ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียยอมขาย "หุ้นเหมืองทองคำ" รายใหญ่ที่ยึดมาได้จากนักธุรกิจรายใหญ่ ที่ราคาเพียงครึ่งเดียวของที่ตั้งเป้าไว้

    (รายละเอียดในเม้นท์)

    รัสเซียขายหุ้นเหมืองทองคำรายใหญ่ที่ยึดมาได้ มูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์

    รัฐบาลรัสเซียได้ขายหุ้น 67.2% ในบริษัทเหมืองทองคำรายใหญ่ Yuzhuralzoloto PJSC ที่ถูกยึดจากมหาเศรษฐีเจ้าของเดิมเมื่อปีที่ผ่านมา โดยการประมูลครั้งล่าสุดมีมูลค่าราว 93,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์

    ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท BTS-Most Holding ซึ่งเข้าซื้อกิจการผ่านการประมูลของรัฐ ตามรายงานของสำนักข่าว TASS

    อย่างไรก็ตาม Bloomberg ระบุว่า รัฐบาลรัสเซียต้องใช้ความพยายามหลายครั้งกว่าจะสามารถขายสินทรัพย์ดังกล่าวได้สำเร็จ และราคาขายสุดท้ายอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับที่เคยต้องการในช่วงแรก

    Yuzhuralzoloto เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายสำคัญของรัสเซีย โดยผลิตทองคำได้กว่า 385,800 ทรอยออนซ์ในปี 2025

    ดีลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ หลังมีการยึดทรัพย์จากนักธุรกิจรายใหญ่หลายรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

    https://www.facebook.com/share/195A3Yx9Wy/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ตรึงกำลังฝูงบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ในอังกฤษ ท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งเป้าโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

    เผยภาพดาวเทียมพบบอมเบอร์สหรัฐฯ B-1 และ B-52 ปักหลักแน่นฐานทัพอังกฤษ คุมเชิงปฏิบัติการถล่มอิหร่าน

    มีรายงานว่า ภาพถ่ายทางดาวเทียมล่าสุดจากฐานทัพอากาศอังกฤษ (RAF Fairford) เผยให้เห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จอดประจำการอยู่บนรันเวย์เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงแบบ B-1B Lancer จำนวน 13 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลแบบ B-52H Stratofortress อีกจำนวน 5 เครื่อง ซึ่งนับเป็นการรวมกำลังพลทางอากาศนอกประเทศที่หนาแน่นที่สุดครั้งหนึ่งในภารกิจปัจจุบัน

    ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งดำเนินภารกิจโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ คลังแสง และฐานยิงขีปนาวุธลึกเข้าไปในดินแดนของอิหร่าน ภายใต้การนำของอยาตอลลาห์ มอจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ซึ่งการใช้อังกฤษเป็นฐานทัพส่วนหน้าช่วยลดระยะเวลาในการบินและลดภาระการเติมน้ำมันกลางอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการบินตรงจากแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ

    แม้ว่าการเคลื่อนกำลังพลครั้งนี้จะสะท้อนถึงการกดดันทางทหารขั้นสูงสุดของเพนตากอน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเครื่องบินและกำหนดการบินที่แน่นอนส่วนใหญ่ยังคงเป็นความลับด้านความมั่นคง โดยมีกลุ่มนักวิเคราะห์ข่าวกรองจากแหล่งข้อมูลเปิด (OSINT) ร่วมจับตาความเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายดาวเทียมพาณิชย์อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: มีการวางกำลังเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-1B Lancer และ B-52H Stratofortress ของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศ RAF Fairford ในสหราชอาณาจักรจริง เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: จำนวนการหมุนเวียนและจำนวนที่แน่นอนของเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งสองรุ่นที่ปฏิบัติการอยู่ ณ ปัจจุบันตามการรายงานของภาคพลเรือน
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: แผนการจู่โจมหรือพิกัดเป้าหมายถัดไปภายในอิหร่านที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานสอดคล้องกับข้อมูลการวางกำลังพลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมอังกฤษ รวมถึงมีหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพาณิชย์และการติดตามเส้นทางบินจากสื่อหลักระดับสากลยืนยันตรงกัน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติมSource: Osinttechnical, Air & Space Forces Magazine, The Aviationist

    https://www.facebook.com/share/1JPYdXqRi4/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างยูเครนและนาโตมุ่งเป้าตัดวงจรการโจมตีทางอากาศของรัสเซียอย่างถาวร

    ยูเครนจับมือนาโตเปิดตัวโครงการจัดหาเทคโนโลยีสกัดกั้นและปิดตายฐานทัพอากาศรัสเซียในระยะยาว

    กระทรวงกลาโหมยูเครนเปิดเผยว่า หน่วยบัญชาการแห่งพันธมิตรนาโตเพื่อการเปลี่ยนแปลง (NATO's Allied Command Transformation) ร่วมกับศูนย์วิเคราะห์ ฝึกอบรม และศึกษาธิการร่วมระหว่างนาโตและยูเครน (JATEC) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการแข่งขันนวัตกรรมภายใต้ชื่อ "Persistent Airfield Denial" อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีขั้นสูงในการทำลายและจำกัดความสามารถในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในฐานทัพอากาศของกองทัพรัสเซีย

    รายงานระบุว่าโครงการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังระบบอัตโนมัติหรือระบบควบคุมระยะไกลที่สามารถปิดกั้นและตัดวงจรการทำงานของรันเวย์ คลังจัดเก็บน้ำมัน คลังกระสุน รวมถึงระบบสนับสนุนภาคพื้นดินและตัวอากาศยานของรัสเซียอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีทางการทหาร (MilTech) สตาร์ตอัป และทีมวิศวกรส่งแผนงานเข้าประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลสนับสนุนรวมกว่า 250,000 ยูโร ซึ่งกำหนดเปิดรับข้อเสนอจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 11 สิงหาคม 2026

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับปฏิบัติการเชิงรุกทางอากาศของยูเครน โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานความมั่นคงของยูเครนได้ดำเนินภารกิจโจมตีสนามบินทหารลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย ส่งผลให้อากาศยานเชิงยุทธศาสตร์ได้รับความเสียหายจำนวนมาก การร่วมมือกับนาโตในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการโจมตีเชิงยุทธวิธีไปสู่การสร้างระบบขัดขวางทางกายภาพที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพรัสเซียสามารถใช้ฐานทัพอากาศในการส่งเครื่องบินรบขึ้นปฏิบัติการโจมตีได้อีกในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check

    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: กระทรวงกลาโหมยูเครนและหน่วยงานของนาโตเปิดตัวโครงการแข่งขันนวัตกรรม "Persistent Airfield Denial" ชิงเงินรางวัล 250,000 ยูโร เพื่อหาเทคโนโลยีปิดกั้นฐานทัพอากาศรัสเซีย โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2026

    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทของเทคโนโลยีขั้นต้นที่บริษัทเอกชนยื่นเสนอต่อนาโต และมาตรการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซียต่อแผนการปิดตายฐานทัพดังกล่าว

    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การส่งมอบและประยุกต์ใช้ระบบอาวุธชนิดใหม่จากโครงการนี้ในพื้นที่สู้รบจริง ณ ปัจจุบัน

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานตรงกันจากกระทรวงกลาโหมยูเครนและสื่อหลักระดับสากล พร้อมรายละเอียดกำหนดการและมูลเงินทุนโครงการอย่างชัดเจน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: The New Voice of Ukraine, Militarnyi

    https://www.facebook.com/share/p/1GjcUaEPqc/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เทคโนโลยีขีปนาวุธก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความแม่นยำสู่ระดับการซุ่มยิงระยะไกลเป็นประวัติการณ์

    อิสราเอลประสบความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธนำวิถี LORA โจมตีเป้าหมายระยะ 400 กิโลเมตร แม่นยำพลาดเป้าไม่เกิน 10 เมตร

    มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลร่วมกับบริษัทอุตสาหกรรมการบินและอวกาศแห่งอิสราเอล (IAI) ได้ดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีทางยุทธศาสตร์ LORA (Long Range Artillery) จากแท่นยิงในทะเลหลวง โดยขีปนาวุธสามารถพุ่งชนเป้าหมายจำลองที่ตั้งอยู่ห่างออกไปกว่า 400 กิโลเมตร ได้อย่างแม่นยำตามขีดความสามารถขั้นสูง

    รายงานระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวลงจอดห่างจากจุดศูนย์กลางเป้าหมายไม่เกิน 10 เมตร ซึ่งความแม่นยำในระดับสูงนี้ทำให้นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงประเมินว่า เป็นการยกระดับขีปนาวุธนำวิถีขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับปืนซุ่มยิงในระยะไกล ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ

    ระบบขีปนาวุธ LORA ได้รับการออกแบบให้สามารถยิงได้จากทั้งฐานยิงบนบกและแท่นยิงบนเรือรบ โดยมีจุดเด่นที่ความเร็วเหนือเสียงและยากต่อการสกัดกั้นด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ การทดสอบครั้งล่าสุดนี้เป็นการเน้นย้ำความพร้อมทางทหารและการขยายขีดความสามารถในการป้องปรามของอิสราเอลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check

    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: การทดสอบยิงขีปนาวุธ LORA ระยะ 400 กิโลเมตร และความแม่นยำในการเข้าเป้าต่ำกว่า 10 เมตร จากแถลงการณ์ร่วมของหน่วยงานความมั่นคงและผู้พัฒนา
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: การปรับปรุงซอฟต์แวร์นำวิถีเวอร์ชันล่าสุดเพื่อใช้ในการปฏิบัติการจริง
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเตรียมนำขีปนาวุธรุ่นดังกล่าวไปใช้ในปฏิบัติการโจมตีเชิงรุกในพิกัดเฉพาะเจาะจงในเร็วๆ นี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – ยืนยันโดยแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมอิสราเอลและรายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติมSource: Reuters, The Jerusalem Post

    https://www.facebook.com/share/p/1EK1uzPW7B/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตการณ์ทางการทูตระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียส่อแววตึงเครียดถึงขีดสุด หลังปักกิ่งส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวต่อทิศทางนโยบายความมั่นคงใหม่ของโตเกียว

    จีนส่งสัญญาณเตือนญี่ปุ่นอย่างรุนแรงท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมาระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า หากญี่ปุ่นเลือกที่จะเดินกลับไปบนเส้นทางสายเดิมในอดีต นั่นจะเป็นทางตัน และหากโตเกียวเลือกที่จะเสี่ยงเดิมพันอีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม

    มีรายงานว่า ท่าทีอันแข็งกร้าวจากนาย Wang Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน มีขึ้นเพื่อตอบโต้นโยบายของนาง Sanae Takaichi นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งนำพรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งทั่วไป และมีจุดยืนเชิงรุกในการเพิ่มงบประมาณกลาโหมสู่ระดับ 2% ของ GDP รวมถึงการแสดงท่าทีที่พร้อมเข้าแทรกแซงทางทหารหากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบไต้หวัน โดยปักกิ่งมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการฟื้นคืนชีพของลัทธิทหารนิยมและขัดต่อรัฐธรรมนูญใฝ่สันติของญี่ปุ่น

    สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นในปัจจุบันถูกประเมินว่าดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1972 โดยขณะนี้จีนได้เริ่มมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items) ไปยังญี่ปุ่น รวมถึงการระงับการนำเข้าอาหารทะเลและการจำกัดการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: นาย Wang Yi รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกล่าวเตือนญี่ปุ่นเรื่อง "ทางตัน" และ "การเดิมพัน" จริง และนาง Sanae Takaichi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในปี 2026 พร้อมนโยบายเพิ่มงบประมาณกลาโหม
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ขอบเขตและผลกระทบของการจำกัดการส่งออกแร่หายากรอบใหม่ของจีนต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของญี่ปุ่น
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเตรียมพร้อมเคลื่อนกำลังพลทางเรือของทั้งสองฝ่ายเพื่อปิดกั้นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลจีนตะวันออก

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานข่าวสอดคล้องตรงกันจากสื่อหลักระดับโลก เช่น Reuters, The Japan Times และ South China Morning Post

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, The Japan Times, South China Morning Post

    https://www.facebook.com/share/p/187FKijWVp/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Jiang Xueqin นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และการศึกษาชื่อดัง ออกมาแสดงมุมมองว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงถาวรได้

    Jiang ระบุว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงเปิดโต๊ะเจรจาและลดความตึงเครียดชั่วคราว แต่ยังมีประเด็นสำคัญจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล อิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง และความกังวลด้านความมั่นคงของอิสราเอล

    ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งกำหนดเส้นตาย 60 วันให้อิหร่านบรรลุข้อตกลง พร้อมเตือนว่าหากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ อาจดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น

    นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพียงสองฝ่าย แต่รวมถึงบทบาทของอิสราเอล กลุ่มตัวแทนในภูมิภาค และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของแต่ละฝ่าย

    https://www.facebook.com/share/1Dcp4GGH5y/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยร้าวประวัติศาสตร์ "สหรัฐฯ-อิสราเอล" เมื่อรัฐบาลทรัมป์ลงนามข้อตกลงกับอิหร่าน แต่พันธมิตรสายเหยี่ยวเลือกเผชิญหน้า

    สมรภูมิตะวันออกกลางกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่าง #สหรัฐอเมริกา และ #อิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดในโลก เผชิญกับความตึงเครียดขั้นสูงสุดชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) สันติภาพเบื้องต้นระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ #ทรัมป์ และประเทศ #อิหร่าน

    1. ชนวนเหตุ: ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน และการตอบโต้จากอิสราเอล

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เลือกใช้แนวทางสัจนิยมทางการเมือง (Realism) ในการยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน เพื่อลดแรงกดดันจากกระแสสังคมในสหรัฐฯ และเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งกลางเทอมของพรรครีพับลิกัน โดยมีรายละเอียดข้อตกลงที่สำคัญดังนี้:

    #ฝั่งอิหร่าน: รับปากจะเปิดเส้นทางเดินเรือเสรีใน #ช่องแคบฮอร์มุซ และสัญญาไม่พัฒนา #อาวุธนิวเคลียร์ (ซึ่งเป็นสถานะเดิมก่อนเกิดสงคราม)

    #ฝั่งสหรัฐฯ: ยอมแลกด้วยการปลดล็อกอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และรับปากจะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศอิหร่านมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์ลงนามในบันทึกความเข้าใจ กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนมากกว่า 80 จุด ส่งผลให้ฝ่ายอิหร่านประกาศระงับการปฏิบัติตามพันธกรณีชั่วคราว และยกเลิกการพบปะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านที่เมืองเจนีวาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาทุกฝ่ายจะตกลงหยุดยิงชั่วคราวตามการกดดันของนานาชาติ

    2. วาทะเดือดข้ามทวีป: ข้อขัดแย้งที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ความตึงเครียดครั้งนี้ลุกลามไปสู่การเปิดศึกน้ำลายคำต่อหน้าสาธารณะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ:

    -อิตามาร์ เบน-กวีร์ (รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล): ออกมาประกาศกร้าวว่า อิสราเอลจะไม่ยอมอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมระบุว่า "ชีวิตและความปลอดภัยของชาวอิสราเอลไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาต่อรองได้" และส่งสัญญาณขู่กลับว่า "ใครที่สนับสนุนเราจะได้ประโยชน์ ใครที่หันหลังให้เราจะสูญเสีย ดังนั้นอย่ามาขู่เรา"

