ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    'อังกฤษ' เตรียมประเทศรับวิกฤต ตั้งแต่สงคราม - ไซเบอร์ ถึงระบบน้ำไฟล่ม เร่ง “Home Defence” รื้อแผนรับมือ

    6 ตุลาคม 2569 #สหราชอาณาจักร กำลังยกระดับการ #เตรียมพร้อมรับวิกฤตระดับชาติ ภายใต้โครงการ Home Defence Programme เร่งปรับปรุง #แผนฉุกเฉินของรัฐบาล ที่เรียกว่า #WarBooks และเตรียมจัดการฝึกซ้อมป้องกันประเทศครั้งใหญ่ในปี 2569?
    .
    โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่า ALBISTON SHADOW จำลองสถานการณ์การโจมตีแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Attacks ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ... #รัฐบาลอังกฤษ กำลังเตรียมประเทศให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงหลายรูปแบบ ตั้งแต่ #ภัยธรรมชาติ #ไฟฟ้า #น้ำประปาขัดข้อง #การโจมตีทางไซเบอร์ ไปจนถึงสถานการณ์ #ความขัดแย้งทางทหาร ที่อาจส่งผลกระทบต่อดินแดนอังกฤษ
    .
    “War Books” กลับมาอีกครั้ง หลังไม่ได้ปรับปรุงตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นแผนฉุกเฉินลับ ของรัฐบาลอังกฤษ กำลังได้รับการปรับปรุงอีกครั้ง หลังจากการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2004 หรือ พ.ศ.2547
    .
    The Guardian รายงานว่า เอกสารนี้ เป็นแผนที่กำหนดว่าแต่ละกระทรวงและหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการอย่างไร หาก #อังกฤษ เผชิญวิกฤตด้านความมั่นคงหรือความขัดแย้งที่กระทบแผ่นดินอังกฤษ
    .
    รัฐบาลระบุว่า Home Defence คือการเชื่อม กำลังทหาร หน่วยงานพลเรือน รัฐบาลท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรับมือวิกฤต ให้สามารถทำงานร่วมกันได้หากประเทศเผชิญ #ภัยคุกคามรุนแรง
    .
    รัฐบาลอังกฤษประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า War Books กำลังได้รับการปรับปรุง และจะมีการจัดการฝึกระดับชาติครั้งใหญ่ในปี 2570 โดยมีเจ้าหน้าที่หลายร้อยคน ตั้งแต่ระดับหน่วยงานท้องถิ่นไปจนถึงรัฐมนตรีเข้าร่วม
    .
    สิ่งที่เปลี่ยนไปจากแนวคิดการป้องกันประเทศในอดีตคือ ภัยคุกคามในปัจจุบัน อาจไม่เริ่มต้นด้วยกองทัพต่างชาติยกพลขึ้นบก แต่เริ่มจาก
    การโจมตีทางไซเบอร์ → ระบบไฟฟ้าขัดข้อง → ระบบน้ำหยุดชะงัก → ระบบสื่อสารล่ม → การขนส่งติดขัด → ซูเปอร์มาร์เก็ตส่งสินค้าไม่ได้**
    .
    หรืออาจเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบพลังงาน สายเคเบิลใต้น้ำ ศูนย์ข้อมูล ระบบโทรคมนาคม และห่วงโซ่อุปทาน
    .
    นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลอังกฤษกำลังพยายามขยับจากแนวคิด “การป้องกันประเทศด้วยกองทัพ” ไปสู่ Whole-of-Society Resilienceหรือการทำให้ทั้งประเทศสามารถรับมือกับวิกฤตได้
    .
    รัฐบาลอังกฤษระบุว่า แผน Home Defence จะเน้นการประสานงานระหว่างความพยายามของฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศซึ่งส่งผลกระทบต่อสหราชอาณาจักร
    .
    ผลสำรวจ 2569 เปิดช่องโหว่ของครัวเรือนอังกฤษ
    ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดกลับไม่ได้อยู่ที่กองทัพ แต่อยู่ในบ้านเรือนประชาชน
    .
    ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 202 ซึ่งสำรวจประชาชนในสหราชอาณาจักร **10,791 คน** พบว่า 60% ระบุว่ามีอาหารที่เก็บได้นานและไม่ต้องปรุงเพียงพอสำหรับประมาณ 3 วัน
    .
    เมื่อเจาะลึกเรื่องน้ำดื่ม ตัวเลขแตกต่างอย่างมาก
    รัฐบาลคำนวณโดยใช้เกณฑ์ น้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 4% เท่านั้นที่มีน้ำดื่มบรรจุขวดเพียงพอสำหรับครัวเรือนอย่างน้อย 3 วัน ขณะที่ 82% มีน้ำดื่มน้อยกว่าปริมาณที่จำเป็นสำหรับ 1 วัน ตามเกณฑ์ดังกล่าว
    .
    อังกฤษแนะนำให้ประชาชนเตรียมอะไร?

    เว็บไซต์ Prepare ของรัฐบาลอังกฤษแนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งของพื้นฐานไว้รับมือเหตุฉุกเฉิน โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีสงคราม

    รายการสำคัญประกอบด้วย
    * น้ำดื่มบรรจุขวด
    * อาหารที่เก็บได้นานและรับประทานได้โดยไม่ต้องปรุง
    * ไฟฉายแบบใช้ถ่านหรือไขลาน
    * วิทยุแบบใช้ถ่านหรือไขลาน
    * แบตเตอรี่สำรอง
    * Power bank
    * ชุดปฐมพยาบาล
    * ยาที่จำเป็น
    * เจลล้างมือและผ้าเช็ดทำความสะอาด
    * อุปกรณ์สำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง หากมี
    * แผนฉุกเฉินสำหรับครอบครัว
    .
