บทความให้กำลังใจ(แม้จริง แต่ไม่มีประโยชน์ : คำที่ไม่ควรพูด)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    เรื่อง คนเลี้ยงไก่
    จาก หลวงพ่อชา
    มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน

    คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้า เข้าไปใน โรงเรือนเลี้ยงไก่
    แล้วก็ เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ ให้เน่าไว้ในโรงเรือน
    เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!!
    คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!!

    คน เลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่
    เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน
    คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือ เขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....

    ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่ " หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

    เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บ เรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา
    และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!

    หรือเราเป็นคนที่เก็บ"ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา
    และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

    คน เราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
    เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ
    มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน

    ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ"ไข่ไก่" กับชีวิต
    ทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ
    ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที...

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=30911

    b41.gif
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 พฤษภาคม 2026
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    [​IMG]
    กุหลาบแดงช่อนั้น
    ชายคนหนึ่งหยุดรถที่ร้านขายกระเช้าดอกไม้ เตรียมจะสั่งกระเช้าดอกไม้ทางโทรศัพท์ เพื่อให้ร้านโทรศัพท์ติดต่อกับร้านดอกไม้อีกเมืองหนึ่งให้จัดส่งดอกไม้ไปอวยพรวันเกิดแก่แม่ของเขา ที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยกิโลเมตร เมื่อเขาลงจากรถยนต์ เขาเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว ๕ ปี นั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าร้าน จึงเข้าไปถาม "ร้องไห้ทำไมจ๊ะหนู มีอะไรให้ช่วยไหม?"
    เด็กหญิงตอบทั้งน้ำตาว่า "หนูอยากจะซื้อดอกกุหลาบสีแดงไปให้แม่ ดอกกุหลาบราคาดอกละห้าบาท แต่หนูมีเงินบาทเดียวเท่านั้นเอง"
    ชายคนนั้นยิ้มแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ลุงจะซื้อใหหนูเอง แล้วเขาก็จ่ายเงินห้าสิบบาทซื้อดอกกุหลาบแดงสิบดอกให้แก่หนูน้อย แล้วถามว่า
    "แม่ของหนูอยู่ที่ไหน หนูจะพาลุงไปหาแม่ของหนูด้วยได้ไหมล่ะ"
    หนูน้อยตอบตกลง บอกว่าแม่ของเธออยู่ใกล้ร้านขายดอกไม้นี่นิดเดียวเอง เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง
    เด็กหญิงพาชายใจดี ผู้มีน้ำใจไมตรีออกจากร้าน เดินผ่านเข้าไปในวัดที่อยู่ใกล้ร้าน เข้าไปถึงศาลาตั้งศพซึ่งเพิ่งจะเสียชีวิตมาไม่กี่วัน หนูน้อยหยิบดอกกุหลาบสีแดงเข้าไปกราบหน้าศพ ซึ่งมีรูปหญิงกลางคนตั้งอยู่ แล้วร้องไห้ใหญ่อีกครั้ง
    ต่อจากนั้น ชายใจดีเดินกลับมายังร้านดอกไม้แห่งเดิมด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาบอกยกเลิกการสั่งดอกไม้ทางโทรศัพท์ที่เตรียมส่งไปให้แม่ แต่ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่แล้วขับรถ ใช้เวลาห้าชั่วโมงตรงไปหาแม่ของเขา ซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่ร้อยกิโลเมตร ในคืนวันนั้นเอง
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=24229
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    b41.gif
    "มนุษย์เงินเดือน"
    เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน
    โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์และกระดาษเขียนข้อความว่า
    "ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ"
    เขารู้สึก ประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้น หลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์
    และเอาไส้กรอกและขาแกะใส่ถุง แขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว
    เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป

    หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย
    มันก็วางถุงที่คาบไว้ลงแล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากดปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนน
    แล้วก็คาบถุงต่อ รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง
    มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ
    สักพักมีรถเมล์คันหนึ่งมา
    มันเดินไปดูหมายเลขที่ หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่ออีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน
    มันเดินไปดูหมายเลขรถอีก เมื่อเห็นว่าเป็นสายที่มันรออยู่ มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น
    คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน แล้วรีบตาม มันขึ้นรถคันนั้นไป

    หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง
    เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถ มันยืนด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ
    เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเลี้ยวเข้าไป
    คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิม

    เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
    แล้ว ถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง
    มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้งแต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก
    มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่ง
    ที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้าต่างหลายครั้ง แล้วก็เดินกลับมารอ ที่ประตู

    สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก
    ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที
    ถึง ตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว เขารีบวิ่งเข้าไปห้าม เจ้าของหมา
    พร้อมกับถามว่า "คุณเตะมันทำไมกัน มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย
    ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่"

    เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า "คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ
    เชอะ! รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย"

    คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ

    "เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น
    แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ"
    นี่คือ เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=24393
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤษภาคม 2026
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    beautifulBuddha.jpg
    ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่อัคคาฬวเจดีย์เมืองอาฬวี ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบทที่ภิกษุชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏิด้วยการเที่ยวขอไม่มีขีดจำกัด เป็นเหตุให้ชาวเมืองอาฬวีเดือดร้อนเห็นพระภิกษุที่ไหนก็กลัวหลบหนีหน้าไปหมด
    พระองค์จึงตรัสติเตียนพวกภิกษุว่า "ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าการขอ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้พวกนาคในนาคภิภพก็ไม่ชอบใจ" แล้วทรงนำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
    กาลครั้ง หนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในตระกูลมั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมากตระกูลหนึ่ง ท่านมีน้องชายอยู่คนหนึ่งรักกันมากต่อมาเมื่อมารดาบิดาเสียชีวิตแล้ว พราหมณ์สองพี่น้องก็พากันสละทรัพย์สมบัติบริจาคทานออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่ฝั่งแม่น้ำคงคาฤาษีพี่ชายอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำ ส่วนฤาษีน้องชายอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ อยู่มาวันหนึ่ง พญานาคมณิกัฏฐะได้แปลงเพศเป็นชายหนุ่มเที่ยวเล่นไปตามฝั่งแม่น้ำคงคา ผ่านไปถึงอาศรมของฤาษีผู้น้องจึงแวะเข้าไปสนทนาปราศรัยด้วยเกิดความสนิทสนม คุ้นเคยชอบพอกันกับฤาษีผู้น้องนั้นจึงเทียวมาเยี่ยมเยือนทุกวันมิได้เว้น เมื่อสนทนาเสร็จก่อนจะกลับก็จะคืนร่างเป็นพญานาคเอาขนดหางตะหวัดรัดรอบฤาษี แผ่พังพานไว้เหนือหัวด้วยความสิเนหาในฤาษีนั้น นอนพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วค่อยคลายร่างออกไหว้ฤาษี แล้วจึงกลับนาคพิภพ จะเป็นเช่นนี้ประจำ ฤาษีนั้นทุกครั้งที่ถูกรัดตัวเกิดความกลัวจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบซีดผ่ายผอมลงทุกวัน วันหนึ่งท่านได้แวะไปหาฤาษีพี่ชายเล่าเรื่องให้ฟังแล้วปรับทุกข์กับพี่ชายว่า "ผมไม่อยากให้พญานาคมาหาผมเลย พี่ช่วยผมหน่อยซิ" พี่ชายถามว่า "พญานาคเวลามา มีเครื่องประดับอะไรไหมละ" "ประดับแก้วมณีมาครับพี่" ท่านตอบพี่ชาย ฤาษีพี่ชายจึงแนะนำว่า "เมื่อพญานาคมาถึงอาศรมของท่าน ยังไม่ทันได้ไหว้ ท่านก็ขอแก้วมณีของมันเลย มันก็จะหนีไปวันที่สองพอมันมาถึงประตูอาศรมเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีของมันอีก พอถึงวันที่สาม ท่านไปยืนดักรอที่ฝั่งแม่น้ำ พอมันโผล่หัวขึ้นจากฝั่งแม่น้ำเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีอีก ทีนี้แหละมันก็จะไม่มารบกวน ท่านอีกเลย " ฤาษี ผู้น้องได้ทำตามนั้น ในวันที่ ๓ พญานาคขณะยืนอยู่ในน้ำเมื่อถูกฤาษีขอแก้วมณีอีก จึงพูดว่า "ท่านฤาษี ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยิ่งมีแก่ข้าพเจ้าก็เพราะแก้วมณีดวงนี้ ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีแก่ท่านได้อย่างไรท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจักไม่มาอาศรมของท่านอีกแล้วละ เมื่อท่านขอแก้วมณีดวงนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียวเหมือนชายหนุ่มถือดาบอันคม กริบ"กล่าวจบก็ดำน้ำลงไปนาคพิภพไม่กลับมาที่นั้นอีกเลย
    ฝ่าย ฤาษี เมื่อพญานาคไปแล้วไม่มาหาอีกกลับคิดถึง เกิดความเศร้าเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจึงยิ่งซูบผอมลงไปมากกว่าเดิมอีก หลายวันต่อมาฤาษีพี่ชายอยากจะทราบเรื่อง จึงแวะมาที่อาศรมน้องชาย เมื่อเห็นน้องชายแล้วยิ่งตกใจจึงถามถึงสาเหตุ ฤาษีน้องชายจึงตอบเป็นคาถาว่า "บุคคลไม่ควรขอสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของเขา อนึ่ง เพราะขอเกินไปย่อมเป็นที่เกลียดชัง นาคราชถูกฤาษีขอแก้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให้ฤาษีเห็นอีกเลย"
    ฤาษีพี่ชายได้ปลอบน้องชายให้หายเศร้าเสียใจ แล้วจึงกลับอาศรมของตน ฤาษีสองพี่น้องบำเพ็ญฌานสมาบัติได้ไปเกิดในพรหมโลกในที่สุด
    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: โดยธรรมชาติของคนและสัตว์ไม่ชอบการขอ ควรขอเท่าที่จำเป็นและขอในสิ่งที่เขาจะสามารถให้ได้เท่านั้น

    ที่มา :หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28976
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    นักมวยปล้ำกับผู้ทรงศีล
    มีนักมวยปล้ำคนหนึ่งชื่อ "คลื่นยักษ์" เขาเป็นคนที่ชำนาญด้านการปล้ำมาก เวลาขึ้นเวทีซ้อมทีไร ไม่มีใครสู้เขาได้เลย แม้แต่อาจารย์ของเขาเองก็ยังชนะเขาไม่ได้ แต่พอถึงการแข่งขันจริงๆ เขากลับกระจอกยิ่งนัก ไม่สามารถที่จะเอาชนะใครได้เลย แม้กระทั่งนักมวยปล้ำหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ...เขาก็ยังพ่ายแพ้หมดทางสู้

    เขาจึงเสียใจ น้อยใจ และหายหน้าไปจากวงการ เขาคิดกลุ้มใจว่าทำไม เป็นเพราะอะไร เขาถึงสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาเก่งออกขนาดนี้ และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบกับผู้ทรงศีลผู้หนึ่งในป่า เขาจึงได้ไปร่วมทำบุญและรับฟังธรรมเทศนาพร้อมกับคนอื่นๆ หลังจากฟังธรรมเสร็จแล้ว ขณะที่เขาเดินกลับบ้าน เขาเกิดความคิดขึ้นว่าน่าจะลองปรึกษาปัญหานี้กับผู้ทรงศีลดู เผื่อจะได้วิธีการอะไรดีๆ บ้าง

    ในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาจึงได้มาหาผู้ทรงศีลอีกครั้ง เขาได้เล่าเรื่องราวต่างๆ และปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นให้กับผู้ทรงศีลฟัง เมื่อผู้ทรงศีลได้ฟังแล้ว จึงได้เอ่ยถามเขากลับไปว่า "ตัวท่านชื่อว่าอะไรล่ะ?" เขาก็บอกว่า "กระผมชื่อคลื่นยักษ์" แล้วผู้ทรงศีลจึงได้ พูดอีกครั้งว่า "ทำไมไม่ทำให้สมกับชื่อล่ะ ลองนั่งคิดถึงชื่อของตัวเองดู แล้วจะรู้คำตอบ" แล้วผู้ทรงศีลก็ขอตัวจากไป.....ทิ้งคำถามเอาไว้ให้เขาขบคิด ตลอดทางที่เดินกลับมาบ้าน เขาคิดถึงแต่คำพูดของผู้ทรงศีลอยู่ตลอดเวลาว่าหมายถึงอะไรกันแน่ พอกลับถึงบ้าน เขาจึงนั่งลงแล้วเริ่ม นึกถึงชื่อของตัวเองตามคำแนะนำของผู้ทรงศีลว่า "คลื่นยักษ์ๆ" เขาคิดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ ในที่สุดเขาก็ได้พบคำตอบ แล้วกลับไปสู่วงการอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครเลยที่เอาชนะเขาได้ เขาจึงกลายเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดในโลก....

