ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    โอ้โห..อ่านจบ สว่างไปสามโลกเลย..! ที่หามาแทบเป็นแทบตายว่าจะสู้กับเรื่องของผู้หญิงอย่างไร อุตส่าห์ไปเรื่องของอสุภกรรมฐานก็สู้ไม่ได้ กายคตาสติก็สู้ไม่ได้ ถึงขนาดประเภทพังตัวเองเป็นชิ้น ๆ เป็นส่วน ๆ ประกอบขึ้นมาใหม่ รื้อออก ทำใหม่ นับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่ได้ผล แต่พอได้ยินเรื่องนี้ สว่างไปสามโลกเลย

    ซึ่งก็คือตัวพรหมวิหาร ๔ รักเขาเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน
    คนนี้อายุประมาณรุ่นแม่..ก็เห็นเขาเป็นแม่
    คนนี้อายุประมาณรุ่นพี่..ก็เห็นเขาเป็นพี่
    คนนี้อายุประมาณรุ่นน้อง..ก็เห็นเขาเป็นน้อง
    คนนี้อายุรุ่นลูก..ก็เห็นเขาเป็นลูก

    ไม่น่าเชื่อและทำให้เชื่อ..! ฟังดูงง ๆ ไหม..? ไม่น่าเชื่อก็คือพรหมวิหาร ๔ สามารถระงับกามราคะได้เด็ดขาดขนาดนั้น และที่ทำให้เชื่อก็คือหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า "กรรมฐาน ๔๐ ทุกกอง ถ้าพิจารณาเป็น เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งหมด" ถ้าหากว่าพรหมวิหาร ๔ ไม่สามารถตัดราคะได้ แล้วจะผ่านไปถึงพระอรหันต์ได้อย่างไร..?

    ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นแง่มุมชัดเจนว่า บางทีถ้าเราสู้ตายตามที่ครูบาอาจารย์บอก ได้ตายจริง ๆ แต่ถ้ารู้จักพลิกแพลงหามุมที่เหมาะสมแก่ตัวเอง สภาพจิตเห็นแล้วยอมรับได้ จะง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

    ก็ฝากไว้เป็นข้อคิดสำหรับพวกเราทุกคน มาวัดทั้งทีก็หาประโยชน์ให้ได้ ตัวเองสู้ไม่ได้ ตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์ยกให้ฟังก็มีอยู่ ถ้าหากว่าไปตรงกับจริตนิสัยของใคร ก็อนุโมทนาด้วย ถ้าไม่ตรงมึงก็หาทางเองเถิด
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ก่อนทำวัตรเย็น วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙​



    รู้สึกว่ามากันพร้อมขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เรียกว่านิสัยคางคก ยางหัวไม่ตก ไม่รู้สำนึก เคยได้ยินไหม..? ถ้าหากว่าตัวเราเองสอนตัวเองไม่ได้ สั่งตัวเองไม่ได้ แล้วจะให้ใครเขามาจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ทุกวัน..? ต้องรอให้ด่าก่อนแล้วค่อยรู้สึกตัวแบบนี้ ใช้ได้หรือ..?

    พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสไว้ว่า "อัตตนา โจทยัตตานัง" เราต้องกล่าวโทษโจทก์ตนเองอยู่เสมอ ส่วนไหนที่บกพร่องทำให้เราไม่ก้าวหน้า ต้องหาส่วนนั้นให้พบ แล้วก็ทำให้ได้ เพราะว่าครูบาอาจารย์ก็ล่วงลับไป..ล่วงลับไป หลายต่อหลายท่านปฏิบัติธรรมมานับสิบ ๆ ปี ที่เอาดีไม่ได้สักครั้งก็เพราะว่าสั่งสอนตัวเองไม่เป็น ถึงเวลาพอสิ้นครูบาอาจารย์ไป ก็มานั่งคร่ำครวญเสียดายอีก

    แล้วระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ เราไม่พยายามกอบโกยเอาไว้ให้มากที่สุด ถึงเวลาแล้วจะพึ่งใครได้ ฟังบาลีให้ชัด ๆ ว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตัวเรานั่นแหละเป็นที่พึ่งของเรา โก หิ นาโถ ปโร สิยา ใครอื่นจักเป็นที่พึ่งของเราได้

    พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น คราวนี้ถ้าพระองค์ท่านบอกแล้วเราไม่ทำตาม ก็ไร้ประโยชน์ จะไปรอครูบาอาจารย์ต้องบอกอย่างนั้น ต้องแสดงนิมิตอย่างนี้ สำหรับท่านอื่นอาจจะเมตตา แต่กระผม/อาตมภาพมีแต่อุเบกขา ในเมื่อไม่เอาดีก็ปล่อยไป ใครจะไปจ้ำจี้จ้ำไชไหว บอกไปก็ไม่ทำ ทำก็ไม่จริงไม่จัง เหนื่อยใจเปล่า ๆ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ดังนั้น..ถ้าหากว่าฉวยโอกาสที่ครูบาอาจารย์ยังอยู่ ก็ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนใหญ่พวกเราอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้" แล้วก็มักจะให้อภัยตัวเองเสมอ โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นแหละคือกิเลสชักนำ

    กิเลสนั้นมีมารยามาก พอหลอกให้เราทำอะไรละเมิดศีลละเมิดธรรมได้ครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันว่าชีวิตนี้หมดแล้ว เพราะต่อไปก็จะอ้างว่าครั้งที่แล้วยังทำได้เลย แล้วเราก็จะผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ติดปลักโคลน จมอยู่ตรงนั้น ไปไหนไม่รอด

    อย่างที่เพิ่งจะไปทิเบตมา ยังหน้าไหม้อยู่เลย คนทิเบตไม่เห็นมีใครต้องไปเคี่ยวเข็ญให้เขาทำดี เขาตั้งหน้าตั้งตาทำเองอยู่ตลอดเวลา ส่วนของพวกเราต้องรอโอกาส อย่าลืมว่าการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการกิน อาหารยังต้องกินอย่างน้อยวันละ ๓ มื้อ แล้วถ้าหากว่าอาหารใจเราเอง กินบ้างไม่กินบ้าง แล้วจะเหลืออะไร..?

    กลายเป็นคนดำรงชีวิตอยู่ก็ขาดทุนไปเรื่อย เนื่องเพราะว่ากิเลสกินเราอยู่ทุกเวลาทุกนาที ส่วนเราเองนาน ๆ จะลุกขึ้นมาสู้กิเลสสักที แถมยังสู้ได้ไม่ตลอดรอดฝั่งด้วย ฟังแล้วเศร้าใจ

    อย่างที่เคยบอกไปนับครั้งไม่ถ้วนก็คือ การปฏิบัติธรรมต้องเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ใช่ลำบากนิดก็ท้อ ยากหน่อยก็ถอย ในเมื่อแม้แต่พระพุทธเจ้ายังเป็นเพียงผู้บอก แล้วเราจะให้ครูบาอาจารย์มาคอยเข็น คอยฉุด คอยรั้ง อยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ไหม..? พอถึงเวลาครูบาอาจารย์ล้มหายตายจากไป ก็มาตีอกชกหัวตัวเอง ว่าทำไมท่านรีบไปเหลือเกิน..?

    อย่างกระผม/อาตมภาพนี่สอนมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ปากเปียกปากแฉะจ้ำจี้จ้ำไชพวกเรามาตลอด ถ้า ๔๐ กว่าปีแล้วยังบอกว่ารีบไปอีก ตูก็ไม่รู้ว่าจะพูดภาษาอะไรดีแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ทำอย่างไรที่เราจะกำหนดภาพพระให้ได้ตลอดเวลา ทำอย่างไรที่เราจะอยู่กับลมหายใจเข้าออกให้ได้ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องหาวิธี หาเทคนิค ในการที่จะทำให้ตนเองจดจ่ออยู่กับความดีงามเหล่านี้ ไม่ใช่สักแต่หายใจทิ้งไปวัน ๆ

    เวลาพระท่านทำวัตร ก็จะมีการพิจารณาว่า เวลาล่วงไป ล่วงไป เราทั้งหลายทำอะไรอยู่ ? นั่นก็คือการเตือนสติตนเอง ตัวเราติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่ ? ผู้รู้ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่ ? คุณวิเศษของเรามีหรือไม่ ? เพื่อที่จะได้ไม่เก้อเขินเมื่อเพื่อนสหธรรมิกไต่ถาม เขาไม่ได้ให้ท่องเฉย ๆ แต่ให้เป็นสิ่งที่เตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา

    โดยเฉพาะชีวิตนี้เป็นของน้อย จะมรณะลงไปเมื่อไรก็ไม่รู้ แล้วเรายังมัวแต่ประมาทอยู่ ถึงเวลาถ้าลงอบายภูมิก็เสียชาติเกิดอีก ถ้าแค่เสียชาติเกิดก็ยังไม่เท่าไร เพราะโอกาสแก้ตัวยังมี แต่ถ้าลงอบายภูมิ เขาคิดทบต้นทบดอกทุกอย่าง พระพุทธเจ้าปรากฏไปแล้วหลายพระองค์ เรายังไม่ได้โผล่ขึ้นมาเลย..!