    รัฐบาลระบุว่า ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่คำแนะนำที่ใช้อ้างอิงคือประมาณ 2.5–3 ลิตรต่อคนต่อวันสำหรับการดื่ม และประมาณ 10 ลิตรต่อคนต่อวันหากต้องเผื่อการปรุงอาหารและสุขอนามัยด้วย
    .
    ถ้าไฟดับ น้ำไม่ไหล อินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ 3 วัน จะเกิดอะไรขึ้น?
    เพราะในสถานการณ์จริง หากไฟฟ้าดับ อินเทอร์เน็ตล่ม และโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้พร้อมกัน ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่การไม่มีไฟ
    .
    ระบบชำระเงินอาจได้รับผลกระทบ ตู้ ATM อาจใช้งานไม่ได้
    ร้านค้าอาจไม่สามารถรับชำระเงินด้วยบัตร
    สถานีบริการน้ำมันอาจประสบปัญหา
    ระบบสูบน้ำและบำบัดน้ำเสียอาจได้รับผลกระทบ
    ประชาชนอาจไม่สามารถรับข่าวสารผ่านโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต
    และหากเกิดเหตุใหญ่ หน่วยฉุกเฉินอาจไม่สามารถเข้าถึงทุกครัวเรือนได้พร้อมกัน
    .
    เว็บไซต์ของรัฐบาลอังกฤษจึงแนะนำให้มี #วิทยุแบบใช้แบตเตอรี่ หรือไขลาน เพื่อ #รับข้อมูลในกรณีไฟฟ้าดับ รวมถึง Power bank และไฟฉายสำรอง
    .
    ในระดับกองทัพ อังกฤษก็ยกระดับความพร้อมเช่นกัน
    Defence Investment Plan ประกาศเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ระบุการลงทุนด้านกลาโหมรวมประมาณ 298,000 ล้านปอนด์ในช่วง 4 ปี และรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็น 3% ของ GDP ในรัฐสภาชุดถัดไป ขณะที่มีเป้าหมายร่วมกับ NATO ไปสู่ระดับ 3.5% ของ GDP ภายในปี 2578
    .
    กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ยังจัดการ #ฝึกจำลองสงคราม กับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในเดือนเมษายน 2569 เพื่อทดสอบว่าห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมจะรับมือกับสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อได้หรือไม่
    .
    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อังกฤษกำลังยกระดับ #ความพร้อมในการทำสงครามและการรับมือวิกฤต

    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/19GrZKgsrN/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อินโดนีเซียเผชิญ “ฝนพาไมโครพลาสติก” นักวิทยาศาสตร์พบพลาสติกจิ๋วในอากาศ-น้ำฝน เตือนมลพิษจากเมือง–ขยะ–ยางรถยนต์ ย้อนกลับสู่คน

    5 ตุลาคม 2569 #อินโดนีเซีย กำลังเผชิญ #ปัญหามลพิษรูปแบบใหม่ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หลังงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า #ไมโครพลาสติก สามารถลอยอยู่ในบรรยากาศและถูกฝนชะลงมาสู่พื้นโลก ขณะที่ Greater Jakarta รายงานล่าสุด และนักวิจัยอินโดนีเซียพบหลักฐาน #การปนเปื้อนของอนุภาคพลาสติก ในอากาศและระบบน้ำฝนของกรุงจาการ์ตา
    .
    ประเด็นนี้ถูกจับตาอย่างมากหลัง The New York Times เผยรายงานเมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่า ไมโครพลาสติก กำลังเข้าสู่วงจร อากาศ–เมฆ–ฝน–น้ำ ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะ #กรุงจาการ์ตา ซึ่งมีทั้งปัญหาการจัดการขยะ การเผาขยะ และมลพิษจากเขตเมือง รายงานระบุว่า นักวิจัยพบพลาสติกขนาดเล็กในอากาศหลายพื้นที่ และฝนสามารถพาอนุภาคเหล่านี้ตกกลับลงสู่พื้นดินได้
    .
    จาก “ขยะพลาสติก” สู่ “พลาสติกในอากาศ”
    งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากอินโดนีเซีย เผยแพร่ในปี 2564 ซึ่งเก็บตัวอย่างการตกสะสมของอนุภาคจากบรรยากาศในกรุงจาการ์ตาเป็นเวลา 12 เดือน พบไมโครพลาสติกในอัตรา 3–40 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวัน เฉลี่ยประมาณ 15 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวัน
    .
    ที่น่าสนใจคือช่วงฤดูฝนมีการตกสะสมเฉลี่ย 23.422 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวัน เทียบกับ 5.745 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวันในฤดูแล้ง หรือมากกว่าประมาณ 4 เท่า โดยตรวจพบพอลิเมอร์ เช่น โพลีเอสเตอร์ (polyester), โพลีสไตรีน (polystyrene), โพลีบิวทาไดอีน (polybutadiene) และโพลีเอทิลีน (polyethylene)
    .
    ผลการศึกษาปี 2569 ยิ่งทำให้เรื่องนี้ต้องจับตา
    งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่วันที่ 14 กันยายน 2569 ในวารสาร Microplastics and Nanoplastics ศึกษาน้ำฝนและระบบเก็บน้ำฝนในพื้นที่ชายฝั่งของ Greater Jakarta โดยนักวิจัยจาก Universitas Indonesia และ Cheng Shiu University พบ PVC, PET และ PMMA ในตัวอย่างน้ำจากระบบเก็บน้ำฝน รวมถึงตรวจพบสารเติมแต่งบางชนิดของพลาสติกในตัวอย่างน้ำฝนและน้ำในระบบเก็บน้ำฝนด้วย
    .
    วงจรของไมโครพลาสติกในเมืองมีหลายแหล่ง ทั้ง
    - เส้นใยสังเคราะห์ จากเสื้อผ้า เช่น polyester และ nylon
    - เศษพลาสติกจากบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ
    - ฝุ่นจากยางรถยนต์และถนน หรือ tire-and-road wear particles
    - การสึกหรอของวัสดุพลาสติกในภาคอุตสาหกรรม
    - ฝุ่นในเมืองที่พัดกลับเข้าสู่บรรยากาศ
    - การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    - การเผาขยะกลางแจ้ง โดยเฉพาะขยะที่มีพลาสติกปะปน
    ..
