เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 4 ตุลาคม 2026 เวลา 19:46.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,219
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,266
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,219
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,266
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงนี้ "ดราม่า" เกี่ยวกับพระสงฆ์ของเรา ย้ายเข้าไปอยู่ในวัดป่าสายภาคอีสาน เนื่องเพราะว่ามีญาติโยมโดนปิดประตูขังอยู่ในวัด ไม่สามารถที่จะออกได้ เมื่อมีการสอบถามแล้วทราบว่า วัดปิดประตูก่อนเวลา ๖ โมงเย็น ครั้นสืบทราบต่อไปก็ได้ความว่า เป็นคำสั่งของแม่ชีที่ให้ปิดวัด โดยทางแม่ชีอ้างว่า "ในเมื่อเป็นวัดป่าก็ต้องเคร่งครัดต่อระเบียบปฏิบัติของทางวัด" แต่ญาติโยมก็ยืนยันว่าเป็นการปิดประตูก่อนเวลา ๖ โมงเย็น ครั้นติดต่อขอให้เปิดประตูเพื่อนำรถออกจากวัด ก็ได้รับคำตอบว่า "จะเปิดก็ต่อเมื่อ ๘ โมงเช้าเท่านั้น..!"

    บรรดา "ขาเผือก" ทั้งหลายสืบต่อไปได้ความว่า แม่ชีเป็นญาติของหลวงพ่อเจ้าอาวาส ทำให้ทุกคนเกรงใจ ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก และหลวงพ่อเจ้าอาวาสเองก็คง "น้ำท่วมปาก" เหมือนกัน เพราะช่วงนี้ฝนตกมาก ก็เลยกลายเป็นอะไรที่ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"

    คราวนี้ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร หรือผู้อยู่ในวัดท่าขนุน ก็คงจะเห็นแล้วว่า ทำไมระเบียบวัดท่าขนุนถึงระบุเอาไว้ชัดเจนว่า "ผู้ใดอ้างว่าเป็นเพื่อนพ้องหรือญาติพี่น้องของพระภิกษุในวัด แล้วมาสร้างความเสียหาย ให้ขับออกจากวัด แล้วห้ามเข้าวัดอีกตลอดชีวิต" เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่วัดที่เสียหายนั้น เกิดจากญาติพี่น้องของเจ้าอาวาส ที่มักจะเข้ามาแล้วก็ทำตัวเป็นบุคคลผู้ใกล้ชิด ในเมื่อเป็นญาติจริง ๆ ปฏิเสธไม่ได้ คนอื่นก็ให้ความเกรงใจ

    แม้กระทั่งที่วัดท่าขนุนนี้ หลายครั้งที่เกิดเรื่องขึ้นมา ทั้งที่กระผม/อาตมภาพมอบอำนาจให้กับทางแม่ชีไปแล้ว แต่ก็ไม่จัดการอะไร เมื่อสอบถามเขาก็อ้างว่าเป็น "คนของหลวงพ่อ" โดยที่ไม่รู้ว่ากระผม/อาตมภาพเองนั้น ถ้าหากว่าเป็นคนของตนเองมักจะ "เล่น" หนักกว่าคนอื่นเขา เพราะถือว่าเป็นคนรู้จักมักคุ้น ก็ต้องรู้นิสัยกันว่าอะไรเป็นอะไร ในเมื่อยังทำผิดอีกก็ต้องโดนหนักกว่าคนอื่น..!

    ท่านทั้งหลายอาจจะต้องจำเป็นออกไปเป็นเจ้าอาวาส หรือเจ้าสำนักที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ขอให้กำหนดจดจำเอาไว้ว่า "ถ้าท่านทั้งหลายสามารถเล่นงานญาติตัวเองได้อยู่หมัด ก็คุมคนอื่นได้ทั้งหมด" แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเกรงใจญาติพี่น้องของตนเอง

    แม้กระทั่งสมัยก่อนโน้นที่วัดท่าซุงก็ยังมีปัญหา เนื่องเพราะว่าผู้ที่ก่อปัญหาก็คือพี่สะใภ้ของ "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" เอง เนื่องเพราะว่าหลวงพ่อขอให้ "ลุงวงศ์" (นายวงศ์ สังข์สุวรรณ) ผู้เป็นพี่ชายมาช่วยดูแลงานต่าง ๆ ในวัด "ป้าฟอง" ที่เป็นเมียลุงวงศ์ก็มาด้วย แล้วก็มาทำตัวเป็น "ขาใหญ่" ในวัด จนกระทั่งท้ายสุดก็โดนไล่ออกจากวัดไป เนื่องเพราะว่าถ้าจัดการญาติตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปจัดการคนอื่น..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,219
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,266
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เราท่านทั้งหลายจึงควรที่จะระมัดระวัง เนื่องเพราะว่าบุคคลส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้โอกาสเปลือง ก็คือให้โอกาสแก้ตัวแล้ว แต่ไม่ยอมแก้ไข ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลวงพ่อที่วัดป่านั้น ท่านให้โอกาสญาติตนเองอยู่หรือเปล่า ? แต่ว่าก็ต้องรอจนกว่าท่านจะจัดการได้เอง ไม่เช่นนั้นถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ อาจจะสร้างความเสียหายให้กับทางวัด ก็คือญาติโยมจำนวนหนึ่งก็จะไม่เข้าวัดไปเลย..!

