เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 7 กรกฎาคม 2026 at 19:49.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เรื่องแรกเลยก็คือจะขอให้ "ครูป้าเกียง" (นางสาวมาลินี ตีรเลิศพานิช) ช่วยติวการเรียนให้กับ "น้องต้นหอม" (เด็กหญิงลลินดา ภักดีดาราวรากุล)และ "น้องต้นน้ำ (เด็กชายพชรกฤต ภักดีดาราวรากุล)ด้วย เนื่องเพราะว่าเด็กทั้งสองคนเรียนโฮมสคูลมา

    การเรียนโฮมสคูลนั้นมีข้อเสียมากเป็นพิเศษ อันดับแรกเลยก็คือ
    เด็กจะเข้าสังคมไม่เป็น เนื่องเพราะว่าอยู่แต่บ้านของตนเอง กลายเป็น "นกน้อยในกรงทอง" ไม่เคยเจอลมฝนทางข้างนอก บางคนถ้าสภาพจิตไม่เข้มแข็งพอ ออกไปเจอในลักษณะต้องเรียนรวมกับคนอื่น บางทีก็อาจจะเสียขวัญ อยู่ในลักษณะของ "ฟิวเจอร์ช็อก" ไปเลย

    ประการต่อไปก็คือ
    การเรียนโฮมสคูลนั้น ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าเด็กมีความรู้จริงหรือเปล่า ? เนื่องเพราะว่าการตอบคำถามนั้น ภายในเวลาสอบเด็กสามารถค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตได้ หรือไม่ก็มีพ่อแม่ หรือว่าญาติพี่น้องช่วยกันค้นคว้าข้อมูลให้ได้ ดังนั้น..เด็กที่เรียนโฮมสคูล ถ้าหากว่าคะแนนดี ไม่สามารถจะระบุได้ว่ามีความรู้ดีตามนั้นหรือเปล่า ?!

    แม้กระทั่งกระผม/อาตมภาพที่ต้องบอกว่าเป็นรุ่นแรก ๆ ที่เรียนออนไลน์ ถึงเวลาเรียนหรือว่าสอบ ไม่ว่าจะเป็นการสอบเก็บคะแนนหรือสอบจริงก็ตาม ต่อให้เราเปิดกล้องอยู่ เพื่อนฝูงหลังกล้องบานตะเกียงก็ช่วยกันสุดชีวิต..! มีน้อยคนที่จะหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างกระผม/อาตมภาพ ที่ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร เนื่องเพราะต้องการรู้ว่าตนเองมีความรู้ที่แท้จริงเท่าไร เพราะมีคติประจำใจก็คือ "เรียนแล้วต้องรู้ รู้แล้วต้องบอกต่อคนอื่นเขาได้"

    คราวนี้ที่พูดถึงส่วนนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าวันนี้มีคนตั้งกระทู้ว่า
    "การไม่มีศาสนามีข้อดีอะไร ?" ถึงได้มีคนที่ลงประวัติหรือว่าลงในทะเบียนบ้านของตนเองว่าไม่มีศาสนา โดยเฉพาะในต่างประเทศ

    กระผม/อาตมภาพขี้เกียจอธิบายถึงข้อดีในการมีศาสนา แต่อยากจะบอกว่าขนาดมีศาสนา ขนาดมีศีลมีธรรม ยังฆ่าแกงกันจนกระทั่งคุกล้นไปทั้งประเทศ เอาแค่ทองผาภูมิของเราก็แล้วกัน เรือนจำจังหวัดทองผาภูมิ ขอยืนยันคำว่า "เรือนจำจังหวัด" เรือนจำจังหวัดทองผาภูมิสามารถรับผู้ต้องขังได้ ๙๐๐ คน ปัจจุบันอยู่กันเกือบ ๑,๖๐๐ คน..! ทั้ง ๆ ที่กว่าจะเข้าไปได้ ผ่านประตูอย่างน้อย ๓ ชั้น โดนค้นตัวแล้วค้นตัวอีก ยังตะเกียกตะกายกันยัดเข้าไปขนาดนั้น แล้วถ้าไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยจะเกิดอะไรขึ้น ?!!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ในเรื่องของการไม่มีศาสนานั้นมีข้อดีอยู่ข้อเดียว ก็คือความเป็นอิสระทางความคิด ที่ไม่โดนตีกรอบด้วยข้อห้าม หรือว่าข้อให้กระทำของศาสนานั้น ๆ

    แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่า กว่าที่จะมีศาสนาหนึ่งขึ้นมาได้ มีข้อห้ามกระทำและข้อให้กระทำนั้น แต่ละศาสดามีการใคร่ครวญ ตลอดจนกระทั่งการบัญญัติเพื่อความเหมาะสมมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงศาสนาอื่น เอาแค่พระพุทธศาสนาของเราก็แล้วกัน

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้รอบ รู้จริง แค่ศีลเบื้องต้นก็ทรงบัญญัติขึ้นตามความปรารถนาของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง
    ก็คือ

    ถ้าเราไม่อยากให้ใครมาฆ่าเรา ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเรา เราก็ไม่ควรที่จะไปฆ่าใคร ไม่ควรที่จะทำร้ายใคร

    ไม่อยากให้ใครมาหยิบฉวยช่วงชิงทรัพย์สินสิ่งของของเรา เราก็อย่าไปหยิบฉวยช่วงชิงสิ่งของของใคร

    ไม่อยากให้ใครมายื้อแย่งคนรัก มายื้อแย่งของรักของเรา เราก็ไม่ควรที่จะไปยื้อแย่งคนรัก ยื้อแย่งของรักของใคร

    ถ้าเราอยากฟังแต่ความสัตย์ความจริง เราก็ไม่ควรที่จะโกหกมดเท็จใคร

    ถ้าอยากมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็ไม่ควรที่จะไปเสพสุราหรือยาเสพติดอื่น ๆ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เราจะเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติศีลขึ้นมา ก็เพื่อความอยู่สุขของบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม ดังนั้น..แค่หลักของศีลอย่างเดียว ถ้าหากว่าเราพิจารณาในกฎหมายทั้งปวง ก็จะเห็นว่าข้อกฎหมายต่าง ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่บัญญัติไปเพื่อป้องกันคนละเมิดศีล ๕ ทั้งสิ้น..!