    งานวิจัยใน #เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า การจราจร ฝุ่นถนน การสึกของยางรถยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและพลาสติก รวมถึงการเผาขยะกลางแจ้ง ล้วนเป็นแหล่งสำคัญของไมโครพลาสติกในบรรยากาศภูมิภาคนี้
    .
    งานวิจัยที่ศึกษาการเผาขยะพลาสติกในอินโดนีเซียและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ระบุว่า #การเผาขยะพลาสติกกลางแจ้ง เป็นมลพิษที่เป็นพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และอาจทำให้เกิดสารอันตรายหลายชนิด รวมถึงสารเติมแต่งโลหะหนักและสารพิษจากกระบวนการเผาไหม้
    .
    รถยนต์ก็เป็น “โรงงานผลิตอนุภาคพลาสติก” บนถนน
    อีกแหล่งที่กำลังได้รับความสนใจคือ #ยางรถยนต์
    .
    การเสียดสีระหว่างยางกับพื้นถนนทำให้เกิดอนุภาคขนาดเล็กที่มีองค์ประกอบของยางสังเคราะห์และสารเติมแต่ง อนุภาคเหล่านี้สามารถกระจายเข้าสู่อากาศ ดิน และน้ำได้ งานทบทวนล่าสุดยังระบุว่าฝุ่นจากยางและถนนเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญของมลพิษไมโครและนาโนพลาสติกจากกิจกรรมการคมนาคม
    .
    เป็นเหตุผลว่าทำไม เมืองที่มีรถจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น และการจัดการขยะไม่ดี จึงมีโอกาส #สะสมไมโครพลาสติกในบรรยากาศมากขึ้น
    .
    พลาสติกไม่ได้หยุดอยู่ที่พื้นดิน แต่สามารถขึ้นไปถึงเมฆ
    หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศทำให้กลไกนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น
    .
    นักวิจัยพบไมโครพลาสติกใน #น้ำในก้อนเมฆ บนภูเขาของญี่ปุ่น โดยตรวจพบพลาสติกหลายชนิด รวมถึง PET และ polyamide ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเส้นใยสังเคราะห์ และพบอนุภาคขนาดประมาณ 7–95 ไมโครเมตรในบางพื้นที่
    .
    ขณะที่งานวิจัยที่ภูเขาไท่ซาน ประเทศจีน ตรวจพบไมโครพลาสติกในน้ำเมฆเฉลี่ยประมาณ 463 ชิ้นต่อลิตร และพบอนุภาคขนาดตั้งแต่ 8–1,542 ไมโครเมตร โดยประมาณ 60% มีขนาดต่ำกว่า 100 ไมโครเมตร
    .
    หลักฐานเหล่านี้ทำให้เห็นภาพว่า #อนุภาคพลาสติก สามารถเข้าสู่บรรยากาศ เดินทางไปกับกระแสลม และมีปฏิสัมพันธ์กับเมฆ ก่อนถูกกำจัดออกจากบรรยากาศผ่าน ฝนหรือการตกสะสม ได้
    .
    งานวิจัะยที่เผยแพร่ในปี 2569 ยังระบุว่า การตกสะสมโดยฝนเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการนำไมโครพลาสติกออกจากบรรยากาศ หรือที่เรียกว่า wet deposition
    .
    อันตรายต่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลไม่ได้มีเพียง “พลาสติก” ในตัวมันเอง แต่รวมถึง #สารเติมแต่ง #สารเคมีที่เกาะบนผิวอนุภาค และสารปนเปื้อนอื่น ๆ ที่สามารถเดินทางไปพร้อมกับอนุภาคได้
    .
    #องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มนุษย์สามารถได้รับไมโครพลาสติกจากสิ่งแวดล้อมผ่านการ กินและการหายใจ และยังมีช่องว่างความรู้สำคัญเกี่ยวกับระดับการได้รับสัมผัสที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์อย่างชัดเจน
    .
    มีผลกระทบต่อ #ระบบทางเดินหายใจ พบหลักฐานว่า ไมโครพลาสติกเกี่ยวข้องกับกระบวนการ อักเสบ ความเครียดออกซิเดชัน และการรบกวนแนวกั้นของเซลล์ ขณะที่มีการตรวจพบอนุภาคในเนื้อเยื่อปอดและตัวอย่างทางชีวภาพของมนุษย์ แต่การศึกษาจำนวนมากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไมโครพลาสติกเป็น “สาเหตุโดยตรง” ของโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์
    .
    อินโดนีเซียไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงประเทศเดียว
    สถานการณ์ล่าสุดยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากประเทศไทยด้วย งานวิจัยที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 พบ ไมโครพลาสติกในตะกอนจากบรรยากาศเหนืออ่าวไทยเป็นครั้งแรก โดยพบไมโครพลาสติกในน้ำฝนทั้งพื้นที่บนบกและบริเวณทะเล
    .
    นอกจากนี้ งานศึกษาที่ปทุมธานีพบการตกสะสมของไมโครพลาสติกในช่วงฤดูฝนประมาณ 285 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวัน เทียบกับ 199 ชิ้นต่อตารางเมตรต่อวันในช่วงแห้ง และพบว่า ฝนมีบทบาทสำคัญในการชะไมโครพลาสติกออกจากบรรยากาศ
    .
    ภาพรวมจึงชี้ว่า “ฝนพาไมโครพลาสติก” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของอินโดนีเซีย แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมของเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    .
    สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเป็น “#วงจรพลาสติกในบรรยากาศ” ตั้งแต่พลาสติกถูกใช้และทิ้ง → เสื่อมสภาพหรือถูกเผา → แตกตัวเป็นอนุภาคเล็ก → ลอยขึ้นสู่บรรยากาศ → ถูกลมพัดพา → บางส่วนเข้าสู่เมฆ → ฝนชะกลับลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำ
    .
    อินโดนีเซีย เป็นกรณีศึกษาสำคัญว่า ปัญหาขยะพลาสติกไม่ได้จบลงเมื่อขยะหายไปจากสายตา เพราะบางส่วนอาจกลับคืนสู่มนุษย์ผ่านอากาศ ฝุ่น และน้ำฝน ขณะที่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังเป็นคำถามที่วิทยาศาสตร์กำลังเร่งหาคำตอบ
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/v/1DuMmeuVAj/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

    5 ตุลาคม 2569 “แล้ง-ร้อน-ฝนสุดขั้ว” อาจเกิดพร้อมกัน รัฐต้องบริหารน้ำด้วยข้อมูล ไม่ใช่รอให้ปัญหาปรากฏ
    .
    #องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO / World Meteorological Organization) เตือนว่า #เอลนีโญ มีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก และมีโอกาส 75% ที่ช่วงเดือนตุลาคม,ธันวาคม 2569 จะทำสถิติสูงกว่าปรากฏการณ์ที่ผ่านมา แต่ความแรงของเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ใช่คำทำนายว่าฝนในประเทศไทยทุกพื้นที่จะลดลงเท่ากัน
    .
    เอลนีโญกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง เพราะ WMO ประเมินว่าโอกาสที่ปรากฏการณ์จะคงอยู่ถึงกุมภาพันธ์ 2570 อยู่ในระดับเกือบ 100% ขณะที่ NOAA ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเป็นเอลนีโญระดับรุนแรงมาก และ 75% ที่ช่วงตุลาคม,ธันวาคม 2569 จะมีค่าความรุนแรงสูงกว่าสถิติเดิมนับตั้งแต่ปี 2493 แต่สิ่งที่ไทยต้องระวังคือ “ความไม่แน่นอนของผลกระทบ” เพราะเอลนีโญสามารถเพิ่มความเสี่ยงอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้ง ขณะเดียวกันมรสุม ระบบความกดอากาศ และปัจจัยจากมหาสมุทรอินเดียยังทำให้บางพื้นที่เกิดฝนหนักหรือน้ำท่วมได้ กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งออกประกาศเตือนฝนหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของไทยช่วงปลายเดือนกันยายน สะท้อนว่า “ฝนมากวันนี้” ไม่ได้แปลว่า “น้ำพอในวันหน้า”
    .
    สัญญาณจากมหาสมุทรกำลังเปลี่ยน แต่ผลกระทบไม่ได้เดินตามเส้นตรง WMO ระบุว่าเอลนีโญก่อตัวชัดเจนแล้วและคาดว่าจะรุนแรงขึ้น โดยแบบจำลองชี้โอกาสเกือบ 100% ที่จะคงอยู่ถึงกุมภาพันธ์ 2570 พร้อมความเสี่ยงต่ออุณหภูมิสูงและการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝนทั่วโลก ขณะที่ NOAA ระบุว่าในช่วงตุลาคม,ธันวาคม 2569 มีโอกาส 75% ที่ค่าความรุนแรงจะเข้าสู่ระดับที่ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติการณ์เมื่อเทียบกับข้อมูลตั้งแต่ปี 2493 และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเป็นเหตุการณ์ระดับ “หนักมาก”
    .
    อย่างไรก็ตาม #WMO ยังเตือนว่าปัจจัยอื่น โดยเฉพาะ #ดัชนีมหาสมุทรอินเดีย หรือ IOD (Indian Ocean Dipole) สามารถเสริม ลด หรือเปลี่ยนรูปแบบผลกระทบของเอลนีโญในแต่ละภูมิภาคได้ ดังนั้น ตัวเลขความรุนแรงของเอลนีโญจึงควรถูกใช้เป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าจะถูกตีความเป็นตัวเลขคาดการณ์ปริมาณฝนของประเทศไทยโดยตรง
    .
    ไทยกำลังเผชิญโจทย์ “ฝนหนักวันนี้ น้ำอาจไม่พอวันหน้า” ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงปลายเดือนกันยายนระบุว่าร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำยังทำให้เกิดฝนหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกในบางช่วง แต่ในทางบริหารน้ำ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียง “ฝนตกหรือไม่ตก” หากเป็น ฝนตกตรงไหน ตกเมื่อไร และน้ำถูกเก็บไว้ใช้ได้มากเพียงใด เพราะหากฝนตกหนักเป็นช่วงสั้น ๆ แต่น้ำไหลลงพื้นที่ลุ่มหรือออกจากระบบเร็ว

    ขณะที่ช่วงสำคัญของการเพาะปลูกกลับเกิดฝนทิ้งช่วง เกษตรกรอาจประสบปัญหาขาดน้ำได้แม้ยอดฝนทั้งปีไม่ได้ต่ำผิดปกติ FAO ก็เตือนว่าเอลนีโญสามารถเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเสนอให้ใช้มาตรการเชิงป้องกันก่อนความเสียหายเกิดขึ้น
    .
    เมื่อมองข้ามพรมแดน นี่ไม่ใช่ปัญหาของไทยประเทศเดียว #FAO ระบุว่าความเสี่ยง #ภัยแล้ง จากเอลนีโญครอบคลุม #พื้นที่เกษตร ใน #เอเชียใต้และ #เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค แต่ “ความเปราะบาง” ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

    #อินโดนีเซีย มีประเด็น #ฝนลด และ #ไฟป่าที่ต้องจับตา ขณะที่กัมพูชาและลาวพึ่งพาการเกษตรและน้ำฝนในสัดส่วนสูง ส่วนเวียดนาม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ต้องติดตามทั้งน้ำต้นทุนและความเสี่ยงด้านน้ำเค็ม ส่วนเมียนมาต้องพิจารณาความสามารถในการรับมือและช่วยเหลือประชาชนควบคู่กับสภาพอากาศ สำหรับไทย จุดเปราะบางอยู่ที่การบริหารน้ำเพื่อการเกษตร พลังงาน และต้นทุนอาหาร ดังนั้นการแข่งขันแย่งใช้น้ำอาจไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศ แต่อาจเชื่อมโยงกับระบบแม่น้ำโขงและห่วงโซ่อาหารของทั้งภูมิภาค
    .
