เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 กรกฎาคม 2026 at 17:31.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าวันนี้ที่โรงแรม Urcove by HYATT Hotel เมืองลาซา อยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเหตุที่จำเป็นต้องให้อากาศเย็นมาก ก็เพราะว่าเราจะต้องขึ้นเขาไปยังหมู่ถ้ำวัดดรักเยอร์ปา ซึ่งถ้าหากว่าอากาศร้อน ก็มีหวังได้ "ตับแตก" กันแน่นอน..!

    กระผม/อาตมภาพส่งข้อความทางไลน์ไปให้ "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) ตั้งแต่เช้า บอกว่าวันนี้ไม่ไปเดินที่ไหน เก็บแรงเอาไว้เดินขึ้นเขาดีกว่า แล้วก็ทำธุระของตนเอง โดยเฉพาะการนอนภาวนาและเสกวัตถุมงคล

    จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปล้างหน้าแต่งตัว หยิบเอากระบอกน้ำ ตลอดจนกระทั่งเสื้อกันลม ซึ่ง "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ซื้อมาถวายเมื่อวาน บอกว่าบนหมู่ถ้ำดรักเยอร์ปานั้น ดูข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วลมแรงมาก ถ้าไม่มีเสื้อกันลมอาจจะอยู่ไม่ได้ กระผม/อาตมภาพถามว่า "ราคาเท่าไร ?" อีกฝ่ายตอบว่า "๒๕๐ หยวน"

    ครั้นห้องอาหารเปิด พวกเราก็รีบเข้าไปจัดการถมท้องตัวเองให้อิ่ม แล้วก็ขึ้นรถซึ่งมารอตรงเวลามาก จนกระทั่ง "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นบอกว่า คณะนี้เป็นคณะที่มหัศจรรย์มาก เนื่องเพราะว่าไม่มีใครป่วยเป็นโรคแพ้พื้นที่สูง ซ้ำยังตรงเวลาสุด ๆ คณะอื่นนัด ๘ โมง ถ้า ๙ โมงพร้อมก็ถือว่าเร็วมากแล้ว แต่ว่าคณะนี้นัด ๘ โมง อย่างช้า ๐๗.๔๕ น. ก็มักจะพร้อมแล้ว เป็นต้น

    พลขับพูดน้อยของเรานำรถวิ่งออกนอกเมือง ตรงยังทิศตะวันออกโดยตลอด จนกระทั่งเลี้ยวขึ้นเชิงเขาดรักเยอร์ปา วิ่งไปจนถึง ๐๘.๓๕ น. ก็มาถึงสถานที่สำคัญ ก็คือช่องเขาดรักเยอร์ปา ซึ่งบริเวณไหนถ้าเป็นช่องเขา ทางด้านพี่น้องชาวพุทธศาสนาวัชรยาน มักจะผูกธงมนต์และเผาของหอม เพื่อให้แรงลมพัดลงไปยังบ้านเมืองข้างล่าง เป็นการอำนวยอวยชัยไปในตัว

    พวกเราจึงช่วยกันซื้อธงมนต์ ๕ ธาตุ ก็คือ ๕ สี เขียนชื่อเขียนแซ่เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพไม่รอให้ชาวบ้านซึ่งจะอาสาปีนขึ้นไปผูกธงให้เพื่อขอรางวัล หากแต่ลากปลายธงได้ก็ปีนเขาลิ่ว ๆ ขึ้นไปเลย โดยที่มี "ดร.ดอย" (ดร.ภาณุพงศ์ วังประภา) และ "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ตะเกียกตะกายลิ้นห้อยตามขึ้นไปจนถึงข้างบน..!

