เรื่องเด่น เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 ตุลาคม 2026 เวลา 15:13.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    กราบถวายความเคารพ พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ, ป.ธ.๙) องค์อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอโอกาสพระเถรานุเถระผู้เข้าร่วมรายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรมทุกท่าน และขอเจริญพรคณะญาติโยมผู้ร่วมรายการ ไม่ว่าจะในช่องทางใดก็ตาม

    กระผม/อาตมภาพ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน วันนี้ได้รับเกียรติมาบรรยายธรรมในรายการ โดยความเมตตาของท่าน ท่านอาจารย์พระมหาไพโรจน์ กนโก, ดร. ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งท่านได้แจ้งไปว่าขอ
    ให้มาช่วยบรรยายให้กับรายการในวันนี้ด้วย

    ญาติโยมทั้งหลาย ในช่วงนี้ประเทศชาติก็ดี โลกของเราก็ดี เกิดสารพัดภัยวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติก็ดี ภัยสงครามก็ตาม เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราศึกษาย้อนหลังไปก็จะเห็นว่าเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง ก็คือจะต้องเกิดขึ้นแน่ไม่ว่าจะเป็นช่วงใดก็ตาม เพียงแต่ว่าเราท่านทั้งหลายนั้น ถ้าหากว่าไปสนใจมากเสียจนกระทั่งตนเองเกิดความเครียด ก็อาจจะทำให้ตัวเรานั้น รับเอาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเข้าไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งอาจจะค้างคาและกลายเป็นเครื่องถ่วงพวกเรา ให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้ดี เพราะว่ามีสารพัดสิ่งฟุ้งซ่านไปปะปนอยู่ในจิตในใจของเรา

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านทรงพบหนทางแห่งการล่วงพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า "มรรค ๘" ย่นย่อลงแล้วเหลือ ศีล สมาธิ และปัญญา หรือบางท่านเรียกว่า "ไตรสิกขา" สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ญาติโยมพุทธบริษัทส่วนใหญ่ โดยเฉพาะท่านที่เข้าร่วมรายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรมนั้นทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของศีล ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร แม่ชี หรือว่าฆราวาสก็ตาม เราส่วนใหญ่สามารถรักษาศีลได้สมบูรณ์บริบูรณ์ ก็ขาดแต่เพียงในเรื่องของสมาธิ ตลอดจนกระทั่งการใช้ปัญญาพิจารณาข้อธรรมต่าง ๆ เท่านั้น

    โดยเฉพาะส่วนของสมาธิที่เป็นข้อกลาง ก็คือเมื่อเราตั้งใจรักษาศีล ระมัดระวังทุกสิกขาบทให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เราก็จะเกิดสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อเจริญสมาธิจนกระทั่งเกิดความสงบระงับ สภาพจิตมีความผ่องใส จะยกหัวข้อธรรมใดขึ้นมาพิจารณา ก็สามารถที่จะรู้แจ้งแทงตลอดได้โดยง่าย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    แต่ว่าเมื่อท่านทั้งหลายเข้ามาปฏิบัตินั้น เราท่านมีเวลาไม่เท่าเทียมกัน ถ้าอย่างที่วัดท่าขนุนของกระผม/อาตมภาพนั้น พระภิกษุสามเณรจะต้องทำวัตรเช้าเย็นวันละ ๓ รอบ มีการเจริญกรรมฐานร่วมกันทุกวัน จะต้องออกบิณฑบาต และทำความสะอาดวัดทุกวัน ในเมื่อถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะมีเวลามากในการปฏิบัติธรรม ก็คือเรื่องของการสวดมนต์ทำวัตรก็เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นเลิศ เนื่องเพราะว่าถ้าสมาธิของเราไม่ทรงตัว เราก็อาจจะสวดผิดได้