    คำถามจึงไม่ใช่ “เอลนีโญจะมาไหม” แต่คือ “รัฐเตรียมตัวทันหรือยัง” ไทยมีแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกในเขตชลประทานสำหรับปี 2569 อยู่แล้ว และกรมชลประทานระบุถึงการบริหารน้ำเพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูฝนและกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง 2569/70 แต่เมื่อ WMO และ NOAA ประเมินว่าเอลนีโญอาจรุนแรงมาก สิ่งที่ควรเพิ่มคือการบริหารแบบ “พื้นที่ ช่วงเวลา” ไม่ใช่ตัวเลขรวมทั้งประเทศเพียงตัวเดียว ต้องประเมินน้ำต้นทุนเป็นรายลุ่มน้ำ แจ้งเกษตรกรล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดควรลดหรือเลื่อนการเพาะปลูก ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย เตรียมอาหารสัตว์และน้ำสำรอง รวมถึงเชื่อมข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องน้ำและไฟป่าข้ามแดน เพราะ FAO เองกำลังผลักดันแนวทาง การลงมือก่อนเกิดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนที่ภัยจะกลายเป็นวิกฤตอาหารและรายได้
    .
    สิ่งที่ต้องระวังคือ “กับดักของตัวเลข” ถ้าฝนตกหนัก รัฐอาจสบายใจว่าน้ำยังมี แต่ถ้าอีกไม่กี่เดือนฝนทิ้งช่วง ตัวเลขเดียวกันอาจกลายเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันถ้าประกาศว่า “เอลนีโญรุนแรง” แล้วสั่งลดการใช้น้ำทั่วประเทศโดยไม่แยกพื้นที่ ก็อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเกินความจำเป็น เพราะผลของเอลนีโญไม่เหมือนกันทุกภูมิภาคและไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดภัยแล้งในทุกพื้นที่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรสร้างไม่ใช่เพียง “ศูนย์บัญชาการภัยแล้ง” แต่เป็นระบบที่เปลี่ยนข้อมูลพยากรณ์ให้กลายเป็นคำสั่งปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่ระดับเขื่อน ลุ่มน้ำ จังหวัด ไปจนถึงเกษตรกรรายพื้นที่
    .
    เมื่อข้อมูลสภาพภูมิอากาศสามารถแจ้งเตือนได้ล่วงหน้าหลายเดือน สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการติดตามสถานการณ์ แต่คือการแปลงข้อมูลดังกล่าวให้เป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ หากมีการประเมินว่าเอลนีโญอาจรุนแรงขึ้น การเตรียมความพร้อมก็ควรเริ่มก่อนที่ระดับน้ำในเขื่อนจะลดลง หรือความเสียหายทางการเกษตรจะเกิดขึ้น เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศว่า “เกิดปัญหาแล้ว” แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่ข้อมูลบอกว่า “ปัญหาอาจกำลังจะมา”
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1Hp2aquWH8/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ร่วมกันสกัด Scambodia แนะชาวเน็ตไทย "สู้สงครามข้อมูล" ด้วยหลักฐาน ปมดราม่าชุดไทย-กัมพูชาเดือด ไม่เติมยอดให้โพสต์ปั่น
    FB_IMG_1791168214616.jpg
    4 ตุลาคม 2569 กระแสถกเถียงเรื่อง #วัฒนธรรมและเครื่องแต่งกาย ระหว่าง #ไทย กับ #กัมพูชา ยังร้อนแรงบนโซเชียลมีเดีย โดยเพจ “เว่อร์มาแร้น” เสนอแนวทางรับมือโพสต์ที่นำภาพหรือข้อมูล เครื่องแต่งกายมาใช้สร้างข้อถกเถียงว่า แทนที่จะเข้าไปตอบโต้ในช่องคอมเมนต์ ควร #สร้างโพสต์ใหม่ ที่ #นำเสนอข้อมูลและภาพที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เพื่อให้ #ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงข้อมูล อีกด้านโดยตรง
    .
    แอดมินเพจ ให้เหตุผลว่า การเข้าไปโต้เถียงใต้โพสต์ อาจช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมให้กับโพสต์ต้นทาง จึงเสนอให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาใหม่เกี่ยวกับ “#Sampot” หรือ #เครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของกัมพูชา พร้อมใช้คำค้นภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลปรากฏในระบบค้นหาและโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยย้ำให้ #ใช้ภาพจริงและข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิง
    .
    การทำคอนเทนต์ตอบโต้เรื่องวัฒนธรรมจำเป็นต้องแยก “#ข้อมูลที่ตรวจสอบได้” ออกจาก #ข้อความกล่าวหาหรือการเหมารวม เพราะเครื่องแต่งกายของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพัฒนาการและอิทธิพลข้ามพรมแดนมายาวนาน การนำภาพเพียงภาพเดียวมาตัดสินว่าเป็นของประเทศใดจึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
    .
    ข้อมูลของ #UNESCO ระบุว่า #Krama เป็นสิ่งทอพื้นบ้านที่มีความสำคัญต่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกัมพูชา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติในปี 2567 โดย UNESCO อธิบายว่า Krama สามารถนำไปใช้ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพันรอบเอวในลักษณะที่เรียกว่า Sampot และมีหลักฐานการใช้ในพิธีแต่งงาน พิธีกรรมทางศาสนา และงานประเพณีต่างๆ
    .
