เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 18 มิถุนายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อุณหภูมิเช้านี้ที่โรงแรม Howard Johnson by Wyndham Nalati Hotel เมืองชิงเหยียน อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส ถือว่าเย็นทีเดียว โดยเฉพาะบุคคลที่กำลังเป็นไข้อย่างกระผม/อาตมภาพด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อใส่เสื้อฮีทเทคและแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ยังออกไปถ่ายรูปรอบบริเวณโรงแรมเหมือนกับทุกวัน

    ตอนที่มาก็ไม่เห็นว่ามีคนเข้าพักมากสักเท่าไร แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าผู้คนแน่นขนัดไปหมด โดยเฉพาะที่มาเป็นคณะเล็กด้วยรถตู้ ก็มีถึง ๒๐ - ๓๐ คันเข้าไปแล้ว

    ห้องอาหารเปิดเวลา ๗ โมงครึ่ง แต่กระผม/อาตมภาพมาถึง ๐๗.๑๕ น. ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว จึงแสดงบัตรห้องของตนเอง แล้วเข้าไปตักอาหารมาฉัน จนกระทั่งจวนจะอิ่มแล้ว "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้มาถึง

    เมื่อกระผม/อาตมภาพอิ่มแล้ว ก็หิ้วกระเป๋า ไปคืนคีย์การ์ดให้กับทางโรงแรม จากนั้นเดินไปขึ้นรถของเราที่จอดอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนหน้าโรงแรม ก็คือถนนหน้าโรงแรมนั้น มีทั้งสายเข้าและสายออก เมื่อจอดอยู่ทางด้านสายออก จึงต้องข้ามถนนถึงสองช่วงใหญ่ ก็คือช่วงถนนหน้าโรงแรมที่เลี้ยวเข้าโรงแรมจริง ๆ กับช่วงถนนหน้าโรงแรมที่เป็นขาไป และรถของเราอยู่ในถนนหน้าโรงแรมช่วงที่เป็นขากลับ

    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เวลาประมาณ ๘ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังทะเลดอกไม้เทียนซานฮวาไห่ กระผม/อาตมภาพฉันยาแล้วก็หลับตาพักผ่อนในสายตาคนอื่น แต่ความจริงก็คือไปต่อว่า "ท่านอูฐ" และคณะ ว่าตนเองป่วยเลยทำให้ทุกอย่างงานกร่อยไปหมด..!

    แทนที่ "ท่านอูฐ" จะยอมรับผิดกลับบอกว่า "เป็นท่านพี่ไปทำเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไว้เอง จังหวะเวลาเหมาะเจาะเคราะห์ดีมาลงตรงนี้ จะมาโทษข้าพเจ้าได้อย่างไร ?" กระผม/อาตมภาพเองความจริงก็รู้อยู่ว่าสาเหตุของการป่วยนั้นเกิดจากอะไร ? แต่ในเมื่อมีบุคคลให้ต่อว่าและโยนความผิดให้ก็ต้องเอาเสียหน่อย..! แต่ว่าไอ้น้องรักที่เคยตามใจมาทุกชาติ บัดนี้กลับไม่ยอมตามใจ แถมยังสอนกลับเสียอีก..!

    กระผม/อาตมภาพลืมตาขึ้นมา ก็เมื่อได้ยิน "อาโจว" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเราบอกว่า "พักเข้าห้องน้ำครับ" เมื่อลงไปปรากฏว่าเป็นห้องน้ำของสถานีบริการน้ำมันชิโนเปค (Chinopec) ซึ่งเป็นสถานีน้ำมันหลักของประเทศจีน แต่ขอโทษเถอะ..ห้องน้ำผีสิงชัด ๆ ..! จนกระทั่งไม่สามารถที่จะปัสสาวะได้ออก ต้องเก็บเอาไว้เพื่อที่ไปหาที่ใหม่ข้างหน้า..!