    -เจดี แวนซ์ (รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ): ออกมาตอกกลับอย่างรุนแรงผ่านสื่อว่า ทัศนคติของฝ่ายอิสราเอลต่อข้อตกลงนี้เป็นความตื่นตระหนกที่ "ประหลาดมาก" พร้อมส่งสัญญาณเตือนอิสราเอลว่า:
    "พวกคุณเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 9 ล้านคน ไม่สามารถคาดหวังที่จะแก้ปัญหาความมั่นคงทุกอย่างได้ด้วยการฆ่าเพียงอย่างเดียว... ทรัมป์คือประมุขแห่งรัฐคนเดียวในโลกที่ยังยืนอยู่ข้างอิสราเอล นักการเมืองอิสราเอลที่คิดว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือปัญหาใหญ่ที่สุด ควรจะตื่นและยอมรับความจริงได้แล้ว"

    3. วิกฤตการเมืองภายในของเนทันยาฮู

    นักวิเคราะห์ประเมินว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน #เนทันยาฮู ต้องเลือกเดินเกมเสี่ยง เป็นเพราะข้อจำกัดทางการเมืองภายในประเทศ:

    1. แรงกดดันจากฝ่ายขวาจัด: รัฐบาลผสมของเนทันยาฮูพึ่งพาพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดหัวรุนแรง ซึ่งบีบให้เขาต้องปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพของทรัมป์ หากเขายอมถอย รัฐบาลอาจล่มสลายทันที

    2. การแข่งขันด้านชาตินิยม: พรรคฝ่ายค้านของอิสราเอล (เช่น พรรค Yesh Atid ของยาอิล ลาพิด) กำลังใช้โอกาสนี้โจมตีว่าข้อตกลงดังกล่าวคือความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเนทันยาฮู ทำให้เนทันยาฮูต้องแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นเพื่อไม่ให้เสียฐานเสียงในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรของอิสราเอลที่จะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

    3. การเมืองในสหรัฐฯ ซ้ำเติม: แผนการของทรัมป์ยังถูกโจมตีจากนักการเมืองพรรคฝั่งรีพับลิกันสายเหยี่ยวในสภา เช่น โรเจอร์ วิกเกอร์ (ประธานคณะกรรมาธิการทหารของวุฒิสภา) ที่มองว่าข้อตกลงนี้คือการยอมจำนนและทิ้งชัยชนะทางการทหาร

    สถานการณ์ "ศึกสองด้าน" ของสหรัฐฯ

    ในปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หรือที่เรียกว่า "ศึกสองด้าน" (Two-front battle) ด้านหนึ่งต้องพยายามประคับประคองการเจรจานิวเคลียร์อันละเอียดอ่อนกับเตหะรานให้กลับมาอยู่บนร่องบนรอย อีกด้านหนึ่งต้องคอยควบคุมพฤติกรรมทางการทหารของอิสราเอล ซึ่งจากเดิมเคยเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์หลัก แต่ในปัจจุบันกำลังกลายเป็นผู้ขัดขวางข้อตกลงที่ควบคุมยากที่สุด

    มีรายงานจากสำนักข่าว CNN ระบุว่า ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณทางการทูตไปทางอ้อมเพื่อยืนยันกับอิหร่านว่า อิสราเอลจะไม่ยกระดับการโจมตีในเลบานอนไปมากกว่านี้ เพื่อรักษาหน้าต่างแห่งโอกาสในการเจรจา สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีมาตรการหรือ "กลไกต่อรอง" ที่เด็ดขาดเพียงใดในการควบคุมไม่ให้รัฐบาลอิสราเอลฉีกข้อตกลงสันติภาพในระยะยาว

    #ChinaFocus

    Ref.: NYT/CNN

    https://www.facebook.com/share/p/1Cn3VsX8ro/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤติความมั่นคง: เมื่อข้อมูลเกม AR "Pokémon GO" กลายเป็นพิมพ์เขียวฝึก AI นำทางโดรนรบในพื้นที่ไร้สัญญาณ GPS

    ท่ามกลางยุคสมัยที่โดรนอัตโนมัติ (Autonomous Drones) กลายเป็นอาวุธหลักในสมรภูมิรบยุคใหม่ ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพคือ "การถูกตัดหรือกวนสัญญาณ GPS" ทว่า รายงานล่าสุดจากสื่อตะวันตกอย่าง The Guardian (เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026) ได้เปิดเผยความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างข้อมูลภาพถ่าย 3 มิติจากเกมมือถือยอดฮิตในอดีตอย่าง Pokémon GO กับซอฟต์แวร์นำทางทางการทหารของสหรัฐฯ ซึ่งตอกย้ำถึงแนวโน้มการนำ "ข้อมูลพลเรือนไปใช้ในภารกิจความมั่นคง" (Dual-use Data)

    1. ข้อมูลดิบเชิงสถิติ: ขุมทรัพย์ 3D Mapping จากผู้เล่นเกม

    เกม #PokémonGO ซึ่งเปิดตัวในปี 2016 โดยบริษัท Niantic ได้สร้างปรากฏการณ์เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ผ่านฟังก์ชัน "PokéStop Scan" ที่จูงใจให้ผู้เล่นเปิดกล้องมือถือสแกนวัตถุในโลกจริง (เช่น ม้านั่ง, เสาไฟ, โบราณสถาน) เพื่อแลกกับไอเทมในเกม

    -ปริมาณข้อมูล: มีการสะสมภาพถ่ายสภาพแวดล้อมจริงจากทั่วโลกไปแล้วกว่า 30,000 ล้านภาพ

    -โมเดล AI เชิงพื้นที่: ข้อมูลมหาศาลนี้ถูกนำไปใช้ฝึกฝนระบบ AI ของ Niantic ให้สามารถจดจำ อ้างอิงพิกัด และเข้าใจโครงสร้างพื้นที่ทางกายภาพแบบ 3 มิติได้อย่างแม่นยำสูง

    2. เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน: จากเกมมือถือสู่ซอฟต์แวร์การทหาร

    จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นหลังจากบริษัท Niantic มีการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ในช่วงปี 2025 โดยแยกส่วนธุรกิจและทำข้อตกลงร่วมทุนดังนี้:
    1. ผู้เล่นทั่วไปสแกนพื้นที่จริงในเกม Pokémon GO (3 หมื่นล้านรูป)
    (ใช้ฝึกฝน)

    2. Niantic พัฒนา "โมเดล AI พื้นฐานด้านพิกัดและพื้นที่" (Spatial AI)
    (ปรับโครงสร้างองค์กรปี 2025)

    3. แยกบริษัทลูกชื่อ "Niantic Spatial"
    (ส่วนเกมขายให้กลุ่มทุนซาอุฯ Scopely มูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์)
    (ลงนามความร่วมมือ ธ.ค. 2025)

    4. พันธมิตรกับ "Vantor" (บริษัทด้านซอฟต์แวร์โดรนรบของกองทัพสหรัฐฯ)
    * เพื่อสร้างระบบนำทางโดรนแบบ "Visual Positioning" (ไม่พึ่ง GPS)

    ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัท Vantor ได้รับสัญญาโครงการจาก #กองทัพสหรัฐฯ ในการจัดหาซอฟต์แวร์ฝึกฝนการรบ มูลค่าสัญญาสูงสุดถึง 217 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซอฟต์แวร์นำทางนี้มุ่งแก้จุดอ่อนสำคัญในสนามรบปัจจุบัน คือระบบจะนำทางโดรนด้วย "สายตา #AI" (Computer Vision) โดยเปรียบเทียบภาพที่โดรนเห็นหน้างาน เข้ากับแผนที่ 3D ที่ถูกเทรนมาจากโมเดลของ Niantic ทำให้โดรนรบสามารถปฏิบัติการโจมตีได้อย่างแม่นยำแม้ในพื้นที่ที่สัญญาณดาวเทียม #GPS ถูกตัด ขัดขวาง หรือปลอมแปลงสัญญาณ (GPS Jamming/Spoofing)

    3. ข้อโต้แย้งและการปฏิเสธจากภาคธุรกิจ

    หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้ง Niantic Spatial และ Vantor ได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชนเพื่อลดแรงกดดัน โดยชี้แจงประเด็นสำคัญทางเทคนิค 2 ประการ:

