเทศ

    ซาอุดีอาระเบีย → ต้องลงนาม Abraham Accords → ปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล → มิฉะนั้นข้อตกลงกับอิหร่านจะล่ม

    กาตาร์ → ต้องลงนาม Abraham Accords → ประเทศเจ้าภาพกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command)

    ปากีสถาน → ต้องลงนาม Abraham Accords → ชาตินิวเคลียร์ที่มีประชากรมุสลิมกว่า 240 ล้านคน

    ตุรกี → ต้องลงนาม Abraham Accords → พันธมิตร NATO ที่ผู้นำเคยเรียกอิสราเอลว่า “รัฐก่อการร้าย”

    อียิปต์ → ต้องลงนาม Abraham Accords → ประเทศประชากรกว่า 100 ล้านคน และศูนย์กลางจิตวิญญาณของโลกอาหรับ

    จอร์แดน → ต้องลงนาม Abraham Accords → แม้จะมีสนธิสัญญาสันติภาพอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ต้อง “ยอมรับอย่างเปิดเผย”

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ → เป็นสมาชิกอยู่แล้ว → ต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางของพันธมิตรใหม่ที่ขยายตัว

    บาห์เรน → เป็นสมาชิกอยู่แล้ว → ต้องยืนเคียงข้างทุกประเทศผู้ลงนามใหม่

    อิหร่าน → ได้รับ “เกียรติ” ให้เข้าร่วม → ซึ่งหมายถึง: ยอมรับอิสราเอล หรือคงอยู่ในภาวะสงครามต่อไป

    9 ประเทศที่ถูกระบุชื่อ
    1 เงื่อนไข: ทุกประเทศต้องลงนามพร้อมกัน มิฉะนั้นข้อตกลงจะล้มเหลว
    ไม่มีข้อยกเว้น — คำของทรัมป์คือ “mandatory” (บังคับ)
    มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 11.3 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่จุดต่ำสุดวันที่ 30 มีนาคม — นั่นคือมูลค่าของ “สันติภาพ”

    ทุกประเทศในรายชื่อนี้มีนโยบายรัฐอย่างเป็นทางการที่ปฏิเสธการรับรองอิสราเอล บางประเทศดำเนินจุดยืนนี้มานานหลายทศวรรษ บางประเทศตั้งแต่ปี 1948

    โพสต์ของทรัมป์เผยแพร่ออนไลน์แล้ว
    การพูดคุยกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว
    รายชื่อถูกเปิดเผยแล้ว

    และนี่คือ “ลายเซ็น” ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น — ในตอนนี้
    https://x.com/USronaldcarter/status/2058946826191929476

    https://www.facebook.com/share/p/18k3VMdfi7/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาโร่ปฏิเสธข่าวปิดพรมแดน-ห้ามต่างชาติอายุต่ำกว่า 40 เข้าประเทศ หลังลือว่อนโซเชียลจีน
    .
    .
    MGR Online - หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ที่ระบุว่า กัมพูชาปิดพรมแดนและห้ามชาวต่างชาติอายุต่ำกว่า 40 ปีเข้าประเทศ โดยระบุว่าข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จ
    .
    สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (GDI) ของกัมพูชากล่าวว่า ข่าวลือที่เผยแพร่อยู่ในแพลตฟอร์ม WeChat ของจีนนั้นทำให้เข้าใจผิดและไม่มีมูลความจริง โดยข้อความเหล่านั้นระบุอ้างว่าสนามบินนานาชาติพนมเปญได้ระงับเที่ยวบินขาเข้า และด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบกจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. นอกจากนี้ยังอ้างว่าชาวต่างชาติทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี จะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศโดยไม่คำนึงถึงวีซ่าหรือเอกสารทางธุรกิจ
    .
    “ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่เคยได้รับคำสั่งให้ห้ามผู้เดินทางที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี” สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุ พร้อมเสริมว่าการควบคุมยังคงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่การจำกัดผู้มาเยือนที่ถูกต้องตามกฎหมาย
    .
    สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเน้นย้ำว่า นักท่องเที่ยว นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้ค้าขาย และแรงงานต่างชาติ ยังคงได้รับการต้อนรับ สนามบินนานาชาติและด่านชายแดนยังคงเปิดให้บริการตามปกติ
    .
    ด้านโฆษกของสำนักงานการบินพลเรือนยืนยันว่า สนามบินนานาชาติเตโช เสียมราฐอังกอร์ และสีหนุวิลล์ ยังคงเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ
    .
    กัมพูชากำลังเร่งความพยายามในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศโครงการนำร่องยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองจีนให้พำนักได้นาน 14 วัน ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย. ถึง 15 ต.ค. 2569.

