เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 มิถุนายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อุณหภูมิยามเช้าที่โรงแรม Yining Fairfield by Marriott Hotel เมืองอี้หนิง อยู่ที่ ๒๒ องศาเซลเซียส กระผม/อาตมภาพจะใส่ฮีทเทคตัวบางไป เพื่อป้องกันว่าเวลากระทบอากาศเปลี่ยนแล้วไข้จะขึ้นอีก แต่ "ท่านอูฐ" บอกว่า "ไม่ต้องหรอกครับ บนรถไฟความเร็วสูงร้อนจะตายชัก..!" ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องเชื่อเจ้าถิ่น เนื่องเพราะว่าคงไม่มีใครรู้ดีกว่าท่านอีกแล้ว..!

    วันนี้พวกเราต้องรีบเดินทาง จึงขอให้ห้องอาหารเปิดก่อนเวลา ดังนั้น ๖ โมงครึ่ง พวกเราก็พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ห้องอาหาร หลังจากที่ถมท้องตนเองจนเต็มแล้ว ก็จัดแจงเก็บกระเป๋า คืนบัตรกุญแจให้กับทางโรงแรม

    จากนั้นรถบัสของเราก็พาวิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองอี้หนิง ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑๐ กว่าไม่ถึง ๒๐ นาทีเท่านั้น ทางด้านหน้าสถานีรถไฟเต็มไปด้วยรถบัส รถตู้ ตลอดจนกระทั่งรถเก๋งส่วนตัว มาส่งผู้โดยสารมากมายเยอะแยะไปหมด กระผม/อาตมภาพมอบรางวัลให้กับพลขับของเราไป ๓๐๐ หยวน ในฐานะที่เอาหวัดมาฝากกระผม/อาตมภาพตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ คาดว่าจากกันวันนี้แล้ว อาการต่าง ๆ คงจะดีขึ้น เพราะว่าไม่มีใครคอยเติมเชื้อให้ทุกวันแบบนี้อีก..!

    เมื่อเข้าไปถึงด้านใน "อาโจว" มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ก็ให้พวกเราถ่ายรูปหมู่ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟความเร็วสูงก่อน แต่กระผม/อาตมภาพติดใจรูปนกยูงสองตัว ที่บริเวณสวนสาธารณะหน้าสถานีมากกว่า จึงเดินย้อนกลับไปถ่ายรูปไว้ด้วย เมื่อได้รูปแล้วจึงค่อยมาสแกนบัตร สแกนตัวเอง ตลอดจนกระทั่งสแกนกระเป๋า

    เข้าไปทางด้านในปุ๊บ บุคคลผู้สแกนตัวเป็นสาวร่างท้วมถามว่า "ไทกั๋ว ?" พอได้ยินอาตมาว่า "ตุ้ย" เธอก็ยิ้มหวาน บอกว่า "สวัสดีค่ะ" กระผม/อาตมภาพก็เลยต้อง "สวัสดีครับ" กลับไป เมื่อเธอเอาเครื่องมือตรวจกวาดทั่วตัวแล้วก็บอกว่า "ห่าวเลอะ" กระผม/อาตมภาพจึงเดินเข้าไปทางด้านใน

    พวกเราต้องขึ้นบันไดไปถึงสองชั้น จึงไปหน้าบริเวณประตูที่จะขึ้นรถไฟของเรา "อาโจว" บอกให้พวกเราเอากระเป๋าไปเข้าแถวไว้แทนตัวคน จากนั้นใครจะเข้าห้องน้ำ ใครจะนั่งพักผ่อนอย่างไรก็ได้ รถของเราจะออกจากสถานีเวลา ๐๙.๑๐ น. ของเมืองจีน และเป็นสถานีต้นทาง วิ่งยาวถึงปลายทางที่เมืองอูลู่มู่ฉี ภายใน ๕ ชั่วโมงโดยไม่แวะจอดที่ไหนเลย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ครั้นใกล้เวลา เจ้าหน้าที่ก็เปิดประตูให้พวกเราไปเข้าแถว เพื่อรอเวลาลงไปยังรถไฟด้านล่าง "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ อุตส่าห์จองด้านที่มีลิฟท์สำหรับขึ้นลง แต่กดเรียกลิฟท์แล้วกลับยกสิทธิ์ให้กับญาติโยมในคณะ ส่วนตัวเองหิ้วกระเป๋าเดินตัวเอียงลงบันไดตามกระผม/อาตมภาพไปด้วย..!

    ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ลงบันไดเลื่อนไปกับ "อาโจว" เนื่องเพราะว่ากระเป๋าใบใหญ่ เข้าลิฟท์แล้วจะเกะกะ พวกเราลงไปแล้วก็ต้องเลี้ยวขวาผ่านตลอด เพราะว่าตู้ที่เรานั่งก็คือตู้หมายเลข ๕ งวดนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าเป็นสถานทีต้นทาง เลยไม่มีใครมาอ้างสิทธิ์ที่นั่งจนเราต้องไปไล่เขาอีก..!

    ครั้นขึ้นไปถึง นั่งเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ฉันยาแก้หวัดลดไข้ จากนั้นก็หลับตาภาวนาของตนเองไป จนกระทั่งประมาณ ๒ ชั่วโมง หลังจากที่อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายแล้วก็ลืมตาขึ้นมา "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล นำเอาผลไม้มาถวาย บอกว่าให้ฉันรองท้องไปก่อน

    แต่กระผม/อาตมภาพไม่มีนิสัยฉันอะไรจุกจิกนอกเวลาอาหาร เพราะว่าพระไม่ได้สอนให้ทำแบบนั้น พูดง่าย ๆ ว่าแค่เป็นมื้อเป็นคราว แล้วก็จบไปเลย นอกเวลาอาหารก็ไม่ฉันอะไร "ท่านปิง" เห็นกระผม/อาตมภาพไม่ฉัน รออยู่พักใหญ่ จึงส่งคืนให้อีกฝ่ายหนึ่งนำเก็บไว้ตามเดิม

    พวกเรามองไปที่สองข้างทาง มีบรรยากาศของทะเลทรายปรากฏให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไร่พืชผักผลไม้และไม้ยืนต้นเขียวขจี ดูน่าชื่นใจ จนกระทั่งบ่าย ๒ โมง พวกเราก็มาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองอูลู่มู่ฉี เมื่อลงมาก็ต้องหลั่งไหลตามมวลมหาประชาชนจีน ไปสแกนบัตรเพื่อออกจากสถานี ตอนขามานั้น "อาโจว" ซิกแซกด้วยการส่งบัญชีรายชื่อให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งอีกฝ่ายสแกนเอาไว้แล้วก็ไล่พวกเราผ่านไปเลย แต่เจ้าหน้าที่ตรงนี้ไม่ยอม ต้องให้พวกเราใช้พาสปอร์ตสแกนออกทีละคน..!

    ครั้นออกมาถึงข้างนอกแล้ว ยังต้องเดินเป็นระยะทางที่ค่อนข้างจะไกล เนื่องเพราะว่ารถที่ทางเติมเต็มทราเวลจ้างเอาไว้ในเมืองนี้นั้น จอดอยู่ที่ลานจอดรถบัส ครั้นพวกเราไปใกล้ "อาโจว" ก็โทรถามหมายเลขทะเบียน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "AC เอ้อเอ้อซันซัน" กระผม/อาตมภาพกำลังจะเดินเลยไปพอดี เมื่อได้ยินดังนั้นจึงเลี้ยวกลับมาขึ้นรถ ทักทายโชเฟอร์แล้วก็ต้องสะอึก เนื่องเพราะว่ากลิ่นบุหรี่บนรถแรงมาก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าคนจีนน่าจะสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    พลขับคนใหม่พาพวกเราวิ่งลอดอุโมงค์ออกไปสองช่วง จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารซึ่งอยู่ชั้น ๒ ครั้นเดินขึ้นไปถึงก็เห็นตู้ใส่ตะพาบขนาดกำลังกินเต็มไปหมด ทำเอาพวกเรากลืนน้ำลายแทบไม่ลง แต่พอลงไปแล้ว กับข้าวที่ทยอยกันมาอย่างแล้วอย่างเล่า รวมแล้วประมาณ ๑๒ อย่าง ปรากฏว่าเป็นผักไปเสีย ๑๐ อย่าง..! ทำเอากระผม/อาตมภาพถึงกับหัวเราะ..!