    1. ไม่มีการส่งมอบภาพถ่ายดิบ: บันทึกข้อตกลงนี้ไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบ "ภาพถ่ายดิบ" ที่ผู้เล่นเกมสแกนให้แก่บริษัททหารโดยตรง ตัวข้อมูลดิบยังคงอยู่กับ Niantic แต่สิ่งที่ Vantor เข้าถึงคือระบบประมวลผลของโมเดล AI ที่ได้รับการฝึกฝนจนสำเร็จรูปแล้ว

    2. ทำตามกฎหมายความเป็นส่วนตัว: การอัปโหลดภาพทั้งหมดเกิดจากความยินยอม ของผู้เล่นที่กดยอมรับข้อตกลงการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัว (Terms of Service) ในขณะที่เล่นเกม

    วิกฤตจริยธรรมข้อมูลในยุค AI เปลี่ยนผ่าน

    กรณีศึกษาของ Pokémon GO และบริษัท Vantor ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงภัยเงียบของ "#ข้อมูลพลเรือนที่ถูกแปรสภาพเป็นอาวุธ" (Data Weaponization) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยี เช่น ดร. ร็อบ นิโคลส์ (Rob Nicholls) ระบุว่านี่เป็นเพียงยอดเขาน้ำแข็ง

    ก่อนหน้านี้เคยเกิดกรณีที่แอปพลิเคชันออกกำลังกายอย่าง #Strava เปิดเผยพิกัดการวิ่งของพนักงานจนนำไปสู่การระบุตำแหน่งฐานทัพลับมาแล้ว แต่กรณีของ Niantic นั้นไปไกลกว่าเดิม เพราะมันไม่ใช่แค่การระบุพิกัด (Location) แต่เป็นการเก็บ "ภาพถ่ายเชิงลึกสามมิติของอาคารและสถานที่" (Visual Mapping)

    ในโลกยุค AI ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน "ฟรี" หรือเกมเพื่อความบันเทิงที่ขอสิทธิ์เข้าถึงกล้องและตำแหน่งของเรา แท้จริงแล้วกำลังเปลี่ยนสถานะของผู้ใช้งานจาก "#ลูกค้า" ให้กลายเป็น "๒แรงงานฟรี" ที่ช่วยเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมการทหารและการควบคุมระดับโลก โดยที่ผู้ใช้งานแทบไม่เคยอ่านเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างละเอียดเลย

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1YKySUYEYh/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผลโพลชี้คนส่วนใหญ่เชื่อ "จีน" แซง "สหรัฐฯ" ในศึก AI สะท้อนวิกฤตความชอบธรรมของโมเดลซิลิคอนแวลลีย์

    ท่ามกลางกระแสการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Race) ที่ถูกมองว่าเป็นสมรภูมิแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ระหว่าง "โมเดลซิลิคอนแวลลีย์" ของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนเทคโนโลยีทรงอิทธิพลและเน้นการระดมทรัพยากรขนาดใหญ่ กับ "โมเดลของฝั่งประเทศจีน" ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เน้นการแข่งขันในตลาดอย่างดุเดือดควบคู่ไปกับการควบคุมโดยรัฐที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    การประเมินว่าฝ่ายใดกำลังเป็นผู้นำอย่างแท้จริงผ่านเกณฑ์คะแนนทดสอบ (Benchmark) หรือยอดการจดสิทธิบัตรอาจทำได้ยาก แต่ดัชนีชี้วัดหนึ่งที่อาจสะท้อนภาพความเป็นจริงได้ชัดเจนไม่แพ้กันคือ "มุมมองของประชากรโลก"

    ล่าสุด ผลสำรวจความคิดเห็นระดับโลกจัดทำโดย #PublicFirst บริษัทวิจัยชั้นนำของ #สหราชอาณาจักร (เผยแพร่โดย Politico) ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามใน 11 จาก 15 ประเทศ มีความเชื่อมั่นว่า ปัจจุบัน #จีน ได้แซงหน้า #สหรัฐฯ ในด้านขีดความสามารถและการสร้างสรรค์นวัตกรรม #AI ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีเพียงประชากรใน 4 ประเทศเท่านั้นที่ยังเชื่อว่าสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, เวียดนาม และตัวสหรัฐฯ เอง

    1. เปิดสถิติตัวเลข: สหรัฐฯ สูญเสียความมั่นใจแม้แต่ในบ้านและประเทศเพื่อนบ้าน

    เมื่อเจาะลึกเข้าไปในตัวเลขทางสถิติ พบว่ามุมมองต่อความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก แม้กระทั่งจากพลเมืองของตนเองและกลุ่มประเทศพันธมิตรใกล้ชิด:

    -ภายในสหรัฐฯ: มีพลเมืองอเมริกันเพียง 51% เท่านั้นที่ยังเชื่อว่าประเทศของตนเป็นผู้นำในสมรภูมิ AI ขณะที่อีก 24% มองว่าจีนเป็นผู้นำ และ 25% ระบุว่าไม่แน่ใจ ซึ่งสะท้อนว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรสหรัฐฯ เริ่มไม่มั่นใจในศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศตนเอง

    -กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนือ:
    #เม็กซิโก: มีผู้สะท้อนความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ เพียง 36% ขณะที่ 49% มองว่าจีนนำอยู่
    #แคนาดา: ตัวเลขห่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเพียง 27% ที่เลือกสหรัฐฯ ส่วนอีก 40% มองว่าจีนคือผู้นำที่แท้จริง

    -กลุ่มพันธมิตรดั้งเดิมในยุโรป:
    #ฝรั่งเศส: มีสัดส่วนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกับแคนาดา (สหรัฐฯ 27% / จีน 40%)
    #สหราชอาณาจักร: มีผู้เชื่อมั่นในสหรัฐฯ เพียง 26% ในขณะที่มากถึง 44% เทความเห็นไปทางฝั่งจีน

    2. วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: วิกฤตความชอบธรรมของโมเดลอเมริกัน

    ความเปลี่ยนแปลงในมุมมองของประชากรโลกครั้งนี้ อาจไม่ได้เกิดจากความเลื่อมใสในระบบการปกครองของจีนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "#วิกฤตความชอบธรรม" (Legitimacy Crisis) ของโมเดลธุรกิจเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เอง ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยกออกเป็น 2 มิติหลัก:

    มิติที่ 1: โมเดลผูกขาดและการตักตวงผลประโยชน์ (The Extractive Model)

    โมเดลของซิลิคอนแวลลีย์ในปัจจุบันขับเคลื่อนโดยการควบรวมอำนาจทุนที่หนาแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์ (Corporate Power Consolidation) การพัฒนา AI ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ข้อมูล การตักตวงผลงานของแรงงานมนุษย์มาเทรนระบบคอมพิวเตอร์ และนโยบายที่ค่อนข้างเป็นปฏิปักษ์ต่อแรงงานดั้งเดิม (Worker-Hostile Strategy) สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ AI สายอเมริกันถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้าง

    มิติที่ 2: โมเดลการแข่งขันและการกำกับดูแลของจีน

    ในทางกลับกัน แม้โครงสร้างของจีนจะถูกกำกับโดยรัฐอย่างเข้มงวด แต่กฎระเบียบด้าน AI ของจีนถูกออกแบบมาโดย #เน้นผลกระทบต่อประชาชนเป็นหลัก (People-Centric Regulation) ควบคู่ไปกับ #การเปิดให้เกิดสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากในตลาดในประเทศ โครงสร้างที่เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนและแข่งขันตลอดเวลาทำให้เทคโนโลยี AI ของจีนเข้าถึงชีวิตประจำวันและการใช้งานจริงของภาคประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

    สงครามเทคโนโลยีในทศวรรษนี้ไม่ได้สู้กันด้วยจำนวนความเร็วในการประมวลผล (Compute Power) แต่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสู้กันด้วย "ความยอมรับและศรัทธาจากสังคมโลก" ผลโพลของ Public First ฉบับนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรงต่อทำเนียบขาวและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ว่า หากซิลิคอนแวลลีย์ยังคงเดินหน้าพัฒนา AI ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการทำลายล้างตำแหน่งงานเดิมและการผูกขาดกำไรโดยปราศจากการคำนึงถึงมิติมนุษยธรรม สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียฐานะนำทางเทคโนโลยีในเชิงจิตวิทยาและอิทธิพลทางซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ระดับโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่เกินกว่าที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายใดรายหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง

    #ChinaFocus

    Ref.: Futurism

    https://www.facebook.com/share/p/1HEfDgteSn/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยร้าวในนโยบาย "แยกห่วงโซ่อุปทาน" เมื่อสมุดปกขาวจากผู้ประกอบการกว่า 8,000 แห่ง สะท้อนความจริงที่ญี่ปุ่นไม่อาจตัดขาดจากจีน

    ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลสายอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) กลับส่งสัญญาณที่สวนทางกับทิศทางทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

    การเปิดตัว ‘สมุดปกขาวว่าด้วยเศรษฐกิจจีนและวิสาหกิจญี่ปุ่นประจำปี 2026’ โดย #หอการค้าญี่ปุ่นในประเทศจีน (#JCCIC) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา กลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ของจีน กำลังกดดันให้ภาคการผลิตขั้นสูงของญี่ปุ่นต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    1. เกราะกำบังแร่หายาก: เมื่อ "วิตามินอุตสาหกรรม" ถูกควบคุม

    นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา หลังจากประเด็นความขัดแย้งทางวาทกรรมและการต่างประเทศระหว่างโตเกียวและปักกิ่งปะทุขึ้น จีนได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบและควบคุมการส่งออก #แร่หายากกลุ่มหนัก (Heavy Rare Earths) เช่น #ดิสโพรเซียม (Dy) และ #เทอร์เบียม (Tb) อย่างเข้มงวด ผ่านกระบวนการอนุมัติสิทธิ์ที่ต้องพิสูจน์ "ความปลอดภัยเพื่อการพลเรือนบริสุทธิ์" (Civilian Safety) เท่านั้น

    มาตรการตรวจสอบที่ยืดเยื้อนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi Heavy Industries และ Shin-Etsu Chemical ซึ่งต้องใช้แร่ธาตุเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แม่นยำสูง สถิติในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ชี้ว่า ยอดการส่งออกแร่หายากบางประเภทจากจีนมายังญี่ปุ่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดภาวะคอขวดและต้นทุนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้น

    2. สัจธรรมทางเศรษฐกิจ: 85% ของทุนญี่ปุ่นปฏิเสธการ "Decoupling"

    แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามผลักดันกรอบความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรชิป (Chip 4 Alliance) และนโยบายกระจายความเสี่ยง (De-risking) ร่วมกับสหรัฐฯ แต่ข้อมูลในสมุดปกขาวปี 2026 ซึ่งประมวลความเห็นจากบริษัทญี่ปุ่นรวม 8,102 แห่ง ยืนยันสถิติสำคัญระบุว่า:

    -85% ของบริษัทญี่ปุ่นในจีน: ยังคงเลือกที่จะรักษาระดับการดำเนินงานหรือขยายการลงทุนในตลาดจีนต่อไป

    -มูลค่าการค้าทวิภาคี: ในปีที่ผ่านมาตัวเลขการค้าระหว่างจีนและญี่ปุ่นปรับตัวบวกขึ้น 6.2% แตะระดับ 3.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ยุติการลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีสมาร์ตชิปและไอซี (ICs) เป็นสินค้าส่งออกหลักจากญี่ปุ่นมาจีน

    ประธานหอการค้าญี่ปุ่นฯ ฮอนมะ เท็ตสึโร (Tetsuro Homma) ระบุชัดเจนในงานแถลงข่าวว่า ภาคธุรกิจญี่ปุ่นตระหนักดีว่าจีนไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่เป็น "#ศูนย์กลางซัพพลายเชนและระบบนิเวศการผลิต" ที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและทักษะแรงงานที่ไม่มีภูมิภาคใดในโลกมาทดแทนได้ในระยะสั้น

    3. ข้อเสนอ 572 ข้อ: เสียงสะท้อนความต้องการ "แยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจ"

    สาระสำคัญของคำแนะนำทั้ง 572 ข้อที่หอการค้าญี่ปุ่นฯ ยื่นต่อหน่วยงานราชการของจีน ไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่เป็นการเรียกร้องให้เกิด "ความโปร่งใสและเสถียรภาพ" ทางนโยบาย โดยเอกสารระบุความหวังหลัก 3 ประการ:

    1. ขอความกรุณาไม่ให้นำประเด็นขัดแย้งทางการเมืองและการทูตมาลุกลามหรือส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเชิงพาณิชย์และวัฒนธรรมของภาคเอกชน

    2. เร่งรัดให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจัดให้มีการเจรจาระดับสูง (High-level Dialogue) อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้

    3. เพิ่มประสิทธิภาพความเร็วในกระบวนการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตการขนส่งและระบบศุลกากร

    ปรากฏการณ์สมุดปกขาวฉบับปี 2026 นี้เปิดเผยให้เห็นถึง "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย" (Policy Paradox) ขนานใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน:

    ในมิติด้านความมั่นคง รัฐบาลโตเกียวจำเป็นต้องเลือกเดินตามยุทธศาสตร์ปิดกั้นเทคโนโลยีของ #สหรัฐฯ แต่ในมิติด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนของญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาทั้งวัตถุดิบต้นน้ำ (#แร่หายาก) และตลาดปลายน้ำของจีนเพื่อรักษาอัตรากำไรและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกเอาไว้

    ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นโยบายการแยกห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจ (Decoupling) แบบเบ็ดเสร็จในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งในทางปฏิบัติ และตราบใดที่ญี่ปุ่นยังไม่สามารถหาแหล่งแร่หายากสำรองที่ราคาถูกเท่าจีนได้ ภาคธุรกิจญี่ปุ่นก็จะเป็นฝ่ายกดดันให้รัฐบาลตนเองต้องยอมประนีประนอมทางการทูตกับปักกิ่งในที่สุด

    #ChinaFocus #จีน #ญี่ปุ่น

    Ref.: JCCIC

    https://www.facebook.com/share/p/1CvLr4nJof/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: ราคาปุ๋ยยูเรียดิ่งลง 50% ผู้เชี่ยวชาญเตือนสัญญาณลวงตา จุดชนวนวิกฤตความมั่นคงทางอาหารรอบใหม่

    ราคาปุ๋ยไนโตรเจนและยูเรียในตลาดโลกกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หลังจากพุ่งทะยานขึ้นแรงในช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Argus รายงานว่า ราคายูเรียในตะวันออกกลางร่วงลงถึง 50% จากจุดสูงสุดในเดือนเมษายนที่ 918 ดอลลาร์ต่อตัน ลงมาอยู่ที่ประมาณ 475 ดอลลาร์ต่อตัน

    ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเริ่มดิ่งลง เกิดจากคลื่นลมในช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มคลี่คลาย ผนวกกับคาดการณ์ว่าจีน ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตปุ๋ยจะกลับมาเปิดฉากส่งออกอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้เหล่านักเก็งกำไรมองว่าวิกฤตอุปทานขาดแคลนได้ผ่านจุดพีกไปแล้ว

    แม้ราคาปุ๋ยจะถูกลง แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับประสานเสียงเตือนว่า อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะการลดลงของราคาครั้งนี้ เกิดจากความต้องการซื้อที่หดหาย ไม่ใช่เพราะสินค้าล้นตลาด ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายต่อระบบอาหารโลก

    มักซิโม โตเรโร หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ของ FAO ชี้ว่า เกษตรกรจำนวนมากถูกบีบให้ซื้อปุ๋ยแพงไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในรอบการผลิตถัดไป พวกเขาจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงเพื่อประคองตัว

    ด้านสำนักวิเคราะห์ StoneX ประเมินว่า เกษตรกรอาจลดการใช้ไนโตรเจนลงราว 5% แม้ดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคำนวณเป็นปริมาณตันทั่วโลก ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