    ด้านข้อมูลจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า Sampot เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติของกัมพูชา และมีรูปแบบการนุ่งหลายชนิด โดยเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของกัมพูชายังมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมการแต่งกายของประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีรายละเอียดและรูปแบบแตกต่างกันตามยุคสมัยและพื้นที่
    .
    ขณะเดียวกัน UNESCO ระบุในข้อมูลสถานะ #มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของกัมพูชาว่า “Traditional Khmer wedding” หรือประเพณีการแต่งงานแบบเขมร อยู่ในบัญชีรายการที่กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนในปี 2569 แต่สถานะดังกล่าวยังเป็น “รายการที่อยู่ระหว่างการเสนอชื่อ” ไม่ใช่รายการที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนแล้ว ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลควรใช้ถ้อยคำให้ตรงกับสถานะดังกล่าว
    .
    ประเด็นเครื่องแต่งกายยังถูกจับตาในระดับรัฐบาลไทย หลังกรณีการนำ #ภาพประวัติศาสตร์และเครื่องแต่งกาย ไปใช้ในงาน Miss Universe Cambodia 2026 โดยกระทรวงวัฒนธรรมไทยแถลงเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ว่า กรมศิลปากรได้ทำหนังสือคัดค้านการใช้ภาพและการนำเสนอข้อมูลที่ไทยเห็นว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมเรียกร้องให้ผู้จัดแก้ไขข้อมูลและอ้างอิงแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง
    .
    กระทรวงวัฒนธรรมไทยยังเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ต่อ UNESCO โดยระบุว่ากระบวนการนำเสนอจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2569 ที่ประเทศจีน พร้อมเดินหน้าสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายไทยในหลายภาษา เพื่อให้ต่างประเทศเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้ถูกต้อง
    .
    สำหรับคำแนะนำของเพจเรื่อง การไม่เข้าไปตอบคอมเมนต์นั้น สามารถมองได้ว่าเป็นแนวทาง #ลดการขยายการมองเห็นของโพสต์ที่ต้องการปั่นกระแส แต่การสร้างโพสต์ใหม่เพื่อให้ข้อมูลอีกด้านปรากฏขึ้นควรยึดหลักสำคัญคือ ใช้ภาพที่มีสิทธิ์เผยแพร่หรือระบุเครดิตชัดเจน ไม่ตัดต่อภาพจนทำให้เข้าใจผิด และต้องใส่แหล่งที่มาของข้อมูลอย่างตรวจสอบย้อนกลับได้
    .
    ส่วนการกล่าวหาว่าผู้โพสต์อีกฝ่ายเป็น “IO” หรือจงใจหลอกล่อผู้ใช้ให้เข้าไปตอบโต้ ยังควรถือเป็นข้อกล่าวหาของผู้โพสต์ ไม่ควรนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ดำเนินการ แหล่งเงินทุน เครือข่ายบัญชี หรือพฤติกรรมที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
    .
    บทเรียนสำคัญจากสงครามข้อมูลเรื่องวัฒนธรรมไทย-กัมพูชาจึงไม่ใช่การโพสต์ให้มากกว่าอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ข้อมูลที่เผยแพร่มีหลักฐานชัด แหล่งที่มาเชื่อถือได้ และอธิบายบริบททางประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน เพราะในระยะยาว “ข้อมูลที่ตรวจสอบได้” มีน้ำหนักมากกว่าการโต้เถียงด้วยอารมณ์ในช่องคอมเมนต์
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1DZCiSgWFe/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อีลอน มัสก์ เร่งสร้าง “Terafab” โรงงานชิป AI ยักษ์ หวังใช้ "หุ่นยนต์ผลิตชิปป้อนรถ Optimus" และศูนย์ข้อมูลในอวกาศ

    3 ตุลาคม 2569 #อีลอนมัสก์ (Elon Musk) กำลังผลักดันโครงการ #Terafab โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดมหึมาใน #รัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเชื่อมตั้งแต่การ #ออกแบบชิป #การผลิต #การประกอบแพ็กเกจ ไปจนถึง #การทดสอบไว้ในระบบเดียว เพื่อเพิ่มกำลังผลิตชิปสำหรับ #ปัญญาประดิษฐ์ (AI) #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #รถยนต์ และ #โครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์ในอวกาศ
    .
    #SpaceX ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่า Terafab จะตั้งอยู่ใน Grimes County รัฐเท็กซัส และวางแผนพื้นที่การผลิตมากกว่า 100 ล้านตารางฟุต หรือราว 9.3 ล้านตารางเมตร โดยระยะแรก SpaceX และ Tesla เตรียมลงทุนประมาณ 16,800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 580,000 ล้านบาท ขณะที่การขยายในอนาคตอาจใช้เงินลงทุนสูงกว่านี้มาก SpaceX
    ..
    แนวคิดสำคัญของ Terafab คือการสร้างห่วงโซ่ผลิตชิปแบบครบวงจร โดย SpaceX ระบุว่าจะรวมการผลิตชิป Logic และ Memory รวมถึง Advanced Packaging และการทดสอบไว้ในโรงงานเดียว เพื่อให้สามารถออกแบบ ทดลอง และปรับปรุงชิปได้รวดเร็วขึ้น
    .
    ชิปที่ผลิตจะแบ่งการใช้งานหลักออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นชิปสำหรับการประมวลผลที่อุปกรณ์ปลายทาง หรือ Edge Computing และ AI Inference เช่น รถของ Tesla และหุ่นยนต์ Optimus ส่วนอีกกลุ่มเป็นชิปกำลังสูงที่ออกแบบให้เหมาะกับระบบคอมพิวเตอร์ในอวกาศ หรือ Space-based Data Centers SpaceX
    .