    จบ

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเรานั้นแม้ว่าจะมีความรู้มาก แต่หากไม่รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์อันแท้จริง นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงๆ ได้ ก็เรียกว่า "ผู้มีความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด" เหมือนกับ นักมวยปล้ำ "คลื่นยักษ์" ที่มี ความชำนาญมาก เก่งมากเวลาซ้อม แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์แข่งขันจริงๆ กลับไม่สามารถนำไปใช้ได้นั่นเอง

    นอกจากนี้ยังเหมือนกับนิสัยคนเรา ที่มีความรู้มาก มีความสามารถมากในการแก้ปัญหา แก้ไขความทุกข์ของคนอื่น แต่เมื่อเป็นปัญหาของตนเอง ความทุกข์ที่ตนเองต้องเผชิญแล้วกลับแก้ไขไม่ได้ ความรู้ต่างๆ ที่ร่ำเรียนมา หายไป คิดไม่ออก แม้บางครั้งปัญหาจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม

    ยามที่เราเกิดปัญหาอันใดขึ้นที่ไม่สามารถค้นพบทางออกได้ ให้เราปรึกษาผู้ที่เขามีความรู้ มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ครูอาจารย์ พระสงฆ์ คือ ผู้ที่รู้และหวังดีต่อเรา อย่าได้จมอยู่กับปัญหา อย่าได้หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ปัญหาทุกอย่างนั้น สามารถแก้ไขได้ "หลายหัวดีกว่าหัวเดียว"

    เหมือนกับ นักมวยปล้ำ "คลื่นยักษ์" ที่เขาเสียใจ กลุ้มใจ แต่เขาไม่ได้เก็บปัญหานี้ไว้คนเดียว เขาได้เข้าไปหา และปรึกษาปัญหานี้กับผู้ทรงศีล...

    ปัญหาทุกอย่างนั้น มีแรงใจ หรือกำลังใจเป็นสำคัญ โดยถ้าหากเราคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเราสามารถแก้ไขได้ ปัญหาคือสิ่งที่ทำให้เราแกร่งขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องข้ามไป ก็จะสามารถแก้ไขได้ในสักวัน แต่ถ้าเราคิดว่าปัญหานี้ทำไมต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย คิดว่าเราแก้ไขไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การกระทำทุกอย่างมีจิตใจ หรือกำลังใจเป็นสำคัญ ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ แก้ไม่ได้ "เราก็แพ้ตั้งแต่ต้น" แต่ถ้าเราคิดว่าทำได้ หนทางแก้ไขปัญหาย่อมรออยู่ข้างหน้า

    และการแก้ไขปัญหาที่ดีเยี่ยมนั้น ก่อนที่จะไปแก้ไขปัญหาอื่นใดในภายนอก เราจะต้องรู้จักแก้ไขปัญหาอันเป็นภายในที่ "ใจ" ของเราเองเสียก่อน คือ ทำใจให้สงบ ไม่โกรธ ไม่หมกมุ่น ไม่หวั่นไหว เมื่อใจสงบได้แล้ว จึงคิดพิจารณาถึงปัญหาต่อไป แล้วปัญญารู้แจ้ง แทงตลอดซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาย่อมเกิด หาไม่แล้วจิตใจของเรายังว้าวุ่นสับสน ไม่สงบแล้วล่ะก็ ปัญญารู้แจ้ง แทงตลอด วิธีการแก้ไขปัญหาอันแท้จริง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เป็นกลาง รอบคอบจะไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้...

    เปรียบเหมือนกับผู้ทรงศีลที่ได้ถามกลับว่า "ทำไมไม่ทำให้สมกับชื่อล่ะ ลองนั่งคิดถึงชื่อของตัวเองดู แล้วจะรู้คำตอบ" แล้วผู้ทรงศีลก็ขอตัวจากไป...ทิ้งคำถามเอาไว้ให้เขาขบคิด เขาจึงได้นั่งลงแล้วเริ่มบำเพ็ญสมาธิ ภาวนา ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบ แล้วกลับไปสู่วงการอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใคร เลยที่เอาชนะเขาได้ เขาจึงกลายเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดในโลก

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=27288
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    สร้างบ้านใหม่ต้องสร้างศาลพระภูมิไหม
    คำถามจากพระบวชใหม่
    พระไพศาล วิสาโล
    ปุจฉา - ขอความกรุณาสอบถามเรื่องการตั้งศาลพระภูมิ-ศาลเจ้าที่ค่ะ ว่าในทางพุทธศาสนาแล้ว หากเราสร้างบ้านใหม่ จะต้องตั้งศาลหรือไม่คะ แค่นิมนต์พระมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่จะเพียงพอหรือไม่ ขอบพระคุณมากค่ะ

    วิสัชนา - การตั้งศาลพระภูมิอย่างที่ทำในปัจจุบันนั้น เป็นธรรมเนียมที่เพิ่งมีไม่นาน คนไทยสมัยก่อนไม่นิยมสร้างศาลพระภูมิประจำบ้าน แต่สร้างศาลพระภูมิเพื่อคุ้มครองทั้งหมู่บ้าน (เช่นอีสานมีศาลปู่ตา) ทั้งนี้เป็นความเชื่อของท้องถิ่น ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ดังนั้นหากคุณจะสร้างบ้านใหม่ ไม่จำต้องตั้งศาลพระภูมิก็ได้ แค่นิมนต์พระมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ก็เพียงพอ (ที่จริงพิธีนี้ก็เป็นของใหม่เช่นเดียวกัน) หรือจะไม่ทำก็ได้ แต่ขอให้มั่นคงในการบำเพ็ญธรรม ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา ธรรมที่บำเพ็ญอย่างสม่ำเสมอ เป็นเครื่องคุ้มครองที่ดีที่สุด ดังพุทธพจน์ว่า “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม”

    คำถามจากพระบวชใหม่

    ปุจฉา - กราบพระคุณเจ้าครับ ผมขอกราบขออภัยถ้าผมใช้คำพูดผิดหรือใช้ภาษาผิด ผมเพิ่งจะบวซได้ 30 วัน ครับผมมีคำถามครับ

    1.เวลานั่งสมาธิในกุฏิไม่ห่มจีวรได้ไหมครับ
    2.การเป็นพระ สวดพระคาถาไม่คล่องแล้วไปสวดในงานพิธีต่างๆแล้วได้ปัจจัยมาจะเป็นไรไหม
    3.พระใหม่อันดับแรกควรฝึกอะไรก่อนครับ ขอขอบพระคุณครับ

    วิสัชนา - การนั่งสมาธิในกุฏิ โดยไม่ห่มจีวร มีแต่อังสะและสบง ย่อมกระทำได้ เพราะเป็นที่ส่วนบุคคล ส่วนคำถามข้อ ๒ นั้น ถ้าว่าตามธรรมเนียมแล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายหากได้ปัจจัยมาทั้ง ๆ ที่สวดไม่คล่อง เพราะปัจจัยเหล่านั้นไม่ใช่เป็นค่าจ้างสำหรับการสวด ที่โยมถวายก็เพราะมีความนับถือในพระสงฆ์และอยากเกื้อกูลท่าน ถือว่าเป็นทานที่ให้ด้วยศรัทธา พูดง่ายๆ คืออยากทำบุณ แต่ถ้าว่าตามพระวินัยแล้ว การรับปัจจัยหรือเงินทองนั้นย่อมไม่ถูกต้อง

    พระใหม่ควรศึกษาพระวินัยเป็นอันดับแรก และพยายามปฏิบัติตามข้อวัตรให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความสำรวมและเป็นที่ศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ควบคู่กันไปก็คือ การศึกษาพระธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์เต็มที่จากการบวช ยิ่งมีเวลาบวชน้อย ก็ยิ่งต้องให้เวลากับการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเต็มที่
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek570428.html
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    รักษาศีลข้อ ๓ อย่างดี ทำไมยังทุกข์เรื่องความรัก เป็นเพราะกรรมเก่าหรือไม่?
    พระไพศาล วิสาโล
    ปุจฉา
    กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ ดิฉันอายุ ๒๙ ปี ยังไม่แต่งงาน ดิฉันเคยคบหากับผู้ชายคนหนึ่งในฐานะคู่รัก เขามีสถานะเป็นม่าย คบกันมาหลายปีก็เลิกรากันไป เขามีความโกรธดิฉันที่ทอดทิ้งเขา มีการข่มขู่จะทำร้าย ช่วงเวลาที่คบกันดิฉันมีเรื่องไม่สบายใจตลอด และครอบครัวของดิฉันไม่ยอมรับผู้ชายคนนี้ เรียกว่าตอนคบก็ไม่มีความสุข เลิกรากันไปก็ทุกข์แทบเอาชีวิตไม่รอด

    หลังจากนั้นดิฉันพบว่าผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตจะมีสถานะเป็นพ่อม่ายเสมอ จึงรู้สึกน้อยใจในชะตาชีวิตของตนเองว่า การที่เราตั้งใจรักษาศีลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะศีลข้อที่ ๓ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดิฉันอยากทราบว่าในทางพระพุทธศาสนา กรรมใดที่ส่งผลให้ต้องพบเจอแต่คนที่เคยผ่านการแต่งงานมีครอบครัวแล้ว และสามารถแก้ไขได้หรือไม่คะ กราบนมัสการด้วยความเคารพ

    วิสัชนา
    ผู้ชายที่คุณรู้จักหรือผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณย่อมมีทั้งคนโสด คนที่มีครอบครัวแล้ว และคนที่เป็นพ่อม่าย ส่วนคุณจะรักเขาหรือไม่ อยู่ที่การเลือกของคุณเอง เมื่อคุณรักใครสักคนและตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับเขา ก็ขอให้ตระหนักว่านี้เป็นเพราะการเลือกของคุณเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นผลของกรรมในปัจจุบันชาติ กรรมในอดีตชาตินั้นมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก

    เมื่ออยู่กับเขาแล้ว จะสุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่การกระทำของคุณ (ทั้งกาย วาจา และใจ)ในปัจจุบันชาติเป็นสำคัญ หากมีความทุกข์ก็อย่าโทษกรรมในอดีตชาติ ขอให้กลับมาแก้ที่การกระทำของคุณเอง หากที่ผ่านมาคุณคิดว่ามักเลือกคนผิด ต่อไปคุณก็ควรระมัดระวังในการเลือกมากขึ้น อย่าวู่วาม พินิจพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับใคร วิธีนี้เป็นหลักประกันที่ดีกว่าการพยายามแก้กรรมในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังไม่เกี่ยวกับการเลือกคู่ครองของคุณในปัจจุบันด้วย

    อันที่จริงพ่อม่ายที่ดีก็มีไม่น้อย ไม่ควรคิดว่าพ่อม่ายหรือคนที่ผ่านการมีครอบครัวมาแล้วเป็นคนไม่มีราคา หรือคิดว่าคนโสดเท่านั้นที่คู่ควรกับคุณ คนโสดที่นิสัยย่ำแย่ก็มีอยู่มาก ดังนั้นหากได้พ่อม่ายมาเป็นคู่ครองก็ไม่ควรคิดว่าเป็นโชคร้ายของคุณ ถ้าเขาเป็นคนดี ก็ควรถือว่าเป็นโชคดีด้วยซ้ำ
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek580615.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    ชนะใจตนเอง.jpg
    เอาชนะใจตนเอง
    ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ผู้คนต่างก็ประกอบอาชีพกันเป็นกิจวัตรประจำวัน หากินอย่างสุจริต เมื่อยามขาดแคลนก็แบ่งปันซึ่งกันและกัน ทุก ๆ วันตลาดยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนต่าง ๆ ที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยข้าวปลาอาหารสำหรับการดำรงชีวิต ปลาสลิดสดที่จับมาจากแหล่งน้ำ ผักชี ผักกาดขาว ปลานานาชนิด เนื้อหมูสด และอาหารแห้งต่าง ๆ มากมายที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย เช่นเดียวกับครอบครัวของมานะที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวของมานะประกอบไปด้วยพ่อ แม่ มานะ และน้องชายอีกคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในวัยทารก
    กิจวัตรประจำวันสำหรับมานะคือการไปช่วยแม่ถือข้าวของจากตลาด และกลับมาช่วยแม่ทำความสะอาดบ้าน จากนั้นก็ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ มานะอยู่แค่ประถามปีที่สี่ และเมื่อกลับมาก็ต้องไปตักน้ำ ช่วยแม่ทำกับข้าว กวาดบ้าน ถูบ้าน ชีวิตกิจวัตรประจำวันของมานะเป็นเช่นนี้ทุก ๆ วัน เพื่อนบ้านต่างก็ชื่นชมมานะว่าเป็นเด็กดีของพ่อแม่ เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่มาโดยตลอด ไม่เคยคิดออกจากโอวาทเลยสักครั้ง ทุกครั้งแม่จะสอนมานะไว้เสมอว่าความกตัญญูเป็นสิ่งที่เด็กพึงกระทำต่อบุคคลผู้มีพระคุณ
    ทุกครั้งก่อนการสอบที่โรงเรียน มานะจะตั้งใจอ่านหนังสือจนดึกดื่น ความพยายามในการทบทวนหนังสือของมานะทำให้ประสบความสำเร็จทุกครั้งในการสอบ ความเพียรพยายามของมานะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวของมานะ
    วันสงกรานต์มาถึง เป็นวันที่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านได้ออกมาจากบ้านเพื่อเล่นประเพณีสงกรานต์ร่วมกันอย่างสนุกสนาน ที่วัดเต็มไปด้วยชาวบ้านที่ต่างก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้ดำรงตนอยู่ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดี และต่างก็ช่วยบำรุงวัด สร้างอุโบสถศาลา ในวันสงกรานต์นี้เอง ทุกคนเช่นเดียวกับมานะที่ออกมาเล่นกับเพื่อนๆ บรรยากาศของวันสงกรานต์เต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะของชาวบ้าน และวันนี้เองที่พ่อค้าต่างก็ออกมาขายปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำนี้เองที่เป็นที่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ในชุมชนรวมถึงมานะด้วย
    นครั้งนี้เอง จิตใจของมานะเริ่มมีกิเลสครอบงำ มานะคิดในใจตัวเอง “ เอ้ ๆ ๆ น่าสนใจนะ ปืนฉีดน้ำ แต่ว่าเราไม่มีเงินซื้อ” มานะเห็นเด็กคนอื่นๆเล่นปืนฉีดน้ำ ก็นึกอยากมีบ้างใจหนึ่งก็อยากได้ แต่ใจหนึ่งก็อดทนไว้ที่จะไม่ซื้อ และคิดว่าปืนฉีดน้ำนั้นคงไม่มีประโยชน์แล้วถ้าพ้นเทศกาลสงกรานต์ ใจของมานะยังสับสนระหว่างเลือกที่จะสนุกสนานโดยแลกกับเงินที่มาจากหยาดเหงื่อของแม่ หรือเลือกที่จะมัธยัสถ์ประหยัดเพื่อเก็บออมเอาเงินไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
    หลายนาทีผ่านไป ความคิดตัดสินใจของมานะได้หยุดลง เขาตัดใจที่จะไม่ซื้อปืนฉีดน้ำ เพราะเขาสามารถที่จะไปยืมเพื่อนเล่นได้ อีกอย่างปืนฉีดน้ำคงไม่มีประโยชน์ถ้าพ้นเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว เค้าสามารถชนะใจตนเองได้ การชนะใจตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และเป็นชัยชนะที่เหนือสิ่งใด
    เพราะแม่ของมานะนี้เองที่สอนมานะในเรื่องต่าง ๆ ให้ทำดีมาตลอด ตั้งแต่เรื่องความกตัญญูกตเวที การช่วยเหลืองานบ้าน กวาดบ้าน ถูพื้น ความประหยัดในการใช้เงิน ความพากเพียรพยายามหมั่นศึกษาทบทวนบทเรียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ตกทอดจากแม่สู่มานะ
    และที่สำคัญที่สุด คือ การเอาชนะใจตนเองต่อสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาครอบงำจิตใจ จะเห็นว่าแม่ของมานะนั้นสอนให้มานะได้เลือกที่จะปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี เปรียบเหมือนลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น และถ้าสังคมของเราเต็มไปด้วยต้นไม้และลูกไม้เหล่านี้ สังคมของเราก็จะเป็นสังคมที่เจริญสืบไป

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48254
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    ความผิดพลาดเป็นบทเรียนสำคัญ
    พ่อ : ไหน พ่อขอดูสมุดพกหน่อยซิ (น้ำเสียงตื่นเต้น)

    เก่ง : คะแนนยังไม่ดีเลยพ่อ (เสียงพลิกสมุดพก)

    พ่อ : ใครบอกล่ะ ดีกว่าเทอมที่แล้วตั้งเยอะ พ่อเห็นสองตั้งหลายตัว ไม่เห็นศูนย์ซักกะตัว
    เก่ง : เทอมที่แล้วผมสอบตก เพราะหนีเรียนไปเล่นเกม ทำไมพ่อกับแม่ไม่ว่าผมเลย ไม่โกรธเหรอครับ?
    พ่อ : พ่อกับแม่เสียใจมากกว่า มัวแต่ทำงานหาเงินเยอะๆ ไม่มีเวลาให้ลูก ทิ้งให้เหงาจนต้องไปติดเกม แล้วสอบตก (เสียงเศร้า)
    เก่ง : พ่อรู้ไหม ตอนพ่อพูดว่า คนเราผิดพลาดได้ทั้งนั้น เป็นบทเรียนให้เราไม่ทำผิดซ้ำอีก แล้วแม่ก็เข้ามากอด ไม่ด่า ตีหรือบ่นที่ผมสอบตก ผมรู้สึกอบอุ่น แล้วก็รักพ่อกับแม่มากเลยครับ

    พ่อ : พ่อรู้ว่าลูกก็เสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น เก่งสอบตกก็เป็นเรื่องดีนะ

    เก่ง : อ้าว! ไหงเป็นงั้นล่ะพ่อ!?!

    พ่อ : มันทำให้ได้คิดว่าที่ผ่านมา พ่อกับแม่ผิดพลาดกันแค่ไหน แล้วเราสามคนก็ช่วยกันเอาความสุขของครอบครัวกลับมาไง

    เมื่อลูกทำผิดพลาดร้ายแรงพ่อแม่อย่าเพิ่งชี้ผิดไปที่ลูกแต่ฝ่ายเดียว แต่ควรย้อนมองด้วยว่า เรามีส่วนในปัญหานั้นหรือไม่ การยอมรับข้อผิดพลาดและเผชิญกับปัญหาโดยไม่หลบหนี จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา สำคัญคือความรักและกำลังใจจากคนในครอบครัวจะช่วยเปลี่ยนปัญหาที่ติดลบให้กลับเป็นบวกได้ค่ะ

    [​IMG] ขอบคุณความผิดพลาด [​IMG]

    เมื่อลูกทำผิดพลาดร้ายแรง พ่อแม่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นความผิดของลูกแต่ฝ่ายเดียว การเพ่งโทษมองแต่พฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก ซ้ำเติมด้วยความคิดและอารมณ์ลบๆ จะยิ่งขยายปัญหาให้บานปลายและรุนแรงมากขึ้นไปอีก วางคำตำหนิติเตียนทั้งหมดลง ไม่เริ่มต้นกล่าวโทษอีกฝ่ายก่อน แต่พร้อมเปิดใจรับฟัง จะทำให้ลูกกล้าเปิดเผยถึงสาเหตุของปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขร่วมกันได้ในที่สุด ทักษะสำคัญที่พ่อแม่ควรใช้ในการรับฟังปัญหาของลูกคือ

    • ฟังลูกให้ได้ยิน

    คือฟังอย่างตั้งใจว่า ลูกคิดหรือรู้สึกอย่างไร รอลูกพูดให้จบเสียก่อน ไม่พูดขัดหรือพูดดักคอลูก ไม่ตัดสินความคิดลูกว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว

    • เข้าใจความรู้สึกของลูกมากกว่ามุ่งสั่งสอน

    การให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่เข้าใจความรู้สึกและความทุกข์ของเขาแทนการมุ่งสั่งสอน จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและยินดีบอกเล่าถึงปัญหาและให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

    • สอนให้มองมุมบวก

    แนะให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียนที่จะไม่พลาดซ้ำ และขอบคุณต่อปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้เราเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้อง อย่าจมอยู่กับทุกข์และการเพ่งโทษซึ่งทำให้เสียเวลา รีบแก้ไขและดึงความสุขของครอบครัวกลับมาดีกว่า

    [​IMG] ควรทำ [​IMG]

    • เมื่อเกิดปัญหาให้มองรอบด้าน ไตร่ตรองหาสาเหตุและแก้ที่สาเหตุทุกๆ ด้าน เช่น ปัญหาที่ตัวเด็ก ปัญหาที่พ่อแม่ ปัญหาที่เพื่อน หรือปัญหาของสภาพแวดล้อม จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้ผล

    • การยอมรับปัญหา มองปัญหาในแง่ดี จะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ ช่วยทำให้ได้ไตร่ตรองหาสาเหตุ เรียนรู้ข้อผิดพลาดและแก้ไข จะช่วยทำให้ปัญหาลดน้อยลง

    • สัมพันธภาพที่ดี จะช่วยทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ

    • การเผชิญหน้ากับความผิดพลาด ต้องใช้ความกล้าหาญ และเด็กยังต้องการกำลังใจ พ่อแม่ควรชื่นชมกับสิ่งที่เด็กทำ และทำให้เด็กรู้ว่า คุณเข้าใจความรู้สึกของลูก

