คลังเรื่องเด่น
-
ฐานอย่างเดียวสำคัญที่สุด
ฐานอย่างเดียวสำคัญที่สุด -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
"รักษาสมบัติของพ่อแม่ครูบาอาจารย์" (หลวงปู่ลี กุสลธโร)
.
"รักษาสมบัติของพ่อแม่ครูบาอาจารย์"
" .. "หลวงปู่ลี กุสลธโร" ท่านเป็นพระกรรมฐานผู้อยู่สบายพูดง่ายพูดตรง จิตของท่านหลุดโล่งโปร่งไร้เขตแดนเป็นอิสระเสรี ไร้ทุกข์ ผ่องใส เบิกบาน ไม่ติดข้อง ไม่ถูกครอบงำรัดรึง
การเคลื่อนไปมาขององค์ท่านจึงสะดวกสบายคล่องตัวตามปรารถนา "ไม่ต้องมัวห่วงกังวลกับการปกป้องรักษาตนเอง" ท่านไปได้ทั่ว ลอยพ้นจากโลกธรรม ถึงอยู่ในโลกแต่ไม่ติดโลก อันโลกที่เพียบแปล้ไปด้วยกิเลสฉาบทาท่านไม่ได้แล้ว
ในปีนี้ "องค์ท่านได้รับนิมนต์จากคณะสงฆ์และชาวบ้านใต้อีกครั้ง" ด้วยความเมตตาชาวบ้านใต้ ท่านจึงได้ย้อนกลับมาจำพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้อีกเป็นครั้งที่ ๒ ดำริของท่านที่มาจำพรรษาในครั้งนี้ คือ "รักษาสมบัติของพ่อแม่ครูบาอาจารย์"
คำว่า "สมบัติของครูบาอาจารย์" คือรอยมือรอยเท้ารอยธรรม "ที่ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ได้สร้างเอาไว้ดีแล้ว" ด้วยว่าองค์ท่านกับพระอาจารย์สุพัฒน์เคยจำพรรษาและออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาร่วมกัน ในที่หลายแห่งและท่านทั้งสองเป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดป่าบ้านตาดในองค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
สมบัติอย่างที่หนึ่ง... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
คาถา "ทุกขาทุกขัง ปะติถิตัง สัมปติฉามิ"
คาถา "ทุกขาทุกขัง ปะติถิตัง สัมปติฉามิ"
(จากเรื่อง บันทึกความจำพิเศษ)
เป็นอันว่าลุงท่านก็รู้จักนิสัยดื้อ พระท่านก็รู้ยี่ห้อดื้อ พรหมก็รู้ดื้อ ใครก็รู้เรื่องดื้อ ใครก็รู้มันดื้อมากี่แสนชาติแล้ว แต่ความจริงก็ดื้ออย่างมีเหตุมีผล ไอ้งานที่ทำมันต้องพูด มันต้องเดินทาง นี่เดินทางคราวไรท้องผูกเครียดถ่ายไม่ออก ถ้าพูดหนักๆเข้าแม้แต่บันทึกเสียง ท้องผูกถ่ายไม่ออกอืดเสียดและงานที่ต้องทำคือสอนพระศาสนามันต้องพูด และมันก็ต้องเดินทาง และก็โรคมันขวางสองทาง เราจะอยู่เพื่ออะไร
ก็เป็นอันว่าลุงกลับ ก็นอน พอนอนลงไปก็นึกในใจว่า
คาถาบทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ว่า คาถาบทนี้ถ้าทำน้ำมนต์แล้วรักษาได้ทุกโรคนั่นคือ
"ทุกขาทุกขัง ปะติถิตัง สัมปติฉามิ"
ก็นึกในใจว่าถ้าคาถาบทนี้ถ้ารักษาตัวเราเองไม่หาย จะไปรักษาใคร ในเมื่อท่านให้เรา เราก็ลองรักษาตัวดู ถ้าคาถาบทนี้รักษาเราไม่หายก็จะไม่เกิดประโยชน์กับใคร คุณสุวิทย์เธอรักษาภรรยาเธอ ให้ภรรยาเธอภาวนาบทนี้แล้วใช้มีดหมอแตะร่างกายเธอหายปวด หายปวดอย่างอัศจรรย์
ก็นอนภาวนาคาถาบทนี้เป็นฌาน คิดว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การภาวนาทุกอย่างจะใช้คาถาทนี้เรื่อยไปจนกว่าโรคจะหาย... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
วันหนึ่ง คืนหนึ่ง ให้ไหว้พระสวดมนต์ (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
"วันหนึ่ง คืนหนึ่ง ให้ไหว้พระสวดมนต์
การไหว้พระสวดมนต์นี้ เป็นจิตเป็นใจ
เป็นสารคุณ มหาคุณต่อจิตใจของเราจริงๆ
การระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ซึ่งเป็นธรรมชาติอันเสิศเลอ เมื่อน้อมเข้ามาสู่จิต
จิตจะกลายเป็นจิตที่เสิศเลอไปตามกัน
การสวดมนต์ให้อยู่กับบทสวดมนต์ด้วยสติ
ให้สติกับคำสวดมนต์ติดแนบกันไป นั้นแล..