    และที่แน่ ๆ ก็คือ "อาโจว" สั่งขนมบ๊ะจ่างมาให้ด้วย เนื่องเพราะว่าตอนนี้คือ "เทศกาลตวนอู่" หรือเทศกาลไหว้ขนมจ้าง ที่พี่น้องชาวไทยมักจะเคยชินกับภาษาแต้จิ๋วที่ว่า "เทศกาลตวนโหงว" พวกเราก็เลยต้องแบ่งกันกินบ๊ะจ่างคนละลูกเพื่อความสวัสดีมีชัย

    ครั้นอิ่มแล้ว กระผม/อาตมภาพออกมาข้างล่าง จึงเห็นว่าร้านที่อยู่ข้าง ๆ ร้านอาหารนั้น ก็คือบริษัทผลิตเหล้า และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เราอยู่ห่างจากศูนย์เพาะพันธุ์ม้าวิเศษเหงื่อโลหิตไม่ถึง ๒๐๐ เมตรเท่านั้น..! ครั้นเมื่ออิ่มกันแล้ว พลขับก็พาพวกเราวิ่งเข้าไปในตัวเมืองอูลู่มู่ฉี ผ่านอนุสาวรีย์ "หม่าท่าเฟยเอี้ยน" หรือว่า "ม้าสวรรค์เหยียบนางแอ่นเหิน" จนกระทั่งมาถึงพิพิธภัณฑ์เมืองซินเจียง ที่คราวก่อนพวกเรามาแล้วไม่ได้ดู "มัมมี่เจ้าหญิงแห่งโหลวหลาน" เนื่องเพราะว่าเขาปิดปรับปรุง มางวดนี้จึงตั้งใจมาล้างแค้นอย่างเต็มที่..!

    คณะขอให้ถ่ายรูปหมู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ กระผม/อาตมภาพไม่เอาด้วย เพราะว่าตอนนี้ก็เกรียมพอแล้ว..! จึงเข้าไปถ่ายรูปหมู่กันทางด้านใน ส่วนบรรดาข้าวของในพิพิธภัณฑ์นั้น กระผม/อาตมภาพถ่ายไปคราวที่แล้ว ๔๐๐ - ๕๐๐ รูป คราวนี้ก็เลยเลือกถ่ายเพียงแค่บางชิ้นเท่านั้น จนกระทั่งครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว พวกเราก็ขึ้นไปยังชั้นที่ ๒ ซึ่งมีป้ายห้ามถ่ายรูปใหญ่โตมโหฬารขวางไว้ตั้งแต่หน้าประตู ประมาณว่าแกล้งตาบอดอย่างไรก็ต้องมองเห็น กระผม/อาตมภาพจึงต้องเก็บกล้องแต่โดยดี..!

    บรรดามัมมี่เหล่านี้เป็นชาวเมืองโบราณโหลวหลาน ซึ่งไม่ทราบว่าด้วยเหตุเพราะอยู่ในทะเลทรายแห้งแล้งกันดารหรืออย่างไร ? จึงทำให้ร่างกายระเหยแห้งไป จนกลายเป็นศพแห้ง ๆ อย่างชนิดที่ไม่เน่าไม่เปื่อย เขาเอามาจัดแสดงไว้ให้ เครื่องนุ่งห่มนั้นทอหยาบ ๆ ประมาณว่าพรมหรือไม่ก็ใช้หนังสัตว์ทั้งผืนห่มตัว คงอยู่ในลักษณะที่ห่อแล้วฝังกระมัง ? มีอยู่ทั้งหมด ๑๓ ซาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นเด็กทารกไป ๒ ซาก เป็นคนคู่กัน ๒ ชุด ก็คือมีมัมมี่เจ้าหญิงแห่งโหลวหลาน และน่าจะเป็นเจ้าเมืองหรือเจ้าชายแห่งโหลวหลาน เนื่องเพราะว่ามีหมวกทรงสูงประดับศีรษะ และขนสัตว์ที่ใส่อยู่ก็ดูล้ำค่าประณีตอีกต่างหาก