    ในขณะเดียวกัน การเดินบิณฑบาต ถ้ารู้จักรักษาอารมณ์ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากวัด จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่กลับเข้าวัด ถ้าท่านใดสามารถรักษาจิตของตน ให้จดจ่อต่อเนื่องอยู่กับอิริยาบถ โดยที่ไม่หลุดออกไปที่ไหนเลย ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี

    แล้วในขณะเดียวกัน การทำกิจวัตรต่าง ๆ อย่างเช่นว่าการกวาดวัด ถูศาลา ถ้าหากว่าเรากำหนดสติไปด้วย อย่างเช่นว่าไม้กวาดหรือว่าไม้ถู ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง จะยาวจะสั้นอย่างไรก็กำหนดรู้อยู่ ก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง ก็แปลว่าเมื่อตัวเรามีเวลาที่ไม่เท่าเทียมกัน ท่านที่มีเวลาน้อยก็ควรที่จะต้องเร่งรัดตนเองให้มากขึ้น แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติธรรมด้วย ไม่ใช่ว่าวันนี้ทำ พรุ่งนี้ทิ้ง ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนั้น เราจะเอาดีได้ยากมาก เพราะว่าไปเปิดโอกาสให้กิเลสกินใจของเราได้เสียแล้ว

    ในส่วนที่เราจะพิสูจน์ทราบว่ากิเลสกินใจของเราได้หรือไม่นั้น ให้วัดโดย "นิวรณ์ ๕ ประการ" ซึ่งเป็นกิเลสหยาบที่มากีดขวางกำลังใจของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าสมาธิไม่ทรงตัว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จะกำเริบ ทำให้เราฟุ้งซ่านไปในด้านรัก โลภ โกรธ หลง จนกระทั่งบางทีก็กู่ไม่กลับ รักษาอารมณ์ใจให้ทรงตัวไม่ได้ ซึ่งประกอบไปด้วย

    ๑. "กามฉันทะ" คือความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสระหว่างเพศ หลายท่านก็หมกมุ่นจนกระทั่งการปฏิบัติธรรมนั้น แทบจะไม่สามารถเข้ามาสู่ใจได้เลย เพราะสภาพจิตเคยชินกับกิเลสต่าง ๆ ไปแล้ว

    ญาติโยมบางท่านที่กระผม/อาตมภาพรู้จักดีนั้น แค่ในเรื่องของการลิ้มรส หรือว่าข้าวปลาอาหาร ก็จำเป็นที่จะต้องไปร้านที่ได้รับคำแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นประเภท "เชลล์ชวนชิม" หรือ "แม่ช้อยนางรำ" เหล่านี้เป็นต้น ถ้าอยู่ในลักษณะนั้น ก็แปลว่าเราเองโดนกามฉันทะในข้อของรส บีบคั้นจนกระทั่งแทบจะไม่เป็นตัวเป็นตน แต่หลายท่านก็รู้ตัวช้ามาก ทำให้โอกาสที่จะปฏิบัติธรรมนั้นแทบจะไม่มีเลย เพราะว่าจิตใจฟุ้งซ่านไปในเรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ตลอดเวลา
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๒. "ความพยาบาท" ซึ่งความจริงก็มีพื้นฐานมาจากการกระทบกระทั่ง แล้วก่อให้เกิดความโกรธ เมื่อไม่สามารถที่จะแก้ไขความโกรธนั้นได้ ก็กลายเป็นผูกโกรธ คือ "อาฆาตพยาบาท" นำไฟมาเผาใจตนเอง แต่ละวันมีแต่ความร้อนรุ่ม คิดอยากจะให้บุคคลที่เราโกรธนั้น ประกอบไปด้วยความพินาศแบบนั้นแบบนี้ ฟุ้งซ่านจนจิตใจของตนเองไม่สงบ