คือการบำเพ็ญธรรมอยู่ในนั้น
และขอให้พี่น้องทั้งหลาย ได้นำธรรมนี้ เป็นที่ระลึก
ไหว้พระสวดมนต์ จากนั้นให้พากันทำความสงบใจ
บำเพ็ญเพียรภาวนา จึงสมชื่อว่าเป็นชาวพุทธ"
โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
"หลวงตาสอนลูกหลาน"
วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook พุทธมหาเจดีย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ภูผาแดง -
"พุทธะเกิดที่ใจ เกิดจากใจ" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"พุทธะเกิดที่ใจ เกิดจากใจ"
" .. "พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาที่ใจ พุทธะเกิดที่ใจ" ใจมันเข้าถึงผู้รู้แล้วก็เข้าถึงพุทธะ "พุทธะ คือผู้รู้คือผู้เห็น" เห็นเหตุเห็นผลเห็นเรื่องราวต่าง ๆ เห็นสิ่งแวดล้อมเรื่องใจนั้น เช่น "เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง" มันเกิดจากใจนั้น .."
" .. แท้ที่จริง "พุทธะ ก็เกิดที่ใจ เกิดจากใจ" เพราะการปฏิบัติบำบัดเรื่องต่าง ๆ ออกจากใจ ทำให้ผ่องใสสะอาด ชำระให้หมดจดจากใจ เหตุนั้น "ใจจึงเป็นของสำคัญที่สุด" ถ้าปฏิบัติเข้าถึงใจเมื่อไรจึงจะเห็นใจเมื่อนั้น เป็นพุทธะเมื่อนั้น ถ้าไม่ถึงใจแล้วยังไม่ถึงพุทธะหรอก .. "
"หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี" -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
ตอนเป็นมนุษย์ทำบุญมากมาย ทำไมตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
หลวงปู่ขาว อนาลโย เจอเปรตตนหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เปรตตนนี้ ตัวเป็นเปรตแต่หัวเป็นเสือ โยมผู้นี้สมัยมีชีวิตอยู่ชอบทำบุญ ใครชวนทำบุญก็ทำ แต่เวลาตายทำไมถึงเป็นเปรต
หลวงปู่ขาว ท่านถามเปรตตนนั้นว่า "ทำไมหรือคุณโยมจึงมาเป็นเสือ ทำบุญตั้งมากมาย ทำบุญจนจะหมดตัวอยู่แล้ว .. ?"