    ลองกำหนดจิตดูว่ายังมีใครหลงเหลืออยู่หรือไม่ ? "ท่านอูฐ" ส่ายหัวให้ บอกว่า "ไม่มีเหลือแล้วครับ ไปเกิดกันหลายชาติแล้ว..!" กระผม/อาตมภาพเองก็เห็นด้วย เพราะว่าตัวเองเกิดทีหลังเมืองโหลวหลานตั้งนาน ก็ยังมาเกิดเสียหลายชาติแล้ว ไม่ได้อยู่ยั้งยืนยงเหมือนอย่างกับ "ท่านอูฐ" ที่อยู่ "ข้างบน"..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    จนกระทั่งออกมาถึงข้างนอก บริเวณนี้มีร้านจำหน่ายหยกเหอเถียน ซึ่งเป็นหยกชื่อดังของทางประเทศจีน เป็นร้านค้าที่รับรองโดยรัฐบาล เมื่อเดินดูราคาแล้ว แพงประทับใจมาก..! แค่ประคำหยกเหอเถียนสีขาว ขนาด ๑๔ มม. สายละ ๑๕ เม็ด ราคาอยู่ที่ ๑๘,๘๐๐ หยวน..!

    กระผม/อาตมภาพมอง ๆ แล้วก็ต้องเดินเลี่ยงไป บอกกับ "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) ว่า "แค่เห็นราคา กิเลสก็ลดฮวบหายไปเกือบหมดแล้ว..!" ทำเอาอีกฝ่ายหัวเราะก๊าก แต่ว่า "คุณนายสมหวัง" หรือ "มาดามเฮง" (นางสมหวัง งามพฤกษ์วานิชย์) ของเราปราดเข้ามาหา บอกว่า "หลวงพี่ช่วยต่อให้เหลือสักครึ่งหนึ่ง แล้วดิฉันจะซื้อถวาย..!"

    กระผม/อาตมภาพเองไม่กล้าต่อขนาดนั้น หันไปถามเขาว่า "ลดได้เท่าไร ?" อีหนูพนักงานเคาะตัวเลขมาให้ที่ ๑๕,๐๔๐ หยวน กระผม/อาตมภาพบอกว่า "แพงเกินไป..ไม่เอา" "คุณนายสมหวัง" จึงบอกว่า "ถ้าลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ถึงจะซื้อ..!"

    ไม่ทราบเหมือนกันว่ารัศมีคุณนายนั้นน่าเชื่อถือหรืออย่างไร ?! อีกฝ่ายหนึ่งจึงยอมลดให้ เหลือที่ ๙,๔๐๐ หยวนถ้วน ๆ..! "คุณนายสมหวัง" จึงให้ "อาโจว" เป็นคนสแกนจ่าย จากนั้นตัวเองก็โอนเป็นเงินไทยไปให้ ๔๗,๐๐๐ บาท "อาโจว" รีบสแกนให้แต่โดยดี..!

    "ท่านปิง" ซึ่งหยิบเอาจี้ห้อยคอหยกเหอเถียนสีขาวเช่นกันมาสองชิ้น ทางด้าน "คุณนายสมหวัง" ก็เลยพลอยเหมาจ่ายไปด้วย ทำพิธีส่งมอบกันอย่างเป็นทางการ แถมยังส่งข้อความบอกให้ "อาม่า" ทางบ้านช่วยอนุโมทนาด้วย "อาม่าติ่ง" ผู้เป็นแม่ของคุณนายสมหวัง ก็ยังอุตส่าห์สาธุมาทางกลุ่มไลน์..! กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่อนุโมทนากับทุกท่านไว้ ณ ที่นี้..!

