เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 4 กันยายน 2026 at 19:35.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +27,004
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +27,004
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อเช้านี้ กระผม/อาตมภาพเดินทางไปยังวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีงานอบรมสัมมนาเจ้าสำนักศาสนศึกษาประจำจังหวัดแผนกธรรม ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง

    แต่ว่าที่ไปจริง ๆ นั้นก็คือนำเอาปัจจัย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปถวาย "พระเดชพระคุณพระราชวชิรโมลี" (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ. ๗) เจ้าคณะภาค ๑๔ เพื่อเอาไว้ใช้ในสำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๔ เรื่องของงานคณะสงฆ์นั้น ถ้าหากว่าขาดงบประมาณเมื่อไร ก็แปลว่างานสะดุดเมื่อนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ส่วนไหนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันไป

    แต่ว่าทำให้มีโอกาสได้กราบ "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก" (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) วัดสามพระยา วรวิหาร รองประธานแม่กองธรรมสนามหลวง แล้วก็ "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์" (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร แม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งมาทีหลัง ด้วยความที่นอกจากท่านจะเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีบารมีในวงการสงฆ์มาก โดยเฉพาะ "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" นั้น ท่านเป็นธรรมยุติกนิกาย ก็เลยทำให้หาคนคุยไม่ได้ เจอหน้าหลวงพ่อวัดท่าขนุน ก็เป็นอันว่าล็อกตัวไว้ไม่ให้ไปไหน..!

    เรื่องของพระผู้ใหญ่นั้น กระผม/อาตมภาพเคยเจอมาตั้งแต่สมัยที่ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" ท่านยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช เดินทางมางานศพ "หลวงปู่มหาอำพัน" - พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ บุญ-หลง) ที่วัดเทพศิรินทราวาส

    แต่คราวนี้ศาลากลางน้ำเมื่อเดินมาแล้ว ก็จะต้องมีขั้นอยู่ตรงก่อนขึ้นศาลานิดหนึ่ง แล้ว "สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙" ของเรา ท่านกำลังน้อย เดินลากเท้า มีโอกาสสะดุดแน่นอน แล้วก็ไม่เห็นมีใครที่จะไปเดินนำหรือไปเตือนท่านเลย..!

    กระผม/อาตมภาพที่อยู่ท้ายแถวก็ต้องปราดขึ้นหน้าไป กราบเรียนท่านว่า "พระเดชพระคุณครับ ต้องยกเท้าขึ้นหน่อยหนึ่ง เพราะว่าเป็นขั้นขอรับ" ท่านก็เมตตาจับแขน พยุงตัวเอง แล้วก็ยกเท้าก้าวขึ้นไป เอ่ยขอบใจให้ด้วย แล้วก็มีเสียงบ่นจากข้างหลังมาว่า "พระรูปนั้นเป็นใคร ? มาจากไหน ? ทำไมไม่เกรงสมเด็จท่านเลย ?" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่คิดว่า คนที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาแล้ว คงไม่ต้องกลัวกองไฟกระมัง..!?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +27,004
    เรื่องพวกนี้ก็เลยกลายเป็นอะไรที่ติดตัวมา ก็คือมีนิสัยที่ไม่กลัวพระผู้ใหญ่ เนื่องเพราะถือว่าไม่ได้ทำผิด แม้กระทั่ง "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์" (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ. ๙) วัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหาร ที่คนกลัวท่านเป็นหนักหนา ก็ไปถกเถียงงัดข้อกับท่านมาหลายยก จนกระทั่งท้ายที่สุดท่านชอบใจ จึงสอนวิธีดูวัตถุมงคลให้..!

    การที่เราจะมีกำลังใจมั่นคง ต้องประกอบไปด้วยเวสารัชชกรณธรรม ก็คือหลักธรรมที่ทำให้กล้า ซึ่งข้อที่สำคัญก็คือศีล ท่านทั้งหลายที่ศึกษานักธรรมมาแล้วก็จะรู้ว่า
    ถ้าเรามีศีลมั่นคง จะมีความมั่นใจ ไม่เกิดวิปฏิสาร คือความเดือดเนื้อร้อนใจว่าเรามีศีลไม่เสมอคนอื่นเขา

    ดังนั้น..ในส่วนของความกล้า นอกจากมีศีลแล้ว สมาธิยังต้องทรงตัวด้วย ถ้าหากว่าสมาธิของเราทรงตัว ไปที่ไหนก็ไม่หวั่นไหวกับอะไร ยกเว้นว่าไปเผลอสมาธิหลุด..!