เปรตเสือตอบว่า "ดิฉันโกรธมาก เมื่อความโกรธ มันขึ้นมาอยู่ที่หน้าตา ดิฉันมองไม่เห็นใครเลย ด่าพระ ด่าเจ้า ด่าข้าทาสบริวาร ด่าลูกด่าหลาน ด่าผัวด่าลูก ด่าเชื้อด่าชาติ ของที่เราเคารพนับถือ มีคุณมีค่าแต่เก่าก่อน ยกขึ้นมาด่าจนหมดสิ้น"
"เป็นเพราะความโกรธตัวเดียว".......ทำให้ดิฉันหมดความดี คือ "อริยทรัพย์" ตายแล้ว จึงเกิดมาเป็นเสือเสวยทุกขเวทนา เป็นเปรตเสืออยู่อย่างนี้แหละ" เจ้าค่ะ
บางคน ทำบุญทำทานกันใหญ่โตมโหฬาร แต่เสียเพราะความโกรธ ความมีโทสะ ความโกรธไปไหม้กุศลผลบุญจนหมดสิ้น เมื่อหมดบุญหมดกุศล บาปก็พลอยทวีคูณขึ้น ผลทานก็หนี ผลศีลก็ไม่มี ผลภาวนา ก็หนีเข้าป่าไปหมด ตายแล้ว ก็ไปเกิดเป็นเปรต
โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
การบวชเป็นการฝึกตนที่จะมีบททดสอบมาให้ทำตลอดเวลา
เรื่องของสมาธิภาวนาเป็นการทำซ้ำ ท่านทั้งหลายจะเบื่อไม่ได้ จะล้าไม่ได้ พวกเราส่วนใหญ่มีข้อบกพร่องก็คือทำตัวเป็นคนเบื่อง่าย แล้วในเมื่อทำตัวเป็นปลาตายลอยน้ำ เดี๋ยวก็ล้า..หมดกำลังใจที่จะทำต่อ
ไม่ต้องอะไรมากมาย แค่กรรมฐานช่วงเช้า ถ้าเป็นบุคคลที่ทรงกำลังใจมั่นคงจริง ๆ จะมาก่อนเวลาเสมอ ไม่ใช่กรรมฐานจบแล้วค่อยโผล่มาทำวัตรเช้า หรือไม่ใช่หมดไปตั้งครึ่งตั้งค่อนแล้วค่อยโผล่มา การวัดกำลังใจของตัวเรา แค่นี้ก็จะรู้แล้วว่าเราจะมีความก้าวหน้าในพระพุทธศาสนา หรือว่าท้ายสุดก็กลายเป็นซากศพที่โดนคลื่นซัดสู่ฝั่ง..!
เพราะว่าในเรื่องของการบรรพชาอุปสมบทนั้น สิ่งทดลองต่าง ๆ ที่มาในรูปลักษณ์ของ รัก โลภ โกรธ หลง แตกแขนงออกไปเป็นล้าน ๆ แบบ ถ้าเราประมาทแม้แต่นิดเดียว ก็จะเปิดโอกาสให้กิเลสทำอันตรายเราได้ แล้วเราก็จะกลายเป็นผู้แพ้ โดนคัดออก..!
อย่างที่ "หลวงปู่ไดโนเสาร์" ท่านใช้คำว่า "สอบตก" เดี๋ยวพวกท่านก็จะบอกอีกว่า "สอบได้เป็นของตลก สอบตกเป็นของธรรมดา" จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องจริง แต่ว่าสอบตกก็คือพลาด ผิดพลาดตรงไหน ต้องเอามาเป็นบทเรียนแล้วแก้ไข จนกว่าเราจะไม่พลาดอีก เราจึงต้องทำซ้ำแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่ตลอดเวลา... -
"ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต" (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
.
"ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต"
" .. ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากจิตนี้โดยตรง "ธรรมที่เป็นอกุศลก็ดี ที่เป็นกุศลก็ดี ย่อมมีจิตนี้เป็นผู้สร้างขึ้น" เพราะฉะนั้น ให้พึงพากันเข้าใจ "ไม่ใช่มันมาเอง บาปบุญถ้าใจไม่คิด ไม่ดำริขึ้นแล้ว ไม่มี" แต่ว่าจิตนี้ก็ต้องได้อาศัยร่างกายนี้แหละ จึงคิดไปทางบุญทางบาปได้ "ถ้ามีแต่ลำพังจิต ไปทำบุญทำบาปอะไรไม่ได้เลย" ต้องพิจารณาดู
ดังนั้นการปฏิบัติในพุทธศาสนา "พระศาสดาจึงทรงสอนให้ สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ" ไปพร้อม ๆ กันเลย เพราะมันเนื่องกัน "แล้วยังสอนให้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้าไปอีก" เพราะว่าตาเป็นต้นนี้ เหล่านี้ ถ้าเมื่อไม่สำรวม ไม่พิจารณา จิตมันก็หลงไปตามตาเหมือนกัน .. "
"อุบายฝึกจิตไม่ให้ข้องในโลกนี้"
(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) ๔ กรกฏาคม ๒๕๓๓ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
แยกจิตแยกรู้ออกจากกัน เพื่อละสังโยชน์และเข้าสู่ผลนิโรธสมาบัติ:ท่านจิตโต
แยกจิตแยกรู้ออกจากกัน เพื่อละสังโยชน์และเข้าสู่ผลนิโรธสมาบัติ
..คนที่เขาดับระหว่างจิตกับรู้ได้ เขาต้องแยกว่านี่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่อย่างนี้
จิตมันเป็นสภาพเป็นเราก็จริง แต่ว่า ตราบใดที่จิตยังอยู่ในร่างกาย จิตก็มีสภาพที่ต้องรับรู้กับสิ่งที่เป็นขันธ์๕ของกาย ทำให้จิตมันก็เหมือนกับเป็นขันธ์๕เหมือนกัน งั้นพอเวลาเมื่อจิตเป็นขันธ์๕เหมือนกัน เขาเลยแยกระหว่างรู้กับจิตออกจากกันอีกทีนึง อีกชั้นนึง
พอมันแยกออกจากกันอีกชั้นนึงปั๊บ ความเป็นจิตมันก็ไม่มีความสนใจ ที่เราจะต้องไปสนใจในสภาพที่จิตเป็นอะไร ก็ปล่อยเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับของจิตไป รู้ก็ตั้งมั่นเป็นผู้ที่ทรงอยู่ในสมาธิฌาณ๔
“ตรงนี้ การแยกจิตแยกรู้ออกจากกัน แล้วไม่ลังเลสงสัย เขาเรียกว่ามันละสังโยชน์”
พอละสังโยชน์ปั๊ปได้ เขาก็ได้ตั้งแต่พระอนาคามีทรงปฏิสัมภิทาญาณ หรือว่าความเป็นถึงพระอรหันต์ทรงปฏิสัมภิทาญาณ เวลาเขาอยู่ในอารมณ์ที่แยกออกจากกันกับสิ่งนี้ปุ๊ป แล้วทรงฌาน๔ตั้งมั่น เขาจึงเข้าผลนิโรธสมาบัติ..
คัดลอกเฉพาะบางส่วนจากไฟล์เสียงต้นฉบับนี้
วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ ปกิณกะธรรมวิชามโนมยิทธิและวิชากสิณจิต -
"ประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"ประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า"
" .. "เวลาเราตายไปแล้วเอาไปไม่ได้สักอย่างเดียว" คนมีคนจนเหมือนกันทั้งนั้น สิ่งที่จะนำติดตัวเราไปได้ "คือการรักษาความสงบ" อบรมใจให้ปราศจากความกังวลเกี่ยวข้อง ได้เท่านี้เอง "นี่เป็นหลักสำคัญ เราพึงแสวงหาประโยชน์ในโลกนี้และในโลกหน้า"
โลกนี้คือประกอบอาชีพในทางสุจริต "พร้อมทั้งฝึกหัดจิตของตนไปด้วย" นี้เป็นประโยชน์ปัจจุบัน "โลกหน้าได้แก่เราชำระใจของเราให้บริสุทธิ์สะอาด" เท่าที่จะสะอาดได้ "อันนั้นเป็นสิ่งที่จะติดตามไปในโลกหน้า" .."
