เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 ตุลาคม 2026 เวลา 19:33.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย จากการที่พวกเราได้แสดงพระธรรมเทศนา ทั้งภาคเช้าและภาคค่ำมาเกือบตลอดพรรษา ปัญหาใหญ่ที่พบก็คือ "การบอกศักราช" ซึ่งมักจะไปเชื่อความมักง่ายในตำรา ที่เอาเดือนสากลมาปนกับเดือนทางจันทรคติ ทำให้การบอกศักราชมีความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง

    การบอกศักราชเป็นภาษาบาลีนั้น ถ้าหากว่าตั้งแต่

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย คือ มิคะสิระมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ ถึง แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ คือ ปุสสะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ คือ มาฆะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึง แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ คือ ผัคคุณะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ คือ จิตตะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ คือ วิสาขะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ หรือ ในปีอธิกวาร จะมีแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ก็คือ เชฏฐะมาสัสสะ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    คราวนี้จะมีปัญหาตรงเดือน ๘ ที่ว่า ถ้าหากว่าเป็นปีที่เป็นปกติมาส ปกติสุรทิน ก็จะใช้ว่า อาสาฬหะมาสัสสะ

    แต่ถ้าเป็นเดือน ๘ สองหน เราจะต้องแยกกันออกมา ก็คือ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ แรก ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ แรก คือ ปฐมาสาฬหะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง คือ ทุติยาสาฬหะมาสัสสะ

    ต่างกันแค่ตรงนี้เอง ก็คือปกติมาส ปกติสุรทินเหล่านี้ จะใช้แค่อาสาฬหะมาสัสสะ ถ้าหากว่าเป็นอธิกมาส คือเดือนเกิน ได้แก่เดือน ๘ สองหน ก็จะแบ่งเป็นปฐมาคือเดือนแรก กับทุติยาคือเดือนสอง ซึ่งความจริงก็คือ ปฐมะ กับ ทุติยะ (๑ และ ๒ ) นั่นเอง เพียงแต่ว่า มาสนธิเข้ากับคำว่าอาสาฬหะ จึงกลายเป็นปฐมาสาฬหะและทุติยาสาฬหะ

    พอไปขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถึง แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ คือ สาวะนะมาสัสสะ

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ยุ่งอีกเล็กน้อย เพราะว่าใช้อยู่สองอย่าง ก็คือ โปฏฐะปะทะมาสัสสะ หรือ ภัททะปะทะมาสัสสะก็ได้ เป็นเดือนเดียวกัน

    ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็น อัสสะยุชะมาสัสสะ

    แล้วก็ไปขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ คือ กัตติกามาสัสสะ

    เพราะฉะนั้น..พยายามจำที่เป็นจันทรคติ คือขึ้นแรมเอาไว้ จะได้ไม่ผิดพลาด ในตำรามนต์พิธีเขาบอกแบบคร่าว ๆ อย่างเช่นว่าช่วงเดือนอ้าย มักจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม เขาก็สรุปว่าเดือนธันวาคมคือเดือนอ้าย เดือนมกราคมคือเดือนยี่ ซึ่งความจริงวันจะคลาดเคลื่อนและคาบเกี่ยวกันอยู่

    ถ้าไม่บอกกล่าวให้ชัดเจน บางทีพวกเราก็ไปกันไม่เป็น เพราะว่านอกจากไม่ได้ฝึกหัดการเทศน์มาแล้ว ครูบาอาจารย์สอนเทศน์ในระยะหลังยังมักง่าย ก็คือตนเองอาจจะบอกศักราชไม่ถูก จึงสรุปว่าจะบอกศักราชก็ได้ ไม่บอกศักราชก็ได้ กลายเป็นแบบธรรมเนียมที่ถูกต้องก็จะค่อย ๆ สูญหายไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ยังดีว่าการบอกศักราชในปัจจุบันนี้ เราบอกแค่ว่าเป็นวันเดือนปีที่เท่าไร ถ้าในสมัยโบราณ เขาจะบอกว่า เป็นวันเดือนปีที่เท่าไร อายุพระพุทธศาสนายังเหลืออยู่อีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็คือเป็นการเตือนสติให้บรรดาพุทธศาสนิกชนได้รับรู้ไว้ว่า "วันคืนล่วงไป ล่วงไป เราทั้งหลายกำลังทำอะไรอยู่ ? ทรงอยู่ในความประมาทเป็นปกติ หรือเร่งรีบในการสร้างบุญสร้างกุศลด้วยความไม่ประมาท ?"