    เรื่องของการบริหารจัดการวัด จึงเป็นอะไรที่เป็นทั้ง "ศาสตร์" ก็คือความรู้ และเป็นทั้ง "ศิลป์" ก็คือการที่จะต้องพลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์ โดยที่ทางวัดไม่เสียหาย กลายเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากมาก ถ้าเรายังเกรงใจญาติโยมอยู่

    ทุกท่านที่อยู่วัดก็จะเห็นว่า แทบจะไม่มีญาติพี่น้องของกระผม/อาตมภาพมาอยู่วัดเลย เพราะทุกคนรู้ดีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ก็คือตั้งแต่สมัยก่อนบวช กระผม/อาตมภาพจัดการงานอะไรก็ตาม ไม่เคยเห็นแก่หน้าตาพี่น้องมาก่อน ก็คือใช้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นหลัก จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้กันทั่วว่า ถ้ามาผิดท่าผิดทางก็โดนแน่..!


    ทุกท่านจึงควรที่จะศึกษาเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ และเก็บเอาไว้เป็นบทเรียนด้วย หลายต่อหลายท่านเองมัวแต่เกรงใจญาติตนเอง แล้วก็ปล่อยให้สร้างความเสียหายให้กับวัด โดยเฉพาะสมัยนี้สื่อต่าง ๆ ไปเร็วมาก แค่วันเดียวก็ไปจนทั่วโลกแล้ว คนที่เข้าวัดแล้วเกรงว่าจะมีปัญหา ก็จะหายออกจากวัดไปเลย แม้แต่วัดท่าขนุนช่วงหนึ่งก็เป็นอย่างนั้น จนกระทั่งพอเปลี่ยนเจ้าอาวาสมาเป็นกระผม/อาตมภาพ ทุกอย่างถึงได้เข้าที่เข้าทาง

    ต้องนึกถึงคำพูดของ "พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ. ๙)" วัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหาร อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านกล่าวคำคมเอาไว้มาก มีอยู่คำหนึ่งก็คือ "ถ้าไม่เมตตาก็ต้องยุติธรรม"

    พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเมตตาเกินประมาณ ก็จะเจอแต่คนพาลทั้งเมือง..! แต่ถ้าไม่เมตตาก็ต้องยุติธรรมด้วย ก็คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบวินัย หรือกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่ถึงเวลาคนของตัวเองผิดก็ช่วยเหลือทุกวิถีทาง แต่คนอื่นผิดเล็กน้อย กูฟันหัวขาดเลย..! ถ้าอยู่ในลักษณะอย่างนั้น เราจะปกครองใครไม่ได้ เพราะว่าขาดความยุติธรรม ทุกท่านเมื่อเห็นเรื่องพวกนี้แล้ว ลองเอาไปเปรียบเทียบกับระเบียบวัดของเราดู
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,219
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,266
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันก่อนก็เพิ่งจะมีคลิปที่พระสงฆ์ชกต่อยกันเอง แล้วชาวบ้านเขาถ่ายคลิปมาลงโซเชียล ก็เพราะว่าในงานศพ เก้าอี้ด้านหน้าว่างอยู่ พระที่นั่งอยู่ด้านหลังก็บอกพวกกันเองว่า "ขึ้นไปนั่งข้างหน้าให้เต็ม" แต่พอพระท่านนั้นไปนั่งข้างหน้า พระที่นั่งหน้าอยู่ถามว่า "มึงกี่พรรษา ?"