    เราจะเห็นในเรื่องของการทำร้ายกันฆ่าฟันกัน ในเรื่องของการลักขโมยหยิบฉวยช่วงชิงกัน ในเรื่องของการยื้อแย่งคนรัก ยื้อแย่งของรักจนกลายเป็นคดีความกัน ในเรื่องของการโกหกหลอกลวง โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ต่าง ๆ และท้ายที่สุด ความเสียหายของเยาวชนและพลเมืองของเรา จากการเสพยาเสพติดต่าง ๆ ทุกอย่างที่กระทำไป ล้วนแล้วแต่มีข้อกฎหมายห้ามไว้ทั้งสิ้น..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น
    ในเรื่องของการมีศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่มีคำสอนที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อความสงบสุขของคนในสังคมล้วน ๆ แล้วเราก็จะเห็นว่าบุคคลที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม สามารถเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการก่อสงคราม เข่นฆ่าเขาแบบไม่ละอายชั่วกลัวบาป ซึ่งทุกคนก็คงไม่อยากให้เรื่องทั้งหลายเหล่านั้นเกิดแก่ตนเองและคนที่ตนเองรัก การไม่มีศาสนาจึงแทบจะหาข้อดีไม่ได้เลย

    แต่ว่าการมีศาสนานั้น เราจะเห็นว่ามีประโยชน์ตั้งแต่เบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย

    ถ้าเราสามารถรักษาศีลทุกข้อไว้ได้ ครอบครัวใดมีศีลธรรม ครอบครัวนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข

    หลาย ๆ ครอบครัวมีศีลธรรม หมู่บ้านนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข

    หลาย ๆ หมู่บ้านมีศีลธรรม ตำบลนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข

    หลาย ๆ ตำบลมีศีลธรรม อำเภอนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข

    หลาย ๆ อำเภอมีศีลธรรม จังหวัดนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข

    หลาย ๆ จังหวัดมีศีลธรรม ประเทศชาติก็อยู่เย็นเป็นสุข
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,626
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,171
    ค่าพลัง:
    +26,963
    แล้วศีลยังเป็นเครื่องหนุนเสริมให้สมาธิทรงตัวได้ง่าย บุคคลที่สมาธิทรงตัว สามารถยับยั้งชั่งใจตนเองไม่ให้ทำความชั่วต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจา หรือทางใจได้ บุคคลที่รักษาศีลได้ ปกติจะมีกามาวจรสวรรค์เป็นที่ไป ถ้ารักษาศีลจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตนเองก็จะมีพรหมเป็นที่ไป

    ถ้าสามารถนำศีลเป็นบันไดในการสร้างสมาธิ และก่อให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง ถึงความเป็นจริงในร่างกายและโลกนี้ ว่ามีแต่ความทุกข์ยากเป็นปกติ มีแต่ความน่ากลัวของภัยต่าง ๆ ที่จะมาถึงอยู่ตลอดเวลา แล้วเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ถอนจิตจากการยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ในโลกนี้ได้ ก็สามารถจะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้

    ดังนั้น..การมีศาสนาจึงแทบจะมีประโยชน์โดยส่วนเดียว ยกเว้นผู้คนที่มีจริตนิสัยใน "สีลัพพตุปาทาน" คือยึดมั่นว่าแนวปฏิบัติของตนเองดีกว่าผู้อื่น เป็นผู้ยึดมั่นใน "อัตตวาทุปาทาน" ก็คือคิดว่าคำกล่าวคำสอน ตลอดจนกระทั่งการปฏิบัติของตนเหนือกว่าผู้อื่น บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ หลงออกจากหนทางที่ถูกต้อง

    ปัจจุบันนี้เราจะเห็นบุคคลบางคณะออกมาเรียกร้อง อย่างเช่นว่าจะยกเลิกข้อกฎหมายโน้น จะยกเลิกข้อกฎหมายนี้ สร้างความวุ่นวายต่าง ๆ ให้เกิดในสังคมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แค่บุคคลจำนวนน้อยนิดยังทำให้สังคมเราวุ่นวายได้ขนาดนั้น แล้วถ้าคนทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีศาสนา ความไม่ละอายชั่วกลัวบาป ขาดความยับยั้งชั่งใจ ก็จะยิ่งหนักหนาสาหัส ก่อให้เกิดผลร้ายแก่สังคม ตลอดจนกระทั่งผู้คนอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายไม่ต้องเสียเวลาไปถกเถียงกับใคร นอกจากตั้งหน้าตั้งตาประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา เอาผลการปฏิบัติของเราเป็นเครื่องยืนยันว่าการมีศาสนานั้นดีจริงหรือไม่ ?

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...