    ถ้าเราสังเกตดูจะเห็นว่าบุคคลในปัจจุบันนี้ การเข้าวัด ถือศีล ปฏิบัติธรรมนั้นมีน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าไม่เห็นคุณค่าใน
    สิ่งที่โบราณาจารย์ท่านกำหนดไว้ด้วยความฉลาด ให้เราสร้างกุศลใหญ่ง่ายที่สุด และมีโอกาสเข้าถึง บรรลุมรรคผลได้ง่ายที่สุด เพราะว่าการบรรลุมรรคผลนั้น บาลีระบุไว้ชัดเจนว่า

    ๑) บรรลุในขณะฟังธรรม ก็คือ ตั้งใจพิจารณาเนื้อความตามไป สภาพจิตยอมรับ ก็เข้าถึงธรรมในบัดนั้นเลย

    ๒) บรรลุในขณะพิจารณาธรรม ก็คือ คิดตามแล้วเกิด "ซาโตริ" รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมา ก็บรรลุกันในตอนนั้น

    และ ๓) บรรลุในขณะสาธยายธรรม ก็คือ การสวดมนต์ทำวัตรของพวกเรานั่นเอง ยิ่งใครเรียนบาลีมา สามารถแปลได้ถูก ก็พิจารณาเนื้อความตามไป ทำให้บรรลุมรรคบรรลุผลได้

    ปัจจุบันนี้แม้แต่พระภิกษุสามเณรของเรายังขี้เกียจในเรื่องของการทำวัตรสวดมนต์..! ไม่ต้องไปกล่าวถึงญาติโยมทั้งหลายทั่ว ๆ ไป เท่ากับว่าตัดโอกาสในการบรรลุมรรคผลของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย..!

    แล้วในขณะเดียวกัน การทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นของเรา เท่ากับเป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็คือเป็นการระลึกถึงพุทธานุสติที่ง่ายที่สุด สิ่งที่เราสวดมนต์ ส่วนใหญ่ก็คือคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ทำธัมมานุสติด้วย

    ในขณะที่สวดมนต์ ถ้าสถานที่นั้นมีรูปของครูบาอาจารย์ หรือว่ามีพระสงฆ์อยู่ ก็เป็นสังฆานุสติ แปลว่าเราสร้างกองบุญการกุศลใหญ่ที่มีบุญมหาศาลด้วยวิธีง่ายที่สุด แต่กลายเป็นว่าสมัยนี้ละทิ้งวิธีสร้างบุญสร้างกุศลเหล่านี้ไป
    ในเมื่อไม่มีกองบุญการกุศลนำหน้า ไม่ว่าจะชีวิตนักบวช หรือว่าชีวิตฆราวาส ก็จะยากลำบากไปหมด
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    อย่างที่กระผม/อาตมภาพเคยกล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า "คนมีบุญก็เหมือนกับคนมีเงิน คนมีเงินทำอะไรก็สะดวกไปหมด เพราะว่ามีเงินคอยสนับสนุนช่วยเหลือ คนมีบุญก็เช่นเดียวกัน ก็คือบุญกุศลจะส่งผลให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้สะดวกสบาย หรือว่าประสบความสำเร็จง่ายกว่าคนอื่นเขา"

    เราจะเห็นว่าคนรุ่นเก่า ๆ ไม่ทิ้งกองบุญการกุศล โดยเฉพาะมีการบังคับตนเอง อย่างเช่นว่า งดเหล้าเข้าพรรษา รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระ เป็นต้น
    แต่มาในยุคปัจจุบันของเรา ผู้คนปัญญาน้อยลง แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่จะสอนจะสั่งให้ญาติโยมรู้จริงเห็นจริงก็น้อยลง จึงทำให้คนห่างจากความดีไปอย่างน่าเสียดาย

    ในเมื่อกระแสคุณงามความดีลดน้อยถอยลง กระแสของอกุศลกรรมก็มีอำนาจมากกว่า จึงก่อให้เกิดความยากลำบากเร่าร้อนไปหมด ไม่ว่าจะในสังคมเล็ก ๆ อย่างหมู่บ้าน หรือว่าสังคมใหญ่ระดับประเทศชาติ ระดับโลก ก็มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะคนขาดศีลขาดธรรม โดยเฉพาะขาดสติ มีการละเมิดศีล

    นอกจากจะไม่มีความดีคุ้มตนเองแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้างและสังคมอีกมากมายมหาศาล โดยเฉพาะถ้าขาดสติไปก่อสงคราม ก็จะทำให้คนหมู่มากลำบากเดือดร้อนไปหมด กว่าที่คนทำจะรู้ตัว ผลเสียนั้นก็ส่งผลให้กับตนเองไปแล้ว แต่กลายเป็นว่ามักจะรู้ตัวตอนตาย ซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่รับผลชั่วที่ตนเองทำไปเท่านั้น..!

    แม้กระทั่งเรื่องของบุญของกุศลก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่บุคคลที่มีปัญญา รู้จักสังเกต เห็นว่าชีวิตของตนเองก้าวไปในทางที่เจริญขึ้น ก็อาจจะต้องรอจนตายแล้วถึงจะรู้ว่าบุญกุศลนั้นดีอย่างไร ซึ่งถ้าสร้างอกุศลไว้มาก ถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้แล้ว..!

    เราท่านทั้งหลายจึงพึงที่จะสังวรเอาไว้ว่า ภายในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อนทั้งหลายเหล่านี้ คุณงามความดีจึงจักเป็นเครื่องรักษาพวกเรา ประคับประคองให้ผ่านอุปสรรคและความยากลำบากทั้งหลายไปได้ ไม่ใช่การสร้างเวรสร้างกรรม ซึ่งมีแต่จะซ้ำเติมให้เราลำบากเดือนร้อน และถึงเวลาตายแล้ว ยิ่งลำบากสาหัสเข้าไปอีก..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...