    ๓. "ถีนมิทธะ" ความง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจ ไม่อยากจะปฏิบัติธรรม เวลาปกติก็รู้สึกคึกคักเข้มแข็ง อยากจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอให้นั่งภาวนาเมื่อไร ก็เกิดความโงกความง่วงขึ้นมาในทันทีทันใด หรือไม่ก็ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมปฏิบัติธรรมเสียที มัวแต่ต่อรองกันอยู่นั่นแหละว่า "พรุ่งนี้ค่อยทำดีกว่า มะรืนค่อยทำดีกว่า" เป็นต้น

    ข้อต่อไปที่เราจะใช้วัดกิเลสของตนเองว่ามีท่วมท้นล้นใจอยู่หรือไม่ ก็คือ ๔. "อุทธัจจกุกกุจจะ" ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจากนิวรณ์ทั้งหลายเหล่านี้นี่เอง เมื่อหงุดหงิดขึ้นมา บางคนก็โกรธ เตะหมูเตะหมาไปเรื่อย เห็นของขวางอยู่ บางทีก็เตะปลิวกระเด็น โมโหโกรธาว่าใครเอามาวางขวางไว้ ทั้ง ๆ ที่คนวางก็ลืมไปเนิ่นนานแล้ว เป็นต้น

    ข้อสุดท้ายก็คือ ๕. "วิจิกิจฉา" มีความลังเลสงสัยอยู่นั่นแหละว่า คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือไม่ ? การปฏิบัติธรรมจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อเราหรือไม่ ? เป็นต้น

    เรื่องพวกนี้จะเป็นข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม ถ้าหากว่ามีอยู่ในจิตในใจของเรา ก็จะกลายเป็นเครื่องกั้นให้ความสงบระงับเกิดขึ้นกับใจของเราไม่ได้ วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ รู้ตัวขึ้นมาเมื่อไร ก็วิ่งมาหาลมหายใจเข้าออกของเราทันที ถ้าหากว่าเราปฏิบัติสายพองยุบ ก็กลับมาดูพองยุบของเรา ถ้าปฏิบัติสายวิสุทธิมรรค ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกของเรา

    แรก ๆ ก็จะมีการยื้อแย่งกัน ก็คือฝ่ายที่รู้ตัว มีสติ ก็พยายามกำหนดอยู่กับพองยุบ หรืออยู่กับลมหายใจเข้าออก แต่ว่าฝ่ายที่ต้องการจะดึงเราออกไปสู่ความฟุ้งซ่าน ก็พยายามทำให้เราคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ต้องต่อสู้กันด้วยความเหนื่อยยากอยู่ระยะหนึ่งทีเดียว กว่าที่จะยอมสงบระงับ อยู่กับการภาวนาตรงหน้าของเราได้..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    คราวนี้ญาติโยมส่วนใหญ่ ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณรก็ตาม ที่ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ มักจะมีข้อเสียอยู่ก็คือ เมื่อถึงเวลาเลิกภาวนาแล้วก็ทิ้งหมดเลย โดยที่ไม่ได้เหลืออะไรเอาไว้ในจิตในใจของตน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ส่วนที่สำคัญก็คือ ต้องสามารถใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เราปฏิบัติตอนเช้า ๑ ชั่วโมง ตอนเย็น ๑ ชั่วโมง เราก็ยังมี ๒๒ ชั่วโมงที่ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา แปลว่าทำเท่าไรก็ไม่เพียงพอนั่นเอง

    ดังนั้น..เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนอารมณ์ใจทรงตัวดีแล้ว ถึงเวลาเลิกหรือว่าคลายบัลลังก์ไป เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาสติระมัดระวังอยู่กับพองยุบ หรือว่าลมหายใจเข้าออกของเรา พยายามประคับประคองไว้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ใหม่ ๆ ๑ นาที ๒ นาทีก็ถือว่าดีมากแล้ว หลังจากที่พยายามประคับประคองไปเรื่อย ก็จะได้เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง เป็นต้น ยิ่งสามารถรักษาอารมณ์ใจของเราให้อยู่กับการภาวนาได้นานมากเท่าไร จิตใจของเราก็จะสงบระงับ มีความเยือกเย็นมากเท่านั้น กำลังสมาธิก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น

