เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 7 มิถุนายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพเดินทางไปยังวัดม่วงชุม ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อถวายมุทิตาเพื่อนร่วมรุ่นพระอุปัชฌาย์ คือพระมหาจินตวัฒน์ จารุวฑฺฒโน, ป.ธ. ๘, ดร. เจ้าอาวาสวัดม่วงชุม เจ้าคณะตำบลไม้ดัด ซึ่งท่านจัดพิธีสืบชะตาเนื่องในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล ๕๔ ปี

    ทำเอาพลขับของกระผม/อาตมภาพบ่นกระปอดกระแปดประมาณว่า "ทำไมเพื่อนของหลวงพ่อถึงมีแต่อายุน้อยกว่าแทบทั้งนั้น ?" เรื่องพวกนี้บางทีกระผม/อาตมภาพเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพราะว่าดูย้อนหลังไปแล้ว กี่ชาติอายุก็ไม่เคยเกิน ๕๐ ปี พออยู่ ๆ มาอายุ ๖๐ กว่าปี บางทีก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ?

    แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะพูดคุยถึง เรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องที่ในระยะนี้มีการถกเถียงกัน

    เรื่องแรกก็คือมีนักวิชาการผู้เฒ่าที่ตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า "วันวิสาขบูชานั้น เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานตรงกันจริงหรือ ?" ซึ่งเรื่องพวกนี้ทำเอาบางท่านที่หัวร้อนก็มีการด่าทอกันขึ้นมาเลยทีเดียว ประมาณว่าแก่กะโหลกกะลา เรื่องแบบนี้ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาแล้วได้อะไร ? ไม่มีใครเกิดทันสักคน ในเมื่อความเชื่อนี้สืบต่อกันมาเนิ่นนานขนาดนี้ ต่อให้ไม่มีความเป็นจริงแล้วจะพิสูจน์อย่างไร ?

    จะว่าไปแล้ว ฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาก็ถูก เนื่องเพราะว่านักวิชาการก็ต้องตั้งสมมติฐานต่าง ๆ ขึ้นมาเสมอ เพื่อความเจริญในการวิวาทะ ก็คือการถกเถียงกันทางด้านวิชาการ ซึ่งสมัยนี้นิยมใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้ หรือว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่วนท่านที่เป็นศรัทธาจริต ก็จะกล่าวไปในด้านที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อมีผู้มากระทบกระทั่งในความเชื่อของตนเอง ก็เลยกลายเป็นวิวาทะที่เป็น "วิวาท" จริง ๆ ไม่ใช่วิวาทะในเชิงความรู้

    ในจุดนี้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม มีเมตตาจิตต่อกัน ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ก็ต้องดูในสาราณียธรรมที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า เวลาคิดก็ต้องคิดด้วยเมตตา เวลาพูดก็ต้องพูดด้วยเมตตา เวลาทำก็ต้องทำด้วยเมตตา ไม่ใช่ไปกล่าวอาฆาตมาดร้ายต่อกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่วิสัยของชาวพุทธเลย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เรื่องต่อไปก็เป็นผู้รู้อีกตามเคย แต่ว่ารายนี้มักจะอวดรู้เป็นพิเศษ เชื่อมั่นว่าตนเองศึกษาพระไตรปิฎกมาดีแล้ว จึงไม่เชื่อเรื่องของนรก เรื่องของสวรรค์ เรื่องของพรหม เรื่องของเทวดา ซึ่งถ้าท่านจะไม่เชื่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ดันไปแตะของรักของหวงของคนอื่น ก็คือกล่าวว่าหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั้นโกหกว่าตนเองไปพบพระพุทธเจ้ามา ตนเองไปเห็นนรกสวรรค์มา โดยที่อ้างว่าบาลีกล่าวว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" นิพพานนั้นสูญ

    กระผม/อาตมภาพเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะสงสารท่านขนาดไหนดี เนื่องเพราะตกอยู่ในลักษณะของภาษิตจีนที่ว่า "สวรรค์มีทางเจ้าไม่ไป นรกไร้ประตูกลับพยายามตะกายมา" ซึ่งทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็มักแสดงความคิดเห็นทำนองนี้อยู่เสมอ ก็คือตนเองนั้นฉลาด ขณะที่คนอื่นโง่กว่า ศึกษามาไม่ดี หลงเชื่อโดยศรัทธาอย่างเดียว ถือว่าเป็นคนโง่ประเภทหนึ่ง อะไรประมาณนี้..!

    ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็คงจะต้องใช้แนวคิดวัยรุ่นประมาณว่า "ทางใครทางมัน" ถ้าหากว่าเป็นโบราณก็กล่าวว่า "ทางเตียนมักเวียนลงนรก ถ้าทางรกมักจะวกขึ้นสวรรค์"

    เรื่องพวกนี้ถือว่าถ้าหากเราหูหนวกตาบอด แล้วจะไปบอกว่าสิ่งที่คนตาดีมองเห็นนั้นไม่มี ก็ถือว่าท่านจะขาดปัญญาอยู่สักหน่อย ในเมื่อศึกษาพระไตรปิฎกมาดีแล้ว กระผม/อาตมภาพก็อยากให้ท่านทั้งหลาย ได้ศึกษาในมหาปรินิพพานสูตร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ ตราบใดที่พระธรรมวินัยนี้ยังสมบูรณ์ด้วยมรรค ๘ ตราบนั้นก็จะมีภิกษุที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ในธรรมวินัยนี้ ซึ่งก็หมายถึงบุคคลที่เป็นพระอริยเจ้าในแต่ละระดับ

    พระอริยเจ้าตั้งแต่เบื้องต้นคือพระโสดาบัน ก็สามารถสัมผัสถึงพระนิพพานได้แล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าพระนิพพานสูญ แล้วท่านทั้งหลายเหล่านี้จะสัมผัสถึงได้อย่างไร หรือเอาแค่ภพภูมิต่ำ ๆ ท่านก็ไปดูในสังยุตตนิกาย คือเทวตาสังยุตต์ พรหมสังยุตต์ มารสังยุตต์ ซึ่งกล่าวถึงเทวดา กล่าวถึงพรหม กล่าวถึงมารเอาไว้อย่างชัดเจน มีตัวอย่างที่บรรดาพระเถระ ตลอดจนกระทั่งฆราวาสญาติโยมนักปฏิบัติธรรม พบเห็นพระ พรหม เทวดาและมาร มาจำนวนมากต่อมากด้วยกัน

    หรือไปดูในขุททกนิกาย ที่กล่าวถึงเปตวัตถุก็ดี วิมานวัตถุก็ดี ก็จะได้รู้ว่าบุคคลที่ทำดีทำชั่วแล้วไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง เผื่อว่าท่านติดใจขุมไหนหรือว่าชั้นไหน ก็จะได้รีบเร่งแสวงทางของตนเอง ถ้าเลือกที่จะไปทุคติแบบที่ทุกวันนี้ทำอยู่ ก็ต้องขอเชิญท่านไปตามสบายของตนเอง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ทุกท่านมาถกเถียงกันเกี่ยวกับการที่ฟ้าผ่าไรเดอร์ หรือที่ว่าบุคคลส่งของผู้หนึ่ง ถึงขนาดสร้อยคอละลายคาคอไปเลย แต่บุคคลนั้นกลับไม่เป็นอะไร..! ทางด้านบรรดาท่านที่มั่นใจในความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็อ้างว่าเป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างนี้บ้าง ท่านที่เชื่อมั่นในความรู้ทางด้านพุทธศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ก็บอกว่าเป็นพุทธคุณบ้าง เหล่านี้เป็นต้น

    เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ถกเถียงไปก็ไม่ได้เกิดปัญญา นอกจากสร้างโทสะเสียเปล่า..! ถ้าหากว่าท่านใดแสดงความเห็นออกมา เราเองนั่งยิ้มเสียก็หมดเรื่อง..!

    สมัยก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านได้นำพวกเราไป "ล่าพระอาจารย์" ทางภาคเหนือ แล้วได้นิมนต์ครูบาอาจารย์สายเหนือหลายต่อหลายรูป ที่มีความสามารถพิเศษต่าง ๆ กันมาให้พวกเราได้ทำบุญ ซึ่งหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า "เจอพระชุดนี้แล้วข้าสบายใจมาก เนื่องเพราะว่าไม่ต้องพูดอะไรก็รู้แก่ใจ
    กันทั้งสิ้น"

    กระผม/อาตมภาพเห็นบรรดาหลวงพ่อหลวงปู่ ครูบาอาจารย์แต่ละรูปเวลานั่งอยู่ด้วยกัน อย่างเช่นหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุยก็ดี หลวงปู่คำแสนใหญ่ อินทฺจกฺโก วัดสวนดอกก็ดี หลวงปู่คำแสนเล็ก คุณาลงฺกาโร วัดดอนมูลก็ดี หรือว่าหลวงปู่ครูบาบุญทืม พฺรหฺมเสโน วัดจามเทวี ตลอดจนกระทั่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุขก็ตาม ท่านทั้งหลายเหล่านี้ไม่เห็นท่านจะสนทนาอะไรกันมากมายเลอะเทอะเหมือนกับพวกเรา อยู่ในลักษณะที่ว่าต่างคนต่างก็นั่งเงียบกันอยู่ ต่างคนต่างมองหน้าแล้วก็ยิ้มให้กัน