    https://www.facebook.com/share/p/1E3Kip73Rp/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอาเข้าแล้ว! IRGC เอาคืนเปิดฉากโจมตีเครื่องบินสเตลท์อเมริกัน F-35 พร้อมสอยตกโดรนรีปเปอร์ MQ-9 “มอจตาบา” เตือนดุ จะไม่มีที่ปลอดภัยในตะวันออกกลางเหลือให้อเมริกาอีกต่อไป
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์ - กองกำลังพิทักษ์การปฎิวัติอิสลาม IRGC ของอิหร่านแถลงวันอังคาร(26 พ.ค)ว่า ใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐฯที่ยิงถล่มเรืออิหร่านด้วยการโจมตีเครื่องบินล่องหนสหรัฐฯ F-35 และยิงตกโดรนรีปเปอร์ MQ-9 ด้านผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณอิหร่าน มอจตาบา คาเมเนอี ที่ยังหลบอยู่ในที่ซ่อนล่าสุดออกมาเตือนไปยังทรัมป์ว่า ไม่มีที่ปลอดภัยในตะวันออกกลางสำหรับสหรัฐฯอีกต่อไป
    .
    เอ็กซเพรสของอังกฤษรายงานวันนี้(26 พ.ค)ว่า กองกำลังพิทักษ์การปฎิวัติอิสลาม IRGC ออกแถลงการณ์ในวันอังคาร(26) อ้างว่า เตหะรานขอใช้ความชอบธรรมและนิยามของสิทธิเพื่อตอบโต้ต่อการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มาจากสหรัฐฯ
    .
    ในแถลงการณ์ยังกล่าวต่อว่า หน่วยทางอากาศของตนประสบความสำเร็จสามารถยิงตกโดรนรีปเปอร์ MQ-9 และยิงโจมตีเครื่องบินล่องหนสหรัฐฯ F-35 ที่ล่วงล้ำน่านฟ้าอิหร่านเข้ามา อ้างอิงจากการรายงานของสื่อทางการเตหะราน
    .
    เอ็กซเพรสรายงานว่า IRGC อ้างว่าประสบความสำเร็จทำให้เครื่องบินสเตลท์เจน 5 ของสหรัฐฯที่มีความไฮเทคมากที่สุดในโลกต้องยอมออกไปจากน่านฟ้า พร้อมกับยังยิงโจมตีโดรนสอดแนมสหรัฐฯ RQ4
    .
    เป็นการออกแถลงการณ์ของฝ่ายเตหะรานตามหลังสหรัฐฯเปิดปฎิบัติการโจมตีทางใต้ของอิหร่านในข้ามคืนที่ผ่านมา โดยฝ่ายสหรัฐฯอ้างว่าทำไปเพื่อ “ป้องกันตัว”
    .
    ด้าน ทิม ฮอว์กินส์ (Tim Hawkins) โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ CENTCOM กล่าวต่อสื่อมวลชนในค่ำวันจันทร์(25)ว่า “กองกำลังสหรัฐฯเปิดปฎิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตัวเองทางใต้ของอิหร่านวันนี้เพื่อปกป้องกำละงพลของพวกเราจากภัยคุกคามโดยกองกำลังอิหร่าน”
    .
    และเสริมว่า “เป้าหมายรวมถึงการโจมตีไซต์ฐานยิงมิสไซล์และเรืออิหร่านที่พยายามจะวางทุ่นระเบิดสนาม”
    .
    แถลงการณ์ย้ำว่า “กองบัญชาการกลางสหรัฐฯจะยังคงปกป้องกองกำลังของพวกเราในขณะที่ใช้ความอดกลั้นระหว่างข้อตกลงหยุดยิงที่ยังคงเดินหน้า”
    .
    ด้านผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณอิหร่านที่รอดชีวิตจากการโดนโจมตีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มอจตาบา คาเมเนอี ล่าสุดในวันนี้(26) ตามการรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ของสหรัฐฯ ออกมาข่มขู่ว่า ฐานทัพอเมริกันในตะวันออกกลางไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป
    .
    เป็นการส่งสารออกมาเตือนในการเริ่มต้นของเทศกาลแสวงบุญฮัจของศาสนาอิสลาม
    .
    “เข็มนาฬิกาจะไม่เดินย้อน และประเทศต่างๆและดินแดนในภูมิภาคจะไม่ยอมเป็นโล่ให้กับฐานทัพอเมริกัน”
    .
    และเขาเสริมว่า “อเมริกาที่นอกเหนือจากการไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับความก้าวร้าวและฐานทัพต่างๆในภูมิภาคนั้นกำลังถอยห่างจากสถานะในอดีตของตัวเองวันแล้ววันเล่า” คาเมเนอีกล่าวในวันอังคาร(26)
    .
    NDTV ของอินเดียรายงานว่า ข่าวกรองลับของสหรัฐฯเปิดเผยว่า บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณอิหร่าน อาลี คาเมเนอี นั้นยังคงบาดเจ็บและหลบซ่อนอยู่ในเซฟเฮาส์ที่ไม่เปิดเผยและไม่ยอมติดต่อแม้กับเจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงด้วยความวิตกว่าอาจโดนลอบสังหาร
    .
    มอจตาบามีรายงานว่า เขาใช้เครือข่ายการสื่อสารที่ซับซ้อนในการติดต่อกับโลกภายนอก โดยข่าวกรองลับสหรัฐฯชี้ว่า ผลจากความซับซ้อนส่งผลทำให้การเจรจาสันติภาพอิหร่านกับสหรัฐฯเกิดความล่าช้า
    .
    โดยกว่าที่สารจากวอชิงตันจะเดินทางไปจนถึงผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณอิหร่านคนใหม่นั้นก็ล่าช้าไปมากแล้วทำให้อเมริกาได้รับคำตอบจากอิหร่านช้ามากโดยใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะนำคำตอบไปถึงมือนักการทูตส่งผลต่อความก้าวหน้าในการเจรจาข้อตกลง

    https://www.facebook.com/share/p/1D7E9gp7o1/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาเล็งเพิ่มงบกลาโหมเป็น 900 ล้านดอลลาร์ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย จนท.ย้ำไม่กระทบงบกระทรวงอื่น
    .
    .
    MGR Online - รัฐบาลกัมพูชาวางแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมสำหรับปี 2570-2572 โดยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่รัฐชี้แจงว่าการเพิ่มงบดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพให้ทันสมัยในระยะยาว และเสริมว่าการปรับเพิ่มงบประมาณส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนด้านการศึกษาหรือสาธารณสุข
    .
    “ในฐานะรัฐขนาดเล็ก กัมพูชาต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ผันผวนมากขึ้น” อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญกล่าว และว่าการจัดสรรงบประมาณที่สูงขึ้นนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการพัฒนากองทัพให้ทันสมัย
    .
    หนังสือเวียนของรัฐบาลเกี่ยวกับแผนงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ปี 2570-2572 ชี้ว่างบประมาณด้านกลาโหมจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นมืออาชีพ การขยายขีดความสามารถในการฝึก การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ และการปรับปรุงอุปกรณ์ให้ทันสมัย
    .
    ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับการกลับมาใช้ระบบเกณฑ์ทหารอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการสรรหาบุคลากร การฝึกอบรม ที่พัก และการสนับสนุนการปฏิบัติการ
    .
    ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของงบประมาณนี้ว่าเป็นก้าวแห่งวิวัฒนาการเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ทางทหารระยะยาวของประเทศ
    .
    เขากล่าวว่าการเพิ่มงบประมาณนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้การปฏิรูปกฎหมายกลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ
    .
    นอกจากนี้ เขายังอ้างถึงความพยายามของรัฐบาลในการลดต้นทุนด้านการบริหาร ที่รวมถึงการยุบหน่วยงาน 30 แห่งใน 16 กระทรวงเมื่อไม่นานนี้ว่าเป็นหลักฐานของการสร้างพื้นที่ทางการคลังโดยไม่ต้องตัดงบประมาณด้านสังคม และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศกับประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา และความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเน้นย้ำว่าอธิปไตยต้องอาศัยทั้งความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการป้องปรามที่น่าเชื่อถือ
    .
    ด้านโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่าการใช้จ่ายด้านสังคมจะยังคงเพิ่มขึ้นภายใต้กรอบงบประมาณระยะกลาง โดยงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.4% ในปี 2570, 8.3% ในปี 2571 และ 5% ในปี 2572
    .
    การใช้จ่ายด้านกลาโหมและความมั่นคงคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 11.4% ในปี 2570 และเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงในปีต่อๆ ไป
    .
    “การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านกลาโหมจะไม่ลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงสาธารณสุข” โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวย้ำ.