    ระหว่างที่ตั้งท่าปัสสาวะ ก็ต้องเหลียวหน้าเหลียวหลังว่าจะมีซอมบี้บุกเข้ามาหรือไม่ ?! แต่ก็ยังดีที่ว่ามีสถานที่แบบนี้ไว้ให้ ถ้าไม่ใช่สำอางจนเกินไป ก็ยังสามารถที่จะทำธุระหนักเบาได้อยู่ แต่กระผม/อาตมภาพเข้าสมาธิลึกเกินไป ถึงเวลาก็ลืมหมด ร่างกายหยุดการทำงาน ทำให้ไม่สามารถปลอบใจตนเองให้ปัสสาวะตามปกติได้ จึงต้องเก็บเอาไปในขณะที่เดินทางต่อ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    บรรยากาศตรงนี้ เห็นแล้วถึงได้รู้สึกว่ามาถึงซินเจียงอย่างแท้จริง เนื่องเพราะว่าเป็นภูเขาหินสีเทา ในลักษณะที่คนจีนเรียกว่า "เฮยเกอปี้ - ทะเลทรายสีดำ" ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าแม้แต่ต้นเดียว เพิ่งจะคิดว่าบรรยากาศเหมือนซินเจียง รถก็อ้อมภูเขา โผล่มาเจอทั้งแม่น้ำและต้นไม้เขียวขจี ทำเอากระผม/อาตมภาพที่กำลังกระดี๊กระด๊ากับบรรยากาศทะเลทรายเหี่ยวไปเลย..!

    จนกระทั่งพวกเราวิ่งมาถึงอุทยานทะเลดอกไม้เทียนซานฮวาไห่ ซึ่งได้เวลา ๑๑ โมงครึ่งแล้ว แต่ "อาโจว" บอกพวกเราว่า เข้าไปชมสถานที่ข้างในก่อน เขามีจุดให้ชมทะเลดอกไม้สวย ๆ อยู่ถึง ๓ จุดด้วยกัน เราชมจุดแรกแล้วไปรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นค่อยไปชมอีก ๒ จุดที่เหลือ เรื่องพวกนี้ว่าอะไรก็ต้องว่าตามกัน

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึงเข้าที่จอดรถ ซึ่งรอบข้างเต็มไปด้วยต้นผลไม้ พอเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าเป็นต้นแอปเปิ้ล แต่ว่าลูกโตกว่าหัวแม่มือหน่อยเดียว และยังเขียว ๆ เท่านั้น ตอนแรกนึกว่าเป็นแอปเปิ้ลที่เพิ่งจะออกได้ไม่นาน แต่ "อาโจว" ถาม รปภ.ที่อยู่ใกล้ ๆ อีกฝ่ายบอกว่าไม่ใช่ "ผิ่งกั่ว" แต่ว่าเป็น "ไห่ถังกั่ว" ก็คือไม่ใช่แอปเปิ้ล แต่ว่าเป็นลูกไห่ถัง ซึ่งถ้าเรียกแบบบ้านเราก็คือ "แอปเปิ้ลแคระ" นั่นเอง ลูกจะไม่โตไปกว่านี้แล้ว คาดว่าอีกประมาณเดือนเดียว ก็จะเริ่มสุกแดงให้กินได้

    พวกเราเดินจากลานจอดรถไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทำการถ่ายรูปหมู่หน้าศูนย์ฯ แล้วรอ "อาโจว" ซื้อตั๋วให้ เมื่อได้ตั๋วแล้ว เขายังมีสายคาดอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดข้อมืออีกต่างหาก ทำให้นึกว่าน่าจะเหมือนกับกำไล EM ของบ้านเรา ก็คือป้องกันคนไม่ให้แหกคอกเข้าไปในทะเลดอกไม้ของเขาหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ? เนื่องเพราะว่ามีบัตรเข้าชมที่เป็นชื่อของเรามาให้ต่างหาก