"ธรรมเทศนา" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
เวลเวอร์เดีย ออสเตรเลีย ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
สวดมนต์แล้วป่วยเพราะอะไร ( หลวงตาม้า )
สวดมนต์แล้วป่วยเพราะอะไร
---------- -
มงคลชีวิต
มงคลชีวิต
ถาม : พอดีไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ทีนี้เขาแบ่งออกเป็น ๑๐ หมวด แล้วในช่วงต้น ๆ จะเป็นส่วนที่ปฏิบัติได้พื้น ๆ แต่พอช่วงหมวดที่ ๙ หมวดที่ ๑๐ นี่จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติในระดับสูง ก็เลยไม่แน่ใจว่าคนธรรมดานี่จะปฏิบัติได้ครบไหม ?
ตอบ : ถ้าทำได้ครบก็เป็นพระอรหันต์
อย่าลืมว่า "อริยะสัจจานะ ทัสสะนัง เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" การทำอริยสัจให้แจ้งเป็นอุดมมงคลอย่างยิ่ง คนแจ้งในพระอริยสัจ ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น
แล้วหลังจากนั้นก็ "ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะนะกัมปะติ" จิตที่กระทบโลกธรรมแล้วไม่หวั่นไหว
"อโสกัง" เป็นผู้ไม่เศร้าโศก
"วิระชัง" ปราศจากซึ่งธุลี
"เขมัง" เป็นผู้เกษมอยู่ตลอดเวลา
สี่ข้อนี้ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ทำไม่ได้หรอก ดังนั้น..คนที่ทำมงคล ๓๘ ได้ครบทุกข้อ ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น
ถาม : แล้วเราจะแบ่งระดับชั้นอย่างไร ว่าเราควรจะปฏิบัติถึงหมวดไหน ?
ตอบ : ได้ทั้งหมดยิ่งดี สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะทำตามนั้น
อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าเทศน์อะไรก็ตาม พระองค์ท่านหวังมรรคผล สิ่งที่พระองค์ท่านสอนทุกอย่าง ถ้าเราปฏิบัติตามนั้น หวังผลได้ถึงจุดสุดท้าย... -
ฝึกทิพยอำนาจแบบฉบับหลวงตา(หลวงตาม้า วิริยธโร)
ฝึกทิพยอำนาจแบบฉบับหลวงตา(หลวงตาม้า วิริยธโร) -
"เห็นจิตเห็นธรรม" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
.
"เห็นจิตเห็นธรรม"
" .. ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา จะรู้ทุกเวลาว่า "จิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี" ก็จะรู้จำเพาะตนนี้ ดูโทสะ มีอยู่หรือหายโทสะแล้ว ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรามันหายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้
พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น "เห็นอันนี้เรียกว่าเห็นธรรม" จิตของตนเป็นอย่างไร "จิตของตนเป็นกุศล" มีเมตตา มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ "หรือมันยังมีราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำอยู่" ก็จะรู้แล้วจะได้แก้ไขตัวมัน รีบปลดเปลื้องออกไป
"รีบเร่งทำความเพียร" ขับไล่สิ่งที่เศร้าหมอง คือราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ออกไป ให้มันเบาบางไป ออกจากขันธสันดาน "ดวงจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องทำให้คนบริสุทธิ์" ทำให้คนมีสิริ มีโภคทรัพย์ ก็เพราะคนเป็นผู้ทำความดี มีศีล ศีลที่บริบูรณ์แล้วย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ .."
"อนาลโยวาทะ" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน โดย นพ. อวย – มรว. ส่งศรี เกตุสิงห์ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
"จิตมีความสงบ" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
.