    สักครู่หนึ่ง "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ ซึ่งหันมาเจอว่ากระผม/อาตมภาพปีนเขาเอง ก็รีบตะกายตาลีตาเหลือกตามมา แล้วก็จัดการถ่ายรูปหมู่ รูปเดี่ยว และวิดีโอตอนผูกธงมนต์ให้ ครั้นเสร็จสรรพเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็เตือนทุกคนให้ระมัดระวัง เพราะว่าขาลงนั้นมักจะพลาดได้ง่ายมาก
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    ครั้นลงมาถึงข้างล่างแล้ว "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ก็นำเอาไม้สนที่กระผม/อาตมภาพฝากซื้อมาส่งให้ เห็นมีญาติโยมคณะอื่นหลายต่อหลายคนเข้าไปเผาไม้สนจนกระทั่งลุกโพลง กระผม/อาตมภาพจึงเอากิ่งสนจุ่มน้ำในถังสะบัดใส่ จึงกลายเป็นควันโขมงขึ้นมา เทเอาไม้สนของตนเองลงไป แล้วก็จุ่มน้ำสะบัดใส่อีกหลายครั้ง พร้อมกับบอกท่านอื่น ๆ ซึ่งเผาไม้สนตามหลังว่าให้จุ่มน้ำสะบัดใส่ด้วย ไม่เช่นนั้นลุกเป็นไฟอย่างเดียวจะไม่มีควันหอมให้ บรรดาญาติโยมคณะอื่นเห็นเป็นของขลัง ก็เลยจุ่มน้ำสะบัดน้ำตามกันยกใหญ่ กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วก็ยังขำอยู่ในใจ..!

    เมื่อหมดธุระแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถวิ่งขึ้นไปยังด้านบน จนกระทั่งมาถึงลานจอดรถ โดยที่ต้องผ่านจุดขายตั๋วเสียก่อน พวกเราแวะลานจอดรถที่ความสูง ๔,๕๐๐ เมตร ไปเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าทั้ง ๆ ที่มีน้ำอยู่ แต่เขาปล่อยหลักฐานคาคอห่านเอาไว้ทุกห้อง..! กระผม/อาตมภาพจึงต้องทำหน้าที่เป็นเด็กล้างส้วม จัดการราดให้สะอาดทุกห้อง แล้วก็เห็น "น้องเล็ก" กับ "หม่าม้า" เดินตีหน้าพิกลออกมาจากด้านห้องน้ำผู้หญิง จึงบอกว่า ให้มาเข้าทางห้องผู้ชายเลย เพราะหลวงพ่อล้างสะอาดแล้ว..!"

    จากนั้นพวกเราก็ค่อย ๆ เดินขึ้นเขาไป เนื่องเพราะว่าหมู่ถ้ำดรักเยอร์ปา ซึ่ง "คุรุรินโปเช" หรือ "ท่านปัทมสัมภวะ" ผู้นำของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานนั้น มานั่งกรรมฐานในสถานที่นี้ แล้วก็มีคนสำคัญอย่างเช่น ดาไลลามะทุกพระองค์ หรือสมเด็จพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช ต่างก็มาสร้างสถานที่เจริญกรรมฐานของตนเองไว้ที่นี่ และเสด็จมาเป็นประจำ

    กระผม/อาตมภาพเตือนให้ทุกคนหายใจยาว ๆ และเดินช้า ๆ แต่ด้วยความที่ตนเองเดินเร็วจนชิน จึงมี "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" ติดสอยห้อยตามมาทันแค่สองคน ไปถึงจุดแรก จัดการหยอดตู้ทำบุญ และทำบุญกับพระลามะที่ท่านเฝ้าอยู่ แล้วก็ออกทางประตูหลังกุฏิท่าน ไปยังจุดที่ ๒ ซึ่งเป็นเจดีย์ หลังจากที่สักการะพระเจดีย์และถ่ายรูปกันแล้ว เสียง "น้องเล็ก" ถามจากข้างล่างว่า "ขึ้นไปทางไหน ?" กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า "เดินไปสุดทาง เห็นประตูผ้าปิดอยู่ให้มุดเข้าไป ถ้าหากว่าทำบุญเสร็จแล้วก็ออกทางประตูหลัง แล้วเดินมาที่เจดีย์นี้" จากนั้นตนเองก็เดินขึ้นต่อไป