    เมื่อเดินเข้าไปข้างใน ก็เป็นอุโมงค์ต้นไม้ขนาดใหญ่ยาวเหยียด มีแต่มวลมหาประชาชนจีนอยู่เต็มไปหมด เสียงโล้งเล้งดังแซ่ด กระผม/อาตมภาพคิดว่าเดินไปสุดทางแล้ว ก็น่าจะเป็นทะเลดอกไม้ ที่ไหนได้..ต้องมาขึ้นรถแบตเตอรี่วิ่งไปไกลลิบโลกเลย ขนาดผ่านทุ่งดอกลาเวนเดอร์เขาก็ไม่จอดให้ลงไปถ่ายรูปอีกต่างหาก..!

    วิ่งไปจนกระทั่งถึงจุดชมวิวจุดที่ ๑ จึงปล่อยพวกเราลงที่บริเวณศาลาพักร้อน บริเวณนี้ส่วนใหญ่ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ เป็นดอกกุหลาบสายพันธุ์ต่าง ๆ และมีสถานที่เป็นจุดเช็คอิน อย่างเช่นว่า แต่งเป็นรูปรถฟักทองของซินเดอเรลล่าบ้าง เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ หรือว่าชิงช้าดอกไม้บ้าง ให้พวกเราได้ถ่ายรูปกับทะเลดอกไม้หรือจุดเช็คอินเหล่านี้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    พวกเราถ่ายรูปไปก็เดินชมไป จนกระทั่งถึงอาคารที่มองเห็นด้านหน้า นึกว่าจะไปเข้าห้องน้ำอย่างเดียว ที่ไหนได้..นี่คือสถานที่ซึ่งเขาเตรียมอาหารไว้ให้คณะของเรา บรรดาบุคคลที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นคณะเล็ก ก็คือมาด้วยรถตู้ พวกเราเองแม้ว่าจะมาด้วยรถบัส แต่ก็นับว่าเป็นคณะเล็กเหมือนกัน

    เมื่อเข้าห้องน้ำห้องท่าแล้วก็มารับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งรู้สึกว่าอุดมสมบูรณ์มาก แถมยังมีผลไม้ต่าง ๆ ที่ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล ซื้อมาเผื่อ "หลวงตา" จะได้มีผลไม้ไว้ฉัน ตามนิสัยของลูกลิงในอดีต..!

    ครั้นอิ่มเรียบร้อยแล้ว "ท่านปิง" ก็ชวนเดินออกไปทางด้านนอก ปรากฏว่าตรงนี้มีวิวเงินล้าน ก็คือมองเห็นทุ่งทะเลดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสะพรั่งเลยทีเดียว..!

    รอจนกระทั่งทุกคนมาครบแล้ว พวกเราก็นั่งรถแบตเตอรี่วิ่งต่อไปยังจุดเช็คอินที่ ๒ ซึ่งมีดอกไม้สีเหลืองสะพรั่ง ลักษณะคล้าย ๆ กับดอกบานชื่นของบ้านเรา แต่ว่าน่าจะออกไปทางด้านดอกบัวตองมากกว่า พวกเราที่เห็นทะเลดอกทานตะวันมาแล้วจึงเฉย ๆ กับแถวนี้

    กระผม/อาตมภาพเห็นเขามีม้าอยู่ จึงให้ "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) ไปถามราคา เจ้าของตอบว่า "๕๘ หยวนต่อการขี่ครั้งหนึ่ง" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "แพงเกิน..ไม่เอา" อีกฝ่ายหนึ่งดูท่าว่าจะชวดลูกค้าแน่นอน จึงยอมลดฮวบลงมาเหลือ ๓๐ หยวน..! ไม่นึกว่าจะลดได้ดุเดือดขนาดนี้ เมื่อเจ้าของม้าเห็นท่าขึ้นม้าของกระผม/อาตมภาพแล้ว รู้ว่าขี่ม้าเป็นอย่างแน่นอน จึงส่งบังเหียนม้าให้เลย..! เมื่อถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อย ลงมาข้างล่างยืนรอคนอื่นที่ขึ้นไปถ่ายรูปกับม้าตัวนี้ มีหนุ่มจีนอีกคนหนึ่ง รีบขี่ม้าสีน้ำตาลเข้มตัวโตวิ่งเข้ามา เพื่อที่จะขอลูกค้าบ้าง