"จิตมีความสงบ"
" .. คำว่าจิตเป็นความสงบ "ได้แก่จิตไม่ส่ายแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ" ตามนิสัยของตนที่เคยเป็นมาก่อนที่ไม่ได้ภาวนา "พอเราภาวนาจิตของเรามีความสงบ" เข้ามาสู่ความเป็นอารมณ์อันเดียว "คือรู้อยู่จำเพาะตัวนี้เท่านั้น นี่เรียกว่าจิตสงบ"
ความสงบในตำรานั้น "เข้ามากลายเป็นความสงบในหัวใจของเรา" นี่เรียกว่าภาคปฏิบัติ เริ่มปรากฏแล้วว่าปฏิเวธ "คือรู้ชัดภายในตัวว่าจิตสงบอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างนี้" ความจำได้ในตำราเป็นอย่างนั้น "ความเป็นในจิตของตนเพราะภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้" นี่ก็แยกได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นความจำกับความจริงจึงต่างกัน .. "
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
https://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=1096&CatID=3 -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
"เรื่องที่มากระทบเป็นเครื่องสอน" (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
.
"เรื่องที่มากระทบเป็นเครื่องสอน"
" .. ความจริงแล้ว "เรื่องกระทบต่าง ๆ นั้น มันเป็นเครื่องสอน" เป็นเครื่องบอก บอกว่าอย่างไร ถ้าเรายังมีความโกรธ ความขัดเคืองให้แก่คน ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ให้แก่วัตถุทั้งหลายในโลก "ก็แสดงว่ากิเลสความโกรธ กิเลสความอิจฉา พยาบาทในจิตในใจของเรา"
ที่เรียกว่า "ความโกรธมานะทิฏฐิในนั้นมันมี" ถ้ามันไม่มี มันไม่ออกมาต่อต้าน เพราะว่าเจ้าโทสะนี้ ถ้าจะจัดอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า "เป็นยักษ์ใหญ่ ใครมาแตะต้องไม่ได้" ว่าไม่ดีให้ไม่ได้ "ธรรมดายักษ์นี้เรียกว่าโกรธมาก" หรือว่าสัตว์ก็เสือโคร่งแหละ ใครไปใกล้มันได้ เดี่ยวมันจะกัดคอเอาแหละ .. "
"ถ้าตั้งใจจริงย่อมมีเวลาภาวนา"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
๕ พฤษภาคม ๒๕๑๙ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
ถ้าหากว่าใจของเราหยุดอยู่กับปัจจุบัน กิเลสอะไรก็เกิดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
ถ้าหากว่าใจของเราหยุดอยู่กับปัจจุบัน กิเลสอะไรก็เกิดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว แล้วอยู่กับปัจจุบันอย่างไร ? ก็อยู่กับลมหายใจเข้าออกตรงหน้า หายใจเข้า...ตามรู้เข้าไปจนสุด หายใจออก...ตามรู้ออกมาจนสุด อยู่แค่นี้
รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับฟืน เหมือนกับถ่าน พร้อมที่จะติดไฟอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่เอาไฟไปแหย่ ฟืนกับถ่านจะติดไฟเองได้ไหม ? ก็ติดไม่ได้ เพราะฉะนั้น...วิธีที่ดีที่สุดก็คือหยุดกำลังใจของเราอยู่กับปัจจุบัน ก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก เมื่อกำลังใจทรงตัวแล้ว ก็ตั้งสติประคับประคองเอาไว้ อย่าให้หลุดไปไหน
อย่างที่กระผม/อาตมภาพบอกมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า การปฏิบัติธรรมเหมือนกับการว่ายทวนน้ำ เราต้องสู้กับกระแสของ รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่พยายามจ้วงเอาไว้ ก็แปลว่าต้องไหลตามน้ำไป
บางคนตอนกลางวันสติสมาธิพร้อมสมบูรณ์ กิเลสกินไม่ได้เลย เผลอหลับเมื่อไรก็ฝันว่าไปปล้ำลูกสาวชาวบ้านเขาแล้ว..! นั่นถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะว่ากิเลสย่อมดิ้นรนชักจูงเราไปตามทางของตน ไม่อย่างนั้นก็ตายแน่..!
คราวนี้ของเรา ถ้าหากว่าสติ สมาธิเพียงพอก็ยังสู้กิเลสไม่ได้ ได้แต่ระงับอยู่ชั่วคราว... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
"บันทึกธรรม" (หลวงปู่ลี กุสลธโร)
.