    แต่ก็ต้องระมัดระวังอีกว่า ถ้าท่านทั้งหลายภาวนารักษาสมาธิเอาไว้แล้ว ต้องรู้จักนำสมาธินั้นไปใช้งานด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว กิเลสก็จะนำสมาธินั้นไปใช้เอง ก็คือพอเราเผลอเมื่อไร รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้น ก็จะมาแบบฟ้าถล่มดินทลาย หรือว่าเขื่อนแตกเลยทีเดียว เนื่องเพราะว่าเขาได้กำลังจากสมาธิที่เราทำไว้นั่นเอง ไปใช้ในการฟุ้งซ่าน รัก โลภ โกรธ หลง

    สังเกตว่าถ้าเป็นดังนั้น เราจะฟุ้งซ่านอย่างเป็นหลักเป็นฐาน เป็นงานเป็นการ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดึงกลับได้ ทำให้เกิดอาการจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก บางคนก็เสียไปเป็นเดือน ๆ บางคนก็เสียไปเป็นปี ๆ เนื่องเพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเอากำลังสมาธิมาใช้ในการพิจารณาข้อธรรม เมื่อเผลอก็โดนกิเลสปล้นเอาไปใช้เสียเอง กลายเป็นว่าเราเลี้ยงโจรไว้ทำร้ายตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา..!


    เรื่องพวกนี้ถ้าหากเราไม่มีประสบการณ์ บางทีก็จะอยู่ในลักษณะแบบนี้ไปเรื่อย กลายเป็นว่าปฏิบัติธรรมมา ไม่ว่าจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาก็ตาม เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ก็เอาดีไม่ได้ เนื่องเพราะว่ากำลังไม่พอที่จะใช้ในการตัดกิเลส ในเมื่อกำลังเพียงพอ ก็ยังไม่รู้จักใช้งาน โดนกิเลสขโมยเอาไปใช้อีกต่างหาก..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    อีกส่วนหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากก็คือ เมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้ว จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "อุปกิเลส" ถ้าหากว่าท่านที่เรียนภาษาบาลีมาก็จะรู้ คำว่า "อุป" เป็น "อุปสรรค" คือ "คำนำหน้า" แปลว่า "ใกล้" "กิเลส" ก็คือ กิเลสความเศร้าหมอง รัก โลภ โกรธ หลง ในใจของเรานี้เอง

    สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้เรียกว่า "อุปกิเลส ๑๐ อย่าง" อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าหลายอย่าง จะเกิดขึ้นกับนักปฏิบัติธรรมของเราเสมอ ถ้าหากว่าเรารักษากำลังใจ หรือปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็จะเป็นแค่ "อุปกิเลส" ก็คือสิ่งที่ "ใกล้จะเป็นกิเลส" แต่ถ้าหากว่ารักษากำลังใจไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็น "กิเลส" ทันที ประกอบไปด้วย

    ๑) "โอภาส" ก็คือเกิดแสงสว่างขึ้นมา ไม่ว่าจะอยู่ในที่มืดแค่ไหนก็ตาม จะมีความสว่างเจิดจ้าไปหมด เหมือนอย่างกับกลางวันในแสงพระอาทิตย์ยามเที่ยงก็มี เกิดเป็นแสงเป็นสี เป็นจุดเป็นขีด เป็นแผ่นเป็นผืนก็ตาม สิ่งนี้ทำให้บางคนเข้าใจว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ความสงบเบื้องต้นเท่านั้น จึงเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราไปอยากจะให้เกิดอีก ทำเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะให้เกิดใหม่ได้ เนื่องเพราะว่ากำลังใจของเราไม่สงบ เพราะไปฟุ้งซ่าน อยากจะให้แสงสว่างนั้นเกิดขึ้นอีก