    แต่ทุกท่านก็เห็นแล้วว่า กระผม/อาตมภาพนั้นสมาธิหลุดยากเต็มที มีอะไรตึงตังโครมครามมากะทันหันรอบด้านก็เฉย ๆ เนื่องเพราะว่าถ้าสภาพจิตทรงตัว ไม่ได้ส่งออกไปไหน ถึงเวลาอะไรเกิดขึ้นก็แค่รับรู้เท่านั้น
    แต่ถ้าหากว่าเราเผลอสติ ส่งจิตออกไปด้านนอก ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น จิตต้องวิ่งกลับมาด้วยความรวดเร็วเพื่อรับรู้เรื่องพวกนั้น การที่จิตกลับคืนมาเร็วมากเกินไป คืออาการที่คนทั่ว ๆ ไปเขาเรียกว่าตกใจ..!

    ด้านงานตรวจยกหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบของคณะสงฆ์หนกลางในปี ๒๕๖๙ นี้ ในส่วนที่ถือว่ายากที่สุดก็คือภาค ๑๕ และภาค ๑๓ เนื่องเพราะว่าภาค ๑๕ นั้นลงไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ปีหนึ่ง ต้องไปตรวจถึงอำเภอบางสะพานน้อย ซึ่งวิ่งรถกันไปทีครึ่งค่อนวัน..!

    เมื่อวานนี้ไปตรวจศีล ๕ ที่ภาค ๑๓ ด้านตะวันออก ก็คือเกาะช้างของจังหวัดตราด แค่นั่งเรือเฟอร์รี่จากเกาะช้างมาขึ้นฝั่งจังหวัดก็ใช้เวลาถึง ๕๐ นาที แล้วคลื่นลมก็แรงมาก ขนาดมีรถอยู่บนเรือเฟอร์รี่หลายสิบคัน เรือยังโยนเป็นไกวเปลเลย..! พอขึ้นจากเรือเฟอร์รี่ได้ก็ต้องวิ่งอีกเป็น ๑๐ ชั่วโมง กว่าจะมาถึงวัดอุทยาน จังหวัดนนทบุรี จึงทำให้ไม่สามารถที่จะเดินทางมาวัดได้ภายในวันเดียว

    แต่ส่วนที่ไกลที่สุดและไปยากที่สุดถือว่าหมดแล้ว เพราะว่าที่เหลือก็คือภาค ๑๔ พื้นที่ของเราเอง ภาค ๒ ซึ่งมีแค่จังหวัดอยุธยา อ่างทอง สระบุรี แล้วก็ภาค ๑ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +27,004
    แต่คราวนี้หลายสิ่งหลายอย่างที่กระผม/อาตมภาพพูดไป เล่าให้ฟังไป หลายต่อหลายคนก็จับสาระสำคัญไม่ได้ อย่างที่บอกกับท่านรองผู้อำนวยการโรงเรียนวิบูลวิทยา จังหวัดระยองว่า "ทำอย่างไรที่จะทำให้การศึกษานั้น ไม่ใช่เรียนแค่จบ แต่เรียนแล้วต้องรู้ รู้แล้วต้องนำไปบอกไปสอนคนอื่นต่อได้"

    ทุกท่านที่เห็นกระผม/อาตมภาพเฉลยข้อสอบนักธรรมปากเปล่า ไม่ว่าจะเป็นชั้นตรี ชั้นโท หรือว่าชั้นเอก ก็ลองประเมินตนเองว่า ถ้าอ่านคำถามแล้ว สามารถตอบปากเปล่าได้ทุกข้อแบบนั้นหรือไม่ ?