    • ระยะแรกในการฝึกฝนแก้ปัญหา เด็กมักคิดผิดมากกว่าคิดถูก เด็กมักแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ผิดมากกว่าจะใช้วิธีการที่ถูก ความใกล้ชิดช่วยเด็กให้หัดคิดวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ ทาง และให้คิดถึงผลที่จะตามมา จะช่วยให้เด็กทำได้ดีขึ้น ทำได้เก่งขึ้น

    • ยิ่งแก้ปัญหาได้หลายอย่าง จะทำให้มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนง่ายขึ้น เป็นทักษะที่ควรฝึกฝนเด็กมาตั้งแต่เล็ก โดยการปล่อยให้เด็กหัดทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และเมื่อพบกับปัญหาก็ปล่อยให้เด็กหัดคิดแก้ปัญหา

    [​IMG] ไม่ควรทำ [​IMG]

    • การปฏิเสธปัญหา หรือมองปัญหาในแง่ไม่ดี หรือกล่าวโทษว่าคนใดคนหนึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดปัญหา

    นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เสียสัมพันธภาพเสียกำลังใจและที่สำคัญ คือ ปัญหายังคงอยู่ต่อไป

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45598
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    beautifulBuddha.jpg
    ชื่อนั้นสำคัญไฉน
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดยชื่อรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อยู่ในเมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อของเขาไม่เป็นมงคล จึงเข้าไปหาอาจารย์ และขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารย์จึงบอกให้ไปเที่ยวแสวงหาชื่อที่ตนเองชอบใจมาแล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้

    เขาได้ออกเดินทางไปแสวงหาชื่อใหม่ จนถึงเมืองหนึ่ง เดินผ่านขบวนญาติหามศพไปป่าช้า จึงถามถึงชื่อคนตาย พวกญาติจึงบอกชื่อว่า ชีวกะ (นายบุญรอด) เขาถามว่า "ชื่อชีวกะก็ตายหรือ?" พวกญาติจึงกล่าวว่า "จะชื่ออะไรๆ ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น"

    พอเดินเข้าไปในเมือง พบเห็นพวกนายทุนกำลังจับนางทาสีเฆี่ยนด้วยเชือกอยู่ จึงถามความนั้นทราบว่านางไม่ยอมให้ดอกเบี้ยจึงถูกลงโทษแทน ถามถึงชื่อนางทาสีนั้น ทราบว่าชื่อนางธนปาลี (นางรวย) จึงถามว่า "ชื่อรวย ยังไม่มีเงินดอกเบี้ยหรือ?" พวกนายทุนจึงตอบว่า "จะชื่อรวยหรือจน เป็นคนยากจนได้ทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติเรียกกันเท่านั้น" เขาเริ่มรู้สึกเฉยๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้น

    เขาได้เดินทางออกจากเมืองไป ในระหว่างทางพบคนหลงทางคนหนึ่ง จึงถามชื่อ ทราบว่าชื่อ ปันถกะ (นายชำนาญทาง) จึงถามว่า "ขนาดชื่อชำนาญทางยังหลงทางอยู่หรือ?" คนหลงทางจึงตอบว่า "จะชื่อชำนาญทางหรือไม่ชำนาญทาง ก็มีโอกาสหลงทางได้เท่ากัน เพราะชื่อเป็นบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น"

    เขาจึงวางเฉยในเรื่องชื่อ เดินทางกลับไปพบอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเห็นมาให้ฟัง และขอให้ชื่อนายบาปเช่นเดิม อาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า

    "เพราะเห็นคนชื่อเป็นได้ตายไป หญิงชื่อรวยกลับตกยาก
    และคนชื่อว่านักเดินทางแต่กลับหลงทางอยู่ในป่า นายปาปกะจึงได้กลับมา"

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... ชื่อนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ

    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=21153
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    mostbeautifulbuddha.jpg
    ขนมชื่อว่า "ไม่มี"
    ชื่อนิทานเรื่องนี้อาจจะทำ ให้ผู้อ่านหลายคนเข้าใจผิดคิดถึงเรื่องของความขัดสนยากจน ถึงแม้เรื่องนี้จะขึ้นด้วยเรื่องของคนจน แต่ก็ลงท้ายด้วยความเป็นผู้มีทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ไม่รู้ความหมายของคำว่า "ไม่มี" ถ้าลองติดตามอ่านดู ก็จะทราบว่าเขาคนนั้นทำอย่างไร ถึงได้เป็นผู้ที่มีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง

    เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีครอบครัวของชายยากจนคนหนึ่งชื่อว่า "อันนภาระ" เขาอาศัยสุมนเศรษฐีอยู่โดยทำหน้าที่เป็นคนขนหญ้าเลี้ยงวัว เขาต้องตรากตรำทำงานหนักมาก วันหนึ่งอันนภาระได้ถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เฉพาะตัว โดยไม่ได้สั่งสอนผู้อื่นและอยู่เพียงลำพัง) นามว่า "อุปริฏฐะ" แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ด้วยทานอันบริสุทธิ์ที่ข้าพเจ้าทำด้วยจิตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธานี้ คำว่าไม่มีอย่าได้เกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลยในทุกภพทุกชาติไป"

    ด้วยอำนาจแห่งทาน ตั้งแต่นั้นในชาติต่อๆ มาเขาก็ได้เป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งประจำพระนคร และได้สร้างบุญถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ตราบจนสิ้นชีวิต

    มาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "โคดม" อันนภาระก็ได้เกิดเป็นพระกุมารแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระนามว่า "เจ้าชายอนุรุทธะ" เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระบรมศาสดา ในวัยเด็กถ้ามีการแข่งขันตีคลีกันจะมีกติกาว่า ใครแพ้จะต้องเป็นผู้เลี้ยงขนม เจ้าชายอนุรุทธะทรงมีฝีมือค่อนข้างแย่กว่าเพื่อนคนอื่นๆ พระมารดาจึงต้องส่งคนรับใช้ให้นำขนมมาเตรียมไว้ให้เสมอ คราวหนึ่งเจ้าชายอนุรุทธะทรงแพ้ตีคลีหลายครั้งจนขนมหมด พระมารดาจึงส่งข่าวมาว่า "ตอนนี้ ขนมไม่มีแล้ว"

    เจ้าชายอนุรุทธะไม่เคยได้ยินคำว่า "ไม่มี" มาก่อนเลย จึงเข้าพระทัยว่าพระมารดาจะส่งขนมที่ชื่อว่า "ไม่มี" มาให้ จึงเร่งคนรับใช้ให้ไปเอามา ครั้นพระมารดาเห็นคนรับใช้กลับมารับขนมอีก จึงคิดว่านางปรนเปรอและตามใจลูกมากเกินไปจนไม่รู้จักคำว่าไม่มี พระมารดาจึงต้องสอนลูกรักให้รู้จักและได้เข้าใจว่า "ไม่มี" เสียที ดังนั้น พระนางจึงได้ส่งถาดเปล่าๆ ปิดคลุมด้วยถาดทองอีกใบหนึ่ง แล้วจะไปให้เจ้าชายอนุรุทธะ

    ขณะนั้น เหล่าเทวดาทั้งหลายซึ่งรู้ว่าเจ้าชายอนุรุทธะเคยตั้งความปรารถนาเอาไว้ว่า "เราไม่พึงฟังคำว่าไม่มี" ต่าง ร้อนใจคิดว่าถ้าหากตนนิ่งเฉยเสีย ศีรษะของท่าน (เทวดา) จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จึงเนรมิตรขนมทิพย์เป็นจำนวนมากบรรจุลงในถาดทองคำที่คนรับใช้ถือไปถวายเจ้า ชายอนุรุทธะ เมื่อพระองค์เปิดฝาครอบออก กลิ่นขนมทิพย์หอมฟุ้งไปทั่วพระนคร ครั้นเสวยขนมทิพย์แล้วก็ติดใจในรสชาติและกลิ่นหอม คิดว่าเพราะเหตุใดพระมารดาจึงไม่เคยส่งขนมอร่อยๆ เหล่านี้ให้เสวยมาก่อนเลย หรือว่าเมื่อก่อนนี้จะไม่ทรงรักพระองค์

    เจ้าชายอนุรุทธะคิดดังนั้น จึงรีบกลับไปเฝ้ามารดา เพื่อทูลถามเรื่องขนมพร้อมทั้งตั้งเงื่อนไขว่า ต่อไปนี้จะเสวยแต่ขนม "ไม่มี" เท่านั้น พระมารดาไม่ทราบเรื่องมาก่อน จึงแปลกพระทัยมาก แต่เมื่อทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากคนรับใช้แล้วจึงคิดว่า ลูกของตนเป็นผู้มีบุญมากมาเกิดเป็นแน่แท้ เทวดาถึงได้เนรมิตรขนมทิพย์ให้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาที่เจ้า ชายอนุรุทธะต้องการเสวยขนม "ไม่มี" พระมารดาจะทรงล้างถาดทองคำแล้วปิดด้วยถาดทองคำอีกใบหนึ่งแล้วส่งไปให้ โดยหวังว่า เทวดาทั้งหลายจะเนรมิตรขนม "ไม่มี" ให้ แล้งทุกๆ ครั้งก็เป็นเช่นนั้น

    นายอันนภาระได้ให้ทานด้วยจิตที่มีศรัทธาเต็มเปี่ยม วัตถุทานที่เขาใช้ก็หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ และผู้รับทานยังเป็นผู้ประเสริฐยิ่งในโลก เขาจึงสมหวังดังคำอธิฐาน จึงอยากให้ท่านทั้งหลายสมหวังมีทุกๆ อย่างบริบูรณ์อย่างนายอันนภาระหรือเจ้าชายอนุรุทธะด้วย