• บันทึกธรรม•
" .. ในสมุดบันทึกเล่มเก่า ขาดวิ่นไปบางส่วน องค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่ลี กุสลธโร ได้ลิขิตธรรมเอาไว้ว่า .. "บุญและบาปย่อมแบ่งสัตว์ทั้งหลายให้ต่ำช้าหรือประณีต" สมกับโบราณเป็นผู้บัณฑิต ท่านแสดงอานิสงส์ไว้ ดังนี้ ..
• "ผู้ใดมีใจงดเว้นจากปาณาติบาต" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อายุยืน
• "ผู้ใดเบียดเบียนผู้อื่นให้เจ็บกายได้ทุกข์เพราะทุบตี" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์เป็นผู้มีโรคมาก
• "ผู้ใดงดเว้นจากเบียดเบียน" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์เป็นผู้มีโรคน้อย
• "ผู้ใดมักโกรธแรงกล้า" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์มีพรรณสรีระกายทุรพลเศร้าหมองไม่ผ่องใสงดงาม
• "ผู้ใดสกัดกลั้นโกรธหนักเสียให้เบาบาง" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์มีพรรณสรีระกายวิเศษผ่องใสงดงาม
• "ผู้ใดมีความริษยาในลาภสักการะของผู้อื่นแรงกล้าแน่นหนาอยู่ในสันดาน" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์มีศักดาเดชานุภาพน้อย
• "ผู้ใดไม่ริษยามีสันดานชุ่มด้วยมุทิตาในลาภสักการะของผู้อื่น" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์มีศักดาเดชานุภาพมาก
• "ผู้ใดไม่บริจาคจำแนกแจกทาน" ผู้นั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์มีโภคทรัพย์น้อยยากจนไม่ไพบูลย์
• "ผู้ใดมักจำแนกแจกทาน"... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕ -
เมื่อกายป่วย กำลังใจตก ประสบเคราะห์กรรม อย่าโทษว่าพระไม่คุ้มครอง นั่นเป็นกรรมของเราเอง
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ คนรอบข้างช่วงนี้ ไม่ว่าจะใกล้หรือว่าไกล ก็มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ หลายราย อย่างเช่นว่าลูกอ้อย (ศัลยา จันทร์อุ่ย) ลูกเจนนี่ (เมธาวี เหลืองถาวรกุล) เป็นต้น ตลอดจนกระทั่งญาติโยมที่รู้จักคุ้นเคยอีกหลายราย ก็แจ้งมาว่าติดเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ แล้ว ทั้ง ๆ ที่ ๕ ระลอกแรกนั้น ไม่ปรากฏว่าติดเชื้อเลย แต่มาระลอกนี้กลับติดเชื้อเข้าไปได้
ตรงจุดนี้อยากจะให้ทุกท่านระมัดระวังกำลังใจของเราเอาไว้ด้วย เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น เมื่อร่างกายไม่ดี ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็งจริง ๆ ก็มักจะฟุ้งซ่าน แล้วก็อาจจะทำให้เรากลายเป็นมิจฉาทิฎฐิไปได้..!
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไปคิดว่า ทำไมพระถึงไม่คุ้มครองป้องกันเรา ? โดยที่ลืมไปว่า แต่ละท่านแต่ละคนนั้น มีวาระกรรมของตนเองที่ทำเอาไว้แต่ปางก่อน เมื่อถึงเวลาวาระกรรมนั้นมาสนอง ก็ทำให้เราจะต้องประสบพบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่ว่าจะเป็นการตกต่ำ การเจ็บไข้ได้ป่วย หรือว่าการที่สูญเสียทรัพย์สินสิ่งของ เป็นต้น
แล้วกิเลสก็มักจะชักนำให้เราคิดไปในแต่ด้านที่แย่ ๆ ทำให้กำลังใจของเราห่างไกลความดีออกไปมาก...
หน้า 99 ของ 442