    นั่นคือ
    การที่เราจะต้องศึกษาอย่างจริงจัง แล้วในขณะเดียวกัน สามารถนำหลักธรรมเหล่านั้นไปใช้งานจริงได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือจดจำได้ถูกต้อง สามารถที่จะบอกกล่าวต่อไปโดยไม่ผิดเพี้ยน ถ้าหากว่าต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งก็ต้องบอกได้ ดังนั้น..คุณสมบัติของบุคคลที่ต้องเป็นครูเป็นอาจารย์เขาข้อหนึ่งก็คือ คัมภีรัญ จะ กถังกัตตา ต้องสามารถอธิบายเนื้อหาคำสอนได้ลึกซึ้งแยบยล

    คราวนี้เราท่านทั้งหลายที่เป็นพระภิกษุสามเณร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นครูสอนคนอื่นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เนื่องเพราะว่าเวลาญาติโยมเกิดปัญหาอะไร ก็ต้องอาศัยพระเป็นที่พึ่ง
    ทำอย่างไรที่เราจะยกเอาข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมา เพื่อให้ญาติโยมสามารถแก้ข้อข้องขัดของตนได้ตรงกับที่โยมเขากำลังเป็นอยู่ ?

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าเราศึกษาไม่แตกฉาน ไม่รู้จริง เอาแค่สอบได้ ก็เป็นอันว่าจบกัน ก็จะอยู่ในลักษณะที่ว่า "ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำจะกิน" ชาวบ้านเขาปลูกบ้านไว้ติดท่าน้ำแท้ ๆ แต่หาน้ำกินไม่ได้ ก็คือบ้านอยู่ใกล้วัด แต่พึ่งพาอาศัยพระภิกษุสามเณรไม่ได้ ตัวเราทั้งหลายก็กลายเป็น "ช่างปั้นหม้อดิน แต่ไม่มีหม้อจะใช้" ก็คือเป็นช่างปั้นหม้อดินด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถที่จะทำขึ้นมาให้ตนเองใช้งานได้..!

    ชาวบ้านเขาใส่บาตรอยู่ทุกวัน ก็ไปตกอยู่ในสภาพ "เลี้ยงไก่ไว้แต่ไม่มีไก่จะขัน" ก็คือนอกจากไม่ศึกษาเล่าเรียนให้ดีแล้ว การสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐานอะไรที่เป็นงานประจำ เราก็ไม่คิดที่จะทำ..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +27,004
    ความจริงเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นภาระของพระภิกษุสงฆ์อยู่แล้ว เราแค่ทำภาระหน้าที่ทั้งหลายเหล่านั้นให้ดีเท่านั้นเอง พอญาติโยมทั้งหลายเห็นเป็นปกติ ความเลื่อมใสศรัทธาก็จะเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าความเลื่อมใสศรัทธาในปัจจุบันนี้มาในรูปแบบที่แปลกมาก อาจจะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์อีกด้วย

    อย่างเช่นเห็นพระวัดเราเดินบิณฑบาตแถวยาวหลายสิบรูป (เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงต้องบิณฑบาตแบบนั้น เพราะเป็นวันเสาร์) ก็มีการร้องขอให้พระหยุดก่อน เพื่อที่จะถ่ายรูป พูดง่าย ๆ ก็คือ
    ไม่สนใจว่าพระทำหน้าที่อะไรของตนอยู่ ขอให้กูได้รูปหรือได้คอนเทนต์ไว้ก่อนแล้วกัน แม้กระทั่งจะทำบุญใส่บาตร กำลังใจก็ไม่ได้อยู่กับทานตรงหน้า หากแต่ตั้งใจจะไลฟ์สดมากกว่า..!

    จึงกลายเป็นว่าในปัจจุบันนี้ พระภิกษุสามเณรของเราทำตัวยากขึ้นหลายเท่า แต่ว่าถึงยากแค่ไหน ในเมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ดังที่กระผม/อาตมภาพเคยตักเตือนเหล่าพระนิสิตอยู่เสมอว่า "ถึงเราไม่สามารถจะสร้างความเจริญให้กับพระพุทธศาสนาได้ ก็อย่าทำให้พระพุทธศาสนาต้องพังลงไปเพราะมือเรา..!"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...