    จนกระทั่งอีกไม่กี่นาที ก็มาถึงหมู่วัดที่หน้าผา ลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกับ "วัดเขารังเสือ" ที่ประเทศภูฏานอย่างกับแกะ เนื่องเพราะว่าสร้างโดยคุรุรินโปเชเช่นกัน กระผม/อาตมภาพเลาะขึ้นที่สูง ไปทำบุญในแต่ละสถานที่เสียก่อน โดยเฉพาะถ้ำซึ่งท่านคุรุรินโปเชหรือท่านปัทมสัมภวะ มาเจริญพระกรรมฐานที่นี่ แล้วก็ลงมาทางด้านล่าง เพื่อที่จะเข้าไปยังตัวอาคารซึ่งมีบันไดขึ้นไปบนระเบียง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    เมื่อเข้าไปถึง หยอดตู้ทำบุญแล้ว หันไปถวายปัจจัยกับพระลามะที่เฝ้าอยู่ ท่านโบกมือไม่รับ ชี้ให้ดูที่พื้นด้านข้าง หมายความว่าให้วางตรงนั้น แล้วก็ถามเป็นภาษาทิเบต กระผม/อาตมภาพเข้าใจว่าท่านถามว่า "ใช่ท่านรินโปเชหรือไม่ ?" กระผม/อาตมภาพจึงตอบว่า "ใช่" ท่านดีอกดีใจเป็นอย่างมาก รีบลุกจากอาสนะมา คว้าผ้าสังฆาฏิของกระผม/อาตมภาพไปพาดศีรษะ แล้วก็เอื้อมมือมาจับมือของกระผม/อาตมภาพไปแตะศีรษะของท่าน ในลักษณะขอพรอย่างสูงสุดอีกด้วย..!

    แล้วท่านก็พากระผม/อาตมภาพ "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" เดินลงมาเล็กน้อย พร้อมกับชี้ลูกกรงที่ติดหน้าผา บอกว่าเป็นรอยเท้าที่ท่านคุรุรินโปเชเหยียบเอาไว้ กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะทราบว่ามีของสำคัญอยู่ตรงนี้เอง..!

    หลังจากถ่ายรูปแล้ว จึงนั่งรอคณะของเราอยู่ คนที่ควรจะมาเร็วที่สุดคือ "น้องเล็ก" ไม่ทราบว่าหายไปไหน ? กลายเป็นว่าคนอื่นค่อย ๆ ทยอยกันขึ้นมา กระผม/อาตมภาพจึงชี้ให้ไปทำบุญทางด้านบนให้ครบทุกวิหาร หรือว่าทุกถ้ำเสียก่อน แล้วค่อยมารวมตัวกันที่นี่

    สักครู่หนึ่งก็มีพระลามะหลายรูปแห่กันมา อยู่ในลักษณะเหมือนอย่างกับว่า ท่านที่อยู่ด้านบนน่าจะบอกข่าวว่ากระผม/อาตมภาพมาที่นี่ แต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้น อาจจะเป็นลามะเล็กลามะน้อย ไม่กล้าที่จะเข้ามาปฏิสันถารโดยตรง ได้แต่เมียง ๆ มอง ๆ แล้วก็ยืนคุยกันอยู่ กระผม/อาตมภาพจึงชวน "ทิดเฟิร์ส" ให้ขึ้นไปยังด้านบน สอบถามพระลามะที่เฝ้าวิหารว่า "ท่านชื่ออะไร ? กระผมชื่อสุธรรมะ" ท่านตอบมา ๓ คำ แต่ว่ากระผม/อาตมภาพฟังทันแค่ "ทรัลเด็น" ๒ คำเท่านั้น จึงได้จับมือจับไม้ขอบคุณท่าน แล้วก็ขอถ่ายรูปด้วย

    เมื่อลงมาถึงแล้ว ปรากฏว่า "น้องเล็ก" มาถึงทีหลังสุด บอกว่าเดินเตลิดออกไปทางด้านวัดเหลืองฝั่งโน้น.. จึงเข้าไปสักการะสถานที่ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช และเหล่าดาไลลามะทุกพระองค์มาทำถ้ำสำหรับเจริญกรรมฐาน จนเป็นธรรมเนียมประจำพระองค์ไปแล้ว

    กระผม/อาตมภาพจึงบอกน้องเล็กให้สักการะบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านนี้ ส่วนตนเองก็ชวนญาติโยมทั้งหมด เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกฝั่งหนึ่ง ครั้นเมื่อไปถึงแล้วจึงได้เห็นว่า นอกจากจะมีวิหารและหอสวดมนต์แล้ว ก็ยังมีบรรดาหมู่ไม้ใบหญ้าต่าง ๆ ที่ดูแล้วค่อนข้างจะงดงามเลยทีเดียว

