ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    MBS กู้ 8 พันล้านดอลลาร์ สงครามอิหร่านทุบ Vision 2030 ซาอุฯ ขาดดุลหนักสุดตั้งแต่โควิด

    https://www.facebook.com/share/v/1BmSCLgHSP/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทอง 27% แซงพันธบัตรสหรัฐ 22% ครั้งแรกใน 29 ปี ขณะ Bessent ล้วงบัญชี IRGC ใน BVI

    ทอง 27% แซงพันธบัตรสหรัฐ 22% ในทุนสำรองโลกครั้งแรกใน 29 ปี ขณะ Bessent ประกาศล้วงบัญชี IRGC ใน BVI หลัง 47 ปี

    ดอลลาร์ยังแข็งอยู่ในตลาดเงินวันนี้ แต่ในห้องนิรภัยของธนาคารกลางทั่วโลก สิ่งหนึ่งเพิ่งเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี สัดส่วนทองในทุนสำรองโลกแซงพันธบัตรสหรัฐแล้ว ทอง 27% ต่อ 22% และทุกครั้งที่วอชิงตันใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ ช่องว่างนั้นก็ยิ่งถ่างกว้างขึ้น

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ที่การประชุม G20 ในเมือง Asheville รัฐนอร์ทแคโรไลนา รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent ประกาศต่อหน้าผู้แทนการเงินโลกว่าสหรัฐรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของบัญชีกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ที่ซุกซ่อนอยู่ใน British Virgin Islands หรือ BVI

    BVI คือหมู่เกาะเวอร์จินของอังกฤษในทะเลแคริบเบียน ซึ่งขึ้นชื่อในฐานะเขตปลอดภาษีและพื้นที่ตั้งบัญชีนอกประเทศ เนื่องจากมีกฎระเบียบหย่อนและข้อมูลสาธารณะน้อย ทั้งนักธุรกิจ บุคคลร่ำรวย และรัฐบาลทั่วโลกนิยมใช้เป็นช่องทางถือสินทรัพย์ที่ห่างจากสายตาหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศตัวเอง

    Bessent ระบุว่าสหรัฐรู้ว่าเงินของ IRGC อยู่ที่บริษัททรัสต์ใน BVI และยังรู้ตำแหน่งของบ้านมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั่วโลกที่เชื่อมกับระบอบอิหร่าน เขาประกาศชัดว่าสหรัฐจะอายัดทั้งหมด "หลัง 47 ปี มันจบแล้ว" Bessent กล่าว โดยนับจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ที่เริ่มต้นความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างสองประเทศ — ปี 2026 ครบ 47 ปีพอดี

    Bessent ประกาศ Operation Economic Outcast ปฏิบัติการทางการเงินครอบคลุมที่มีเป้าหมายตัดช่องทางเงินอิหร่านทั่วโลก โดยระบุว่าสหรัฐจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารอิหร่านใหม่เป็นชุดทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง และใครก็ตามที่ทำธุรกรรมกับ IRGC มีความเสี่ยงถูกลากเข้าสู่รัศมีมาตรการด้วย (ก่อนหน้านี้ Bessent ใช้ Operation Economic Outcast เป็นกรอบกดดันหลายประเทศพร้อมกัน ซึ่งรวมถึงกรณีของเยนญี่ปุ่นและระบบการเงินอื่นในสัปดาห์ก่อนหน้า)

    สงครามในตะวันออกกลางปี 2026 จึงไม่ใช่แค่สงครามขีปนาวุธ คลังสหรัฐใช้ระบบการเงินโลกเป็นสมรภูมิคู่ขนาน — ตามหาว่าเงินซ่อนอยู่ที่ไหน และตัดสายออกทีละเส้น

    เครื่องมือแบบนี้เรียกว่า "weaponized dollar" หรือดอลลาร์ในฐานะอาวุธ วิธีการคือตัดการเข้าถึงระบบ SWIFT ซึ่งเป็นเครือข่ายโอนเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก และอายัดสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปดอลลาร์หรือผ่านระบบตะวันตก แทนที่จะส่งกองทัพ วอชิงตันตัดช่องทางการเงินก่อน แล้วค่อยให้ความกดดันเศรษฐกิจทำงาน เงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าหนักมาในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันนี้

    สิ่งที่ขัดตาคือ ทุกครั้งที่วอชิงตันใช้อาวุธนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกก็ยิ่งถามตัวเองว่า สินทรัพย์ที่ถือในรูปดอลลาร์ยังปลอดภัยจริงไหม

    ในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน สหรัฐและพันธมิตรอายัดทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของรัสเซียที่ฝากไว้ในระบบตะวันตก ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าสินทรัพย์ของรัฐบาลขนาดนั้นจะถูกล็อกได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันเกิดขึ้น และธนาคารกลางหลายประเทศอ่านสัญญาณนั้นออกทันที

    ตามข้อมูลของ ECB หรือธนาคารกลางยุโรป ณ สิ้นปี 2025 ทองมีสัดส่วน 27% ของทุนสำรองโลก ขณะที่พันธบัตรสหรัฐลดลงเหลือ 22% นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือทองมากกว่าพันธบัตรสหรัฐในทุนสำรอง ทุนสำรองโลก (global reserves) คือสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศถือไว้เพื่อค้ำประกันเสถียรภาพทางการเงินของประเทศตัวเอง

    ในปี 2025 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองสุทธิ 850 ตัน ต่อเนื่องจากสามปีก่อนหน้าที่ซื้อเกิน 1,000 ตันต่อปีทุกปี ผู้ซื้อหลักได้แก่จีน โปแลนด์ ตุรกี และอินเดีย

    เหตุผลที่ทองต่างจากพันธบัตรสหรัฐชัดเจนมาก ทองไม่มีผู้ออก ไม่มีรัฐบาลใดเป็นเจ้าหนี้ที่จะมายึดคืนได้ ถ้าถือแท่งทองจริงในประเทศตัวเอง ไม่มีใครอายัดได้จากวอชิงตัน พันธบัตรสหรัฐต่างออกไป มันคือตราสารหนี้ที่รัฐบาลอเมริกันออก และถ้าวอชิงตันตัดสินใจเปลี่ยนนโยบาย การเข้าถึงสินทรัพย์นั้นก็มีความเสี่ยง

    Luke Gromen นักวิเคราะห์มหภาคและผู้ก่อตั้ง FFTT (Forest for the Trees) ซึ่งติดตามโครงสร้างการเงินโลกมาหลายทศวรรษ ชี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่าการที่สหรัฐใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธซ้ำๆ เป็นการเร่งกระบวนการ de-dollarization หรือการลดพึ่งพาดอลลาร์ในระบบการเงินโลก

    Gromen เชื่อมโยงกับคำเตือนที่ John Kerry รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในยุคโอบามาเคยกล่าวไว้เมื่อปี 2015 ว่า "ถ้าเราบอกพันธมิตรว่าต้องทำตามกฎและมาตรการคว่ำบาตรของเรา นั่นคือสูตรที่จะทำให้ดอลลาร์หยุดเป็นสกุลเงินสำรองของโลกอย่างรวดเร็ว" Kerry พูดในบริบทของการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปีนั้น เขาเป็นห่วงว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวโดยไม่มีกระบวนการทูตจะทำลายความเชื่อมั่นในดอลลาร์ระยะยาว

    สิ่งที่ Bessent ทำใน BVI ในสัปดาห์นี้คือสิ่งที่ Kerry กังวลมาตลอด แต่มีรายละเอียดกว่านั้นมาก การบอกโลกว่าสหรัฐรู้ว่าเงินซ่อนอยู่ที่ไหนถึงระดับบริษัททรัสต์ในเขตปลอดภาษีเล็กๆ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ส่งสัญญาณว่าระบบการเงินดอลลาร์มีสายตายาวไกลกว่าที่หลายคนคิด

    Gromen ตั้งข้อสังเกต — และนี่เป็นมุมมองของนักวิเคราะห์จากโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่นโยบายทางการของรัฐบาลจีน — ว่าสถานการณ์นี้อาจผลักให้กลุ่ม BRICS เร่งพัฒนาสถาปัตยกรรมการชำระเงินทางเลือก รวมถึงแนวคิด stablecoin ที่ค้ำด้วยทอง

    stablecoin คือเหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง ต่างจากบิตคอยน์ที่ราคาผันผวนอิสระ ถ้าค้ำด้วยทองจริง (gold-backed) แต่ละหน่วยของเหรียญนั้นมีทองจริงหนุนอยู่ข้างหลัง ทำให้ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศดำเนินการผ่านทองได้โดยไม่ต้องใช้ดอลลาร์หรือ SWIFT ของตะวันตก จีนพัฒนา e-CNY หรือหยวนดิจิทัลมาหลายปีและมีการประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 3.4 พันล้านรายการมูลค่าราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีพฤศจิกายน 2025 แต่แนวคิด gold-backed stablecoin ระดับ BRICS ที่ Gromen อ้างถึงนั้นยังอยู่ในระดับการถกเถียงและการวิเคราะห์ ไม่ใช่นโยบายประกาศทางการ

    ก่อนสรุปว่าดอลลาร์กำลังถูกกำจัด ต้องมองให้รอบด้าน สัดส่วนทองที่เพิ่มจาก 20% เป็น 27% ในช่วงปี 2024-2025 นั้น ส่วนหนึ่งมาจากราคาทองที่ขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ในช่วง 12 เดือน สัดส่วนเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มทุกบาท ดอกเบี้ยสหรัฐยังอยู่ในระดับที่ทำให้พันธบัตรสหรัฐมีผลตอบแทนน่าสนใจ และประเทศที่ค้าขายสินค้าในดอลลาร์ยังต้องถือดอลลาร์เพื่อสภาพคล่อง

    Kerry เองในปี 2015 ถูกนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสกุลเงินหลายคนวิจารณ์ว่าพูดเกินจริง เพราะดอลลาร์เคยผ่านวิกฤตหนักกว่านั้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเงิน 2008 หรือการที่ S&P ลดอันดับหนี้สหรัฐในปี 2011 และสถานะดอลลาร์ก็ยังอยู่ การเปลี่ยนโครงสร้างทุนสำรองโลกระดับนี้ใช้เวลาเป็นทศวรรษ ไม่ใช่เดือน

    แต่ทิศทางนั้นชัดขึ้นทุกครั้งที่วอชิงตันบีบ เหมือนเส้นทางรถไฟที่ถูกวางรางทีละเส้น ยังไม่ถึงปลายทาง แต่ทุกครั้งที่ Bessent ประกาศอายัดบัญชีใหม่ ก็มีคนวางรางอีกเส้น

    สัญญาณที่ต้องจับตาในสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้าคือมาตรการคว่ำบาตรรายสัปดาห์ที่ Bessent ประกาศว่าจะทยอยออกมา ถ้ามาตรการเหล่านี้ขยายไปถึงธนาคารในประเทศที่สามที่ทำธุรกรรมกับ IRGC ระดับแรงกดดันจะเพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญ

    ตัวชี้วัดที่จับต้องได้คือรายงานยอดซื้อทองของธนาคารกลางรายเดือนจาก World Gold Council ถ้าตัวเลขซื้อสุทธิของจีน โปแลนด์ หรืออินเดียเร่งขึ้นหลังการประกาศที่ Asheville จะยืนยันว่าธนาคารกลางกำลังอ่านสัญญาณแบบเดียวกับ Gromen

    ส่วนแนวคิด gold-backed stablecoin ระดับ BRICS — จนกว่าจะมีการประกาศทางการจากปักกิ่งหรือที่ประชุม BRICS ช่วงปลายปี 2026 ยังต้องถือว่าอยู่ในระดับการวิเคราะห์และสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว สัญญาณทางการชิ้นแรกจากทางการจีนหรือรัสเซียในทิศทางนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนภาพใหญ่

    #ลดพึ่งดอลลาร์ #ทองคำ #ทุนสำรองโลก #Bessent #อิหร่าน #สงครามการเงิน #ธนาคารกลาง
    https://www.facebook.com/share/p/19YQnH1FDA/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เปิดแผน “M&M’s”: เมื่อเซเลนสกีขู่ปิดน่านฟ้ารัสเซียด้วยโดรนพันลำ

    เซเลนสกีได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบพฤติกรรมของผู้ก่อการร้ายสากล โดยปกติแล้วกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมักจะลงมือทำก่อนแล้วจึงออกมาอ้างความรับผิดชอบภายหลัง แต่เซเลนสกีกลับออกมาประกาศอ้างความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (https://www.facebook.com/share/p/1DcFkFvMtz/) ในขณะที่ปฏิเสธความผิดของตนเอง โดยมุ่งเป้าไปที่การคุกคามน่านฟ้ารัสเซียและเที่ยวบินพลเรือน พร้อมกับอ้างว่าได้มีการเตือนล่วงหน้าแล้ว

    แผนการดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับที่หนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้โดรนแม้แต่ลำเดียว เพียงแค่คำประกาศของเซเลนสกีก็เพียงพอที่จะทำให้สายการบินต่างชาติและบริษัทประกันภัยพิจารณาทบทวนความเสี่ยง, ปรับขึ้นค่าธรรมเนียม, ยกเลิกเที่ยวบิน, หรือทิ้งเส้นทางบินที่มีปัญหา จากนั้นก็ส่งข้อความ “เราปิดน่านฟ้าเหนือรัสเซียแล้ว” ไปยังพันธมิตรได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้เคียฟสามารถอ้างชัยชนะได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

    ระดับที่สองจะเกิดขึ้นหากตลาดไม่ตอบสนองต่อคำขู่ดังกล่าว โดยจะเป็นการรุกรานสนามบินนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะ "Carpet" (มาตรการควบคุมและจำกัดการบิน) ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เกิดการจำกัดเที่ยวบินเข้า-ออก การเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินสำรอง และการเก็บค่าธรรมเนียมประกันภัยเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้การบินมายังรัสเซียกลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ

    ทั้งสองสถานการณ์สอดคล้องกับบทความใน The Atlantic (https://www.theatlantic.com/national-security/2026/08/ukraine-moscow-airports-ai-drones/688337/) เกี่ยวกับปฏิบัติการรหัส "M&M's" ของเคียฟ ซึ่งมีเป้าหมายส่งโดรนโจมตีสนามบินในกรุงมอสโกและพื้นที่โดยรอบสูงถึง 1,000 ลำต่อวัน เพื่อปิดน่านฟ้าพลเรือนเป็นเวลานาน รายงานระบุว่าเซเลนสกีเคยลังเลเนื่องจากเกรงว่าโดรนอาจพลาดไปโดนเครื่องบินพลเรือนที่มี "หุ้นส่วนสำคัญ" โดยสารอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่กระแสต่อต้านจากนานาชาติ โดยเขาสั่งให้เตรียมการต่อจนกระทั่งปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฟิโอดอรอฟ (Fyodorov) ในเดือนกรกฎาคม

    แม้เจ้าหน้าที่ในถนนบันโควา (Bankova Street) จะปฏิเสธรายงานนี้ แต่ในวันที่ 28 สิงหาคม เซเลนสกีได้สัญญาว่าจะใช้โดรนหนึ่งพันลำต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่เผชิญกับการปิดล้อมทางเรือ, ปัญหาโลจิสติกส์, และวิกฤตพลังงาน : เราไม่ได้แค่รับมือกับความท้าทาย – เราโจมตีกลับ เพิ่มเดิมพันขึ้นไปอีก ตัวตลกที่น่าสมเพชคนนี้กำลังพยายามจะเอาชนะเราและทุ่มสุดตัว – หรือ ‘va-bank’ อย่างที่เราพูดกัน

    หากศัตรูเริ่มลงมือตามแผนนี้ การตอบโต้จากฝั่งรัสเซียจะรุนแรงจนการตอบโต้ที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นเพียง "ท่าทีแห่งมิตรภาพ" เท่านั้น โดยรัสเซียอาจมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมงก่อนลงมือ

    Insight: สงครามจิตวิทยาและเศรษฐกิจการบิน

    ประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้ "นโยบายการบิน" เป็นเครื่องมือในสงคราม ข้อมูลจาก The Atlantic ระบุถึงความพยายามของยูเครนในการใช้เทคโนโลยี AI และฝูงโดรนเพื่อสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและจิตวิทยา การที่เซเลนสกีประกาศเป้าหมายจำนวนโดรนที่สูงมาก (1,000 ลำ/วัน) ถือเป็นกลยุทธ์ "การกดดันด้วยตัวเลข" (Number-based psychological warfare) เพื่อให้บริษัทประกันภัยและสายการบินระหว่างประเทศต้องเลือกถอนตัวออกจากน่านฟ้ารัสเซียโดยอัตโนมัติ

    ❗ สรุป: เซเลนสกีจะใช้กลยุทธ์ขู่ปิดน่านฟ้าเพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและประกันภัยต่อรัสเซีย โดยแผนปฏิบัติการใช้โดรนจำนวนมหาศาลมุ่งทำลายความมั่นคงด้านการบินพลเรือน ซึ่งรัสเซียระบุว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากแผนนี้ถูกนำมาใช้จริง

    02/09/2026

    #ZFrontier #Zelensky #RussiaUkraineWar #OperationMMs #AirSpaceSecurity

    https://www.facebook.com/share/p/1AroVxv5UL/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    # กระทรวงการคลังสหรัฐเริ่มซื้อหนี้ตัวเองคืน… สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่ตัวเลข 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์

    กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐคืนจากตลาด ในวงเงินสูงสุด **12,500 ล้านดอลลาร์**

    พูดภาษาง่าย ๆ ก็คือ

    > รัฐบาลนำเงินสดไปซื้อหนี้ของตัวเองคืนจากเจ้าหนี้ก่อนถึงวันครบกำหนด

    เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้น พันธบัตรที่ซื้อคืนก็จะถูกตัดออกจากหนี้คงค้าง

    แต่ก่อนจะตีความเรื่องนี้ ต้องแยกให้ออกก่อนว่า **Buyback ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้**

    ครั้งนี้เป็นการซื้อคืนพันธบัตรในช่วงที่เหลืออายุประมาณไม่เกิน 2 ปี โดยหลักอยู่ในกรอบของ **Cash Management Buyback**

    ส่วน Buyback ของพันธบัตรระยะยาวที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรในอีกส่วนหนึ่ง

    ดังนั้น การเห็นกระทรวงการคลังสหรัฐซื้อคืนพันธบัตร 12,500 ล้านดอลลาร์เพียงครั้งเดียว **ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าตลาด Treasury กำลังขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงหรือกำลังจะพัง**

    แต่...

    สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ อาจไม่ใช่ Buyback ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว

    สิ่งที่ควรมองคือ **Pattern**

    ---

    ## ทำไมต้องแยก Buyback ออกเป็นคนละประเภท?

    โดยทั่วไป การซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสามารถมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันได้

    เช่น

    * การบริหารเงินสดของรัฐบาล
    * การบริหารโครงสร้างการออกหนี้
    * การสนับสนุนสภาพคล่องของพันธบัตรบางรุ่น
    * การช่วยให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ดังนั้น การซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า

    > ตลาดกำลังเกิดวิกฤติ

    และไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า

    > รัฐบาลกำลังพิมพ์เงินมาช่วยตลาด

    การตีความแบบนั้นง่ายเกินไป

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง...

    หากเราเริ่มเห็นกระทรวงการคลังต้องใช้เครื่องมือ Buyback ในหลายช่วงอายุของ Yield Curve พร้อมกัน ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจาก Yield ที่สูง ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณหนี้ใหม่ที่ต้องออกมหาศาล

    คำถามก็เริ่มเปลี่ยนไป

    จาก

    > Buyback ครั้งนี้มีวงเงินเท่าไร?

    ไปเป็น

    > **ทำไมระบบจึงต้องการเครื่องมือบริหารหนี้และสภาพคล่องมากขึ้นเรื่อย ๆ?**

    ---

    # เรื่องที่น่าจับตาไม่ใช่ 12,500 ล้านดอลลาร์

    ถ้ามองตัวเลขเพียงอย่างเดียว

    12,500 ล้านดอลลาร์อาจดูไม่ใช่เงินจำนวนใหญ่สำหรับรัฐบาลสหรัฐ

    ตลาด Treasury มีขนาดหลายสิบล้านล้านดอลลาร์

    การซื้อคืนระดับนี้จึงไม่สามารถเรียกว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือระบบขนาดใหญ่ได้

    แต่สิ่งที่ผมสนใจคือบริบท

    เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่

    * Yield พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดัน
    * รัฐบาลสหรัฐต้องออกหนี้ใหม่ในปริมาณมหาศาล
    * หนี้เก่าจำนวนมากทยอยครบกำหนดและต้อง Roll Over
    * ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้น
    * ตลาดต้องดูดซับ Supply ของพันธบัตรจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
    * ขณะเดียวกัน Treasury เริ่มใช้ Buyback เป็นเครื่องมือบริหารตลาดในหลายส่วนของ Yield Curve

    ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่ว่า

    > Buyback 12,500 ล้านดอลลาร์จะช่วยอะไรได้มากแค่ไหน

    แต่คือ

    > **หลังจากนี้ Buyback จะเกิดบ่อยขึ้นหรือไม่?
    > ขนาดของการดำเนินการจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?
    > และ Treasury จะต้องใช้เครื่องมือบริหารตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่?**

    เพราะหากคำตอบคือใช่

    นั่นต่างหากที่อาจเริ่มกลายเป็น Pattern ที่มีความหมาย

    ---

    # แล้วเงินสดเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในมือ Treasury ล่ะ?

    หลายคนมองว่า

    > กระทรวงการคลังมีเงินสดเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์
    > จะซื้อคืนพันธบัตรเท่าไรก็ได้

    ผมคิดว่าไม่ควรมองแบบนั้น

    เงินสดที่อยู่ในบัญชี Treasury General Account หรือ TGA ไม่ใช่เงินส่วนเกินที่รัฐบาลสามารถนำออกมาใช้ได้ทั้งหมดตามใจชอบ

    เงินจำนวนนี้มีหน้าที่รองรับ

    * รายจ่ายของรัฐบาล
    * เงินเดือนข้าราชการ
    * สวัสดิการ
    * งบประมาณประจำ
    * รายจ่ายด้านกลาโหม
    * งบลงทุน
    * ภาระชำระเงินต่าง ๆ
    * และความต้องการเงินสดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    ดังนั้น การที่ Treasury มีเงินสดจำนวนมาก

    ไม่ได้หมายความว่า

    > มีเงินเหลืออยู่จำนวนมาก

    เพราะระบบรัฐบาลสหรัฐต้องการ Cash Buffer เพื่อให้สามารถจ่ายภาระต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

    นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการตีความว่า

    > Treasury มีเงิน 1 ล้านล้าน ก็เอาไปซื้อพันธบัตรคืนได้ทั้งหมด

    ในความเป็นจริง การนำเงินสดออกมาใช้ Buyback มากขึ้น ย่อมต้องพิจารณาผลกระทบต่อ Cash Management ของรัฐบาลด้วย

    ---

    # สิ่งที่น่าสนใจคือช่วงอายุของพันธบัตรที่ซื้อคืน

    พันธบัตรใน Operation นี้จะครบกำหนดในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2026 ไปจนถึงปี 2028

    จุดนี้ยังไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานตรง ๆ ว่า

    > กระทรวงการคลังกำลังกังวลเรื่อง Debt Rollover อย่างหนัก

    เพราะการซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุประมาณนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Cash Management ตามปกติได้

    แต่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจับตา

    เพราะสหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับภาระ

    > **Refinancing และ Debt Rollover ในปริมาณมหาศาล**

    พันธบัตรเก่าที่ออกในยุคดอกเบี้ยต่ำกำลังทยอยครบกำหนด

    เมื่อครบกำหนดแล้ว รัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้หนี้หายไปเฉย ๆ ได้ทั้งหมด

    รัฐบาลต้องออกหนี้ใหม่มาทดแทนหนี้เดิม พร้อมกับต้องออกหนี้เพิ่มเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณ

    ปัญหาคือ...

    หนี้ใหม่จำนวนมากต้องออกในยุคที่ต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าเดิม

    นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ไม่ใช่ Buyback 12,500 ล้านดอลลาร์ครั้งเดียว

    ---

    # สิ่งที่น่ากังวลคือ “ความถี่ในการบริหารปัญหา”

    ผมยังคงมองว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือ Pattern

    ไม่ใช่ข่าวแต่ละข่าวแยกออกจากกัน

    วันนี้อาจเป็นเรื่อง Buyback

    วันต่อมาอาจเป็นปัญหา Yield

    สัปดาห์หน้าอาจเป็นเรื่อง TGA

    หลังจากนั้นอาจเป็นเรื่องตลาดญี่ปุ่น

    จากนั้นอาจเป็นเรื่องค่าเงิน

    ถ้าอ่านทุกข่าวแยกกัน เราอาจเห็นว่า

    > ก็แค่เรื่องเล็กเรื่องหนึ่ง

    > Buyback ก็เป็นเครื่องมือปกติ

    > Yield ขึ้นก็เป็นเรื่องของตลาด

    > ค่าเงินผันผวนก็เป็นเรื่องปกติ

    แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาคือ

    > **ความถี่และขนาดของการใช้เครื่องมือเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไปหรือไม่**

    เพราะระบบการเงินขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องพังด้วยเหตุการณ์ครั้งเดียว

    บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤติคือ

    > ระบบเริ่มต้องการการแทรกแซงบ่อยขึ้น

    ---

    # เปรียบเหมือนแทงค์น้ำที่เริ่มรั่ว

    ตอนแรกน้ำอาจรั่วจุดเดียว

    ก็เอาเทปกาวไปปะ

    น้ำหยุดรั่ว

    ทุกคนสบายใจ

    ผ่านไปสักพัก

    รอยรั่วใหม่เกิดขึ้นอีกจุด

    ก็เอาเทปกาวไปปะอีก

    ครั้งแรกใช้เทปนิดเดียว

    ครั้งต่อไปใช้มากขึ้น

    แล้วระยะเวลาระหว่างการรั่วแต่ละครั้งก็เริ่มสั้นลง

    จากเดิมหลายเดือน

    เหลือหลายสัปดาห์

    จนวันหนึ่งเราอาจพบว่า

    > ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเทปกาวอันนี้ดีหรือไม่ดี

    แต่อยู่ที่

    > **โครงสร้างของแทงค์เริ่มรับแรงดันไม่ไหว**

    นี่คือ Pattern ที่ผมคิดว่าควรจับตาในตลาดการเงินโลก

    ---

    # สิ่งที่ต้องดูต่อจากนี้

    ผมคิดว่าเราควรดูอย่างน้อย 4 เรื่อง

    ### 1. Buyback มีความถี่เพิ่มขึ้นหรือไม่

    ถ้าเป็นการดำเนินงานตามกรอบปกติ ก็ไม่ควรตีความเกินจริง

    แต่หากขนาดหรือความถี่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนสำคัญของการบริหารตลาด

    นั่นจะเริ่มมีความหมาย

    ---

    ### 2. Treasury ต้องเพิ่มวงเงิน Buyback หรือไม่

    ตัวเลข 12,500 ล้านดอลลาร์เองไม่ได้น่ากลัว

    แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเลขเหล่านี้เริ่มเพิ่มขึ้น

    และต้องเพิ่มขึ้นอีกเพื่อรักษาการทำงานของตลาด

    นั่นคือ Pattern ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

    ---

    ### 3. Yield ยังเพิ่มขึ้นแม้ Treasury ใช้เครื่องมือมากขึ้นหรือไม่

    นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สุด

    เพราะหากรัฐบาลพยายามบริหาร Supply และ Liquidity มากขึ้น

    แต่ Yield ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

    นั่นอาจสะท้อนว่าแรงกดดันเชิงโครงสร้างยังมีมากกว่าประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้

    ---

    ### 4. ระยะเวลาระหว่าง “การแก้ปัญหา” แต่ละครั้งสั้นลงหรือไม่

    นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด

    ไม่ใช่จำนวนเงินของมาตรการ

    แต่คือ

    > **ต้องแก้บ่อยแค่ไหน**

    หากในอนาคตเราเห็นว่าระบบต้องการ

    * Liquidity Operation
    * Buyback
    * Intervention
    * Emergency Facility
    * Regulatory Adjustment

    บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

    นั่นอาจหมายความว่า Buffer ของระบบกำลังลดลง

    ---

    # สรุป

    Buyback ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว **ยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาด Treasury กำลังเกิด Illiquidity อย่างหนัก**

    และยังไม่ควรสรุปว่า

    > สหรัฐกำลังเข้าสู่วิกฤติจาก Operation วงเงิน 12,500 ล้านดอลลาร์เพียงครั้งเดียว

    แต่สิ่งที่ผมคิดว่าควรจับตา คือภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้น

    เรากำลังอยู่ในยุคที่รัฐบาลสหรัฐมี

    * ภาระหนี้สูง
    * ภาระ Rollover มหาศาล
    * การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง
    * ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
    * และตลาดต้องดูดซับพันธบัตรจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

    ในขณะเดียวกัน Treasury ก็เริ่มใช้เครื่องมือ Buyback ในหลายส่วนของ Yield Curve เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

    วันนี้อาจยังเป็นเพียง

    > **การบริหารตลาดตามปกติ**

    แต่สิ่งที่เราต้องจับตาคือ

    > **มันจะยังเป็นเรื่องปกติอยู่หรือไม่ หากขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้น ความถี่ของการแทรกแซงเพิ่มขึ้น และเวลาระหว่างการแก้ปัญหาแต่ละครั้งสั้นลงเรื่อย ๆ**

    เพราะบางครั้งวิกฤติไม่ได้ประกาศตัวด้วยเสียงระเบิด

    มันเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำ

    การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    การอัดสภาพคล่อง

    การซื้อคืน

    การประคอง

    แล้วทำซ้ำอีกครั้ง

    จนวันหนึ่ง...

    ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า

    > **เรากำลังแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่จริง ๆ
    > หรือเรากำลังต้องแก้ปัญหาเดิมบ่อยขึ้น เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างกำลังใหญ่เกินกว่าที่เทปกาวจะปิดได้แล้ว**

    และสำหรับผม

    นี่ต่างหากคือ Pattern ที่ควรจับตาให้มากที่สุดครับ

    https://www.facebook.com/share/1Eyz1k5pkF/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อวานเพิ่งเขียนว่าเงินเยนทะลุ 160 เยนต่อดอลลาร์
    ตกดึกค่าเงินเยนก็กลับมาแข็งค่าแรงๆ ถึงตอนนี้ก็ลงมาใกล้เคียงกับปลายทางของการแทรกแซงครั้งที่แล้ว
    ดังนั้นก็เลยเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ก็มีการแทรกแซงค่าเงินเยนอีกรอบแล้ว
    FB_IMG_1788436142154.jpg
    แล้วก็มีข่าว คนของธนาคารกลางของยูโรโซน (ECB)
    ออกมาพูดแรงๆ บอกสหรัฐและญี่ปุ่นว่า
    "พวกมึงเห็นหัวกูบ้าง"

    "มึงจะแก้ปัญหาของพวกมึง เสือกเอาเงินยูโรของกูเข้ามาพ่วงด้วย
    จะทำอะไรก็บอกกล่าวกันบ้าง"

    ข่าวนี้ก็น่าจะช่วยยืนยัน ว่า มีการแทรกแซงจริง
    และก็คงทำวิธีเดิม คือ สหรัฐขายเงินยูโร เพื่อซื้อเยน นั่นแหละ
    และด้วยเหตุนี้ ECB จึงหัวเสียตามที่เห็นในข่าว

    โพสท์ที่แล้วผมพูดถึง Pattern ของปัญหา
    โพสท์นี้ก็แสดงส่วนหนึ่งของ pattern ที่เป็นปัญหานั้น

    หากคุณเห็นภาพใหญ่คล้ายๆ กับที่ผมเห็น
    คุณจะเชื่อว่า เราน่าจะเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ก่อนที่ระเบิดลูกนี้จะตูมตามขึ้นมา

    https://www.facebook.com/share/p/1azdqtnCNC/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อ้าว ยังไง!!!!! ความหวัง!? ปูตินเอ่ยเอง มีโอกาสหย่าศึก (กับยูเครน) แต่เฮ้ย! ก็งงๆ เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ที่อีกงาน เฮียปูลั่นพร้อม "จัดหนักขึ้น" ให้ยูเครน อะอะอ้าว❗ นอกจากนี้ ยังกร้าว ผนึกอิหร่านเต็มที่ สามัคคีเต็มถัง แนบแน่น‼️

    เอ๊ะ ยังไง
    ปูติน เพิ่งประชุมแก๊งเซี่ยงไฮ้ (SCO - Shanghai Cooperation Organization) ที่คีร์กีซสถานเป็นเจ้าภาพประจำปีนี้นะครับท่าน เสร็จแล้วก็โฉบกลับรัสเซียทันที งานสัมมนา Eastern Economic Forum ที่วลาดิวอสต็อก

    ต่อหน้าพลพรรคชาวแก๊งเซี่ยงไฮ้ ใจมันก็ฮึกสิ มีทั้งประมุขพญามังกรสีจิ้นผิง และประธานาธิบดีอิหร่านพยัคฆ์เปอร์เซีย
    ปูตินแผดเสียงเสียดฟ้า จะซัดยูเครนให้แรงขึ้น
    ยังไงก็ตาม เฮียปูบอกว่าสบายๆ นะ คุยได้ สำหรับคุยกับผู้แทนจากฟากอเมริกา จะสตีฟ วิทคอฟฟ์ จะจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ ก็ปลอดโปร่งโล่งสบายถ้าจะถกกันเรื่องยูเครน
    ทั้งยังเรียกขานสหายอเมริกาสองท่านนี้ว่า "คนคุ้นเคย" ที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี และเชื่ออกเชื่อใจกัน!

    แต่พอตัดไปอีกงานที่รัสเซีย ปรากฏว่าปูตินกลับบอกว่า ซาบซึ้งต่อใครทั้งหลายที่พยายามจะสะสางปัญหานี้
    "ถามว่ามีโอกาสไหม? ในความเห็นผม คือ 'เยส' เป็นไปได้"
    ชัดถ้อยชัดคำ

    ไม่ปิดโอกาสคุย

    (ยังไงก็ตาม ในงานก่อน เฮียปูปัดคุย "ส่วนตัว" กับเซเลนสกี้ นิยามเป็นวายร้าย ...)

    ก็ ...
    ไม่รู้สินะ

    ก็น้อยครั้งนะครับท่าน
    มีแหละ แต่ไม่มากนักหรอกที่ปูตินแบะท่าเจรจา (แม้จะตามมาด้วยเงื่อนไขมากมายในภายหลัง)

    หวังได้?

    https://www.nytimes.com/2026/09/01/world/europe/putin-ukraine-iran.html

    https://www.facebook.com/share/p/1Ki5P2GsCy/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านบึ้มใส่คูเวต ยูเออี หลังทรัมป์เพิ่งบอกหยกๆว่าโจมตีกันรอบนี้น่าจะจบเร็ว‼️‼️ (ลืมไป เตะออกจากไลน์กลุ่มไปแล้ว)

    https://www.aljazeera.com/news/live...ays-renewed-us-iran-clashes-will-not-last-too
    https://www.cnbc.com/2026/09/03/us-iran-war-trump-hormuz-israel-middle-east-europe-kuwait.html

    https://www.facebook.com/share/1Jk5iePdrK/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1788436515353.jpg

    ด่วน! เงินเยนก็แข็งขึ้นกลางดึกเฉียด 160 USD/JPY เกิดสัญญาณแทรกแซงค่าเงินครั้งใหม่ ตอนนี้เป็น Big Issue ที่ตลาดต้องจับตา ทั้งค่าเงินเยน ꜛ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ꜛ Bond Yield ꜛ สูงสุดในรอบ 30 ปี ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก
    เวลานี้ตลาดกำลังจับตา 3 แรงกดดัน ของญี่ปุ่นพร้อมกัน ได้แก่ เงินเยน, ดอกเบี้ย BOJ และตลาดพันธบัตร JGB ซึ่งเชื่อมโยงกันโดยตรง

    1. เยนแข็งแรงขึ้น ตลาดลุ้นว่าจะมีการเข้าแทรกแซงอีกหรือไม่ ?

    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 เยนแข็งค่าขึ้นแรงถึง 1.2% มาอยู่ที่ 158.22 USD/JPY ก่อนจะอ่อนกลับเล็กน้อย โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ตลาดสงสัยว่า ทางการญี่ปุ่นอาจกำลังทำ Rate Check ซึ่งมักเป็นขั้นตอนก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงิน

    สิ่งที่สำคัญคือ ตลาดเริ่มระแวงระดับ 160 USD/JPY อย่างมาก หลังจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เคยร่วมกันซื้อเยนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้เยนแข็งจากบริเวณ 164 มาใกล้ 155

    ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นใช้เงินถึงประมาณ 96.4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินเยนในช่วงเดือนที่ผ่านมา

    แปลว่านักลงทุนที่ Short เยน กำลังเจอความเสี่ยงมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าการอ่อนค่าครั้งต่อไปจะนำไปสู่การแทรกแซงอีกเมื่อไร

    2. BOJ กำลังเจอสถานการณ์ "ขึ้นก็ลำบาก ไม่ขึ้นก็ลำบาก”

    ตลาดคาดว่า BOJ มีโอกาสจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 17–18 กันยายนนี้ และตลาด Swap Pricing สะท้อนโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 25 bps เกือบ 100%

    Hajime Takata กรรมการ BOJ สาย Hawkish ส่งสัญญาณว่า การขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตายตัว และยังเปิดโอกาสให้มีการขึ้นดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องในอนาคต

    ด้าน Scott Bessent รมว.คลังสหรัฐฯ ก็กำลังกดดัน BOJ ให้ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดยระบุว่า BOJ ควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง และหยุดนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป

    สหรัฐฯ มองว่า การทำให้ BOJ Normalization เร็วขึ้น อาจช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรทั่วโลก รวมถึง Treasury ของสหรัฐฯ เพราะหากปล่อยให้ญี่ปุ่นดอกเบี้ยต่ำไปนานกว่านี้ จะยิ่งส่งผลกระทบให้เกิด Unwind Yen Carry Trade ที่รุนแรง จากขายสินทรัพย์ต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นและตราสารหนี้สหรัฐฯ เพื่อนำเงินเยนกลับเข้าประเทศ

    3. Bond Yield ญี่ปุ่น (JGB) 10 ปีแตะ 3% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996

    อีกจุดที่ต้องจับตา JGB 10Y Yield ขึ้นแตะ 3% เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 30 ปี ขณะที่ JGB 30Y Yield อยู่แถว 4.1%

    เกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่อง Fiscal Policy รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีแผนใช้งบประมาณขยายตัว ขณะที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอคำของบประมาณระดับสูงเป็นประวัติการณ์

    ตลาดจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ญี่ปุ่นจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ?