    กระผม/อาตมภาพไปยืนอยู่ใต้ซุ้มกุหลาบปลอม รอให้ทุกคนได้ขี่ม้าเสียก่อน จากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถแบตเตอรี่ต่อไป วิ่งผ่านบริเวณทุ่งลาเวนเดอร์ที่เขากำลังเก็บเกี่ยว กลิ่นดอกลาเวนเดอร์หอมฉุนฟุ้งกระจายไปหมด..! จนกระทั่งมาลงบริเวณจุดชมวิวที่ ๓ นี่คือทะเลทุ่งดอกลาเวนเดอร์อย่างแท้จริง บรรดามวลมหาประชมชนจีนกำลังมุดอยู่กลางทุ่ง ถ่ายรูปกันอุตลุดไปหมด..! เมื่อสอบถามข้อมูลแล้วถึงได้รู้ว่าที่นี่มีพื้นที่มากมายถึง ๔๕,๐๐๐ มู่ ซึ่งคำว่า "มู่" ก็คือ "ไร่จีน" ๑ มู่ก็อยู่ประมาณ ๐.๔ ไร่ของเรา จึงเฉลี่ยแล้วว่า ถ้าเป็นไร่ไทยก็อยู่ที่ ๑๘,๗๕๐ ไร่
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    พวกเราถ่ายรูปหมู่กันแล้ว ก็เดินมุดเข้าไปในดงลาเวนเดอร์เหมือนกับเขา แต่ว่าพวกเรามารยาทดี ก็คือเดินตามร่องที่เขามีเอาไว้ให้ระหว่างแปลงปลูก ไม่ได้มุดเข้าไปลุยอยู่กลางดงเหมือนบรรดาคนจีนที่ทำให้ต้นลาเวนเดอร์ราบเป็นแถบ ๆ..! ต้องบอกว่าบรรดาคนจีนเขาถือว่าเสียเงินแล้ว กูต้องการรูปตรงไหน กูก็ลุยเข้าไปถ่าย โดยไม่ได้สนใจกฎเกณฑ์กติกามารยาทอะไรเลย..!

    เมื่อพวกเราถ่ายรูปแถวนี้จนทั่วแล้ว กงเขายังมีม้าให้ขี่ด้วย กระผม/อาตมภาพบอกว่าขี่ม้าขี่อูฐมาพอเพียงแล้ว จึงมีแต่ "คุณดาหวัน" (คุณเพชรดาวัลย์ พัสลุผล) ไปขอให้เขาจัดการถ่ายรูปขี่ม้าให้ แถมเจ้าของม้ายังควักเอาแท็ปเล็ตออกมาแต่งรูป ลบโน่นลบนี่ที่มีคนเกะกะออกให้อีกต่างหาก..!

    เมื่อได้รูปที่ตนเองต้องการครบถ้วน ทุกคนที่ถ่ายรูปลุยกันจนเหงื่อท่วมก็ออกมานั่งพักอยู่ สักครู่หนึ่ง "อาโจว" ก็เดินมาบอกว่า "ขึ้นรถต่อกันเถอะครับ"

    เมื่อออกมาถึงก็เห็นว่าเป็นรถแบตเตอรี่ ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นรถแบตเตอรี่เหมือนกัน แต่ว่าทรงหัวเหมือนกับรถไฟโบราณ กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ทำไมเขาไม่ให้เรานั่งคันนี้วะ ?" ปรากฏว่าทางพลขับเรียกให้เราขึ้นไปนั่งกันหน้าตาเฉย..!