    แต่พรนี้จะสัมฤทธิผล ก็ต่อเมื่อ ท่านทั้งหลายตั้งปณิธานเหมือนที่นายอันนภาระตั้งใจทำบุญช่วยเหลือ และสงเคราะห์ตามความเหมาะสมกับฐานะ มีความเมตตา มีน้ำใจต่อกัน และพร้อมที่จะให้อภัยกันเสมอ ทุกคนก็มีสิทธิ์ทำได้กันทั้งนั้น แม้จะไม่มีเงินทองก็ใช้มิตรภาพ เพราะบางครั้งคุณค่าแห่งมิตรภาพมันยิ่งใหญ่กว่าเงินทองหรือสิ่งของมีค่าใดๆ เสียอีก
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=36020
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    เทวดา กับการบวช
    นานมาแล้ว มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง จำวัดบวชเรียนมาหลายพรรษาคอยเทศนาธรรมให้แก่ชาวบ้านที่มาทำบุญทั้งหลาย จนกระทั่งวันหนึ่งมีญาติโยมเดินทางมากราบท่านที่วัด พร้อมกับตั้งคำถามว่า
    ‘พระคุณเจ้าขอรับ เหตุใดจึงยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในโลก สละตนเพื่อออกบวช’
    พระคุณเจ้าได้ยินดังนั้น จึงตอบกลับไปว่า
    ‘เพราะอาตมาอยากพ้นทุกข์ ไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิด’
    ‘การที่คนเราจะพ้นทุกข์ได้นั้น จะต้องทำอย่างไรบ้างขอรับ’
    ‘การที่คนเราจะพ้นทุกข์ได้ จักต้องรู้จักน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาใส่ใจ และนำมาปฏิบัติ ฝึกจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย’
    หลังจากที่สนทนากันได้ระยะหนึ่ง ชายคนดังกล่าวก็กลับไปที่บ้านของตน พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงคำสอนของพระคุณเจ้า จนกระทั่งตระหนักได้ว่า การจะปฏิบัติหาทางดับทุกข์ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นฆราวาสอยู่นั้นคงเป็นไปได้ยาก มีเพียงการบวชเป็นพระสงฆ์ ผู้ละจากทางโลกเท่านั้นถึงจะมีทางเป็นไปได้
    เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ชายคนดังกล่าวก็เดินทางกลับยังวัด กราบพระคุณเจ้าอีกครั้ง พร้อมกับขอบวชเป็นพระสงฆ์สืบทอดพุทธศาสนา ตลอดเวลาที่ท่านบวชก็ได้หมั่นสวดมนต์ภาวนา เจริญในธรรม รักษาศีลบริสุทธิ์เป็นเวลานานกว่าสิบสองพรรษาจึงบรรลุมรรคผล สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ภายหลังเมื่อได้ละทิ้งสังขารไปแล้วก็ได้เข้าสู่กระแสนิพพาน ลงมาโปรดแสดงธรรมแก่เทพเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ เล่าถึงความเป็นมาและอานิสงส์ของการบวชที่สามารถทำให้พ้นจากทุกข์ได้
    เมื่อเทพเทวดาเมื่อได้ยินได้ฟังดังนี้แล้ว บางท่านก็บังเกิดจิตศรัทธาคิดอยากจะออกบวชเช่นนั้นบ้าง จึงได้ทูลถามพระอรหันต์เจ้าว่า
    ‘หากพวกข้าพเจ้าต้องการบวชเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าบ้าง จะได้หรือไม่พระเจ้าข้า’
    พระอรหันต์ทรงตอบกลับไปว่า
    ‘ไม่ได้’
    ‘ทำไมถึงไม่ได้ละพระเจ้าข้า’ เทพ เทวดาเอ่ยปากทูลถาม
    ‘เพราะผู้ที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนาจำเป็นต้องมีกายเนื้อ และเป็นมนุษย์เท่านั้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมนุษย์มีพร้อมด้วยขันธ์ทั้งห้า เป็นผู้ที่ประสบทั้งความสุขและความทุกข์ สามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสสอนถึงความทุกข์ทั้งปวงได้เป็นอย่างดี’
    เมื่อได้ยินได้ฟังดังนั้นแล้ว เทวดาทั้งหลายต่างก็ตระหนักถึงความจริงว่า ถึงแม้นพวกตนจะมีอานิสงส์ผลบุญมากมายสักเพียงไหน ก็ไม่อาจจะบวชเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกับตอนที่ยังเป็นมนุษย์
    ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเทวดาองค์ใดกำลังจะลงมาเกิดกายเป็นมนุษย์ ต่างก็ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ว่า
    ‘...หากแม้นได้เกิดกายเป็นมนุษย์ ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นชายและมีโอกาสบวชเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าด้วยเถิด’
    เรื่องดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบวชเป็นพระสงฆ์ ที่มีผู้คนจำนวนมากมองเห็นการบวชเป็นเพียงพิธีทางศาสนาที่ต้องปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมา เมื่อมีโอกาสบวชเข้าไปแล้วก็ไม่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรม
    ทั้งนี้ คงลืมนึกไปสิ้นว่า....
    ตนโชคดีเพียงใด ที่ได้เกิดกายเป็น ‘คน’


    สะพานธรรม...ผู้บันทึก
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=40942
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    คิดเป็นเห็นธรรม 2.jpg
    คิดเป็นก็เห็นธรรม
    ศิษย์ “อาจารย์ครับเราควรมองชีวิตของเรานี้อย่างไรจึงจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ”

    อาจารย์ “เออ วันนี้มาแปลก ถามแปลกๆ เจ้ามีอะไรในใจหรือเปล่า?”

    ศิษย์ “คือว่าพออายุผมเลยวัยหนุ่มสาวมา หน้าตาก็มีริ้วรอย มีตีนกา เส้นผมก็เริ่มหงอกเริ่มบางลงทุกที ส่องกระจกทีไรใจมันหดหู่ชอบกล อยากให้อาจารย์ช่วยให้แง่คิดดีๆ เผื่อว่าจะทำให้สบายใจขึ้นสักหน่อยน่ะครับ”

    อาจารย์ “มีความจริงประการหนึ่งก็คือ เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งใด ก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียสิ่งนั้นไปแล้วเสมอ

    ในวัยเด็กเราก็มีทุกข์บ้าง มีสุขบ้าง
    ในวัยหนุ่มสาว เราก็มีทุกข์บ้าง มีสุขบ้าง
    ในวัยชรา เราก็มีทุกข์บ้าง มีสุขบ้าง
    ไม่มีวัยใดเลยที่เรามีแต่ความสุข
    ไม่มีวัยใดเลยที่เรามีแต่ความทุกข์
    แต่เพราะความเป็นคนช่างคิดช่างฝันออกไปนอกตัวเอง
    จากภาพในจินตนาการที่วาดไว้ ความคาดหวังจากความไม่รู้จริง
    เราจึงไม่เคยมีความสุขในปัจจุบัน

    ในวัยเด็ก เราอยากเป็นผู้ใหญ่
    ในวัยผู้ใหญ่เราก็อยากกลับไปเป็นเด็ก

    เราจะรู้ว่าวัยเด็กสดใสเพียงใด ก็ต่อเมื่อ
    เราเข้าสู่วัยหนุ่มสาว
    เราจะรู้ว่าวัยหนุ่มสาว มีค่าเพียงใด
    ก็ต่อเมื่อเราเข้าสู่วัยชรา
    เราจะรู้ว่าวัยชรานั้นสำคัญเพียงใด
    ก็ต่อเมื่อเรา ใกล้จะต้องออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
    เพื่อไปสู่ภพหน้าเสียแล้ว

    เจ้าลองคิดดูสักนิดซิว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะมีความสุขมาทั้งชีวิต เพื่อที่จะต้องทุกข์ระทมในเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้จะมาถึง

    เปรียบเสมือนการสอบไล่ที่ใกล้จะมาถึง เพื่อนฝูง ความสนุกสนานเพลิดเพลินตลอดทั้งเทอม ย่อมเทียบไม่ได้กับความรู้ทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบให้ผ่าน

    นี่คือวาระสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราจะใช้ประสบการณ์การผ่านความสุขและความทุกข์ในชีวิต มาใช้ในการศึกษาธรรมเพื่อที่จะเตรียมเสบียงเพื่อเดินทางต่อ หรือจะเตรียมพละกำลังเพื่อที่จะฝ่าให้พ้นออกจากความทุกข์ในสังสารวัฏ ให้ได้ ในชาตินี่เอง

    ศิษย์ “ผมเริ่มมีกำลังใจขึ้นบ้างแล้ว เริ่มรู้สึกว่าวัยชรานี่ก็สำคัญไม่น้อยเลยครับ ”
    อาจารย์ “ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการมองให้ตรงกับสภาพที่เป็นจริง ถึงบทบาทและคุณค่าที่สังคมเขามองในคนหนุ่มสาวและคนชรา

    เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว สิ่งที่คนมองว่ามีคุณค่าคือรูปลักษณ์ภายนอกอันคือ หน้าตา รูปร่าง ท่าทางที่สวยงาม
    เมื่อเข้าสู่วัยชรา สิ่งที่คนมองในคนๆนั้น คือ คุณค่าทางจิตใจอันได้แก่ ความเมตตา ความมีน้ำใจ และความดีที่บุคคลคนนั้น กระทำต่อคนรอบข้าง และสังคมส่วนรวม
    ผู้สูงวัยแต่ไร้ความดี ย่อมไม่มีผลต่อการสร้างจิตสำนึกที่ดีของคนรุ่นหลังเพื่อที่จะจดจำเป็นเยี่ยงอย่าง และจรรโลงให้สังคมให้งดงามและร่มเย็นต่อไปจะมีคุณค่าสิ่งใดเหลืออยู่เมื่อตายจากไป

    ชีวิตนี้เป็นของไม่คงทน เสมือน แม่น้ำที่มีน้ำเต็มฝั่งย่อมมีแต่จะไหลเรื่อยไปไม่ย้อนกลับชีวิตก็ล่วงจากวัยเยาว์ สู่หนุ่มสาวและแก่ชรา เสมือนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ายามรุ่งอรุณเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงส่องมาก็หายไป เสมือนเกลียวคลื่นที่ทยอยกันแตกสลายเมื่อพัดเข้าสู่ฝั่ง เราไม่ควรประมาทในอายุและวัยที่ยังเหลืออยู่ว่า ยังไม่ใกล้ต่อความตาย สิ่งที่เหลือไว้ในชีวิตคน ๆ หนึ่งเมื่อตายจากกัน ก็มีแต่ความดีงามที่พอจะเหลือให้คนรู้จักหรือญาติสนิทมิตรสหาย ได้จดจำก่อนลืมเลือนไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติที่แท้จริง ก็คือบุญกุศลและการภาวนา เมื่อเราได้ผลของการภาวนาอันนำความสุขสงบมาสู่จิตใจของเรา ชนิดไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาความสุขจากสิ่งนอกกายอีก สิ่งนั้นแหละคือที่พึ่งที่แท้จริงในชาติปัจจุบัน เราจึงจะปล่อยวางร่างกาย อันเสมือนเรือไม้รั่วใกล้จมจากการผุพัง เพราะเราได้ขึ้นสู่เรือแห่งธรรมอันมั่นคงแน่นหนา โดยสารไปสู่ความสงบเย็นแล้วนั่นเอง

    ศิษย์ “อาจารย์พูดได้ดีมากครับ ผมจะจดจำนำไปใช้เพื่อไม่ให้เสียทีที่เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง มิได้ปล่อยวันเวลาในชีวิต ให้สูญไปโดยไร้ประโยชน์เลยครับ”

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45210
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    ธรรมะหรรษา ตอน ความสุขเล็ก ๆ
    ที่มา : ผ้าเหลืองเปื้อนยิ้ม ผู้เขียน : กิตติเมธี

    เป็นธรรมชาติที่ใครต่อใครมักจะหาเวลาว่างเพื่อหาความสุขจากการทำกิจกรรมส่วนตัว เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ไปดูหนัง เที่ยวสวนสาธารณะ สวนสนุก หรือแม้แต่ไปเที่ยวห้าง

    แต่สำหรับพระเณร ไม่มีที่ไหนที่จะให้ไปได้ หรือมีกิจกรรมอะไรให้ทำมากนัก นอกจาก สวดมนต์ กวาดวัด นั่งสมาธิ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมวไปตามเรื่อง

    และกิจกรรมที่สามเณรน้อยมักจะอาศัยผ่อนคลายจากกิจวัตรหลักคือ การนอน ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไร สามเณรน้อยสามารถหลับได้ตลอดเวลา จนหลายครั้งที่พระอาจารย์ต้องไปปลุก พร้อมแซวสามเณรน้อยบ่อย ๆ

    “กลัวเณรนอนจนเหนื่อย เอ้า...ตื่นมาพักบ้างสิ”

    และหลายครั้งที่การนอนนี่เอง ทำให้สามเณรน้อยสร้างปัญหาให้พอควร บางทีขึ้นรถเมล์ก็หลับจนเลยป้าย หรือขนาดไปสอบ ยังเข้าไปหลับจนเกือบหมดเวลาก็มี พระอาจารย์จึงต้องแก้ไขด้วยการมอบนาฬิกาปลุกเรือนเล็ก ๆ ให้เป็นของใช้ที่จำเป็นอีกอันหนึ่ง