    อีกจุดที่น่าสนใจคือ “หุ่นยนต์” ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าที่จะใช้ชิปของ Terafab แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์การผลิตในอนาคตด้วย เว็บไซต์ Terafab ระบุเป้าหมายการใช้หุ่นยนต์ Tesla Optimus ในการทำงานระดับมหาศาล และแสดงเป้าหมายระยะยาวถึง 1,000 ล้านตัว ขณะที่ Tesla ระบุว่ากำลังเตรียมสายการผลิต Optimus รุ่นที่ 3 และตั้งเป้าเริ่มการผลิตก่อนสิ้นปี 2569 โดยมีศักยภาพในระยะต่อไปประมาณ 1 ล้านตัวต่อปี Terafab
    .
    อย่างไรก็ตาม ควรแยกให้ออกระหว่าง “โรงงานใช้หุ่นยนต์” กับ “ชิปถูกผลิตโดยหุ่นยนต์ทั้งหมด” เพราะข้อมูลทางการในขณะนี้สนับสนุนภาพของระบบผลิตอัตโนมัติและการใช้ Optimus ในระดับอุตสาหกรรม แต่ยังไม่ได้หมายความว่า Terafab จะเป็นโรงงานที่ไม่มีมนุษย์ทำงานหรือให้หุ่นยนต์ทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง
    .
    ด้านเทคโนโลยีการผลิตชิป Reuters รายงานก่อนหน้านี้ว่า Tesla วางแผนใช้กระบวนการผลิต 14A ของ Intel สำหรับ Terafab และ Intel ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ขณะที่ SpaceX ยังระบุว่าจะยังคงจัดหาชิปจากซัพพลายเออร์ภายนอกจำนวนมาก ดังนั้น Terafab จึงเป็นการเพิ่มกำลังผลิตภายใน ไม่ใช่การตัดขาดจากผู้ผลิตชิปรายอื่นทั้งหมด Investing.com
    .
    ส่วนภาพใหญ่ของโครงการไม่ได้หยุดอยู่บนโลก เพราะ SpaceX กำลังวางแนวคิด “Orbital Compute” หรือการนำศูนย์ประมวลผล AI ขึ้นไปทำงานในวงโคจร โดย Terafab จะผลิตชิปส่วนหนึ่งสำหรับระบบดังกล่าว เป้าหมายระยะยาวคือใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศเป็นแหล่งพลังงานให้ระบบประมวลผล และลดข้อจำกัดบางอย่างของศูนย์ข้อมูลบนโลก เช่น การใช้พื้นที่ ระบบไฟฟ้า และการระบายความร้อน Terafab
    .
    แต่แนวคิดนี้ยังอยู่ในระยะพัฒนาและมีโจทย์ทางวิศวกรรมจำนวนมาก ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่วงโคจร การป้องกันรังสีอวกาศ การระบายความร้อน การซ่อมบำรุง และการสร้างโครงข่ายดาวเทียมจำนวนมาก.
    .
    ล่าสุดสะท้อนว่า “คอมพิวเตอร์ในอวกาศ” เริ่มขยับจากแนวคิดไปสู่การทดลองจริงมากขึ้น โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2569 SpaceX ส่งภารกิจ Transporter-18 ขึ้นสู่วงโคจรพร้อม 130 เพย์โหลด หนึ่งในนั้นคือดาวเทียมต้นแบบของโครงการ Suncatcher ของ Google ซึ่งติดตั้งชิป AI TPU จำนวน 4 ตัว เพื่อทดสอบการทำงานของ AI ในสภาพแวดล้อมอวกาศ ขณะที่ SpaceX เองเพิ่งนำ Starship ขึ้นสู่วงโคจรและส่ง Starlink V3 จำนวน 26 ดวงในการบินวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา
    .
    จุดสำคัญของ Terafab จึงอยู่ที่การพยายามเชื่อม “ชิป → AI → หุ่นยนต์ → ศูนย์ข้อมูล → จรวดและดาวเทียม” เข้าเป็นห่วงโซ่เดียวกัน โดย SpaceX ระบุว่าความต้องการกำลังประมวลผลของ SpaceX และ Tesla ในอนาคตอาจสูงกว่า 1 เทราวัตต์ (TW) ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทมองว่าจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการผลิตชิปของตัวเองอย่างมาก
    .
    ขณะเดียวกัน #Tesla ก็ยังเดินหน้าขยายการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง โดย Reuters รายงานเมื่อ 29 กันยายน 2569 ว่าบริษัทจัดทำวงเงินสินเชื่อรวม 30,000 ล้านดอลลาร์ รวมวงเงินกู้ระยะยาว 20,000 ล้านดอลลาร์ และระบุว่าการใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะมุ่งไปยังโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล AI การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับ SpaceX
    .
    Terafab ในเวลานี้ยังไม่ใช่โรงงานที่ผลิตชิป AI ปริมาณมหาศาลเพื่อส่งขึ้นอวกาศแล้ว แต่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังถูกก่อสร้างและพัฒนา โดยเป้าหมายระยะยาวของ Musk คือสร้างกำลังผลิตชิปขนาดใหญ่พอที่จะรองรับทั้งรถยนต์ หุ่นยนต์ AI และคอมพิวเตอร์ที่อาจถูกนำไปติดตั้งในวงโคจรของโลกในอนาคต

    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1CDaRp8vdH/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    'กาแฟดีแคฟ' เกิดอะไรขึ้น? เมื่อ Starbucks ในสหรัฐฯ ถูกฟ้อง หลังผลตรวจพบสารเคมี แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นอันตราย

    5 ตุลาคม 2569 #กาแฟดีแคฟ หรือ #กาแฟสกัดคาเฟอีน ถูกจับตาในสหรัฐฯ หลังมี #การฟ้องร้องแบบกลุ่ม กล่าวหา #Starbucks ว่ากาแฟ #DecafHouseBlend Medium Roast มี #สารเคมีบางชนิดตกค้าง จากกระบวนการผลิต

    ทำความเข้าใจก่อนว่า กาแฟดีแคฟ ไม่ได้หมายถึงกาแฟที่ “ไม่มีคาเฟอีนเลย” แต่คือกาแฟที่นำคาเฟอีนออกไปเกือบทั้งหมด โดยมีหลายวิธีในการสกัด
    .