    ๒) "ญาณ" เป็นเครื่องรู้ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะคิดอะไรก็เป็นเหตุเป็นผลไปหมด ทำให้สามารถอธิบายเรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น ได้แทบทั้งนั้น ยกเว้นอยู่อย่างเดียวว่า ในเรื่องของการตัดกิเลสนั้นเราจะไม่รู้ เนื่องเพราะว่าโดนกิเลสชักจูง ให้ฟุ้งซ่านไปสารพัดเรื่องเสียแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นเหตุเป็นผล

    แม้กระทั่งเห็นภาพพระพุทธรูป เมื่อพระพุทธรูปเขาปิดทองแล้ว ก็มีการทาสีที่ฐานให้เป็นสีแดง ยังอุตส่าห์คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า "สีแดงนั้นเป็นสีของมาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชนะมารแล้ว จึงต้องนั่งอยู่เหนือสีแดง" เหล่านี้เป็นต้น การคิดพวกนี้ ถ้าหากว่าเรามีสติ ก็จะเห็นว่า
    เขาให้เราคิดไปได้สารพัดเรื่อง ยกเว้นอย่างเดียวก็คือคิดในการตัดกิเลส

    บุคคลที่มาถึงตรงจุดนี้นั้น ถ้าหากว่าเรียนวิชาทางโลกจะดีมาก เพราะว่าจะเป็นทฤษฎีที่ยากเพียงไหนก็ตาม ก็สามารถอธิบายได้หมด แต่ว่าเราก็จะกลายเป็นออกทะเล ก็คือยิ่งคิดไปก็ยิ่งกว้างไปทุกขณะ หาจุดจบไม่ได้นั่นเอง..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๓) "ปีติ" มีความอิ่มเอิบใจเกิดขึ้น จนเกิดอาการต่าง ๆ ๕ อย่าง เช่น ขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง บางคนก็ดิ้นตึงตังโครมคราม เหมือนผีเจ้าเข้าสิงไปเลย หรือว่า ลอยขึ้นทั้งตัว หรือ รู้สึกตัวพอง ตัวแตก ตัวระเบิด เหล่านี้เป็นต้น

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จักสังเกตจะเห็นว่า ความจริงเป็นเพียงร่างกายที่เกิดอาการเหล่านั้น แต่สภาพจิตของเราสงบระงับเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ควรที่จะไปหวาดกลัว จนกระทั่งบางท่านถึงกับทิ้งการปฏิบัติธรรมไปเลย เพราะตกใจว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

    ๔) "ปัสสัทธิ" เป็นความสงบระงับอย่างยิ่ง สงบเพราะเกิดจากกำลังสมาธิที่เป็นอัปปนาสมาธิ หรือว่าบางท่านเรียกว่า "ฌาน" กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นไม่ได้เลย บางคนสามารถรักษาอารมณ์ใจไว้ได้นานเป็นเดือน ๆ ทำให้เข้าใจผิด คิดว่าตนเองปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง แล้ว แต่ความจริงกิเลสนั้นไปนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ถ้าหากว่าเผลอสติ สมาธิหลุดเมื่อไร กิเลสก็จะตีกลับมา กลายเป็นว่าเราอาจจะจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตกไปได้

    ๕) "สุข" เป็นความเย็นกายเย็นใจ สุขอย่างประณีตจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เนื่องเพราะว่า โดยปกติแล้ว ปุถุชนทั้งหลายจะมีไฟใหญ่ ๔ กอง คือ ไฟรัก ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง เผาผลาญเราให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อสมาธิกดให้เกิดความสงบระงับ จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน อำนาจของสมาธิไปดับไฟ ๔ กองนี้ลงชั่วคราว บุคคลที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา อยู่ ๆ ไฟดับไป จะมีความสุขแค่ไหน ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้