    โดยให้สามเณรพกติดตัวตลอดเวลา และตั้งปลุกทุกครั้งที่จะหลับ ไม่ว่าจะขึ้นรถหรือเข้าห้องสอบก็ต้องนำไปด้วย “เอาไว้ปลุก ถ้าคิดจะหลับ” พระอาจารย์เตือนอีกครั้ง หลังจากผ่านไปไม่นาน สามเณรน้อยก็เอามาคืนพร้อมกับบอกพระอาจารย์

    “ผมไม่ใช้แล้วครับ”

    “อ้าว...ทำไมล่ะ”
    “ก็พระอาจารย์คิดดูสิครับ เวลาอยู่บนรถ แล้วนาฬิกาดังแต่ละครั้ง คนหันมามองกันหมดทั้งคัน เพราะไม่ได้ปลุกแต่ผมคนเดียว คนอื่นเขาตื่นกันหมด...”
    “อายทำไมทีนี้ ทีหลับยังไม่อายเลย”
    “ก็อายสิครับ ก็เวลานาฬิกาปลุกทีไร ผมไม่เคยตื่นเลยมีคนอื่นเขาเดินมาปลุกแล้วบอกว่า...เณร ต่อไปไม่ต้องใช้แล้วนะนาฬิกาน่ะ บอกให้คนข้าง ๆ ปลุกให้ง่ายกว่า...นั่นล่ะครับ ต่อไปผมจะขึ้นรถก็บอกกระเป๋ารถให้ปลุกด้วย หรือเข้าห้องสอบก็ให้คนคุมคอยปลุก สบายกว่าเยอะเลยครับ”
    สามเณรพูดเมื่อพบเจอวิธีใหม่ในการปลุกตนเอง
    “เฮ้อ...นึกว่าเณรจะสำนึก แล้วไม่หลับอีก” พระอาจารย์ถอนหายใจ
    คนที่ชอบนอนจะแสวงหาความเจริญรุ่งเรืองได้ยาก ซ้ำร้ายยังจะสร้างแต่ความขี้เกียจ ทำให้ยากที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=27082
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    คนชั่วสรรเสริญกันเอง
    พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า

    " ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง "

    สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า " กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด"

    รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า

    " บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
    บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
    และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
    ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว "

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
    คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
    คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ

    ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=22271
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    อสาตมันตชาดก.jpg
    อสาตมันตชาดก
    อรรถกถา อาสาตมันตชาดก
    ว่าด้วย หญิงเลวทราม

    พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้.
    เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งใน อุมมาทันตีชาดก.
    (เรื่องย่อๆ มีว่า)
    ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง เธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลวๆ เช่นนี้ทำไม.
    แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมืองตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพทและศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์.
    ครั้งนั้น ในกรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมารมีอายุได้ ๑๖ ปี มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้ในวันที่ เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้. ถ้าประสงค์จะครองเรือนก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด.
    มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐานเท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกระษาปณ์เป็นค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะแล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือน ต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า.
    ลำดับนั้น มารดาปรารถนาจะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่า อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษแห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วหรือ?
    มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่.
    มารดาจึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ?.
    มาณพตอบว่า ยังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่.
    มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา.
    มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปกรุงตักกสิลาอีก.
    แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นเป็นหญิงชรา อายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดาอยู่. มนุษย์เหล่าอื่นพากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น. อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดาในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จัดการสร้างบรรณศาลา ในที่มีน้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัดตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของมีเนยและข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้น ปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา.
    ฝ่ายมาณพไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็สอบถามว่า ท่านอาจารย์ไปไหน? ครั้นฟังเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ไปในป่านั้น ไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่.
    ครั้งนั้น อาจารย์ถามเขาว่า พ่อมหาจำเริญ เรื่องราวเป็นอย่างไร เจ้าจึงกลับมาเร็วนัก?
    มาณพตอบว่า ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ให้ผมเรียนอสาตมนต์เลย มิใช่หรือ ขอรับ?
    อ. ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้?
    มาณพ. มารดาของกระผม ขอรับท่านอาจารย์.
    พระโพธิสัตว์ดำริว่า มนต์อะไรๆ ที่มีชื่อว่าอสาตมนต์ ไม่มีเลย แต่มารดาของมาณพนี้คงประสงค์ให้ เขารู้โทษของสตรีเป็นแน่ จึงกล่าวว่า ดีละ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา ให้มารดาของเราอาบน้ำด้วยมือของตน ให้บริโภคให้ดื่ม ปรนนิบัติสม่ำเสมอ.
    อนึ่ง เมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูดยกย่องมือเท้าเป็นต้นในเวลาที่กำลังบีบนวดว่า คุณแม่ครับ ถึงคุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวย ในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญ ปานไฉน?
    ก็แลมารดาของเรากล่าวคำใดกะเจ้า เจ้าไม่ต้องอาย ไม่ต้องอำพราง บอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได้อสาตมนต์ ไม่ทำก็ไม่ได้.
    มาณพรับคำว่า ดีแล้วครับ ท่านอาจารย์.
    เริ่มแต่วันนี้ ก็กระทำตามข้อที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง. เมื่อมาณพรำพันบ่อยๆ นางก็สำคัญว่า มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์กับเราเป็นแม่นมั่น ทั้งๆ ที่แก่เฒ่า ตามืดมน กิเลสก็ยังเกิดขึ้นในสันดานได้.
    วันหนึ่ง นางจึงกล่าวกะมาณพผู้กำลังกล่าวสรรเสริญร่างกายของตนอยู่ว่า เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเราหรือ?
    มาณพ. คุณแม่ครับ ผมปรารถนานักแล้ว แต่ (มาติดอยู่ตรง) ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่ยำเกรงหนัก.
    มารดา. ถ้าเธอปรารถนาฉันละ ก็จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด.
    มาณพ. ผมเล่าเรียนศิลปะถึงเพียงนี้ในสำนักของท่านอาจารย์ จะมาฆ่าอาจารย์ เพราะอาศัยเหตุเพียงกิเลส ก็ดูกระไรอยู่.
    มารดา. ถ้าเช่นนั้น ถ้าเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละจะฆ่าเขาเสียเอง.
    ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมในอย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูก ผู้มีอุปการะเห็นปานนี้ เสียก็ได้.
    มาณพบอกถ้อยคำทั้งหมดนั้นแก่พระโพธิสัตว์.
    พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ที่เธอบอกมาทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว. เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา ก็รู้ว่าต้องตายในวันนี้เป็นแน่ จึงกล่าวว่า มาเถิดมาณพ เราต้องทดลองดู จึงตัดไม้มะเดื่อเข้าต้นหนึ่ง ทำรูปหุ่นเท่าตน คลุมเสียทั่วร่าง วางนอนหงายไว้ เหนือที่นอนของตน ผูกราวเชือกไว้ แล้วกล่าวกะศิษย์ว่า พ่อคุณ เธอจงถือขวานไปให้สัญญาแก่มารดาของเรา.
    มาณพก็ไปบอกว่า คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนเหนือที่นอนของตนบนบรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้เป็นสำคัญ คุณแม่ถือขวานเล่มนี้ ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย.
    นางกล่าวว่า เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันแน่นะ!
    มาณพ. เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ.
    นางจึงจับขวาน งกๆ เงิ่นๆ เดินไปตามราวเชือก เอามือคลำดู สำคัญแน่ว่า นี่ลูกของเราแล้วเลิกผ้าห่มส่วนหน้าของรูปหุ่นออก เงื้อขวานด้วยคิดว่าจักฟันหนเดียวให้ตายคาที่ แล้วฟันตรงคอทีเดียว เมื่อเกิดเสียงดังกระด้าง จึงได้ทราบว่าที่ตนฟันนั้นเป็นไม้.
    ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า คุณแม่ทำอะไร ขอรับ. ก็ได้คิดว่า เราถูกลวงเสียแล้ว ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง.
    ได้ยินว่า ถึงนางจะนอนตายอยู่ที่บรรณศาลาของตน ก็คงตายในขณะนั้นแน่นอน.
    พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มารดาตายแล้ว ก็กระทำสรีรกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้วก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพมานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนเขาว่า พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่าอสาตมนต์ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่มีดอก ก็แต่ขึ้นชื่อว่า หญิงส่วนมากไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให้เธอเรียนอสาตมนต์ แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้รู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้ เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดยประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ พึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ลามก ดังนี้แล้วส่งตัวไป.
    เขากราบลาอาจารย์ไปสำนักมารดาบิดา.
    ครั้งนั้น มารดาถามเขาว่า เจ้าเรียนอสาตมนต์จบแล้วหรือ?
    เขาตอบว่า ครับ คุณแม่.
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    (ต่อ)
    มารดาถามว่า คราวนี้จักทำอย่างไร จักบวชจักบำเรอไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน?
    มาณพกล่าวว่า คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมาก โดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนละ ผมจักบวช.
    เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
    ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลก ส่วนมากไม่รู้จักยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้ กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง. ข้าพเจ้าจักหลีกละพวกนางไปบวช เพิ่มพูนวิเวก ดังนี้.
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสา ความว่า ไม่รู้จักยับยั้ง คือมีความประพฤติเลวทราม.
    อีกอย่างหนึ่ง ความสุขท่านเรียกว่าสาตะ ความสุขนั้นไม่มีแก่หญิงเหล่านั้น ทั้งยังให้ความไม่สุขใจแก่คนที่มีจิตปฏิพัทธ์ในตน จึงชื่อว่าไม่รู้จักยับยั้ง.
    อธิบายว่า อยู่ไม่สุข คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์.
    เพื่อจะแสดงความข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรนี้มาสาธก ดังนี้ :-
    “ หญิงเหล่านั้นร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรคเป็นตัวอุบาทว์ หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใดวางใจในนาง ชายนั้นจัดเป็นคนเลวในฝูงคน. ” ดังนี้.
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกิตฺถิโย แปลว่า หญิงในโลก.
    บทว่า เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ความว่า คุณแม่ขอรับ หญิงเหล่านั้น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เวลา คือความสำรวมเขตแดนที่ชื่อว่าประมาณ ไม่มีเลย. เป็นหญิงกำหนัดหนัก คือติดใจในกามคุณทั้ง ๕ ทั้งเป็นผู้คะนอง เพราะประกอบด้วยความคะนอง ๓ ประการ คือ คะนองกาย คะนองวาจา และคะนองใจ. เพราะขึ้นชื่อว่าความสำรวมที่มาประจวบอารมณ์มีกายทวารเป็นต้น มิได้มีในภายในของหญิงเหล่านั้นเลย คือเป็นหญิงหลุกหลิก เปรียบได้กับจำพวกกา. พราหมณมาณพแสดงลักษณะหญิง ดังพรรณนามานี้.
    บทว่า สิขี สพฺพฆโส ยถา ความว่า ธรรมดาไฟที่ถึงการนับว่าสิขี เพราะมีเปลวเป็นแฉกได้เชื้อใดๆ จะเป็นของไม่สะอาดมีประเภทเป็นต้นว่าคูถก็ตาม จะเป็นของสะอาดมีประเภทเป็นต้นว่า เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยก็ตาม น่าปรารถนาบ้าง ไม่น่าปรารถนาบ้าง ก็แลบเลียกินหมดทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า กินทุกอย่าง ฉันใด.
    แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นนั่นแหละ จะเป็นคนมีกำเนิดทราม มีการงานทราม เช่น คนเลี้ยงช้างเลี้ยงวัวเป็นต้นก็ตามเถิด จะเป็นคนมีกำเนิดสูง การงานสูง เช่นกษัตริย์เป็นต้นก็ตามเถิด มิได้คิดถึงความเลวทรามและความอุกฤษฏ์เลย เมื่อความชื่นชมด้วยอำนาจกิเลสบังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในโลก ได้คนประเภทไหนก็เสพได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนกับไฟที่ไหม้ได้ทุกอย่าง.
    เพราะฉะนั้น ไฟกินได้ทุกอย่างฉันใด หญิงเหล่านั้นก็พึงทราบว่าเป็นอย่างนั้นเหมือนกันแหละ.
    บทว่า ตา หิตฺวา ปพฺนชิสฺสาติ ข้าพเจ้าขอหลีกเว้นหญิงลามก อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เข้าป่าบวชเป็นฤๅษี.
    บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.
    ในเรื่องนี้ บรรดาวิเวกทั้ง ๓ นั้น ควรเพิ่มพูน กายวิเวกด้วย จิตวิเวกด้วย.
    ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (พราหมณมาณพกล่าวว่า) คุณแม่ครับ ผมต้องบวช กระทำกสิณบริกรรม ให้สมาบัติทั้ง ๘ และอภิญญาทั้ง ๕ บังเกิดแล้ว จักปลีกกายออกจากหมู่ และพรากจิตจากกิเลส เพิ่มพูนวิเวกนี้ จักเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรื่องเหย้าเรือนสำหรับผม เลิกกันที.
    พราหมณมาณพติเตียนหญิงทั้งหลายอย่างนี้ กราบลามารดาบิดาบวชแล้ว เพิ่มพูนวิเวกมีประการดังกล่าวแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
    แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายไม่รู้จักจืดจาง ลามก มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกข์อย่างนี้ ทรงแสดงโทษของหญิงทั้งหลาย ประกาศสัจธรรม.
    ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
    พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
    มารดามาณพในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน ในบัดนี้.
    บิดาของมาณพได้เป็น พระมหากัสสปะ
    มาณพผู้เป็นศิษย์ได้มาเป็น พระอานนท์
    ส่วนอาจารย์ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล


    .....................................................

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=60460
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    คำถาม 3 ข้อ
    พระจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง บริหารบ้านเมืองอย่างเต็มพระปรีชาสามารถ
    แต่พระองค์ก็รู้สึกว่าตัวเองงานผิดพลาดอยู่บ่อยๆ....
    พระองค์ตระหนักว่า หากทรงรู้คำตอบปัญหา 3 ประการ ดังต่อไปนี้แล้ว
    จะทำให้พระองค์ทรงทำอะไร ไม่ผิดพลาดเลย คำถาม 3 ประการนี้คือ

    1. เวลาไหนที่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำกิจแต่ละอย่าง

    2. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย

    3. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา

    พระจักรพรรดิสั่งให้ประกาศว่าใครก็ตามที่สามารถจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ได้
    จะได้รับรางวัลมหาศาล ปัญหาข้อที่ 1 มีผู้ตอบแตกต่างกัน....

    คนที่ 1 แนะนำให้พระจักรพรรดิทำราตางเวลาที่แน่นอน
    สำหรับภารกิจแต่ละอย่าง ทุกๆชั่วโมง ทุกๆวัน ทุกๆ ปี
    ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถทำกิจได้ถูกต้องตามกาลที่เหมาะสม....

    คนที่ 2 บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนล่วงหน้าเช่นนั้น
    แล้วแนะนำว่าพระจักรพรรดิควรจะเลิกความสนุกสนานไร้สาระทั้งหมด
    แล้วเอาใจใส่ต่อกิจกรรมต่างๆ โดยพระองค์เองทุกอย่าง
    จึงจะทราบได้ว่าเวลาไหนเหมาะสมที่จะทำอะไร....

    คนที่ 3 ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระจักรพรรดิหวังจะเลือกเวลาทำกิจ ต่างๆ
    ที่อยู่ในอำนาจความรับผิดชอบได้เหมาะสมทุกอย่าง....
    สิ่งที่จำเป็น ก็คือต้องมี "สภาแห่งคนฉลาด" และทำตามคำแนะนำของสภานั้น
    แต่ก็มีคนแย้งว่าสิ่งต่างๆ จำเป็นต้องตัดสินใจทันที ไม่อาจรอการปรึกษาได้
    ฉะนั้นหากต้องการจะรู้ล่วงหน้าว่าอะไรเกิดขึ้น....
    พระจักรพรรดิ์ควรจะปรึกษาผู้วิเศษและหมอเวทมนต์

    ปัญหาข้อที่สองคำตอบก็แตกต่างกันออกไป
    คนที่ 1 เสนอว่าพระจักรพรรดิจะต้องไว้วางในคณะขุนนางข้าราชการ อย่างเต็มที่
    คนที่ 2 บอกว่า ต้องไว้วางใจพระและนักบวช
    คนที่ 3 เสนอนักวิทยาศาสตร์ แถมยังมีบางคนเสนอให้ไว้วางใจต่อนักรบ

    คำตอบต่อคำถามที่สามก็ต่างกันไปเช่นกัน
    คนที่ 1 บอกว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา
    คนที่ 2 ว่าต้องเรื่องศาสนาต่างหาก
    คนที่ 3 ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการทำสงคราม
    พระจักรพรรดิ์ไม่พอพระทัย คำตอบไหนเลย จึงตัดสินพระทัยไปหาฤาษีตนหนึ่ง
    ผู้อาศัยอยู่บนเขา ซึ่งตรัสรู้เห็นแจ้ง....
    ทั้งๆ ที่รู้ว่าฤาษีนั้นจะต้อนรับเฉพาะคนยากจน เท่านั้น ไม่ยอมต้อนรับคนร่ำรวย
    หรือผู้มีอำนาจราชศักดิ์ จึงต้องปลอมตัว เป็นชาวนา
    และสั่งองครักษ์ให้คอยอยู่ที่เชิงเขา โดยที่ทรงไต่เนินเขา
    ขึ้นไปพบฤาษีตามลำพัง
    พอมาถึงที่อยู่ของ "ผู้รู้" ที่ว่านั้น....
    ทรงพบว่าฤาษีกำลังขุดดินอยู่ในสวนหน้ากระท่อม

    เมื่อฤาษีเห็นผู้แปลกหน้าก็ผงกหัวเป็นการต้อนรับแล้วก็ขุดดินต่อไป....
    เห็นได้ชัดว่าการใช้แรงนั้นเป็นงานหนักเพราะฤาษีนั้นชรามากแล้ว
    แต่ละครั้งที่จอบฟันลงไปพลิกดินขึ้นมาท่านจะต้องหอบแรงๆ.. ทุกครั้งไป
    พระจักรพรรดิเข้าไปหาแล้วตรัสว่า
    "ผมมานี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน
    ขอให้ท่านช่วยแก้ปัญหา 3 ข้อของผม คือ
    1. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำกิจแต่ละอย่าง
    2. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
    3. อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา
    ฤาษีฟังคำถามด้วยความเอาใจใส่
    ่แต่มิได้ตอบ เพียงแต่เอามือตบไหล่จักรพรรดิเบาๆ และก็ขุดดินต่อไป
    จักรพรรดิตรัสว่า "ท่านคงเหนื่อยมาก มาให้ผมได้ช่วยท่านเถอะ"....
    ฤาษีขอบใจ แล้วก็ส่งจอบให้จักรพรรดิ จากนั้นก็นั่งพักบนพื้นดินนั้น
    หลังจากขุดไปได้ 2 ร่อง จักรพรรดิก็หยุด
    และหันมาถามหัญหาทั้ง 3 อีกครั้งหนึ่ง....
    ฤาษีก็มิได้ตอบอีก แต่ยืนขึ้นและชี้มือไปที่จอบ
    และบอกว่า "หยุดพักได้แล้วละ....ฉันทำต่อไปได้แล้ว"....
    แต่จักรพรรดิไม่ส่งจอบให้และขุดดินต่อไป
    ชั่วโมงหนึ่งผ่านไปแล้วก็สองชั่วโมง จนอาทิตย์ลับไปหลังภูเขา

    จักรพรรดิทรงวางจอบลง และหันมาตรัสกับฤาษีว่า
    "ผมมาที่นี่เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยตอบคำถามของผม
    หากท่านไม่สามารถตอบได้โปรดบอกให้ผมรู้ด้วย ผมจะได้กลับบ้านของผม"
    ฤาษีเงยหน้าขึ้นและถามจักรพรรดิว่า
    "เธอได้ยินเสียงใครกำลังวิ่งมาทางนี้หรือเปล่า" จักรพรรดิหันไปทอดพระเนตร
    ทันใดนั้นทั้งสองก็เห็น ชาย มีเคราขาวคนหนึ่งเตลิด
    ออกมามือทั้งสองกุมบาดแผล โชกเลือดที่ท้อง
    เขาวิ่งตรงมายังจักรพรรดิก่อนที่จะล้มลงสิ้นสติไป....
    ตรงหน้า พอเปิดเสื้อผ้าออกทั้งจัรกรพรรดิ
    และฤาษีก็แลเห็นบาดแผลลึกที่หน้าท้องของชายผู้นั้น....
    จักรพรรดิได้ทรงทำความสะอาดบาดแผล
    แล้วเอาฉลองพระองค์พันแผลให้ เพียงประเดี๋ยวเดียว....
    เสื้อนั้นก็โชกไปด้วยเลือดเพราะเลือดไหลไม่หยุด
    จักรพรรดิก็เลยเอาเสื้อนั้นออกมาซักบิดให้แห้งแล้วพันแผล อีกเป็นครั้งที่สอง
    และทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งเลือดหยุดไหล....

    เมื่อคนเจ็บฟื้น ได้สติ ก็ร้องขอน้ำ
    จักรพรรดิรีบไปที่ลำธารตักน้ำใสสะอาดมาให้เหยือกหนึ่ง
    ขณะนั้น ดวงตะวันลับฟ้าไปแล้ว
    และอากาศหนาวยามค่ำคืนเริ่มแผ่คลุมไปทั่ว....
    ฤาษีช่วยจักรพรรดินำคนเจ็บเข้ามาในกระท่อม
    และให้นอนบนเตียงของตนชายนั้นปิดตาลงและนอนหลับไป
    จักรพรรดิเองก็ประทับพิงประตูกระท่อมหลับไปเช่นกัน....
    ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการปีนเขาและการขุดดินทั้งวัน
    และมาตื่นบรรทมขึ้นเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า....
    แล้วจักรพรรดิทรงลืมไปชั่วขณะว่าพระองค์เสด็จมาอยู่ที่ไหน
    และมาทำอะไร ทรงทอดพระเนตรไปที่เตียงคนเจ็บทันที...
    และก็พบว่าชายผู้นั้นกำลังจ้องมาองมายังตนอย่างฉงนฉงาย
    พอเห็นจัรกรพรรดิ์ ชายผู้นั้นก็ครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
    "ได้โปรดประทานอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วย"
    "แต่เธอทำผิดอะไรเล่าที่ฉันจะต้องให้อภัย" จักรพรรดิตรัสถามกลับ
    "ท่านไม่รู้จักข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักท่านดี
    พี่ชายของข้าพระองค์ถูกฆ่าเมื่อสงครามครั้งที่ผ่านมานี้
    และทรัพย์สมบัติถูกริบหมด ข้าพระองค์จึงถือว่าท่านคือศัตรูคู่อาฆาต
    ข้าปฏิญาณไว้ว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้

    เมื่อทราบข่าวว่าท่านขึ้นมาหาฤาษีตามลำพัง
    ข้าพระองค์จึงตั้งไจที่จะดักฆ่าท่าน เสียตอนท่านเสด็จกลับ....
    แต่รออยู่นานไม่เห็นท่าน ข้าพระองค์จึงออกจากที่ซุ่มกำบังเพื่อตามหา
    แต่แทนที่จะพบท่านข้าพระองค์กลับไปเจอะเอาทหารองครักษ์ของท่านเข้า
    พวกนั้นจำข้าพระองค์ได้และเข้าจับกุมข้าพระองค์จนถูกมีดบาดเจ็บ
    แต่ข้าพระองค์ยังโชคดีที่หนีรอดการจับกุมได้และวิ่งมาที่นี่
    ถ้าไม่ได้พบท่านป่านนี้ข้าพระองค์คงตายไปแล้ว
    ข้าพระองค์ละอายใจและสำนึกในพระคุณอย่างบอกไม่ถูก....
    หากข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไปขออุทิศชีวิตช่วงที่เหลือนี้รับใช้ท่านตลอดไป
    และจะสั่งสอนลูกหลานให้ทำเช่นเดียวกันด้วย....
    ขอโปรดประทานอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด" จักรพรรดิดีพระทัยยิ่งนัก
    ที่ศัตรูได้กลับมาเป็นมิตรอย่างง่ายดาย....