    https://www.facebook.com/share/p/18nDf7a6nW/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาคการบินพลเรือนของกัมพูชายังคงมีเสถียรภาพ แม้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกต้องเผชิญกับความยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นและความปั่นป่วนทางอุปทาน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากคำอวดอ้างของสำนักงานเลขาธิการแห่งรัฐด้านการบินพลเรือน(SSCA)ของกัมพูชา

    คำรับประกันดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่หลายประเทศทั่วเอเชีย ต้องประสบกับปัญหาระงับหรือปรับลดเที่ยวบินลงอย่างมาก จากวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงเครื่องบิน อันเนื่องจากสงครามที่ยังคงลากยาวในตะวันออกกลาง และความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันอันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆทั่วโลกต้องตัดสินใจปรับขึ้นค่าตั๋วและยกเลิกเที่ยวบินหลายพันหลายหมื่นเที่ยวบิน ท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงที่ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง อันเนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง โดยเอเชียถือว่ามีความอ่อนแอต่อสถานการณ์นี้มากกว่าใคร เหตุเพราะพึ่งพิงอย่างมากต่อปุทานน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    แม้อุตสาหกรรมการบินทัวโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทางกัมพูชาอวดอ้างว่าสนามบินนานาชาติ 3 แห่งของประเทศ ได้แก่ในพนมเปญ, เสียมราฐและสีหนุวิลล์ ยังคงปฏิบัติการตามปกติ จนถึงตอนนี้ไม่มีเที่ยวบินหลักๆถูกยกเลิก

    สินน์ จันเสรี วุธา เลขาธิการและโฆษกของ SSCA บอกว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังจับตาสถานการณ์ในตลาดน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับภาคการบินพลเรือนนานาชาติ เพื่อปกป้องเสถียรภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบินของกัมพูชา

    "ในบริบทของการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันคือหนึ่งในต้นทุนใหญ่ที่สุดสำหรับสายการบินต่างๆ ซึ่งอาจมีสัดส่วนสูงถึงราวๆ 25% ถึง 40% ของต้นทุนปฏิบัติการ" วุธาบอกกับขแมร์ไทม์ส

    "การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกับราคาตั๋ว จำนวนเที่ยวบิยและแผนปฏิบัติกาของบางบริษัท แต่ในกัมพูชา ภาคการบินพลเรือนยังคงแสดงสัญญาณในทางบวก ด้วยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ มขึ้น และการเปิดตัวของสายการบินใหม่ๆ" เขากล่าว

    รายงานระบุว่าทั่วภูมิภาค หลายประเทศต่างรู้สึกถึงผลกระทบจากวิกฤตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งพม่า, เวียดนาม, ไทย และปากีสถาน ต่างต้องเผชิญกับการลดเที่ยวบิน ในขณะที่สายการบินต่างๆพยายามหาทางรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและการขาดแคลนเชื้อเพลิง

    วุธา เน้นย้ำว่าจนถึงตอนนี้ กัมพูชา สามารถหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนในวงกว้างดังที่พบเห็นในที่อื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการสายการบินยังคงอยู่ในความระแวดระวัง

    ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการตามที่ SSCA กล่าวอ้างก่อนหน้านี้ ระบุว่าสนามบินนานาชาติ 3 แห่งของกัมพูชา รองรับเที่ยวบินไป-กลับ 23,204 เที่ยว ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

    จำนวนผู้โดยสารในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แตะระดับ 2.42 ล้านคน ลดลงเล็กน้อย 4% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ เพิ่มขึ้น 36% เป็นมากกว่า 30,000 ตัน ซึ่งทาง SSCA กล่าวอ้างมันช่วยเน้นย้ำถึงความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆในด้านการค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์

    (ที่มา:ขแมร์ไทม์ส)

    https://www.facebook.com/share/p/1BD9njF9Er/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    WHO เตือน ‘อีโบลา’ ระบาดเร็วเกินคาด! ยอดเสียชีวิตพุ่ง 220 ศพ ยอดผู้ป่วยต้องสงสัยในคองโกพุ่งสูงกว่า 900 รายแล้ว

    วันที่ 26 พ.ค.69 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ขณะนี้พบผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาแล้วถึง 220 ราย พร้อมยอมรับว่า ความล่าช้าในการตรวจพบผู้ป่วย สร้างความยากลำบากในการรับมือให้กับเจ้าหน้าที่

    ดร.เทดรอสกล่าวว่า “เรากำลังเร่งขยายปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน แต่ในขณะนี้การแพร่ระบาดไปเร็วกว่าที่พวกเราคาดเอาไว้” พร้อมย้ำว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ต้องดำเนินการรับมือในทันที

    ด้าน ยูกันดา ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมในประเทศเพิ่มเป็น 7 ราย โดยผู้ป่วยใหม่ทั้งคู่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศ

    การระบาดครั้งนี้เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ ‘บันดิบูเกียว’ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษาโดยเฉพาะ ทำให้ WHO ต้องประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

    สถานการณ์ในดีอาร์คองโก ทวีความตึงเครียดอย่างหนัก โดยเมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์บุกโจมตีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ใช้รักษาผู้ต้องสงสัยและผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการระบาด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยท่ามกลางเสียงปืนดังสนั่น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่รายงานว่า กลุ่มผู้โจมตีพยายามบุกเข้ามาทวงศพญาติคืน

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากชาวบ้านก่อเหตุเผาเต็นท์กักตัวผู้ป่วยอีโบลา ในเมืองมงบวาลู ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อ 18 ราย หลบหนีออกจากสถานพยาบาล และยังไม่สามารถติดตามตัวได้

    นอกจากนี้ยังมีศูนย์รักษาในเมืองรวัมปารา ถูกเผาทำลายหลังจากญาติไม่พอใจที่ถูกสั่งห้ามรับศพผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีกรรมเอง

    เนื่องจากไวรัสอีโบลาแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งรวมถึงศพของผู้เสียชีวิตด้วย ทางการดีอาร์คองโก จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้จัดการเรื่องการฝังศพทั้งหมด และสั่งห้ามจัดงานศพหรือการรวมตัวกันเกิน 50 คนในพื้นที่ระบาด อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิตที่ไม่เข้าใจในมาตรการด้านสาธารณสุข จนนำไปสู่เหตุรุนแรง