    กระผม/อาตมภาพยังเคยปรารภกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาพัชรญาณ วิ. หรือว่าเจ้าคุณหลวงตาวัชรชัย ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) ซึ่งในสมัยนั้น ท่านถวายการรับใช้หลวงพ่อฤๅษีฯ อยู่ข้าง ๆ โดยที่บอกว่า ถ้าหากว่าเป็นเรามาถึงยุคนี้ก็คงมานั่งมองหน้ากัน แล้วก็สนทนากันประมาณว่า สมัยนั้นท่านก็แสบอย่างนั้น สมัยนี้คุณก็แสบแบบนี้ แล้วก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่เนื่องจากว่าหลวงปู่หลวงพ่อแต่ละท่านไม่มีกิเลสแล้ว ท่านถึงได้แต่นั่งเงียบแบบพระอริยะ มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มเย็นให้กัน ประมาณว่าไม่มีอะไรที่จะต้องพูดต้องกล่าว ทุกอย่างรู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องปรุงแต่งกันอีกแล้ว ท่านทั้งหลายจะมีความสุขมีความเยือกเย็นกันขนาดไหนหนอ ?

    ในเมื่อทุกท่านถ้าหากว่าได้ยินเรื่องแบบนี้แล้ว ก็ขอให้ลดราวาศอกต่อกัน
    อย่าเสียเวลาไปถกเถียง อยู่ในลักษณะที่ทำให้กิเลสของตนเจริญงอกงามต่อไปอีกเลย ทุกวันนี้เราก็นอนอยู่ในกองกิเลส เราก็นอนอยู่กับไฟรัก โลภ โกรธ หลง อยู่แล้ว โดนแผดเผาให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่สามารถที่จะดับลงได้ ก็อย่าได้ไปหาไฟมาเผาตนเองเพิ่มขึ้นอีกเลย
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    สารพัดเรื่องราวต่าง ๆ นั้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ตามหลักอนิจจังขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเราไปถกเถียงกัน ก็สร้างความทุกข์ให้เกิดแก่ตน กลายเป็นทุกขัง สร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน เวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ไปไม่รู้จบ ท้ายที่สุดก็เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรทรงตัวอยู่ได้ อีกไม่นานเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ก็จะเลือนหายไปจากสังคมของเรา จนกว่าจะมีเหตุอื่นขึ้นมา ถึงจะกล่าวถึงกันอีกวาระหนึ่ง

    ในเมื่ออยู่ในลักษณะอย่างนี้
    ถ้าท่านทั้งหลายมีสติ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรักษาใจของตนเอง อย่าให้กิเลสรัก โลภ โกรธ หลง เจริญงอกงามขึ้นมา โดยอาศัยหลักปธานะ ๔ ประการ ก็คือ

    ๑) สังวรปธาน ระมัดระวังไว้อย่าให้ รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นในใจของเรา

    ๒) ปหานปธาน ถ้ามี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ในใจ ก็พยายามที่จะชำระสะสาง ขับไล่ออกไปจากใจของเรา

    ๓) ภาวนาปธาน ก็คือถ้ายังไม่มีคุณงามความดีอยู่ในจิตใจของเรา ก็เพียรพยายามที่จะสร้างให้เกิดขึ้นเข้าไว้

    และ ๔) อนุรักขนาปธาน ถ้าหากว่ามีความดีอยู่แล้ว ก็เพียรพยายามรักษาไว้และทำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ถ้าท่านทั้งหลายถือหลักแบบนี้ ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตก็จะลดน้อยถอยลงไปมาก อยู่ในลักษณะของบางคนที่ถกเถียงกันแล้ว บางทีกระผม/อาตมภาพก็คิดว่า ความจริงเขาทั้งหลายเหล่านั้นมีหลักธรรมอยู่ เพียงแต่ใช้ผิดเท่านั้น อย่างเช่นบรรดาตลกเขาถามว่า "มึงด่าใคร ?" อีกฝ่ายหนึ่งก็ตอบว่า "ด่ามึงนั่นแหละ..!" ฝ่ายที่โดนด่าก็บอกว่า "ถ้าด่ามึงก็แล้วไป อย่าด่ากูก็แล้วกัน..!" เรื่องพวกนี้เราเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ถ้าเอามาคิดในแง่ของหลักธรรม ท่านทั้งหลายก็จะได้อะไรดี ๆ เอาไว้ใช้ในการดำเนินชีวิตมากทีเดียว

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...