    ขณะที่ยูเรียลดลง แต่ปุ๋ยฟอสเฟตยังกระทบหนัก เพราะต้นทุนกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจากผลกระทบของสงคราม

    อีกหนึ่งประเด็นที่คนในวงการกำลังจับตาคือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาดการเงินและตลาดเชิงกายภาพ โดยข้อมูลจาก CRU รายงานว่า ปัจจุบันมียูเรียเกือบ 9 แสนตัน จอดค้างอยู่ในคลังลอยน้ำ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย แม้สินค้าบางส่วนจะขายออกไปแล้ว แต่ก็ยังติดปัญหาการส่งมอบ ทำให้ผู้ซื้อตัวจริงในตลาดเลือกที่จะชะลอการสั่งซื้อ เพื่อรอให้ราคาลงต่ำที่สุด ส่งผลให้การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานล่าช้าออกไปอีก

    อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของราคายูเรียเป็นเพียงการบรรเทาความเครียดระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดกลับคืนสู่สมดุลที่แท้จริง เพราะห่วงโซ่อาหารโลกยังคงเปราะบางจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง

    สำหรับ 3 ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาสต่อไป คือเรื่องสต็อกปุ๋ย สินค้าจะถูกส่งมอบและกระจายถึงมือเกษตรกรได้เร็วแค่ไหน รวมถึงนโยบายการส่งออกปุ๋ยของจีนจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ และการปรับตัวของเกษตรกร การลดปริมาณปุ๋ยและการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น จะกระทบต่อราคาอาหารจานหลักของโลกรุนแรงเพียงแค่ไหน

    ทั้งหมดคือเกมยาวที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องโฟกัส เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของราคาปุ๋ย แต่คือเรื่องของความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ภาพ: Muh Akbar Heriyandi/shutterstock

    อ้างอิง:
    https://www.ft.com/content/e13f54a4-433c-4ab8-a70a-a38c7279de92?syn-25a6b1a6=1

    #TheStandardWealth

    https://www.facebook.com/share/1CvuJRy49U/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เตีย บัญ" พูดเย้ยไทยว่า

    "ทางซีกไทยนี้ เขาประกาศปิดด่านชายแดนทั้งหมด คือเขาได้โฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางว่า เมื่อเขาปิดด่านแล้ว กัมพูชาของเราจะต้องล้มตาย จะต้องแย่ จะไม่มีอะไรกิน จะไม่มีอะไรเลย ลำบากแน่ๆ เดี๋ยวนี้เขาก็ยังพูดกันอย่างนั้น มีคนจำนวนหนึ่งจงใจพูดอย่างนั้น
    .
    ตอนแรกมันบอกว่าไม่เกินหนึ่งเดือนหรอก ต่อมามันก็บอกว่าอาจจะถึงสามเดือน แต่ตอนนี้มันล่วงเลยมาเป็นปีแล้ว มันก็ยังมีแต่ความเวทนา... ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด เรื่องนี้ผมไม่อธิบายต่อแล้วล่ะ คือถ้าเราติดตามข่าวสาร เราทุกคนก็รู้ร่วมกันอยู่แล้ว ว่าอดหรือไม่ อดแบบไหน ตายหรือไม่ตายอย่างไร ที่ว่าถ้าเขาตัดน้ำมัน ไม่ส่งไฟฟ้ามา เขมรนี้จะไม่สามารถรอดอยู่ได้หรอก เพราะต้องพึ่งพาเขาตั้งกี่เปอร์เซ็นต์... ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องหนึ่งที่เราคิดกัน...
    .
    แต่ผมอยากจะชี้แจงนิดหนึ่งว่า มันชัดเจนเกินไปแล้ว รู้จักดีเกินไปแล้ว เมื่อก่อนนี้เขาโอบล้อมเราไว้ทั้งหมด ใช่ไหมล่ะ? เราอยู่กับเวียดนามในการปกป้องและต่อสู้จนได้กลับมานี่ คือไม่มีอะไรหรอก ตอนนั้นเขาโอบล้อมเราทั้งหมด รัดคอเราทั้งหมด แต่เรารอดมาได้ และถึงเราจะบอกว่าไม่มีอะไรเลย เราก็ยังอุตส่าห์รอดมาได้ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้
    .
    ตอนนี้เรื่องการเดินทางตามถนนหนทางต่างๆ แต่ก่อนนี้ไม่มีเลย ก้าวแรกที่มาทำงานในการเสาะแสวงหา (วิจัย/สำรวจ) คณะทำงานที่นำโดยท่านพลเอก นิม สุวัฒน์ ท่านเสาะแสวงหาตามที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลานานมาก และต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ จนไปถึงพื้นที่อื่นๆ มีความยากลำบากในการเดินทางมาก
    .
    แต่ตอนนี้ ออกจากพนมเปญมาถึงที่นี่ปั๊บ จะทำอะไรๆ ก็ทำได้ทันที และไม่ใช่แค่นี้ ทั่วทั้งประเทศ ภายในระยะเวลาไม่นานเราสามารถไปทำได้ตั้งหลายแห่ง และถ้าพูดถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันและเรื่องอื่นๆ ผมไม่พูดถึงแล้วล่ะ แต่มันคงไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เขาพูดกันหรอก ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรแล้วจะทำอะไรไม่ได้เลย นี่คือเรื่องจริงเชิงประจักษ์ที่นำมาหยิบยกให้ฟัง"
    ...........................................................

    เตีย บัญ กล่าวในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 49 ปีวันรำลึกถนนสู่การ โค่นล้มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พลพต (20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 - 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569) และวันครบรอบ 48 ปีของการจัดตั้ง กองทัพเพื่อความรอดแห่งชาติกัมพูชา (12 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 - 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

    https://www.facebook.com/share/v/198FHXEhrQ/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.4 MB
      เปิดดู:
      149
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เตีย บัญ กล่าวในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 49 ปีวันรำลึกถนนสู่การ โค่นล้มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พลพต (20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 - 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569) และวันครบรอบ 48 ปีของการจัดตั้ง กองทัพเพื่อความรอดแห่งชาติกัมพูชา (12 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 - 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) ระบุว่า

    "มีบางคนพูดกระตุ้นหรือพูดต่อ ๆ กันว่า ทำไมเราถึงปล่อยให้เขามาครอบครองดินแดน และเรามีกองทัพ มีกำลังอาวุธไว้ทำไม ทำไมไม่ไปรบเพื่อไล่พวกเขาออกไป
    เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่เราจะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ระหว่าง 'การรบ' กับ 'การใช้สันติวิธี' มันมีสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราได้พิจารณาไตร่ตรองแล้ว
    .
    จุดยืนของเรา จุดยืนของรัฐบาลได้ระบุไว้อย่างชัดเจนมาก คือ การต่อสู้ด้วยสันติวิธีโดยอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ
    ส่วนในเรื่องการใช้กำลังทหารเข้าสู้รบนั้น ตอนนี้มีการอธิบายไว้มากมายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมเด็จเดโช (ฮุน เซน) ท่านได้อธิบายไว้เป็นจำนวนมากในทุก ๆ เวทีที่ได้พบปะกับสภาตำบล/แขวง รวมถึงข้าราชการตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งจังหวัดตบองฆมุมของเราก็เคยผ่านการจัดเวทีนี้มาแล้วเช่นกัน ดังนั้นท่านจึงได้ชี้แจงไว้อย่างชัดเจนมาก
    .
    การรบ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจหรือเลือกใช้วิธีการแบบนั้น เพราะมันมีผลกระทบตามมามากมาย หากจะอธิบายให้ยาวความก็คงจะเห็นได้ชัดเจนมาก ทั้งความสูญเสีย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในส่วนของผลกระทบต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวไปข้างต้น มันจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด ทั้งชีวิต ทรัพยากร และสิ่งอื่น ๆ ทุกรูปแบบที่จะต้องสูญเสียไป
    .
    แต่สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มันจะยั่งยืนไหม? มันจะอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืนหรือไม่?
    .
    คือถ้าเรารบ เราอาจจะรบชนะและยึดมาได้ แต่เขาก็จะรบกลับเพื่อแย่งคืนไปเช่นกัน เขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ดังนั้นการรบกันไปรบกันมา มันจะไม่มีวันหยุดหย่อนและไม่มีจุดสิ้นสุด
    .
    ในทางกลับกัน หากเราต่อสู้ด้วยสันติวิธี โดยใช้วิธีการผลักดันให้เกิดการเจรจา การแก้ไขปัญหา และยึดมั่นตามกฎหมาย นำกฎหมายมาเป็นตัวชี้วัดให้ชัดเจน วิธีการนี้จะสามารถสร้างความยั่งยืน คงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถเป็นไปอย่างถาวรต่อเนื่องไปสู่อนาคตได้"