    ด้านสุดท้ายนั้นเป็นวิหารเหลืองหลังใหญ่ มีพระประธานองค์มหึมาอยู่ข้างใน กระผม/อาตมภาพเอาผ้าขะตะที่รับมาจากวัดโจคังเมื่อวานนี้เหลืออยู่ผืนสุดท้าย ถวายให้พระประธานไป แต่ปรากฏว่า "ทิดเฟิร์ส" ถ่ายรูปไม่ทัน กระผม/อาตมภาพจึงถอยออกมา ให้ "ทิดเฟิร์ส" อธิษฐานแล้วโยนผ้าขึ้นไปถวาย กระผม/อาตมภาพยังอุตส่าห์ถ่ายผ้าที่ลอยอยู่ได้ทัน..!

    แล้วก็ขึ้นบันไดไปทางชั้น ๒ ซึ่งด้านบนนั้นก็คือช่องที่เปิดตรงกับพระพักตร์ของพระประธานองค์ใหญ่นั่นเอง แต่ว่าเขาติดลูกกรงไว้แน่นหนา ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นก็เป็นรูปอดีตเจ้าอาวาส ตลอดจนกระทั่งพระเจดีย์สีเงิน ซึ่งน่าจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ แล้ว "น้องเล็ก" ก็เดินตามคณะมาถึงทางด้านนี้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    พวกกระผม/อาตมภาพเข้าไปทำบุญในถ้ำ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช มักจะมาเจริญพระกรรมฐานอยู่ที่นี่ จนกระทั่งทำบุญเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินวนกลับลงมาทางด้านล่าง ปรากฏว่ายังมีวิหารอีกหลังหนึ่ง ซึ่งมีพระพุทธรูป ๔ ทิศ แต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายคลึงกันมาก แล้วมีองค์หนึ่งซึ่งน่าจะเป็น "พระกษิติครรภโพธิสัตว์" หรือที่เรียกกันว่า "พระพุทธเจ้าหมอยา" พวกเราจึงหยอดตู้ทำบุญกันมือเป็นระวิง..!

    กระผม/อาตมภาพไม่มีแบงค์ย่อยเหลือแล้ว นอกจากใบละ ๒๐ หยวนและใบละ ๕๐ หยวน จึงหยอดตู้ไปเรื่อย แล้วก็พาทุกคนเดินลงมา โดยเตือนว่าให้หายใจยาว ๆ และเดินช้า ๆ "ดร.ดอย" บอกว่าให้เลี้ยวซ้ายลงไป กระผม/อาตมภาพซึ่งผ่านที่ไหนมักจะจำทางได้เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ได้ฟังเสียง "ดร.ดอย" ของเรา หากแต่พา "ทิดเฟิร์ส" เดินเลยไปข้างหน้า แล้วเลี้ยวซ้ายเดินลงทางเก่าที่ตนเองขึ้นมา

    ครั้นพวกเรามาถึงครบถ้วนกันแล้ว ทางด้านโชเฟอร์ก็นำรถพาพวกเราลงมาทางด้านล่าง วิ่งตรงไปยัง "วัดกานเด็น" ซึ่งอยู่บนยอดเขาสูง ๔,๓๐๐ เมตร กว่าที่จะตะเกียกตะกายขึ้นไปถึงทางด้านบน ก็แทบล้มประดาตายเลยทีเดียว ข้างบนมีแต่รถแน่นไปหมด แทบจะหาที่จอดรถไม่ได้

    กระผม/อาตมภาพเข้าไปในห้องอาหารของทางวัด เมื่อเห็นว่าข้าวปลาอาหารนั้นหน้าตาพื้น ๆ จึงให้ "หม่าม้า" สั่งเอาบะหมี่น้ำมาถ้วยหนึ่ง ซดจนหมดเกลี้ยง ไม่มีอะไรเหลือเลย..! "นาย Keldor" นำพนักงานในร้านเอาชานมมากาใหญ่ กระผม/อาตมภาพจึงซดตามไปอีก ๒ ถ้วย แล้วก็นั่งฉันผลไม้ที่ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) อุตส่าห์ไปเดินหาซื้อให้หลวงพ่อตั้งแต่เมื่อคืน

    เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ขอตัวไปปัสสาวะ "นาย Keldor" บอกว่าห้องส้วมอยู่ทางด้านนอก ต้องเดินเข้าไปในวัด ค่อนข้างไกล ครั้นไปถึงแล้ว กระผม/อาตมภาพก็คิดว่า "บันเทิงละงานนี้..!" เพราะว่าเป็นส้วมแบบราง แล้วก็มีที่กั้นอยู่เท่านั้น ไม่มีประตู เมื่อทำธุระเสร็จสรรพจึงถ่ายรูปส่งมาในกลุ่มไลน์ ถามว่ามีใครจะเข้าส้วมบ้างไหม ? ทุกคนสละสิทธิ์กันหมด เมื่อกลับมาถึง ปรากฏว่ามีเจ้าหมาสีน้ำตาลตัวหนึ่ง มาขออาหารจนถึงข้างโต๊ะ กระผม/อาตมภาพจึงปล้นเอาขาหมูต้มของ "ดร.ดอย" ไปเลี้ยงหมาเสียดื้อ ๆ อย่างนั้น..!

    เมื่อพวกเราทุกคนอิ่มกันเรียบร้อยแล้ว "นาย Keldor" ก็พาพวกเราเดินขึ้นไปบนวัด ซึ่งทุกคนต้องเดินกันช้า ๆ เนื่องเพราะว่าทั้งบันไดและพื้นลาดชันนั้น ล้วนแล้วแต่ดึงกำลังพวกเราไปจนหมด ผ่านก้อนหินหน้าพระเจดีย์ ซึ่งกระผม/อาตมภาพรู้สึกว่าน่าจะเป็นหยกดำ มีสลักอักษร "โอม มณี ปัทเม หุม" อยู่ด้วย

    เมื่อเข้าไปยังวิหารใหญ่หลังแรก ซึ่งเป็นหอสวดมนต์ของวัด ดูจำนวนอาสนะที่นั่งแล้วจึงได้รู้ว่า วัดนี้น่าจะมีพระเป็นร้อย ๆ รูปเลยทีเดียว..! ศาลาก็ใหญ่โตมหึมามาก เป็นที่เก็บจีวรของ "ท่านซองขะปะ" ผู้กำเนิดนิกายหมวกเหลือง ของพุทธศาสนาวัชรยาน

    กระผม/อาตมภาพรับเอาเนยจาก "ทิดดอย" แล้วควักใส่ในถ้วยประทีปเป็นพุทธบูชา จากนั้นก็หยอดตู้ต่าง ๆ จนกระทั่งขึ้นไปทางด้านบน เมื่อจะถ่ายรูปครั้งที่ ๒ โยมวัดก็บอกว่า "No Picture" กระผม/อาตมภาพขำก็ขำ เนื่องเพราะว่าถ่ายเสียจนทั่วทั้งวิหารแล้ว ครั้นออกมานั่งรอข้างนอก ถึงได้เห็นป้ายเล็ก ๆ มีรูปกล้องแล้วก็ขีดคาดสีแดงเอาไว้ ที่แท้ป้ายอยู่ตรงมุมข้างล่าง แล้วใครจะก้มลงไปมองวะ ?
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +26,971
    เมื่อ "นาย Keldor" เห็นพวกเรามาครบ ก็เข้าไปยังวิหารหลังที่ ๒ ซึ่งมี ๒ ชั้นนอกใน ให้พวกเราเข้าไปถวายเนยเป็นพุทธบูชา และหยอดตู้ทำบุญ เนื่องจากว่ามีพระลามะอยู่ ๒ รูป คนอื่นจึงเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าถ่ายรูป กระผม/อาตมภาพขอกล้องกลับมา บอกว่า "ถ้าจะถ่ายต่อหน้าต่อตา ต้องทำกำลังใจอย่างนี้" แล้วก็จัดการถ่ายให้ดูจนเสร็จสรรพ..!