    แต่เราท่านทั้งหลายต้องระมัดระวังไว้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ทำเมื่อไรก็ปรารถนาอยู่แค่นี้ ก็จะกลายเป็น ติดอยู่ในความสุข กลายเป็นว่าท่านทั้งหลายจะติดในสังโยชน์ใหญ่ ก็คือ "รูปราคะ" และ "อรูปราคะ" ก็คือ ติดในรูปและสิ่งที่ไม่ใช่รูป ซึ่งที่ละเอียดที่สุดก็คือ "รูปฌาน" และ "อรูปฌาน" นั่นเอง
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๖) "อธิโมกข์" เป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เชื่ออย่างชนิดฝังหัว โดยเฉพาะเชื่อเพราะว่าตนเองรู้เห็นเอง อย่างเช่นว่า ญาณบางอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ทิพจักขุญาณ ให้เราเห็นสิ่งโน้นสิ่งนี้ แล้วเราก็ไปน้อมใจเชื่อ เนื่องเพราะว่าเห็นด้วยตนเอง ถ้าเกิดขึ้นในลักษณะนี้จะอันตรายมาก เพราะว่าถ้าเราคล้อยตามไปเมื่อไร ก็อาจจะโดนดึงออกนอกทางของการปฏิบัติที่ถูกต้องไปเลย ความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเขาได้เสียด้วย เพราะว่าเขายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเองรู้เห็น

    กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบเทียบว่า เราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมา เราก็ลากมีดลากปืนเข้าไปช่วย เกือบจะโดนเขากระทืบตาย..! เพราะว่าเขาถ่ายภาพยนตร์กันอยู่ แล้วสิ่งที่เราเห็นนั้น เราเห็นจริงหรือไม่ ? ก็เห็นจริง ๆ แต่เรื่องที่เราเห็นนั้นจริงหรือไม่ ? ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง เพราะว่าเขาถ่ายหนัง ถ่ายภาพยนตร์กันอยู่ เหล่านี้เป็นต้น ต้องรอวาระที่กุศลมาสนองจริง ๆ ท่านทั้งหลายเหล่านี้จึงจะได้สติขึ้นมา ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเชื่อฝังหัวอยู่อย่างนั้น จนทำให้เสียการปฏิบัติธรรมของตนเองไปโดยใช่เหตุ

    ๗) "ปัคคาหะ" คือ มีความเพียรเป็นอย่างยิ่ง เพียรอย่างชนิดที่เหลือเชื่อ กระผม/อาตมภาพเคยเจอมาด้วยตนเอง ก็คือมีลูกศิษย์อยู่ท่านหนึ่ง ถึงขนาดเดินจงกรมและภาวนาต่อเนื่องกันทั้งวันทั้งคืน เป็นเวลาเกือบ ๒ เดือนเต็ม ๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านอยู่ได้ด้วยอำนาจของสมาธิหรือว่าอะไร ? ถ้าเป็นบุคคลปกติไม่กินไม่นอนขนาดนั้น ก็คงจะสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ว่าท่านก็อยู่ของท่านได้..!

    แล้วท้ายที่สุด เมื่อร่างกายไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน ก็เกิดอาการสติแตก ถึงขนาดต้องนำเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เมื่อได้รับยาจากหมอแล้ว ก็หมดสภาพไปหลายวันเลยทีเดียว ก็คือ นอนอย่างชนิดเหมือนกับคนตาย เนื่องเพราะว่าเกิดความเพียรขึ้นมา รู้สึกว่าถ้าต่ออีกนิดเดียวก็จะได้แล้ว อีกนิดเดียวก็จะได้แล้ว คำว่า "ได้" ในที่นี้ก็คือได้มรรคได้ผลนั่นเอง