    ในขณะนี้ ยอดผู้ป่วยต้องสงสัยในคองโกพุ่งสูงกว่า 900 รายแล้ว และเชื้อได้กระจายออกจากจุดเริ่มต้นไปไกลกว่า 200 กิโลเมตร รวมถึงข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา

    https://www.facebook.com/share/p/1FhL9okZLY/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘กรมควบคุมโรค’ สรุปผู้เดินทางจากพื้นที่แพร่ระบาดไวรัส ‘อีโบลา’ เข้าไทยแล้ว 53 ราย ยังไม่พบมีอาการเสี่ยง ต้องติดตามอาการต่อเนื่อง21 วัน

    วันที่ 26 พ.ค.69 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รอง อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สรุปยอดตัวเลขล่าสุด วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มีผู้เดินทางจากประเทศที่มีมีการแพร่ระบาดของ ‘อีโบลา’ คือ คองโกและยูกันดา เดินทางเข้าประเทศไทย ขณะนี้อยู่ที่ 53 ราย โดยมาจาก คองโก 12 ราย และจากอูกันดา 41 ราย

    ส่วนยอดที่ระบุว่าว่า มีผู้เดินทางมา100 คน คือ ยอดที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ทำเรื่องออกนอกประเทศ 2 ประเทศต้นทางเดินทางออกมา แต่เข้าไทยแค่ 53 ราย ส่วนที่เหลือเป็นการเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น

    ทั้งนี้ในยอด 53 รายเป็นบุคคลจาก 16 สัญชาติ เช่นจีน , อเมริกา , เวียดนาม , ซาอุดีอาระเบีย , เกาหลีใต้ เป็นต้น โดยพบว่าผู้เดินทางส่วนใหญ่มาประเทศไทยเพื่อมาเที่ยว และรอเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ

    https://www.facebook.com/share/p/18YYx8tvdk/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แผนลวงเคลียร์ทุ่นระเบิด — เมื่อกองทัพอังกฤษส่งเรือไปช่องแคบฮอร์มุซ แต่มีเงื่อนไขว่า "ต้องสงบศึกก่อน!"

    หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ได้ตีพิมพ์รายงานที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งจากบนเรือ RFA Lyme Bay ของอังกฤษ ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อมอยู่ในบริเวณ Gibraltar เพื่อเตรียมปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิดของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนไขสำคัญซ่อนอยู่ (There is a catch) เพราะกองทัพอังกฤษพร้อมที่จะส่งเรือล่วงล้ำเข้าไปในช่องแคบก็ต่อเมื่อ ‘หลังจาก’ ที่มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสาธารณรัฐอิสลามและสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น!

    นอกจากนี้แหล่งข่าวหลายแห่งยังได้ส่งสัญญาณบอกใบ้แก่บรรดานักข่าวว่า การที่กองเรือของกษัตริย์อังกฤษต้องจำใจเข้าร่วมเก็บกวาดผลพวงจากปฏิบัติการ ‘Epic Rage’ ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงการตอบสนองแบบจำยอมต่อคำตัดพ้อและเสียงบ่นของ Donald Trump ที่มีต่อฝั่งยุโรป เนื่องจากเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศพันธมิตรเท่าที่ควรในช่วงที่ "สงครามไม่เป็นไปตามแผน" ซ้ำร้าย Trump ยังเคยตราหน้าเรือรบของอังกฤษว่าเป็นแค่ "ของเล่น" และยังค่อนแคะนายกรัฐมนตรี Keir Starmer ว่า "ห่างไกลจาก Winston Churchill" อีกด้วย

    ปริศนาใต้ผืนน้ำ: ทุ่นระเบิดของจริงหรือแค่บลัฟระดับโลก?
    ประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนที่สุดในเวลานี้คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าช่องแคบดังกล่าวถูกวางทุ่นระเบิดไว้แล้วจริงหรือไม่? ใช่ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเลย รวมถึงฝั่งสหรัฐฯที่มีเครือข่ายดาวเทียมสอดแนมล้ำสมัยข้ามดวงดาว สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบไว้แล้วจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่การบลัฟทางการทหารที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น มุมมองของนักวิเคราะห์แตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ตั้งแต่ "บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรอยู่ใต้น้ำเลยก็ได้" ไปจนถึง "มีทุ่นระเบิดหลากหลายชนิดจำนวนมหาศาลซ่อนอยู่" และจนถึงวินาทีนี้ ทั้งอังกฤษและอเมริกาก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าทุ่นระเบิดเหล่านั้นมีจำนวนเท่าใด หรือเป็นประเภทไหนบ้าง

    เป็นเวลานานมาแล้วที่เรือกวาดทุ่นระเบิดของอังกฤษถือเป็นกระดูกสันหลังหลักของกลุ่มเรือกวาดทุ่นระเบิดถาวรของ NATO แต่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี กองทัพอังกฤษตัดสินใจลดบทบาทของกองเรือแบบดั้งเดิมลง แล้วหันไปพึ่งพาระบบโดรนไร้คนขับ (Unmanned Systems) ที่สั่งการจากเรือแม่แทน

    ความท้าทายอยู่ตรงนี้! หากเทคโนโลยีไร้คนขับอันล้ำสมัยเหล่านี้เกิดล้มเหลว ไม่สามารถรับมือกับสนามทุ่นระเบิดอันหนาแน่นและซับซ้อนของอิหร่านได้ (ซึ่งคาดว่ามีทั้งทุ่นระเบิดทอดสมอ, ทุ่นระเบิดวางก้นทะเล, ทุ่นระเบิดจับสัญญาณเสียง หรืออาจมีแม้กระทั่งทุ่นระเบิดขับเคลื่อนด้วยจรวด) สิ่งนี้จะกลายเป็นการประจานความล้มเหลวครั้งใหญ่ต่อหน้าสาธารณชนของแนวคิดนาวิกโยธินยุคใหม่ของอังกฤษ และบีบให้พวกเขาต้องเร่งหาทางแก้ไขระบบโดยด่วน

    สงครามความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Warfare) และความอัมพาตของตลาดโลก
    อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าทึ่งคือ สำหรับภาคการขนส่งทางเรือแล้ว มันไม่มีผลอะไรเลยว่าในช่องแคบนั้นจะมีทุ่นระเบิดอยู่จริงหรือไม่ เพราะเพียงแค่การประกาศคำขู่ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็สามารถปิดตายเส้นทางขนส่งลำเลียงที่สำคัญที่สุดของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความจริงในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารและ "สงครามความรู้ความเข้าใจ" (Cognitive Warfare)