    ถ้าต้องออกพันธบัตรเพิ่มมากขึ้น → Supply JGB เพิ่ม → นักลงทุนต้องการ Yield สูงขึ้นเพื่อถือพันธบัตร → JGB Yield สูงขึ้น

    นี่เป็นเหตุผลว่าปัญหาของญี่ปุ่นตอนนี้เริ่มเปลี่ยนจาก Monetary Policy ไปสู่ Fiscal Policy

    วันที่ 3 กันยายนนี้ ญี่ปุ่นจะมีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ตลาดจับตาว่า Demand จะเป็นอย่างไร

    ถ้าประมูลออกมาอ่อนแอ เท่ากับว่านักลงทุนต้องการพันธบัตรน้อย รัฐต้องเสนอ Yield สูงขึ้น หนุนให้ JGB 30Y Yield เพิ่ม และนักลงทุนทั่วโลกกังวลเรื่อง Fiscal Risk ของญี่ปุ่น สุดท้าย Bond Yield ประเทศอื่นมีโอกาสถูกดันขึ้นตาม

    https://www.facebook.com/share/p/1BkquZjLXf/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สะพัด 4 โรงงานผลิตรถและตัวถังของโฟล์คสวาเก้น อาวดี้ ลัมโบกินี เบนท์ลีย์ จ่อทยอยถูกปิดในเยอรมนี พนักงานกว่า 40,000 คนเสี่ยงสูงลิบ ตั้งเป้าหั่น 1.4 แสนคนในอนาคต ตัดลงทุน 15% ใน 5 ปีหน้า กำไรวูบกว่า 40% แย่ใน 10 ปี BTimes

    https://www.facebook.com/share/1KShnMq78G/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน ! ราคาน้ำมันดิบ Brent
    พุ่งแตะ “97 เหรียญ” แล้ว

    เฉียดกลับไปเกิน 100 เหรียญ
    อีกครั้ง ท่ามกลาง
    ความตึงเครียดในอิหร่าน

    FB_IMG_1788436635329.jpg

    ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นแตะ $97.39 ต่อบาร์เรล ทำจุดสูงสุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์ หลังความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ–อิหร่าน กลับมารุนแรงขึ้น

    แรงซื้อเกิดจากความกังวลว่า การโจมตีรอบใหม่อาจกระทบต่อ Supply น้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณเรือที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก

    ตอนนี้ตลาดกำลังจับตาระดับสำคัญ $100 ต่อบาร์เรล อีกครั้ง

    หากสถานการณ์อิหร่านยกระดับต่อเนื่อง และการขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซถูกจำกัดมากขึ้น Oil Risk Premium อาจดัน Brent ทะลุ $100 ได้ไม่ยาก

    น้ำมัน $100 กำลังกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญของตลาดโลกอีกครั้ง!

    https://www.facebook.com/share/1LeL7DrNsc/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุน เซนใช้กำลังทหารเอาชนะฝ่ายรณฤทธิ์ (รัฐประหาร) “coup d'état” ในวันที่ 5–6 กรกฎาคม 1997 (2540)

    ดูเต็มได้ใน Youtube
    .
    โดยกองกำลังเฉพาะกิจของเขา ซึ่งนำโดยผู้ที่ภักดีต่อเขา ได้แก่ กุน คิม (Kun Kim), โมล รึบ (Mol Roeup), เซา โสคา (Sao Sokha), ฮก ลุนดี (Hok Lundy) และบุคคลอื่น ๆ สามารถเอาชนะกองกำลัง FUNCINPEC
    หลังจากนั้น มีรายงานว่ากองกำลังของฮุน เซนดำเนินการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (extrajudicial executions) โดยมุ่งเป้าเป็นหลักไปที่นายทหารของ FUNCINPEC
    .
    โดยเฉพาะหน่วยหนึ่ง คือ กรมพลร่ม “911” ภายใต้การบังคับบัญชาของพันเอก Chap Pheakadey ซึ่งถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตและการทรมานหลายกรณี
    .
    จุดเริ่มต้น

    ✅ 1. จุดเริ่มต้น — เลือกตั้งปี 1993
    หลังสงครามกลางเมือง กัมพูชาจัดการเลือกตั้งในปี 1993 ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ (UNTAC)ผลคือ FUNCINPEC ของเจ้าชายนโรดม รณฤทธิ์ ได้ที่นั่งมากที่สุด ส่วน CPP ของฮุน เซน ได้คะแนนเป็นอันดับสอง
    ปัญหาคือ ฮุน เซนไม่ยอมลงจากอำนาจ แม้ CPP จะแพ้การเลือกตั้ง
    จึงเกิดการประนีประนอมให้ตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมา
    -นโรดม รณฤทธิ์ = นายกรัฐมนตรีคนที่ 1
    -ฮุน เซน = นายกรัฐมนตรีคนที่ 2

    ✅ 2. ช่วง 1993–1997 — สองฝ่ายแย่งอำนาจกัน
    รัฐบาลผสมไม่ได้ราบรื่น เพราะทั้ง FUNCINPEC และ CPP ต่างมีกองกำลัง อำนาจทางการเมือง และเครือข่ายของตัวเอง
    ความสัมพันธ์ระหว่างรณฤทธิ์กับฮุน เซนค่อย ๆ แย่ลง

    ✅ 3. วันที่ 5–6 กรกฎาคม 1997 — เกิดการสู้รบ
    วันที่ 5–6 กรกฎาคม 1997 เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังของฝ่ายฮุน เซนกับกองกำลังของ FUNCINPEC
    ฝ่ายฮุน เซนเป็นฝ่ายชนะ และสามารถเข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองและกองกำลังของประเทศได้มากขึ้น
    เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า “รัฐประหาร” (coup d'état)
    หลังการสู้รบ มีรายงานเกี่ยวกับการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยมุ่งเป้าไปที่นายทหารของ FUNCINPEC เป็นหลัก

    ✅เพจหลัก https://www.facebook.com/beemnews
    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูปเผื่อเฟสหายไป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน
    https://www.facebook.com/share/v/1HiXUyCs7z/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • w.mp4
      ขนาดไฟล์:
      91 MB
      เปิดดู:
      7
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กันยายน 2026 at 20:03
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดัตช์โยกคลังทองคำ 86 ตันออกจากอเมริกา-แคนาดา มุ่งสู่ลอนดอน: สัญญาณเตือนภัยความระส่ำทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (DNB) ประกาศการจัดสรรและขนย้ายทองคำสำรองครั้งใหญ่จำนวน 86 ตัน ออกจากคลังเก็บในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเพื่อนำไปจัดเก็บ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาถึง "ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจของชาติในยุโรป แต่ยังเป็นดรรชนีชี้วัดความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอนต่อศูนย์กลางการเงินในฝั่งอเมริกาเหนืออีกด้วย

    1. บริบทการจัดสรรคลังทองคำใหม่: ชู "สภาพคล่อง" รับมือสภาวะฉุกเฉิน

    ก่อนหน้ากระบวนการจัดสรรครั้งนี้ เนเธอร์แลนด์กระจายการถือครองทองคำสำรองรวม 612.4 ตัน (มูลค่าราว 72.2 พันล้านยูโร ณ สิ้นปี 2025) ไว้ในหลายประเทศ โดยฝากไว้ที่นิวยอร์ก (#สหรัฐฯ) สูงถึง 31.3% และออตตาวา (#แคนาดา) 19.7%

    ทว่า หลังจากการปรับสัดส่วนในครั้งนี้:
    • สัดส่วนในสหรัฐฯ และแคนาดา: ถูกปรับลดลงเหลือเพียงประเทศละ 18.5%
    • สัดส่วนในลอนดอน (สหราชอาณาจักร): เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 18.1% พุ่งสู่ 32.1%
    • สัดส่วนในประเทศเนเธอร์แลนด์: ยังคงเก็บไว้ในคลังของตนเองที่เมืองไซสต์ (Zeist) ในสัดส่วน 30.8%

    โอลาฟ สไลเปน (Olaf Sleijpen) ประธานธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ระบุชัดเจนว่า ตลาดทองคำลอนดอน (London Gold Market) มีความคล่องตัวในการซื้อขายแลกเปลี่ยนและเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องได้รวดเร็วกว่าคลังในนิวยอร์กหรือออตตาวา ซึ่งช่วยเพิ่ม "ศักยภาพในการใช้งานยามวิกฤต" และเสริมสร้างความแข็งแกร่งเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ระบบการเงินของเนเธอร์แลนด์

    2. กลยุทธ์การขนย้ายไร้รอยต่อ: ผสมผสานการซื้อขายและการขนส่งทางกายภาพ

    การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้มีความเสี่ยงสูง #ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ จึงเลือกใช้ยุทธวิธีไฮบริดเพื่อกระจายความเสี่ยง:

    -การขนส่งทองคำจริง (Physical Transport): มีการขนย้ายแท่งทองคำน้ำหนักกว่า 27 ตัน จากสหรัฐฯ และแคนาดา กลับมายังคลังไซสต์ในเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะส่งทองคำในปริมาณที่เท่ากันจากคลังไซสต์ต่อไปยังลอนดอน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการหลอมทองคำใหม่

    -การซื้อขายเปลี่ยนมือ (Financial Trading): ใช้กลไกซื้อขายในตลาดการเงินคู่ขนานกันไป เพื่อเลี่ยงการขนส่งทางกายภาพในปริมาณที่มากเกินไปในเที่ยวเดียว

    นัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางการเงิน

    การตัดสินใจของเนเธอร์แลนด์ถือเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ต้องจับตา:

    1. การถอยห่างจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในอเมริกาเหนือ: การอ้างอิงถึงความระส่ำระส้ายทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนว่าธนาคารกลางในยุโรปเริ่มมองเห็นความเสี่ยงของการอายัดสินทรัพย์ การจำกัดการเคลื่อนย้ายทุน หรือสภาวะผันผวนทางนโยบายการเงินในสหรัฐฯ

    2. การดึงอำนาจการบริหารจัดการกลับสู่ยุโรป: ลอนดอนยังคงเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำแท่ง (OTC Gold Market) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การดึงทองคำมาไว้ที่ลอนดอนและเนเธอร์แลนด์ ทำให้รัฐบาลดัตช์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์สำรองของตนเองได้ทันทีหากเกิดสงครามหรือวิกฤตระบบการเงินฝั่งตะวันตก

    3. แนวโน้มการสะสมและเคลื่อนย้ายทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก: ความเคลื่อนไหวนี้เดินตามรอยหลายประเทศในยุโรปที่เริ่มทยอยขนทองคำสำรองกลับบ้านหรือนำมาวางไว้ในจุดที่บริหารจัดการง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ที่สภาวะความมั่นคงสั่นคลอนอย่างรุนแรง

    แนวโน้มนี้สอดคล้องกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นในยุโรปว่ารัฐบาลที่ "ไม่น่าเชื่อถือ" ของสหรัฐฯ อาจยึดทองคำสำรองที่เก็บไว้ในประเทศ โดยฝรั่งเศสเพิ่งย้ายทองคำทั้งหมดออกจากนิวยอร์กเมื่อต้นปี 2026 ขณะที่เยอรมนีแม้จะปฏิเสธที่จะย้ายทองเพิ่มเติม แต่ก็ได้ย้ายทองคำจำนวนมหาศาลกลับประเทศไปแล้วในปี 2013

    #ChinaFocus

    Ref.: AFP Cr. ภาพจาก iStock

    https://www.facebook.com/share/p/1EbxDZZuiK/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไมอเมริกาต้อง "ยอมสู้ถวายชีวิต" ที่ช่องแคบฮอร์มุซ?

    การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่เจ็ด ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารในระดับภูมิภาคอีกต่อไป หากแต่กำลังสะท้อนถึงการปะทะเชิงยุทธศาสตร์ที่มีระบบการเงินและโครงสร้างอำนาจโลกเป็นเดิมพัน การที่ทำเนียบขาวและพันธมิตรอย่างอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเข้าใส่เป้าหมายในอิหร่านเมื่อช่วงต้นปี นำไปสู่การตัดสินใจของเตหะรานในการยกระดับมาตรการปิดล้อม "#ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็น 1 ใน 5 ของความต้องการพลังงานทั่วโลก

    วิกฤตความมั่นคงพลังงานกับมายาคติ "พลังงานเลี้ยงตัวเอง"

    ในเชิงตัวเลข สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ทำให้เกิดคำถามในเชิงนโยบายต่างประเทศว่า เหตุใดวอชิงตันจึงยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการส่งกำลังทหารเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

    วิเคราะห์ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐศาสตร์การเมืองของอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ ดำเนินงานผ่านภาคเอกชน ราคาพลังงานในตลาดภายในประเทศจึงอิงกับราคาตลาดโลกโดยตรง การที่เส้นทางขนส่งในอ่าวเปอร์เซียถูกปิดล้อมส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยตรง

    นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ทั้งในยุโรปและเอเชียตะวันออก (เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ยังคงพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพันธมิตร และกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบหลักประกันความมั่นคงที่สหรัฐฯ มอบให้

    การเงินโลกและสภาวะติดหล่มทางยุทธศาสตร์

    มูลค่าที่แท้จริงของการครองอิทธิพลในตะวันออกกลางไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่คือระบบ "#ปิโตรดอลลาร์" (#Petrodollar) ซึ่งเป็นกลไกที่ผูกการซื้อขายพลังงานทั่วโลกไว้กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สร้างความต้องการเงินดอลลาร์ในระดับสากลและค้ำจุนอำนาจทางการเงินของวอชิงตันมานานหลายทศวรรษ

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านจึงเปรียบเสมือนการตัดวงจรการหมุนเวียนของปิโตรดอลลาร์ แม้สหรัฐฯ จะพยายามเร่งสร้างทางเลือกอื่น เช่น การรื้อฟื้นโครงสร้างพลังงานและดึงแหล่งทรัพยากรในอเมริกาใต้ (เวเนซุเอลา) เข้าสู่ระบบ แต่ต้องเผชิญข้อจำกัดทางเทคนิคและระยะเวลา เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะและกลั่นน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่พร้อมรองรับความต้องการทดแทนในระยะสั้น

    แรงกดดันภายในและรอยแตกร้าวในโครงสร้างความมั่นคง

    ผลกระทบจากการติดหล่มในสมรภูมิตะวันออกกลางเริ่มส่งผลสะเทือนกลับสู่การเมืองภายในและกองทัพสหรัฐฯ อย่างชัดเจน:
    -การสับเปลี่ยนบุคลากรระดับสูง: ล่าสุด แดน ดริสคอลล์ (Dan Driscoll) รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารบกสหรัฐฯ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปกองทัพ การปรับลดกำลังพลนายพลชั้นผู้ใหญ่ และการจัดสรรงบประมาณพัฒนาเทคโนโลยีการรบยุคใหม่ การลาออกของดริสคอลล์เกิดขึ้นตามหลัง จอห์น พีแลน (John Phelan) อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือที่ถูกปรับออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงรอยแตกร้าวในการบริหารงานระดับนโยบายของเพนตากอน
    -ปัญหาความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์: ภารกิจการลาดตระเวนและคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้กองเรือหลักต้องปฏิบัติการเกินระยะเวลาปกติ และประสบปัญหาด้านการบำรุงรักษา รวมถึงปริมาณคลังอาวุธปล่อยนำวิถีไฮเทคที่เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    -ปฏิกิริยาจากประเทศพันธมิตร: กลุ่มประเทศพันธมิตรหลักเริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังและปฏิเสธการส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์กับอิหร่านและชาติผู้ค้าในภูมิภาค

    การแข่งขันที่ช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงสงครามแย่งชิงทรัพยากร แต่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องเสาหลักทางยุทธศาสตร์และระบบการเงินที่รองรับความเป็นผู้นำโลก ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งจากยุทธวิธีตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม ความพร้อมทางทหาร และเอกภาพภายในองค์กรความมั่นคงของตนเอง

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1Xj2ypvCe4/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “อุ้มผู้นำ รวบหัวคิวบ่อน้ำมัน”: เมื่อเวเนซุเอลาถูกบีบให้เซ็นสัญญาทาสยุคใหม่... โดยไร้ทางเลือก

    ถ้าใครคิดว่านี่คือข่าวการค้าธรรมดา ขอให้ตั้งสติแล้วมองดูไทม์ไลน์ดีๆ เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าขำแม้แต่น้อย แต่มันคือภาพสะท้อนอันโหดร้ายของยุทธศาสตร์มหาอำนาจฉกฉวยโอกาส บนซากปรักหักพังของอธิปไตยประเทศอื่น

    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะเกรียงไกรว่า #สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงพลังงานขนาดมหึมากับเวเนซุเอลา โดยอเมริกากำลังจะได้ "สิทธิในการควบคุมเสียงข้างมาก" (Majority Control) เหนือน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล

    หลังจากนั้นไม่นาน เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) รักษาการประธานาธิบดี #เวเนซุเอลา ก็ออกมายืนยันจำใจยอมรับว่าสัญญานี้มีอยู่จริง โดยครอบคลุมขอบเขต 17 แปลงน้ำมันยุทธศาสตร์ และอีก 8 แปลงเปิดใหม่ ตั้งเป้าอัดฉีดเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อดันกำลังการผลิตขึ้นไปที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    และในวันที่ 30 สิงหาคม ภาพของ นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่ถูกสหรัฐฯ จับกุมและคุมขังไว้ ก็ถูกโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความสั้นๆ ถึงครอบครัวและผู้สนับสนุน... ภาพผู้นำที่อยู่ในกรงขัง กับภาพสัญญาแบ่งน้ำมันที่ถูกเซ็นขึ้น ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่เดือน นี่ไม่ใช่สัญญาทางธุรกิจครับ แต่มันคือ "ใบเสร็จจากการปิดบัญชีทางการเมือง"

    1. เจ้าของบ่อน้ำมันคนใหม่: เสียอธิปไตยทางปฏิบัติ แต่ยังถือกระดาษสิทธิความเป็นเจ้าของ

    รัฐบาลชั่วคราวของโรดริเกซพยายามย้ำนักย้ำหนาว่า "ประเทศยังคงถือครองอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติตามกฎหมาย"

    แต่ในความเป็นจริงของโลกยุคปัจจุบัน "การเป็นเจ้าของทรัพยากรใต้ดิน" กับ "การมีอำนาจตัดสินใจว่าจะขุดเท่าไหร่ ขายให้ใคร และใครได้เค้กชิ้นใหญ่ไป" มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!

    ตามร่างสัญญาที่เล็ดลอดออกมา สหรัฐฯ และทุนอเมริกันจะเข้ามาร่วมทุนโดยถือครองสิทธิในผลผลิตเกือบ 55% รวมถึงสิทธิในการกว้านซื้อน้ำมันใน "ราคาทุน" ถ้าอำนาจในการควบคุมจังหวะการลงทุน การผลิต และการส่งออกไปตกอยู่ในมือทุนอเมริกันหมดแล้ว การบอกว่า "เวเนซุเอลายังเป็นเจ้าของน้ำมัน" ก็เป็นแค่การปลอบใจตัวเองด้วยถ้อยคำทางกฎหมายเท่านั้น

    2. ปั๊มน้ำมันหลังบ้าน: ยุทธศาสตร์ปล้นใต้เงาภูมิรัฐศาสตร์

    เวเนซุเอลามีขุมทรัพย์น้ำมันดิบสำรองกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 65,000 ล้านบาร์เรลที่ทรัมป์ได้ไป แม้จะเป็นแค่เค้กส่วนหนึ่ง แต่มันมากพอที่จะสูบกินได้ยาวนานหลายสิบปี

    สิ่งที่สหรัฐฯ ตาโต คือน้ำมันดิบชนิดหนัก (#HeavyCrude) ของเวเนซุเอลา มันคือเนื้อเค้กชั้นดีที่โรงกลั่นแถบอ่าวเม็กซิโกของอเมริกาออกแบบมารองรับโดยเฉพาะ แถมระยะทางขนส่งก็สั้นกว่าการไปง้อน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นไหนๆ

    ในภาวะที่ตะวันออกกลางกำลังลุกเป็นไฟ และ #ช่องแคบฮอร์มุซ เสี่ยงปั่นป่วน สหรัฐฯ จำเป็นต้องหา "ถังน้ำมันสำรองหลังบ้าน" เพื่อกดราคาน้ำมันและลดอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ที่สำคัญที่สุดคือ การไล่ตะเพิดอิทธิพลของจีนและรัสเซีย ที่เคยเข้ามาวางรากฐานผ่านเงินกู้และการลงทุนในเวเนซุเอลาออกไปให้พ้นทาง เพื่อยึดอเมริกากลางและใต้กลับมาเป็น "หลังบ้านของข้า" อีกครั้ง

    3. สนธิสัญญาไม่เสมอภาค ในคราบของสัญญาพาณิชย์

    ถามว่าทำไมเวเนซุเอลาถึงจำใจต้องเซ็น? คำตอบคือ "พวกเขาโดนบีบจนไร้ทางเลือก"

    หลายปีของการคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากสหรัฐฯ ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาอัมพาต ท่อส่งน้ำมันแทบแตก อุปกรณ์เก่ากึ่งซาก รัฐบาลไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีจะขุดขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินสด

    ไทม์ไลน์มันฟ้องชัดเจน:
    -มกราคม: สหรัฐฯ อุ้มตัวประธานาธิบดีมาดูโรไปขัง
    -หลังจากนั้น: รัฐบาลชั่วคราวเร่งแก้กฎหมายน้ำมัน เปิดทางให้ทุนต่างชาติ
    -สิงหาคม: สหรัฐฯ ยื่นสัญญาแบ่งน้ำมัน 100,000 ล้านดอลลาร์

    นี่คือการเล่นละครฉากใหญ่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้คุมไพ่ทุกใบในมือ—ทั้งการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตร การให้เข้าถึงตลาด และการประเคนเงินทุน ขณะที่เวเนซุเอลาอยู่ในสภาพ "คนบาดเจ็บสาหัสที่กำลังจะอดตาย" สองฝ่ายนั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเจรจา แต่หน้าตักต่างกันฟ้ากับเหว รัฐบาลอเมริกานิยามสิ่งนี้ว่า "ดีลพลังงานครั้งประวัติศาสตร์" แต่ในสายตาโลก มันคือการ "บังคับเซ็นสัญญาทาส" ชัดๆ

    4. ระเบิดลูกใหญ่: บีบถอนตัวจาก OPEC

    ความเหิมเกริมยังไม่หยุดแค่นั้น เมื่อมีข่าวลือสะพัดว่า เวเนซุเอลากำลังถูกดันให้ถอนตัวออกจากกลุ่ม #OPEC ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง

    เป้าหมายของสหรัฐฯ ชัดเจนมาตลอด คือการทำลายอำนาจการต่อรองและมาตรการจำกัดกำลังการผลิตของ OPEC หากสหรัฐฯ สามารถคุมหัวคิวผลผลิตใหม่ของเวเนซุเอลาได้ โดยไม่ต้องแยแสเกณฑ์การผลิตของ OPEC อเมริกาจะมีอิทธิพลในการปั่นหรือกดราคาพลังงานในตลาดโลกได้ตามใจชอบ เป็นการเจาะไข่แดงคานอำนาจตะวันออกกลางอย่างเลือดเย็น

    สูบกินจนเหลือแต่ซาก?

    แม้ปัจจุบันจะยังสรุปไม่ได้ว่าสหรัฐฯ จะกลืนกินเวเนซุเอลาได้สมบูรณ์แบบ 100% หรือไม่ เพราะความเสี่ยงทางการเมือง ความคุ้มค่าของทุนอเมริกันอย่าง Chevron และข้อกฎหมายภายในยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม

    แต่สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดในเวลานี้คือ เวเนซุเอลาได้สูญเสียอำนาจในการกำหนดชะตากรรมพลังงานของตัวเองไปแล้ว

    การสูญเสียทั้งการเงิน เทคโนโลยี และหลักประกันความมั่นคง ทำให้ขุมทรัพย์น้ำมันมหาศาลใต้แผ่นดิน ไม่ใช่พรประเสริฐอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น "คำสาป" ที่ดึงดูดมหาอำนาจเข้ามาตักตักสูบฉีดผลประโยชน์ สหรัฐฯ ได้ไปทั้งเค้กชิ้นโตและตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ ส่วนเวเนซุเอลา... เพื่อให้เครื่องสูบน้ำมันกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง พวกเขาอาจจะต้องจ่ายราคาด้วย "อนาคตของชาติ" ที่แพงเกินกว่าจะประเมินค่าได้

    #ChinaFocus

    Ref.: AP/Reuters/BBC

    https://www.facebook.com/share/p/1DoayjeUs9/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักข่าวอาวุโสเนปาลเผยเหตุใดเนปาลจึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างชาติในตอนแรก? “ลองไปถามสหรัฐฯ และอินเดียว่าเคยทำอะไรไว้ในอดีต”

    วิกฤตการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศเนปาล (โดยเฉพาะในเขตราสุวาและนุวาโกต) ที่พัดทำลายสะพาน เส้นทางคมนาคม และคร่าชีวิตผู้คนไปนับร้อย ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลกาฐมาณฑุตัดสินใจ "ปฏิเสธ" ทีมกู้ภัยค้นหาจากต่างชาติในตอนแรก โดยยืนยันใช้กำลังทหารและตำรวจของตนเป็นหลัก ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนปรนยอมเปิดรับเฉพาะ "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" เช่น ทีมกู้ภัยอุโมงค์และการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ (DNA) จากบางประเทศในเวลาต่อมา

    คำถามสำคัญคือ เหตุใดประเทศขนาดเล็กที่กำลังประสบภัยพิบัติรุนแรงจึงกล้าปฏิเสธความช่วยเหลือจากภายนอก? บทความวิเคราะห์โดย Prem Sagar Paudel ผู้สื่อข่าวอาวุโสและประธานสมาคมความร่วมมือเนปาล-จีน ได้สะท้อนมุมมองเจาะลึกว่า นี่ไม่ใช่ความเย่อหยิ่งทางการเมือง หากแต่เป็น "ผลลัพธ์จาก #บาดแผลทางประวัติศาสตร์" ที่ #เนปาล เคยถูกมหาอำนาจอย่าง #สหรัฐอเมริกา และ #อินเดีย แทรกแซงผ่านคราบของ "การบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือ" ในอดีต