    กระผม/อาตมภาพหันไปมองหน้า "ท่านอูฐ" อีกฝ่ายบอกว่า "ในเมื่อลูกพี่ต้องการ ก็ต้องบริการเต็มที่หน่อย" ทุกคนฮากันตรึมเมื่อได้ยินว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะฝีมือใคร แถมยังพากระผม/อาตมภาพเข้าหาด้านทะเลดอกลาเวนเดอร์ ซึ่งรถวิ่งผ่านอยู่หลายแปลง แปลงไหนที่อีกฝั่งหนึ่งจะได้ถ่ายรูปบ้าง เขากลับเลี้ยวให้ฝั่งของอาตมาหันเข้าหาแปลงโดยตลอด กระผม/อาตมภาพยังบอกว่า "แบบนี้มันมุโขโลกนะ" คือเห็นแต่พวกแต่พ้องชัด ๆ "ท่านอูฐ" ยักคิ้วในลักษณะ "กวนโอ๊ย" เหมือนกับสมัยอดีต บอกว่า "ในเมื่อตั้งใจบริการแล้วก็ต้องเต็มที่หน่อย..!"

    พวกเรามาหยุดอยู่ในบริเวณโรงแปรรูปและจำหน่ายสินค้าจากผลิตภัณฑ์ลาเวนเดอร์ เจ้าหน้าที่เมื่อเห็นพวกเราเข้าไปก็มีคนปรี่เข้ามาต้อนรับแต่ละกลุ่ม จัดการอธิบายถึงคุณงามความดีของดอกลาเวนเดอร์ มารู้ว่าสมัยก่อนแถวนี้ปลูกดอกลาเวนเดอร์ส่งให้ทางด้าน "กุชชี่" แต่ว่าทางด้านโน้นให้ราคาต่ำมาก จึงทำการวิจัยและผลิตเป็นของตนเอง เท่าที่ดูก็มีพวกน้ำอบ น้ำหอม พวกครีม ตลอดจนกระทั่งสบู่ เหล่านี้เป็นต้น
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ตอนแรกนึกว่ามีแค่ตัวอย่างที่บริเวณเจ้าหน้าที่เขาอธิบายให้ฟัง ที่ไหนได้..พอเลี้ยวเข้าไปด้านใน เจ้าประคุณรุนช่อง..เป็นคลังจำหน่ายสินค้าที่มีพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร บรรดาผลิตภัณฑ์วางอยู่เต็มไปหมด สวยงามน่าซื้อน่าหาเป็นอย่างยิ่ง..!

    กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปแล้วก็ออกมายืนอยู่ข้างนอก มี "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) "น้องเหวินเหวิน" (นางสาวสัณห์จิรา ตะล่อมสิน) และ "น้องลาฟท์" (เด็กชายพีรภาณัชย์ ตะล่อมสิน) ออกมายืนอยู่ทางด้านนอก นึกว่าคนอื่นจะตามมาในเวลาอันรวดเร็ว แต่รถผ่านไปหลายคันแล้วก็ยังไม่มาเสียที จนกระทั่งต้องเดินย้อนกลับเข้าไป จึงเห็นแต่ละคนยังมีความสุขในการจ่ายทรัพย์อยู่เลย..!

    ครั้นได้สินค้าครบตามที่ทุกคนต้องการแล้ว พวกเราออกมาโดยที่มีมวลมหาประชาชนจีนกลุ่มเล็กตามออกมาด้วย ปรากฏว่ารถที่เลี้ยวมานั้นไม่ใช่รถรางที่เป็น "รถร้อน" คือเปิดโล่ง แต่ว่าเป็นรถบัสปรับอากาศเย็นเฉียบทีเดียว ทำเอาพวกเราเฮกันประมาณว่า "ท่านอูฐจงเจริญ..!" ครั้นขึ้นไปบนรถแล้ว เขาก็พาวิ่งออกมาทางด้านนอก จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นทางออกศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พวกเราก็เดินออกมาทางเดิม

    ครั้นโผล่ออกมาด้านนอก มีเจ้าหน้าที่วิ่งตามมาโวยวาย กระผม/อาตมภาพยังสงสัยว่า "อะไรกันวะ ?" แม่เจ้าประคุณชี้ให้ดูที่ข้อมือ อ๋อ..เขาจะเอากำไล EM คืน จึงได้แต่ถอดส่งให้แบบเซ็ง ๆ มิน่าเล่า..ตอนแรกคิดว่าทำไมถึงต้องมีทั้งสองอย่างด้วย ที่ไหนได้..ออกมาแล้วเขาขอกำไลคืนนี่เอง..!

    จากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถบัส มุ่งตรงไปเมืองอี้หนิงที่วันก่อนเราเคยมาแล้ว ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาทีก็มาถึง พลขับของเราพาวิ่งไปจนกระทั่งถึงศูนย์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเมืองเก่าอี้หลี แล้วก็ให้ "อาโจว" ไปซื้อตั๋ว เพื่อพาพวกเราเข้าไปชมทางด้านใน เมื่อถ่ายรูปแล้ว เดินเข้าไปทางซุ้มประตูเมืองเก่า "อาโจว" ยังอุตส่าห์วิ่งไปซื้ออาหารนกพิราบมาหลายถุง ส่งให้กระผม/อาตมภาพที่โบกมือบ๊ายบาย ไม่ขอเลี้ยงนกพิราบ เนื่องเพราะว่าเลี้ยงไปเจ้าพวกนี้ก็จะเสียนิสัย แถมยังแพร่เชื้อให้อีกต่างหาก..!

    ทางด้านวัดท่าขนุนถือว่าเป็นโชคดีมาก เป็นวัดเดียวที่ไม่มีนกพิราบไปขี้รดตดใส่..! เนื่องเพราะว่ามีเหยี่ยวมาอาศัยอยู่ในบริเวณวัดคู่หนึ่ง จึงทำให้นกพิราบโดนขีดเส้นอยู่แค่อีกฝั่งของแม่น้ำแควน้อย ไม่กล้าข้ามมา กระผม/อาตมภาพจึงไม่ขอสนับสนุนการเลี้ยงนกแบบนี้ด้วยประการทั้งปวง..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    พวกเราเดินเข้าไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านใน ซื้อตั๋วขึ้นรถม้า แล้วมีมัคคุเทศก์พาพวกเราวิ่งเข้าไปภายในเมือง ซึ่งเรียกกันว่า "หมู่บ้านคาจ้านฉี" ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๖๐๐ หลังคาเรือน บริเวณนี้มีหลายเผ่าพันธุ์ด้วยกัน ทั้งเผ่าอุยกูร์ เผ่าคาซัค เผ่ารัสเซีย เผ่าเติร์ก เหล่านี้เป็นต้น และบริเวณนี้ทั้งหมด ไม่ทราบว่าสาเหตุอะไรจึงได้ทาทั้งตัวอาคารและกำแพงทั้งหมดสีฟ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ครั้นถามมัคคุเทศก์ของเรา เขาบอกว่าเพราะว่าชาวบ้านคาจ้านฉีไม่เคยได้เห็นทะเล จึงทาสีให้เป็นน้ำทะเล เพื่อทุกคนจะได้รู้สึกว่าอยู่ใกล้ทะเล แต่กระผม/อาตมภาพคิดว่าไม่น่าจะใช่ การทาสีฟ้าในที่ร้อนแบบนี้นั้นทำให้รู้สึกเย็นตามากกว่า

    เขาพาเราแวะไปตามบ้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานที่และวิถีชีวิตปกติของเขา ไม่ว่าจะเป็นที่กินที่อยู่ ตลอดจนกระทั่งข้าวของเครื่องใช้ เราดูไปทีละบ้าน บางบ้านก็นำพืชสมุนไพรบางอย่างออกมา สามารถที่จะขยี้แล้วเอามาเขียนคิ้วให้ดกหนาด้วย กระผม/อาตมภาพนึกถึงดอกอัญชันของเราขึ้นมาทันที แต่สมุนไพรของเขาหน้าตาเหมือนต้นลิ้นเป็ดของบ้านเรามากกว่า "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) ซึ่งค่อนข้างจะคิ้วบาง จึงกลายเป็นหนูทดลองยาให้สาวคาซัคเขาเขียนคิ้วให้ อีกฝ่ายบอกว่า ๑๕ นาทีเท่านั้น คิ้วก็จะดำเข้มอย่างนี้ไปอีกนาน..!