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ มีเรือสินค้านับร้อยลำจอดนิ่งสนิทติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียและเบี้ยประกันภัยเรือก็พุ่งสูงขึ้นถึง 10–20 เท่าตัว ไปแตะระดับ 2.5–5% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (มีข่าวลือว่า ค่าประกันภัยของเรือบางลำพุ่งสูงถึงประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ต่อการเดินเรือเพียงหนึ่งเที่ยว)

    แน่นอนว่าตราบใดที่ภัยคุกคามเหล่านี้ยังไม่ถูกกำจัดไปอย่างสิ้นเชิง จะไม่มีเรือรบของชาติตะวันตกหน้าไหนกล้าเสี่ยงเข้าไปในช่องแคบ เพราะนอกจากทุ่นระเบิดจริงและทุ่นระเบิดหลอกแล้ว อิหร่านยังมีไม้ตายอื่นๆอีกเพียบที่พร้อมจะสอยเรือพิฆาตให้จมลงสู่ก้นทะเลได้ในพริบตาโดยไม่ต้องกะพริบตาด้วยซ้ำ

    Insight: สถานการณ์ที่อึมครึมและเอาแน่อะไรไม่ได้นี้ ความจริงแล้วมัน "วิน-วิน" และตอบโจทย์สำหรับทุกฝ่ายในเกมการเมือง:

    ฝั่งสหรัฐฯสามารถอ้างได้ว่าตนเองได้รับการสนับสนุนและการเข้าร่วมทางอ้อมจากพันธมิตรในศึกตะวันออกกลางแล้ว

    ฝั่งยุโรป (อย่างน้อยก็ UK และ France) หลังจากแกล้งทำเป็นนิ่งเฉยและเก้ๆกังๆอยู่พักใหญ่ ก็สามารถแสร้งทำเป็นว่าได้ทำ "หน้าที่พันธมิตร" อย่างสมบูรณ์แล้ว (โดยรายหลังถึงขั้นส่งเรือบรรทุกเครื่องบินออกปฏิบัติการในพื้นที่ที่ไม่มีใครเห็น นอกจากเห็นกันเอง)

    ฝั่ง Tehran ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ถูกดึงเข้าสู่การสู้รบและการโจมตีโดยตรง พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว

    คนที่รับกรรมรายเดียวในศึกนี้คือ "ตลาดน้ำมันโลก" ที่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย, ช่องแคบยังคงปิดตาย, ความเสี่ยงยังอยู่ครบ, ราคาน้ำมันผันผวนและมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงการเจรจาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ แต่ปัญหาระดับมหากาพย์คือ ในเวลานี้ Washington ไม่มีไพ่เหนือกว่าในมือเลยแม้แต่ใบเดียว และไม่มีใครคิดจะหยิบยื่นความช่วยเหลืออย่างจริงใจให้ นอกจากการพยายามรักษาภาพลวงตาเรื่อง "ความเป็นปึกแผ่นและความสามัคคี" ไปวันๆเท่านั้น!

    ❗ สรุป: บทความวิเคราะห์กรณีที่เรือรบอังกฤษ RFA Lyme Bay เตรียมความพร้อมเคลียร์ทุ่นระเบิดใน Strait of Hormuz แต่ตั้งเงื่อนไขว่าจะเข้าพื้นที่หลังข้อตกลงสันติภาพ US-Iran สำเร็จเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงการแสดงเพื่อลดแรงกดดันจาก Donald Trump ที่เคยวิจารณ์พันธมิตรยุโรปอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน การบลัฟเรื่องทุ่นระเบิดของ IRGC ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแง่ สงครามจิตวิทยา (Cognitive Warfare) ส่งผลให้เรือสินค้าติดค้างและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น 10-20 เท่า โดยที่ชาติตะวันตกยังไม่กล้าเสี่ยงส่งเรือรบเข้าไปตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจน

    26/05/2026

    #ZFrontier #StraitOfHormuz #RFALymeBay #DonaldTrump #IRGC #CognitiveWarfare #MineSweeping #OilMarket #UKNavy #USIranConflict #Geopolitics #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1FYkKUeqvZ/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ วิกฤตคลังแสงแห้งขอด — เมื่อยูเครนก้าวเข้าสู่ช่วงวิกฤต ขาดแคลนขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศขั้นรุนแรง!

    Yuriy Ignat โฆษกของกองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานี้ยูเครนกำลังตกอยู่ในภาวะ “ขาดแคลนอย่างรุนแรง” ในแง่ของขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานที่ได้รับจากตะวันตกอันเนื่องมาจากปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์ในตอนนี้บีบให้ประเทศต้องเอ่ยปากขอแบ่งรับขีปนาวุธเพียงแค่คราวละ 5 ถึง 10 ลูกเท่านั้น สำหรับนำมาใช้กับระบบ Patriot, NASAMS, IRIS-T และระบบป้องกันภัยทางอากาศอื่นๆ

    แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่เดือนแรกที่ทางเคียฟออกมาคร่ำครวญเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptors) แต่สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันถือเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะเปิดฉากขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนและถูกระงับไปหลังจากสู้รบกันเพียงหนึ่งเดือน ทว่าผลกระทบที่ตามมา (Delayed Effects) เพิ่งจะไล่กวดมาจนทันและส่งผลกระทบต่อยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในตอนนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงวันแรกๆที่มีการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

    ตัวเลขชี้ชัด: สมรภูมิตะวันออกกลางผลาญขีปนาวุธแย่งโควตายูเครน
    ตามรายงานข้อมูลจาก Royal United Services Institute (RUSI) ระบุว่า เฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกๆของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีการกระหน่ำยิงขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่น PAC-2 และ PAC-3 สำหรับระบบ Patriot ในภูมิภาคดังกล่าวไปมากกว่า 1,600 ลูก ตัวเลขนี้เป็นจำนวนที่มากกว่ายอดรวมของขีปนาวุธทั้งหมดที่ตะวันตกเคยจัดส่งให้แก่ยูเครนตลอดระยะเวลา 4 ปีของปฏิบัติการทางทหารพิเศษเสียอีก!