    1. ฝันร้ายจากแผ่นดินไหว 2015: เมื่อกู้ภัยต่างชาติสร้าง "สภาวะอัมพาต"

    เหตุผลประการแรกมาจากบทเรียนโดยตรงในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ปี 2015 ซึ่งในเวลานั้นมีทีมกู้ภัยจาก 34 ประเทศ (รวมถึงกองกำลังทหารจาก 18 ประเทศ) ทะลักเข้าสู่เนปาลพร้อมกัน ส่งผลให้สนามบินนานาชาติตริภูวันที่มีเพียงรันเวย์เดียวเกิดการแออัดขั้นวิกฤต เครื่องบินขนส่งสิ่งของต้องบินวนนานหลายชั่วโมง หรือถูกบีบให้ไปลงสนามบินอื่น

    นอกจากนี้ การขาดการประสานงานและการที่ทีมต่างชาติปฏิบัติตามโปรโตคอลของตนเอง ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ เนปาลจึงตระหนักว่า กองกำลังความมั่นคงของตนเองซึ่งคุ้นเคยกับภูมิประเทศและสภาวะท้องถิ่น มีประสิทธิภาพในการกู้ภัยมากกว่า อีกทั้งการคงอยู่ของกองกำลังทหารต่างชาติในปริมาณมาก ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ #อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

    2. สหรัฐฯ และโครงการ MCC: ความช่วยเหลือที่อยู่เหนือจำกัดกฎหมายท้องถิ่น

    ในมิติของสหรัฐอเมริกา ประเด็นความขัดแย้งหลักตกอยู่ที่เงินช่วยเหลือ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใต้โครงการ Millennium Challenge Corporation (MCC) ซึ่งลงนามในปี 2017 แต่ถูกสภาเนปาลยื้อไว้จนถึงปี 2022 ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากวอชิงตัน

    ประเด็นที่สร้างบาดแผลลึกให้แก่ชาวเนปาล ประกอบด้วย:
    -การก้าวล่วงอธิปไตยทางกฎหมาย: มาตรา 7.1 ของข้อตกลง MCC ระบุให้ข้อตกลงนี้มีผลเหนือกว่ากฎหมายภายในของเนปาล ศาลเนปาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับโครงการ และเจ้าหน้าที่อเมริกันได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรมเนปาล

    -ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ตกถึงท้องถิ่น: นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า เงินทุกๆ 1 ดอลลาร์จาก MCC มีถึง 70 เซนต์ที่ถูกดึงกลับไปใช้ซื้อสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ขณะที่เนปาลต้องแบกรับความเสี่ยงทางงบประมาณ (เช่น ค่าเวนคืนที่ดินสูงถึง 190 ล้านดอลลาร์) เมื่อเกิดการระงับงบช่วยเหลือในบางช่วง

    -ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics): สถานีฐานสายส่งไฟฟ้าที่ได้รับการสนับทุนโดย MCC ที่เมืองรัตมาเต (Ratmate) มีแผนจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าข้ามแดนเนปาล-จีน (Ratmate-Rasuwagadhi-Kerung) ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของอเมริกากำลังจะไปเชื่อมกับตาข่ายพลังงานของจีน ตรงนี้เองที่ถูกมองว่าเป็นการดึงเนปาลเข้าสู่ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) และเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็น "สนามรบดุลอำนาจ" ระหว่างสองมหาอำนาจ

    3. อินเดียและการปิดล้อมไร้รูป: ความช่วยเหลือในฐานะเครื่องมือควบคุม

    สำหรับอินเดีย บาดแผลที่รุนแรงที่สุดคือ "มาตรการปิดล้อมอย่างไม่เป็นทางการ" (Informal Blockade) ในช่วงปี 2015–2016 หลังจากเนปาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

    อินเดียได้ตัดการส่งผ่านน้ำมันเชื้อเพลิง เวชภัณฑ์ และก๊าซหุงต้ม ส่งผลให้ระบบการแพทย์อัมพาต โรงพยาบาลไม่สามารถผ่าตัดฉุกเฉิน ธนาคารกลางเนปาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจซบเซาจนเกือบติดลบ และซ้ำเติมให้ประชาชนกว่า 800,000 คนตกอยู่ในภาวะยากจน ปรากฏการณ์นี้สลักภาพจำแก่เนปาลว่า "ความช่วยเหลือและการค้าจากอินเดียสามารถถูกแปลงเป็นอาวุธเพื่อบีบไข่มุกแห่งหิมาลัยได้ทุกเมื่อ"

    นอกจากนี้ โครงการช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานและไฟฟ้าพลังน้ำที่อินเดียสนับสนุน มักกำหนดเงื่อนไขผูกขาดให้เฉพาะบริษัทอินเดียเข้าประกวดราคา ตัดโอกาสบริษัทท้องถิ่นเนปาล และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติจากระบบการไหลของแม่น้ำโดยขาดการประเมินผลกระทบ (EIA) ที่รัดกุม

    "ตั้งเงื่อนไขเอง" เพื่อรักษาเกียรติภูมิและอธิปไตย

    วิกฤตอุทกภัยและดินโคลนถล่มครั้งล่าสุดนี้ จึงเป็นประตูปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเนปาล เนปาลไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากโลกภายนอก (เห็นได้จากการรับมอบสะพานเบลีย์ วัสดุอุปกรณ์ 47.5 ตันจากอินเดีย รวมถึงงบสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐฯ อังกฤษ และ ADB)

    ทว่า เนปาลเลือกที่จะ "กำหนดเงื่อนไขความช่วยเหลือด้วยตนเอง" โดยอนุญาตให้ต่างชาติส่งมาได้เฉพาะสิ่งของ งบประมาณ และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเฉพาะด้าน (เช่น การเจาะอุโมงค์และพิสูจน์หลักฐาน) แต่ไม่อนุญาตให้กองกำลังกู้ภัยหรือทหารต่างชาติเข้ามาเคลื่อนไหวในดินแดนโดยอิสระอีกต่อไป

    บทเรียนอันเจ็บปวดจากทั้งสหรัฐฯ และอินเดีย ตลอดจนผลกระทบทางอธิปไตย เศรษฐกิจ ความมั่นคง และจิตวิทยาของคนในชาติ ได้หล่อหลอมให้เนปาลในปัจจุบัน เลือกที่จะปกป้องเกียรติภูมิและกฎหมายของตนเป็นลำดับแรก เพราะในเกมการเมืองโลก ความช่วยเหลือที่แลกมาด้วยการสูญเสียอำนาจในการนำตนเอง ย่อมเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงไม่แพ้ภัยธรรมชาติ

    #ChinaFocus

    ภาพ: ปี 2022 มวลชนออกมาประท้วงเมื่อสภาผ่านการรับรองข้อตกลง MCC

    https://www.facebook.com/share/p/18Debi2YmX/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เมื่อจีนเข้มแข็ง สันติภาพระยะยาวจักสืบเนื่อง": บทวิเคราะห์ทัศนะว่าด้วย "สันติภาพสามรูปแบบ" ในเกมอำนาจโลก

    ในบทความวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ผ่าน South China Morning Post โดย โจว โบ (Zhou Bo) นักวิจัยจากศูนย์ยุทธศาสตร์และความมั่นคงศึกษา มหาวิทยาลัยชิงหวา ได้ทำการถอดรหัสแนวคิด "#สันติภาพระยะยาว" (Long Peace) ออกเป็น 3 นิยามสำคัญ โดยเปรียบเทียบระหว่างสภาวะดุลอำนาจในยุคสงครามเย็น การผงาดขึ้นอย่างสันติของจีน และอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจระดับโลกอย่าง #สหรัฐอเมริกา และ #จีน

    1. สันติภาพยุคสงครามเย็น: ผลลัพธ์จาก "ความโชคดี" บนขอบเหว

    แนวคิด "Long Peace" ถือกำเนิดขึ้นโดย จอห์น ลิวอิส แกดดิส (John Lewis Gaddis) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล เพื่ออธิบายช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1945–1980s) ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตไม่ได้เปิดศึกสงครามโลกครั้งที่ 3 ใส่กันโดยตรง

    ทว่า โจว โบ ชี้ให้เห็นว่า สันติภาพในยุคนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์ แต่เกิดจาก "ความโชคดี" ภายใต้ร่มเงาของการปราบปรามด้วย #อาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence) เพราะตลอดหลายทศวรรษ โลกเต็มไปด้วย #สงครามตัวแทน (Proxy Wars) และเหตุการณ์สัญญาณเตือนนิวเคลียร์ผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง ที่เกือบจะนำพาอารยธรรมมนุษย์ไปสู่จุดจบ

    2. การผงาดขึ้นอย่างสันติของจีน: หมุดหมายใหม่ในประวัติศาสตร์

    ในทางกลับกัน สันติภาพแท้จริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คือการผงาดขึ้นอย่างสันติของจีนนับตั้งแต่การเปิดประเทศในปี ค.ศ. 1978 หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์จีน ประชาชนต้องเผชิญกับวงจรอุบาทว์ของสงครามและการล้มล้างราชวงศ์โดยวัฏจักรกลุ่มเกษตรกรกบฏมาโดยตลอด หรือแม้แต่หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน สงครามความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้นแทบจะทุกทศวรรษ (ทั้งสงครามคาบสมุทรเกาหลี ความขัดแย้งชายแดนจีน-อินเดีย และสงครามสั่งสอนเวียดนาม)

    อย่างไรก็ตาม หลังปี 1978 จีนเบนเข็มยุทธศาสตร์เข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว แม้ต้องเผชิญวิกฤตการเมืองระดับโลกอย่างเหตุการณ์นาโตทิ้งระเบิดใส่สถานทูตจีนในยูโกสลาเวีย หรือเหตุการณ์เครื่องบินชนกันกลางอากาศเหนือทะเลจีนใต้ปี 2001 จีนยังคงรักษา "ความตั้งมั่นเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Patience) ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จนสามารถสร้างยุคสมัยแห่งความมั่นคงและมั่งคั่งที่ยาวนานที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อารยธรรมจีน

    3. "สันติภาพระยะยาวรูปแบบที่สาม": ดุลอำนาจใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-จีน

    โจทย์สำคัญในศตวรรษที่ 21 คือ "สันติภาพรูปแบบที่สาม" นั่นคือสภาวะที่สหรัฐฯ และจีนไม่มีการปะทะกันทางทหารโดยตรงนับตั้งแต่สงครามเกาหลีจบลง จะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่?

    -การยอมรับมหาอำนาจเท่าเทียม: การเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับจีนในฐานะมหาอำนาจที่มีศักยภาพเท่าเทียมกัน (Peer Competitor) อย่างเป็นทางการ

    -การไม่เจริญรอยตามการแข่งอาวุธนิวเคลียร์: จีนไม่ได้มีแรงจูงใจที่จะเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Nuclear Warheads) นับหมื่นลูกเหมือนที่สหรัฐฯ และโซเวียตเคยทำในยุคสงครามเย็น แม้การประเมินของเพนตากอนจะระบุว่าจีนอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ถึง 1,500 ลูกภายในปี 2035 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงห่างไกลจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ และรัสเซียอย่างมาก

    -จุดสุ่มเสี่ยงช่องแคบไต้หวัน: ไต้หวันยังคงเป็นชนวนเหตุเดียวที่มีความเป็นไปได้ในการเกิดการปะทะโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ปักกิ่งยังมองเห็นความเป็นไปได้ในการรวมชาติอย่างสันติ ปักกิ่งจะไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ เองก็ต้องตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์อย่างหนักแน่นว่า สมควรหรือไม่ที่จะส่งกองทัพไปเสี่ยงพ่ายแพ้ในศึกที่ห่างไกลจากแผ่นดินแม่ถึง 9,500 ไมล์

    บททดสอบภูมิรัฐศาสตร์แห่งศตวรรษ

    ท่ามกลางโลกปัจจุบันที่สองมหาอำนาจใหญ่อย่างรัสเซียและสหรัฐฯ ต่างติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งกับประเทศขนาดเล็ก (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยาวนานกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือความขัดแย้งในมิดเดิลอีสต์) การที่จีนละเว้นจากการก่อสงครามมานานกว่า 4 ทศวรรษ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าปักกิ่งไม่ได้มุ่งหวังแผ่อิทธิพลผ่านการครองความเป็นใหญ่ (Hegemony)

    คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า "ความแข็งแกร่งของจีนจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบใดเพื่อสร้างระบบสันติภาพระดับโลกที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม" ซึ่งนั่นคือบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษนี้

    #ChinaFocus

    หมายเหตุ: แปลและเรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของ Zhou Bo ใน SCMP

    https://www.facebook.com/share/p/19CqJJMEo7/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมีขาวเปิดตัวระบบ EW เพื่อ "กวาด" Starlink ออกจากท้องฟ้า

    ข่าวรายงานจาก Financial Times (31 ส.ค.) กำลังแฉละครฉากใหญ่ของ "เจ้าพ่อเทคโนโลยี" และ "เกมการเมืองในวอชิงตัน" เมื่อ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ออกมาเปรยแบบเพลย์เซฟสุดๆ ว่า "เขาไม่ได้ขัดขวาง หากยูเครนจะใช้โดรนติดระบบ Starlink บินไปทิ้งบอมบ์ใส่แผ่นดินรัสเซีย"

    พร้อมกันนั้น มัสก์ก็รีบโยนเผือกร้อนต่อทันทีว่า "แต่เรื่องนี้มันคือการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งต้องให้ทำเนียบขาวเป็นคนสั่ง!"