    เมื่อได้ข้าวของแล้ว พวกเราก็ขึ้นไปยังชั้น ๓ แต่ว่าสถานที่นั้นจัดแสดงอาวุธยุทธภัณฑ์ ตลอดจนกระทั่งข้าวของเครื่องใช้ของกองทัพแดง ในยุคที่ประธานเหมาเดินทางไกลก็มาถึงแถวนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถจี๊ป ปืนครก หรือตลอดจนกระทั่งปืนเล็กยาว ปืนสั้น กระผม/อาตมภาพเห็นของพวกนี้และใช้มาจนเบื่อแล้ว จึงไม่ได้สนใจที่จะถ่ายรูปเอาไว้..!

    เมื่อเดินมาอีกฟากหนึ่ง เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมของประเทศจีน แต่ว่าเหลือเวลาอีก ๑๒ นาทีจะ ๖ โมงเย็น เขาจะปิดพิพิธภัณฑ์แล้ว พวกเราจึงดูกันแบบ "ชะโงกทัวร์" แล้วก็ออกจากพิพิธภัณฑ์มาขึ้นรถ วิ่งตรงไปยัง "ตลาดต้าปาจาร์" ซึ่งความจริงคำว่า "ปาจาร์" นี้ก็คือคำว่า "บาซ่าร์" นั่นเอง เป็นภาษาของอุยกูร์หรือเติร์กก็ไม่ทราบ ? แปลว่า สถานที่จำหน่ายสินค้า

    ถ้าเป็นบ้านเราก็ประมาณว่า "มหาพลาซ่า" หรือ "มหาบาซ่าร์" นั่นเอง เพียงแต่ว่าพวกเราออกเสียงไม่ชัด แต่ว่ารถของพวกเราไปไม่ถึง เนื่องเพราะว่าแถวนี้รถติดหนักมาก จึงต้องลงเดินไปประมาณ ๒๐๐ กว่า ๓๐๐ เมตร..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,627
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,174
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ครั้นถ่ายรูปหมู่ทางด้านหน้าแล้ว ต้องมาให้เขาสแกนตัว สแกนกระเป๋าเข้าไปทางด้านใน "อาโจว" พาพวกเราเดินลิ่ว ๆ ไปบริเวณที่เป็นห้องสมุดและร้านจำหน่ายหนังสือ ชี้ให้ดูว่าจุดนัดหมายก็คือที่ชั้น ๒ ของที่นี่ เนื่องเพราะว่ามีเก้าอี้ให้นั่งอ่านหนังสือสำหรับพวกเรารอพักได้ จากนั้นก็ให้เวลาถึงสองทุ่มเมืองจีน ปล่อยให้พวกเราเดินอิสระ

    กระผม/อาตมภาพที่มาแล้วตั้งใจจะซื้อมีดซึ่งมีชื่อเสียงของทางด้านซินเจียงนี้ มีชื่อว่า "อิงจวี๋ซาเสี่ยวเตา" ก็คือ "มีดเล็กอิงจวี๋ซา" แต่ขอโทษเถอะ..ไปถึงร้านมองแล้วมองอีก หาที่ถูกใจสักเล่มก็ไม่มี..! เนื่องเพราะว่ามีดที่นี่นั้น ทรงที่ถูกต้องต้องเป็น "ทรงเปอร์เซียน" แต่ว่าที่เห็นอยู่ทั้งหมดเป็น "ทรงโบวี่" ไปเสียนี่ เพียงแต่ว่ามีการทำด้ามเป็นหัวนกอินทรีและประดับประดาหรูหราหมาเห่าไปเท่านั้นเอง..! ลักษณะของเหล็กและใบมีดก็ดูประกอบขึ้นมาหยาบ ๆ ลวก ๆ ประมาณมีดโหลจากโรงงาน..! กระผม/อาตมภาพที่มี "มีดจ่าตุ่ม" ซึ่งประณีตสุดยอดผ่านมือมาเกือบ ๑๐๐ เล่ม เมื่อเห็นดังนั้นเข้าจึงหมดอารมณ์ที่จะซื้อหาไปเลย..!