    พวกเราวนอยู่ข้างใน จนกระทั่งไม่มีอะไรให้ดูแล้ว ก็ย้อนออกมาทางด้านนอก เจ้าม้าพวกนี้รู้สึกว่าจะคุ้นเคยทางมาก พาพวกเราวิ่งโดยที่ไม่ต้องมีคนขับก็ได้ แต่ขอโทษนะ..ม้าตัวหนึ่งแบกคนเป็น ๑๐ คน แถมรถอีกคันหนึ่งไม่ไหวหรอก แต่ที่เห็นวิ่งฉิวเลยก็เพราะว่าเจ้ารถม้านี้เป็นรถไฟฟ้า เมื่อติดเครื่องเข้าเกียร์แล้วเจ้าม้าก็โดนรถดันให้วิ่งไปเอง ถ้าไม่วิ่งก็คงจะหกล้มหกลุกแน่นอน..! จึงกลายเป็นว่าเหมือนกับม้าวิ่งได้เร็วมาก ทั้ง ๆ ที่จำนวน ๑๐ คนที่ขึ้นไปน้ำหนักก็ตก ๗๐๐ - ๘๐๐ กิโลกรัมอย่างแน่นอน..!

    พวกเราออกมาถึงทางด้านนอก มัคคุเทศก์ประจำชุดของเราก็พาไปดูการแสดงต่าง ๆ ของ ๗ - ๘ ชนเผ่าที่ว่ามา ซึ่งทั้งผู้หญิงผู้ชายนั้นแทบไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเลย เขาจะบอกว่านี่เป็นการแสดงของเผ่าไหน แล้วก็เป็นเพลงตลอดจนกระทั่งท่าร่ายรำของเผ่านั้น ๆ มีการร้องเพลงสลับจนกระทั่งมีลักษณะทอล์คโชว์อีกด้วย ครั้นดูจนจบแล้ว กระผม/อาตมภาพยังรู้สึกสงสารผู้แสดง เพราะว่าอากาศค่อนข้างร้อน ดูท่าว่าจะเหงื่อตกเลยทีเดียว และที่ร้ายกว่านั้นก็คือเราเพิ่งจะลุกขึ้นหันออกมา ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวทะลักเข้าไปอีกแล้ว ดูท่าว่าจะไม่ได้พัก..ต้องแสดงต่อไปแน่นอน..!

    ครั้นออกมาข้างนอก "อาโจว" จัดการเลี้ยง "ฮามี่กวา" หรือว่า "เถียนกวา" ซึ่งก็คือแตงฮามี่ที่เป็นแตงหวาน รสชาติหวานพอกับน้ำตาลเลย แต่พอพ่อค้าหั่นส่งมาให้ กระผม/อาตมภาพโบกมือไม่รับ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังทำท่างง ๆ ว่ามีคนเลี้ยงทำไมไม่รับ ? จะรับได้อย่างไรล่ะพ่อคุณ..นี่มัน ๖ โมงเย็นของเมืองจีนแล้ว..!

    ครั้นพวกเรากินแตงและล้างไม้ล้างมือเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาขึ้นรถบัส วิ่งตรงไปยัง "โรงแรม Yining Fairfield by Marriott Hotel" ที่วันก่อนเคยพัก มาถึงประมาณ ๑๘.๔๕ น. ของเมืองจีน กระผม/อาตมภาพเข้าที่พัก อาบน้ำอาบท่าแล้ว จึงได้มาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนให้ทุกคนได้ฟังอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...