    แล้วแต่ละคนก็คุณงามความดีมากมายเสียขนาดนั้น เขาก็ต้อนรับเป็นแขกวีไอพี ยินดีที่จะให้อยู่นาน ๆ แล้วอีกเมื่อไรจึงจะได้เกิดขึ้นมา..! เพราะว่าถ้าลงนรกก็ต้องมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไล่ไปตามลำดับ ตามกรรมที่เบาลงเรื่อย กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดในยุคมิคสัญญีหรือเปล่า กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา ไม่รู้ต้องเวียนว่ายตายเกิดทนทุกข์อีกนานเท่าไร..?

    ในเมื่อทุกอย่างอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมไม่รีบไขว่คว้าให้เต็มที่..? ก็ฝากเอาไว้ให้พวกเราคิดในตอนนี้ ทำวัตรกันได้แล้ว
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    มากันแค่นี้ ? แล้วที่เหลือไปไหนกันหมด ? วันนี้วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พรุ่งนี้วันอาสาฬหบูชา ซึ่งจะตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ - ๘ เพราะว่าปีนี้มีเดือน ๘ สองหน วันถัดไปก็เป็นวันเข้าพรรษา เราก็จะหยุดยาวต่อเนื่องกัน ๓ วัน แต่ด้วยความที่เราปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม แล้วก็จะไปสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม คือวันเข้าพรรษา ก็แปลว่างวดนี้เราปฏิบัติธรรมกัน ๕ คืน ๖ วัน..!

    คราวนี้ ๕ คืน ๖ วัน มีใครลองพิจารณาดูบ้างไหมว่า เราปฏิบัติแล้วรักษาสภาพจิตใจ ให้อยู่กับศีลกับภาวนาได้สักกี่ชั่วโมง ? ไม่ต้องถึงวันเอาแค่ชั่วโมงก่อน เพราะว่ากิเลสกินใจเราทุกเวลาทุกนาที ถ้าหากว่าเรารักษากำลังใจได้วันหนึ่งแค่ระดับชั่วโมง ก็แปลว่ามีโอกาสแพ้กิเลสอย่างชนิดที่หมดทางสู้..!

    บุคคลที่จะชนะกิเลสได้ กำลังใจต้องจดจ่ออยู่กับ ศีล สมาธิ และปัญญา ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทุกวัน อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องเพราะว่าถ้าสภาพจิตได้รับการขัดเกลาฝึกฝนมาดีแล้ว ก็จะเกิดอาการตื่นรู้ ก็คืออยู่ในลักษณะของ "พุทโธ" ที่แปลจากบาลีเป็นไทยคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    ผู้รู้..ในที่นี้คือมีสติระลึกได้อยู่เสมอว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ?
    ผู้ตื่น..ก็คือสภาพจิตจะตื่นอยู่ตลอดเวลา หลับอยู่ก็รู้ว่าตัวเองหลับ จะตื่นยังต้องสั่งให้ตัวเองตื่น
    ผู้เบิกบาน..ก็คือจิตใจไม่มีอะไรข้องเกี่ยวร้อยรัดได้ มีแต่ความสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    แต่การที่เราจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ ก็ต้องยอมลำบากก่อน สภาพจิตของเราที่ต้องผ่านการฝึกฝน ระยะแรกก็ต้องยากลำบาก เพราะทุกอย่างจะต้องฝืนความรู้สึกของตัวเอง

    คำว่าฝืนความรู้สึก ทุกคนก็คงจะเข้าใจ เพราะว่าอะไรที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ ต้องควบคุม กาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่ในกรอบเสมอ เหมือนอย่างกับการปีนเขาหรือว่ายทวนน้ำ ที่ต้องลำบากเสียก่อน แต่ถ้าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ความสำเร็จที่ได้มาก็จะทำให้เราเกิดปีติ มีแต่อยากจะทำให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ซึ่งใครที่ปฏิบัติมาในระยะต้น ๆ แล้วเกิดปีติ ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะว่าบางทีเราไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติ ทั้งวันทั้งคืนจดจ่ออยู่กับการภาวนา ลืมการพักผ่อน ซึ่งถ้าหากอยู่ในลักษณะแบบนั้น ต้องหาเวลาพักผ่อนให้พอ ไม่เช่นนั้นแล้วร่างกายอาจจะทนไม่ไหว แม้ว่าตอนที่เราพักถ้าสภาพจิต
    จะตื่นอยู่เหมือนกับไม่ได้นอน แต่ร่างกายที่นอนได้พักแล้ว เพียงแต่สภาพจิตไม่ได้หลับเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป

    ช่วงที่ปฏิบัติหนัก ๆ กระผม/อาตมภาพพักคืนหนึ่งประมาณ ๒ ชั่วโมง ขอยืนยันว่าอยู่ได้ ก็คือปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้สนใจว่ามืดหรือสว่าง ถึงเวลาก็พักผ่อนประมาณ ๒ ชั่วโมง ตั้งกำลังใจว่าครบ ๒ ชั่วโมงเราจะลุกมาปฏิบัติต่อ ซึ่งถ้าทำได้จริง ๆ เราสามารถที่จะบอกตัวเองได้ว่าจะลุกเวลาไหน สภาพจิตจะเตือนเราให้ลุกตามเวลานั้นอย่างชนิดตรงเป๊ะ ไม่มีคลาดเคลื่อน ซึ่งตัวกระผม/อาตมภาพเองทดสอบแล้วทดสอบอีกมาแล้ว
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,992
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,230
    ค่าพลัง:
    +26,999
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งไปเชียงใหม่ ๕ วัน ๕ คืน ปรากฏว่ามีเวรมีกรรมตรงที่ต้องนั่งเป็นเพื่อนคนขับไปตลอดทาง เพราะว่าคนอื่นหลับกันหมด หลับกันแบบ "ไม่สนโลก" ขนาดอาตมภาพรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว วันที่ ๓ เข้าไปแล้ว ขอให้พรรคพวกมาเปลี่ยนบ้าง จากนั่งอยู่ด้านหน้ารถตู้ เดินไปยังไม่ถึงด้านหลังรถตู้เลย คนมาเปลี่ยนที่นั่งอยู่ข้างหน้าหลับไปแล้ว สมควรตายมาก..!

    ท้ายสุดถ่างตาไป ๕ วันกับ ๕ คืน ขากลับรถยางแตกด้วย กว่าจะเปลี่ยนยาง กว่าจะกลับถึงวัด ตีหนึ่งกว่าเกือบตีสอง ตีสี่ต้องไปส่งลูกสาวขึ้นรถเมล์ ให้เขากลับกรุงเทพฯ ไปเรียนหนังสือ คนที่อดนอนมา ๕ วัน ๕ คืน แล้วเพิ่งจะได้นอนตอนประมาณตีสอง แล้วตีสี่ต้องตื่น บางทีถ้าเป็นญาติโยมนี่ ตั้งนาฬิกาปลุกสามเครื่องก็คงไม่ลุก แต่ของอาตมาลุกตรงเวลาเป๊ะ..!

    เพราะว่าสภาพจิตของเรา ถ้าฝึกฝนดีแล้ว เหมือนอย่างกับมีตัวสั่งการอยู่ข้างใน พอถึงเวลาจะทำอะไร ก็กำหนดใจเอา ดังนั้น..ญาติโยมแทบจะไม่มีโอกาสเห็นอาตมภาพมานั่งตรงนี้หลังเวลา เพราะว่าก่อนเวลาก็จะมาแล้ว

    ถ้าใครฝึกซ้อมมาจนถึงตรงจุดนี้ ก็คือหลับและตื่นสภาพจิตตื่นเท่ากัน เราถึงจะมีโอกาสชนะกิเลสได้ เนื่องเพราะว่าถึงเราสามารถระมัดระวังกิเลสได้ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ กิเลสมักจะไปกินเราตอนหลับ

    บางคนกลางวันสำรวมมาก เดินระมัดระวัง มดสักตัวก็ไม่เหยียบ กลางคืนฝันว่าฆ่าเขาไปทั้งกองทัพเลย..! บางคนสำรวมยิ่งกว่าพระอีก เพศตรงข้ามไม่กล้าแม้แต่จะมองให้เต็มตา กลางคืนขึ้นมาไล่ปล้ำลูกชาวบ้านเขาไปแล้ว..! นั่นคือสภาพจิตที่ยังไม่ตื่น จึงทำให้เราไม่สามารถจะบังคับควบคุมได้
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...