    ทำให้ลืมไปว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนในเรื่องของ "ทางสายกลาง" ในเมื่อขาดทางสายกลาง โอกาสที่จะบรรลุมรรคบรรลุผลก็ไม่มี ตัวอย่างก็คือ "พระอานนท์เถระ" ที่เร่งการปฏิบัติในคืนก่อนทำสังคายนาพระธรรมวินัย จนกระทั่งท้ายสุด เมื่อเห็นว่าไม่สามารถที่จะบรรลุได้แล้ว ท่านก็คลายกำลังใจลง เตรียมพักผ่อน จิตเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ในช่วงที่เอนตัวลงยังไม่ทันจะนอนนั่นเอง..!
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๘) "อุปัฏฐาน" มีสติแก่กล้าเป็นอย่างยิ่ง ตั้งมั่นอยู่ทั้งวันทั้งคืนกับองค์ภาวนา จะหลับ จะตื่น จะยืน จะนั่ง มีสติรู้ตัวอยู่ตลอด หลับอยู่ก็รู้ว่าตัวเองหลับ จะตื่นก็ยังต้องให้ตัวเองสั่งก่อนว่าให้ตื่น เมื่อถึงเวลาสั่งให้ตื่น สภาพจิตก็จะคลายออกจากสมาธิตรงหน้า กระจายไปจนถึงทั่วมือเท้าของตน เมื่อประสาทความรู้สึกครบถ้วนแล้ว ก็จะสั่งการว่า "พลิกตัว ลุกนั่ง ยืนขึ้น ไปห้องน้ำ" เหล่านี้เป็นต้น ขั้นตอนพวกนี้ ในขณะที่สติของเราแก่กล้านั้น เหมือนอย่างกับว่าช้ามาก ๆ แต่ความจริงแล้ว ถ้าบุคคลที่เห็นอยู่ก็คือ เราลืมตาขึ้น พลิกตัว ลุกนั่งแล้วเดินไปเลย..!

    ถ้าหากว่าใครมาถึงตรงนี้ ก็มีโอกาสที่จะหลงคิดว่าตนเองได้มรรคได้ผลแล้ว เพราะว่าสติสมบูรณ์มากจนกระทั่งไม่ไปก่อให้เกิดเชื้อของ รัก โลภ โกรธ หลง บุคคลที่เข้าถึง หลงผิดไปว่าตนเองได้มรรคได้ผลก็ไม่ใช่ความผิด แต่ว่าอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านมีโอกาสหลงทางได้ง่ายมาก..!

    ๙) "อุเบกขา" มีกำลังใจตั้งมั่น ซึ่งท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าต้องการเข้าถึงอัปปนาสมาธิ คือสมาธิที่ทรงตัวตั้งมั่น จน รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สามารถจะแทรกมาได้ชั่วคราวนั้น ท่านจะต้องมีอุเบกขาในทุกระดับของสมาธิ อย่างเช่นว่า ถ้าหากเป็นปฐมฌาน ครูบาอาจารย์ท่านอธิบายว่า ประกอบไปด้วย

    "วิตก" คือ คิดนึกตรึกอยู่ว่าเราจะภาวนา

    "วิจาร" ก็คือ รู้ตัวอยู่ว่าตอนนี้ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น พองยุบของเรายาว หรือว่าพองยุบของเราสั้น หนักเบาเท่าไร เป็นต้น

    "ปีติ" มีอาการต่าง ๆ ๕ อย่างเกิดขึ้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จากนั้นก็เป็น "ความสุข" และเข้าถึง "เอกัคคตารมณ์" คืออารมณ์ใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติไปถึง จะรู้สึกว่าเกิดขึ้นในพริบตาเดียว จนเหมือนกับเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แต่บุคคลที่จิตละเอียด จะเห็นว่าค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละขั้น ๆ จนกระทั่ง ท้ายที่สุด "เอกัคคตารมณ์" นั่นแหละคือตัวอุเบกขา ถ้าไม่มี "เอกัคคตารมณ์" เราไม่สามารถที่จะทรงอัปปนาสมาธิได้เลย