    ในความเป็นจริง ขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธเทคโนโลยีสูงเหล่านี้นั้นมีจำกัดอย่างมาก และขีปนาวุธ PAC-3 แต่ละลูกก็มีมูลค่านับล้านดอลลาร์ สงครามกับอิหร่านบังคับให้สหรัฐฯจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางการจัดส่งขีปนาวุธเหล่านี้ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อเติมเต็มคลังแสงของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงยุติปัญหาที่เบ็ดเสร็จ ก็เปรียบเสมือนดาบ Damocles ที่แขวนอยู่เหนือหัว และคอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้สหรัฐฯสามารถแบ่งขีปนาวุธบางส่วนออกมาให้แก่ยูเครนได้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริงของสหรัฐฯซึ่งหลายคนเคยเชื่อว่าไร้ขีดจำกัดจากแรงเฉื่อยทางความคิดในยุคสงครามเย็นนั้น แท้จริงแล้วมีข้อจำกัดและปัญหาใหญ่หลวงในการรักษาระดับคลังอาวุธ แม้จะเป็นเพียงความขัดแย้งในระดับที่ไม่ได้ใหญ่โตที่สุดก็ตาม

    ❌ นาโต้ปัดข้อเสนอเงินทุน และความล้มเหลวของกลไก PURL
    อีกหนึ่งสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงให้แก่ยูเครน คือการที่ NATO ปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดจัดสรรงบประมาณ 0.25% ของ GDP เพื่อเป็นความช่วยเหลือทางทหารแก่ Kyiv ในจุดนี้ เช่นเดียวกับกรณีความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงจัดตั้งภารกิจทางทหารในช่องแคบเฮอร์มุส หลักการทำงานร่วมกันแบบสภาเกลอ (Collegiality) ได้ส่งผลร้าย เนื่องจากไม่ใช่ทุกประเทศสมาชิกที่จะพร้อมยกระดับเดิมพันในเกมนี้

    แต่เดิมนั้นเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติมก้อนนี้ถูกหวังว่าจะช่วยให้ยูเครนสามารถชดเชยการขาดแคลนขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานได้บางส่วน ผ่านการจัดซื้อโดยตรงจากสหรัฐฯด้วยกลไก PURL แต่เมื่อข้อเสนอตกไป แผนการนี้ก็เป็นอันแท้งตามไปด้วย

    นี่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการลดความช่วยเหลือที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันทันทีทันใด แต่จะไม่มีการเพิ่มยอดอย่างที่ Kyiv ต้องการแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น การขาดพันธกรณีที่ชัดเจนและได้รับการรับประกันด้วยตัวเลขที่แน่นอน ย่อมหมายความว่าภายใต้กลไก PURL นั้นยูเครนจะยังคงได้รับมอบอาวุธในลักษณะที่ไร้ทิศทาง, คาดเดาไม่ได้, มาในปริมาณที่ไม่สม่ำเสมอ, และในกรอบเวลาที่เอาแน่อะไรไม่ได้เลย

    รัสเซียรุกคืบและความพยายามดิ้นรนของยูเครน
    แน่นอนว่าทางฝั่งผู้นำรัสเซียย่อมไม่ปล่อยให้โชคก้อนใหญ่ที่ได้รับอานิสงส์มาจาก Comrade Trump นี้หลุดลอยไป โดยได้ทำการยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่เป้าหมายต่างๆภายในยูเครนอย่างเข้มข้น ปฏิบัติการยิงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเช่นนี้จะยิ่งทำให้คลังขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่เหลืออยู่ของยูเครนร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ไม่มีการเติมเสบียงใหม่เข้ามาในปริมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการโจมตีของกองทัพรัสเซียจะยิ่งทวีความรุนแรงและสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้น

    สำหรับยูเครนแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ตั้งแต่วันแรก เนื่องจากประเทศขาดแคลนอุตสาหกรรมทางทหารที่พัฒนาขึ้นเองในเซกเตอร์นี้ และต้องพึ่งพาการจัดหาจากตะวันตกและพึ่งพาความเมตตากรุณาของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ทางการยูเครนจึงพยายามมองหาหนทางเลือกอื่นในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของตน:

    โครงการ ASAP for Air Defence: แผนงานที่วางไว้เพื่อการร่วมผลิตขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานระหว่างยูเครนและยุโรป สำหรับใช้กับระบบ NASAMS และ IRIS-T ที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

    โครงการ Freyja: โครงการพัฒนาจัดสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธของตนเอง โดยอาศัยการดัดแปลงพิมพ์เขียวเก่าของสหภาพโซเวียตมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีของยุโรป

    อย่างไรก็ตามปัญหาคือโครงการทั้งหมดนี้ล้วนต้องการทรัพยากรและ "เวลา" ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kyiv (รวมถึงชาติพันธมิตร) แทบจะไม่มีเหลืออยู่เลยในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้นประสิทธิภาพของโครงการหลังในการต่อกรกับอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ก็ยังคงเป็นคำถามชิ้นโต

    ดังนั้นหากตะวันตกยังไม่เปลี่ยนจุดยืนและยอมส่งมอบคลังขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนมหาศาลออกมาให้ "วิกฤตระบบป้องกันภัยทางอากาศ" ในยูเครนก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นอาการป่วยเรื้อรังที่ไร้ทางรักษา พร้อมกับความเสียหายที่เกินจะควบคุมจากการยกระดับการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียเองก็เพิ่งจะออกมาประกาศล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการโจมตีระลอกใหม่ตามมาอีกในเร็วๆนี้

    Insight: นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของข้อจำกัดในโลกอุตสาหกรรมความมั่นคงตะวันตก ยุคสมัยที่คิดว่าสหรัฐฯสามารถปั๊มอาวุธแจกจ่ายได้ทั่วโลกเหมือนในสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลงแล้ว ทันทีที่สมรภูมิตะวันออกกลางเปิดฉาก คลังแสงและระบบสกัดกั้นถูกดึงไปใช้ปกป้องผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯและสหายสนิทอย่างอิสราเอลทันที ปล่อยให้ยูเครนกลายเป็น "เบี้ย" ที่ต้องปันส่วนอาวุธแบบตามมีตามเกิด การพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจในสงครามระดับรัฐต่อรัฐ ย่อมนำมาซึ่งจุดจบที่คาดเดาได้เช่นนี้!