    เดินวนไปวนมา ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งพลัดจาก "ท่านปิง" หลุดเข้าไปในบริเวณที่เขาเล่นดนตรี แล้วเห็นว่าเป็นทางเดินลงไปยังตลาดของสดทางด้านใน มีบรรดาฟักแฟงแตงน้ำเต้า โดยเฉพาะ "เถียนกวา" หรือว่า "แตงฮามี่" ซึ่งมีชื่อเสียงมากของที่นี่จำหน่ายอยู่มากมาย

    เดินถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้จนกระทั่งทั่วแล้วก็วนกลับออกมา ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน จึงเดินกลับไปยังจุดนัดพบ เจอ "อาโจว" นั่งกินชานมไข่มุกรออยู่คนเดียว นั่งอยู่พักใหญ่ ๆ "ท่านปิง" จึงตามมาถึง กระผม/อาตมภาพเองนั่งส่งงานจนครบ จนครอบครัวของ "คุณนายสมหวัง" ตลอดจนกระทั่ง "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) และ "คุณดาหวัน" (คุณเพชรดาวัลย์ พัสลุผล) ตามมาถึง

    พวกเรารออยู่เป็นเวลาค่อนข้างนาน จนใกล้จะ ๒ ทุ่มของเมืองจีน ได้ยินว่ามีบางชุดรออยู่ทางด้านหน้าข้างล่างจึงเดินลงไปหา ผู้คนแน่นขนัดไปหมด กระผม/อาตมภาพเดินลิ่ว ๆ ออกไปจนถึงด้านนอกบริเวณหน้าจตุรัสแล้ว "ท่านปิง" โทรศัพท์เข้ามา บอกว่าเขาออกกันอีกทางหนึ่ง..! ครั้นจะย้อนกลับเข้าไป เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "No, No, No" ให้ไปเข้าอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านเครื่องสแกนอีกตามเคย "ไกด์ไก่" โผล่มาเรียกก็เข้าตามไปไม่ได้ เพราะว่าเขาอยู่ข้างใน ส่วนเราอยู่ข้างนอก อีกฝ่ายจึงต้องเดินตามกระผม/อาตมภาพออกมา ให้เขาสแกนตัวกลับเข้าไปอีกรอบหนึ่ง..!

    ครั้นเดินมาถึงจึงได้เห็นว่าเป็นซอยเดินออกอย่างเดียว ห้ามเดินเข้า พวกเรามาแล้ว "อาโจว" บอกว่ารถจอดอยู่ไกลมาก บรรดานักท่องเที่ยวซึ่งมีไกด์ถือธงอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ก็กำลังเดินหารถของตัวเอง "อาโจว" บอกว่ารถของเราจอดห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ เมตร พวกเราจึงตกลงกันว่าเดินไปหารถกันดีกว่า..!

    เดินแล้วเดินเล่าจนกระทั่ง "ไกด์ไก่" บ่นว่า "ถ้าเดินขนาดนี้ เราเดินไปถึงโรงแรมเลยดีกว่ากระมัง ?" ทำเอาทุกคนหัวเราะกันเป็นการใหญ่ จนกระทั่งมาถึงขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว พวกเราถือว่ารอดตัว เนื่องเพราะว่าทางไปโรงแรมวันนี้ของเรารถไม่ติด มาถึงโรงแรม Hampton by Hilton เมืองอูลู่มู่ฉี จัดการรับเอากุญแจห้องของตนเองมา ขึ้นถึงห้องพักได้ก็เกือบจะ ๓ ทุ่มตรงของเมืองจีน จึงต้องรีบทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นแล้วค่อยไป "ลอกคราบ" ตัวเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...