    นอกจากจะประทานอภัยแล้วยังทรงสัญญาที่จะคืนทรัพย์สมบัติ
    ที่ริบมาจากชายผู้นั้น ตลอดจนจัดส่งแพทย์และคนใช้ไปคอยรักษาพยาบาล....
    จนกว่าเขาจะหายเป็นปกติอีกด้วย
    พอสั่งทหารให้นำชายผู้นั้นไปส่งบ้านแล้ว
    จักรพรรดิก็เสด็จกลับมาหาฤาษีอีกครั้ง
    เพื่อทวนคำถามเป็นครั้งสุดท้ายและพบว่า
    ฤาษีกำลังหว่านเมล็ดพืชลงบนดินที่ขุดไว้
    ฤาษีเงยหน้าขึ้นและหันมาทางจักรพรรดิ
    "คำถามของท่านได้รับคำตอบหมดแล้วนี่"
    "อย่างไรกัน" พระจักรพรรดิทรงถามด้วยความงุนงง....
    "เมื่อวานนี้ ถ้าท่านไม่เกิดความสงสารสังขารของฉันและลงมือช่วยฉันขุดดิน
    ท่านก็คงถูกทำร้าย โดยชายผู้นั้นตอนขากลับ
    และคงต้องโทมนัสใจอย่างมากที่ไม่ได้พักอยู่กับฉัน
    ดังนั้นเวลาสำคัญที่สุดตอนนั้น
    ก็คือเวลาที่ท่านขุดดิน บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือตัวฉัน....
    และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยฉันขุดดิน"
    "จากนั้นเมื่อชายบาดเจ็บผู้นั้นวิ่งมา เวลาที่สำคัญที่สุด....
    ก็คือตอนที่ท่านช่วยพยาบาลเขา เพราะมิฉะนั้นเขาก็จะต้องตายไป
    และท่านก็จะหมดโอกาสที่จะได้กลับเป็นมิตรกับเขา
    และบุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือชายผู้นั้น
    ภารกิจสำคัญที่สุด ก็คือการรักษาพยาบาลเขา"....

    จงจำไว้ว้า เวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียวคือ "ปัจจุบัน"
    ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
    บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่เรากำลังติดต่ออยู่
    คนที่อยู่ต่อหน้าเรา เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่
    และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้นๆ มีความสุข
    เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต"....

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=20326
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    ส่วนผสมของเหล้า
    วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่าหลวงพี่ชอบด่าคนกินเหล้า... ว่าโง่ยิ่งกว่าหมา... อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ... หลวงพี่รู้หรือเปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง...?
    หลวงพ่อก็ตอบไปว่า..เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า... เหล้ามันผสมด้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...

    1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
    2. เลือดงู... ....กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...
    3. เลือดนก......กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
    4. เลือดหมู..... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้...หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
    5. เลือดหมา....กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...

    พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกันชีวิต..
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=20905
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,827
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๓
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ 1. กรรมอะไรที่มักทำให้เป็นคนที่ถูกเข้าใจผิด โดยไม่สามารถที่จะอธิบายให้ใครฟังได้ มักถูกมองผิดๆ อยู่ร่ำไป ยิ่งพูดยิ่งอธิบายก็เหมือนยิ่งแก้ตัวครับ บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จะทำอย่างไรที่จะแก้ไขได้บ้างครับ และทำอย่างไรที่จะทำให้ผมไม่ต้องได้รับวิบากกรรมแบบนี้อีกครับ

    ตอบ กรรมที่คุณพูดถึงคงไม่ใช่กรรมในอดีตชาติ แต่เป็นกรรมในปัจจุบันชาติ มีสาเหตุมากมายที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดได้ง่าย เช่น อารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น พูดจาห้วนสั้น พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย ใช้ถ้อยคำแรง ๆ ไม่ค่อยคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น ยิ่งเป็นคนที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเนือง ๆ หรือไม่ค่อยมีน้ำใจแก่ผู้อื่น ก็ง่ายที่คนอื่นจะมองในแง่ลบ ไม่ว่าจะทำอะไรลงไป ก็ถูกตีความไปในทางร้าย แม้จะพยายามชี้แจงอย่างไร ก็ไม่มีใครฟัง

    คุณลองใคร่ครวญหรือทบทวนตนเองดูว่า มีนิสัยหรือการกระทำอย่างไรหรือไม่ ที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดเนือง ๆ พร้อมกันนั้นก็ลองสอบถามความเห็นจากเพื่อน ๆ หรือคนใกล้ชิดด้วยในเรื่องนี้ เขาอาจเป็นกระจกสะท้อนให้คุณเห็นตนเองชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม อาตมาเชื่อว่าคนที่เข้าใจคุณถูกต้องก็มี อย่าไปคิดว่ามีแต่คนเข้าใจผิด เป็นไปได้ว่าคุณมองเห็นแต่คนประเภทหลัง จึงคิดว่าไม่มีใครเข้าใจคุณเลย

    คำถามที่ 2. เพื่อนร่วมงานเป็นคนชอบนินทา เห็นแก่ตัว ทำงานเอาหน้า แต่ได้ดีเพราะเป็นคนพูดเป็น ซึ่งต้องยอมรับว่าจิตของผมไม่ค่อยชอบเขาเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงปฏิบัติกับเขาแบบคนไม่สนิท ไม่ค่อยพูดด้วยเพราะเกรงจะกลายเป็นร่วมวงนินทาไปกับเขา หากเลี่ยงไม่ได้ก็ยิ้ม ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็สังเกตจิตตัวเอง ถ้ารู้สึกว่ามีความเกลียด ก็จะใช้วิธีสอนจิตตัวเองให้วางเฉย หรือให้ถอนความเคียดแค้นชิงชัง เป็นต้น ไม่ทราบว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ถูกหรือไม่ อย่างไรครับ

    ตอบ คุณทำถูกแล้วที่พยายามรักษาใจไม่ให้ความเคียดแค้นชิงชังครอบงำ เพราะนอกจากจะทำให้คุณเป็นทุกข์แล้ว ยังอาจเผลอพูดหรือทำสิ่งที่ไม่สมควรออกไป ทำให้เขาเป็นปฏิปักษ์กับคุณและสร้างปัญหาแก่คุณ ซึ่งคงทำให้คุณทำงานอย่างไม่เป็นสุข

    มีเพื่อนร่วมงานแบบนี้คุณควรทำใจหนักแน่น เพราะวันดีคืนดีอาจถูกเขานินทาว่าร้าย หรือตกเป็นขี้ปากของเขา ไม่ควรเอาคำพูดของเขามาเป็นอารมณ์ ควรมองว่านี้คือแบบฝึกหัดอีกข้อหนึ่งที่ฝึกให้คุณอดทน มีขันติ รวมทั้งสอนธรรมแก่คุณว่า นินทาเป็นธรรมดาโลก ไม่มีใครหนีพ้นแม้แต่พระพุทธเจ้า

    คำถามที่ 3. ครอบครัวของโยม มักจะขัดขวางโยมทุกครั้งเวลาที่โยมตั้งใจปฏิบัติธรรมค่ะ และชอบชวนให้ดูหนังดูละคร หรือ การละเล่น พอไม่ทำตามบางครั้งก็พูดจากระทบกระทั่ง ทำให้รู้สึกว่า เราแปลกแยกและโดดเดี่ยว ยิ่งพูดอธิบายก็กลัวว่าคนที่บ้านจะยิ่งคิดไม่ดีหากไม่เข้าใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีค่ะ กราบรบกวนพระอาจารย์เมตตาชี้แนะค่ะ

    ตอบ การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาทำสมาธิหรือเข้าคอร์สเท่านั้น การรู้จักทำใจให้เป็นปกติ ไม่หวั่นไหว ต่อคำพูดกระทบกระทั่งของคนในบ้าน ก็เป็นการปฏิบัติธรรมด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ควรเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อคุณ อาจเป็นห่วงคุณด้วยซ้ำที่มาปฏิบัติธรรม ทั้งนี้เป็นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร มีประโยชน์อะไร

    เรื่องแบบนี้บางครั้งการอธิบายด้วยคำพูดก็ไม่ได้ผล แต่หากคุณสามารถรักษาใจให้สงบเย็น ไม่ทุกข์ และไม่โกรธเขา ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติธรรมนั้นมีผลดีอย่างไรบ้าง พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะพูด ก็“ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัสได้” วิธีนี้สามารถโน้มน้าวให้เขาหันมาสนใจการปฏิบัติธรรม หรืออย่างน้อยก็เห็นว่าการปฏิบัติธรรมมีผลดีต่อคุณ ทำให้หายห่วงหายกังวลที่คุณมาปฏิบัติธรรม หรือถึงแม้เขาจะมองไม่เห็นเลยทั้งสองประการ แต่ก็จะเกรงใจคุณมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณยังเย็นและยิ้มให้เขาเสมอ ไม่ว่าเขาจะพูดกระทบคุณเพียงใดก็ตาม

    คำถามที่ 4. หากต้องผิดศีลโดยไม่เจตนาเพราะความเข้าใจผิด จะบาปมากไหมคะ? ยิ่งอีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเราตั้งใจและคิดอาฆาต ไม่ว่าเราจะอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล .. โยมได้แต่แผ่เมตตาและหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจและอภัยให้ ..โยมจะสามารถทำอย่างไรที่จะช่วยให้เรื่องนี้คลี่คลายและไม่ต้องผูกเวรผูกกรรมกันอีกได้เจ้าคะ

    ตอบ องค์ประกอบสำคัญข้อหนึ่งของศีล คือ เจตนา ดังนั้นหากไม่เจตนาก็ไม่ผิดศีล นั่นคือไม่บาป อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเมื่อได้กระทำลงไปแล้วเพราะความเข้าใจผิด จนเกิดผลเสียต่อผู้อื่น ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา แม้กระนั้นผลดังกล่าวก็สามารถบรรเทาลงได้ เช่น ขอโทษเขา หรือชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป แต่หากเขายังผูกโกรธอยู่และหาทางกลั่นแกล้งเบียดเบียน สิ่งที่ควรทำก็คือ อดทน ไม่โกรธตอบ ให้อภัยเขา และแผ่เมตตาให้เขา วิธีนี้จะช่วยให้เวรระงับลง ดังมีพุทธพจน์ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”
    :- https://www.visalo.org/article/5000s08_2.html
     

แชร์หน้านี้

Loading...