    พูดง่ายๆ คือ "ผมไม่มีปัญหานะ แต่ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นมา มาร์ก-เอ-ลาโก หรือไวท์เฮ้าส์รับผิดชอบเอาเองแล้วกัน!"

    1. ยูเครนกราบอ้อนวอนขอโดรน มัสก์ส่งลูกให้ทรัมป์

    สื่ออ้างแหล่งข่าวว่า มัสก์เคยเปรยกับ มิไคโล เฟโดรอฟ (Mykhailo Fedorov) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม #ยูเครน ว่าพร้อมเปิดไฟเขียวให้โดรนติด #Starlink ข้ามพรมแดนไปถล่ม #รัสเซีย ได้ แม้ตัวเฟโดรอฟจะปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการสนทนานี้ แต่ก็ขยันส่งเสียงฮึดฮัดขออาวุธจากตะวันตกไม่หยุด: "เราต้องการโดรนไอพ่นเพิ่ม! เราต้องการขีปนาวุธราคาถูก! เราต้องการขีปนาวุธขับเคลื่อนด้วย AI!"

    ทว่าในโลกความเป็นจริง ยูเครนกำลังเผชิญหน้ากับความเย็นชาของ โดนัลด์ ทรัมป์!

    มีรายงานย้อนกลับไปในการประชุมปิดห้องที่ทำเนียบขาวเมื่อ 28 กรกฎาคม โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เคยบุกไปคุกเข่าอ้อนวอนขอทรัมป์ให้เปิดระบบ Starlink เพื่อส่งโดรนไปถล่ม #ฐานยิงขีปนาวุธ ลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย 200 กิโลเมตร แต่ทรัมป์แทบจะไม่ชายตาแล และไม่เคยให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่น้อย

    ยิ่งไปกว่านั้น สำนักข่าว The Kyiv Independent ของยูเครนเองก็รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่ามัสก์ไม่ได้โง่ เขาประเมินไว้ชัดเจนแล้วว่า "การปล่อยให้ยูเครนใช้ Starlink บุกรุกแผ่นดินรัสเซีย มีแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และไม่ได้ช่วยให้สงครามยุติลงเลยสักนิด"

    2. มัจจุราชไร้เสียง: เมื่อรัสเซียเปิดตัวระบบ EW "ลบ Starlink ออกจากท้องฟ้า"

    ในขณะที่ฝั่งตะวันตกยังถกเถียงเกี่ยงกันเรื่องสวิตช์เปิด-ปิดระบบ... ฝั่งรัสเซียกลับไม่รอให้ใครมาอนุญาต!

    ยูรี คานูตอฟ (Yuri Knutov) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและนักประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสำนักข่าว Sputnik ถึงเบื้องหลังที่ทำให้อัศวินเจ็ดสีอย่าง Starlink ของยูเครน เกิดอาการ "อัมพาตกลางอากาศ" ในช่วงหลัง

    ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ตัวใหม่ล่าสุดของรัสเซียมีชื่อว่า "Volna-Kupol-Garant" (Wave-Dome-Guarantee)

    คานูตอฟอธิบายว่า #ระบบรบกวนสัญญาณ (Jamming) แบบโบราณจะมุ่งเป้าไปที่การรบกวน "จานรับสัญญาณบนพื้นดิน" (Terminals) ซึ่งประสิทธิภาพต่ำ แต่ระบบใหม่นี้พุ่งเป้าไปที่ "คลื่นความถี่ที่ดาวเทียม Starlink ใช้ส่งสัญญาณ" โดยตรง!

    สเปกโหดเหี้ยมระดับทำลายล้าง:
    -ตัวระบบประกอบด้วยรถพ่วง 6 คัน ติดตั้งจานสายอากาศพาราโบลา (Parabolic Antennas) รวม 12 จาน

    -ยิงคลื่นรบกวนมหาศาลใส่ย่านความถี่ 14 – 14.5 GHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่เป๊ะๆ ที่ดาวเทียม Starlink ใช้รับสัญญาณจากพื้นดิน

    -ย่านความถี่ถูกซอยย่อยเป็น 8 ช่องสัญญาณ ช่องละ 62.5 MHz โดยจานแต่ละใบจะล็อกเป้าบดขยี้ทีละช่องสัญญาณ ทำให้ดาวเทียมไม่สามารถแยกแยะสัญญาณหรือไม่สามารถรับสัญญาณใดๆ จากจาน Starlink บนพื้นดินได้เลย!

    -ระบบเพียงชุดเดียว สามารถสร้าง "กล่องดับสัญญาณรูปสี่เหลี่ยม" ขนาด 4x5 กิโลเมตร (ครอบคลุมพื้นที่ 20 ตารางกิโลเมตร) ให้อยู่ในสภาวะ "จอดำ" (Digital Silence) ได้ทันที

    3. ตัดสายร่มปรับทัพ: เมื่อ Starlink พัง แนวหน้ายูเครนก็เตรียมพังทลาย

    "สัญญาณ Starlink ถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ หรือไม่ก็ถูกบิดเบือนจนใช้งานไม่ได้เลย" คานูตอฟระบุ
    การดับระบบ Starlink เท่ากับเป็นการ "ตัดหัวใจ" ของกองทัพยุคใหม่ของยูเครน:
    1. ทหารหน้าหาดขาดการติดต่อ: หน่วยปฏิบัติตามแนวหน้าถูกตัดขาดจากศูนย์บัญชาการ ไม่สามารถขอกำลังเสริม หรือขอส่งมอบกระสุนปืนใหญ่ได้แบบ Real-time
    2. ระบบโดรนหมันรับประทาน: โดรนติด AI (เช่น รุ่น "Hornet") ที่ใช้ Starlink ในการส่งข้อมูลประเมินความเสียหาย และชี้เป้าปืนใหญ่ระยะไกล กลายเป็นแค่พลาสติกบินได้ไร้ราคา
    3. การเคลื่อนพลหยุดชะงัก: กองกำลังจู่โจมยูเครนกลายเป็นคนตาบอดในพริบตา

    คานูตอฟสรุปบทเรียนไว้อย่างน่าขนลุกว่า: "หากไม่มี Starlink แนวหน้าของยูเครนจะพังทลายลงทันที" ในขณะที่กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบในทุกแนวรบ การผลิตระบบ EW "Volna-Kupol-Garant" แบบอุตสาหกรรมในปริมาณมาก ได้เริ่มขึ้นแล้วเพื่อนำไปคุ้มกันคลังแสง ศูนย์บัญชาการ และกองกำลังสำรองของรัสเซีย

    เกมนี้จึงชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน—ฝั่งวอชิงตันและมัสก์กำลังเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเรื่อง "ใบอนุญาต" บนกระดาษ แต่บนสมรภูมิของจริง รัสเซียได้ใช้เทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ปิดสวิตช์น่านฟ้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1LYM6SsEob/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กองทัพจีนยกพลขึ้นบกเกาะไต้หวัน 9 ครั้ง ล้มเหลวทั้ง 9 ครั้ง"?

    รายงานวิจัย "สุดประณีต" ชิ้นล่าสุดจาก RealClearDefense เว็บไซต์ความมั่นคงของสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นยากวักจิตชวนเคลิ้มให้ฝ่ายกองเชียร์พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (พรรค DPP) ในไต้หวันได้กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่

    เนื้อหาโดยย่ออ้างว่า จากการจำลองเกมสงคราม (War Game) #กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) พยายามบุกยกพลขึ้นบกบริเวณชายฝั่งถาวหยวน (Taoyuan) 3 ครั้ง, ไทเป 2 ครั้ง, ไทจง 2 ครั้ง และเกาสงอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 9 ครั้ง... ผลลัพธ์คือ PLA ล้มเหลวทุกครั้ง ไม่สามารถยึดหัวหาดเพื่อส่งกำลังบำรุงต่อเนื่องได้เลย!

    ฉากทัศน์ที่เต็มไปด้วยรูรัวขนาดนี้ กลับกลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่สื่อค่ายเขียว (คว้าพรรค DPP) ไว้ป่าวประกาศชัยชนะ แต่ในโลกโซเชียลมิเดียของชาวไต้หวันจริงๆ กลับมีแต่เสียงหัวเราะเย้ยหยัน

    1. นิทานสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2026: ถอยหลังเข้าคลองด้วยสมองยุค นอร์มังดี

    งานวิจัยชิ้นนี้เขียนโดย เอริก เซเยอร์ส อดีตนักวิเคราะห์จาก DIA และ CIA ร่วมกับ สเปนเซอร์ เชอร์ชิลล์ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย ประเทศแคนาดา ทั้งคู่สร้างโมเดลตัวเลขคณิตศาสตร์ขึ้นมาแล้วสรุปเปรี้ยงว่า "จีนแพ้ราบคาบ"

    แต่ปัญหาระดับกำปั้นทุบดินของแบบจำลองนี้ คือการตั้งสมมติฐานที่ "ผิดมนุษย์มนาและขัดหลักการทหารยุคใหม่สิ้นดี" โดยมโนว่า PLA จะส่งเรือระบายพล (Landing Craft) แบบโบราณวิ่งตรงเข้าหาชายฝั่งตะวันตก เอาหน่วยนาวิกโยธินแค่ 1 กองพลยกพลขึ้นบก แล้วนั่งยิ้มรอให้เรือวิ่งกลับไปรับกำลังพลรอบใหม่มาเติม!

    นี่มันไม่ใช่กองทัพจีนปี 2026... นี่มันคือการมโนว่ายุทธการยุคปัจจุบัน จะเล่นกันแบบ "#ยุทธการนอร์มังดี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2"!

    ยุทธการยกพลขึ้นบกรวมกำลังยุคนี้ ไม่มีใครเขาเปิดด้วยการ "วิ่งไปเสี่ยงดวงยึดหาด" โง่ๆ แบบนั้น ในทางปฏิบัติ ยุทธวิธีของ PLA จะเริ่มต้นด้วยการถล่มด้วย "อำนาจการยิงระยะไกลยุทธบริเวณ" พร้อมกันทั้งจากกองกำลังจรวด, กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ

    ระลอกแรกสุดจะกวาดล้างเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศ, สนามบินทหาร, ฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือ และศูนย์บัญชาการสื่อสารทั่วเกาะให้หมดสิ้น เพื่อถือครอง "ครองอากาศและครองข่าวสาร" ให้ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

    2. สองมาตรฐานการเปิด War Game: อเมริกันแพ้ราบคาบ แต่ไต้หวันชนะรวด?

    เรื่องสมมติฐานการปะทะในช่องแคบไต้หวัน สหรัฐฯ ทำเกมจำลองกันทุกปีอยู่แล้ว แต่ลองดูความย้อนยอกของผลลัพธ์:

    -CSIS (กรกฎาคมปีที่แล้ว): ผลการทำ War Game 50 ครั้งสรุปว่า หากเกิดความขัดแย้งกับจีน กองทัพอเมริกันจะสูญเสียกำลังพลระหว่าง 9,500 ถึง 21,000 นาย เรือรบโดนจมหลายสิบลำ (รวมถึง #เรือบรรทุกเครื่องบิน) และเครื่องบินตกหลายร้อยลำ

    -กระทรวงสงครามสหรัฐฯ (โดยรัฐมนตรี เฮกเซธ): ยอมรับกลางสภาว่า ในการจำลองสงครามกับจีน สหรัฐฯ "แพ้แทบจะตลอด" และต้องแลกด้วยการเสียเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 2 ลำ

    -RAND Corporation: ระบุว่าหากสหรัฐฯ แทรกแซงเต็มตัว ต้องทุ่มเรือรบ 20 ลำ (รวมกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 4-5 กอง) และเครื่องบินอีก 500 ลำ แต่ก็ "ไม่สามารถรับประกันชัยชนะได้" แถมสูญเสียเกินระดับที่ยุทธศาสตร์อเมริกันจะรับไหว

    -Brookings Institution: สรุปว่าต่อให้ส่งกำลังทหารไปใกล้เกาะ ก็ไม่อาจยับยั้งการยึดครองของจีนได้

    คำถามคือ: พอสหรัฐฯ ออกโรงเอง ผลลัพธ์กลับกลายเป็น "พังพินาศ-เรือจม-แพ้ราบคาบ" แต่พอตัดสหรัฐฯ ออก แล้วปล่อยให้ไต้หวันรับมือ PLA เพียงลำพัง ผลดันกลายเป็น "จีนบุก 9 ครั้ง พ่ายแพ้ทั้ง 9 ครั้ง" ซะอย่างนั้น!