    หนึ่งในวิธีที่ใช้กันคือการใช้ตัวทำละลาย เพื่อดึงคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ สารที่ถูกพูดถึงในคดีคือ #เมทิลีนคลอไรด์ (Methylene chloride) ซึ่งเป็นหนึ่งใน #ตัวทำละลาย ที่สามารถใช้ในกระบวนการ #สกัดคาเฟอีนได้ นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลตรวจพบเบนซีน (Benzene) และโทลูอีน (Toluene) ในตัวอย่างกาแฟที่นำมาใช้ประกอบคดี
    .
    ผลตรวจตัวอย่างหนึ่งที่ถูกอ้างในคำฟ้องพบเมทิลีนคลอไรด์ 22 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) เบนซีน 28 ppb และโทลูอีน 87 ppb แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากตัวอย่างเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่ากาแฟ Starbucks ทุกถุงมีสารในระดับเดียวกัน
    .
    ขณะเดียวกัน องค์กร GMO/Toxin Free USA เผยแพร่ผลตรวจล็อตใหม่ในเดือนกันยายน 2569 โดยอ้างว่าพบสารเหล่านี้ในตัวอย่าง Decaf House Blend อีก แต่ผลตรวจดังกล่าวเป็นการทดสอบที่องค์กรเผยแพร่เอง ไม่ใช่คำเตือนหรือคำสั่งเรียกคืนสินค้าจาก #สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA)
    .
    Starbucks ปฏิเสธข้อกล่าวหา และระบุว่ากระบวนการผลิตกาแฟดีแคฟมีมาตรฐานและปลอดภัย โดยบริษัทใช้วิธีสกัดคาเฟอีนหลายรูปแบบ ไม่ได้ใช้ตัวทำละลายแบบเดียวกับกาแฟทุกชนิด
    .
    สำหรับผู้บริโภค เ ต้องแยก “ตรวจพบสาร” ไม่เท่ากับ “พิสูจน์แล้วว่าดื่มแล้วเป็นอันตราย” เพราะต้องพิจารณาปริมาณสารที่พบ วิธีการตรวจ ระดับการได้รับสาร และมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
    .
    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Starbucks กำลังเผชิญคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับกาแฟดีแคฟและผลตรวจสารเคมีบางชนิด ขณะที่บริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ปลอดภัย
    .
    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำว่า “กาแฟสกัดคาเฟอีน” โดยตัวมันเอง แต่กำลังมีการตรวจสอบว่า กระบวนการสกัดคาเฟอีนและสารตกค้างที่ตรวจพบในกาแฟบางตัวอย่างมีความหมายต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1CGR425gyC/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,640
    ค่าพลัง:
    +97,153
    WTO เร่งวางกติกาคาร์บอนการค้า จับตาเหล็กก่อน UK CBAM เริ่ม 1 ม.ค. 2570

    4 ตุลาคม 2569 #องค์การการค้าโลก หรือ #WTO กำลังเร่งหารือเรื่อ #งมาตรการการค้า และ #สภาพภูมิอากาศ หลัง #คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อม (CTE) ประชุมเมื่อวันที่ 28-29 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นประเด็นสำคัญคือทำอย่างไรให้ #มาตรการลดการปล่อยคาร์บอน ของแต่ละประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้จริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากกฎคาร์บอนข้ามพรมแดน
    .
    การหารือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรวบรวมข้อมูล แต่เริ่มพิจารณาปัญหาในทางปฏิบัติ ทั้งต้นทุนและภาระการปฏิบัติตามกฎของภาครัฐและผู้ประกอบการ รวมถึงระบบ MRV หรือการวัด การรายงาน และการทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนของสินค้าที่ซื้อขายระหว่างประเทศสามารถเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น โดยออสเตรเลียและจีนได้นำเสนอเอกสารไม่เป็นทางการเกี่ยวกับแนวทางสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกันของมาตรการเหล่านี้
    .
    อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ UK Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ UK CBAM ซึ่ง #สหราชอาณาจักร นำข้อมูลเข้าสู่เวที WTO เพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยกลไกดังกล่าวจะเริ่มมีผลวันที่ 1 มกราคม 2570 และกำหนดราคาคาร์บอนกับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงบางประเภท เพื่อให้ต้นทุนด้านคาร์บอนใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตในสหราชอาณาจักร
    .
    ระยะแรก UK CBAM ครอบคลุมสินค้าบางรายการใน 5 กลุ่ม ได้แก่ อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และเหล็ก-เหล็กกล้า โดยผู้นำเข้าที่เข้าเกณฑ์ต้องเก็บข้อมูลและอาจต้องขึ้นทะเบียนกับ HM Revenue & Customs หรือ HMRC หากมูลค่าสินค้า CBAM ถึงเกณฑ์ 50,000 ปอนด์ตามเงื่อนไขที่กำหนด
    .
    สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกเหล็กหรือสินค้าอุตสาหกรรมไปตลาดสหราชอาณาจักร ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงภาษีคาร์บอน แต่รวมถึงความสามารถในการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะข้อมูลดังกล่าวจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนและเงื่อนไขทางการค้าในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
    .
    WTO เตรียมจัดการประชุมเชิงประเด็นเฉพาะครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม 2569 ว่าด้วยสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัจจัยการผลิตทางชีวภาพ ก่อนหารือเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 สะท้อนว่ากติกาการค้าโลกกำลังเชื่อมโยงกับนโยบายลดคาร์บอนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/18UaKdxkYi/
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...