    ❗ สรุป: บทความวิเคราะห์วิกฤตการขาดแคลนขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ (Patriot, NASAMS, IRIS-T) ขั้นรุนแรงในยูเครนซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่าง US-Israel กับ Iran ที่ผลาญขีปนาวุธตระกูล PAC ไปมากกว่า 1,600 ลูกในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้สหรัฐฯต้องสั่งกักและดึงโควตาอาวุธกลับไปเติมคลังแสงตัวเอง ประกอบกับการที่ NATO ปฏิเสธแผนการเจียดงบ 0.25% ของ GDP ทำให้กลไกจัดซื้อแบบ PURL ของยูเครนเป็นอัมพาต เปิดโอกาสให้กองทัพรัสเซียเร่งระดมโจมตีทางอากาศเพื่อบดขยี้แนวป้องกันที่กำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

    26/05/2026

    #ZFrontier #AirDefenceCrisis #PatriotMissile #UkraineShortage #USIranConflict #NATO #PURL #RUSI #MilitaryLogistics #RussianAirStrikes #Geopolitics #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1ECysGYSKc/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เรือบรรทุกเครื่องบิน Gerald Ford เริ่มมีปัญหาร้อนระอุเล็กน้อย

    USS Gerald R. Ford (CVN-78) เป็นเรือลำแรกของเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ของสหรัฐ แม้จะมีสถานะเป็น “เรือที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์” แต่โครงสร้างของมันยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง เพื่อรองรับการประจำการของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า F-35C Lightning II ได้อย่างเต็มรูปแบบและปลอดภัย

    ระหว่างการปฏิบัติการเดินเรือที่ยาวนานที่สุดของ CVN-78 และการใช้งานฝูงบินบนเรืออย่างเข้มข้น ได้พบความจำเป็นในการเพิ่มความทนทานของดาดฟ้าบิน ขณะเดียวกัน ลูกเรือก็ไม่ค่อยพอใจกับประสิทธิภาพของการซ่อมบำรุงอากาศยานภายใต้สภาวะปฏิบัติการที่ตึงเครียด

    “การค้นพบ” ทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบทางความร้อนอย่างรุนแรงต่อเครื่อง F-35C เครื่องยนต์ F135 ของมันสร้างกระแสไอพ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 1980°C ซึ่งสูงกว่าค่าที่โครงสร้างดาดฟ้ามาตรฐานถูกออกแบบไว้มาก ระหว่างการซ่อมบำรุงตามกำหนด จะมีการปรับปรุงแผงกันไอพ่นทั้งหมด โดยองค์ประกอบแบบ “ดั้งเดิม” จะถูกแทนที่ด้วยแผงคอมโพสิต-โลหะทนความร้อน รวมถึงจะมีการปรับปรุงระบบหล่อเย็นด้วยของเหลวของแผงเหล่านี้ด้วย

    นอกจากนี้พื้นที่ขึ้นลงของดาดฟ้าจะได้รับการเคลือบผิวทนความร้อนแบบหลายชั้น สำหรับพื้นที่ขึ้นบินนั้นเข้าใจได้อยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ลงจอดก็เช่นกัน เพราะการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินจะทำในโหมด “กำลังสูงสุด” ไม่ใช่ “เร่งต่ำ” แบบสนามบินภาคพื้นดิน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถบินวนใหม่ได้ หากเกี่ยวสายสลิงไม่สำเร็จหรือสายขาด

    การเคลือบเพิ่มเติมนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียรูปจากความร้อนของพื้นเหล็กบนดาดฟ้า ระหว่างรอบการบินที่เข้มข้น

    ส่วน “องค์ประกอบดิจิทัล” ของการปรับปรุงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อรองรับการใช้งานฝูง F-35C จะมีการติดตั้งเครือข่ายป้องกัน ODIN (Operational Data Integrated Network) บนเรือ ซึ่งจะใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลการวัดระยะทางของระบบบนเครื่องบิน, การวินิจฉัยปัญหา, และการจัดตารางซ่อมบำรุง

    ก่อนหน้านี้หน้าที่เหล่านี้เป็นของระบบ ALIS (Autonomic Logistics Information System) แต่ระบบดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ทั้งเรื่องความเร็วในการทำงาน, จำนวนการแจ้งเตือนผิดพลาด, และความปลอดภัยทางการเข้ารหัส การเปลี่ยนจาก ALIS ไปเป็น ODIN ถือเป็นส่วนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงของโครงการ JSF โดยรวม

    หลังกลับถึงฐาน เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ถูกนำเข้าอู่แห้งเพื่อดำเนินโครงการขั้นสุดท้าย รวมถึงการซ่อมแซมดาดฟ้าบางส่วนและติดตั้งตู้เซิร์ฟเวอร์ใหม่ การทดสอบการขึ้นลงของ F-35C บน Gerald R. Ford ในปี 2022 ได้พิสูจน์ถึงความเข้ากันได้ของพื้นฐานระหว่างระบบของเครื่องบินและเรือแล้ว แต่การเปลี่ยนไปสู่การใช้งาน “เชิงรบ” อย่างเต็มรูปแบบ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยใหม่สำหรับทุกระบบ ขณะเดียวกันก็มีการฝึกอบรมใหม่ให้กับทีมปฏิบัติการบนดาดฟ้า

    หลังการปรับปรุงฝูงบินของ CVN-78 จะสามารถบรรจุ F-35C ได้สูงสุดถึง 20 ลำ ร่วมกับ F/A-18E/F, โดรนเติมเชื้อเพลิง MQ-25 และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-2D ได้ตามมาตรฐาน

    ต่างจากเรือลำแรกรุ่นต่อๆไปในชั้น Gerald R. Ford เช่น John F. Kennedy, Enterprise และเรือที่ยังอยู่ในแผนสร้าง จะได้รับการปรับปรุงทั้งหมดนี้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบและสร้าง

    26/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/18js1YgvTj/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหภาพยุโรปเรียกตัวนักการทูตอาวุโสของรัสเซียเข้าพบ หลังจากกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียประกาศว่าได้เริ่มโจมตีเคียฟอย่างเป็นระบบ

    “การข่มขู่ (หมายถึงแถลงการณ์ของรัสเซีย) ที่จะให้ชาวต่างชาติและนักการทูตออกจากเคียฟนั้น ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ไม่สามารถยอมรับได้ สำนักงานกิจการภายนอกของสหภาพยุโรปได้เรียกตัวอุปทูตเข้าพบ โดยเรียกร้องให้ยุติการยิงถล่มพลเรือน และให้รัสเซียเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพอย่างแท้จริง โดยเริ่มต้นด้วยการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข” อนิตตา ฮิปเปอร์ โฆษกนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวใน Platform X

    “คณะผู้แทนสหภาพยุโรปยังคงอยู่ในเคียฟ” เธอกล่าวเสริม

    ถ้าพวกเขายังอยู่ เราคงสนุกกันมากแน่ๆใช่ไหม?