    กองทัพไต้หวันไปเอาอิทธิฤทธิ์มาจากไหน? เก่งกว่ากองทัพอเมริกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

    3. การละครเพื่อขายของ: ปลอบใจไต้หวัน ให้รีบจ่ายเงินซื้อ "เม่นกระดาษ"

    ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันสองแบบนี้ ตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองที่ต่างกันสิ้นเชิง: แบบแรกเอาไว้ขู่ผู้กำหนดนโยบายในวอชิงตันว่า "อย่าหาทำส่งทหารไปตาย" ส่วนแบบหลังเอาไว้ล่อลวงไทเปว่า "พวกเธอยังไหว... รีบควักเงินมาซื้ออาวุธซะ!"

    บทวิเคราะห์อัปยศชิ้นนี้ โผล่มาประจวบเหมาะกับช่วงที่สหรัฐฯ อนุมัติยอดขายอาวุธให้ไต้หวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    เมื่อปลายปี 2025 สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,100 ล้านดอลลาร์สเปกสูงลิ่ว ทั้งแท่นยิงจรวด HIMARS 82 ชุด, ขีปนาวุธ ATACMS 420 ลูก, โดรนพลีชีพ 1,000 ลำ, และขีปนาวุธ Javelin อีก 1,050 ลูก สหรัฐฯ พยายามประเคนอาวุธเน้น "ตั้งรับบนเกาะ" เพราะรู้ดีว่า โอกาสที่วอชิงตันจะส่งทหารไปช่วยสู้จริงนั้น "แทบจะเป็นศูนย์" จึงต้องรีบอัดอาวุธสร้างภาพให้ไต้หวันกลายเป็น "เกาะเม่น" (Porcupine Taiwan) ให้ไวที่สุด

    ที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งลั่นวาจาบนเครื่องบิน Air Force One เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า "ไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน" และของที่สั่งซื้อไว้ก็ "ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา" แถมบิ๊กทหารอเมริกันยังชี้แจงต่อสภาว่า คลังอาวุธสหรัฐฯ ร่อยหรอจากสงครามตะวันออกกลาง จึงต้อง "ชะลอการส่งมอบอาวุธให้ไต้หวันออกไปก่อน"

    สรุปสั้นๆ คือ กลุ่มคอมเพล็กซ์อุตสาหกรรมความมั่นคง (Military-Industrial Complex) ของวอชิงตัน เล่นมุก "เก็บเงินสดเข้ากระเป๋าก่อน ส่วนอาวุธจะส่งเมื่อไหร่หรือจะได้ไหมค่อยว่ากัน" ปล่อยให้ทางการพรรค DPP ทุ่มงบประมาณล้านล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับเศษกระดาษสัญญาซื้อเม่นที่ไม่มีวันได้เห็นของจริง

    การจำลองสงคราม "บุก 9 ครั้ง ล้มเหลว 9 ครั้ง" เป็นเพียงแค่โมเดลคณิตศาสตร์กลวงๆ ที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ และใช้เป็นยาระงับประสาททางการเมืองให้พรรค DPP หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าจะ "ใช้กำลังทหารแยกตัวเป็นเอกราช" ได้

    #ChinaFocus #ไต้หวัน #จีน #แยกตัวเป็นเอกราช

    https://www.facebook.com/share/p/1FP2QX15RK/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุทธศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้าอินเดียติดหล่ม เมื่อ "กับดักโรงงานรับจ้างผลิต" ชนกำแพงห่วงโซ่อุปทานจีน

    ภาพการออกมาตัดพ้อของสื่ออินเดียเรื่อง "จีนไม่ยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่" หากมองผ่านเลนส์ทางอุตสาหกรรมแล้ว ไม่ใช่เรื่องการทูต แต่คือ "ภาวะจำยอมของประเทศที่อยากเก็บเกี่ยวผลผลิตตรงปลายน้ำ แต่ปฏิเสธการลงแรงในฐานรากของเคมีวัสดุและเครื่องจักร"

    1. ภาพลวงตาของเป้าหมาย และความจริงทางตัวเลข

    ในปี 2021 รัฐบาลอินเดียอนุมัติโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ (PLI Scheme) มูลค่า 181,000 ล้านรูปี วาดฝันสร้างกำลังการผลิต 50 GWh แต่เมื่อถึงปลายปี 2025 กำลังการผลิตจริงกลับทำได้เพียง 1.4 GWh หรือคิดเป็นอัตราความสำเร็จแค่ 2.8% เท่านั้น

    -เคส Reliance Industries: ยักษ์ใหญ่ที่พยายามสร้างโรงงานในรัฐกูจารัต ต้องยุติแผนการผลิตเองกะทันหัน แล้วถอยกลับไปทำได้แค่ "การประกอบชุดแบตเตอรี่" หลังจีนนำเทคโนโลยีสังเคราะห์ LFP, แบตเตอรี่ความหนาแน่นสูง และกราไฟต์สังเคราะห์ขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออก

    -เคส Ola Electric: ทำได้เพียง 2.5 GWh โดยอาศัยการที่รัฐบาลช่วยยืดระยะเวลาการประเมินออกไปอีก 2 ปี เพื่อพยุงไม่ให้ตัวเลขดูเลวร้าย

    -พึ่งพาการนำเข้ามหาศาล: ในปีเดียวกัน อินเดียต้องนำเข้า #แบตเตอรี่ลิเธียม มูลค่าสูงถึง 416,670 ล้านรูปี (ราว 5,000 ล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 64% โดย 84% เป็นการนำเข้าตรงจากประเทศจีน

    2. การพึ่งพาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "Made in India"

    เมื่อรื้อห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ของอินเดียออกมาดู จะพบว่าสัดส่วนการพึ่งพาภายนอกเกือบจะสมบูรณ์แบบ:

    -อิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte): พึ่งพาตนเองได้ 22% ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนการผสมสาร ส่วนสารละลายหลักอย่าง Lithium Hexafluorophosphate (LiPF6) อินเดียผลิตเชิงพาณิชย์ได้ 0%

    -แผ่นกั้น (Separator): ตัวเลข 15% ในประเทศ เกิดจากการซื้อแผ่นพลาสติกฐาน (Base Film) จากจีนมาเคลือบเซรามิกในท้องถิ่น ขณะที่เม็ดพลาสติกเรซินระดับแบตเตอรี่ อินเดียไม่สามารถผลิตได้เอง

    -ขั้วแอโนดและแคโทด (Anode & Cathode): กราไฟต์สังเคราะห์พึ่งพาการนำเข้า >90%, กราไฟต์ธรรมชาติ 78%, ส่วนสารตั้งต้นแคโทด (Precursor) มีเพียงโรงงานทดลองขนาดเล็ก

    -วัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream Minerals): อินเดียนำเข้าแร่ลิเธียมคอนเซนเตรต 42,000 ตัน/ปี แต่สกัดเป็นลิเธียมคาร์บอเนตเกรดแบตเตอรี่เองได้ไม่ถึง 12% ส่วนโคบอลต์และนิกเกิลพึ่งพาการนำเข้า 100%

    3. บทเรียนซ้ำรอยจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic)

    สภาวะ "ขี้เกียจสร้างฐาน แต่หวังรัดขั้นตอน" ของอินเดีย กำลังซ้ำรอยอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์:

    -แผงโซลาร์ (Modules): อินเดียมีกำลังการประกอบ 170–200 GW (อันดับ 2 ของโลก) ดูยิ่งใหญ่บนแผ่นกระดาษ

    -แผ่นเวเฟอร์และเซลล์ (Wafers & Cells): มีกำลังผลิตโพลีซิลิคอนจริงเพียง 2 GW (ต้องนำเข้า 90%), มีแผ่นเซลล์เพียง 16–30 GW ขาดแคลนปีละ 60–80 GW ซึ่ง 95% นำเข้าจากจีน

    -เครื่องจักรกล: เครื่องจักรในสายการผลิต 85–90% ซื้อจากจีน โดยวิศวกรท้องถิ่นทำหน้าที่เพียง "ผู้กดปุ่ม" ไม่ใช่ผู้เข้าใจหลักการ

    -เมื่อรัฐบาลบังคับใช้มาตรการใช้เซลล์ในประเทศสำหรับโครงการรัฐในปี 2026 ส่งผลให้โรงงานประกอบขนาดเล็กเกือบ 1 ใน 3 ต้อง หยุดการผลิตทันที

    4. การบิดเบือนประเมินสถานการณ์ และทางตันของมาตรการกีดกันทางการค้า

    ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดีย คือการนำ "คู่มือยุคสมาร์ทโฟน" มาใช้กับยุคพลังงานใหม่ อินเดียเคยใช้อำนาจต่อรองจากขนาดตลาดภายในประเทศ บังคับให้ค่ายโทรศัพท์ย้ายฐานประกอบ และหลงคิดว่าจะใช้มุกเดิม "เอาตลาดแลกเทคโนโลยี" กับแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ได้

    ทว่าความได้เปรียบของจีน ไม่ใช่แค่การถือครองสิทธิบัตรบางฉบับ แต่คือ "เครือข่ายกำลังการผลิตที่ล็อกพารามิเตอร์กันเอง" (คุมแบตเตอรี่ >70%, แคโทด/แอโนด >80%, โพลีซิลิคอน >96%) จีนจึงไม่มีความจำเป็นต้องเอาสูตรการผลิตไปแลกกับตลาดอินเดีย

    ผลลัพธ์คือ แม้อินเดียจะตั้งภาษีแผงโซลาร์สูงถึง 40%, เซลล์ 25%, อัดฉีดเงิน PLI และออกกฎหมายบังคับซื้อสินค้าในประเทศ แต่ในปีกระทบยอด 2024–2025 การนำเข้าเซลล์จากจีนกลับพุ่งสูงขึ้น 141%

    การที่สื่ออินเดียโยนความผิดให้จีนเรื่องการไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยี ต่อให้จีนมอบพิมพ์เขียวให้ในวันนี้ อินเดียก็ยังคงเดินไปถึงหมุดหมายไม่ได้อยู่ดี เพราะตราบใดที่อินเดียก็ยังต้องกลับไปซื้อวัตถุดิบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรจากจีน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่การก๊อปปี้แบบแปลน แต่คือการเติบโตพร้อมกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การถลุงแร่ ไปจนถึงจังหวะการทำงานของเครื่องจักรในโรงงาน — และนี่คือสัจธรรมที่อินเดียไม่อยากยอมรับมากที่สุด

    #ChinaFocus #Made_in_India #เทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ #อินเดีย #จีน

    Ref.: The Economic Times/Business Standard

    https://www.facebook.com/share/p/18HqmngDHP/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,184
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวข้ามคืน...

    รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Pete Hegseth เตรียมขยายระยะเวลาประจำการของกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางไปจนถึงปี 2027 เพิ่มภาระให้กับกองกำลังสหรัฐฯ

    สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีตอบโต้กัน โดยอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ ขณะที่สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC

    ทีมงานของ Trump ต้องการลดความร้อนแรงของสงครามอิหร่าน แต่ระบุว่าการโจมตีอาจรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน

    Vladimir Putin ระบุว่ายังมีโอกาสบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน ขณะที่ยูเครนมองว่าสถานการณ์กำลังเข้าสู่ “พลวัตใหม่”

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในเดือนนี้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านราคาปรับตัวสูงขึ้น

    NVIDIA ตกลงเข้าซื้อ Hugging Face แพลตฟอร์ม AI สำหรับนักพัฒนา ด้วยมูลค่าดีลประมาณ 12,930 ล้านดอลลาร์

    Radiant World บริษัทซื้อขายแร่เหล็ก ถูกกล่าวหาในเอกสารที่ยื่นต่อศาลสูงสิงคโปร์ว่า นำใบแจ้งหนี้ของ Glencore ที่ชำระเงินไปแล้วมาใช้ระดมทุน 31.7 ล้านดอลลาร์ โดยมีสัญญาปลอมประกอบ

    นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียเพื่อบังคับใช้ข้อเรียกร้องมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์ของบริษัทพลังงานยูเครน

    เรือรบจีนกำลังลาดตระเวนในพื้นที่ใกล้น่านน้ำญี่ปุ่นมากขึ้น สร้างความกังวลด้านความมั่นคงให้กับญี่ปุ่น

    ผู้พิพากษาสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งฝ่ายบริหารของรัฐบาล Trump ที่จำกัดสิทธิการได้รับสัญชาติสหรัฐฯ โดยกำเนิด

    รัฐมนตรีธุรกิจของสหราชอาณาจักรเตรียมลดความกังวลเกี่ยวกับภาษี Exit Tax สำหรับบริษัทที่แยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษแล้วไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ

    Robert F. Kennedy Jr. ขอให้ถอดกรณีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดใน Pennsylvania ออกจากสถิติของ CDC

    ทำเนียบขาวยืนยันว่า Trump ลงนามในกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีงบประมาณดำเนินงานต่อไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม
    https://www.facebook.com/share/p/1Eim2YFE5q/
     

แชร์หน้านี้

Loading...