    ตัว "เอกัคคตารมณ์" นั้น กระผม/อาตมภาพสรุปง่าย ๆ ว่าคือตัว "ช่างมัน" เรามีหน้าที่ภาวนา เรามีหน้าที่ดูพองยุบ เรามีหน้าที่ดูลมหายใจเข้าออก ส่วนเมื่อดูไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมัน อารมณ์จิตจะทรงตัวหรือไม่ทรงตัว จะเป็นอัปปนาสมาธิหรือไม่เป็นก็ช่างเถิด เราจะทำหน้าที่ของเรา ถ้าสามารถวางกำลังใจแบบนี้ได้ ท่านจะเข้าถึงสมาธิได้เร็วมาก เพราะว่ามีตัวอุเบกขานั่นเอง
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,306
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,283
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๑๐) "นิกันติ" ก็คือความพอใจ ความติดใจ ซึ่งตรงนี้จะทำให้ท่านทั้งหลาย บางทีก็ไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติธรรม จนกระทั่งโหมไป กลายเป็นขาดการพักผ่อน เมื่อนานไปร่างกายก็อาจจะพังก่อนเวลา หรือว่าโหมจนสมาธิพังไปเอง..!

    โดยเฉพาะเมื่อตัวนี้เกิดขึ้นแล้ว ความรัก โลภ โกรธ หลง ในใจเราจะมีน้อยมาก ๆ ถ้าหากว่าสติไม่มั่นคง สมาธิไม่พอเพียง ปัญญาไม่แก่กล้า จนรวมกันเป็น "มัคคสมังคี" คือ เป็นหนึ่งเดียว แล้วสอดส่องลงไปอย่างชัดเจน เราจะไม่เห็นเลยว่ายังมีเงาบาง เงาจางอยู่ในจิตในใจของเรา ที่จะเป็นตัวผูก ตัวร้อยรัด ให้เราติดอยู่ในโลกนี้ต่อไป โดยที่ไม่สามารถจะหลุดพ้นได้

    ท่านทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังเอาไว้ โดยเฉพาะตัว "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือว่าหนทางสายกลางนั้น ไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านทั้งหลายปฏิบัติธรรมไปแล้ว ต้องหาช่องพอเหมาะพอดีของตนเอง ตัวเราเองนั่งสมาธิ ๓๐ นาที บางทีก็รู้สึกว่าปางตายแล้ว แต่ว่าเพื่อนฝูงบางทีนั่งข้ามวันข้ามคืน ไม่เห็นเขารู้สึกอะไรเลย เนื่องเพราะว่ามัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐานเป๊ะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หากแต่ว่าขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา ของแต่ละคนที่สร้างสมมา จึงต้องหาจังหวะที่พอเหมาะพอดีของตนให้ได้

    อย่างเช่นถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ก็ให้ลองฝืนต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ถ้าหากว่าฝืนแล้วไปต่อได้ แปลว่าเมื่อครู่นี้กิเลสหลอกเราแล้ว แต่ถึงแม้ฝืนแล้วยังไปต่อได้ ก็ต้องตั้งเวลาไว้ด้วย อย่างเช่นว่า ๑ ชั่วโมง เราจะต้องพักผ่อน หรือว่า ๒ ชั่วโมง เราจะต้องพักผ่อน เป็นต้น

    เมื่อสภาพจิตของเราคลายออกมาจากการพักผ่อนแล้ว ก็สามารถที่จะปฏิบัติต่อไปได้ ไม่ใช่ว่าไปโหมต่อเนื่องกันเป็นวันเป็นคืน เห็นคนอื่นทำได้ เราจะทำอย่างนั้นบ้าง แต่ปรากฏว่า สติ สมาธิ และปัญญาของเรา ไม่เท่ากับคนอื่นเขา ในเมื่อไปโหมในลักษณะนั้น โอกาสที่เราเองจะสมาธิตก หรือว่าจิตตก หรือว่ากรรมฐานแตกก็จะมีขึ้นได้
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...