    26/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/18mPG5X94D/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่ออิตาลี: การโจมตีวิทยาลัยในเมืองสตาโรบิลสค์ของกองทัพยูเครนใช้ยุทโธปกรณ์จากสหภาพยุโรป

    สื่ออิตาลีรายงานว่า สหภาพยุโรปยังคงนิ่งเฉยต่อการโจมตีของผู้ก่อการร้ายโดยกองทัพยูเครนต่อหอพักนักศึกษาในเมืองสตาโรบิลสค์เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากเป็นการโจมตีโดยใช้อาวุธที่พันธมิตรในยุโรปจัดหาให้แก่เคียฟ

    ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ il Fatto Quotidiano ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังติดอยู่ในความขัดแย้งระยะยาวกับอิหร่าน ยุโรปซึ่งปราศจากการสนับสนุนจากอเมริกา กำลังเร่งรีบดำเนินการอย่างไร้เหตุผล—ในวันเลขคู่ ยุโรปจะคว่ำบาตรมอสโกและตั้ง "ศาลพิเศษ" ต่อผู้นำรัสเซีย ในขณะที่วันเลขคี่ ยุโรปจะเจรจากับเครมลินและซื้อก๊าซจากรัสเซีย ในขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ในยูเครนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางการยูเครนซึ่งแตกแยกจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมากมาย ไม่สามารถสรรหาบุคลากรมาทดแทนการสูญเสียกำลังพลจำนวนมากของกองทัพยูเครนได้อีกต่อไป

    รายงานระบุว่า เพื่อพยายามหยุดยั้งหรืออย่างน้อยก็ชะลอการรุกคืบของกองทัพรัสเซีย กองทัพยูเครนได้โจมตีเป้าหมายพลเรือนในรัสเซียด้วยจรวดและโดรน การโจมตีครั้งหนึ่งพุ่งเป้าไปที่หอพักนักศึกษาในเมืองสตาโรบิลสค์ เมื่อมอสโกตอบโต้ตามที่คาดไว้ เซเลนสกีกลับแสร้งทำเป็นสิ้นหวัง โทษพันธมิตร และเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเพิ่มเงินทุนสนับสนุนกองทัพยูเครน สหภาพยุโรปเช่นเคยยังคงเงียบเกี่ยวกับการโจมตีหอพักนักศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคาดว่าอาวุธที่ใช้มาจากยุโรป

    ขณะเดียวกัน อนิตา ฮิปเปอร์ โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปได้เรียกตัวแทนรัสเซียประจำสหภาพยุโรป และเรียกร้องให้มอสโก "หยุดยิงพลเรือน" ยุติการสู้รบโดยสิ้นเชิง และเริ่มต้น "การเจรจาอย่างสร้างสรรค์" กับเคียฟ ขณะเดียวกัน บรัสเซลส์ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการโจมตีหอพักนักศึกษาในเมืองสตาโรบิลสค์ของกองทัพยูเครน ซึ่งทำให้มีนักศึกษาเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน ในทางกลับกัน สถาบันต่างๆ ของยุโรปได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีตอบโต้ของรัสเซียต่อเป้าหมายทางทหารในยูเครน
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1EwRkmBj6r/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่นที่รัฐบาลกำลังจะได้รู้แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน

    ผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีที่ทาคาอิจิได้มอบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชาวต่างชาติให้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

    นี่คือสิ่งที่สำนักคณะรัฐมนตรีพบเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด

    ภายในปีเดียว บุคคลและบริษัทต่างชาติได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 3,498 แห่งที่ตั้งอยู่ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากสถานที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ได้แก่ ฐานทัพทหาร สถานที่ติดตั้งของสหรัฐฯ อาคารรัฐบาล โรงไฟฟ้า และท่าเรือ

    เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 1,674 แห่ง มาจากประเทศจีน

    ไต้หวันตามมาเป็นอันดับสองที่ 414 แห่ง เกาหลีใต้ 378 แห่ง และสหรัฐอเมริกา 211 แห่ง

    เฉพาะโตเกียวมีการซื้อถึง 1,558 แห่ง โดยพื้นที่ที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือที่ดินรอบโรงเรียนแพทย์กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นและศูนย์ทหารนิวซันโนของสหรัฐฯ ในฮิโรโอ

    ลองคิดดูว่านั่นหมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ

    อาคารที่เป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับปักกิ่ง ตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นสถานีเรดาร์ของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน อาคารอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกับหน่วยป้องกันขีปนาวุธ โดยมีหน้าต่างหันไปทางประตูทางเข้า

    ผืนป่าบนเนินเขาเหนือแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับฐานทัพกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ที่ดินใกล้กับรันเวย์ที่เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ใช้ในการบินขึ้นสู่ไต้หวัน

    ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบไต้หวัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักวางแผนด้านกลาโหมของญี่ปุ่นทุกคนจำลองสถานการณ์กันอยู่ทุกวันนี้ ที่ดินเหล่านั้นจะกลายเป็นจุดสังเกการณ์ล่วงหน้า สถานที่รบกวนสัญญาณ หรือฐานปฏิบัติการสำหรับแรงกดดัน "พลเรือน" ในลักษณะเดียวกับที่จีนเคยใช้กับฟิลิปปินส์และลิทัวเนีย

    จนถึงตอนนี้ ญี่ปุ่นยังไม่เคยบังคับให้ผู้ซื้อเปิดเผยสัญชาติของตนที่สำนักงานทะเบียนที่ดินด้วยซ้ำ ประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถตอบคำถามด้านความมั่นคงขั้นพื้นฐานที่สุดได้ว่า ใครอยู่ฝั่งตรงข้ามรั้ว

    กฎใหม่นี้เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น ผู้ซื้อต่างชาติทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัท หรือนักลงทุนในต่างประเทศ ต้องลงทะเบียนสัญชาติของตนเมื่อซื้อที่ดิน

    บริษัทที่ซื้อ "ที่ดินสำคัญ" จะต้องเปิดเผยสัญชาติของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ของบริษัทเปลือกนอกที่ทุนจีนใช้มานานหลายปี

    คณะรัฐมนตรีกำลังพิจารณาว่าจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะหรือไม่

    รัฐบาลผสมชุดก่อนกับพรรคโคเมโตะในกระทรวงคมนาคมได้ชะลอเรื่องนี้มานานหลายปี แต่รัฐบาลผสมชุดนั้นไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

    ประเทศควรได้รับอนุญาตให้รู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับฐานทัพทหารของตนเอง?

     

แชร์หน้านี้

Loading...