    เมื่อหมดธุระ ย้อนออกมาทางด้านนอก ก็เข้าไปยังวิหารสำคัญที่สุด ซึ่งมีพระเจดีย์บรรจุร่างของ "ท่านซองขะปะ" อยู่ที่นี่ และมีรูปปั้นของท่านด้วย พวกเรารวบรวมเงินกันเพื่อซื้อทองคำสำหรับทาถวาย "ท่านซองขะปะ" เป็นจำนวน ๒ ชุด ๆ ละ ๑,๕๐๐ หยวน กระผม/อาตมภาพกับ "หม่าม้า" แบ่งกันคนละ ๗๕๐ หยวน ที่เหลืออีก ๑,๕๐๐ หยวนนั้น ให้ในคณะไปหารกันเอง..!

    กระผม/อาตมภาพเดินไปหามุมถ่ายรูป สักพักหนึ่งก็มีผู้วิ่งมาบอกว่า ท่านเจ้าอาวาสบอกให้ไปเชิญ "ท่านรินโปเช" มาเป็นคนผสมทองด้วย กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่ถอนใจว่า "มาทิเบตนี่กูจะหลอกต้มใครไม่ได้เลยหรืออย่างไรวะ " เมื่อกลับมาแล้วจึงได้บอกท่านเจ้าอาวาสว่า ขออนุญาตนั่งข้างอาสนะท่านเลย ผสมทองคำเสร็จก็ส่งไปให้พระเจ้าหน้าที่ ท่านนำไปทาถวายให้กับรูปปั้น "ท่านซองขะปะ" แล้วพวกเราก็ถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึกด้วย

    จากนั้นก็ลงมาเข้าไปวิหารอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เก็บรูปถ่าย รูปปั้น ตลอดจนกระทั่งเจดีย์บรรจุอัฐิ ของบรรดาอดีตเจ้าอาวาสวัดกานเด็นหลายต่อหลายรูป แล้วก็ออกมาข้างนอกเมื่อทำบุญเสร็จ แต่ว่าวิหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิหารที่ "ท่านซองขะปะ" มรณภาพก็ดี วิหารหลังอื่นก็ตาม ล้วนแล้วแต่ปิดบ้าง บูรณะอยู่บ้าง พวกเราจึงต้องถอนกำลังกลับ ลงมาถ่ายรูปหมู่กันข้างล่างอีก ๑ รอบ แล้วค่อยกลับขึ้นรถ

    โชเฟอร์วันนี้ใจดี จอดจุดชมวิวให้เราถ่ายรูปวัดกานเด็นได้อย่างชัดเจนด้วย แต่ว่าไม่มีใครยอมลงมานอกจาก "ดร.ดอย" เพราะว่าอากาศร้อนเหลือรับ รถของพวกเราวิ่งลงจากเขามาแล้ว ตรงเข้าตัวเมืองลาซา ซึ่งดันมีด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกต่างหาก..! จึงต้องเดินลงไปแสดงตัวให้เขาทีละคน เมื่อข้ามด่านไปแล้ว รถซึ่งวิ่งไปตามถนนก็วกกลับมารับเราอีกรอบหนึ่ง..!

    ครั้นมาถึงแล้วปรากฏว่า ตัวเมืองลาซาวันนี้รถได้ติดมากมายถึงขนาด..! พวกเราคลานตามคนอื่นไปอยู่ ๔๐ นาทีเห็นจะได้ จึงได้ทราบว่ามีเจ้าใหญ่นายโตมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดโจคัง แล้วเจ้าหน้าที่ก็เอาใจนายด้วยการปิดถนน พวกเราได้ยินก็ถอนหายใจดังเฮือก บอกกับโชเฟอร์ว่า "ปล่อยพวกเราลงตรงนี้แหละ ขอเดินไปเองน่าจะถึงโรงแรมเร็วกว่า..!"

    แล้วก็เป็นความจริง เพราะว่าเดินลัดไปแค่ ๕ - ๖ นาทีก็ถึงโรงแรมที่พักแล้ว ท่านใดที่จะกินข้าวเย็นก็นัดแนะกันว่า จะออกไปหาข้าวเย็นกินกันกี่โมง ? ส่วนกระผม/อาตมภาพนั้นเข้าถึงห้องแล้ว ก็จัดการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนก่อน หลังจากนี้ก็จะจัดการส่งงานแล้วลอกคราบตัวเองเป็นลำดับต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...