    https://www.facebook.com/share/v/1FL7EYWMje/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 2.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.2 MB
      เปิดดู:
      137
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนี้เสียกำลังลามขึ้นสู่ชนชั้นกลางทุกระดับ
    ...
    อัตราการเติบโตหนี้เสีย 7%
    ...
    คนรายได้กลุ่ม 50,000-100,000 ก็หนี้เสียพุ่ง
    ...
    คนไทย 25.5 ล้านคนหรือ 38% กำลังก้าวสู่จุดเสี่ยงหนี้เสีย
    ...
    ชนชั้นกลางติดกับดัก
    (1) โดนการส่งเสริมการกู้อสังหา ที่เรียกว่า คอนโดเงินเหลือ หลอกกู้มากกว่าปกติ โดยบริษัทอสังหาจ่ายเงินก้อนนี้คืนทันทีให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อเห็นเงินก้อนก็ตาโต ลืมคิดถึงภาระหนี้ที่แบกยาว
    (2) เมื่อรายได้ถูกคุกคาม เลือกปล่อยบ้านหนี้เสียมากกว่าที่จะไปลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ก็คือ มักถือคุณภาพชีวิตสั้นๆ เป็นใหญ่ แต่เมื่อคดียึดอสังหามาถึงก็สาหัสเกินแก้
    (3) นิสัย lifestyle inflation + ออกสื่อสังคมออนไลน์สร้างนิสัยขี้อวด จมไม่ลง
    (4) นำไปสู่สภาพคล่องตึงตัว
    (5) การหละหลวมกดสั่งซื้อผ่อนออนไลน์ เร่งให้หนี้เกิน หนี้ชนกัน
    ...
    เป็นบทความที่ดีมาก สะท้อนพฤติกรรมที่นำไปสู่การจมปลักหนี้
    ...
    สังเกตุดีๆ ว่า การก่อหนี้ ไม่ใช่ความยากลำบาก แบกภาระการเลี้ยงดู บุตร บิดามารดา การทำกิจการ เป็นหลักแบบสมัยก่อน แต่เกิดจากการบริโภคเกินตัว เกินความสามารถที่จะจ่ายมากกว่า
    FB_IMG_1781944966516.jpg FB_IMG_1781944968781.jpg FB_IMG_1781944970920.jpg
    https://www.facebook.com/share/1PMNbaNREC/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นมในเกาหลีใต้แพงติดอันดับโลก แต่ฟาร์มนมอยู่ไม่ไหว! ปิดตัว 834 แห่งใน 5 ปี หลังต้นทุนพุ่งราคารรับซื้อไม่ขยับ

    เกาหลีใต้กำลังเจอปัญหาย้อนแย้งในอุตสาหกรรมนม เมื่อราคานมที่ผู้บริโภคซื้ออยู่ในระดับสูงมาก แต่ฟาร์มนมกลับเผชิญแรงกดดันหนักจากต้นทุนที่พุ่งขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำนมดิบที่เกษตรกรได้รับ

    Seoul Economic Daily รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ฟาร์มนมในเกาหลีใต้ปิดตัวลงแล้ว 834 แห่ง หรือคิดเป็น 13.7% ของฟาร์มนมทั้งหมด

    ปัญหาหลักอยู่ที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าอาหารสัตว์ เงินกู้ และดอกเบี้ย โดยหนี้เฉลี่ยต่อฟาร์มสูงเกิน 500 ล้านวอน ขณะที่เงินกู้ต่อแม่โคนมเพิ่มขึ้น 45.6% และภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 68.6%

    ปีนี้ ต้นทุนผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยของฟาร์มอยู่ที่ 1,252 วอนต่อลิตร สูงกว่าราคาน้ำนมดิบสำหรับผลิตนมดื่มที่ 1,249 วอนต่อลิตร

    พูดง่ายๆ คือ เกษตรกรบางส่วนกำลังเจอสภาพ “ยิ่งรีดนม ยิ่งขาดทุน” เพราะราคาหน้าฟาร์มขยับไม่ทันต้นทุนจริง

    ขณะเดียวกัน ราคานมในเกาหลีใต้กลับอยู่ในกลุ่มแพงที่สุดของโลก โดยราคานม 1 ลิตรในเกาหลีอยู่ที่ 3.42 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสหรัฐฯ และเกือบสองเท่าของญี่ปุ่น

    สมาคมเกษตรกรโคนมและโคเนื้อเกาหลีใต้ระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำนมดิบของเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างการผลิต แปรรูป และกระจายสินค้าทำให้ราคาถึงมือผู้บริโภคสูงขึ้นมาก

    ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ราคานมที่ผู้บริโภคจ่ายเพิ่มขึ้น 1,706 วอนต่อลิตร แต่ราคาน้ำนมดิบที่เกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นเพียง 567 วอนต่อลิตร ส่วนต่างจำนวนมากจึงไปอยู่ในขั้นตอนการผลิตและการจัดจำหน่าย

    อีกแรงกดดันสำคัญคือการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อเทียบกับปี 2010 ผลผลิตน้ำนมดิบในประเทศลดลง 5.9% แต่การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น 114% ทำให้อัตราพึ่งพาน้ำนมดิบในประเทศลดลงเหลือ 45.8%
    .
    แหล่งข่าว : Seoul Economic Daily
    .
    #เกษตรนานา #ข่าวเกษตรต่างประเทศ #เกาหลีใต้ #ฟาร์มนม #น้ำนมดิบ #ต้นทุนเกษตร #ราคาอาหาร #เกษตรกรโคนม #อุตสาหกรรมนม #นำเข้านม

    https://www.facebook.com/share/1DKMpm7E91/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรแค่หมา ตัวหนึ่งเข้ามาก็ยิงทิ้งได้เลย ... คำพูดจากปากทหาร เวียดนาม
    (เรื่องเล่าจากชาวบ้านเขมรที่ติดชายแดน เวียดนาม-เขมร)
    .
    โดยเขมรอ้างว่า
    เสาชายแดน 125 ต้นโดนทําลายเจดีย์ปาล์มและหมู่บ้านตาโมม วัดโตนอวกาศ ไปจนถึง เจดีย์ที่ท่านเฮง สําริน
    .
    ไม่แปลกใจทำไมเวียดนามชนะศึกอเมกาเขามีอธิปไตยเข้มแข็งจริงๆเขารู้สันดานของเขมรเป็นอย่างไร

    คลิปต้นเรื่องยังไม่แปล



    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/v/14hYaDmNYTz/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      5.2 MB
      เปิดดู:
      134
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนอิสราเอลหลังความตึงเครียดข้อตกลงสันติภาพพุ่งสูง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันอิสราเอลอาจถูกทำลายล้างหากปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ท่ามกลางรายงานข่าวกรองระบุเบนจามิน เนทันยาฮู อาจขัดขวางข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

    มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า อิสราเอลอาจอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายล้างอย่างย่อยยับไปแล้ว หากไม่ได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐฯ การแสดงท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพันธมิตรเผชิญความตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือเบื้องต้นกับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและข่าวกรองของสหรัฐฯ กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อย่างใกล้ชิด โดยมีข้อบ่งชี้ว่าผู้นำอิสราเอลอาจพยายามดำเนินการบางอย่างเพื่อขัดขวาง หรือทำให้ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในครั้งนี้ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากฝ่ายอิสราเอลมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดทอนภัยคุกคามจากเครือข่ายของอิหร่านอย่างแท้จริง

    ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาข้อตกลงหยุดยิง 60 วันนี้ให้ดำเนินต่อไปเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่รัฐบาลผสมของเนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศจากกลุ่มการเมืองขวาจัดที่ไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างวอชิงตันและเทลอาวีฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ข้อตกลงหยุดยิงและเจรจาสันติภาพขั้นต้นกับอิหร่าน และมีการแสดงความเห็นวิจารณ์การดำเนินงานทางทหารของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: การประเมินภายในของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการที่เป็นรูปธรรมของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ในการแทรกแซงข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการระงับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงทั้งหมดจากสหรัฐฯ แก่อิสราเอลในทันที

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานบทสัมภาษณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ และรายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับการยืนยันตรงกันจากสื่อหลักระดับสากล เช่น Axios, Time และ The Washington Post

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: TIME, Axios, The Washington PostPost
    https://www.facebook.com/share/p/1bV47TA7F4/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “บ้านพ่อแม่” กลายเป็นสินทรัพย์ อเมริกันรุ่นใหม่ แห่ย้ายกลับบ้าน สู้ค่าเช่าโหด-หนี้ท่วม ชี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือทางรอดเศรษฐกิจยุคใหม่

    20 มิถุนายน 2569 กระแสการย้ายกลับไป #อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ของ #คนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจาก #ค่าครองชีพที่พุ่งสูง #ราคาบ้านและค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่แพงเกินกำลังซื้อ รวมถึง #ภาระหนี้การศึกษา และสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ค่านิยมเดิมที่มองว่าการกลับบ้านพ่อแม่เป็นเรื่องน่าอาย เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
    .
    อ้างอิงผลสำรวจของบริษัท SpareFoot ซึ่งเผยแพร่ผ่าน Realtor.com เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เก็บข้อมูล คนรุ่น #GenZ และ #Millennials กว่า 58% เคยย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวหลังจากแยกออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง ขณะที่ 15% ยอมรับว่าเคยย้ายกลับบ้านมากกว่าหนึ่งครั้ง
    .
    ผลสำรวจยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ โดยกว่า 75% มองว่าการอยู่กับครอบครัวหรือแชร์ที่พักกับผู้อื่นเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่มีเหตุผล และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ขณะที่ 26% ระบุชัดว่าตัดสินใจกลับบ้านเพื่อเร่งเก็บเงินสร้างฐานะและวางแผนอนาคต
    .
    สิ่งที่น่าสนใจคือ 63% ของผู้ตอบแบบสอบถามยืนยันว่าไม่รู้สึกอับอายกับการอาศัยอยู่กับพ่อแม่อีกต่อไป เพราะมองว่าเป็นการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ในหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของคนวัยเริ่มต้นทำงานเพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ
    .
    ส่วนข้อมูลจาก U.S. Census Bureau ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันอายุ 18-34 ปี ราว 33% ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ประมาณ 25.2 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรวัยดังกล่าว อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐฯ ...โดยรัฐที่มีสัดส่วนสูงสุด ได้แก่ #รัฐนิวเจอร์ซีย์ #คอนเนตทิคัต และ 3แคลิฟอร์เนีย ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีค่าที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพติดอันดับสูงของประเทศ
    .
    นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมอเมริกัน จากเดิมที่การมีบ้านของตัวเองถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกชะลอการซื้อบ้าน การแต่งงาน หรือการสร้างครอบครัวออกไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินและลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ
    .
    หลายฝ่ายยังชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย และบางประเทศในเอเชีย ที่คนวัยทำงานต้องเผชิญกับราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของรายได้
    .
    ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ระบุว่า การกลับมาอยู่กับครอบครัวไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นรูปแบบการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ในโลกที่ต้นทุนการใช้ชีวิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
    .
    จากค่านิยมเดิมที่มองว่า “โตแล้วต้องออกจากบ้าน” วันนี้คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับมองว่า “อยู่บ้านพ่อแม่” อาจเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่คุ้มค่าที่สุดในยุคที่ความฝันเรื่องบ้านหลังแรกและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องยากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/18L1xBksCf/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,463
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุโรประอุ อิตาลี - ฝรั่งเศส ผวาคลื่นความร้อนถล่มสุดสัปดาห์ เมืองใหญ่สุกเป็นเตาอบ เตือนเสี่ยงป่วย-เสียชีวิตพุ่ง

    20 มิถุนายน 2569 #อิตาลี เผชิญสถานการณ์ #สภาพอากาศร้อนจัดครั้งใหม่ ซึ่ง อุตุนิยมวิทยาและสาธารณสุขออกคำเตือน คลื่นความร้อน (Heatwave) ที่กำลังแผ่ปกคลุม #คาบสมุทรอิตาลี ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่หลายประเทศทั่วยุโรป ต้องรับมือ #อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านสาธารณสุข พลังงาน และความเสี่ยงไฟป่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    Reuters รายงานว่า อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของอิตาลีมีแนวโน้มแตะระดับ 35-40 องศาเซลเซียสในบางเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ ขณะที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายล้านคนถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงกลางวัน และเฝ้าระวังภาวะลมแดด (Heat Stroke) อย่างใกล้ชิด
    .
    มวลอากาศร้อนจากแอฟริกาถล่มยุโรป...นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากมวลอากาศร้อนขนาดใหญ่จากทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกาเหนือ ที่เคลื่อนตัวขึ้นสู่ยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนกลาง ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของฤดูกาลหลายองศา โดยอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และบางส่วนของเยอรมนี เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
    .
    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้นจาก #ภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ยุโรปต้องเผชิญฤดูร้อนที่ยาวนาน ร้อนจัด และอันตรายมากขึ้นทุกปี
    .
    เมืองใหญ่ยุโรปสุกเป็นเตาอบ..ไม่ใช่แค่อิตาลีเท่านั้นที่กำลังเผชิญอากาศร้อนจัด #ฝรั่งเศส ได้ยกระดับการ #เตือนภัยคลื่นความร้อน ในหลายสิบจังหวัด ขณะที่ประธานาธิบดีมาครง Emmanuel #Macron เรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ #ผู้สูงอายุ #เด็ก และ #ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หลังอุณหภูมิหลายพื้นที่มีแนวโน้มทะลุ 40 องศาเซลเซียส
    .
    ส่วน #สเปน และ #โปรตุเกส มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่อาจแตะระดับ 40-45 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายเมืองเริ่มเปิดศูนย์พักพิงคลายร้อนและเพิ่มมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
    .
    วิกฤตใหม่ของยุโรป: ร้อนเร็ว ร้อนนาน ร้อนอันตราย
    นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงอุณหภูมิสูงสุด แต่คือการที่คลื่นความร้อนเกิดเร็วขึ้นกว่าปกติ ตั้งแต่ปลายฤดูใบไม้ผลิ และยืดเยื้อยาวนานหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข การผลิตไฟฟ้า การเกษตร และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วทวีป
    .
    หลายเมืองในยุโรปเริ่มปรับตัวด้วยการสร้าง "ศูนย์หลบร้อน" (Climate Shelters) เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปรับโครงสร้างเมืองให้รองรับอุณหภูมิสูงขึ้น หลังผลการศึกษาหลายฉบับพบว่า คลื่นความร้อนกำลังกลายเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดประเภทหนึ่งของยุโรปในศตวรรษที่ 21
    สัญญาณเตือนโลก...ในอิตาลีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน โดยยุโรปกำลังกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และพายุรุนแรงที่เกิดบ่อยขึ้นทุกปี
    .
    ขณะที่ฤดูร้อนปี 2569 เพิ่งเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่อีกหลายครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจทดสอบความสามารถของรัฐบาลและระบบสาธารณสุขในการรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/v/1KSzNfbS4h/
     

แชร์หน้านี้

Loading...