    เรื่องของเรื่องที่มาเคร่งครัดในเรื่องพรรษาในระยะเวลา "หน้าสิ่วหน้าขวาน" ก็เลยกลายเป็นการวางมวยกันขึ้นมา แต่มาเสียหายตรงที่ว่าญาติโยมถ่ายคลิปแล้วก็ลงไปโซเชียลกัน เราจึงควรที่จะดูว่าในเรื่องของระเบียบวินัยอะไรก็ตาม ถ้าสามารถยืดหยุ่นได้โดยที่ไม่สูญเสียหลักธรรม หรือไม่เสียหายต่อพระวินัย ก็ควรที่จะแก้ไขอยู่ในลักษณะของ ติณวัตถารกวินัย ก็คือ อยู่ในลักษณะไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกันไป

    อย่างเช่นว่าถ้าหากโยมเขาต้องการจะออก ต่อให้หมดเวลาแล้วก็ควรที่จะให้เขาออกจากวัดไป ก็แค่เปิดประตูให้เขาเอารถออกเอง เรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ท่านอาจจะเคร่งครัด เห็นว่าถ้าปล่อยให้มีรายหนึ่ง รายอื่นก็จะเอาอย่าง แต่ถ้าดูจากข่าวคราวจะเห็นว่าประตูวัดปิดก่อนเวลา ในเมื่อเป็นเช่นนั้นการที่เราจะยืดหยุ่น ผ่อนหนักผ่อนเบาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จึงเป็นอะไรที่ต้องใช้พินิจพิจารณาและปัญญาค่อนข้างที่จะมาก

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ก็คงจะยังมีขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในส่วนของพระพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบันนี้เหมือนอย่างกับตกเป็นเป้าโจมตี แล้วทางคณะสงฆ์ของเราก็สร้างระเบียบสร้างวินัยขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น

    อย่างเช่นว่าในปัจจุบันนี้ ถ้าหากว่าเป็นเจ้าคุณ คือพระราชาคณะ ต่ำว่าชั้นราช หรือเป็นพระครูสัญญาบัตร เป็นพระฐานานุกรม ถ้าได้รับนิมนต์เข้าวัง ต้องมีหนังสือที่รับรองจากเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีหนังสือรับรองที่ต่างจากหนังสือสุทธิหรือบัตรประชาชนพระอีก ๑ ฉบับ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าสร้างระเบียบนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ? เนื่องเพราะถ้าบุคคลที่จะไปทำอะไรผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายในรั้วในวัง ก็ต้องสิ้นสติจริง ๆ เท่านั้น..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,219
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,266
    ค่าพลัง:
    +27,030
    หรือที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเรียกว่ามติหรือคำสั่งที่ ห้ามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และไวยาวัจกร ยุ่งเกี่ยวกับเงินวัด

    ถ้าไม่ออกคำสั่งนี้ออกมา คนก็ยังไม่เห็นว่าโง่ พอออกมานี่เห็นชัดเลยว่าโง่สนิท..! เพราะว่าไม่ได้เข้าถึงบริบทของพื้นที่เขาเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วบรรดาบุคคลผู้มีอำนาจในท้องถิ่น มักจะยัดเยียดตัวเองเข้ามา แล้วพอถึงเวลาก็รวบเงินวัดไปอยู่ในมือของตนเอง เคยมีบางวัดพอถึงเวลาไปทวงถาม พวกโยนลูกปืนมาให้นัดหนึ่ง บอกว่า "เก็บไว้เป็นที่ระลึก" ถ้าหากว่าอยากได้ก็มาทวงเงินใหม่..! จึงกลายเป็นอะไรที่พระเณรของเราจะอยู่ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ

    แม้กระทั่งในเรื่องของการบรรพชาอุปสมบท ซึ่งปัจจุบันแทบจะหาคนบวชไม่ได้แล้ว ก็ยังมีระเบียบต่าง ๆ กำหนดเอาไว้มากมาย เพียงแต่กระผม/อาตมภาพไม่สนใจเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นแล้ว จะให้เข้าวัดมาบวชอย่างน้อย ๑๕ วัน ก็คงจะมีคนบวชอยู่หรอก !?

    บ่นมาตั้งนานเนกาเล ก็เป็นเรื่องของในวัดทั้งนั้น ในส่วนของนอกวัดก็คือ ญาติโยมทั้งหลาย ถ้าได้ฟังเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ให้ซื้อหาน้ำดื่มสะสมเอาไว้สักอาทิตย์ละ ๑ แพ็ค อย่างน้อย ๆ อดข้าวเราก็อยู่ได้เป็นอาทิตย์ แต่ถ้าอดน้ำ ไม่เกิน ๓ วันตายแน่" ถ้าถามว่า "ต้องสะสมไปถึงไหน ?" ก็ถ้าเป็นไปได้ก็จนกระทั่งฤดูฝนปีหน้าไปเลย ถ้าถามว่า "จะเกิดอะไรขึ้น ?" ให้รอดูเอาเองก็แล้วกัน..!

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...